คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9093/2544
#44055
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งที่โจทก์ร่วมฟ้องขับไล่จำเลยจากตึกแถวพิพาท โดยจำเลยตกลงยกเครื่องปรับอากาศจำนวน 2 เครื่อง ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมได้เลือกเครื่องปรับอากาศจำนวน 2 เครื่องแล้วเครื่องปรับอากาศทั้งสองเครื่องจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม การที่จำเลยได้รื้อเอาไม้กั้นห้อง บานประตู และเครื่องปรับอากาศสองเครื่องดังกล่าวไปจากตึกแถวพิพาท จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334

ส่วนที่จำเลยรื้อไม้กั้นห้องและเครื่องปรับอากาศออกไปเป็นเหตุให้ฝาผนังตึกเป็นรอย กระจกและเสาแตกนั้น จำเลยมีความประสงค์ในทรัพย์ซึ่งติดตั้งอยู่กับตึกจึงต้องรื้อออกไป การรื้อสิ่งของที่ติดอยู่กับผนังตึกย่อมทำให้เกิดร่องรอยต่าง ๆ ขึ้นได้ ซึ่งเป็นผลธรรมดาของการรื้อถอนที่ต้องเกิดขึ้น สภาพแตกร้าวตามที่ปรากฏในภาพถ่ายนั้นมิใช่เกิดขึ้นเพราะกระทำโดยเจตนาให้เสียทรัพย์ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334,358, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไปจำนวน 60,000 บาทแก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางวิจิตร์ กิจเจริญวงศ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

เมื่อสืบพยานโจทก์ได้ 4 ปาก โจทก์ร่วมถูกยิงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2540 นายสำเนียง กิจเจริญวงศ์ สามีของโจทก์ร่วมขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ร่วมผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 มาตรา 358 ประกอบด้วยมาตรา 91ฐานลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปีให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไปจำนวน 60,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยเช่าตึกแถวพิพาท 3 ชั้น จากโจทก์ร่วมเปิดเป็นร้านอาหาร ระหว่างเช่าจำเลยต่อเติมกั้นห้องทั้ง 3 ชั้น และติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่ชั้น 3 จำนวน2 เครื่อง นอกนั้นชั้นละ 1 เครื่อง ต่อมาโจทก์ร่วมฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 770/2538 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วโจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2539 ว่า ข้อ 1 จำเลยยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกพิพาทของโจทก์ร่วมภายในวันที่ 10เมษายน 2539 หากผิดนัดยอมให้โจทก์ร่วมบังคับคดีได้ทันทีกับยอมชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท ในระหว่างผิดนัด ข้อ 2 ค่าเช่าที่จำเลยค้างชำระค่าเสียหาย และเงินค่าวางมัดจำล่วงหน้าของจำเลยโจทก์ร่วมและจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องต่อกัน ข้อ 3 ทรัพย์สินภายในตึกพิพาทที่จำเลยต่อเติมติดกับตึกพิพาท เช่น ไม้กั้นห้อง กระจก พัดลม หลอดไฟฟ้า และเครื่องปรับอากาศจำนวน 2 เครื่อง จำเลยตกลงยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศจำเลยยินยอมให้โจทก์ร่วมเป็นผู้เลือก ทรัพย์สินนอกจากนี้ที่ไม่ติดกับตึกพิพาทโจทก์ร่วมยินยอมให้จำเลยเคลื่อนย้ายออกไปได้ภายในกำหนดเวลาตามข้อ 1 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพิพากษาคดีถึงที่สุดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวก่อนวันที่ 25 มีนาคม 2539 มีการรื้อไม้กั้นห้องที่ชั้น 2และเครื่องปรับอากาศที่ชั้น 3 จำนวน 1 เครื่อง ที่ชั้น 2 จำนวน 1 เครื่องและนำออกไปจากตึกพิพาทมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ร่วมได้ตรวจภายในตึกพิพาทพบว่าทรัพย์สินมีสภาพเรียบร้อย ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม2539 เวลา 17 นาฬิกาเศษ โจทก์ร่วมได้รับแจ้งจากนางประนอม สุจริตว่าจำเลยกำลังขนย้ายเครื่องปรับอากาศและไม้ออกจากตึกพิพาท โจทก์ร่วมและนายสำเนียง กิจเจริญวงศ์ จึงไปดูแต่ไม่พบจำเลย นอกจากนั้นโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายสมชาย นิรหาดี และนางประนอม สุจริต เบิกความว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2539 จำเลยขนไม้แปรรูปและเครื่องปรับอากาศออกจากตึกพิพาท นางประนอมจึงโทรศัทพ์แจ้งโจทก์ร่วมเห็นว่า นายสมชายและนางประนอมอยู่ใกล้เคียงกับตึกพิพาทย่อมรู้เห็นความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตึกพิพาท นางประนอมไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ส่วนนายสมชายถึงแม้เคยมีเรื่องทำร้ายร่างกายกับจำเลยเมื่อปี 2538 แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการกลั่นแกล้งหรืออาฆาตกันอีก ทั้งคำเบิกความของนายสมชายและนางประนอมก็มีลักษณะเป็นกลางมิใช่จงใจปรักปรำใส่ร้ายจำเลย ประกอบกับนายอุบล คล้ายปุ้ย บิดาของจำเลยและนางสาวอมรรัตน์ สุขร่วมอดีตลูกจ้างของจำเลย เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า ในวันที่ 24มีนาคม 2539 โจทก์ร่วมและนายสำเนียงได้ไปสำรวจภายในตึกพิพาททำให้คำเบิกความของพยานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้รื้อเอาไม้กั้นห้อง บานประตูและเครื่องปรับอากาศจำนวน 2 เครื่อง ไปจากตึกพิพาทจริง ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่าเครื่องปรับอากาศจำนวน 2 เครื่องที่จำเลยเอาไปนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมหรือไม่ โจทก์ร่วมและนายสำเนียงเบิกความว่า ทั้งสองคนไปเลือกเครื่องปรับอากาศเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2539 โดยเลือกเอาเครื่องปรับอากาศที่ติดตั้งอยู่ชั้น 2 และชั้น 3 ซึ่งเป็นเครื่องที่มีกำลังบี.ที.ยู. มากกว่าอีก 2 เครื่องที่ยังเหลืออยู่ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมมีนายเด่นพงษ์ วณิชย์รุจี เบิกความสนับสนุนว่า เมื่อปี 2539 โจทก์ร่วมมอบหมายให้ตนไปช่วยตรวจสอบเครื่องปรับอากาศว่าเครื่องใดดีนายเด่นพงษ์ได้ตรวจแล้วแจ้งโจทก์ร่วมว่า เครื่องปรับอากาศเครื่องใหญ่มีราคาสูงกว่าเครื่องอื่น และยังมีสิบตำรวจตรีวัชระ สีนวล เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภออุทัยเบิกความว่าในวันที่ 23 มีนาคม2539 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ขณะที่สิบตำรวจตรีวัชระปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ตู้ยามตลาดขนส่งใหม่ โจทก์ร่วมและนายสำเนียงได้ไปขอให้เป็นพยานคัดเลือกเครื่องปรับอากาศในตึกพิพาท โจทก์ร่วมกับนายสำเนียงและช่างเครื่องปรับอากาศขึ้นไปบนตึกแล้วลงมาบอกว่าตกลงกันได้แล้วโจทก์ร่วมเลือกเครื่องปรับอากาศที่ชั้น 2 จำนวน 1 เครื่องและชั้น 3จำนวน 1 เครื่อง ระหว่างนั้นสิบตำรวจตรีวัชระได้ยินเสียงพูดของจำเลยแต่ไม่เห็นตัว เห็นว่า นายเด่นพงษ์เป็นช่างเครื่องปรับอากาศ ส่วนสิบตำรวจตรีวัชระเป็นเจ้าพนักงานต่างก็ไม่มีประโยชน์ได้เสียในกรณีพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยพยานทั้งสองเบิกความมีเนื้อหาเป็นกลางมีเหตุผล ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลย จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือฟังได้ว่าโจทก์ร่วมได้เลือกเครื่องปรับอากาศจำนวน 2 เครื่องที่ชั้น 2 และชั้น 3 ซึ่งมีกำลังสูงมากกว่าและถูกรื้อออกไปในวันเกิดเหตุ เครื่องปรับอากาศทั้งสองเครื่องจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมการที่จำเลยเอาเครื่องปรับอากาศดังกล่าวไปพร้อมด้วยไม้กั้นห้องและบานประตู จึงเป็นความผิดตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยรื้อไม้กั้นห้องและเครื่องปรับอากาศออกไปเป็นเหตุให้ฝาผนังตึกเป็นรอย กระจกและเสาแตกนั้นได้พิจารณาภาพถ่ายหมาย จ.5 และ จ.6 แล้ว เห็นว่า เมื่อจำเลยมีความประสงค์ในทรัพย์ซึ่งติดตั้งอยู่กับตึกจึงต้องรื้อออกไป การรื้อสิ่งของที่ติดอยู่กับผนังตึกย่อมทำให้เกิดร่องรอยต่าง ๆ ขึ้นได้ซึ่งเป็นผลธรรมดาของการรื้อถอนที่ต้องเกิดขึ้น สภาพแตกร้าวตามที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย จ.5 และ จ.6 นั้นมิใช่เกิดขึ้นเพราะกระทำโดยเจตนาให้เสียทรัพย์ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

ที่จำเลยฎีกาว่า ในวันที่ 24 มีนาคม 2539 จำเลยมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุเพราะจำเลยเดินทางไปสัมมนาที่จังหวัดเพชรบุรีนั้น จำเลยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนให้น่าเชื่อถือ การประชุมหรือสัมมนาของหน่วยงานใดก็ตามต้องมีหลักฐานรายงานการประชุมหรือสัมมนาและรายชื่อผู้เข้าร่วมสัมมนาแต่จำเลยไม่สามารถแสดงให้ศาลเห็นเช่นนั้น ส่วนที่จำเลยอ้างนางอมรรัตน์และนายอุบลเป็นพยานบุคคลนำสืบว่าจำเลยไปสัมมนานั้น พยานทั้งสองปากต่างก็มีความเกี่ยวข้องกับจำเลย โดยนางสาวอมรรัตน์เป็นลูกจ้างของจำเลยในขณะเกิดเหตุ ส่วนนายอุบลเป็นบิดาของจำเลย คำเบิกความของพยานทั้งสองจึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าคำเบิกความของพยานทั้งสองในส่วนนี้เลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือแต่อย่างใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์โดยจำคุก2 ปี นั้น เห็นว่า โทษที่ลงหนักเกินกว่าพฤติการณ์ของคดี เนื่องจากการพิพาทกันในคดีนี้สืบเนื่องมาจากมูลคดีแห่งการเช่าตึกที่เกิดเหตุ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโทษให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 เพียงกระทงเดียว ให้จำคุก 1 ปีและปรับ 4,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปีนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้งภายใน 2 ปี ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด และให้จำเลยทำกิจกรรมเพื่อบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 10 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามมาตรา 29, 30 ยกฟ้องข้อหาทำให้เสียทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 334 ม. 358
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาง วิจิตร์ กิจเจริญวงศ์ โดยนาย สำเนียง กิจเจริญวงศ์ ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นาย ชอบ คล้ายปุ้ย
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9091/2544
#98427
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกข้อความเอกสารที่พิพาทมีข้อความว่า วันที่ 2 กรกฎาคม 2530 เรื่อง ขอยืมเงิน และมีข้อความต่อไปว่า ข้าพเจ้านายสวาท ภิรมย์เอี่ยม (จำเลย) ขอยืมเงินป้าเกศินีฯ (โจทก์) เป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน) และจำเลยได้ลงลายมือในบันทึกดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานด้วย เมื่อฟังประกอบข้อเท็จจริงที่เป็นยุติว่า โจทก์ได้ถอนเงินจากธนาคารและมอบเงินจำนวน 20,000 บาท ให้แก่จำเลย จำเลยจึงมอบบันทึกข้อความดังกล่าวแก่โจทก์ที่ธนาคาร ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 20,000 บาท จำเลยผู้กู้ได้ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อความดังกล่าวไว้เป็นสำคัญ บันทึกข้อความย่อมเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

หลักฐานแห่งการกู้ยืมมิใช่หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน จึงไม่เข้าลักษณะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 แม้จะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวมกันต่ำกว่าอัตราที่กำหนดตามตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ. จึงเป็นการไม่ชอบ แม้โจทก์จะไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็เห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๒ ถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย ๕๕๐.๖๙ บาท รวมเป็นเงิน ๒๐,๕๕๐.๖๗ บาท และดอกเบี้ยในอัตราเดียวกัน จากต้นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์ ข้อความตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๑ เป็นเพียงหนังสือแสดงเจตนาขอกู้ยืมเงินจากโจทก์แต่ไม่ได้รับเงิน และเอกสารดังกล่าวมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามกฎหมายไม่สามารถรับฟังได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน ๕๕๐.๖๙ บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๖๐๐ บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว? ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของจำเลยว่า บันทึกข้อความเอกสารหมาย จ. ๒ เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ หรือไม่ นั้น เห็นว่า ตามบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ. ๒ มีข้อความว่า วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ เรื่อง ขอยืมเงิน และมีข้อความต่อไปว่า ข้าพเจ้านายสวาท ภิรมย์เอี่ยม (จำเลย) อายุ ๕๐ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๑๐๔/๙๗ แขวงบางบอน เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ขอยืมเงินป้าเกศินีฯ (โจทก์) เป็นจำนวนเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท (สองหมื่นบาทถ้วน) และจำเลยได้ลงลายมือในบันทึกดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานด้วย ข้อความในบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ. ๒ เมื่อฟังประกอบกับข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังเป็นยุติว่า โจทก์ได้ถอนเงินจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยบางประกอก และมอบเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลย จำเลยจึงมอบบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ. ๒ แก่โจทก์ที่ธนาคารดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยผู้กู้ได้ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อความดังกล่าวไว้เป็นสำคัญ บันทึกข้อความเอกสารหมาย จ. ๒ ย่อมเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อต่อไปของจำเลยว่า บันทึกข้อความเอกสารหมาย จ. ๒ ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อคดีฟังได้ว่าบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ. ๒ เป็นเพียงหลักฐานแห่งการกู้ยืมเท่านั้น มิใช่หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน จึงไม่เข้าลักษณะตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘ แม้โจทก์จะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน ๒๕,๐๐๐ บาท ซึ่งตามตาราง ๖ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติให้ศาลกำหนดค่าทนายความอัตราขั้นต่ำไม่ว่าในศาลใดเป็นเงิน ๔๐๐ บาท และอัตราขั้นสูงในศาลชั้นต้น เป็นเงิน ๑,๒๐๐ บาท อัตราขั้นสูงในศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเป็นเงิน ๖๐๐ บาท การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๖๐๐ บาท จึงต่ำกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นการไม่ชอบ แม้โจทก์จะไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็เห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความทั้งสามศาลรวม ๑,๘๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 161 ม. 246 ม. 247 ม. ตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเกศินี ชุณหโสภาค
จำเลย — นายสวาท ภิรมย์เอี่ยม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายสมบัติ เจริญรุ่งอุทัย
ศาลอุทธรณ์ — นายเสรี เพศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
อภิชาต สุขัคคานนท์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9088/2544
#67115
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสิงคโปร์ประเภทบริษัทจำกัด ช.เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจทำการแทนผู้ร้อง และผู้ร้องโดย ช.มอบอำนาจให้ ส.ดำเนินคดีแทนผู้ร้องตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ร.2 แต่หนังสือรับรองของสาธารณรัฐปานามาที่ผู้ร้องอ้างส่งต่อศาล กลับมีข้อความระบุว่าบริษัทผู้ร้องก่อตั้งเป็นบริษัทจำกัด ตามกฎหมายฉบับที่ 32 ค.ศ. 1927 ของสาธารณรัฐปานามา ไม่ใช่ประเทศสิงคโปร์ดังที่ ส.ผู้รับมอบอำนาจเบิกความ นอกจากนี้จากหนังสือดังกล่าวกรรมการผู้จัดการใหญ่ซึ่งมีอำนาจทำการแทนผู้ร้องตามกฎหมายคือ อ.ไม่ใช่ ช. การที่ช.ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ ส.ดำเนินคดีแทนผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ร.2 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 1998มีนายเตียว เอง เหลียง (TEO ENG LEONG) โนตารีปับลิก (NOTARY PUBLIC)ประเทศสิงคโปร์รับรองว่าบุคคลที่มีชื่อในหนังสือมอบอำนาจได้ทำหนังสือมอบอำนาจด้วยความสมัครใจ ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 1998 (พ.ศ.2541)ไม่ปรากฏข้อความตอนใดที่แสดงว่าได้ทำการมอบอำนาจกันที่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสิงคโปร์ แม้หนังสือรับรองของโนตารีปับลิกจะมีตราสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำสิงคโปร์ประทับอยู่ ก็เป็นการประทับรับรองว่านายเตียว เอง เหลียง เป็นโนตารีปับลิกเท่านั้น ไม่ได้รับรองหนังสือมอบอำนาจว่าถูกต้องใช้ได้ตามกฎหมายหรือไม่

ช.ลงลายมือในหนังสือมอบอำนาจให้ ส.ดำเนินคดีแทนผู้ร้อง โดยช.ไม่มีอำนาจทำการแทนผู้ร้อง ส.ผู้รับมอบอำนาจจึงไม่มีอำนาจแต่งทนายความยื่นคำร้องขอคืนของกลางแทนผู้ร้อง ปัญหานี้เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โจทก์จึงยกขึ้นอ้างได้แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้นก็ตาม

คดีนี้เป็นสาขาคดีที่เจ้าของทรัพย์ร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบในคดีหลัก ประเด็นในคดีจึงมีเพียงว่าศาลจะสั่งคืนของกลางให้แก่เจ้าของที่แท้จริงหรือไม่เท่านั้น สำหรับประเด็นที่ผู้ร้องฎีกาว่าศาลสั่งริบของกลางไม่ได้นั้น ได้ยุติไปแล้วตามคำสั่งของศาลในคดีหลัก ผู้ร้องจึงฎีกาในประเด็นนี้ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ ตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 5 (2), 7 วรรคแรก, 20 วรรคแรก พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบเรือยนต์ 1 ลำ พร้อมอุปกรณ์เครื่องยนต์และทรัพย์สินอื่น ๆ ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้คืนเรือบรรทุกสินค้าชื่อนิสสัน มารู ระวาง 476 ตัน พร้อมอุปกรณ์เครื่องยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิได้เป็นเจ้าของของกลางที่แท้จริง ถึงแม้ฟังว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของของกลาง ผู้ร้องก็มีส่วนรู้เห็นในการที่จำเลยทั้งสี่นำของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้คืนเรือยนต์และอุปกรณ์เครื่องยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า?พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของเรือนิสสัน มารู ของกลางซึ่งมีระวางบรรทุกสูงสุด 476 ตัน ระวางบรรทุกสุทธิ 170 ตัน ผู้ร้องให้บริษัทเปโตรแทงค์อินเตอร์เนชั่นแนล เอส. เอ. เช่าเรือลำนี้มีระยะเวลาการเช่าตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2541 ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดโดยใช้เรือของกลางลักลอบขนน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่และริบเรือของกลาง? ที่ผู้ร้องฎีกาว่าเรือของกลางมีระวางบรรทุก 476 ตัน สัญชาติสาธารณรัฐปานามาจึงริบไม่ได้ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 32 นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นสาขาคดีที่เจ้าของทรัพย์ร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบในคดีหลัก ประเด็นในคดีนี้จึงมีเพียงว่าศาลจะสั่งคืนของกลางให้แก่เจ้าของที่แท้จริงหรือไม่เท่านั้น สำหรับประเด็นที่ผู้ร้องฎีกาว่าศาลสั่งริบของกลางไม่ได้นั้นได้ยุติไปแล้วตามคำสั่งของศาลในคดีหลัก ผู้ร้องจึงฎีกาในประเด็นนี้ไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 36
ป.พ.พ. ม. 797
ป.วิ.อ. ม. 195
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
ผู้ร้อง — บริษัทยูไนเต็ด มารีนไลน์ส เอส.เอ.
จำเลย — ายสุชิน หอมแดง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายปรีชา บุญโรจน์พงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ — นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9087/2544
#98449
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องของโจทก์ได้ระบุวันวันเวลาที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดแล้ว จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ส่วนกรณีข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง เป็นเพียงข้อที่ศาลอาจถือเป็นเหตุยกฟ้องในชั้นพิพากษาคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 เท่านั้น

โจทก์บรรยายฟ้องว่าเหตุเกิดเวลากลางวันและข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบก็ได้ความว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่เวลากลางวันต่อเนื่องไปจนถึงเวลากลางคืน ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาไม่แตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม มาตรา ๒๔๐, ๒๔๔, ๘๓, ๓๒, ๓๓ , และริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ เสียจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๔, ๘๓ จำคุกคนละ ๑๐ ปี ริบของกลาง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๔ จำเลยที่ ๑ ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ มีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๑ เสียจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๕) หรือไม่ จำเลยที่ ๓ ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๓๙ เวลากลางวัน แต่ทางพิจารณากลับปรากฏตาาคำเบิกความของพยานโจทก์ว่าเหตุคดีนี้เกิดเมื่อพระอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าไปแล้ว แสดงว่าเป็นเวลากลางคืนคำฟ้องของโจทก์จึงเคลือบคลุม ทำให้จำเลยที่ ๓ ไม่สามารถเข้าใจข้อหาได้ดีและหลงต่อสู้ในเรื่องดังกล่าวมาตลอด เห็นว่า ฟ้องของโจทก์ได้ระบุวันเวลาที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดแล้วจึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๕) หาเคลือบคลุมไม่ ส่วนกรณีเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับ ข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องนั้น เป็นเพียงข้อที่ศาลอาจถือเป็นเหตุยกฟ้องได้ในชั้นพิพากษาคดี ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง เท่านั้น ทั้งในเรื่องวันเวลาที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าว ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบก็ได้ความว่าจำเลยที่ ๓ กับพวกร่วมกันกระทำความผิดในวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๓๙ ตั้งแต่ เวลากลางวันต่อเนื่องไปจนถึงเวลากลางคืน ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงไม่แตกต่างกับข้อเท็จจริง ที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ ๓ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 244
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร
จำเลย — นายสุภาพหรือนวล คำเงิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นางสาวสุทธิมาลย์ วิริยะการุณย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิบูลย์ นนทสูติ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9083/2544
#43428
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทกล่าวคือ นอกจากจำเลยมีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แล้วยังมีความผิดต่อพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกเทศบาลฯ มาตรา 59,60,71,72 โดยเหตุที่การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นมาตรการที่มุ่งจะจำกัดสิทธิของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งซึ่งกระทำหน้าที่โดยทุจริต มิใช่โทษตามกฎหมายเมื่อศาลลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยได้ มิฉะนั้นแล้วการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวย่อมไร้ผลอันเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 มาตรา 4, 29, 32, 33, 43, 45, 47, 59, 60, 71, 72 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยทั้งแปด

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ที่ปฏิเสธเพื่อให้โจทก์ฟ้องเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 มาตรา 29, 59, 60, 71, 72 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์เพียงข้อเดียวว่า ศาลต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท กล่าวคือ นอกจากจำเลยที่ 1 มีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แล้ว ยังมีความผิดต่อพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 มาตรา 57, 60, 71, 72 โดยเหตุที่การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นมาตรการที่มุ่งจะจำกัดสิทธิของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งซึ่งกระทำหน้าที่โดยทุจริต มิใช่โทษตามกฎหมาย เมื่อศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 ได้ มิฉะนั้นแล้วการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวย่อมไร้ผล อันเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 มีกำหนด4 ปี ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 ม. 90 ม. 157
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 ม. 59 ม. 60 ม. 71 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย สุชาติ จันทร์เจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9083/2544
#67099
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท กล่าวคือนอกจากจำเลยมีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตาม ป.อ. มาตรา 157 แล้ว ยังมีความผิดต่อ พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 มาตรา 59 , 60 , 71 , 72 โดยเหตุที่การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นมาตรการที่มุ่งจะจำกัดสิทธิของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งซึ่งกระทำหน้าที่โดยทุจริต มิใช่โทษตามกฎหมาย เมื่อศาลลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 157 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยได้ มิฉะนั้นแล้วการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวย่อมไร้ผลอันเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๑๕๗ พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๔ , ๒๙ , ๓๒ , ๓๓ , ๔๓ , ๔๕ , ๔๗ , ๕๙ , ๖๐ , ๗๑ , ๗๒ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยทั้งแปด

จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๘ ที่ปฏิเสธ เพื่อให้โจทก์ฟ้องเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๒๙ , ๕๙ , ๖๐ , ๗๑ , ๗๒ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๕ ปี จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ ๑

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์เพียงข้อเดียวว่า ศาลต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ ๑ หรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท กล่าวคือ นอกจากจำเลยที่ ๑ มีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ แล้ว ยังมีความผิดต่อพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๕๙ , ๖๐ , ๗๑ , ๗๒ โดยเหตุที่การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นมาตรการที่มุ่งจะจำกัดสิทธิของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งซึ่งกระทำหน้าที่โดยทุจริต มิใช่โทษตามกฎหมาย เมื่อศาลลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ ๑ ได้ มิฉะนั้นแล้วการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวย่อมไร้ผล อันเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๔ ปี ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 ม. 90 ม. 157
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 ม. 59 ม. 60 ม. 71 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายสุชาติ จันทร์เจริญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายคมสัณห์ รางชางกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9076/2544
#98400
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ได้ขายสิทธิทำกินในที่ดินแปลงพิพาทที่โจทก์ได้รับสิทธิทำกินจากการจัดสรรของกรมชลประทานให้แก่ผู้มีชื่อโดยได้รับเงินเป็นค่าตอบแทนครบถ้วนแล้ว การที่โจทก์ได้จำหน่ายสิทธิทำกินในที่ดินแปลงพิพาทไปแล้ว โจทก์จะกลับอ้างว่ามีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาเป็นเหตุฟ้องขอให้ศาลบังคับกรมชลประทานจำเลยจ่ายเงินชดเชยค่าที่ดินอีกไม่ได้ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและขอให้แก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าทดแทนจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิทำกินในที่ดินเนื้อที่ ๒๐ ไร่ดังกล่าว จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยได้จัดที่ดิน เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยจำนวน ๑ ไร่ และทำกินจำนวน ๑๐ ไร่ ให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องชดเชยค่าที่ดิน เพราะโจทก์นำที่ดินที่จำเลยจัดสรรให้ไปขายแก่บุคคลอื่น โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินแปลงที่จำเลยจัดสรรให้ และไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมติคณะรัฐมนตรีในการที่จะขอรับเงินชดเชยค่าที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง ( ฟ้องวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๓๘ ) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นางดี ดายครบุรี ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความรวม ๓,๐๐๐ บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า? ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๓๕ โจทก์ได้ขายสิทธิทำกินใน ที่ดินแปลงเลขที่ ๑๔ ที่โจทก์ได้รับสิทธิทำกินจากการจัดสรรของจำเลยให้แก่นางสาวณัฐกานต์โดยได้รับเงินจำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท เป็นค่าตอบแทน และฟังได้อีกว่านางสาวณัฐกานต์ไม่เคยทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายกับบันทึกยกเลิกสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.๒ และ จ.๔ กับโจทก์ เมื่อจำเลยได้จัดสรรที่ดินทำกินให้แก่โจทก์แล้วโดยโจทก์จับสลากได้สิทธิทำกินใน ที่ดินแปลงเลขที่ ๑๔ โจทก์จึงมีสิทธิที่เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้ได้ และยกสิทธิดังกล่าวขึ้นใช้ยันบุคคลอื่นได้ ทั้งโจทก์ได้ยกสิทธิทำกินในที่ดินแปลงเลขที่ ๑๔ ขึ้นยันบิดามารดานางสาวณัฐกานต์และนางสาวณัฐกานต์แล้ว ฝ่ายนางสาวณัฐกานต์ก็ได้ยอมรับสิทธิทำกินของโจทก์ในที่ดินแปลงนี้ด้วย โดยยอมรับซื้อที่ดินแปลงนี้จากโจทก์และ ได้ชำระเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ครอบถ้วนแล้ว เมื่อโจทก์ได้จำหน่ายสิทธิทำกินในที่ดินแปลงเลขที่ ๑๔ ไปแล้ว การที่โจทก์กลับอ้างสิทธิดังกล่าวมาเป็นเหตุฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยจ่ายเงินชดเชยค่าที่ดินอีก จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเข่ง คายครบุรีหรือดายครบุรี โดยนางดี คายครบุรี
จำเลย — กรมชลประทาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสันทัด สุจริต
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9072/2544
#112784
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 และ ป.อ. มาตรา 32 มีเจตนารมณ์มุ่งประสงค์ให้ศาลต้องสั่งริบยาเสพติดให้โทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้เสียทั้งสิ้นซึ่งเป็นบทบังคับเด็ดขาด ฉะนั้น แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางมา แต่เมื่อโจทก์ได้กล่าวในฟ้องแล้วว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ ศาลจึงมีอำนาจสั่งริบได้ กรณีเป็นการพิพากษาหรือสั่งตามที่โจทก์ได้กล่าวมาในฟ้องแล้ว ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๘ , ๑๕ , ๖๗

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๗ , ๑๐๒ จำคุก ๕ ปี ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๕๒ เม็ด เป็นของกลาง? ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๒ บัญญัติว่า บรรดายาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ ประเภท ๔ หรือประเภท ๕? ให้ริบเสียทั้งสิ้น ซึ่งตามบัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๑๓๕ (พ.ศ. ๒๕๓๙) เรื่องระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ระบุให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ และ ป.อ. มาตรา ๓๒ บัญญัติว่า ทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวซึ่งเป็นบทเฉพาะและบททั่วไปมีความสอดคล้องต้องกันและมีเจตนารมณ์มุ่งประสงค์ให้ศาลต้องสั่งริบยาเสพติดให้โทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้เสียทั้งสิ้น ซึ่งเป็นบทบังคับเด็ดขาด ฉะนั้น แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางมา แต่เมื่อโจทก์ได้กล่าวในฟ้องแล้วว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ ศาลก็มีอำนาจสั่งริบเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว กรณีเป็นการพิพากษาหรือสั่งตามที่โจทก์ได้กล่าวในฟ้องแล้ว จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นางนุศรา แก้วแช่ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายวิโรจน์ สัพพัญญวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุจินต์ สรรเพชร์นิยม
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9062/2544
#98543
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเข้าเป็นหุ้นส่วนกันในการสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ดินของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการสร้างอาคาร ต่อมาสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เลิกโดยปริยาย คู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมเสมือนดังว่ามิได้มีสัญญาต่อกันเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ต้องคืนที่ดินแก่โจทก์ ส่วนเงินค่าก่อสร้างบ้านที่โจทก์เป็นผู้ชำระมิใช่ค่าการงานที่จำเลยที่ 1 ได้ทำให้แก่โจทก์อันโจทก์จะต้องรับผิด กับค่าตอกเสาเข็มที่จำเลยที่ 1 กระทำไม่เป็นประโยชน์ต่อโจทก์ในการที่โจทก์จะสร้างอาคารใหม่ จึงไม่ใช่การงานที่ควรค่าอันโจทก์จะต้องรับผิดชดใช้เงินเป็นค่าแห่งการงานตอกเสาเข็มแก่จำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๘๖๓ ของโจทก์ และเพิกถอนรายการจดทะเบียนแบ่งแยกโฉนดที่ดินในนามเดิมของจำเลยที่ ๓ ดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๘๖๓ แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ให้การและจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ ฟ้องแย้งว่าจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเข้าเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ตามฟ้องจริง แต่ฝ่ายจำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ เข้ามาเป็นหุ้นส่วนกันทำสัญญากับโจทก์เพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินของโจทก์มีข้อตกลงกันว่าโจทก์จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เพื่อนำไปดำเนินการแบ่งแยกและขออนุญาตต่อทางราชการ โดยโจทก์ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฝ่ายจำเลยจึงมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกจ้างไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์มาเป็นของจำเลยที่ ๓ ต่อมาจำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องขอแบ่งแยกที่ดินออกจากโฉนดที่ดินเดิม ๗ แปลง และสร้างบ้านให้แก่โจทก์ ๑ หลัง โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นฝ่ายออกเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญา จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ปรับถมดินในที่ดินของโจทก์ ลงเสาเข็มเพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ แต่ระหว่างดำเนินการตามสัญญา ปรากฏว่าแบบแปลนที่ขออนุญาตสร้างอาคารพาณิชย์ต่อโยธาธิการจังหวัดเชียงรายไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากที่ดินของโจทก์บางส่วนจะถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางสาธารณะ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จึงไม่สามารถสร้างอาคารพาณิชย์ตามสัญญาได้จึงแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เจรจาเปลี่ยนแปลงข้อสัญญากันใหม่โดยจะสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินของโจทก์เพียง ๖ ห้อง แต่ไม่สามารถตกลงในรายละเอียดกันได้ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาต่อฝ่ายจำเลย โดยฝ่ายจำเลยมิได้ผิดสัญญา เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เสียหาย ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ๕,๐๗๐ บาท ค่าจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดิน ๗ แปลง รวม ๗๐,๐๐๐ บาท ค่าถมดิน ๓๐,๐๐๐ บาท ค่าเสาเข็ม ๓๒ ต้น รวม ๑๖๐,๐๐๐ บาท ค่าก่อสร้างบ้านให้โจทก์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๔๖๕,๐๗๐ บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๓๕ ถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ย ๖๓,๙๔๗ บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น ๕๒๙,๐๑๗ บาท ขอให้ยกฟ้อง และให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๖๕,๐๗๐ บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓

จำเลยที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๔ กระทำการไปตามอำนาจหน้าที่ โดยตรวจหนังสือมอบอำนาจแล้วเห็นว่ามีข้อความถูกต้องครบถ้วน จึงสั่งการในหนังสือมอบอำนาจว่ามอบอำนาจได้ การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่กรอกข้อความ เป็นความผิดของโจทก์เอง ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่จำเลยที่ ๑ สร้างบ้านให้แก่โจทก์ใช้จ่ายเงินไป ๒๐๐,๐๐๐ บาท นั้น โจทก์ใช้ให้จำเลยที่ ๑ แล้ว ส่วนการลงเสาเข็ม และปรับถมดินเป็นการปฏิบัติตามสัญญา จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องจากโจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ กล่าวอ้างว่าไม่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างตามแบบแปลนจากโยธาธิการจังหวัดเชียงรายนั้นเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีเอกสารสนับสนุน โจทก์กับจำเลยที่ ๓ ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จำเลยที่ ๓ จึงเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ไม่ได้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จำนวน ๓๑๖,๐๐๐ บาท และให้จำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ ร่วมกันโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๘๖๓ , ๔๘๒๙๘ , ๔๘๒๙๙ , ๔๘๓๐๐ , ๔๘๓๐๑ , ๔๘๓๐๒ , ๔๘๓๐๓ และ ๔๘๓๐๔ ตำบลริมกก (รอบเวียง) อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย คืนแก่โจทก์โดยปลอดจำนองและภาระผูกพันใด ๆ พร้อมทั้งส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ กับโจทก์ออกค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการโอนที่ดินฝ่ายละครึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๘๖๓ ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ ๓ งาน ๗๘ ๖ /๑๐ ตารางวา พร้อมบ้าน ๑ หลัง บนที่ดิน จำเลยที่ ๑ เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๔ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทำสัญญากันว่า จำเลยที่ ๑ จะก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ๗ ห้อง และบ้าน ๑ หลัง ราคาบ้าน ๓๘๐,๐๐๐ บาท ในที่ดินของโจทก์ดังกล่าว โดยโจทก์จะเป็นฝ่ายออกเงินค่าก่อสร้างบ้าน ๑๘๐,๐๐๐ บาท ส่วนเงินค่าก่อสร้างบ้านที่เหลืออีก ๒๐๐,๐๐๐ บาท และค่าก่อสร้างอาคารพาณิชย์ จำเลยที่ ๑ จะเป็นผู้ออก โจทก์ยินยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๑ เพื่อความสะดวกในการแบ่งแยกที่ดินและขออนุญาตก่อสร้างอาคาร เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจำเลยที่ ๑ จะโอนที่ดินด้านหลังพร้อมบ้านและอาคารพาณิชย์ ๓ ห้อง พร้อมที่ดินคืนให้แก่โจทก์ ส่วนอาคารพาณิชย์อีก ๔ ห้อง พร้อมที่ดินเป็นของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ จะลงมือก่อสร้างในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๔ และจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ ตามสัญญาเอกสารหมาย จ. ๒ โจทก์มอบเงินค่าก่อสร้างบ้าน ๑๘๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ฝ่ายจำเลย และได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ. ๓ จ. ๔ และ จ. ๕ โดยไม่ได้กรอกข้อความแล้วมอบให้แก่จำเลยที่ ๑ ไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพร้อมโฉนดเลขที่ ๖๘๖๓ ต่อมาฝ่ายจำเลยได้กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๕ ว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ ขายที่ดินของโจทก์ดังกล่าวและต่อมาจำเลยที่ ๒ ดำเนินการจดทะเบียนขายที่ดินของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๓ แล้วจำเลยที่ ๓ ทำการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวในนามของจำเลยที่ ๓ ออกเป็น ๗ โฉนด คือ โฉนดเลขที่ ๔๘๒๙๘ ถึง ๔๘๓๐๔ ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ. ๖ ถึง จ. ๑๒ ตามลำดับ รวมกับโฉนดที่ดินเดิมเลขที่ ๖๘๖๓ ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ. ๑ เป็น ๘ โฉนด จากนั้นฝ่ายจำเลยได้ปรับถมดินก่อสร้างบ้านให้โจทก์ และตอกเสาเข็มเพื่อก่อสร้างอาคารพาณิชย์ พร้อมทั้งดำเนินการขออนุญาตก่อสร้างอาคารพาณิชย์ตามสัญญา แต่โยธาธิการจังหวัดเชียงรายให้นำแบบแปลนที่ขออนุญาตไปแก้ไขใหม่ตามเอกสารหมาย จ. ๒๑ และผลที่สุดจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ๗ ห้อง ตามสัญญาแต่อย่างใด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จะต้องเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๘๒๙๗ ถึง ๔๘๓๐๔ หรือไม่ (ที่ถูกควรเป็นว่าจะต้องเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๘๖๓ และจะต้องเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๘๒๙๘ ถึง ๔๘๓๐๔ หรือไม่) เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยที่ ๑ สมัครใจที่จะเลิกสัญญาเอกสารหมาย จ. ๒ ต่อกันโดยปริยายดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ดังนั้น โจทก์และจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมเสมือนดังว่ามิได้มีสัญญาต่อกันเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงต้องคืนที่ดินที่จะทำการก่อสร้างให้แก่โจทก์ ซึ่งในส่วนนี้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๘๖๓ และโฉนดเลขที่ ๔๘๒๙๘ ถึง ๔๘๓๐๔ ที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๘๖๓ คืนแก่โจทก์โดยปลอดจำนองและภาระผูกพันใด ๆ พร้อมทั้งส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งหมดดังกล่าวคืนแก่โจทก์ ดังนี้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อนี้ต่อไป

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า โจทก์จะต้องรับผิดชำระเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ หรือไม่เพียงใด เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายผิดสัญญาทั้งโจทก์และจำเลยที่ ๑ สมัครใจที่จะเลิกสัญญาเอกสารหมาย จ. ๒ ต่อกันโดยปริยายและโจทก์จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมเสมือนดังว่ามิได้มีสัญญาต่อกันเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องลาภมิควรได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยมาใช้บังคับ แต่ต้องบังคับตามมาตรา ๓๙๑ วรรคสาม เมื่อตามสัญญาเอกสารหมาย จ. ๒ ข้อ ๒ ระบุไว้ความว่า จำเลยที่ ๑ จะเป็นผู้ออกเงินค่าก่อสร้างบ้านให้โจทก์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น ถ้าจำเลยที่ ๑ หรือฝ่ายจำเลยที่ ๑ คือจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ออกเงินค่าก่อสร้างบ้านให้โจทก์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ไปจริง โจทก์ก็ต้องคืนเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ปัญหาจึงมีว่า จำเลยที่ ๑ หรือจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ออกเงินค่าก่อสร้างบ้านให้โจทก์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท จริงหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสัญญาเอกสารหมาย จ. ๒ ข้อ ๒ จะระบุไว้ความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ออกเงินค่าก่อสร้างบ้านให้โจทก์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ก็ตาม แต่ในข้อนี้โจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า โจทก์เคยชำระค่าก่อสร้างบ้านให้จำเลยที่ ๑ ไปครบถ้วนตามบันทึกเอกสารหมาย จ. ๑๔ (ตรงกับเอกสารหมาย จ. ๓๓ ซึ่งเป็นสำเนาภาพถ่าย) รวมเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลืออีก ๑๘๐,๐๐๐ บาท ได้ชำระให้แล้วด้วย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เงินค่าก่อสร้างบ้านโจทก์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์เป็นผู้ออกเองโดยจำเลยที่ ๑ และหรือจำเลยที่ ๓ ไม่ได้เป็นผู้ออก จึงไม่ใช่ค่าการงานที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ได้ทำให้อันโจทก์จะต้องรับผิดแต่ได้ความว่า การงานที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ทำไปแล้วคือปรับถมดินลงในที่ดินที่จะทำการก่อสร้างและตอกเสาเข็มลงไป ๓๒ ต้น นายวิโรจน์พยานจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างอาคารพาณิชย์จากจำเลยที่ ๓ เบิกความว่าได้เสียค่าใช้จ่ายในการปรับถมดิน ๓๐,๐๐๐ บาท และค่าตอกเสาเข็มต้นละ ๕,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ๑๖๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๙๐,๐๐๐ บาท และพยานได้รับเงินค่าจ้างจำนวนดังกล่าวจากจำเลยที่ ๓ ไปแล้ว เห็นว่า เมื่อมีการปรับถมดินลงในที่ดินของโจทก์ที่จะทำการก่อสร้าง ย่อมทำให้ที่ดินของโจทก์มีราคาเพิ่มสูงขึ้นกว่าก่อนที่จะปรับถมดิน งานส่วนนี้จึงย่อมเป็นประโยชน์แก่โจทก์อยู่ในตัว ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า ดินที่ถมเป็นดินลูกรังเต็มไปด้วยกรวดและหิน ไม่เหมาะสมแก่การปลูกต้นไม้ทุกชนิดอันเป็นทำนองอ้างว่างานที่ส่วนนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่โจทก์นั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยโจทก์มิได้นำสืบให้รับฟังได้เช่นนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าแห่งการงานปรับถมดินให้โจทก์รับผิดชดใช้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท เป็นผลดีแก่โจทก์มากแล้ว ส่วนงานตอกเสาเข็มนั้น เมื่อไม่มีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ตามสัญญา และจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ก็มิได้นำสืบให้รับฟังได้ว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ไม่ทำการก่อสร้างต่อไปแล้วโจทก์จะก่อสร้างเองหรือจะว่าจ้างผู้อื่นมาก่อสร้างต่ออันจะทำให้เห็นว่างานตอกเสาเข็มเป็นประโยชน์แก่โจทก์ ทั้งโจทก์ฎีกาโต้แย้งว่าเสาเข็มที่ตอกลงไปจะมีปัญหาและอุปสรรคต่อการตอกเสาเข็มของอาคารใหม่ที่จะก่อสร้างต่อไป ซึ่งจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ก็มิได้แก้ฎีกาให้เห็นเป็นอย่างอื่น กรณีจึงฟังไม่ได้ว่าเสาเข็มที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ได้ตอกลงในที่ดินที่จะทำการก่อสร้างเป็นประโยชน์แก่โจทก์ จึงไม่ใช่การงานที่ควรค่าอันโจทก์จะต้องรับผิดชดใช้เงินเป็นค่าแห่งการงานตอกเสาเข็มจำนวน ๙๖,๐๐๐ บาท ตามที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนดให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ดังนั้นค่าแห่งการงานที่โจทก์ต้องรับผิดชดใช้ให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นเงินเพียง ๒๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น _ _ _

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ และให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอนที่ดินทั้งหมด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์ แสงนิล
จำเลย — นายวิชัย พานิชอัตรา ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายอำนาจ โชติชะวารานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชวลิต ชัยโชดก
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9054/2544
#44054
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายกับจำเลยทั้งสองดื่มสุราด้วยกันแล้วผู้ตายพูดจาพาดพึงถึงมารดาจำเลยทั้งสอง เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองโกรธและตกลงจะฆ่าผู้ตายในขณะนั้นทันที โดยจำเลยที่ 1 หยิบฉวยได้ไม้ของกลางที่อยู่ในบริเวณนั้น และจำเลยที่ 2 ได้พกมีดปลายแหลมไปด้วย และพาผู้ตายไปฆ่าที่ใต้สะพาน เป็นการกระทำต่อเนื่องไม่ขาดตอนโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีเวลาวางแผนหรือไตร่ตรองแต่ประการใด เพียงแต่จำเลยทั้งสองพาผู้ตายไปฆ่าในที่ลับตาคนเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงถือไม่ได้ว่าได้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ปัญหาว่าการฆ่าผู้ตายไม่เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83, 288, 289 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4), 83 วางโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1รับสารภาพและจำเลยที่ 2 รับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78ประกอบมาตรา 52 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี จำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต ริบท่อนไม้ของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้เป็นที่ยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใช้ไม้และมีดปลายแหลมเป็นอาวุธตีฟันและแทงนายทองย้อย สวนตะโกผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2มีว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่และเป็นการฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายเรืองคละรัมย์ ผู้ร่วมดื่มสุรากับจำเลยทั้งสองและผู้ตายเบิกความว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายกับจำเลยทั้งสองและนายเรืองดื่มสุราด้วยกัน ผู้ตายเคยเป็นสามีของจำเลยที่ 2 เมื่อผู้ตายเมาสุราขอคืนดีกับจำเลยที่ 2เกิดโต้เถียงกัน และมีการพูดพาดพิงถึงมารดาจำเลยทั้งสองโดยผู้ตายกล่าวหาว่ามารดาจำเลยทั้งสองเป็นต้นเหตุให้จำเลยที่ 2 มีสามีใหม่และได้ยินจำเลยทั้งสองพูดกระซิบกันว่า ต้องลวงผู้ตายไปฆ่า สามีใหม่ของจำเลยที่ 2 ซึ่งตาบอดและชาวบ้านเรียกว่านายบอด เพื่อหาโอกาสฆ่าผู้ตาย ระหว่างที่จะไปฆ่านายบอดจำเลยที่ 1 บอกให้ผู้ตายไปฆ่านายบอดที่ใต้สะพานโดยจำเลยที่ 1 หยิบไม้ของกลางแล้วกอดคอพาผู้ตายไปที่เกิดเหตุโดยมีจำเลยที่ 2 เดินตามไป และโจทก์ส่งคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.16 และ จ.17เป็นพยาน ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ผู้ตายได้ด่าว่ามารดาจำเลยทั้งสองที่รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยที่ 2 มีสามีใหม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 โกรธ จึงได้พูดกับจำเลยที่ 2 ว่าต้องฆ่าผู้ตายส่วนจำเลยที่ 2 พูดว่า ฆ่าเป็นฆ่า หลังจากนั้นก็ชวนผู้ตายไปฆ่าสามีใหม่ของจำเลยที่ 2 ที่ใต้สะพานเกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 1 หยิบไม้ของนายเรืองและจำเลยที่ 2 พกพามีดปลายแหลมไปด้วย จากนั้นจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใช้ไม้และมีดปลายแหลม ตี ฟัน แทง ฆ่าผู้ตาย พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายด่าว่ามารดาจำเลยทั้งสองที่รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยที่ 2 มีสามีใหม่ ซึ่งในทางพิจารณาก็ไม่ได้ความว่าผู้ตายด่าว่ามารดาจำเลยทั้งสองด้วยถ้อยคำร้ายแรงเพียงใด หรือเพียงแต่เป็นคำหยาบคายเท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าฆ่าผู้ตายเพราะบันดาลโทสะตามที่ฎีกามาหาได้ไม่ อย่างไรก็ดีไม่ปรากฏว่า จำเลยทั้งสองได้คบคิดจะฆ่าผู้ตายมาก่อน แต่เมื่อมาดื่มสุราด้วยกันแล้วผู้ตายพูดจาพาดพิงถึงมารดาจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองโกรธและตกลงจะฆ่าผู้ตายในขณะนั้นทันที โดยจำเลยที่ 1 หยิบฉวยได้ไม้ของกลางที่อยู่ในบริเวณนั้นและจำเลยที่ 2 ได้พกมีดปลายแหลมไปด้วย และพาผู้ตายไปฆ่าที่ใต้สะพาน เป็นการกระทำต่อเนื่องไม่ขาดตอนโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีเวลาวางแผนหรือไตร่ตรองแต่ประการใด เพียงแต่จำเลยทั้งสองพาผู้ตายไปฆ่าในที่ลับตาคนเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงถือไม่ได้ว่าได้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น และปัญหาว่าการฆ่าผู้ตายไม่เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 20 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งและจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด13 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นาย บุญรอด สิงห์พันธ์ม่วง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9047/2544
#43427
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 เหตุที่จะถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยนั้นจะต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของบุคคลนั้น และต้องเป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้แม้ผู้ประสบเหตุนั้นจะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว

จำเลยประกาศขายโครงการบ้านที่พักอาศัยแก่ประชาชนทั่วไปรวมทั้งโจทก์ไปแล้ว โดยที่ยังไม่ได้เตรียมเงินลงทุนไว้ให้พร้อมเสียก่อนต่อมาเกิดปัญหาเกี่ยวกับเงินลงทุนโดยสถาบันการเงินระงับการให้กู้อันเป็นผลมาจากวิกฤติเศรษฐกิจทำให้การก่อสร้างหยุดชะงักดังนี้การที่เกิดปัญหาเกี่ยวกับเงินทุนดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะความผิดของจำเลยที่ไม่เตรียมป้องกันทั้ง ๆ ที่สามารถป้องกันได้จึงไม่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอันจะเป็นเหตุให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านทาวน์เฮาส์จากจำเลยในราคา 1,316,000 บาท โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยไปแล้วจำนวน 336,200 บาท โดยในวันทำสัญญาวางเงินมัดจำ 50,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระ 24 งวด ทุกวันที่ 13 ของเดือน เริ่มตั้งแต่งวดแรกวันที่ 13 กันยายน 2538 เป็นต้นมา โจทก์ได้ผ่อนชำระเงินครบ 24 งวดตามกำหนด รวมเป็นเงินที่ชำระทั้งสิ้น 336,200 บาท แต่จำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างบ้านตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยก่อสร้างบ้านดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน จำเลยได้รับหนังสือโดยชอบแล้วเพิกเฉย จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันฟ้อง จำนวน 15,474.41 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 351,674.41 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 351,674.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 336,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ดำเนินการก่อสร้างโดยปรับพื้นที่โครงการวางสาธารณูปโภค ยังคงเหลือเฉพาะการก่อสร้างตัวบ้านเท่านั้น เหตุที่ก่อสร้างล่าช้าเนื่องจากสถาบันการเงินงดปล่อยสินเชื่อ จึงขาดเงินทุนในการก่อสร้างบ้านตามโครงการโจทก์ถือโอกาสบอกเลิกสัญญาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยยังไม่ผิดนัด ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันโดยจำเลยรับว่าเป็นหนี้โจทก์จริงตามคำฟ้อง หนี้ถึงกำหนดชำระจำเลยเป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาเพียงแต่จำเลยยกข้อต่อสู้ในประเด็นที่ว่า เหตุที่ไม่สามารถก่อสร้างบ้านให้เสร็จตามสัญญาได้ เนื่องจากสถาบันการเงินไม่ปล่อยเงินกู้ให้แก่จำเลยเพื่อนำมาลงทุนในการก่อสร้างโจทก์แถลงไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 336,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยค้างชำระนับถึงวันฟ้อง (12 มิถุนายน 2541)ต้องไม่เกิน 15,474.41 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านทาวน์เฮาส์แบบนันทกร ขนาด 2 ชั้น พร้อมที่ดินเนื้อที่ 28 ตารางวา แปลงหมายเลขที่เอ็นที 01 ในโครงการบ้านนันทิชา 3 อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี จากจำเลย ในราคา 1,316,000 บาท โจทก์ได้ชำระเงินมัดจำและเงินในระหว่างการเตรียมงานและการก่อสร้าง 24 งวด แก่จำเลยไปครบถ้วนแล้วจำนวน 336,200 บาท แต่จำเลยผิดนัดผิดสัญญาไม่ยอมก่อสร้างบ้านพิพาทให้แล้วเสร็จ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและขอเงินจำนวนดังกล่าวคืนพร้อมดอกเบี้ย คดีมีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่สถาบันการเงินไม่ปล่อยเงินกู้แก่จำเลยเพื่อนำมาลงทุนก่อสร้างบ้านพิพาทนั้น ถือได้หรือไม่ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยจะไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 บัญญัติว่า คำว่า "เหตุสุดวิสัย" หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้นจากบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเห็นได้ว่า เหตุที่จะถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยนั้นต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของบุคคลผู้นั้น และต้องเป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้แม้บุคคลผู้ประสบเหตุนั้นจะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว การที่จำเลยได้ประกาศขายโครงการก่อสร้างบ้านที่พักอาศัยแก่ประชาชนโดยทั่วไปรวมทั้งโจทก์ไปแล้ว โดยที่ยังไม่ได้ตระเตรียมเงินลงทุนไว้ให้พร้อมเสียก่อน เมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับเงินลงทุนโดยสถาบันการเงินระงับการให้กู้ในระหว่างนั้น อันเป็นผลมาจากการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ จึงเป็นเหตุให้การดำเนินกิจการโครงการก่อสร้างหยุดชะงัก อันเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าการที่เกิดปัญหาเกี่ยวกับเงินลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะความผิดของจำเลยโดยแท้ที่ไม่เตรียมป้องกันทั้ง ๆ ที่สามารถป้องกันได้ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอันจะเป็นเหตุให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดไปได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์เรียกดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดจากจำเลยมาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และศาลล่างทั้งสองพิจารณาให้ตามที่โจทก์ขอมาในฟ้องโดยอาศัยเหตุที่ว่าจำเลยแถลงยอมรับว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จริงตามฟ้องมาไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่จะเรียกร้องจากกันในกรณีที่มีการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายโดยจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 336,200 บาท นับตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ภาวัต สอนใจ
จำเลย — บริษัท ลิฟวิ่งสแตนดาร์ดกรุ๊ป จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9047/2544
#98313
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่จะถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 8 ต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของบุคคลผู้นั้นและต้องเป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้ แม้บุคคลผู้ประสบเหตุนั้นจะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว การที่จำเลยได้ประกาศขายโครงการก่อสร้างบ้านที่พักอาศัยแก่ประชาชนโดยทั่วไปรวมทั้งโจทก์ไปแล้วโดยที่ยังไม่ได้ตระเตรียมเงินลงทุนไว้ให้พร้อมเสียก่อน เมื่อเกิดมีปัญหาเกี่ยวกับเงินลงทุนโดยสถาบันการเงินระงับการให้กู้ในระหว่างนั้นอันเป็นผลมาจากการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เป็นเหตุให้การดำเนินกิจการโครงการก่อสร้างหยุดชะงักอันเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าการที่เกิดปัญหาเกี่ยวกับเงินลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะความผิดของจำเลยโดยแท้ที่ไม่เตรียมป้องกันทั้ง ๆ ที่สามารถป้องกันได้ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอันจะเป็นเหตุให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินมัดจำและที่ผ่อนชำระเพื่อซื้อบ้านไปแล้วจำนวน ๓๕๑,๖๗๔.๔๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๓๖,๒๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ดำเนินการก่อสร้างโดยปรับพื้นที่โครงการ วางสาธารณูปโภค ยังคงเหลือเฉพาะการก่อสร้างตัวบ้านเท่านั้น เหตุที่ก่อสร้างล่าช้าเนื่องจากสถาบันการเงินงดปล่อยสินเชื่อ จึงขาดเงินทุนในการก่อสร้างบ้านตามโครงการ โจทก์ถือโอกาสบอกเลิกสัญญาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยยังไม่ผิดนัด ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันโดยจำเลยรับว่าเป็นหนี้โจทก์จริงตามคำฟ้อง หนี้ถึงกำหนดชำระจำเลยเป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญา เพียงแต่จำเลยยกข้อต่อสู้ในประเด็นที่ว่า เหตุที่ไม่สามารถก่อสร้างบ้านให้เสร็จตามสัญญาได้ เนื่องจากสถาบันการเงินไม่ปล่อยเงินกู้ให้แก่จำเลยเพื่อนำมาลงทุนในการก่อสร้าง โจทก์แถลงไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ให้จำเลยใช้เงินจำนวน ๓๓๖,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยค้างชำระนับถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน ๑๕,๔๗๔.๔๑ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่สถาบันการเงินไม่ปล่อยเงินกู้แก่จำเลยเพื่อนำมาลงทุนก่อสร้างบ้านพิพาทนั้น ถือได้หรือไม่ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยจะไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘ บัญญัติว่า คำว่า "เหตุสุดวิสัย" หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น จากบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเห็นได้ว่า เหตุที่จะถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยนั้นต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของบุคคลผู้นั้น และต้องเป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้แม้บุคคลผู้ประสบเหตุนั้นจะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว การที่จำเลยได้ประกาศขายโครงการก่อสร้างบ้านที่พักอาศัยแก่ประชาชนโดยทั่วไปรวมทั้งโจทก์ไปแล้ว โดยที่ยังไม่ได้ตระเตรียมเงินลงทุนไว้ให้พร้อมเสียก่อน เมื่อเกิดมีปัญหาเกี่ยวกับเงินลงทุนโดยสถาบันการเงินระงับการให้กู้ในระหว่างนั้น อันเป็นผลมาจากการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ จึงเป็นเหตุให้การดำเนินกิจการโครงการก่อสร้างหยุดชะงัก อันเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าการที่เกิดปัญหาเกี่ยวกับเงินลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะความผิดของจำเลยโดยแท้ที่ไม่เตรียมป้องกันทั้ง ๆ ที่สามารถป้องกันได้ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอันจะเป็นเหตุให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดไปได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๓๖,๒๐๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภาวัต สอนใจ
จำเลย — บริษัทลิฟวิ่งสแตนดาร์ดกรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายปลื้ม นวลนิ่ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิศณุ เลื่อมสำราญ
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9045/2544
#99202
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นหญิงสมัครใจเข้าวิวาทกับ ภ. ต่างคนต่างทำร้ายซึ่งกันและกันแต่พละกำลังโจทก์สู้ ภ. ไม่ได้ จึงล้มลงกับพื้นในลักษณะนอนหงาย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของ ภ. ตรงเข้าทำร้ายโจทก์โดยไม่ได้มีเหตุโกรธเคืองหรือทะเลาะวิวาทกับโจทก์มาก่อน แม้ว่าโจทก์และ ภ. จะถูกฟ้องดำเนินคดีทั้งสองคนและคดีเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว แต่เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย โดยเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกันกับ ภ. แม้จะเป็นเวลาใกล้เคียงต่อเนื่องกันก็ตาม พฤติการณ์แห่งคดีชี้ให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ฉวยโอกาสทำร้ายโจทก์ทั้งที่โจทก์ไม่มีทางสู้ โจทก์ไม่ได้สมัครใจเข้าทะเลาะวิวาทและกระทำผิดต่อจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายโจทก์ฝ่ายเดียว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายทั้งตามความเป็นจริงและตามกฎหมายมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 2(4) , 28 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 33, 83, 91, 295, 371, 372 ริบร่มของกลาง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 16 ปีเศษ คดีอยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา จึงให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 83, 295 จำคุก 4 เดือนและปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรง และผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้งหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์และนายภูษิต บิดาจำเลยที่ 1 ทะเลาะวิวาทกันแล้วต่างคนต่างทำร้ายร่างกายกันและถูกฟ้องดำเนินคดีทั้งสองคน คดีเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำร้ายร่างกายโจทก์หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยก่อน โจทก์เบิกความว่า เมื่อโจทก์ถูกนายภูษิตต่อยจนล้มลง เห็นมีหญิงคนหนึ่งใช้วัตถุแข็งตีระหว่างดั้งจมูกและหน้าผากและรู้สึกว่ามีคนกระทืบหน้าอกข้างซ้ายหลายครั้ง และมีนายอาทร และนางสาวนุบาล มาเบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันว่า เห็นจำเลยที่ 2 ใช้ร่มตีหน้าโจทก์ และจำเลยที่ 1 ใช้เท้ากระทืบหน้าอกโจทก์หลายครั้ง และพยานทั้งสองอยู่ห่างจากจุดที่โจทก์ถูกทำร้ายประมาณ 4 ถึง 5 เมตร ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในคดีความผิดฐานทำร้ายร่างกายและไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 ต้องรับโทษในความผิดดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ประกอบด้วยมาตรา 28 (2) นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์มีสาเหตุโกรธเคืองหรือทะเลาะวิวาทกับจำเลยที่ 1 มาก่อนเกิดเหตุแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามพฤติการณ์แห่งคดีแยกจากกันได้จากการกระทำของนายภูษิต ทั้งนี้เพราะโจทก์เป็นหญิงพละกำลังสู้นายภูษิตไม่ได้และล้มลงนอนหงายอยู่ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรนายภูษิต ตรงเข้าทำร้ายโจทก์โดยใช้เท้ากระทืบบริเวณหน้าอกและหน้าท้องโจทก์หลายครั้งนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่กระทำต่อโจทก์ย่อมเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายโจทก์ เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกันกับนายภูษิต แม้จะเป็นเวลาใกล้เคียงต่อเนื่องกันก็ตาม พฤติการณ์แห่งคดีชี้ให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ฉวยโอกาสทำร้ายโจทก์ทั้งที่โจทก์ไม่มีทางสู้ โจทก์ไม่ได้สมัครใจทะเลาะวิวาทและกระทำความผิดต่อจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายโจทก์ดังกล่าวฝ่ายเดียว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายทั้งตามความเป็นจริงและตามกฎหมายเพราะเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ห้รับโทษฐานกระทำความผิดดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพัชรี สุทธพจนารักษ์
จำเลย — นายกรานต์ พานิชอัตรา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายณัฐกิตติ์ มฤคินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9037/2544
#44053
เปิดฉบับเต็ม

การประเมินราคาทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเพียงการประมาณราคาในเบื้องแรกเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจไม่ตรงกับราคาที่แท้จริง แต่ก็หาใช่หลักเกณฑ์ตายตัวที่ผูกมัดผู้ที่มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีหรือศาลว่าเมื่อขายทอดตลาดแล้วจะต้องให้เป็นไปตามราคาที่ประเมินไว้นี้ หากจำเลยเห็นว่าราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ต่ำไป ก็ชอบที่จะหาผู้เข้าสู้ราคาหรือคัดค้านการขายทอดตลาดได้กรณียังถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่จะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์ใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีและผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาประเมินราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 34830 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคายพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าสถาบันการเงินได้ประเมินราคาที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 4,000,000 บาท นอกจากนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบดีว่ามีผู้ขอซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคา 4,000,000 บาทแต่เจ้าพนักงานบังคับคดียังยึดถือราคาประเมินเดิม ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้วมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การประเมินราคาที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบหรือไม่ เห็นว่า การประเมินราคาทรัพย์สินนั้นเป็นเพียงการประมาณราคาในเบื้องแรกตามความเห็นของเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจไม่ตรงกับราคาที่แท้จริง แต่ทั้งนี้ก็หาใช่หลักเกณฑ์ตายตัวที่ผูกมัดผู้ที่มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีหรือศาลว่าเมื่อขายทอดตลาดแล้วจะต้องให้เป็นไปตามราคาที่ประเมินไว้นี้ โดยเฉพาะหากจำเลยเห็นว่าราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ต่ำไปก็ชอบที่จะหาผู้เข้าสู้ราคาหรือคัดค้านการขายทอดตลาดได้ ดังนั้น กรณียังถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่จะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินใหม่ตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 296 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของจำเลยนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สุกิจ พูลศรีเกษม
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9022 -ที่ 9023/2544
#43426
เปิดฉบับเต็ม

การส่งหมายเรียกพยานบุคคล 5 คนซึ่งอยู่ที่ประเทศอังกฤษให้มาเป็นพยานตามคำร้องของผู้คัดค้านต้องใช้เวลานานเกินสมควรไม่ทันกำหนดนัดสืบพยานผู้คัดค้านและผู้ร้องซึ่งศาลชั้นต้น (ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง) ได้กำหนดนัดล่วงหน้าไว้แน่นอนแล้วโดยคู่ความทั้งสองฝ่ายเห็นชอบตามรายงานกระบวนพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงไม่อนุญาต อย่างไรก็ตามศาลชั้นต้นก็มิได้ปฏิเสธคำร้องขอของผู้คัดค้านเสียทั้งหมด โดยยังคงเปิดโอกาสให้ผู้คัดค้านส่งบันทึกถ้อยคำแทนการสืบพยานบุคคลของผู้ให้ถ้อยคำซึ่งอยู่ต่างประเทศหรืออาจขอสืบพยานบุคคลที่อยู่นอกศาลโดยระบบการประชุมทางจอภาพตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ ข้อ 31 และข้อ 32 หรือนำพยานบุคคลดังกล่าวมาเป็นพยานเองก็ได้ แต่ผู้คัดค้านก็หาได้กระทำอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ พฤติการณ์ส่อแสดงว่าผู้คัดค้านประวิงคดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตเช่นนี้ชอบแล้ว

ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ร. อนุญาโตตุลาการในประเทศอังกฤษไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้เพราะผู้คัดค้านได้คัดค้านไว้แล้วตามเอกสารท้ายคำคัดค้าน โดยมิได้อ้างเหตุว่าไม่มีอำนาจพิจารณาคดีอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ด้วยเงินตราต่างประเทศคือ เงินดอลล่าร์สหรัฐและเงินปอนด์สเตอร์ลิงเท่านั้น โดยขอให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษากำหนดให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่มีคำพิพากษานั้น นอกจากจะไม่เป็นไปตามมาตรา 196 วรรคสองแล้ว ยังเป็นการพิพากษาเกินคำขอบังคับของผู้ร้องโดยกำหนดการคิดอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำร้องขอ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจากประเทศอังกฤษ โดยขอให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องเป็นราคาสินค้าและดอกเบี้ยจำนวน 1,111,492.57 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าใช้จ่ายชั้นอนุญาโตตุลาการในประเทศอังกฤษจำนวน 4,900 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนนับแต่วันที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด (ชี้ขาดวันที่ 1 กรกฎาคม 2541) จนถึงวันที่ผู้คัดค้านจะชำระเสร็จสิ้นแก่ผู้ร้อง ค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายชั้นศาลพาณิชย์ ณ กรุงลอนดอน จำนวน 30,000 ปอนด์สเตอร์ลิงและค่าอากรแสตมป์คำชี้ขาดตามประมวลรัษฎากรเป็นเงิน 45,499.46 บาทโดยขอให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ศาลปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ หรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้ผู้คัดค้านดำเนินกระบวนพิจารณา ณ ประเทศอังกฤษจนถึงที่สุด

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศจากประเทศอังกฤษ โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องเป็นค่าราคาสินค้าและดอกเบี้ยจำนวน 1,111,492.57 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าใช้จ่ายของอนุญาโตตุลาการในประเทศอังกฤษจำนวน 4,900 ปอนด์สเตอร์ลิง ค่าใช้จ่ายของผู้ร้องในชั้นอนุญาโตตุลาการและศาลพาณิชย์ในประเทศอังกฤษเพื่อการตั้งอนุญาโตตุลาการจำนวน 3,000 ปอนด์สเตอร์ลิง ดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด (ชี้ขาดวันที่ 1 กรกฎาคม 2541) จนถึงวันที่ผู้คัดค้านจะชำระเสร็จสิ้นแก่ผู้ร้อง สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่มีคำพิพากษานี้ ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนนั้นก่อนวันที่มีคำพิพากษา คำขออื่นให้ยก

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2538 ผู้คัดค้านทำสัญญาซื้อเหล็กแท่งจากประเทศอินเดียกับผู้ร้อง โดยมีข้อตกลงว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญา ให้เสนอข้อพิพาทนั้นให้อนุญาโตตุลาการ ณ กรุงลอนดอน เป็นผู้ชี้ขาด ต่อมาผู้ร้องได้ส่งมอบสินค้าตามสัญญาให้แก่ผู้คัดค้าน 2 เที่ยว เที่ยวแรกผู้คัดค้านได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว คงค้างชำระเฉพาะเที่ยวที่สอง เนื่องจากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน ผู้ร้องได้เสนอข้อพิพาทต่อนายโรเบิร์ตไกสฟอร์ด (Robert Gaisford) อนุญาโตตุลาการในประเทศอังกฤษ โดยผู้คัดค้านให้ความยินยอมด้วย ระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวผู้คัดค้านมีนายอุดม ปรีเปรมวัฒนา เป็นทนายความจากประเทศไทยและมีล่ามจากสถาบันที่อนุญาโตตุลาการยอมรับ ทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านได้นำพยานหลักฐานเข้าไต่สวนจนเสร็จสิ้นโดยไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งหรือคัดค้านว่าการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการในประเทศอังกฤษไม่ชอบแต่อย่างใด และเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2541 นายโรเบิร์ต ไกสฟอร์ด ได้มีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระค่าสินค้าและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 1,111,492.57 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการจำนวน 4,900 ปอนด์สเตอร์ลิงและค่าใช้จ่ายในศาลพาณิชย์ ณ กรุงลอนดอน จำนวน 30,000 ปอนด์สเตอร์ลิงแก่ผู้ร้อง แต่ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์คำสั่งของผู้คัดค้านว่าในระหว่างพิจารณาคดีของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานบุคคล 5 คน ซึ่งอยู่ที่ประเทศอังกฤษให้มาเป็นพยานในคดีนี้ หากมาไม่ได้ให้ส่งบันทึกข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานดังกล่าวโดยให้โนตารีปับลิกและสถานกงสุลไทยรับรอง แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาต ทำให้ผู้คัดค้านเสียหายนั้น ปรากฏจากคำแถลงและคำร้องตลอดจนอุทธรณ์คำสั่งของผู้คัดค้านว่า การส่งหมายเรียกพยานบุคคลซึ่งอยู่ต่างประเทศนั้นต้องดำเนินการหลายขั้นตอน นับแต่อธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจัดส่งหมายเรียกไปยังปลัดกระทรวงยุติธรรมเพื่อส่งต่อให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการจัดส่งหมายเรียกไปยังพยานเหล่านั้น เฉพาะขั้นตอนที่กระทรวงการต่างประเทศจัดส่งหมายเรียกให้พยานบุคคลในต่างประเทศเพียงขั้นตอนเดียวก็ต้องใช้เวลา 7 ถึง 8 เดือน เห็นว่า การส่งหมายเรียกพยานบุคคลดังกล่าวใช้เวลานานเกินสมควร ไม่ทันกำหนดนัดสืบพยานผู้คัดค้านและผู้ร้องซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้กำหนดนัดล่วงหน้าไว้แน่นอนแล้ว โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์2542 อย่างไรก็ตาม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็มิได้ปฏิเสธคำร้องขอของผู้คัดค้านเสียทั้งหมด โดยยังคงเปิดโอกาสให้ผู้คัดค้านส่งบันทึกถ้อยคำแทนการสืบพยานบุคคลของผู้ให้ถ้อยคำซึ่งอยู่ต่างประเทศ หรืออาจขอสืบพยานบุคคลที่อยู่นอกศาลโดยระบบการประชุมทางจอภาพ (VIDEO CONFERENCE) ตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 31 ข้อ 32 หรือนำพยานบุคคลดังกล่าวมาเป็นพยานเองก็ได้ แต่ผู้คัดค้านก็หาได้กระทำอย่างหนึ่งอย่างใดไม่พฤติการณ์ส่อแสดงว่าผู้คัดค้านประวิงคดี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งเช่นนี้ชอบแล้ว

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านในประการต่อมามีว่า อนุญาโตตุลาการมีอำนาจชี้ขาดหรือไม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์เพียงว่านายโรเบิร์ตไกสฟอร์ด ไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้เพราะผู้คัดค้านได้คัดค้านไว้แล้วตามเอกสารท้ายคำคัดค้านหมายเลข 1 และ 2 โดยมิได้อ้างเหตุว่าไม่มีอำนาจพิจารณาคดีอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์มาศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า อนุญาโตตุลาการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่มีทนายความอังกฤษของผู้คัดค้านก็ดี ไม่อนุญาตให้นายอุดม ปรีเปรมวัฒนา ทนายความของผู้คัดค้านเป็นล่าม แต่จัดให้ทนายความอังกฤษเป็นล่ามโดยมิได้สาบานก่อนทำหน้าที่ก็ดี วิธีพิจารณาของอนุญาโตตุลาการจึงไม่เป็นไปตามที่คู่กรณีได้ตกลงกันไว้ นั้น เห็นว่า ไม่ปรากฏว่าคู่กรณีได้ตกลงกันเกี่ยวกับวิธีพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ดังที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างอีกทั้งการที่อนุญาโตตุลาการไม่ให้นายอุดมเป็นล่าม เพราะเห็นว่านายอุดมเป็นทนายความจึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบแล้ว ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่าผู้คัดค้านไม่เคยได้รับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ เพิ่งจะทราบคำขอบังคับเมื่ออนุญาโตตุลาการได้แจ้งให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าใช้จ่ายชั้นอนุญาโตตุลาการไปให้ก่อนจึงจะจัดส่งคำชี้ขาดมาให้ผู้คัดค้าน เป็นการขัดต่อมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 นั้น ในข้อนี้ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านอ้างเพียงว่า ผู้คัดค้านยังไม่ได้รับคำชี้ขาดเท่านั้น อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย และที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์เป็นประการสุดท้ายว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ครบถ้วนที่จะใช้บังคับกับผู้คัดค้านได้เนื่องจากมิได้วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านมิได้ซื้อสินค้าเหล็กจากผู้ร้อง หากแต่นายสิริ วัฒนาภาซึ่งเป็นคนละคนกับผู้คัดค้านเป็นผู้ซื้อนั้น ปรากฏจากคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเอกสารหมาย จ.26 พร้อมคำแปล ข้อ 43 อนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่าผู้คัดค้านเป็นคู่สัญญาของสัญญาซื้อขายไม่ใช่นายสิริ วัฒนาภา ซึ่งรวมทั้งบรรดาข้อตกลงต่อมาในภายหลังที่เกี่ยวกับสินค้าซึ่งทำกับผู้ร้องที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ทุกข้อของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ด้วยเงินตราต่างประเทศคือ เงินดอลลาร์สหรัฐ และเงินปอนด์สเตอร์ลิงเท่านั้น โดยขอให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสองซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงิน ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษากำหนดให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่มีคำพิพากษานั้น นอกจากจะไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง แล้ว ยังเป็นการพิพากษาเกินคำขอบังคับของผู้ร้องโดยกำหนดการคิดอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำร้องขอ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในส่วนที่ต้องชำระเงินแก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น ไม่บังคับให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่มีคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนนั้นก่อนวันที่มีคำพิพากษานอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196
ป.วิ.พ. ม. 86 ม. 142 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจี เปรมจี เทรดดิ้ง พีทีอี จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทนิกโก้อุตสาหกรรม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9022/2544
#258653
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการด้วยเงินตราต่างประเทศคือ เงินดอลลาร์สหรัฐและเงินปอนด์สเตอร์ลิง โดยขอให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง ซึ่งให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงิน การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษากำหนดให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่มีคำพิพากษา นอกจากจะไม่เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง แล้ว ยังเป็นการพิพากษาเกินคำขอบังคับของผู้ร้องโดยกำหนดคิดอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำร้องขอ ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทจี เปรมจี เทรดดิ้ง พีทีอี จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทนิกโก้อุตสาหกรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9021/2544
#42728
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อ้างว่าถูก ช. กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์กระทำอนาจารจนจำเลยไม่อาจทนอยู่ปฏิบัติงานได้ ถือได้ว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าโจทก์ไม่เคยกระทำการอันไม่เป็นธรรม จำเลยออกจากงานโดยไม่บอกกล่าวให้โจทก์ทราบ คดีจึงมีประเด็นว่า ช. กระทำอนาจารจำเลยจริงหรือไม่ และการกระทำของ ช. ถือได้ว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าแม้จะฟังได้ว่า ช. กระทำอนาจารจำเลยจริงก็เป็นเพียงการกระทำความผิดในทางอาญาและเป็นการกระทำโดยส่วนตัวของ ช. ไม่ใช่กระทำในหน้าที่การงานแทนโจทก์ไม่เกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงาน จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวไม่นอกเหนือไปจากฟ้องแย้งและคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสองบัญญัติว่า การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด ดังนั้น เมื่อการกระทำอนาจารของ ช. ที่กระทำต่อโจทก์เป็นเรื่องความประพฤติส่วนตัว ไม่ใช่การกระทำในหน้าที่การงานในฐานะเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทโจทก์ ทั้งมิได้เป็นการกระทำเพื่อไม่ให้จำเลยทนทำงานได้อีกต่อไป จึงไม่เป็นการเลิกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเข้าทำงานกับโจทก์เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2541ในตำแหน่งสมุห์บัญชี เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542 จำเลยไม่ได้มาทำงานโดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบและไม่มาทำงานอีกต่อไป ต่อมาประมาณเดือนมิถุนายน 2542 โจทก์ได้ให้พนักงานบัญชีคนใหม่ตรวจสอบพบว่าจำเลยลงบัญชีข้อมูลแสดงตัวเลขในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของโจทก์ผิดพลาดโดยจงใจลงตัวเลขและข้อมูลให้ผิดไปจากความจริง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 356,160 บาท เนื่องจากจำเลยไม่พอใจโจทก์ที่ว่ากล่าวตักเตือนให้จำเลยทราบถึงทัศนคติและความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ทั้งการที่จำเลยไม่มาทำงานให้โจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นการผิดสัญญาจ้างทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องเสียเวลาในการติดต่อหาพนักงานคนใหม่และฝึกหัดงานให้ทำหน้าที่แทนจำเลยอีกทั้งต้องสะสางและแก้ไขงานของจำเลยที่ทำไว้โดยปราศจากความรับผิดชอบให้สำเร็จลุล่วงไป โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเวลา 1 เดือนเป็นเงิน 23,000 บาท กับค่าใช้จ่ายและค่าเสียเวลาจัดหาพนักงานใหม่อีก23,000 บาท รวมค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสิ้น 402,160 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้ลงบัญชีข้อมูลแสดงตัวเลขในแบบแสดงรายการภาษีของโจทก์ผิดพลาดโดยจงใจลงตัวเลขและข้อมูลให้ผิดไปจากความจริง จำเลยเข้าทำงานกับโจทก์โดยไม่มีการส่งมอบงานจากสมุห์บัญชีคนก่อนและปรากฏว่าสมุห์บัญชีคนก่อนไม่ได้ลงบัญชีรายวันซื้อ รายวันขาย และรายวันทั่วไปตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2541 ไว้ จำเลยจึงรีบดำเนินการลงบัญชีดังกล่าว แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากต้นทุนซื้อขนเป็ดวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบกิจการของโจทก์จะเป็นจำนวนเท่าใด ยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบและกำหนดราคาจากนายชาร์ลแลป ไฮแลนด์ กรรมการผู้จัดการและผู้จัดการฝ่ายบัญชีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของจำเลยแต่ผู้เดียว และขนเป็ดมีจำนวนมากไม่สามารถแยกประเภทและกำหนดราคาลงบัญชีได้ทัน ประกอบกับขณะนั้นโจทก์จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ (ภ.ง.ด.51) ต่อกรมสรรพากรภายในเดือนสิงหาคม2541 จึงได้มีการจัดประชุมกันเพื่อกำหนดต้นทุนซื้อขนเป็ดโดยมีนายชาร์ลนางสาวศมกมล จินตเสรี กรรมการโจทก์ผู้เป็นภริยานายชาร์ล และนายมงคลปุสสเด็จ ที่ปรึกษาและผู้สอบบัญชีของโจทก์กับจำเลยร่วมกันปรึกษาหารือเพื่อกำหนดตัวเลขต้นทุนขนเป็ด เมื่อได้ตัวเลขต้นทุนขนเป็ดโดยผ่านการเห็นชอบจากทุกฝ่ายแล้ว จำเลยจึงได้นำตัวเลขดังกล่าวมากรอกในแบบ ภ.ง.ด.51แล้วคำนวณเพื่อเสียภาษีต่อกรมสรรพากรโดยถูกต้องและได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่ายแล้ว จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้าง เหตุที่จำเลยออกจากงานโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเนื่องจากจำเลยและพนักงานหญิงของโจทก์หลายคนถูกนายชาร์ลย่ำยีศักดิ์ศรีของความเป็นสตรีไทยด้วยการกระทำอนาจารอยู่เสมอ จำเลยขัดขืนและพูดต่อว่าแต่นายชาร์ลยังคงกระทำอนาจารอีก จำเลยเป็นหญิงโสดได้รับความอับอายเป็นอย่างมาก การทำงานก็ได้รับความกดดันเช่น ถูกด่าว่าโง่ ทำงานไม่ได้เรื่อง หน้าด้าน จำเลยได้แจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นให้นางสาวศมกมลทราบก็ได้รับถ้อยคำหมิ่นประมาทว่าจำเลยให้ท่าและไม่เชื่อว่านายชาร์ลจะกระทำอนาจารดังกล่าว วันที่ 1 มีนาคม 2542 นายชาร์ลได้กระทำอนาจารจำเลยอีกโดยใช้มือจับก้นจำเลย จำเลยแจ้งความร้องทุกข์จนนายชาร์ลถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นจำเลยในข้อหากระทำอนาจารต่อศาล ซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณา การกระทำของนายชาร์ลกรรมการผู้จัดการโจทก์ที่มีฐานะเป็นนายจ้างของจำเลยและการกระทำของนางสาวศมกมลดังกล่าวทำให้จำเลยไม่อาจทนอยู่ปฏิบัติงานตามหน้าที่โดยปกติสุขได้ ถือได้ว่าโจทก์จงใจทำผิดสัญญาจ้างต่อจำเลยอันเป็นการเลิกจ้างจำเลยโดยปริยายและถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 23,000 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน 23,000 บาท และค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน138,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 184,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทำงานบกพร่องต่อหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวกับการลงบัญชีผิดพลาดบ่อยครั้ง โจทก์ได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้ว จำเลยไม่เชื่อฟังกลับโต้เถียงผู้บังคับบัญชา โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบเป็นหนังสือว่าจำเลยต้องปรับปรุงการทำงานและปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานเสียใหม่ แต่จำเลยไม่เปลี่ยนแปลงกระทั่งปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2542 โจทก์ปิดงานบัญชีปี 2541 ปรากฏว่ามีการกรอกจำนวนตัวเลขผิดพลาดโดยจงใจ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพิ่ม โจทก์สอบถามจำเลย จำเลยกลับโต้เถียงอย่างรุนแรงและแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยไม่สามารถทำงานกับโจทก์ได้อีกต่อไป ขอลาออกด้วยวาจา แต่โจทก์ไม่ยินยอม โจทก์แจ้งให้จำเลยลาออกเป็นหนังสือตามระเบียบ แต่จำเลยไม่ได้ยื่นหนังสือลาออกและไม่มาทำงานกับโจทก์อีก ที่จำเลยอ้างว่านายชาร์ลกระทำอนาจารจำเลยกับพนักงานหญิงอื่นนั้นเป็นความเท็จโจทก์ไม่เคยกระทำการอันไม่เป็นธรรมหรือกระทำตามที่จำเลยกล่าวอ้างจำเลยออกจากงานโดยไม่บอกกล่าว ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2541 ตำแหน่งสมุห์บัญชี ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 23,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และ 30 ของเดือน มีหน้าที่ลงบันทึกรายการบัญชีในสมุดรายวันซื้อ รายวันขายบัญชีทั่วไป จำเลยเป็นผู้จัดทำแผนแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.51) ปี 2541 ของโจทก์ ตามเอกสารหมายจ.4 และจำเลยออกจากงานเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542 แล้ววินิจฉัยเรื่องจำเลยปฏิบัติหน้าที่บกพร่องเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ว่าข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยังไม่ได้รับความเสียหายใดจากการทำงานของจำเลย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องหรือไม่ และวินิจฉัยเรื่องโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างแรงงาน กับการที่จำเลยออกจากงานโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าทำให้โจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด ว่าจำเลยเบิกความว่าวันที่ 1 มีนาคม 2542 ขณะทำงานจำเลยถูกนายชาร์ลแลป ไฮแลนด์ กรรมการผู้จัดการโจทก์กระทำอนาจาร จำเลยจึงบอกนายชาร์ลว่าไม่มาทำงานอีกต่อไปและออกจากงานเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542 โดยจำเลยถือว่าการกระทำของนายชาร์ลเป็นการเลิกจ้างจำเลย ดังนี้แม้คดีฟังได้ว่านายชาร์ลกระทำอนาจารจำเลยจริง ก็เป็นเพียงการกระทำความผิดในทางอาญาและเป็นการกระทำในทางส่วนตัวของนายชาร์ล ไม่ใช่การกระทำในหน้าที่การงานแทนบริษัทโจทก์ ไม่ได้เกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บอกเลิกจ้างจำเลย การที่จำเลยออกจากงานโดยไม่ยื่นใบลาออกเป็นหนังสือให้โจทก์พิจารณาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน และทำการมอบหมายภารกิจที่คั่งค้างตลอดจนงานในความรับผิดชอบให้แก่พนักงานอื่นที่โจทก์มอบหมายให้มารับงานจากจำเลยตามสัญญาจ้างเข้าทำงานเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 ข้อ 11 จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างแรงงาน แต่โจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นถึงความเสียหายจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายตามที่อ้าง เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างแรงงานและโจทก์มิได้บอกเลิกจ้างจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง พิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่าการที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าแม้คดีฟังได้ว่านายชาร์ลกระทำอนาจารจำเลยจริงก็เป็นการกระทำความผิดในทางอาญาและเป็นการกระทำโดยส่วนตัวของนายชาร์ล ไม่ใช่การกระทำในหน้าที่การงานแทนบริษัทโจทก์ไม่ได้เกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นโดยวินิจฉัยนอกเหนือไปจากฟ้องแย้งของจำเลยและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์นั้นเห็นว่า จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อ้างว่าถูกนายชาร์ลซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์กระทำอนาจารจนจำเลยไม่อาจทนอยู่ปฏิบัติงานตามหน้าที่โดยปกติสุขได้ ถือได้ว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่จำเลยอ้างว่านายชาร์ลกระทำอนาจารจำเลยนั้นเป็นความเท็จ โจทก์ไม่เคยกระทำการอันไม่เป็นธรรมหรือกระทำตามที่จำเลยกล่าวอ้าง จำเลยออกจากงานโดยไม่บอกกล่าวให้โจทก์ทราบ คดีจึงมีประเด็นว่านายชาร์ลกระทำอนาจารจำเลยจริงหรือไม่ และการกระทำของนายชาร์ลมีผลทำให้ถือได้ว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าแม้คดีจะฟังได้ว่านายชาร์ลกระทำอนาจารจำเลยจริงก็เป็นเพียงการกระทำความผิดในทางอาญาและเป็นการกระทำโดยส่วนตัวของนายชาร์ลไม่ใช่การกระทำในหน้าที่การงานแทนบริษัทโจทก์ไม่เกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานจึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ไม่นอกเหนือไปจากฟ้องแย้งและคำให้การแก้ฟ้องแย้ง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ในประการที่สองว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายชาร์ลกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์กระทำอนาจารจำเลยจนจำเลยไม่อาจทนทำงานกับโจทก์ได้อีกต่อไป ถือได้ว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยแล้วนั้นเห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสองบัญญัติว่า การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด ฯลฯ เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าการกระทำอนาจารของนายชาร์ลเป็นเรื่องความประพฤติส่วนตัวไม่ใช่การกระทำในหน้าที่การงานในฐานะเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทโจทก์ ทั้งมิได้เป็นการกระทำเพื่อไม่ให้จำเลยทนทำงานได้อีกต่อไป จึงไม่เป็นการเลิกจ้าง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน จำเลยย่อมไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่น เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สยามเฟธเธอร์ปรอดักส์ จำกัด
จำเลย — นางสาว นุชจรี ปาจรียวงศ์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9021/2544
#67143
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ ไม่เป็นธรรมอ้างว่าถูก ช. ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์กระทำอนาจารจนจำเลยไม่อาจทนอยู่ปฏิบัติงานตามหน้าที่โดยปกติสุขได้ ถือได้ว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่จำเลยอ้างว่า ช. กระทำอนาจารเป็นความเท็จ โจทก์ไม่เคยกระทำการอันไม่เป็นธรรมหรือกระทำตามที่จำเลยกล่าวอ้าง จำเลยออกจากงานโดยไม่บอกกล่าวให้โจทก์ทราบ คดีจึงมีประเด็นว่า ช. กระทำอนาจารจำเลยจริงหรือไม่ และการกระทำของ ช. มีผลทำให้ถือได้ว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าแม้คดีจะฟังได้ว่า ช. กระทำอนาจารจำเลยจริงก็เป็นเพียงการกระทำความผิดในทางอาญาและเป็นการกระทำโดยส่วนตัวของ ช. ไม่ใช่การกระทำในหน้าที่การงานแทนบริษัทโจทก์ ไม่เกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงาน เป็นการวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวแล้ว

การเลิกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด ฯลฯ เมื่อ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า การกระทำอนาจารของ ช. เป็นเรื่องความประพฤติส่วนตัว ไม่ใช่การกระทำในหน้าที่การงานในฐานะเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทโจทก์ ทั้งมิได้เป็นการกระทำเพื่อไม่ให้จำเลยทนทำงานได้อีกต่อไป จึงไม่เป็นการเลิกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๔๐๒,๑๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และ ค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๘๔,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๒ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การ ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วคดีฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างแรงงานและโจทก์มิได้บอกเลิกจ้างจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง พิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อ้างว่าถูกนายชาร์ลซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์กระทำอนาจาร จนจำเลยไม่อาจทนอยู่ปฏิบัติงานตามหน้าที่โดยปกติสุขได้ ถือได้ว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่จำเลยอ้างว่านายชาร์ลกระทำอนาจารจำเลยนั้นเป็นความเท็จ โจทก์ไม่เคยกระทำการอันไม่เป็นธรรมหรือกระทำ ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง จำเลยออกจากงานโดยไม่บอกกล่าวให้โจทก์ทราบ คดีจึงมีประเด็นว่า นายชาร์ลกระทำอนาจารจริงหรือไม่ และการกระทำของนายชาร์ลมีผลทำให้ถือได้ว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า แม้คดีจะฟังได้ว่านายชาร์ลกระทำอนาจารจำเลยจริงก็เป็นเพียงการกระทำความผิดในทางอาญาและเป็นการกระทำ โดยส่วนตัวของนายชาร์ล ไม่ใช่การกระทำในหน้าที่การงานแทนบริษัทโจทก์ ไม่เกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงาน จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ไม่นอกเหนือไปจากฟ้องแย้งและคำให้การแก้ฟ้องแย้ง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนจำเลยอุทธรณ์ในประการที่สองว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายชาร์ลกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์กระทำอนาจารจำเลยจนจำเลยไม่อาจทนทำงานกับโจทก์ได้อีกต่อไป ถือได้ว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยแล้วนั้น เห็นว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ วรรคสอง บัญญัติว่า การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใด ๆ ที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด ฯลฯ เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า การกระทำอนาจารของนายชาร์ลเป็นเรื่องความประพฤติส่วนตัว ไม่ใช่การกระทำ ในหน้าที่การงานในฐานะเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทโจทก์ ทั้งมิได้เป็นการกระทำเพื่อไม่ให้จำเลยทนทำงาน ได้อีกต่อไปจึงไม่เป็นการเลิกจ้าง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน จำเลยย่อมไม่มีสิทธิได้รับสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 39 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามเฟธเธอร์ปรอดักส์ จำกัด
จำเลย — นางสาวนุชจรี ปาจรียวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางณณัฏฐ์ ธีราทรง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9016/2544
#98466
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การภายในกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตามหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องที่ส่งไปยังจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่แรก แต่ความผิดพลาดดังกล่าวเกิดจากการรายงานผลการส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้องของพนักงานเดินหมาย จำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะยื่นคำให้การภายในกำหนดแล้ว หาได้มีเจตนาหรือจงใจขาดนัดยื่นคำให้การแต่อย่างใดนั้น ไม่เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มาศาลเมื่อเริ่มต้นสืบพยานแต่มิได้แจ้งให้ศาลทราบถึงเหตุที่ตนมิได้ยื่นคำให้การ โดยเพิ่งมายื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การภายหลัง จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตามป.วิ.พ. มาตรา 199 วรรคหนึ่ง ว่าเป็นการไม่ชอบหรือไม่อย่างไร จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด จึงไม่รับคำให้การและสั่งว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัด ยื่นคำให้การแล้ว ศาลชั้นต้นสืบพยานครั้งแรกวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๑ ทนายจำเลยที่ ๑ มาศาล แต่ก็ไม่ได้แจ้งให้ศาลทราบก่อนเริ่มสืบพยานถึงสาเหตุที่จำเลยที่ ๑ มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๑ จำเลย ที่ ๑ ยื่นคำแถลงชี้แจงเหตุที่ไม่ได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดอ้างว่าพนักงานเดินหมายระบุในหมายว่าเป็นการรับหมาย ทั้งที่เป็นการปิดหมาย จำเลยที่ ๑ จึงยื่นคำให้การภายในกำหนดระยะเวลาตามที่ระบุไว้ ขอให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคำสั่ง ให้จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลง ครั้นวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้อง ขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องแจ้งเหตุที่ตนมิได้ยื่นคำให้การเมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายอนุญาตตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ วรรคหนึ่ง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยที่ ๑ โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นสืบพยานจนเสร็จการพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินให้แก่โจทก์กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่าจำเลยที่ ๑ ยื่นคำให้การภายในกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตามหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องที่ส่งไปยังจำเลยที่ ๑ มาตั้งแต่แรก แต่ความผิดพลาดดังกล่าวเกิดจากการรายงานผลการส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้อง ของพนักงานเดินหมายจำเลยที่ ๑ มีเจตนาที่จะยื่นคำให้การภายในกำหนดแล้ว หาได้มีเจตนาหรือจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ แต่อย่างใดนั้น

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยไม่เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าเป็นการ ไม่ชอบหรือไม่อย่างไร จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ ๑ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ ๑ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพรรณนิภา พูลสวัสดิ์
จำเลย — บริษัทสยามนิสสัน ออโต้ เซลล์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวสิริวรรณ นาคะวิสุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธนฤกษ์ นิติเศรณี
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9002/2544
#44052
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนผู้ตายถึงแก่กรรม ผู้ตายเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งซึ่งถึงที่สุด แม้ผู้ตายจะทำหนังสือรับสภาพหนี้พิพาทซึ่งเป็นการรับสภาพหนี้ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าว ก็ไม่ทำให้หนี้ที่ผู้ตายมีอยู่ตามคำพิพากษาสิ้นไป การรับสภาพหนี้ดังกล่าวก็เพียงขยายเวลาการผ่อนชำระหนี้และงดเว้นเฉพาะดอกเบี้ย ซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ที่ผู้ตายจะต้องชำระแก่โจทก์เท่านั้น หนี้ประธานยังไม่ระงับคู่กรณีไม่ได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้แต่อย่างใด มูลหนี้เดิมยังมีอยู่ ทั้งไม่ใช่เป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่แล้วให้เสร็จสิ้นไป หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและไม่ได้ก่อให้เกิดหนี้ขึ้นใหม่ การที่โจทก์นำมูลหนี้เดิมซึ่งโจทก์เคยฟ้องผู้ตายและศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดดังกล่าวมาฟ้องจำเลยซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายในครั้งหลังโดยอาศัยหนังสือรับสภาพหนี้พิพาทนั้น จึงเป็นการฟ้องซ้ำกับคดีเดิม ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 942,833.28บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าก่อนผู้ตายถึงแก่กรรม ผู้ตายเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1213/2531 ของศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดให้ผู้ตายชำระหนี้จำนวน 975,991.43 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามสำเนาคำบังคับและสำเนาหมายบังคับคดีเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ต่อมาผู้ตายไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องผู้ตายเป็นคดีล้มละลาย ในระหว่างการพิจารณาดังกล่าว ผู้ตายขอผ่อนชำระหนี้โดยขอยกเว้นดอกเบี้ย ซึ่งกระทรวงการคลังได้พิจารณาแล้วอนุมัติให้ผู้ตายผ่อนชำระหนี้ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท โดยยกเว้นดอกเบี้ย ผู้ตายจึงได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้ต่อโจทก์ขอผ่อนชำระหนี้เดือนละ 3,000 บาท ให้แล้วเสร็จภายใน27 ปี โดยยกเว้นดอกเบี้ยตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.4 โจทก์จึงถอนฟ้องคดีล้มละลาย ผู้ตายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2541ผู้ตายยังคงค้างชำระหนี้โจทก์อยู่จำนวน 942,833.28 บาท โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งหกซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายให้ชำระหนี้แก่โจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ซ้ำกับคดีเดิมหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.4ระบุให้ผู้ตายงดเว้นการชำระดอกเบี้ยและให้มีระยะเวลาชำระหนี้ยาวถึง27 ปี และเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่และเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 และมาตรา 850 ด้วยมูลหนี้เดิมระงับ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งหกซึ่งเป็นทายาทชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ผู้ตายจะทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเป็นการรับสภาพหนี้ตามคำพิพากษา ก็ไม่ทำให้หนี้ที่ผู้ตายมีอยู่ตามคำพิพากษาสิ้นไป การรับสภาพหนี้ดังกล่าวก็เพียงขยายเวลาการผ่อนชำระหนี้และงดเว้นเฉพาะดอกเบี้ย ซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ที่ผู้ตายจะต้องชำระแก่โจทก์เท่านั้น หนี้ประธานยังไม่ระงับ คู่กรณีไม่ได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้แต่อย่างใด มูลหนี้เดิมยังมีอยู่ ทั้งไม่ใช่เป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่แล้วให้เสร็จสิ้นไป หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความดังที่จำเลยทั้งหกอ้าง หนังสือรับสภาพหนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดหนี้ขึ้นใหม่การที่โจทก์นำมูลหนี้เดิมซึ่งโจทก์เคยฟ้องผู้ตายและศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1213/2531 ของศาลชั้นต้นมาฟ้องจำเลยทั้งหกซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายในครั้งหลังโดยอาศัยหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ตามเอกสารหมาย จ.4 นั้น จึงเป็นการฟ้องซ้ำกับคดีเดิมต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
จำเลย — นาง นงเยาว์ ยมมาก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ