คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9609/2544
#98502
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระเป็นการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในการขายน้ำเยื่อกระดาษผ่านทางท่อที่ลูกหนี้จำหน่ายให้แก่ลูกค้า โดยมีวิธีการส่งน้ำเยื่อกระดาษผ่านท่อซึ่งมีมิเตอร์วัดปริมาณตลอด 24 ชั่วโมง และส่งมอบแก่ลูกค้ารายเดียว จึงสามารถกำหนดปริมาณได้แน่นอนว่ามีการส่งมอบกันปริมาณเท่าใดเมื่อใด เทียบเคียงได้กับการขายน้ำมันเชื้อเพลิงแก่สายการบินซึ่งจะทราบปริมาณการส่งมอบได้ในแต่ละครั้งที่เติมและเจ้าหนี้อนุโลมให้ออกใบกำกับภาษีได้ครั้งเดียวใน 1 วัน แตกต่างจากการขายกระแสไฟฟ้าและน้ำประปา ซึ่งเป็นสินค้าสาธารณูปโภค มีลูกค้าหลายรายและเป็นจำนวนมาก ไม่แน่นอนว่าลูกค้าแต่ละรายจะบริโภคปริมาณมากน้อยเพียงใดในแต่ละวัน จึงไม่สามารถกำหนดจุดส่งมอบได้แน่นอน ลูกหนี้จึงต้องรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้าแก่ผู้ซื้อตามประมวลรัษฎากรมาตรา 78 มิใช่กรณีที่ลูกหนี้และลูกค้าไม่สามารถกำหนดได้แน่นอนว่ามีการส่งมอบเมื่อใดอันจะมีความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้าเมื่อได้รับชำระราคาสินค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/3 (1) และข้อ 1 แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 189 (พ.ศ.2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในบางกรณี ฉะนั้น เมื่อมีแนวปฏิบัติเป็นการภายในของเจ้าหนี้ที่อนุโลมให้ออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งเดียวใน 1 วัน จึงเป็นธรรมและเหมาะสมแล้วแม้การมีมิเตอร์วัดปริมาณที่ท่อส่งน้ำเยื่อกระดาษและการขายสินค้าให้แก่ลูกค้ารายเดียวจะมิใช่เหตุผลที่จะนำมาพิจารณาว่า สามารถกำหนดจุดส่งมอบได้แน่นอน หรือมิใช่การขายสินค้าในลักษณะเดียวกับกระแสไฟฟ้าหรือน้ำประปา แต่เมื่อนำเหตุทั้งสองมาพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความก็สามารถกำหนดจุดส่งมอบและชี้ให้เห็นข้อแตกต่างในเรื่องลักษณะของการขายสินค้าว่าจัดอยู่ในประเภทใดได้แน่นอนชัดเจนยิ่งขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งนายสุรพงษ์เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลแพ่งสั่งให้โอนคดีมาพิจารณาต่อที่ศาลล้มละลายกลาง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน โดยมีบริษัทสยามมั่น จำกัด เป็นผู้บริหารแผนคนที่ 1 มีอำนาจเพียงผู้เดียวในการกระทำการเกี่ยวเนื่องด้วยการดำเนินคดี และบริษัทดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้บริหารแผนคนที่ 2 มีอำนาจกระทำการเกี่ยวเนื่องด้วยธุรกรรมด้านการเงินของลูกหนี้เท่านั้น

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้และยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติม ในมูลหนี้ค่าภาษีอากรเป็นเงิน 115,800,662.99 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของต้นเงิน 58,036,081.32 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จจากลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ 98,632,062.72 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน จากต้นเงิน 39,686,887.74 บาท นับถัดวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้บริหารแผนคนที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านว่า เจ้าหนี้ยังไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม? ขอให้แก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ศาลล้มละลายกลางพิพากษาว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ชอบแล้ว จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้บริหารแผนคนที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนคนที่ 1 ว่า คำสั่งยกคำร้องคัดค้านของศาลล้มละลายกลางชอบหรือไม่ เห็นว่า หนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระเป็นการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในการขายน้ำเยื่อกระดาษผ่านทางท่อที่ลูกหนี้จำหน่ายให้แก่ลูกค้า โดยมีวิธีการส่งน้ำเยื่อกระดาษผ่านท่อซึ่งมีมิเตอร์วัดปริมาณตลอด 24 ชั่วโมง และส่งมอบแก่ลูกค้ารายเดียว จึงสามารถกำหนดปริมาณได้แน่นอนว่ามีการส่งมอบกันปริมาณเท่าใดเมื่อใด เทียบเคียบได้กับการขายน้ำมันเชื้อเพลิงแก่สายการบินซึ่งจะทราบปริมาณการส่งมอบได้ในแต่ละครั้งที่เติม และเจ้าหนี้อนุโลมให้ออกใบกำกับภาษีได้ครั้งเดียวใน 1 วัน แตกต่างจากการขายกระแสไฟฟ้าและน้ำประปา ซึ่งเป็นสินค้าสาธารณูปโภค มีลูกค้าหลายรายและเป็นจำนวนมาก ไม่แน่นอนว่าลูกค้าแต่ระรายจะบริโภคปริมาณมากน้อยเพียงใดในแต่ละวัน จึงไม่สามารถกำหนดจุดส่งมอบได้แน่นอน ลูกหนี้จึงต้องรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้าแก่ผู้ซื้อตาม ป. รัษฎากร มาตรา 78 มิใช่กรณีที่ลูกหนี้และลูกค้าไม่สามารถกำหนดได้แน่นอนว่ามีการส่งมอบเมื่อใดอันจะมีความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้าเมื่อได้รับชำระราคาสินค้าตาม ป.รัษฎากร มาตรา 78/3 (1) และข้อ 1 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ. 2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในบางกรณี ฉะนั้นเมื่อมีแนวปฏิบัติเป็นการภายในของเจ้าหนี้ที่อนุโลมให้ออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งเดียวใน 1 วัน จึงเป็นธรรมและเหมาะสมแล้ว และแม้การมีมิเตอร์วัดปริมาณที่ท่อส่งน้ำเยื่อกระดาษและการขายสินค้าให้แก่ลูกค้ารายเดียว มิใช่เหตุผลที่จะนำมาพิจารณาว่า สามารถกำหนดจุดส่งมอบได้แน่นอน หรือมิใช่การขายสินค้าในลักษณะเดียวกับกระแสไฟฟ้าหรือน้ำประปานั้น ดังที่ผู้บริหารแผนคนที่ 1 อุทธรณ์ แต่เมื่อนำเหตุทั้งสองมาพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความก็สามารถกำหนดจุดส่งมอบและชี้ให้เห็นข้อแตกต่างในเรื่องลักษณะของการขายสินค้าว่าจัดอยู่ในประเภทใดได้แน่นอนชัดเจนยิ่งขึ้น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 78 ม. 78/3 (1)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/29
กฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ.2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มบางกรณี
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — กรมสรรพากร
ลูกหนี้ — ษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9607/2544
#99836
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะฟังว่าสิทธิการเช่าอาคารพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมก็ตาม แต่การโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทก็หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยและจำเลยร่วมจะต้องจัดการร่วมกันหรือจะต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยร่วมก่อน ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1476 (1) ถึง (8) ดังนั้น ย่อมเป็นอำนาจของจำเลยที่จัดการได้ตามลำพังโดยมิต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยร่วม ตาม ป.พ.พ.1476 วรรคสอง แม้จำเลยจะโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้โจทก์โดยจำเลยร่วมมิได้รู้เห็นยินยอมก็ตาม จำเลยร่วมก็ไม่อาจจะเพิกถอนการโอนดังกล่าวตาม ป.พ.พ.มาตรา 1480 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิการเช่าและเป็นผู้เช่าอาคารพิพาทโดยได้รับโอนมาจากจำเลยเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้ไปจากโจทก์ จำเลยยังคงอยู่อาศัยในอาคารพิพาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาทพร้อมส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาท

จำเลยให้การว่า อาคารพิพาทเป็นของวัดโสมนัสวรวิหาร เดิมวัดโสมนัสวรวิหารได้ให้นายธีรวัฒน์ สุขธีรศักดิ์ชัย เป็นผู้มีสิทธิการเช่า ต่อมานายธีรวัฒน์ได้โอนสิทธิการเช่าให้แก่นายจำเลียง พบพิพักตร์ สามีจำเลยและจำเลยมีสิทธิการเช่าร่วมกัน สิทธิการเช่าอาคารพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยและสามีได้มาในระหว่างสมรส เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๓๔ จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท โดยนายจำเลียงไม่ทราบ โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อเดือน ทบเข้ากับต้นเงินจึงกลายเป็นเงินกู้ใหม่จำนวน ๙๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นมูลหนี้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์เกรงว่าจะไม่ได้รับเงินกู้ดังกล่าวคืนจึงให้จำเลยโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่โจทก์ไว้เป็นการค้ำประกันแม้สามีจำเลยไม่ทราบเรื่องด้วยโจทก์ก็ยินยอม เพราะโจทก์ต้องการเพียงไม่ให้จำเลยและนายจำเลียงโอนสิทธิการเช่าให้บุคคลอื่น ทั้งนี้จำเลยยังคงอาศัยในอาคารพิพาทมาโดยตลอด โจทก์จำเลยมิได้ประสงค์จะโอนสิทธิการเช่าต่อกันอย่างแท้จริง การโอนสิทธิการเช่าจึงเป็นการทำขึ้นเพื่ออำพรางหรือเป็นประกันหนี้เงินกู้ โจทก์จึงนำสิทธิการเช่าอาคารพิพาทที่จำเลยโอนให้ไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้มาฟ้องไม่ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาสืบพยานโจทก์ นายจำเลียง พบพิพักตร์ ยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยและเป็นเจ้าของสิทธิการเช่าอาคารพิพาทร่วมกับจำเลย อันเป็นสินสมรสโดยเซ้งมาจากนายธีรวัฒน์ สุขธีรศักดิ์ชัย ผู้เช่าเดิมเมื่อปี ๒๕๓๔ ในราคา ๘๕๐,๐๐๐ บาท เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๓๗ ทราบว่าจำเลยถูกโจทก์ฟ้องขับไล่เป็นคดีนี้ โดยจำเลยแจ้งให้ทราบว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์และโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและดอกเบี้ยทบต้น การกู้ยืมเงินดังกล่าวจำเลยมิได้บอกให้จำเลยร่วมทราบ ต่อมาจำเลยไม่สามารถชำระหนี้ได้ โจทก์ให้จำเลยทำสัญญาโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทเป็นประกันการกู้ยืมเงินโดยโจทก์รับรองว่าจะโอนสิทธิการเช่าคืนให้และจำเลยยังคงอยู่อาศัยในอาคารพิพาทตลอดมา ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทอันเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์โดยลำพัง หนี้เงินกู้ของจำเลยไม่ผูกพันผู้ร้องเพราะจำเลยมิได้นำมาใช้จ่ายในครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดู การรักษาพยาบาลและการศึกษาของบุตร การโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางเป็นโมฆียะ ผู้ร้องขอถือเอาคำร้องนี้เป็นการบอกล้างนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาท นิติกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียและเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่จึงขออนุญาตเข้ามาสู้คดีกับโจทก์และฟ้องแย้งให้บังคับโจทก์โอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทคืนให้แก่จำเลยและผู้ร้อง หากไม่โอนหรือโอนไม่ได้ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นจำเลยร่วม

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยร่วมได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยแล้ว อีกทั้งมิได้เป็นเจ้าของรวมในสิทธิการเช่าอาคารพิพาท จำเลยได้เซ้งสิทธิการเช่ามาจากนายธีรวัฒน์ สุขธีรศักดิ์ชัย ด้วยเงินส่วนตัวของจำเลยเอง อย่างไรก็ตามเมื่อสิทธิการเช่าอาคารพิพาทโอนมายังโจทก์แล้ว จำเลยร่วมก็ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยโดยอาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยทำไว้กับโจทก์หาใช่สัญญาโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้เป็นประกันไม่ และจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เพื่อการใช้จ่ายในครอบครัวของจำเลยจึงผูกพันจำเลยร่วม การโอนสิทธิการเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นนิติกรรมอำพราง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาท และให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบอาคารพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลยร่วม

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยร่วมฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์และจำเลยร่วมต่างถึงแก่กรรม นายเกาะ เจริญยนต์วัฒนา ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ และขอให้หมายเรียกจำเลย ซึ่งเป็นทายาทจำเลยร่วมเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยร่วม ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะฟังว่าสิทธิการเช่าอาคารพิพาทซึ่งจำเลยเช่าจากวัดโสมนัสวรวิหารเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมก็ตาม แต่การโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทก็หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยและจำเลยร่วมจะต้องจัดการร่วมกันหรือจะต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยร่วมก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๖ (๑) ถึง (๘) ดังนั้น ย่อมเป็นอำนาจของจำเลยที่จัดการได้ตามลำพังโดยมิต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๖ วรรสอง แม้จำเลยจะโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้โจทก์โดยจำเลยร่วมมิได้รู้เห็นยินยอมก็ตาม จำเลยร่วมก็ไม่อาจจะเพิกถอนการโอนดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๐

พิพากษายืน.

นายสวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์ ผู้ช่วยฯ

นางสาวพัชรินทร์ ธวัชชัยนันท์ ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1476 ถ (1) ม. 1476 วรรคสอง ม. 1480
ชื่อคู่ความ
ฯ — นางพยุง เจริญวัฒนา
พบพิพักตร์ — นางสมบูรณ์
พบพิพักตร์ — นายจำเลียง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายดิลก กาญจนแสนส่ง
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรุฬห์ แสงเทียน
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9594/2544
#44082
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 288 วรรคสอง กำหนดว่าศาลต้องพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเหมือนอย่างคดีธรรมดา ผู้ร้องขัดทรัพย์จึงมีฐานะเสมือนเป็นโจทก์ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา(โจทก์เดิม) มีฐานะเสมือนจำเลย ดังนั้น คำร้องขอของผู้ร้องขัดทรัพย์จึงเปรียบเสมือนคำฟ้อง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าคำร้องขอของผู้ร้องมิได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้รายการใดเป็นของผู้ร้อง จึงเป็นคำฟ้องของผู้ร้องขัดทรัพย์ที่ไม่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นฟ้องเคลือบคลุม แต่ฟ้องเคลือบคลุมในคดีแพ่งก็ไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจะยกขึ้นพิจารณาเองไม่ได้ โจทก์ซึ่งเป็นเสมือนจำเลยจะต้องต่อสู้เป็นประเด็นไว้ในคำให้การ ทั้งจะต้องให้การโดยชัดแจ้งด้วยว่าฟ้องเคลือบคลุมอย่างไร มิฉะนั้น ไม่เป็นประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยถึง และในคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเสมือนจำเลยก็ไม่ได้ให้การต่อสู้คดีว่าคำร้องขอของผู้ร้องขัดทรัพย์เคลือบคลุมแต่อย่างใดการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าคำร้องขอของผู้ร้องเป็นคำร้องขอที่ขาดสาระสำคัญในเรื่องอำนาจฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่ถูกต้องศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายต่อมาโจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามโจทก์จึงขอหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหนังสัตว์และเครื่องจักรอัดลายหนังพร้อมแผ่นอัดลายจำนวน 14 แผ่น เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึดซึ่งเป็นของผู้ร้อง

โจทก์ให้การว่า ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจตามคำร้องขอเป็นลายมือชื่อปลอมหนังสัตว์ที่โจทก์นำยึดเป็นของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยหนังสัตว์พิพาทบางส่วนคืนแก่ผู้ร้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอเป็นใจความว่า หนังสัตว์สีดำสีแดง สีน้ำตาล สีขาว และสีต่าง ๆ น้ำหนักประมาณ 1,376 กิโลกรัม ราคาประมาณ96,320 บาท ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้เป็นของผู้ร้องบางส่วน ขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึดซึ่งเป็นของผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้วเห็นว่า คำร้องขอของผู้ร้องดังกล่าวมิได้แสดงโดยแจ้งชัดว่าทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้รายการใดเป็นของผู้ร้อง และคำร้องขอของผู้ร้องเป็นคำร้องขอที่ขาดสาระสำคัญในเรื่องอำนาจฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า ในการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคสอง กำหนดว่าศาลต้องพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเหมือนอย่างคดีธรรมดาผู้ร้องขัดทรัพย์จึงมีฐานะเสมือนเป็นโจทก์ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา (โจทก์เดิม) มีฐานะเสมือนจำเลย ดังนั้น คำร้องขอของผู้ร้องขัดทรัพย์จึงเปรียบเสมือนคำฟ้อง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าคำร้องขอของผู้ร้องมิได้แสดงโดยแจ้งชัดว่า ทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้รายการใดเป็นของผู้ร้อง จึงเป็นคำฟ้องของผู้ร้องขัดทรัพย์ที่ไม่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นฟ้องเคลือบคลุม และฟ้องเคลือบคลุมในคดีแพ่งก็ไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจะยกขึ้นพิจารณาเองไม่ได้ โจทก์ซึ่งเป็นเสมือนจำเลยจะต้องต่อสู้เป็นประเด็นไว้ในคำให้การทั้งจะต้องให้การโดยชัดแจ้งด้วยว่าฟ้องเคลือบคลุมอย่างไร มิฉะนั้นไม่เป็นประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยถึง และในคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเสมือนจำเลยก็ไม่ได้ให้การต่อสู้คดีว่าคำร้องขอของผู้ร้องขัดทรัพย์เคลือบคลุมแต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าคำร้องขอของผู้ร้องเป็นคำร้องขอที่ขาดสาระสำคัญในเรื่องอำนาจฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยังมิได้วินิจฉัยต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องขอนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยประเด็นอื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยังมิได้วินิจฉัยต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 177 ม. 225 วรรคสอง ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม. เค. ฟินิชชิ่ง
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — บริษัท ดินเนอโร จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พงษ์สกล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9590/2544
#98440
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เมาสุราส่งเสียงดัง เดินเตะเก้าอี้และพูดจาระรานจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ทั้งขณะที่อยู่ในร้านอาหารและขณะเดินกลับออกจากร้านเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 378 จำเลยทั้งสามจึงมีอำนาจจับกุมโจทก์ โจทก์ดิ้นรนขัดขืนไม่ยอมให้จับกุมโดยดี จึงเป็นมูลความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ได้ การที่จำเลยทั้งสามแจ้งต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีต่อโจทก์ในข้อหาเสพสุราจนเป็นเหตุให้เมาประพฤติวุ่นวายในสาธารณสถานและต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงาน จึงมิใช่การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หรือหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกายอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 และมาตรา 310 แต่ในการจับกุมโจทก์ซึ่งอยู่ในสภาพเมามายครองสติไม่ได้และโจทก์ขัดขวางการจับกุม จำเลยทั้งสามมีอำนาจใช้วิธีหรือความป้องกันทั้งหลายเท่าที่เหมาะแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับกุมซึ่งจำเลยทั้งสามควรใช้วิธีการจับตัวและจับมือโจทก์เพื่อใส่เครื่องพันธนาการไม่ให้หลบหนีเท่านั้น จำเลยที่ 1 หาได้มีอำนาจที่จะชกต่อยทำร้าย ร่างกายโจทก์ไม่ การที่โจทก์ได้รับบาดเจ็บโดยมีบาดแผลบวมที่โหนกแก้มขวาและตามัว ซึ่งเกิดจากการที่ถูกจำเลยที่ 1

ชกในขณะจับกุมการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๐, ๙๑, ๑๕๗, ๒๙๕ และ ๓๑๐

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๓๑๐ วรรคหนึ่ง, ๓๙๑ ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ จำคุกคนละ ๑ ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว น่าเชื่อคำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสามว่าโจทก์เมาสุราส่งเสียงดัง เดินเตะเก้าอี้และ พูดจาระรานจำเลยที่ ๑ ทั้งที่อยู่ในร้านและขณะเดินกลับออกจากร้านจึงถูกจำเลยทั้งสามจับกุมตัวไว้ การที่โจทก์เสพสุราจนเมาและกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๘ จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงมีอำนาจจับกุมโจทก์ได้ และปรากฏว่าเหตุดังกล่าวทำให้โจทก์ถูกพนักงานอัยการฟ้องคดีอาญาและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษในข้อหาความผิดฐานเสพสุราจนเป็นเหตุให้เมาประพฤติวุ่นวายในสาธารณสถานปรับ ๔๐๐ ในการ จับกุมโจทก์ซึ่งอยู่ในอาการเมาสุรานั้น น่าเชื่อตามคำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสามว่าโจทก์ดิ้นรนขัดขืนไม่ยอมให้จับกุมโดยดี จึงเป็นมูลความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ได้ ฉะนั้นการที่จำเลยทั้งสามแจ้งต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีต่อโจทก์ในข้อหาเสพสุราจนเป็นเหตุให้เมาประพฤติวุ่นวายในสาธารณสถานและต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงานตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.๑ จึงมิใช่การปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หรือหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกายอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๓๑๐ แต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ดี ในการที่จำเลยทั้งสามจับกุมโจทก์ซึ่งอยู่ในสภาพเมามายครองสติไม่ได้แต่ขัดขวางการจับกุมนั้น จำเลยทั้งสามมีอำนาจใช้วิธีหรือ ความป้องกันทั้งหลายเท่าที่เหมาะแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับกุม ซึ่งในพฤติการณ์เช่นนี้ จำเลยทั้งสามควรใช้วิธีการจับตัวและจับมือโจทก์เพื่อใส่เครื่องพันธนาการไม่ให้หลบหนีเท่านั้น จำเลยที่ ๑ หาได้มีอำนาจที่จะชกต่อยทำร้ายร่างกายโจทก์ไม่ การที่โจทก์ได้รับบาดเจ็บจากการจับกุมของจำเลยที่ ๑ โดยมีบาดแผลบวมที่โหนกแก้มขวาและตามัวปรากฏตามสำเนาบัตรบันทึกการตรวจผู้ป่วยเอกสารหมาย จ.๕ ซึ่งจำเลยที่ ๑ นำสืบอ้างว่า ในขณะเข้าจับกุมโจทก์ จำเลยที่ ๑ ได้ล็อกคอโจทก์ทางด้านหลังและจับมือโจทก์ให้จำเลยที่ ๓ ใส่กุญแจมือ แต่โจทก์ยืนไม่อยู่ได้ล้มลงไปกับ พื้นเองนั้น เห็นว่า หากกรณีเป็นไปตามที่จำเลยที่ ๑ นำสืบ โจทก์ก็คงจะไม่ได้รับบาดเจ็บโดยมีบาดแผลดังที่ปรากฏอยู่ภาพถ่ายหมาย จ.๒ จ.๓ และสำเนาบัตรบันทึกการตรวจผู้ป่วยเอกสารหมาย จ.๕ เชื่อว่าบาดแผลของโจทก์ดังกล่าวเกิดจากการที่ถูกจำเลยที่ ๑ ชกในขณะจับกุมนั่นเอง การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นั้น ไม่ได้ความว่าได้ร่วมชกต่อยโจทก์ เพียงแต่ช่วยจำเลยที่ ๑ จับกุมโจทก์ตามอำนาจหน้าที่เท่านั้น จึงไม่มีความผิดในฐานนี้แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดเป็น เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ความผิดต่อเสรีภาพและความผิดฐานทำร้ายร่างกายโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ ๑ มีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือ จิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑ ปรับ ๑,๐๐๐ บาท ข้อหาอื่นให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญาทหาร ม. 157 ม. 310 ม. 378 ม. 391
ป.วิ.อ. ม. 78 ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล พิทยาพล
จำเลย — ร้อยตำรวจเอกนิรันดร์ สัตยารังสรรค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีษะเกษ — นายสุธีร์ ไทยจินดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9586/2544
#44081
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 วรรคสี่ เมื่อนายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีในวันบอกเลิกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายถึงวันที่เลิกสัญญาจ้าง โดยให้ถือว่าค่าจ้างที่จ่ายนี้เป็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ว. กับพวกเป็นลูกจ้างรายวัน ทำหน้าที่เป็นพนักงานขายเครื่องดื่มประจำซุ้มในโรงเรียน ส. เฉพาะในช่วงเปิดเทอม ได้รับค่าจ้างวันละ 125บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างบอกเลิกจ้าง ว. กับพวกเมื่อวันที่ 8 เมษายน ซึ่งเป็นการบอกเลิกจ้างก่อนวันที่ 15 เมษายนอันเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้างและจะมีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างกันในวันที่ 30 เมษายนอันเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า แต่ในช่วงวันที่ 8 เมษายนถึงวันที่ 16 พฤษภาคมเป็นช่วงปิดเทอม ว. กับพวกไม่ต้องไปทำงานและไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในช่วงปิดเทอมดังกล่าว เนื่องจากเป็นลูกจ้างรายวันจะได้รับค่าจ้างเฉพาะวันที่มาทำงานเท่านั้น ดังนั้น แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับ ว. และพวกจะมีผลเป็นการเลิกสัญญากันในวันที่ 30 เมษายน แต่โจทก์ให้ ว. กับพวกออกจากงานทันทีในวันบอกเลิกจ้างคือวันที่ 8 เมษายน โจทก์ก็ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ ว. กับพวกในช่วงดังกล่าว โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ ว. กับพวก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 3/2542

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายธวัชชัย สุนทรเจริญนนท์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นกรมสังกัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานตรวจแรงงานในสังกัดจำเลยที่ 1 โจทก์จ้างนางสาววาสิฏฐี ศรีเมือง นางวรรณดี เมืองแดง และนางกมลรัตน์ ฤทธิ์กัน เข้าทำงานเป็นลูกจ้างรายวัน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2530 วันที่ 27 มิถุนายน 2538 และวันที่ 3 มีนาคม 2540 ตามลำดับ เรียกเงินประกันไว้คนละ 2,000 บาท ให้ค่าจ้างวันละ 125 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน นางสาววาสิฏฐีกับพวกทำงานเป็นพนักงานขายเครื่องดื่มประจำซุ้มในโรงเรียนสุราษฎร์ธานีเฉพาะในช่วงเปิดเทอม เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2542 โจทก์โดยนายธวัชชัย กรรมการผู้มีอำนาจได้บอกเลิกจ้างนางสาววาสิฏฐีนางวรรณดี และนางกมลรัตน์ด้วยวาจา นางสาววาสิฏฐีกับพวกจึงไปยื่นคำร้องทุกข์ต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2542 จำเลยที่ 2 มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 3/2542 สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเงินประกันให้แก่นางสาววาสิฏฐี นางวรรณดี และนางกมลรัตน์ รวมเป็นเงิน 85,950 บาท โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 3/2542 ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างได้บอกเลิกจ้างนางสาววาสิฏฐี นางวรรณดีและนางกมลรัตน์ด้วยวาจา จึงไม่มีสิทธิยกเหตุในเรื่องที่อ้างว่านางสาววาสิฏฐีกับพวกทุจริตหรือฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสาม โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยและคืนเงินประกันให้แก่นางสาววาสิฏฐีกับพวก แต่ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเนื่องจากโจทก์บอกเลิกจ้างนางสาววาสิฏฐีกับพวกในช่วงปิดเทอม ซึ่งนางสาววาสิฏฐีกับพวกไม่ได้มาทำงานและไม่มีสิทธิรับค่าจ้าง จึงไม่มีวันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างที่จะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อให้มีผลเลิกสัญญาเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าพิพากษาให้แก้ไขคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 3/2542 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2542 เฉพาะส่วนที่ให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางสาววาสิฏฐี ศรีเมือง นางวรรณดี เมืองแดง และนางกมลรัตน์ ฤทธิ์กัน คนละ 1,950 บาท เป็นให้งดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่บุคคลทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งเดิม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเพียงประการเดียวว่าโจทก์ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางสาววาสิฏฐี นางวรรณดี และนางกมลรัตน์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสี่บัญญัติว่า "การบอกเลิกสัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้และให้ถือว่าการจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามวรรคนี้ เป็นการจ่ายสินจ้างให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" หมายความว่า เมื่อนายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีในวันบอกเลิกจ้างนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายจนถึงวันที่เลิกสัญญาจ้างโดยให้ถือว่าค่าจ้างที่จ่ายนี้เป็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าคดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นางสาววาสิฏฐี นางวรรณดี และนางกมลรัตน์เป็นลูกจ้างรายวัน ทำหน้าที่เป็นพนักงานขายเครื่องดื่มประจำซุ้มในโรงเรียนสุราษฎร์ธานีเฉพาะในช่วงเปิดเทอม ได้รับค่าจ้างวันละ 125 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน โจทก์บอกเลิกจ้างบุคคลทั้งสามเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2542 ซึ่งเป็นการบอกเลิกจ้างก่อนวันที่ 15 เมษายน 2542 อันเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้างและจะมีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างกันในวันที่ 30 เมษายน 2542 อันเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า แต่ในช่วงวันที่ 8 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 16 พฤษภาคม2542 เป็นช่วงปิดเทอม นางสาววาสิฏฐีกับพวกไม่ต้องมาทำงานและไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในช่วงปิดเทอมดังกล่าวเนื่องจากเป็นลูกจ้างรายวันจะได้รับค่าจ้างเฉพาะวันที่มาทำงานเท่านั้น ดังนั้น แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนางสาววาสิฏฐีและพวกจะมีผลเป็นการเลิกสัญญากันในวันที่ 30 เมษายน 2542 แต่โจทก์ให้นางสาววาสิฏฐีกับพวกออกจากงานทันทีในวันบอกเลิกจ้างคือวันที่ 8 เมษายน 2542 โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างก็ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่นางสาววาสิฏฐีกับพวกในช่วงดังกล่าวโจทก์จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางสาววาสิฏฐีกับพวกที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผลอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ที. พี. ดี. นคร จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9586/2544
#98268
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า "การบอกเลิกสัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้และให้ถือว่าการจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามวรรคนี้ เป็นการจ่ายสินจ้างให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" หมายความว่า เมื่อนายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีในวันบอกเลิกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายจนถึงวันที่เลิกสัญญาจ้างโดยให้ถือว่าค่าจ้างที่จ่ายนี้เป็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

นายจ้างบอกเลิกจ้างลูกจ้างรายวันซึ่งกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2542 เป็นการบอกเลิกจ้างก่อนวันที่ 15 เมษายน 2542 อันเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้าง และจะมีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างกันในวันที่ 30 เมษายน 2542 อันเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า แต่ในช่วงวันที่ 8 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 16 พฤษภาคม 2542 เป็นช่วงปิดเทอม ลูกจ้างรายวันไม่ต้องมาทำงานและไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างเนื่องจากลูกจ้างรายวันจะได้รับค่าจ้างเฉพาะวันที่มาทำงาน เมื่อนายจ้างไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างรายวันในช่วงดังกล่าว นายจ้างจึงไม่ต้องจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ ๓/๒๕๔๒

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้แก้ไขคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ ๓/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๒ เฉพาะส่วนที่ให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางสาววาสิฏฐี ศรีเมือง นางวรรณดี เมืองแดง และนางกมลรัตน์ ฤทธิ์กัน คนละ ๑,๙๕๐ บาท เป็นให้งดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่บุคคลทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งเดิม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเพียงประการเดียวว่า โจทก์ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางสาววาสิฏฐี นางวรรณดี และนางกมลรัตน์ หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสี่ บัญญัติว่า "การบอกเลิกสัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้และให้ถือว่าการจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามวรรคนี้ เป็นการจ่ายสินจ้างให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา ๕๘๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" หมายความว่า เมื่อนายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีในวันบอกเลิกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายจนถึงวันที่เลิกสัญญาจ้าง โดยให้ถือว่าค่าจ้างที่จ่ายนี้เป็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นางสาววาสิฏฐี นางวรรณดี และนางกมลรัตน์เป็นลูกจ้างรายวัน ทำหน้าที่เป็นพนักงานขายเครื่องดื่มประจำซุ้มในโรงเรียนสุราษฎร์ธานีเฉพาะในช่วงเปิดเทอม ได้รับค่าจ้างวันละ ๑๒๕ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๑๕ และวันสิ้นเดือน โจทก์บอกเลิกจ้างบุคคลทั้งสามเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นการบอกเลิกจ้างก่อนวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๔๒ อันเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้าง และจะมีผลเป็น การเลิกสัญญาจ้างกันในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๒ ถึงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๒ เป็นช่วงปิดเทอม นางสาววาสิฏฐีกับพวกไม่ต้องมาทำงานและไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในช่วงปิดเทอมดังกล่าว เนื่องจากเป็นลูกจ้างรายวันจะได้รับค่าจ้างเฉพาะวันที่มาทำงานเท่านั้น ดังนั้น แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนางสาววาสิฏฐีและพวกจะมีผลเป็นการเลิกสัญญากัน ในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๒ แต่โจทก์ให้นางสาววาสิฏฐีกับพวกออกจากงานทันทีในวันบอกเลิกจ้างคือวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๒ โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างก็ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่นางสาววาสิฏฐีกับพวกในช่วงดังกล่าว โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางสาววาสิฏฐีกับพวก

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 582
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทที. พี. ดี. นคร จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ลีฬาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9578/2544
#98512
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าประเภทน้ำยางดิบจำนวน4 ตู้คอนเทนเนอร์ จากท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย ไปส่งให้แก่ผู้ซื้อที่เมืองเซนต์ ชองประเทศแคนาดา โดยโจทก์รับทำการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ส่วนจำเลยผู้ส่งมีหน้าที่รับตู้คอนเทนเนอร์ไปบรรจุสินค้าน้ำยางดิบเข้าตู้เอง ขณะจำเลยส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ให้แก่โจทก์ ตู้อยู่ในสภาพเรียบร้อยดี โจทก์จึงได้ออกใบตราส่งแบบปราศจากข้อสงวนให้แก่จำเลย เมื่อสินค้าไปถึงประเทศแคนาดา ระหว่างที่นำสินค้าทั้ง 4 ตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นบรรทุกบนโครงรถไฟเพื่อนำไปส่งให้แก่ผู้ซื้อ ปรากฏว่ามีน้ำยางดิบไหลหยดออกมาจากใต้ตู้ เมื่อเปิดตู้ตรวจดูแล้วพบว่าถุงที่บรรจุน้ำยางฉีกขาดบริเวณปากถุง แต่ความเสียหายมิได้เกิดขึ้นเนื่องจากความผิดของจำเลยผู้ส่งในการบรรจุน้ำยางดิบเข้าถุงและบรรจุถุงเข้าตู้คอนเทนเนอร์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยเป็นเงินเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรกำหนดใหม่ให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 246 และ 142(5)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเช้งเก้อร์ (ไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทยางงาม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9575/2544
#99333
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลจะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษจำเลยไว้มาบวกเข้ากับโทษจำคุกจำเลยในคดีหลังได้นั้น ต้องได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดขึ้นอีกภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1718/2543 ของศาลชั้นต้น แต่เพียงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ จำคุก 1 ปี โดยมิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นรอการลงโทษไว้หรือไม่ เป็นกำหนดระยะเวลาเท่าใด นับแต่วันที่ศาลพิพากษา แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องต่อมาภายหลังจากที่ได้บรรยายฟ้องถึงคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 365/2543 ของศาลชั้นต้น โดยใช้ถ้อยคำว่า ภายในเวลาที่รอการลงโทษทั้งสองคดี จำเลยได้กระทำความผิดคดีนี้อีก ก็เป็นคำฟ้องที่ไม่อาจทำให้ทราบหรือเข้าใจได้ว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1718/2543 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลรอการ ลงโทษไว้มีกำหนดเวลาเท่าใด และจำเลยกระทำความผิดนี้อีกภายในระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าว อันจะมีผลให้ศาลมีอำนาจนำโทษจำคุกที่รอไว้มาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ได้ ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และ 58 แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจนำโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1718/2543 ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๒๖, ๗๖, ๙๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘, ๙๒ เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายและบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนทั้งสองคดีเข้ากับโทษในคดีนี้ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและบวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง, ๗๖ วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก ๒ เดือน เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ เป็นจำคุก ๓ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ เดือน ๑๕ วัน บวกโทษจำคุกจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนทั้งสองคดีเข้ากับโทษในคดีนี้ด้วย รวมจำคุก ๑ ปี ๒ เดือน ๑๕ วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บวกโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด ๑ เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๖๕/๒๕๔๓ ของศาลแขวงพระนครใต้ เข้ากับโทษในคดีนี้ด้วย รวมจำคุก ๒ เดือน ๑๕ วัน ยกคำขอให้บวกโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด ๑ ปี ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๗๑๘/๒๕๔๓ ของศาลแขวงพระนครใต้ เข้ากับโทษในคดีนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ศาลจะนำโทษจำคุก ๑ ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๗๑๘/๒๕๔๓ ของศาลแขวงพระนครใต้ มาบวกเข้ากับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า การรอการลงโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ นั้น นอกจากต้องเป็นกรณีที่ศาลจะลงโทษจำคุกจำเลยในคดีนั้นไม่เกินสองปีแล้ว ศาลยังจะต้องกำหนดระยะเวลาเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวให้เป็นที่ชัดแจ้งและแน่นอน แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษาด้วย ทั้งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘ ในกรณีที่ศาลจะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษจำเลยไว้มาบวกเข้ากับโทษจำคุกจำเลยในคดีหลังได้นั้น จะต้องได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดขึ้นอีกภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ดังกล่าวด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนของคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๗๑๘/๒๕๔๓ ของศาลแขวงพระนครใต้แต่เพียงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก ๑ ปี ฐานเสพกัญชาเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๓ โดยมิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งมาด้วยว่าคดีดังกล่าวศาลแขวงพระนครใต้รอการลงโทษไว้หรือไม่ เป็นกำหนดระยะเวลาเท่าใดนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ซึ่งแม้โจทก์จะได้บรรยายฟ้องต่อมาภายหลังจากที่ได้บรรยายฟ้องถึงคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๖๕/๒๕๔๓ ของศาลแขวงพระนครใต้ โดยใช้ถ้อยคำว่า ภายในเวลาที่รอการลงโทษทั้งสองคดี จำเลยได้กระทำความผิดคดีนี้อีก ก็เป็นคำฟ้องที่ไม่อาจ ทำให้ทราบหรือเข้าใจได้ว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๗๑๘/๒๕๔๓ ของศาลแขวงพระนครใต้นั้น ศาลรอการลงโทษไว้ มีกำหนดเวลาเท่าใด และจำเลยมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าว อันจะมีผลทำให้ศาลมีอำนาจนำโทษจำคุก ๑ ปี มาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ได้ เมื่อฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ และ ๕๘ แล้ว แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจนำโทษจำคุก ๑ ปี ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๗๑๘/๒๕๔๓ ของศาลแขวงพระนครใต้ มาบวกเข้ากับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ได้ ศาลอุทธรณ์ยกคำขอในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวินัย กาญจนรุ่งโรจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสมเกียรติ รัศมีภูผา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุริยะ เดชด่าน
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9574/2544
#44080
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ข้ออ้างที่ว่าจำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องสามารถเอาชำระหนี้ได้เป็นข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกัน จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยกขึ้นโต้แย้งไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระหนี้ 17,475,616.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ18 ต่อปี ของต้นเงิน 15,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (28 ธันวาคม2537) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเดือนละไม่ต่ำกว่า250,000 บาท ทุกวันสิ้นสุดของเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม 2539 ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 18 เดือน ต่อมาจำเลยผิดนัด โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 45152 ถึง 45157ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1066/2539 ของศาลชั้นต้น ผู้ร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2541 ผู้ร้องสืบหาทรัพย์สินของจำเลยแล้วปรากฏว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างใดอีกเลย ผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลย จึงขอเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่โจทก์ยึด

โจทก์และจำเลยไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นงดไต่สวนและมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน แต่ให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์จากเงินที่เหลือภายหลังที่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เจ้าหนี้จำนองแล้ว

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิยกข้ออ้างที่ว่าจำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องสามารถเอาชำระหนี้ได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 นั้น เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ฉะนั้น ข้ออ้างที่ว่าจำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องสามารถเอาชำระหนี้ได้ จึงเป็นข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกัน จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาหาอาจจะยกขึ้นโต้แย้งได้ไม่ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — นาง ประเมียร ติยะวนิช
จำเลย — นาย ถาวร พิชะยะ
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9571/2544
#44079
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิการบอกเลิกสัญญาและวิธีการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดไว้โดยเฉพาะแล้ว โดยให้สิทธิแก่ผู้เช่าซื้อตามมาตรา 573 และให้สิทธิแก่ผู้ให้เช่าซื้อตามมาตรา 574 ไม่ใช่กรณีไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีตามมาตรา 4 จึงไม่อาจนำวิธีการบอกเลิกสัญญาเช่าในกฎหมายลักษณะเช่าทรัพย์ตามมาตรา 560 มาใช้บังคับในการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้

สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับผู้ซื้อมีข้อตกลงว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าสัญญาเลิกกันทันที ซึ่งเป็นการกำหนดเงื่อนไขการเลิกสัญญาเช่าซื้อแตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมาย แต่ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงใช้บังคับได้เมื่อผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อโจทก์ใช้วิธีแสดงเจตนามีหนังสือทวงถามไปยังผู้เช่าซื้อให้ชำระหนี้ก่อน หากไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดให้ถือเอาหนังสือนั้นเป็นการบอกเลิกสัญญาจึงบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 387 ได้ เมื่อโจทก์มีหนังสือไปยังผู้เช่าซื้อให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ภายใน 3 วัน หากไม่ชำระขอถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ระยะเวลา 3 วันที่โจทก์กำหนดให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระอยู่จำนวน 29,810 บาทนั้น นับว่าเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว โจทก์ได้ปฏิบัติตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 387 แล้ว เมื่อผู้เช่าซื้อไม่ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย

แม้จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้มาตั้งแต่ในศาลชั้นต้นว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ30 ต่อปี รวมไว้ในสัญญาเช่าซื้อและค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระซึ่งเป็นอัตราอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสองได้ ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ได้โดยวินิจฉัยว่าตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ เป็นการห้ามเรียกดอกเบี้ยเฉพาะแต่การกู้ยืมเงินเท่านั้น ไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่การเช่าซื้อได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทพีมูฟวิ่งอินเตอร์ทรานสปอร์ต จำกัด ทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องปรับอากาศจากโจทก์ในราคา 49,880 บาท ชำระค่าเช่าซื้อในวันทำสัญญาแล้ว9,200 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 1,695 บาท มีกำหนด24 เดือน มีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาผู้เช่าซื้อไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญา ยังคงค้างชำระค่าเช่าซื้ออีก 18 งวด เป็นเงินจำนวน 29,910 บาท โดยผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 7 ของวันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นมาซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อหากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดหนึ่งงวดใด ถือว่าสัญญาเป็นอันเลิกกันทันทีโดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ติดตามทวงถามให้จำเลยคืนทรัพย์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาทรัพย์ให้แก่โจทก์หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนทรัพย์ที่เช่าซื้อหรือให้ใช้ราคาทรัพย์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบเครื่องปรับอากาศที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 29,910 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบเครื่องปรับอากาศยี่ห้อยูนิแอร์ จำนวน 1 เครื่องที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 29,910 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์2543 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 560 ซึ่งนำมาใช้ในเรื่องเช่าซื้อด้วยระบุว่า หากจะบอกเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวให้ชำระค่าเช่าที่ค้างชำระเสียก่อน โดยต้องกำหนดเวลาอย่าให้น้อยกว่า 15 วัน แต่โจทก์มีหนังสือทวงถามบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายใน 3 วัน หากไม่ชำระขอถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า สิทธิการบอกเลิกสัญญาและวิธีการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้โดยเฉพาะแล้วโดยให้สิทธิแก่ผู้เช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 และให้สิทธิแก่ผู้ให้เช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 ไม่ใช่กรณีไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 จึงไม่อาจนำวิธีการบอกเลิกสัญญาเช่าในกฎหมายลักษณะเช่าทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 560 มาใช้บังคับในการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ และตามสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับผู้เช่าซื้อมีข้อตกลงว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าสัญญาเลิกกันทันที ซึ่งเป็นการกำหนดเงื่อนไขเลิกสัญญาเช่าซื้อแตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมาย แต่ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงใช้บังคับได้ เมื่อผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์ใช้วิธีแสดงเจตนามีหนังสือทวงถามไปยังผู้เช่าซื้อให้ชำระหนี้ก่อน หากไม่ชำระภายในกำหนดให้ถือเอาหนังสือนั้นเป็นการบอกเลิกสัญญา แสดงว่าโจทก์สละสิทธิการเลิกสัญญาตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ แต่โจทก์อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาในกรณีผู้เช่าซื้อไม่ชำระหนี้ โดยบอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อชำระหนี้ภายในกำหนดระยะเวลาพอสมควรก่อนหากไม่ชำระหนี้จึงบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387ได้ เมื่อโจทก์มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.3 ไปยังผู้เช่าซื้อให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ภายใน 3 วันหากไม่ชำระขอถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ เห็นว่า ระยะเวลา 3 วัน ที่โจทก์กำหนดให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระอยู่จำนวน 29,910 บาทนั้น นับว่าเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว โจทก์ได้ปฏิบัติตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 แล้วเมื่อผู้เช่าซื้อไม่ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนด การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปในปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 30 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดรวมเอาไว้ในสัญญาเช่าซื้อและค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะ เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้ยกข้อต่อสู้ว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ข้อตกลงเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นโมฆะมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสองได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 นั้นเป็นการห้ามเรียกดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงินเท่านั้น ไม่อาจจะนำมาใช้บังคับแก่การเช่าซื้อแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 573 ม. 574
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ ม. 225 วรรคสอง
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท นิยมพานิช จำกัด
จำเลย — นาย ธำรง ทะพิงค์แก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
เดิมพัน จรรยามั่น
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9571/2544
#98468
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิการบอกเลิกสัญญาและวิธีการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ป.พ.พ. กำหนดไว้โดยเฉพาะแล้ว โดยให้สิทธิแก่ผู้เช่าซื้อตามมาตรา 573 และให้สิทธิแก่ผู้ให้เช่าซื้อตามมาตรา 574 ไม่ใช่ไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีตามมาตรา 4 กรณีจึงไม่อาจนำวิธีการบอกเลิกสัญญาเช่าในกฎหมายลักษณะเช่าทรัพย์ ตามมาตรา 560 มาใช้บังคับในการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้

ตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 เป็นการห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในการกู้ยืมเงินเท่านั้น ไม่อาจจะนำมาใช้บังคับแก่การเช่าซื้อได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบเครื่องปรับอากาศที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๒๙,๙๑๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมาย กล่าวคือเมื่อผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระหนี้ค่าเช่าที่พึงส่งเป็นรายเดือนหรือระยะยาวกว่านั้น ผู้ให้เช่าต้องบอกกล่าวให้ชำระค่าเช่าภายในเวลาอันควรแต่จะต้องไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๐ ประกอบมาตรา ๔ ดังนั้นการที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากำหนดให้ผู้เช่าซื้อชำระหนี้ค่าเช่าที่ค้างภายใน ๓ วัน นับแต่วันรับหนังสือจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้สัญญาเช่าซื้อจะระบุว่าหากผู้เช่าผิดนัดผิดสัญญาไม่ว่าข้อใดถือว่าสัญญาเป็นอันยกเลิกทันทีก็ตาม แต่การที่โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ แสดงว่าโจทก์สละข้อต่อสู้แห่งสัญญาในส่วนสาระสำคัญอันเป็นประโยชน์ต่อโจทก์แล้ว และโจทก์เข้ายึดถือสิทธิการบอกเลิกสัญญาที่มอบให้ทนายความดำเนินการ แต่เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในเรื่องการบอกเลิกสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยจากค่าเช่าซื้อส่วนที่ค้างชำระ เพราะโจทก์ได้บวกดอกเบี้ยที่คิดไว้ล่วงหน้ารวมกับเงินลงทุน ค่าติดตามทวงถามและค่าอัตราเสี่ยงต่าง ๆ เป็นค่าเช่าซื้อไว้แล้ว การที่โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยอีกเป็นการเรียกดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย ต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยส่งมอบเครื่องปรับอากาศยี่ห้อยูนิแอร์ จำนวน ๑ เครื่อง ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๒๙,๙๑๐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน (ที่ถูกต้องควรเป็นจำเลย) ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๐ ซึ่งนำมาใช้ในเรื่องเช่าซื้อด้วยระบุว่า หากจะบอกเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวให้ชำระค่าเช่าที่ค้างชำระเสียก่อน โดยต้องกำหนดเวลาอย่าให้น้อยกว่า ๑๕ วัน แต่โจทก์มีหนังสือทวงถามบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายใน ๓ วัน หากไม่ชำระขอถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า สิทธิการบอกเลิกสัญญาและ วิธีการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้โดยเฉพาะแล้ว โดยให้สิทธิแก่ผู้เช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๓ และให้สิทธิแก่ผู้ให้เช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๔ ไม่ใช่กรณีไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ จึงไม่อาจนำวิธีการบอกเลิกสัญญาเช่าในกฎหมายลักษณะเช่าทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๐ มาใช้บังคับในการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้และตามสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับผู้เช่าซื้อมีข้อตกลงว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าสัญญาเลิกกันทันที ซึ่งเป็นการกำหนดเงื่อนไขการเลิกสัญญาเช่าซื้อแตกต่างจาก บทบัญญัติของกฎหมาย แต่ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงใช้บังคับได้ เมื่อผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์ใช้วิธีแสดงเจตนามีหนังสือทวงถามไปยังผู้เช่าซื้อให้ชำระหนี้ก่อน หากไม่ชำระภายในกำหนดให้ถือเอาหนังสือนั้นเป็นการบอกเลิกสัญญา แสดงว่าโจทก์สละสิทธิการเลิกสัญญาตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ แต่โจทก์อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาในกรณีผู้เช่าซื้อไม่ชำระหนี้ โดยบอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อชำระหนี้ภายในกำหนดระยะเวลาพอสมควรก่อน หากไม่ชำระหนี้จึงบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๗ ได้ เมื่อโจทก์มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ. ๓ ไปยังผู้เช่าซื้อให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ภายใน ๓ วัน หากไม่ชำระขอถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ เห็นว่า ระยะเวลา ๓ วัน ที่โจทก์กำหนดให้ ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระอยู่จำนวน ๒๙,๙๑๐ บาทนั้น นับว่าเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว โจทก์ได้ปฏิบัติตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๗ แล้ว เมื่อผู้เช่าซื้อไม่ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนด การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟัง ไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปในปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๓๐ ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดรวมเอาไว้ในสัญญาเช่าซื้อและค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ ข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะ เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้ยกข้อต่อสู้ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ ข้อตกลงเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นโมฆะมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น แต่ปัญหา ดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง ได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ นั้นเป็นการห้ามเรียกดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงินเท่านั้น ไม่อาจจะนำมาใช้บังคับแก่การเช่าซื้อแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๖๐๐ บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 560 ม. 573 ม. 574
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิยมพานิช จำกัด
จำเลย — นายธำรง ทะพิงค์แก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายพลจักร์ คงน้อย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
เดิมพัน จรรยามั่น
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9570/2544
#44078
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำแถลงของโจทก์ โจทก์อ้างเพียงว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 309 ฯ และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรของจำเลย เป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่สูงสุดเท่านั้น โดยโจทก์มิได้กล่าวโดยชัดแจ้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญบทมาตราใดและเพราะเหตุใด จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่มีเหตุผลสนับสนุน ประกอบกับท้ายคำแถลงดังกล่าวโจทก์มีคำขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินภาษีตามคำขอท้ายฟ้องแสดงให้เห็นว่าโจทก์ยื่นคำแถลงดังกล่าวก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาในลักษณะของการแถลงการณ์ปิดคดี เพื่อให้ศาลชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีตามคำฟ้องเท่านั้น คำแถลงของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯมาตรา 6 ประกอบด้วยมาตรา 264 ที่ศาลชั้นต้นจะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย การที่ศาลชั้นต้นยกคำแถลงแล้วพิจารณาคดีต่อไปจึงชอบแล้ว และเมื่อโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อไป ตามเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดไว้ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร โจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 9 ตามมาตรา 3แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรฉบับที่ 309 ฯ ตามการประเมินของเจ้าพนักงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทในวันชี้สองสถานว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7ต่อปีหรือไม่ ต่อมาในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์แถลงตอบศาลภาษีอากรกลางว่า โจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิตามเงื่อนไขของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรดังกล่าวและขอเลื่อนคดีเพื่อเจรจาขอผ่อนชำระค่าภาษีต่อจำเลยที่ 1 ศาลภาษีอากรกลางอนุญาตให้เลื่อนคดีและนัดฟังคำพิพากษาแทนการนัดพร้อมในวันที่ 4 สิงหาคม 2543ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2543 โจทก์ยื่นคำแถลงว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 มาตรา 3 ที่ให้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร คงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 9 และมาตรา 4 ที่ให้ยังคงใช้มาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 236)พ.ศ. 2534 ต่อไปสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่กระทำไปก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 309) ดังกล่าวใช้บังคับตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด กับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อปีซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2540 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 309) ดังกล่าว ได้ออกมาจำกัดสิทธิของโจทก์ โดยเปลี่ยนแปลงให้โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่สูงขึ้น จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยใช้บังคับไม่ได้ขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้อง ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่าคำแถลงของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าพระราชกฤษฎีกาและประกาศไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญอย่างไรทั้งมิได้อ้างบทมาตราในรัฐธรรมนูญมาด้วย ถือเป็นคำแถลงที่ไม่ชัดแจ้งและมิได้ทำเป็นคำร้องอันเป็นการไม่ชอบให้ยกคำแถลง คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยานคู่ความ แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในวันดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำแถลงอ้างว่าประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม2540 และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และศาลชั้นต้นได้รับข้อโต้แย้งดังกล่าวแล้วการที่ศาลชั้นต้นไม่รอการพิจารณาและส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 กลับพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามคำแถลงของโจทก์ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 โจทก์อ้างเพียงว่าพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309)พ.ศ. 2540 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไข การขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ของจำเลยที่ 1 เป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่สูงสุดเท่านั้นโดยโจทก์มิได้กล่าวโดยแจ้งชัดว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญบทมาตราใด และเพราะเหตุใด จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่มีเหตุผลสนับสนุน ประกอบกับท้ายคำแถลงดังกล่าวโจทก์มีคำขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินภาษีตามคำขอท้ายฟ้องแสดงให้เห็นว่าโจทก์ยื่นคำแถลงดังกล่าวก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาในลักษณะของแถลงการณ์ปิดคดีเพื่อให้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีตามคำฟ้องเท่านั้น คำแถลงของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 6 ประกอบด้วยมาตรา 264 ที่ศาลภาษีอากรกลางจะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย การที่ศาลภาษีอากรกลางยกคำแถลงของโจทก์ แล้วพิจารณาคดีต่อไปจึงชอบแล้ว และเมื่อโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ตามเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดไว้ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขายสินค้าหรือบริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี โจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 9ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540ตามการประเมินของเจ้าพนักงาน ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้วอุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 6 ม. 264
ป.รัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไอ.เอ็ม.อี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9570/2544
#99351
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำแถลงก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาอ้างเพียงว่า พ.ร.ฎ. ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อไป ของจำเลยที่ 1 เป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราสูงสุดเท่านั้น โดยมิได้กล่าวโดยแจ้งชัดว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญบทมาตราใด เพราะเหตุใด ประกอบกับท้ายคำแถลงดังกล่าวโจทก์มีคำขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินภาษีตามคำขอท้ายฟ้อง แสดงให้เห็นว่าโจทก์ยื่นคำแถลงดังกล่าวในลักษณะของแถลงการณ์ปิดคดีเพื่อให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีตามคำฟ้องเท่านั้น คำแถลงดังกล่าวจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 6 ประกอบด้วยมาตรา 264 ที่ศาลจะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

โจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อไป ตามเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดไว้ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากรที่ออกตามความในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 โจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 9 ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ตามคำแถลงของโจทก์ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ โจทก์อ้างเพียงว่าพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๓๐๙) พ.ศ. ๒๕๔๐ และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ต่อไป ของจำเลยที่ ๑ เป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่สูงสุดเท่านั้น โดยโจทก์มิได้กล่าวโดยแจ้งชัดว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญบทมาตราใด และเพราะเหตุใด จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่มีเหตุผลสนับสนุน ประกอบกับท้ายคำแถลงดังกล่าวโจทก์มีคำขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินภาษีตามคำขอท้ายฟ้อง แสดงให้เห็นว่าโจทก์ยื่นคำแถลงดังกล่าวก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาในลักษณะของแถลงการณ์ปิดคดีเพื่อให้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีตามคำฟ้องเท่านั้น คำแถลงของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖ ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๔ ที่ศาลภาษีอากรกลางจะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย การที่ศาลภาษีอากรกลางยกคำแถลงของโจทก์แล้วพิจารณาคดีต่อไปจึงชอบแล้ว และเมื่อโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ต่อไป ตามเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดไว้ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือบริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ต่อไป โจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๙ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วย การลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๓๐๙) พ.ศ. ๒๕๔๐ ตามการประเมินของเจ้าพนักงาน ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 6 ม. 264
ป.รัษฎากร ม. 80
พ.ร.ฏ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ.2540 ม. 3 ม. 4
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 78) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไอ.เอ็ม.อี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9569/2544
#99350
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 8 ได้วางข้อห้ามมิให้ฟ้องคดีตามมาตรา 7 (1) ต่อศาลภาษีอากรไว้ซึ่งเป็นการห้ามบุคคลทุกคน หามีข้อยกเว้นให้กรมสรรพากรโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีโดยไม่จำต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว และขณะที่โจทก์ฟ้องคดี คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หนี้ค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์แจ้งการประเมิน ซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดจะต้องร่วมรับผิดด้วยอาจถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งหกต่อศาลภาษีอากรกลางตามมาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 17 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และ 246

เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์รับคำอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาแล้ว กรณีจะต้องห้ามอุทธรณ์ตามกฎหมายหรือไม่อย่างไร คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย โจทก์ไม่มีสิทธิวินิจฉัยแทนคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ - สุรศักดิ์ วงศ์ยืน - ศุภชัย ภู่งาม)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 246
ป.รัษฎากร ม. 25 ม. 30
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 และ (1) ม. 8 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเอส.อาร์.บี.กรุ๊ป กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9567/2544
#67104
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุม ป. สั่งให้ ป. ส่งเมทแอมเฟตามีนที่ ป. ถืออยู่เพื่อเป็นพยานหลักฐาน การที่จำเลย นำถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนจากมือของ ป. หลบหนีไป เป็นการเอาไปเสียซึ่งเมทแอมเฟตามีนที่เจ้าพนักงานสั่งให้ ส่งเพื่อเป็นพยานหลักฐาน มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง, 139, 140 วรรคแรก, วรรคสาม, 142, 144, 83, 91, 92, 33 พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106 เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 140 วรรคแรก, วรรคสาม, มาตรา 142 พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, มาตรา 89 ป.อ. มาตรา 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานร่วมกัน ขายวัตถุออกฤทธิ์จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันทำให้เสียหายเอาไปเสียซึ่งทรัพย์สินอันเจ้าพนักงานสั่งให้ส่ง จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 9 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนเกิดเหตุนางสาวประนอมได้ขุดดินนำถุงพลาสติกบรรจุเมทแอมเฟตามีนประมาณ 40 เม็ด แต่ละเม็ดบรรจุในหลอดกาแฟเพื่อเตรียมไว้เพื่อขาย และขณะที่ร้อยตำรวจโทสถาพรแย่งถุงพลาสติกกับ นางสาวประนอม จำเลยได้ถือมีดเหรียญยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ในลักษณะทำท่าจะทำร้ายร้อยตำรวจโทสถาพร ถ้าร้อยตำรวจโทสถาพรจับกุมนางสาวประนอม แสดงว่าจำเลยร่วมรู้เห็นเป็นใจในการที่นางสาวประนอมมี เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย ครั้นเมื่อนางสุทินผลักอกร้อยตำรวจโทสถาพรเซไปเสียหลักแล้วหยิบถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนจากมือของนางสาวประนอมส่งมอบให้จำเลยพาหลบหนีไป การที่จำเลยเงื้อมีดเหรียญในลักษณะทำท่าจะทำร้ายร้อยตำรวจโทสถาพร ถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ร้อยตำรวจโทสถาพรไม่จับกุมนางประนอมอันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และขณะกระทำผิดนายสุวรรณซึ่งร่วมกระทำผิดด้วยได้ใช้อาวุธปืนลูกซองขู่จะยิงร้อยตำรวจโทสถาพรจึงต้องรับโทษหนักขึ้น และการที่จำเลยนำถุงพลาสติกบรรจุ เมทแอมเฟตามีนหลบหนีไป ถือว่าเป็นการเอาไปเสียซึ่งเมทแอมเฟตามีนที่ร้อยตำรวจโทสถาพรสั่งให้นางสาวประนอมส่งให้เพื่อเป็นพยานหลักฐาน ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองต่างพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 142
ป.วิ.อ. ม. 85 ม. 132 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นายประวิทหรือประวิทย์ บุญประสพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายสุนัย จันทร์ตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายทวี เนียมประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9554/2544
#44077
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาใช้บัตรเครดิตเป็นข้อตกลงที่โจทก์ผู้ประกอบธุรกิจออกบัตรเครดิตให้แก่จำเลยเพื่ออำนวยความสะดวกแก่จำเลยในการชำระค่าสินค้าและบริการแทนเงินสดรวมทั้งเบิกถอนเงินสดไปจากโจทก์ โดยโจทก์จะออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยไปก่อนและโจทก์คิดค่าธรรมเนียมในการให้บริการบัตรเครดิตจากจำเลยโจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้จำเลย โดยจำเลยตกลงยอมให้โจทก์เรียกเอาเงินที่ได้ทดรองออกไปคืนจากจำเลยได้ เงินที่โจทก์ทดรองจ่ายแทนจำเลยตามข้อตกลงจึงเป็นหนี้ตามสัญญาที่เกิดจากบัตรเครดิต และมีอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้อง 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(7) จำเลยมียอดหนี้การใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายวันที่ 20 ธันวาคม 2538 และโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระเงินตามยอดหนี้ดังกล่าวภายในวันที่ 4 มกราคม 2539 พร้อมกับแจ้งการยกเลิกการใช้บัตรเครดิตของจำเลย จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 5มกราคม 2539 เป็นต้นไป โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 15 ธันวาคม 2541คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตขวัญนครของโจทก์จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินคืนตามที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายไป โจทก์บอกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรแล้ว ขอให้จำเลยชำระต้นเงิน เบี้ยปรับและค่าธรรมเนียมรวมจำนวน 232,403.95 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ 28ต่อปี ของต้นเงิน 137,308.50 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์จากการใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2538 รวมเป็นเงิน 140,914.97 บาท และกำหนดชำระวันที่ 4 มกราคม 2539 จำเลยผิดนัดมิได้ชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์ยกเลิกการใช้บัตรเดือนมกราคม 2539 ยอดหนี้ของจำเลยเพิ่มสูงขึ้นถึงวันฟ้องเป็นเงิน 232,403.95 บาท เนื่องจากโจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นเรื่อยมานับแต่จำเลยผิดนัด ฟ้องโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 140,914.97 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์นับแต่วันที่ 5 มกราคม2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สัญญาใช้บัตรเครดิตเป็นข้อตกลงที่โจทก์ผู้ประกอบธุรกิจออกบัตรเครดิตให้จำเลยเพื่ออำนวยความสะดวกแก่จำเลยในการชำระค่าสินค้าและค่าบริการโดยใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แทนการชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการด้วยเงินสดตลอดจนสามารถใช้บัตรเครดิตดังกล่าวเบิกถอนเงินสดไปจากโจทก์ อันเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการอำนวยความสะดวกที่โจทก์ตกลงให้แก่จำเลย โดยโจทก์จะออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยไปก่อน และโจทก์คิดค่าธรรมเนียมในการให้บริการบัตรเครดิตดังกล่าวจากจำเลย โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้จำเลย โดยจำเลยตกลงยอมให้โจทก์เรียกเอาเงินที่ได้ทดรองออกไปคืนจากจำเลยได้ เงินที่โจทก์ทดรองจ่ายแทนจำเลยตามข้อตกลงข้างต้นจึงเป็นหนี้ตามสัญญาที่เกิดจากบัตรเครดิต และมีอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้อง 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) จำเลยมียอดหนี้การใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายวันที่ 20 ธันวาคม 2538 และโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระเงินตามยอดหนี้ดังกล่าวภายในกำหนดวันที่ 4 มกราคม2539 พร้อมกับแจ้งยกเลิกการใช้บัตรเครดิตของจำเลย จำเลยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาที่โจทก์แจ้ง โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ได้ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2539 เป็นต้นไป โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 15 ธันวาคม 2541 คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ปิยะวิศว์ ชวลิตเสนีย์ หรือนาย ปิยะ สมรศาสตร์
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9546/2544
#67125
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นเจ้าของตู้คาราโอเกะ อันประกอบด้วยเครื่องรับโทรทัศน์สี เครื่องเล่นวิดีโอซีดี แผ่นวิดีโอซีดี และเครื่องเสียงพร้อมลำโพง ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้ริบตาม ป.อ. มาตรา 33 เพราะจำเลยได้นำไปฉายหรือให้บริการ วิดีโอซีดีคาราโอเกะที่มีการแสดงภาพและเสียงเพลงบริการลูกค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ. ควมคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 20 วรรคสอง, 38 แต่ผู้ร้องทราบความต้องการของจำเลยว่าจำเลยต้องการติดตั้งตู้คาราโอเกะอย่างเร่งด่วนในทันทีแม้จำเลยยังไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งนี้เพื่อเป็นการเอาใจลูกค้ารวมถึงกิจการค้าขายเจริญขึ้นตามไปด้วย ดังนี้รับฟังได้ว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้จัดให้มีการฉายวิดีโอซีดีที่มีการแสดงภาพและเสียงเพลงขึ้นในสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ แม้คำพิพากษาดังกล่าวไม่ผูกพันผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอก แต่เมื่อผู้ร้องไม่ได้โต้แย้งว่าจำเลยไม่ได้ใช้ตู้คาราโอเกะของกลางอันประกอบด้วยเครื่องรับโทรทัศน์สีวิดีโอซีดี เครื่องเล่นวิดีโอซีดี เครื่องเสียงและลำโพงในการกระทำความผิดฐานฉายวิดีโอซีดีของกลางที่มีการแสดงภาพและ เสียงเพลงในสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงต้องฟังว่าทรัพย์ทั้งหมดถูกใช้ในการกระทำผิดของจำเลย ทรัพย์ชิ้นใดโดยตัวของมันเองจะเป็นวัสดุโทรทัศน์หรือไม่ก็ตาม ทรัพย์นั้นก็ยังคงเป็นทรัพย์ที่ ถูกใช้ร่วมกับทรัพย์อื่นในการกระทำความผิดฐานฉายวิดีโอซีดีที่มีการแสดงภาพและเสียงเพลงขึ้นในสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตอันควรต้องริบตาม ป.อ. มาตรา 33 อยู่ดี จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาว่าทรัพย์ชิ้นใดเป็นวัสดุโทรทัศน์อันจะริบตาม พ.ร.บ. ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4 หรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 20 วรรคสอง และ 38 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 จำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 15 วัน และปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของกลาง จำเลยทำสัญญาเช่าของกลางจากผู้ร้องไปใช้ส่วนตัว โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยขอให้สั่งคืนของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ของกลางและผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับฟังในเบื้องต้นได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของตู้คาราโอเกะอันประกอบด้วย เครื่องรับโทรทัศน์สีขนาด 25 นิ้ว 1 เครื่อง เครื่องเล่นวิดีโอซีดี ขนาด 50 แผ่น แผ่นวิดีโอซีดี 50 แผ่น และเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 1 ชุด ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้ริบเพราะจำเลยได้นำไปฉายหรือให้บริการวิดีโอซีดีคาราโอเกะที่มีการแสดงภาพและเสียงเพลงบริการลูกค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ได้ความจากผู้ร้องและจำเลยว่า ผู้ร้องมีอาชีพเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง โดยเคยแวะมารับประทานอาหารที่ร้านอาหารชัยพฤกษ์ข้าวต้มโต้รุ่งของจำเลยและเคยเสนอต่อจำเลยว่า ผู้ร้องมีตู้คาราโอเกะให้เช่า หากจำเลยจะนำมาใช้ส่วนตัวก็ไม่ต้องขออนุญาต แต่หากจะนำมาให้บริการแก่ลูกค้าด้วยการหยอดเหรียญก็ต้องขออนุญาตซึ่งจำเลยเห็นด้วยเพราะลูกค้าของจำเลยก็มีความต้องการเช่นนั้น ต่อมาไม่นานจำเลยก็ได้ติดต่อผู้ร้องเพื่อขอเช่าตู้คาราโอเกะของกลางซึ่งผู้ร้องยินยอมให้จำเลยเช่า คำพยานผู้ร้องได้ความดังนี้เห็นว่าผู้ร้องมีอาชีพเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ ผู้ร้องน่าจะมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่ใช้บังคับแก่สถานบันเทิงดีพอสมควรจึงได้ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายแก่จำเลยอย่างถูกต้อง และการที่ผู้ร้องนำเสนอความคิดเกี่ยวกับการสนองความต้องการของลูกค้าของจำเลยที่จะนำเอาตู้คาราโอเกะมาให้ความบันเทิงภายในร้านอาหารของจำเลยก็นับได้ว่าผู้ร้องและจำเลยมีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ประกอบกับในขณะนั้นจำเลยยังไม่ได้ติดตั้งตู้คาราโอเกะเพื่อบริการลูกค้าซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยต้องยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้ฉายหรือให้บริการตู้คาราโอเกะอย่างแน่นอน และการขออนุญาตในเรื่องดังกล่าวต้องใช้เวลานับเดือนกว่าจะได้รับใบอนุญาต จำเลยเองก็เคยแจ้งให้ผู้ร้องทราบด้วยแล้วว่า มีลูกค้าเรียกร้องให้นำตู้คาราโอเกะมาให้บริการโดยหยอดเหรียญเพื่อจะได้ร้องเพลงอีกด้วย ข้อเท็จจริงจึงบ่งชี้ให้น่าเชื่อว่าขณะที่ผู้ร้องกับจำเลยเจรจากันอยู่นั้นจำเลยมีความต้องการที่จะติดตั้งตู้คาราโอเกะอย่างเร่งด่วนซึ่งหากจำเลยได้รับตู้คาราโอเกะมาเมื่อใดจำเลยก็จะติดตั้งในทันทีแม้จะยังไม่ได้รับใบอนุญาตก็ตาม และผู้ร้องน่าจะทราบความต้องการของจำเลย ทั้งนี้เพื่อเป็นการเอาใจลูกค้ารวมถึงกิจการค้าขายเจริญขึ้นตามไปด้วย ข้อเท็จจริงดังได้วินิจฉัยมานี้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย

ที่ผู้ร้องฎีกาโต้แย้งว่า สิ่งที่จะเรียกว่าเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่จะริบได้ตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4 ได้นั้นก็เฉพาะแต่วิดีโอซีดีเท่านั้น ส่วนเครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องเล่นวิดีโอซีดี เครื่องเสียงและลำโพงที่ถูกริบหาใช่เป็นวัสดุโทรทัศน์อันจะริบตามบทบัญญัตินั้นได้ไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยนี้ได้จัดให้มีการฉายวิดีโอซีดีที่มีการแสดงภาพและเสียงเพลงขึ้นในสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ แม้คำพิพากษาดังกล่าวไม่ผูกพันผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอก แต่เมื่อผู้ร้องไม่ได้โต้แย้งว่าจำเลยไม่ได้ใช้ตู้คาราโอเกะของกลางอันประกอบด้วยเครื่องรับโทรทัศน์สีวิดีโอซีดี เครื่องเล่นวิดีโอซีดี เครื่องเสียงและลำโพงในการกระทำความผิดฐานฉายวิดีโอซีดีของกลางที่มีการแสดงภาพและเสียงเพลงในสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงต้องฟังว่าทรัพย์ทั้งหมดถูกใช้ในการกระทำผิดของจำเลย ทรัพย์ดังกล่าวชิ้นใดโดยตัวของมันเองจะเป็นวัสดุโทรทัศน์หรือไม่จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา เพราะไม่ว่าทรัพย์นั้นจะเป็นวัสดุโทรทัศน์หรือไม่ก็ตาม ทรัพย์ดังกล่าวก็ยังคงเป็นทรัพย์ที่ถูกใช้ร่วมกับทรัพย์อื่นในการกระทำความผิดฐานฉายวิดีโอซีดีที่มีการแสดงภาพและเสียงเพลงขึ้นในสถานที่ให้บริการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันควรต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 อยู่ดี ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของผู้ร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 ม. 249
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นายชูศักดิ์ เอี่ยมปาน
จำเลย — นางสาวอัญชลี เจือจันทึก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงตลิ่งชัน — นายสุชาติ สุนทรเกษม
ศาลอุทธรณ์ — นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9539/2544
#44076
เปิดฉบับเต็ม

เช็คเป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่งที่ผู้สั่งจ่ายสั่งให้ธนาคารใช้เงินเมื่อทวงถามซึ่งผู้ทรงเช็คมีสิทธิทวงถามให้ธนาคารใช้เงินตั้งแต่วันออกเช็คซึ่งหมายถึงวันที่ลงในเช็ค มิใช่หมายถึงวันที่ผู้สั่งจ่ายเขียนเช็คหรือมิใช่วันที่ผู้ทรงเช็คยื่นเช็คแล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน กำหนดอายุความ 1 ปีที่ผู้ทรงเช็คฟ้องผู้สั่งจ่ายจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ลงในเช็คอันเป็นวันที่ผู้ทรงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงกันให้จำเลยขีดฆ่าวันออกเช็คเดิมออกเช็คพิพาทจึงเป็นเช็คที่มิได้ลงวันออกเช็ค และแสดงให้เห็นเจตนาว่าจำเลยยินยอมให้โจทก์ลงวันออกเช็ควันใดวันหนึ่งก็ได้ตามที่โจทก์เห็นสมควร การที่โจทก์ไม่ลงวันออกเช็คในครั้งแรกที่นำเช็คพิพาทไปยื่น ธนาคารจึงชอบที่จะปฏิเสธการใช้เงินได้เพราะตราสารที่นำไปยื่นนั้นมีรายการขาดตกบกพร่องไม่สมบูรณ์อันจะถือว่าเป็นเช็คและเมื่อโจทก์นำตราสารนั้นมาลงวันออกเช็คในครั้งหลังเพื่อให้สมบูรณ์เป็นเช็คก็เป็นสิทธิที่โจทก์ย่อมกระทำได้ อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ออกเช็คหรือลงในเช็คในครั้งหลังเป็นต้นไปโจทก์ฟ้องคดีนี้ภายหลังเช็คพิพาทถึงกำหนดแล้วประมาณ 3 เดือนเศษคดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยผู้สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ 357,407.54 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า เดิมเช็คตามฟ้องลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2536 เมื่อเช็คถึงกำหนดจำเลยได้ขอผัดผ่อนการใช้เงินตามเช็ค แล้วจำเลยขีดฆ่าวันที่ลงในเช็คพร้อมลงลายมือชื่อกำกับไว้ แต่ไม่ได้ลงวันที่ในเช็คไว้อีก ต่อมาโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินในวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 โดยไม่ได้ลงวันที่ในเช็ค หลังจากธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงลงวันที่ในเช็คเป็นวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 แล้วนำไปเรียกเก็บเงินอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้นับแต่วันที่โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คครั้งแรกอันถือว่าเป็นวันสั่งจ่ายเช็ค ถึงวันฟ้องเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์คดีนี้จึงขาดอายุความตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 350,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 22 กรกฎาคม 2541

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เช็คเป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่งในสามประเภทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 898 ซึ่งกฎหมายบัญญัติวันถึงกำหนดใช้เงินแตกต่างไปจากตั๋วแลกเงิน และตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วเงินสองประเภทหลังนี้อาจกำหนดวันถึงกำหนดใช้เงินอย่างใดอย่างหนึ่งในสี่ประการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 913 สำหรับเช็คเป็นเรื่องผู้สั่งจ่ายสั่งให้ธนาคารใช้เงินเมื่อทวงถาม ดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 987 ดังนั้น ผู้ทรงเช็คจึงมีสิทธิทวงถามให้ธนาคารใช้เงินตั้งแต่วันออกเช็คซึ่งหมายถึงวันที่ลงในเช็ค มิใช่หมายถึงวันที่ผู้สั่งจ่ายเขียนเช็คหรือมิใช่วันที่ผู้ทรงยื่นเช็คแล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้นอายุความจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ลงในเช็คอันเป็นวันที่ผู้ทรงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 สำหรับคดีนี้อายุความที่ผู้ทรงฟ้องผู้สั่งจ่ายตามเช็คมีกำหนด 1 ปี เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าโจทก์จำเลยตกลงกันให้จำเลยขีดฆ่าวันออกเช็คเดิมออก เช็คพิพาทจึงเป็นเช็คที่มิได้ลงวันออกเช็ค และแสดงให้เห็นเจตนาว่าจำเลยยินยอมให้โจทก์ลงวันออกเช็ควันใดวันหนึ่งก็ได้ตามที่โจทก์เห็นสมควร การที่โจทก์ไม่ลงวันออกเช็คในครั้งแรกที่นำเช็คพิพาทไปยื่น ธนาคารชอบที่จะปฏิเสธการจ่ายเงินได้เพราะตราสารที่นำไปยื่นนั้นมีรายการขาดตกบกพร่องไม่สมบูรณ์อันจะถือว่าเป็นเช็ค เมื่อโจทก์นำตราสารนั้นมาลงวันออกเช็คในครั้งหลังเพื่อให้สมบูรณ์เป็นเช็คจึงเป็นสิทธิที่โจทก์ย่อมกระทำได้อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ออกเช็คหรือลงในเช็คเป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 ภายหลังเช็คพิพาทถึงกำหนดแล้วประมาณ 3 เดือนเศษ คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1002
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อุบล เกียรตินันท์
จำเลย — นาง ระวีวรรณ มีสมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9539/2544
#98619
เปิดฉบับเต็ม

เช็คเป็นตั๋วเงินที่ผู้สั่งจ่ายสั่งให้ธนาคารใช้เพื่อทวงถาม ผู้ทรงเช็คจึงมีสิทธิทวงถามให้ธนาคารใช้เงินตั้งแต่วันออกเช็คซึ่งหมายถึงวันที่ลงในเช็ค มิใช่หมายถึงวันที่ผู้สั่งจ่ายเขียนเช็คหรือมิใช่วันที่ผู้ทรงเช็คยื่นเช็คแล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ลงในเช็คอันเป็นวันที่ผู้ทรงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12

โจทก์จำเลยตกลงให้จำเลยขีดฆ่าวันออกเช็คพิพาทเดิม และยินยอมให้โจทก์ลงวันออกเช็ควันใดวันหนึ่งก็ได้ตามที่โจทก์เห็นสมควร การที่โจทก์ไม่ลงวันออกเช็คในครั้งแรกที่นำเช็คพิพาทไปยื่น ธนาคารชอบที่จะปฏิเสธการจ่ายเงินได้เพราะตราสารที่นำไปยื่นนั้นมีรายการขาดตกบกพร่องไม่สมบูรณ์อันจะถือว่าเป็นเช็ค เมื่อโจทก์นำตราสารนั้นมาลงวันออกเช็คในครั้งหลังเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 เพื่อให้สมบูรณ์เป็นเช็คจึงเป็นสิทธิที่โจทก์ย่อมกระทำได้ อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้โจทก์ 357,407.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 22 กรกฎาคม 2541

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1002 หรือไม่ เห็นว่า เช็คเป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่งในสามประเภทตาม ป.พ.พ. มาตรา 898 ซึ่งกฎหมายบัญญัติวันถึงกำหนดใช้เงินแตกต่างไปจากตั๋วแลกเงิน และตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วเงินสองประเภทหลังนี้อาจกำหนดวันถึงกำหนดใช้เงินอย่างใดอย่างหนึ่งในสี่ประการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 913 สำหรับเช็คเป็นเรื่องผู้สั่งจ่ายสั่งให้ธนาคารใช้เงินเมื่อทวงถาม ดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 987 ดังนั้น ผู้ทรงเช็คจึงมีสิทธิทวงถามให้ธนาคารใช้เงินตั้งแต่วันออกเช็คซึ่งหมายถึงวันที่ลงในเช็ค มิใช่หมายถึงวันที่ผู้สั่งจ่ายเขียนเช็คหรือมิใช่วันที่ผู้ทรงยื่นเช็คแล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้นอายุความจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ลงในเช็คอันเป็นวันที่ผู้ทรงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 สำหรับคดีนี้อายุความที่ผู้ทรงฟ้องผู้สั่งจ่ายตามเช็คมีกำหนด 1 ปี เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าโจทก์จำเลยตกลงกันให้จำเลยขีดฆ่าวันออกเช็คเดิมออก เช็คพิพาทจึงเป็นเช็คที่มิได้ลงวันออกเช็ค และแสดงให้เห็นเจตนาว่าจำเลยยินยอมให้โจทก์ลงวันออกเช็ควันใดวันหนึ่งก็ได้ตามที่โจทก์เห็นสมควร การที่โจทก์ไม่ลงวันออกเช็คในครั้งแรกที่นำเช็คพิพาทไปยื่นธนาคารชอบที่จะปฏิเสธการจ่ายเงินได้เพราะตราสารที่นำไปยื่นนั้นมีรายการขาดตกบกพร่องไม่สมบูรณ์อันจะถือว่าเป็นเช็ค เมื่อโจทก์นำตราสารนั้นมาลงวันออกเช็คในครั้งหลังเพื่อให้สมบูรณ์เป็นเช็คจึงเป็นสิทธิที่โจทก์ย่อมกระทำได้ อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ออกเช็คหรือลงในเช็คเป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 ภายหลังเช็คพิพาทถึงกำหนดแล้วประมาณ 3 เดือนเศษ คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.

(ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ - ไพศาล เจริญวุฒิ - สมชาย จุลนิติ์)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 898 ม. 913 ม. 987 ม. 1002
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุบล เกียรตินันท์
จำเลย — นางระวีวรรณ มีสมศักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายกิติ ปิ่นงาม
ศาลอุทธรณ์ — นายมณฑล เกตุไทย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9528/2544
#44075
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ การที่จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้ในคดีล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ พระราชบัญญัติล้มละลายฯ และข้อกำหนดคดีล้มละลาย มิได้บัญญัติหรือกำหนดไว้โดยเฉพาะและนำมาใช้โดยอนุโลม ตามสภาพลักษณะของคดีล้มละลายที่ให้พิจารณาเป็นการด่วนเกี่ยวกับการทราบนัดหรือกระบวนพิจารณาของแต่ละนัด พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลาย และวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 15 บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วจึงไม่นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้บังคับ ดังนั้น ในวันนัดสืบพยานโจทก์ วันที่ 2 พฤษภาคม ซึ่งศาลล้มละลายกลางสั่งงดสืบพยานจำเลยและนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันที่ 12 พฤษภาคมแม้ฝ่ายจำเลยไม่มา ศาลก็ต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งศาลล้มละลายกลางดังกล่าวแล้ว ดังนี้ ในวันนัดฟังคำสั่ง หรือคำพิพากษาศาลล้มละลายกลางจึงอ่านคำสั่งหรือคำพิพากษาไปได้โดยไม่จำต้องแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบอีก

ส่วนที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้งดสืบพยานโดยอ้างว่าจำเลยมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้จึงขอให้สืบพยานจำเลยต่อไป คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯมาตรา 14 จำเลยชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ภายในกำหนด1 เดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี ในคดีนี้จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวหรือคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแต่จำเลยมากล่าวอ้างเหตุดังกล่าวในคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่และให้สืบพยานจำเลย จึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนแล้ว กรณีจึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล้มละลายกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การ

ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดที่สองเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543ฝ่ายจำเลยไม่มาศาลทนายโจทก์ส่งบันทึกถ้อยคำของนายนิคม เจตน์เจริญรักษ์แทนการสืบพยาน แล้วแถลงหมดพยาน ศาลล้มละลายกลางเห็นว่า แม้จำเลยเคยขอส่งประเด็นไปสืบที่ศาลจังหวัดภูเก็ตและได้ชำระค่าธรรมเนียมการส่งประเด็นไว้แล้ว แต่จำเลยมิได้ยื่นบัญชีพยานไว้จึงไม่อาจนำพยานเข้าสืบได้ ถือว่าจำเลยไม่ติดใจสืบพยานให้งดสืบพยานจำเลย และให้นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 เวลา 13 นาฬิกา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่และสืบพยานจำเลย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าศาลล้มละลายกลางแจ้งวันนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาให้จำเลยทราบโดยชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 2 พฤษภาคม2543 ศาลล้มละลายกลางสั่งงดสืบพยานจำเลยและให้นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 เวลา 13 นาฬิกา โดยไม่มีการแจ้งให้จำเลยทราบวันนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อมาวันที่ 28มิถุนายน 2543 ทนายจำเลยมาตรวจสอบเรื่องราวที่ศาลล้มละลายกลางจึงได้ทราบว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้วนั้นเป็นกรณีที่จำเลยอ้างว่าศาลมิได้แจ้งวัดนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาให้จำเลยทราบเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 140(3) เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายต่อศาลล้มละลายกลาง ในการดำเนินกระบวนพิจารณาจึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในส่วนของการนำกฎหมายมาใช้บังคับซึ่งในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 บัญญัติว่า"นอกจากที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ กระบวนพิจารณาในศาลล้มละลายให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย และข้อกำหนดตามมาตรา 19 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" เช่นนี้การที่จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในคดีล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายพ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 และข้อกำหนดคดีล้มละลาย มิได้บัญญัติหรือกำหนดไว้โดยเฉพาะและนำมาใช้โดยอนุโลมตามสภาพลักษณะของคดีล้มละลายที่ให้พิจารณาเป็นการด่วน เกี่ยวกับการทราบนัดหรือกระบวนพิจารณาของแต่ละนัด พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 15บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับและตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 15 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 90/11แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ให้ศาลล้มละลายดำเนินการนั่งพิจารณาคดีติดต่อกันไปโดยไม่เลื่อนคดีจนกว่าจะเสร็จการพิจารณาเว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้และเมื่อเสร็จการพิจารณาคดีให้ศาลล้มละลายรีบทำคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยเร็ว

ในกรณีที่คู่ความไม่มาศาลในนัดใดไม่ว่าจะได้รับอนุญาตจากศาลหรือไม่ให้ถือว่าคู่ความนั้นได้ทราบกระบวนพิจารณาของศาลในนัดนั้นแล้ว" ดังนั้น ในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ซึ่งศาลล้มละลายกลางสั่งงดสืบพยานจำเลยและนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันที่ 12 พฤษภาคม2543 เวลา 13 นาฬิกาแม้ฝ่ายจำเลยไม่มาศาลก็ต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งศาลล้มละลายกลางดังกล่าวแล้วดังนี้ ในวันนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาศาลล้มละลายกลางจึงอ่านคำสั่งหรือคำพิพากษาไปได้โดยไม่จำต้องแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบอีก ส่วนที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้งดสืบพยาน โดยอ้างว่าจำเลยมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้จึงขอให้สืบพยานจำเลยต่อไป คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายพ.ศ. 2542 มาตรา 14 จำเลยชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี ในคดีนี้จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวหรือคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่จำเลยมากล่าวอ้างเหตุดังกล่าวในคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่และให้สืบพยานจำเลยจึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนแล้ว กรณีจึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล้มละลายกลาง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายพ.ศ. 2542 มาตรา 14 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ส่วนนี้ของจำเลยศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 226 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ธนัต ประทีป ณ ถลาง
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ