คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 517/2545
#47780
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลจะสั่งและวางข้อกำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1246 ต้องเพื่อความยุติธรรมและโดยจุดประสงค์เพื่อจัดให้บริษัทเข้าสู่ฐานอันใกล้ที่สุดกับฐานเดิมเสมือนดั่งว่าบริษัทนั้นมิได้ถูกขีดชื่ออกจากทะเบียนเลย มิใช่สั่งและวางข้อกำหนดให้บริษัทหลุดพ้นหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติในการทำบัญชีงบดุล ตรวจสอบและประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ระหว่างวันที่ 5 กันยายน 2533 ถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2535ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท เอ.อาร์.เอส.พี. กรุ๊ป จำกัด ตามสัญญากู้เงินรวม 4 ฉบับ รวมต้นเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันยื่นคำร้องขอ 78,155,635.62 บาท ผู้ร้องทวงถามแล้วแต่บริษัทดังกล่าวเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ให้ ต่อมาผู้ร้องทราบว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์2538 นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครได้ขีดชื่อบริษัทดังกล่าวออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง ตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายโดยไม่เป็นธรรม เพราะไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีแก่บริษัทดังกล่าวได้ เพื่อเป็นการยุติธรรมขอให้มีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัท เอ.อาร์.เอส.พี.กรุ๊ป จำกัด คืนเข้าสู่ทะเบียน เพื่อผู้ร้องจะได้ดำเนินการทางกฎหมายแก่บริษัทดังกล่าวต่อไป

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า หากศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลับจดชื่อบริษัท เอ.อาร์.เอส.พี.กรุ๊ป จำกัด คืนสู่ทะเบียนแล้ว จะเป็นผลให้บริษัทกลับมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีงบดุลตามกฎหมายซึ่งบริษัทไม่สามารถจัดทำได้เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกระทำได้ยากเพราะบริษัทขาดเงินทุนหมุนเวียนจึงไม่ได้ประกอบกิจการมาเป็นเวลานานแล้ว และกิจการของบริษัทมีแต่ทางขาดทุนไม่สามารถพลิกฟื้นขึ้นมาได้อีก หากมีการกลับจดชื่อบริษัทเข้าสู่ทะเบียนแล้ว ในที่สุดก็จะต้องถูกลบชื่ออีกขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กลับจดชื่อบริษัท เอ.อาร์.เอส.พี.กรุ๊ป จำกัด คืนเข้าสู่ทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246(6) ให้ผู้คัดค้านทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 500 บาทแทนผู้ร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาว่า ผู้ร้องไม่ได้บรรยายในคำร้องขอว่าการที่นายทะเบียนบริษัทขีดชื่อบริษัท เอ.อาร์.เอส.พี.กรุ๊ป จำกัด ออกจากทะเบียนทำให้ผู้ร้องไม่ได้รับความเป็นธรรมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246(6) นั้น เห็นว่า ตามคำร้องขอของผู้ร้องระบุไว้ชัดแจ้งว่า การที่นายทะเบียนบริษัทขีดชื่อบริษัท เอ.อาร์.เอส.พี.กรุ๊ป จำกัด ออกเสียจากทะเบียน ทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียหายโดยไม่เป็นธรรม คำร้องขอของผู้ร้องจึงชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวข้างต้นแล้ว ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาอีกว่า การขีดชื่อบริษัทดังกล่าวออกจากทะเบียนจะถือว่าบริษัทเป็นอันเลิกกันตั้งแต่เมื่อโฆษณาแจ้งความในหนังสือราชกิจจานุเบกษาผู้ร้องมิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าได้มีการลงโฆษณาดังกล่าวแล้ว จึงฟังไม่ได้ว่าบริษัท เอ.อาร์.เอส.พี.กรุ๊ปจำกัด เป็นอันเลิกแล้ว จึงกลับจดชื่อบริษัทดังกล่าวคืนเข้าสู่ทะเบียนไม่ได้นั้น เห็นว่า ฎีกาข้อดังกล่าวเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาสั่งและวางข้อกำหนดให้บริษัทเอ.อาร์.เอส.พี.กรุ๊ป จำกัด ไม่ต้องทำบัญชีงบดุล ตรวจสอบบัญชีประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นและหน้าที่อื่นตามกฎหมายนั้น เห็นว่า การที่ศาลจะสั่งและวางข้อกำหนดไว้เป็นประการใด ๆ ต้องเพื่อความยุติธรรมและโดยจุดประสงค์เพื่อจัดให้บริษัทเข้าสู่ฐานอันใกล้ที่สุดกับฐานเดิมเสมือนดั่งว่าบริษัทนั้นมิได้ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนเลยหาใช่สั่งและวางข้อกำหนดให้บริษัทหลุดพ้นหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติไม่ จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะสั่งและวางข้อกำหนดดังกล่าวฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1246
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
ผู้คัดค้าน — นาย วีรวัฒน์ วินิจฉัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 517/2545
#49044
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลจะสั่งและวางข้อกำหนดไว้เป็นประการใด ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246(6) นั้น ต้องเป็นไปเพื่อความยุติธรรมและโดยจุดประสงค์เพื่อจัดให้บริษัทเข้าสู่ฐานอันใกล้ที่สุดกับฐานเดิมเสมือนดั่งว่าบริษัทนั้นมิได้ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนเลย หาใช่สั่งและวางข้อกำหนดให้บริษัทหลุดพ้นหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติไม่ ดังนั้น จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะสั่งและวางข้อกำหนดให้บริษัท อ. ซึ่งเป็นลูกหนี้ของผู้ร้องไม่ต้องทำบัญชีงบดุล การตรวจสอบบัญชีและประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ตามที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท เอ.อาร์.เอส.พี.กรุ๊ป จำกัดตามสัญญากู้เงินรวม 4 ฉบับ รวมต้นเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันยื่นคำร้องขอ78,155,635.62 บาท ผู้ร้องทวงถามแล้ว แต่บริษัทดังกล่าวเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ให้ ต่อมาผู้ร้องทราบว่านายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครได้ขีดชื่อบริษัทดังกล่าวออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง ตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายโดยไม่เป็นธรรม เพราะไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีแก่บริษัทดังกล่าวได้ เพื่อเป็นการยุติธรรมขอให้มีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัท เอ.อาร์.เอส.พี.กรุ๊ป จำกัด คืนเข้าสู่ทะเบียน เพื่อผู้ร้องจะได้ดำเนินการทางกฎหมายแก่บริษัทดังกล่าวต่อไป

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า หากศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กลับจดชื่อบริษัท เอ.อาร์.เอส.พี.กรุ๊ปจำกัด คืนเข้าสู่ทะเบียนแล้ว จะเป็นผลให้บริษัทกลับมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีงบดุลตามกฎหมาย ซึ่งบริษัทไม่สามารถจัดทำได้เพราะไม่มีค่าใช้จ่าย การเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกระทำได้ยาก เพราะบริษัทขาดเงินทุนหมุนเวียนจึงไม่ได้ประกอบกิจการมาเป็นเวลานานแล้วและกิจการของบริษัทมีแต่ทางขาดทุนไม่สามารถพลิกฟื้นขึ้นมาได้อีก หากมีการกลับจดชื่อบริษัทเข้าสู่ทะเบียนแล้ว ในที่สุดก็จะต้องถูกลบชื่ออีก ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กลับจดชื่อบริษัท เอ.อาร์.เอส.พี.กรุ๊ป จำกัด คืนเข้าสู่ทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246(6)

ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาว่า ผู้ร้องไม่ได้บรรยายในคำร้องขอว่าการที่นายทะเบียนบริษัทขีดชื่อบริษัท เอ.อาร์.เอส.พี.กรุ๊ป จำกัด ออกจากทะเบียนทำให้ผู้ร้องไม่ได้รับความเป็นธรรมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246(6)นั้น เห็นว่า ตามคำร้องขอของผู้ร้องระบุไว้ชัดแจ้งว่า การที่นายทะเบียนบริษัทขีดชื่อบริษัท เอ.อาร์.เอส.พี.กรุ๊ป จำกัด ออกเสียจากทะเบียนทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียหายโดยไม่เป็นธรรม คำร้องขอของผู้ร้องจึงชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวข้างต้นแล้ว ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาอีกว่า การขีดชื่อบริษัทดังกล่าวออกจากทะเบียนจะถือว่าบริษัทเป็นอันเลิกกันตั้งแต่เมื่อโฆษณาแจ้งความในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ผู้ร้องมิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าได้มีการลงโฆษณาดังกล่าวแล้วจึงฟังไม่ได้ว่าบริษัท เอ.อาร์.เอส.พี.กรุ๊ป จำกัด เป็นอันเลิกแล้ว จึงกลับจดชื่อบริษัทดังกล่าวคืนเข้าสู่ทะเบียนไม่ได้นั้น เห็นว่า ฎีกาข้อดังกล่าวเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาสั่งและวางข้อกำหนดให้บริษัท เอ.อาร์.เอส.พี.กรุ๊ปจำกัด ไม่ต้องทำบัญชีงบดุล ตรวจสอบบัญชี ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นและหน้าที่อื่นตามกฎหมายนั้น เห็นว่า การที่ศาลจะสั่งและวางข้อกำหนดไว้เป็นประการใด ๆ ต้องเพื่อความยุติธรรมและโดยจุดประสงค์เพื่อจัดให้บริษัทเข้าสู่ฐานอันใกล้ที่สุดกับฐานเดิมเสมือนดั่งว่าบริษัทนั้นมิได้ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนเลย หาใช่สั่งและวางข้อกำหนดให้บริษัทหลุดพ้นหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติไม่ จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะสั่งและวางข้อกำหนดดังกล่าว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1246
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
ผู้คัดค้าน — นาย วีรวัฒน์ วินิจฉัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 517/2545
#98542
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอของผู้ร้องระบุไว้ชัดแจ้งว่า การที่นายทะเบียนบริษัทขีดชื่อบริษัทออกเสียจากทะเบียนทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทเสียหายโดยไม่เป็นธรรมจึงชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1246(6) แล้ว

การที่ศาลจะสั่งและวางข้อกำหนดไว้เป็นประการใด ๆ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1246(6) ต้องเพื่อความยุติธรรมและโดยจุดประสงค์เพื่อจัดให้บริษัทเข้าสู่ฐานอันใกล้ที่สุดกับฐานเดิมเสมือนดังว่าบริษัทนั้นมิได้ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนเลยหาใช่สั่งและวางข้อกำหนดให้บริษัทหลุดพ้นหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติไม่ จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งและวางข้อกำหนดให้บริษัทไม่ต้องทำบัญชีงบดุล ตรวจสอบบัญชี ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นและหน้าที่อื่นตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ระหว่างวันที่ 5 กันยายน 2533 ถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2535 ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท เอ. อาร์. เอส. พี. กรุ๊ป จำกัด ตามสัญญากู้เงินรวม 4 ฉบับ รวมต้นเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันยื่นคำร้องขอ 78,155,635.62 บาท ผู้ร้องทวงถามแล้ว แต่บริษัทดังกล่าวเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ให้ ต่อมาผู้ร้องทราบว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2538 นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครได้ขีดชื่อบริษัทดังกล่าวออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง ตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย เพราะไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีแก่บริษัทดังกล่าวได้ ขอให้มีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัท เอ. อาร์. เอส. พี. กรุ๊ป จำกัด คืนเข้าสู่ทะเบียน เพื่อผู้ร้องจะได้ดำเนินการทางกฎหมายแก่บริษัทดังกล่าวต่อไป

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า หากศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กลับจดชื่อบริษัท เอ. อาร์. เอส. พี. กรุ๊ป จำกัด คืนเข้าสู่ทะเบียนแล้ว จะเป็นผลให้บริษัทกลับมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีงบดุลตามกฎหมายซึ่งบริษัทไม่สามารถจัดทำได้เพราะไม่มีค่าใช้จ่าย การเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกระทำได้ยากเพราะบริษัทขาดเงินทุนหมุนเวียนจึงไม่ได้ประกอบกิจการมาเป็นเวลานานแล้ว และกิจการของบริษัทมีแต่ทางขาดทุนไม่สามารถพลิกฟื้นขึ้นมาได้อีก ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า ให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กลับจดชื่อบริษัท เอ. อาร์. เอส. พี. กรุ๊ป จำกัด คืนเข้าสู่ทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 (6) ให้ผู้คัดค้านทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 500 บาท แทนผู้ร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาสั่งและวางข้อกำหนดให้บริษัท เอ. อาร์. เอส. พี. กรุ๊ป จำกัด ไม่ต้องทำบัญชีงบดุล ตรวจสอบบัญชี ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นและหน้าที่อื่นตามกฎหมายนั้น เห็นว่าการที่ศาลจะสั่งและวางข้อกำหนดไว้เป็นประการใด ๆ ต้องเพื่อความยุติธรรมและโดยจุดประสงค์เพื่อจัดให้บริษัทเข้าสู่ฐานอันใกล้ที่สุดกับฐานเดิมเสมือนดั่งว่าบริษัทนั้นมิได้ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนเลย หาใช่สั่งและวางข้อกำหนดให้บริษัทหลุดพ้นหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติไม่ จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะสั่งและวางข้อกำหนดดังกล่าว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1246 (6)
ป.วิ.พ. ม. 188
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวีรวัฒน์ วินิจฉัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอาทิตย์ ออกเวหา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 510/2545
#42752
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคารโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยให้จำเลยชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ดังนั้น ภายหลังจากเลิกสัญญาโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราเดิมคือร้อยละ 15.5 ต่อปี ไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จสิ้นเท่านั้น เพราะเป็นกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวมาแต่ต้น โจทก์ไม่อาจอาศัยข้อสัญญาซึ่งสิ้นสุดไปแล้วมาทำการปรับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากจำเลยให้สูงขึ้นตามประกาศของโจทก์ได้อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2533 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ จำนวน 5,500,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี กำหนดชำระคืนเป็นรายเดือน รวม 120 เดือน ในอัตราเดือนละ 96,000บาท ทุกวันที่ 23 ของเดือน นับแต่วันที่ 23 มกราคม 2534 เป็นต้นไปเดือนสุดท้ายภายในวันที่ 23 ธันวาคม 2543 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้คืนก่อนกำหนด ในการนี้จำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9556 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานครพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันไว้ต่อโจทก์ หลังจากทำสัญญากู้เงิน จำเลยไม่เคยชำระหนี้ โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลย ซึ่งจำเลยได้นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนและเมื่อหักทอนแล้วจำเลยยังคงค้างชำระหนี้โจทก์ถึงวันฟ้องเป็นต้นเงินจำนวน 5,500,000 บาท กับดอกเบี้ยจำนวน 3,552,281.32 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 9,052,281.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 5,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญากู้เงินและไม่เคยรับเงินจากโจทก์ ทั้งไม่เคยจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้ต่อโจทก์ สัญญากู้เงินและสัญญาจำนองเป็นเอกสารปลอมและโจทก์เรียกดอกเบี้ยซ้ำซ้อนเกินอัตราตลอดจนไม่เคยบอกกล่าวทวงถาม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 9,052,281.32 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 5,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มีนาคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9556 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์จำนองกับทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว จำเลยฎีกาข้อแรกว่า ขณะทำสัญญากู้เงิน โจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วไปที่จะเรียกจากลูกค้าไม่เกินร้อยละ 17.50 ต่อปี แต่ตามสัญญากู้เงินกลับกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 ระบุว่าจำเลยผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดเท่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์พึงเรียกเก็บจากผู้กู้ยืมได้ ดังนั้น เมื่อขณะทำสัญญาธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไว้ร้อยละ 19 ต่อปี การที่สัญญากู้เงินกำหนดดอกเบี้ยไว้ในอัตราดังกล่าวจึงเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและตามข้อตกลงของคู่สัญญาไม่ทำให้ข้อสัญญาในส่วนนี้เป็นโมฆะและสำหรับการคิดคำนวณดอกเบี้ยของโจทก์ตามที่เป็นจริงนั้น นายนพดล ตันเจริญ เจ้าหน้าที่สินเชื่อเบิกความว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์ ซึ่งมีอัตราขึ้นลงแม้นายนพดลจะไม่ทราบว่าระหว่างวันที่ 24 ธันวาคม 2533 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2536 โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใด เพราะนายนพดล มิได้เป็นเจ้าหน้าที่ผู้คิดคำนวณดอกเบี้ย แต่ตามหลักฐานบัญชีภาระหนี้สินของจำเลยเอกสารหมาย จ.8 ปรากฏว่าระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2536 ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2537 โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม 2537 ถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2537 โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 9 มีนาคม 2538 โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ระหว่างวันที่ 10 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2540 โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงน่าเชื่อตามคำเบิกความของนายนพดลว่า การคิดดอกเบี้ยนั้น โจทก์คิดตามประกาศของโจทก์ซึ่งมีอัตราขึ้นลง มิได้คิดตามที่สัญญากู้เงินกำหนดไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี กรณีดังกล่าวนับว่าเป็นคุณแก่จำเลย ฎีกาจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่าหลังจากโจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยแล้ว โจทก์ไม่อาจอาศัยสิทธิตามสัญญาทำการปรับอัตราดอกเบี้ยกับจำเลยอีกต่อไป การปรับอัตราดอกเบี้ยของโจทก์หลังจากสัญญาสิ้นสุดลงจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2537 ให้จำเลยชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ดังนั้น ภายหลังจากเลิกสัญญาโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราเดิมคือร้อยละ 15.5 ต่อปี ไปจนกว่าจำเลยชำระหนี้เสร็จสิ้นเท่านั้น เพราะเป็นกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวมาแต่ต้น โจทก์ไม่อาจอาศัยข้อสัญญาซึ่งสิ้นสุดไปแล้วมาทำการปรับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากจำเลยให้สูงขึ้นตามประกาศของโจทก์ได้อีกต่อไป ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ตามหลักฐานบัญชีภาระหนี้สินของจำเลยเอกสารหมาย จ.8 ปรากฏว่าหลังจากสัญญาสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์คิดดอกเบี้ยจากหนี้สินคงค้างในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี จนถึงวันที่ 9 มีนาคม 2538 มียอดหนี้7,050,582.69 บาท ดังนั้น จึงให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามยอดหนี้ในวันดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปีจากต้นเงิน 5,500,000 บาท นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 7,050,582.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี จากต้นเงิน 5,500,000 บาท นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ทวีเกียรติ กฤษณามระ
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 510/2545
#49043
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญากู้เงินระบุว่า จำเลยผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดเท่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์พึงเรียกเก็บจากผู้กู้ยืมได้ ดังนั้น เมื่อขณะทำสัญญาธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไว้ร้อยละ 19 ต่อปี การที่สัญญากู้เงินกำหนดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวจึงเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและตามข้อตกลงของคู่สัญญาแล้วไม่ทำให้สัญญาในส่วนนี้เป็นโมฆะ ทั้งการคิดดอกเบี้ยโจทก์ก็คิดตามประกาศของโจทก์ซึ่งมีอัตราขึ้นลง มิได้คิดตามที่สัญญากู้เงินกำหนดไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีจึงนับว่าเป็นคุณแก่จำเลย แต่การที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยให้ไถ่ถอนจำนองให้เสร็จภายใน 30 วัน ซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ดังนั้น ภายหลังจากเลิกสัญญาโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราเดิมคือร้อยละ 15.5 ต่อปีต่อไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จสิ้นเท่านั้น เพราะเป็นกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวมาแต่ต้น โจทก์ไม่อาจอาศัยข้อสัญญาซึ่งสิ้นสุดไปแล้วมาทำการปรับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากจำเลยให้สูงขึ้นตามประกาศของโจทก์ได้อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 5,500,000บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 23 ธันวาคม2543 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้คืนก่อนกำหนด จำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9556 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานครพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันไว้ต่อโจทก์ หลังจากทำสัญญากู้เงิน จำเลยไม่เคยชำระหนี้โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลย ซึ่งจำเลยได้นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วน และเมื่อหักทอนแล้วจำเลยยังคงค้างชำระหนี้โจทก์ถึงวันฟ้องเป็นต้นเงินจำนวน 5,500,000 บาท กับดอกเบี้ยจำนวน 3,552,281.32 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 9,052,281.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18ต่อปี ในต้นเงิน 5,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญากู้เงินและไม่เคยรับเงินจากโจทก์ทั้งไม่เคยจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้ต่อโจทก์ สัญญากู้เงินและสัญญาจำนองเป็นเอกสารปลอมและโจทก์เรียกดอกเบี้ยซ้ำซ้อนเกินอัตรา ตลอดจนไม่เคยบอกกล่าวทวงถาม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 9,052,281.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 5,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มีนาคม2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9556 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์จำนองกับทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว จำเลยฎีกาข้อแรกว่า ขณะทำสัญญากู้เงินโจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วไปที่จะเรียกจากลูกค้าไม่เกินร้อยละ 17.50 ต่อปีแต่ตามสัญญากู้เงินกลับกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 ระบุว่าจำเลยผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดเท่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์พึงเรียกเก็บจากผู้กู้ยืมได้ ดังนั้น เมื่อขณะทำสัญญาธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไว้ร้อยละ 19 ต่อปี การที่สัญญากู้เงินกำหนดดอกเบี้ยไว้ในอัตราดังกล่าวจึงเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและตามข้อตกลงของคู่สัญญาไม่ทำให้ข้อสัญญาในส่วนนี้เป็นโมฆะ และสำหรับการคิดคำนวณดอกเบี้ยของโจทก์ตามที่เป็นจริงนั้น นายนพดล ตันเจริญ เจ้าหน้าที่สินเชื่อเบิกความว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์ ซึ่งมีอัตราขึ้นลงแม้นายนพดลจะไม่ทราบว่าระหว่างวันที่ 24 ธันวาคม 2533 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2536 โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใด เพราะนายนพดลมิได้เป็นเจ้าหน้าที่ผู้คิดคำนวณดอกเบี้ย แต่ตามหลักฐานบัญชีภาระหนี้สินของจำเลยเอกสารหมาย จ.8 ปรากฏว่าระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2536 ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2537 โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ระหว่างวันที่ 14มีนาคม 2537 ถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2537 โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 9 มีนาคม 2538 โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปีระหว่างวันที่ 10 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2540 โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงน่าเชื่อตามคำเบิกความของนายนพดลว่าการคิดดอกเบี้ยนั้นโจทก์คิดตามประกาศของโจทก์ซึ่งมีอัตราขึ้นลง มิได้คิดตามที่สัญญากู้เงินกำหนดไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี กรณีดังกล่าวนับว่าเป็นคุณแก่จำเลย ฎีกาจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่าหลังจากโจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยแล้วโจทก์ไม่อาจอาศัยสิทธิตามสัญญาทำการปรับอัตราดอกเบี้ยกับจำเลยอีกต่อไป การปรับอัตราดอกเบี้ยของโจทก์หลังจากสัญญาสิ้นสุดลงจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2537 ให้จำเลยชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันในช่วงระยะเวลาดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ดังนั้นภายหลังจากเลิกสัญญาโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราเดิมคือร้อยละ 15.5 ต่อปีไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จสิ้นเท่านั้นเพราะเป็นกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวมาแต่ต้นโจทก์ไม่อาจอาศัยข้อสัญญาซึ่งสิ้นสุดไปแล้วมาทำการปรับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากจำเลยให้สูงขึ้นตามประกาศของโจทก์ได้อีกต่อไปฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ตามหลักฐานบัญชีภาระหนี้สินของจำเลยเอกสารหมาย จ.8ปรากฏว่าหลังจากสัญญาสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์คิดดอกเบี้ยจากหนี้สินคงค้างในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี จนถึงวันที่ 9 มีนาคม 2538 มียอดหนี้ 7,050,582.69 บาท ดังนั้นจึงให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามยอดหนี้ในวันดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15.5 ต่อปี จากต้นเงิน 5,500,000 บาท นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 7,050,582.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี จากต้นเงิน 5,500,000 บาท นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2540เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 391 ม. 654
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ทวีเกียรติ กฤษณามระ
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 508/2545
#44100
เปิดฉบับเต็ม

ความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่ขายอันผู้ขายจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 นั้น จะต้องเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือมีอยู่ในขณะทำสัญญาซื้อขายหรือในเวลาส่งมอบทรัพย์สินที่ขายส่วนความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลังผู้ขายหาต้องรับผิดไม่ ปรากฏว่าก่อนที่จำเลยรับมอบเครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทจากโจทก์ จำเลยได้ตรวจสอบการทำงานของเครื่องแล้ว ซึ่งสามารถใช้การได้ดี แสดงว่าเครื่องผลิตไอศกรีมดังกล่าวมิได้มีความชำรุดบกพร่องอยู่ก่อนหรือในขณะทำสัญญาซื้อขายหรือในเวลาส่งมอบ ดังนั้น การที่เครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทเกิดชำรุดบกพร่องหลังจากใช้งานไปได้เกือบ 1 ปี จึงเป็นความชำรุดบกพร่องนี้ไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 488

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้อเครื่องผลิตไอศกรีมพร้อมอุปกรณ์ไปจากโจทก์ ราคา295,735.16 บาท จำเลยได้รับสินค้าไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้วแต่ไม่ชำระค่าสินค้าดังกล่าว จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถึงกำหนดชำระค่าสินค้าจนกว่าจะชำระเสร็จ คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 25,644.94 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 321,380.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 295,735.16 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์จัดส่งสินค้าที่ด้อยคุณภาพไปให้จำเลย เมื่อจำเลยส่งมอบสินค้าดังกล่าวแก่ลูกค้าปรากฏว่าไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์ซ่อมแซมแก้ไขแต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงสั่งระงับการจ่ายเงินค่าสินค้าขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 295,735.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ เฉพาะดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องไม่เกิน 25,644.94 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 260,395.20 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยซื้อเครื่องผลิตไอศกรีมยี่ห้อ CARPIGIANI MODEL 253/P จากโจทก์จำนวน 1 เครื่อง ราคาเครื่องรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 260,395.20 บาท โจทก์จัดส่งและจำเลยได้รับมอบไปเรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยก็ยังมิได้ชำระราคา คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า เครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทที่โจทก์ส่งมอบแก่จำเลยมีความชำรุดบกพร่องจนเป็นเหตุให้จำเลยไม่จำต้องชำระราคาหรือไม่ เห็นว่า ตามพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยปรากฏว่า ก่อนที่จำเลยจะตกลงซื้อเครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทนั้น จำเลยได้ตรวจดูแคตตาล็อกมาก่อนล่วงหน้า 2 ถึง 3 เดือน ในวันที่นายวศิน ทรัพยะสุต พนักงานขายของโจทก์นำเครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทไปส่งมอบแก่จำเลยได้มีการทดลองการใช้เครื่องจนเป็นที่พอใจแล้วว่า เครื่องดังกล่าวสามารถใช้การได้ดี จึงมีการลงลายมือชื่อรับมอบเครื่องไว้ ซึ่งก็ถือได้ว่าโจทก์ได้จัดการส่งมอบสินค้าที่จำเลยซื้อโดยครบถ้วนถูกต้องแล้ว นายอรรถกร จารุเธียร กรรมการผู้จัดการจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า เครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทปรากฏความชำรุดบกพร่องให้เห็นหลังจากรับเครื่องไว้ใช้งานแล้วเกือบ 1 ปี ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องธรรมดาที่เครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ทุกชนิดที่ต้องถูกใช้งานเพื่อการอุตสาหกรรมต้องทำงานตลอดเวลาจะต้องปรากฏความชำรุดบกพร่องบ้าง อีกทั้งนายวศินก็ยังยืนยันอีกว่านับแต่จำเลยรับเครื่องผลิตไอศกรีมพิพาท นายวศินได้ติดตามทวงหนี้ซึ่งจำเลยได้ขอผัดผ่อนเรื่อยมาถึง 3 ครั้งโดยไม่เคยโต้แย้งว่าเครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทมีการชำรุดบกพร่องเลย และจากทางนำสืบของจำเลยเองก็ปรากฏว่าความชำรุดบกพร่องดังกล่าวเกิดภายหลังจากการส่งมอบเกือบ 1 ปี ดังนี้ จึงเห็นว่า โจทก์ได้ส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพสมบูรณ์ถูกต้องตรงตามสัญญาแล้ว ชอบที่จำเลยจะต้องชำระราคาแก่โจทก์ การที่จำเลยไม่ชำระราคาย่อมถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดจำต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วย ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อจำเลยพบความชำรุดบกพร่องจำเลยได้แจ้งทางโทรศัพท์ให้โจทก์ทราบเพื่อให้มาทำการแก้ไขซึ่งโจทก์ก็เพิกเฉย จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษรอีกครั้ง โจทก์ก็ยังเพิกเฉยไม่ยอมมาทำการแก้ไขให้นั้น เห็นว่าตามหนังสือดังกล่าวนั้นเป็นการแจ้งว่าเครื่องผลิตไอศกรีม MODEL 253/BAR/Pจำนวน 48 เครื่อง เกิดความชำรุดบกพร่องหาใช่เครื่องผลิตไอศกรีม MODEL253/P ซึ่งเป็นเครื่องพิพาทไม่ ดังนั้นข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่าที่นายวศินเบิกความว่า ในวันที่นำเครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทไปส่งมอบแก่จำเลยนั้นได้มีการทดลองการใช้เครื่องดังกล่าว ปรากฏว่าเครื่องสามารถใช้การได้ดีทางจำเลยจึงลงลายมือชื่อรับมอบเครื่องไว้นั้นไม่น่าเชื่อถือเพราะนายวศินเป็นเพียงพนักงานขายไม่ใช่ช่างและนายวศินเพียงแต่นำแคตตาล็อกไปแสดงให้จำเลยดู แต่ไม่ได้นำเครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทไปส่งนั้น เห็นว่า เครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทมีราคาถึง 260,395.20 บาท หากนายวศินเพียงแต่นำแคตตาล็อกไปให้จำเลยดูโดยไม่ได้นำเครื่องดังกล่าวไปทดลองให้จำเลยดูการปฏิบัติงานของเครื่องว่าทำงานได้เรียบร้อยดีหรือไม่แล้ว ก็เชื่อว่าจำเลยคงไม่ลงลายมือชื่อรับเครื่องไว้อย่างแน่นอนและแม้นายวศินจะไม่ใช่ช่าง แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าการที่จะขายสินค้าชนิดใดแก่ลูกค้านั้น พนักงานขายจะต้องมีความรอบรู้เกี่ยวกับสินค้าชนิดนั้นว่า มีสมรรถนะในการทำงานอย่างไร บำรุงรักษาอย่างไรด้วย อีกทั้งหากมีความชำรุดบกพร่องดังที่จำเลยอ้างเกิดขึ้นตั้งแต่ขณะทดลองใช้เครื่องดังกล่าวจริงแล้ว ก็เชื่อว่านายวศินจะต้องเห็นและจำเลยจะไม่รับเครื่องไว้ แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่า จำเลยยอมรับมอบเครื่องไว้ทันทีโดยมิได้โต้แย้งประการใด ทั้งยังได้ขายเครื่องดังกล่าวให้แก่บริษัทคีย์ อินเตอร์เนชั่นแนล ฟู้ด จำกัด และบริษัทดังกล่าวสามารถใช้เครื่องผลิตไอศกรีมได้เช่นนี้ ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาโต้แย้งอีกว่าการที่โจทก์เพิกเฉยไม่มาทำการซ่อมแซมแก้ไขเครื่องให้จำเลยจึงมีสิทธิที่จะยึดหน่วงไม่ชำระราคาแก่โจทก์ได้นั้น เห็นว่า ความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่ขายอันผู้ขายจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 นั้น จะต้องเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือมีอยู่ในขณะทำสัญญาซื้อขายหรือในเวลาส่งมอบทรัพย์สินที่ขาย ส่วนความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลังผู้ขายหาต้องรับผิดไม่ คดีนี้ก่อนที่จำเลยจะรับมอบเครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทจากโจทก์จำเลยได้ตรวจสอบการทำงานของเครื่องแล้วปรากฏว่าเครื่องสามารถใช้การได้ดีแสดงให้เห็นว่าเครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทมิได้มีความชำรุดบกพร่องอยู่ก่อนหรือในขณะทำสัญญาซื้อขายหรือในเวลาส่งมอบ ฉะนั้น ที่เครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทเกิดชำรุดบกพร่องหลังจากใช้งานไปได้เกือบ 1 ปี จึงเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลังอันเกิดจากการใช้งาน โจทก์หาต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องนี้ไม่ ด้วยเหตุนี้จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระตามมาตรา 488 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้ออ้างของจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกันที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 472 ม. 488
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ทรานส์ บูเซ่น (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัท กิมสต๊อก จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 508/2545
#110321
เปิดฉบับเต็ม

ความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่ขายอันผู้ขายจะต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 นั้น จะต้องเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือมีอยู่ในขณะนำสัญญาซื้อขาย หรือในเวลาส่งมอบทรัพย์สินที่ขาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนที่ผู้ซื้อจะรับมอบเครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทจากผู้ขาย ผู้ซื้อได้ตรวจสอบการทำงานของเครื่องแล้วปรากฏว่าเครื่องสามารถใช้การได้ดี ฉะนั้น ที่เครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทเกิดชำรุดบกพร่องหลังจากใช้งานไปได้เกือบ 1 ปี จึงเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลังอันเกิดจากการใช้งาน ผู้ขายหาต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องนี้ไม่ ผู้ซื้อจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงราคาที่ยังได้ได้ชำระตามมาตรา 488

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้อเครื่องผลิตไอศกรีมพร้อมอุปกรณ์ไปจากโจทก์ แต่ไม่ชำระราคา ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 321,380.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 295,735.16 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์จัดส่งสินค้าที่ด้อยคุณภาพไปให้จำเลย จำเลยจึงสั่งระงับการจ่ายเงินค่าสินค้า ขอให้ ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 295,735.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี?

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 260,395.20 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี?

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยซื้อเครื่องผลิตไอศกรีมยี่ห้อ CARPIGIANI MODEL 253/P จากโจทก์จำนวน 1 เครื่อง ราคาเครื่องรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 260,395.20 บาท โจทก์จัดส่งและจำเลยได้รับมอบไปเรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยก็ยังมิได้ชำระราคา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า เครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทที่โจทก์ส่งมอบแก่จำเลยมีความชำรุดบกพร่องจนเป็นเหตุให้จำเลยไม่จำต้องชำระราคาหรือไม่? เห็นว่า ความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่ขายอันผู้ขายจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 นั้น จะต้องเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือมีอยู่ในขณะทำสัญญาซื้อขาย หรือในเวลาส่งมอบทรัพย์สินที่ขาย ส่วนความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลัง ผู้ขายหาต้องรับผิดไม่ คดีนี้ก่อนที่จำเลยจะรับมอบเครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทจากโจทก์ จำเลยได้ตรวจสอบการทำงานของเครื่องแล้วปรากฏว่าเครื่องสามารถใช้การได้ดี แสดงให้เห็นว่าเครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทมิได้มีความชำรุดบกพร่องอยู่ก่อนหรือในขณะทำสัญญาซื้อขาย หรือในเวลาส่งมอบ ฉะนั้น ที่เครื่องผลิตไอศกรีมพิพาทเกิดชำรุดบกพร่องหลังจากใช้งานไปได้เกือบ 1 ปี จึงเป็นความชำรุด บกพร่องที่มีขึ้นภายหลังอันเกิดจากการใช้งาน โจทก์หาต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องนี้ไม่ ด้วยเหตุนี้จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระตามมาตรา 488 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้ออ้างของจำเลยข้อนี้จึง ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 472
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททรานส์ บูเซ่น(ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทกิมสต๊อก จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายธีรพล จันทวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นางอมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 500 -ที่ 501/2545
#110320
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำให้การจำเลยสำนวนแรกกับคำฟ้องของจำเลยซึ่งเป็นโจทก์สำนวนหลัง ต่างก็อ้างเพียงว่าการที่อาคารสถานที่เช่าถูกเพลิงไหม้ ทำให้คนไม่ไปใช้บริการในอาคารดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้ไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นที่ติดตั้งป้ายโฆษณาอีกต่อไป สัญญาเช่าที่จำเลยผู้เช่าทำกับโจทก์ผู้ให้เช่าจึงสิ้นสุดลงทันทีตามข้อตกลงในสัญญาเช่า ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การสำนวนแรก หรือบรรยายไว้ในคำฟ้องสำนวนหลังตอนใดเลยว่าการที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ทำให้ระบบฉีดน้ำดับเพลิงฉีดใส่ป้ายโฆษณาของจำเลยเสียหายจำนวน 54 ป้าย จากป้ายที่มีอยู่ทั้งหมด 82 ป้าย ดังนี้การที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวมาแล้วพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลย จึงเป็นการนอกเหนือไปจากประเด็นข้อพิพาท เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 131(2), 141 และ 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน

โจทก์สำนวนแรกฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าสถานที่บริเวณห้องน้ำชายและหญิงของอาคารมาบุญครองเซ็นเตอร์กับโจทก์ เพื่อติดตั้งป้ายโฆษณาโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยแล้วจำเลยค้างค่าเช่าขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง

จำเลยให้การว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้สถานที่เช่า สัญญาเช่าสิ้นสุดลงโดยทันทีตามสัญญาเช่า จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ชำระค่าเช่า ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์สำนวนหลังฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินมัดจำ

จำเลยให้การว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาไม่ถูกต้อง จำเลยจึงใช้สิทธิตามสัญญาเช่าหักเงินมัดจำชำระหนี้จาก การเช่าได้ ไม่มีข้อตกลงให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนหลังว่าโจทก์และเรียกจำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังว่าจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน ๙๔,๐๒๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๔๑) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน ๖๖,๐๒๔.๙๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๗,๖๙๔.๒๑ บาท นับแต่วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องคดีหมายเลขแดงที่ ๒๖๑๙๔/๒๕๔๑ ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยได้ทำสัญญาเช่าสถานที่บริเวณห้องน้ำชายและหญิง ชั้นที่ ๑ ถึงชั้นที่ ๓ ของอาคารมาบุญครองเซ็นเตอร์กับโจทก์เป็นเวลา ๒ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๓๙ ค่าเช่าเดือนละ ๓๒,๘๐๐ บาท และค่าภาษีโรงเรือนอีกเดือนละ ๕,๐๘๔ บาท ชำระภายในวันที่ ๑๕ ของเดือน จำเลยได้วางเงินมัดจำเพื่อเป็นประกันค่าเช่า ค่าบริการ ค่าเสียหาย และหนี้อื่น ๆ แก่โจทก์อีกจำนวน ๙๘,๔๐๐ บาท ด้วย เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นที่อาคาร มาบุญครองเซ็นเตอร์ชั้นที่ ๓ และมีการปิดการใช้อาคารนับแต่นั้นถึงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๓๙ จำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์ โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันเกิดเหตุเพลิงไหม้และให้โจทก์คืนเงินมัดจำนวน ๙๘,๔๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า การเกิดเหตุเพลิงไหม้ชั้นที่ ๓ ของอาคารมาบุญครองเซ็นเตอร์ใกล้บริเวณที่จำเลยเช่าเพื่อติดตั้งป้ายโฆษณา ห่างจาก จุดที่เช่าประมาณ ๕๐ เมตร แม้เพลิงไม่ได้ไหม้ป้ายโฆษณาแต่ผลจากการที่เกิดเพลิงไหม้ทำให้น้ำยาดับเพลิงฉีดทำลายป้ายโฆษณาของจำเลยได้รับความเสียหายมากกว่าร้อยละ ๕๐ ของป้ายทั้งหมด ก็ถือได้ว่าภัยพิบัติได้ทำความเสียหายแก่ป้ายโฆษณาส่วนใดส่วนหนึ่งของจำเลยแล้วนั้น เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยนอกเหนือจากประเด็นที่จำเลยให้การในสำนวนแรกและคำฟ้องของจำเลยในสำนวนหลังเป็นการไม่ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยให้การสู้คดีในสำนวนแรกเพียงว่า จากการที่เกิดเหตุเพลิงไหม้พื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารมาบุญครองเซ็นเตอร์เป็นเหตุให้โจทก์ปิดการใช้อาคารทั้งหมดจนถึงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ทำให้สถานที่เช่าภายในบริเวณห้องน้ำชายและหญิงตามชั้นต่าง ๆ ซึ่งมีพื้นที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ทั้งหมดในอาคาร กระทบกระเทือนถึงวัตถุประสงค์ในการโฆษณาสินค้าด้วยป้ายโฆษณาเพราะผู้คนไม่ไปใช้บริการภายในอาคารด้วยเกิดความตื่นตระหนกตกใจในเหตุที่เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน นับเดือน ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงทำความเสียหายให้แก่ป้ายโฆษณาของจำเลย การโฆษณาของจำเลยไม่เป็นผลตาม ที่ต้องการ เป็นเหตุให้ลูกค้าของจำเลยบอกเลิกสัญญาว่าจ้างโฆษณาอันเนื่องมาจากสถานที่เช่าอยู่ในสภาพที่เสียหายจนไม่เหมาะสมที่จะใช้ติดตั้งป้ายโฆษณาอีกต่อไป ถือเป็นความเสียหายโดยตรงตามสัญญาเช่าข้อ ๑๑ สัญญาเช่านี้จึงเป็นอันสิ้นสุดลงโดยทันที ส่วนคำฟ้องของจำเลยซึ่งเป็นโจทก์สำนวนหลัง ก็บรรยายฟ้องไว้เพียงว่า เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารมาบุญครองเซ็นเตอร์บริเวณชั้นที่ ๓ อันเป็นสถานที่เช่าจนเป็นเหตุให้จำเลยสำนวนหลังต้องปิดอาคารมาบุญครองเซ็นเตอร์เป็นเวลา ๑๒ วัน ตั้งแต่วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ถึงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ทำให้ธุรกิจของโจทก์สำนวนหลังได้รับความเสียหาย โดยลูกค้าได้ขอยกเลิกการติดตั้งป้ายโฆษณาแก่โจทก์สำนวนหลังทั้งหมด เนื่องจากสถานที่เช่าไม่เหมาะสมที่จะใช้ติดตั้งป้ายโฆษณาสินค้าอีกต่อไป ทำให้จำเลยสำนวนหลังไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาเช่า ข้อ ๔ ได้ และเป็นเหตุให้สัญญาเช่าเป็นอันเลิกกันทันทีตามสัญญาเช่า ข้อ ๑๑ จะเห็นได้ว่า ทั้งตามคำให้การจำเลยสำนวนแรกกับคำฟ้องของจำเลยซึ่งเป็นโจทก์สำนวนหลัง ต่างก็อ้างเพียงว่า การที่อาคารมาบุญครองเซ็นเตอร์ถูกเพลิงไหม้ ทำให้คนไม่ไปใช้บริการในอาคารดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้ไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นที่ติดตั้งป้ายโฆษณาอีกต่อไป โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การสำนวนแรก หรือบรรยายไว้ในคำฟ้องสำนวนหลังตอนใดเลยว่า การที่เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารมาบุญครองเซ็นเตอร์ทำให้ระบบฉีดน้ำดับเพลิงฉีดใส่ป้ายโฆษณาของจำเลยเสียหายจำนววน ๕๔ ป้าย จากป้ายที่มีอยู่ทั้งหมด ๘๒ ป้าย ดังที่นางสาวปิยะรัตน์ พณรักษ์ พยานจำเลยเบิกความไว้ การที่ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวมา จึงเป็นการนอกเหนือไปจากประเด็นข้อพิพาทตามคำให้การจำเลยสำนวนแรก และคำฟ้องของจำเลยซึ่งเป็นโจทก์สำนวนหลัง เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๑ (๒), ๑๔๑ และ ๑๔๒ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็มบีเคพร็อพเพอร์ตี้ส์แอนด์ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทมาสเตอร์ แอด จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเลอเลิศ ชุณหโอภาส
ศาลอุทธรณ์ — นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 496/2545
#99293
เปิดฉบับเต็ม

แม้เจ้าพนักงานตำรวจจะกล่าวหาว่า ท. เป็นผู้ต้องหาในครั้งแรกแต่ ท. ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยด้วย คำให้การของ ท. หาใช่คำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยแต่อย่างใด ทั้ง ท. ให้การต่อพนักงานสอบสวนภายหลังเกิดเหตุเพียงชั่วข้ามคืนและโดยทันทีที่เข้าแจ้งเหตุให้พนักงานสอบสวนทราบ เป็นการยากที่ ท. จะปรุงแต่งเรื่องราวเพื่อปรักปรำจำเลยหรือเพื่อต่อสู้คดีได้ ทั้งเป็นคำให้การที่มิได้เกิดจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญาขู่เข็ญหลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น และแม้จะฟังว่า ท. ให้การซัดทอดจำเลย คำให้การชั้นสอบสวนของผู้กระทำผิดด้วยกันก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้ศาลรับฟังแต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่ได้ตัว ท. มาเบิกความในชั้นศาล ศาลย่อมนำคำให้การของ ท. ในชั้นสอบสวนมาฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยได้

คำให้การของจำเลยต่อพนักงานสอบสวนยืนยันรับว่าเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง และการนำชี้ที่เกิดเหตุก็กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าประชาชนจำนวนมาก ซึ่งแสดงว่าไม่มีการล่อลวงหรือขู่เข็ญ คำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจึงใช้ยันจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 และรับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ให้มีน้ำหนักมั่นคงยิ่งขึ้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 335, 371, 376 ฯลฯ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายยอดชาย ห่วงโห้ บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 335 (7) วรรคสอง, 371, 376 ฯลฯ ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคสอง ? จำคุกจำเลยที่ 1 จำนวน 16 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 จำนวน 4 ปี ?

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (7) วรรคสอง และมาตรา 376 คงลงโทษ จำคุกจำเลยที่ 1 ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด? คงจำคุกจำเลยที่ 1 จำนวน 14 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ?

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ? พฤติการณ์แห่งรูปคดีประกอบพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมดังวินิจฉัยมา มีน้ำหนักมั่นคงบ่งชี้ให้รับฟังข้อเท็จจริงโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึง แก่ความตาย? ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คำให้การของนายทองคำตามเอกสารหมาย ป.จ.4 (ศาลอาญา) และ ป.จ.8 (ศาลจังหวัดศรีษะเกษ) นั้นเป็นคำให้การของผู้ต้องหาว่าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นคำซัดทอด จึงใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่ได้นั้น เห็นว่า พฤติการณ์แห่งรูปคดีฟังได้ว่านายทองคำเป็นเพียงคนขับรถยนต์คันเกิดเหตุที่จำเลยทั้งสองว่าจ้างให้ไปส่งที่บ้านนายเมืองบิดาจำเลยที่ 2 โดยไม่รู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อนเท่านั้น และการที่นายทองคำต้องขับรถถอยหลังหลบหนีการติดตามของผู้ตาย ก็เพราะถูกจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืน จี้บังคับ ทั้งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยทันทีทันใดที่นายทองคำไม่คาดคิดมาก่อน และเมื่อผู้ตายขึ้นบนรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุได้ นายทองคำก็จำต้องยอมรับขับรถไปตามที่จำเลยที่ 1 บังคับ แต่เมื่อนายทองคำหลุดพ้นจากอำนาจบังคับของจำเลยที่ 1 แล้วก็ไปแจ้งเรื่องให้นายลุนเจ้าของรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุทราบในเวลากลางคืนของวันเกิดเหตุโดยทันที และวันรุ่งขึ้นก็เข้าแจ้งเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบ ร่องรอยที่ปรากฎที่รถยนต์กระบะคันเกิดเหตุตลอดจนสภาพศพมีลักษณะก็ตรงกับที่นายทองคำให้การ มิได้บิดเบือนหรือเสริมแต่งให้ผิดจากความจริงเพื่อให้ตนพ้นผิด เช่นนี้ แม้เจ้าพนักงานตำรวจจะกล่าวหาว่านายทองคำเป็นผู้ต้องหาในครั้งแรก แต่ก็เห็นได้ว่า นายทองคำไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ดังนั้นคำให้การของนายทองคำตามเอกสารหมาย ป.จ.4 (ศาลอาญา) และ ป.จ.8 (ศาลจังหวัดศรีสะเกษ) จึงรับฟังได้ หาใช่คำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด อย่างไรก็ดีแม้หากจะถือว่าคำให้การชั้นสอบสวนของนายทองคำเป็นคำซัดทอดของผู้กระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ก็ปรากฏว่า นายทองคำให้การต่อพนักงานสอบสวนภายหลังเกิดเหตุเพียงชั่วข้ามคืนและโดยทันทีที่เข้าแจ้งเหตุให้พนักงานสอบสวนทราบ เป็นการยากที่นายทองคำจะปรุงแต่งเรื่องราวเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 1 หรือเพื่อต่อสู้คดีได้ ทั้งเป็นคำให้การ ที่มิได้เกิดจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น และคำให้การชั้นสอบสวนของ ผู้กระทำผิดด้วยกันก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้ศาลรับฟังแต่อย่างใด ดังนั้น คำให้การของนายทองคำใน ชั้นสอบสวน ศาลย่อมนำมาฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134 ม. 232
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
โจทก์ร่วม — นายยอดชาย ห่วงโห้
จำเลย — นายธวัชชัยหรือแมว เทพสุขดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายมีศักดิ์ ป้อมยุคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ศุภชัย ภู่งาม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 495/2545
#42751
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเช่า เนื่องจากที่ดินที่เช่าถูกบุคคลภายนอกฟ้องร้องว่าตกอยู่ในภารจำยอม เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เต็มที่ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับและค่าเสียหายแก่โจทก์ ปัญหาว่าที่ดินที่เช่าตกอยู่ในภารจำยอม จึงเป็นประเด็นโดยตรงซึ่งจะนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ และศาลชั้นต้นในคดีซึ่งบุคคลภายนอกฟ้องโจทก์และจำเลยได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้รื้อรั้วคอนกรีตกั้นทางเดินที่อ้างว่าเป็นภารจำยอมออก แต่คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณายังไม่ถึงที่สุดว่าที่ดินที่เช่ามีภาระผูกพันจริง กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเช่ามีความหมายอยู่ในตัวว่า หากคดีดังกล่าวถึงที่สุดว่าที่ดินที่เช่ามีภาระผูกพันก็ถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเช่า จึงเป็นกรณีที่ต้องอาศัยทั้งหมดหรือแต่บางส่วนซึ่งคำชี้ขาดตัดสินบางข้อที่ศาลนั้นเอง จึงมีเหตุสมควรที่ต้องเลื่อนการพิจารณาต่อไปจนกว่าจะได้มีการพิพากษาหรือชี้ขาดในข้อนั้น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 39 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องสมบูรณ์หรือไม่ ต้องพิจารณาในสาระสำคัญว่าคำฟ้องได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงจะรับฟังได้หรือรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้องหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องรับฟังกันต่อไปในชั้นพิจารณา ฉะนั้นเมื่อคำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง จึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ยกเสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2536 (ที่ถูกวันที่ 7 ตุลาคม 2535) โจทก์ที่ 1 ตกลงเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 29067 และ 1021 ตำบลบางระมาดอำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร จากจำเลยโดยโจทก์ที่ 1 จะนำไปให้โจทก์ที่ 2 เช่าช่วงเพื่อก่อสร้างอู่จอดรถไมโครบัสมีกำหนดระยะเวลาเช่า 12 ปี5 เดือน โดยผู้ให้เช่ารับรองว่าที่ดินที่ให้เช่าไม่มีภาระผูกพันใด ๆ กับบุคคลอื่นหากผู้เช่าไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินเต็มที่ ยินยอมให้ผู้เช่าปรับวันละ2,000 บาท หลังจากทำสัญญาแล้วโจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 2 เช่าช่วง โจทก์ที่ 2ดำเนินการก่อสร้างอู่จอดรถไมโครบัสโดยทำรั้วล้อมรอบที่ดินและเทพื้นซีเมนต์พร้อมทั้งก่อสร้างสำนักงานและโรงซ่อมรถ ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2536นายสำราญ ปานทอง กับพวกรวม 5 คน เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยและโจทก์ที่ 1เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1641/2536 และศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนคำพิพากษาตามคำขอของโจทก์ โดยให้ทุบรั้วของโจทก์ที่ 1 เปิดเป็นทางเดิน และโจทก์ที่ 1 ทราบจากเจ้าหน้าที่เขตตลิ่งชันว่าจำเลยทราบเรื่องที่ชาวบ้านเดินผ่านที่ดินที่เช่ามาเป็นเวลากว่า10 ปี จนตกเป็นภารจำยอมมานานแล้ว แต่จำเลยปกปิดความจริง หากโจทก์ที่ 1 ทราบจะไม่เช่าที่ดินแปลงดังกล่าว การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ที่ 1ได้รับความเสียหาย เพราะไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าได้เต็มพื้นที่ขอคิดเบี้ยปรับรายวันเป็นเงิน 1,200,000 บาท ค่าเสียหายที่ต้องจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 164,717.03 บาท ค่าทำรั้วลวดหนาม30,398.86 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,395,115.89 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,395,115.89 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินเดือนละ 67,342.79 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีละเมิดโจทก์ที่ 2 มิได้เป็นคู่สัญญากับจำเลย จำเลยไม่เคยมีภาระผูกพันให้ผู้หนึ่งผู้ใดเดินผ่านเข้าออกในที่ดินที่เช่าได้ จำเลยไม่เคยทราบเรื่องภารจำยอมจำเลยไม่เคยยินยอมให้ชาวบ้านถือสิทธิเดินผ่านเข้าออกในที่ดินที่เช่า โจทก์ที่ 1 ทราบดีว่าที่ดินที่เช่าไม่มีการรอนสิทธิใด ๆ จำเลยมิได้กระทำละเมิดตามฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่อาจเรียกค่าปรับจากจำเลย โจทก์ทั้งสองมิได้จ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นและมิได้เสียค่าใช้จ่ายในการทำรั้วลวดหนาม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ที่ชี้ขาดว่าจำเลยไม่ผิดสัญญา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่และประเด็นที่เหลือต่อไปโดยให้รอฟังผลคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1641/2536 ของศาลชั้นต้นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีให้ยกอุทธรณ์โจทก์ที่ 2 ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นร่วมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2535 โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 29067 และ 1021ตำบลบางระมาด อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร จากจำเลย มีกำหนดระยะเวลา 12 ปี 5 เดือน โดยยินยอมให้โจทก์ที่ 1 นำไปให้โจทก์ที่ 2 เช่าช่วงเพื่อใช้เป็นสถานที่จอดและซ่อมบำรุงรถไมโครบัส และจำเลยรับรองว่าที่ดินที่ให้เช่าไม่มีภาระผูกพันใด ๆ กับบุคคลอื่น หากผู้เช่าไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เต็มที่ ผู้ให้เช่ายินยอมให้ผู้เช่าปรับในอัตราวันละ 2,000 บาท ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินและสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมายจ.1 และ จ.2 โจทก์ที่ 1 ได้รับมอบที่ดินที่เช่าพร้อมกับเข้าดำเนินการก่อสร้างไปบางส่วนแล้ว และทำสัญญาให้โจทก์ที่ 2 เช่าช่วง ตามสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.9 ต่อมานายสำราญ ปานทอง กับพวกยื่นฟ้องจำเลยและโจทก์ที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ขอให้เปิดทางภารจำยอมในที่ดินที่เช่า ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1641/2536 และศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้รื้อถอนรั้วที่โจทก์ที่ 1 สร้างขึ้นเพื่อเปิดทางให้โจทก์คดีดังกล่าวผ่านเข้าออก คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า โจทก์ที่ 1มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ซึ่งในประเด็นปัญหานี้เกิดจากคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย แต่ศาลฎีกาเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงวินิจฉัยในปัญหานี้ไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อนที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อคดีที่จำเลยถูกฟ้องให้เปิดทางภารจำยอมยังไม่ถึงที่สุด ข้อเท็จจริงจึงยังไม่ยุติว่าที่ดินที่เช่ามีภาระผูกพัน ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ระบุว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้เช่าที่ดินจากจำเลยโดยมีคำรับรองของจำเลยว่าที่ดินที่ให้เช่าไม่มีภาระผูกพันใด ๆ กับบุคคลอื่น แต่ภายหลังกลับปรากฏว่าจำเลยและโจทก์ที่ 1 ถูกฟ้องได้เปิดทางภารจำยอม ศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวโดยให้รื้อรั้วที่โจทก์ที่ 1 ก่อสร้างขึ้นเพื่อเปิดทางผ่านเข้าออกเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่ได้รับความสะดวกและปลอดภัยในการใช้ที่ดินที่เช่า ถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว ส่วนข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 หรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องนำสืบกันต่อไปในชั้นพิจารณา โจทก์ที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ที่ชี้ขาดว่าจำเลยไม่ผิดสัญญา โดยให้ศาลชั้นต้นรอฟังผลคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1641/2536 ของศาลชั้นต้น แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ กับประเด็นที่เหลือต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ชอบหรือไม่นั้นเห็นว่า สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 เป็นเรื่องจำเลยผิดสัญญาเช่า เนื่องจากที่ดินที่เช่าถูกบุคคลภายนอกฟ้องร้องว่าตกอยู่ในภารจำยอม เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เต็มที่ ผิดจากคำรับรองของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าปรับในอัตราวันละ 2,000 บาท พร้อมค่าเสียหายอย่างอื่นแก่โจทก์ที่ 1ตามสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 11 ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับและค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าตามฟ้องหรือไม่ ปัญหาว่าที่ดินที่เช่าตกอยู่ในภารจำยอม เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เต็มที่ จึงเป็นประเด็นโดยตรงในคดีซึ่งจะนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้รื้อรั้วคอนกรีตกั้นทางเดินที่อ้างว่าเป็นภารจำยอมออกจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1641/2536 นั้นเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าอย่างเต็มที่แต่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลยังไม่ถึงที่สุดเด็ดขาดว่าที่ดินที่เช่ามีภาระผูกพันจริง กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเช่ามีความหมายอยู่ในตัวว่า หากคดีดังกล่าวถึงที่สุดว่าที่ดินที่เช่ามีภาระผูกพันก็ถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเช่า จึงเป็นกรณีที่ต้องอาศัยทั้งหมดหรือแต่บางส่วนซึ่งคำชี้ขาดตัดสินบางข้อที่ศาลนั้นเอง มีเหตุสมควรที่ต้องเลื่อนการพิจารณาต่อไปจนกว่าจะได้มีการพิพากษาหรือชี้ขาดในข้อนั้น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 39 วรรคหนึ่ง แต่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยคดีไปโดยไม่รอการพิพากษาหรือชี้ขาดในข้อนั้น ๆ ก่อน เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบไม่ทำให้ความยุติธรรมดำเนินไปด้วยดี ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า ตามคำฟ้องหากมีข้อเท็จจริงที่ยังไม่ยุติ ต้องถือว่าคำฟ้องไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้ยกเสียนั้นเห็นว่า การพิจารณาว่าคำฟ้องสมบูรณ์หรือไม่ต้องพิจารณาในสาระสำคัญว่าคำฟ้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงจะรับฟังได้หรือรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้องหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องรับฟังกันต่อไปในชั้นพิจารณาฉะนั้น เมื่อคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง จึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ยกเสียดังจำเลยอ้างส่วนฎีกาของจำเลยในทำนองว่า ไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นเลื่อนการพิจารณาเพื่อรอฟังผลคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1641/2536ของศาลชั้นต้นนั้น แม้จะวินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปจึงเป็นข้อที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยให้เลื่อนการพิจารณาเพื่อรอฟังผลคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1641/2536ของศาลชั้นต้น แล้วจึงดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 39 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บางกอกมอเตอร์ อีควิปเมนท์ จำกัด กับพวก
จำเลย — นาง สมพร นวลแจ่ม
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 495/2545
#49042
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับรองต่อโจทก์ที่ 1 ผู้เช่าที่ดินว่า ที่ดินที่ให้เช่าไม่มีภาระผูกพัน แต่ต่อมาโจทก์ที่ 1 และจำเลยถูกฟ้องให้เปิดทางภารจำยอม และศาลมีคำสั่งให้รื้อรั้วที่ปิดทางผ่านเข้าออก ทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่ได้รับความสะดวกและปลอดภัยในการใช้ที่ดินที่เช่าถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว ส่วนข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามฟ้องหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องนำสืบต่อไปในชั้นพิจารณา โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้อง

สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ที่ 1 เป็นเรื่องจำเลยผิดสัญญาเช่าเพราะที่ดินที่เช่าถูกบุคคลภายนอกฟ้องว่าตกอยู่ในภารจำยอม ทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่อาจใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ซึ่งผิดจากคำรับรองของจำเลย ปัญหาที่ว่าที่ดินที่เช่าตกอยู่ในภารจำยอมหรือไม่จึงเป็นประเด็นโดยตรงไปสู่การวินิจฉัยว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าตามฟ้องหรือไม่ และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในคดีอื่นให้รื้อรั้วกั้นทางเดินออกจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นนั้น นับว่าทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่อาจใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาซึ่งยังไม่ถึงที่สุดว่าที่ดินที่เช่ามีภาระผูกพันจริง ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเช่า กรณีต้องอาศัยทั้งหมดหรือแต่บางส่วนซึ่งคำชี้ขาดตัดสินบางข้อของศาลในคดีดังกล่าวนั้นเอง จึงมีเหตุสมควรที่ต้องเลื่อนการพิจารณาต่อไปจนกว่าจะได้มีการพิพากษาหรือชี้ขาดในข้อนั้น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 39 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ตกลงเช่าที่ดินจากจำเลยโดยโจทก์ที่ 1 จะนำไปให้โจทก์ที่ 2 เช่าช่วงเพื่อก่อสร้างอู่จอดรถ โดยผู้ให้เช่ารับรองว่าที่ดินที่ให้เช่าไม่มีภาระผูกพันใด ๆ กับบุคคลอื่น หากผู้เช่าไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินเต็มที่ ยินยอมให้ผู้เช่าปรับวันละ 2,000 บาท หลังจากทำสัญญาแล้ว โจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 2 เช่าช่วงโจทก์ที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างอู่จอดรถโดยทำรั้วล้อมรอบที่ดินและเทพื้นซีเมนต์ พร้อมทั้งก่อสร้างสำนักงานและโรงซ่อมรถ ต่อมานายสำราญ ปานทอง กับพวกรวม 5 คน เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยและโจทก์ที่ 1 เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น และศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนคำพิพากษาตามคำขอของโจทก์ โดยให้ทุบรั้วของโจทก์ที่ 1 เปิดเป็นทางเดินจำเลยทราบเรื่องที่ชาวบ้านเดินผ่านที่ดินที่เช่ามาเป็นเวลากว่า 10 ปี จนตกเป็นภารจำยอมมานานแล้ว แต่จำเลยปกปิดความจริง หากโจทก์ที่ 1 ทราบจะไม่เช่าที่ดินแปลงดังกล่าวการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย เพราะไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าได้เต็มพื้นที่ ขอคิดเบี้ยปรับรายวันเป็นเงิน 1,200,000 บาท ค่าเสียหายที่ต้องจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 164,717.03 บาท ค่าทำรั้วลวดหนาม30,398.86 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,395,115.89 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน1,395,115.89 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินเดือนละ 67,342.79 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีละเมิด โจทก์ที่ 2มิได้เป็นคู่สัญญากับจำเลย จำเลยไม่เคยมีภาระผูกพันให้ผู้หนึ่งผู้ใดเดินผ่านเข้าออกในที่ดินที่เช่าได้ จำเลยไม่เคยทราบเรื่องภารจำยอม จำเลยไม่เคยยินยอมให้ชาวบ้านถือสิทธิเดินผ่านเข้าออกในที่ดินที่เช่า โจทก์ที่ 1 ทราบดีกว่าที่ดินที่เช่าไม่มีการรอนสิทธิใด ๆ เพราะโจทก์ที่ 1 ได้ตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ จากเจ้าหน้าที่เขตตลิ่งชันและชาวบ้านก่อนทำสัญญาเช่า จำเลยมิได้กระทำละเมิดตามฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่อาจเรียกค่าปรับจากจำเลย โจทก์ทั้งสองมิได้จ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นและมิได้เสียค่าใช้จ่ายในการทำรั้วลวดหนาม ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ที่ชี้ขาดว่าจำเลยไม่ผิดสัญญา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ และประเด็นที่เหลือต่อไปโดยให้รอฟังผลคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1641/2536 ของศาลชั้นต้น แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ให้ยกอุทธรณ์โจทก์ที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2535โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 29067 และ 1021 ตำบลบางระมาด อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร จากจำเลย มีกำหนดระยะเวลา 12 ปี 5 เดือน โดยยินยอมให้โจทก์ที่ 1 นำไปให้โจทก์ที่ 2 เช่าช่วง เพื่อใช้เป็นสถานที่จอดและซ่อมบำรุงรถไมโครบัสและจำเลยรับรองว่าที่ดินที่ให้เช่าไม่มีภาระผูกพันใด ๆ กับบุคคลอื่น หากผู้เช่าไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เต็มที่ผู้ให้เช่ายินยอมให้ผู้เช่าปรับในอัตราวันละ 2,000 บาท โจทก์ที่ 1 ได้รับมอบที่ดินที่เช่าพร้อมกับเข้าดำเนินการก่อสร้างไปบางส่วนแล้ว และทำสัญญาให้โจทก์ที่ 2 เช่าช่วง ต่อมานายสำราญ ปานทอง กับพวกยื่นฟ้องจำเลยและโจทก์ที่ 1ต่อศาลชั้นต้น ขอให้เปิดทางภารจำยอมในที่ดินที่เช่าและศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้รื้อถอนรั้วที่โจทก์ที่ 1 สร้างขึ้นเพื่อเปิดทางให้โจทก์คดีดังกล่าวผ่านเข้าออก คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ซึ่งในประเด็นปัญหานี้เกิดจากคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย แต่ศาลฎีกาเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงวินิจฉัยในปัญหานี้ไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อนที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อคดีที่จำเลยถูกฟ้องให้เปิดทางภารจำยอมยังไม่ถึงที่สุด ข้อเท็จจริงจึงยังไม่ยุติว่า ที่ดินที่เช่ามีภาระผูกพันยังถือไม่ได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ระบุว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้เช่าที่ดินจากจำเลย โดยมีคำรับรองของจำเลยว่าที่ดินที่ให้เช่าไม่มีภาระผูกพันใด ๆ กับบุคคลอื่น แต่ภายหลังกลับปรากฏว่าจำเลยและโจทก์ที่ 1 ถูกฟ้องได้เปิดทางภารจำยอม ศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวโดยให้รื้อรั้วที่โจทก์ที่ 1ก่อสร้างขึ้นเพื่อเปิดทางผ่านเข้าออก เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่ได้รับความสะดวกและปลอดภัยในการใช้ที่ดินที่เช่า ถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว ส่วนข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 หรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องนำสืบกันต่อไปในชั้นพิจารณาโจทก์ที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ที่ชี้ขาดว่าจำเลยไม่ผิดสัญญาโดยให้ศาลชั้นต้นรอฟังผลคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1641/2536 ของศาลชั้นต้น แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ กับประเด็นที่เหลือต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 เป็นเรื่องจำเลยผิดสัญญาเช่า เนื่องจากที่ดินที่เช่าถูกบุคคลภายนอกฟ้องร้องว่าตกอยู่ในภารจำยอม เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เต็มที่ ผิดจากคำรับรองของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าปรับในอัตราวันละ 2,000 บาท พร้อมค่าเสียหายอย่างอื่นแก่โจทก์ที่ 1 ตามสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าที่ดิน ข้อ 11 ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับและค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าตามฟ้องหรือไม่ ปัญหาว่าที่ดินที่เช่าตกอยู่ในภารจำยอมเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เต็มที่ จึงเป็นประเด็นโดยตรงในคดีซึ่งจะนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ และศาลชั้นต้นก็วินิจฉัยว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้รื้อรั้วคอนกรีตกั้นทางเดินที่อ้างว่าเป็นภารจำยอมออกจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1641/2536นั้น เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าอย่างเต็มที่ แต่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลยังไม่ถึงที่สุดเด็ดขาดว่าที่ดินที่เช่ามีภาระผูกพันจริง กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเช่า มีความหมายอยู่ในตัวว่า หากคดีดังกล่าวถึงที่สุดว่าที่ดินที่เช่ามีภาระผูกพันก็ถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเช่า จึงเป็นกรณีที่ต้องอาศัยทั้งหมดหรือแต่บางส่วนซึ่งคำชี้ขาดตัดสินบางข้อที่ศาลนั้นเอง มีเหตุสมควรที่ต้องเลื่อนการพิจารณาต่อไปจนกว่าจะได้มีการพิพากษาหรือชี้ขาดในข้อนั้น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 39 วรรคหนึ่ง แต่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยคดีไปโดยไม่รอการพิพากษาหรือชี้ขาดในข้อนั้น ๆ ก่อน เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบ ไม่ทำให้ความยุติธรรมดำเนินไปด้วยดี ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า ตามคำฟ้องหากมีข้อเท็จจริงที่ยังไม่ยุติต้องถือว่าคำฟ้องไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้ยกเสียนั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าคำฟ้องสมบูรณ์หรือไม่ ต้องพิจารณาในสาระสำคัญว่าคำฟ้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงจะรับฟังได้หรือรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้องหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องรับฟังกันต่อไปในชั้นพิจารณา ฉะนั้น เมื่อคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ยกเสียดังจำเลยอ้าง ส่วนฎีกาของจำเลยในทำนองว่า ไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นเลื่อนการพิจารณาเพื่อรอฟังผลคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1641/2536 ของศาลชั้นต้นนั้น แม้จะวินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นข้อที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยให้เลื่อนการพิจารณาเพื่อรอฟังผลคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1641/2536 ของศาลชั้นต้น แล้วจึงดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 39 วรรคหนึ่ง ม. 55 ม. 172 วรรคสอง ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บางกอกมอเตอร์ อีควิปเมนท์ จำกัด กับพวก
จำเลย — นาง สมพร นวลแจ่ม
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 495/2545
#110377
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 เป็นผู้เช่าที่ดินจากจำเลย โดยมีคำรับรองของจำเลยว่าที่ดินที่ให้เช่าไม่มีภาระผูกพันใด ๆ กับบุคคลอื่น แต่ภายหลังกลับปรากฏว่าจำเลย และโจทก์ที่ 1 ถูกฟ้องได้เปิดทางภาระจำยอม ศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราว โดยให้รื้อรั้วที่โจทก์ที่ 1 ก่อสร้างขึ้นเพื่อเปิดทางผ่านเข้าออก เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่ได้รับความสะดวกและปลอดภัยในการใช้ที่ดินที่เช่า ถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้อง

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้รื้อรั้วคอนกรีตกั้นทางเดินที่อ้างว่าเป็นภาระจำยอมออกจนกว่า ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินที่เช่าอย่างเต็มที่ แต่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลยังไม่ถึงที่สุด เด็ดขาดว่าที่ดินที่เช่ามีภาระผูกพันจริง กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเช่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,395,115.89 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินเดือนละ 67,342.79 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีละเมิด โจทก์ที่ 2 มิได้เป็นคู่สัญญากับจำเลย จำเลยไม่เคยมีภาระผูกพันให้ผู้หนึ่งผู้ใดเดินผ่านเข้าออกในที่ดินที่เช่าได้ จำเลยไม่เคยทราบเรื่องภาระจำยอม จำเลยไม่เคยยินยอมให้ชาวบ้านถือสิทธิเดินผ่านเข้าออกในที่ดินที่เช่า โจทก์ที่ 1 ทราบดีว่าที่ดินที่เช่าไม่มีการรอนสิทธิใด ๆ เพราะโจทก์ที่ 1 ได้ตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ จากเจ้าหน้าที่เขตตลิ่งชันและชาวบ้านก่อนทำสัญญาเช่า จำเลยมิได้กระทำละเมิดตามฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่อาจเรียกค่าปรับจากจำเลย โจทก์ทั้งสองมิได้จ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นและมิได้เสียค่าใช้จ่ายในการทำรั้วลวดหนาม ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ที่ชี้ขาดว่าจำเลย ไม่ผิดสัญญา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ และประเด็นที่เหลือต่อไปโดยให้รอฟังผลคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1641/2536 ของศาลชั้นต้น แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ให้ยกอุทธรณ์โจทก์ที่ 2 ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2535 โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 29067 และ 1021 ตำบลบางระมาด อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร จากจำเลย มีกำหนดระยะเวลา 12 ปี 5 เดือน โดยยินยอมให้โจทก์ที่ 1 นำไปให้โจทก์ที่ 2 เช่าช่วง เพื่อใช้เป็นสถานที่จอดและซ่อมบำรุงไมโครบัส และจำเลยรับรองว่าที่ดินที่ให้เช่าไม่มีภาระผูกพันใด ๆ กับบุคคลอื่น หากผู้เช่าไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เต็มที่ ผู้ให้เช่ายินยอมให้ผู้เช่าปรับในอัตราวันละ 2,000 บาท ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินและสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 โจทก์ที่ 1 ได้รับมอบที่ดินที่เช่าพร้อมกับเข้าดำเนินการก่อสร้างไปบางส่วนแล้ว และ ทำสัญญาให้โจทก์ที่ 2 เช่าช่วง ตามสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.9 ต่อมานายสำราญ ปานทอง กับพวกยื่นฟ้องจำเลยและโจทก์ที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ขอให้เปิดทางภาระจำยอมในที่ดินที่เช่า ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1641/2536 และศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้รื้อถอนรั้วที่โจทก์ที่ 1 สร้างขึ้นเพื่อเปิดทางให้โจทก์คดีดังกล่าวผ่านเข้าออก คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ซึ่งในประเด็นปัญหานี้เกิดจากคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย แต่ศาลฎีกาเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงวินิจฉัยในปัญหานี้ไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อคดีที่จำเลยถูกฟ้องให้เปิดทางภาระจำยอมยังไม่ถึงที่สุด ข้อเท็จจริงจึงยังไม่ยุติว่า ที่ดินที่เช่ามีภาระผูกพัน ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ระบุว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้เช่าที่ดินจากจำเลย โดยมีคำรับรองของจำเลยว่าที่ดินที่ให้เช่าไม่มีภาระผูกพันใด ๆ กับบุคคลอื่น แต่ภายหลังกลับปรากฏว่าจำเลยและโจทก์ที่ 1 ถูกฟ้องได้เปิดทางภาระจำยอม ศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวโดยให้รื้อรั้วที่โจทก์ที่ 1 ก่อสร้างขึ้นเพื่อเปิดทางผ่านเข้าออก เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่ได้รับความสะดวกและปลอดภัยในการใช้ที่ดินที่เช่า ถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว ส่วนข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 หรือไม่เป็นเรื่องที่จะต้องนำสืบกันต่อไปในชั้นพิจารณา โจทก์ที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่ เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ที่ชี้ขาดว่าจำเลยไม่ผิดสัญญา โดยให้ศาลชั้นต้นรอฟังผลคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1641/2536 ของศาลชั้นต้น แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ กับประเด็นที่เหลือต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 เป็นเรื่องจำเลยผิดสัญญาเช่า เนื่องจากที่ดินที่เช่าถูกบุคคลภายนอกฟ้องร้องว่าตกอยู่ในภาระจำยอม เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เต็มที่ ผิดจากคำรับรองของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าปรับในอัตราวันละ 2,000 บาท พร้อมค่าเสียหายอย่างอื่นแก่โจทก์ที่ 1 ตามสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 11 ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับและค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าตามฟ้องหรือไม่ ปัญหาว่าที่ดินที่เช่าตกอยู่ในภาระจำยอม เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เต็มที่ จึงเป็นประเด็นโดยตรงในคดีซึ่งจะนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ และศาลชั้นต้นก็วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้รื้อรั้วคอนกรีตกั้นทางเดินที่อ้างว่าเป็นภาระจำยอมออก จนกว่าศาลจะ มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1641/2536 นั้น เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดิน ที่เช่าอย่างเต็มที่ แต่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลยังไม่ถึงที่สุดเด็ดขาดว่าที่ดินที่เช่ามีภาระผูกพันจริง กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเช่า มีความหมายอยู่ในตัวว่า หากคดีดังกล่าวถึงที่สุดว่าที่ดินที่เช่ามีภาระผูกพัน ก็ถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเช่า จึงเป็นกรณีที่ต้องอาศัยทั้งหมดหรือแต่บางส่วนซึ่งคำชี้ขาดตัดสินบางข้อที่ศาลนั้นเอง มีเหตุสมควรที่ต้องเลื่อนการพิจารณาต่อไปจนกว่าจะได้มีการพิพากษาหรือชี้ขาดในข้อนั้น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 39 วรรคหนึ่ง แต่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยคดีไปโดยไม่รอการพิพากษาหรือชี้ขาดในข้อนั้น ๆ ก่อน เป็นการใช้ ดุลพินิจที่ไม่ชอบ ไม่ทำให้ความยุติธรรมดำเนินไปด้วยดี ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า ตามคำฟ้องหากมีข้อเท็จจริงที่ยังไม่ยุติต้องถือว่าคำฟ้องไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้ ยกเสียนั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าคำฟ้องสมบูรณ์หรือไม่ ต้องพิจารณาในสาระสำคัญว่าคำฟ้องแสดงโดยแจ้งชัด ซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงจะรับฟังได้หรือ รับฟังเป็นยุติตามคำฟ้องหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องรับฟังกันต่อไปในชั้นพิจารณา ฉะนั้น เมื่อคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง จึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ยกเสีย ดังจำเลยอ้าง ส่วนฎีกาของจำเลยในทำนองว่า ไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นเลื่อนการพิจารณาเพื่อรอฟังผลคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1641/2536 ของศาลชั้นต้นนั้น แม้จะวินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นข้อที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยให้เลื่อนการพิจารณาเพื่อรอฟังผลคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1641/2536 ของศาลชั้นต้นแล้วจึงดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 549
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางกอกมอเตอร์ อีควิปเมนท์ จำกัด กับพวก
จำเลย — นางสมพร นวลแจ่ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสุพจน์ บุญปริอาทร
ศาลอุทธรณ์ — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 493/2545
#42750
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทราบผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2542 ก่อนวันครบกำหนดเวลายื่นฎีกาถึง 14 วัน ย่อมมีเวลาพอที่จะหาเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องชำระและนำมาวางศาลได้ทัน การที่จำเลยไม่สามารถยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดจึงเป็นเพราะความบกพร่องของตัวจำเลยและทนายจำเลยเอง มิใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 23 แม้ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2542 อันเป็นวันครบกำหนดยื่นฎีกา ก็มิใช่เหตุที่จำเลยจะอ้างว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ชอบ เพราะเมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินจำเลยที่ 1 ย่อมคาดหมายได้ว่าศาลชั้นต้นอาจสั่งไม่อนุญาตก็ได้ จำเลยควรต้องเตรียมการสำหรับกรณีดังกล่าวไว้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินเดือนละ 15,000 บาท มีกำหนดระยะเวลา1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 1ส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 122232 ให้แก่โจทก์ทั้งสองด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาทแทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอ้างว่าคดีมีทุนทรัพย์สูงและคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ยังไม่อนุมัติเงินค่าธรรมเนียมวางศาลประกอบกับช่วงเวลานี้ตรงกับเทศกาลวันหยุดวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าข้ออ้างตามคำร้องถือไม่ได้ว่ากรณีมีพฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ให้ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เมื่อทนายจำเลยที่ 1 ได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ทนายจำเลยที่ 1 รีบแจ้งผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ทราบทันทีเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม2542 แต่เงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องชำระและนำมาวางศาลมีจำนวนสูงถึง 200,000 บาท จำเลยที่ 1 ประสบปัญหาด้านการเงินต้องใช้เวลาติดต่อหาเงินจำนวนดังกล่าว จึงจำต้องขอขยายเวลายื่นฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอขยายเวลายื่นฎีกา เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2542 อันเป็นวันครบกำหนดยื่นฎีกาจึงไม่มีเวลาดำเนินการอย่างใดได้ทันนั้น เห็นว่าจำเลยที่ 1 รับทราบผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม2542 ก่อนวันครบกำหนดเวลายื่นฎีกาถึง 14 วัน ย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะหาเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องชำระและนำมาวางศาลได้ทันการที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดจึงเป็นเพราะความบกพร่องของตัวจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 1 เอง มิใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะยกขึ้นมากล่าวอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แม้ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2542 อันเป็นวันครบกำหนดยื่นฎีกาก็มิใช่เหตุที่จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ชอบ ทั้งนี้เพราะเมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงิน จำเลยที่ 1 ย่อมคาดหมายได้ว่าศาลชั้นต้นอาจสั่งไม่อนุญาตก็ได้ จำเลยที่ 1 ควรต้องเตรียมการสำหรับกรณีดังกล่าวไว้ด้วย เช่น เตรียมหาเงินหรือเตรียมคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นฎีกาไว้ให้พร้อม แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ดำเนินการดังกล่าวประการใด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งและคำพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธันยวัต ธีรเชษฐมงคล กับพวก
จำเลย — บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 493/2545
#45651
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอ้างว่าเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องชำระและนำมาวางศาลมีจำนวนสูงถึง200,000 บาท และจำเลยประสบปัญหาด้านการเงินนั้น ได้ความว่า จำเลยรับทราบผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก่อนวันครบกำหนดเวลายื่นฎีกาถึง 14 วัน ย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะหาเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องชำระและนำมาวางศาลได้ทัน การที่จำเลยไม่สามารถยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดจึงเป็นความบกพร่องของตัวจำเลยและทนายจำเลยเอง มิใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะยกขึ้นมากล่าวอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ได้ แม้ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อวันครบกำหนดยื่นฎีกา ก็มิใช่เหตุที่จำเลยจะอ้างว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ชอบ ทั้งนี้เพราะจำเลยควรต้องเตรียมการสำหรับกรณีดังกล่าวไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน6,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินเดือนละ 15,0000 บาท มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 122232 เลขที่ดิน953 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง (ประเวศ) กรุงเทพมหานครให้แก่โจทก์ทั้งสองด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอ้างว่าคดีมีทุนทรัพย์สูงและคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ยังไม่อนุมัติเงินค่าธรรมเนียมวางศาล ประกอบกับช่วงเวลานี้ตรงกับเทศกาลวันหยุดวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่าข้ออ้างตามคำร้องถือไม่ได้ว่ากรณีมีพฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เมื่อทนายจำเลยที่ 1ได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ทนายจำเลยที่ 1 รีบแจ้งผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ทราบทันทีเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2542 แต่เงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องชำระและนำมาวางศาลมีจำนวนสูงถึง 200,000 บาท จำเลยที่ 1ประสบปัญหาด้านการเงิน ต้องใช้เวลาติดต่อหาเงินจำนวนดังกล่าว จึงจำต้องขอขยายเวลายื่นฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอขยายเวลายื่นฎีกาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม2542 อันเป็นวันครบกำหนดยื่นฎีกา จึงไม่มีเวลาดำเนินการอย่างใดได้ทันนั้น เห็นว่าจำเลยที่ 1 รับทราบผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2542 ก่อนวันครบกำหนดเวลายื่นฎีกาถึง 14 วัน ย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะหาเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องชำระและนำมาวางศาลได้ทัน การที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดจึงเป็นเพราะความบกพร่องของตัวจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 1 เอง มิใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะยกขึ้นมากล่าวอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แม้ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2542 อันเป็นวันครบกำหนดยื่นฎีกา ก็มิใช่เหตุที่จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ชอบ ทั้งนี้ เพราะเมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงิน จำเลยที่ 1 ย่อมคาดหมายได้ว่าศาลชั้นต้นอาจสั่งไม่อนุญาตก็ได้ จำเลยที่ 1 ควรต้องเตรียมการสำหรับกรณีดังกล่าวไว้ด้วย เช่น เตรียมหาเงินหรือเตรียมคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นฎีกาไว้ให้พร้อม แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ดำเนินการดังกล่าวประการใด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งและคำพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธันยวัต ธีรเชษฐมงคล กับพวก
จำเลย — บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 493/2545
#98531
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอ้างว่าเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องชำระและนำมาวางศาลมีจำนวนสูงถึง 200,000 บาท และจำเลยประสบปัญหาด้านการเงินนั้น ได้ความว่า จำเลยรับทราบผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก่อนวันครบกำหนดเวลายื่นฎีกาถึง 14 วัน ย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะหาเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องชำระและนำมาวางศาลได้ทัน การที่จำเลยไม่สามารถยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดจึงเป็นความบกพร่องของตัวจำเลยและทนายจำเลยเอง มิใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะยกขึ้นมากล่าวอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 23 ได้ แม้ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อวันครบกำหนดยื่นฎีกา ก็มิใช่เหตุที่จำเลยจะอ้างว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ชอบ ทั้งนี้เพราะจำเลยควรต้องเตรียมการสำหรับกรณีดังกล่าวไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๖,๒๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท มีกำหนดระยะเวลา ๑ ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๒๒๓๒ เลขที่ดิน ๙๕๓ ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง (ประเวศ) กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ทั้งสองด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทั้งสองศาลให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอ้างว่าคดีมีทุนทรัพย์สูงและคณะกรรมการของจำเลยที่ ๑ ยังไม่อนุมัติเงินค่าธรรมเนียมวางศาล ประกอบกับช่วงเวลานี้ตรงกับเทศกาลวันหยุด วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่าข้ออ้างตามคำร้องถือไม่ได้ว่ากรณีมีพฤติการณ์พิเศษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า เมื่อทนายจำเลยที่ ๑ ได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ทนายจำเลยที่ ๑ รีบแจ้งผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๑ ทราบทันทีเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๒ แต่เงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องชำระและนำมาวางศาลมีจำนวนสูงถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ประสบปัญหาด้านการเงิน ต้องใช้เวลาติดต่อหาเงินจำนวนดังกล่าว จึงจำต้องขอขยายเวลายื่นฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอขยายเวลายื่นฎีกาเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๒ อันเป็นวันครบกำหนดยื่นฎีกา จึงไม่มีเวลาดำเนินการอย่างใดได้ทันนั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๑ รับทราบผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ก่อนวันครบกำหนดเวลายื่นฎีกาถึง ๑๔ วัน ย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะหาเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องชำระและนำมาวางศาลได้ทัน การที่จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดจึงเป็นเพราะความบกพร่องของตัวจำเลยที่ ๑ และทนายจำเลยที่ ๑ เอง มิใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะยกขึ้นมากล่าวอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ แม้ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๒ อันเป็นวันครบกำหนดยื่นฎีกา ก็มิใช่เหตุที่จำเลยที่ ๑ จะอ้างว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ชอบ ทั้งนี้ เพราะเมื่อจำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงิน จำเลยที่ ๑ ย่อมคาดหมายได้ว่าศาลชั้นต้นอาจสั่งไม่อนุญาตก็ได้ จำเลยที่ ๑ ควรต้องเตรียมการสำหรับกรณีดังกล่าวไว้ด้วย เช่น เตรียมหาเงินหรือเตรียมคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นฎีกาไว้ให้พร้อม แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ดำเนินการดังกล่าวประการใด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งและคำพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.

รังสรรค์ ขวัญสกุลวิวัฒน์ ย่อ

ไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

อัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นายธันยวัต ธีรเชษฐมงคล
จำกัด — บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง -
ศาลอุทธรณ์ — นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 492/2545
#42111
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นระบุไว้ในคำพิพากษาว่าให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2542 แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกินประกาศกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น หมายความว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยใหม่ต่ำกว่าอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี โดยประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว ปรากฏว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีประกาศ กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดโดยให้ธนาคารพาณิชย์ออกประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บแต่ละประเภทของตนเองได้ซึ่งในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2542 ธนาคารโจทก์ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดลงเหลือเพียงอัตราร้อยละ 14.50ต่อปี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำแถลงของจำเลยที่ 1ที่ขอทราบจำนวนหนี้ตามคำพิพากษา เพื่อจะได้ชำระหนี้ให้ถูกต้องเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 ว่าให้คิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี ไปก่อน จนกว่าคำพิพากษาจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขนั้น จึงเป็นคำสั่งที่มิได้คำนึงถึงข้อความในคำพิพากษาที่ให้คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินประกาศกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย อันเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเพราะขัดแย้งกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเอง ดังนั้น นับแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2542 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี จนถึงวันชำระเงินตามคำพิพากษาครบถ้วนแต่หากในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์มีการประกาศอัตราดอกเบี้ยใหม่โจทก์ก็ต้องคิดดอกเบี้ยตามอัตราใหม่นั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 827,085.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20.25ต่อปี ของเงินต้นจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จหากไม่ชำระให้ยึดที่ดินอันเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้โจทก์จนกว่าจะครบ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญาและโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัด

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาต่อมาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 827,085.02 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20.25ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องลดวงเงินจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินประกาศกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย ถ้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 2306ตำบลบ้านนา อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ของจำเลยที่ 1พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้โจทก์จนกว่าจะครบ

ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2544 จำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน1,030,000 บาทมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว แต่เจ้าพนักงานศาลแจ้งว่าไม่อาจคำนวณหนี้ตามคำพิพากษาได้ถูกต้อง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยไม่แน่นอน จำเลยที่ 1 จึงไปขอประกาศของโจทก์ที่คิดดอกเบี้ยจากลูกค้าในช่วงเวลาที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำนวน 3 ฉบับจากโจทก์ สาขาบ้านนา เพื่อประกอบการคิดดอกเบี้ย ปรากฏว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยจากลูกค้าที่ผิดนัดในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี จำเลยที่ 1 ขอทราบจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อจะได้ชำระส่วนที่ขาดให้ครบถ้วน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลอ่านคำพิพากษาวันที่ 28ธันวาคม 2543 ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยตามคำพิพากษาคืออัตราร้อยละ20.25 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าไม่ถูกต้องชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป ในชั้นนี้ชอบที่จะคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี ไปก่อน จนกว่าคำพิพากษาจะมีการเปลี่ยนแปลง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาแต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นกล่าวในคำพิพากษาว่า "แต่ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินประกาศกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย..." เมื่อโจทก์มีประกาศเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมและส่วนลด ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2542 วันที่ 12กรกฎาคม 2543 และวันที่ 18 กันยายน 2543 กำหนดให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี จำเลยที่ 1 ย่อมต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ไม่ใช่อัตราร้อยละ 20.25 ต่อปีนั้น เห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นระบุไว้ในคำพิพากษาว่าให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2542 แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินประกาศกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ย่อมมีความหมายว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยใหม่ต่ำกว่าอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปีโดยประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว เมื่อปรากฏว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีประกาศ เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 เอกสารหมายจ.28 ให้ธนาคารพาณิชย์ออกประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บแต่ละประเภทของตนเองได้ และจำเลยที่ 1มีประกาศของโจทก์ฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2542 วันที่ 12กรกฎาคม 2543 และวันที่ 18 กันยายน 2543 มาแนบท้ายคำแถลงฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 มีข้อความว่า โจทก์ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดลงเหลือเพียงอัตราร้อยละ14.50 ต่อปี เพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งให้ชัดเจนว่าให้คิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าไร จำเลยที่ 1 จะได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ถูกต้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อัตราดอกเบี้ยตามคำพิพากษาคืออัตราร้อยละ 20.25 ต่อปีตามคำขอของโจทก์ถ้าจำเลยเห็นว่าไม่ถูกต้องชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไปในชั้นนี้ชอบที่จะคิดดอกเบี้ยในอัตรา 20.25 ต่อปีไปก่อนจนกว่าคำพิพากษาจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ได้คำนึงถึงข้อความในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ว่า "แต่ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินประกาศกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย..." จึงเป็นคำสั่งที่ขัดแย้งกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเอง ได้ความจากนายประสานทรัพย์ มีศรี พนักงานโจทก์สาขาบ้านนา ตำแหน่งหัวหน้างานสินเชื่อเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2543 ว่า หลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้แล้วได้คิดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดเป็นครั้งสุดท้ายคือร้อยละ 20.25 ต่อปี แต่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยผิดนัดของโจทก์เท่ากับอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี สอดคล้องกับที่ปรากฏในเอกสารแนบท้ายคำแถลง และเมื่อจำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น โจทก์ได้รับสำเนาอุทธรณ์แล้ว ไม่ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านเรื่องอัตราดอกเบี้ย จึงฟังได้ว่าโจทก์ได้มีประกาศฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2542 วันที่ 12 กรกฎาคม2543 และวันที่ 18 กันยายน 2543 ลดดอกเบี้ยลงเหลือเพียงอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปีจริง ดังนั้น นับตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน2542 โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปีจนถึงวันชำระเงินตามคำพิพากษาครบถ้วน แต่ถ้าในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์มีการประกาศอัตราดอกเบี้ยใหม่ โจทก์ต้องคิดดอกเบี้ยตามอัตราที่ประกาศใหม่ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปีไปก่อน จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2542 ในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี จนถึงวันชำระเงินตามคำพิพากษาครบถ้วนแต่ถ้าในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยใหม่ โจทก์ต้องคิดดอกเบี้ยตามอัตราที่ประกาศใหม่ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 273
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นายไพกิจ พลภาณุมาศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 492/2545
#98514
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

ศาลชั้นต้นระบุไว้ในคำพิพากษาว่าให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ20.25 ต่อปี แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินประกาศกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย ย่อมมีความหมายว่า หากมีการเปลี่ยนแแปลงอัตราดอกเบี้ยใหม่ต่ำกว่าอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี โดยประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำแถลงของจำเลยว่าอัตราดอกเบี้ยตามคำพิพากษาคืออัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ และให้คิดดอกเบี้ยในอัตรา 20.25 ต่อปีไปก่อน ถ้าจำเลยเห็นว่าไม่ถูกต้องชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไปจนกว่าคำพิพากษาจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขย่อมเป็นคำสั่งที่ขัดแย้งกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเอง จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 827,085.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี ของเงินต้นจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินอันเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้โจทก์จนกว่าจะครบ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญาและโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัด

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ต่อมาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 827,085.02 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องลดวงเงินจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินประกาศกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย ถ้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 2306 ตำบลบ้านนา อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ของจำเลยที่ 1 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ ถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้โจทก์จนกว่าจะครบ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2544 จำเลยที่ 1 นำเงินมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว แต่เจ้าพนักงานศาลแจ้งว่าไม่อาจคำนวณหนี้ตามคำพิพากษาได้ถูกต้อง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยไม่แน่นอน จำเลยที่ 1 จึงไปขอประกาศของโจทก์ที่คิดดอกเบี้ยจากลูกค้าในช่วงเวลาที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากลูกค้าที่ผิดนัดในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลอ่านคำพิพากษาวันที่ 28 ธันวาคม 2543 ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยตามคำพิพากษาคืออัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าไม่ถูกต้องชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป ในชั้นนี้ชอบที่จะคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี ไปก่อน จนกว่าคำพิพากษาจะมีการเปลี่ยนแปลง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ไม่ใช่อัตราร้อยละ 20.25 ต่อปีนั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นระบุไว้ในคำพิพากษาว่าให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2542 แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินประกาศกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ย่อมมีความหมายว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยใหม่ต่ำกว่าอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี โดยประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว เมื่อปรากฏว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีประกาศเรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ให้ธนาคารพาณิชย์ออกประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บแต่ละประเภทของตนเองได้ และจำเลยที่ 1 มีประกาศของโจทก์ มาแนบท้ายคำแถลง มีข้อความว่าโจทก์ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดลงเหลือเพียงอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี เพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งให้ชัดเจนว่าให้คิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าไร จำเลยที่ 1 จะได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ถูกต้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าอัตราดอกเบี้ยตามคำพิพากษาคืออัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ถ้าจำเลยเห็นว่าไม่ถูกต้องชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป ในชั้นนี้ชอบที่จะคิดดอกเบี้ยในอัตรา 20.25 ต่อปีไปก่อน จนกว่าคำพิพากษาจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ได้คำนึงถึงข้อความในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ว่า "แต่ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินประกาศกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย?" จึงเป็นคำสั่งที่ขัดแย้งกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเอง จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2542 ในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี จนถึงวันชำระเงินตามคำพิพากษาครบถ้วน แต่ถ้าในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยใหม่ โจทก์ต้องคิดดอกเบี้ยตามอัตราที่ประกาศใหม่ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 ม. 223 ทวิ ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายไพกิจ พลภาณุมาศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายธีระนันท์ อ่วมเจิม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 480/2545
#42749
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพไปส่งที่ท่าเรือในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการว่าจ้างให้ขนส่งสินค้าทางทะเลจากในราชอาณาจักรไปนอกราชอาณาจักร ต้องนำพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาใช้บังคับตามมาตรา 4 ทั้งมาตรา 12 ได้บัญญัติไว้ว่า เมื่อผู้ขนส่งได้รับของไว้ในความดูแลแล้ว ถ้าผู้ส่งของเรียกเอาใบตราส่งผู้ขนส่งต้องออกให้ข้อพิพาทที่ว่าจำเลยไม่ยอมส่งมอบใบตราส่งหรือโจทก์ไม่ยอมมารับใบตราส่งจากจำเลย จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับหน้าที่ระหว่างผู้ขนส่งกับผู้ส่งของว่าผู้ใดเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 บัญญัติไว้ดังกล่าว

โจทก์ว่าจ้างจำเลยขนส่งสินค้าของโจทก์จากท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยส่งมอบสินค้าให้แล้วแต่จำเลยไม่ยอมมอบใบตราส่ง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถรับสินค้าหรือโอนสินค้าให้แก่ลูกค้าได้ ต้องเสียค่าเก็บของในคลังสินค้าจนต่อมารัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องนำสินค้าของโจทก์ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ค่าเก็บของในคลังสินค้า เป็นกรณีที่โจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมายแพ่ง ส่วนการนำสินค้าของโจทก์ออกขายทอดตลาดแล้วหรือไม่ หรือขายแล้วได้เงินเท่าใดเป็นรายละเอียดที่จะนำมาพิจารณาประกอบการกำหนดค่าเสียหายของโจทก์ แต่ความเสียหายของโจทก์ได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะมีการนำสินค้าของโจทก์ไปขายหรือไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2540 ถึงเดือนเมษายน 2540 จำเลยทั้งสองร่วมกันรับขนของของโจทก์ไปให้ลูกค้าโจทก์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทางเรือ แต่ไม่ยอมออกใบตราส่งให้โจทก์ เนื่องจากไม่พอใจที่โจทก์ไม่ชำระค่าขนส่งรายอื่นทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยไม่สามารถรับหรือโอนสินค้าให้แก่ลูกค้าต้องเสียค่าเก็บของในคลังสินค้าที่เมืองท่าปลายทางสูงเกินกว่าราคาสินค้า ซึ่งต่อมารัฐบาลสหรัฐอเมริกานำสินค้าออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ค่าเก็บของในคลังสินค้าขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาสินค้าให้โจทก์เป็นเงินจำนวน1,488,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 16มีนาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่รับมอบสินค้าไปจากโจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องโจทก์คำนวณได้เป็นเงินจำนวน 55,900 บาท

จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ตกลงรับขนของให้โจทก์แล้ว ได้ออกใบกำกับสินค้าและใบตราส่ง โดยมอบสำเนาให้โจทก์ไว้ เมื่อสินค้าถึงท่าปลายทาง จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์และลูกค้าของโจทก์ทราบแล้ว กับแจ้งให้โจทก์ไปรับต้นฉบับใบกำกับสินค้าและใบตราส่งพร้อมกับชำระค่าบริการ แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยที่ 1 จึงต้องฝากเก็บสินค้าไว้ในคลังสินค้า โดยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่า หากไม่รีบรับสินค้าจะต้องชำระค่าฝากสินค้าและค่าเช่าตู้เพิ่มทุกวัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกต่อศาลแพ่งธนบุรีให้ชำระค่าขนส่งรายอื่น โจทก์จึงได้มาฟ้องเป็นคดีนี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกายังไม่ได้นำสินค้าของโจทก์ออกขายทอดตลาดและโจทก์ได้บอกขายสินค้าดังกล่าวให้บุคคลอื่นแล้ว ค่าเสียหายจึงยังไม่แน่นอนขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชำระค่าระวางสินค้าและค่าบริการขนส่งสินค้าคดีนี้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 2,602.42 บาท (ที่ถูก 2,602.24 บาท)พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 10 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่เรือเทียบท่าจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกค่าระวางสินค้าและค่าบริการขนส่งสินค้าตามฟ้องแย้ง เพราะจำเลยทั้งสองไม่ออกใบขนสินค้าให้โจทก์ทำให้โจทก์ไม่สามารถรับหรือโอนสินค้าต่อไปได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,488,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ชำระค่าบริการในการจัดส่งสินค้าแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 2,602.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 10 เมษายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 1 ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1ไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งเสื้อผ้ามูลค่า 41,360ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 1,488,960 บาท โดยทางเรือจากท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือเมืองนิวเจอร์ซี่ประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 1 คิดค่าบริการในการจัดส่งสินค้าเป็นเงิน 2,602.24 บาท โดยโจทก์นำกล่องบรรจุเสื้อผ้าไปส่งแก่จำเลยที่ 1 เพื่อบรรจุเข้าตู้สินค้าและบรรทุกบนเรือเพื่อขนส่งไปยังจุดหมายปลายทางเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2540 เรือออกเดินทางจากท่าเรือกรุงเทพเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2540 และไปถึงท่าเรือเมืองนิวเจอร์ซี่ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2540 แต่ไม่มีผู้ไปรับสินค้าดังกล่าวเจ้าของเรือจึงนำสินค้าของโจทก์ไปฝากไว้ที่คลังสินค้าตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน2540 จนถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 เจ้าหน้าที่ศุลกากรประเทศสหรัฐอเมริกาจึงประกาศจะนำสินค้าดังกล่าวออกขายทอดตลาดในวันที่ 8 มกราคม 2541ตามคำสั่งให้ย้ายสินค้าไปขายทอดตลาดเอกสารหมาย ล.13 และคำแปลเอกสารหมาย ล.14 เนื่องจากสินค้าดังกล่าวไม่มีผู้มารับไป ปรากฏว่าโจทก์หรือผู้ซื้อสินค้าไม่มีใบตราส่งสินค้ารายนี้ ใบตราส่งนี้ยังอยู่กับจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นผู้ออกใบตราส่งตามเอกสารหมาย ล.1

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า การนำพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาใช้บังคับแก่คดีนี้เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งไม่ยอมออกใบตราส่งให้แก่โจทก์ผู้ส่งของ แต่เป็นกรณีที่มีการออกใบตราส่งแล้ว และโต้เถียงกันว่าจำเลยที่ 1 ไม่ยอมส่งมอบใบตราให้แก่โจทก์ หรือเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ยอมมารับใบตราส่งจากจำเลยที่ 1 จึงไม่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 แต่อย่างใดนั้น เห็นว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกิดจากการที่โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1ให้ขนส่งสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพไปส่งให้แก่ผู้ซื้อสินค้าที่ท่าเรือเมืองนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงเป็นการว่าจ้างให้ขนส่งสินค้าทางทะเลจากที่แห่งหนึ่งในราชอาณาจักรไปยังที่อีกแห่งหนึ่งนอกราชอาณาจักรซึ่งต้องนำพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดกรณีพิพาทคดีนี้มาใช้บังคับ ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ส่งของและผู้ขนส่งไว้ โดยเฉพาะมาตรา 12 ได้บัญญัติไว้ว่า เมื่อผู้ขนส่งได้รับของไว้ในความดูแลแล้ว ถ้าผู้ส่งของเรียกเอาใบตราส่งผู้ขนส่งต้องออกให้ข้อพิพาทที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ยอมส่งมอบใบตราส่ง หรือโจทก์ไม่ยอมมารับใบตราส่งจากจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับหน้าที่ระหว่างผู้ขนส่งกับผู้ส่งของว่าผู้ใดเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลพ.ศ. 2534 บัญญัติไว้ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การนำพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งไม่ยอมส่งมอบใบตราส่งให้แก่โจทก์ผู้ส่งของ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีการนำสินค้าของโจทก์ออกขายทอดตลาดแล้วหรือไม่ และได้เงินจำนวนเท่าใด จึงยังไม่แน่นอนว่าโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ได้นั้น เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าของโจทก์ทางเรือจากท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือเมืองนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1แล้วแต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมมอบใบตราส่งให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยไม่สามารถรับสินค้าหรือโอนสินค้าให้แก่ลูกค้าได้ ต้องเสียค่าเก็บของในคลังสินค้า จนต่อมารัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องนำสินค้าของโจทก์ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ค่าเก็บของในคลังสินค้านั้น เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ได้บรรยายให้เห็นว่าโจทก์ถูกจำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมายแพ่งและเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลได้ ส่วนการนำสินค้าของโจทก์ออกขายทอดตลาดแล้วหรือไม่ หรือขายแล้วได้เงินเท่าใด เป็นข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียดที่จะนำมาพิจารณาประกอบการกำหนดค่าเสียหายของโจทก์ แต่ความเสียหายของโจทก์ได้เกิดขึ้นแล้วไม่ว่าจะมีการนำสินค้าของโจทก์ไปขายหรือไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เค. เอช. เท็กซ์ไทล์ จำกัด
จำเลย — บริษัท อันลิมิเต็ดเอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 480/2545
#265574
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพไปส่งให้แก่ผู้ซื้อสินค้าที่ท่าเรือเมืองนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงเป็นการว่าจ้างให้ขนส่งสินค้าทางทะเลจากที่แห่งหนึ่งแห่งใดในราชอาณาจักรไปยังที่อีก แห่งหนึ่งนอกราชอาณาจักร ซึ่งต้องนำ พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดกรณีพิพาทคดีนี้มาใช้บังคับตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว ทั้ง พ.ร.บ. ดังกล่าวได้บัญญัติถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ส่งของและผู้ขนส่งไว้ โดยเฉพาะ มาตรา 12 ได้บัญญัติไว้ว่า เมื่อผู้ขนส่งได้รับของไว้ในความดูแลแล้ว ถ้าผู้ส่งของเรียกเอาใบตราส่งผู้ขนส่งต้องออกให้ ข้อพิพาทที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ยอมส่งมอบใบตราส่งหรือโจทก์ไม่ยอมมารับใบตราส่งจากจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับหน้าที่ระหว่างผู้ขนส่งกับผู้ส่งของว่าผู้ใดเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่ พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 บัญญัติไว้

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าของโจทก์ทางเรือจากท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือเมืองนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมมอบใบตราส่งให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยไม่สามารถรับสินค้าหรือโอนสินค้าให้แก่ลูกค้าได้ ต้องเสียค่าเก็บของในคลังสินค้า จนต่อมารัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องนำสินค้าของโจทก์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ค่าเก็บของในคลังสินค้านั้น เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ได้บรรยายให้เห็นว่าโจทก์ถูกจำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมายแพ่งและเกิดความเสียหายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลได้ ส่วนการนำสินค้าของโจทก์ออกขายทอดตลาดแล้วหรือไม่ หรือขายแล้วได้เงินเท่าใด เป็นข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียดที่จะนำมาพิจารณาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาสินค้าให้โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,488,960 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่รับมอบสินค้าไปจากโจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องโจทก์คำนวณได้เป็นเงินจำนวน 55,900 บาท

จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ตกลงรับขนของให้โจทก์แล้ว ได้ออกใบกำกับ สินค้าและใบตราส่งโดยมอบสำเนาให้โจทก์ไว้ เมื่อสินค้าถึงท่าปลายทาง จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์และลูกค้าของโจทก์ทราบแล้ว กับแจ้งให้โจทก์ไปรับต้นฉบับใบกำกับสินค้าและใบตราส่งพร้อมกับชำระค่าบริการ แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยที่ 1 จึงต้องฝากเก็บสินค้าไว้ในคลังสินค้า โดยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่า หากไม่รีบรับสินค้า จะต้องชำระค่าฝากสินค้าและค่าเช่าตู้เพิ่มทุกวัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกต่อศาลแพ่งธนบุรีให้ชำระค่าขนส่งรายอื่น โจทก์จึงได้มาฟ้องเป็นคดีนี้ รัฐบาลสหรัฐอเมริกายังไม่ได้นำสินค้าของโจทก์ออกขายทอดตลาด และโจทก์ได้บอกขายสินค้าดังกล่าวให้บุคคลอื่นแล้ว ค่าเสียหายจึงยังไม่แน่นอน ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชำระค่าระวางสินค้าและค่าบริการขนส่งสินค้าคดีนี้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 2,602.42 บาท (ที่ถูก 2,602.24 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 10 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่เรือเทียบท่าจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกค่าระวางสินค้าและค่าบริการขนส่งสินค้าตามฟ้องแย้ง เพราะจำเลยทั้งสองไม่ออกใบขนสินค้าให้โจทก์ทำให้โจทก์ไม่สามารถรับหรือโอนสินค้าต่อไปได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,488,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ชำระค่าบริการในการจัดส่งสินค้าแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 2,602.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 10 เมษายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งเสื้อผ้ามูลค่า 41,360 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 1,488,960 โดยทางเรือจากท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือเมืองนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 1 คิดค่าบริการในการจัดส่งสินค้าเป็นเงิน 2,602.24 บาท โดยโจทก์นำกล่องบรรจุเสื้อผ้าไปส่งแก่จำเลยที่ 1 เพื่อบรรจุเข้าตู้และบรรทุกบนเรือเพื่อขนส่งไปยังจุดหมายปลายทางเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2540 เรือออกเดินทางจากท่าเรือกรุงเทพเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2540 และไปถึงท่าเรือ เมืองนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2540 แต่ไม่มีผู้ไปรับสินค้าดังกล่าว เจ้าของเรือจึงนำสินค้าของโจทก์ไปฝากไว้ที่คลังสินค้าตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2540 จนถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 เจ้าหน้าที่ศุลกากรประเทศสหรัฐอเมริกาจึงประกาศนำสินค้าดังกล่าวออกขายทอดตลาดในวันที่ 8 มกราคม 2541 ตามคำสั่งให้ย้ายสินค้าไปขายทอดตลาดเอกสารหมาย ล.13 และคำแปลเอกสารหมาย ล. 14 เนื่องจากสินค้าดังกล่าวไม่มีผู้มารับไป ปรากฏว่าโจทก์หรือผู้ซื้อสินค้าไม่มีใบตราส่งสินค้ารายนี้ ใบตราส่งรายนี้อยู่กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ออกใบตราส่งตามเอกสารหมาย ล.1

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า การนำพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาใช้บังคับแก่คดีนี้เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งไม่ยอมออกใบตราส่งให้แก่โจทก์ผู้ส่งของ แต่เป็นกรณีที่มีการออกใบตราส่งแล้ว และ โต้เถียงกันว่าจำเลยที่ 1ไม่ยอมส่งมอบใบตราส่งให้แก่โจทก์ หรือเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ยอมมารับใบตราส่งจากจำเลยที่ 1 จึงไม่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 แต่อย่างใดนั้น เห็นว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกิดจากการที่โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพไปส่งให้แก่ผู้ซื้อสินค้าที่ท่าเรือเมืองนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงเป็นการว่าจ้างให้ขนส่งสินค้าทางทะเลจากที่แห่งหนึ่งในราชอาณาจักรไปยังที่อีกแห่งหนึ่งนอกราชอาณาจักร ซึ่งต้องนำพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดกรณีพิพาทคดีนี้มาใช้บังคับตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติถึง หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ส่งของและผู้ขนส่งไว้ โดยเฉพาะมาตรา 12 ได้บัญญัติไว้ว่า เมื่อผู้ขนส่งได้รับของไว้ในความดูแลแล้ว ถ้าผู้ส่งของเรียกเอาใบตราส่งผู้ขนส่งต้องออกให้ ข้อพิพาทที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ยอมส่งมอบใบตราส่ง หรือโจทก์ไม่ยอมมารับใบตราส่งจากจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับหน้าที่ระหว่างผู้ขนส่งกับผู้ส่งของว่าผู้ใดเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 บัญญัติไว้ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การนำพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งไม่ยอมส่งมอบใบตราส่งให้แก่โจทก์ผู้ส่งของ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีกานำสินค้าของโจทก์ออกขายทอดตลาดแล้วหรือไม่ และได้เงินจำนวนเท่าใด จึงยังไม่แน่นอนว่าโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ได้ นั้น เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าของโจทก์ทางเรือจากท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือเมืองนิวเจอร์ซี่ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมมอบใบตราส่งให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยไม่สามารถรับสินค้าหรือโอนสินค้าให้แก่ลูกค้าได้ ต้องเสียค่าเก็บของในคลังสินค้า จนต่อมารัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องนำสินค้าของโจทก์ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ค่าเก็บของในคลังสินค้านั้น เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ได้บรรยายให้เห็นว่าโจทก์ถูกจำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมายแพ่งและเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลได้ ส่วนการนำสินค้าของโจทก์ออกขายทอดตลาดแล้วหรือไม่ หรือขายแล้วได้เงินเท่าใด เป็นข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียดที่จะนำมาพิจารณาประกอบการกำหนดค่าเสียหายของโจทก์ แต่ความเสียหายของโจทก์ได้เกิดขึ้นแล้วไม่ว่าจะมีการนำสินค้าของโจทก์ไปขายหรือไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาจำนวน 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 12
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเค. เอช. เท็กซ์ไทล์ จำกัด
จำเลย — บริษัทอันลิมิเต็ดเอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายมนูพงษ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 464/2545
#42748
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์อ้างว่ามีความชำรุดบกพร่องของระบบเกียร์อันเป็นวัสดุที่จำเลยรับประกันไว้ว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนให้ตามสัญญาซื้อขายรถยนต์ โจทก์จึงบังคับให้จำเลยซ่อมหรือเปลี่ยนเกียร์ให้โจทก์ใหม่เพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติเท่านั้น แต่ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์กลับขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 438,000 บาท เท่ากับราคารถยนต์พิพาท หรือให้จำเลยนำรถยนต์คันใหม่ที่มีลักษณะเหมือนรถยนต์พิพาทและมีสภาพใช้งานได้ดีมาเปลี่ยนให้โจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือจากที่จำเลยได้รับประกันไว้โจทก์ไม่อาจบังคับจำเลยโดยอาศัยข้อตกลงรับประกันดังกล่าวได้ จึงเป็นคำขอที่ศาลไม่อาจบังคับให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 ขายรถยนต์นั่งสองตอนท้ายบรรทุก ให้แก่โจทก์ในราคา 438,000 บาท ต่อมาได้จดทะเบียนเป็นหมายเลข ก 3884 ชัยนาท จำเลยทั้งสองรับประกันว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนใด ๆ ที่เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากความบกพร่องของวัสดุหรือกรรมวิธีการผลิตจากโรงงานภายใต้การใช้งานตามปกติเป็นระยะเวลา 24 เดือน หรือ 50,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะเวลาใดจะถึงก่อน หลังจากโจทก์ได้รับมอบรถยนต์ดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 1แล้วประมาณ 1 สัปดาห์ ขณะขับรถยนต์คันดังกล่าวปรากฏว่ารถยนต์มีอาการเกียร์ 5 หลุดเป็นเกียร์ว่างและเครื่องปรับอากาศมีเสียงดังจากคอมเพรสเซอร์ โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ จำเลยที่ 1 จึงให้โจทก์เอารถยนต์เข้าทำการตรวจซ่อมหลายครั้งแต่อาการดังกล่าวก็ยังไม่หายซึ่งโจทก์เข้าซ่อมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2539 ขณะรถยนต์แล่นได้ระยะทาง 19,613 กิโลเมตร ปรากฏว่ารถยนต์มีอาการผิดปกติมากกว่าเดิม คือ เกียร์ 1 และเกียร์ 2 เข้าได้ยาก เกียร์ถอยหลังจะหลุดเป็นเกียร์ว่างและเครื่องปรับอากาศมีเสียงดังเช่นเดิม โจทก์ได้นำรถยนต์ไปให้จำเลยที่ 1 ทำการตรวจเช็ค แต่พนักงานของจำเลยที่ 2 (ที่ถูกคือพนักงานของจำเลยที่ 1) กลับแจ้งว่าระบบเกียร์และเครื่องปรับอากาศปกติ และไม่ทำการซ่อมหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงใด ๆ โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2ทราบ แต่จำเลยที่ 2 บ่ายเบี่ยงให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ โจทก์จึงได้นำรถยนต์เข้าทำการตรวจเช็คที่บริษัทโตโยต้าโฆสิตอ่างทองผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2539 แต่บริษัทดังกล่าวไม่สามารถตรวจเช็คระบบเกียร์ได้เพราะจะต้องรื้อส่วนประกอบของเกียร์ออก คงทำการซ่อมเครื่องปรับอากาศที่มีเสียงดังให้เป็นปกติได้เท่านั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการประพฤติผิดข้อตกลงและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 438,000 บาท หรือให้จำเลยทั้งสองนำรถยนต์คันใหม่ที่มีลักษณะเหมือนรถยนต์คันพิพาทซึ่งมีสภาพใช้งานได้ดีมาเปลี่ยนให้โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ซื้อรถยนต์ตามฟ้องไปจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังได้รับประกันรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์จริง หลังจากที่โจทก์ได้รับรถยนต์คันดังกล่าวไปจากจำเลยที่ 1 แล้ว รถยนต์คันดังกล่าวอยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติตลอดมาจนกระทั่งวันที่ 5 มิถุนายน 2539 โจทก์ได้นำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1ได้ตรวจสภาพและทำการซ่อมเครื่องปรับอากาศประจำรถยนต์ให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติและยังได้เปลี่ยนเกียร์ลูกใหม่ทั้งระบบให้แก่โจทก์ในวันดังกล่าวด้วย หลังจากนั้นรถยนต์สามารถใช้งานได้ตามปกติ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เพิ่งได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2539 ภายหลังจากที่โจทก์ได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าว8 เดือน แล้วเป็นระยะทาง 20,000 กิโลเมตร ว่าโจทก์ได้เรียกร้องให้แก้ไขรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งมีอาการเกียร์ 5 หลุดเป็นเกียร์ว่าง และขอเปลี่ยนเกียร์ตามการรับประกันของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงได้ทำการส่งเกียร์ใหม่ทั้งชุดซึ่งมีมูลค่าประมาณ 60,743 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเปลี่ยนให้แก่โจทก์ตามสัญญารับประกันของจำเลยที่ 2 ส่วนเครื่องปรับอากาศนั้นไม่ปรากฏว่ามีการผิดปกติแต่อย่างใด หลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงและทำการทดสอบให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1ว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นปกติไม่มีความชำรุดบกพร่องอันเนื่องมาจากสาเหตุเดิมอีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทมาจากจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองตกลงรับประกันว่าจำเลยทั้งสองจะซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนใด ๆ ที่เกิดความเสียหาย อันเนื่องจากความบกพร่องของวัสดุหรือกรรมวิธีการผลิตจากโรงงานภายใต้การใช้งานตามปกติเป็นระยะเวลา 24 เดือน หรือ 50,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อนโจทก์อ้างว่าระบบเกียร์ผิดปกติเพราะเข้าเกียร์ยากและบางครั้งเข้าเกียร์แล้วเกียร์จะหลุด กับระบบเครื่องปรับอากาศมีเสียงดังจากคอมเพรสเซอร์โจทก์ได้นำรถยนต์ให้จำเลยที่ 1 ทำการซ่อมระบบเกียร์หลายครั้ง อาการดังกล่าวก็ไม่หาย คงหายเฉพาะเสียงดังของเครื่องปรับอากาศ โจทก์แจ้งจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 ก็ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่ามีความชำรุดบกพร่องของระบบเกียร์อันเป็นวัสดุที่จำเลยทั้งสองรับประกันไว้ว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนให้ โจทก์จึงบังคับให้จำเลยทั้งสองซ่อมหรือเปลี่ยนเกียร์ให้โจทก์ใหม่เพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติเท่านั้น แต่ตามคำขอท้ายฟ้อง โจทก์กลับขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 438,000 บาท เท่ากับราคารถยนต์พิพาทที่โจทก์ซื้อไปจากจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ หรือให้จำเลยทั้งสองนำรถยนต์คันใหม่ที่มีลักษณะเหมือนรถยนต์พิพาทและมีสภาพใช้งานได้ดีมาเปลี่ยนให้โจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือจากที่จำเลยทั้งสองได้รับประกันไว้ โจทก์ไม่อาจบังคับจำเลยทั้งสองโดยอาศัยข้อตกลงรับประกันดังกล่าวได้ คำขอบังคับจึงเป็นคำขอที่ศาลไม่อาจบังคับให้ได้เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง และบังคับจำเลยทั้งสองตามคำขอท้ายฟ้อง ศาลฎีกาจึงไม่อาจบังคับให้โจทก์ได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 472
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พนมศรี นิลคำแหง
จำเลย — บริษัท โตโยต้าชัยนาท ผู้จำหน่ายโตโยต้า (1988) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา