คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9189/2544
#98478
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายได้แก่รถบรรทุกและเงินฝากธนาคารชำระหนี้แล้ว เมื่อหักกลบกับหนี้ ตามฟ้องแล้วจะเหลือหนี้ค้างชำระเพียงจำนวนเล็กน้อยประมาณ 10,000 บาท อีกทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ตายเป็นลูกหนี้ บุคคลอื่นอีก รูปคดีจึงยังไม่พอฟังว่าลูกหนี้ที่ตายเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว กรณีมีเหตุที่ไม่ควรให้จัดการทรัพย์มรดก ของผู้ตายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 82

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของนายเกษม ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๘๒

นายดำรงค์ ทายาทและผู้จัดการมรดกของนายเกษมไม่ยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายพิจารณาแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า นายเกษมลูกหนี้ที่ตายเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดสินบางกอกร้อยเอ็ดขนส่งเป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระเป็นเงิน ๑๗๓,๑๓๙.๐๖ บาท นายเกษมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์มีหนังสือทวงถามให้นายเกษมชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า ๒ ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน นายเกษมได้รับหนังสือแล้วไม่ชำระหนี้ มีพฤติการณ์เข้าข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวตามที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่ข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวเป็นแต่เพียงเหตุหนึ่งที่กฎหมายให้อำนาจโจทก์ฟ้องขอให้จัดการทรัพย์มรดกของนายเกษมได้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๘๒ เท่านั้น ส่วนการพิจารณาคดีล้มละลายตามฟ้องโจทก์นั้น พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ ให้ศาลพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ และหากมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลพิพากษายกฟ้องได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ว่า โจทก์ได้รับทรัพย์มรดกของนายเกษมได้แก่รถบรรทุกและเงินฝากธนาคารจำนวน ๑,๐๗๔ บาท ชำระหนี้แล้ว เมื่อนำทรัพย์มรดก ๒ รายการ หักกลบกับหนี้ตามฟ้องแล้ว จะเหลือหนี้ค้างชำระเพียงจำนวนเล็กน้อยประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น อีกทั้งไม่ปรากฏว่านายเกษมเป็นลูกหนี้บุคคลอื่นอีก รูปคดีจึงยังไม่พอฟังว่านายเกษมลูกหนี้ที่ตายเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามที่โจทก์ฟ้อง กรณีมีเหตุที่ไม่ควรให้จัดการทรัพย์มรดกของนายเกษมตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๘๒ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นายเกษม เอี้ยวศิริพร ลูกหนี้ที่ตาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแแพ่งธนบุรี — นางสาวเบญจภา วิทิตางกูร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุทธินันท์ เสียมสกุล
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9173/2544
#43429
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยที่ 2 กระทำความผิด ยังไม่มีการแก้ไขพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14แต่ต่อมาก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ มีพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 และมาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 และให้ใช้ความใหม่แทน เมื่อปรากฏว่ากฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดได้ขยายองค์ประกอบความผิดจากเดิมที่กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องเป็น "ผู้ไม่มีสัญชาติไทยผู้ใด" ให้เป็น "ผู้ใด"ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น ในการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 เดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 เมื่อคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่า จำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทยส่วนพวกของจำเลยที่มาแอบอ้างและขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ในนามของผู้อื่นนั้นฟ้องโจทก์มิได้ระบุว่าเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นางคมคาย พรหมอินทร์และนายธนาคม ไหลเจริญกิจ ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ประจำที่ว่าการอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ทำหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน ให้จดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกคำให้การบุคคล อันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่า บุคคลผู้มีชื่อซึ่งมาแอบอ้างและขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ชื่อนายนิคม คุ้มบุญ เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน เลขที่ 75 หมู่ที่ 8 ตำบลศรีแก้วอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าบ้านอันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วนายนิคมได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้วเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่บุคคลที่มาแอบอ้าง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางคมคายนายธนาคม เจ้าพนักงานผู้ออกบัตรประจำตัวประชาชน และประชาชนขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนพ.ศ. 2526 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 และ 83

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 167 ประกอบด้วยมาตรา 83การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526มาตรา 14(1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14(1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 6 เดือน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง ขณะที่จำเลยที่ 2 กระทำความผิดยังไม่มีการแก้ไขพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526มาตรา 14 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ไม่มีสัญชาติไทยผู้ใดยื่นคำขอมีบัตรโดยแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือใช้บัตรซึ่งตนหมดสิทธิใช้ตามมาตรา 9ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท" แต่ต่อมาก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้มีพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 และมาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนพ.ศ. 2526 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทนว่า

"ผู้ใด

(1) แจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรตามมาตรา 5 วรรคสี่ หรือมาตรา 6 หรือการขอมีบัตรใหม่ตามมาตรา 6 ตรี หรือการขอมีบัตรใหม่หรือขอเปลี่ยนบัตรตามมาตรา 6 จัตวา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปีหรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(2)..."

เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าได้ กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดในคดีนี้ได้ขยายองค์ประกอบความผิดจากเดิมที่กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องเป็น "ผู้ไม่มีสัญชาติไทยผู้ใด" ให้เป็น"ผู้ใด" ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น ในการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหรือไม่จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 เมื่อคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสัญชาติไทย ส่วนพวกของจำเลยที่ 2 ที่มาแอบอ้างและขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ในนามของนายนิคมนั้นฟ้องโจทก์ก็มิได้ระบุว่า เป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 เดิมจึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตราดังกล่าวถือเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)แม้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ก็ลงโทษจำเลยที่ 2 ในข้อหาตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526มาตรา 14 จำเลยที่ 2 คงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 และ 267 ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงายอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นาย สมัย พารุสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9173/2544
#44060
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยกระทำความผิดยังไม่มีการแก้ไขพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 แต่ต่อมาก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้มีพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 มาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 และให้ใช้ความใหม่ ซึ่งกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดในคดีนี้ได้ขยายองค์ประกอบความผิดจากเดิมที่กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องเป็น"ผู้มีสัญชาติไทยผู้ใด" ให้เป็น "ผู้ใด" ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ได้ ดังนั้นในการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 เมื่อคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทย ส่วนพวกของจำเลยที่มาแอบอ้างและขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ในนามของ น. นั้น ฟ้องโจทก์ก็มิได้ระบุว่าเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 เดิม จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดมาตราดังกล่าว ถือเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ลงโทษจำเลยในข้อหาตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนพ.ศ. 2526 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 และ 83

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 และ 267 ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14(1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14(1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก1 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า บัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารสำคัญของทางราชการที่ออกให้เพื่อแสดงถึงการรับรองสิทธิและฐานะความเป็นคนไทย รวมถึงเพื่อใช้แสดงตนของบุคคล จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่า พวกของจำเลยที่ 2 ชื่อนายนิคม คุ้มบุญ เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าบ้าน แต่ความจริงแล้วนายนิคมได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว จนเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่บุคคลที่มาแอบอ้าง การกระทำของจำเลยที่ 2 นับว่าก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ทางราชการ และอาจกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศชาติพฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกและไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ขณะที่จำเลยที่ 2 กระทำความผิด ยังไม่มีการแก้ไขพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ไม่มีสัญชาติไทยผู้ใดยื่นคำขอมีบัตรโดยแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือใช้บัตรซึ่งตนหมดสิทธิใช้ตามมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท" แต่ต่อมาก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ มีพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 มาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทนว่า

"ผู้ใด

(1) แจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรตามมาตรา 5 วรรคสี่ หรือมาตรา 6 หรือการขอมีบัตรใหม่ตามมาตรา 6 ตรีหรือการขอมีบัตรใหม่หรือขอเปลี่ยนบัตรตามมาตรา 6 จัตวา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(2)..."

เมื่อพิจารณาแล้วเห็นได้ว่า กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดในคดีนี้ได้ขยายองค์ประกอบความผิดจากเดิมที่กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องเป็น"ผู้ไม่มีสัญชาติไทยผู้ใด" ให้เป็น "ผู้ใด" ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ได้ ดังนั้นในการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหรือไม่จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 เมื่อคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสัญชาติไทย ส่วนพวกของจำเลยที่ 2 ที่มาแอบอ้างและขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ในนามของนายนิคมนั้นฟ้องโจทก์ก็มิได้ระบุว่า เป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 เดิม จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตราดังกล่าว ถือเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แม้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพก็ลงโทษจำเลยที่ 2 ในข้อหาตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 จำเลยที่ 2 คงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 ประกอบด้วยมาตรา 83การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2505 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นาย สมัย พารุสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9173/2544
#67118
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 มาตรา 8 ที่ใช้ในภายหลังให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 โดยขยายองค์ประกอบความผิดจากเดิมที่กำหนดให้ผู้กระทำความผิดจาก "ผู้ไม่มีสัญชาติไทยผู้ใด" (ยื่นคำขอมีบัตร?) ให้เป็น "ผู้ใด" ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น การพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยผู้มีสัญชาติไทยเป็นความผิดหรือไม่จึงต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2

ตามคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่า จำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทย ส่วนพวกจำเลยที่มาแอบอ้างและขอทำบัตร ประจำตัวประชาชนใหม่ ฟ้องโจทก์ก็มิได้ระบุว่าเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 เดิม จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ไม่ชอบด้วย

ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๑๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗, ๒๖๗ และ ๘๓

จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่

จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๒

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า?

อนึ่ง ขณะที่จำเลยที่ ๒ กระทำความผิด ยังไม่มีการแก้ไขพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๑๔ ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ไม่มีสัญชาติไทยผู้ใดยื่นคำขอมีบัตรโดยแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือใช้บัตรซึ่งตนหมดสิทธิใช้ตามมาตรา ๙ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท" แต่ต่อมาก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ มีพระราชบัญญัติ บัตรประจำตัวประชาชน(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทนว่า

"ผู้ใด

(๑) แจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรตามมาตรา ๕ วรรคสี่ หรือมาตรา ๖ หรือการขอมีบัตรใหม่ตามมาตรา ๖ ตรี หรือการขอมีบัตรใหม่หรือขอเปลี่ยนบัตรตามมาตรา ๖ จัตวา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(๒)?"

เมื่อพิจารณาแล้วเห็นได้ว่า กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดในคดีนี้ได้ขยายองค์ประกอบความผิดจากเดิมที่กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องเป็น "ผู้ไม่มีสัญชาติไทยผู้ใด" ให้เป็น "ผู้ใด" ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น ในการพิจารณาว่ากระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นความผิดหรือไม่จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติ บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๑๔ เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้มีสัญชาติไทย ส่วนพวกของจำเลยที่ ๒ ที่มาแอบอ้างและขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ในนามของนายนิคมนั้นฟ้องโจทก์ก็มิได้ระบุว่า เป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๑๔ เดิม จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตราดังกล่าว ถือเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๕) แม้จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ ก็ลงโทษจำเลยที่ ๒ ในข้อหาตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ ปัญหานี้เป็น ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสองประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ในข้อหาตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๑๔ จำเลยที่ ๒ คงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ และ ๒๖๗ ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๗ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายสมัย พารุสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายพงษ์เทพ รุ่งโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9168/2544
#98506
เปิดฉบับเต็ม

ห้องชุดย่อมเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามความหมายใน ป.พ.พ. มาตรา 466 ดังนั้นที่จำเลยฎีกาว่ามาตรา 466 ที่ศาลล่างทั้งสองยกขึ้นมาปรับเข้ากับข้อเท็จจริงในคดีควรเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ดินซึ่งสามารถดำเนินการรังวัดสอบเขตได้โดยชัดเจน และสามารถคำนวณหาพื้นที่ได้อย่างสะดวก จะนำมาปรับเข้ากับข้อเท็จจริงในการจะซื้อจะขายห้องชุดไม่ได้ เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องฎีกาจำเลยไม่มีลายมือชื่อผู้ฎีกา จึงเป็นคำฟ้องฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) แต่เมื่อฎีกาจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย และฎีกาของจำเลยข้ออื่นต้องห้ามฎีกา คดีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อจัดการให้มีการลงลายมือชื่อผู้ฎีกาให้ถูกต้องต่อไป ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๑ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อห้องชุดอาคารพัทยาบีชคอนโดทาวน์ ๑ ห้อง เนื้อที่ ๕๐ ตารางเมตร จากจำเลย ชำระเงินในวันทำสัญญา ๑๘,๐๐๐ บาท และชำระเงินดาวน์เป็นรายเดือนอีกจำนวน ๑๘๔,๐๐๐ บาท ที่เหลือจำนวน ๘๒๓,๐๐๐ บาท ตกลงชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และในวันดังกล่าวโจทก์ ทำสัญญาซื้อเฟอร์นิเจอร์รวมเป็นเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท โดยให้จำเลยติดตั้งให้โจทก์ ณ ห้องชุดดังกล่าว โจทก์ชำระค่ามัดจำในวันทำสัญญา ๕,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือ ๑๑๕,๐๐๐ บาท ผ่อนชำระเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท โจทก์ผ่อนชำระเงินดาวน์ห้องชุดและค่าเฟอร์นิเจอร์ให้จำเลยครบถ้วนเป็นเงิน ๒๙๙,๐๐๐ บาท รวมโจทก์ชำระเงินให้จำเลยไปแล้วทั้งสิ้น ๓๒๒,๐๐๐ บาท จำเลยกำหนดจะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๖ แต่โจทก์พบว่าห้องชุดดังกล่าวมีพื้นที่เพียง ๔๕ ตารางเมตร ซึ่งน้อยกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายมาก โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยดำเนินการแก้ไข ภายในกำหนดมิฉะนั้นขอเลิกสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย สัญญาเป็นอันเลิกกันเมื่อครบกำหนดเวลาตามหนังสือบอกกล่าว จำเลยต้องคืนเงิน ๓๒๒,๐๐๐ บาท แก่โจทก์และต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินจนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงินดอกเบี้ย ๒๐๙,๐๑๒.๕๐ บาท และการที่จำเลยผิดสัญญาทำให้โจทก์ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ โจทก์ขาดกำไรในการที่นำห้องชุดออกขายให้แก่นายรัตนปาล ซิงห์ ซึ่งโจทก์จะได้กำไร ๕๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๑,๐๓๑,๐๑๒.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘๒๒,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี โดยแยกคำนวณต้นเงินและ ดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าคำฟ้องฎีกาจำเลยไม่มีลายมือชื่อผู้ฎีกา จึงเป็นคำฟ้องฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๖๗ (๕) แต่การที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า วัตถุประสงค์ของประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๔๖๖ ที่ศาลล่างทั้งสองยกขึ้นมาปรับเข้ากับข้อเท็จจริงในคดีนี้ควรเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินซึ่งสามารถดำเนินการรังวัดสอบเขตได้โดยชัดเจน และสามารถคำนวณหาพื้นที่ได้อย่างสะดวก จะนำมาปรับเข้ากับข้อเท็จจริงในการจะซื้อจะขายห้องชุดนี้ไม่ได้ เนื่องจากเป็นการซื้อขายเฉพาะอย่างและไม่สามารถทำการรังวัดสอบเขตให้รู้จำนวนเนื้อที่อย่างแน่นอนนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรไดรับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง เพราะห้องชุดย่อมเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามความหมายในบทมาตราดังกล่าว ส่วนฎีกาจำเลยอีกข้อหนึ่งที่ว่า โจทก์ผิดนัดรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด จำเลยจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาต่อโจทก์ได้ สิทธิการบอกเลิกสัญญาของจำเลยเกิดขึ้นก่อนโจทก์ โจทก์จึงจะมาบอกเลิกสัญญาต่อจำเลยใน ภายหลังไม่ได้ เพราะจำเลยไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อนนั้น ก็เท่ากับจำเลยยอมรับว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายห้องชุดตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานไว้ สำหรับปัญหาว่า โจทก์ผิดนัดรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาต่อโจทก์ได้หรือไม่ นั้น ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและได้วินิจฉัยมาด้วย จึงเป็นข้อ ที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง เมื่อฎีกาจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยประการหนึ่ง และต้องห้ามฎีกา อีกประการหนึ่งเช่นนี้ คดีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อจัดการให้มีการลงลายมือชื่อผู้ฎีกาให้ ถูกต้องต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘ วรรคสอง

พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 466
ป.วิ.พ. ม. 18 วรรคสอง ม. 27 ม. 67 (5) ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ ศรีกุเรชา
จำเลย — บริษัทหาดทรายสวนตาล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชญ์ธรรมนาถ สุวรรณโกตา
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญเจือ รัตนสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9167/2544
#266729
เปิดฉบับเต็ม

การแบ่งบรรจุยาเสพติดให้โทษเพื่อความสะดวกในการใช้หรือเสพของผู้แบ่งบรรจุเอง มิใช่เพื่อจำหน่ายจ่ายแจกแก่บุคคลทั่วไป ไม่ใช่การแบ่งบรรจุซึ่งมีลักษณะเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมในทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป และสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ไม่อยู่ในความหมายของคำว่า "ผลิต" ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันผลิตหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 8/2544)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 65 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นายสมศักดิ์ สินสมุทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายสุรชัย คอประเสริฐศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9166/2544
#98276
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีเจตนาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ ทั้งได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้สายลับไปอันเนื่องมาจากการตกลงเจรจาซื้อขายกันเสร็จสิ้นทั้งจำนวนและราคาแล้ว อีกทั้งคำว่า "จำหน่าย" ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 มีความหมายกว้างกว่าการซื้อขายตาม ป.พ.พ. มาตรา 453 การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดสำเร็จฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว แม้จะยังมิได้ส่งมอบเงินให้แก่กัน มิใช่เป็นเพียงความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘,๑๕,๖๖, ๙๗, ๑๐๒ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและเพิ่มโทษจำเลยที่ ๒

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ ๒ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ และ ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การใหม่เป็นรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน) เพิ่มโทษจำเลยที่ ๒ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ ๔ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ฐานร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน) สองกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑?

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยที่จำเลยทั้งสี่มิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ ๔ มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน ๕,๖๐๐ เม็ด กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับ ผู้ล่อซื้อไปจำนวน ๕,๐๐๐ เม็ด โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเพียงความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกาว่า การกระทำของพวกตน ยังไม่ถึงขั้นจำหน่ายอันเป็นความผิดสำเร็จ เพราะว่ายังไม่มีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนและเงินให้แก่กันและกันยังไม่มีเจตนาที่จะซื้อขายกัน เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ นิยามคำว่า "จำหน่าย" หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ ฉะนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๓ ส่งมอบเมทแอมเฟตามีน ๑ ห่อ จากถุงกระดาษให้สายลับโดยไม่รู้ว่ามีการวางแผนล่อซื้อเพื่อจับกุม กับแม้ว่าเมื่อสายลับต้องการตรวจดูเมทแอมเฟตามีนแล้วส่งคืนให้จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ถูกจับกุมโดยยังไม่มีการส่งมอบเงินค่าซื้อขายเมทแอมเฟตามีนก็ตาม การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ย่อมเป็นความผิดฐานจำหน่ายสำเร็จแล้ว เพราะจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีเจตนาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ก่อนตั้งแต่ขณะตกลงซื้อขายกับสายลับ ทั้งได้ส่งมอบ เมทแอมเฟตามีนให้สายลับไป อันเนื่องมาจากการตกลงเจรจาซื้อขายกันเสร็จสิ้นทั้งจำนวนและราคาแล้ว อีกทั้งคำว่า "จำหน่าย" ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษมีความหมายกว้างกว่าการซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๓ การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ จึงมิใช่เป็นเพียงความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกาแต่ประการใด ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๐๑๒/๒๕๔๓ ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดยโสธร โจทก์ นายวิชิต โพธิ์ทอง จำเลย?

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวกิติมา แสวงกิจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิชิต ลีธรรมชโย
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ ภักดีธนากุล
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9165/2544
#67117
เปิดฉบับเต็ม

การตั้งผู้จัดการมรดกในกรณีที่มีพินัยกรรม ศาลอาจต้องตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรมตาม ป.พ.พ.มาตรา 1713 วรรคสอง เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมเอกสารพิพาท จึงเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของพินัยกรรมตามคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านเอง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า มีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านและบุตรครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครั้งหนึ่งยกให้แก่ผู้ร้องและบุตร ในพินัยกรรมกำหนดให้ผู้คัดค้านและผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง และตั้งผู้คัดค้านกับผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ร่วมกัน

ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง ดังที่ผู้ร้องอ้างจริง และคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันขอให้ศาลวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า พินัยกรรม สมบูรณ์หรือไม่ ส่วนประเด็นข้อพิพาทอื่นที่ปรากฏในคำคู่ความให้ศาลวินิจฉัยตามที่เห็นสมควร

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งตั้ง บ. ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของ พ. ผู้ตาย ยกคำร้องคัดค้าน ให้ผู้คัดค้านใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความให้ ๓,๐๐๐ บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า?

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ตายเป็นภริยาของนายเลี่ยมซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๒๗ มีบุตรด้วยกัน ๒ คน คือนายเริ่มกับผู้คัดค้าน ผู้ร้องเป็นภริยาของนายเริ่มซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๒๐ เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๒๘ ผู้ตายทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่ที่ว่าการอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี กำหนดให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมาวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๓๘ ผู้ตายพิมพ์ลายนิ้วมือลงในพินัยกรรมอีกฉบับหนึ่งซึ่งกำหนดให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย พินัยกรรมฉบับนี้นายเรียน ทองงาม ทนายความเป็นผู้จัดทำให้ และมีนายเรียนกับทนายความในสำนักงานของนายเรียนอีก ๔ คน ลงชื่อเป็นพยาน ตามเอกสารหมาย ค.๑๐ หลังจากนั้น ในวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๓๘ ผู้ตายถึงแก่ความตาย

ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ความสมบูรณ์ของพินัยกรรมเอกสารหมาย ค.๑๐ ผู้ร้องมิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนและมิได้ตั้งประเด็นมาในคำร้อง การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าพินัยกรรมฉบับนี้ไม่สมบูรณ์ย่อมเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นนั้น เห็นว่า การตั้งผู้จัดการมรดกในกรณีที่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ศาลต้องตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๓ วรรคสอง เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมเอกสารหมาย ค.๑๐ จึงเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของพินัยกรรมฉบับนี้ตามคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านเอง นอกจากนี้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๓๙ ยังปรากฏว่าคู่ความแถลงร่วมกันขอให้ศาลวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย ค.๑๐ สมบูรณ์หรือไม่อีกด้วย คดีจึงมีประเด็น ข้อพิพาทในเรื่องนี้และศาลล่างทั้งสองหาได้วินิจฉัยนอกประเด็นแต่อย่างใดไม่ ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าผู้ตายทำพินัยกรรมเอกสารหมาย ค.๑๐ ในขณะที่มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ พินัยกรมฉบับนี้จึงไม่มีผลบังคับให้เป็นการเพิกถอนพินัยกรรม เอกสารหมาย ร.๑๒ และต้องตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามข้อกำหนดพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.๑๒ ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางบุญทิ้ง เอี่ยมฉิม
ผู้คัดค้าน — นายกลาง เอี่ยมฉิม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายปลื้ม นวลนิ่ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุทิน ปัทมราชวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9163/2544
#98479
เปิดฉบับเต็ม

การเรียกค่าเสียหายในส่วนของค่าขาดประโยชน์กรณีผิดสัญญาเช่าซื้อและสัญญาเช่าซื้อเลิกกันไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อ ค่าขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์ออกให้เช่าและค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์คืนเป็นเงิน ๒,๑๘๖,๓๐๘.๔๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

สำหรับจำเลยที่ ๒ ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ออกเสียจาก สารบบความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๙๐๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๖,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๘๔๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว? คดีมีปัญหาว่า ค่าเสียหายในส่วนของค่าขาดประโยชน์ของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า การเรียกค่าเสียหายดังกล่าวเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ โจทก์ฟ้องคดียังไม่เกิน ๑๐ ปี นับแต่สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 572 ม. 573
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นางเสาวคนธ์ คิ้วไพศาล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายกำพล ษมาคุณากร
ศาลอุทธรณ์ — นายสมควร วิเชียรวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9161/2544
#98505
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (17) มาตรา 78 และมาตรา82/4 วรรคหนึ่ง ลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้ามีหน้าที่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ประกอบการตามอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่พระราชกฤษฎีกากำหนดและความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่จะได้มีการโอนกรรมสิทธิ์สินค้า หรือได้รับชำระราคาสินค้า หรือได้ออกใบกำกับสินค้าก่อนส่งมอบสินค้า การที่สัญญาซื้อขายระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ระบุว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 เป็นอัตราตามที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้ในขณะนั้น เป็นเพียงการระบุเพื่อให้เห็นว่าราคาสินค้ามิได้รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ได้แยกคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ต่างหากเท่านั้น มิใช่ข้อผูกพันว่าผู้ซื้อและผู้ขายตกลงชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7

อัตราค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระเป็นไปตามที่พระราชกฤษฎีกากำหนด ส่วนผู้มีหน้าที่ชำระแก่กรมสรรพากรคือเจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ แต่ผู้ประกอบการมีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าซึ่งก็คือลูกหนี้ เมื่อเจ้าหนี้ส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกหนี้ภายหลังจากวันที่ 16 สิงหาคม 2540 โดยเจ้าหนี้ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 10 และลูกหนี้รับสินค้าไว้แล้วเช่นนี้ ลูกหนี้ต้องมีหน้าที่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 10 อันเป็นอัตราที่พระราชกฤษฎีกากำหนดใช้ในเวลาที่มีการส่งมอบสินค้านั้น ซึ่งเจ้าหนี้ผู้ประกอบการต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราเดียวกันนี้แก่กรมสรรพากร ดังนั้น เจ้าหนี้จึงขอให้ลูกหนี้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนที่ได้ชำระเพิ่มไปจำนวนดังกล่าวแก่เจ้าหนี้ได้ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่เจ้าหนี้ได้ชำระแก่กรมสรรพากร

ที่ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ว่า สัญญาซื้อขายคดีนี้เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรได้โอนไปยังลูกหนี้นับแต่เมื่อได้เข้าทำสัญญาซื้อขาย ทำให้เจ้าหนี้ต้องออกใบกำกับภาษีในวันที่ทำสัญญา ตามสัญญาซื้อขายเครื่องจักรได้บรรยายชนิดและจำนวนเครื่องจักรไว้ 9 รายการ มิได้ระบุหมายเลขประจำเครื่องจักรหรือหมายเลขประจำอุปกรณ์แต่ละชิ้น ทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้จึงยังมิใช่ทรัพย์สินเฉพาะสิ่ง ทั้งในสัญญาก็มีข้อความว่า ผู้ซื้อชำระราคาในวันทำสัญญาเพียงร้อยละ20 ส่วนราคาที่เหลืออีกร้อยละ 80 ผู้ซื้อจะชำระให้ร้อยละ 40 ในวันส่งมอบเครื่องจักรและจะชำระส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 40 ในวันที่ติดตั้งเครื่องและทดลองคุณภาพของเครื่องที่ได้กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว เห็นได้ว่าสาระสำคัญของสัญญาซื้อขายนี้จะต้องติดตั้งเครื่องจักรและทดลองเดินเครื่องให้ได้คุณภาพตามที่กำหนดไว้ หากไม่ได้ผลตามที่กำหนดอาจต้องเปลี่ยนเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ได้ส่งมอบแต่ละรายการหรือทั้งหมดอีกก็ได้กรณีจึงเป็นสัญญาซื้อขายทรัพย์สินซึ่งมิได้กำหนดลงไว้แน่นอน กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปจนกว่าจะได้หมาย หรือนับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือก หรือทำโดยวิธีอื่นเพื่อให้บ่งตัวทรัพย์สินนั้นออกเป็นแน่นอนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 460 วรรคหนึ่ง เจ้าหนี้ออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าแต่ละชิ้นในวันที่ส่งมอบหรือติดตั้งสินค้า จึงเป็นการปฏิบัติสอดคล้องกับข้อตกลงในสัญญาซื้อขายแล้ว การที่เจ้าหนี้ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10จึงมิใช่ความผิดของเจ้าหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งบริษัทสยามซิตี้ เอ็ม บี จำกัด และบริษัท พี แอล วี แอนด์ แอสโซซิเอสท์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีบริษัท พี แอล วี แอนด์ แอสโซซิเอสท์ จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 977,427.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 972,432 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้ว ปรากฏว่ามีผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้เสียทั้งสิ้นตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/32

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามขอ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มจากลูกหนี้

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ให้งดไต่สวน และมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ลูกหนี้ซื้อเครื่องจักรจากเจ้าหนี้ในราคา 35,813,200 บาท อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 เป็นเงิน 2,506,924 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 38,320,124 บาท ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2539 ต่อมามี พ.ร.ฎ. ปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นร้อยละ 10 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2540 เจ้าหนี้ทยอยส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกหนี้ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2540 จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2541 รวม 13 ครั้ง ในแต่ละครั้งเจ้าหนี้ได้ออกใบกำกับภาษีให้แก่ลูกหนี้ตามอัตราเดิมคือร้อยละ 7 ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2542 กรมสรรพากรแจ้งว่า กรณีการซื้อขายระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 เจ้าหนี้จึงชำระภาษีดังกล่าวเพิ่มเติมอีกร้อยละ 3 ให้แก่กรมสรรพากรเป็นเงิน 972,432 บาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนว่าลูกหนี้ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 หรือไม่ เห็นว่า ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 77/1 (17) มาตรา 78 และมาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง ลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้ามีหน้าที่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ประกอบการตามอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ พ.ร.ฎ. กำหนดและความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่จะได้มีการโอนกรรมสิทธิ์สินค้า หรือได้ชำระราคาสินค้า หรือได้ออกใบกำกับสินค้าก่อนส่งมอบสินค้า การที่สัญญาซื้อขายระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ระบุว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 นั้น เป็นอัตราตามที่ พ.ร.ฎ. กำหนดไว้ในขณะนั้น เป็นเพียงการระบุเพื่อให้เห็นว่าราคาสินค้ามิได้รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ได้แยกคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ต่างหากเท่านั้น มิใช่ข้อผูกพันว่าผู้ซื้อและผู้ขายตกลงชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 เพราะอัตราค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระนั้นเป็นไปตามที่ พ.ร.ฎ. กำหนด ส่วนผู้มีหน้าที่ชำระแก่กรมสรรพากรคือเจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ แต่ผู้ประกอบการมีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าซึ่งก็คือลูกหนี้ เมื่อเจ้าหนี้ส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกหนี้ภายหลังจากวันที่ 16 สิงหาคม 2540 โดยเจ้าหนี้ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 10 และลูกหนี้รับสินค้าไว้แล้ว เช่นนี้ลูกหนี้ต้องมีหน้าที่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแก่เจ้าหนี้ในอัตราร้อยละ 10 อันเป็นอัตราที่ พ.ร.ฎ. กำหนดใช้ในเวลาที่มีการส่งมอบสินค้านั้น ซึ่งเจ้าหนี้ผู้ประกอบการต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราเดียวกันนี้แก่กรมสรรพากร ดังนั้น เจ้าหนี้จึงขอให้ลูกหนี้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนที่ได้ชำระเพิ่มไปจำนวนดังกล่าวแก่เจ้าหนี้ได้ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าหนี้ได้ชำระแก่กรมสรรพากร

ที่ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ว่า สัญญาซื้อขายคดีนี้เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรได้โอนไปยังลูกหนี้นับแต่เมื่อได้เข้าทำสัญญาซื้อขาย เนื่องจากสัญญาซื้อขายไม่มีเงื่อนเวลาในการโอนกรรมสิทธิ์ ทำให้เจ้าหนี้ต้องออกใบกำกับภาษีในวันที่ทำสัญญาแต่เจ้าหนี้มิได้กระทำการดังกล่าว จึงเป็นความผิดของเจ้าหนี้เอง หากเจ้าหนี้ออกใบกำกับภาษีในวันทำสัญญา การซื้อขายระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ก็ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 เท่านั้น ความเสียหายเกิดขึ้นเพราะการละเลยของเจ้าหนี้ ลูกหนี้จึงไม่ต้องรับผิด เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายเครื่องจักรฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2539 ได้บรรยายชนิดและจำนวนเครื่องจักรไว้ 9 รายการ มิได้ระบุหมายเลขประจำเครื่องจักรหรือหมายเลขประจำอุปกรณ์แต่ละชิ้น ทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้จึงยังมิใช่ทรัพย์สินเฉพาะสิ่ง ทั้งในสัญญาข้อ 2 มีข้อความว่า ผู้ซื้อชำระราคาในวันทำสัญญาเพียงร้อยละ 20 ส่วนราคาที่เหลืออีกร้อยละ 80 นั้น ผู้ซื้อจะชำระให้ร้อยละ 40 ในวันส่งมอบเครื่องจักร และจะชำระส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 40 ในวันที่ติดตั้งเครื่องและทดลองคุณภาพของเครื่องที่ได้กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว เห็นได้ว่าสาระสำคัญของสัญญาซื้อขายคดีนี้จะต้องติดตั้งเครื่องจักรและทดลองเดินเครื่องให้ได้คุณภาพตามที่กำหนดไว้ หากไม่ได้ผลตามที่กำหนดอาจต้องเปลี่ยนเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ได้ส่งมอบแต่ละรายการหรือทั้งหมดอีกก็ได้ กรณีจึงเป็นสัญญาซื้อขายทรัพย์สินซึ่งมิได้กำหนดลงไว้แน่นอน กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปจนกว่าจะได้หมาย หรือนับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือก หรือทำโดยวิธีอื่นเพื่อให้บ่งตัวทรัพย์สินนั้นออกเป็นแน่นอนแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 460 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่เจ้าหนี้ออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าแต่ละชิ้นในวันที่ส่งมอบหรือติดตั้งสินค้า จึงเป็นการปฏิบัติสอดคล้องกับข้อตกลงในสัญญาซื้อขายแล้ว การที่เจ้าหนี้ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 มิใช่ความผิดของเจ้าหนี้ดังที่ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (17) ม. 78 ม. 82/4 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 460 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/29
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
เจ้าหนี้ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงกลึงประเสริฐรวมช่าง
ลูกหนี้ — ษัทไทย - เยอรมัน โปรดักส์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
พิชัย เตโชพิทยากูล
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9160/2544
#98473
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนของศาลนั้น จะต้องพิจารณาด้วยว่าต้องบทบัญญัติพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58 หรือไม่ และตามมาตรา 90/58 (1) ให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า แผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/42 โดยมาตรา 90/42 (7) ในแผนนั้นจะต้องมีรายการ ชื่อ คุณสมบัติ หนังสือยินยอมของผู้บริหารแผน และค่าตอบแทนของผู้บริหารแผน เช่นนี้ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผน ศาลจึงต้องพิจารณาถึงค่าตอบแทนของผู้บริหารแผนด้วยว่าค่าตอบแทนของผู้บริหารแผนนั้นเหมาะสมกับสภาพการงานที่ทำหรือไม่และจำนวนดังกล่าวสูงเกินสมควรหรือไม่

แผนมีโอกาสดำเนินการสำเร็จหรือไม่ แม้ว่ากฎหมายมิได้มีบัญญัติเงื่อนไขส่วนนี้ไว้โดยตรง แต่การที่กระบวนพิจารณาในการฟื้นฟูกิจการกำหนดไว้ว่าหลังจากที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับแผนด้วยมติพิเศษตามพระราชบัญญัติ

ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46 แล้ว กฎหมายได้กำหนดให้แผนดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกขั้นตอนหนึ่งตามบัญญัติในส่วนที่ 8 เรื่อง การพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ กรณีจึงเป็นการกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางธุรกิจเพื่อจะได้วินิจฉัยเพื่อจะได้วินิจฉัยตรวจสอบในการให้ความเห็นชอบด้วยแผนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และมอบให้เป็นดุลพินิจว่าสมควรให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ ศาลจึงมีอำนาจที่จะพิจารณาถึงโอกาสความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามแผนนั้นด้วย เพราะว่ากรณีไม่มีประโยชน์อันใดที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อเป็นไปได้ว่าแผนนั้นไม่มีโอกาสดำเนินการสำเร็จได้หรือหากดำเนินการไปแล้วลูกหนี้ต้องประสบกับภาวะล้มละลายในที่สุด

ในการที่จะพิจารณาว่าค่าตอบแทนนั้นสมควรหรือไม่ เมื่อยังไม่มีกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ เกี่ยวกับเรื่องนี้ใช้บังคับ กรณีจึงต้องพิจารณาถึงขนาดของกิจการ ความยุ่งยากในการดำเนินการ ปริมาณของบุคลากรที่จะต้องใช้ วิธีการในการฟื้นฟูกิจการ ตลอดจนชื่อเสียง ผลงาน ประสบการณ์ของผู้บริหารแผนนั้น รวมทั้งปัจจัยอื่น ๆ ประกอบกันตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แต่ละรายไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/42 ม. 90/46 (2) ม. 90/58 ม. 90/58 (1)
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 ม. 19
ข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารซูมิโตโม จำกัด กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัท เอ็ม บี เค พร็อพเพอร์ตี้ส์ แอนด์ ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
พิชัย เตโชพิทยากูล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9148/2544
#98318
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ต่อมาจำเลยยื่น คำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง แม้จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งงดไต่สวนพยานจำเลยในชั้นขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบก็ตาม แต่ถ้าหากศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย ศาลอุทธรณ์ก็ต้องมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้น และอนุญาตให้จำเลย นำพยานเข้าไต่สวนเพื่อจะได้ใช้ดุลพินิจมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่จำเลยอ้างว่าศาลชั้นต้นทำผิดระเบียบหรือไม่ต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยจึงมีผลส่วนหนึ่งเท่ากับเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย

กฎหมาย ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 363,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 17046 และ 17047 ตำบลหนองช้างแล่น อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกิน 63,750 บาท หากจำเลยไม่ชำระให้ ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเนื่องจากส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิจารณาใหม่ โดยขอให้สั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การต่อไป

ระหว่างพิจารณานัดไต่สวนคำร้อง ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยนำคำร้องขอเลื่อนการพิจารณาของทนายจำเลยมายื่นต่อศาลอ้างว่าทนายจำเลยป่วย โจทก์ไม่คัดค้าน ศาลได้สั่งเลื่อนการพิจารณาคดีไปในวันที่ 20 เมษายน 2543 เวลา 13.30 นาฬิกา หลังจากนั้นทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543 หลังจากวันนัดพิจารณาดังกล่าวเพียง 1 วัน โดยอ้างว่า ในวันที่ 20 เมษายน 2543 ทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลแขวงดุสิต กรุงเทพมหานคร ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5933/2542 ระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ นายเพิ่มพล โจทก์ร่วม นายชัยรัตน์ จำเลย จึงขอเลื่อนการพิจารณาไปในวันที่ 24, 25, 26 หรือ 28 เมษายน 2543 แต่ศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีโดยมีคำสั่งในวันเดียวกันนั้น ครั้นถึงวันนัดพิจารณาในวันที่ 20 เมษายน 2543 จำเลยแถลงต่อศาลว่า ทนายจำเลยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ไม่สามารถมาศาลได้ศาลชั้นต้นเห็นว่าในนัดที่แล้วจำเลยแถลงว่าจะนำพยานเข้าสืบโดยจะไม่ขอเลื่อนคดีอีก จึงให้งดสืบพยานจำเลยและโจทก์แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย เนื่องจากยื่นอุทธรณ์โดยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้อุทธรณ์ของจำเลยจะเป็นการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ที่สั่งงดไต่สวนพยานจำเลยในชั้นขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบก็ตาม แต่ถ้าหากศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นพ้องด้วยกับอุทธรณ์ของจำเลยแล้วก็ต้องมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้งดไต่สวนพยานจำเลย และอนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าไต่สวนเพื่อจะได้ใช้ดุลพินิจมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่จำเลยอ้างว่าศาลชั้นต้นทำผิดระเบียบหรือไม่ต่อไป ดังนั้นอุทธรณ์ของจำเลยจึงมีผลส่วนหนึ่งเท่ากับเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์าเช่นนี้แล้ว จึงเป็นการอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 226 ม. 229 ม. 230 ม. 232 ม. 240
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชุติมา โกมุทชาติ
จำเลย — นายกมล พรายพรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นางสาวขวัญชนก สุขโข
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9140/2544
#69627
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 คำสั่งศาลชั้นต้นได้เขียน วันที่ไว้ชัดเจนแล้ว การที่ทนายจำเลยไม่มาดูคำสั่งศาลด้วยตนเองเป็นความประมาทเลินเล่อของทนายจำเลย และการที่ทนายจำเลยเจ็บป่วยเป็นลมหน้ามืดต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการยื่นอุทธรณ์ ก็ไม่เป็นเหตุสุดวิสัยเพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2544 ทนายจำเลยทราบคำสั่งแล้ว ย่อมมีเวลาพอที่จะทำอุทธรณ์ยื่นต่อศาลได้ทันตามกำหนดเวลา แม้ทนายจำเลยป่วยจำเลยก็สามารถตั้งทนายความคนใหม่เรียงอุทธรณ์ให้ได้ กรณีจึงไม่มีพฤติการณ์พิเศษและไม่ใช่เหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตาม คำปฏิเสธของศาลชั้นต้นแล้ว คำสั่งนี้เป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 ทวิ วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ๑ ปี ในข้อหาขับรถยนต์โดยประมาท เป็นเหตุให้ ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินเสียหาย จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๓ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๔" ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๔ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาตถึงวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔" จำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าล่วงเลยระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว จึงไม่รับอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และขอให้รับอุทธรณ์โดยอ้างเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยเห็นว่า ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยและไม่มีพฤติการณ์พิเศษ ต่อมาวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ จำเลยยื่นอุทธรณ์อีกครั้งหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีกโดยอ้างเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งขอให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปอีก ๑๕ วัน

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ มีคำสั่งว่า เหตุต่าง ๆ ที่ทนายจำเลยอ้างมานั้น หาใช่พฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ จึงไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และรับอุทธรณ์ของจำเลย ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นได้เขียนวันที่ไว้ชัดเจนแล้ว การที่ทนายจำเลยไม่มาดูคำสั่งศาลด้วยตนเองเป็นความประมาทเลินเล่อของทนายจำเลย และการที่ทนายจำเลยเจ็บป่วยเป็นลมหน้ามืดต้องเข้ารักษาตัวใน โรงพยาบาลในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการยื่นอุทธรณ์ ก็ไม่เป็นเหตุสุดวิสัยเพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๔ ทนายจำเลยทราบคำสั่งแล้ว ย่อมมีเวลาพอที่จะทำอุทธรณ์ยื่นต่อศาลได้ทันตามกำหนดเวลา แม้ทนายจำเลยป่วยจำเลยก็สามารถแต่งตั้งทนายความคนใหม่เรียงอุทธรณ์ให้ได้ กรณีจึงไม่มีพฤติการณ์พิเศษ และไม่ใช่เหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้เมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕

ส่วนที่จำเลยฎีกาประการต่อมาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย และจำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวมายังศาลอุทธรณ์ภาค ๘ และศาลอุทธรณ์ภาค ๘ มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นแล้วคำสั่งนี้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคท้าย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 198 ทวิ วรรคท้าย
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายกิตติวัฒน์ การดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายสุทธิพงษ์ วัชรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางนพวรรณ อินทรัมพรรย์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9136/2544
#44059
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 307 ซึ่งตามวรรคสองกำหนดไว้ว่าคำสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด ดังนี้ แม้จำเลยจะฎีกาในปัญหาว่า การที่ศาลชั้นต้นงดไต่สวนก่อนมีคำสั่งเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดไต่สวนและยกคำร้องของจำเลยก็เนื่องจากพิจารณาคำร้องของจำเลยแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุที่จะต้องตั้งผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ตามคำร้องจึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามมาตรา 307 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4มีคำพิพากษาเป็นประการใดแล้วย่อมเป็นที่สุด จำเลยจะฎีกาต่อมาหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 30 ตุลาคม 2540 ต่อมาจำเลยทั้งหกผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ขอให้บังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 744 เลขที่ดิน 47 ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร พร้อมโรงภาพยนตร์ไม่ปรากฏเลขทะเบียน 1 หลัง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการอุตสาหกรรมพาณิชยกรรมเกษตรกรรมจากอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ประกอบกับเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น จำเลยที่ 2 มีความตั้งใจจะนำรายได้จากการประกอบกิจการในอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว มาชำระหนี้ให้โจทก์ไม่ต่ำกว่าปีละ 2,000,000 บาท หากต้องขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์ไปแล้วจะทำให้จำเลยที่ 2 เดือดร้อน จึงขอให้ศาลตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการทรัพย์รายนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์คำร้องแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2ประกอบกิจการใดที่จะมีรายได้ประจำปีเพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้จึงยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 ซึ่งตามวรรคสองของมาตรานี้กำหนดไว้ว่า คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด ดังนี้ แม้จำเลยที่ 2จะฎีกาในปัญหาว่า การที่ศาลชั้นต้นงดไต่สวนก่อนมีคำสั่งเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดไต่สวนและยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ก็เนื่องจากพิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 2แล้วเห็นว่าไม่มีเหตุที่จะต้องตั้งผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ตามคำร้องจึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 307 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาเป็นประการใดแล้วย่อมเป็นที่สุด จำเลยที่ 2 จะฎีกาต่อมาหาได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 307
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ราชาสแควร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9132/2544
#44058
เปิดฉบับเต็ม

ที่นาพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและทางราชการยังมิได้จัดให้เป็นที่ทำกินของราษฎร จึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304 การที่ พ. เข้ามาครอบครองทำนาในที่ดินพิพาทก็เพียงแต่ถือว่า พ. มีสิทธิในที่นาพิพาทดีกว่าบุคคลอื่น แต่พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติพ. จึงยกเอาการครอบครองของตนใช้ยันต่อรัฐไม่ได้ ดังนั้น แม้ พ. จะครอบครองหรือทำนาพิพาทนานเท่าใดก็ไม่ได้สิทธิในนาพิพาทตามกฎหมาย ทั้งยังอาจถูกฟ้องร้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ อีกด้วย จึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่นาพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้น แม้จำเลยจะเข้าไปไถนาและปลูกข้าวในที่นาพิพาทก็ไม่เป็นการรบกวนการครอบครองที่อสังหาริมทรัพย์ของ พ. อันจะเป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362,365

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 362, 365 และนับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีก่อน

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 365(2) จำคุกคนละ 1 ปีคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายพรมหรือพรมมานามบุตร ผู้เสียหายฟ้องขับไล่นายสาย จันทร์พล ให้ออกจากที่นาพิพาทศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้นายสายและบริวารออกจากที่นาพิพาท คดีถึงที่สุดตั้งแต่ปี 2536นายสายและจำเลยทั้งสองได้ออกจากที่นาพิพาทตามคำพิพากษาแล้วตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้องจำเลยทั้งสองได้เข้าไปไถและปลูกข้าวในที่นาพิพาทอีก นายพรมหรือพรมมาจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานบุกรุก เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองกล่าวหาเป็นคดีนี้มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองเข้าไปไถและปลูกข้าวในนาพิพาทเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของนายพรมหรือพรมมาโดยปกติสุขหรือไม่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำเบิกความของนายรัศมี เตชะนัง ป่าไม้อำเภอห้วยทับทันพยานโจทก์ว่า ที่นาพิพาทเป็นที่ดินซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งขวาห้วยทับทัน ปัจจุบันที่พิพาทไม่มีสภาพเป็นป่าแล้ว แต่ทางราชการยังมิได้จัดให้ที่นาพิพาทเป็นที่ทำกินของราษฎร เห็นว่า ที่นาพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและทางราชการยังมิได้จัดให้เป็นที่ทำกินของราษฎร จึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 การที่นายพรมหรือพรมมาเข้าครอบครองทำนาในที่ดินพิพาทก็เพียงแต่ถือว่านายพรมหรือพรมมามีสิทธิในที่นาพิพาทดีกว่าบุคคลอื่น แต่พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ นายพรมหรือพรมมาจึงยกเอาการครอบครองของตนใช้ยันต่อรัฐไม่ได้ ดังนั้น แม้นายพรมหรือพรมมาจะครอบครองหรือทำนาพิพาทนานเท่าใดก็ไม่ได้สิทธิในนาพิพาทตามกฎหมายทั้งยังอาจถูกฟ้องร้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 อีกด้วย นายพรมหรือพรมมาเข้าครอบครองที่นาพิพาทโดยไม่ชอบ จึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่นาพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายฉะนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะเข้าไปไถนาและปลูกข้าวในที่นาพิพาทก็ไม่เป็นการรบกวนการครอบครองที่อสังหาริมทรัพย์ของนายพรมหรือพรมมา อันจะเป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362, 365 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304
ป.อ. ม. 362 ม. 365
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ฯ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นาย บุญมากหรือบุญนาค จันทร์สมุทร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พูนศักดิ์ จงกลนี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9132/2544
#67114
เปิดฉบับเต็ม

ที่นาพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และทางราชการยังมิได้จัดให้เป็นที่ทำกินของราษฎร จึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 การที่ พ. เข้าครอบครองทำนาในที่ดินพิพาท ก็เพียงมีสิทธิในที่นาพิพาทดีกว่าบุคคลอื่น แต่ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ. จึงยกเอาการครอบครองของตนใช้ยันต่อรัฐไม่ได้ แม้ พ. จะครอบครองหรือทำนาพิพาทเท่าใดก็ไม่ได้สิทธิในนาพิพาทตามกฎหมาย ทั้งยังอาจถูกฟ้องร้องขอให้ลงโทษ ตามพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติฯ อีกด้วย เมื่อ พ. เข้าครอบครองที่นาพิพาทโดยไม่ชอบจึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่นาพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยจะเข้าไปไถนาและปลูกข้าวในที่นาพิพาทก็ไม่เป็นการรบกวนการครอบครอง ที่อสังหาริมทรัพย์ของ พ. อันจะเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362, 365

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๖๒, ๓๖๕ และนับโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่อจากโทษของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในคดีดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๖๒, ๓๖๕ (๒) จำคุกคนละ ๑ ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า นายพรมหรือพรมมา นามบุตร ผู้เสียหายฟ้องขับไล่นายสาย จันทร์พล ให้ออกจากที่นาพิพาท ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ได้มีคำพิพากษายืนตาม คำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้นายสายและบริวารออกจากที่นาพิพาท คดีถึงที่สุดตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ นายสายและจำเลยทั้งสองได้ออกจากที่นาพิพาทตามคำพิพากษาแล้ว ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสองได้เข้าไปไถและปลูกข้าวในที่นาพิพาทอีก นายพรมหรือพรมมาจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อ เจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานบุกรุก เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสอง กล่าวหาเป็นคดีนี้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองเข้าไปไถและปลูกข้าวในนาพิพาทเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของนายพรมหรือพรมมาโดยปกติสุขหรือไม่ เห็นว่า ที่นาพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวน แห่งชาติ และทางราชการยังมิได้จัดให้เป็นที่ทำกินของราษฎร จึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ การที่นายพรมหรือพรมมาเข้าครอบครองทำนาในที่ดินพิพาท ก็เพียงแต่ถือว่านายพรมหรือพรมมามีสิทธิในที่นาพิพาทดีกว่าบุคคลอื่น แต่พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ นายพรมหรือพรมมาจึงยกเอาการครอบครองของตนใช้ยันต่อรัฐไม่ได้ ดังนั้น แม้นายพรมหรือพรมมาจะครอบครองหรือทำนาพิพาทนานเท่าใดก็ไม่ได้สิทธิในนาพิพาทตามกฎหมาย ทั้งยังอาจถูกฟ้องร้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ อีกด้วย นายพรมหรือพรมมาเข้าครอบครองที่นาพิพาทโดยไม่ชอบจึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่นาพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะเข้าไปไถนาและปลูกข้าวในที่นาพิพาทไม่เป็นการรบกวนการครอบครองที่อสังหาริมทรัพย์ของนายพรมหรือพรมมา อันจะเป็นความผิดฐานบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๕ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกา ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายบุญมากหรือบุญนาค จันทร์สมุทร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายโสภณ เคนวิเศษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธนิต รัตนะผล
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พูนศักดิ์ จงกลนี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9131/2544
#99848
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งตาม ป.พ.พ.มาตรา 68 บัญญัติให้ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่เป็นภูมิลำเนาของบริษัท จำเลยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เลขที่ 385/1 ถนนสีลม แขวงสีลม บางรัก กรุงเทพฯ ศาลชั้นต้นสั่งให้ปิดหมายเรียก สำเนาคำฟ้องและคำบังคับที่บ้านเลขที่ดังกล่าว แม้พนักงานเดินหมายจะรายงานว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวปิดใส่กุญแจ และเมื่อสอบถามบุคคลที่อยู่บ้านข้างเคียงก็ได้ความว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวปิดอยู่นานแล้วและไม่มีผู้ใดรู้จักบริษัทจำเลยก็ตาม ก็ยังไม่ได้ความแน่ชัดว่าเป็นจริงตามนั้น ดังนั้นในเบื้องต้นต้องถือว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง รวมทั้งการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยดังกล่าวเป็นการส่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ถ้าจำเลยประสงค์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 208 จำเลยจะต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วันนับแต่วันที่ส่งคำบังคับหรือวันที่การส่งคำบังคับมีผล ถ้าไม่สามารถยื่นคำขอภายในกำหนดดังกล่าวโดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จำเลยจะต้องยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายใน 15 วันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง จำเลยอ้างว่าได้ย้ายจากภูมิลำเนาตามฟ้องไปอยู่ที่อื่นตั้งแต่ก่อนฟ้อง จำเลยจึงไม่ทราบว่าถูกฟ้อง อันเป็นการอ้างว่าไม่อาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่การส่งคำบังคับให้จำเลยมีผลเพราะพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ดังนั้นจำเลยจึงต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์ดังกล่าวสิ้นสุดลง คือวันที่ 25 มีนาคม 2542 อันเป็นวันที่จำเลยทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยยื่นคำแถลงขอถ่ายเอกสารต่าง ๆ ในสำนวน การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 จึงเป็นการยื่นคำร้องเมื่อพ้นระยะเวลาที่ ป.วิ.พ.มาตรา 208 วรรคหนึ่งกำหนด คำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๒๒๘,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๓๖ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๓๗) ไม่เกิน ๑๓,๐๐๖ บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑,๐๐๐ บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยแต่งตั้งทนายความและยื่นคำแถลงขอถ่ายสำเนาเอกสารตั้งแต่วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๒ แสดงว่าจำเลยทราบข้อเท็จจริงคดีนี้ตั้งแต่วันดังกล่าว ถือว่าพฤติการณ์ที่จำเลยอ้างว่าไม่อาจยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ภายในกำหนดสิ้นสุดลงแล้ว จำเลยยื่นคำร้องล่วงเลยกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๓๗ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยโดยระบุว่าจำเลยอยู่ที่ ๓๘๕/๑ ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงกับที่อยู่ที่จำเลยได้จดทะเบียนไว้ต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ พนักงานเดินหมายได้นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้จำเลย ณ ที่อยู่ดังกล่าว แต่ไม่พบจำเลย พบบ้านเลขที่ดังกล่าวปิดใส่กุญแจทิ้งไว้ เมื่อสอบถามบุคคลที่อยู่บ้านข้างเคียงได้ความว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวปิดอยู่นานแล้วและไม่มีผู้ใดรู้จักบริษัทจำเลย พนักงานเดินหมายจึงได้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้ ณ บ้านเลขที่ดังกล่าวตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๓๗ ให้จำเลยชำระเงิน ๒๒๘,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ พนักงานเดินหมายได้ส่งคำบังคับให้แก่จำเลยที่บ้านเลขที่ดังกล่าวโดยวิธีปิดคำบังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๒ จำเลยได้แต่งตั้งทนายความยื่นคำแถลงขอถ่ายเอกสารคำฟ้อง บัญชีระบุพยานของโจทก์ คำเบิกความของพยานโจทก์ พยานเอกสารของโจทก์และคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๔๒ จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๑๑ บัญญัติให้กรรมการบริษัทต้องไปขอจดทะเบียนบริษัทโดยระบุรายการต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงที่ตั้งสำนักงานใหญ่และสาขาทั้งปวงของบริษัท และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘ บัญญัติให้ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงานดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาของบริษัทนั้นด้วย หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์แสดงหลักฐานตามหนังสือรับรองของนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ เอกสารหมาย จ.๔ ว่า จำเลยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ ๓๘๕/๑ ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้ปิดหมายเรียก สำเนาคำฟ้องและคำบังคับที่บ้านเลขที่ดังกล่าว แม้พนักงานเดินหมายจะรายงานว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวปิดใส่กุญแจ เมื่อสอบถามบุคคลที่อยู่บ้านข้างเคียงได้ความว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวปิดอยู่นานแล้วและไม่มีผู้ใดรู้จักบริษัทจำเลย แต่ยังไม่ได้ความแน่ชัดว่าเป็นจริงตามนั้น จำเลยเองก็กล่าวในคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ว่ายังไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่อยู่ ดังนั้น ในเบื้องต้นต้องถือว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง รวมทั้งการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยวิธีปิดหมาย ณ บ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยจึงเป็นการส่งที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยประสงค์จะขอให้พิจารณาใหม่ จะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ส่งคำบังคับหรือวันที่การส่งคำบังคับมีผล ถ้าไม่สามารถยื่นคำขอภายในกำหนดดังกล่าวโดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จำเลยจะต้องยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง จำเลยอ้างในคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ว่า จำเลยย้ายไปจากภูมิลำเนาตามฟ้องไปอยู่ที่อื่นตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ ซึ่งเป็นเวลาก่อนฟ้อง จำเลยจึงไม่ทราบว่าถูกฟ้อง อันเป็นการอ้างว่า ไม่อาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่การส่งคำบังคับให้จำเลยมีผลเพราะมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ แต่พฤติการณ์ดังกล่าวได้สิ้นสุดลงนับแต่วันที่จำเลยทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องคดีนี้คือ สิ้นสุดเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๒ อันเป็นวันที่จำเลยยื่นคำแถลงขอถ่ายเอกสารต่าง ๆ ในสำนวน จำเลยจึงต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๒ คือ ภายในวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๒ หากจำเลยมีความจำเป็นไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในกำหนดดังกล่าวได้ จำเลยก็ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลายื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ แต่จำเลยหาได้กระทำไม่ ดังนั้น การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๔๒ จึงเป็นการยื่นคำร้องเมื่อพ้นระยะเวลาที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคหนึ่ง กำหนด คำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นายสุรพล สนธยานนท์ ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79 ม. 208
ป.พ.พ. ม. 68
ชื่อคู่ความ
(มหาชน) — บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด
จำกัด — บริษัทอิมเพรส เซอร์วิส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมชาย สินเกษม
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9107/2544
#44057
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอของโจทก์ที่ให้เรียกธนาคาร ท. บุคคลภายนอกเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเพื่อเป็นจำเลยร่วมไม่มีลักษณะเป็นคำฟ้องหรือคำคู่ความ ไม่เหมือนกรณีที่บุคคลภายนอกร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีไม่ว่าโดยความสมัครใจ หรือถูกหมายเรียกของศาลให้เข้ามา เนื่องจากคำร้องสอดของบุคคลภายนอกที่ยื่นต่อศาลเป็นการตั้งประเด็นโต้แย้งกับคู่ความในคดีจึงมีลักษณะเป็นคำฟ้องและเป็นคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 1(3) และ (5) เมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ให้เรียกธนาคาร ท. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม จึงไม่ใช่คำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา 18 แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 7822 ถึง 7824 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มาทำการโอนขายและรับชำระหนี้ต้นเงิน 1,754,963.16 บาทพร้อมดอกเบี้ยไปจากโจทก์ และไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7761,7775, 7778, 7784, 7788, 7789, 7790 ถึง 7812, 7818, 7822 ถึง7824, 7861, 7896, 7898, 7902, 7906, 7927 และ 171649 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และส่งมอบโฉนดดังกล่าวคืนโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแสดงแทนเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน15,551,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจำเลยจะส่งมอบโฉนดที่ดินตามฟ้องแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นได้ทำการชี้สองสถานเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2540 โดยกำหนดให้โจทก์นำพยานเข้าสืบก่อนแต่คดียังไม่มีการสืบพยานโจทก์เพราะมีเหตุจำเป็นที่ศาลต้องเลื่อนการพิจารณาคดีมาโดยตลอด จนถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นรวม 3 ฉบับ คือ

ฉบับแรก คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องในส่วนคำขอท้ายฟ้องในข้อ 1บรรทัดที่ 3 เกี่ยวกับจำนวนโฉนดที่ดินที่ขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนจำนองและส่งมอบคืนโจทก์ ลดจำนวนลงเหลือ 19 แปลง และขอให้บังคับจำเลยนำต้นฉบับโฉนดที่ดินที่จำเลยยึดถือไว้ทั้งหมดมาวางต่อศาลเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของโจทก์ในระหว่างการพิจารณา

ฉบับที่สอง คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เพิ่งทราบภายหลังว่าธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับโอนสิทธิและหน้าที่ตลอดจนบรรดาหนี้สินภาระผูกพันของจำเลยที่มีอยู่กับโจทก์ จึงขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอให้บังคับจำเลยและธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินประมาณ 50,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่โจทก์ให้ธนาคารไทยธนาคารจำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม และให้จำเลยกับจำเลยร่วมส่งมอบโฉนดที่ดินรวม 20 แปลงคืนโจทก์

ฉบับที่สาม คำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายเรียกธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 15 มีนาคม2542 ว่า สำหรับคำร้องขอแก้ไขคำขอท้ายฟ้องจากเดิมซึ่งมีอยู่ 36 แปลงโดยให้ลดลงเหลือเพียง 19 แปลง ตามคำร้องลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์2542 ข้อ 3 และข้อ 4 เป็นการแก้ไขเล็กน้อย อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ ส่วนคำร้องตามข้อ 5 ศาลอ่านแล้วไม่เข้าใจความประสงค์ของโจทก์จึงให้โจทก์ยื่นคำร้องเกี่ยวกับการแก้ไขคำฟ้องข้อ 5 ต่อศาลภายใน 7 วัน สำหรับคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและคำร้องสอดโดยขอให้ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ร่วมรับผิดกับจำเลยนั้น เห็นว่าธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับโอนสินทรัพย์และหนี้สินของจำเลยตามประกาศกระทรวงการคลังและพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 3) และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4)พ.ศ. 2541 อยู่แล้ว ความรับผิดจึงตกอยู่แก่บุคคลคนเดียวกัน ซึ่งหากโจทก์ชนะคดีก็สามารถบังคับคดีแก่จำเลยได้อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องและคำร้องสอด ขอให้เรียกธนาคารไทยธนาคารจำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วมอีก ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

วันที่ 7 เมษายน 2542 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ให้รับอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะข้อ 5(โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้โจทก์ทำคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องในข้อ 5 มายื่นใหม่) และข้อ 7 (โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและคำร้องที่ขอให้เรียกธนาคารไทยธนาคาร จำกัด(มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม) ส่วนอุทธรณ์ข้อ 3 (โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องว่า ไม่ชัดแจ้ง)เป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) จึงไม่รับ

วันที่ 21 เมษายน 2542 โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ว่า เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เฉพาะข้อ 3 ส่วนข้อ 5 และข้อ 7 ศาลได้มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ไว้แล้ว การที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ทุกข้อจึงไม่ถูกต้อง ให้โจทก์ทำคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ขึ้นมาใหม่ภายใน 7 วัน ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ทำคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฉบับใหม่มายื่นต่อศาลภายในกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ดังกล่าว

ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2542 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ที่ศาลชั้นต้นอ่านไม่เข้าใจและให้โจทก์ไปทำมาใหม่นั้น พอเข้าใจได้ว่า โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้บังคับจำเลยนำโฉนดที่ดินพิพาททั้งหมดมาวางต่อศาลเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา เป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่กรณีที่โจทก์จะขอเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ตามมาตรา 179(2) ส่วนคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องที่ขอให้เรียกธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)เข้ามาเป็นจำเลยร่วมนั้น เป็นการฟ้องบุคคลอื่นเป็นจำเลยเพิ่มเข้ามาในคดี ไม่ใช่กรณีขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องตามมาตรา 179 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วยในผลส่วนคำขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดี ไม่ใช่คำคู่ความคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226(1) ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...โจทก์ฎีกาในข้อต่อมาว่า โจทก์ยื่นคำร้องสอดขอให้เรียกธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วมซึ่งถือว่าเป็นคำคู่ความ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องสอดของโจทก์ จึงมีผลเป็นการสั่งไม่รับคำคู่ความ โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวได้ทันทีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องสอดของโจทก์เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามอุทธรณ์และไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้ ยื่นคำร้องขอให้เรียกธนาคารไทยธนาคารจำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกให้เข้ามาเป็นคู่ความในคดีคือเป็นจำเลยร่วม คำร้องของโจทก์ดังกล่าว ไม่มีลักษณะเป็นคำฟ้องหรือคำคู่ความ ไม่เหมือนกับกรณีที่บุคคลภายนอกร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ไม่ว่าโดยความสมัครใจหรือถูกหมายเรียกของศาลให้เข้ามาคำร้องสอดของบุคคลภายนอกที่ยื่นต่อศาลเป็นการตั้งประเด็นโต้แย้งกับคู่ความในคดี จึงมีลักษณะเป็นคำฟ้องและเป็นคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3) และ (5)ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เรียกธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วมจึงไม่ใช่คำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา 18 แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ จึงชอบแล้ว อนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาขอให้หมายเรียกธนาคารไทยธนาคารจำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วมนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาข้อนี้ จึงถือว่าปัญหาข้อนี้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 1 (5) ม. 18 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ลัดดาวัลย์ธุรกิจพัฒนา จำกัด
จำเลย — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9105/2544
#98463
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่สั่งงดสืบพยานจำเลย ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและให้สืบพยานจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี เท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้สืบพยานจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ โดยจำเลยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะปฏิเสธไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการมิชอบ ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 3,589,560.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ในต้นเงิน 2,831,577.54 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาล จำเลยมีพฤติการณ์ประวิงคดี ให้งดสืบพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ให้งดสืบพยานจำเลย

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า?

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่สั่งงดสืบพยานจำเลย ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและให้สืบพยานจำเลยต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี เท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้สืบพยานจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ จำเลยผู้อุทธรณ์จะต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 คือ ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย ปรากฏว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งโดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะปฏิเสธไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการมิชอบ และถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะที่เกี่ยวกับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้ยกอุทธรณ์คำสั่งและฎีกาคำสั่งของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์เฉพาะที่เกี่ยวกับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86 ม. 104 ม. 226 ม. 229 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายณรงค์ วงศ์วิวัฒน์ชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายทวี เนียมประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
สายันต์ สุรสมภพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9100/2544
#44056
เปิดฉบับเต็ม

อำนาจของศาลในการมีคำสั่งงดการบังคับคดีมิใช่มีได้เฉพาะเมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอโดยอาศัยเหตุและเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 เท่านั้นหากมีกรณีอื่นใดที่เป็นการสมควรและไม่ก่อให้เกิดผลได้เสียแก่เจ้าหนี้และลูกหนี้ยิ่งหย่อนกว่ากัน ศาลก็มีอำนาจสั่งให้งดการบังคับคดีได้ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 292(2)

โจทก์ถูกจำเลยฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดนนทบุรีเรียกเงินยืมจำนวน 460,062 บาท คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา โจทก์นำเงินไปวางต่อสำนักงานวางทรัพย์เพื่อชำระหนี้แก่จำเลยตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นรายเดือน เดือนละ 7,000 บาท รวมเป็นเงิน 168,000 บาทแต่จำเลยยังไม่ได้รับเงินไปเพราะถือว่าโจทก์ผิดนัดและประสงค์จะรับชำระหนี้ทั้งหมด คดีนี้ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 182,000 บาท จำเลยมีหนังสือแจ้งขอหักกลบลบหนี้กับโจทก์ แม้คดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลจังหวัดนนทบุรียังไม่ถึงที่สุดแต่โจทก์ก็ยอมรับว่ายืมเงินจำเลยไปตามฟ้อง เพียงแต่ต่อสู้ว่าโจทก์มีสิทธิผ่อนชำระ และแม้โจทก์ยังไม่ต้องชำระหนี้ทั้งหมดแก่จำเลยแต่อย่างน้อยโจทก์ก็ต้องรับผิดตามจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระแก่จำเลยเป็นรายเดือน และยอดเงินที่โจทก์ต้องรับผิดแก่จำเลยมีจำนวนมากกว่าที่จำเลยต้องชำระหนี้แก่โจทก์ในคดีนี้ ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292(2)โดยมีคำสั่งงดการบังคับคดีนี้ไว้จนกว่าคดีแพ่งของศาลจังหวัดนนทบุรีจะถึงที่สุด หรือมีเหตุเปลี่ยนแปลงประการอื่นให้คู่ความแถลงเพื่อพิจารณาสั่งต่อไปนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยค่าชดเชย156,000 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 26,000 บาทรวมเป็นเงิน 182,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยทราบคำบังคับโดยชอบแล้วไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ศาลแรงงานกลางจึงออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยตามคำขอของโจทก์

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลจังหวัดนนทบุรีเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4023/2542 ขอให้โจทก์ชำระหนี้เงินที่ยืมไปจากจำเลยเป็นเงิน 460,062 บาท ซึ่งโจทก์ก็ให้การยอมรับว่าเป็นหนี้จำเลยจริง แต่ขอผ่อนชำระเดือนละ 7,000 บาท แต่จำเลยไม่ยินยอมโจทก์จึงนำเงินไปวางทรัพย์ ณ สำนักงานวางทรัพย์ บัดนี้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแล้วแก่โจทก์ จำเลยจึงตกลงยินยอมให้โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่โจทก์ยืมเงินไปจากจำเลย เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วโจทก์ยังค้างชำระแก่จำเลยอีก 278,062 บาท ทำให้หนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางหมดสิ้นไป จึงขอให้ศาลแรงงานกลางสั่งเพิกถอนการบังคับคดีหรือสั่งนัดพร้อมเพื่อให้คู่ความแถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวต่อไป

ศาลแรงงานกลางนัดพร้อม สอบข้อเท็จจริงแล้วได้ความตามคำรับของคู่ความว่า โจทก์ถูกจำเลยฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดนนทบุรี คดีหมายเลขดำที่ 4023/2542 เรียกเงินยืมจำนวน 460,062บาท คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดนนทบุรี โจทก์นำเงินไปวางต่อสำนักงานวางทรัพย์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นรายเดือน เดือนละ 7,000 บาท รวมเป็นเงิน 168,000 บาท แต่จำเลยยังไม่ได้รับเงินดังกล่าวไปเพราะถือว่าโจทก์ผิดนัดและประสงค์จะรับชำระหนี้ทั้งหมด ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งขอหักกลบลบหนี้กับโจทก์ซึ่งโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้งดการบังคับคดีจำเลยไว้จนกว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4023/2542ของศาลจังหวัดนนทบุรีจะถึงที่สุด หรือมีเหตุเปลี่ยนแปลงประการอื่นให้คู่ความแถลงเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยขอให้เพิกถอนการบังคับคดี มิใช่ร้องขอให้งดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 และเหตุที่จำเลยอ้างตามคำร้องก็มิใช่เหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 292 และมาตรา 295 ในการที่ศาลจะสั่งให้งดหรือเพิกถอนการบังคับคดีได้นั้น เห็นว่า อำนาจของศาลในอันที่จะมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีนั้นมิใช่จะมีได้แต่เฉพาะเมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอโดยอาศัยเหตุและเงื่อนไขดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 บัญญัติไว้เพียงกรณีเดียวเท่านั้นไม่หากมีกรณีอื่นใดที่เป็นการสมควรและไม่ก่อให้เกิดผลได้เสียแก่เจ้าหนี้และลูกหนี้ยิ่งหย่อนกว่ากัน ศาลก็มีอำนาจสั่งให้งดการบังคับคดีได้ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 292(2) บัญญัติให้ไว้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่า โจทก์ถูกจำเลยฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดนนทบุรีตามคดีหมายเลขดำที่ 4023/2542 เรียกเงินยืมจำนวน 460,062 บาทคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดนนทบุรี โจทก์นำเงินไปวางต่อสำนักงานวางทรัพย์เพื่อชำระหนี้แก่จำเลยตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นรายเดือน เดือนละ 7,000 บาท รวมเป็นเงิน 168,000 บาทแต่จำเลยยังไม่ได้รับเงินดังกล่าวไปเพราะถือว่าโจทก์ผิดนัดและประสงค์จะรับชำระหนี้ทั้งหมด เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาในคดีนี้ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 182,000 บาท จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งขอหักกลบลบหนี้กับโจทก์ ดังนั้น แม้คดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลจังหวัดนนทบุรีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด แต่โจทก์ก็ยอมรับว่ายืมเงินจำเลยไป460,062 บาท ตามฟ้อง เพียงแต่ต่อสู้ว่าโจทก์มีสิทธิผ่อนชำระเดือนละ7,000 บาท ตามสัญญา แต่จำเลยต้องการให้โจทก์ชำระเงินที่ยืมไปทั้งหมด ดังนั้น ในคดีดังกล่าวหากโจทก์ยังไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ทั้งหมดแก่จำเลย อย่างน้อยโจทก์ก็ต้องรับผิดตามจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระแก่จำเลยเป็นรายเดือน เดือนละ 7,000 บาท และยอดเงินที่โจทก์ต้องรับผิดชำระแก่จำเลยมีจำนวนมากกว่าที่จำเลยต้องชำระหนี้แก่โจทก์ในคดีนี้ ที่ศาลแรงงานกลางใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292(2) โดยมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4023/2542 ของศาลจังหวัดนนทบุรีจะถึงที่สุด หรือมีเหตุเปลี่ยนแปลงประการอื่นให้คู่ความแถลงเพื่อพิจารณาสั่งต่อไปนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 292
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ณัฐวรรณ อัยรารัตน์
จำเลย — บริษัท ร็อคกี้ เทรดดิ้ง กรุ๊ป จำกัด
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
กมล เพียรพิทักษ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ