คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9452/2544
#44069
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนชัดแจ้งแล้วว่า แม้จำเลยจะอ้างในคำร้องขอพิจารณาใหม่ว่า จำเลยไปประกอบธุรกิจต่างจังหวัดเป็นเวลาปีเศษ ไม่ทราบว่าถูกฟ้อง อันแสดงว่าจำเลยได้อ้างเหตุที่ไม่อาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายในกำหนด15 วัน นับแต่วันส่งคำบังคับให้จำเลยเป็นเพราะพฤติการณ์พิเศษนอกเหนือไม่อาจบังคับได้ แต่จำเลยหาได้กล่าวไว้ว่าจำเลยได้ทราบคำบังคับตั้งแต่วันที่เท่าใด เพื่อให้ทราบว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้นั้นสิ้นสุดลงเมื่อใดอันไม่อาจเริ่มต้นนับกำหนด 15 วันได้ถือได้ว่าจำเลยมิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งถึงกรณียื่นคำขอล่าช้าและเหตุแห่งการล่าช้านั้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้แบงก์วีซ่าของโจทก์ จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินคืนตามที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายไป โจทก์ได้บอกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงิน เบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียม และดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 110,249.41 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 88,566.95 บาท แก่โจทก์นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง เนื่องจากจำเลยไปประกอบธุรกิจกับเพื่อนที่ต่างจังหวัดเป็นเวลาปีเศษ จนกระทั่งกลางเดือนตุลาคม 2541 ได้มีจดหมายของทนายโจทก์และสำเนาคำบังคับของศาลส่งไปที่บ้านจำเลยตามสำเนาทะเบียนบ้านภรรยาของจำเลยซึ่งมิได้อยู่ด้วยกันเป็นเวลาปีเศษได้แจ้งให้พี่สาวของจำเลยทราบ จำเลยจึงเพิ่งทราบว่าถูกฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยได้แต่งตั้งทนายความมาขอคัดเอกสารและเพิ่งได้รับสำเนาคำฟ้องเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2541 คำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม และขาดอายุความแล้วขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2540 ต้องยื่นภายใน 15 วันนับแต่วันส่งคำบังคับหรือพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลง พิจารณาตามคำร้องแล้วกรณีที่ไปทำงานต่างจังหวัดและมิได้ย้ายทะเบียนบ้านไป มิใช่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์มิได้แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งในกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้าและเหตุแห่งการล่าช้าไว้แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 นั้น ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนชัดแจ้งแล้วว่า แม้จำเลยจะอ้างในคำร้องขอพิจารณาใหม่ว่า จำเลยไปประกอบธุรกิจต่างจังหวัดเป็นเวลาปีเศษ จำเลยไม่ทราบว่าถูกฟ้องเป็นคดีนี้ อันแสดงว่าจำเลยได้อ้างเหตุที่ไม่อาจยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันส่งคำบังคับให้จำเลยเป็นเพราะพฤติการณ์พิเศษนอกเหนือไม่อาจบังคับได้ แต่จำเลยหาได้กล่าวไว้ว่าจำเลยได้ทราบคำบังคับตั้งแต่วันที่เท่าใด เพื่อให้ทราบว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้นั้นสิ้นสุดลงเมื่อใดจึงไม่อาจเริ่มต้นนับกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 ได้ดังนี้ถือได้ว่าจำเลยมิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งถึงกรณียื่นคำขอล่าช้าและเหตุแห่งการล่าช้านั้น ศาลฎีกาไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงดังนั้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงเป็นปัญหาอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคหนึ่ง"

พิพากษายกฎีกาจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 208 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ซิตี้แบงก์
จำเลย — นาย สุรพลหรือก้องภพ ปริญญาศาสตร์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9450/2544
#420020
เปิดฉบับเต็ม

การที่ อ. และ ล. ซึ่งมีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ทราบเรื่องที่โจทก์ออกไปเที่ยวเตร่กับลูกค้าชาวต่างประเทศและยืมเงินจากลูกค้า แม้การกระทำของโจทก์จะไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือทำให้จำเลยเสียหาย แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ชอบที่บุคคลทั้งสองจะตำหนิโจทก์ที่มีพฤติการณ์ดังกล่าวในฐานะผู้บังคับบัญชาซึ่งจะต้องปกครองดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีความประพฤติที่เหมาะสมได้ แม้บุคคลทั้งสองจะตำหนิโจทก์รุนแรงไปบ้างและกล่าวให้โจทก์พิจารณาตัวเองก็หาเป็นการข่มขู่โจทก์แต่อย่างใดไม่ ทั้งการที่ อ. และ ล. หลอกโจทก์ว่าลูกค้าแจ้งให้จำเลยทราบว่าโจทก์ยืมเงินจากลูกค้าก็เป็นวิธีการแสวงหาข้อเท็จจริงจากโจทก์ว่า โจทก์ได้ยืมเงินจากลูกค้าจริงตามที่บุคคลทั้งสองรับทราบเรื่องหรือไม่ จึงหาเป็นการหลอกลวงให้โจทก์ลาออกไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์เลือกที่จะลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลย ซึ่งเป็นการลาออกโดยความสมัครใจของโจทก์เอง หาใช่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 7,800บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 1,418.18 บาท และค่าชดเชย 15,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 14,560 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 1,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินต้นแต่ละจำนวนดังกล่าว และให้จ่ายค่าชดเชยจำนวน 23,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ให้คำนวณดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 4 กันยายน 2543 อันเป็นวันฟ้องไปจนถึงวันชำระเสร็จให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์หรือไม่นั้น ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยในตำแหน่งพนักงานขายหน้าร้าน โจทก์รู้จักกับลูกค้าชาวญี่ปุ่นเป็นการส่วนตัวจนมีความสนิทสนมและไปรับประทานอาหารกับลูกค้าหรือไปเที่ยวเตร่กับลูกค้านอกเวลาทำงานตลอดจนยืมเงินจากลูกค้าจำนวน 25,000 บาท โดยลูกค้าสมัครใจให้ยืม การกระทำดังกล่าวของโจทก์ยังไม่ก่อความเสียหายใดๆ ต่อจำเลย และโจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานของจำเลย ต่อมานายอาทิตย์ผู้จัดการฝ่ายบุคคล และนางลอร์น่าผู้จัดการฝ่ายขายปลีกของจำเลยทราบเรื่อง จึงไปพบโจทก์ซึ่งทำงานประจำอยู่ที่บริษัทจำเลย สาขาเอ็มโพเรียม เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและหลอกโจทก์ว่าลูกค้าส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งว่าโจทก์ยืมเงิน ทั้งที่ลูกค้ามิได้แจ้งเรื่องให้จำเลยทราบ นายอาทิตย์และนางลอร์น่าร่วมกันตำหนิโจทก์อย่างรุนแรงว่าสิ่งที่โจทก์กระทำเป็นพฤติกรรมไม่ดี เป็นการทำลายชื่อเสียงของบริษัทจำเลย เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและพูดว่าอาจกระทบกระเทือนต่อตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ เมื่อโจทก์ถามว่าจะให้ทำอย่างไร นายอาทิตย์ก็ว่าแล้วแต่โจทก์จะพิจารณาตัวเอง โจทก์หลงเชื่อเรื่องที่ลูกค้าชาวญี่ปุ่นแจ้งให้จำเลยทราบว่าโจทก์ยืมเงินจากลูกค้าและกลัวว่าจะมีความผิดจึงเขียนใบลาออก เช่นนี้ เห็นว่า การที่นายอาทิตย์และนางลอร์น่าซึ่งมีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ทราบเรื่องที่โจทก์ออกไปเที่ยวเตร่กับลูกค้าชาวต่างประเทศและยืมเงินจากลูกค้า แม้การกระทำของโจทก์จะไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือทำให้จำเลยเสียหาย แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ชอบที่บุคคลทั้งสองจะตำหนิโจทก์ที่มีพฤติการณ์ดังกล่าวในฐานะผู้บังคับบัญชาซึ่งจะต้องปกครองดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีความประพฤติที่เหมาะสมได้ แม้บุคคลทั้งสองจะตำหนิโจทก์รุนแรงไปบ้างและกล่าวให้โจทก์พิจารณาตัวเอง ก็หาเป็นการข่มขู่โจทก์แต่อย่างใดไม่ เพราะตามคำฟ้องปรากฏว่าโจทก์มีอายุ 24 ปี ย่อมมีวุฒิภาวะที่จะพิจารณาว่าควรจะทำอย่างไร ซึ่งหากโจทก์ตัดสินใจไม่ขอลาออกโดยจะทำงานกับจำเลยต่อไปก็ย่อมจะทำได้ ทั้งการที่นายอาทิตย์และนางลอร์น่าหลอกโจทก์ว่าลูกค้าแจ้งให้จำเลยทราบว่าโจทก์ยืมเงินจากลูกค้าก็เป็นวิธีการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือไม่ จึงหาเป็นการหลอกลวงให้โจทก์ลาออกไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์เลือกที่จะลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลย จึงเป็นการลาออกโดยความสมัครใจของโจทก์เอง หาใช่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นๆ ของจำเลยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 67 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกัญญาณี คิดละเอียด
จำเลย — บริษัทอุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธนบดี กิรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9408/2544
#109391
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตอนแรกผู้เสียหายที่ 1 จะออกจากบ้านเองเพราะโกรธที่ถูกโจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาด่าก็ตาม แต่การที่ผู้เสียหายที่ 1 บอกจำเลยว่าจะไปหาพี่สาวซึ่งจำเลยรับอาสาจะไปส่งแต่กลับพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่กระท่อมนาซึ่งไม่ใช่สถานที่ที่ผู้เสียหายที่ 1 ต้องการจะไป และจำเลยได้อยู่กับผู้เสียหายที่ 1 ที่กระท่อมนาเป็นเวลา 3 คืน 2 วัน รวมทั้งได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 ด้วย ดังนี้ ต้องถือว่าจำเลยได้พรากผู้เสียหายที่ 1 ไปจากโจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพรากเด็กหญิง ส. อายุ ๑๔ ปีเศษ ผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากนางน้อย คิดรักเมือง ผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งเป็นมารดาเพื่อการอนาจาร และได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๑ จนสำเร็จความใคร่รวม ๒ ครั้ง โดยผู้เสียหายที่ ๑ ยินยอม เหตุเกิดที่ตำบลอูบมุง และตำบลโนนหวาย อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม , ๒๗๗ วรรคหนึ่ง , ๙๑

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอม แต่ให้การปฏิเสธข้อหาพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร

ระหว่างพิจารณา นางน้อย คิดรักเมือง ผู้เสียหายที่ ๒ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคหนึ่ง , ๓๑๗ วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จำคุก ๕ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ เหลือจำคุก ๓ ปี ๔ เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปี จำคุก ๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี รวมสองกระทง จำคุก ๕ ปี ๔ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ ๑ ถูกโจทก์ร่วมด่าอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ ๑ โกรธและหนีออกจากบ้านมาเอง เมื่อมาพบจำเลยพูดคุยกันแล้วผู้เสียหายที่ ๑ จึงไปร่วมเลี้ยงสังสรรค์กับจำเลยและพวก อันเป็นกรณีที่ผู้เสียหายที่ ๑ พรากตัวเองหนีโจทก์ร่วมออกมาจากบ้าน จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์นั้น ผู้เสียหายที่ ๑ เบิกความว่า เมื่อพบกับจำเลยได้พูดคุยกันแล้ว ผู้เสียหายที่ ๑ บอกจำเลยว่าจะไปหาพี่สาวที่หมู่บ้านนันทวรรณที่จังหวัดอุดรธานี จำเลยบอกว่าจะไปส่ง ผู้เสียหายที่ ๑ จึงได้ยอมไปกับจำเลย จากนั้นจำเลยได้พาผู้เสียหายที่ ๑ ไปที่กระท่อมนาเขตบ้านดงบัว และผู้เสียหายที่ ๑ ได้อยู่กับจำเลยที่กระท่อมนาดังกล่าว ๒ วัน ในระหว่างที่อยู่ด้วยกันได้ร่วมประเวณีกัน ๒ ครั้ง เห็นว่า แม้ตอนแรกผู้เสียหายที่ ๑ จะออกจากบ้านเพราะโกรธที่ถูกโจทก์ร่วมด่าก็ตาม แต่การที่ผู้เสียหายที่ ๑ บอกจำเลยว่าจะไปหาพี่สาวซึ่งจำเลยรับอาสาไปส่งแต่กลับพาผู้เสียหายที่ ๑ ไปที่กระท่อมนาซึ่งไม่ใช่สถานที่ที่ผู้เสียหายที่ ๑ ต้องการจะไป และจำเลยได้อยู่กับผู้เสียหายที่ ๑ ที่กระท่อมนาตั้งแต่คืนวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๙ จนถึงวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ รวมทั้งได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ ๑ เช่นนี้ ต้องถือว่าจำเลยได้พรากผู้เสียหายที่ ๑ ไปจากโจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดีเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีที่เกิดขึ้น ที่ผู้เสียหายที่ ๑ ออกจากบ้านเพราะโกรธที่ถูกโจทก์ร่วมด่า เมื่อพบจำเลยและจำเลยพาไปที่กระท่อมนา ผู้เสียหายที่ ๑ ก็ยินยอมไปโดยดี ทั้งยังอยู่ที่นั้นเป็นเวลา ๓ คืน ๒ วัน และยอมร่วมประเวณีกับจำเลย แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายที่ ๑ ก็มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำผิดในคดีนี้ด้วย เกิดเหตุแล้วจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมเป็นเงินจำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ร่วมก็เบิกความว่าไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย จำเลยเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ซึ่งตามฎีกาของจำเลยระบุว่าปัจจุบันจำเลยกับผู้เสียหายที่ ๑ ได้อยู่กินฉันสามีภรรยา แต่ยังจดทะเบียนสมรสไม่ได้ เพราะไม่สามารถติดตามโจทก์ร่วมและบิดาของผู้เสียหายที่ ๑ มาให้ความยินยอมได้ เนื่องจากไม่มีอาชีพที่แน่นอน ซึ่งโจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาแล้วไม่ได้ยื่นคำแก้ฎีกา จึงฟังได้ว่าเป็นความจริง จากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาแล้วเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเพื่อจะได้ประพฤติเป็นพลเมืองดีของสังคมสักครั้งหนึ่ง แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำจึงให้ลงโทษปรับจำเลยเพิ่มขึ้นอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุไม่เกิน ๒๐ ปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ กำหนดโทษตามมาตรา ๒๗๗ วรรคแรก จำคุก ๒ ปี ปรับ ๘,๐๐๐ บาท ตามมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม จำคุก ๒ ปี ๖ เดือน ปรับ ๑๒,๐๐๐ บาท ความผิดตามมาตรา ๒๗๗ วรรคแรก ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงกำหนดโทษจำคุก ๑ ปี ปรับ ๔,๐๐๐ บาท ความผิดตามมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ลดโทษให้หนึ่งในสามคงกำหนดโทษจำคุก ๑ ปี ๘ เดือน ปรับ ๘,๐๐๐ บาท รวมกำหนดโทษจำคุก ๒ ปี ๘ เดือน ปรับ ๑๒,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้กระทงละ ๔ ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด ๓ ปี นับตั้งแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๔ เดือน ต่อหนึ่งครั้ง และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรกำหนดเป็นเวลา ๓๐ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
โจทก์ร่วม — นางน้อย คิดรักเมือง
จำเลย — นายสมภพ ดาราเพ็ญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาวอุไรรัตน์ น้อยพยัคฆ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิบูลย์ นนทสูติ
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9381 -ที่ 9407/2544
#109421
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ.การปิโตเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2521 จึงต้องห้ามมิให้นำพ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาใช้บังคับแก่โจทก์และพนักงานหรือลูกจ้างของโจทก์ตามมาตรา 4 (4) การแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือ ได้รับความยินยอมหรือต้องเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าแต่อย่างใด ประกอบกับพ.ร.บ. พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 มาตรา 11 (1), 18 (1) (3) และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 49 ให้อำนาจรัฐวิสาหกิจแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างได้โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของฝ่ายบริหารพนักงาน ฐานะ ความรับผิดชอบ ความสามารถของรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนผลกระทบต่อการบริการประชาชนเป็นสำคัญหาจำต้องได้รับความยินยอมจากพนักงานหรือลูกจ้างไม่ แม้ในมาตรา 54 วรรคสอง จะกำหนดให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งมีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับให้ยังคงใช้บังคับต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นบทบัญญัติที่ห้ามมิให้แก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ทั้งโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจมีหน้าที่ต้องบริหารงานภายใต้นโยบายของรัฐบาลและต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีจึงมีอำนาจแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างได้โดยมีผลเป็นการแก้ไขและบังคับใช้ตั้งแต่วันลงมติ ส่วนที่มติดังกล่าวกำหนดให้แก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีด้วย ก็เพียงเพื่อให้ปรากฏการแก้ไขในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยมติคณะรัฐมนตรีเท่านั้น หาได้เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้มติคณะรัฐมนตรีไม่มีผลใช้บังคับแต่อย่างใด จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ สิทธิของจำเลยจะได้รับเงินบำเหน็จเพียงใดต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันทั้ง 27 สำนวน โจทก์ฟ้องในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2521 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 26 และนายจอก เคยเป็นลูกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 27 ถึงที่ 32 เป็นทายาทโดยธรรมของนายจอก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 25 และนายจอกออกจากงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2537 ส่วนจำเลยที่ 26 ออกจากงานเนื่องจากเกษียณอายุก่อนกำหนดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 26 และนายจอกยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จเนื่องจากเกษียณอายุ โจทก์จึงพิจารณาจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 26 และนายจอกไปก่อนตามระเบียบการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ว่าด้วย กองทุนบำเหน็จ พ.ศ.2536 ซึ่งมีจำนวนเกินไปกว่าที่คำนวณตามมติคณะรัฐมนตรี โจทก์จ่ายไปโดยหลงผิด ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 26 และนายจอกไม่มีสิทธิได้รับเงินเต็มจำนวนที่โจทก์จ่ายให้ไปทั้งหมดขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 26 ชำระเงินบำเหน็จคืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ และบังคับจำเลยที่ 27 ถึงที่ 32 ร่วมกันชำระเงินบำเหน็จพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การในทำนองเดียวกันว่า การจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่จำเลยแต่ละคน โจทก์ได้ดำเนินการเองและถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์ มิได้จ่ายโดยผิดหลง มติคณะรัฐมนตรีไม่ใช่กฎหมาย มิใช่สัญญาจ้างแรงงานเป็นเพียงคำสั่งของฝ่ายบริหาร ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้างที่มีต่อกันได้ คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ระเบียบการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอก โจทก์กับจำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอกจึงมีสิทธิและหน้าที่ต้องปฏิบัติตามจนกว่าจะมีการตกลงเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอกออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ระเบียบการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยยังมิได้ถูกเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขโดยวิธีการที่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2537 ก็ไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขระเบียบการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยดังกล่าว โจทก์จึงต้องจ่ายเงินบำเหน็จตามสัญญาจ้างแรงงาน โดยไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่น พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจจึงต้องห้ามมิให้นำพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาใช้บังคับแก่โจทก์และพนักงานหรือลูกจ้างของโจทก์ตามมาตรา 4 (4) การแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างโจทก์กับพนักงานหรือลูกจ้างจึงไม่ต้องเริ่มด้วยการแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือ แล้วดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนหรือต้องได้รับความยินยอมและต้องเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าดังเช่นที่กำหนดไว้ในมาตรา 13 ถึงมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 การแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างโจทก์กับพนักงานหรือลูกจ้างของโจทก์จะกระทำได้เพียงใดต้องเป็นไปตามที่พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอกยังมิได้เกษียณอายุ และตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 มาตรา 11 บัญญัติให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์มีอำนาจหน้าที่ (1) กำหนดมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ ทั้งมาตรา 18 (1) บัญญัติให้คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์มีอำนาจหน้าที่ปรึกษาหารือเพื่อเสนอให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์จัดให้มีหรือปรับปรุงระเบียบข้อบังคับในการทำงานอันเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายบริหารและพนักงาน และ (3) พิจารณาข้อเสนอของสมาคมเพื่อปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของพนักงาน ในการพิจารณาข้อเสนอตาม (3) ให้คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์คำนึงถึงฐานะ ความรับผิดชอบ ความสามารถของรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนผลกระทบต่อการบริการประชาชน และถ้าข้อเสนอนั้นเกี่ยวกับการเงินให้คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์เสนอผลการพิจารณาต่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์พิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบก่อน และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 49 กำหนดว่า ในระหว่างที่คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ยังไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ตามระเบียบนี้ ให้รัฐวิสาหกิจถือปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์เดิมของรัฐวิสาหกิจนั้นต่อไป ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวล้วนให้อำนาจรัฐวิสาหกิจสามารถแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างได้โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของฝ่ายบริหาร พนักงาน ฐานะ ความรับผิดชอบ ความสามารถของรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนผลกระทบต่อการบริการประชาชน และเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นประการสำคัญเท่านั้น หาจำต้องได้รับความยินยอมจากพนักงานหรือลูกจ้างด้วยดังเช่นที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ไม่ และแม้พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 มาตรา 54 วรรคสอง จะได้บัญญัติให้บรรดาข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งมีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นบทบัญญัติที่ห้ามมิให้แก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าว เพียงแต่ถ้ายังไม่ได้แก้ไขก็ให้คงใช้ได้ต่อไปเท่านั้น นอกจากนี้โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจมีหน้าที่ต้องบริหารรัฐวิสาหกิจภายใต้นโยบายของรัฐบาล และต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีจึงมีอำนาจแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างรัฐวิสาหกิจกับพนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจได้ มติคณะรัฐมนตรีจึงย่อมมีผลเป็นการแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตั้งแต่วันที่ลงมติ และมีผลใช้บังคับได้ตั้งแต่วันที่แก้ไข โดยหาจำต้องแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเสียก่อนไม่ ส่วนที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้แก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีด้วย ก็เพียงเพื่อให้ปรากฏแก้ไขในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยมติคณะรัฐมนตรีเท่านั้น หาทำให้มติคณะรัฐมนตรียังไม่มีผลใช้บังคับก่อนมีการแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไม่ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 25 และนายจอกเกษียณอายุเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2537 และจำเลยที่ 26 เกษียณอายุก่อนกำหนดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามระเบียบการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ว่าด้วย กองทุนบำเหน็จ พ.ศ.2536 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2537 แล้ว สิทธิของจำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอกที่จะได้เงินบำเหน็จเพียงใดต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว คำพิพากษาศาลแรงงานกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดสำนวนฟังขึ้น แต่ศาลแรงงานกลางยังมิได้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอกได้รับอัตราเงินเดือนปัจจุบัน (ก่อนปรับอัตราเงินเดือนตามโครงการรัฐวิสาหกิจที่ดี) และอัตราเงินเดือนที่ปรับตามโครงการรัฐวิสาหกิจที่ดีจำนวนเท่าใด ระยะเวลาที่ทำงานอยู่เดิม และระยะเวลาทำงานนับจากวันที่โจทก์ปรับอัตราเงินเดือนตามโครงการรัฐวิสาหกิจที่ดีถึงวันที่เกษียณอายุมีเพียงใด จึงให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเพิ่มเติม แล้วดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองและวรรคสาม

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราเงินเดือนและระยะเวลาทำงานของจำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอก สงวนบุญ เพิ่มเติม แล้วพิพากษาในประเด็นข้อ 1 เฉพาะที่ว่าจำเลยทั้งยี่สิบหกและนายจอกมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามมติคณะรัฐมนตรีคนละเท่าใด และพิพากษาในประเด็นข้อ 2 ถึงข้อ 4 ต่อไปตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 11 ม. 18 (1) ม. 18 (3) ม. 54 วรรคสอง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 4 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
จำเลย — นายเจียม อุยยามะพันธุ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9380/2544
#43434
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยมีความมุ่งหมายเพื่อป้องกันข้อมูลที่บรรจุอยู่ในเอกสารรั่วไหลไปยังบุคคลภายนอก การที่โจทก์ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลทางธุรกิจของจำเลยนำเอกสารหลายร้อยแผ่นออกไปจากบริษัทจำเลยแต่ข้อความในเอกสารดังกล่าวไม่ใช่เอกสารสำคัญตามกฎหมายที่มีไว้สำหรับแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้จะมีราคาทุนและราคาสินค้าอันเป็นข้อมูลทางธุรกิจการค้าของจำเลยที่ปกปิดมิให้บุคคลภายนอกล่วงรู้ แต่โจทก์เอาออกไปเพื่อประกอบการศึกษางานโดยมิได้นำไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่นที่จะทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเช่นนี้ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบัญชี เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นหนังสืออ้างเหตุว่า โจทก์ฝ่าฝืนประกาศหรือระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงในข้อ 6.11 โดยนำเอกสารสำคัญของจำเลยไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจมีความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง และเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง โจทก์มิได้กระทำความผิดตามที่จำเลยอ้าง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน22,400 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน 63,000 บาท และค่าจ้างเป็นเงิน20,300 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยทำงานในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบัญชี เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรงในข้อ 6.11 โดยนำเอกสารสำคัญทางบัญชีรวมทั้งรายละเอียดของลูกค้าทั้งต้นฉบับและสำเนาซึ่งเป็นความลับของจำเลยออกไปจากบริษัทเพื่อใช้ประกอบการทำงานในบริษัทใหม่ของตนอันเป็นการทุจริตแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบสำหรับตนเอง หรือใช้ในการทำงานของบริษัทใหม่ซึ่งเป็นคู่แข่งทางธุรกิจกับจำเลย เอกสารดังกล่าวหากตกอยู่ในครอบครองของบริษัทคู่แข่งทางธุรกิจกับจำเลยอาจทำให้จำเลยเสียหายมาก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และมีบริษัทในเครือเดียวกัน 6 ถึง 7 บริษัทจำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2541 ตำแหน่งสมุห์บัญชี ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 21,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน จำเลยมีคำสั่งเป็นหนังสือเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 ระบุเหตุเลิกจ้างว่าฝ่าฝืนประกาศหรือระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 6.11 โดยนำเอกสารสำคัญออกจากบริษัทจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้จำเลยเสียหายอย่างร้ายแรง และเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย หลังจากเลิกจ้างจำเลยโอนค่าจ้างเดือนสุดท้ายเข้าบัญชีโจทก์แล้ว โจทก์เริ่มเข้าทำงานที่บริษัทจำเลยในตำแหน่งสมุห์บัญชี ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบัญชี มีผู้ใต้บังคับบัญชา 6 ถึง 7 คน โจทก์ต้องดูแลบัญชีกลุ่มบริษัทในเครือทั้งหมด และต้องดูแลรับผิดชอบทำประมาณการกลางปีต้องดูแลควบคุมการเสียภาษีของกลุ่มบริษัทในเครือ ทั้งมีหน้าที่ให้ข้อมูลและตอบคำถามแก่ผู้สอบบัญชี โจทก์เคยนำเอกสารไปทำบัญชีที่บ้านเพื่อเสียภาษี และให้นายยงยุทธ ปิ่นปลื้มจิตต์ กรรมการของจำเลยไปรับเอกสารคืนที่บ้านโจทก์ โจทก์เป็นคนขยันมีความพยายามเรียนรู้งาน โจทก์ถูกปรับตำแหน่งสองครั้ง ครั้งแรกลดอำนาจจากดูแลรับผิดชอบบัญชีกลุ่มบริษัทในเครือทั้งหมดเหลือให้รับผิดชอบเพียง 2 บริษัท ครั้งที่สองปรับจากคุมงานบัญชีให้เป็นผู้ช่วยของกรรมการผู้จัดการต้องพ้นจากตำแหน่งสมุห์บัญชี ไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชา โจทก์ไม่พอใจ โจทก์ได้นำเอกสารหมาย ล.10 ออกจากที่ทำงานของจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อศึกษางานโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์นำเอกสารดังกล่าวไปเผยแพร่แก่บุคคลภายนอก และโจทก์ก็ไม่มีธุรกิจส่วนตัวแข่งขันกับกิจการของจำเลย ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่โจทก์นำเอกสารหมาย ล.10 ซึ่งไม่ใช่เอกสารสำคัญตามกฎหมายออกจากที่ทำงานไปไว้ที่บ้านเป็นการขัดคำสั่ง และฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย แต่การกระทำดังกล่าวของโจทก์มิใช่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ไม่ทำให้จำเลยเสียหายและไม่ใช่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชย 63,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงและมีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามเอกสารหมาย ล.7 ประกอบคำสั่งในประกาศตามเอกสารหมาย ล.8 ของจำเลยมีความมุ่งหมายเพื่อป้องกันข้อมูลที่บรรจุอยู่ในเอกสารรั่วไหลไปยังบุคคลภายนอก เอกสารหมาย ล.10มีข้อมูลเกี่ยวกับราคาทุนและราคาสินค้า ซึ่งเป็นข้อมูลทางการค้าและธุรกิจของจำเลยอันจำเป็นต้องสงวนและปกปิดไม่ให้บุคคลภายนอกล่วงรู้ การที่โจทก์ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลทางธุรกิจของจำเลยนำเอกสารหมาย ล.10 จำนวนหลายร้อยแผ่นออกไปจากบริษัทจำเลยอันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันธุรกิจการค้าของจำเลย จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) เห็นว่าศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ข้อความในเอกสารหมาย ล.10เป็นศัพท์เฉพาะที่โจทก์แปลจากภาษาต่างประเทศมาเป็นภาษาไทยเพื่อความสะดวกในการลงบัญชีและเพื่อชี้แจงหรือตอบคำถามของผู้สอบบัญชีเอกสารดังกล่าวไม่ใช่เอกสารสำคัญตามกฎหมายที่มีไว้สำหรับแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้เอกสารหมาย ล.10จะมีราคาทุนและราคาสินค้าอันเป็นข้อมูลทางธุรกิจการค้าของจำเลยที่ปกปิดมิให้บุคคลภายนอกล่วงรู้ แต่โจทก์ก็มิได้นำเอกสารดังกล่าวนี้ไปเผยแพร่ต่อบุคคลภายนอก การที่โจทก์นำเอกสารหมาย ล.10 ซึ่งโจทก์ทำขึ้นออกไปนอกบริษัทจำเลยเพื่อประกอบการศึกษางานโดยมิได้นำไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่นที่จะทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4)จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้ตักเตือนเป็นหนังสือก่อนจึงต้องจ่ายค่าชดเชยตามฟ้องให้แก่โจทก์อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในค่าชดเชยให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว บุบผา โพธิ์ฆะวิวัฒน์
จำเลย — บริษัท คอมพรีเฮนสีฟคาร์โกแมนเนจเม้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9380/2544
#67172
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลทางธุรกิจของจำเลยนำเอกสารซึ่งข้อความในเอกสารเป็นศัพท์เฉพาะที่โจทก์แปลจากภาษาต่างประเทศมาเป็นภาษาไทยเพื่อความสะดวกในการลงบัญชีและเพื่อชี้แจงหรือตอบคำถามของผู้สอบบัญชีเอกสารดังกล่าวไม่ใช่เอกสารสำคัญตามกฎหมายที่มีไว้สำหรับแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้เอกสารจะมีราคาทุนและราคาสินค้าอันเป็นข้อมูลทางธุรกิจการค้าของจำเลยที่ปกปิดมิให้บุคคลภายนอกล่วงรู้ แต่โจทก์ก็มิได้นำเอกสารดังกล่าวนี้ไปเผยแพร่ต่อบุคคลภายนอก การที่โจทก์นำเอกสารดังกล่าวซึ่งโจทก์ทำขึ้นออกไปนอกบริษัทจำเลยเพื่อประกอบการศึกษางานโดยมิได้นำไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่นที่จะทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง ตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4)

ศาลแรงงานพิพากษาให้นายจ้างจ่ายดอกเบี้ยในค่าชดเชยแก่ลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่ได้มีคำขอมาในคำฟ้อง เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา52 ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 22,400 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน 63,000 บาท และค่าจ้างเป็นเงิน 20,300 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชย 63,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานประกอบคำสั่งในประกาศของจำเลยมีความมุ่งหมายเพื่อป้องกันข้อมูลที่บรรจุอยู่ในเอกสารรั่วไหลไปยังบุคคลภายนอก เอกสารหมาย ล.10 มีข้อมูลเกี่ยวกับราคาทุนและราคาสินค้า ซึ่งเป็นข้อมูลทางการค้าและธุรกิจของจำเลยอันจำเป็นต้องสงวนและปกปิดไม่ให้บุคคลภายนอกล่วงรู้ การที่โจทก์ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลทางธุรกิจของจำเลยนำเอกสารหมาย ล.10 จำนวนหลายร้อยแผ่นออกไปจากบริษัทจำเลยอันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันธุรกิจการค้าของจำเลย จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ข้อความในเอกสารหมาย ล.10 เป็นศัพท์เฉพาะที่โจทก์แปลจากภาษาต่างประเทศมาเป็นภาษาไทยเพื่อความสะดวกในการลงบัญชีและเพื่อชี้แจงหรือตอบคำถามของผู้สอบบัญชี เอกสารดังกล่าวไม่ใช่เอกสารสำคัญตามกฎหมายที่มีไว้สำหรับแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้เอกสารหมาย ล.10 จะมีราคาทุนและราคาสินค้าอันเป็นข้อมูลทางธุรกิจการค้าของจำเลยที่ปกปิดมิให้บุคคลภายนอกล่วงรู้ แต่โจทก์ก็มิได้นำเอกสารดังกล่าวนี้ไปเผยแพร่ต่อบุคคลภายนอก การที่โจทก์นำเอกสารหมาย ล.10 ซึ่งโจทก์ทำขึ้นออกไปนอกบริษัทจำเลยเพื่อประกอบการศึกษางานโดยมิได้นำไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่นที่จะทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เช่นนี้ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้ตักเตือนเป็นหนังสือก่อนจึงต้องจ่ายค่าชดเชยตามฟ้องให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในค่าชดเชยแก่โจทก์ด้วยโดยโจทก์ไม่ได้มีคำขอมาในคำฟ้องนั้น เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ย่อมไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในค่าชดเชยให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวบุบผา โพธิ์ฆะวิวัฒน์
จำเลย — บริษัทคอมพรีเฮนสีฟคาร์โกแมนเนจเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9361/2544
#67168
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคสอง ให้อำนาจเฉพาะอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยว่าคดีใดอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ การที่ผู้พิพากษาศาลแรงงานมีคำสั่งว่าคำฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์มิใช่คดีแรงงานเป็นคำสั่งที่วินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ จึงไม่ชอบ ศาลแรงงานต้องส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อนว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ แล้วจึงพิจารณาสั่งคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ ๑ และบังคับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รับคำฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๒ ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของพนักงานตรวจแรงงาน ส่วนคำฟ้องที่ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายมิใช่คดีแรงงานจึงไม่รับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลแรงงานกลางในส่วนที่ไม่รับคำฟ้องที่ขอให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่า คดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด" บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยว่าคดีใดอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าคำฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์มิใช่คดีแรงงาน จึงไม่รับฟ้องนั้น เป็นคำสั่งที่วินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ซึ่งเป็นอำนาจเฉพาะของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเท่านั้น ดังนั้นคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙ วรรคสอง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่สั่งไม่รับฟ้องในส่วนที่ขอให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ให้ศาลแรงงานกลางส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อนว่าคดีสำหรับจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ แล้วให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาสั่งคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูเกียรติ อุ่นเจริญพร
จำเลย — นายเสนาะ พรามพิลา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชัยเจริญ ดุษฎีพร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9359/2544
#99884
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2541 เพื่อขอพิจารณาคดีใหม่ต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยไม่มีรายละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคสอง ให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาพิพากษายืน ผลของคดีที่ให้ยกคำร้องจึงเป็นที่สุด จำเลยไม่อาจขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอพิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2541 ซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว และไม่อาจถือเอารายละเอียดต่าง ๆของคำร้องฉบับดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของคำร้องขอพิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2543 ซึ่งจำเลยได้ยื่นต่อศาลในภายหลังได้ เพราะพ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยแล้ว

การที่จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2541 โดยไม่ได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคสองนั้น เป็นความผิดพลาดบกพร่องของจำเลยเอง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ที่จะขยายระยะเวลาให้จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ได้อีก ไม่ชอบที่ศาลจะรับคำร้องฉบับหลังไว้ไต่สวนต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยทั้งห้าไม่ได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคสอง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อีก อ้างว่าจำเลยทั้งห้าขอถือเอาเหตุที่จำเลยทั้งห้าไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาและรายละเอียดต่าง ๆ ในคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ฉบับลงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑ และขอเพิ่มเติมรายละเอียดข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กู้เงินและรับเงินจากโจทก์ แต่ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของผู้มีชื่อและโจทก์ได้ฟ้องผู้มีชื่อเป็นคดีแพ่งแล้ว โจทก์จึงดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ไม่ได้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งห้ามีน้ำหนักน่าเชื่อและหักล้างพยานโจทก์ได้ อาจทำให้คำพิพากษาของศาลเปลี่ยนแปลงไป ขอให้ศาลอนุญาตให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาชั้นฎีกาว่า คำร้องขอพิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ของจำเลยทั้งห้าชอบหรือไม่ จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า จำเลยทั้งห้าขอถือเอาคำร้องขอพิจารณาใหม่ ฉบับลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๓ เป็นหลัก และขอนำเอารายละเอียดต่าง ๆ ในคำร้องขอพิจารณาใหม่ ฉบับลงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑ มาเป็นส่วนหนึ่งของคำร้องขอพิจารณาใหม่ ฉบับลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ดังนั้น คำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยทั้งห้าฉบับหลังจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย ชอบที่ศาลจะรับไว้ไต่สวนต่อไปนั้น เห็นว่า เดิมจำเลยทั้งห้าได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑ เพื่อขอพิจารณาคดีใหม่ต่อศาล ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวไม่มีรายละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคสอง ให้ยกคำร้อง จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ฎีกาต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ และศาลฎีกาพิพากษายืน ผลของคดีที่ให้ยกคำร้องจึงเป็นอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยทั้งห้าไม่อาจขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอพิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑ ซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว และไม่อาจถือเอารายละเอียดต่าง ๆ ของคำร้องฉบับดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของคำร้องขอพิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ซึ่งจำเลยทั้งห้าได้ยื่นต่อศาลในภายหลังได้ เพราะพ้นกำหนดระยะเวลา ๑๕ วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยทั้งห้าแล้ว ส่วนการที่จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ ฉบับลงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑ โดยไม่ได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคสอง นั้น ก็เป็นความผิดพลาดบกพร่องของจำเลยทั้งห้าเอง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ที่จะขยายระยะเวลาให้จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ได้อีก จึงไม่ชอบที่ศาลจะรับคำร้องฉบับหลังไว้ไต่สวนต่อไป ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายกคำร้องของจำเลยทั้งห้าชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 208 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรพิสุทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสมหวัง คล้ำชื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9347/2544
#67119
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง มีเจตนาให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลแรงงานเป็นไปโดยประหยัด สะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม จึงให้ศาลแรงงานกำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดวันสืบพยานไปทันทีในวันใดก็ได้ หาจำต้องกำหนดไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันชี้สองสถานดังเช่นที่ ป.วิ.พ. กำหนดไว้ไม่ ทั้งการกำหนดประเด็นข้อพิพาทในคดีแรงงานก็เป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลแรงงานโดยเฉพาะ และเมื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาทไปแล้วก็ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้ศาลแรงงานต้องชี้ขาด คำคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของคู่ความก่อนวันสืบพยาน เพราะการกำหนดให้ชี้ขาดก่อนเช่นนั้นทำให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยล่าช้า ทำให้คู่ความไม่ได้รับความเที่ยงธรรมได้ การที่ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจ สั่งให้รวมคำคัดค้านของจำเลยไว้ในสำนวนคดีความโดยไม่ชี้ขาดคำคัดค้านก่อนว่าควรเปลี่ยนแปลงการกำหนดประเด็นข้อพิพาทหรือไม่จึงหาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไม่

สัญญาจ้างระบุว่า อ. เป็นลูกจ้างของโจทก์ ทดลองงานเป็นระยะเวลาไม่เกิน 120 วัน และต้องทำงานให้โจทก์เป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 24 เดือน หมายความว่าระยะเวลา 120 วันแรกเป็นระยะทดลองงาน เมื่อพ้นระยะ ทดลองงานแล้ว อ. ต้องทำงานให้โจทก์ต่อไปอีก ซึ่งนับรวมกับระยะทดลองงานแล้วต้องไม่น้อยกว่า 24 เดือน โดยสัญญาไม่ได้กำหนดวันสิ้นสุดสัญญาจ้างไว้ จึงเป็นสัญญาจ้างที่ยังไม่มีกำหนดระยะเวลา ในสัญญาค้ำประกัน ก็กำหนดไว้ชัดแจ้งว่าสัญญาค้ำประกันมีผลบังคับตลอดระยะเวลาที่ อ. ทำงานกับโจทก์ไม่ว่าตำแหน่งหน้าที่ใด ๆ ที่โจทก์กำหนดและระยะเวลาทำงานนานเท่าใด โดยจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะไม่บอกเลิกสัญญาจนกว่าจะได้มีการหาบุคคลอื่นที่มีหลักฐานมั่นคงและโจทก์เห็นชอบให้เป็นผู้ค้ำประกันแทนได้เรียบร้อยแล้ว สัญญาค้ำประกันจึงหาได้ให้มีผลเพียงชั่วระยะเวลาทดลองงาน 120 วัน ไม่ ทั้งจำเลยก็มิได้หาบุคคลอื่นมาเป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันแทน โดยความเห็นชอบของโจทก์ จำเลยจึงต้องผูกพันรับผิดตามสัญญาค้ำประกันตลอดระยะเวลาที่ อ. ทำงานกับโจทก์จนถึง วันที่ อ. ลาออก และต้องรับผิดต่อความเสียหายที่ อ.ได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์ตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงวันลาออกจากงาน

โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินที่ อ. ลูกจ้างของโจทก์ยักยอกไปหรือให้ชดใช้เงินที่ อ.ก่อให้เกิดความ

เสียหายต่อโจทก์เพราะการผิดสัญญาจ้างแรงงานเป็นการฟ้องเรียกเงินของโจทก์คืนจากผู้ยักยอกและจำเลยต้องรับผิดชดใช้คืนในฐานะผู้ค้ำประกัน จึงมีอายุความฟ้องเอาคืนได้ภายในกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 นับแต่วัน ยักยอกถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของนายอธิวัฒน์ พิทักษ์เขตอรัญ ลูกจ้างโจทก์จำนวน ๖๓,๕๘๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๖,๗๗๓ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า นายอธิวัฒน์ พิทักษ์เขตอรัญ ทำงานเป็น ลูกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๓๙ โดยมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันระหว่างทำงานนายอธิวัฒน์ยักยอกเงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท และค่าอะไหล่รถยนต์จำนวน ๒๐,๒๗๓ บาท ของลูกค้าที่ชำระแก่โจทก์ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว และลาออกเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๐ พร้อมกับทำหนังสือรับสภาพหนี้และขอผ่อนชำระตามเอกสารหมาย จ.๖ แต่นายอธิวัฒน์ผิดนัดไม่ยอมชำระ ซึ่งตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๔ ระบุให้โดยต้องผูกพันตามสัญญาค้ำประกันตลอดเวลาที่นายอธิวัฒน์ยังคงทำงานกับโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวนต่อความเสียหาย ทั้งปวงที่นายอธิวัฒน์ได้กระทำ เมื่อจำเลยไม่ยอมชำระค่าเสียหายจำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ ไม่ปรากฏวันทวงถามอันจะถือเป็น วันผิดนัดจึงให้คิดตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป คดีไม่ขาดอายุความ พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๖,๗๗๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพากษาของ ศาลแรงงานกลาง แต่ศาลแรงงานกลางมิได้ชี้ขาดคำคัดค้านของจำเลยก่อนวันนัดสืบพยาน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๓ วรรคสี่ (ที่ถูกวรรคสาม) และ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ นั้น เห็นว่า การกำหนดประเด็น ข้อพิพาทในคดีแรงงานนั้นพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๙ ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะและชัดแจ้งครบถ้วนแล้วไม่อาจจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๓ วรรคสาม มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้อีก ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าในกรณีมีประเด็นที่ยังไม่อาจตกลงกันหรือไม่อานประนีประนอมยอมความกันให้ศาลแรงงานจดประเด็นข้อพิพาทและบันทึกคำแถลงของโจทก์กับคำให้การของจำเลยอ่านให้คู่ความฟัง และลงลายมือชื่อไว้โดย จะระบุให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังก็ได้ แล้วให้ศาลแรงงานกำหนดวันสืบพยานไปทันที บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนาให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลแรงงานเป็นไปโดยประหยัด สะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม จึงให้ศาลแรงงานกำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดวันสืบพยานไปทันทีในวันใดก็ได้ หาจำต้องกำหนดไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันชี้สองสถานดังเช่นที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดไว้ไม่ ทั้งการกำหนดประเด็นข้อพิพาทในคดีแรงงานก็เป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลแรงงานโดยเฉพาะ และเมื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาทไปแล้วก็ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้ศาลแรงงานต้องชี้ขาดคำคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของคู่ความก่อนวันสืบพยาน เพราะการกำหนดให้ชี้ขาดก่อนเช่นนี้ทำให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยล่าช้า ทำให้คู่ความไม่ได้รับความเที่ยงธรรมได้ การที่ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจสั่งให้รวมคำคัดค้านของจำเลยไว้ในสำนวนคดีความโดยไม่ชี้ขาด คำคัดค้านก่อนว่าควรเปลี่ยนแปลงการกำหนดประเด็นข้อพิพาทหรือไม่นั้นจึงหาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ ไม่ชอบดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.๓ เป็นสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาเฉพาะในช่วงเวลาระหว่างที่นายอภิวัฒน์ทดลองงาน ๑๒๐ วัน เท่านั้น สัญญาค้ำประกันจึงไม่ผูกพันจำเลยต่อความเสียหาย ที่เกิดขึ้นหลังจากระยะเวลาดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.๓ ข้อ ๑ ระบุว่านายอธิวัฒน์เป็นลูกจ้างทดลองงานเป็นระยะเวลาไม่เกิน ๑๒๐ วัน แต่ข้อ ๕ ก็ระบุว่านายอธิวัฒน์ต้องทำงานให้โจทก์เป็นระยะติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๒๔ เดือน โดยไม่ได้กำหนดวันสิ้นสุดสัญญาจ้างไว้ ดังนั้นสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.๓ จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาโดยระบุให้ ๑๒๐ วันแรก เป็นระยะเวลาทดลองงาน เมื่อพ้นระยะเวลาทดลองงานแล้วนายอธิวัฒน์ต้องทำงานให้โจทก์ต่อไปซึ่งเมื่อนับรวมกับระยะทดลองงานแล้วต้องไม่น้อยกว่า ๒๔ เดือน ในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๔ ข้อ ๓ ก็กำหนดไว้ชัดแจ้งว่าสัญญาค้ำประกันมีผลบังคับตลอดระยะเวลาที่นายอธิวัฒน์ทำงานกับโจทก์ไม่ว่าตำแหน่งหน้าที่ใด ๆ ที่โจทก์กำหนดและระยะเวลาทำงานเท่าใด โดยจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะไม่บอกเลิกสัญญาจนกว่าจะได้มีการกาบุคคลอื่นทีมีหลักฐานมั่งคงและโจทก์เห็นชอบให้เป็นผู้ค้ำประกันแทนได้เรียบร้อยแล้ว สัญญาค้ำประกันจึงหาได้ให้มีผลเพียงชั่วระยะเวลาทดลองงาน ๑๒๐ วัน ดังจำเลยอุทธรณ์ไม่ ทั้งจำเลยก็มิได้หาบุคคลอื่นมาเป็นผู้ทำสัญญา ค้ำประกันแทนโดยความเห็นชอบของโจทก์ จำเลยจึงต้องผูกพันรับผิดตามสัญญาค้ำประกันตลอดระยะเวลาที่นายอธิวัฒน์ทำงานกับโจทก์จนถึงวันที่นายอธิวัฒน์ลาออก และต้องรับผิดต่อความเสียหายที่นายอธิวัฒน์ได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์ตั้งแต่เริ่มทำงานถึงวันลาออกจากงานและที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คดีขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิด ชดใช้เงินที่นายอธิวัฒน์ลูกจ้างของโจทก์ยักยอกไปหรือให้ชดใช้เงินที่นายอธิวัฒน์ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์เพราะการผิดสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเป็นการฟ้องเรียกเงินของโจทก์คืนจากผู้ยักยอกและจำเลยต้องรับผิดชดใช้คืน ในฐานะผู้ค้ำประกัน จึงมีอายุความฟ้องเอาคืนได้ภายในกำหนด ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ นับแต่วันยักยอกถึงวันฟ้องยังไม่เกิน ๑๐ ปี คดีไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยดังวินิจฉัยมาข้างต้นทุกข้อฟังไม่ขึ้น ?

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 183
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 39 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีซูซุหาดใหญ่ จำกัด
จำเลย — นางสาวกรวรรณ ทองมาก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง(สงขลา) — นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9335/2544
#44068
เปิดฉบับเต็ม

ใบตราส่งแสดงชื่อผู้รับตราส่งว่า ให้เป็นไปตามคำสั่งของธนาคาร ด. ธนาคาร ด. ได้สลักหลังใบตราส่งให้แก่ธนาคาร ซ. ซึ่งสลักหลังสิทธิตามใบตราส่งให้โจทก์ ซึ่งด้านหลังของใบตราส่งปรากฏว่ามีรายการสลักหลังโดยระบุชื่อธนาคารทั้งสองและลายมือชื่อของผู้มีอำนาจของธนาคารทั้งสอง อีกทั้งมีการระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับสลักหลังด้วย และเมื่อโจทก์เป็นผู้รับสลักหลังคนสุดท้ายจึงต้องถือว่าเป็นผู้รับตราส่ง แม้มิได้มีการแสดงชื่อในใบตราส่งว่าเป็นผู้รับตราส่งก็ตาม และเนื่องจากสิทธิที่ระบุไว้ในใบตราส่งตกแก่ผู้รับตราส่งมิใช่ตกแก่ผู้ส่ง ผู้ส่งไม่สามารถสลักหลังโอนสิทธิที่ระบุไว้ในใบตราส่งให้แก่ผู้อื่น ดังนั้น การที่ไม่มีรายชื่อของผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท พ. ผู้ส่งสินค้าจึงไม่ทำให้การสลักหลังขาดสาย

พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 58 เป็นเรื่องที่ผู้ขนส่งต้องรับผิดในกรณีที่ของที่ผู้ขนส่งได้รับมอบหมายเกิดสูญหายหรือเสียหาย ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งความรับผิดดังกล่าวหมายถึงกรณีเกิดการสูญหายหรือเสียหายแก่ของที่ผู้ขนส่งรับมอบหมาย ส่วนกรณีที่จำเลยในฐานะผู้ขนส่งไม่ยอมส่งมอบของให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง แต่ได้ส่งมอบของดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อซึ่งมิใช่เป็นบุคคลที่มีชื่อแสดงในใบตราส่งว่าเป็นผู้รับตราส่ง ไม่เข้ากรณีของสูญหายหรือเสียหายตามบทบัญญัติดังกล่าว เนื่องจากการสูญหายนี้หมายถึงของไม่อยู่ในวิสัยที่ผู้ขนส่งจะเอามาส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งได้ตามสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 532,211.53 ดอลลาร์สหรัฐแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 484,431.95 ดอลลาร์สหรัฐนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 440,392.68 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 มกราคม 2541จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า บริษัทเชงกีเอนเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้ซื้อ ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตชนิดเพิกถอนไม่ได้ เพื่อชำระราคาสินค้าไม้อัดเนื้อแข็งอินโดนีเซีย ให้แก่บริษัทพลายวูดอินดาห์ (เอชเค) จำกัด ผู้ขาย โจทก์อนุมัติและออกเลตเตอร์ออฟเครดิตเอกสารหมาย จ.5 โดยระบุให้บริษัทพลายวูด อินดาห์ (เอชเค) จำกัดเป็นผู้รับประโยชน์ บริษัทพลายวูด อินดาห์ (เอชเค) จำกัด ดำเนินการให้บริษัทพีที วานา ปันกัน อกัง จำกัด ส่งสินค้าดังกล่าวทางทะเลให้แก่บริษัทเชงกี เอนเตอร์ไพรส์ จำกัด จากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียมายังเมืองฮ่องกง โดยจำเลยเป็นผู้ขนสินค้า เมื่อสินค้าบรรทุกลงเรือแสงไทย เฮฟเว่น เรียบร้อยแล้ว จำเลยได้ออกใบตราส่งเอกสารหมายจ.9 ให้แก่บริษัทพีที วานา ปันกัน อกัง จำกัด โจทก์ชำระราคาสินค้าให้แก่บริษัทพลายวูด อินดาห์ (เอชเค) จำกัด แล้ว และเรียกให้บริษัทโอเชียน อีเกิล นาวิเกชั่น จำกัด ตัวแทนของจำเลยในเมืองฮ่องกงมอบสินค้าแก่โจทก์ บริษัทเชงกี เอนเตอร์ไพรส์ จำกัด ไม่ชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ บริษัทโอเชียน อีเกิล นาวิเกชั่น จำกัด ไม่ยอมส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ แต่ส่งมอบสินค้าดังกล่าวให้แก่บริษัทเชงกี เอนเตอร์ไพรส์จำกัด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่าโจทก์เป็นผู้รับตราส่งหรือผู้ทรงใบตราส่งเอกสารหมาย จ.9 หรือไม่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า ตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.9 แสดงชื่อผู้ส่งสินค้าดังนี้"ผู้ส่งสินค้า : พีที วานา บังกุน อากุง เจแอล ไอจี นากุราไร เลขที่ 38ปอนเตียนัก อินโดนีเซีย" และแสดงชื่อผู้รับตราส่งดังนี้ "ผู้รับตราส่ง :ตามคำสั่งของ พีที แบงก์ ดากัง เนชั่นแนล อินโดนีเซีย สาขาปอนเตียนักอินโดนีเซีย" การแสดงชื่อดังกล่าว นายโล คิง หยวน และนายปรีชาอิบราฮิม พยานโจทก์ให้ถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า ผู้ส่งสินค้าคือบริษัทพีที วานา ปันกัน อกัง จำกัด ส่วนผู้รับตราส่งคือให้เป็นไปตามคำสั่งของธนาคารดากัง เนชั่นแนล อินโดนีเซีย สาขาปอนเตียนักฝ่ายจำเลยมีพยานมาสืบ 2 ปาก คือ นายวรวิทย์ วิศิษฐ์กิจการ และนายเคอรี เค. ดับบลิว - จุ้ง พยานทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธข้อนี้ ดังนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ใบตราส่งแสดงชื่อผู้รับตราส่งให้เป็นไปตามคำสั่งของธนาคารดากัง เนชั่นแนล อินโดนีเซีย สาขาปอนเตียนัก นายปรีชาให้ถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงต่อไปอีกว่า ธนาคารดากัง เนชั่นแนล อินโดนีเซียสาขาปอนเตียนัก ได้สลักหลังใบตราส่งเอกสารหมาย จ.9 ให้แก่ธนาคารเชี่ยงไฮ้ คอมเมอร์เชี่ยลแบงก์ จำกัด (ฮ่องกง) ซึ่งสลักหลังสิทธิตามใบตราส่งให้โจทก์ ซึ่งด้านหลังของเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 1 ที่ 2และที่ 3 ปรากฏว่ามีรายการสลักหลังโดยระบุชื่อธนาคารทั้งสองและลายเซ็นซึ่งโจทก์ว่าเป็นลายเซ็นของผู้มีอำนาจของธนาคารทั้งสองเป็นผู้สลักหลัง อีกทั้งมีการระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับสลักหลังด้วยตามถ้อยคำยืนยัน พยานจำเลยทั้ง 2 ปาก มิได้เบิกความปฏิเสธข้อนี้ข้อเท็จจริงจึงฟังได้อีกว่า โจทก์เป็นผู้รับสลักหลังใบตราส่งเอกสารหมาย จ.9 และเมื่อโจทก์เป็นผู้รับสลักหลังคนสุดท้ายจึงต้องถือว่าเป็นผู้รับตราส่ง แม้มิได้มีการแสดงชื่อในใบตราส่งว่าเป็นผู้รับตราส่งก็ตามอนึ่ง เนื่องจากสิทธิที่ระบุไว้ในใบตราส่งตกแก่ผู้รับตราส่งมิใช่ตกแก่ผู้ส่ง ผู้ส่งไม่สามารถสลักหลังโอนสิทธิที่ระบุไว้ในใบตราส่งให้แก่ผู้อื่นดังนั้น การที่มีรายชื่อของผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทพีที วานา ปันกันอกัง จำกัด จึงไม่ทำให้การสลักหลังขาดสาย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยอุทธรณ์ต่อไปเกี่ยวกับประเด็นค่าเสียหาย ในประเด็นนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดเท่ากับราคาสินค้าตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.6ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกับที่โจทก์ชำระไปตามตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย จ.12คือจำนวน 440,392.68 ดอลลาร์สหรัฐ โดยวินิจฉัย จำเลยจะยกข้อจำกัดความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลพ.ศ. 2534 มาตรา 58 ไม่ได้ อีกทั้งไม่รับฟังข้อนำสืบของจำเลยที่ว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้แล้ว โดยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่าเป็นการสืบนอกคำให้การ จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่าประเด็นค่าเสียหายจำเลยได้ให้การต่อศาลไว้แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่าตามคำให้การของจำเลย จำเลยให้การต่อสู้เกี่ยวกับค่าเสียหายที่โจทก์เรียก ว่าโจทก์มิให้ผู้เสียหาย เนื่องจากโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ชำระราคาสินค้าและไม่มีหลักฐานใด ๆ มาแสดงว่าได้ชำระราคาค่าสินค้าตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายและหากโจทก์เสียหายจริง จำเลยก็มีสิทธิจำกัดความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58ตามข้อต่อสู้ดังกล่าวจำเลยอ้างแต่เพียงว่าโจทก์ไม่ได้เสียหายหรือถ้าหากเสียหายจำเลยก็สามารถจำกัดความรับผิดได้ ส่วนข้อที่ว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ภายหลังเพียงใดหรือไม่ ตามข้ออ้างในอุทธรณ์จำเลยมิได้กล่าวถึง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ยอมรับฟังข้อนำสืบของจำเลยข้อนี้จึงชอบแล้ว จำเลยอุทธรณ์ประการต่อมาว่า ความรับผิดของจำเลยต้องมีจำนวนจำกัดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58ในข้อนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งว่า ภายใต้บังคับมาตรา 60 ในกรณีที่ของซึ่งผู้ขนส่งได้รับมอบหมายสูญหายหรือเสียหายไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียงหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งหรือกิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้นแล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่าตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่ผู้ขนส่งต้องรับผิดในกรณีที่ของที่ผู้ขนส่งได้รับมอบหมายเกิดสูญหายหรือเสียหายไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งความรับผิดดังกล่าวหมายถึงกรณีเกิดการสูญหายหรือเสียหายแก่ของที่ผู้ขนส่งรับมอบหมาย ส่วนกรณีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยในฐานะผู้ขนส่งไม่ยอมส่งมอบของให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง แต่ได้ส่งมอบของดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อซึ่งมิใช่เป็นบุคคลที่มีชื่อแสดงในใบตราส่งว่าเป็นผู้รับตราส่งจึงไม่เข้ากรณีของสูญหายหรือเสียหายตามบทบัญญัติดังกล่าวเนื่องจากการสูญหายนี้หมายถึงของไม่อยู่ในวิสัยที่ผู้ขนส่งจะเอามาส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งได้ตามสัญญา อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

อนึ่ง ตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษานั้นยังไม่ชอบด้วยเหตุผล สมควรให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในเวลาที่ใช้เงินตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยจะชำระเป็นเงินไทยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในวันที่มีการใช้เงิน ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันที่มีการใช้เงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 614
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 27 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ลิว ชอง ฮิง จำกัด
จำเลย — บริษัท แสงไทยเดินเรือทะเล 1988 จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพรชรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9335/2544
#98436
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องที่ผู้ขนส่งต้องรับผิดในกรณีที่ของที่ผู้ขนส่งได้รับมอบหมายเกิดสูญหายหรือเสียหายไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งความรับผิดดังกล่าวหมายถึง กรณีเกิดการสูญหายหรือเสียหายแก่ของที่ผู้ขนส่งรับมอบหมาย การสูญหายนี้หมายถึงของไม่อยู่ในวิสัยที่ผู้ขนส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งได้ตามสัญญา ดังนั้นกรณีที่ผู้ขนส่งไม่ยอมส่งมอบของให้แก่ผู้รับตราส่ง แต่ได้ส่งมอบของดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อซึ่งมิใช่เป็นบุคคลที่มีชื่อแสดงในใบตราส่งว่าเป็นผู้รับตราส่ง จึงไม่เข้ากรณีของสูญหายหรือเสียหายตามบทบัญญัติดังกล่าว ผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดไม่จำกัดจำนวน

การพิพากษาให้ชำระหนี้เป็นเงินต่างประเทศ ท่านให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในเวลาที่ใช้เงินตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 196

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 46 ม. 58 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารลิว ชอง ฮิง จำกัด
จำเลย — บริษัทแสงไทยเดินเรือทะเล 1988 จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9326 -ที่ 9327/2544
#98401
เปิดฉบับเต็ม

น. นำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของจำเลยทั้งสามไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ในนามของ น. เป็นเพียงการมีชื่อถือสิทธิครอบครองหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แทนจำเลยทั้งสามเท่านั้น เมื่อ น. ถึงแก่กรรม ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของ น. การที่เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนใส่ชื่อ ส. สามีของโจทก์ลงในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ในฐานะที่ ส. เป็นทายาทของ น. โดยที่ ส. ไม่มีสิทธิ ก็ไม่ทำให้ ส. ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นของจำเลยทั้งสามตลอดมา แม้ต่อมาจำเลยทั้งสามทำหนังสือสัญญาตกลงแบ่งแยกที่ดิน ด้านทิศตะวันออกของถนนขอนแก่น - มัญจาคีรี ให้เป็นของจำเลยที่ 2 กับ ส. สามีของโจทก์ร่วมกัน สัญญาดังกล่าว ก็มิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะ ส. สามีของโจทก์กับจำเลยทั้งสามมิได้มีข้อพิพาทกัน เกี่ยวกับทรัพย์มรดกของ น. ในขณะทำสัญญาหรือจะมีขึ้นในภายหน้า หากแต่เป็นสัญญาให้อสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าที่มีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ มิได้มีการส่งมอบการครอบครอง แม้จำเลยทั้งสามจะทำเป็นหนังสือสัญญาตกลงแบ่งแยกที่ดินไว้ แต่ก็มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การยกให้จึงไม่สมบูรณ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

สำนวนแรกโจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องสอดทั้งสองยื่นคำร้องสอดว่า ที่ดินพิพาทเป็นมรดกของ น. ที่ตกทอดแก่ทายาททั้งหกคนซึ่งมีบิดาของผู้ร้องสอดที่ 1 และมารดาของผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นทายาทของ น. รวมอยู่ด้วย ผู้ร้องสอดทั้งสองมีสิทธิรับมรดกแทนที่ จึงขอร้องสอดเข้าเป็นคู่ความเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ไม่ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอด

จำเลยทั้งสามยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดว่า ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องสอดทั้งสอง

สำนวนหลัง โจทก์ทั้งสองฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่นำที่ดินมรดกมาแบ่งเป็น 6 ส่วน มอบให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 1 ส่วนเท่า ๆ กัน หากแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน และหากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ยกฟ้องและยกคำร้องขอของผู้ร้องสอดทั้งสอง ให้โจทก์กับผู้ร้องสอดทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดให้โจทก์และผู้ร้องสอดทั้งสองใช้ค่าทนายความคนละ 3,000 บาท

โจทก์และผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และผู้ร้องสอดทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในสำนวนแรกเพียงว่า โจทก์มีสิทธิแบ่งที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า การที่ น. ยกที่ดินพิพาทบางส่วนซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าให้แก่ ส. สามีของโจทก์กับยกที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสามตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ โดยส่งมอบการครอบครองให้แก่ ส. กับจำเลยทั้งสามแล้ว จึงเป็นการยกให้ที่สมบรูณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 ส. กับจำเลยทั้งสามย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองโดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ดังนั้น ที่ดินพิพาททั้งหมดจึงมิใช่ทรัพย์สินของ น. อีกต่อไป ต่อมา ส. ได้ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทส่วนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว การซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าระหว่าง ส. กับจำเลยที่ 2 แม้จะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อ ส. ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว การซื้อขายที่ดินพิพาทย่อมสมบูรณ์ โดยการส่งมอบการครอบครองมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ดังนั้น การที่ น. นำที่ดินพิพาทไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ในนามของ น. จึงเป็นเพียงการมีชื่อถือสิทธิครอบครองหนังสือรับรองทำประโยชน์ (น.ส.3) แทนจำเลยทั้งสามเท่านั้น เมื่อ น. ถึงแก่กรรมที่ดินพิพาทจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของ น. การที่เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนใส่ชื่อ ส. ลงในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ในฐานะที่ ส. เป็นทายาทของ น. โดยที่ ส. ไม่มีสิทธิก็ไม่ทำให้ ส. ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นของจำเลยทั้งสามตลอดมา แม้ต่อมาจำเลยทั้งสามทำหนังสือสัญญาตกลงแบ่งแยกที่ดิน โดยตกลงแบ่งที่ดินด้านทิศตะวันออกของถนนขอนแก่น-มัญจาคีรี ให้เป็นของจำเลยที่ 2 กับ ส. ร่วมกัน สัญญาดังกล่าวก็มิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะ ส. กับจำเลยทั้งสามมิได้มีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของ น. ในขณะทำสัญญาหรือจะมีขึ้นในภายหน้า หากแต่เป็นสัญญาให้อสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าที่มีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) มิได้มีการส่งมอบการครอบครอง แม้จำเลยทั้งสามจะทำเป็นหนังสือสัญญาตกลงแบ่งแยกที่ดินไว้แต่ก็มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การยกให้นี้จึงไม่สมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งสาม ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืนในสำนวนแรก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาสำหรับสำนวนแรกให้เป็นพับ และให้ยกฎีกาสำหรับสำนวนแรกให้เป็นพับ และให้ยกฎีกาของผู้ร้องสอดทั้งสองเสีย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาสำนวนหลังทั้งหมดแก่ผู้ร้องสอดทั้งสอง ค่าทนายความชั้นฎีกาสำหรับสำนวนหลังให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 525 ม. 850 ม. 1373 ม. 1378 ม. 1600
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชู คุณะ
ผู้ร้องสอด — นายคำพอง คุณะ กับพวก
จำเลย — นางนวน นิลเขียว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายวิรัตน์ เกษมทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสถิตย์ ทาวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9324/2544
#98486
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์รวมอยู่ด้วย โจทก์ให้จำเลยเช่ารถขุดแบ็กโฮพร้อมคนขับรถเพื่อนำไปใช้งานในหน่วยงานก่อสร้าง โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์ เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าเช่าจึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเช่ารถขุดแบ็กโฮ พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้หลายประการและว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เพราะโจทก์มิได้ฟ้องคดีภายในกำหนด ๖ เดือน นับแต่วันสิ้นสุดการเช่าหรือวันส่งทรัพย์สินที่เช่า ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่มีฝ่ายใดโต้เถียงในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ. ๒ เมื่อระหว่างวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๓๙ ถึงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๐ จำเลยเช่ารถขุดแบ็กโฮพร้อมคนขับไปจากโจทก์รวม ๖ ครั้ง แล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าเป็นเงิน ๔๑๔,๘๑๑ บาท เมื่อถึงวันฟ้องจำเลยต้องรับผิดดอกเบี้ยเป็นเงิน ๕๑,๙๙๓.๔๓ บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้พิพาทกันเรื่องเช่าทรัพย์ ต้องถืออายุความเรื่องเช่าทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน ๖ เดือน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ. ๒ ซึ่งวัตถุประสงค์ดังกล่าว โจทก์ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์รวมอยู่ด้วย โจทก์ให้จำเลยเช่ารถขุดแบ็กโฮพร้อมคนขับรถเพื่อนำไปใช้งานในหน่วยงานก่อสร้างอาคารรวม ๖ ครั้ง แล้วจำเลยค้างชำระค่าเช่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่า โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์เรียกเอาค่าเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๖) ซึ่งมีอายุความ ๒ ปี โจทก์ให้จำเลยเช่ารถขุดแบ็กโฮระหว่างวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๓๙ ถึงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๐ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๑ เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่เกิน ๒ ปี ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชุลีวิศวกรรม - การโยธา จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญทิพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายอานนท์ วิบูลย์สวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9319/2544
#99847
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวว่า จำเลยทั้งสองนำส่งสำเนาคำฟ้องฎีกาแล้ว ค่าคำร้องเป็นพับ อันมีผลเป็นการยกคำร้องของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลฎีกา ที่จำเลยทั้งสองแก้อุทธรณ์ว่าโจทก์ทั้งสองต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์นั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวเนื่องกับฎีกาของจำเลยทั้งสอง เนื่องจากหากฟังว่าจำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องฎีกา ศาลฎีกาก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ การพิจารณาสั่งว่าจำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องฎีกาหรือไม่ เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเสียเอง จึงเป็นการไม่ชอบ แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองนำส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์ทั้งสองภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฟ้องฎีกาและจำเลยทั้งสองได้เสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาฟ้องฎีกาเมื่อล่วงพ้นกำหนด 7 วันไปแล้ว ซึ่งถือได้ว่าจำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องฎีกาซึ่งศาลฎีกามีอำนาจจำหน่ายคดีได้ก็ตาม แต่การจะจำหน่ายคดีหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล คดีนี้ปรากฎว่าจำเลยทั้งสองเสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาฎีกาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2543 ภายหลังล่วงพ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดเพียง 2 วัน ในขณะที่ยังไม่มีการจำหน่ายคดี ทั้งต่อมาในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 เจ้าหน้าที่ศาลก็ได้ไปส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์ทั้งสองและส่งได้ ศาลฎีกาจึงไม่เห็นสมควรที่จะสั่งจำหน่ายคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินภายในเส้นสีแดงตามรูปแผนที่ท้ายฟ้องเป็นของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนเสาปูนซีเมนต์ที่นำมาปักไว้ดังกล่าวออกไปจากที่ดินโจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า นายวินัย ไม่มีอำนาจขายที่ดินตามฟ้อง การครอบครองที่ดินตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินบริเวณที่พิพาทจากนายวินัย หากโจทก์ทั้งสองได้ที่ดินมีความกว้างยาวไม่ถูกต้องตามสัญญาก็เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองจะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่นายวินัย เพราะจำเลยทั้งสองมิได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๒ ได้ซื้อที่ดิน น.ส.๓ข. เลขที่ ๕๑๒ จากนายวินัยโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนทั้งจำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งการครอบครองที่ดินของโจทก์ ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินโจทก์ทั้งสองภายในเส้นสีแดงตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องไม่เป็นความจริง เนื่องจากจำเลยทั้งสองกระทำการแสดงการครอบครองที่ดินดังกล่าวของจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองและคำให้การของจำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่าคดีพอที่จะวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้วพิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายกคำสั่งให้งดสืบพยานและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานทั้งสองฝ่ายแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาสั่งในคราวเดียวกัน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ปรากฏว่า หลังจากที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวว่า จำเลยทั้งสองนำส่งสำเนาคำฟ้องฎีกาแล้ว ค่าคำร้องเป็นพับ อันมีผลเป็นการยกคำร้องของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลฎีกา ที่จำเลยทั้งสองแก้อุทธรณ์ว่าโจทก์ทั้งสองต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์นั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวเนื่องกับฎีกาของจำเลยทั้งสอง เนื่องจากหากฟังว่าจำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องฎีกา ศาลฎีกาก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ ในปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาเห็นว่า การพิจารณาสั่งว่าจำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องฎีกาหรือไม่ เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเสียเอง จึงเป็นการไม่ชอบ แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองนำส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์ทั้งสองภายใน ๗ วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฟ้องฎีกาและจำเลยทั้งสองได้เสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาฟ้องฎีกาเมื่อล่วงพ้นกำหนด ๗ วันไปแล้ว ซึ่งถือได้ว่าจำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องฎีกาซึ่งศาลฎีกามีอำนาจจำหน่ายคดีได้ก็ตาม แต่การจะจำหน่ายคดีหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล คดีนี้ปรากฎว่าจำเลยทั้งสองเสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาฎีกาเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ภายหลังล่วงพ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดเพียง ๒ วัน ในขณะที่ยังไม่มีการจำหน่ายคดี ทั้งต่อมาในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ เจ้าหน้าที่ศาลก็ได้ไปส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์ทั้งสองและส่งได้ ศาลฎีกาจึงไม่เห็นสมควรที่จะสั่งจำหน่ายคดี อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายกคำสั่งให้งดสืบพยานและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานทั้งสองฝ่ายแล้วพิพากษาตามรูปคดีชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ทั้งสองอ้างว่านายวินัย วุฒิ ได้แบ่งขายและมอบการครอบครองที่ดินพิพาทภายในเส้นสีเขียวตามรูปแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๒ ให้แก่โจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ต่อมาจำเลยทั้งสองได้บุกรุกเข้าไปปักเสาในที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงตามรูปแผนที่สังเขปท้ายฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทภายในเส้นสีเขียว จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงเป็นที่ดินของจำเลยที่ ๒ ดังนี้แม้จะปรากฏตามคำฟ้องว่า ภายหลังจากที่โจทก์ทั้งสองแบ่งซื้อและรับมอบการครอบครองที่ดินพิพาทภายในเส้นสีเขียวมาจากนายวินัยแล้ว นายวินัยได้ดำเนินการแบ่งที่ดินส่วนที่โจทก์ทั้งสองแบ่งซื้อออกมาเป็น น.ส. ๓ ข. เลขที่ ๕๑๑ หมู่ที่ ๒ ตำบลขุนทะเล อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี และได้จดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงตามรูปแผนที่สังเขปท้ายฟ้องอยู่นอกเขตที่ดินตาม น.ส. ๓ ข. เลขที่ ๕๑๑ ก็ตาม คดีก็ยังมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงตามรูปแผนที่สังเขปท้ายฟ้องหรือไม่ ซึ่งจะต้องฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบต่อไปจนสิ้นกระแสความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายกคำสั่งให้งดสืบพยานและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานทั้งสองฝ่ายแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายรัถยา สัตยาบัน ผู้ตรวจร่างคำพิพากษา

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ผู้ตรวจย่อข้อกฎหมาย

นายชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นายสุทิน บุญพัฒน์ ที่ 1
กับพวก — นางประภา วงศ์สุวรรณหรือหวัดสนิท ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายคำแหง เกตุมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9318/2544
#44067
เปิดฉบับเต็ม

ธุรกรรมของจำเลยในการเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปยื่นคำขอเปิดบัญชีฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวแบบร่มไทร โดยการจ่ายจำนวนเงินสงเคราะห์ ย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของผู้ยื่นคำขอ ก็คือการรับประกันชีวิตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 889

เมื่อ อ. พนักงานของจำเลยได้รับคำขอและเงินฝากงวดแรกจาก ช. อ. ต้องส่งเรื่องไปให้ผู้อำนวยการภาคของจำเลยเพื่อพิจารณาว่าจะอนุมัติหรือไม่ภายใน 1 เดือนนับแต่จำเลยได้รับเงินฝากงวดแรกของ ช. คือภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าผู้อำนวยการภาคของจำเลยได้พิจารณาอนุมัติให้ออกกรมธรรม์ให้แก่ ช. ย่อมแสดงชัดว่าจำเลยยอมรับว่า ช. มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่จำเลยกำหนดไว้ ส่วนข้อกำหนดในคำขอเปิดบัญชีฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวแบบร่มไทรที่ว่า "ข้าพเจ้ายอมรับว่าธนาคารยังไม่มีข้อผูกพันใด ๆ กับข้าพเจ้าจนกว่าธนาคารจะได้ออกกรมธรรม์การฝากเงินให้แล้ว..." นั้น ย่อมมีความหมายมุ่งเฉพาะกรณีผู้ยื่นคำขอมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่จำเลยกำหนดไว้เท่านั้น

จำเลยผูกพันตนในการที่จะต้องพิจารณาอนุมัติตามคำขอหรือไม่ภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันรับฝากเงินคือภายในวันที่ 3 พฤศจิกายนซึ่งขณะนั้น ช. ยังมีชีวิตอยู่ อีกทั้ง ช. ยังได้ส่งเงินฝากงวดที่ 2 ให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนก่อนวันครบกำหนดคือวันที่ 3 ถึงสองวันด้วยกัน จำเลยจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์ได้ เพราะกรมธรรม์ออกให้แก่ ช. ล่าช้าเกิดจากความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานจำเลยเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นข้อกำหนดในเรื่องการออกกรมธรรม์ไม่อาจถือเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนในเรื่องความเป็นผลแห่งสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27เมษายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม5,000 บาท ค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2539 นายเชิงชาย ว่องไว ได้ยื่นคำขอเปิดบัญชีฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวแบบร่มไทรตามเอกสารหมาย จ.ล.4 ต่อนางสาวอรุณี เพาะบุญ พนักงานจำเลยซึ่งออกหน่วยเคลื่อนที่ไปทำการประชาสัมพันธ์ธุรกิจของจำเลยที่โรงเรียนวันครู 2502 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และนายเชิงชายรับราชการครูประจำโรงเรียนดังกล่าว ได้กำหนดจำนวนเงินสงเคราะห์ชีวิต 100,000บาทกับจำนวนเงินสงเคราะห์อุบัติเหตุ 100,000 บาท โดยระบุให้โจทก์กับนางสุวนิตย์ วันประกอบ เป็นผู้รับประโยชน์ นายเชิงชายส่งเงินฝากงวดแรกจำนวน 700 บาทในวันนั้นเอง นางสาวอรุณีจัดส่งคำขอดังกล่าวไปยังสำนักงานภาค 1 ของจำเลยเพื่อให้พิจารณาอนุมัติตามคำขอของนายเชิงชายหลังจากนั้นนายเชิงชายได้ส่งเงินฝากงวดที่ 2 เมื่อวันที่ 1พฤศจิกายน 2539 ตามใบรับเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวเอกสารหมาย จ.ล.2 แต่ครั้นวันรุ่งขึ้นนายเชิงชายประสบอุบัติเหตุขับรถยนต์ชนกับรถจักรยานยนต์จนตกไปในคูน้ำข้างถนน ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลปทุมธานีและถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 เดือนเดียวกันตามสำเนามรณบัตรเอกสารหมาย จ.ล.6 ส่วนคำขอของนายเชิงชายได้รับการอนุมัติและจำเลยได้ออกกรมธรรม์การฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวแบบร่มไทรให้แก่นายเชิงชายเมื่อวันที่ 13เดือนเดียวกันนั้นตามเอกสารหมาย จ.ล.1 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากนายเชิงชายถึงแก่กรรมแล้ว 5 วัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่ากรมธรรม์ตามเอกสารหมาย จ.ล.1 มีผลตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ธุรกรรมของจำเลยในการเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปยื่นคำขอเปิดบัญชีฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวแบบร่มไทรโดยการจ่ายจำนวนเงินสงเคราะห์ย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของผู้ยื่นคำขอ ก็คือการรับประกันชีวิตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 889 ปรากฏว่าเมื่อนางสาวอรุณีได้รับคำขอและเงินฝากงวดแรกจากนายเชิงชาย ขั้นตอนในการปฏิบัติงานซึ่งพนักงานของจำเลยจะต้องปฏิบัติต่อไป คือนางสาวอรุณีต้องส่งเรื่องไปให้นายจิระศักดิ์ คำอักษร ผู้อำนวยการภาค 1 ของจำเลยเพื่อพิจารณาว่าจะอนุมัติหรือไม่ภายใน 1 เดือนนับแต่จำเลยได้รับเงินฝากงวดแรกของนายเชิงชายคือไม่เกินวันที่ 3 พฤศจิกายน 2539 สำหรับข้อเท็จจริงในคดีก็ปรากฏว่านายจิระศักดิ์ได้พิจารณาอนุมัติให้ออกกรมธรรม์ให้แก่นายเชิงชายชาย ย่อมแสดงชัดว่าจำเลยยอมรับว่านายเชิงชายมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่จำเลยกำหนดไว้ส่วนข้อกำหนดในตอนท้ายของคำขอเปิดบัญชีฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวแบบร่มไทรที่ว่า "ข้าพเจ้ายอมรับว่าธนาคารยังไม่มีข้อผูกพันใด ๆ กับข้าพเจ้าจนกว่าธนาคารจะได้ออกกรมธรรม์การฝากเงินให้แล้ว..." นั้น ย่อมมีความหมายมุ่งเฉพาะกรณีผู้ยื่นคำขอมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่จำเลยกำหนดไว้เท่านั้น ทั้งนี้โดยจำเลยจะต้องผูกพันตนในการที่จะต้องพิจารณาอนุมัติตามคำขอหรือไม่ภายในกำหนด 1เดือนนับแต่วันรับฝากเงิน ซึ่งจะเห็นได้ว่าจำเลยเพิ่งจะออกกรมธรรม์ให้แก่นายเชิงชายเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2539 ล่วงเลยเวลา 1 เดือนที่จะต้องปฏิบัติให้แล้วเสร็จไปถึง 10 วัน และเฉพาะข้อเท็จจริงในคดีนี้จะเห็นได้ว่าหากจำเลยปฏิบัติงานในความรับผิดชอบของตนให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ระยะเวลาที่จำเลยจะต้องออกกรมธรรม์ให้แก่นายเชิงชายอย่างช้าที่สุดก็คือภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2539 ซึ่งขณะนั้นนายเชิงชายยังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งนายเชิงชายยังได้ส่งเงินฝากงวดที่ 2 จำนวน 700 บาทให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 ก่อนวันครบกำหนดคือวันที่ 3ถึงสองวันด้วยกัน จำเลยจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์ได้ ดังนี้ เมื่อกรมธรรม์ออกให้แก่นายเชิงชายล่าช้าเกิดจากความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานจำเลยเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น จำเลยจึงจะนำข้อกำหนดในตอนท้ายของคำขอเปิดบัญชีฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวแบบร่มไทรมาเป็นข้ออ้างปฏิเสธความรับผิดโดยมิชอบด้วยความเป็นธรรมหาได้ไม่ โดยสำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้ต้องถือว่าสัญญารับประกันชีวิตระหว่างนายเชิงชายกับจำเลยชอบที่จะต้องมีขึ้นภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2539 ส่วนข้อกำหนดในเรื่องการออกกรมธรรม์ไม่อาจถือเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนในเรื่องความเป็นผลแห่งสัญญา จำเลยจึงต้องรับผิดตามกรมธรรม์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 861 ม. 889
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ฟองคำ ว่องไว
จำเลย — ธนาคาร ออมสิน
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9318/2544
#98441
เปิดฉบับเต็ม

ธุรกรรมของจำเลยที่เชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปยื่นคำขอเปิดบัญชีเงินฝากประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัว โดยการจะใช้จำนวนเงินสงเคราะห์ ย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของผู้ยื่นคำขอ ธุรกรรมดังกล่าวจึงเป็นการรับประกัน ชีวิตตาม ป.พ.พ. มาตรา 889

เมื่อจำเลยยอมรับว่า ช. ผู้เอาประกันมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่จำเลยกำหนดไว้ และจำเลยจะต้องผูกพันตนในการที่จะต้องพิจารณาอนุมัติตามคำขอหรือไม่ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันรับฝากเงิน หากจำเลยปฏิบัติงานในความรับผิดชอบของตนให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ซึ่งขณะนั้น ช. ยังมีชีวิตอยู่ จำเลยย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์ได้ เมื่อกรมธรรม์ออกให้แก่ ช. ล่าช้าเกิดจากความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานจำเลยเพียงฝ่ายเดียว จำเลยย่อมไม่อาจนำข้อกำหนดในตอนท้ายของคำขอเปิดบัญชีฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิต และครอบครัวที่ระบุว่า "ข้าพเจ้า (ผู้เอาประกัน) ยอมรับว่าธนาคารยังไม่มีข้อผูกพันใด ๆ กับข้าพเจ้าจนกว่าธนาคาร จะได้ออกกรมธรรม์การฝากเงินให้แล้ว?" ซึ่งมีความหมายมุ่งเฉพาะกรณีผู้ยื่นคำขอมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตาม หลักเกณฑ์ที่จำเลยกำหนดไว้มาเป็นข้ออ้างปฏิเสธความรับผิดโดยมิชอบด้วยความเป็นธรรมหาได้ไม่ และต้องถือว่าสัญญารับประกันชีวิตมีขึ้นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันฝากเงินแล้ว ทั้งข้อกำหนดในเรื่องการออกกรมธรรม์ ไม่อาจถือเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนในเรื่องความเป็นผลแห่งสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า นายเชิงชาย ว่องไว ได้เปิดบัญชีฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวแบบร่มไทร กับจำเลย สาขาคลองหลวง และฝากเงินเข้าบัญชีได้ ๒ งวด เป็นเงิน ๑,๔๐๐ บาท วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ นายเชิงชาย ถึงแก่กรรม วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ จำเลยออกกรมธรรม์ให้โดยไม่ทราบว่านายเชิงชายถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว การออกกรมธรรม์ของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่จำเลยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญว่านายเชิงชายยังมีชีวิตอยู่ กรมธรรม์จึงไม่มีผลผูกพันจำเลย ทั้งขณะเปิดบัญชีฝากเงินนายเชิงชายได้ทราบถึงเงื่อนไขการฝากเงินแล้วว่า การเปิดบัญชีฝากเงิน ยังไม่มีผลผูกพันจำเลยจนกว่าจำเลยจะออกกรมธรรม์ให้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้เงินตามกรมธรรม์ให้แก่โจทก์ ตามคำขอเปิดบัญชีของนายเชิงชายกำหนดให้โจทก์และนางสุวนิตย์ วันประกอบ เป็นผู้รับประโยชน์ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินได้เพียงครึ่งเดียวของเงินสงเคราะห์แต่ละประเภทเป็นเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๔๑) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕,๐๐๐ บาท ค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ธุรกรรมของจำเลยในการเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปยื่นคำขอเปิดบัญชีฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวแบบร่มไทร โดยการจ่ายจำนวนเงินสงเคราะห์ย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของผู้ยื่นคำขอ ก็คือการรับประกันชีวิตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๘๙ ปรากฏว่าเมื่อนางสาวอรุณีได้รับคำขอและเงินฝากงวดแรกจากนายเชิงชาย ขั้นตอนในการปฏิบัติงานซึ่งพนักงานของจำเลยจะต้องปฏิบัติต่อไป คือนางสาวอรุณีต้องส่งเรื่องไปให้นายจิระศักดิ์ คำอักษร ผู้อำนวยการภาค ๑ ของจำเลยเพื่อพิจารณาว่าจะอนุมัติหรือไม่ภายใน ๑ เดือน นับแต่จำเลยได้รับเงินฝากงวดแรกของนายเชิงชาย คือไม่เกินวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ สำหรับข้อเท็จจริงในคดีก็ปรากฏว่านายจิระศักดิ์ได้พิจารณาอนุมัติให้ออกกรมธรรม์ให้แก่นายเชิงชาย ย่อมแสดงชัดว่าจำเลยยอมรับว่านายเชิงชายมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่จำเลยกำหนดไว้ ส่วนข้อกำหนดในตอนท้ายของคำขอเปิดบัญชีฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวแบบร่มไทรที่ว่า "ข้าพเจ้ายอมรับว่าธนาคารยังไม่มีข้อผูกพันใด ๆ กับข้าพเจ้า จนกว่าธนาคารจะได้ออกกรมธรรม์การฝากเงินให้แล้ว?" นั้น ย่อมมีความหมายมุ่งเฉพาะกรณีผู้ยื่นคำขอมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่จำเลยกำหนดไว้เท่านั้น ทั้งนี้โดยจำเลยจะต้องผูกพันตนในการที่จะต้องพิจารณาอนุมัติตามคำขอหรือไม่ภายในกำหนด ๑ เดือน นับแต่วันรับฝากเงิน ซึ่งจะเห็นได้ว่าจำเลยเพิ่งจะออกกรมธรรม์ให้แก่นายเชิงชายเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ล่วงเลยเวลา ๑ เดือน ที่จะต้องปฏิบัติให้แล้วเสร็จไปถึง ๑๐ วัน และเฉพาะข้อเท็จจริง ในคดีนี้จะเห็นได้ว่าหากจำเลยปฏิบัติงานในความรับผิดชอบของตนให้แล้วเสร็จภายใน ๑ เดือน ระยะเวลาที่จำเลยจะต้องออกกรมธรรม์ให้แก่นายเชิงชายอย่างช้าที่สุดก็คือภายในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ซึ่งขณะนั้นนายเชิงชายยังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งนายเชิงชายยังได้ส่งเงินฝากงวดที่ ๒ จำนวน ๗๐๐ บาท ให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ก่อนวันครบกำหนดคือวันที่ ๓ ถึงสองวันด้วยกัน จำเลยจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์ได้ ดังนี้ เมื่อกรมธรรม์ออกให้แก่นายเชิงชายล่าช้าเกิดจากความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานจำเลยเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น จำเลยจึงจะนำข้อกำหนด ในตอนท้ายของคำขอเปิดบัญชีฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวแบบร่มไทรมาเป็นข้ออ้างปฏิเสธความรับผิดโดยมิชอบด้วยความเป็นธรรมหาได้ไม่ โดยสำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้ต้องถือว่าสัญญารับประกันชีวิตระหว่างนายเชิงชายกับจำเลยชอบที่จะต้องมีขึ้นภายในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ส่วนข้อกำหนดในเรื่องการออกกรมธรรม์ไม่อาจถือเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนในเรื่องความเป็นผลแห่งสัญญา จำเลยจึงต้องรับผิดตามกรมธรรม์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 182 ม. 183 ม. 366 ม. 368 ม. 889
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฟองคำ ว่องไว
จำเลย — ธนาคารออมสิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมคิด แสงธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9301/2544
#43433
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง แต่เข้ามายอมรับว่าเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนผู้ตายแทนผู้อื่น เพื่อประโยชน์ที่บิดามารดาของผู้ตายจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยผู้รับประกันภัยรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลชั้นต้น อันถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลชั้นต้นเท่านั้น แม้ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยจะได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9จะลงโทษจำเลยฐานละเมิดอำนาจศาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291, 90 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43 (ที่ถูก 43(4)), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ แต่จำเลยมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1), 33 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จำคุก 6 เดือน คำให้การของจำเลยต่อพนักงานคุมประพฤติเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในชั้นนี้ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้จะได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติที่จำเลยมิได้คัดค้านในชั้นพิจารณาว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดคดีนี้แต่จำเลยเข้ามายอมรับว่าเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนผู้ตายแทนผู้อื่น เพื่อประโยชน์ที่บิดามารดาของผู้ตายจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยผู้รับประกันภัยรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุไว้ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นมิได้ไต่สวนให้ฟังได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่พนักงานคุมประพฤติรายงาน และแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยกระทำการดังกล่าวจริง การกระทำของจำเลยดังกล่าวก็เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลชั้นต้น อันถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลชั้นต้นเท่านั้น แม้ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามฟ้องแล้ว จำเลยจะได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ชอบจะลงโทษจำเลยฐานละเมิดอำนาจศาลได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยฐานละเมิดอำนาจศาลจึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อหาอื่นต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9ในส่วนที่ให้ลงโทษจำเลยฐานละเมิดอำนาจศาล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นาย ดอเลาะ มะแซ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9301/2544
#98472
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้กระทำความผิด แต่เข้ามายอมรับว่าเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนผู้ตายแทนผู้อื่น เพื่อประโยชน์ที่บิดามารดาผู้ตายจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยดังที่พนักงานคุมประพฤติรายงานก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นมิได้ไต่สวนให้ฟังได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่พนักงานคุมประพฤติรายงาน และแม้จำเลยกระทำการดังกล่าวจริง การกระทำของจำเลยก็เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลชั้นต้น อันถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจ ศาลชั้นต้นเท่านั้น แม้ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามฟ้องแล้ว จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลย ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์จะลงโทษจำเลยฐานละเมิดอำนาจศาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑, ๙๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓, ๑๕๗

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (ที่ถูก ๔๓ (๔)), ๑๕๗ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ แต่จำเลยมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑ (๑), ๓๓ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ จำคุก ๖ เดือน คำให้การของจำเลยต่อพนักงานคุมประพฤติเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๔ เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในชั้นนี้ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ลงโทษจำเลยฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้จะได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงาน คุมประพฤติที่จำเลยมิได้คัดค้านในชั้นพิจารณาว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดคดีนี้ แต่จำเลยเข้ามายอมรับว่าเป็น ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนผู้ตายแทนผู้อื่น เพื่อประโยชน์ที่บิดามารดาของผู้ตายจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยผู้รับประกันภัยในรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุไว้ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นมิได้ไต่สวนให้ฟังได้ว่าข้อเท็จจริง เป็นดังที่พนักงานคุมประพฤติรายงาน และแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า จำเลยกระทำการดังกล่าวจริง การกระทำของจำเลย ดังกล่าวก็เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลชั้นต้น อันถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลชั้นต้นเท่านั้น แม้ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามฟ้องแล้ว จำเลยจะได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติตน ไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ชอบจะลงโทษจำเลยฐานละเมิดอำนาจศาลได้ การที่ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ลงโทษจำเลยฐานละเมิดอำนาจศาลจึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหา ตามฎีกาของจำเลยในข้อหาอื่นต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ในส่วนที่ให้ลงโทษจำเลยฐานละเมิดอำนาจศาล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายดอเลาะ มะแซ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายประสงค์ คุณาจิรภรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9286/2544
#44066
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องแย้งต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ เมื่อฟ้องเดิมของโจทก์เป็นเรื่องขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระเงินกู้และบังคับจำนองที่ดินที่จำเลยทั้งสองจดทะเบียนเป็นประกันหนี้เงินกู้ จำเลยปฏิเสธว่าจำนวนหนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้องและโจทก์ทั้งสองไม่เคยมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองคดีจึงมีประเด็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้เงินกู้โจทก์ทั้งสองจำนวนเท่าใด และโจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับจำนองหรือไม่ การที่จำเลยที่ 2ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายที่ไม่สามารถโอนที่ดินพิพาทที่จำนองให้แก่ผู้ซื้อได้นั้น เป็นคนละเรื่องคนละประเด็น แตกต่างจากฟ้องเดิมของโจทก์ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองตกลงกู้ยืมเงินไปจากโจทก์ทั้งสองเป็นเงินจำนวน 12,000,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือน เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้จำเลยทั้งสองได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 4872 ตำบลบางปู อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ทั้งสองภายหลังทำสัญญาจำเลยทั้งสองชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสองเพียง 3 ครั้ง หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ยอมชำระหนี้อีกเลย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 18,031,186.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 11,166,241.95 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองจนครบ

จำเลยทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ทั้งสองเพียง 6,000,000 บาท ส่วนสัญญาจำนองระบุว่ากู้ยืมเงิน 12,000,000 บาท นั้น เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองนำเอาดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน มาบวกเข้ากับต้นเงิน ภายหลังทำสัญญาจำเลยทั้งสองได้ชำระต้นเงินแก่โจทก์ทั้งสองแล้วจำนวน 2,153,500 บาท จำเลยทั้งสองยังคงค้างชำระต้นเงินจำนวน 3,846,500 บาท ขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งว่า ต่อมาประมาณเดือนธันวาคม 2538 โจทก์ทั้งสองผิดนัดไม่ไปไถ่ถอนจำนองตามที่ตกลง ทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย เนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่สามารถที่จะโอนที่ดินพิพาทที่จำนองให้แก่ผู้ซื้อได้ ซึ่งคิดเป็นค่าเสียหายไม่ต่ำกว่าวันละ 100,000 บาท

ในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้รับฟ้องแย้ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า กรณีมีเหตุสมควรรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติว่า"จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก" หมายความว่า ฟ้องแย้งนั้นต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิม พอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ฟ้องเดิมของโจทก์คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินกู้ และบังคับจำนองที่ดินที่จำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ จำเลยทั้งสองปฏิเสธว่าจำนวนหนี้เงินกู้ตามฟ้องไม่ถูกต้องและโจทก์ทั้งสองยังไม่เคยมีหนังสือบอกกล่าวให้บังคับจำนอง จึงไม่สามารถบังคับจำนองได้ คดีจึงมีประเด็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้เงินกู้โจทก์ทั้งสองจำนวนเท่าใด และโจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับจำนองหรือไม่ การที่จำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายที่ไม่สามารถโอนที่ดินพิพาทที่จำนองให้แก่ผู้ซื้อได้นั้น เป็นคนละเรื่องคนละประเด็น แตกต่างจากฟ้องเดิมของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้บังคับตามสัญญาเงินกู้และบังคับจำนอง ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สัมพันธ์ พูลเจริญ กับพวก
จำเลย — นางสาว ฉอ้อน ชัยมงคล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9284/2544
#43432
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งเป็นเจ้าสำนักโรงแรมมิได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุโดยตรงให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหาย ไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยต้องรับผิดเพียงที่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดเกี่ยวกับวิธีเฉพาะสำหรับเจ้าสำนักโรงแรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674,675 และ 676 เท่านั้น

ทรัพย์สินของโจทก์ที่หายคือ นาฬิกาเรือนทองฝังเพชรสายสร้อยคอทองคำ เหรียญหลวงพ่อคูณกรอบทองคำล้อมเพชรพระนางพญาเลี่ยมทอง ตุ้มหูเพชร เข็มกลัดเพชรและเงินสดทรัพย์สินดังกล่าวจึงเกี่ยวด้วยเงินทอง ตรา ธนบัตร อัญมณี และของมีค่าอื่น ๆ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 675 วรรคสอง ให้จำกัดความรับผิดไว้เพียง 500 บาท เว้นแต่จะได้ฝากของมีค่าเช่นนี้ไว้แก่เจ้าสำนักและได้บอกราคาแห่งของนั้นชัดแจ้งโจทก์เป็นคนเดินทางหรือแขกอาศัยเมื่อไม่ฝากของมีค่าไว้จำเลยจึงรับผิดเพียง 500 บาท ไม่ว่าของมีค่านั้นผู้เดินทางจะสวมใส่มาโดยเปิดเผยหรือไม่ก็ตาม และหาใช่ว่าจะต้องฝากทรัพย์สินเฉพาะผู้ลงทะเบียนเข้าพักในโรงแรมไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ นายวิญญู คุวานันท์ และนางสาวสาลินีคุวานันท์ สามีและบุตรโจทก์ได้เข้าพักที่โรงแรมฮอลิเดย์อินน์ แม่โขงรอยัลของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ซึ่งมิใช่สถานที่ที่คนไปมาเข้าออกได้ จากนั้นโจทก์สามีและบุตรโจทกได้พักผ่อนนอนหลับ โดยก่อนนอนได้ปิดประตูห้องล็อกกุญแจลูกบิดและที่ล็อกประตูด้านในแบบตัวยูแล้ว ต่อมาเวลา4.50 นาฬิกา โจทก์ตื่นขึ้นมาปรากฏว่าทรัพย์สินของโจทก์ที่นำติดตัวมาและถอดวางไว้บนโต๊ะและเก้าอี้ในห้องพักของโรงแรมได้สูญหายไปทั้งหมด โดยประตูห้องปิดอยู่ตามเดิมที่ล็อกแบบตัวยูถูกง้างออก แสดงว่ามีคนร้ายเปิดประตูห้องเข้าไปลักทรัพย์ของโจทก์ทรัพย์สินของโจทก์ที่สูญหายมี นาฬิกายี่ห้อโรเล็กซ์เรือนทองฝังเพชร 1 เรือน ราคา 500,000บาท สายสร้อยคอทองคำแบบลูกเต๋าหนัก 5 บาท 1 เส้น พร้อมเหรียญหลวงพ่อคูณรุ่นบารมีกรอบทองคำล้อมเพชร 1 องค์ ราคา 200,000บาท สายสร้อยคอทองคำและพระนางพญาเลี่ยมทอง 1 องค์ ราคา220,000 บาท ตุ้มหูเพชร 1 คู่ ราคา 1,500,000 บาท เข็มกลัดเพชร1 อัน ราคา 300,000 บาท เงินสด 200,000 บาท รวมเป็นเงิน2,920,000 บาท ความเสียหายดังกล่าวเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสามเนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าสำนักโรงแรมมีหน้าที่ควบคุมดูแลจัดการและรับผิดชอบทรัพย์สินของแขกอาศัยที่เข้าพักมิให้สูญหายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ปล่อยปละละเลยในการบริการรักษาความปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินของโจทก์ โดยปล่อยให้คนร้ายใช้กลวิธีเปิดประตูห้องพักที่โจทก์เช่าอาศัยอยู่เข้าไปลักเอาทรัพย์ของโจทก์กล่าวคือ ระบบการจัดเก็บรักษากุญแจห้องพักของจำเลยยังอยู่ในความประมาทเลินเล่อ พนักงานของจำเลยทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการต้อนรับลูกค้าสามารถที่จะหยิบฉวยเอากุญแจไปได้โดยง่าย และกุญแจพิเศษที่สามารถเปิดห้องพักได้ทุกห้องจำเลยก็ไม่มีมาตรการหรือวิธีการจัดเก็บที่ได้ระดับมาตรฐาน จึงทำให้พนักงานของจำเลยหรือบุคคลภายนอกหยิบฉวยนำเอาไปเปิดห้องพักของโจทก์และใช้ของแข็งบาง ๆ สอดเข้าร่องระหว่างประตูห้องกับวงกบประตู ดันเอาก้านล็อกประตูเปิดง้างออกเข้าไปในห้องและลักเอาทรัพย์ของโจทก์ไปขณะโจทก์นอนหลับ โดยปกติแล้วหากระบบปิดล็อกประตูห้องพักแน่นหนาพอก็เป็นการยากที่จะเปิดประตูเข้าไปในห้องพักได้ นอกเสียจากการใช้กุญแจห้องพักหรือกุญแจแม่ (มาสเตอร์คีย์) เปิดประตูเข้าไปและไม่สามารถใช้ของแข็งบาง ๆ ดันคานล็อกแบบตัวยูออกแล้วลักเอาทรัพย์ดังกล่าวข้างต้นไปได้ การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน2,920,000 บาท นับแต่วันที่ 8 มกราคม 2539 จนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 88,800 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 3,008,800 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,920,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่เคยนำทรัพย์สินตามฟ้องมาไว้หรือเก็บรักษาไว้ในห้องพักแต่ประการใด และไม่เคยแจ้งต่อจำเลยทั้งสามหรือพนักงานของจำเลยทั้งสามที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลจัดการและรับผิดชอบแขกอาศัยที่เข้าพักให้ทราบว่าโจทก์ได้นำทรัพย์สินของมีค่าดังกล่าวมาไว้ในโรงแรม และบอกราคาทรัพย์สินดังกล่าวให้ทราบ จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามมีพนักงานควบคุมดูแลจัดการและรับผิดชอบแขกอาศัยที่เข้าพักและทรัพย์สินของแขกอาศัยที่เข้าพักมิให้สูญหาย มีระบบจัดเก็บรักษากุญแจห้องพักโดยพนักงานของจำเลยหรือบุคคลภายนอกจะหยิบฉวยไปเปิดห้องพักโดยพลการไม่ได้โดยเด็ดขาด นอกจากจำเลยทั้งสามจะมีระบบการจัดเก็บรักษากุญแจที่ดีแล้วยังมีตู้นิรภัยไว้คอยบริการแขกที่เข้าพักอาศัยหากได้นำของมีค่าจำพวกเงิน ทอง เพชรธนบัตร ตั๋วเงิน พันธบัตร อัญมณีหรือของมีค่าอื่น ๆ เข้ามาในโรงแรมดังกล่าว การที่โจทก์อ้างว่านำของมีค่าเข้ามาไว้ในห้องพักของจำเลยแล้วเกิดการสูญหายนั้นเป็นความผิดของโจทก์ บริวารโจทก์หรือบุคคลที่โจทก์ได้นำมาด้วยต้องรับผิดชอบเองทั้งสิ้นเพราะโจทก์วางของมีค่าดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยสามารถลักหรือหยิบเอาไปได้ง่าย ซึ่งของมีค่าดังกล่าวบุคคลที่โจทก์พามาอาจหยิบจับไปโดยไม่บอกกล่าวให้ทราบก็เป็นได้ ในการเข้าพักโจทก์และบุคคลที่โจทก์พามาได้อ่านและลงชื่อรับทราบในบัตรจดนามผู้มาพัก (ร.ร.14) ซึ่งมีข้อความแสดงว่าฝ่ายบริการจะไม่รับผิดชอบในกรณีสูญหายของมีค่าที่มีไว้ในห้องพัก นอกจากฝากไว้กับตู้นิรภัยของโรงแรมเท่านั้นอันเป็นการตกลงชัดแจ้งแล้วว่าหากเกิดความเสียหาย จำเลยทั้งสามจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 500 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8มกราคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2535 เวลาประมาณ1 นาฬิกา โจทก์ สามี และบุตรเข้าพักที่ห้องหมายเลข 6012 โรงแรมของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการแทน ก่อนนอนโจทก์ได้ถอดตุ้มหูเพชร สร้อยคอทองคำ นาฬิกาข้อมือฝังเพชร เข็มกลัดเพชร วางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง ตื่นขึ้นมาเวลาประมาณ5 นาฬิกา ปรากฏว่าทรัพย์สินต่าง ๆ หายไปหมด รวมราคาทั้งสิ้น 2,920,000 บาท ตรวจสอบภายในห้องพบว่าประตูเข้าห้องพักปิดอยู่ลูกบิดล็อกเช่นเดิม ส่วนเหล็กที่ล็อกรูปตัวยูง้างหลุดออกจากเดือย จึงแจ้งพนักงานโรงแรมและเจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้วเห็นว่าคนร้ายสามารถเข้าห้องโดยประตูทางเข้าเท่านั้นโจทก์ยืนยันว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสาม เพราะจำเลยทั้งสามไม่ดูแลกุญแจให้ดีปล่อยให้ใคร ๆก็เอากุญแจไปใช้ได้ หลังเกิดเหตุสอบถามเจ้าหน้าที่ของโรงแรมว่ากุญแจไขห้องต่าง ๆ อยู่ที่ใครบ้าง พบว่ากุญแจอยู่ที่เคาน์เตอร์และที่แม่บ้านกุญแจที่เคาน์เตอร์ใครก็สามารถหยิบได้ ส่วนจำเลยนำสืบถึงขั้นตอนการเข้าพักในโรงแรมว่าผู้เข้าพักต้องลงทะเบียนรับทราบข้อกำหนดและข้อห้ามของโรงแรม เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เข้าพักหากมีราคาเกินกว่า500 บาท ให้ฝากที่ตู้เซฟของโรงแรมซึ่งจัดไว้โดยไม่คิดค่าบริการหากผู้เข้าพักไม่แจ้งทรัพย์สินเมื่อมีการสูญหายโรงแรมจะรับผิดเป็นเงิน500 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 โรงแรมจะมอบกุญแจห้องพักให้ผู้เข้าพัก 1 ดอก ส่วนกุญแจแม่ซึ่งสามารถเปิดได้ทุกห้อง จะเก็บไว้ในตู้เซฟของโรงแรม เวลาจะนำออกมาใช้ต้องมีกรรมการบริหารของโรงแรมอย่างน้อย 2 คน เป็นผู้เปิดตู้เซฟ ระเบียบการใช้กุญแจตามเอกสารหมาย ล.2 กรณีแม่บ้านเข้าทำความสะอาดห้องพักจะใช้ลูกกุญแจที่มอบให้แขกที่เข้าพักนำมาคืน จะไม่อนุญาตให้แม่บ้านใช้กุญแจแม่ ห้องพักทุกห้องประตูจะเป็นแบบล็อกสองชั้นคือ ลูกบิดและเหล็กล็อกรูปตัวยู เมื่อปิดประตูล็อกลูกบิดและเหล็กล็อกตัวยูแล้วบุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าไปในห้องได้ เห็นว่า จากคำพยานโจทก์เข้าใจว่ามีผู้ใช้กุญแจแม่ไขประตูห้องแล้วใช้สิ่งของปลดล็อกรูปตัวยูเข้าไปลักทรัพย์ของโจทก์ ซึ่งพันตำรวจโทจิระ บารมี พนักงานสอบสวนเบิกความว่าได้ค้นหาวิธีเปิดประตูห้องเมื่อใช้ลูกกุญแจของโรงแรมเปิดประตูลูกบิดแล้ว ได้ใช้นิ้ว ไม้ กระดาษอ่อนลองปลดล็อกรูปตัวยูพบว่าไม่สามารถปลดออกได้ แต่เมื่อลองใช้กระดาษพลาสติกที่ตัดเป็นรูปต่าง ๆ นำมาใช้เขี่ยและค่อย ๆ ดันหาจังหวะสามารถปลดล็อกรูปตัวยูได้สอบสวนพยานทั้งหมดแล้วไม่สามารถหาตัวคนร้ายได้ แต่น่าเชื่อว่าคนร้ายเป็นคนใกล้ชิดกับการเข้าพักของแขกโรงแรมและรู้ทางเข้าออกของโรงแรมดี รายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.1 และ ปจ.1 ถึง ปจ.8 โจทก์อ้างว่าจำเลยเก็บกุญแจไว้ไม่ดีทำให้มีผู้นำไปใช้เปิดห้องเข้าไปลักทรัพย์ แต่จำเลยมีระเบียบการใช้และเก็บรักษากุญแจตามเอกสารหมาย ล.2 นอกจากนี้โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามประมาทเลินเล่ออย่างใด อันทำให้มีผลโดยตรงทำให้ทรัพย์ของโจทก์สูญหาย ฉะนั้นข้อเท็จจริงตามคำพยานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามต้องรับผิดเพียงที่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดเกี่ยวกับวิธีเฉพาะสำหรับเจ้าสำนักโรงแรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674, 675 และ 676 เท่านั้น ได้ความว่าทรัพย์สินของโจทก์ที่หายคือ นาฬิกาเรือนทองฝังเพชร สายสร้อยคอทองคำเหรียญหลวงพ่อคูณกรอบทองคำล้อมเพชร พระนางพญาเลี่ยมทอง ตุ้มหูเพชร เข็มกลัดเพชรและเงินสดทรัพย์สินดังกล่าวจึงเกี่ยวด้วยเงินทองตราธนบัตร อัญมณี และของมีค่าอื่น ๆ ซึ่งตามมาตรา 675 วรรคสองให้จำกัดความรับผิดไว้เพียง 500 บาท เว้นแต่จะได้ฝากของมีค่าเช่นนี้ไว้แก่เจ้าสำนักและได้บอกราคาแห่งของนั้นชัดแจ้ง โจทก์เป็นคนเดินทางหรือแขกอาศัยเมื่อไม่ฝากของมีค่าไว้ จำเลยจึงรับผิดเพียง 500 บาทไม่ว่าของมีค่านั้นผู้เดินทางจะสวมใส่มาโดยเปิดเผยหรือไม่ก็ตามและหาใช่ว่าจะต้องฝากทรัพย์สินเฉพาะผู้ลงทะเบียนเข้าพักในโรงแรมตามที่โจทก์ฎีกาไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 675
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลิน คุวานันท์
จำเลย — บริษัทแม่โขงรอยัล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา