คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9284/2544
#98474
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ สามี และบุตรเข้าพักที่โรงแรมของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการแทน ก่อนนอนโจทก์ได้ถอดตุ้มหูเพชร สร้อยคอทองคำ นาฬิกาข้อมือฝังเพชร เข็มกลัดเพชร วางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง ตื่นขึ้นมาปรากฏว่าทรัพย์สินต่าง ๆ หายไป รวมราคาทั้งสิ้น 2,920,000 บาท เจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้วเห็นว่าคนร้ายสามารถเข้าห้องโดยประตูทางเข้าเท่านั้น โจทก์ยืนยันว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสามที่ไม่ดูแลกุญแจให้ดีปล่อยให้ใคร ๆ เอากุญแจไปใช้ได้ แต่โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามประมาทเลินเล่ออย่างใดอันทำให้มีผลโดยตรงทำให้ทรัพย์ของโจทก์สูญหาย ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามทำละเมิดต่อโจทก์

ทรัพย์สินของโจทก์ที่หายคือ นาฬิกาเรือนทองฝังเพชร สายสร้อยคอทองคำ เหรียญหลวงพ่อคูณกรอบทองคำล้อมเพชร พระนางพญาเลี่ยมทอง ตุ้มหูเพชร เข็มกลัดเพชร และเงินสด ทรัพย์สินดังกล่าวเกี่ยวด้วยเงิน ทอง ตรา ธนบัตร อัญมณีและของมีค่าอื่น ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 675 วรรคสอง ให้จำกัดความรับผิดไว้เพียง 500 บาท เว้นแต่จะได้ฝากของมีค่าเช่นนี้ไว้แก่เจ้าสำนักและได้บอกราคาแห่งของนั้นชัดแจ้ง โจทก์เป็นคนเดินทางหรือแขกอาศัยเมื่อไม่ฝากของมีค่าไว้ เจ้าสำนักจึงรับผิดเพียง 500 บาท ไม่ว่าของมีค่านั้นผู้เดินทางจะสวมใส่มาโดยเปิดเผยหรือไม่ก็ตามและหาใช่ว่าจะต้องฝากทรัพย์สินเฉพาะผู้ลงทะเบียนเข้าพักในโรงแรมไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ สามีและบุตรโจทก์ได้เข้าพักที่โรงแรมฮอลิเดย์อินน์ แม่โขงรอยัลของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ได้ห้องหมายเลข ๖๐๑๒ ซึ่งมิใช่สถานที่ที่คนไปมาเข้าออกได้ จากนั้นโจทก์ สามีและบุตรโจทก์ได้พักผ่อนนอนหลับ เมื่อโจทก์ตื่นขึ้นมาปรากฏว่าทรัพย์สินของโจทก์ที่นำติดตัวมาและถอดวางไว้บนโต๊ะและเก้าอี้ในห้องพักของโรงแรมได้สูญหายไปทั้งหมด ทรัพย์สินของโจทก์ที่สูญหาย รวมเป็นเงิน ๒,๙๒๐,๐๐๐ บาท ความเสียหายดังกล่าวเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสาม เนื่องจากจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าสำนักโรงแรมมีหน้าที่ควบคุมดูแลจัดการและรับผิดชอบทรัพย์สินของแขกอาศัยที่เข้าพักมิให้สูญหาย จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ปล่อยปละละเลยในการบริการรักษาความปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินของโจทก์ โดยปล่อยให้คนร้ายใช้กลวิธีเปิดประตูห้องพักที่โจทก์เช่าอาศัยอยู่เข้าไปลักเอาทรัพย์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒,๙๒๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๓๙ จนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน ๘๘,๘๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน ๓,๐๐๘,๘๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒,๙๒๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๕๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๓๙ จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้คำนวณจากทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๐๐๐ บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๓๕ เวลาประมาณ ๑ นาฬิกา โจทก์ สามี และบุตรเข้าพักที่ห้องหมายเลข ๖๐๑๒ โรงแรมของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการแทน ก่อนนอนโจทก์ได้ถอดตุ้มหูเพชร สร้อยคอทองคำ นาฬิกาข้อมือฝังเพชร เข็มกลัดเพชร วางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง ตื่นขึ้นมาเวลาประมาณ ๕ นาฬิกา ปรากฏว่าทรัพย์สินต่าง ๆ หายไปหมด รวมราคาทั้งสิ้น ๒,๙๒๐,๐๐๐ บาท ตรวจสอบภายในห้องพบว่าประตูเข้าห้องพักปิดอยู่ลูกบิดล็อกเช่นเดิม ส่วนเหล็กที่ล็อกรูปตัวยูง้างหลุดออกจากเดือย จึงแจ้งพนักงานโรงแรมและเจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้วเห็นว่าคนร้ายสามารถเข้าห้องโดยประตูทางเข้าเท่านั้น โจทก์ยืนยันว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสาม เพราะจำเลยทั้งสามไม่ดูแลกุญแจให้ดีปล่อยให้ใคร ๆ ก็เอากุญแจไปใช้ได้ ซึ่งกุญแจอยู่ที่เคาน์เตอร์และที่แม่บ้าน กุญแจที่เคาน์เตอร์ใครก็สามารถหยิบได้ ส่วนจำเลยนำสืบถึงขั้นตอนการเข้าพักในโรงแรมว่าผู้เข้าพักต้องลงทะเบียนรับทราบข้อกำหนดและข้อห้ามของโรงแรม เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เข้าพักหากมีราคาเกินกว่า ๕๐๐ บาท ให้ฝากที่ตู้เซฟของโรงแรมซึ่งจัดไว้โดยไม่คิดค่าบริการ หากผู้เข้าพักไม่แจ้งทรัพย์สินเมื่อมีการสูญหายโรงแรมจะรับผิดเป็นเงิน ๕๐๐ บาท ตามเอกสารหมาย ล. ๑ โรงแรมจะมอบกุญแจห้องพักให้ผู้เข้าพัก ๑ ดอก ส่วนกุญแจแม่ซึ่งสามารถเปิดได้ทุกห้องจะเก็บไว้ในตู้เซฟของโรงแรม เวลาจะนำออกมาใช้ต้องมีกรรมการบริหารของโรงแรมอย่างน้อย ๒ คน เป็นผู้เปิดตู้เซฟ ระเบียบการใช้กุญแจตามเอกสารหมาย ล. ๒ กรณีแม่บ้านเข้าทำความสะอาดห้องพักจะใช้ลูกกุญแจที่มอบให้แขกที่เข้าพักนำมาคืน จะไม่อนุญาตให้แม่บ้านใช้กุญแจแม่ ห้องพักทุกห้องประตูจะเป็นแบบล็อกสองชั้นคือ ลูกบิดและเหล็กล็อกรูปตัวยู เมื่อปิดประตูล็อกลูกบิดและเหล็กล็อกตัวยูแล้วบุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าไปในห้องได้ เห็นว่า จากคำพยานโจทก์เข้าใจว่ามีผู้ใช้กุญแจแม่ไขประตูห้องแล้วใช้สิ่งของปลดล็อกรูปตัวยูเข้าไปลักทรัพย์ของโจทก์ และน่าเชื่อว่าคนร้ายเป็นคนใกล้ชิดกับการเข้าพักของแขกโรงแรมและรู้ทางเข้าออกของโรงแรมดี โจทก์อ้างว่าจำเลยเก็บกุญแจไว้ไม่ดีทำให้มีผู้นำไปใช้เปิดห้องเข้าไปลักทรัพย์ แต่จำเลยมีระเบียบการใช้และเก็บรักษากุญแจตามเอกสารหมาย ล. ๒ นอกจากนี้โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามประมาทเลินเล่ออย่างใด อันทำให้มีผลโดยตรงทำให้ทรัพย์ของโจทก์สูญหาย ฉะนั้น ข้อเท็จจริงตามคำพยานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามต้องรับผิดเพียงที่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดเกี่ยวกับวิธีเฉพาะสำหรับเจ้าสำนักโรงแรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๗๔ , ๖๗๕ และ ๖๗๖ เท่านั้น ได้ความว่าทรัพย์สินของโจทก์ที่หายคือ นาฬิกาเรือนทองฝังเพชร สายสร้อยคอทองคำ เหรียญหลวงพ่อคูณกรอบทองคำล้อมเพชร พระนางพญาเลี่ยมทอง ตุ้มหูเพชร เข็มกลัดเพชรและเงินสด ทรัพย์สินดังกล่าวจึงเกี่ยวด้วยเงินทอง ตรา ธนบัตร อัญมณี และของมีค่าอื่น ๆ ซึ่งตามมาตรา ๖๗๕ วรรคสอง ให้จำกัดความรับผิดไว้เพียง ๕๐๐ บาท เว้นแต่จะได้ฝากของมีค่าเช่นนี้ไว้แก่เจ้าสำนักและได้บอกราคาแห่งของนั้นชัดแจ้ง โจทก์เป็นคนเดินทางหรือแขกอาศัยเมื่อไม่ฝากของมีค่าไว้ จำเลยจึงรับผิดเพียง ๕๐๐ บาท ไม่ว่าของมีค่านั้นผู้เดินทางจะสวมใส่มาโดยเปิดเผยหรือไม่ก็ตาม และหาใช่ว่าจะต้องฝากทรัพย์สินเฉพาะผู้ลงทะเบียนเข้าพักในโรงแรมตามที่โจทก์ฎีกาไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 675 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลิน คุวานันท์
จำเลย — บริษัทแม่โขงรอยัล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวญ รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9275/2544
#44065
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 แบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลางโดยมีวัตถุประสงค์ที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 อาจแบ่งบรรจุเพื่อความสะดวกในการเสพของตนก็เป็นได้ เช่นนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่เป็นการผลิตตามมาตรา 4,65

กระบอกและเข็มฉีดยาของกลางมิใช่สิ่งของที่เกี่ยวข้องกับฐานความผิดที่โจทก์ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) เพราะโจทก์มิได้ฟ้องในความผิดฐานเสพยาเสพติดด้วย แม้ทรัพย์ดังกล่าวจะมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด แต่ก็เป็นความผิดฐานอื่นไม่เกี่ยวกับฐานความผิดในคดี จึงไม่อาจริบกระบอกและเข็มฉีดยาของกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานผลิตเฮโรอีน จำคุกตลอดชีวิตฐานมีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานผลิตเฮโรอีน จำคุก 25 ปี ฐานมีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี คงจำคุก จำเลยที่ 1 มีกำหนด 26 ปี และจำเลยที่ 3 คงจำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3ฐานผลิตเฮโรอีน คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด2 ปี ไม่ริบกระบอกและเข็มฉีดยาของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลล่างทั้งสองฟังต้องกันเพียงว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันตัดหลอดกาแฟและกรอกเฮโรอีนใส่หลอดกาแฟของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันผลิตเฮโรอีนหรือไม่ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การผลิตโดยการแบ่งบรรจุตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษต้องเป็นการแบ่งบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เมื่อทางนำสืบของโจทก์เฉพาะคดีนี้ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 แบ่งเฮโรอีนของกลางโดยมีวัตถุประสงค์ที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพเปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 อาจแบ่งบรรจุเพื่อความสะดวกในการเสพของตนก็เป็นได้ เช่นนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่เป็นการผลิตตามบทกฎหมายดังกล่าว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า กระบอกและเข็มฉีดยาของกลางนั้น ชอบที่ศาลจะริบได้หรือไม่ เห็นว่า ของกลางดังกล่าวมิใช่สิ่งของที่เกี่ยวข้องกับฐานความผิดที่โจทก์ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) เพราะโจทก์มิได้ฟ้องในความผิดฐานเสพยาเสพติดด้วย แม้ทรัพย์ดังกล่าวจะมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด แต่ก็เป็นความผิดฐานอื่นไม่เกี่ยวกับฐานความผิดในคดีนี้ หากศาลพิพากษาให้ริบ ย่อมมีผลเป็นการพิพากษาเกินไปจากหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 192 วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลจึงไม่อาจริบกระบอกและเข็มฉีดยาของกลางดังกล่าวได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 4 ม. 15 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นาย เจริญ สังฆะมณี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9275/2544
#98622
เปิดฉบับเต็ม

การผลิตโดยการแบ่งบรรจุตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ต้องเป็นการแบ่งบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคม อย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์

ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยแบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลางโดยมีวัตถุประสงค์ที่เป็นอันตรายแก่สังคม อย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ทั้งการที่จำเลยร่วมกันตัดหลอดกาแฟและกรอกเฮโรอีนของกลาง อาจเป็นการแบ่งบรรจุเพื่อความสะดวกในการเสพ ของตนก็เป็นได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการผลิตเฮโรอีน

โจทก์มิได้ฟ้องในความผิดฐานเสพยาเสพติดด้วย แม้กระบอกและเข็มฉีดยาของกลางจำเลยจะมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด แต่ก็เป็นความผิดฐานอื่นไม่เกี่ยวกับฐานความผิดในคดีที่โจทก์ฟ้อง หากศาลพิพากษาให้ริบ ย่อมมีผลเป็นการพิพากษาเกินไปจากหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องอันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ศาลจึงไม่อาจริบกระบอกและเข็มฉีดยาของกลางดังกล่าวได้

(วรรคแรกและวรรคสองวินิจฉัยโดยมติประชุมใหญ่ ครั้งที่ 9/2544)

(ตัดสินก่อนแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๕, ๖๖, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๓, ๙๑ ริบของกลาง

จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานผลิตเฮโรอีน จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ ๒ ปี จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๓ ฐานผลิตเฮโรอีน จำคุก ๒๕ ปี ฐานมีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก ๑ ปี คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๒๖ ปี และจำเลยที่ ๓ คงจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ (๓) ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ริบของกลาง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฐานผลิตเฮโรอีน คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑ ปี จำคุกจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๒ ปี ไม่ริบกระบอกและเข็มฉีดยาของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันตัดหลอดกาแฟและกรอกเฮโรอีนใส่หลอดกาแฟของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีความผิดฐานร่วมกันผลิตเฮโรอีนหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การผลิตโดยการแบ่งบรรจุตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด ให้โทษต้องเป็นการแบ่งบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เมื่อทางนำสืบของโจทก์เฉพาะคดีนี้ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยที่ ๑ และ ที่ ๓ แบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลางโดยมีวัตถุประสงค์ที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ก็ฟังว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อาจแบ่งบรรจุเพื่อความสะดวกในการเสพของตนก็เป็นได้เช่นนี้ การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จึงไม่เป็นการผลิตตามบทกฎหมายดังกล่าว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า กระบอกและเข็มฉีดยาของกลางนั้น ชอบที่ศาล จะริบได้หรือไม่ เห็นว่า ของกลางดังกล่าวมิใช่สิ่งของที่เกี่ยวข้องกับฐานความผิดที่โจทก์ฟ้องตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๕) เพราะโจทก์มิได้ฟ้องในความผิดฐานเสพยาเสพติดด้วย แม้ทรัพย์ดังกล่าวจะมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด แต่ก็เป็นความผิดฐานอื่นไม่เกี่ยวกับฐานความผิดในคดีนี้ หากศาลพิพากษาให้ริบ ย่อมมีผลเป็นการพิพากษาเกินไปจากหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลจึงไม่อาจริบกระบอกและเข็มฉีดยาของกลางดังกล่าวได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 59
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายเจริญ สังฆะมณี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสาวรัตนา กิตติพิบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9273/2544
#43431
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญา ในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมกล่าวแต่เพียงว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว

ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ทวิ แสดงว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่มีอำนาจอนุญาตให้คดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลสูงได้นั้นจะต้องบันทึกข้อความลงไว้ให้ครบหลักเกณฑ์ทั้งสองประการตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายโดยชัดเจนว่า ข้อความที่ตัดสินไปเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ และตนอนุญาตให้อุทธรณ์ได้ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่ามีการอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงโดยชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทคูณรัตนศิริ จำกัดผู้เสียหายได้รับมอบเงินของผู้เสียหายไว้ในครอบครองเพื่อนำไปฝากเข้าบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาชัยภูมิแต่จำเลยมิได้นำเงินไปฝากธนาคารดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 16กันยายน 2538 ผู้เสียหายตรวจพบว่าจำเลยได้เบียดบังยักยอกเอาเงินที่ได้รับมอบจากผู้เสียหายดังกล่าวเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริตรวม 58 ครั้ง รวมเป็นเงินที่จำเลยยักยอกทั้งสิ้น 2,400,285บาท เหตุเกิดที่ตำบลในเมือง และตำบลรอบเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิจังหวัดชัยภูมิ เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352, 91 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 2,400,285บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทคูณรัตนศิริ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมชอบหรือไม่ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีนี้หากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้วจะต้องเรียงกระทงลงโทษทุกกรรม แต่ศาลชั้นต้นมีเหตุสงสัยเพียงกรรมเดียว แล้วยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทุกกรรมจึงเป็นการไม่ชอบและหากพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นการลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้าง ความผิดดังกล่าวก็มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง มาใช้บังคับในศาลจังหวัดพ.ศ. 2520 มาตรา 3 อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมกล่าวแต่เพียงว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้นเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม เท่ากับเป็นการอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ทวิ บัญญัติว่า "ในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 22 ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลแขวง พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์... ก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาต่อไป" จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่มีอำนาจอนุญาตให้คดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลสูงได้นั้นจะต้องบันทึกข้อความลงไว้ให้ครบหลักเกณฑ์ทั้งสองประการตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายโดยชัดเจน คือ จะต้องบันทึกความเห็นของตนให้ได้ความว่าข้อความที่ตัดสินไปเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ประการหนึ่งและอีกประการหนึ่งจะต้องบันทึกยืนยันด้วยว่าตนอนุญาตให้อุทธรณ์ได้ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า "...รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม..." เช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่ามีการอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมโดยให้เหตุผลว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22 ม. 22 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — บริษัท คูณรัตนศิริ จำกัด
จำเลย — นางสาว พัชรินทร์ มาลากอง
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9273/2544
#67105
เปิดฉบับเต็ม

ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่มีอำนาจอนุญาตให้คดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลสูงได้นั้นจะต้องบันทึกข้อความลงไว้ให้ครบหลักเกณฑ์ทั้งสองประการตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายโดยชัดเจน คือ จะต้องบันทึกความเห็นของตนให้ได้ความว่า ข้อความที่ตัดสินไปเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งจะต้องบันทึก ยืนยันด้วยว่าตนอนุญาตให้อุทธรณ์ได้ การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า "?รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม?" เช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่ามีการอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โดยชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒, ๙๑ และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน ๒,๔๐๐,๒๘๕ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัท ค. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๒๒ ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๓ อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมกล่าวแต่เพียงว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม บทบัญญัติดังกล่าว ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่าการที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของ โจทก์ร่วม เท่ากับเป็นการอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและ วิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๒๒ ทวิ บัญญัติว่า "ในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒ ถ้า ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลแขวง พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์? ก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาต่อไป" จาก บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่มีอำนาจอนุญาตให้คดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลสูงได้นั้นจะต้องบันทึกข้อความลงไว้ให้ครบหลักเกณฑ์ทั้งสองประการตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายโดยชัดเจน คือ จะต้องบันทึกความเห็นของตนให้ได้ความว่าข้อความที่ตัดสินไปเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งจะต้องบันทึกยืนยันด้วยว่าตนอนุญาตให้อุทธรณ์ได้ ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า "?รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม?" เช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่ามีการอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมโดยให้เหตุผลว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22 ม. 22 ทวิ
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
โจทก์ร่วม — บริษัทคูณรัตนศิริ จำกัด
จำเลย — นางสาวพัชรินทร์ มาลากอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นางรัชนี ตันปิ่นเพชร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9251/2544
#44064
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2538และโจทก์ได้กำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ภายในวันที่ 5เมษายน 2538 ครบกำหนดชำระแล้วจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวภายในอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ 6 เมษายน2538 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 6 เมษายน 2540 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 มิใช่ว่าโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่โจทก์ยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของจำเลย

เมื่อโจทก์แจ้งยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตและบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างแล้ว จำเลยได้ยินยอมชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 กันยายน2540 ซึ่งถือมิได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ แต่แสดงว่าจำเลยมิได้ยกอายุความขึ้นมาปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ตามที่เรียกร้อง ดังนั้นแม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์จะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ยินยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ถึง 2 ครั้งดังกล่าว ย่อมถือเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความนั้นแล้วจำเลยจึงไม่อาจอ้างอายุความมาเป็นข้อตัดฟ้องเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 และการนับอายุความจึงเริ่มนับต่อไปใหม่เสมือนไม่เคยนับอายุความมาก่อนโดยถืออายุความแห่งมูลหนี้เดิม กล่าวคือ นับอายุความเริ่มต่อไปใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2540 โจทก์ยื่นคำฟ้องเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม2541 ยังไม่ล่วงพ้นกำหนดเวลา 2 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 61,301.61บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 40,906.78บาท ตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน จำนวน 61,301.61 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 40,906.78 บาท โดยเริ่มนับแต่วันถัดจากวันฟ้องวันที่ 15 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่โดยจำเลยอ้างว่า การชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้ว เป็นเพียงการที่จำเลยไม่ใช้สิทธิปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความ มีผลให้จำเลยไม่อาจเรียกคืนได้เท่านั้น หาใช่เป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ โจทก์นำคดีมาฟ้องภายหลังที่สิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว และเนื่องจากโจทก์ยื่นคำแก้ฎีกาว่า โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องหนี้รายนี้ได้เมื่อโจทก์แจ้งยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของจำเลย และหลังจากนั้นจำเลยได้นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์แจ้งยกเลิก จึงเป็นการรับสภาพหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความจึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหาทั้งของโจทก์และจำเลยไปพร้อมกัน และในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตชื่อ บัตรกรุงศรี - วีซ่าของโจทก์ โดยจำเลยสามารถนำไปใช้ซื้อสินค้าและบริการแทนเงินสดจากร้านค้าหรือสถานบริการ หรือถอนเงินสดผ่านเครื่องถอนเงินอัตโนมัติของโจทก์หรือธนาคารอื่นที่โจทก์อนุญาตทั้งนี้โจทก์จะออกเงินทดรองแทนไปก่อน และจำเลยตกลงจะชำระหนี้คืนแก่โจทก์ตามยอดหนี้และกำหนดเวลาที่โจทก์ออกใบแจ้งยอดบัญชีให้จำเลยทราบ หากไม่ชำระยอมเสียเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี หลังจากนั้นจำเลยได้นำบัตรเครดิตไปชำระค่าสินค้าบริการรวมทั้งเบิกเงินสดหลายครั้งและโจทก์ได้ออกใบแจ้งยอดบัญชีให้จำเลยทราบ แต่จำเลยไม่ชำระ โดยจำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2538 และโจทก์ได้กำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ภายในวันที่ 5 เมษายน 2538ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงบอกเลิกการใช้บัตรเครดิตกับจำเลยตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2538 ต่อมาจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วนรวม 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2540 และวันที่ 12กันยายน 2540 หักชำระหนี้แล้วจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์ถึงวันฟ้องจำนวน61,301.61 บาท เห็นว่า ตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตรเครดิตตามใบสมัครการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตกรุงศรี - วีซ่า ของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3ข้อ 5 ที่ว่า การใช้บัตรเบิกเงินสดจากธนาคารหรือชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการต่าง ๆ แทนการชำระเงินสดหรือจะโดยวิธีใดก็ตาม ผู้ถือบัตรจะต้องชำระคืนให้ธนาคารพร้อมกับค่าธรรมเนียม (ถ้ามี) หากชำระไม่หมดยอดคงค้างจะปรากฏในใบแจ้งยอดบัญชีในงวดต่อไป ผู้ถือบัตรจะต้องชำระคืนให้ธนาคารในจำนวนที่ธนาคารได้กำหนดหรือตามเงื่อนไขที่ธนาคารได้กำหนดขึ้นโดยธนาคารจะคิดเบี้ยปรับผิดสัญญาร้อยละ 1 ต่อเดือน บวกดอกเบี้ยคิดตามอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของดอกเบี้ยเงินกู้กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้นและข้อ 9 ที่ว่าการชำระหนี้ให้กับธนาคารผู้ถือบัตรจะต้องกระทำภายในเวลาที่ธนาคารกำหนดและต้องชำระเป็นเงินบาท หากผู้ถือบัตรไม่สามารถติดต่อกับธนาคารได้จะต้องมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำการแทน โดยแจ้งชื่อและสถานที่ติดต่อกับบุคคลนั้นให้ธนาคารทราบนั้น เมื่อพิจารณาประกอบกับใบแจ้งยอดบัญชีพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.4 ที่มีเนื้อความระบุว่ารวมยอดหนี้ที่ต้องชำระ และโปรดสั่งจ่ายเช็คขีดคร่อมในนามของธนาคารโจทก์ภายในวันตามที่โจทก์กำหนดแล้ว กรณีเป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาชำระหนี้อันเกิดขึ้นจากการที่จำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ไว้โดยแน่นอนทุกเดือน การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ภายในเวลาที่โจทก์กำหนด คงมีผลเพียงว่าจำเลยต้องเสียเบี้ยปรับและดอกเบี้ยสำหรับจำนวนเงินที่ค้างชำระให้โจทก์เท่านั้นหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์มีเงื่อนไขระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ให้แก่จำเลยไว้ล่วงหน้าไม่ เมื่อปรากฏว่าจำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2538 และโจทก์ได้กำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ภายในวันที่ 5 เมษายน 2538 ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระโจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวภายในอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ 6 เมษายน 2538 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 6 เมษายน 2540 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้มิใช่ว่าโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2538 อันเป็นวันที่โจทก์ยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของจำเลย อย่างไรก็ดีเมื่อโจทก์แจ้งยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตและบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างแล้ว จำเลยได้ยินยอมชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์ 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2540 ซึ่งถือมิได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำแก้ฎีกา แต่แสดงว่าจำเลยมิได้ยกอายุความขึ้นมาปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ตามที่เรียกร้อง ดังนั้น แม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์จะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ยินยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ถึง 2 ครั้งดังกล่าวย่อมถือเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความนั้นแล้วมิใช่เป็นเพียงแต่จำเลยไม่ใช้สิทธิปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา จำเลยจึงไม่อาจอ้างอายุความมาเป็นข้อตัดฟ้องเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 และการนับอายุความจึงเริ่มนับต่อไปใหม่เสมือนไม่เคยนับอายุความมาก่อนโดยถืออายุความแห่งมูลหนี้เดิมกล่าวคือนับอายุความเริ่มต่อไปใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2540โจทก์ยื่นคำฟ้องเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 ยังไม่ล่วงพ้นกำหนดเวลา2 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/24 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย วรเทพหรือนายจิระ วิภาคหัตถกิจ
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9248/2544
#98633
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ตั้งรูปคดีโดยบรรยายฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่และขอผ่านที่ดินของจำเลยที่ล้อมที่ดินของโจทก์เพื่อเป็นทางจำเป็นออกสู่ทางสาธารณะ มิได้บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของจำเลยตกอยู่ภายใต้ภาระจำยอม ซึ่งจำเลยต้องยอมรับภาระบางอย่างเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ ตามคำให้การและฟ้องแย้งจำเลยก็ต่อสู้คดีว่าโจทก์ไม่มีสิทธิใช้ทางจำเป็น แต่ถ้าศาลพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิใช้ได้ ก็ขอให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านให้แก่จำเลยแม้โจทก์จะให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์และต่อสู้คดีว่าจำเลยควรได้รับค่าทดแทนเพื่อความเสียหายในการใช้ทางเพียงครั้งเดียวไม่เกิน 20,000 บาท ก็ตาม แต่โจทก์มิได้ขอแก้ไขคำฟ้องเพื่อเพิ่มเติมให้มีประเด็นในเรื่องทางภาระจำยอม คำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์จึงมีประเด็นข้อพิพาทแต่เฉพาะเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็นเท่านั้น ปํญหาที่ว่าที่ดินของจำเลยตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่จึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดี

ที่ดินของโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงใหญ่ซึ่งมีแนวเขตติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 3481 และสามารถใช้ถนนคอนกรีตในที่ดินโฉนดดังกล่าวเป็นทางจำเป็นผ่านออกสู่ทางสาธารณะได้ ต่อมามีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงใหญ่ออกเป็นแปลงย่อยจึงทำให้ที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นที่แบ่งแยกล้อมอยู่จนไม่มีทางออก กรณีจึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1350 โจทก์ก็ชอบที่จะใช้ที่ดินซึ่งแบ่งแยกออกมาและกันไว้เป็นทางไปยังถนนคอนกรีตบนที่ดินโฉนดเลขที่ 3481 เพื่อออกสู่ทางสาธารณะโดยไม่ต้องเสียค่าทดแทนได้อยู่แล้ว โจทก์จะเลือกใช้ทางผ่านที่ดินแปลงอื่นของจำเลยไม่ได้

โจทก์มีสิทธิใช้ถนนบนที่ดินของจำเลยเป็นทางจำเป็นด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย แม้มีการโอนที่ดินแปลงดังกล่าวของจำเลยไปเป็นของผู้อื่น โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิใช้ทางจำเป็นตาม ป.พ.พ มาตรา 1349 ศาลจึงไม่จำต้องกำหนดให้จำเลย

จดทะเบียนสิทธิทางจำเป็นแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนกำแพงคอนกรีตที่กั้นบริเวณด้านทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสองเป็น ความยาว ๓๒ เมตร เพื่อเปิดทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสอง รื้อถอนเสาคอนกรีต ขนย้ายวัสดุที่ขวางกั้นที่ดิน ของจำเลยทั้งสองแปลงออกไป ให้จำเลยเปิดทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๔๙๔ ด้านทิศตะวันออกของที่ดิน ของโจทก์ทั้งสองกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๕๐ เมตร ไปจดที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๘๑ เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยไปจดทะเบียนทางจำเป็นในที่ดินจำเลยทั้งสองแปลงแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๙๗๖๔ ของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียน ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยรื้อถอนกำแพงคอนกรีต เสาคอนกรีต และขนย้ายวัสดุที่ขวางกั้นออกไป

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิขอเปิดทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๔๙๔ จำเลยมีสิทธิปิดกั้นสร้างกำแพงในที่ดินของจำเลยได้ และไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ หากศาลเห็นว่าโจทก์มีสิทธิใช้ที่ดิน โฉนดเลขที่ ๑๑๔๙๔ เป็นทางจำเป็น ก็ไม่ควรมีความกว้างเกิน ๑ เมตร และยาวตามแนวกำแพงไปจดถนนในที่ดิน โฉนดเลขที่ ๓๔๘๑ และโจทก์ทั้งสองต้องใช้ค่าทดแทนในการใช้ทางแก่จำเลยเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง แต่หากศาลพิพากษาให้จำเลยเปิดทางจำเป็นก็ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทดแทนในการใช้ทางจำเป็นเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลย นับแต่วันที่มีคำพิพากษาเป็นต้นไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๔๙๔ ของจำเลยเป็นทางภาระจำยอม ซึ่งเจ้าของที่ดินข้างเคียง ทั้งเจ้าของที่ดินเดิมโฉนดเลขที่ ๒๑๗๔๒ ก่อนแบ่งแยกใช้เป็นทางเข้าออกกว้าง ๖ เมตร สู่ถนนสาธารณะมาเป็นเวลา ๕๐ ปีแล้ว จำเลยควรได้รับค่าทดแทนในการใช้ทางเพียงครั้งเดียวไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเปิดทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๘๑ และ ๑๑๔๙๔ ให้จำเลยรื้อถอนกำแพง ทางด้านทิศตะวันออกของโฉนดเลขที่ ๑๑๔๙๔ บริเวณหน้าที่ดินโจทก์ทั้งสองกว้าง ๕ เมตร โดยให้โจทก์จ่ายค่าตอบแทนให้จำเลยจำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท ก่อน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยเปิดทางจำเป็นเฉพาะในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๘๑ ให้จำเลย รื้อถอนกำแพงคอนกรีตในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๘๑ ดังกล่าวด้านติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๗๔๒ จากสุดกำแพงคอนกรีตด้านทิศเหนือไปทิศใต้ยาว ๘ เมตร คำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยรื้อถอนกำแพงคอนกรีตเปิดทางจำเป็นในที่ดิน โฉนดเลขที่ ๑๑๔๙๔ และคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและ ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๙๗๖๔ ของโจทก์ทั้งสองถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้ ต่อมาเมื่อประมาณปลายเดือนมกราคม ๒๕๓๙ โจทก์ทั้งสองนำรถยนต์บรรทุกดินผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๘๑ และ ๑๑๔๙๔ ของจำเลยเข้าไปถนนที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ในเดือนกุมภาพันธ์ปีเดีวยวกันจำเลยก่อสร้างกำแพงคอนกรีตตามแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๔๙๔ ด้านที่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๗๔๒ มีความยาวตลอดแนวเขตที่ดิน ของจำเลย และปักเสาคอนกรีตระหว่างที่ดินของจำเลยทั้งสองแปลง ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๘๑ และ ๑๑๔๙๔ ของจำเลยเป็นทางเข้าออกระหว่างที่ดินของโจทก์ทั้งสองกับทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยเปิดทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๘๑ และ ๑๑๔๙๔ เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๙๗๖๔ มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๔๙๔ ของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะหรือไม่ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาข้อแรกว่า โจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ว่า นอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๔๙๔ จะเป็นทางจำเป็นสำหรับที่ดินของโจทก์ทั้งสองแล้ว ที่ดินแปลงดังกล่าวยังอยู่ภายใต้ภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๗๔๒ และที่ดินแปลงอื่นด้วย เนื่องจากเจ้าของเดิมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๗๔๒ และผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงอื่นต่างใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๔๙๔ เป็นทางเข้าออกนานแล้วจนได้สิทธิในภาระจำยอมด้วยผลแห่งกฎหมาย โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๗๔๒ ย่อมได้สิทธิในภาระจำยอมนั้นและสิทธิใช้ที่ดิน โฉนดเลขที่ ๑๑๔๙๔ เป็นทางเข้าออกได้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๔๙๔ ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองตั้งรูปคดีโดยบรรยายฟ้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๙๗๖๔ ของโจทก์ทั้งสองถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงถนนประชาราษฎร์อันเป็นทางสาธารณะ และขอผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๘๑ และ ๑๑๔๙๔ ของจำเลยที่ล้อม ที่ดินของโจทก์ทั้งสองเพื่อเป็นทางจำเป็นออกสู่ทางสาธารณะดังกล่าว โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของจำเลยอยู่ ภายใต้ภาระจำยอม ซึ่งจำเลยต้องยอมรับภาระบางอย่างเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองตั้งประเด็นมาแต่เฉพาะการใช้สิทธิในเรื่องทางจำเป็นเท่านั้น ไม่มีประเด็นถึงเรื่องการได้มาซึ่งสิทธิภาระจำยอมด้วยอำนาจของกฎหมายแต่ประการใด นอกจากนี้ตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยก็เป็นเรื่องที่จำเลยต่อสู้คดีว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิใช้ทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๔๙๔ ของจำเลย แต่ถ้าศาลพิพากษาให้ โจทก์ทั้งสองมีสิทธิใช้ได้ก็ขอให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านแก่จำเลย เดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แม้โจทก์ทั้งสองจะให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๔๙๔ ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และต่อสู้คดีว่า จำเลยควรได้รับค่าทดแทนเพื่อความเสียหายในการใช้ทางเพียงครั้งเดียวไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ก็ตาม เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้ขอแก็ไขคำฟ้องเพื่อเพิ่มเติมให้มีประเด็นในเรื่องภาระจำยอม คำให้การ แก้ฟ้องแย้งของโจทก์ทั้งสองจึงมีประเด็นข้อพิพาทเฉพาะเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็นเท่านั้น ไม่ก่อ ให้เกิดประเด็นในเรื่องภาระจำยอมแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองคงตระหนักดีถึงเหตุในข้อนี้ เพราะในชั้นชี้สองสถาน ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเฉพาะเรื่องทางจำเป็น โดยไม่ได้กล่าวถึงเรื่องทางภาระจำยอมด้วยนั้น โจทก์ทั้งสองก็มิได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นแต่ประการใด คงดำเนินกระบวนพิจารณาไกตามประเด็นข้อพิพาทเท่าที่ ศาลชั้นต้นกำหนด ปัญหาที่ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๔๙๔ ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองหรือไม่จึงเป็นประเด็นแห่งคดี

ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๙๗๖๔ ของโจทก์ทั้งสองถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มี ทางออกถึงทางสาธารณะ โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๔๙๔ ของจำเลยไปสู่ทางสาธารณะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใด โต้เถียงว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองแบ่งแยกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๗๔๒ ซึ่งมีแนวเขตทางทิศตะวันออกทางด้านใต้ติดกับถนนคอนกรีตบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๘๑ และสามารถใช้ถนนคอนกรีตดังกล่าวผ่านออกสู่ทางสาธารณะได้ ต่อเมื่อมีการรังวัดแบ่งเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๗๔๒ ออกเป็นแปลงย่อย จึงทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๙๗๖๔ ของโจทก์ทั้งสองถูกที่ดินแปลงอื่นที่แบ่งแยกในครั้งนั้นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ถนนคอนกรีตบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๘๑ เพื่อผ่านที่ดินของผู้อื่นไปสู่ถนนประชาราษฎร์อันเป็นทางสาธารณะ กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๐ ที่บัญญัติว่า "ถ้าที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตราก่อนได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือ แบ่งโอนกันและไม่ต้องเสียค่าทดแทน" ดังนั้น แม้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองจะถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ทั้งสองก็ชอบที่จะผ่านที่ดินของโฉนดเลขที่ ๒๑๗๔๒ ซึ่งแบ่งแยกออกมาและกันไว้เป็นทางกว้างประมาณ ๓ เมตร ไปยังถนนคอนกรีตบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๘๑ เพื่อออกสู่ทางสาธารณะโดยไม่ต้องเสียค่า ทดแทน โจทก์ทั้งสองจะเลือกใช้ทางผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๔๙๔ ของจำเลยไม่ได้

ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองมีสิทธิใช้ถนนคอนกรีตบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๘๑ ของจำเลยเป็นทางจำเป็นเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะก็ย่อมมีสิทธิบังคับให้จำเลยจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิใช้ถนนบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๘๑ เป็นทางจำเป็นด้วยอำนาจ แห่งกฎหมายแม้มีการโอนที่ดินแปลงดังกล่าวของจำเลยไปเป็นของผู้อื่นโจทก์ทั้งสองก็ยังคงมีสิทธิใช้ทางจำเป็นอยู่นั่นเอง ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดให้จำเลยจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็นตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1338 วรรคแรก ม. 1349 ม. 1350
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 177 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุดารัตน์ วัฒนโยธิน กับพวก
จำเลย — บริษัทร่วมพัฒนาที่ดินนนท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายธวัชชัย สุรักขกะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิโรจน์ สุขวโรตม์วัตร
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9241/2544
#98419
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาต่อศาลชั้นต้นแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงต่อโจทก์ในศาลว่าจะชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ทำตามที่ตกลงไว้ยอมให้โจทก์บังคับคดีไปตามที่ตกลงทำยอมกันนั้นได้ มิได้ตกลงให้หนี้กู้ยืมและจำนองตามฟ้องนั้นระงับไป จึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและถือไม่ได้ว่าโจทก์สละสิทธิไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในอัตราผิดนัดและเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิด ทรัพย์จำนองที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีมูลค่าเกินกว่าวงเงินค้ำประกันของจำเลยที่ ๓ ซึ่งถ้าจำเลยที่ ๓ ต้องรับผิดแล้วก็ไม่เกินวงเงิน ตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์ชอบที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ก่อน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยที่ ๑ และ ที่ ๒ ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์จำนวน ๓,๓๖๗,๙๖๗.๒๗ บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน ๖ เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ ส่วนจำเลยที่ ๓ ไม้ได้ตกลงด้วย ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาพิพากษาเฉพาะจำเลยที่ ๓ ต่อไป

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมชำระเงินจำนวน ๓,๓๖๗,๙๖๒.๒๗ บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒,๙๘๑,๙๘๔.๖๗ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จภายใน ๖ เดือน นับแต่วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดในจำนวน ๔๙๒,๓๘๕.๔๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๘๕,๕๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลย ทั้งสามออกขายทอดตลาดบังคับชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าทนายความให้เฉพาะจำเลยที่ ๓ รับผิดโดยกำหนดให้ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ ให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดในต้นเงิน ๔๘๕,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ออกขายทอดตลาดบังคับชำระหนี้จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียม ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ ๓ ที่ฎีกาว่า ก่อน สืบพยานโจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับโจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ต่อศาลชั้นต้น โดยจำเลยที่ ๓ มิได้รู้เห็นหรือเข้าร่วมผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ ๓ จึงไม่มีภาระผูกพันกับสัญญาประนีประนอมนั้น และย่อมแสดง ให้เห็นว่าโจทก์สละสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ ๓ ชำระหนี้ จึงไม่ให้จำเลยที่ ๓ ร่วมทำสัญญาประนีประนอม ยอมความด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้นขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ในมูลหนี้ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันกู้ยืมและทำสัญญาจำนองแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๓ โจทก์ขอให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๓ ทำไว้แก่โจทก์ หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะระงับไปก็ต่อเมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้กระทำตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๒ ลักษณะ ๑ หมวด ๕ ที่ว่าด้วยความระงับแห่งหนี้ตั้งแต่ส่วนที่ ๑ ถึงส่วนที่ ๕ เท่านั้น แต่การทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่จำเลยที่ ๓ ฎีกานี้เป็นการที่ ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๘ ซึ่งเป็น บทบัญญัติให้ศาลพิจารณาพิพากษาไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความกันตามที่คู่ความได้นำเสนอ ต่อศาลชั้นต้น การตกลงหรือการประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นี้นอกจากจะไม่ต้องด้วยกรณีดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๒ ลักษณะ ๑ หมวด ๕ ตั้งแต่ส่วนที่ ๑ ถึงส่วนที่ ๕ ดังกล่าวมาแล้ว และยังไม่ต้องด้วยบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ เอกเทศสัญญา ลักษณะ ๑๗ อันว่าด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความแต่อย่างใดอีกด้วย เพราะการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่อศาลชั้นต้นมิได้ตกลงให้หนี้กู้ยืมและจำนองตามฟ้องนั้นระงับไปแต่อย่างใดไม่ ในความเป็นจริงนั้น เป็นผลแต่เพียงว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตกลงต่อโจทก์ในศาลว่า จะชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน ๖ เดือน หากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ทำการตามที่ตกลงไว้ก็ยอมให้โจทก์บังคับคดีไปตามที่ตกลงทำยอมกันนั้นได้ การกระทำดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์สละสิทธิไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันแต่ประการใด ดังนั้นแม้จำเลยที่ ๓ จะไม่ได้มีส่วนผูกพันตามการประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ก็ตาม เมื่อหนี้ตามฟ้องคือหนี้กู้ยืมยังไม่ระงับไปจำเลยที่ ๓ ย่อมต้องผูกพันรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ตามสัญญาค้ำประกันที่ตนทำไว้ต่อโจทก์ ในทำนองเดียวกันเมื่อหนี้กู้ยืมยังหลุดพ้นไป ความรับผิดของจำเลยที่ ๓ ก็หาหลุดพ้นไปตามมาตรา ๖๙๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังที่จำเลยที่ ๓ ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายธาดา สุวรรณวิภัช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปกรณ์ มหรรณพ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชา ชินวงษ์พราห์ม
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9239/2544
#44063
เปิดฉบับเต็ม

แม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 4 บัญญัติว่าการผลิตให้หมายความรวมถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุด้วยแต่เมื่อคำนึงถึงโทษฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งมาตรา 65 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตเท่ากับโทษฐานนำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ในขณะที่โทษฐานจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัมตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีหรือถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับด้วยแล้ว เห็นได้ว่ากฎหมายกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดโดยการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ไม่ว่าด้วยการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูปหรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงเพราะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของยาเสพติดให้โทษหรือเป็นการทำให้ยาเสพติดให้โทษนั้นแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น กฎหมายจึงต้องกำหนดโทษสูง เมื่อความมุ่งหมายของกฎหมายเป็นเช่นนี้ คำว่า "การแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุ"ในมาตรา 4 ดังกล่าว จึงต้องหมายถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์

ข้อเท็จจริงที่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลาง ซึ่งอาจทำขึ้นเพื่อเก็บไว้เสพเอง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยทั้งสองคงมีความผิดเพียงฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งการกระทำความผิดฐานนี้เป็นการกระทำอย่างหนึ่งในความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1และในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 5, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง, 67ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ 25 ปี ริบของกลาง คืนเงิน 1,500 บาท แก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 26 หลอด น้ำหนักรวม 1.74 กรัม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลางซึ่งอาจทำขึ้นเพื่อเก็บไว้เสพเองก็เป็นได้ ยังไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะอนุมานได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ฝ่ายเดียวโดยไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังไว้ดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังที่กล่าวไว้ข้างต้น จึงมีปัญหาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองตามข้อเท็จจริงที่ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการผลิตหรือไม่ ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า แม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 บัญญัติว่าการผลิต ให้หมายความรวมถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุด้วย แต่เมื่อคำนึงถึงโทษฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งมาตรา 65 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตเท่ากับโทษฐานนำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ในขณะที่โทษฐานจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัมตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับด้วยแล้ว เห็นได้ว่า กฎหมายกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดโดยการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ว่าด้วยการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุงแปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงเพราะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของยาเสพติดให้โทษหรือเป็นการทำให้ยาเสพติดให้โทษนั้นแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น กฎหมายจึงต้องกำหนดโทษสูง เมื่อความมุ่งหมายของกฎหมายเป็นเช่นนี้ คำว่า "การแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุ" ในมาตรา 4ดังกล่าว จึงต้องหมายถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุงแปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ สำหรับคดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงที่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลาง ซึ่งอาจทำขึ้นเพื่อเก็บไว้เสพเองการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยทั้งสองคงมีความผิดเพียงฐานมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งการกระทำความผิดฐานนี้เป็นการกระทำอย่างหนึ่งในความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องนั่นเอง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192วรรคท้าย ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้น อนึ่ง เข็มฉีดยา 1 ชุด ไฟแช็ก1 อัน หลอดกาแฟ 36 หลอด มีดโกน 1 เล่ม เทียนไขพร้อมแท่นรอง1 ชุด และกระป๋องสี 1 ใบ ของกลางในคดีนี้มิใช่ทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดหรือได้ใช้หรือได้มาโดยได้กระทำความผิดตามที่ฟ้อง ไม่อาจริบได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบมาด้วยนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ให้จำคุก 9 ปีคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน ไม่ริบเข็มฉีดยา ไฟแช็ก มีดโกนเทียนไขพร้อมแท่นรองและกระป๋องสีของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 4 ม. 15 ม. 65 ม. 66 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นาย สมชาย แก่นสาร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ธาดา กษิตินนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9231/2544
#98322
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย หนังสือมอบอำนาจจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ แต่เมื่อได้มีการปิดอากรแสตมป์ในชั้นพิจารณาครบถ้วนก่อนสืบพยานโจทก์ ก็ย่อมใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118

เมื่อจำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ โจทก์จะจัดส่งสินค้าให้แก่จำเลยผ่านบริษัทขนส่งสินค้า โจทก์จะรวบรวม ใบส่งของชั่วคราวฉบับจริงและใบขนส่งบริษัทขนส่งไว้เป็นหลักฐาน และจะทำใบวางบิลสรุปยอดหนี้ว่ามีจำนวน เท่าใด และโจทก์ไม่มีหลักปฏิบัติว่าเมื่อค้างสินค้าจนถึงเวลาใดจึงจะไปเรียกเก็บ แต่โจทก์จะรวบรวมค่าสินค้าที่ค้างชำระไปเรียกเก็บจากจำเลยโดยไม่มีกำหนดเวลา สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทน ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ ฝ่ายเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้ทันทีนับแต่วันที่โจทก์ส่งมอบสินค้าตามใบส่งของ แต่ละฉบับ มิใช่นับจากวันที่โจทก์สรุปยอดหนี้วางบิลเพื่อเรียกเก็บเงินจากจำเลย ซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในฐานะเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบมีอายุความ 2 ปี นับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ประกอบมาตรา 193/12 อายุความจึงเริ่มนับจากวันที่โจทก์ส่งสินค้าให้จำเลยตามวันที่ระบุในใบส่งของแต่ละฉบับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๒๖๘,๔๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๖๘,๔๕๐ บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๐) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว? มีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดี ขณะฟ้องไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จึงไม่อาจฟังได้ว่าผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจตามกฎหมาย เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘ บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว?" ฉะนั้น แม้ขณะที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย หนังสือมอบอำนาจจะมิได้ปิดอากรแสตมป์มาแต่แรก แต่เมื่อได้มีการปิดอากรแสตมป์ในชั้นพิจารณาครบถ้วนก่อนสืบพยานโจทก์ ก็ย่อมใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การนับอายุความ ๒ ปี ต้องเริ่มนับแต่วันที่โจทก์ส่งสินค้าให้แก่จำเลยตามวันที่ระบุในใบส่งของชั่วคราวแต่ละฉบับ มิใช่นับจากวันที่โจทก์วางบิลเพื่อเรียกเก็บเงินจำเลย เห็นว่า นางสาวกุสุมา ศรสูงเนิน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า เมื่อจำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ โจทก์จะจัดส่งสินค้าให้แก่จำเลย โดยส่งสินค้าให้แก่จำเลยผ่านทางบริษัทขนส่งสินค้า โจทก์จะรวบรวมใบส่งของชั่วคราวฉบับจริงและใบขนส่งของบริษัทขนส่งไว้เป็นหลักฐาน และจะทำใบวางบิลสรุปยอดหนี้ว่ามีจำนวนเท่าใด และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ไม่มีหลักปฏิบัติว่าเมื่อค้างสินค้าจนถึงเวลาใดจึงจะไปเรียกเก็บ แต่จะรวบรวมค่าสินค้าที่ค้างชำระไปเรียกเก็บจากจำเลยโดยไม่มีกำหนดเวลา ดังนี้ สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ ฝ่ายเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน ฉะนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้ทันทีนับแต่วันที่โจทก์ส่งมอบสินค้าตามใบส่งของแต่ละฉบับ มิใช่นับจากวันที่โจทก์สรุปยอดหนี้วางบิลเพื่อเรียกเก็บเงินจากจำเลยแต่อย่างใด ซึ่งตามใบส่งปรากฏว่าช่วงเวลาที่โจทก์ได้ส่งสินค้าให้แก่จำเลยอยู่ในระหว่างปี ๒๕๓๕ ถึงปี ๒๕๓๗ และโจทก์สรุปยอดหนี้วางบิลเรียกเก็บเงินจากจำเลยในปี ๒๕๓๘ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ ซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในฐานะเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบมีอายุความ ๒ ปี นับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๑) ประกอบมาตรา ๑๙๓/๑๒ เมื่อนับจากวันที่โจทก์ส่งสินค้าให้จำเลยตามวันที่ระบุในใบส่งของดังกล่าวทุกฉบับซึ่งอยู่ในระหว่างปี ๒๕๓๕ ถึงปี ๒๕๓๗ ถึงวันฟ้องเกิน ๒ ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/34 (1) ม. 369 ม. 456
ชื่อคู่ความ
แซ่ภู่ — นางสาวลำพู แซ่ภู่
จำเลย — นายสุวิทย์ พิชิตผจงกิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายฐิตวัชร อุดรพิมพ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9230/2544
#44062
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลยจึงถือไม่ได้ว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งกับคดีมีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่งปนกันมา ดังนี้ จะฎีกาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ต้องแยกจากกัน กล่าวคือถ้าหากฎีกาประเด็นเรื่องขับไล่ก็ต้องพิจารณาว่าค่าเช่าเกินเดือนละ10,000 บาทหรือไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยมีอัตราค่าเช่าเดือนละ10,500 บาท ฎีกาของจำเลยในส่วนเรื่องขับไล่จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคสอง ส่วนในเรื่องค่าเสียหายปรากฏว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีจำนวนเพียง 132,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายหรือหากโจทก์ได้รับความเสียหายก็ไม่เกินเดือนละ 10,500 บาทนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท พร้อมทั้งส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 231,000 บาท และชำระค่าเสียหายต่อไปอีกวันละ 1,750 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 231,000 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกวันละ 1,750 บาท นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน132,000 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกวันละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 21กุมภาพันธ์ 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาท และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จึงถือได้ว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งกับคดีมีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่งปนกันมา ดังนี้จะฎีกาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ต้องแยกจากกัน กล่าวคือ ถ้าหากฎีกาประเด็นเรื่องขับไล่ก็ต้องพิจารณาว่าค่าเช่าเกินเดือนละ 10,000 บาท หรือไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยมีอัตราค่าเช่าเดือนละ 10,500 บาท ฎีกาของจำเลยในส่วนเรื่องขับไล่จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคสอง ส่วนในเรื่องค่าเสียหายปรากฏว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีจำนวนเพียง 132,000 บาท จึงมีจำนวนไม่เกิน 200,000 บาทย่อมต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายหรือหากโจทก์ได้รับความเสียหายก็ไม่เกินเดือนละ 10,500 บาท นั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า นายสามารถ ปาทา ไม่มีอำนาจบอกเลิกสัญญาเช่า การบอกเลิกสัญญาเช่าจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์ว่า ตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.10 ไม่ใช่หนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยและจำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าการบอกเลิกสัญญาเช่าจึงไม่ชอบ โดยจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ว่านายสามารถไม่มีอำนาจบอกเลิกสัญญาเช่าแต่อย่างใด ดังนั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ เพราะผู้ลงนามในช่องผู้ให้เช่าไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 บัญญัติว่า "เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่..." บทบัญญัติดังกล่าวหาได้กำหนดแบบของนิติกรรมการเช่าอสังหาริมทรัพย์ว่าจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะแต่อย่างใดไม่ เพียงแต่กำหนดว่าในการเช่าอสังหาริมทรัพย์จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมอบอำนาจให้นายสมภพ ตันเปี่ยมทรัพย์ เป็นตัวแทนในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์และนายสมภพได้ลงลายมือชื่อช่องผู้เช่าในสัญญาเช่าที่จอดรถ ตามเอกสารหมาย จ.3 แทนจำเลยแล้วโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องร้องบังคับคดีนี้ได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ลงลายมือชื่อช่องผู้ให้เช่าแทนโจทก์จะมีอำนาจกระทำแทนโจทก์หรือไม่ สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยหาตกเป็นโมฆะดังที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าสถานที่จอดรถเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 2 ระบุว่า "ในการใช้ที่ดินที่เช่าตามวัตถุประสงค์ของสัญญานี้ผู้เช่าจะติดตั้งเต็นท์ชั่วคราวเพื่อคลุมรถยนต์โดยมีลักษณะเป็นเต็นท์โครงเหล็กหลังคาคลุมผ้าใบ..." ข้อ 6 ระบุว่า "ผู้เช่าต้องใช้ทรัพย์สินที่เช่าเพื่อใช้เป็นสถานที่จอดรถของผู้เช่าเองเท่านั้น ผู้เช่าต้องไม่ใช้ทรัพย์สินที่เช่าเพื่อการอื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์แห่งสัญญานี้ และต้องไม่นำทรัพย์สินที่เช่าไปแล้วหาผลประโยชน์ หรือให้ผู้อื่นเช่าช่วงทั้งหมดหรือบางส่วน หรือให้บุคคลอื่นเข้าใช้ทรัพย์สินที่เช่าแทนโดยเด็ดขาด..."และข้อ 8 ระบุว่า "นอกเหนือจากการก่อสร้างตามข้อ 2 ผู้เช่าต้องไม่ดัดแปลง ต่อเติมสิ่งใด ๆ ลงบนสถานที่เช่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่าเป็นหนังสือ..." ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบโดยจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งรับฟังได้ตามที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย จ.6 ว่ามีสิ่งปลูกสร้างอื่นมีลักษณะเป็นเรือนแถวถาวรที่มิใช่เต็นท์ชั่วคราวเพื่อคลุมรถยนต์ตามสัญญาข้อ 2 ปลูกอยู่บนที่ดินที่พิพาท ทั้งได้ความจากคำเบิกความของนางเพ็ญศรี ประวุฒิตานนท์ น้องสาวภริยาจำเลยซึ่งเป็นผู้ดูแลและผลประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทนจำเลยว่า นายพัฒนา พัฒนานิผลติดต่อกับสามีนางเพ็ญศรีและตัวนางเพ็ญศรีขอจอดรถยนต์บริเวณที่ดินพิพาท นายพัฒนาจึงได้นำรถยนต์มาจอดพร้อมทั้งปลูกสร้างอาคารไว้สำหรับจอดรถด้วย อีกทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของนางเพ็ญศรีตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า นายพัฒนาเป็นผู้ปลูกสร้างอาคารที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย จ.6 นอกจากนี้ยังปรากฏจากข้อความในหนังสือสัญญาให้อาศัยที่จอดรถยนต์ระหว่างนางเพ็ญศรีกับนายพัฒนาตามเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 3 ระบุว่า "...ในส่วนของการต่อเติมสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่ผู้อาศัยที่จอดรถยนต์ได้สร้างขึ้นให้ตกลงเป็นของผู้ให้อาศัยและจะเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้จากผู้ให้อาศัยไม่ได้" ข้อความในสัญญาดังกล่าวย่อมแสดงว่านางเพ็ญศรีอนุญาตให้นายพัฒนาปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างตามที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย จ.6 ลงในที่ดินพิพาท นางเพ็ญศรีเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทนจำเลยการกระทำของนางเพ็ญศรีจึงมีฐานะเป็นตัวแทนของจำเลย เมื่อมีการปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่นที่มิใช่เต็นท์สำหรับใช้เป็นที่จอดรถยนต์ตามสัญญาเช่าสถานที่จอดรถเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 2 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ผู้ให้เช่าเป็นหนังสือตามข้อ 8 ของสัญญาดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดสัญญาเช่า กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยให้เช่าช่วงที่ดินพิพาทตามฎีกาของจำเลยด้วยหรือไม่ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การเคหะแห่งชาติ
จำเลย — นาย ปรีดา ศิริชัยยงบุญ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9223/2544
#44061
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีข้อ 2 กำหนดให้จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่สิ้นสุดของเดือน หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยก็มีข้อกำหนดไว้เป็นการเฉพาะในข้อ 3 ให้โจทก์มีสิทธินำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินเดิมเป็นต้นเงินใหม่ได้ทันที แต่มิได้ให้สิทธิโจทก์ที่จะคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ดังนี้ เมื่อสัญญายังไม่เลิก โจทก์จึงจะคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดโดยอ้างเหตุ จำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยหาได้ไม่

เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยกำหนดให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ และจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2537 สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงเลิกกันนับแต่วันได้รับหนังสือ แต่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นทุกวันสิ้นเดือนเป็นรายเดือน ดังนั้น ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 ถึง 18กุมภาพันธ์ 2537 ซึ่งเป็นวันที่สัญญาเลิกกันนั้นยังไม่ถึง 1 เดือนตามสัญญาและประเพณีที่โจทก์จะคิดดอกเบี้ยทบต้น โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้ คิดได้แต่เพียงดอกเบี้ยไม่ทบต้น

เมื่อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีครบกำหนดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม2533 แต่ยังมีการเดินบัญชีตลอดมา สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงยังมีผลอยู่โดยไม่มีกำหนดเวลา การที่โจทก์เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยชำระหนี้ โดยทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยผิดสัญญาอย่างไร จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเท่านั้นมิใช่จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิอ้างบันทึกข้อตกลงข้อ 3 ที่กำหนดให้คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดได้ แต่ต้องคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำที่โจทก์คิดจากลูกค้าชั้นดีบวกอีกอัตราร้อยละ 1 ต่อปี ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี

แม้สัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับจะมีผู้ค้ำประกันเกินกว่าหนึ่งคนแต่เป็นการร่วมกันค้ำประกันในภาระหนี้รายเดียวกัน การปิดอากรแสตมป์แต่ละฉบับเพียง 10 บาท จึงครบถ้วนตามประมวลรัษฎากรฯ แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี918,794.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 877,393.92บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระหนี้สินเชื่อเพื่อการส่งออก 59,678,752.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 34,340,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 46,637,739.72 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 35,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองขายทอดตลาด หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่บังคับคดีชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 918,794.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปีของต้นเงิน877,393.92 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 9พฤษภาคม 2539) ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้สินเชื่อเพื่อการส่งออกแก่โจทก์โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 59,678,752.34บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 34,340,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และจำเลยที่ 4 กับที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดไม่จำกัดจำนวนร่วมกันชำระเงิน 35,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2537จนกว่าจะชำระเสร็จ (ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 11,637,739.72 บาท)หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 17863 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักรหมายเลขทะเบียน 30-318-104-0034 ถึง 30-318-104-0036,30-318-104-0038, 31-318-104-0001 ถึง 31-318-104-0008รวม 12 เครื่อง ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาด ชำระหนี้โจทก์จนครบ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในเรื่องกู้เบิกเงินเกินบัญชีแต่ไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะฟ้องใหม่ภายในอายุความ ให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 17863 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาครพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักรในวงเงิน 5,482,000 บาท และ 2,483,000บาท ตามลำดับพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์เสียก่อน ปัญหามีว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดหรือไม่ เห็นว่า สำหรับกรณีผิดนัดชำระดอกเบี้ยซึ่งตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีข้อ 2 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่สิ้นสุดของเดือน หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยก็มีข้อกำหนดไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ในข้อ 3 ให้โจทก์มีสิทธินำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินเดิมเป็นต้นเงินใหม่ได้ทันที แต่มิได้ให้สิทธิโจทก์ที่จะคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ดังนี้เมื่อสัญญายังไม่เลิก โจทก์จึงจะคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดโดยอ้างเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยหาได้ไม่ นอกจากนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 16กุมภาพันธ์ 2537 บอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 กำหนดให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ และจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 เดือนเดียวกัน สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงเลิกกันนับแต่วันนี้ แต่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นทุกวันสิ้นเดือนเป็นรายเดือน ดังนั้น ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2537 ซึ่งเป็นวันที่สัญญาเลิกกันนั้นยังไม่ถึง 1 เดือนตามสัญญาและประเพณีที่โจทก์จะคิดดอกเบี้ยทบต้น โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้ คิดได้แต่เพียงดอกเบี้ยไม่ทบต้น และศาลฎีกาเห็นต่อไปว่าเมื่อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีครบกำหนดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2533แต่ยังมีการเดินบัญชีตลอดมา สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงยังมีผลอยู่โดยไม่มีกำหนดเวลา การที่โจทก์เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ โดยทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1ผิดสัญญาอย่างไร จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเท่านั้นมิใช่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิอ้างบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2532 ข้อ 3 ที่กำหนดให้คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดได้ แต่ต้องคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำที่โจทก์คิดจากลูกค้าชั้นดีบวกอีกอัตราร้อยละ 1 ต่อปีซึ่ง ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2537 คือ อัตราร้อยละ 11 ต่อปี ตามประกาศของโจทก์ จำเลยทั้งสี่จึงต้องร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 903,455.63 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันดังกล่าว โดยต้องหักจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีชำระคืนเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 253 วันที่ 15 มิถุนายน 2537 วันที่ 15 กันยายน2537 วันที่ 15 และ 19 ธันวาคม 2537 วันที่ 15 มีนาคม 2538 วันที่ 31พฤษภาคม 2538 วันที่ 15 กันยายน 2538 วันที่ 15 ธันวาคม 2538และวันที่ 15 มีนาคม 2539 ออกจากดอกเบี้ยค้างชำระและต้นเงินเสียก่อนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในประเด็นนี้โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องคดีใหม่ภายในอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้อแรกมีว่า ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกเหนือคำฟ้องในประเด็นเกี่ยวกับภาระหนี้สินเชื่อเพื่อการส่งออกหรือไม่เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินและทำสัญญารับชำระหนี้ไว้ด้วย แล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดตามสัญญาชำระหนี้จากการขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว ซึ่งเท่ากับศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ให้แล้วว่า ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกเหนือคำฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสี่ที่ว่า สัญญารับชำระหนี้ทำขึ้นโดยมีเงื่อนไขให้โจทก์ต้องนำตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ออก ไปขายแก่ธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนและหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแก่ธนาคารแห่งประเทศไทย โจทก์จึงมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยทั้งสี่รวมทั้งเรียกดอกเบี้ยที่โจทก์พึงมีสิทธิเรียกจากจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน และฎีกาในส่วนที่ว่าสัญญาค้ำประกันทำขึ้นก่อนที่โจทก์ตกลงให้เครดิตสินเชื่อเพื่อการส่งออกแก่จำเลยที่ 1จึงถือไม่ได้ว่าเป็นสัญญาค้ำประกันหนี้สินเชื่อเพื่อการส่งออกนั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การต่อสู้คดีเกี่ยวกับสัญญารับชำระหนี้เพียงว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญารับชำระหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ สัญญารับชำระหนี้ที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นเอกสารปลอม โดยมิได้ต่อสู้ว่าสัญญารับชำระหนี้ทำขึ้นโดยมีเงื่อนไขตามที่ยกขึ้นอ้างในฎีกากับมิได้ต่อสู้ว่าสัญญาค้ำประกันไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ฎีกาดังกล่าวนี้จึงมิใช่ข้อยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อต่อไปมีว่า สัญญารับชำระหนี้เป็นสัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้ปิดอากรแสตมป์จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 หรือไม่ เห็นว่า สัญญารับชำระหนี้ดังกล่าวเป็นเพียงการที่จำเลยที่ 1 ทำให้ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักฐานในการรับจะชำระหนี้เท่านั้นจึงมิใช่สัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรดังที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาสัญญารับชำระหนี้ดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้อสุดท้ายว่าสัญญาค้ำประกันซึ่งมีผู้ค้ำประกันแต่ละฉบับเกินกว่าหนึ่งคนแต่ปิดอากรแสตมป์เพียงฉบับละ 10 บาท เป็นการปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากร จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานมิได้ หรือไม่ เห็นว่าแม้สัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับจะมีผู้ค้ำประกันเกินกว่าหนึ่งคนแต่เป็นการร่วมกันค้ำประกันในภาระหนี้รายเดียวกัน การปิดอากรแสตมป์แต่ละฉบับเพียง 10 บาท จึงครบถ้วนตามประมวลรัษฎากรแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 903,455.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ11 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2537 โดยต้องหักเงินที่จำเลยที่ 1 นำเข้าชำระหนี้ภายหลังจากนั้นรวม 10 ครั้ง ตามรายการบัญชีเอกสารหมาย จ.74 แต่ละคราวชำระดอกเบี้ยค้างชำระและหากยังเหลือเงินก็ชำระต้นเงินให้แล้วเสร็จเสียก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 368
ป.รัษฎากร ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท รักเต็ม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9223/2544
#98551
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกำหนดให้ผู้กู้ต้องชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่สิ้นสุดของเดือน หากผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยก็มีข้อกำหนดไว้เป็นการเฉพาะให้ผู้ให้กู้มีสิทธินำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินเดิมเป็นต้นเงินใหม่ได้ทันที แต่มิได้ให้สิทธิผู้ให้กู้ที่จะคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ดังนี้ เมื่อสัญญายังไม่เลิก ผู้ให้กู้จึงจะคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดโดยอ้างเหตุผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยหาได้ไม่

ผู้ให้กู้บอกเลิกสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไปยังผู้กู้กำหนดให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ และผู้กู้ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 เดือนเดียวกัน สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงเลิกกันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แต่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกำหนดให้คิดดอกเบี้ยทบต้นทุกวันสิ้นเดือนเป็นรายเดือน ดังนั้น ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2537 ซึ่งเป็นวันที่สัญญาเลิกกันยังไม่ถึง 1 เดือน ตามสัญญาและประเพณีที่โจทก์จะคิดดอกเบี้ยทบต้น โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้ คิดได้แต่เพียงดอกเบี้ยไม่ทบต้น

เมื่อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีครบกำหนด แต่ยังมีการเดินบัญชีตลอดมา สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงยังมีผลอยู่ โดยไม่มีกำหนดเวลา การที่ผู้ให้กู้เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาและเรียกให้ผู้กู้ชำระหนี้โดยผู้กู้มิได้ผิดสัญญา จึงเป็นกรณีที่ผู้ให้กู้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ผู้ให้กู้ย่อมไม่มีสิทธิอ้างบันทึกข้อตกลงที่กำหนดให้คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดในกรณีผู้กู้ผิดสัญญาได้

สัญญารับชำระหนี้ที่ผู้กู้ทำให้ไว้แก่ผู้ให้กู้เพื่อเป็นหลักฐานในการรับจะชำระหนี้ มิใช่สัญญากู้ยืมระหว่างผู้ให้กู้กับผู้กู้ จึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร สัญญารับชำระหนี้ดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้

แม้สัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับจะมีผู้ค้ำประกันเกินกว่าหนึ่งคน แต่เป็นการร่วมกันค้ำประกันในภาระหนี้รายเดียวกัน การปิดอากรแสตมป์แต่ละฉบับเพียง 10 บาท จึงครบถ้วนตามประมวลรัษฎากรแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี ๙๑๘,๗๙๔.๘๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ของต้นเงิน ๘๗๗,๓๙๓.๙๒ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันชำระหนี้สินเชื่อเพื่อการส่งออก ๕๙,๖๗๘,๗๕๒.๓๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๔,๓๔๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ร่วมกันชำระเงิน ๔๖,๖๓๗,๗๓๙.๗๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี จากต้นเงิน ๓๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองขายทอดตลาด หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่บังคับคดีชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามฟ้อง โจทก์คำนวณดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง และไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเพราะจำเลยที่ ๑ มิได้เบิกเงินเกินกว่าวงเงิน และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นกับจำเลยที่ ๑ เนื่องจากสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีได้เลิกกันนานแล้ว และเกินกว่า ๕ ปี ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับดอกเบี้ยขาดอายุความและเคลือบคลุม จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนนี้ จำเลยที่ ๑ ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์นำไปขายให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย หากขายไม่ได้จำเลยที่ ๑ ตกลงขายตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ จึงไม่มีลักษณะเป็นการกู้เงินกันตามกฎหมาย เพราะผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินได้ โจทก์ไม่ใช้สิทธิฟ้องคดีภายใน ๑ ปี นับแต่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนด ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยตกลงทำสัญญารับชำระหนี้กับโจทก์ สัญญาดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ จึงไม่ต้องรับผิดชอบ จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้สินทุกประเภทของจำเลยที่ ๑ ในวงเงินเพียง ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึงรับผิดเฉพาะในวงเงินดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน ๙๑๘,๗๙๔.๘๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปีของต้นเงิน ๘๗๗,๓๙๓.๙๒ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้สินเชื่อเพื่อการส่งออกแก่โจทก์โดยจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๕๙,๖๗๘,๗๕๒.๓๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปีของต้นเงิน ๓๔,๓๔๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และจำเลยที่ ๔ กับที่ ๒ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดไม่จำกัดจำนวนร่วมกันชำระเงิน ๓๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๗ จนกว่าจะชำระเสร็จ (ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน ๑๑,๖๓๗,๗๓๙.๗๒ บาท) หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักร รวม ๑๒ เครื่อง ที่จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาด ชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในเรื่องกู้เบิกเงินเกินบัญชี แต่ไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะฟ้องใหม่ภายในอายุความ ให้บังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักรในวงเงิน ๕,๔๘๒,๐๐๐ บาท และ ๒,๔๘๓,๐๐๐ บาท ตามลำดับพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ? เห็นควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์เสียก่อน ปัญหามีว่าในกรณีที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดหรือไม่ เห็นว่า สำหรับกรณีผิดนัดชำระดอกเบี้ยซึ่งตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ. ๖๘ ข้อ ๒ กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่สิ้นสุดของเดือน หากจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยก็มีข้อกำหนดไว้เป็นการเฉพาะแล้วในข้อ ๓ ให้โจทก์มีสิทธินำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินเดิมเป็นต้นเงินใหม่ได้ทันที แต่มิได้ให้สิทธิโจทก์ที่จะคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ดังนี้ เมื่อสัญญายังไม่เลิก โจทก์จึงจะคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดโดยอ้างเหตุจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยหาได้ไม่ นอกจากนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ เอกสารหมาย จ. ๖ บอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ ๑ กำหนดให้ชำระหนี้ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ และจำเลยที่ ๑ ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๘ เดือนเดียวกัน สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงเลิกกันนับแต่วันนี้ แต่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ. ๖๘ กำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นทุกวันสิ้นเดือนเป็นรายเดือน ดังนั้น ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ ๑ ถึงวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ ซึ่งเป็นวันที่สัญญาเลิกกันนั้นยังไม่ถึง ๑ เดือน ตามสัญญาและประเพณีที่โจทก์จะคิดดอกเบี้ยทบต้น โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้ คิดได้แต่เพียงดอกเบี้ยไม่ทบต้น และศาลฎีกาเห็นต่อไปว่า เมื่อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีครบกำหนดเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๓๓ แต่ยังมีการเดินบัญชีตลอดมา สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงยังมีผลอยู่ โดยไม่มีกำหนดเวลา การที่โจทก์เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ โดยทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาอย่างไร จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเท่านั้น มิใช่จำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิอ้างบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๓๒ เอกสารหมาย จ. ๖๙ ข้อ ๓ ที่กำหนดให้คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดได้ แต่ต้องคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำที่โจทก์คิดจากลูกค้าชั้นดีบวกอีกอัตราร้อยละ ๑ ต่อปี ซึ่ง ณ วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ คือ อัตราร้อยละ ๑๑ ต่อปี ตามประกาศของโจทก์เอกสารหมาย จ. ๖๔ แผ่นที่ ๗ จำเลยทั้งสี่จึงต้องร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน ๙๐๓,๔๕๕.๖๓ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๑ ต่อปี นับแต่วันดังกล่าว โดยต้องหักจำนวนเงินที่จำเลยที่ ๑ นำเข้าบัญชีชำระคืนเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๗ วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๓๗ วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๓๗ วันที่ ๑๕ และ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๗ วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๘ วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๓๘ วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๓๘ วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๘ และวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๙ ตามรายการบัญชีเอกสารหมาย จ. ๗๔ ออกจากดอกเบี้ยค้างชำระและต้นเงินเสียก่อน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในประเด็นนี้โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องคดีใหม่ภายในอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน?

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อต่อไปมีว่า สัญญารับชำระหนี้เป็นสัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มิได้ปิดอากรแสตมป์ จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘ หรือไม่ เห็นว่า สัญญารับชำระหนี้ดังกล่าวเป็นเพียงการที่จำเลยที่ ๑ ทำให้ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักฐานในการรับจะชำระหนี้เท่านั้น จึงมิใช่สัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรดังที่จำเลยทั้งสี่ฎีกา สัญญารับชำระหนี้ดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้อสุดท้ายว่า สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. ๔๑ จ. ๔๒ และ จ. ๔๔ ซึ่งมีผู้ค้ำประกันแต่ละฉบับเกินกว่าหนึ่งคนแต่ปิดอากรแสตมป์เพียงฉบับละ ๑๐ บาท เป็นการปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากร จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานมิได้หรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับจะมีผู้ค้ำประกันเกินกว่าหนึ่งคน แต่เป็นการร่วมกันค้ำประกันในภาระหนี้รายเดียวกัน การปิดอากรแสตมป์แต่ละฉบับเพียง ๑๐ บาท จึงครบถ้วนตามประมวลรัษฎากรแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน ๙๐๓,๔๕๕.๖๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๑ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ โดยต้องหักเงินที่จำเลยที่ ๑ นำเข้าชำระหนี้ภายหลังจากนั้นรวม ๑๐ ครั้ง ตามรายการบัญชีเอกสารหมาย จ. ๗๔ แต่ละคราวชำระดอกเบี้ยค้างชำระและหากยังเหลือเงินก็ชำระต้นเงินให้แล้วเสร็จเสียก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 104 ม. 118
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 387 ม. 655 ม. 856 ม. 859
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทรักเต็ม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9221/2544
#43430
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ขึ้นเพื่อรับสภาพตามสิทธิเรียกร้องซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงเท่านั้น มิได้มีการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และมิใช่เป็นการทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงกำหนดระยะเวลาชำระหนี้และวิธีการชำระหนี้จึงมิใช่การแปลงหนี้ใหม่อันจะทำให้หนี้เดิมระงับ หนี้ตามสัญญาค้ำประกันการเช่าซื้อย่อมไม่ระงับเช่นกันจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงหาหลุดพ้นความรับผิดไม่ แม้จำเลยที่ 2 มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ยินยอมค้ำประกันการชำระหนี้ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ด้วยก็ตามเพราะโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในจำนวนเงินที่ค้างชำระตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ซึ่งเป็นจำนวนหนี้ค่าเช่าซื้อค้างชำระที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันและหนี้ยังไม่ระงับนั่นเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จำนวน1 คัน ไปจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อและครอบครองใช้ประโยชน์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อตลอดมาจนถึงวันที่โจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย วันที่ 10 ตุลาคม 2538จำเลยที่ 1 ตกลงชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว โดยทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้โจทก์ 111,274 บาทตกลงชำระงวดละ 9,272 บาท งวดแรกชำระวันที่ 15 ธันวาคม 2538งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 15 ของเดือน หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนแล้วผิดนัด คงค้างชำระจำนวน74,186 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่15 เมษายน 2539 ซึ่งเป็นวันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 23,183 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 97,369 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 74,186 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้รู้เห็นการทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้และไม่เคยค้ำประกันการรับสภาพหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการแปลงหนี้ใหม่ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 74,186 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 เมษายน 2539จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน23,183 บาท ตามที่โจทก์ขอ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า เมื่อวันที่ 16ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ไปจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 และ จ.5 ต่อมารถยนต์ที่เช่าซื้อได้รับอุบัติเหตุเสียหายทั้งคัน บริษัทผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหาย แต่ยังไม่คุ้มราคาที่เช่าซื้อ จำเลยที่1 จึงตกลงทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ยินยอมชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างรวมดอกเบี้ยชำระล่าช้าเป็นเงิน111,274 บาท โดยตกลงผ่อนชำระเป็นรายงวด งวดละ 9,272บาท กำหนดชำระงวดแรก วันที่ 15 ธันวาคม 2538 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปทุกเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จหากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด ยอมให้โจทก์ฟ้องร้องบังคับคดีได้ทันทีและยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปี จากยอดเงินที่ผิดนัดชำระทั้งหมด ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.4 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วนคงค้างชำระจำนวน 74,186 บาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.4 หรือไม่ เห็นว่าหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ตามเอกสารหมาย จ.4 ได้ทำขึ้นเพื่อรับสภาพตามสิทธิเรียกร้องซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์อันเนื่องมาจากสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงเท่านั้น มิได้มีการเปลี่ยนตัว เจ้าหนี้ ลูกหนี้และมิใช่เป็นการทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงกำหนดระยะเวลาชำระหนี้และวิธีการชำระหนี้ จึงมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะทำให้หนี้เดิมระงับสิ้นไปเมื่อหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อยังไม่ระงับ หนี้ตามสัญญาค้ำประกันการเช่าซื้อย่อมไม่ระงับเช่นกัน จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงหาหลุดพ้นความรับผิดไม่ แม้จำเลยที่ 2 มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ดังกล่าวยินยอมค้ำประกันการชำระหนี้ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้แก่โจทก์ด้วยก็ตาม เพราะโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในจำนวนเงินที่ค้างชำระตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ซึ่งเป็นจำนวนหนี้ค่าเช่าซื้อค้างชำระที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวและหนี้ยังไม่ระงับนั่นเอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เบนซ์ภาคใต้ จำกัด
จำเลย — นาย พงษ์เพชรหรือวัชราวุธ ศรีโสภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายชวลิต อิศรเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9221/2544
#98317
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมารถยนต์เช่าซื้อได้รับอุบัติเหตุเสียหายทั้งคัน บริษัทผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหาย แต่ยังไม่คุ้มราคาที่เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 จึงตกลงทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ยินยอมชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างรวมดอกเบี้ยชำระล่าช้า โดยตกลงผ่อนชำระเป็นรายงวด แต่หนังสือสัญญารับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้ทำขึ้นมิได้มีการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และมิใช่เป็นการทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนี้ หนังสือรับสภาพหนี้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงกำหนดระยะเวลาชำระหนี้และวิธีการชำระหนี้ จึงมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงหนี้ใหม่ เมื่อหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อยังไม่ระงับ หนี้ตามสัญญาค้ำประกันการเช่าซื้อย่อมไม่ระงับเช่นกัน จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้าประกันยังไม่หลุดพ้นความรับผิด เพระโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในจำนวนเงินที่ค้างชำระตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ซึ่งเป็นจำนวนหนี้ค่าเช่าซื้อค้างชำระที่จำเลยที่ 2 ต้องรับชำระแก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 291 ม. 349 ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเบนซ์ภาคใต้ จำกัด
จำเลย — นายพงษ์เพชร หรือวัชราวุธ ศรีโสภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายชวลิต อิศรเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9196 -ที่ 9215/2544
#67103
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 บัญญัติให้ถือว่าคดีแรงงานมีลักษณะพิเศษกว่าคดีแพ่งทั่วไป โดยประสงค์จะให้ข้อพิพาทระงับไปด้วยความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง และมาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่นำสืบไว้ โดยศาลแรงงานจะระบุให้โจทก์หรือจำเลยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังก็ได้โดยไม่คำนึงว่าฝ่ายนั้น ๆ จะมีภาระการพิสูจน์อย่างเช่นคดีแพ่งทั่วไป ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้จำเลยเป็นฝ่ายนำพยานเข้าสืบก่อน และให้โจทก์นำพยานเข้าสืบในภายหลัง จึงชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้ว

ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร และให้ถือว่าเป็นพยานของศาลทั้งศาลแรงงานมีอำนาจซักถามพยานไม่ว่าพยานที่ศาลแรงงานเรียกมาเองหรือที่คู่ความอ้างก็ตาม และในการบันทึกคำเบิกความของพยาน ศาลแรงงานอาจจะบันทึกข้อความแต่โดยย่อก็ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 45 ประกอบ มาตรา 46 ซึ่งแตกต่างจากคดีแพ่งโดยทั่วไป การที่ศาลแรงงานกลางจดบันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาตามที่โจทก์แถลงพร้อมทั้งแนบเอกสารเช่นใบเสร็จรับเงินเดือนและอื่น ๆ โดยทนายจำเลยตรวจดูแล้วไม่โต้แย้งคัดค้าน โจทก์ไม่สืบพยานและขอให้ศาลแรงงานกลางตัดสินคดีตามคำฟ้อง คำให้การและบันทึกรายการกับเอกสารที่โจทก์เสนอต่อศาล จึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางรับบันทึกรายการต่าง ๆ ของโจทก์ที่ยื่นเสนอต่อศาลไว้เป็นพยานหลักฐานของศาลตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่งแล้ว แม้ศาลแรงงานกลางจะบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาโดยให้ถือว่าบันทึกรายการดังกล่าวเป็นคำเบิกความของโจทก์ซึ่งเป็นการเกินเลยไปและไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม กรณีไม่อาจถือว่าการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นการขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(กมล เพียรพิทักษ์ - สกนธ์ กฤติยาวงศ์ - จรัส พวงมณี)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 38 วรรคหนึ่ง ม. 39 วรรคหนึ่ง ม. 45 วรรคหนึ่ง ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพัฒน นพคุณพงศ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางณณัฎฐ์ ธีราทรง
ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9195/2544
#42729
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 53 วรรคสามศาลจะมีอำนาจจ่ายเงินที่ผู้นำคดีไปสู่ศาลวางไว้ต่อศาลให้แก่สำนักงานเพื่อให้สำนักงานจ่ายเงินทดแทนดังกล่าวแก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ต่อไปได้ก็เฉพาะแต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้ผู้นำคดีไปสู่ศาลจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 เท่านั้น ดังนั้น เมื่อคดีถึงที่สุดโดยศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจจ่ายเงินที่โจทก์วางไว้ต่อศาลแก่สำนักงานเพื่อให้สำนักงานจ่ายให้แก่ ช. ลูกจ้างต่อไปได้ ชอบที่จะคืนให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากพนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินทดแทนเนื่องจากการประสบอันตรายจากการทำงานให้แก่นายเชิดศักดิ์ เสาภีระ ลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 18(1)(2)โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์นำคดีไปสู่ศาลด้วยการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน โดยวางเงิน 60,653 บาท ตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนไว้ต่อศาลแรงงานกลางระหว่างการพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่วางไว้ต่อศาลคืน

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ถอนฟ้อง คดีถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 53 วรรคสาม ให้ศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่ผู้นำคดีไปสู่ศาลวางไว้ต่อศาลแก่สำนักงานเพื่อให้สำนักงานจ่ายเงินทดแทนดังกล่าวแก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ต่อไป ไม่อนุญาต

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ไม่คืนเงินซึ่งโจทก์นำไปวางศาลให้แก่โจทก์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 53 วรรคสาม บัญญัติว่า เมื่อคดีถึงที่สุดและผู้ซึ่งนำคดีไปสู่ศาลตามวรรคสองมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินทดแทนตามคำพิพากษาของศาล ให้ศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่ผู้นั้นวางไว้ต่อศาลแก่สำนักงาน เพื่อให้สำนักงานจ่ายเงินทดแทนดังกล่าวแก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ต่อไป ดังนี้ เห็นได้ว่า ศาลจะมีอำนาจจ่ายเงินที่ผู้นำคดีไปสู่ศาลวางไว้ต่อศาลให้แก่สำนักงาน เพื่อให้สำนักงานจ่ายเงินทดแทนดังกล่าวแก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ต่อไปได้ก็เฉพาะแต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้ผู้นำคดีไปสู่ศาลจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 เท่านั้นคดีนี้ถึงที่สุดโดยศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ขอถอนฟ้อง ไม่ใช่กรณีที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์จ่ายเงินทดแทนให้แก่นายเชิดศักดิ์ เสาภีระ ลูกจ้าง ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจจ่ายเงินที่โจทก์วางไว้ต่อศาลแก่สำนักงานเพื่อให้สำนักงานจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่นายเชิดศักดิ์ต่อไปได้ ชอบที่จะคืนให้โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางไม่คืนเงินดังกล่าวให้โจทก์ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้คืนเงินที่โจทก์วางไว้ต่อศาลจำนวน 60,653 บาทให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 20 ม. 53
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว รุ่งนภา สิทธิเจริญสุข
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9195/2544
#98266
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 53 วรรคสาม ศาลจะมีอำนาจจ่ายเงินที่ผู้นำคดีไปสู่ศาลวางไว้ต่อศาลให้แก่สำนักงานประกันสังคม เพื่อให้สำนักงาน ฯ จ่ายเงินทดแทนดังกล่าวแก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ต่อไปได้ก็เฉพาะแต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้ผู้นำคดีไปสู่ศาลจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 เท่านั้น แต่กรณีคดีถึงที่สุดโดยศาลแรงงานมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานจึงไม่มีอำนาจจ่ายเงินที่โจทก์วางไว้ต่อศาลแก่สำนักงาน ฯ เพื่อให้สำนักงาน ฯ จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างต่อไปได้ ชอบที่จะคืนให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากพนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินทดแทนเนื่องจากการประสบอันตรายจากการทำงานให้แก่นายเชิดศักดิ์ เสาภีระ ลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.๒๕๓๗ มาตรา ๑๘ (๑) (๒) โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์นำคดีไปสู่ศาลด้วยการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน โดยวางเงิน ๖๐,๖๕๓ บาท ตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนไว้ต่อศาลแรงงานกลาง ระหว่างการพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่วางไว้ต่อศาลคืน

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ถอนฟ้อง คดีถึงที่สุด ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.๒๕๓๗ มาตรา ๕๓ วรรคสาม ให้ศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่ผู้นำคดีไปสู่ศาลวางไว้ต่อศาลแก่สำนักงาน เพื่อให้สำนักงานจ่ายเงินทดแทนดังกล่าวแก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา ๒๐ ต่อไป ไม่อนุญาต

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ไม่คืนเงินซึ่งโจทก์นำไปวางศาลให้แก่โจทก์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.๒๕๓๗ มาตรา ๕๓ วรรคสาม บัญญัติว่า เมื่อคดีถึงที่สุดและผู้นำคดีไปสู่ศาลตามวรรคสอง มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินทดแทนตามคำพิพากษาของศาล ให้ศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่ผู้นั้นวางไว้ต่อศาลแก่สำนักงาน เพื่อให้สำนักงานจ่ายเงินทดแทนดังกล่าวแก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา ๒๐ ต่อไปได้ก็เฉพาะแต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้ผู้นำคดีไปสู่ศาลจ่ายเงินทดแทนใก้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามาตรา ๒๐ เท่านั้น คดีนี้ถึงที่สุดโดยศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ขอถอนฟ้อง ไม่ใช่กรณีที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์จ่ายเงินทดแทนให้แก่นายเชิดศักดิ์ เสาภีระ ลูกจ้าง ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจจ่ายเงินที่โจทก์วางไว้ต่อศาลแก่สำนักงานเพื่อให้สำนักงานจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่นายเชิดศักดิ์ต่อไปได้ ชอบที่จะคืนให้โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางไม่คืนเงินดังกล่าวให้โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนเงินที่โจทก์วางไว้ต่อศาลจำนวน ๖๐,๖๕๓ บาท ให้แก่โจทก์.

นายสมจิตร์ ทองศรี ผู้ช่วยฯ

นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์ ย่อสั้น

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 20 ม. 53 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
สิทธิเจริญสุข — นางสาวรุ่งนภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9194/2544
#98319
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำขอให้การของจำเลยระบุไว้ชัดว่าจำเลยไม่เคยรู้จักโจทก์มาก่อนและไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเข้าครอบครองยึดถือเพื่อตนด้วยความสงบเปิดเผย และได้ทำประโยชน์ตลอดมาจำเลยไม่เคยขออาศัยที่ดินของโจทก์ แม้จะไม่ระบุตรง ๆ ว่าจำเลยเข้าแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ แต่เมื่ออ่านโดยรวมแล้วย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องที่จำเลยต่อสู้ว่าได้เข้าแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์แล้ว จึงเป็นประเด็นโดยตรงที่ศาลมีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์เสียสิทธิที่จะเอาคืนซึ่งการครอบครองแล้วได้หาใช่เป็นการวินิจฉัยนอกคำฟ้องนอกคำให้การไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 177 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินดีพาราวูด จำกัด
จำเลย — นายแดง สีเมฆ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายก่อเกียรติ สุพลพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมพันธ์ พันธุสิริ
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9190/2544
#98471
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 4 จะมิได้เป็นโจทก์หรือจำเลยในคดีเดิม แต่จำเลยที่ 4 ก็เป็นทนายความของจำเลยที่ 2 ในคดีเดิม ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) บัญญัติว่าคู่ความหมายความรวมถึงทนายความของโจทก์หรือจำเลยด้วย จึงถือว่าจำเลยที่ 4 เป็นคู่ความในคดีเดิมเช่นกัน

คู่ความในคดีเดิมกับคู่ความในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน มรดกที่พิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายรายเดียวกัน คำขอของโจทก์ในคดีหลังที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันจดทะเบียน โอนทรัพย์มรดกที่พิพาทให้แก่โจทก์ ซึ่งมีข้อต้องวินิจฉัยเบื้องแรกว่ามีพินัยกรรมของผู้ตายฉบับโจทก์อ้าง หรือไม่ก่อน แล้วจึงจะวินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยทั้งสี่สมคบกันปิดบังพินัยกรรมดังกล่าว อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และโอนทรัพย์มรดกที่พิพาทให้แก่โจทก์ต่อไปได้ คดีเดิมกับคดีนี้ต่างมีประเด็นอย่างเดียวกันว่า ในระหว่างโจทก์ กับจำเลยที่ 2 ใครเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย เมื่อในคดีเดิมศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่าไม่มีพินัยกรรม ของผู้ตายฉบับที่โจทก์อ้าง การที่โจทก์กลับนำคดีนี้มารื้อร้องฟ้องกันว่ามีพินัยกรรมฉบับดังกล่าวอีก ฟ้องของโจทก์ จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ในฐานะผู้รับมรดกตามพินัยกรรม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๘,๕๐๐,๐๐๐ บาท และให้ร่วมให้ชำระค่าเสียหายดังกล่าวอีกเดือนละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๕๐,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสี่มิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับนางขันธ์เป็นบุตรของนางคล้ามผู้ตาย นางขันธ์ถึงแก่ความตายไปแล้วโดยจำเลยที่ ๑ เป็นทายาทโดยธรรมของนางขันธ์ เดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางคล้ามผู้ตาย ต่อมาปี ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร้องคัดค้านขอให้ถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดก และตั้งจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทน ต่อมาปี ๒๕๒๘ จำเลยที่ ๒ ได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นขอแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายในคดีหมายเลขดำที่ ๗๕๘๓/๒๕๒๘ หมายเลขแดงที่ ๑๗๗๕๘/๒๕๓๐ คดีถึงที่สุดแล้วโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาให้แบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองฉบับลงวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๑๐ ให้แก่จำเลยที่ ๒ จำนวน ๑ ใน ๑๒ ส่วน คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ๑๗๗๕๘/๒๕๓๐ ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีเดิมจำเลยที่ ๒ เป็นโจทก์ที่ ๒ ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยขอแบ่งทรัพย์มรดกในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของนางคล้าม ผู้ตาย คดีนี้กับคดีเดิมจึงมีโจทก์และจำเลยที่ ๒ เป็นคู่ความเดียวกัน? สำหรับจำเลยที่ ๔ นั้น แม้จำเลยที่ ๔ จะมิได้เป็นโจทก์หรือจำเลยในคดีเดิม แต่จำเลยที่ ๔ ก็เป็นทนายความของจำเลยที่ ๒ ในคดีเดิม ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๑๑) คู่ความหมายความรวมถึงทนายความของโจทก์หรือจำเลยด้วย จึงถือว่าจำเลยที่ ๔ เป็นคู่ความในคดีเดิม

คู่ความในคดีเดิมกับคู่ความในคดีนี้ทุกฝ่ายเป็นคู่ความเดียวกัน มรดกที่พิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายรายเดียวกันในคดีเดิม โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีเดิมอ้างว่ามีพินัยกรรมของผู้ตายอีกฉบับหนึ่งมาเพิกถอนพินัยกรรมฉบับลงวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๑๐ โดยไม่ได้นำพินัยกรรมฉบับดังกล่าวมาแสดง ศาลฎีกาในคดีเดิมวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ ๒ ในคดีเดิมหรือจำเลยที่ ๒ ในคดีนี้ เป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองลงวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๑๐ ของผู้ตายและพิพากษาให้แบ่งส่วนของโจทก์ที่ ๒ หรือจำเลยที่ ๒ ในคดีนี้ในอัตรา ๑ ใน ๑๒ ส่วน การที่โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีเดิมกลับนำคดีมาฟ้องโจทก์ที่ ๒ ในคดีเดิมเป็นจำเลยที่ ๒ ในคดีนี้เรียกร้องเอามรดกโดยนำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๒ มาอ้าง แม้เหตุที่อ้างในคดีนี้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์เพิ่งพบพินัยกรรมฉบับดังกล่าวเนื่องจากนายสิทธิชัยผู้เก็บพินัยกรรมอ้างว่าค้นหาพินัยกรรมไม่พบโดยมีเจตนาทุจริตสมคบกับจำเลยทั้งสี่ปิดบังพินัยกรรมไว้อันเป็นการกระทำละเมิดและเรียกค่าเสียหาย ซึ่งต่างกับคดีเดิมก็ตาม แต่คำขอของโจทก์ในคดีนี้ก็ขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่พิพาทให้แก่โจทก์ ฉะนั้น ในการวินิจฉัยคดีนี้จึงมีข้อต้องวินิจฉัยเบื้องแรกว่ามีพินัยกรรมของผู้ตายฉบับลงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๒ ดังที่โจทก์อ้างหรือไม่ก่อนแล้วจึงจะวินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยทั้งสี่สมคบกันปิดบังพินัยกรรมดังกล่าวอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และโอนทรัพย์มรดกที่พิพาทให้แก่โจทก์ต่อไปได้ คดีเดิมกับคดีนี้จึงมีประเด็นอย่างเดียวกันว่า ในระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ใครเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย เมื่อในคดีเดิมศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่า ไม่มีพินัยกรรมของผู้ตายฉบับลงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๒ ที่โจทก์อ้าง การที่โจทก์กลับนำคดีนี้มารื้อร้องฟ้องกันว่ามีพินัยกรรมฉบับดังกล่าวอีก โดยโจทก์และจำเลยในคดีนี้ก็คือคู่ความเดียวกันเช่นนี้ ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำนั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 145 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถนอม เพ็งสุข
จำเลย — นางเสมอ ยศทัพ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา