คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9528/2544
#67124
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในคดีล้มละลายได้ ก็ต่อเมื่อ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 และข้อกำหนดคดีล้มละลาย มิได้บัญญัติหรือกำหนดไว้โดยเฉพาะและนำมาใช้โดยอนุโลมตามสภาพลักษณะของคดีล้มละลายที่ให้พิจารณาเป็นการด่วน

การทราบนัดหรือกระบวนพิจารณาของแต่ละนัด พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 15 บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วจึงไม่นำ ป.วิ.พ. มาตรา 140 (3) มาใช้บังคับ

ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 15 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 90/11 แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ให้ศาลล้มละลายดำเนินการนั่งพิจารณาคดีติดต่อกันไปโดยไม่เลื่อนคดีจนกว่าจะเสร็จการพิจารณา เว้นแต่เหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้และเมื่อเสร็จการพิจารณาคดีให้ศาลล้มละลายรีบทำคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยเร็ว ในกรณีที่คู่ความไม่มาศาลในนัดใดไม่ว่าจะได้รับอนุญาตจากศาลหรือไม่ให้ถือว่าคู่ความนั้นได้ทราบกระบวนพิจารณาของศาลในนัดนั้นแล้ว" ดังนั้น ในวันนัดสืบพยานโจทก์ซึ่งศาลล้มละลายสั่งงดสืบพยานจำเลยและนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา แม้ฝ่ายจำเลยไม่มาศาลก็ต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งศาลล้มละลายดังกล่าวแล้ว ศาลล้มละลายกลางจึงอ่านคำสั่งหรือคำพิพากษาไปได้โดยไม่จำต้องแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบอีก

คำสั่งศาลล้มละลายที่ให้งดสืบพยานจำเลยเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 จำเลยชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี ในคดีนี้จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวหรือคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่จำเลยมากล่าวอ้างเหตุดังกล่าวในคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่และให้สืบพยานจำเลยจึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนแล้ว กรณีจึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล้มละลายจึงต้องห้ามมิให้จำเลยอุทธรณ์และฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
จำเลยยื่นคำร้อง ขอให้พิจารณาคดีใหม่และสืบพยานจำเลย

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ศาลล้มละลายกลางสั่งงดสืบพยานจำเลยและให้นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 เวลา 13 นาฬิกา โดยไม่มีการแจ้งให้จำเลยทราบวันนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 140 (3) หรือไม่นั้น เห็นว่า มาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 บัญญัติว่า "นอกจากที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. นี้ กระบวนพิจารณาในศาลล้มละลายให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย และข้อกำหนดตามมาตรา 19 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม" เช่นนี้การที่จะนำ ป.วิ.พ. มาใช้ในคดีล้มละลายได้ ก็ต่อเมื่อ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 และข้อกำหนดคดีล้มละลาย มิได้บัญญัติหรือกำหนดไว้โดยเฉพาะและนำมาใช้โดยอนุโลมตามสภาพลักษณะของคดีล้มละลายที่ให้พิจารณาเป็นการด่วน เกี่ยวกับการทราบนัดหรือกระบวนพิจารณาของแต่ละนัด พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 15 บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่นำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับ และตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 15 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 90/11 แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ให้ศาลล้มละลายดำเนินการนั่งพิจารณาคดีติดต่อกันไปโดยไม่เลื่อนคดีจนกว่าจะเสร็จการพิจารณา เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้และเมื่อเสร็จการพิจารณาคดี ให้ศาลล้มละลายรีบทำคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยเร็ว

ในกรณีที่คู่ความไม่มาศาลนัดใดไม่ว่าจะได้รับอนุญาตจากศาลหรือไม่ ให้ถือว่าคู่ความนั้นได้ทราบกระบวนพิจารณาของศาลในนัดนั้นแล้ว" ดังนั้น ในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ซึ่งศาลล้มละลายกลางสั่งงดสืบพยานจำเลยและนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 เวลา 13 นาฬิกา แม้ฝ่ายจำเลยไม่มาศาลก็ต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งศาลล้มละลายกลางดังกล่าวแล้ว ดังนี้ ในวันนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา ศาลล้มละลายกลางจึงอ่านคำสั่งหรือคำพิพากษาไปได้โดยไม่จำต้องแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบอีก

ที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้งดสืบพยาน คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 จำเลยชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีในคดีนี้จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวหรือคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแต่จำเลยมากล่าวอ้างเหตุดังกล่าวในคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่และให้สืบพยานจำเลยจึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนแล้ว กรณีจึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล้มละลายกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 140 (3) ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 226 (2) ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 ม. 14 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายธนัต ประทีป ณ ถลาง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชชา ชินวงษ์พราห์ม
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9526/2544
#44074
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "สุจริต" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1310 นั้น มีความหมายว่าผู้ปลูกสร้างได้ปลูกสร้างโรงเรือนลงในที่ดินโดยไม่ทราบว่าที่ดินเป็นของผู้ใดแต่เข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองและเชื่อว่าตนมีสิทธิปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินนั้นโดยชอบ เมื่อจำเลยได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของ ส. โดยทราบอยู่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของ ส. และได้ขออนุญาต ส. ปลูกบ้าน จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยสุจริต แม้จำเลยจะต่อเติมบ้านในภายหลังอีกโดย ส. และโจทก์ไม่ห้ามปรามขัดขวางก็จะบังคับให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาของ ส. รับเอาบ้านแล้วใช้ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของ ส. นั้น มิได้ทำให้โรงเรือนตกเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส. และโจทก์แต่อย่างใดตามมาตรา 146

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1435 ของโจทก์ทั้งสี่ หากไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสี่เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และให้จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งานตามราคาตลาด 200,000 บาทหรือให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ค่าแห่งที่ดินเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 1,000,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1435 ตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ของโจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เดือนละ 5,000 บาทนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 13มีนาคม 2539) จนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว คำขอนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 13มีนาคม 2539) จนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "... ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า นางสาวเลี่ยม อาจเจริญ ได้รับนายสวงศ์ อาจเจริญและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหลานมาอุปการะเลี้ยงดูจนจำเลยที่ 1 แต่งงานกับจำเลยที่ 2 แยกบ้านจากนางสาวเลี่ยมไปอยู่บ้านจำเลยที่ 2 ส่วนนายสวงศ์ยังอยู่ร่วมบ้านกับนางสาวเลี่ยมจนนางสาวเลี่ยมถึงแก่ความตายในปี 2519 เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 1435 ตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรามีชื่อนางสาวเลี่ยมถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2488 นางสาวเลี่ยมจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่นายสวงศ์ นายสวงศ์เป็นสามีโจทก์ที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 นายสวงศ์ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2532 วันที่ 22 ตุลาคม 2533 โจทก์ทั้งสี่รับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวมาเป็นของตน เมื่อปี 2516 จำเลยที่ 1 ได้รับเลือกตั้งเป็นกำนันตำบลเสม็ดใต้จึงได้ขอปลูกสร้างบ้านเลขที่ 1/1 ตำบลเสม็ดใต้ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ1 ไร่ 1 งาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1435 วันที่ 12 กรกฎาคม 2533 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1832 อ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทจากนายสวงศ์แต่ไม่ได้จดทะเบียนซื้อขายกันครอบครองมาเกิน 10 ปีแล้ววันที่ 4 กันยายน 2533 โจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทของนายสวงศ์ยื่นคำคัดค้านตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 896/2535 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 อยู่ในที่ดินพิพาทด้วยการอาศัยสิทธิของนายสวงศ์ปลูกบ้านและทำกินการที่จำเลยที่ 1 มายื่นคำร้องขอในวันที่ 12 กรกฎาคม 2533 แม้จะเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 แสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนต่อโจทก์ทั้งสี่ต่อมาก็ยังครอบครองที่ดินพิพาทไม่ถึง 10 ปี จำเลยที่ 1 หาได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ไม่ พิพากษายกคำร้องขอของจำเลยที่ 1 ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3573/2538

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาสรุปได้ว่า จำเลยทั้งสองปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทโดยสุจริต โดยได้รับการยกให้จากนางสาวเลี่ยม ทั้งการต่อเติมโรงเรือนที่กระทำขึ้นภายหลังก็ด้วยความต้องการของจำเลยทั้งสองเองนายสวงศ์และโจทก์ทั้งสี่ไม่เคยขัดขวางว่ากล่าวจำเลยทั้งสอง การที่นายสวงศ์และโจทก์ทั้งสี่เพิกเฉยไม่แสดงตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแต่แรก จึงถือได้ว่าเป็นการประมาทเลินเล่อในการครอบครองที่ดิน และเป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสี่ต้องพิสูจน์ว่าตนมิได้ประมาทเลินเล่อ ซึ่งโจทก์ทั้งสี่ก็หามีหลักฐานเข้าสืบให้เห็นเช่นนั้นไม่กรณีต้องฟังว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 โจทก์ทั้งสี่ต้องใช้ค่าที่ดินพิพาทที่เพิ่มขึ้นให้แก่จำเลยทั้งสอง หรือต้องขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า"บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงเรือนนั้น ๆ แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่ผู้สร้าง" และวรรคสองบัญญัติว่า "แต่ถ้าเจ้าของที่ดินแสดงได้ว่ามิได้มีความประมาทเลินเล่อจะบอกปัดไม่ยอมรับโรงเรือนนั้นและเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไป และทำที่ดินให้เป็นไปตามเดิมก็ได้ เว้นไว้แต่ถ้าการนี้จะทำไม่ได้โดยใช้เงินพอสมควรไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินจะเรียกให้ผู้สร้างซื้อที่ดินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามราคาตลาดก็ได้" ซึ่งเป็นบทบัญญัติกำหนดสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของที่ดินและผู้ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตว่าจะต้องปฏิบัติต่อกันอย่างไร คำว่า "สุจริต" ตามมาตรา 1310 นั้นมีความหมายว่า ผู้ปลูกสร้างได้ปลูกสร้างโรงเรือนลงในที่ดินโดยไม่ทราบว่าที่ดินเป็นของผู้ใดแต่เข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองและเชื่อว่าตนมีสิทธิปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินนั้นได้โดยชอบ แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3573/2538 ซึ่งมีผลถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายสวงศ์ ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นคู่ความกับโจทก์ทั้งสี่ในคดีดังกล่าว จึงผูกพันจำเลยที่ 1 อันทำให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยทราบอยู่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายสวงศ์และได้ขออนุญาตนายสวงศ์ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทแล้วก็ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยสุจริต จำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 เข้าอยู่อาศัยในบ้านกับจำเลยที่ 1 ด้วย ดังนี้ จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าได้ปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทโดยสุจริตและบังคับให้โจทก์ทั้งสี่ทายาทของนายสวงศ์รับเอาบ้านแล้วใช้ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นให้จำเลยทั้งสองไม่ได้ เพราะการที่จำเลยทั้งสองปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายสวงศ์นั้น มิได้ทำให้โรงเรือนตกเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสวงศ์และโจทก์ทั้งสี่แต่อย่างใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 กรณีจึงไม่อาจที่จะบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 วรรคหนึ่งได้ดังเช่นที่จำเลยทั้งสองฎีกา ทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่อาจอ้างได้ว่า นายสวงศ์และโจทก์ทั้งสี่ประมาทเลินเล่อที่ไม่ห้ามปรามขัดขวางมิให้จำเลยทั้งสองปลูกสร้างบ้านเพิ่มเติมอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ต้องรับเอาบ้านทั้งหมดไว้แล้วใช้ราคาหรือต้องให้จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทตามราคาในท้องตลาดหากจำเลยทั้งสองต้องใช้จ่ายในการรื้อถอนบ้านไปมากเกินสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 วรรคสองเพราะสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของที่ดินและผู้ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินจะเกิดขึ้นได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะมีได้เฉพาะกรณีที่ผู้ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินได้กระทำไปโดยสุจริตเท่านั้นเช่นกัน ดังนั้น แม้พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่จะฟังได้ว่านายสวงศ์และโจทก์ทั้งสี่ประมาทเลินเล่อที่ไม่ห้ามปรามขัดขวางมิให้จำเลยทั้งสองปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินพิพาทดังเช่นจำเลยทั้งสองฎีกา ก็ไม่มีผลที่จำเลยทั้งสองจะอ้างเอาประโยชน์ตามบทบัญญัติ มาตรา 1310 วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาเกี่ยวกับเรื่องค่าเสียหายนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่เป็นคดีที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากอสังหาริมทรัพย์ โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การโต้แย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสี่ไม่ได้ฎีกา จึงถือว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะที่ยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท คู่ความจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 วรรคสอง การที่จำเลยทั้งสองฎีกาประเด็นนี้อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 146 ม. 1310
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เล็ง อาจเจริญ กับพวก
จำเลย — นาย บัญญัติ อาจเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9526/2544
#258656
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1310 เป็นบทบัญญัติกำหนดสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของที่ดินและผู้ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตว่าจะต้องปฏิบัติต่อกันอย่างไร คำว่า "สุจริต" ตามมาตรา 1310 มีความหมายว่า ผู้ปลูกสร้างได้ปลูกสร้างโรงเรือนลงในที่ดินโดยไม่ทราบว่าที่ดินเป็นของผู้ใด แต่เข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองและเชื่อว่าตนมีสิทธิปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินนั้นได้โดยชอบ

จำเลยที่ 1 ได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของ ส. และได้ขออนุญาต ส.ปลูกบ้าน จึงไม่ทำให้บ้านตกเป็นส่วนควบของที่ดิน จำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 เข้าอยู่อาศัยในบ้านกับจำเลยที่ 1 ด้วย ดังนี้ จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าได้ปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทโดยสุจริตและบังคับให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของ ส. รับเอาบ้านแล้วใช้ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นให้จำเลยทั้งสองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1310 วรรคหนึ่ง มิได้ สิทธิและหน้าที่ของเจ้าของที่ดินและผู้ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1310 วรรคสอง มีได้เฉพาะกรณีที่ผู้ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินได้กระทำไปโดยสุจริตเท่านั้น ส่วนกรณีเจ้าของที่ดินแม้ประมาทเลินเล่อไม่ห้ามปรามขัดขวางมิให้ผู้ปลูกสร้างโรงเรือนปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดิน ก็ไม่มีผลที่ผู้ปลูกสร้างจะอ้างเอาประโยชน์ตามบทบัญญัติมาตรา 1310 วรรคสอง แห่ง ป.พ.พ. ได้

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์และให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย จำเลยไม่ได้ให้การโต้แย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ เมื่อศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท โดยโจทก์ไม่ได้ฎีกาจึงถือว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท คู่ความจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ หากไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสี่เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพิพาท เนื้อที่ ๑ ไร่ ๑ งาน ตามราคาตลาด ๒๐๐,๐๐๐ บาท หรือให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ค่าแห่งที่ดินเพิ่มขึ้นเป็นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าวและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๕,๐๐๐ บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดิน ดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสี่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่านางสาวเลี่ยม ได้รับนายสวงศ์ และจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหลานมาอุปการะเลี้ยงดูจนจำเลยที่ ๑ แต่งงานกับจำเลยที่ ๒ และย้ายออกไปต่อมาวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๔๘๘ นางสาวเลี่ยม จดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่นายสวงศ์ และอาศัยอยู่กับนายสวงศ์เรื่อยมาจนกระทั่ง ปี ๒๕๑๖ จำเลยที่ ๒ กลับมาขอปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาท ก่อนที่นางสาวเลี่ยม จะถึงแก่ความตายในปี ๒๕๑๙ และนายสวงศ์ถึงแก่ความตายในปี ๒๕๓๒ หลังจากนั้นในวันที่ ๑๒ ก.ค. ๒๕๓๓ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องคัดค้าน คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ อยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายสวงศ์ การที่จำเลยที่ ๑ มายื่นคำร้องขอ แม้จะเป็นกรณีที่แสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือครอบครอง แต่ก็ยังครอบครองที่ดินพิพาทไม่ถึง ๑๐ ปี จำเลยที่ ๑ หาได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ไม่ พิพากษายกคำร้องขอของจำเลยที่ ๑ ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ ๑ ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๗๓/๒๕๓๘

กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ โจทก์ทั้งสี่ต้องใช้ค่าที่ดินพิพาทที่เพิ่มขึ้นให้แก่จำเลยทั้งสอง หรือต้องขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ ซึ่งเป็นบทบัญญัติกำหนดสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของที่ดินและผู้ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตว่าจะต้องปฏิบัติต่อกันอย่างไร คำว่า "สุจริต" ตามมาตรา ๑๓๑๐ นั้น มีความหมายว่า ผู้ปลูกสร้างได้ปลูกสร้างโรงเรือนลงในที่ดินโดยไม่ทราบว่าที่ดินเป็นของผู้ใด แต่เข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเอง และเชื่อว่าตนมีสิทธิปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินนั้นได้โดยชอบ แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๗๓/๒๕๓๘ ซึ่งมีผลถึงที่สุดตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายสวงศ์ ซึ่งจำเลยที่ ๑ เป็นคู่ความกับโจทก์ทั้งสี่ในคดีดังกล่าว จึงผูกพันจำเลยที่ ๑ อันทำให้เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยทราบอยู่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายสวงศ์ และได้ขออนุญาตนายสวงศ์ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทแล้ว ก็ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ ได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยสุจริต จำเลยที่ ๒ เป็นภริยาจำเลยที่ ๑ เข้าอยู่อาศัยในบ้านกับจำเลยที่ ๑ ด้วย ดังนี้ จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าได้ปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทโดยสุจริตและบังคับให้โจทก์ทั้งสี่ รับเอาบ้านแล้วใช้ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นให้จำเลยทั้งสองไม่ได้ เพราะการที่จำเลยทั้งสองปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายสวงศ์นั้น มิได้ทำให้โรงเรือนตกเป็น ส่วนควบของที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖ กรณีจึงไม่อาจที่จะบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ วรรคหนึ่ง ได้ดังเช่นที่จำเลยทั้งสองฎีกา ทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่อาจอ้างได้ว่านายสวงศ์ และโจทก์ทั้งสี่ประมาทเลินเล่อที่ไม่ห้ามปรามขัดขวางมิให้ จำเลยทั้งสองปลูกสร้างบ้านเพิ่มเติมอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ต้องรับเอาบ้านทั้งหมดไว้แล้วใช้ราคาหรือต้องให้จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทตามราคาในท้องตลาดหากจำเลยทั้งสองต้องใช้จ่ายในการรื้อถอนบ้านไปมากเกินสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ วรรคสอง เพราะสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของที่ดินและผู้ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินจะเกิดขึ้นได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะมีได้เฉพาะกรณีที่ผู้ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินได้กระทำไปโดยสุจริตเท่านั้นเช่นกัน ดังนั้นแม้นายสวงศ์ และโจทก์ทั้งสี่ประมาทเลินเล่อที่ไม่ห้ามปรามขัดขวางมิให้จำเลยทั้งสองปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินพิพาทก็ไม่มีผลที่จำเลยทั้งสองจะอ้างเอาประโยชน์ตามบทบัญญัติมาตรา ๑๓๑๐ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาเกี่ยวกับเรื่องค่าเสียหายนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่เป็นคดีที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากอสังหาริมทรัพย์ โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การโต้แย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ กำหนดค่าเสียหายเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท โดยโจทก์ทั้งสี่ไม่ได้ฎีกา จึงถือว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท คู่ความจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคสอง การที่จำเลยทั้งสองฎีกาประเด็นนี้อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 146 ม. 1310 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเล็ง อาจเจริญ กับพวก
จำเลย — นายบัญญัติ อาจเจริญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสามัคคี มณีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9525/2544
#98323
เปิดฉบับเต็ม

คดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า งานที่มีการฟ้องร้องในคดีนั้นเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดง

ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดง การที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยถือว่าเป็น การฟ้องคดีแทนผู้เสียหาย จึงต้องถือว่าผู้เสียหายได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 62 เช่นเดียวกับที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์

จำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์แต่เพียงว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดเท่านั้น เมื่อจำเลยไม่ให้การหรือนำสืบโต้แย้งว่า ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมตามฟ้อง หรือโต้แย้งสิทธิของผู้เสียหายในงานดังกล่าวมาโดยชัดแจ้ง ผู้เสียหายย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ว่า งานดนตรีกรรมที่มีการฟ้องร้องเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยโจทก์ไม่จำต้องสืบพยานในข้อนี้อีก ดังนั้น ไม่ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาในข้อนี้จะมีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อคดีของโจทก์

งานดนตรีกรรมตามรายชื่อเพลงท้ายฟ้องรวม 22 เพลง เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและแผ่นซีดีของกลางซึ่งบันทึกงานดนตรีกรรมตามรายชื่อเพลงท้ายฟ้องดังกล่าวเป็นแผ่นซีดีเพลงที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย จำเลยได้เสนอขายแผ่นซีดีเพลงวัตถุพยานของกลางซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายให้แก่พนักงานของผู้เสียหายผู้ล่อซื้อและพฤติการณ์ที่มีการวางปกแผ่นซีดีเพลงดังกล่าวในร้านค้าที่เกิดเหตุ ย่อมชี้ให้เห็นได้โดยชัดแจ้งว่าจำเลยมีเจตนาที่จะเสนอขายแผ่นซีดีเพลงตามแผ่นปกดังกล่าวมาแต่ต้นแล้ว กรณีนี้ถือไม่ได้ว่า พนักงานของผู้เสียหายเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 70, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 ให้แผ่นซีดีเพลงของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ จ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหาย ริบซองพัสดุ สำเนาใบเสร็จ และซองใส่แผ่นซีดีเพลงพร้อมปกของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (ที่ถูก 31 (1)) และ 70 วรรคสอง จำคุก 3 เดือน และปรับ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้แผ่นซีดีเพลงของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหาย ริบ (ซองพัสดุ สำเนาใบเสร็จ และซองใส่แผ่นซีดีเพลงพร้อมปก) ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดบ๊อกซิ่งซาวด์ ผู้เสียหายจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการจัดแสดงมหรสพทุกประเภท ผู้เสียหายได้มอบอำนาจให้นางสาวจุฑามาศ มีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่บุคคลใดๆ ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสิ่งบันทึกเสียงของผู้เสียหาย รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ด้วย และสำหรับข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเกี่ยวกับงานดนตรีกรรมตามฟ้องยังฟังไม่ได้ชัดเจนว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมดังกล่าวนั้น ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 62 วรรคหนึ่งได้บัญญัติไว้ว่า "คดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า งานที่มีการฟ้องร้องในคดีนั้นเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของนักแสดงตามพระราชบัญญัตินี้ และโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงในงานดังกล่าว เว้นแต่จำเลยจะโต้แย้งว่า ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงหรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์" เห็นว่า การที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ถือว่าเป็นการฟ้องคดีแทนผู้เสียหาย จึงต้องถือว่าผู้เสียหายได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามบทกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกับที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีเอง ตามคำให้การจำเลยฉบับลงวันที่ 7 มีนาคม 2543 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางบันทึกคำให้การจำเลยไว้ว่า "ข้าพเจ้าขอให้การปฏิเสธตามฟ้อง" และต่อมาจำเลยก็ได้ยื่นคำให้การจำเลยฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2543 ขอให้การใหม่ว่า "ขอให้การปฏิเสธตลอดทุกข้อกล่าวหาของโจทก์ และขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ปล่อยจำเลยให้พ้นข้อกล่าวหาด้วย" เท่ากับว่าจำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์แต่เพียงว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น เมื่อจำเลยไม่ให้การหรือนำสืบโต้แย้งว่า ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมตามฟ้อง หรือโต้แย้งสิทธิของผู้เสียหายในงานดังกล่าวมาโดยชัดแจ้ง ผู้เสียหายย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามบทกฎหมายดังกล่าวว่างานดนตรีกรรมที่มีการฟ้องร้องในคดีนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตามที่โจทก์ฟ้อง โดยโจทก์ไม่จำต้องสืบพยานในข้อนี้อีก ดังนั้น ไม่ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาในข้อนี้จะมีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อคดีของโจทก์ซึ่งได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามบทกฎหมายดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า งานดนตรีกรรมตามรายชื่อเพลงท้ายฟ้องรวม 22 เพลง เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและแผ่นซีดีของกลางซึ่งบันทึกงานดนตรีกรรมตามรายชื่อเพลงท้ายฟ้องดังกล่าวเป็นแผ่นซีดีเพลงที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย และคดีฟังยุติได้อีกว่านายโชคชัยผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 846/2534 ที่จำเลยอ้างมาในอุทธรณ์นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า งานดนตรีกรรมตามรายชื่อเพลงท้ายฟ้องรวม 22 เพลง เป็นงานมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและแผ่นซีดีของกลางซึ่งเป็นบันทึกงานดนตรีกรรมตามรายชื่อเพลงท้ายฟ้องดังกล่าว เป็นแผ่นซีดีเพลงที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย จำเลยได้เสนอขายแผ่นซีดีเพลงของกลาง ซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายให้แก่นายดำรงพนักงานของผู้เสียหายผู้ล่อซื้อจริง และกรณีนี้ถือไม่ได้ว่า พนักงานของผู้เสียหายเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิดดังที่จำเลยอ้างมาในอุทธรณ์เพราะพฤติการณ์ที่มีการวางปกแผ่นซีดีเพลงดังกล่าวในร้านค้าที่เกิดเหตุ ย่อมชี้ให้เห็นได้โดยชัดแจ้งว่าจำเลยมีเจตนาที่จะเสนอขายแผ่นซีดีปกดังกล่าวมาแต่ต้นแล้ว พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจฟ้องหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 84
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 2 (14) ม. 28 ม. 172 ม. 174 ม. 185 ม. 227
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 (1) ม. 62 วรรคหนึ่ง ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางเพชรณี ตั้งความดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9524/2544
#98523
เปิดฉบับเต็ม

ใบมอบอำนาจที่ทำในเมืองต่างประเทศไม่อยู่ในบังคับให้ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร

หนังสือมอบอำนาจที่ทำในเมืองต่างประเทศมีเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกลงชื่อเป็นพยานและมีใบสำคัญของรัฐบาลต่างประเทศที่เกี่ยวข้องแสดงว่าบุคคลที่เป็นพยานนั้นเป็นผู้มีอำนาจกระทำการได้ แม้จะไม่มีกงสุลไทยเป็นพยาน ก็ไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าใบมอบอำนาจนั้นจะไม่ใช่ใบมอบอำนาจอันแท้จริง จึงไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 47 วรรคสาม การมอบอำนาจนั้นย่อมชอบด้วยกฎหมายแล้ว

แม้ข้อตกลงเกี่ยวกับอำนาจศาลตามสัญญาฉบับพิพาทที่กำหนดให้คู่สัญญาดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลแห่งประเทศอังกฤษเพียงแห่งเดียว จะทำขึ้นก่อนที่จะมีการจัดตั้งและเปิดทำการศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้า- ระหว่างประเทศกลางก็ตาม แต่คดีนี้เกี่ยวด้วยหนี้เหนือบุคคล จำเลยทั้งหมดต่างมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหมดต่อศาลในประเทศไทย คือ ศาลแพ่งอันเป็นศาลที่จำเลยทั้งหมดมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4(2) เดิม(มาตรา 4(1) ที่แก้ไขใหม่) ต่อมาเมื่อ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 ใช้บังคับศาลทรัพย์สิน-ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งมีเขตศาลตลอดกรุงเทพมหานคร และมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งเกี่ยวกับสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา จึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ตาม พ.ร.บ.มาตรา 5 และมาตรา 7(3) โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หาจำต้องนำไปฟ้องยังศาลแห่งประเทศอังกฤษแต่เพียงแห่งเดียวไม่

พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68 วรรคสอง, 80 และ 94 ซึ่งบัญญัติให้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการหรือเครื่องหมายร่วมเฉพาะที่ได้จดทะเบียนแล้วต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนด้วย มีผลใช้บังคับในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 แต่ขณะทำสัญญาบทกฎหมายดังกล่าวยังไม่ใช้บังคับ และกฎหมายที่ใช้บังคับเกี่ยวกับเครื่องหมายบริการขณะนั้นยังไม่มี เมื่อสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือเป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือ ศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงใช้บังคับได้ และบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายสารบัญญัติ ไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลังไม่ทำให้สัญญาซึ่งสมบูรณ์อยู่แล้วต้องเสียไปหรือตกเป็นโมฆะ

สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิระหว่างบริษัทผู้อนุญาตกับจำเลยที่ 1 ผู้รับอนุญาตมีข้อตกลงว่า "ให้ผู้อนุญาตโอนสิทธิและภาระผูกพันของตนได้อย่างอิสระ" และได้มีการแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลูกหนี้ทราบโดยทางโทรสารและไปรษณีย์ลงทะเบียนแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าสภาพแห่งสิทธินั้นเองจะไม่เปิดช่องให้โอนกันได้ บริษัทผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิจึงโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้รับโอนได้โดยชอบ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 วรรคแรก และเมื่อการโอนดังกล่าวมีการแจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลูกหนี้ทราบแล้วตามมาตรา 306 วรรคแรก การโอนนั้นจึงใช้ยันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้

การโอนสิทธิและอนุญาตให้ใช้สิทธิในชื่อทางการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายการค้า และสิทธิในระบบปฏิบัติการที่มีอยู่แล้วก่อนนำมาจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายบริการในประเทศไทยมิใช่การโอนสิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้รับการจดทะเบียน จึงไม่ต้องจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตามแบบแห่งนิติกรรมดังที่กำหนดไว้มาตรา 51 วรรคสอง และ 68 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้า-ระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ ก็ชอบที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐตามคำขอบังคับของโจทก์ท้ายคำฟ้องเท่านั้น

แม้ลูกหนี้มีสิทธิชำระหนี้เงินดอลลาร์สหรัฐตามคำพิพากษาเป็นเงินบาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคแรก แต่การเปลี่ยนเงินก็ต้องเป็นไปตามมาตรา 196 วรรคสอง ที่ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันอันเนื่องมาจากอัตราแลกเปลี่ยนเงิน การชำระหนี้ด้วยเงินไทยและการเปลี่ยนเงินเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี จึงไม่ต้องกำหนดไว้ในคำพิพากษา แต่การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทโดยให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่มีคำพิพากษาซึ่งอาจมีอัตราแลกเปลี่ยนแตกต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินในเวลาที่มีการใช้เงิน หากลูกหนี้ต้องชำระหนี้เป็นเงินบาทโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันอ่านคำพิพากษาซึ่งถ้าเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ แลกเป็นเงินบาทได้มากกว่าในวันชำระเงินจริง ก็จะทำให้ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ด้วยเงินบาทเป็นจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินบาทที่คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินและมีผลทำให้จำนวนเงินที่ต้องชำระหนี้เป็นเงินบาทนั้นคิดเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐสูงกว่าจำนวนเงินตามคำขอบังคับท้ายคำฟ้องของโจทก์อันถือเป็นการพิพากษาเกินไปหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและ วิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง และเป็นการมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอุทธรณ์ขึ้นมาศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็เห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องเฉพาะกรณีที่จะมีผลให้เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน ๖๐๘,๙๗๓.๙๑ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑๓๑,๕๗๑.๙๐ ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๙๔,๗๑๔ ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๘ และที่ ๑๐ ถึงที่ ๑๑ ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์มิได้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย การมอบอำนาจให้ฟ้องร้องคดีไม่ชอบ โจทก์ไม่มีสิทธิในเครื่องหมายบริการ เนื่องจากผู้โอนไม่มีสิทธิ การโอนสิทธิไม่ชอบและไม่มีการบอกกล่าวแก่จำเลยทั้งสิบเอ็ด โจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาโดยมิได้ทำการส่งเสริมการเผยแพร่ การวิจัยตลาดและช่วยเหลือในการประกอบกิจการโรงแรมของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยค้างชำระค่าสิทธิ เงินสมทบ และค่าธรรมเนียม การศึกษา โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ ทั้งโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายดังกล่าวในประเทศไทย จึงใช้สิทธิฟ้องเรียกเอาค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิไม่มีตราประทับของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ สัญญาตกลงให้ฟ้องร้องต่อศาลที่ประเทศอังกฤษ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องต่อศาลในประเทศไทย จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ไม่ได้เป็นผู้ค้ำประกันและมิได้ลงนามในสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๙ ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ถึงที่ ๑๑ ชำระเงินจำนวน ๘๐,๒๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๒ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๖๐,๒๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไป และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษา กับให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ถึงที่ ๑๑ ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดเป็น ค่าทนายความจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๖ และที่ ๘ ถึงที่ ๑๑ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๖ และที่ ๘ ถึงที่ ๑๑ มีว่า การมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าในข้อที่จำเลยดังกล่าวอ้างว่าใบมอบอำนาจมิได้ปิดอากรแสตมป์ นั้น ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจว่า โจทก์ได้ขออนุญาตศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำหนังสือมอบอำนาจไปดำเนินการปิดอากรแสตมป์รวมทั้งเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มก่อนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาแล้วประกอบกับใบมอบอำนาจดังกล่าวได้จัดทำขึ้นที่มลรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกาอันเป็นใบมอบอำนาจที่ทำในเมืองต่างประเทศ จึงไม่อยู่ในบังคับให้ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ส่วนประเด็นว่า ใบมอบอำนาจไม่มีกงสุลไทยเป็นพยานจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจมีเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกลงชื่อเป็นพยานและมีใบสำคัญของรัฐบาลต่างประเทศที่เกี่ยวข้องแสดงว่าบุคคลที่เป็นพยานนั้นเป็นผู้มีอำนาจกระทำการได้ แม้จะไม่มีกงสุลไทยเป็นพยาน ก็ไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่า ใบมอบอำนาจนั้นจะไม่ใช่ใบมอบอำนาจอันแท้จริง จึงไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทาางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๗ วรรคสาม การมอบอำนาจของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๖ และที่ ๘ ถึงที่ ๑๑ อุทธรณ์ต่อไปว่าตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิของโรงแรมอินเตอร์เนชั่นแนล ฮอลิเดย์ อินน์ กำหนดให้คู่สัญญาดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลแห่งประเทศอังกฤษเพียงแห่งเดียว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และข้อตกลงดังกล่าวก็เป็นการทำความตกลงก่อนที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มีผลบังคับใช้ ดังนั้น ข้อตกลงเกี่ยวกับอำนาจศาลตามสัญญาจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน เห็นว่า แม้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิจะทำขึ้นก่อนที่จะมีการจัดตั้งและเปิดทำการศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทสกลางก็ตาม แต่คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวด้วยหนี้เหนือบุคคล จำเลยทั้งหมดต่างมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหมดต่อศาลในประเทศไทยคือศาลแพ่งอันเป็นศาลที่จำเลยทั้งหมดมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔ (๒) เดิม (มาตรา ๔ (๑) ที่แก้ไขใหม่) ต่อมาเมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ ใช้บังคับ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งมีเขตศาลตลอดกรุงเทพมหานคร และมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งเกี่ยวกับสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา จึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ตามมาตรา ๕ และมาตรา ๗ (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หาจำต้องนำไปฟ้องยังศาลแห่งประเทศอังกฤษแต่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นไม่

ที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๖ และที่ ๘ ถึงที่ ๑๑ อุทธรณ์ว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิได้มีการทำขึ้นเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๔ ซึ่งขณะนั้นพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ยังไม่มีผลใช้บังคับ แต่ต่อมาเมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของบริษัทบาสส์ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ เอ็น.วี. จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใหม่คือจะต้องนำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖๘ เมื่อไม่นำไปจดทะเบียน จึงไม่ได้รับการรับรองและไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะ เห็นว่า พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖๘ วรรคสอง, ๘๐ และ ๙๔ ซึ่งบัญญัติให้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ หรือเครื่องหมายร่วมเฉพาะที่ได้จดทะเบียนแล้วต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนด้วย มีผลใช้บังคับในวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ ขณะทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ บทกฎหมายดังกล่าวยังไม่ใช้บังคับและกฎหมายที่ใช้บังคับเกี่ยวกับเครื่องหมายบริการขณะนั้นยังไม่มี จึงไม่มีการ จดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าว สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการนั้นย่อมไม่อาจนำไปขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนได้อยู่ในตัว เมื่อสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงใช้บังคับได้ พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖๘ วรรคสอง , ๘๐ และ ๙๔ เป็นกฎหมายสารบัญญัติ จึงไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลังไปทำให้สัญญาซึ่งสมบูรณ์อยู่แล้วต้องเสียไปหรือตกเป็นโมฆะ

ที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๖ และที่ ๘ ถึงที่ ๑๑ อุทธรณ์ว่าการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างบริษัทบาสส์ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ เอ็น.วี กับบริษัทฮอลิเดย์ อินน์ อิงค์ . ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นเพราะไม่มีการบอกกล่าวมายังจำเลยที่ ๑และยังไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ ดังนั้น การที่บริษัทฮอลิเดย์ อินน์ อิงค์ . โอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ต่อมา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกันนั้น เห็นว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ซึ่งทำขึ้นระหว่างบริษัทบาสส์ ยูโรเปียน โฮลดิ้งส์ เอ็น.วี. (บริษัทบาสส์ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ เอ็น.วี.) ผู้อนุญาตกับจำเลยที่ ๑ ผู้รับอนุญาตมีข้อตกลงว่า "ให้ผู้อนุญาตโอนสิทธิและภาระการผูกพันของตนได้อย่างอิสระ" และได้มีการแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ลูกหนี้ทราบโดยทางโทรสารและไปรษณีย์ลงทะเบียนพร้อมคำแปลแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าสภาพแห่งสิทธินั้นเองจะไม่เปิดช่องให้โอนกันได้ บริษัทบาสส์ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ เอ็น.วี. จึงโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่บริษัท ฮอลิเดย์ อินน์ อิงค์. ได้โดยชอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ วรรคแรก และเมื่อการโอนดังกล่าวมีการแจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ลูกหนี้ทราบแล้วตามมาตรา ๓๐๖ วรรคแรก การโอนนั้นจึงใช้ยันจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ ดังนี้บริษัทฮอลิเดย์ อินน์ อิงค์. จึงมีสิทธิโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาให้โจกท์โดยชอบเช่นเดียวกัน

ส่วนที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๖ และที่ ๘ ถึงที่ ๑๑ อุทธรณ์ว่าโจทก์มิได้นำสืบหรือแสดงหลักฐานให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า โจทก์ได้รับโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการมาโดยชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และเมื่อโจทก์ยังมิได้รับโอนเครื่องหมายบริการทางทะเบียนต่อกองทะเบียนและหนังสือสำคัญกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้ถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิอ้างความเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการคำว่า Holiday Inn โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ในข้อนี้ ปรากฏตามสัญญาโอนสิทธิซึ่งรวมถึงสิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิระหว่างบริษัทบาสส์ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ เอ็น.วี. ผู้อนุญาตกับบริษัทจำเลยที่ ๑ ผู้รับอนุญาตว่าเป็นการโอนสิทธิและอนุญาตให้ใช้สิทธิในชื่อทางการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายการค้า และสิทธิในระบบปฏิบัติการ Holiday Inn ที่บริษัทบาสส์ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ เอ็น.วี. มีอยู่แล้วก่อนนำมาจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายบริการ Holiday Inn ในประเทศไทย มิใช่การโอนสิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้รับการจดทะเบียน สัญญาโอนสิทธิตลอดจนสัญญาที่บริษัทดังกล่าวอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ใช้สิทธิทั้งหมดเกี่ยวกับ Holiday Inn ซึ่งรวมทั้งเครื่องหมายบริการ Holiday Inn ดังกล่าวจึงไม่ต้องจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตามแบบแห่งนิติกรรมดังที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕๑ วรรคสอง และ ๖๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ เมื่อสิทธิตามสัญญาโอนสิทธิเป็นสิทธิเรียกร้องซึ่งสภาพแห่งสิทธิเปิดช่องให้โอนกันได้ การโอนสิทธิดังกล่าวจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ วรรคแรก และเมื่อได้โอนสิทธิเรียกร้องนั้นไปโดยชอบ สิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันของจำเลยที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๖ และที่ ๘ ถึงที่ ๑๑ ที่ให้ไว้เพื่อสิทธิเรียกร้องนั้นย่อมตกไปได้แก่โจทก์ผู้รับโอนในที่สุดด้วยตามมาตรา ๓๐๕ วรรคแรก ทั้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ทำเป็นหนังสือและได้มีการ บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้เป็นหนังสือแล้ว โจทก์ย่อมยกการโอนดังกล่าวขึ้นยันจำเลยได้

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ถึงที่ ๑๑ ร่วมกันรับผิดโดยกำหนดจำนวนเงินที่ต้องชำระเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐและให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครโดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษานั้น เห็นว่า ตามคำฟ้อง โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ถึงที่ ๑๑ ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ ก็ชอบที่จะพิพากษาให้จำเลยดังกล่าวชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐตามคำขอบังคับของโจทก์ท้ายคำฟ้องเท่านั้น แม้จำเลยดังกล่าวมีสิทธิชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงินบาทตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๖ วรรคแรก บัญญัติไว้ว่า "ถ้าหนี้เงินได้แสดงไว้เป็นเงินต่างประเทศ ท่านว่าจะส่งใช้เป็นเงินไทยก็ได้" ก็ตาม แต่การเปลี่ยนแปลงเงินก็ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๖ วรรคสอง ที่บัญญัติว่า " การเปลี่ยนเงินนี้ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน" ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้โจทก์และจำเลยดังกล่าวได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันอันเนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ซึ่งการชำระหนี้ด้วยเงินไทยและการเปลี่ยนเงินดังกล่าวนี้ล้วนเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี จึงไม่ต้องกำหนดไว้ในคำพิพากษา แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกลับมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทโดยให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่มีคำพิพากษาซึ่งอาจมีอัตราแลกเปลี่ยนแตกต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนในเวลาที่มีการใช้เงิน ดังนี้ หากมีความจำเป็นที่จำเลยดังกล่าวต้องชำระหนี้เป็นเงินบาทและใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันอ่านคำพิพากษาซึ่งถ้าเงิน ๑ ดอลลาร์สหรัฐ ในวันนั้นมีอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทมากกว่าอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทในวันชำระเงินจริง ก็อาจทำให้จำเลยดังกล่าวต้องชำระหนี้ด้วยเงินบาทเป็นจำนวนที่สูงกว่าจำนวนเงินบาทที่คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงิน ซึ่งจะมีผลทำให้จำนวนเงินที่ต้องชำระหนี้เป็นเงินบาทนั้นคิดเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐสูงกว่าจำนวนเงินตามคำขอบังคับท้ายคำฟ้องของโจทก์ได้ อันถือเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง และเป็นการมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔๕ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๑) ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอุทธรณ์ขึ้นมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็เห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า การเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน แต่ไม่เกินจำนวนเงินบาทที่คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่มีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๖ และที่ ๘ ถึงที่ ๑๑ ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ๖๐,๐๐๐ บาท และในชั้นนี้ ๔๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลให้จำเลยดังกล่าวใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี สำหรับจำเลยที่ ๗ ให้จำเลยที่ ๗ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๖ และที่ ๘ ถึงที่ ๑๑ ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๖๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะดคี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 150 ม. 196 ม. 303 วรรคแรก ม. 306
ป.วิ.พ. ม. 4 เดิม (2) ม. 4 ที่แก (1) ม. 47 วรรคสาม ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 243 (1)
ป.รัษฎากร ม. 104 ม. 118
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 51 ม. 68 ม. 80 ม. 94
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 5 ม. 7 (3) ม. 26 ม. 45 ม. 47 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฮอลิเดย์ ฮอสพิทัลลิตี้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
บริษัทไทยทาวน์แอนด์คันทรี
จำเลย — ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9523/2544
#44073
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทนำไปติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ IBMA/S400 ของจำเลย ซึ่งจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าโจทก์มิใช่ผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทตามคำฟ้องโดยจำเลยคงให้การเพียงว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาท หากลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเป็นของโจทก์จำเลยก็มิได้ละเมิดลิขสิทธิ์ต่อโจทก์เพราะจำเลยได้นำโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นไปใช้งานอันเป็นธุรกิจปกติของจำเลยตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานที่จำเลยได้จ้างโจทก์ ดังนี้ ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยรับว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามคำฟ้อง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทที่ว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทหรือไม่ข้อเท็จจริงในคดีจึงต้องรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาท เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทยเป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทแล้วโจทก์ย่อมเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ตนได้สร้างสรรค์ขึ้นตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ

แม้โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยและโจทก์สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทเพื่อใช้ในกิจการของจำเลยในฐานะที่โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 9 ก็เป็นการยืนยันอยู่ว่างานโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นมาติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยเพื่อใช้ในกิจการของจำเลยนั้นยังเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ เว้นแต่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างและจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจะได้ทำหนังสือตกลงกันไว้ให้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นมานั้นตกเป็นลิขสิทธิ์ของจำเลย ซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยได้ทำหนังสือตกลงกันไว้ดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาท

ระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยนั้น โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ในกิจการของจำเลย โดยปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้คิดค่าตอบแทนในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์นี้จากจำเลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์เอื้อเฟื้อให้จำเลยใช้ประโยชน์จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ดังกล่าวเนื่องจากโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย แต่ต่อมาเมื่อโจทก์ออกจากการเป็นลูกจ้างจำเลยและไม่ประสงค์จะอนุญาตให้จำเลยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต่อไป โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิทวงถามให้จำเลยคืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทแก่โจทก์ได้ แต่จำเลยไม่ยอมคืนให้และยังใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ต่อไปอันมีลักษณะเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของโจทก์โดยมิชอบ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีถือได้ว่าจำเลยได้ทำละเมิดต่อโจทก์ และศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438

การที่โจทก์ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทในเครื่องคอมพิวเตอร์IBMA/S400 ของจำเลยเพื่อใช้ในกิจการของจำเลยนั้น ย่อมถือได้ว่าโจทก์ยอมให้จำเลยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทของโจทก์ แม้โจทก์ได้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัทจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ก็ตามแต่จนกระทั่งวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 โจทก์โดยทนายความของโจทก์จึงมีหนังสือแจ้งจำเลยให้ระงับการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทและให้คืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แก่โจทก์ภายในวันที่ 8 ธันวาคม 2542 เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ยอมคืนให้โจทก์ ก็ต้องถือว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2542ซึ่งเป็นวันที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นต้นไปมิใช่จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างบริษัทจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระบบสินเชื่อทั้งหมดระบบตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งหมด ระบบบัญชีทั้งหมด ระบบหลักทรัพย์ทั้งหมด ระบบหนังสือค้ำประกัน/อาวัลตั๋วเงินทั้งหมด ระบบสินทรัพย์เงินทั้งหมด ระบบเงินกู้ทั้งหมดระบบขายลดเช็ค/ตั๋วเงินทั้งหมด ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยใช้ราคาให้โจทก์เป็นเงิน 1,800,000 บาท และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 69 และมาตรา 74

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยคืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระบบสินเชื่อ ระบบตั๋วสัญญาใช้เงิน ระบบบัญชี ระบบหลักทรัพย์ ระบบหนังสือค้ำประกัน/อาวัลตั๋วเงิน ระบบสินทรัพย์ ระบบเงินกู้ ระบบขายลดเช็ค/ตั๋วเงิน ตามคำฟ้องซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายเป็นค่าใช้ทรัพย์เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 31 มกราคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "... พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่าจำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเมื่อวันที่ 5กันยายน 2515 ใช้ชื่อว่าบริษัทไทย-มิตซูบิชิ อินเวสต์เมนท์ จำกัด จากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทย-มิตซูบิชิ อินเวสต์เมนต์ จำกัดแล้วเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยแคปิตอล จำกัด และในที่สุดเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2542 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเงินทุนไทยแคปิตอล จำกัดต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2543 จำเลยจดทะเบียนเลิกบริษัทตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทจำเลยเมื่อวันที่ 1ตุลาคม 2539 ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายคอมพิวเตอร์ โจทก์ได้ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทซึ่งใช้กับงานเกี่ยวกับระบบสินเชื่อ ระบบตั๋วสัญญาใช้เงิน ระบบบัญชี ระบบหลักทรัพย์ ระบบหนังสือค้ำประกัน/อาวัลตั๋วเงิน ระบบสินทรัพย์ ระบบเงินกู้ และระบบขายลดเช็ค/ตั๋วเงินไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ IBM A/S 400 ของจำเลย เพื่อใช้ในกิจการของจำเลย ต่อมาวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 โจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลย แล้วโจทก์ขอให้จำเลยคืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทดังกล่าวแต่จำเลยไม่คืนให้โจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในชั้นนี้ประการแรกว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทและจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์สรุปได้ว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาท แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์เบิกความเลื่อนลอยและรวบรัดว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทโดยอ้างพยานรู้เห็นเพียง 4 ปาก ซึ่งเป็นผู้คุ้นเคยกับโจทก์และเป็นปรปักษ์ต่อจำเลยอันแสดงว่าโจทก์ไม่มีความมั่นใจว่าโจทก์สร้างสรรค์งานใดขึ้น สำเร็จหรือไม่ หรือเป็นการทำซ้ำมาจากที่อื่น โจทก์ไม่สามารถนำสืบถึงพยานเอกสารหรือพยานวัตถุอื่นใดที่จะบ่งชี้ว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามฟ้องได้นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทนำไปติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ IBM A/S 400 ของจำเลย ซึ่งจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าโจทก์มิใช่ผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทตามคำฟ้อง โดยจำเลยคงให้การเพียงว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้มีลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาท หากลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเป็นของโจทก์ จำเลยก็มิได้ละเมิดลิขสิทธิ์ต่อโจทก์เพราะจำเลยได้นำโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นไปใช้ในงานอันเป็นธุรกิจปกติของจำเลยตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานที่จำเลยได้จ้างโจทก์ ดังนี้ ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยรับว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามคำฟ้อง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทที่ว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงในคดีจึงต้องรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทยเป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทแล้ว โจทก์ย่อมเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ตนได้สร้างสรรค์ขึ้น ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย และโจทก์สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทเพื่อใช้ในกิจการของจำเลยในฐานะที่โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 9 บัญญัติว่า "งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น" ซึ่งเป็นการยืนยันอยู่ว่างานโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นมาติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยเพื่อใช้ในกิจการของจำเลยนั้นยังเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ เว้นแต่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างและจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจะได้ทำหนังสือตกลงกันไว้ให้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นมานั้นตกเป็นลิขสิทธิ์ของจำเลย ซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยได้ทำหนังสือตกลงกันไว้ดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาท นอกจากนี้ข้อเท็จจริงตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาและจำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งยังรับฟังได้ต่อไปว่า ในระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยนั้น โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ในกิจการของจำเลย โดยปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้คิดค่าตอบแทนในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์นี้จากจำเลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์เอื้อเฟื้อให้จำเลยใช้ประโยชน์จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ดังกล่าวเนื่องจากโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยแต่ต่อมาเมื่อโจทก์ออกจากการเป็นลูกจ้างจำเลยและไม่ประสงค์จะอนุญาตให้จำเลยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต่อไป โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิทวงถามให้จำเลยคืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทแก่โจทก์ได้ แต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ และยังใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ต่อไปอันมีลักษณะเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของโจทก์โดยมิชอบ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีถือได้ว่าจำเลยได้ทำละเมิดต่อโจทก์ดังเช่นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามที่จำเลยอุทธรณ์เกี่ยวกับเรื่องค่าเสียหายว่า ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่าจำเลยมิได้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ตั้งแต่เปิดทำการจนกระทั่งขายใบอนุญาตไป แต่โจทก์กลับนำลิขสิทธิ์ในส่วนของธุรกิจหลักทรัพย์มาเรียกร้อง โดยไม่ปรากฏชัดว่าในธุรกิจเงินทุนมีค่าเสียหายเป็นจำนวนเท่าใดและธุรกิจหลักทรัพย์เป็นค่าเสียหายเท่าใด การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางคำนวณค่าเสียหายอันเกิดจากการใช้ทรัพย์ทั้งหมดรวมกันเป็นเงิน 200,000 บาท จึงคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า เมื่อโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทเป็นของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่อนุญาตให้จำเลยใช้และเรียกให้จำเลยคืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยไม่ยอมคืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทให้โจทก์ ก็ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยได้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทที่ติดตั้งอยู่ในคอมพิวเตอร์ IBM A/S 400 ของจำเลยนั้นในกิจการของจำเลยในธุรกิจใดหรือไม่ ส่วนโจทก์จะได้รับค่าเสียหายเพียงใดนั้นแม้โจทก์จะนำสืบไม่ได้แน่ชัดว่าได้รับความเสียหายอย่างใดและเป็นเงินเท่าใดก็ตามแต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ให้ศาลเป็นผู้กำหนดค่าเสียหายตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยนับแต่วันที่โจทก์ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานบริษัทจำเลยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 และไม่ยินยอมให้จำเลยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทเป็นต้นมาถึงวันฟ้องเป็นเวลา 2 ปี6 เดือน เป็นเงิน 200,000 บาท และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยรับผิดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์200,000 บาท ตามคำฟ้องนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทในเครื่องคอมพิวเตอร์ IBM A/S 400 ของจำเลยเพื่อใช้ในกิจการของจำเลยนั้น ย่อมถือได้ว่าโจทก์ยอมให้จำเลยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทของโจทก์ แม้โจทก์ได้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัทจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ก็ตามแต่ทางนำสืบของโจทก์ที่โจทก์เบิกความว่า โจทก์ได้บอกแก่นายนิกร พรสาธิต กรรมการบริษัทจำเลยในขณะนั้นให้คืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทตั้งแต่ขณะที่โจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างจำเลยนั้น ก็เป็นการเบิกความลอย ๆ ของโจทก์ ไม่มีพยานหลักฐานใดสนับสนุนให้รับฟังแน่นอนเช่นนั้น จนกระทั่งวันที่ 30พฤศจิกายน 2542 โจทก์โดยทนายความของโจทก์จึงมีหนังสือแจ้งจำเลยให้ระงับการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทและให้คืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2542ตามเอกสารหมาย จ.4 จำเลยจึงต้องคืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทให้โจทก์ภายในวันที่ 8 ธันวาคม 2542 เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ ก็ต้องถือว่าจำเลยได้ทำละเมิดต่อโจทก์เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม2542 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นต้นไปมิใช่จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างบริษัทจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย เมื่อตามคำฟ้องโจทก์เรียกค่าเสียหายถึงวันฟ้อง ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิรับค่าเสียหายตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยละเมิดต่อโจทก์ถึงวันฟ้องคือวันที่ 31 มกราคม 2543 เป็นเวลา 1 เดือน 23 วัน เท่านั้นจึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 20,000 บาท อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะค่าเสียหายเป็นค่าใช้ทรัพย์ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 20,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 8 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุชาติ อัศวมานะชัย
จำเลย — บริษัท เงินทุนไทยแคปิตอล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9523/2544
#98314
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย และโจทก์สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทเพื่อใช้ในกิจการของจำเลยในฐานะที่โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยก็ตาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยได้ทำหนังสือตกลงกันไว้ให้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นมานั้นตกเป็นลิขสิทธิ์ของจำเลยตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาท

โจทก์อนุญาตให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ในกิจการของจำเลย โดยโจทก์ไม่ได้คิดค่าตอบแทนจากจำเลย แสดงว่าโจทก์เอื้อเฟื้อให้จำเลยใช้ประโยชน์จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์เนื่องจากโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย แต่เมื่อโจทก์ออกจากการเป็นลูกจ้างจำเลยและไม่ประสงค์จะอนุญาตให้จำเลยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต่อไป โจทก์ย่อมมีสิทธิทวงถามให้จำเลยคืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทแก่โจทก์ได้ แต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ และยังใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ต่อไปอันมีลักษณะเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของโจทก์โดยมิชอบ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ถือได้ว่าจำเลยได้ทำละเมิดต่อโจทก์ และการที่จำเลยไม่ยอมคืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทให้โจทก์ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยได้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทที่ติดตั้งอยู่ในคอมพิวเตอร์ของจำเลยในกิจการของจำเลยในธุรกิจใดหรือไม่ และแม้โจทก์จะนำสืบไม่ได้แน่ชัดว่าได้รับความเสียหายอย่างใดและเป็นเงินเท่าใด แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 ให้ศาลเป็นผู้กำหนดค่าเสียหายตามพฤิตการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระบบสินเชื่อทั้งหมด ระบบตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งหมด ระบบบัญชีทั้งหมด ระบบหลักทรัพย์ทั้งหมด ระบบหนังสือค้ำประกัน/อาวัลตั๋วเงินทั้งหมด ระบบสินทรัพย์เงินทั้งหมด ระบบเงินกู้ทั้งหมด ระบบขายลดเช็ค/ตั๋วเงินทั้งหมด ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ หากคืนไม่ได้ ให้จำเลยใช้ราคาให้โจทก์เป็นเงิน 1,800,000 บาท และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 และมาตรา 74

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยคืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระบบสินเชื่อ ระบบตั๋วสัญญาใช้เงิน ระบบบัญชี ระบบหลักทรัพย์ ระบบหนังสือค้ำประกัน/อาวัลตั๋วเงิน ระบบสินทรัพย์ ระบบเงินกู้ ระบบขายลดเช็ค/ตั๋วเงิน ตามคำฟ้องซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายเป็นค่าใช้ทรัพย์เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 31 มกราคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทนำไปติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ IBM A/S 400 ของจำเลย ซึ่งจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าโจทก์มิใช่ผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทตามคำฟ้อง โดยจำเลยคงให้การเพียงว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้มีลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาท หากลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเป็นของโจทก์ จำเลยก็มิได้ละเมิดลิขสิทธิ์ต่อโจทก์ เพราะจำเลยได้นำโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นไปใช้ในงานอันเป็นธุรกิจปกติของจำเลยตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานที่จำเลยได้จ้างโจทก์ ดังนั้น ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยรับว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามคำฟ้อง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทที่ว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงในคดีจึงต้องรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาท เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทยเป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทแล้ว โจทก์ย่อมเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ตนได้สร้างสรรค์ขึ้น ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย และโจทก์สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทเพื่อใช้ในกิจการของจำเลยในฐานะที่โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 9 บัญญัติว่า "งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น" ซึ่งเป็นการยืนยันอยู่ว่างานโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นมาติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยเพื่อใช้ในกิจการของจำเลยนั้นยังเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ เว้นแต่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างและจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจะได้ทำหนังสือตกลงกันไว้ในงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นมานั้นตกเป็นลิขสิทธิ์ของจำเลย ซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยได้ทำหนังสือตกลงกันไว้ดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาท นอกจากนี้ข้อเท็จจริงตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาและจำเลยไม่ได้อุทธณ์โต้แย้งยังรับฟังได้ต่อไปว่า ในระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยนั้น โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ในกิจการของจำเลย โดยปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้คิดค่าตอบแทนในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์นี้จากจำเลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์เอื้อเฟื้อให้จำเลยใช้ประโยชน์จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ดังกล่าวเนื่องจากโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย แต่ต่อมาเมื่อโจทก์ออกจากการเป็นลูกจ้างจำเลยและไม่ประสงค์จะอนุญาตให้จำเลยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต่อไป โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิทวงถามให้จำเลยคืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แก่โจทก์ได้ แต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ และยังใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ต่อไปอันมีลักษณะเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของโจทก์โดยมิชอบ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีถือได้ว่าจำเลยได้ทำละเมิดต่อโจทก์ดังเช่นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยชอบแล้ว

เมื่อโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทเป็นของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่อนุญาตให้จำเลยใช้และเรียกให้จำเลยคืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยไม่ยอมคืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทให้โจทก์ ก็ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยได้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิพาทที่ติดตั้งอยู่ในคอมพิวเตอร์ IBM A/S 400 ของจำเลยนั้นในกิจการของจำเลยในธุรกิจใดหรือไม่ ส่วนโจทก์จะได้รับค่าเสียหายเพียงใดนั้น แม้โจทก์จะนำสืบไม่ได้แน่ชัดว่าได้รับความเสียหายอย่างใดและเป็นเงินเท่าใดก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ให้ศาลเป็นผู้กำหนดค่าเสียหายตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด เมื่อตามคำฟ้อง โจทก์เรียกค่าเสียหายถึงวันฟ้อง ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยละเมิดต่อโจทก์ถึงวันฟ้องคือวันที่ 31 มกราคม 2543 เป็นเวลา 1 เดือน 23 วัน เท่านั้น จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 20,000 บาท อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะค่าเสียหายเป็นค่าใช้ทรัพย์ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 20,000 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 1,200 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 8 ม. 9
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุชาติ อัศวมานะชัย
จำเลย — บริษัทเงินทุนไทยแคปิตอล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวุฒิพงษ์ เวชยานนท์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9522/2544
#99853
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องผู้คัดค้าน เมื่อพนักงานอัยการโจทก์และผู้คัดค้านไม่อุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุด ดังนั้น การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ได้ยึดหรืออายัดไว้ก็ย่อมสิ้นสุดลง ตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ. มาตรในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สิน 18 รายการดังกล่าว ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29, 31

เลขาธิการประกาศให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดี โดยให้ปิดประกาศไว้ที่สำนักงานและที่สถานีตำรวจท้องที่ที่มีการยึดและอายัดทรัพย์สินนั้นเป็นเวลาเจ็ดวัน และประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นเป็นเวลาสองวันติดต่อกัน และแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ระหว่างพิจารณาผู้คัดค้านยื่นคำร้องลงวันที่ 16 มกราคม 2541 ว่า คดีที่ผู้คัดค้านถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1522/2538 ในความผิดต่อ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำพิพากษาและใบสำคัญคดีถึงที่สุด เอกสารท้ายคำร้อง เป็นเหตุให้การยึดหรืออายัดทรัพย์ในคดีนี้สิ้นสุดลงตามกฎหมาย ขอให้จำหน่ายคดี ต่อมาผู้คัดค้านยื่นคำร้องลงวันที่ 1 มิถุนายน 2541 ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นของผู้คัดค้าน และมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สิน 18 รายการ ตามคำร้องของผู้ร้องให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29, 30

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประเด็นข้อกฎหมายก่อนประเด็นอื่นว่า การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ได้ยึดหรืออายัดไว้ เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้คัดค้านต้องสิ้นสุดลง เนื่องจากมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้คัดค้าน ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 หรือไม่ เห็นว่า แม้ พ.ร.บ. ดังกล่าวกำหนดให้มีวิธีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยตามมาตรา 22 ซึ่งถือเป็นกระบวนพิจารณาคดีแพ่งอย่างหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามในมาตรา 27 ได้บัญญัติไว้ด้วยว่า เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง และทรัพย์สินที่คณะกรรมการมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดตามมาตรา 22 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้น... "บทบัญญัติดังกล่าวเท่ากับให้อำนาจศาลในการสั่งริบทรัพย์สินในทางอาญานั่นเอง ดังนั้น พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 จึงเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยความผิดในทางอาญา ซึ่งมีหลักในการตีความที่ได้ยึดถือสืบเนื่องกันมาว่า กฎหมายอาญานั้นต้องตีความโดยเคร่งครัด จะตีความโดยเคร่งครัด จะตีความในทางขยายความให้เป็นผลร้ายหรือเป็นโทษแก่จำเลยมิได้ เหตุนี้ เมื่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาตรา 32 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใดให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น รวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง..." ข้อความดังกล่าวระบุเพียงว่า "มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง" หาได้มีถ้อยคำเพิ่มเติมว่า "ให้ยกฟ้องเฉพาะกรณีพยานไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด" เท่านั้นไม่ จึงไม่อาจตีความเลยไปว่าหากยกฟ้องในกรณียกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง แล้ว ย่อมไม่เข้าข่าย พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพราะเป็นการตีความกฎหมายที่มีโทษอาญาในทางขยายความให้เป็นผลร้ายหรือเป็นโทษแก่จำเลย ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด เพราะกรณีพยานหลักฐานไม่อาจรับฟังได้ หรือเพราะกรณียกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยก็ตาม การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นก็ย่อมสิ้นสุดลง เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏชัดเจนว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องผู้คัดค้าน แม้เพราะเหตุศาลชั้นต้นยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ผู้คัดค้าน เมื่อพนักงานอัยการโจทก์และผู้คัดค้านไม่อุทธรณ์ คดีถึงที่สุด จึงต้องด้วยมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ได้ยึดหรืออายัดไว้ โดยผู้ร้องอ้างว่าเนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้คัดค้าน ย่อมสิ้นสุดลง ศาลไม่มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินนั้นได้ จึงไม่จำต้องพิจารณาในประเด็นที่ว่าทรัพย์สินนั้นเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ รวมทั้งผู้คัดค้านได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยสุจริต และมีค่าตอบแทนหรือได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะหรือไม่ ตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านยังไม่สิ้นสุด และพิพากษาให้ริบทรัพย์สินรวม 18 รายการ ของผู้คัดค้านนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง.

(วิชา มหาคุณ - พูนศักดิ์ จงกลนี - ปัญญา สุทธิบดี)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมพร ใจสาร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายชัยวัฒน์ คำสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายบรรจง โพธิ์ปลั่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9520/2544
#98490
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เอาประกันภัยอาจทำสัญญาประกันภัยเป็นหลายรายในวัตถุเดียวกันได้ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งฝ่ายผู้รับประกันภัยจัดทำขึ้นเพราะเหตุที่ได้มีสัญญาประกันภัยต่อกัน

ตามกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดเงื่อนไขการรับประกันภัยว่า "ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งให้ผู้รับประกันภัยทราบถึงการประกันภัยซึ่งได้มีไว้แล้วหรือที่จะมีขึ้นภายหลังในทรัพย์สินที่ได้เอาประกันภัยไว้นี้กับบริษัทประกันภัยอื่น เว้นแต่ได้มีการแจ้งข้อความจริงดังกล่าวและผู้รับประกันภัยได้บันทึกซึ่งรายการประกันภัยนั้นไว้ในกรมธรรม์ฉบับนี้ก่อนการเกิดสูญเสียหรือการเสียหายนั้น มิฉะนั้นผู้รับประกันภัยจะพ้นจากความรับผิดอันจะพึงมีขึ้นตามกรมธรรม์ฉบับนี้" จึงเป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันภัยที่เอาประกันภัยทรัพย์สินไว้แก่ผู้รับประกันภัยไปเอาประกันภัยเพิ่มแก่บริษัทประกันภัยอื่น จะต้องแจ้งข้อความจริงนั้นให้ผู้รับประกันภัยทราบ และจะต้องให้ผู้รับประกันภัยบันทึกรายการประกันภัยเพิ่มนั้นไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยด้วย การไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขทั้งสองประการย่อมมีผลทำให้ผู้รับประกันภัยพ้นจากความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย

ป.วิ.พ. มาตรา 161 และ มาตรา 167 กำหนดให้ศาลต้องสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม แม้จะให้เป็นพับกันไปก็ต้องสั่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยและศาลอุทธรณ์ก็มิได้แก้ไขในเรื่องนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาประกันภัย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ได้รับประกันภัยทรัพย์สินของโจทก์ไว้ตามฟ้อง แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพราะโจทก์ปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่นำทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้ไปประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ ๒ โดยไม่แจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทราบ และบันทึกรายการการทำประกันภัยแก่จำเลยที่ ๒ ไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๘๙๕,๕๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๓๖ โจทก์ได้เอาประกันวินาศภัยทรัพย์สินในร้านยูไนเต็ดของโจทก์คือ สต็อกสินค้าเครื่องไฟฟ้า โทรศัพท์ และอุปกรณ์เครื่องโทรสาร เป็นเงิน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท เครื่องเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่ง และของใช้ต่าง ๆ เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินที่เอาประกันภัย ๒,๘๐๐,๐๐๐ บาท ไว้แก่จำเลยที่ ๑ โดยมีระยะเวลาประกันภัย ๑ ปี ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. ๕ และเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๓๖ โจทก์ได้เอาประกันวินาศภัยทรัพย์สินในร้านยูไนเต็ดคือ สต็อกสินค้าเครื่องไฟฟ้า โทรศัพท์ และอุปกรณ์เครื่องโทรสาร จำนวนเงินที่เอาประกันภัย ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไว้แก่จำเลยที่ ๒ โดยมีระยะเวลาประกันภัย ๑ ปี ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. ๖ ต่อมาวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๓๗ ซึ่งอยู่ในระหว่างกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับมีผลใช้บังคับ ได้เกิดเพลิงไหม้ร้านยูไนเต็ดเป็นเหตุให้สต็อกสินค้าเครื่องไฟฟ้า โทรศัพท์ และอุปกรณ์เครื่องโทรสารได้รับความเสียหายเป็นเงิน ๘๙๓,๗๘๐ บาท เครื่องเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่ง และของใช้ต่าง ๆ ได้รับความเสียหายเป็นเงิน ๑,๘๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๘๙๕,๕๘๐ บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า จำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ผู้เอาประกันภัยอาจทำสัญญาประกันภัยเป็นหลายรายในวัตถุเดียวกันได้ แต่โจทก์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งฝ่ายผู้รับประกันภัยจัดทำขึ้นเพราะเหตุที่ได้มีสัญญาประกันภัยต่อกัน ตามกรมธรรม์ประกันภัยของจำเลยที่ ๑ เอกสารหมาย จ. ๕ กำหนดเงื่อนไขการรับประกันภัยข้อ ๒. การเอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัยอื่น ๆ ว่า "ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งให้บริษัททราบถึงการประกันภัยซึ่งได้มีไว้แล้วหรือที่จะมีขึ้นภายหลัง ในทรัพย์สินที่ได้เอาประกันภัยไว้นี้กับบริษัทประกันภัยอื่น เว้นแต่ได้มีการแจ้งข้อความจริงดังกล่าวและบริษัทได้บันทึก ซึ่งรายการประกันภัยนั้นไว้ในกรมธรรม์ฉบับนี้ก่อนการเกิดสูญเสียหรือการเสียหายนั้น มิฉะนั้นบริษัทจะพ้นจากความรับผิดอันจะพึงมีขึ้นตามกรมธรรม์ฉบับนี้" เงื่อนไขจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวกำหนดให้เป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้เอาประกันภัยที่เอาประกันภัยทรัพย์สินไว้แก่จำเลยที่ ๑ ไปเอาประกันภัยเพิ่มแก่บริษัทประกันภัยอื่น จะต้องแจ้งข้อความจริงนั้นให้จำเลยที่ ๑ ทราบ และจะต้องให้จำเลยที่ ๑ บันทึกรายการประกันภัยเพิ่มนั้นไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยด้วย การไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขทั้งสองประการตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อนี้ย่อมมีผลทำให้จำเลยที่ ๑ พ้นจากความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์นำทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ ๑ รายการแรกคือ สต็อกสินค้าเครื่องไฟฟ้า โทรศัพท์ และอุปกรณ์เครื่องโทรสารไปเอาประกันภัยเพิ่มไว้แก่จำเลยที่ ๒ แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์แก้ฎีกาว่า พนักงานของจำเลยที่ ๒ แจ้งว่าไม่ต้องแจ้งข้อเท็จจริงการประกันภัยเพิ่มไว้แก่จำเลยที่ ๒ แก่จำเลยที่ ๑ เพราะเป็นประเพณีของบริษัทประกันภัยรู้กันเองก็ดี หรือโจทก์ได้โทรศัพท์แจ้งการประกันเพิ่มไว้แก่จำเลยที่ ๒ แก่พนักงานรับโทรศัพท์ของจำเลยที่ ๑ แล้วก็ดี แต่การที่โจทก์มิได้นำกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. ๕ ไปให้จำเลยที่ ๑ บันทึกรายการประกันภัยเพิ่มไว้แก่จำเลยที่ ๒ เป็นการไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขการรับประกันภัยข้อ ๒. ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ จึงพ้นจากความรับผิดที่จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวินาศภัยสำหรับทรัพย์สินรายการแรกที่โจทก์เอาประกันภัยเพิ่มไว้แก่จำเลยที่ ๒ เงื่อนไขการรับประกันภัยข้อ ๒. ดังกล่าวเป็นข้อสาระสำคัญแห่งสัญญาแม้จำเลยที่ ๑ จะมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ในชั้นที่โจทก์ยื่นคำร้องกล่าวหาต่อนายทะเบียนกรมการประกันภัย แต่ก็หาได้ตัดสิทธิจำเลยที่ ๑ ที่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาลไม่ ส่วนทรัพย์สินของโจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. ๕ รายการหลังคือ เครื่องเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่ง และของใช้ต่าง ๆ ซึ่งเอาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาทนั้น โจทก์มิได้เอาประกันเพิ่มไว้แก่จำเลยที่ ๒ โจทก์ไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทราบตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อทรัพย์สินรายการนี้ได้รับความเสียหายจากอัคคีภัยเป็นเงิน ๑,๘๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อจำนวนวินาศภัยอันแท้จริง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องให้แก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๑ และมาตรา ๑๖๗ กำหนดให้ศาลต้องสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม แม้จะให้เป็นพับกันไปก็ต้องสั่ง ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และศาลอุทธรณ์ก็มิได้แก้ไขในเรื่องนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑,๘๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๓๙) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทั้งสามศาล และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

(สมศักดิ์ เนตรมัย - ไพศาล เจริญวุฒิ - สายันต์ สุรสมภพ)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861
ป.วิ.พ. ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเล่าต๋า แซ่เจิง
จำเลย — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายมุขมนตรี กลั่นนุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญเจือ รัตนสมบัติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9519/2544
#43436
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาที่โจทก์จะยกขึ้นฎีกาเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสองมิได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5451 ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่3 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา ส่วนจำเลยครอบครองที่ดินพิพาท (ตามฟ้องโจทก์อ้างว่ามีเนื้อที่ประมาณ 6 ตารางวา) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของที่ดินตามโฉนดของโจทก์ดังกล่าว ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันว่าพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดเอกสารหมาย จ.1 ของโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ตามที่โจทก์ฎีกาว่า การที่โจทก์มีตัวโจทก์เพียงปากเดียวเบิกความถึงการที่จำเลยมาขออาศัยอยู่ในที่ดินของโจทก์โดยมีนายบุญเกียรติ ธนูศิลป์ ช่างรังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเบิกความว่า โจทก์นำชี้ที่ดินของโจทก์ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.3มากกว่าเนื้อที่ดินตามโฉนดเอกสารหมาย จ.1 และที่ดินพิพาทที่จำเลยปลูกเพิงอาศัยอยู่นั้นก็ไม่มีหลักฐานหลักหมุดโฉนดที่ดินเดิมปรากฏอยู่ด้วยจึงทำให้พยานโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานของจำเลยนั้น ก็ด้วยเหตุที่โจทก์ไม่สามารถรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเอกสารหมาย จ.1 ได้เพราะที่ดินของโจทก์บริเวณที่ดินพิพาทติดทางสาธารณประโยชน์ซึ่งนายอำเภอบางบาลคัดค้านและไม่รับรองแนวเขต แต่บัดนี้โจทก์ได้เป็นโจทก์ฟ้องกระทรวงมหาดไทยเป็นจำเลย และต่อมามีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจัดทำแผนที่พิพาทกันในคดีดังกล่าวยอมรับว่าถูกต้องตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1352/2541 ของศาลชั้นต้น โจทก์จึงทราบแนวเขตแน่นอนว่าที่ดินพิพาทคดีนี้อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเอกสารหมายจ.1 มิใช่อยู่ในเขตที่ดินของสุขาภิบาลบางบาลตามที่จำเลยอ้าง ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวโจทก์ไม่อาจยกขึ้นกล่าวอ้างในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้เพราะตามพฤติการณ์เป็นเรื่องนอกเหนือไม่อาจบังคับหรือกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง จึงขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ในประเด็นที่เกิดขึ้นนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่โจทก์จะยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกานั้น โจทก์จะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคแรก แต่มีข้อยกเว้นในมาตรา 249 วรรคสอง ว่า "ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ หรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นฎีกา คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้" ดังนั้นข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า โจทก์ไม่สามารถยกปัญหาข้อเท็จจริงที่ฎีกาขึ้นกล่าวอ้างในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ เพื่อใช้สิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคสอง นั้น เห็นว่า กฎหมายไม่เปิดช่องให้โจทก์กระทำการเช่นนั้นได้ เนื่องจากปัญหาที่โจทก์จะยกขึ้นฎีกาเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้นั้น มีได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่อาจรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินตามโฉนดเอกสารหมาย จ.1 ของโจทก์ แต่โจทก์ฎีกาว่า ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องกระทรวงมหาดไทยเป็นจำเลยเกี่ยวกับที่ดินตามโฉนดเอกสารหมาย จ.1 ของโจทก์ ในที่สุดได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยโจทก์และจำเลยในคดีดังกล่าวทำการรังวัดที่ดินของโจทก์ทำแผนที่พิพาทได้ความว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินตามโฉนดเอกสารหมาย จ.1 ของโจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1352/2541 ของศาลชั้นต้นนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรกแม้โจทก์จะอ้างว่าไม่สามารถยกปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ก็ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ดังกล่าวข้างต้น ข้อเท็จจริงต้องฟังว่าที่ดินพิพาทไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินตามโฉนดเอกสารหมาย จ.1 ของโจทก์ตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3และไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ในประเด็นดังกล่าว เพราะไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(2) ประกอบมาตรา 247แต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สนอง ปึกขาว
จำเลย — นางสาว กุลหรือพิกุล ศรจุฬาไกร
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ธาดา กษิตินนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9519/2544
#98327
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาที่โจทก์จะยกขึ้นฎีกาเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง มีได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น

ฎีกาโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคแรก แม้โจทก์จะอ้างว่าไม่สามารถยกปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ ก็ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นในชั้นฎีกาได้ตามมาตรา 249 วรรคสอง ข้อเท็จจริงต้องฟังตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณาตามมาตรา 243 (2) ประกอบ มาตรา 247 จึงไม่มีเหตุที่จะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อต้นปี 2538 จำเลยขออาศัยอยู่ในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 6 ตารางวา ในโฉนดเลขที่ 5451 เพื่อปลูกเพิงร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่หน้าบ้านเลขที่ 98/1 ของนางกรี จันทร์โอ ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินจากโจทก์ต่อมาต้นปี 2539 โจทก์ประสงค์จะใช้ที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารพาณิชย์จึงบอกให้จำเลยรื้อถอน แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยรื้อถอนเพิงร้านขายก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้านเลขที่ 98/1 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5451 ห้ามจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยและมารดาจำเลยไม่เคยขออาศัยอยู่ในที่ดินของโจทก์ แต่มารดาจำเลยได้ปลูกร้านขายก๋วยเตี๋ยวในที่ดินของสุขาภิบาลบางบาล ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5451 เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา ส่วนจำเลยครอบครองที่ดินพิพาท (ตามฟ้องโจทก์อ้างว่ามีเนื้อที่ประมาณ 6 ตารางวา) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของที่ดินตามโฉนดของโจทก์ดังกล่าว ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดเอกสารหมาย จ. 1 ของโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ตามที่โจทก์ฎีกาว่า การที่โจทก์มีตัวโจทก์เพียงปากเดียวเบิกความถึงการที่จำเลยมาขออาศัยอยู่ในที่ดินของโจทก์ โดยมีนายบุญเกียรติ ช่างรังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เบิกความว่า โจทก์นำชี้ที่ดินของโจทก์ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ. 3 มากกว่าเนื้อที่ดินตามโฉนดเอกสารหมาย จ. 1 และที่ดินพิพาทที่จำเลยปลูกเพิงอาศัยอยู่นั้นก็ไม่มีหลักฐานหลักหมุดโฉนดที่ดินเดิมปรากฎอยู่ด้วย จึงทำให้พยานโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานของจำเลยนั้น ก็ด้วยเหตุที่โจทก์ไม่สามารถรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเอกสารหมาย จ. 1 ได้ เพราะที่ดินของโจทก์บริเวณที่ดินพิพาทติดทางสาธารณประโยชน์ซึ่งนายอำเภอบางบาลคัดค้านและไม่รับรองแนวเขต แต่บัดนี้โจทก์ได้เป็นโจทก์ฟ้องกระทรวงมหาดไทยเป็นจำเลย และต่อมามีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจัดทำแผนที่พิพาทกันในคดีดังกล่าวยอมรับว่าถูกต้องตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1352/2541 ของศาลชั้นต้น โจทก์จึงทราบแนวเขตแน่นอนว่าที่ดินพิพาทคดีนี้อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเอกสารหมาย จ. 1 มิใช่อยู่ในเขตที่ดินของสุขาภิบาลบางบาลตามที่จำเลยอ้าง ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวโจทก์ไม่อาจยกขึ้นกล่าวอ้างในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ เพราะตามพฤติการณ์เป็นเรื่องนอกเหนือไม่อาจบังคับหรือกระทำได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง จึงขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ในประเด็นที่เกิดขึ้นนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่โจทก์จะยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกานั้น โจทก์จะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคแรก แต่มีข้อยกเว้นในมาตรา 249 วรรคสอง ว่า "ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ หรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นฎีกา คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้" ดังนั้นข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า โจทก์ไม่สามารถยกปัญหาข้อเท็จจริงที่ฎีกาขึ้นกล่าวอ้างในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ เพื่อใช้สิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง นั้น เห็นว่า กฎหมายไม่เปิดช่องให้โจทก์กระทำเช่นนั้นได้ เนื่องจากปัญหาที่โจทก์จะยกขึ้นฎีกาเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้นั้น มีได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่อาจรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินตามโฉนดเอกสารหมาย จ. 1 ของโจทก์ แต่โจทก์ฎีกาว่า ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องกระทรวงมหาดไทยเป็นจำเลยเกี่ยวกับที่ดินตามโฉนดเอกสารหมาย จ. 1 ของโจทก์ ในที่สุดได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยโจทก์และจำเลยในคดีดังกล่าวทำการรังวัดที่ดินของโจทก์ทำแผนที่พิพาทได้ความว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินตามโฉนดเอกสารหมาย จ. 1 ของโจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1352/2541 ของศาลชั้นต้นนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคแรก แม้โจทก์จะอ้างว่าไม่สามารถยกปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ ก็ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง ดังกล่าวข้างต้น ข้อเท็จจริงต้องฟังว่าที่ดินพิพาทไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินตามโฉนดเอกสารหมาย จ. 1 ของโจทก์ตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 และไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ในประเด็นดังกล่าวเพราะไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247 แต่อย่างใด.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (2) ม. 247 ม. 249 วรรคแรก ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสนอง ปึกขาว
จำเลย — นางสาวกุลหรือพิกุล ศรจุฬาไกร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายวรสิทธิ์ อภิชาติโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิกร อังคณาวิศัลย์
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ธาดา กษิตินนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9518/2544
#67144
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ ซึ่งเหตุดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจาก การกระทำของลูกจ้างหรือเหตุอื่นที่ไม่ใช่การกระทำความผิดของลูกจ้างก็ได้

ช.กับพวกเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ช.กล่าวหาโจทก์ว่าปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมกับตำแหน่งเลขานุการสหภาพแรงงาน โจทก์ไม่พอใจ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายจ้างเคยเรียกโจทก์และ ช.กับพวกไปตักเตือนให้เลิกแล้วต่อกันเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 แต่ตกลงกันไม่ได้ ทำให้พนักงานภายในโรงงานของจำเลยที่ 1 แบ่งเป็น 2 ฝ่าย เมื่อโจทก์ได้ฟ้อง ช.กับพวกต่อศาลในข้อหาหมิ่นประมาทแล้ว พนักงานในบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ก็จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์และไม่ยอมทำงาน ก่อให้เกิดความไม่สงบ รวมทั้งเป็นปัญหาและอุปสรรคใน การดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 แม้จะฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ชักชวนให้พนักงานของจำเลยที่ 1 แบ่งเป็น 2 ฝ่าย หรือ จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์และไม่ทำงานอันเป็นความผิดตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ความไม่สงบรวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 และความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งของโจทก์และ ช.กับพวก และไม่ทราบว่าจะยุติลงเมื่อใด การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์รวมทั้ง ช. กับพวกเพราะความจำเป็นอันเนื่องมาจากเหตุดังกล่าวเพื่อให้กิจการของจำเลยที่ 1 ดำรงคงอยู่ต่อไป นับได้ว่ามีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายเงินบำเหน็จจำนวน ๑๘๗,๕๐๐ บาท ค่าชดเชย จำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามจงใจไม่ยอมจ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ โดยปราศจากเหตุผลตามสมควร จึงต้องรับผิดจ่ายเงินเพิ่มอัตรา ร้อยละ ๑๕ ทุกระยะเวลา ๗ วัน ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๑,๖๒๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินบำเหน็จจำนวน ๘๖,๒๕๗.๕๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าว ค่าชดเชยจำนวน ๔๙,๒๙๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย อัตราร้อยละสิบห้าต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๓๘ (วันเลิกจ้าง) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ เป็นเพียงกรรมการไม่ต้อง รับผิดเป็นส่วนตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๐๑ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า การพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องชดใช้ ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ นั้น ต้องพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ ซึ่งเหตุดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้างหรือเหตุอื่นที่ไม่ใช่การกระทำความผิดของลูกจ้างก็ได้ คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๓๘ นายชัยรัตน์กับพวก ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัท จำเลยที่ ๑ และเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมฟอกย้อมแห่งประเทศไทยกล่าวหาว่าโจทก์ปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมกับตำแหน่งเลขานุการสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมฟอกย้อมแห่งประเทศไทย โจทก์ไม่พอใจ จำเลยที่ ๓ ซึ่งได้รับมอบหมายจากกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ เคยเรียกโจทก์และนายชัยรัตน์กับพวกไปตักเตือนให้เลิกแล้วต่อกันเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ แต่ตกลงกันไม่ได้ ทำให้พนักงานภายในโรงงานของ จำเลยที่ ๑ แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย และโจทก์ได้ฟ้องนายชัยรัตน์กับพวกต่อศาลชั้นต้นในข้อหาหมิ่นประมาท เมื่อโจทก์ฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว พนักงานในบริษัทจำเลยที่ ๑ ซึ่งแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ก็จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์และไม่ยอมทำงาน เหตุการณ์ดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความไม่สงบ รวมทั้งเป็นปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑ ดังนั้น แม้จะฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ชักชวนให้พนักงานของจำเลยที่ ๑ แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย หรือจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์และไม่ทำงานอันเป็นความผิดตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ ๑ ก็ตาม แต่ความไม่สงบ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑ และความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งของโจทก์และนายชัยรัตน์กับพวก ดังกล่าว แม้จำเลยที่ ๓ จะเคยเรียกโจทก์และนายชัยรัตน์กับพวกไปตักเตือนให้เลิกแล้วต่อกัน อันจะเป็นผลให้ข้อขัดข้องและอุปสรรคในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวกลับคืนสู่สภาวะปกติ แต่ก็ไม่เป็นผล เนื่องจากโจทก์และนายชัยรัตน์กับพวกไม่ยอมเชื่อฟังและโจทก์ยังยื่นฟ้องนายชัยรัตน์กับพวกต่อศาลชั้นต้นในข้อหาหมิ่นประมาทย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่ทำให้ความบาดหมางของทั้งสองฝ่ายอันเป็นต้นเหตุให้ข้อขัดข้องและอุปสรรคในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑ เพิ่มมากขึ้น และไม่ทราบว่าจะยุติลงเมื่อใด ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์รวมทั้งนายชัยรัตน์กับพวกเพราะความจำเป็นอันเนื่องมาจากเหตุดังกล่าว เพื่อให้กิจการของจำเลยที่ ๑ ดำรงอยู่ต่อไป จึงนับได้ว่ามีเหตุอันสมควร ที่จำเลยที่ ๑ จะเลิกจ้างโจทก์ มิใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง อุทธรณ์ในส่วนนี้ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ต้องร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสงัด พวงร้อย
จำเลย — บริษัทพัตราภรณ์ไทยการย้อม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชาตรี ศิริรักษ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
กมล เพียรพิทักษ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9516/2544
#44072
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อตกลงในสัญญากู้เงินมีการกำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยไว้ 2 กรณี กรณีแรกผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในจำนวนหนี้ที่ผู้กู้ยังค้างชำระหนี้อยู่ตามสัญญา แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้าได้ เพียงแต่ผู้ให้กู้แจ้งให้ผู้กู้ทราบเท่านั้น กรณีที่สอง ผู้กู้ตกลงว่าหากผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้าได้ กรณีของโจทก์เป็นการเรียกดอกเบี้ยสูงขึ้นจากเดิมเพราะจำเลยผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามสัญญา โดยโจทก์มิต้องแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้า แต่การปรับดอกเบี้ยให้สูงขึ้นในกรณีนี้มีลักษณะเป็นทำนองเบี้ยปรับ เนื่องจากเป็นทำนองค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในกรณีไม่ชำระหนี้ หรือชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรเมื่อสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ โดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 1,800,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.25 ต่อปี และยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยได้ กำหนดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือนโดยจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 หากผิดนัด 2 งวดติดต่อกันยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยจากต้นเงินที่ยังค้างชำระทั้งหมดได้ จำเลยจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันในวงเงิน 1,800,000 บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปีหลังจากกู้ยืมเงินไปแล้ว จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกันไว้ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,163,862.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 1,785,308.43 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 2,528 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินที่กู้ยืมจำนวน 1,785,308.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.25 ต่อปีนับแต่วันผิดนัด (วันที่ 22 มิถุนายน 2538) และชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 2,225 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 สิงหาคม 2539)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 10844 และ 10845 ตำบลหนองไผ่ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้จนครบถ้วน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยของเงินค่าเบี้ยประกันภัยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้นให้นับแต่วันถัดจากวันฟ้องนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้ในอัตราร้อยละ 18ต่อปี ตามสัญญากู้เงินข้อ 2 (เอกสารหมาย จ.5) หรือไม่ เห็นว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อกันนั้นระบุถึงเรื่องการคิดดอกเบี้ยไว้ ทั้งในสัญญาข้อ 1 และสัญญาข้อ 2 กล่าวคือ ในสัญญาข้อ 1วรรคสองระบุว่า หากภายหลังจากวันทำสัญญา ผู้ให้กู้ได้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามข้อ 1 (คือร้อยละ 12.25 ต่อปี) ผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยในจำนวนหนี้ที่ผู้กู้ยังค้างชำระหนี้อยู่ตามสัญญาตามที่ผู้ให้กู้กำหนด แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้าโดยเพียงแต่ผู้ให้กู้แจ้งให้ผู้กู้ทราบเท่านั้น ส่วนในข้อ 2 มีระบุไว้ย่อหน้าสุดท้ายว่าผู้กู้ตกลงว่าหากผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้าได้ ดังนั้น กรณีของโจทก์จึงเป็นการเรียกดอกเบี้ยสูงขึ้นจากเดิม เพราะกรณีจำเลยผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามสัญญาข้อ 2โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่าเดิมในขณะทำสัญญาได้ โดยมิต้องแจ้งให้จำเลยทราบเหมือนดังที่ระบุไว้เป็นเงื่อนไขดังความในสัญญาข้อ 1 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย แต่การปรับดอกเบี้ยให้สูงขึ้นในกรณีนี้มีลักษณะเป็นทำนองเบี้ยปรับ เนื่องจากเป็นทำนองค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในกรณีไม่ชำระหนี้ หรือไม่ชำระหนี้ ให้ถูกต้องสมควร เมื่อสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ โดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 กรณีของโจทก์เห็นว่าสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ในระบบต่ำมาก และยังมีแนวโน้มที่จะต่ำลงอีก การจะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดในกรณีเช่นนี้สูงเกินไปเห็นสมควรกำหนดให้อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ก็พอสมควรแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินที่กู้ยืมจำนวน 1,785,308.43บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด (วันที่ 22 มิถุนายน 2538) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย กฤษดา แซ่เอี๊ยบ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9514/2544
#44071
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะได้วางเงินจำนวน 55,000 บาท ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพร้อมที่ดินก็ตาม แต่เงินจำนวนดังกล่าวนี้ก็มิได้หมายความว่าจะเป็นเงินมัดจำไปเสียทั้งหมด ต้องขึ้นอยู่กับเจตนาของคู่กรณีเป็นสำคัญ เมื่อเจตนาของโจทก์และจำเลยปรากฏชัดแจ้งอยู่ในสัญญาแล้วว่าให้ถือเป็นเงินดาวน์ จึงต้องถือว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่ดินพร้อมทาวน์เฮ้าส์ ส่วนเงินดาวน์ที่โจทก์ผ่อนชำระไปแล้วอีก 10 งวดจำนวน 87,000 บาท นั้น ยิ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เงินมัดจำ เพราะเป็นเงินที่ผ่อนชำระกันหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพร้อมที่ดินแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ผิดสัญญาจำเลยจะริบเงินเหล่านี้โดยอ้างว่าเป็นเงินมัดจำที่อาจริบตามกฎหมายไม่ได้

สัญญาจะซื้อจะขายข้อ 9 ระบุว่าหากโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินตามที่ระบุในสัญญา ให้ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและยินยอมให้จำเลยริบเงินที่ชำระไว้แล้วทั้งหมด กับให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันยกเลิกกันทันทีโดยมิต้องบอกกล่าว ดังนั้น เมื่อโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ผลคือสัญญาเลิกกัน เงินที่โจทก์ส่งมอบแก่จำเลยดังกล่าวเพื่อชำระหนี้บางส่วนย่อมกลับเป็นเงินอันจะต้องใช้คืนเพื่อให้คู่สัญญากลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 แม้เมื่อโจทก์จำเลยตกลงกันให้ริบโดยไม่ต้องใช้คืนเพื่อกลับสู่ฐานะเดิมข้อตกลงให้ริบดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามมาตรา 379 และเบี้ยปรับนี้ถ้าสูงเกินส่วน ศาลก็มีอำนาจที่จะลดลงให้เหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ ส่วนที่ตกลงกันไว้ในตอนท้ายของสัญญาข้อ 9 อีกว่า หากโจทก์ผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาอีกยอมชำระค่าปรับให้แก่จำเลยผู้จะขายต่างหากเป็นเงินครั้งละ 10,000บาท ก็เป็นเบี้ยปรับเช่นกัน แต่ที่กำหนดไว้ในสัญญาให้เรียกได้อีกนั้นเป็นการซ้ำซ้อน จึงไม่กำหนดเบี้ยปรับให้แก่จำเลยอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 147,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 87,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 มกราคม 2540)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน82,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า เงินจำนวน 5,000 บาทเป็นเงินมัดจำ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า เงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายจำนวน 55,000 บาทและเงินดาวน์ที่ผ่อนชำระไปแล้วอีก 10 งวด จำนวน 87,000 บาท เป็นเงินมัดจำหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะได้วางเงินจำนวน 55,000 บาทในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพร้อมที่ดินในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2536 ก็ตามแต่เงินจำนวนดังกล่าวนี้ก็มิได้หมายความว่าจะเป็นเงินมัดจำไปเสียทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับเจตนาของคู่กรณีเป็นสำคัญ เมื่อเจตนาของโจทก์และจำเลยปรากฏชัดแจ้งอยู่ในสัญญาแล้วว่าให้ถือเป็นเงินดาวน์ จึงต้องถือว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่ดินพร้อมทาวน์เฮ้าส์ ส่วนเงินดาวน์ที่โจทก์ผ่อนชำระไปแล้วอีก 10 งวดจำนวน 87,000 บาท นั้น ยิ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เงินมัดจำ เพราะเป็นเงินที่ผ่อนชำระกันหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพร้อมที่ดินแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ผิดสัญญา จำเลยจะริบเงินเหล่านี้โดยอ้างว่าเป็นเงินมัดจำที่อาจริบตามกฎหมายไม่ได้นอกจากนี้ตามข้อ 9ของสัญญาดังกล่าวระบุไว้ว่า หากโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินตามที่ระบุในสัญญา ให้ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและยินยอมให้จำเลยริบเงินชำระไว้แล้วทั้งหมดกับให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันยกเลิกกันทันทีโดยมิต้องบอกกล่าวและโจทก์ยินยอมให้จำเลยนำทาวน์เฮ้าส์พร้อมที่ดินที่ตกลงซื้อขายกันนี้ไปขายให้แก่บุคคลอื่นได้ด้วย ดังนั้น เมื่อโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ ผลคือสัญญาเลิกกัน เงินโจทก์ส่งมอบแก่จำเลยดังกล่าวเพื่อชำระหนี้บางส่วนย่อมกลับเป็นเงินอันจะต้องใช้คืนเพื่อให้คู่สัญญากลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 แต่เมื่อโจทก์จำเลยตกลงกันให้ริบโดยไม่ต้องใช้คืนเพื่อกลับสู่ฐานะเดิม ข้อตกลงให้ริบเงินดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามมาตรา 379 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเบี้ยปรับนี้ถ้าสูงเกินส่วนศาลก็มีอำนาจที่จะลดลงให้เหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ โจทก์ผิดสัญญาหลังจากชำระเงินให้แก่จำเลยไปแล้วถึง 147,000 บาท การที่จำเลยจะริบเงินจำนวนนี้ทั้งหมดทั้งที่จำเลยเพิ่งสร้างทาวน์เฮ้าส์ที่จะขายให้โจทก์เสร็จพร้อมจะโอนได้เมื่อเดือนกันยายน 2539 ที่เลิกสัญญานั้นเอง และประมาณต้นปี2540 จำเลยก็โอนกรรมสิทธิ์ขายให้บุคคลอื่นไปได้ เห็นว่า การกำหนดให้จำเลยริบเบี้ยปรับจำนวน 147,000 บาท นั้น มากเกินสมควรไป เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของจำเลยทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยริบเบี้ยปรับได้ 60,000 บาท เท่ากับที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดไว้ ส่วนที่ตกลงกันไว้ในตอนท้ายของสัญญาข้อ 9ในเรื่องเดียวกันนี้อีกว่า หากโจทก์ผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาอีกยอมชำระค่าปรับให้แก่จำเลยผู้จะขายต่างหาก เป็นเงินครั้งละ 10,000 บาทก็เป็นเบี้ยปรับเช่นกัน แต่ที่กำหนดไว้ในสัญญาให้เรียกได้อีกนั้นเป็นการซ้ำซ้อนจึงไม่กำหนดเบี้ยปรับให้แก่จำเลยอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 377 ม. 379 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฉลอง เล็กประยูร
จำเลย — บริษัทลิฟวิ่งสแตนดาร์ด กรุ๊ป จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9504/2544
#44070
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกข้อตกลงตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านและ ว. ทำกันหน้าเจ้าพนักงานตำรวจมีข้อความชัดแจ้งว่า ผู้ร้องและ ว. ขอสละกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกให้แก่ผู้คัดค้านและยอมให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกแต่เพียงผู้เดียว แต่การเจาะจงให้ทรัพย์มรดกแก่ผู้คัดค้านเช่นนี้เป็นการยกทรัพย์มรดกส่วนของตนให้แก่ทายาทคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่การสละมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 อย่างไรก็ดีแม้ข้อตกลงระหว่างผู้ร้องและ ว. ฝ่ายหนึ่งกับผู้คัดค้านอีกฝ่ายหนึ่ง ดังกล่าว จะไม่ใช่หนังสือสละมรดกตามกฎหมายแต่ก็มีลักษณะเป็นสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดก เมื่อทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อไว้ในหนังสือดังกล่าวแล้ว ย่อมผูกพันคู่สัญญาตามมาตรา 1750 วรรคสองผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอต่อศาลขอให้ตั้ง ว. เป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งนางเวียง สอนดี เป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องและผู้คัดค้าน

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้อง ผู้คัดค้านและนางเวียง สอนดี เป็นบุตรของผู้ตาย หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว นางเฮืองหอมอินทร์เป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย แต่นางเฮืองยักยอกทรัพย์มรดก ผู้คัดค้าน ผู้ร้องและนางเวียงจึงปรึกษาหารือและทำบันทึกข้อตกลงกันต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2534 เอกสารหมาย ร.ค.1 หลังจากนั้นผู้คัดค้านได้ร้องขอต่อศาลให้ถอนนางเฮืองออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกศาลไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ถอนนางเฮืองออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายตามคำร้องขอของผู้คัดค้าน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งนางเวียงเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายหรือไม่ ที่ผู้ร้องฎีกาว่าข้อความในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ร.ค.1 เป็นเรื่องที่ผู้ร้องและนางเวียงไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่นางเฮือง มิได้มีเจตนาสละมรดก จึงไม่ใช่หนังสือสละมรดกตามกฎหมายนั้น ผู้คัดค้านเบิกความถึงเหตุที่ต้องทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย ร.ค.1 ก็เพราะนางเฮืองผู้จัดการมรดกผู้ตายยักยอกทรัพย์มรดกเป็นของนางเฮืองแต่ผู้เดียวเมื่อผู้คัดค้านนำเรื่องนี้ไปปรึกษาหารือกับผู้ร้องและนางเวียงซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก ผู้ร้องและนางเวียงแจ้งว่าไม่ขอเกี่ยวข้องกับมรดกรายนี้ จึงพากันไปทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน ศาลฎีกาตรวจดูบันทึกข้อตกลงฉบับนี้แล้วเห็นว่ามีข้อความชัดแจ้งว่าผู้ร้องและนางเวียงขอสละกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกให้แก่ผู้คัดค้านและยอมให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกแต่เพียงผู้เดียวจริง แต่การเจาะจงให้ทรัพย์มรดกตกแก่ผู้คัดค้านเช่นนี้เป็นการยกทรัพย์มรดกส่วนของตนให้แก่ทายาทคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่การสละมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 อย่างไรก็ดีแม้ข้อตกลงระหว่างผู้ร้องและนางเวียงฝ่ายหนึ่งกับผู้คัดค้านอีกฝ่ายหนึ่งตามเอกสารหมาย ร.ค.1 จะไม่ใช่หนังสือสละมรดกตามกฎหมาย แต่ก็มีลักษณะเป็นสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดก เมื่อทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อไว้ในหนังสือดังกล่าวแล้ว ย่อมผูกพันคู่สัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอต่อศาลขอให้ตั้งนางเวียงเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1612 ม. 1750
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง เหลี่ยม ยอดสุวรรณ์
ผู้คัดค้าน — นาย น้อย บุญพิมพ์
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9502/2544
#258651
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โดยอ้างแต่เพียงว่า ถ้าจำเลยได้ต่อสู้คดีจำเลยต้องชนะคดีได้ คำร้องของจำเลยไม่ได้กล่าวโดยชัดแจ้งว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยแพ้คดีไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องด้วยเหตุผลประการใด และหากมีการพิจารณาคดีใหม่แล้วศาลอาจพิพากษาให้จำเลยชนะคดีได้อย่างไร จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ.มาตรา 208 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินกู้ยืม ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ อ้างว่าขณะที่มีการส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยไม่อยู่บ้านไปธุระนอกบ้านหลายวันเพิ่งมาทราบว่าถูกฟ้องคดีเมื่อวันที่เจ้าพนักงานศาลมาปิดคำบังคับ จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา หากจำเลยได้ต่อสู้คดีจำเลยต้องชนะคดี

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยมิได้บรรยายข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่ให้ตนแพ้คดีไว้ จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบ ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสอง หรือไม่ จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โดยอ้างแต่เพียงว่า ถ้าจำเลยได้ต่อสู้คดีจำเลยต้องชนะคดีได้ เห็นว่า คำร้องของจำเลยดังกล่าวไม่ได้กล่าวโดยชัดแจ้งว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยแพ้คดีไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องด้วยเหตุผลประการใด และหากมีการพิจารณาคดีใหม่แล้วศาลอาจพิพากษาให้จำเลยชนะคดีได้อย่างไร คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสอง คำสั่งและ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 208 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางกนกพร สุปัญญารักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายวชิร ปานแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุรศักดิ์ ศีรีวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9499/2544
#99851
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาด และปรากฏในชั้นการจดทะเบียนโอนที่ดินให้ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดว่า ศาลได้มีคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ ก. พร้อมรับชำระราคา หากไม่จดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ดังนี้ แม้ ก. จะเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 แต่ไม่ปรากฏว่า ก. ได้ร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินเข้ามาในคดี ทั้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 288 และ 289 เจ้าหนี้สามัญจะบังคับคดีให้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินนั้นไม่ได้ โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีหลักประกันพิเศษและตามมาตรา 287 บุริมสิทธิที่จะใช้ได้ก่อนสิทธิจำนองจะต้องเป็นบุริมสิทธิที่ได้จดทะเบียนตาม ป.พ.พ. มาตรา 285 และ 286 แล้วเท่านั้น การบังคับคดีของโจทก์ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของ ก. เมื่อโจทก์บังคับคดีโดยชอบ จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการบังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์และดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๑๘๑ และ ๗๑๘๒ ตำบลวัดท่าพระ (เกาะท่าพระ) อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นของจำเลยที่ ๓ ออกขายทอดตลาด จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๑ ในราคา ๙,๒๐๐,๐๐๐ บาท โดยชำระราคาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีครบถ้วน

ต่อมาจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งศาลแพ่งธนบุรีและมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยที่ ๒

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่อาจบังคับคดียึดทรัพย์จำนองในคดีนี้ให้กระทบกระทั่งสิทธิของบริษัทบางกอก คริสมัส เดคโคเรชั่น เอ็กซปอร์ต จำกัด ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ จึงให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดำเนินไปแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่ผู้ซื้อ สำหรับโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง ๕ ข้อ ๓ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กับให้ยกคำแถลงของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นที่ว่า โจทก์มีสิทธิรับเงินจากการขายทอดตลาดนั้นเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นยกคำแถลงของโจทก์ที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์เป็นการไม่ชอบ เพราะบริษัทบางกอก คริสมัส เด็คโคเรชั่น เอ็กซปอร์ต จำกัด ไม่ชำระหนี้ค่าซื้อที่ดินตามคำพิพากษาเป็นเวลาเกือบปีแล้ว แสดงว่าบริษัทดังกล่าวสละสิทธิที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำพิพากษา ทั้งผู้ซื้อทรัพย์ในคดีนี้เป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดย่อมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับโอนที่ดินที่ขาย เพราะการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้กระทำโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ทั้งศาลก็มิได้มีคำสั่งให้เพิกถอนแต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินจากการขายทอดตลาดชำระหนี้ทั้งหมด ซึ่งเห็นได้ว่าอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวมีประเด็นสำคัญว่าโจทก์มีสิทธิที่จะได้รับเงินจากการขายทอดตลาดชำระหนี้หรือไม่ อันเป็นประเด็นตรงตาม ที่โจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นไว้ ส่วนเหตุผลที่โจทก์อ้างว่าบริษัทบางกอก คริสมัสฯ สละสิทธิที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นเป็นการอ้างเพื่อประกอบเหตุผลว่าผู้ซื้อทรัพย์ได้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดที่ดินโดยชอบ สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเงินจากการขายทอดตลาดย่อมมีอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์โดยอ้างว่าเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นนั้น เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเพื่อให้คดีเสร็จไปโดยรวดเร็วศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยใหม่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนการบังคับคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จำนองได้ฟ้องบังคับจำนองเป็นคดีนี้ เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้อง จำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์ก็ได้ขอหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดโดยไม่ปรากฏว่าขั้นตอนบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยประการใด แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏในชั้นการจดทะเบียนโอนที่ดินให้ผู้ซื้อทรัพย์ว่า บริษัทบางกอก คริสมัสฯ เป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๐ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวได้ร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินเข้ามาในคดีนี้แต่ประการใด ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ ซึ่งบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา ๒๘๘ และ ๒๘๙ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย" ก็คงมีความหมายถึงการที่เจ้าหนี้สามัญจะบังคับคดีให้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินนั้นไม่ได้เท่านั้น แต่คดีนี้โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีหลักประกันพิเศษ และตามมาตรา ๒๘๗ ดังกล่าวบุริมสิทธิที่จะใช้ได้ก่อนสิทธิจำนองจะต้องเป็นบุริมสิทธิที่ได้จดทะเบียนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๘๕ และ ๒๘๖ เท่านั้น บริษัทบางกอก คริสมัสฯ เป็นเพียงผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ซึ่งเป็นสิทธิอื่น ๆ ตามมาตรา ๒๘๗ ดังกล่าว และเป็นสิทธิที่ยังมิได้จดทะเบียนจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนองอยู่แล้ว การบังคับคดีของโจทก์จึงไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของบริษัทบางกอก คริสมัสฯ แต่อย่างใด เมื่อโจทก์บังคับคดีโดยชอบและไม่กระทบถึงสิทธิอื่น ๆ จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการบังคับคดีของโจทก์ได้ และเมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ประการอื่นอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์ และดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๑๘๑ และ ๗๑๘๒ ตำบลวัดท่าพระ (เกาะท่าพระ) อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ ๒ ผู้ซื้อทรัพย์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 285 ม. 286 ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด ( มหาชน)
จำเลย — บริษัทประจงกิจการช่าง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสมบัติ เจริญรุ่งอุทัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประดิษฐ์ ทรงฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9467/2544
#43435
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 มิใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาดเปลี่ยนแปลงไม่ได้เสียเลย การที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนให้รับผิดในหนี้ที่ขาดอายุความเรียกร้องจากลูกหนี้แล้วจึงอาจกระทำได้ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และมิใช่เป็นการงดใช้หรือขยายอายุความตามมาตรา 193/11 การที่จำเลยที่ 2ทำสัญญาค้ำประกันตกลงกับโจทก์ว่า ถ้าผู้กู้ตายเกิน 1 ปี ผู้ค้ำประกันยอมชำระหนี้แทนจนครบถ้วน ซึ่งมีความหมายว่าเป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันตกลงจะไม่ยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ มิใช่เป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันตกลงจะไม่ยกอายุความของผู้ค้ำประกันเองขึ้นเป็นข้อต่อสู้ อันจะถือได้ว่าผู้ค้ำประกันสละประโยชน์แห่งอายุความของผู้ค้ำประกันไว้ก่อนตามมาตรา 193/24 จึงมีผลบังคับกันได้ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2533 นายดาบตำรวจเริงศักดิ์หัตถสาร กู้ยืมเงินโจทก์ จำนวน 30,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15.5 ต่อปี โดยผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 1,065 บาท เริ่มงวดแรกเดือนพฤศจิกายน 2533 กำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2536 หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดและยอมให้ฟ้องเรียกหนี้ทั้งหมดคืนได้ทันทีเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันไว้แก่โจทก์ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับนายดาบตำรวจเริงศักดิ์ ภายหลังทำสัญญานายดาบตำรวจเริงศักดิ์ชำระหนี้ไม่ถูกต้องโดยชำระดอกเบี้ยเพียงถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2538หลังจากนั้นมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีกเลย คิดถึงวันฟ้องนายดาบตำรวจเริงศักดิ์ค้างชำระต้นเงินโจทก์อยู่จำนวน 7,590.42 บาท ดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวน6,378.03 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 13,968.45 บาท เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม2537 นายดาบตำรวจเริงศักดิ์ถึงแก่ความตาย แต่โจทก์เพิ่งทราบถึงการตายเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2543 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายในฐานะทายาทโดยธรรมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันต้องร่วมกันรับผิดชำระให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 13,968.45บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,590.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ได้ทราบเรื่องการตายของนายดาบตำรวจเริงศักดิ์นานแล้วตั้งแต่ปี 2538 เนื่องจากโจทก์เคยติดตามทวงถามให้จำเลยที่ 2ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามมายังทายาทของนายดาบตำรวจเริงศักดิ์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2538 โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนายดาบตำรวจเริงศักดิ์ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 13,968.45 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,590.42 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่า สัญญาค้ำประกันที่มีข้อความว่าถ้าผู้กู้ตายเกินกว่า 1 ปี ผู้ค้ำประกันก็ยอมชำระหนี้แทนจนครบถ้วนนั้นมีผลใช้บังคับหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 698 จะบัญญัติให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในขณะเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความในมาตรา 681 ประกอบด้วยแล้วจะเห็นได้ว่าแม้หนี้ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดเพราะทำด้วยความสำคัญผิดหรือเป็นผู้ไร้ความสามารถก็อาจมีการค้ำประกันอย่างสมบูรณ์ได้หากผู้ค้ำประกันรู้ถึงเหตุสำคัญผิดหรือไร้ความสามารถนั้น กรณีจึงถือไม่ได้ว่า บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 เป็นบทบังคับเด็ดขาดเปลี่ยนแปลงไม่ได้เสียเลย และเห็นว่าในกรณีที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนให้รับผิดในหนี้ที่ขาดอายุความเรียกร้องจากลูกหนี้แล้วจึงอาจกระทำได้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและมิใช่เป็นการงดใช้หรือขยายอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/11 แต่อย่างใดดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันทำสัญญาค้ำประกันตกลงกับโจทก์ว่า ถ้าผู้กู้ตายเกิน 1 ปี ผู้ค้ำประกันยอมชำระหนี้แทนจนครบถ้วนซึ่งมีความหมายว่าเป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันตกลงจะไม่ยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ หาใช่เป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันตกลงจะไม่ยกอายุความของผู้ค้ำประกันเองขึ้นเป็นข้อต่อสู้ อันจะถือได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันสละประโยชน์แห่งอายุความของผู้ค้ำประกันไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 แต่อย่างใดไม่ ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงมีผลบังคับกันได้ตามกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 193/11 ม. 193/24 ม. 698
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นางสาว สุดสวาท หัตถสาร ในฐานะทายาทโดยธรรมของ
จำเลย — นายดาบตำรวจ เริงศักดิ์ หัตถสาร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9467/2544
#67120
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 698 จะบัญญัติให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในขณะเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใดก็ตาม แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นบทบังคับเด็ดขาด ดังนั้นในกรณีที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนให้รับผิดในหนี้ที่ขาดอายุความเรียกร้องจากลูกหนี้แล้วจึงอาจกระทำได้ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และมิใช่เป็นการงดใช้หรือขยายอายุความตามมาตรา 193/11

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายในฐานะทายาทโดยธรรมของ นายดาบตำรวจเริงศักดิ์ หัตถสาร ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน ๑๓,๙๖๘.๔๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๗,๕๙๐.๔๒ บาท นับถักจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๑๓,๙๖๘.๔๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๗,๕๙๐.๔๒ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕๐๐ บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่า สัญญาค้ำประกันที่มีข้อความว่า ถ้าผู้กู้ตายเกินกว่า ๑ ปี ผู้ค้ำประกันก็ยอมชำระหนี้แทนจนครบถ้วนนั้นมีผลใช้บังคับหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๘ จะบัญญัติให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในขณะเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความในมาตรา ๖๘๑ ประกอบด้วยแล้วจะเห็นได้ว่าแม้หนี้ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดเพราะทำด้วยความสำคัญผิดหรือเป็นผู้ไร้ความสามารถก็อาจมีการค้ำประกันอย่างสมบูรณ์ได้หากผู้ค้ำประกันรู้ถึงเหตุสำคัญผิดหรือไร้ความสามารถนั้น กรณีจึงถือไม่ได้ว่า บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๘ เป็นบทบังคับเด็ดขาดเปลี่ยนแปลงไม่ได้เสียเลย และเห็นว่าในกรณีที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนให้รับผิดในหนี้ที่ขาดอายุความเรียกร้องจากลูกหนี้แล้วจึงอาจกระทำได้ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และมิใช่เป็นการงดใช้หรือขยายอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๑ แต่อย่างใด ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันทำสัญญาค้ำประกันตกลงกับโจทก์ว่า ถ้าผู้กู้ตายเกิน ๑ ปี ผู้ค้ำประกันยอมชำระหนี้แทนจนครบถ้วน ซึ่งมีความหมายว่าเป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันตกลงจะไม่ยกอายุความของ ลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ หาใช่เป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันตกลงจะไม่ยกอายุความของผู้ค้ำประกันเองขึ้นเป็นข้อต่อสู้ อันจะถือได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันสละประโยชน์แห่งอายุความของผู้ค้ำประกันไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๔ แต่อย่างใดไม่ ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงมีผลบังคับกันได้ตามกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/11 ม. 698
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวสุดสวาท หัตถสาร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายพลจักร์ คงน้อย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9465/2544
#99858
เปิดฉบับเต็ม

การจำนำมิได้ผูกพันผู้รับจำนำให้ต้องบังคับจำนำเฉพาะแต่ทางเดียว ผู้รับจำนำอาจใช้สิทธิบังคับผู้จำนำอย่างหนี้สามัญโดยสละบุริมสิทธิที่ผู้รับจำนำมีเหนือทรัพย์สินที่จำนำก็ย่อมทำได้ ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ในสัญญากู้เงินกำหนดว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นไม่ว่างวดใดงวดหนึ่ง จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากยอดเงินต้นที่ค้างชำระอยู่ทั้งหมดในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับการกู้ยืมเงินที่โจทก์ได้มีประกาศตามนัยแห่งประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นได้ ข้อสัญญาดังกล่าวถือได้ว่าเป็น การกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในลักษณะเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงได้ตามที่เห็นสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยจำนวน ๓๕,๗๗๘,๐๘๒.๑๙ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๓๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓ มกราคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า _ _ _พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการเงินทุนหลักทรัพย์ จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน ๔๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยมีนายไสว หอรุ่งเรือง และจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันในวงเงินคนละ ๔๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งนี้นายไสว หอรุ่งเรือง นางสาวทิพย์มณี รัตนอาภา และจำเลยที่ ๒ ได้จำนำทรัพย์สินอันเป็นสิทธิซึ่งมีตราสารเรียกว่า "หุ้น" ไว้เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ หากผู้จำนำหรือลูกหนี้ผิดนัดในการชำระหนี้ โจทก์มีสิทธิบังคับจำนำ และมีสิทธินำหุ้นออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ได้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามเป็นการประการแรกว่า เมื่อจำเลยทั้งสามผิดนัดหรือเมื่อราคาหุ้นที่โจทก์รับไว้มีราคาลดลงจากวันที่รับหลักทรัพย์ไว้ โจทก์มีอำนาจขายหลักทรัพย์นั้นได้ เพื่อชำระหนี้โจทก์และคืนเงินส่วนที่เหลือให้จำเลยทั้งสาม แต่โจทก์ไม่ได้กระทำการดังกล่าว กลับปล่อยให้หลักทรัพย์นั้นลดลงจนมีราคาไม่พอชำระหนี้ การกระทำของโจทก์เป็นการเอาเปรียบจำเลยทั้งสาม เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โดยฟ้องให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ในสินเชื่ออย่างเดียวไม่กล่าวถึงหลักทรัพย์ที่รับไว้หรือไม่ เห็นว่า ลักษณะของการจำนำเป็นการเอาทรัพย์เป็นประกันการชำระหนี้ซึ่งอาจแบ่งแยกการจำนำกับหนี้ที่เอาทรัพย์เป็นประกันคนละส่วนได้ หรืออีกนัยหนึ่งหนี้ที่มีจำนำเป็นประกันนั้นเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องอย่างหนี้สามัญ โดยบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินทั่วไปของลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๔ หรือจะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๖๔ อย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ เพราะการจำนำมิได้ผูกพันผู้รับจำนำให้ต้องบังคับจำนำเฉพาะแต่ทางเดียว ฉะนั้นการที่โจทก์ใช้สิทธิบังคับจำเลยทั้งสามอย่างหนี้สามัญ โดยสละบุริมสิทธิที่โจทก์มีเหนือทรัพย์สินที่จำนำก็ย่อมทำได้ นอกจากนี้แม้สัญญาจำนำ จะมีเงื่อนไขระบุไว้ในข้อ ๔ ว่า "หากผู้จำนำและหรือลูกหนี้รายใดรายหนึ่งผิดนัดในการชำระหนี้ต่อผู้รับจำนำ ผู้รับจำนำย่อมมีสิทธิบังคับจำนำ โดยบอกกล่าวให้ผู้จำนำไถ่ถอนการจำนำภายในกำหนดเวลาพอสมควรแต่ไม่เกิน ๓๐ วัน ถ้าผู้จำนำไม่ไถ่ถอนการจำนำภายในเวลาที่กำหนดดังกล่าวนี้ ผู้รับจำนำมีสิทธินำหุ้นออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้?" ก็ตาม เงื่อนไขดังกล่าวเป็นเพียงให้สิทธิโจทก์ที่จะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนำได้เท่านั้น ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนำ หนี้ตามสัญญากู้เงินและค้ำประกันซึ่งจำเลยทั้งสามทำไว้กับโจทก์ก็ยังคงมีอยู่ โจทก์จึงใช้สิทธิฟ้องบังคับตามสัญญากู้เงินและค้ำประกันนั้นได้ โดยไม่ต้องบังคับจำนำ กรณีดังกล่าวหาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเอาเปรียบจำเลยทั้งสามอย่างไม่เป็นธรรม ดังฎีกากล่าวอ้างของจำเลยทั้งสามไม่ ฎีกาจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสามฎีกาประการที่สองว่า โจทก์เรียกดอกเบี้ยหรือเบี้ยปรับเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด สูงเกินสมควร โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้ดอกเบี้ยถึงอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ในสัญญากู้เงิน กำหนดว่า หากจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นไม่ว่างวดใดงวดหนึ่ง จำเลยที่ ๑ ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากยอดเงินต้นที่ค้างชำระอยู่ทั้งหมดในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับการกู้ยืมเงินที่โจทก์ได้มีประกาศตามนัยแห่งประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นได้ ข้อสัญญาดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในลักษณะเบี้ยปรับซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงได้ตามที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๔๐ โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี แต่นับจากวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๔๐ อันเป็นวันที่จำเลยทั้งสามผิดนัด จนถึงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดร้อยละ ๒๕ ต่อปี และนับแต่วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ จนถึงวันฟ้องโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดร้อยละ ๓๕ ต่อปี เหตุนี้ศาลชั้นต้นจึงเห็นว่าเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในลักษณะของเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน เห็นสมควรลดลงเหลือเพียงอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ซึ่งไม่สูงเกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับการกู้ยืมเงินตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย โดยให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวได้นับตั้งแต่วันที่ ๓ มกราคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป และศาลอุทธรณ์เห็นชอบด้วยนั้น นับว่าเป็นการกำหนดเบี้ยปรับที่พอสมควรแก่พฤติการณ์แห่งคดีและชอบด้วยกฎหมายทุกประการแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 214 ม. 383 ม. 764
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พูลพิพัฒน์ จำกัด
จำเลย — นางสาวนุชนารถ หอรุ่งเรือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธ
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา