คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 650/2545
#42117
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการขนส่ง มีรถบรรทุกประกอบการถึง 30 คัน โดยไม่ใช่รถบรรทุกของจำเลยที่ 1 เลย แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีรายได้และผลประโยชน์มาจากรถบรรทุกที่เข้าร่วมประกอบการขนส่ง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 4จดทะเบียนเข้าร่วมประกอบการขนส่งกับจำเลยที่ 1 และด้านข้างรถก็พ่นสีระบุชื่อจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ยอมผูกพันตนเข้าร่วมกิจการและรับผลประโยชน์ร่วมกันกับจำเลยที่ 4เมื่อจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 4 ขับรถบรรทุกคันดังกล่าวในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 4 โดยประมาท ถือได้ว่าจำเลยที่ 5เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ในผลแห่งละเมิดนั้น ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ก็ต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1077(2),1087

จำเลยที่ 6 เป็นเพียงเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกที่ให้จำเลยที่ 4 เช่าซื้อไปจำเลยที่ 4 เป็นผู้ครอบครองใช้รถคันดังกล่าวจึงมีอำนาจนำรถไปจดทะเบียนประกอบการขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 1ได้ โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 6 และแม้ว่าจำเลยที่ 2จะเป็นผู้จัดการสาขาของจำเลยที่ 6 และร่วมกับจำเลยที่ 3 จดทะเบียนตั้งจำเลยที่ 1 ขึ้นมาเพื่อประกอบการขนส่งก็ตาม ก็เป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและเป็นกิจการของจำเลยที่ 1โดยลำพัง ไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 6 ร่วมประกอบการขนส่งกับจำเลยที่ 1และที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6ร่วมกันทำธุรกิจประกอบการขนส่งและเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-0030 กระบี่ โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-6242 สมุทรปราการและรถพ่วงบรรทุกถังแก๊สหมายเลขทะเบียน 80-3572 สมุทรปราการเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2532 นายสมนึก ไชยวงศ์ ลูกจ้างโจทก์ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อลากรถพ่วงบรรทุกถังแก๊สดังกล่าวไปตามถนนเพชรเกษม จากกรุงเทพมหานครมุ่งหน้าไปทางจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อถึงหลักกิโลเมตรที่ 328 ถึงที่ 330 ในท้องที่หมู่ที่ 1ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-0030 กระบี่ ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 แล่นสวนทางมาด้วยความประมาทแซงรถคันอื่นล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของโจทก์ เป็นเหตุให้ชนรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ซึ่งลากรถพ่วงบรรทุกถังแก๊สของโจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยรวม 3,502,715.73 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี จากต้นเงิน 3,258,340.22 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-6242 สมุทรปราการและรถพ่วงบรรทุกถังแก๊สหมายเลขทะเบียน 80-3572 สมุทรปราการจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ใช่เจ้าของผู้ครอบครองหรือประกอบการขนส่งรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-0030 กระบี่ และไม่ได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 5 เหตุละเมิดเกิดจากนายสมนึก ไชยวงศ์ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-6242 สมุทรปราการด้วยความประมาทโดยใช้ความเร็วสูง แซงรถจักรยานยนต์ล้ำเข้ามาชนรถยนต์บรรทุกที่จำเลยที่ 5 ขับในช่องเดินรถของจำเลยที่ 5 คำฟ้องเคลือบคลุม เนื่องจากรายการความเสียหายตามเอกสารท้ายฟ้องเป็นภาษาต่างประเทศ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่เข้าใจว่าโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร จำนวนเท่าใด กรรมการของโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความและตราประทับในใบแต่งทนายความไม่ใช่ตราสำคัญของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การทำนองเดียวกันว่า กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-6242สมุทรปราการ และรถพ่วงบรรทุกถังแก๊สหมายเลขทะเบียน80-3572 สมุทรปราการ จำเลยที่ 4 มิได้ประกอบการขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 6 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 5 ไม่ได้เป็นลูกจ้างขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1ถึงที่ 4 และที่ 6 เหตุละเมิดเกิดจากนายสมนึก ไชยวงศ์ ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-6242 สมุทรปราการ ด้วยความประมาทแซงรถจักรยานยนต์ล้ำเข้ามาชนรถยนต์บรรทุกที่จำเลยที่ 5 ขับในช่องเดินรถของจำเลยที่ 5 รถพ่วงบรรทุกถังแก๊สหมายเลขทะเบียน 80-3572 สมุทรปราการ ได้รับความเสียหายไม่เกิน200,000 บาท และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30กันยายน 2532 เพราะโจทก์มิได้จ่ายเงินค่าซ่อมไปตั้งแต่วันดังกล่าวขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 6 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-0030 กระบี่ ไปจากจำเลยที่ 6และชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 6 ไม่ใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวร่วมกับจำเลยที่ 1ถึงที่ 4 จำเลยที่ 5 มิได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 6 คำฟ้องเกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุมเนื่องจากรายการค่าซ่อมรถพ่วงบรรทุกถังแก๊สตามเอกสารท้ายฟ้องเป็นภาษาอังกฤษ จำเลยที่ 6 ไม่อาจเข้าใจได้ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไทยศรีนครประกันภัย จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วมและจำเลยที่ 4 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวอรุณวรรณ อุ่นทรัพย์เจริญ ทายาทเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-6242 สมุทรปราการ และรถพ่วงบรรทุกถังแก๊สหมายเลขทะเบียน 80-3572 สมุทรปราการ จำเลยร่วมเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-0030 กระบี่ จำนวนเงินเอาประกัน 200,000 บาท จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 5 ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 4ผู้เอาประกันภัยและเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของนายสมนึกไชยวงศ์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 กับจำเลยร่วมใช้เงิน 3,258,340.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 30 กันยายน 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้จำเลยร่วมรับผิดในต้นเงินไม่เกิน 200,000 บาท แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 1 ตุลาคม 2533) ต้องไม่เกิน244,375.50 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 6

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5ร่วมกันใช้เงิน 3,258,340.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 1 ตุลาคม 2533) ต้องไม่เกิน244,375.50 บาท โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดใช้เงินจำนวน200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่30 กันยายน 2532 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยคู่ความทั้งสองฝ่าย มิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ 6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-0030 กระบี่โดยจำเลยที่ 4 เป็นผู้เช่าซื้อ และจดทะเบียนประกอบการขนส่งประเภทไม่ประจำทางร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 5 เป็นลูกจ้างขับรถยนต์คันดังกล่าวในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 4 ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 5 ขับรถยนต์คันดังกล่าวโดยประมาทชนรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-6242 สมุทรปราการ ซึ่งลากรถพ่วงบรรทุกถังแก๊สหมายเลขทะเบียน 80-3572 สมุทรปราการ ของโจทก์ เป็นเหตุให้รถพ่วงคันดังกล่าวและถังแก๊สเสียหายเป็นเงิน 3,258,340.22บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีนายธานินทร์ ยลวงศ์นักวิชาการขนส่งประจำสำนักงานขนส่งกระบี่เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ประกอบการขนส่งประเภทไม่ประจำทาง และจำเลยที่ 4 ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ให้ประกอบการขนส่งกับจำเลยที่ 1 ตามสำเนาหนังสือแสดงการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.1 รถยนต์บรรทุกที่จดทะเบียนประเภทไม่ประจำทางไม่จำต้องเป็นรถยนต์บรรทุกของผู้ประกอบการขนส่ง แต่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ประกอบการขนส่งให้เข้าร่วมประกอบการขนส่ง ส่วนการจดทะเบียนรถยนต์บรรทุกประเภทส่วนบุคคลผู้ขอจดทะเบียนจะต้องเป็นเจ้าของหรือผู้เช่าซื้อ รถยนต์บรรทุกที่จดทะเบียนประเภทไม่ประจำทางจะเปลี่ยนแปลงเป็นประเภทส่วนบุคคล ผู้ประกอบการขนส่งจะต้องขอถอนจากประเภทไม่ประจำทางก่อน แล้วผู้เป็นเจ้าของหรือผู้เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวจึงจะขอจดทะเบียนเป็นประเภทส่วนบุคคลได้ ส่วนฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความในทำนองว่า จำเลยที่ 2และที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนตั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดขึ้น เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกจากจำเลยที่ 6 ให้สามารถนำไปจดทะเบียนและประกอบการขนส่งประเภทไม่ประจำทางได้ โดยจำเลยที่ 1 ได้รับค่าธรรมเนียมจากการที่จำเลยที่ 4 ขอเข้าร่วมประกอบการขนส่งเพียง 1,000 บาทเท่านั้น แต่จำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า หากไม่ร่วมประกอบการขนส่งกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4 ก็สามารถจดทะเบียนประเภทอื่นได้และจำเลยที่ 3 เบิกความว่า จำเลยที่ 4 เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-0030 กระบี่ จากจำเลยที่ 6 เมื่อวันที่ 20ธันวาคม 2527 ก่อนการเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจดทะเบียนประเภทส่วนบุคคล และเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าลูกค้าที่เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกไปจากจำเลยที่ 6 บางรายก็นำไปรับจ้างขนส่งเอง โดยไม่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ปัจจุบันจำเลยที่ 1มีรถยนต์บรรทุกประกอบการอยู่ประมาณ 30 คัน แต่มิใช่รถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แม้แต่คันเดียว นอกจากนี้จำเลยที่ 5ยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ที่ด้านข้างรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุที่จำเลยที่ 5 ขับ พ่นสีว่า "ห้างหุ้นส่วนจำกัดกระบี่เดินรถ" เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการขนส่งมาหลายปีจนกระทั่งมีรถยนต์บรรทุกประกอบการถึง 30 คัน โดยมิใช่รถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 1 เลยย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 1 มีรายได้และผลประโยชน์มาจากรถยนต์บรรทุกที่เข้าร่วมประกอบการขนส่ง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1ยินยอมให้จำเลยที่ 4 จดทะเบียนเข้าร่วมประกอบการขนส่งกับจำเลยที่ 1 และด้านข้างรถก็พ่นสีระบุชื่อจำเลยที่ 1 ไว้ด้วยจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ยอมผูกพันตนเข้าร่วมกิจการและรับผลประโยชน์ร่วมกันกับจำเลยที่ 4 ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กล่าวอ้างว่าได้รับประโยชน์เป็นค่าธรรมเนียมเพียง 1,000 บาท นั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่น่าเชื่อถือ และข้ออ้างที่ว่าจดทะเบียนตั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดขึ้น เพื่อให้บริการหรืออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกจากจำเลยที่ 6 ให้สามารถนำไปจดทะเบียนและประกอบการขนส่งประเภทไม่ประจำทางได้ ก็ขัดต่อเหตุผล เพราะถึงแม้ลูกค้าไม่อาจจดทะเบียนรถยนต์บรรทุกประเภทไม่ประจำทางก็สามารถจดทะเบียนประเภทส่วนบุคคลได้อยู่แล้ว และลูกค้าบางคนก็นำรถยนต์บรรทุกไปรับจ้างขนส่งเองโดยไม่ร่วมกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ฉะนั้นเมื่อจำเลยที่ 4 นำรถยนต์บรรทุกมาร่วมประกอบการขนส่งกับจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 5 เป็นลูกจ้างขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 4 โดยประมาท กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 5 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ในผลแห่งละเมิดนั้น ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1077(2) มาตรา 1087จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 6ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายธานินทร์ ยลวงศ์ นักวิชาการขนส่งพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 6ไม่มีใบอนุญาตประกอบการขนส่ง เพราะตามระเบียบห้ามผู้ค้ารถยนต์เป็นผู้ประกอบการขนส่ง และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 6เป็นผู้ร่วมประกอบการขนส่งกับจำเลยที่ 1 คงได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-0030 กระบี่ โดยให้จำเลยที่ 4 เช่าซื้อ จำเลยที่ 4 เป็นผู้ครอบครองใช้รถยนต์ดังกล่าวแล้วนำไปจดทะเบียนประกอบการขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 4 มีอำนาจกระทำเช่นนั้นได้ โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 6 แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้จัดการสาขาของจำเลยที่ 6 และร่วมกับจำเลยที่ 3 จดทะเบียนตั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดขึ้นเพื่อประกอบการขนส่งดังวินิจฉัยมาข้างต้นก็เป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 โดยลำพังเพราะไม่ปรากฏว่ากรรมการของจำเลยที่ 6 ได้เข้าไปเป็นหุ้นส่วนหรือเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 6 ร่วมประกอบการขนส่งกับจำเลยที่ 1และที่ 4 ดังนั้น จำเลยที่ 6 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดต่อโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425 ม. 572 ม. 1077 (2) ม. 1087
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไทยอินดัสเตรียลแก๊ส จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด กระบี่เดินรถ กับพวก
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — บริษัท ไทยศรีนครประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 644/2545
#42116
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่า เจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบจากสายลับว่าจำเลยที่ 1 ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นเข้าตรวจค้นทันที โดยมิได้ดำเนินการเป็นขั้นตอนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวงโดยวิธีการล่อซื้อเพื่อเป็นการยืนยันให้มั่นคงถึงพฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 1 ว่าร่วมกับจำเลยที่ 2ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริง พฤติการณ์ที่โจทก์นำสืบมาไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ใคร ที่ไหน อย่างใด และเมื่อใด กรณีไม่ใช่เป็นการคาดคิดหรือเป็นความเข้าใจของผู้จับกุมที่จะทราบเพียงลำพังตนเองอันเป็นการรู้เฉพาะบุคคลตามที่โจทก์ฎีกา โจทก์มีภาระการพิสูจน์ที่จะต้องนำสืบถึงพฤติการณ์ทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์อ้างเพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่บุคคลอื่นจนปราศจากสงสัย มิใช่อาศัยคำรับในชั้นจับกุมหรือคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่เบิกความตอบโจทก์ถามค้านเพียงว่า เมื่อซื้อเมทแอมเฟตามีนมาแล้วจะให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้เก็บและจำเลยที่ 1 เคยนำเมทแอมเฟตามีนจำหน่ายให้บุคคลอื่น คำเบิกความจำเลยที่ 1 เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆเท่านั้น แม้จะเป็นผลร้ายแก่ตนเองก็ยังไม่พอฟังลงโทษจำเลยที่ 1ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 20 กรัมไม่เข้าข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่จะถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงรับฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งข้อหาดังกล่าวเป็นเหตุในลักษณะคดีมีผลถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้อุทธรณ์ ให้ได้รับผลตามคำพิพากษาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 213

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 59 เม็ด น้ำหนัก 4.72 กรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยทั้งสองเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวนใดไม่ปรากฏชัด โดยเสพรับยาเสพติดให้โทษดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีสูบรมควันอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรีจังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 59 เม็ด และธนบัตรจำนวน 3,500 บาทเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและธนบัตรจำนวน3,500 บาท ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้จำคุกคนละ 6 ปี ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนให้จำคุกคนละ 1 ปี รวมให้จำคุกคนละ 7 ปี จำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยที่ 1ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นเวลา 4 ปีและจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเวลา6 เดือน สำหรับจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 4 ปี 6 เดือน ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและให้คืนธนบัตรจำนวน 3,500 บาท แก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,67 ลงโทษจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน เมื่อรวมโทษของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วคงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 59 เม็ด และเงินจำนวน 3,500 บาทเป็นของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์ฎีกาโต้แย้งดุลพินิจวินิจฉัยในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยเห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาพอฟังลงโทษจำเลยทั้งสองได้นั้น สำหรับปัญหาดังกล่าวโจทก์มีร้อยตำรวจเอกเจษฎากร ศรีงาม และนายดาบตำรวจธวัช เอี่ยมสะอาดศรี มาเป็นพยานเบิกความยืนยันว่าก่อนจับกุมจำเลยทั้งสองนายดาบตำรวจธวัชสืบทราบจากสายลับว่า จำเลยที่ 1 ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านเลขที่ 23 ถนนแสนคำแมน ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรีจังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีกลุ่มวัยรุ่นเข้าออกที่บ้านของจำเลยที่ 1 เป็นประจำจึงรายงานให้ร้อยตำรวจเอกเจษฎากรทราบ และพยานทั้งสองได้ร่วมกับพวกวางแผนจับกุมโดยขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นตามเอกสารหมาย จ.1และเข้าตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 1 พบเมทแอมเฟตามีนของกลางจากกระเป๋าเสื้อของจำเลยที่ 2 รวม 59 เม็ด ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1รับว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแล้วมอบให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้เก็บแต่ในชั้นพิจารณาคดีของศาลจำเลยที่ 1 นำสืบว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางมีไว้เพื่อเสพ จำเลยที่ 1 ลงชื่อในบันทึกการจับกุมโดยไม่ได้อ่านข้อความ เห็นว่า พยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมาได้ความเพียงว่า นายดาบตำรวจธวัชสืบทราบจากสายลับว่าจำเลยที่ 1ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านเกิดเหตุก็รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นเข้าตรวจค้นทันทีโดยมิได้ดำเนินการเป็นขั้นตอนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวงโดยวิธีการล่อซื้อเพื่อเป็นการยืนยันให้มั่นคงถึงพฤติการณ์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ว่าร่วมกันกับจำเลยที่ 2 ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริง พฤติการณ์แห่งคดีตามที่โจทก์นำสืบมายังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 1ร่วมกับจำเลยที่ 2 โดยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ใคร ที่ไหน อย่างใด เมื่อใด ไม่ใช่เป็นการคาดคิดหรือเป็นความเข้าใจของพยานโจทก์ผู้จับกุมที่จะทราบเพียงลำพังตนเองเป็นการรู้เฉพาะบุคคลดังฎีกาโจทก์ โจทก์มีภาระการพิสูจน์ที่จะต้องนำสืบถึงพฤติการณ์ทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์อ้างเพื่อแสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่บุคคลอื่นจนปราศจากสงสัยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดจริงมิใช่เพียงอาศัยคำรับในชั้นจับกุม หรือคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่เบิกความตอบโจทก์ถามค้านเพียงว่า เมื่อซื้อเมทแอมเฟตามีนมาแล้วจะให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้เก็บ จำเลยที่ 1ไม่ได้เก็บเอง จำเลยที่ 2 เคยนำเมทแอมเฟตามีนจำหน่ายให้บุคคลอื่นลำพังเพียงคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่เบิกความลอย ๆ เพียงเท่านั้นแม้จะเป็นผลร้ายแก่ตัวเองก็ยังไม่พอฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังฎีกาโจทก์ได้ นอกจากนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีน้ำหนักเพียง 4.72 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 20 กรัม ไม่เข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายที่จะถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้ คงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และข้อหาดังกล่าวเป็นเหตุในลักษณะคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7พิพากษาถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้อุทธรณ์ให้ได้รับผลตามคำพิพากษาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 นั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 174 ม. 213 ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นาย วิชุกร กันตะวงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 631/2545
#44105
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับบริษัทจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน อันเป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้บังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ร้องที่เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 สิทธิของผู้ร้องมีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 เพียงใดก็คงมีอยู่อย่างนั้น ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) อีกทั้งผู้ร้องก็ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ซึ่งถือว่าเป็นคู่ความในคดีอันจะใช้สิทธิต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ในฐานะเป็นผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้ชำระเงินจำนวน 77,847,671.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 55,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 5 โจทก์ขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นนายเกียรติ ธรรมมงคล จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย เพราะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินและหนี้สินของจำเลยที่ 1 จึงเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การที่จำเลยที่ 3 หรือผู้ร้องยื่นคำร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของจำเลยที่ 1 หาใช่เป็นการโต้แย้งสิทธิต่อจำเลยที่ 3 หรือผู้ร้องโดยตรงไม่ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 วรรคแรกบัญญัติว่า "บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด (1) ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่..."คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้บังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ร้อง สิทธิของผู้ร้องมีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 เพียงใดก็คงมีอยู่อย่างนั้นไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) อีกทั้งผู้ร้องก็ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ซึ่งถือว่าเป็นคู่ความในคดีอันจะใช้สิทธิต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่แล้วจึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกแต่อย่างใดที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — นาย เกียรติ ธรรมมงคล
จำเลย — บริษัท ชนาธิผล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สุรพล เจียมจูไร
มลคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 631/2545
#47376
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้บังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ร้อง สิทธิของผู้ร้องมีอยู่ในบริษัทของจำเลยที่ 1 เพียงใดก็คงมีอยู่อย่างนั้น ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) อีกทั้งผู้ร้องก็ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ซึ่งถือว่าเป็นคู่ความในคดีอันจะใช้สิทธิต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้ชำระเงินจำนวน 77,847,671.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 55,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 5 โจทก์ขอถอนฟ้องศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นนายเกียรติ ธรรมมงคล จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายเพราะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินและหนี้สินของจำเลยที่ 1 จึงขอเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งว่า การที่จำเลยที่ 3 หรือผู้ร้องยื่นคำร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของจำเลยที่ 1 หาใช่เป็นการโต้แย้งสิทธิต่อจำเลยที่ 3 หรือผู้ร้องโดยตรงไม่ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 วรรคแรกบัญญัติว่า "บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด (1)ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่..." คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้บังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ร้องสิทธิของผู้ร้องมีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 เพียงใดก็คงมีอยู่อย่างนั้น ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) อีกทั้งผู้ร้องก็ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีนี้จึงถือว่าเป็นคู่ความในคดีอันจะใช้สิทธิต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่แล้วจึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — นาย เกียรติ ธรรมมงคล
จำเลย — บริษัท ชนาธิผล จำกัด ที่ 1 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 631/2545
#99878
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้บังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ร้อง สิทธิของผู้ร้องมีอยู่ในบริษัทของจำเลยที่ 1 เพียงใดก็คงมีอยู่อย่างนั้น ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) อีกทั้งผู้ร้องก็ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ซึ่งถือว่าเป็นคู่ความในคดีอันจะใช้สิทธิต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้อง จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ในฐานะผู้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ให้ชำระเงินจำนวน ๗๗,๘๔๗,๖๗๑.๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ในต้นเงิน ๕๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และ ที่ ๔ ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๕ โจทก์ขอถอนฟ้องศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นนายเกียรติ ธรรมมงคลจำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องขอว่า จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหายเพราะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินและหนี้สินของจำเลยที่ ๑ จึงเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ ๓

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งว่า การที่จำเลยที่ ๓ หรือผู้ร้องยื่นคำร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของจำเลยที่ ๑ หาใช่เป็นการโต้แย้งสิทธิต่อจำเลยที่ ๓ หรือผู้ร้องโดยตรงไม่ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้อง อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ ๓ หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ วรรคแรก บัญญัติว่า "บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด (๑) ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่..." คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้บังคับเอาแก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ร้อง สิทธิของผู้ร้องมีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ ๑ เพียงใดก็คงมีอยู่อย่างนั้น ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) อีกทั้งผู้ร้องก็ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ ๓ ในคดีนี้จึงถือว่าเป็นคู่ความในคดีอันจะใช้สิทธิต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่แล้วจึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้ร้อง ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

นายนิพันธ์ ช่วยสกุล ผู้ช่วยฯ

นางสาวอังคณา สินเกษม ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1)
ชื่อคู่ความ
(มหาชน) — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด
ธรรมมงคล — นายเกียรติ
กับพวก — บริษัทชนาธิผล จำกัด ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายฉกาจกิต พัฒนานุพงษ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 626/2545
#496046
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 5 ปี รวมสองกระทง จำคุก 11 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 4 เดือน มีผลเท่ากับศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดกระทงแรกมีกำหนด 4 ปี และในความผิดกระทงหลังมีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ซึ่งเป็นการลงโทษจำคุกในแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและธนบัตร 1,600 บาท ของกลาง และคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 5 ปี รวมสองกระทงจำคุก 11 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ คำขออื่นนอกนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 5 ปี รวมสองกระทงจำคุก 11 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 4 เดือน มีผลเท่ากับศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดกระทงแรกมีกำหนด 4 ปี และในความผิดกระทงหลังมีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ซึ่งเป็นการลงโทษจำคุกในแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยฎีกาว่าพยานโจทก์เบิกความมีพิรุธและขัดต่อเหตุผล จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเพราะถูกบังคับขู่เข็ญและทำร้ายร่างกาย สำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ไม่ระบุชื่อผู้ที่ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นพิรุธ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดหรือไม่นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาโดยเห็นว่าแม้เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ได้ต้องห้ามฎีกานั้น เป็นการไม่ชอบและยังถือไม่ได้ว่าเป็นการอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นายขจรศักดิ์ กรีบาง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายยอน พลาบดีวัฒน
ศาลุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 624/2545
#46509
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์บรรยายไว้โดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบหรือหลงต่อสู้ จำเลยได้ให้การต่อสู้คดีอย่างถูกต้อง ส่วนค่าเสียหาย ค่าแรงและค่าอะไหล่แต่ละรายการจำนวนเท่าใดล้วนแต่เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบให้ปรากฏได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างซึ่งได้กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกเป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายจนต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอก จึงเป็นกรณีที่บุคคลหลายคนจะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิง แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สินเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 สำหรับกรณีของจำเลยก็เช่นเดียวกันถือว่าเป็นลูกหนี้ร่วมกับ ธ. ลูกจ้างผู้ทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยหรือ ธ. ลูกจ้างผู้ทำละเมิดคนใดคนหนึ่งได้โดยลำพังเพียงคนเดียวโดยไม่ฟ้อง ธ. ลูกจ้างผู้ทำละเมิดเป็นจำเลยด้วยก็ย่อมทำได้ ไม่ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

หลังเกิดเหตุรถยนต์สองคันชนกัน ป. พนักงานของจำเลยและ ธ. พนักงานขับรถยนต์โดยสารสาธารณะคันเกิดเหตุได้ทำหนังสือยินยอมรับผิดว่ารถยนต์ของจำเลยได้ชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยระบุความเสียหายที่เกิดขึ้นให้ไว้แก่เจ้าของรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเพื่อนำไปตกลงค่าเสียหายต่อไป จึงเป็นเพียงหนังสือที่ออกให้เพื่อทราบความเสียหายและเพื่อแสดงความรับผิดชอบเบื้องต้นของจำเลยกับเจ้าของรถยนต์คู่กรณีเท่านั้น โดยไม่มีรายละเอียดหรือข้อตกลงที่แน่นอนเกี่ยวกับจำนวนเงินค่าเสียหายที่ต้องชำระ วิธีชำระอันจะทำให้ปราศจากการโต้แย้งกันอีก จึงมิใช่เป็นการระงับข้อพิพาทในมูลละเมิด มิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความอันจะทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างหลุดพ้นจากความรับผิดในมูลละเมิดแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 53,279 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,716 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 38,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 มกราคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 พ - 4584 กรุงเทพมหานคร ไว้จากบริษัทเสถียรสเตนเลสสตีล จำกัด (มหาชน)จำเลยประกอบกิจการรับจ้างขนส่งคนโดยสารสาธารณะ เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์โดยสารสาธารณะหมายเลขทะเบียน 12 - 1588 กรุงเทพมหานคร สาย 1013 และเป็นนายจ้างหรือตัวการใช้ให้นายธนู ชูเชิด ขับรถคันดังกล่าวไปในทางการที่จ้าง เมื่อวันที่ 12กันยายน 2539 เวลา 17.50 นาฬิกา นายควง พลอยสูง ได้ขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์มาถึงสะพานข้ามคลองตรงข้ามซอยเปรม แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบังกรุงเทพมหานคร ได้หยุดรถต่อท้ายรถยนต์โดยสารสาธารณะหมายเลขทะเบียน12 - 1588 กรุงเทพมหานคร ที่ขับโดยนายธนู ขณะนั้นนายธนูขับรถด้วยความประมาทจอดรถส่งผู้โดยสารบริเวณเชิงสะพานอันเป็นที่ลาดชัน โดยไม่ห้ามล้อหรือดึงเบรกมือ จึงเป็นเหตุให้รถไหลถอยหลังมาชนบริเวณหน้ารถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์เสียหาย แล้วบรรยายฟ้องเกี่ยวกับความเสียหายและจำนวนค่าเสียหาย พร้อมคำขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายแสดงไว้โดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้ว ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบหรือหลงต่อสู้ดังที่อ้างในฎีกาแต่อย่างใด ซึ่งจำเลยได้ให้การต่อสู้คดีอย่างถูกต้องส่วนค่าเสียหาย ค่าแรง และค่าอะไหล่แต่ละรายการจำนวนเท่าใด ล้วนแต่เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบให้ปรากฏได้ในชั้นพิจารณา ดังนั้น ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าโจทก์จะฟ้องให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างรับผิดในผลแห่งการละเมิดตามลำพังโดยไม่ฟ้องนายธนูลูกจ้างผู้ทำละเมิดร่วมเป็นจำเลยด้วยไม่ได้นั้นเห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 บัญญัติว่า นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้นเป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างซึ่งได้กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกเป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายจนต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกนั้น จึงเป็นกรณีที่บุคคลหลายคนจะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิง แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียวก็ดี เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 สำหรับกรณีของจำเลยก็เช่นเดียวกันถือว่าเป็นลูกหนี้ร่วมกับนายธนูลูกจ้างผู้ทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยหรือนายธนูลูกจ้างผู้ทำละเมิดคนใดคนหนึ่งได้โดยลำพังเพียงคนเดียวโดยไม่ฟ้องนายธนูลูกจ้างผู้ทำละเมิดเป็นจำเลยด้วยก็ย่อมทำได้ ไม่ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใดส่วนการที่จำเลยจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากนายธนูลูกจ้างก็ย่อมกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426และที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยอาจแพ้คดีในการฟ้องไล่เบี้ยเอากับนายธนูลูกจ้างนั้น ก็เป็นการคาดเดาของจำเลยเอง หาทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องคดีนี้เสียไปไม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สามมีว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยนอกประเด็นเป็นการไม่ชอบหรือไม่นั้น จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นหยิบยกประเด็นการเดินรถร่วมในสัมปทานของจำเลยมาวินิจฉัยแล้วถือว่านายธนูเป็นลูกจ้างจำเลยเป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้องหรือนอกประเด็น ศาลจะรับฟังมาเป็นข้อวินิจฉัยหาได้ไม่คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อที่สามว่า นายธนู ชูเชิด เป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยพยานหลักฐานแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า นายธนูเป็นลูกจ้างจำเลยจึงหาใช่การวินิจฉัยนอกประเด็นดังกล่าวไม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า มูลหนี้ละเมิดระงับสิ้นไปแล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาว่านายธนูได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องร้องในมูลละเมิดได้อีกต่อไปนั้นเห็นว่าหลังเกิดเหตุรถยนต์สองคันชนกัน นายประสิทธิ์พนักงานของจำเลยและนายธนูพนักงานขับรถยนต์โดยสารสาธารณะคันเกิดเหตุได้ทำหนังสือยินยอมรับผิดว่ารถยนต์ของจำเลยได้ชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยระบุความเสียหายที่เกิดขึ้นให้ไว้แก่เจ้าของรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเพื่อนำไปตกลงค่าเสียหายต่อไป จึงเป็นเพียงหนังสือที่ออกให้เพื่อทราบความเสียหายและเพื่อแสดงความรับผิดชอบเบื้องต้นของจำเลยกับเจ้าของรถยนต์คู่กรณีเท่านั้น โดยไม่มีรายละเอียดหรือข้อตกลงที่แน่นอนเกี่ยวกับจำนวนเงินค่าเสียหายที่ต้องชำระ วิธีชำระอันจะทำให้ปราศจากการโต้แย้งกันอีก จึงมิใช่เป็นการระงับข้อพิพาทในมูลละเมิดมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความอันจะทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างหลุดพ้นจากความรับผิดในมูลละเมิดแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 425 ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัท ลาดกระบัง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 615/2545
#44104
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 19) ใช้บังคับ คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยจึงอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์นำมาตรา 199 จัตวา แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่มาบังคับแก่คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยจึงไม่ถูกต้อง

คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยกล่าวเพียงว่า ดอกเบี้ยตามคำพิพากษาเป็นเบี้ยปรับซึ่งสูงเกินไป อัตราที่เหมาะสมควรจะเป็นอัตราร้อยละ 13 ถึง 14 ต่อปี โดยมิได้คัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นว่าเหตุใดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาที่จำเลยตกลงจะชำระให้แก่โจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นเป็นเบี้ยปรับ รวมทั้งมีเหตุประการใดที่แสดงว่าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน และมีเหตุสมควรอย่างใดที่จะให้ศาลลดลงเหลือเพียงอัตราร้อยละ 13 ถึง 14 ต่อปี อันเป็นข้อสำคัญที่จำเลยจะต้องกล่าวคัดค้านมาในคำขอให้พิจารณาใหม่โดยละเอียดชัดแจ้ง เมื่อคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยมิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินกู้และบังคับจำนองจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 947,813.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 824,606.17 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 สิงหาคม2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9902และ 9905 ตำบลไทรน้อย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่หรือที่จะมีขึ้นในภายหน้าซึ่งเป็นทรัพย์จำนองของจำเลยตามฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยยื่นคำร้องว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ19 ต่อปี นั้น จำเลยเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับซึ่งสูงเกินไป อัตราที่เหมาะสมควรจะเป็นอัตราร้อยละ 13 ถึง 14 ต่อปี จำเลยมิได้มีภูมิลำเนาตามฟ้องเนื่องจากจำเลยไปทำงานและพักอาศัยที่จังหวัดราชบุรีโดยไม่ได้แจ้งย้ายทะเบียนบ้านเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2543 จำเลยไปติดต่อฝ่ายประนอมหนี้ของโจทก์จึงทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องในวันเดียวกัน กรณีมีพฤติการณ์พิเศษ ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วสั่งในคำร้องว่า ตามคำขอมิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล เพื่อแสดงว่าตนอาจชนะคดีได้อย่างไรไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงที่จะแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า หากมีการพิจารณาใหม่แล้วศาลอาจพิพากษาให้ชนะคดีได้ ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสอง ยกคำขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาว่า คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยได้กล่าวไว้โดยละเอียดถึงเหตุที่จำเลยขาดนัดและข้อคัดค้านคำตัดสินของศาลชั้นต้นครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 ซึ่งไม่มีข้อความใดของบทกฎหมายดังกล่าวบังคับให้ต้องกล่าวอ้างว่าจำเลยจะชนะคดีโจทก์อย่างไรหรือมีหลักฐานใดมาสนับสนุนถึงเหตุที่จะชนะคดีได้อย่างไร ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยมานั้น ไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวามาบังคับใช้แก่คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า บทกฎหมายดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2543 ซึ่งตามมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้มีผลใช้บังคับนับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปและได้มีประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2543 และตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไม่ให้ใช้บังคับแก่คดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่ยื่นฟ้องนั้นบังคับแก่คดีดังกล่าวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เมื่อปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2541 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2543 ใช้บังคับคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยจึงอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ศาลอุทธรณ์นำมาตรา 199 จัตวาแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่มาบังคับแก่คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยจึงไม่ถูกต้อง มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสองหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หากจำเลยไม่ชำระให้บังคับจำนองแก่ทรัพย์สินที่จำนองตามฟ้อง คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยกล่าวเพียงว่า จำเลยเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยตามคำพิพากษาเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งสูงเกินไป อัตราที่เหมาะสมควรจะเป็นอัตราร้อยละ13 ถึง 14 ต่อปี โดยมิได้คัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นในข้อที่ว่า เหตุใดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาที่จำเลยตกลงจะชำระให้แก่โจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นเป็นเบี้ยปรับ รวมทั้งมีเหตุผลประการใดบ้างที่แสดงว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนและมีเหตุสมควรอย่างใดที่จะให้ศาลลดลงเหลือเพียงอัตราร้อยละ 13 ถึง 14 ต่อปี อันเป็นข้อสำคัญที่จำเลยจะต้องกล่าวคัดค้านมาในคำขอให้พิจารณาใหม่โดยละเอียดชัดแจ้ง เมื่อคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยมิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำขอพิจารณาใหม่ของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 จัตวา ม. 208 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นาย ณัฐพงศ์ เบญจโชติช่วง
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 614/2545
#44103
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยต่อไป เท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้สืบพยานจำเลยต่อไปจำเลยทั้งสามจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยทั้งสามไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามโดยยังมิได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดี จึงชอบที่จะมีคำสั่งให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151มิใช่สั่งให้ค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน12,887,403.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน11,660,062.28 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6436 ตำบลหลักสอง อำเภอภาษีเจริญ(หนองแขม) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นชี้สองสถาน กำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้วให้โจทก์นำพยานเข้าสืบก่อน โจทก์สืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ในวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตและให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสาม และนัดฟังคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 10,291,992.45บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6436 ตำบลหลักสอง อำเภอภาษีเจริญ(หนองแขม) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ 3 นำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามชอบหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่าจำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานจำเลยและขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยต่อไป เป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงไม่อยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 229 ที่จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยต่อไป เท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้สืบพยานจำเลยต่อไป จำเลยทั้งสามจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 229 เมื่อจำเลยทั้งสามไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามโดยยังมิได้วินิจฉัยประเด็นแห่งอุทธรณ์ จึงชอบที่จะมีคำสั่งให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์เป็นพับไปด้วยนั้นไม่ถูกต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสามค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 151 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย กมลจิตต กุลาตี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 611/2545
#42115
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯและตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135(พ.ศ. 2539)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น โจทก์ไม่จำต้องแนบประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวมาพร้อมกับคำฟ้อง เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์สามารถนำสืบรายละเอียดในชั้นพิจารณาได้ คำฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135(พ.ศ. 2539)ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2539และมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศกระทรวงดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับเช่นกฎหมาย และเมื่อศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การว่าทราบคำฟ้องของโจทก์โดยตลอดแล้วขอให้การรับสารภาพ จึงถือว่าจำเลยได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้วจำเลยไม่อาจแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาได้

จำเลยให้การรับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามฟ้อง ทั้งยังแถลงรับว่าร้อยตำรวจโท ว. เป็นผู้ตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางและของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯจริง ดังนั้น ข้ออ้างที่จำเลยฎีกาว่าของกลางมิใช่เมทแอมเฟตามีนจึงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพโดยมิได้โต้แย้งมาก่อน จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์ จำเลยจะโต้เถียงเกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์ของกลางหรือโต้แย้งว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องอีกหาได้ไม่ เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะรับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ก็เป็นการไม่ชอบ และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15และแม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด น้ำหนัก0.45 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ไม่ปรากฏน้ำหนัก อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 500 บาทอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลหลุ่งตะเคียน อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด และธนบัตรรวมเป็นเงิน 500 บาทเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งให้เรียงกระทงลงโทษฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี ริบของกลางคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด พร้อมธนบัตรของกลางจำนวน500 บาท ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่าคำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่แนบประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) มาพร้อมคำฟ้องจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายระบุไว้ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โจทก์ไม่จำต้องแนบประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าวมาพร้อมกับคำฟ้องเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์สามารถนำสืบรายละเอียดในชั้นพิจารณาได้ คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อที่สองมีว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยได้ทราบประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539)แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ทราบถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จึงลงโทษจำเลยตามฟ้องไม่ได้นั้น เห็นว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2539 และให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับเช่นกฎหมายเมื่อศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การว่าได้ทราบคำฟ้องของโจทก์โดยตลอดแล้วขอให้การรับสารภาพ ดังปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2543 ถือได้ว่าจำเลยได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงไม่อาจแก้ตัวได้ว่า ไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นที่จำเลยฎีกาในประการต่อมาว่า การตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้ยังรับฟังไม่ได้ว่ามีการตรวจพิสูจน์โดยชอบ ผลการตรวจพิสูจน์จึงยังไม่อาจรับฟังว่าของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีนและจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องโดยฎีกาอ้างว่าจำเลยนำเสื้อผ้าของบุตรชายมาสวมใส่ ไม่ทราบว่ามีเมทแอมเฟตามีนอยู่ในกระเป๋าเสื้อ จำเลยไม่รู้จักเมทแอมเฟตามีนมาก่อน จำเลยพักอาศัยอยู่กลางทุ่งห่างไกลความเจริญไม่สามารถจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนได้ เจ้าพนักงานตำรวจสร้างหลักฐานเท็จนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องและไม่เคยโต้แย้งมาก่อนว่าของกลางตามฟ้องมิใช่เมทแอมเฟตามีน ทั้งยังแถลงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 12กันยายน 2543 ยอมรับว่าร้อยตำรวจโทวชิระ ละเอียดศิลป์เป็นผู้ตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางจริง และของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 จริง ข้ออ้างของจำเลยจึงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพโดยมิได้โต้แย้งมาก่อนข้อเท็จจริงจึงต้องฟังตามคำฟ้องของโจทก์ จำเลยจะโต้เถียงในชั้นฎีกาเกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางหรือโต้แย้งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องอีกหาได้ไม่เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพไปแล้วแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะรับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ก็ตามก็เป็นการไม่ชอบและถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และแม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 64
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 158 ม. 221
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นาง หนูสีหรือหนูศรี คำปลิวหรือทิพเนตร
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 610/2545
#44102
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 7 มีภูมิลำเนาแน่นอน จึงไม่มีกรณีที่ไม่สามารถส่งหมายแก่จำเลยที่ 7ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 7 ได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแจ้งวันนัดแก่จำเลยที่ 7 โดยการประกาศหน้าศาลเพียงประการเดียวและไม่ได้สั่งให้ส่งหมายไปยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 7 ด้วย ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 7 ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาแม้ว่าศาลชั้นต้นจะมีอำนาจกระทำได้โดยมิต้องรอให้โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเสียก่อนเพราะศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก และนำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 196 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าจำเลยที่ 7 ได้รับหมายเรียกของศาลแล้วไม่มาตามกำหนดนัดตามมาตรา 196 วรรคสอง (3) ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจสั่งว่าจำเลยที่ 7 ขาดนัดพิจารณาแล้วพิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 7 ไปฝ่ายเดียวได้ กรณีดังกล่าวจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบโดยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีและเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(2)และมาตรา 27 ประกอบด้วยมาตรา 246

สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 7 ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการรับผิดร่วมกันและแทนกันอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มูลหนี้ของจำเลยทั้งเจ็ดจึงเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้แม้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จะชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยคนหนึ่งคนใดรับผิดชดใช้เงินในมูลหนี้ร่วมที่มิอาจแบ่งแยกได้ให้แก่โจทก์เพียงใด จำเป็นที่ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทุกคนนำสืบให้ปรากฏในสำนวน หรือหากจำเลยคนใดไม่มาศาล ก็ต้องปรากฏเหตุโดยแจ้งชัดว่าศาลชั้นต้นอาจสั่งให้ผู้นั้นขาดนัดพิจารณาได้โดยชอบ เมื่อคดีปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีเช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ก็หาอาจพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ไปโดยไม่รอฟังพยานหลักฐานแห่งการขาดนัดพิจารณาของจำเลยที่ 7ให้ชัดเจนเสียก่อนได้ไม่ ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ โดยถือว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบเริ่มตั้งแต่วันนัดสืบพยานโจทก์เป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินและจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่โจทก์เป็นประกันหนี้ โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน 199,400,190.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 29 ต่อปี ของต้นเงิน 162,287,123.29 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่าปีหนึ่ง ซึ่งนำมาทบเข้ากับต้นเงินที่ค้างชำระและคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 29 ต่อปี นับแต่วันที่ค้างชำระดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าปีหนึ่งจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3446 ถึง 3449 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากทรัพย์สินที่จำนองขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้เงินจำนวน 162,287,123.29บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 160,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3446 ถึง 3449 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ใหม่ตั้งแต่ต้น หมายแจ้งวันเวลานัดให้จำเลยที่ 7 ทราบโดยชอบและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จสำนวนแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ยกอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดฐานผิดสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน199,400,190.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 29 ต่อปี ของต้นเงิน162,287,123.29 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ครบถ้วน หากไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบ ให้ศาลพิพากษายึดทรัพย์สินที่จำนองของจำเลยที่ 1ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งรับฟ้อง โดยเห็นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก หมายเรียกสำเนาให้จำเลยทั้งเจ็ดและพิจารณาอย่างคดีมโนสาเร่ในวันที่ 4 มีนาคม 2540 ซึ่งเป็นวันนัดจำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำให้การและนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก ปรากฏว่าผลการส่งหมายของจำเลยที่ 7 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ยังไม่ส่งคืนมา ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ใหม่เป็นวันที่ 19 พฤษภาคม2540 และให้โจทก์ส่งหมายนัดสืบพยานโจทก์แก่จำเลยที่ 7 อีกครั้งหนึ่ง โดยอนุญาตให้ปิดหมายได้ ทั้งมีคำสั่งให้ปิดประกาศวันเวลานัดให้จำเลยที่ 7 ทราบที่หน้าศาลด้วยครั้นถึงวันนัด ทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มาศาลส่วนจำเลยที่ 7 ไม่มาศาล ทนายโจทก์และทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 แถลงร่วมกันว่าจำเลยทั้งเจ็ดประสงค์จะตกลงยอมความกับโจทก์ จึงขอเลื่อนคดีเพื่อตกลงกัน โดยทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 แถลงว่าสามารถติดต่อจำเลยที่ 7 มาทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้หากการเจรจาเป็นผลสำเร็จศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนวันนัดสืบพยานโจทก์เป็นวันที่ 27 มิถุนายน 2540 โดยให้ปิดประกาศแจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 7 ทราบหน้าศาล ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 7ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยที่ 7 ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง จึงมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ให้ตัดสินชี้ขาดคดีของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 7 ไปฝ่ายเดียว

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากและมีคำสั่งให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่มาใช้บังคับและออกหมายเรียกไปยังจำเลยที่ 7 เพื่อให้มาศาลและให้การตามที่ศาลกำหนดก็ตามแต่ถ้าตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยที่ 7 มีภูมิลำเนาแน่นอน ก็ย่อมไม่มีกรณีที่ไม่สามารถส่งหมายแก่จำเลยที่ 7 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 7 ได้ ด้วยเหตุนี้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้แจ้งนัดแก่จำเลยที่ 7 โดยการประกาศนัดหน้าศาลเพียงประการเดียวและไม่ได้สั่งให้ส่งหมายไปยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 7 ด้วย ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายปรากฏว่าในวันที่ 4 มีนาคม 2540 ซึ่งเป็นวันนัดให้จำเลยยื่นคำให้การและสืบพยานมีการส่งหมายเรียกให้จำเลยที่ 7 ทราบโดยวิธีปิดหมายตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตไว้ แต่จำเลยที่ 7 ไม่มาศาลในวันนัด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 19 พฤษภาคม 2540 และให้แจ้งนัดแก่จำเลยที่ 7 โดยส่งหมายนัดไปยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 7 หากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมายได้ทั้งให้ประกาศหน้าศาลแจ้งนัดแก่จำเลยที่ 7 ด้วย ก็ได้ความว่ามีการส่งหมายให้จำเลยที่ 7 ทราบโดยการปิดหมายจึงต้องถือว่าการแจ้งนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2540 แก่จำเลยที่ 7ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งที่ 2 ในวันที่ 19 พฤษภาคม2540 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 7 ไม่มาศาล เช่นนี้หากศาลชั้นต้นจำเป็นต้องเลื่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ไปอีกเป็นครั้งที่ 3 ในวันที่ 27 มิถุนายน 2540 ศาลชั้นต้นก็ควรที่จะต้องจัดส่งหมายนัดให้แก่จำเลยที่ 7 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 7 อีกครั้งหนึ่งเพราะไม่ปรากฏหลักฐานใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 7 ได้ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งให้ปิดประกาศแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งที่ 3 ให้จำเลยที่ 7ทราบหน้าศาลเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ส่งหมายนัดให้แก่จำเลยที่ 7 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 7 ด้วย ดังนี้ จะถือว่าจำเลยที่ 7 ทราบนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 27มิถุนายน 2540 โดยชอบแล้วหาได้ไม่ การที่จำเลยที่ 7 ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งที่ 3 วันที่ 27 มิถุนายน 2540 ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา เหตุนี้ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 27 มิถุนายน 2540แม้ศาลชั้นต้นมีอำนาจกระทำได้โดยมิต้องรอให้โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเสียก่อน เพราะศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก และนำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 196 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าจำเลยที่ 7 ได้รับหมายเรียกของศาลแล้วไม่มาศาลตามกำหนดนัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 196 วรรคสอง(3) ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 7ขาดนัดพิจารณาแล้วพิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 7 ไปฝ่ายเดียวได้ กรณีดังกล่าวจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง และเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบโดยไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(2) และมาตรา 27 ประกอบด้วยมาตรา 246 นอกจากนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 7 ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้ค้ำประกันของจำเลยที่ 1ขอรับผิดร่วมกันและแทนกันอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ดังนั้น มูลหนี้ของจำเลยทั้งเจ็ดตามฟ้องโจทก์จึงเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยคนหนึ่งคนใดรับผิดชดใช้เงินในมูลหนี้ร่วมที่มิอาจแบ่งแยกได้ให้แก่โจทก์เพียงใด จำเป็นที่ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทุกคนนำสืบให้ปรากฏในสำนวนหรือหากจำเลยคนใดไม่มาศาล ก็ต้องปรากฏเหตุโดยแจ้งชัดว่าศาลชั้นต้นอาจสั่งให้จำเลยผู้นั้นขาดนัดพิจารณาได้โดยชอบ เมื่อคดีปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีเช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ก็หาอาจพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ไปโดยไม่รอฟังหลักฐานแห่งการขาดนัดพิจารณาของจำเลยที่ 7 ให้ชัดเจนเสียก่อนได้ไม่ ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้อย่างไรก็ดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยเห็นว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2540 นั้นไม่ถูกต้องเพราะกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบเริ่มตั้งแต่วันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 27มิถุนายน 2540 เป็นต้นไป แต่แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยว่าวันที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบแตกต่างออกไปก็ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนไปเพราะก่อนหน้านั้นจำเลยอื่นเพียงแต่ยื่นคำให้การไว้เท่านั้น ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยในผลที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ใหม่ตั้งแต่ต้น หมายแจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 7 ทราบโดยชอบและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จสำนวนแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 295
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 196 วรรคสอง ม. 243 ม. 245 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนศรีธนา จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท คันทรี่ โฮมส์ โฮลดิ้ง (1994) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 610/2545
#110378
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 7 ได้ทราบนัดโดยชอบแล้ว ศาลชั้นต้นควรจะต้องจัดส่งหมายนัดให้แก่จำเลยที่ 7 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 7 อีกครั้งหนึ่ง แต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งให้ปิดประกาศแจ้งนัดวันสืบพยานโจทก์ครั้งที่ 3 ให้จำเลยที่ 7 ทราบหน้าศาลเพียงอย่างเดียว ดังนี้ จะถือว่าจำเลยที่ 7 ทราบนัดสืบพยานโจทก์โดยชอบแล้ว หาได้ไม่ และการที่จำเลยที่ 7 ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จึงเป็นการสั่งโดย ผิดหลง และเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 7 ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ได้ระบุว่าชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 7 ในฐานะ ผู้ค้ำประกันของจำเลยที่ 1 ขอรับผิดร่วมกันและแทนกันอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเช่นเดียวกับ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ดังนี้ มูลหนี้ของจำเลยทั้งเจ็ดตามฟ้องโจทก์จึงเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยคนหนึ่งคนใดรับผิดชดใช้เงินในมูลหนี้ร่วมที่มิอาจแบ่งแยกได้ให้แก่โจทก์เพียงใด จำเป็นที่ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทุกคนนำสืบให้ปรากฏในสำนวน หรือหากจำเลยคนใดไม่มาศาล ก็ต้องปรากฏเหตุโดยแจ้งชัดว่าศาลชั้นต้นอาจสั่งให้จำเลยผู้นั้นขาดนัดพิจารณาได้โดยชอบ เมื่อคดีปรากฎเหตุที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีก็หาอาจพิจารณาพิพากษาไปโดยไม่รอฟังพยานหลักฐานแห่งการ ขาดนัดพิจารณาของจำเลยที่ 7 ให้ชัดเจนเสียก่อนได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน 199,400,190.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 29 ต่อปี ของต้นเงิน 162,287,123.29 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่าปีหนึ่งซึ่งนำมาทบเข้ากับต้นเงินที่ค้างชำระและคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 29 ต่อปี นับแต่วันที่ค้างชำระดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าปีหนึ่งจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3446 ถึง 3449 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากทรัพย์สินที่จำนองขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้เงินจำนวน 162,287,123.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 160,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3446 ถึง 3449 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยทั้งเจ็ดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ใหม่ตั้งแต่ต้น หมายแจ้งวันเวลานัดให้จำเลยที่ 7 ทราบโดยชอบและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จสำนวนแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ยกอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในการเลื่อนคดีเมื่อไม่ปรากฏหลักฐานใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 7 ได้ทราบนัดโดยชอบแล้ว ศาลชั้นต้นก็ควรที่จะต้องจัดส่งหมายนัดให้แก่จำเลยที่ 7 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 7 อีกครั้งหนึ่ง เพราะไม่ปรากฏหลักฐานใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 7 ได้ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งให้ปิดประกาศแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งที่ 3 ให้จำเลยที่ 7 ทราบหน้าศาลเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ส่งหมายนัดให้แก่จำเลยที่ 7 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 7 ด้วย ดังนี้ จะถือว่าจำเลยที่ 7 ทราบนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 27 มิถุนายน 2540 โดยชอบแล้วหาได้ไม่ การที่จำเลยที่ 7 ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งที่ 3 วันที่ 27 มิถุนายน 2540 ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แม้ศาลชั้นต้นมีอำนาจกระทำได้โดยมิต้องรอให้โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเสียก่อน เพราะศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก และนำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่มาใช้บังคับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 196 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่าจำเลยที่ 7 ได้รับหมายเรียกของศาลแล้วไม่มาศาลตามกำหนดนัด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 196 วรรคสอง (3) ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 7 ขาดนัดพิจารณาแล้วพิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 7 ไปฝ่ายเดียวได้ กรณีดังกล่าวจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง และเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบโดยไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) และมาตรา 27 ประกอบด้วยมาตรา 246

ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 7 ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้ค้ำประกันของจำเลยที่ 1 ขอรับผิดร่วมกันและแทนกันอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ดังนี้ มูลหนี้ของจำเลยทั้งเจ็ดตามฟ้องโจทก์จึงเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้แม้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยคนหนึ่งคนใดรับผิดชดใช้เงินในมูลหนี้ร่วมที่มิอาจแบ่งแยกได้ให้แก่โจทก์เพียงใด จำเป็นที่ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทุกคนนำสืบให้ปรากฏในสำนวน หรือหากจำเลยคนใดไม่มาศาลก็ต้องปรากฏเหตุโดยแจ้งชัดว่าศาลชั้นต้นอาจสั่งให้จำเลยผู้นั้นขาดนัดพิจารณาได้โดยชอบ เมื่อคดีปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีเช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ก็หาอาจพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ไปโดยไม่รอฟังหลักฐานแห่งการขาดนัดพิจารณาของจำเลยที่ 7 ให้ชัดเจนเสียก่อนได้ไม่ ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ อย่างไรก็ดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยเห็นว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2540 นั้นไม่ถูกต้องเพราะกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบเริ่มตั้งแต่วันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 27 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไป แต่แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยว่าวันที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบแตกต่างออกไปก็ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนไป เพราะก่อนหน้านั้นจำเลยอื่นเพียงแต่ยื่นคำให้การไว้เท่านั้น ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยในผลที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ใหม่ตั้งแต่ต้น หมายแจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 7 ทราบโดยชอบและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จสำนวนแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 74 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนศรีธนา จำกัด (มหาชน)
จำกัด — บริษัทคันทรี่ โฮมส์ โฮลดิ้ง (1994)
บพวก จำเลย — หรือบริษัทปราณธานี จำกัด กั
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ศาลอุทธรณ์ — นายดิเรก อังคนินันท์
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 608/2545
#42759
เปิดฉบับเต็ม

แม้พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นที่สุดก็ตาม แต่หากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ ดังนั้น เมื่อคำสั่งและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวได้

คำว่า "JAVA" หรือ "จาวา" ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ส่วนคำว่า"CAFE" เรียกขานว่า คาเฟ่ ความหมายตามพจนานุกรมหมายถึง กาแฟหรือภัตตคารขนาดเล็ก จึงถือเป็นคำสามัญไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเช่นเดียวกัน ตัวอักษรโรมันที่สะกดเป็นคำทั้งหมดไม่ว่าจะออกสำเนียงแยกเป็นคำหรือรวมกันเสียงเรียกขานก็ไม่แตกต่างกัน และสื่อความหมายให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่เล็งถึงลักษณะและแหล่งกำเนิดของสินค้านั้นโดยตรงจึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 ซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่อาจรับจดทะเบียนให้ได้

เครื่องหมายการค้าคำว่า "SINVINOJAVATEASTRAIGHT" มิได้มีแต่คำว่า "JAVA" อันเป็นชื่อในภูมิศาสตร์ หรือคำว่า "TEA" ซึ่งเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติแห่งสินค้าโดยตรงเท่านั้น แต่ยังมีคำอื่นที่มีลักษณะบ่งเฉพาะประกอบอยู่ด้วย จึงอาจได้รับการจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจดทะเบียน นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมิได้มีแต่เพียงคำว่า "JAVA" ซึ่งเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักและมีคำว่า "CAFE" ซึ่งเป็นคำอันได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้ากาแฟโดยตรงอย่างเครื่องหมายการค้าคำว่า"JAVACAFE" ของโจทก์ซึ่งไม่อาจรับจดทะเบียนได้เพราะไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 6(1) ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2)

หลักฐานการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE"ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า มิใช่หลักฐานแสดงการจำหน่ายแพร่หลายหรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ในประเทศไทยแล้ว อันจะถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีลักษณะบ่งเฉพาะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 และการที่เครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ของโจทก์ได้รับการจดทะเบียนมาแล้วในหลายประเทศก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศที่จะวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร และความเห็นของนายทะเบียนในประเทศนั้น ๆ ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยไม่ต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ประกอบกิจการค้าขายหลักเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม โจทก์มอบอำนาจให้นายกิตติตู้จินดา เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยราชการมีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและอื่น ๆ จำเลยที่ 2 เป็นนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า มีอำนาจและหน้าที่ในการดำเนินการพิจารณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 เป็นประธานในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและทำคำวินิจฉัยการอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่สั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและอื่น ๆโดยมีจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 เป็นกรรมการในคณะกรรมการดังกล่าว โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" อ่านว่า จาวาคาเฟ่ ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ใช้สำหรับสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มซึ่งโจทก์ได้ผลิตและจำหน่ายในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียและในประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ โดยโจทก์ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ดังกล่าวไว้ในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียและในประเทศต่าง ๆ เช่น ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2540 โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 349897 คำว่า "JAVACAFE" สำหรับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้ากาแฟ เมล็ดต้นโกโก้ ธัญพืชที่สีแล้ว ธัญพืชที่ยังไม่ได้สี ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกาแฟ และครีมที่ไม่มีส่วนผสมของนมต่อกรมจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 2 มีคำสั่งแจ้งแก่โจทก์ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียน กล่าวคือ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เพราะคำว่า "JAVA" เป็นชื่อเกาะชวาในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียที่คนไทยทั่วไปรู้จักนับว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ ส่วนคำว่า "CAFE" แปลว่า กาแฟหรือภัตตาคารขนาดเล็ก นับว่าเป็นคำสามัญในการค้าขาย ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ และเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วด้วย อันได้แก่เครื่องหมายการค้าคำว่า"SINVINO JAVA TEA STRAIGHT" ตามทะเบียนเลขที่ 141983 คำว่า"JAVA" ตามทะเบียนเลขที่ 140799 และคำว่า "JUMBO JAVA" ตามทะเบียนเลขที่ 154185 โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ต่อจำเลยที่ 3เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2541 ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะและไม่เป็นการต้องห้ามที่จำเลยที่ 2 จะรับจดทะเบียน และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าตามที่จำเลยที่ 2 มีคำสั่ง ครั้นวันที่ 17 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ส่งหนังสือแจ้งแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ได้มีคำวินิจฉัยที่ 2146/2542ยืนตามคำสั่งปฏิเสธของจำเลยที่ 2 ที่ไม่ให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์เสีย โดยวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "JAVA" เป็นชื่อเกาะชวาในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย นับว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ และคำว่า "CAFE" แปลว่า กาแฟหรือภัตตาคารขนาดเล็ก เมื่อนำมาใช้กับสินค้าตามที่ยื่นขอจดทะเบียนนับว่าเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขาย ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ส่วนหลักฐานการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่โจทก์นำส่งเพื่อแสดงถึงลักษณะบ่งเฉพาะนั้น ยังไม่เป็นการเพียงพอที่จะแสดงว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะ ส่วนประเด็นเรื่องเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้แล้วไม่จำต้องพิจารณา โจทก์เห็นว่าคำสั่งของจำเลยที่ 2และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 เป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถึงที่ 9 มีคำสั่งและคำวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVA" เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์และไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเป็นคำสั่งที่ไม่ได้เป็นไปตามแนววินิจฉัยในการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อทางภูมิศาสตร์คำเดียวกันกับในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอื่นและไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติในการพิจารณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ได้มีมาก่อนหน้าการที่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในคำ ๆ เดียวกันให้แก่ผู้ขอรายอื่นมาก่อนหน้าแต่กลับปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ภายหลัง ถือเป็นการเลือกปฏิบัติต่อโจทก์ อีกทั้งในการพิจารณาลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถึงที่ 9 ได้แยกคำในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ออกจากกันและพิจารณาคำดังกล่าวเป็นคำ ๆ ไป ซึ่งโจทก์เห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำ ๆ เดียว แม้จะนำมาแยกออกเป็น 2 คำ และอาจให้ความหมายของแต่ละคำได้แต่โจทก์ก็มิได้มีความมุ่งหมายที่จะใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ในลักษณะแยกคำกัน โดยโจทก์มุ่งประสงค์ที่จะใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวในลักษณะที่เป็นคำ ๆ เดียวเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากการยื่นคำขอจดทะเบียนซึ่งโจทก์ได้แสดงลักษณะเป็นคำ ๆ เดียวตลอดจนข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางการค้าโจทก์ก็ใช้เครื่องหมายการค้าเป็นคำ ๆ เดียวกันการพิจารณาโดยแยกคำดังกล่าวออกจากกันจึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อการพิจารณาลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและยังขัดต่อเจตนาที่แท้จริงของเจ้าของเครื่องหมายการค้าอีกด้วย ซึ่งโจทก์ก็ได้พยายามหาหลักฐานมาหักล้างแนววินิจฉัยของจำเลยข้างต้นโดยได้แสดงการเผยแพร่ของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวด้วยการนำส่งทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวแก่จำเลยที่ 3 เพื่อพิจารณา แต่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ก็วินิจฉัยว่าการส่งหลักฐานดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะแสดงได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะ โดยไม่ได้ให้รายละเอียดหรือเหตุผลของคำวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งโจทก์ถือว่าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ที่สั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เนื่องจากเป็นเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้เพราะไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ที่ยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6และขอให้จำเลยที่ 1 และนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 349897 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยทั้งเก้าให้การว่า คดีนี้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2ได้พิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ของโจทก์ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ จำเลยที่ 2 จึงมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน ต่อมาโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้วินิจฉัยแล้ว ซึ่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าย่อมเป็นที่สุด ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องต่อศาลได้อีก อย่างไรก็ตามการที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาและมีมติยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้กระทำไปโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสุจริตและเป็นธรรมแล้ว ส่วนที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "SINVINO JAVA TEA STRAIGHT"ตามทะเบียนเลขที่ 141983 และคำว่า "JUMBO JAVA" ตามทะเบียนเลขที่154185 นั้น คำว่า "JAVA" ที่ปรากฏในทะเบียนเลขที่ 141983 เป็นคำประดิษฐ์ที่ประดิษฐ์ตัวอักษรตัว A ดูแตกต่างออกไปจากอักษรภาษาอังกฤษทั่ว ๆ ไปส่วนคำว่า "JAVA" ตามทะเบียนเลขที่ 154185 นั้น นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าก็ให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวปฏิเสธที่จะเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวกล่าวคือ เจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่มีสิทธิหวงกันคำว่า "JAVA"และการที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเพราะเมื่อนำมาใช้รวมกับคำว่า "JUMBO" แล้วไม่ได้เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ 154185อย่างเช่นกรณีของโจทก์ที่ใช้คำว่า "JAVA" รวมกับคำว่า "CAFE" ซึ่งเล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าตามที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนไว้ในจำพวกที่ 30 ได้ว่าเป็นกาแฟชวา ดังนั้น หลักเกณฑ์ที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าใช้วินิจฉัยและถือปฏิบัติมาจึงสอดคล้องกับพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 มิใช่เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างที่โจทก์เข้าใจ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ตามหนังสือของจำเลยที่ 1 ที่ พณ 0703/7291 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2541ที่ พณ 0703/1378 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 และที่ พณ ที่ 0703/1326ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ที่ 2146/2542 ที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ตามคำขอเลขที่ 349897 ของโจทก์และให้จำเลยที่ 1 กับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 349897 ต่อไป กับให้จำเลยทั้งเก้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งเก้าไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียประกอบกิจการค้าขายหลักเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม โดยโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" อ่านว่า จาวาคาเฟ่ ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ใช้สำหรับสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งโจทก์ได้ผลิตและจำหน่ายในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียและในประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ โดยโจทก์ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้ในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียและในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค เช่น ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายกิตติตู้จินดา เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานราชการ มีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งตามมาตรา 3แห่งพระราชบัญญัติให้โอนอำนาจหน้าที่และกิจการบริหารบางส่วนของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์ และของกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการให้เป็นของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์พ.ศ. 2535 กำหนดให้กรมจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติงานตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาอื่นรวมทั้งดำเนินการด้านกฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาอื่น เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2540 โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" สำหรับสินค้าจำพวกที่ 30รายการสินค้า กาแฟ เมล็ดต้นโกโก้ ธัญพืชที่สีแล้ว ธัญพืชที่ยังไม่ได้สีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกาแฟและครีมที่ไม่มีส่วนผสมของนม ต่อกรมจำเลยที่ 1 และนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 เป็นคำขอเลขที่ 349897 ตามคำขอจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 เอกสารหมาย จ.2 ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2541จำเลยที่ 2 มีคำสั่งแจ้งแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 กล่าวคือ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เพราะคำว่า "JAVA" เป็นชื่อเกาะชวาในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียที่คนไทยทั่วไปรู้จัก นับว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ขัดต่อมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนคำว่า "CAFE"แปลว่า กาแฟ หรือภัตตาคารขนาดเล็กนับว่าเป็นคำสามัญในการค้าขายไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวตามคำสั่งนายทะเบียนลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 เอกสารหมาย จ.3และยังมีคำสั่งแจ้งแก่โจทก์ด้วยว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วด้วยอันได้แก่เครื่องหมายการค้าคำว่า "SINVINO JAVA TEA STRAIGHT" ตามทะเบียนเลขที่ 141983 เอกสารหมาย จ.7 เครื่องหมายการค้าคำว่า"JAVA" ตามทะเบียนเลขที่ 140799 และเครื่องหมายการค้าคำว่า"JUMBO JAVA" ตามทะเบียนเลขที่ 154185 เอกสารหมาย จ.8 ตามคำสั่งนายทะเบียน ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 เอกสารหมาย จ.4 โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2541 โดยโต้แย้งคำสั่งของจำเลยที่ 2 ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะและไม่เป็นการต้องห้ามที่จำเลยที่ 2 จะรับจดทะเบียน ตลอดจนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าตามที่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งตามคำอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.5 ครั้นวันที่ 17 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1ส่งหนังสือแจ้งแก่โจทก์ว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ได้มีคำวินิจฉัยที่ 2146/2542ยืนตามคำสั่งปฏิเสธของจำเลยที่ 2 ที่ไม่ให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์และให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์เสีย โดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 วินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "JAVA" เป็นชื่อเกาะชวาในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย นับว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 ประกอบกับประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2535)และคำว่า "CAFE" แปลว่า กาแฟหรือภัตตาคารขนาดเล็ก เมื่อนำมาใช้กับสินค้าตามที่ยื่นขอจดทะเบียนนับว่าเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 ส่วนหลักฐานการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่โจทก์นำส่งเพื่อแสดงถึงลักษณะบ่งเฉพาะนั้น ยังไม่เป็นการเพียงพอที่จะแสดงว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะ ส่วนประเด็นเรื่องเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้แล้วตามทะเบียนเลขที่ 141983 ทะเบียนเลขที่ 140799 และทะเบียนเลขที่ 154185คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่จำต้องพิจารณาตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 2146/2542 เอกสารหมาย จ.6

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าเป็นข้อแรกว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ถึงที่สุดตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 หรือไม่ เห็นว่าแม้ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจะบัญญัติให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นที่สุดก็ตามแต่หากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมีใจความว่า โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยให้เหตุผลว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้เพราะคำว่า "JAVA" เป็นเกาะชวาในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย นับเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ และคำว่า "CAFE" แปลว่า กาแฟ หรือภัตตาคารขนาดเล็กนับว่าเป็นคำสามัญ นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ได้แก่เครื่องหมายการค้าคำว่า "SINVINO JAVA TEA STRAIGHT" และคำว่า"JAMBO JAVA" โจทก์อุทธรณ์คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์เห็นว่า คำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะก่อนหน้านี้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเคยรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "JAVA"ประกอบอยู่ด้วยอย่างเช่นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ถือว่านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณารับจดทะเบียนให้เป็นแนวเดียวกัน เป็นการเลือกปฏิบัติต่อโจทก์ ทั้งการพิจารณาลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ายังได้แยกคำในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ออกพิจารณาเป็นคำ ๆ ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำ ๆ เดียว และเจตนาใช้เป็นคำ ๆ เดียว นอกจากนี้ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3ถึงที่ 9 วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ส่งหลักฐานการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้นยังไม่เพียงพอที่จะแสดงได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ก็ไม่ได้ให้เหตุผลแต่อย่างใด ขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ากับขอให้จำเลยที่ 1 และนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไปดังนี้ เห็นได้ชัดว่าคำฟ้องของโจทก์ได้โต้แย้งคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโดยอ้างว่าคำสั่งและคำวินิจฉัยนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว คำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าว่าคำสั่งของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 6 บัญญัติว่า"เครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ ต้องประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้

(1) เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ

(2) เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัตินี้ และ

(3) ไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่บุคคลอื่นได้จดทะเบียนไว้แล้ว"

มาตรา 7 วรรคแรก บัญญัติว่า "เครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะได้แก่ เครื่องหมายการค้าอันมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น"

และในวรรคสอง บัญญัติว่า "เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นสาระสำคัญดังต่อไปนี้ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ...

(2) คำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง และไม่เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด..."

โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" เป็นอักษรโรมันในลักษณะของคำที่เขียนติดกัน และแปลความหมายตามพจนานุกรมไม่ได้ แต่สิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์นอกจากอักษรโรมันที่เขียนติดกันจำนวน 8 พยางค์แล้ว สำเนียงเรียกขานก็ถือเป็นส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะสามารถทำให้ประชาชนผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่มีเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าอื่น คำว่า "JAVACAFE"แม้จะเขียนติดต่อเป็นคำเดียวกัน แต่คำว่า "JAVA" และ "CAFE" สามารถแยกออกจากกันได้และสามารถแปลความหมายตามพจนานุกรมได้ คำว่า"JAVA" เรียกขานว่า "จาวา" หมายถึงชื่อเกาะในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียซึ่งประชาชนโดยทั่วไปรู้จักดีว่าหมายถึงเกาะชวาในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2535) เรื่อง การกำหนดชื่อทางภูมิศาสตร์ ตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ตามเอกสารหมาย ล.1รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำหนดให้ชื่อเมืองท่า จังหวัด อำเภอตำบล มณฑล เกาะ ภูเขา แม่น้ำ ทะเลหรือทะเลสาบที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ ตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) ดังนั้น คำว่า "JAVA"หรือ "จาวา" จึงเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะส่วน คำว่า "CAFE" เรียกขานว่าคาเฟ่ ความหมายตามพจนานุกรม หมายถึง กาแฟ หรือภัตตาคารขนาดเล็กจึงถือเป็นคำสามัญไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเช่นเดียวกัน เมื่อนำคำ 2 คำดังกล่าวมาเขียนติดกันเป็น "JAVACAFE" สำเนียงเรียกขานก็จะเป็นจาวาคาเฟ่ จะเห็นได้ว่าทั้งตัวอักษรโรมันและสำเนียงเรียกขานยังคงเดิมและแม้จะแปลไม่ได้แต่สามารถสื่อความหมายให้คนทั่วไปได้เข้าใจว่าหมายถึงกาแฟที่มีแหล่งกำเนิดมาจากเกาะชวาในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียการที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งมีเพียงอักษรโรมันคำว่า "JAVACAFE" เป็นส่วนสาระสำคัญแต่เพียงอย่างเดียวเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า กาแฟ เมล็ดต้นโกโก้ ธัญพืชที่สีแล้ว ธัญพืชที่ยังไม่ได้สี ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกาแฟและครีมที่ไม่มีส่วนผสมของนมเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2540 จึงเห็นได้ชัดว่าตัวอักษรโรมันที่สะกดเป็นคำทั้งหมดไม่ว่าจะออกสำเนียงแยกเป็นคำหรือรวมกัน เสียงเรียกขานก็ไม่แตกต่างกันและสื่อความหมายให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่เล็งถึงลักษณะและแหล่งกำเนิดของสินค้านั้นโดยตรง จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่อาจรับจดทะเบียนให้ได้เพราะไม่เข้าลักษณะเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 6(1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนการที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเคยรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำอักษรโรมันว่า "JAVA" อ่านว่า จาวา ร่วมกับคำอื่นมาแล้ว คือเครื่องหมายการค้าคำว่า "SINVINO JAVA TEA STRAIGHT" ตามทะเบียนเลขที่ 141983เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2532 สำหรับสินค้าจำพวกที่ 42 รายการสินค้า ชาและคำว่า "JUMBO JAVA" ตามทะเบียนเลขที่ 154185 เมื่อวันที่ 29 มกราคม2534 สำหรับสินค้าจำพวกที่ 42 รายการสินค้า กาแฟ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 นั้น แม้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2474 มาตรา 4(4) จะบัญญัติว่า "ท่านว่าสิ่งอันกล่าวต่อไปนี้เป็นสาระสำคัญต้องมีสิ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อยอยู่ในเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้

(4) คำเดียวหรือหลายคำอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติแห่งสินค้าโดยตรงและตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดา ไม่เป็นชื่อในภูมิศาสตร์หรือนามสกุล" ก็ตาม แต่เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมิได้มีแต่คำว่า "JAVA" อันเป็นชื่อในภูมิศาสตร์ หรือคำว่า "TEA" ซึ่งเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติแห่งสินค้าโดยตรงเท่านั้น แต่ยังมีคำอื่นที่มีลักษณะบ่งเฉพาะประกอบอยู่ด้วย จึงอาจได้รับการจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจดทะเบียน นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมิได้มีแต่เพียงคำว่า "JAVA" ซึ่งเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักและมีคำว่า "CAFE" ซึ่งเป็นคำอันได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้ากาแฟโดยตรงอย่างเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE"ของโจทก์ซึ่งไม่อาจรับจดทะเบียนได้เพราะไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 6(1) ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และการที่โจทก์ส่งหลักฐานการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ก็มิใช่หลักฐานแสดงการจำหน่ายแพร่หลายหรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ในประเทศไทยแล้วอันจะถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีลักษณะบ่งเฉพาะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 วรรคท้ายแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 สำหรับในกรณีที่เครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ของโจทก์ได้รับการจดทะเบียนมาแล้วในหลายประเทศก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศที่จะวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไรและความเห็นของนายทะเบียนในประเทศนั้น ๆไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยไม่ต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ได้ เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 วรรคสอง (2)และวรรคท้ายแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 อันนายทะเบียนไม่อาจรับจดทะเบียนได้ ตามมาตรา 6(1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ของโจทก์จึงเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งเก้าฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พี.ที.ส่าริ อินโคฟูด คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 608/2545
#49046
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 18 วรรคหนึ่ง จะให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นที่สุดก็ตาม แต่หากคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องศาลเพื่อให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการดังกล่าวได้

โจทก์ขอจดทะเบียนการค้าคำว่า "JAVACAFE" ซึ่งสิ่งที่เป็นสาระสำคัญของคำดังกล่าวนอกจากอักษรโรมันติดกัน 8 พยางค์แล้ว สำเนียงเรียกขานก็ถือเป็นสาระสำคัญด้วยเพราะสามารถทำให้ประชาชนทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่มีเสียงเรียกขานของสินค้าดังกล่าวแตกต่างจากสินค้าอื่น คำว่า "JAVACAFE" สามารถแยกออกเป็น "JAVA"เรียกขานว่า "จาวา"หมายถึงชื่อเกาะในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งประชาชนทั่วไปรู้จักดีว่าหมายถึงเกาะชวา ซึ่งประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 5ฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กำหนดให้ชื่อเมืองท่า จังหวัด... เกาะ เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 7 วรรคสอง (2) ดังนั้น "JAVA" หรือ"จาวา"จึงเป็นคำไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะส่วนคำว่า"CAFE"เรียกขานว่า"คาเฟ่" หมายถึงกาแฟ หรือภัตตาคารขนาดเล็ก ถือเป็นคำสามัญไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเช่นเดียวกันแม้จะนำทั้งสองคำมาเขียนติดกันเป็น "JAVACAFE" เรียกขานว่า "จาวาคาเฟ่" และจะแปลไม่ได้ แต่ก็สามารถสื่อความหมายให้คนทั่วไปเข้าใจว่าหมายถึงกาแฟที่มีแหล่งกำเนิดมาจากเกาะชวาในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ดังนั้น ตัวอักษรโรมันที่สะกดเป็นคำทั้งหมดไม่ว่าจะออกสำเนียงแยกหรือเป็นคำหรือรวมกัน เสียงเรียกขานก็ไม่แตกต่างกัน และสื่อความหมายให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่เล็งถึงลักษณะและแหล่งกำเนิดของสินค้านั้นโดยตรง จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 7 วรรคสอง

การที่เครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ของโจทก์ได้รับการจดทะเบียนมาแล้วในหลายประเทศนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศที่จะวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร และความเห็นของนายทะเบียนในประเทศนั้น ๆ ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยไม่ต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า"JAVACAFE" อ่านว่า จาวาคาเฟ่ ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ใช้สำหรับสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งโจทก์ได้ผลิตและจำหน่ายในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียและในประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ โดยโจทก์ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า"JAVACAFE" ดังกล่าวไว้ในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียและในประเทศต่าง ๆ ต่อมาจำเลยที่ 2 มีคำสั่งแจ้งแก่โจทก์ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียน กล่าวคือ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะและเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วด้วย อันได้แก่เครื่องหมายการค้าคำว่า "SINVINO JAVA TEA STRAIGHT" โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ได้มีคำวินิจฉัยที่ 2146/2542 ยืนตามคำสั่งปฏิเสธของจำเลยที่ 2 ที่ไม่ให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์เสีย โจทก์เห็นว่า คำสั่งของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9เป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ที่สั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เนื่องจากเป็นเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้เพราะไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ที่ยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและขอให้จำเลยที่ 1 และนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 349897 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยทั้งเก้าให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและไม่ใช่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อขอให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 349897 ของโจทก์จำเลยที่ 2 จึงมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน ต่อมาโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้วินิจฉัยแล้ว คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องต่อศาลได้อีกทั้งการที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาและมีมติยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้กระทำไปโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสุจริตและเป็นธรรมแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ตามหนังสือของจำเลยที่ 1 ที่ พณ0703/7291 ที่ พณ 0703/1378 และที่ พณ 0703/1326 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ที่ 2146/2542 ที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ตามคำขอเลขที่ 349897 ของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 กับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 349897 ต่อไป

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศอินโดนีเซีย ประกอบกิจการค้าขายหลักเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม โดยโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" อ่านว่าจาวาคาเฟ่ ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ใช้สำหรับสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มซึ่งโจทก์ได้ผลิตและจำหน่ายในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียและในประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ โดยโจทก์ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้ในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียและในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค เช่น ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายกิตติ ตู้จินดา เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานราชการ มีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติให้โอนอำนาจหน้าที่และกิจการบริหารบางส่วนของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ และของกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2535 กำหนดให้กรมจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติงานตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาอื่น รวมทั้งดำเนินการด้านกฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาอื่น เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2540 โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" สำหรับสินค้าจำพวกที่ 30รายการสินค้า กาแฟ เมล็ดต้นโกโก้ ธัญพืชที่สีแล้ว ธัญพืชที่ยังไม่ได้สี ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกาแฟ และครีมที่ไม่มีส่วนผสมของนม ต่อกรมจำเลยที่ 1 และนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 เป็นคำขอเลขที่ 349897 ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม2541 จำเลยที่ 2 มีคำสั่งแจ้งแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 กล่าวคือไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เพราะคำว่า "JAVA" เป็นชื่อเกาะชวาในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียที่คนไทยทั่วไปรู้จัก นับว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ขัดต่อมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนคำว่า "CAFE" แปลว่า กาแฟหรือภัตตาคารขนาดเล็ก นับว่าเป็นคำสามัญในการค้าขาย ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคแรกแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และยังมีคำสั่งแจ้งแก่โจทก์ด้วยว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วด้วย อันได้แก่เครื่องหมายการค้าคำว่า "SINVINO JAVA TEASTRAIGHT" ตามทะเบียนเลขที่ 141983 เครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVA" ตามทะเบียนเลขที่ 140799 และเครื่องหมายการค้าคำว่า "JUMBO JAVA" ตามทะเบียนเลขที่154185 ตามคำสั่งนายทะเบียนลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 เมื่อวันที่ 2กันยายน 2541 โดยโต้แย้งคำสั่งของจำเลยที่ 2 ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะและไม่เป็นการต้องห้ามที่จำเลยที่ 2 จะรับจดทะเบียน ตลอดจนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าตามที่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งครั้นวันที่ 17 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ส่งหนังสือแจ้งแก่โจทก์ว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ได้มีคำวินิจฉัยที่ 2146/2542 ยืนตามคำสั่งปฏิเสธของจำเลยที่ 2 ที่ไม่ให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์และให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์เสีย โดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9วินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "JAVA" เป็นชื่อเกาะชวาในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย นับว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ประกอบกับประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2535) และคำว่า "CAFE" แปลว่า กาแฟ หรือภัตตาคารขนาดเล็ก เมื่อนำมาใช้กับสินค้าตามที่ยื่นขอจดทะเบียนนับว่าเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขาย ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ส่วนหลักฐานการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่โจทก์นำส่งเพื่อแสดงถึงลักษณะบ่งเฉพาะนั้น ยังไม่เป็นการเพียงพอที่จะแสดงว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะ ส่วนประเด็นเรื่องเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้แล้วตามทะเบียนเลขที่ 141983 ทะเบียนเลขที่ 140799 และทะเบียนเลขที่ 154185คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่จำต้องพิจารณา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าเป็นข้อแรกว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ถึงที่สุดตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 หรือไม่ เห็นว่าแม้ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจะบัญญัติให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นที่สุดก็ตาม แต่หากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายแล้วผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมีใจความว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า"JAVACAFE" นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยให้เหตุผลว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะจึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ เพราะคำว่า "JAVA" เป็นเกาะชวาในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย นับเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ และคำว่า "CAFE" แปลว่า กาแฟ หรือภัตตาคารขนาดเล็ก นับว่าเป็นคำสามัญ นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ได้แก่เครื่องหมายการค้าคำว่า "SINVINO JAVA TEA STRAIGHT" และคำว่า "JAMBO JAVA" โจทก์อุทธรณ์คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์เห็นว่า คำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะก่อนหน้านี้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเคยรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "JAVA"ประกอบอยู่ด้วยอย่างเช่นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ถือว่านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณารับจดทะเบียนให้เป็นแนวเดียวกัน เป็นการเลือกปฏิบัติต่อโจทก์ ทั้งการพิจารณาลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ายังได้แยกคำในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ออกพิจารณาเป็นคำ ๆ ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำ ๆ เดียว และเจตนาใช้เป็นคำ ๆ เดียวนอกจากนี้ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ส่งหลักฐานการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตประชาชนลาวนั้นยังไม่เพียงพอที่จะแสดงได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ก็ไม่ได้ให้เหตุผลแต่อย่างใด ขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ากับขอให้จำเลยที่ 1 และนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไป ดังนี้ เห็นได้ชัดว่าคำฟ้องของโจทก์ได้โต้แย้งคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโดยอ้างว่าคำสั่งและคำวินิจฉัยนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว คำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าว่า คำสั่งของจำเลยที่ 2และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า"JAVACAFE" นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 มาตรา 6 บัญญัติว่า "เครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ ต้องประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้

(1) เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ

(2) เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัตินี้ และ

(3) ไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่บุคคลอื่นได้จดทะเบียนไว้แล้ว"

มาตรา 7 วรรคแรกบัญญัติว่า "เครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะได้แก่เครื่องหมายการค้าอันมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น"

และในวรรคสองบัญญัติว่า "เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นสาระสำคัญดังต่อไปนี้ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ...

(2) คำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรงและไม่เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด..."

โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" เป็นอักษรโรมันในลักษณะของคำที่เขียนติดกัน และแปลความหมายตามพจนานุกรมไม่ได้ แต่สิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์นอกจากอักษรโรมันที่เขียนติดกันจำนวน8 พยางค์แล้ว สำเนียงเรียกขานก็ถือเป็นส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ด้วยเช่นเดียวกันเพราะสามารถทำให้ประชาชนผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่มีเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าอื่นคำว่า"JAVACAFE" แม้จะเขียนติดต่อเป็นคำเดียวกัน แต่คำว่า "JAVA" และ "CAFE" สามารถแยกออกจากกันได้และสามารถแปลความหมายตามพจนานุกรมได้ คำว่า "JAVA" เรียกขานว่า "จาวา" หมายถึง ชื่อเกาะในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียซึ่งประชาชนโดยทั่วไปรู้จักดีว่าหมายถึงเกาะชวาในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียซึ่งตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2535) เรื่องการกำหนดชื่อทางภูมิศาสตร์ตามมาตรา 7วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กำหนดให้ชื่อเมืองท่า จังหวัด อำเภอ ตำบล มณฑล เกาะ ภูเขา แม่น้ำทะเล หรือทะเลสาบที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ตามมาตรา 7วรรคสอง (2) ดังนั้น คำว่า "JAVA" หรือ "จาวา" จึงเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะส่วนคำว่า "CAFE" เรียกขานว่า คาเฟ่ความหมายตามพจนานุกรม หมายถึง กาแฟ หรือภัตตาคารขนาดเล็ก จึงถือเป็นคำสามัญไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเช่นเดียวกัน เมื่อนำคำ2 คำดังกล่าวมาเขียนติดกันเป็น "JAVACAFE" สำเนียงเรียกขานก็จะเป็น จาวาคาเฟ่จะเห็นได้ว่าทั้งตัวอักษรโรมันและสำเนียงเรียกขานยังคงเดิม และแม้จะแปลไม่ได้ แต่ก็สามารถสื่อความหมายให้คนทั่วไปได้เข้าใจว่าหมายถึงกาแฟที่มีแหล่งกำเนิดจากเกาะชวาในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย การที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งมีเพียงอักษรโรมันคำว่า "JAVACAFE" เป็นส่วนสาระสำคัญแต่เพียงอย่างเดียวเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า กาแฟ เมล็ดต้นโกโก้ ธัญพืชที่สีแล้ว ธัญพืชที่ยังไม่ได้สี ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกาแฟและครีมที่ไม่มีส่วนผสมของนมเมื่อวันที่ 1ธันวาคม 2540 จึงเห็นได้ชัดว่าตัวอักษรโรมันที่สะกดเป็นคำทั้งหมดไม่ว่าจะออกสำเนียงแยกเป็นคำหรือรวมกัน เสียงเรียกขานก็ไม่แตกต่างกัน และสื่อความหมายให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่เล็งถึงลักษณะและแหล่งกำเนิดของสินค้านั้นโดยตรง จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่อาจรับจดทะเบียนให้ได้ เพราะไม่เข้าลักษณะเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 6(1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนการที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเคยรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำอักษรโรมันว่า "JAVA" อ่านว่า จาวา ร่วมกับคำอื่นมาแล้ว คือเครื่องหมายกาค้าคำว่า "SINVINOJAVA TEA STRAIGHT" ตามทะเบียนเลขที่ 141983 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2532สำหรับสินค้าจำพวกที่ 42 รายการสินค้า ชา และคำว่า "JUMBO JAVA" ตามทะเบียนเลขที่ 154185 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2534 สำหรับสินค้าจำพวกที่ 42 รายการสินค้ากาแฟ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 นั้น แม้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 4(4) จะบัญญัติว่า "ท่านว่าสิ่งอันกล่าวต่อไปนี้เป็นสาระสำคัญต้องมีสิ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อยอยู่ในเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้

(4) คำเดียวหรือหลายคำอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติแห่งสินค้าโดยตรงและตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดา ไม่เป็นชื่อในภูมิศาสตร์หรือนามสกุล" ก็ตามแต่เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมิได้มีแต่คำว่า "JAVA" อันเป็นชื่อในภูมิศาสตร์ หรือคำว่า"TEA" ซึ่งเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติแห่งสินค้าโดยตรงเท่านั้น แต่ยังมีคำอื่นที่มีลักษณะบ่งเฉพาะประกอบอยู่ด้วย จึงอาจได้รับการจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจดทะเบียน นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมิได้มีแต่เพียงคำว่า "JAVA" ซึ่งเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักและมีคำว่า "CAFE" ซึ่งเป็นคำอันได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้ากาแฟโดยตรงอย่างเครื่องหมายการค้าคำว่า"JAVACAFE" ของโจทก์ซึ่งไม่อาจรับจดทะเบียนได้เพราะไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 6(1) ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 และการที่โจทก์ส่งหลักฐานการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า"JAVACAFE" ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ก็มิใช่หลักฐานแสดงการจำหน่ายแพร่หลายหรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ในประเทศไทยแล้วอันจะถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีลักษณะบ่งเฉพาะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7วรรคท้ายแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 สำหรับในกรณีที่เครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ของโจทก์ได้รับการจดทะเบียนมาแล้วในหลายประเทศก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศที่จะวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไรและความเห็นของนายทะเบียนในประเทศนั้น ๆ ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยไม่ต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ได้เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7วรรคสอง (2) และวรรคท้ายแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534อันนายทะเบียนไม่อาจรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6(1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า"JAVACAFE" ของโจทก์จึงเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งเก้าฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 4 ม. 6 ม. 7 ม. 18
ประกาศกระทรวงพาณิชย์ (ฉบับที่ 5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พี.ที.ส่าริ อินโคฟูด คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 608/2545
#98410
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 จะบัญญัติให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นที่สุดก็ตาม แต่หากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็น คำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวได้

เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้โต้แย้งคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ของโจทก์โดยอ้างว่าคำสั่งและคำวินิจฉัยนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว จึงถือได้ว่าคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่รับ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้นเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล ขอให้ เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวได้

สิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ของโจทก์นอกจากอักษรโรมันที่เขียน ติดกันจำนวน 8 พยางค์ แล้ว สำเนียงเรียกขานก็ถือเป็นส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะสามารถทำให้ประชาชนผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่มีเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าที่ใช้กับสินค้านั้นแตกต่างจากสินค้าอื่น คำว่า "JAVACAFE" แม้จะเขียนติดต่อเป็นคำเดียวกัน แต่คำว่า "JAVA" และ "CAFE" สามารถแยกออกจากกันได้และสามารถแปลความหมายตามพจนานุกรมได้ คำว่า "JAVA" เรียกขานว่า "จาวา" หมายถึง ชื่อเกาะในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปรู้จักดีว่าหมายถึงเกาะชวาในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2535) เรื่อง การกำหนดชื่อทางภูมิศาสตร์ตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำหนดให้ชื่อเมืองท่า จังหวัด อำเภอ ตำบล มณฑล เกาะ ภูเขา แม่น้ำ ทะเล หรือทะเลสาปที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ ดังนั้น คำว่า "JAVA" หรือ "จาวา" จึงเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะส่วน คำว่า "CAFE" เรียกขานว่า คาเฟ่ ความหมายตามพจนานุกรม หมายถึง กาแฟ หรือภัตตาคารขนาดเล็ก จึงถือเป็นคำสามัญไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เช่นเดียวกัน เมื่อนำคำ 2 คำ ดังกล่าวมาเขียนติดกันเป็น "JAVACAFE" สำเนียงเรียกขานก็จะเป็น จาวาคาเฟ่ จะเห็นได้ว่าทั้งตัวอักษรโรมันและสำเนียงเรียกขานยังคงเดิม และแม้จะแปลไม่ได้ แต่ก็สามารถสื่อความหมายให้คนทั่วไปได้ เข้าใจว่าหมายถึงกาแฟที่มีแหล่งกำเนิดมาจากเกาะชวาในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย

การที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งมีเพียงอักษรโรมันคำว่า "JAVACAFE" เป็นส่วน สาระสำคัญแต่เพียงอย่างเดียวเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า กาแฟ เมล็ดต้นโกโก้ ธัญพืชที่สีแล้ว ธัญพืชที่ยังไม่ได้สี ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกาแฟ และครีมที่ไม่มีส่วนผสมของนม จึงเห็นได้ชัดว่าตัวอักษรโรมันที่สะกดเป็นคำทั้งหมดไม่ว่าจะออกสำเนียงแยกเป็นคำหรือรวมกันเสียงเรียกขานก็ไม่แตกต่างกัน และสื่อความหมายให้ ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่เล็งถึงลักษณะและแหล่งกำเนิดของสินค้านั้นโดยตรง จึงเป็น เครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ซึ่งนายทะเบียน เครื่องหมายการค้าไม่อาจรับจดทะเบียนให้ได้ เพราะไม่เข้าลักษณะเป็นเครื่องหมายการค้าที่มี ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 6 (1)

แม้ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 4 จะบัญญัติว่า "ท่านว่าสิ่งอันกล่าวต่อไปนี้เป็น สาระสำคัญต้องมีสิ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อยอยู่ในเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ (4) คำเดียวหรือหลายคำอัน ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติแห่งสินค้าโดยตรงและตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดาไม่เป็นชื่อในภูมิศาสตร์หรือนามสกุล" ก็ตาม แต่เครื่องหมายการค้าที่มิได้มีแต่คำอันเป็นชื่อในภูมิศาสตร์ หรือคำซึ่งเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติแห่งสินค้าโดยตรงเท่านั้นแต่ยังมีคำอื่นที่มีลักษณะบ่งเฉพาะประกอบอยู่ด้วย จึงอาจได้รับการ จดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจดทะเบียน

หลักฐานการจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย- ประชาชนลาว ก็มิใช่หลักฐานแสดงการจดทะเบียนแพร่หลายหรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ในประเทศไทยแล้วอันจะถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีลักษณะบ่งเฉพาะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 วรรคท้าย แห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 สำหรับในกรณีที่เครื่องหมายการค้าคำว่า "JAVACAFE" ของโจทก์ได้รับการจดทะเบียนมาแล้วในหลายประเทศก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศที่จะวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร และความเห็นนายทะเบียนในประเทศนั้น ๆ ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยไม่ต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ได้ เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 วรรคสอง (2) และวรรคท้ายแห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 นายทะเบียนจึงไม่อาจรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 (1) แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ เครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้าคำว่า "JAVACAFE" ของโจทก์จึงเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัย ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 4 (4) ม. 6
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 4 (4) ม. 6 ม. 7 วรรคแรก
ประกาศกระทรวงพาณิชย์ (ฉบับที่ 5) ม. 7 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พี. ที. ส่าริ อินโคฟูด คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายภาณุ รังสีสหัส
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2545
#42758
เปิดฉบับเต็ม

คู่มือพนักงานและคำมั่นสัญญาส่วนบุคคลซึ่งเป็นระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเป็นหลักจริยธรรมของจำเลยระบุว่าลูกจ้างต้องไม่ให้ผลประโยชน์ส่วนตัวเข้าแทรกแซงการดำเนินธุรกิจของจำเลย การที่โจทก์ทำงานกับจำเลยในตำแหน่งวิศวกรเครื่องกลกับร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาผู้จัดจำหน่ายสินค้าให้จำเลยและยังเป็นผู้พิจารณาอะไหล่และอุปกรณ์สำหรับใช้กับเครื่องจักรของจำเลยแม้โจทก์จะไม่ได้เป็นผู้พิจารณาให้บริษัท ส. ได้เป็นคู่ค้ากับจำเลยแต่ตำแหน่งของโจทก์สามารถมีอิทธิพลต่อการติดต่อและเป็นมูลเหตุจูงใจกับเป็นช่องทางให้โจทก์เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท ส. ที่โจทก์ร่วมก่อตั้งเป็นพยานการโอนหุ้น และเข้าประชุมที่บริษัทดังกล่าวแทนภริยาโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นโดยทางอ้อมได้ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

แม้จำเลยจะไม่ได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อใด แต่จำเลยก็มีสิทธิให้การโดยยกรายละเอียดการกระทำของโจทก์ตามหนังสือเลิกจ้างแล้วระบุข้อของระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ที่ตรงกับข้อห้ามที่โจทก์กระทำการฝ่าฝืนขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ ไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2526 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานครั้งสุดท้ายตำแหน่งวิศวกรเครื่องกลอัตราค่าจ้างเดือนละ 38,500 บาทกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2541 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิด ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 231,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลปรับปรุงและพัฒนาขบวนการผลิตและการขึ้นรูป มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเสนอการเลือกใช้อะไหล่และอุปกรณ์ พิจารณาคัดเลือกผู้จำหน่ายสินค้าที่ใช้ในขบวนการดังกล่าวให้จำเลย มีอำนาจติดต่อสั่งซื้อสินค้าจากผู้จำหน่ายโดยตรงในกรณีเร่งด่วน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สามารถให้คุณให้โทษต่อการดำเนินกิจการของผู้จำหน่ายสินค้าให้แก่จำเลยและของจำเลยโดยตรงแต่โจทก์ใช้ชื่อภริยาคือนางดวงใจ นาคสวัสดิ์ ได้ร่วมกับนายสิทธิกร เพ็ชรรักซึ่งเป็นวิศวกรอีกคนหนึ่งของจำเลยและบุคคลอื่นก่อตั้งบริษัทสามารถพรีซีชั่นส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่ค้าผู้จำหน่ายสินค้าอุปกรณ์และอะไหล่เพื่อใช้กับเครื่องมือเครื่องจักรกลให้แก่จำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีที่ร้ายแรงตามคู่มือพนักงาน หมวดที่ 1ข้อ 7, 9 หมวดที่ 7 ข้อ 7.1.3, 7.1.12 เป็นโทษสถานร้ายแรงตามข้อ 11,12, 18 ละเมิดคำมั่นสัญญาส่วนบุคคลหัวข้อการกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม2526 จำเลยจ้างโจทก์ทำงาน ครั้งสุดท้ายดำรงตำแหน่งวิศวกรเครื่องกลอัตราค่าจ้างเดือนละ 38,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน โจทก์ร่วมก่อตั้งและดำเนินกิจการของบริษัทสามารถพรีซีชั่นส์จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่ค้ากับจำเลย ตำแหน่งวิศวกรเครื่องกลของโจทก์สามารถเอื้ออำนวยหรือหาผลประโยชน์ให้แก่บริษัทสามารถพรีซีชั่นส์ จำกัด ได้ เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมายล.3 และ ล.4 ซึ่งการฝ่าฝืนดังกล่าวแม้จะไม่ปรากฏว่าเกิดความเสียหายแก่จำเลยแต่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ร่วมก่อตั้งบริษัทสามารถพรีซีชั่นส์จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่ค้ากับจำเลย ลงชื่อเป็นพยานในหนังสือโอนหุ้นและเคยเข้าร่วมประชุมที่บริษัทดังกล่าวแทนนางดวงใจ นาคสวัสดิ์ ภริยาโจทก์โจทก์ร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาผู้จัดจำหน่ายสินค้าให้จำเลยว่ามีผู้ใดบ้างวิศวกรเครื่องกลเป็นผู้พิจารณาอะไหล่และอุปกรณ์สำหรับใช้กับเครื่องจักรวิศวกรเครื่องจักรเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพและพิจารณาว่าผู้จัดจำหน่ายรายใดได้เป็นคู่ค้ากับจำเลย กรณีของบริษัทสามารถพรีซีชั่นส์ จำกัด วิศวกรผู้พิจารณาคือนายสิทธิกร เพ็ชรรัก ไม่ใช่โจทก์ ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีอิทธิพลทางตรงหรือทางอ้อมต่อการติดต่อของจำเลยกับบริษัทสามารถพรีซีชั่นส์จำกัด หรือโจทก์ได้ทำงานเป็นตัวแทนหรืออนุเคราะห์แก่บริษัทสามารถพรีซีชั่นส์จำกัด ด้วยเหตุผลส่วนตัวในการติดต่อกับจำเลย ศาลแรงงานกลางแปลความหมายเอกสารหมาย ล.4 หน้าที่ 10 เรื่องการกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนไม่ตรงกับความหมายที่แท้จริง ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมายังแปลไม่ได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและคำมั่นสัญญาส่วนบุคคลอย่างร้ายแรงตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4นั้น เห็นว่า คู่มือพนักงานเอกสารหมาย ล.3 และคำมั่นสัญญาส่วนบุคคลเอกสารหมาย ล.4 เป็นระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเป็นหลักจริยธรรมของจำเลย ซึ่งเอกสารหมาย ล.4 หน้าที่ 10 ได้ระบุเกี่ยวกับการกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนว่าลูกจ้างต้องไม่ให้ผลประโยชน์ส่วนตัวเข้าแทรกแซงการดำเนินธุรกิจของจำเลย เช่น ห้ามลูกจ้างมีอิทธิพลไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมต่อการติดต่อของจำเลยกับผู้จัดจำหน่ายซึ่งลูกจ้างมีความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือทางการเงินอยู่ด้วย หรือห้ามทำงานให้กับเป็นตัวแทน หรืออนุเคราะห์ผู้จัดจำหน่ายด้วยเหตุผลส่วนตัวในการติดต่อกับจำเลย เพราะถ้าลูกจ้างมีอิทธิพลหรืออำนาจต่อการติดต่อของจำเลยกับบริษัทผู้จัดจำหน่ายซึ่งเป็นคู่ค้ากับจำเลยและลูกจ้างมีความสัมพันธ์เป็นการส่วนตัวหรือทางการเงินอยู่กับบริษัทคู่ค้าดังกล่าว ย่อมเป็นมูลเหตุจูงใจและช่องทางให้ลูกจ้างใช้อิทธิพลหรืออำนาจหน้าที่ที่ตนมีอยู่ในทางที่อนุเคราะห์หรือให้ผลประโยชน์แก่บริษัทคู่ค้าที่ลูกจ้างมีความสัมพันธ์เป็นการส่วนตัวหรือทางการเงินได้โดยง่ายและยากต่อการตรวจสอบจนอาจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างมาก การฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและคำมั่นสัญญาส่วนบุคคลตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกรณีร้ายแรง โจทก์ทำงานกับจำเลยในตำแหน่งวิศวกรเครื่องกลกับร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาผู้จัดจำหน่ายสินค้าให้จำเลยและผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวยังเป็นผู้พิจารณาอะไหล่และอุปกรณ์สำหรับใช้กับเครื่องจักรของจำเลย แม้โจทก์จะไม่ได้เป็นผู้พิจารณาให้บริษัทสามารถพรีซีชั่นส์ จำกัด ได้เป็นคู่ค้ากับจำเลยโดยนายสิทธิกร เพ็ชรรัก วิศวกรอีกคนหนึ่งของจำเลยซึ่งถือหุ้นอยู่ในบริษัทสามารถพรีซีชั่นส์ จำกัด ในชื่อของผู้อื่นตามเอกสารหมาย ล.6 เป็นผู้พิจารณาก็ตาม แต่ตำแหน่งของโจทก์สามารถมีอิทธิพลต่อการติดต่อและเป็นมูลเหตุจูงใจ กับเป็นช่องทางให้โจทก์กระทำประการใดประการหนึ่งที่สามารถเอื้อประโยชน์หรืออนุเคราะห์ประโยชน์ให้แก่บริษัทสามารถพรีซีชั่นส์ จำกัดที่โจทก์ร่วมก่อตั้งเป็นพยานการโอนหุ้น และเข้าประชุมที่บริษัทดังกล่าวแทนภริยาโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นอีกคนหนึ่งโดยทางอ้อมได้ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยคำพิพากษาศาลแรงงานกลางต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.3 หมวดที่ 1 ข้อ 7, 9และหมวดที่ 7 ข้อ 7.13, 7.12, 12 และข้อ 13 และจำเลยมิได้ยกข้อบังคับดังกล่าวเป็นเหตุเลิกจ้างในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.7 จึงยกเหตุดังกล่าวขึ้นต่อสู้ในคำให้การไม่ได้นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าตำแหน่งงานของโจทก์สามารถเอื้ออำนวยหรือหาผลประโยชน์ให้แก่บริษัทสามารถพรีซีชั่นส์ จำกัด ได้ การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงตามคู่มือพนักงานเอกสารหมาย ล.3 ข้อ 11 และคำมั่นสัญญาส่วนบุคคลเอกสารหมาย ล.4 หน้าที่ 10ว่าด้วยการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้างตามที่จำเลยได้ระบุการกระทำของโจทก์ไว้ในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.7แม้จำเลยจะไม่ได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างดังกล่าวว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย ล.3 ข้อใด แต่จำเลยก็มีสิทธิการโดยยกรายละเอียดการกระทำของโจทก์ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.7 แล้วระบุข้อของระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย ล.3 ที่ตรงกับข้อห้ามที่โจทก์กระทำการฝ่าฝืนขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสาม ดังนั้น จำเลยจึงยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย ล.3 หมวดที่ 1 ข้อ 7, 9 หมวดที่ 7 ข้อ 7.1.3, 7.1.12, 11, 12, 18 ได้ แต่ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนหมวดที่ 7 ข้อ 7.13, 7.12, 13 และจำเลยมิได้ยกขึ้นเป็นเหตุเลิกจ้างจึงยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การไม่ได้นั้น ศาลแรงงานกลางไม่ได้วินิจฉัยว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย ล.3 ในข้อดังกล่าวและจำเลยก็ไม่ได้ให้การไว้ อุทธรณ์โจทก์ในส่วนนี้จึงมิได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง และเป็นการอุทธรณ์เพิ่มเติมข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 และมาตรา 54 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อรุณ นาคสวัสดิ์
จำเลย — บริษัท ลูเซนท์เทคโนโลยี่ส์ไมโครอีเล็คโทรนิคส์ (ไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2545
#98299
เปิดฉบับเต็ม

คู่มือพนักงานและคำมั่นสัญญาส่วนบุคคล ซึ่งเป็นระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเป็นหลักจริยธรรมของจำเลยระบุว่า ลูกจ้างต้องไม่ให้ผลประโยชน์ส่วนตัวเข้าแทรกแซงการดำเนินธุรกิจของจำเลย เช่น ห้ามลูกจ้างมี อิทธิพลไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมต่อการติดต่อของจำเลยกับผู้จัดจำหน่าย ซึ่งลูกจ้างมีความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือ ทางการเงินอยู่ด้วย หรือห้ามทำงานให้กับ เป็นตัวแทน หรืออนุเคราะห์ผู้จัดจำหน่ายด้วยเหตุผลส่วนตัวในการติดต่อ กับจำเลย เพราะถ้าลูกจ้างมีอิทธิพลหรืออำนาจต่อการติดต่อของจำเลยกับบริษัทผู้จัดจำหน่ายซึ่งเป็นคู่ค้ากับจำเลย และลูกจ้างมีความสัมพันธ์เป็นการส่วนตัวหรือทางการเงินกับบริษัทคู่ค้าย่อมเป็นมูลเหตุจูงใจและช่องทางให้ลูกจ้าง ใช้อิทธิพลหรืออำนาจหน้าที่ที่ตนมีอยู่ในทางที่อนุเคราะห์หรือให้ผลประโยชน์แก่บริษัทคู่ค้านั้นได้โดยง่ายและ ยากต่อการตรวจสอบจนอาจทำให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหายอย่างมาก การฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานและคำมั่นสัญญาส่วนบุคคลดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกรณีร้ายแรง

โจทก์ทำงานกับจำเลยในตำแหน่งวิศวกรเครื่องกลกับร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาผู้จัดจำหน่ายสินค้าให้จำเลยและเป็นผู้พิจารณาอะไหล่และอุปกรณ์สำหรับใช้กับเครื่องจักรของจำเลย แม้โจทก์จะไม่ได้เป็นผู้พิจารณาให้บริษัท ส. ได้เป็นคู่ค้ากับจำเลย โดยวิศวกรอีกคนหนึ่งของจำเลยซึ่งถือหุ้นอยู่ในบริษัท ส. ในชื่อของผู้อื่นเป็นผู้พิจารณาก็ตาม แต่ตำแหน่งของโจทก์สามารถมีอิทธิพลต่อการติดต่อและเป็นมูลเหตุจูงใจ กับเป็นช่องทางให้โจทก์กระทำประการใดประการหนึ่งที่สามารถเอื้อประโยชน์หรืออนุเคราะห์ประโยชน์ให้แก่บริษัท ส. ที่โจทก์ร่วมก่อตั้ง เป็นพยานการโอนหุ้น และเข้าประชุมที่บริษัทดังกล่าวแทนภริยาโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นโดยทางอ้อมได้ การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้อง จ่ายค่าชดเชย

หนังสือเลิกจ้างระบุรายละเอียดการกระทำของโจทก์แล้วระบุระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ตรงกับ ข้อห้ามที่โจทก์ฝ่าฝืน เป็นการระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสาม แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยในตำแหน่งวิศวกรเครื่องกลได้ร่วม ก่อตั้งบริษัทสามารถพรีซีชั่นส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่ค้ากับจำเลย ตามคู่มือพนักงานและคำมั่นสัญญาส่วนบุคคลอันเป็นระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเป็นหลักจริยธรรมของจำเลย ซึ่งได้ระบุเกี่ยวกับการกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนว่าลูกจ้างต้องไม่ให้ผลประโยชน์ส่วนตัวเข้าแทรกแซงการดำเนินธุรกิจของจำเลย เช่น ห้ามลูกจ้างมีอิทธิพล ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมต่อการติดต่อของจำเลยกับผู้จัดจำหน่ายซึ่งลูกจ้างมีความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือทางการเงิน อยู่ด้วย หรือห้ามทำงานให้กับ เป็นตัวแทน หรืออนุเคราะห์ผู้จัดจำหน่ายด้วยเหตุผลส่วนตัวในการติดต่อกับจำเลย เพราะถ้าลูกจ้างมีอิทธิพลหรืออำนาจต่อการติดต่อของจำเลยกับบริษัทผู้จัดจำหน่ายซึ่งเป็นคู่ค้ากับจำเลยและลูกจ้างมีความสัมพันธ์เป็นการส่วนตัวหรือทางการเงินอยู่กับบริษัทคู่ค้าดังกล่าวย่อมเป็นเหตุจูงใจและช่องทางให้ลูกจ้างใช้ อิทธิพลหรืออำนาจหน้าที่ที่ตนมีอยู่ในทางที่อนุเคราะห์หรือให้ผลประโยชน์แก่บริษัทคู่ค้าที่ลูกจ้างมีความสัมพันธ์ เป็นการส่วนตัวหรือทางการเงินได้โดยง่ายและยากต่อการตรวจสอบจนอาจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างมาก การฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและคำมั่นสัญญาส่วนบุคคลดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นกรณีร้ายแรง โจทก์ทำงานกับจำเลยในตำแหน่งวิศวกรเครื่องกลกับร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาผู้จัดจำหน่ายสินค้าให้จำเลย และผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวยังเป็นผู้พิจารณาอะไหล่และอุปกรณ์สำหรับใช้กับเครื่องจักรของจำเลย แม้โจทก์จะไม่ได้เป็น ผู้พิจารณาให้บริษัทสามารถพรีซีชั่นส์ จำกัด ได้เป็นคู่ค้ากับจำเลย แต่ตำแหน่งของโจทก์สามารถมีอิทธิพลต่อการติดต่อและเป็นมูลเหตุจูงใจกับเป็นช่องทางให้โจทก์กระทำประการใดประการหนึ่งที่สามารถเอื้อประโยชน์หรืออนุเคราะห์ประโยชน์ให้แก่บริษัทสามารถพรีซีชั่นส์ จำกัด ที่โจทก์ร่วมก่อตั้ง เป็นพยานการโอนหุ้น และเข้าประชุมที่บริษัท ดังกล่าวแทนภริยาโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นอีกคนหนึ่งโดยทางอ้อมได้ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

จำเลยได้ระบุการกระทำของโจทก์ไว้ในหนังสือเลิกจ้างแล้ว แม้จะไม่ได้ระบุว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานข้อใด แต่จำเลยก็มีสิทธิให้การโดยยกรายละเอียดการกระทำของโจทก์ตามหนังสือเลิกจ้าง แล้วระบุข้อของระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ตรงกับข้อห้ามที่โจทก์กระทำการฝ่าฝืนขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ ไม่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสาม ดังนั้นจำเลยจึงยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การได้ว่าโจทก์ ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวดที่ ๑ ข้อ ๗, ๙ หมวดที่ ๗ ข้อ ๗.๑.๓, ๗.๑.๑๒,๑๑, ๑๒, ๑๘ ได้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสาม ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอรุณ นาคสวัสดิ์
จำเลย — บริษัทลูเซนท์เทคโนโลยี่ส์ไมโครอีเล็คโทรนิคส์ (ไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง (ธัญบุรี) — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 598/2545
#98521
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ออกเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ต้องคืนเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ ให้แก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากไม่มีหนี้สินต่อกัน ซึ่งโจทก์ก็ทราบดีอยู่แล้ว จำเลยที่ 3 นำเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ ไปฝากไว้กับโจทก์ โดยจำเลยที่ 3 กับโจทก์มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้ง โจทก์ครอบครองเช็คพิพาทแทนจำเลยที่ 3 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 3 เคยทำหนังสือยอมรับว่าเช็คพิพาท 3 ฉบับ ไม่มี

หนี้สินต่อกันตามสำเนาเอกสารท้ายคำให้การ ตามคำให้การดังกล่าวเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้การไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยที่ 3 โอนเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ ให้แก่โจทก์โดยคบคิดกันฉ้อฉลจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 916 เป็นคำให้การที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ทำให้มีประเด็นข้อพิพาทที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 สามารถนำสืบว่าโจทก์กับจำเลยที่ 3 ร่วมกันโอนเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ โดยคบคิดกันฉ้อฉลหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 19 มิถุนายน 2541 ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ

ประเด็นตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวเป็นการยกข้อต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นประเด็นในเรื่องที่โต้แย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ยกขึ้นต่อสู้ตลอดมาทั้งในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาและจำเลยไม่อาจยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้ก็ตาม แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในประเด็นที่ได้ให้การต่อสู้ไว้เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญแห่งคดีจนสิ้นกระแสความ และพิพากษาให้ตรงตามประเด็นข้อพิพาทได้ ทั้งนี้อาศัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243(2) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามเช็คจำนวน ๑,๐๒๙,๘๕๒.๗๖ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๙๘๑,๑๐๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การรับว่าได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจริง แต่ปฏิเสธความรับผิดโดยยกข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงด้วย ข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวกันเฉพาะบุคคลระหว่างตนในฐานะผู้สั่งจ่ายกับจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ทรงคนก่อน ๆ โดยมิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๓ กับโจทก์ได้โอนเช็คพิพาทโดยคบคิดกันฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๖ คดีจึงไม่มีประเด็นให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นำสืบ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๙๘๑,๑๐๒ บาท พร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑๙๕,๐๐๐ บาท ๒๒๐,๑๕๐ บาท ๔๐๐,๑๕๐ บาท ๑๖๕,๘๐๒ บาท นับตั้งแต่ วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๐ วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๐ วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๐ และวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารตามเช็คแต่ละฉบับปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๔๐) ต้องไม่เกิน ๔๘,๗๕๐.๗๖ บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๙,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นและนัดฟังคำพิพากษาโดยเห็นว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยกข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในฐานะผู้สั่งจ่ายกับจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ทรงคนก่อน ๆ โดยไม่มีข้อความตอนใดที่แสดงว่าจำเลยที่ ๓ กับโจทก์คบคิดกันฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๖ ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ แล้วศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไปทันที เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นซึ่งทำให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปทันที จึงมิใช่ คำสั่งระหว่างพิจารณาที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะต้องโต้แย้งไว้ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ได้ การที่ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ไม่รับวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวตามที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยกขึ้นอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มิได้ออกเช็คพิพาททั้ง ๔ ฉบับ เพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ ต้องคืนเช็คพิพาททั้ง ๔ ฉบับ ให้แก่จำเลยที่ ๑ เนื่องจากไม่มีหนี้สินต่อกัน ซึ่งโจทก์ก็ทราบดีอยู่แล้ว จำเลยที่ ๓ นำเช็คพิพาททั้ง ๔ ฉบับ ไปฝากไว้กับโจทก์ โดยจำเลยที่ ๓ กับโจทก์มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง โจทก์ครอบครองเช็คพิพาทแทนจำเลยที่ ๓ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๓ เคยทำหนังสือยอมรับว่า เช็คพิพาท ๓ ฉบับ ไม่มีหนี้สินต่อกันตามสำเนาเอกสารท้ายคำให้การ ตามคำให้การดังกล่าวเห็นได้ว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ให้การไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยที่ ๓ โอนเช็คพิพาททั้ง ๔ ฉบับ ให้แก่โจทก์โดยคบคิดกันฉ้อฉลจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๖ เป็นคำให้การที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ทำให้มีประเด็นข้อพิพาทที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ สามารถนำสืบว่าโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ร่วมกันโอนเช็คพิพาททั้ง ๔ ฉบับ โดยคบคิดกันฉ้อฉลหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับ ลงวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๔๑ ให้งดสืบพยานจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และประเด็นตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดังกล่าวเป็นการยกข้อต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นประเด็นในเรื่องที่โต้แย้งว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ยกขึ้นต่อสู้ตลอดมาทั้งในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา และจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่อาจยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้ก็ตาม แต่ศาลฎีกามีอำนาจที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในประเด็นที่ได้ให้การต่อสู้ไว้เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญแห่งคดีจนสิ้นกระแสความ และพิพากษาให้ตรงตามประเด็นข้อพิพาทได้ ทั้งนี้อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๗ ที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาคดีมานั้นเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ในส่วนที่พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินตามเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีในประเด็นนี้เสียใหม่ โดยให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นำพยานมาสืบได้ตามข้อต่อสู้ในคำให้การแล้วจึงพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 916
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 55 ม. 86 ม. 177 ม. 226 ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกมลรัตน์ สัจธรรมพิทักษ์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีสุขพลทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายเลิศพงศ์ อินทรหอม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายปกรณ์ บุญญกูล
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 596/2545
#99332
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะทำสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าหากจำเลยชำระค่าเช่าซื้อครบตามสัญญา ก็อยู่ในวิสัยที่โจทก์สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทให้จำเลยได้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสมบรูณ์บังคับได้ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อย ใช้การได้ดีคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๙๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี และชำระเงินจำนวน ๓๓๕,๗๔๔.๘๖ บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เดือนละ ๒๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืน

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจกท์ไม่ใช้เจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์ตามฟ้องจึงไม่มีสิทธินำมาให้จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน ที่เช่าซื้อขณะทำสัญญา สัญญาจึงมีผลสมบูรณ์หรือไม่ เห็นว่า แม้จะฟังว่า ขณะทำสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าหากจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อครบตามสัญญาก็อยู่ในวิสัยที่โจทก์สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทให้จำเลยที่ ๑ ได้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงสมบูรณ์บังคับได้ตามกฎหมาย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น?

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์พิพาทในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีคืนแก่โจทก์ มิฉะนั้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคารถยนต์เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน ๗๘๘,๒๘๑.๓๑ บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ธนพล จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเกียรติชัย ชัยเชาวรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพงษ์ศักดิ์ อนันธวัช
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย ทัศนชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 595/2545
#42757
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องอ้างถึงสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งจำเลยซื้อจากโจทก์มีกำหนด 1 ปี โจทก์จะส่งมอบให้แก่จำเลยไตรมาสละ 2 เที่ยว คิดราคาตามปริมาณน้ำมันที่ปรากฏในใบตราส่งแต่ละเที่ยว โจทก์ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้จำเลยแล้วหลายเที่ยว เป็นเงิน 25,829,671.26 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยชำระหนี้ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงให้แล้วบางส่วน คงค้างชำระเป็นเงิน 11,708,362.76 ดอลลาร์สหรัฐ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยเป็นการบรรยายฟ้องให้พอเข้าใจได้ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 30 และข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2540 ข้อ 6 แล้วฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีนี้ก่อน แล้วจึงไปยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีนี้มิใช่คดีที่ต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 ไม่เป็นฟ้องซ้อน

สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงว่าบรรดาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการ ย่อมหมายรวมถึงการผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายด้วย หากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งโต้แย้งการเรียกร้องให้ชำระหนี้ดังกล่าว

โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังมิได้ชำระเป็นเงิน 13,811,352.76 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยมิได้โต้แย้งหรือปฏิเสธหนี้ดังกล่าว กลับมีหนังสือขอผ่อนชำระหนี้ และมีหนังสือขอชำระหนี้โดยการโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อลูกหนี้รายอื่นและเสนอนำทรัพย์สินมาจำนองเป็นประกัน นอกจากนี้จำเลยได้ชำระหนี้ที่ค้างชำระบางส่วน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่โจทก์ทั้งยังยอมให้โจทก์เรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งธนาคารก็ได้ชำระให้แก่โจทก์ไปเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นกรณีที่จำเลยได้รับสภาพหนี้ตามสัญญาซื้อขายให้แก่โจทก์แล้ว ไม่อาจถือได้ว่ามีข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งอันเกิดจากหรือเนื่องจากสัญญาซื้อขายอันโจทก์จะต้องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการก่อนฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนตามกฎหมายประเทศสาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2539 จำเลยทำสัญญาซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงกับโจทก์ โจทก์ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงตามสัญญาให้แก่จำเลยหลายครั้งคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 25,829,671.26 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงบางส่วนแล้วผิดนัดไม่ชำระโจทก์จึงเรียกให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันเป็นเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ คงค้างชำระเป็นต้นเงินจำนวน 11,708,362.76 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยจำนวน 1,835,710.71 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ติดตามทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 13,544,073.47 ดอลลาร์สหรัฐพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 27 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่เคยเป็นหนี้ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงตามฟ้อง โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงให้ครบถ้วน โจทก์มิใช่ผู้เสียหายเพราะสถาบันการส่งออกของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีได้ชดใช้เงินดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว ตามสัญญากำหนดให้นำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามฟ้อง และฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ย.3903/2541 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 11,708,362.76 ดอลลาร์สหรัฐพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,278,731.74 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2540 ของต้นเงินจำนวน 1,991,242.80 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2540 ของต้นเงินจำนวน 1,313,067.54 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2540 ของต้นเงินจำนวน 2,710,379.13 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2540 ของต้นเงินจำนวน 1,303,278.40 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2541 ของต้นเงินจำนวน 1,397,933.52 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม2541 และของต้นเงินจำนวน 713,729.63 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษาคำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อต่อไปว่าคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้บรรยายมาในฟ้องว่า โจทก์ส่งขายน้ำมันเชื้อเพลิงให้จำเลยกี่ครั้ง ครั้งละจำนวนเท่าใด ส่งมอบให้แก่จำเลยในวันใดบ้าง และแต่ละครั้งเป็นจำนวนเงินเท่าใด จำเลยผิดนัดตั้งแต่เมื่อใด คิดดอกเบี้ยตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญของคดี ไม่ใช่รายละเอียดที่โจทก์สามารถนำมาสืบได้ในชั้นพิจารณานั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องอ้างถึงสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งจำเลยซื้อจากโจทก์มีกำหนด 1 ปี โจทก์จะส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่จำเลยไตรมาสละ 2 เที่ยว คิดราคาน้ำมันตามจำนวนปริมาณน้ำมันที่ปรากฏในใบตราส่งแต่ละเที่ยว โจทก์ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้จำเลยมาแล้วหลายเที่ยว เป็นเงิน 25,829,671.26 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยชำระหนี้ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงให้แล้วบางส่วนคงค้างชำระเป็นเงิน 11,708,362.76 ดอลลาร์สหรัฐ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย เป็นการบรรยายถึงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา รวมทั้งคำขอบังคับให้พอเข้าใจได้ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 30 และข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540ข้อ 6 แล้ว ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องบรรยายรายละเอียดต่าง ๆ ดังที่จำเลยกล่าวมาในอุทธรณ์ ทั้งจำเลยก็มิได้กล่าวอ้างว่า จำเลยไม่เข้าใจคำบรรยายฟ้องตอนใดของโจทก์ โดยจำเลยได้ยื่นคำให้การปฏิเสธว่าไม่เคยซื้อและรับมอบน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ แสดงว่าจำเลยเข้าใจคำฟ้องของโจทก์เป็นอย่างดี คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปอีกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ ย.3903/2541 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคสอง ซึ่งนำมาใช้แก่คดีนี้โดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ความในวรรคสองของมาตราดังกล่าว บัญญัติว่า นับแต่เวลาได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนี้ต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีนี้ก่อน แล้วจึงไปยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีนี้จึงมิใช่คดีที่ต้องห้ามมิให้ฟ้องตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว โดยไม่จำต้องพิจารณาถึงว่าคดีนี้เป็นคดีเรื่องเดียวกันกับคดีแพ่งที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้หรือไม่ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ ย.3903/2541 ของศาลแพ่ง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่าสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงว่าบรรดาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการ แต่โจทก์มิได้เสนอข้อพิพาทคดีนี้แก่อนุญาโตตุลาการตามข้อตกลงในสัญญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น เห็นว่า ข้อความว่า บรรดาข้อพิพาทหรือขัดแย้งที่เกิดจากหรือเนื่องด้วยข้อสัญญาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายคดีนี้ย่อมหมายรวมถึงการผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายนี้ด้วย หากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งโต้แย้งการเรียกร้องให้ชำระหนี้ดังกล่าว ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ได้เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังมิได้ชำระจำนวน 7 เที่ยว เป็นเงิน 13,811,352.76 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยมิได้โต้แย้งหรือปฏิเสธหนี้จำนวนดังกล่าว กลับมีหนังสือขอผ่อนชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.15 และมีหนังสือขอชำระหนี้โดยการโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อลูกหนี้รายอื่นและเสนอนำทรัพย์สินมาจำนองเป็นประกันตามเอกสารหมาย จ.16 นอกจากนี้ยังได้ความว่า จำเลยได้ชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวบางส่วนจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่โจทก์ ทั้งยังยอมให้โจทก์เรียกให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ผู้ค้ำประกัน ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันจำนวน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ก็ได้ชำระเงินจำนวน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่โจทก์ไปเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นกรณีที่จำเลยได้รับสภาพหนี้ตามสัญญาซื้อขายให้แก่โจทก์แล้ว กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่ามีข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งอันเกิดจากหรือเนื่องจากสัญญาซื้อขายตามฟ้องอันโจทก์จะต้องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการก่อนฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้สั่งจำหน่ายคดีนี้ เพราะเหตุที่โจทก์มิได้เสนอคดีนี้ต่ออนุญาโตตุลาการก่อน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

อนึ่ง ตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทไทย ตามอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิช์ ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษานั้น ยังไม่ชอบด้วยเหตุผล สมควรให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในเวลาที่ใช้เงิน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยจะชำระเป็นเงินไทย ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครโดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในวันที่มีการใช้เงิน ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันที่มีการใช้เงิน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 173
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 30
ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ฮุนได คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — บริษัทสยามเฆมี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา