คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8995/2544
#112625
เปิดฉบับเต็ม

บ. จดทะเบียนสมรสกับโจทก์เมื่อ 6 ธ.ค. 2501 ต่อมาได้จดทะเบียนสมรสซ้อนกับจำเลยอีกเมื่อ 16 มี.ค. 2505 ป.พ.พ. บรรพ 5 (เดิม) มาตรา 1488 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้น บัญญัติว่า บุคคลใดจะอ้างว่าการสมรสเป็นโมฆะหรือโมฆียะไม่ได้ นอกจากศาลพิพากษาว่าเป็นเช่นนั้น เมื่อในขณะที่ บ. ซื้อที่พิพาทยังไม่มีฝ่ายใดฟ้องร้องให้การสมรสระหว่าง บ. กับจำเลยเป็นโมฆะ จึงต้องถือว่าการสมรสระหว่าง บ. กับจำเลยยังชอบอยู่ ดังนั้นที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรสของทั้ง บ. โจทก์ และจำเลย

แม้ บ. จะมีอำนาจจัดการสินสมรสต่อไปตามกฎหมาย แต่การที่ บ. ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยเสน่หา อันมิได้เป็นไปตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางสังคมโดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคสอง อันเป็นบทบัญญัติกฎหมายในขณะที่มีการจดทะเบียนให้ขึ้นใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการให้และคืนที่ดินให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๙๙๘ และ ๒๖๙๙๙ ตำบลกะเฉด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยองที่ บ. ยกให้จำเลยโดยเสน่หา หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นร้องขอพิจารณาใหม่ ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๙๙๘ และ ๒๖๙๙๙ ตำบลกะเฉด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ที่ บ. ยกให้จำเลย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับ บ. เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๐๑ และยังมิได้มีการจดทะเบียนหย่า ส่วนจำเลยจดทะเบียนสมรสกับ บ. เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๐๕ ต่อมาวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๐ บ. ได้ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ครั้นในวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๒๙ บ. ได้จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวแก่จำเลย ต่อมาวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๐ บ. กับจำเลยได้จดทะเบียนหย่ากัน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นสินสมรสหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการยกที่ดินให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อ บ. ได้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ตั้งแต่วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๐๑ ดังนั้น บ. กับโจทก์จึงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ในระหว่างนั้นแม้ บ. จะได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยซ้อนอีก ซึ่งตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ ที่แก้ไขใหม่ในปี ๒๕๓๓ ทำให้การสมรสระหว่าง บ. กับจำเลยเป็นโมฆะซึ่งผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิยกขึ้นอ้างได้ตามมาตรา ๑๔๙๗ ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๗๐ บัญญัติว่า บทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์ของการหมั้น การสมรส ฯลฯ และตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๙ มาตรา ๕ บัญญัติว่า บทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ ท้ายพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์ของการหมั้น การสมรส ฯลฯ ดังนั้นปัญหาที่ว่าการสมรสของโจทก์หรือของจำเลยฝ่ายใดสมบูรณ์จึงต้องวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ เดิม ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ เดิม มาตรา ๑๔๘๘ อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่มีการจดทะเบียนสมรสซ้อนนั้นบัญญัติว่า บุคคลใดจะอ้างว่า การสมรสเป็นโมฆะหรือโมฆียะไม่ได้นอกจากศาลพิพากษาว่าเป็นเช่นนั้น ฉะนั้นการที่ บ. ได้ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๐ โดยในขณะนั้นยังไม่มีฝ่ายใดฟ้องร้องให้การสมรสระหว่าง บ. กับจำเลยเป็นโมฆะ จึงต้องถือว่าการสมรสระหว่าง บ. กับจำเลยยังมีอยู่ ดังนั้นที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเป็นที่ดินที่ได้มาระหว่างสมรสระหว่าง บ. ทั้งกับโจทก์และจำเลย ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเป็นสินสมรสของ บ. กับโจทก์และจำเลยรวมสามคน เมื่อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นทรัพย์สินที่ บ. ได้มาระหว่างสมรสกับโจทก์ก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ ที่ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๙ ใช้บังคับ และเมื่อไม่ปรากฏว่ามีสัญญาก่อนสมรสบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ทั้งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๖๓ บัญญัติว่า นิติกรรมที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้กระทำไปในการจัดการสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ การให้สัตยาบันหรือการขอให้เพิกถอนนิติกรรมนั้นให้เป็นไปตามมาตรา ๑๔๘๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๙ มาตรา ๗ บัญญัติว่า บทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจการจัดการสินบริคณห์ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มีอยู่แล้วในวันใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ฯลฯ เมื่อ บ. มีอำนาจจัดการสินสมรส รวมทั้งอำนาจจำหน่ายสินสมรสอยู่แล้ว บ. จึงมีอำนาจจัดการสินสมรสต่อไป แต่การที่ บ. ยกที่ดินพิพาทสองแปลงให้แก่จำเลยโดยเสน่หาอันมิได้เป็นไปตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางสังคม โดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๐ วรรคสอง อันเป็นบทบัญญัติกฎหมายในขณะที่มีการจดทะเบียนการให้ขึ้นใช้บังคับ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1488 (เดิม) ม. 1480 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
ชัยวณิชยา — นางฮ่งกิมหรือทองคำ
โจทก์ — โดยพันโทสมชาย ชัยวณิชยา ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางมาลี เกษศิริรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายจรินทร์ ไกรเทพ
ศาลอุทธรณ์ — นางคำนวณ เทียมสอาด
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8991/2544
#98275
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ได้ให้นิยามศัพท์คำว่า "จำหน่าย" หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ ดังนั้น การที่จำเลยส่งมอบ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่สายลับที่เข้าล่อซื้อแม้จะยังไม่ได้ชำระเงินให้จำเลย ก็ถือว่าเป็นการจำหน่ายตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๓ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ๓,๔ - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ลงโทษฐานจำหน่ายเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จำคุกคนละ ๒๕ ปี ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ ๑๖ ปี ๘ เดือน ริบ ๓,๔ - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงบทเดียว ส่วนการกำหนดโทษและการลดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ และจำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า?

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการกองบังคับการ ๕ กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ๑ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมกับยึดได้ ๓,๔ - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จำนวน ๓๐๐ เม็ด รถยนต์ ๑ คัน จดทะเบียนในประเทศมาเลเซียหมายเลขทะเบียน เคเอพี ๒๕๑๗ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๑ เครื่องเป็นของกลาง?

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานจำหน่าย ๓,๔ - เมทิลลีนไดออก-ซีเมทแอมเฟตามีนของกลางด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ ได้ให้นิยามศัพท์คำว่า "จำหน่าย" หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบ ๓,๔ - เมทิลลีนได-ออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่สายลับและสายลับก็นำไปส่งมอบให้พันตำรวจโทชาติชาย นิโครธานนท์ ผู้จับกุมจำเลยทั้งสอง แม้จะยังไม่ได้ชำระเงินให้จำเลยที่ ๑ ก็ถือว่าเป็นการจำหน่ายตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานนี้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายกฟ้องฐานนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำคุก เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายตัน อาคูนหรือตันอาคูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสมชาติ สารธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายดิเรก อิงคนินันท์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8962 -ที่ 8968/2544
#67167
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ลูกจ้างฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจากจำเลยผู้เป็นนายจ้างเป็นการฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องเนื่องจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น แม้จำเลยต่อสู้ว่า จำเลยระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างในหนังสือเลิกจ้างแล้วว่าโจทก์กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (1) (4) และจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องลูกจ้างเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาลักทรัพย์ ก็ไม่มีผลให้คดีนี้กลายเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลแรงงานย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ไปโดยไม่ต้องรอฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(มงคล คุปต์กาญจนากุล - กมล เพียรพิทักษ์ - พูนศักดิ์ จงกลนี)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสังคม ป้อมา
จำเลย — บริษัทแอล.พี.เอ็น สตีลไพพ์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8945/2544
#69616
เปิดฉบับเต็ม

ตามสภาพและพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดในตัวเอง จำเลยย่อมรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษเมื่อนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเป็นความผิดที่มีโทษสถานหนัก จำเลยจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้ และจำเลยก็มิได้แสดงพยานหลักฐานต่อศาลให้เชื่อว่าจำเลยไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติที่กำหนดกฎเกณฑ์ไว้แน่นอนจึงชอบแล้ว กรณีความผิดของจำเลยไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตาม ป.อ. มาตรา 64 ศาลจึงไม่อาจลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๕, ๖๗, ๑๐๒ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๑, ๑๒ (๑), ๑๘ วรรคสอง, ๖๒ ป.อ. มาตรา ๓๒, ๘๓, ๙๑ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๑, ๖๒ วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ จำคุกตลอดชีวิต ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางที่กำหนด จำคุก ๒ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร เมื่อคำนวณลดโทษตาม ป.อ. มาตรา ๕๓ แล้ว คงจำคุก ๒๕ ปี ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางที่กำหนด คงจำคุก ๑ เดือน รวมจำคุก ๒๕ ปี ๑ เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามสภาพและพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดในตัวเองที่จำเลยย่อมรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษเมื่อนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้นเป็นความผิดที่มีโทษสถานหนักอยู่แล้ว จำเลยจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดเพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้และจำเลยก็มิได้แสดงพยานหลักฐานต่อศาลให้เชื่อว่าจำเลยไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา ๕๓ แล้ว คงจำคุก ๒๕ ปี เป็นการลงโทษตามบทบัญญัติที่กำหนดกฎเกณฑ์ไว้แน่นอนแล้ว และกรณีความผิดของจำเลยไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตาม ป.อ. มาตรา ๖๔ จึงไม่อาจลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายเซียนหรือน้อย บูชาพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวประไพ เอื้อไพจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางนุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8944/2544
#67142
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยผลิตเพื่อจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีน้ำหนักทั้งสิ้น 27.320 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.375 กรัมและพฤติการณ์แห่งคดีมิใช่ผู้ค้ารายใหญ่ ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณา สมควรกำหนดโทษให้เบาลงเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความผิด วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุก 28 ปี และนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ แม้โจทก์มิได้ฎีกาขอให้บวกโทษก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67 ป.อ. มาตรา 58, 83, 91 และให้นำโทษของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3180/2540 ของศาลชั้นต้น บวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิต ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษกระทงหลังมาบวกได้

โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบานั้นเห็นว่า เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยผลิตเพื่อจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายชนิดเม็ด จำนวน 52 เม็ด น้ำหนัก 4.760 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.023 กรัม และชนิดผงจำนวน 1 จาน น้ำหนัก 22.560 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.352 กรัม รวมแล้วเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยผลิตและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีน้ำหนักทั้งสิ้นเพียง 27.320 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.375 กรัม และพฤติการณ์แห่งคดีมิใช่ผู้ค้ารายใหญ่ ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพตลอดมา ตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณา โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดมานั้นหนักเกินไป จึงเห็นสมควรกำหนดโทษให้เบาลงเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความผิด ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุก 28 ปี และให้นำโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3180/2540 ของศาลชั้นต้นบวกเข้ากับโทษในคดีนี้รวมทั้งสิ้นจำคุก 28 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 52 (2) ม. 58 ม. 78 ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 65 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายนุกานต์ แย้มเกษร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายสุรจิตร เปลี่ยนขำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8930/2544
#98437
เปิดฉบับเต็ม

กรณีผู้เช่าซื้อผิดสัญญาชำระค่าซื้อล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาเป็นเหตุให้ผู้เช่าซื้อมีภาระต้องชำระเบี้ยปรับให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ การที่ผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือแจ้งให้ผู้เช่าซื้อชำระเบี้ยปรับพร้อมกับค่าเช่าซื้อในงวด ต่อไปเป็นการใช้สิทธิตามข้อกำหนดของสัญญาและไม่ถือว่าเป็นการลบล้างหรือสละสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ตามสัญญา ผู้ให้เช่าซื้อจึงยังมีสิทธิตามยึดรถคันที่เช่าซื้อคืนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์ ยี่ห้อเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ๖ ฮ - ๔๕๒๒ กรุงเทพมหานคร และให้สัญญาเช่าซื้อมีผลต่อนับแต่วันที่ส่งมอบ หากส่งมอบไม่ได้ให้ใช้เงินแทนจำนวน ๓๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชดใช้เงินเสร็จ ให้ใช้ค่าเสียหายวันละ ๑,๐๐๐ บาท ไปจนกว่าจะส่งมอบหรือใช้ราคาแทน และค่าเสียหายอีกวันละ ๕๐๐ บาท จนกว่าจะจัดที่จอดรถให้ดี

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ เนื่องจากขณะที่จำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญานั้น ก็ปรากฏว่าโจทก์ได้มอบรถคันที่เช่าซื้อให้บุคคลภายนอกครอบครองใช้สอยอันเป็นการผิดสัญญา ตามหนังสือที่แจ้งให้โจทก์นำเงินค่าปรับล่าช้าไปชำระในงวดถัดไปนั้น เป็นเพียงเอกสารแจ้งเตือนให้โจทก์ชำระหนี้ซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องชำระไม่ว่าสัญญาจะเลิกกันหรือไม่ ดังนั้น การที่จำเลยยึดรถคันที่เช่าซื้อกลับคืนมาจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการใช้สิทธิตามสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกา พิเคราะห์แล้วที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับพร้อมกับค่าเช่าซื้อในงวดต่อไป เป็นกรณีโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ในสัญญา เป็นเหตุให้โจทก์มีภาระต้องชำระเบี้ยปรับให้แก่จำเลยตามสัญญาเช่าซื้อ การใช้สิทธิของจำเลยตามสัญญาเช่าซื้อ เป็นไปตามข้อกำหนดของสัญญาและไม่ถือว่าเป็นการลบล้างหรือ สละสิทธิตามสัญญา ดังนั้น แม้จำเลยจะแจ้งให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับแล้ว จำเลยก็ยังมีสิทธิติดตามยึดรถคันที่เช่าซื้อได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 388 ม. 572 ม. 574
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอรุณชัย ยรรยงเลิศ
จำเลย — บริษัทซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชูชาติ เทพวีระ
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8923/2544
#43425
เปิดฉบับเต็ม

การใช้อำนาจประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1) เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานประเมิน การที่เจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากรจำเลยใช้อำนาจตามมาตรา 71(1) ประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เป็นการปฏิบัติไปตามมาตรา 71(1)จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้โจทก์มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิก็ตาม

บทบัญญัติประมวลรัษฎากร มาตรา 27 วรรคสามระบุให้คำนวณเงินเพิ่มโดยเริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการ การที่เจ้าพนักงานของจำเลยคิดเงินเพิ่มจากโจทก์นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการจึงเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามประมวลรัษฎากรและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 69 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2537 เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์เพื่อส่งเอกสารและหลักฐานการลงบัญชีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 ต่อมา วันที่ 8 สิงหาคม 2540 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 71(1)สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 เป็นเงิน 374,693.20 บาท เงินเพิ่ม286,640.30 บาท รวมเป็นเงิน 661,333.50 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีความเห็นยืนตามความเห็นของเจ้าพนักงานประเมิน โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินเนื่องจากแม้โจทก์จะยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อพ้นกำหนด 150 วันแต่จำเลยก็ยอมรับแบบแสดงรายการและได้ตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าโจทก์มีผลขาดทุนสุทธิ จำนวน374,281.56 บาท (ที่ถูก 390,382.80 บาท) เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินตามมาตรา 71(1) นอกจากนี้การออกหมายเรียกของโจทก์ก็เป็นการออกหมายเรียกตามมาตรา 19มิใช่มาตรา 23 เมื่อจำเลยยังไม่ได้ออกหมายเรียกตามมาตรา 23เพื่อไต่สวนก่อน จำเลยก็ยังไม่มีสิทธิประเมินตามมาตรา 71(1) คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.5/2527 ไม่ใช่กฎหมายจึงไม่สามารถนำมาใช้บังคับได้ การที่เจ้าพนักงานประเมินจะใช้อำนาจในการประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ตามมาตรา 71(1) นั้น จะต้องปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินไม่สามารถหากำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิได้สำหรับเงินเพิ่มนั้นจำเลยไม่มีสิทธิคิดตั้งแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นรายการ เนื่องจากจำเลยยังไม่ได้ประเมินภาษี จึงไม่มีเงินเพิ่มที่ต้องเสีย ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินที่ 9920010/2/100190 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ ตง./2/2542 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2542

จำเลยให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยและการคำนวณเงินเพิ่มชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1) ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 แก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ส่งมอบบัญชีและเอกสารให้เจ้าพนักงานของจำเลยทำการตรวจสอบแล้วและโจทก์มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ เจ้าพนักงานของจำเลยไม่ควรประเมินภาษีโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1) การประเมินภาษีตามมาตรา 71(1) ต้องเป็นกรณีที่มีภาษีที่จะต้องเสียจึงจะเลือกประเมินตามวิธีที่มากกว่าได้ เมื่อโจทก์มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิจึงไม่มีภาษีต้องเสียนั้น เห็นว่า การใช้อำนาจประเมินภาษีตามมาตรา 71(1) กฎหมายบัญญัติให้เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานประเมินดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติในมาตรา 71 วรรคสองว่า ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีตามมาตรา 71 เจ้าพนักงานประเมินจะใช้ดุลพินิจประเมินให้เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตราอื่นก็ได้ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยใช้อำนาจตามมาตรา 71(1) ประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จึงเป็นการปฏิบัติไปตามมาตรา 71(1) การกระทำของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า เจ้าพนักงานของจำเลยใช้คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.78/2541 บังคับแก่โจทก์ไม่ได้ เพราะไม่ใช่กฎหมายนั้นเห็นว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้แจ้งการประเมินแก่โจทก์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2540 ก่อนที่จะมีคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.78/2541 ให้ถือปฏิบัติ จึงเห็นได้ว่าคดีนี้เจ้าพนักงานของจำเลยมิได้ใช้คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.78/2541 มาปฏิบัติดังที่โจทก์อ้างข้ออ้างของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่าเจ้าพนักงานของจำเลยประเมินภาษีแก่โจทก์ในคดีนี้ไม่ชอบเพราะเป็นการเลือกปฏิบัติและไม่ให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์นั้น เห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยได้กระทำโดยถูกต้องตามประมวลรัษฎากรมาตรา 71(1) โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเป็นการเลือกปฏิบัติแก่โจทก์เท่านั้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 68/2540 ที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกันคดีนี้

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายเกี่ยวกับการคิดเงินเพิ่มซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่า หนี้จากการประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของจำนวนเงิน 374,693.20 บาท เกิดขึ้นเมื่อมีการประเมินตามมาตรา 71(1) ตราบใดที่ยังไม่มีการประเมินหนี้จำนวนดังกล่าวก็ยังไม่เกิด จึงคิดเงินเพิ่มตั้งแต่วันครบกำหนดยื่นรายการไม่ได้การนำมาตรา 27 วรรคสามมาบังคับแก่โจทก์จึงเป็นการใช้กฎหมายที่เป็นโทษแก่ผู้เสียภาษีอันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 69 นั้น เห็นว่าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ระบุว่าบุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในหมวดต่าง ๆแห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมินให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ และในวรรคสามบัญญัติว่า การคำนวณเงินเพิ่มให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 69 บัญญัติว่าบุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ ตามบทบัญญัติของมาตรา 27 วรรคสามดังกล่าวระบุให้คำนวณเงินเพิ่มโดยเริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการ การที่เจ้าพนักงานของจำเลยคิดเงินเพิ่มจากโจทก์นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการจึงเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามประมวลรัษฎากรและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2540 มาตรา 69 แล้ว ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 27 ม. 71
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เชวงเสียงไทย
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8923/2544
#67165
เปิดฉบับเต็ม

การใช้อำนาจประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71 (1) กฎหมายบัญญัติให้เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานประเมิน ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติในมาตรา 71 วรรคสอง ว่า ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีตามมาตรา 71 เจ้าพนักงานประเมินจะใช้ดุลพินิจประเมินให้เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตราอื่นก็ได้ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยใช้อำนาจตามมาตรา 71 (1) ประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จึงเป็นการปฏิบัติไปตามมาตรา 71 (1) การกระทำของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 วรรคหนึ่งระบุว่า บุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมินให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ และในวรรคสามบัญญัติว่า การคำนวณเงินเพิ่มให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 69 บัญญัติว่า บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานของจำเลยคิดเงินเพิ่มจากโจทก์นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการ จึงเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามประมวลรัษฎากรและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินที่ ๙๙๒๐๐๑๐/๒/๑๐๐๑๙๐ ลงวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๔๐ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ ตง. /๒/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๒

จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๕ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๕ เจ้าพนักงานของจำเลยจึงออกหมายเรียก ต่อมาระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม ๒๕๔๐ โจทก์ถึงได้นำส่งเอกสารดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานของจำเลย การที่โจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา ๖๙ เจ้าพนักงานของจำเลยจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา ๗๑ (๑) และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. ๕/๒๕๒๗ ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ ๕ จากยอดรายรับของโจทก์ ทำให้โจทก์มีหน้าที่เสียภาษีจำนวน ๓๗๔,๖๙๓.๒๐ บาท เงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๐ จำนวน ๒๘๖,๖๔๐.๓๐ บาท การประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย สำหรับการเรียกเก็บเงินเพิ่มนั้น ตามมาตรา ๒๗ วรรคสาม กำหนดให้การคำนวณเงินเพิ่มให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานของจำเลยคำนวณเงินเพิ่มตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงเป็นการคำนวณเงินเพิ่มโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๓,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิจารณาแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๑ (๑) ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๕ แก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ส่งมอบบัญชีและเอกสารให้เจ้าพนักงานของจำเลยทำการตรวจสอบแล้วและโจทก์มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ เจ้าพนักงานของจำเลยไม่ควรประเมินภาษีโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๑ (๑) การประเมินภาษีตามมาตรา ๗๑ (๑) ต้องเป็นกรณีที่มีภาษีที่จะต้องเสียจึงจะเลือกประเมินตามวิธีที่มากกว่าได้ เมื่อโจทก์มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิจึงไม่มีภาษีต้องเสียนั้น เห็นว่า การใช้อำนาจประเมินภาษีตามมาตรา ๗๑ (๑) กฎหมายบัญญัติให้เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานประเมิน ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติในมาตรา ๗๑ วรรคสอง ว่า ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีตามมาตรา ๗๑ เจ้าพนักงานประเมินจะใช้ดุลพินิจประเมินให้เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตราอื่นก็ได้ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยใช้อำนาจตามมาตรา ๗๑ (๑) ประเมินภาษีในอัตราร้อยละ ๕ ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จึงเป็นการปฏิบัติไปตามมาตรา ๗๑ (๑) การกระทำของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับการคิดเงินเพิ่มซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่า หนี้จากการประเมินภาษีในอัตราร้อยละ ๕ ของจำนวนเงิน ๓๗๔,๖๙๓.๒๐ บาท เกิดขึ้นเมื่อมีการประเมินตามมาตรา ๗๑ (๑) ตราบใดที่ยังไม่มีการประเมิน หนี้จำนวนดังกล่าวก็ยังไม่เกิด จึงคิดเงินเพิ่มตั้งแต่วันครบกำหนดยื่นรายการไม่ได้ การนำมาตรา ๒๗ วรรคสาม มาบังคับแก่โจทก์จึงเป็นการใช้กฎหมายที่เป็นโทษแก่ผู้เสียภาษีอันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖๙ นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ระบุว่าบุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมินให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ และในวรรคสามบัญญัติว่า การคำนวณเงินเพิ่มให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖๙ บัญญัติว่า บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ ตามบทบัญญัติของมาตรา ๒๗ วรรคสาม ดังกล่าวระบุให้คำนวณเงินเพิ่มโดยเริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการ การที่เจ้าพนักงานของจำเลยคิดเงินเพิ่มจากโจทก์นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการจึงเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามประมวลรัษฎากรและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖๙ แล้ว ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 69
ป.รัษฎากร ม. 27 ม. 71 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชวงเสียงไทย
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8910/2544
#98425
เปิดฉบับเต็ม

ขณะศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำฟ้อง ทั้งคำฟ้องและหมายเรียกคดีแพ่งสามัญศาลกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ไว้ชัดเจน การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หากไม่พบหรือไม่มีผู้รับแทนโดยชอบให้ปิดหมายและเจ้าหน้าที่ได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยวิธีปิดหมาย ทนายจำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนด ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้โดยชอบและคดีมีเหตุผลเชื่อได้ว่าหมายเรียกที่ส่งพร้อมสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยจะต้องระบุวันนัดสืบพยานโจทก์ไว้เช่นกัน จำเลยจะปฏิเสธว่าไม่ทราบวันนัดสืบพยานโจทก์หาได้ไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งคำให้การของจำเลยไม่ว่าจะในวันที่จำเลยยื่นคำให้การหรือในวันหลังจากนั้นและได้นัดสืบพยานโจทก์ตามที่กำหนดไว้ ย่อมไม่ลบล้างวันนัดสืบพยานโจทก์ที่กำหนดไว้ในคำฟ้องและหมายเรียก จำเลยย่อมไม่อาจอ้างได้ว่าจำเลยหรือทนายจำเลยไม่ทราบวันนัดสืบพยานโจทก์ เมื่อจำเลยไม่ไปศาลในวันนัดสืบพยานจึงเป็นการขาดนัดพิจารณา

โจทก์อ้างเหตุขอแก้ไขคำฟ้องว่าโจทก์พิมพ์ข้อความจำนวนสตางค์ผิดพลาด จึงขอแก้ไขจำนวนสตางค์ให้ตรงกับความจริงตามเอกสารท้ายฟ้อง อีกทั้งเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจสั่งอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องได้โดยไม่ต้องส่งสำเนาให้จำเลยทราบล่วงหน้าเพื่อให้โอกาสจำเลยมีโอกาสคัดค้านตาม ป.วิ.พ. มาตรา 181

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณาให้พิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๑ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์และออกคำบังคับตามคำแถลงของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน ๓๐ วัน และส่งคำบังคับแก่จำเลยทั้งสามด้วยวิธีปิดคำบังคับ โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ปิดคำบังคับวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๓ ปิดคำบังคับวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๒ ต่อมาวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ยื่นคำร้องว่าทนายจำเลยทั้งสามได้ยื่นคำให้การต่อศาลเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๑ ศาลมีคำสั่ง ในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ โดยมิได้แจ้งคำสั่งให้ทนายจำเลยทั้งสามทราบ ทนายจำเลยทั้งสามจึงไม่ทราบคำสั่งศาลที่ให้ นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๑ ตามที่ศาลได้กำหนดนัดไว้แล้ว จำเลยทั้งสามไม่ได้ไปศาลในวันนัดสืบพยาน เพราะไม่ทราบนัด ไม่ได้จงใจขาดนัด ทั้งในวันนัดสืบพยานศาลยังอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องตามคำร้องของโจทก์โดยไม่ได้ส่งสำเนาให้จำเลยทั้งสามได้คัดค้านก่อน กระบวนพิจารณาของศาลดังกล่าวเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ประเด็นแรกว่า ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งในคำให้การของจำเลยทั้งสามว่า ให้นัดสืบพยานโจทก์ตามที่กำหนดไว้ เป็นการสั่งหลังจากทนายจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ กลับไปแล้ว ถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ ผิดพลาดเพราะวันนัดสืบพยานโจทก์ไม่ได้แจ้งให้ทราบในวันยื่นคำให้การ เห็นว่า ขณะศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำฟ้อง ทั้งคำฟ้องและหมายเรียกคดีแพ่งสามัญศาลกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ไว้ชัดเจนในวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๑ คดีนี้ การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสามศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หากไม่พบหรือไม่มีผู้รับแทนโดยชอบให้ปิดหมาย ปรากฏตามรายงานการเดินหมายกรมบังคับคดีว่า ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสามได้โดยวิธีปิดหมาย เมื่อได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสามแล้ว ทนายจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การภายในกำหนด ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้โดยชอบและเมื่อพิจารณาสำเนาหมายเรียกที่ปรากฎในสำนวนคีนี้แล้วก็ปรากฏว่าระบุวันนัดสืบพยานโจทก์ไว้ชัดเจน จึงมีเหตุผลเชื่อได้ว่าหมายเรียกที่ส่งพร้อมสำเนา คำฟ้องให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จะต้องระบุวันนัดสืบพยานโจทก์ไว้เช่นกัน จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จะปฏิเสธว่าไม่ทราบ วันนัดสืบพยานโจทก์หาได้ไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งคำให้การของจำเลยทั้งสามไม่ว่าจะในวันที่จำเลยทั้งสาม ยื่นคำให้การหรือในวันหลังจากนั้นโดยนัดสืบพยานโจทก์ตามที่กำหนดไว้ ย่อมไม่ลบล้างวันนัดสืบพยานโจทก์ ที่กำหนดไว้ในคำฟ้องและหมายเรียก จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ไม่อาจอ้างได้ว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ หรือทนายจำเลยทั้งสาม ไม่ทราบวันนัดสืบพยานโจทก์ที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้ เมื่อจำเลยทั้งสามและทนายจำเลยทั้งสามไม่ไปศาลในวันนัดสืบพยานจึงเป็นการขาดนัดพิจารณา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณาแล้วให้พิจารณาและชี้ขาด ตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๒ แล้ว

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ในประเด็นต่อไปว่า ในวันสืบพยานโจทก์โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตโดยมิได้ส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสามทำคำคัดค้านจึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ถือได้ว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เห็นว่า ตามคำร้องลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๑ โจทก์อ้างเหตุ ขอแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์พิมพ์ข้อความจำนวนสตางค์ผิดพลาด โจทก์จึงขอแก้ไขจำนวนสตางค์ให้ตรงกับความจริง ศาลฎีกาพิจารณาคำแก้ฎีกาของโจทก์ประกอบการ์ดบัญชีเงินกู้และบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญากู้ยืมเงินแล้วปรากฏข้อผิดพลาดตามที่โจทก์ขอแก้ไข ดังนี้จึงเป็นเรื่องแก้ไขความผิดพลาดให้ตรงกับความจริงตามเอกสารท้ายฟ้องเท่านั้น อีกทั้งเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจสั่งอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องได้โดย ไม่จำต้องส่งสำเนาให้จำเลยทั้งสามทราบล่วงหน้าเพื่อให้โอกาสจำเลยทั้งสามมีโอกาสคัดค้านตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๑ ศาลชั้นต้นหาได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์.

(วรนาถ ภูมิถาวร - ปัญญา ถนอมรอด - สุเทพ เจตนาการณ์กุล)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 181 ม. 202 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทธนันดา จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายลาธิต ไชยอนงค์
ศาลอุทธรณ์ — นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8909/2544
#98458
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีแพ่ง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยแล้ว หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จำเลยจะต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ทั้งจะต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลอีกด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 การที่จำเลยเพียงยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับไว้ชั่วคราว โดยที่ศาลยังมิได้อนุญาตให้ทุเลาการบังคับได้ จะถือว่าจำเลยได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลแล้วมิได้ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องยกคำร้อง แม้จำเลยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในเวลาที่ศาลกำหนดก็มิใช่กรณีทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๘ ร่วมรับผิดต่อโจทก์

จำเลยทั้งแปดยื่นอุทธรณ์ พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ และค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นออกไปอีก ๓๐ วัน นับแต่วันยื่นอุทธรณ์ แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวถึงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๒ ต่อมาวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๔๒ จำเลยทั้งแปดยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมออกไปอีก ๒๐ วัน โดยอ้างเหตุว่าเจ้าหน้าที่ศาลกำหนดให้ผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยทั้งแปดมาทราบคำสั่งศาลในวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๒ แต่ในวันดังกล่าวไม่พบสำนวน ผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยทั้งแปดจึงมาตรวจดูคำสั่งศาลที่การ์ดคำสั่งของศาลเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๒ จึงทราบว่าล่วงเลยระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตแล้ว โดยที่ทนายจำเลยทั้งแปดไม่อาจทราบได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เหตุที่อ้างตามคำร้องเป็นการละเลยที่จะขวนขวายขอทราบคำสั่งศาลไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษ จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ พร้อมทั้งสั่งอุทธรณ์ของจำเลยทั้งแปดว่า จำเลยทั้งแปดไม่นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในระยะเวลาที่ศาลขยายให้ จึงไม่รับอุทธรณ์

จำเลยทั้งแปดอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นกรณีอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ จึงให้ผู้อุทธรณ์นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด ๒๐ วัน ต่อมาจำเลยทั้งแปดนำเงินเฉพาะค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ และค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลภายในกำหนดเท่านั้น ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งในอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งแปดต่อไปว่า ผู้อุทธรณ์วางเงินเฉพาะค่าธรรมเนียมศาล ไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลในกำหนด ให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า จำเลยทั้งแปดทิ้งอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๘ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยทั้งแปดแล้ว หากจำเลยทั้งแปดประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จำเลยทั้งแปดจะต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด ๑๕ วัน นับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ทั้งจะต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลอีกด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ การที่จำเลยทั้งแปดเพียงยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับไว้ชั่วคราว โดยที่ศาลยังมิได้อนุญาตให้ทุเลาการบังคับได้ จะถือว่าจำเลยทั้งแปดได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลแล้วดังที่จำเลยทั้งแปดฎีกามิได้ เมื่อจำเลยทั้งแปดไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งแปดจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งแปดเสีย มิใช่กรณีทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นของจำเลยทั้งแปด.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทนครไทยสตีลเวอร์ค จำกัด ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายนันทชัย เพียรสนอง
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิเทพ ศิริพากย์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8901/2544
#67112
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ทำหนังสือยินยอมให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 4 ทำหนังสือ ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ภริยาทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ หนังสือยินยอมสองฉบับมีข้อความว่า ผู้ให้ความ ยินยอมยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ดังนี้ นอกจากเป็นหลักฐานแสดงว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่างรับว่าให้ความยินยอมในการที่คู่สมรสของตนทำนิติกรรมแล้ว ยังแสดงว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญากับโจทก์ยอมผูกพันรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย ศาลชั้นต้นจะด่วนวินิจฉัยไปล่วงหน้าว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ทราบความหมายหรือสาระสำคัญของเอกสารที่ทำทั้งที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยังไม่ได้เข้าเป็นคู่ความต่อสู้คดีนั้นไม่ถูกต้อง ส่วนข้อที่ตำหนิว่าหากต้องการให้ รับผิดก็ควรให้ทำสัญญาค้ำประกันเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 นั้น การทำข้อตกลงอย่างไร ให้ริบผิดแค่ไหนเพียงใดเป็นสิทธิของคู่สัญญา การที่ศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่รับคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไว้พิจารณา จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกัน ส่วนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นสามีของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้ให้ความยินยอมจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำสัญญาเช่าซื้อและ ทำสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาเช่าซื้อ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อ คืนโจทก์ หากส่งมอบคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนกับให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าใช้สอยรถยนต์แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว มีคำสั่งรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ และ ที่ ๔

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๓ ให้รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ และฟ้องจำเลยที่ ๔ ให้รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๒ ได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ ๓ ทำหนังสือยินยอมให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นภริยาทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๔ ทำหนังสือยินยอมให้จำเลยที่ ๒ ภริยาทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ หนังสือยินยอมทั้งสองฉบับมีข้อความด้วยว่า ผู้ให้ความยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ดังนี้หนังสือให้ความยินยอมนั้นนอกจากเป็นหลักฐานแสดงว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ต่างรับว่าให้ความยินยอมในการที่คู่สมรสของตนทำนิติกรรมแล้ว ยังแสดงว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ทำสัญญากับโจทก์ยอมผูกพันรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ที่ศาลล่างทั้งสองด่วนวินิจฉัยไปล่วงหน้าเพียงในชั้นตรวจรับคำฟ้องว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ไม่ทราบความหมายหรือสาระสำคัญของเอกสาร ที่ทำทั้งที่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ยังไม่ได้เข้ามาเป็นคู่ความต่อสู้คดีนั้นไม่ถูกต้อง ส่วนข้อที่ตำหนิว่าหากต้องการให้ริบผิดก็ควรให้ทำสัญญาค้ำประกันเช่นเดียวกับจำเลยที่ ๒ นั้น เห็นว่า การทำข้อตกลงอย่างไร ให้รับผิดแค่ไหนเพียงใดเป็นสิทธิของคู่สัญญา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้ว่า ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ไว้พิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียม ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาในส่วนนี้ ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นางสมคิด ไตรโชค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปิ่น ศรีเมือง
ศาลอุทธรณ์ — นายวินัย ตุลยภักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
วิเทพ ศิริพากย์
ชนะ ภาสกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8900/2544
#43424
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยทั้งสิบสองแปลงโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามมาตรา 149 แต่ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมย่อมตกอยู่แก่คู่ความที่แพ้คดีซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีด้วยตามมาตรา 161 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นบังคับคดีย่อมตกอยู่แก่จำเลย เมื่อจำเลยยังไม่ได้ชำระ แม้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้วก็ตาม การบังคับคดีจึงต้องดำเนินต่อไป

โจทก์มิใช่เจ้าหนี้จำนองของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 289 ได้ ส่วนหากคำร้องดังกล่าวจะถือเป็นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ตามมาตรา 290 ได้นั้น โจทก์ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าโจทก์ไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลย แต่ตามคำร้องของโจทก์ไม่ได้ความเช่นนั้น จึงถือไม่ได้ว่าคำร้องของโจทก์เป็นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ตามมาตรา 290

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 22,253,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2530 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้เอาที่ดินที่จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอใช้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 3 ที่จำนองไว้กับโจทก์รวม 12 แปลง ออกขายทอดตลาด

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งงดการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสิบสองแปลงดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากจำเลยที่ 1 ไปครบถ้วนแล้ว

โจทก์ยื่นคำร้องขอ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดที่ดิน 12 แปลง นี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน6,235,013.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 2,348,258.98 บาท นับจากวันยื่นคำร้องขอจนกว่าผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้แล้วเสร็จ

ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยได้จึงได้งดการไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 3 และอนุญาตให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จากที่ดินที่จำนองได้ตามคำร้องขอ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นทั้งสองกรณี

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6807/2540 จากที่ดินทั้งสิบสองแปลงที่ถูกยึดไว้ในคดีนี้ได้อย่างเจ้าหนี้สามัญ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในประการแรกว่า มีเหตุสมควรงดการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสิบสองแปลงนั้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้แล้วตามบันทึกการรับชำระหนี้ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2539 เอกสารท้ายคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดหมายเลข 2 แต่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณานัดพร้อมลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 ว่า จำเลยที่ 3 ยังไม่ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นบังคับคดี คดีนี้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยที่ 3 ทั้งสิบสองแปลง โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 แต่ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมย่อมตกอยู่แก่คู่ความที่แพ้คดี ซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161วรรคหนึ่งและวรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นฝ่ายแพ้คดีความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าธรรมเนียมชั้นบังคับคดีย่อมตกอยู่แก่จำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 3 ยังไม่ได้ชำระ การบังคับคดีจึงต้องดำเนินต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 3 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาประการสุดท้ายของจำเลยที่ 3 ว่า โจทก์มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์หรือไม่ โจทก์ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ในกรณีเช่นนี้ โจทก์ต้องเป็นเจ้าหนี้จำนองของจำเลยที่ 3 แต่ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์มิใช่เจ้าหนี้จำนองของจำเลยที่ 3โจทก์จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนคำร้องของโจทก์ดังกล่าวจะถือเป็นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 ด้วย ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จะถือว่าคำร้องของโจทก์เป็นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ตามมาตรา 290 ได้ โจทก์ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า โจทก์ไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยที่ 3 แต่ตามคำร้องของโจทก์ไม่ได้ความเช่นนั้นจึงถือไม่ได้ว่าคำร้องของโจทก์เป็นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากที่ดินทั้งสิบสองแปลงที่ถูกยึดไว้ในคดีนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 ม. 161 ม. 289 ม. 290 ม. 292
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร แหลมทอง
จำเลย — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์นครหลวง อินเวสท์เม้นท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8898/2544
#43423
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศแจ้งความประกวดราคาจ้างเหมาเป็นเพียงประกาศเชิญชวนให้ผู้สนใจที่จะรับจ้างขนขยะมูลฝอยจากท่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปทำลายโดยวิธีฝังดิน ยื่นคำเสนอขอทำสัญญากับจำเลยที่ 1 โดยวิธียื่นซองประกวดราคา ซึ่งต่อมาโจทก์เป็นผู้เข้าประกวดราคาและเสนอราคาต่ำสุดอันเป็นการทำคำเสนอต่อจำเลยที่ 1 แล้ว เท่ากับโจทก์ยอมรับที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของจำเลยที่ 1 ทุกประการ การที่จำเลยที่ 1 โดยประธานคณะกรรมการเปิดซองประกวดราคามีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบในภายหลังว่าตกลงรับราคาที่โจทก์เสนอถือได้ว่าเป็นการทำคำสนองรับคำเสนอของโจทก์ แต่ในประกาศแจ้งความประกวดราคาจ้างเหมา ข้อ 16 ระบุว่าเมื่อจำเลยที่ 1 แจ้งให้ผู้ประกวดราคาได้ทราบเป็นหนังสือผู้ประกวดราคาได้นั้นต้องไปทำสัญญาตามแบบของจำเลยที่ 1 ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ทำสัญญาตามแบบของจำเลยที่ 1 จึงไม่เกิดเป็นสัญญาผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ประกาศยกเลิกการประกวดราคาจ้างเหมาครั้งนี้ ไม่ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ชนะการประกวดราคาจะทำผิดเงื่อนไขตามประกาศแจ้งความประกวดราคาหรือไม่ก็ตามก็ไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้จากจำเลยที่ 1

ตามประกาศแจ้งความประกวดราคาจ้างเหมา ข้อ 18 ได้ระบุเงื่อนไขไว้ว่า จำเลยที่ 1 ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะยกเลิกการประกวดราคารายนี้เสียก็ได้แล้วแต่จะเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ของทางราชการและผู้ยื่นซองประกวดราคาไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าทดแทนหรือค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยที่ 1 ได้ ดังนั้น แม้ว่าโจทก์จะเป็นผู้ที่ยื่นซองประกวดราคาและเสนอราคาต่ำสุด ทั้งได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของผู้ยื่นซองประกวดราคาตามที่ได้ประกาศแจ้งความไว้แล้วก็ตามจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะยกเลิกการประกวดราคาครั้งนี้ได้เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นสมควรเพื่อประโยชน์ของทางราชการ

แม้จำเลยที่ 1 จะแจ้งยกเลิกการประกวดราคาหลังจากการเปิดซองประกวดราคานานถึง 5 ปี แต่โจทก์ก็ไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยคนหนึ่งคนใดมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์เพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ข้อเท็จจริงได้ความว่า โครงการขนขยะมูลฝอยริมแม่น้ำเจ้าพระยามีผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่กลบฝังขยะ ตลอดจนบริเวณท่าเทียบเรือที่ใช้เป็นที่ขนลำเลียงขยะมูลฝอยลงเรือเป็นอย่างมาก การพิจารณาถึงผลกระทบดังกล่าวจึงต้องกระทำอย่างละเอียดรอบคอบ จำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและตลอดมา ซึ่งโจทก์ก็ได้ร่วมรับรู้อย่างใกล้ชิด ทั้งยังให้ความยินยอมขยายกำหนดเวลายื่นราคาที่โจทก์เสนอไว้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน โจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าการแจ้งยกเลิกการประกวดราคาล่าช้าของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยจงใจกลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ แม้โจทก์จะได้ระบุไว้ในหนังสือยินยอมขยายกำหนดเวลายื่นราคาว่าหากไม่ตกลงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ภายในกำหนดแล้ว โจทก์จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีผลทางกฎหมายว่าการที่จำเลยที่ 1 ไม่ทำสัญญาจ้างเหมากับโจทก์เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่ ไม่ได้ความว่าปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหาย จึงไม่ถือว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินจำนวน 112,774,788บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 104,906,780 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลอุทธรณ์พิจารณาใหม่แล้วพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ตามประกาศแจ้งความประกวดราคา เอกสารหมาย จ.27 ข้อ 18 มีใจความว่า จำเลยที่ 1 ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะเลือกรับราคาของผู้หนึ่งผู้ใดหรือจะไม่รับคัดเลือกทั้งหมด หรือจะยกเลิกการประกวดราคารายนี้เสียก็ได้แล้วแต่จะเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ทั้งนี้โดยไม่จำต้องจ้างผู้เสนอราคาต่ำสุดเสมอไป และผู้ที่ยื่นซองประกวดราคาไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าทดแทนหรือค่าเสียหายใด ๆจากจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น เงื่อนไขดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 สามารถจะนำไปใช้แก่ผู้เข้าประกวดราคาที่ชนะการประกวดราคาแล้วทำผิดเงื่อนไขตามประกาศแจ้งความประกวดราคาเท่านั้นจะนำมาใช้แก่กรณีของโจทก์ที่มิได้กระทำผิดเงื่อนไขใด ๆ หาได้ไม่นั้น เห็นว่า ประกาศแจ้งความประกวดราคาจ้างเหมาเป็นเพียงประกาศเชิญชวนให้ผู้สนใจที่จะรับจ้างขนขยะมูลฝอยจากท่าริมแม่น้ำเจ้าพระยานำไปทำลายโดยวิธีฝังดิน ยื่นคำเสนอขอทำสัญญากับจำเลยที่ 1 โดยวิธียื่นซองประกวดราคา ซึ่งต่อมาโจทก์เป็นผู้เข้าประกวดราคาและเสนอราคาต่ำสุดอันเป็นการทำคำเสนอต่อจำเลยที่ 1 แล้ว เท่ากับโจทก์ยอมรับที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของจำเลยที่ 1 ทุกประการ การที่จำเลยที่ 1 โดยประธานคณะกรรมการเปิดซองประกวดราคามีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบในภายหลังว่าตกลงรับราคาที่โจทก์เสนอและคณะกรรมการเปิดซองพิจารณาเจรจาต่อรองราคาจนโจทก์ได้ลดราคาค่าจ้างเหมาลงต่ำกว่าที่เสนอไว้ถือได้ว่าเป็นการทำคำสนองรับคำสนองของโจทก์ดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดีในประกาศแจ้งความประกวดราคาจ้างเหมาขนมูลฝอยทางน้ำบริเวณท่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาเอกสารหมาย จ.27 ข้อ 16 ระบุว่า เมื่อจำเลยที่ 1 แจ้งให้ผู้ประกวดราคาได้ทราบเป็นหนังสือ ผู้ประกวดราคาได้นั้นต้องไปทำสัญญาตามแบบของจำเลยที่ 1 ภายใน7 วันนับแต่วันได้รับแจ้ง ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ทำสัญญาตามแบบของจำเลยที่ 1 จึงไม่เกิดเป็นสัญญาผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ประกาศยกเลิกการประกวดราคาจ้างเหมาครั้งนี้ไม่ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ชนะการประกวดราคาจะทำผิดเงื่อนไขตามประกาศแจ้งความประกวดราคาหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 ส่วนที่โจทก์อ้างว่าความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาในทางปกครองนั้น โจทก์เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อต่อไปว่า การที่จำเลยที่ 1 ยกเลิกการประกวดราคา เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประกาศแจ้งความประกวดราคาจ้างเหมาขนขยะมูลฝอยทางน้ำบริเวณท่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาเอกสารหมาย จ.27 ข้อ 18 ได้ระบุเงื่อนไขไว้ว่า จำเลยที่ 1 ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะยกเลิกการประกวดราคารายนี้เสียก็ได้แล้วแต่จะเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ของทางราชการ และผู้ยื่นซองประกวดราคาไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าทดแทนหรือค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยที่ 1 ได้ ดังนั้นแม้ว่าโจทก์จะเป็นผู้ที่ยื่นซองประกวดราคาและเสนอราคาต่ำสุดทั้งได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของผู้ยื่นซองประกวดราคาตามที่ได้ประกาศแจ้งความไว้แล้วก็ตาม จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะยกเลิกการประกวดราคาครั้งนี้ได้เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นสมควรเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ปัญหาว่าการยกเลิกการประกวดราคาของจำเลยที่ 1 มีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์ของทางราชการหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้เสนอที่ดินจำนวนเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 200 ไร่ ในบริเวณตำบลเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นที่ฝังกลบขยะมูลฝอย โดยมีหนังสือของนายอำเภอปากเกร็ดแจ้งว่าสภาตำบลเกาะเกร็ดได้พิจารณาและยินยอมให้โจทก์ดำเนินการขุดฝังขยะมูลฝอยในพื้นที่ตำบลเกาะเกร็ดได้ แต่คณะกรรมการเปิดซองประกวดราคาสงสัยว่าสภาตำบลเกาะเกร็ดอาจไม่ใช่หน่วยราชการส่วนท้องถิ่นที่จะมีอำนาจให้ความยินยอมได้ตามกฎหมายเช่นที่ระบุไว้ในเงื่อนไขของการประกวดราคาข้อ 4.3.3 ที่ว่าที่ดินที่จะนำขยะมูลฝอยไปฝังกลบนั้น ต้องได้รับอนุญาตหรือความยินยอมจากหน่วยราชการส่วนท้องถิ่นหรือจังหวัด จึงเสนอให้จำเลยที่ 1 มีหนังสือสอบถามไปยังจังหวัดนนทบุรี และผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีได้มีหนังสือตอบกลับมาลงวันที่ 27 ธันวาคม 2526 ว่า คณะกรรมการสภาจังหวัดได้พิจารณาแล้วมีมติว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน อาจเกิดปัญหาทางปกครองได้ในอนาคต จึงได้ส่งเรื่องไปยังสภาวิจัยแห่งชาติและสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้พิจารณาถึงความเหมาะสมแล้ว ในชั้นนี้มติของสภาตำบลเกาะเกร็ดให้ระงับไว้ก่อนและต่อมาก็ได้มีหนังสือตอบจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2527 ว่า ในปัญหาว่ามติที่ประชุมคณะกรรมการสภาตำบลเกาะเกร็ดที่ให้ความยินยอมใช้ที่ดินตำบลเกาะเกร็ดเป็นที่ฝังกลบขยะเป็นการดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการแล้วหรือไม่นั้น ขอให้จำเลยที่ 1 หารือแนวทางปฏิบัติไปยังกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ 1 มิได้ทำหนังสือสอบถามไปยังกระทรวงมหาดไทย แต่ได้ทำหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอยกเลิกการประกวดราคา กระทรวงมหาดไทยมีหนังสือตอบกลับมาว่าโจทก์ได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขในประกาศแจ้งความประกวดราคาแล้ว ให้ดำเนินการต่อไปโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่ทำหนังสือสอบถามไปยังกระทรวงมหาดไทยเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย เพราะถ้าทำหนังสือสอบถามไป กระทรวงมหาดไทยอาจมีหนังสือตอบมาว่าให้ใช้สถานที่ตำบลเกาะเกร็ดเป็นที่ฝังกลบขยะมูลฝอยได้ จำเลยที่ 1 ก็สามารถทำสัญญาจ้างเหมากับโจทก์ได้ทันที ถ้ากระทรวงมหาดไทยตอบกลับมาว่าใช้เป็นสถานที่ฝังกลบขยะมูลฝอยไม่ได้ จำเลยที่ 1 ก็สามารถยกเลิกการประกวดราคาในตอนนั้นได้ทันที โดยโจทก์เสียหายไม่มากนั้น เห็นว่า หนังสือของทางจังหวัดนนทบุรีที่แนะนำให้จำเลยที่ 1 หารือกับทางกระทรวงมหาดไทยไม่ใช่คำสั่งในทางราชการ จำเลยที่ 1 ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังกระทรวงมหาดไทย จึงไม่ถือว่าเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบหรือกฎหมาย และการที่จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือไปยังกระทรวงมหาดไทยขออนุมัติยกเลิกการประกวดราคารายนี้ นายชาลี ถิรมนัส ผู้อำนวยการกองบริการรักษาความสะอาด และนายนิวัฒน์ ไชยมิ่ง นิติกรกองกฎหมายและคดีกรุงเทพมหานคร มาเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสี่ประกอบบันทึกชี้แจงข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 ให้เหตุผลในการขออนุมัติยกเลิกการประกวดราคาไว้ว่า เนื่องจากสถานที่ในการกลบฝังทำลายขยะมูลฝอยตามข้อเสนอของโจทก์ยังมีปัญหาทั้งโจทก์ได้ขยายวันยืนราคาให้ถึงวันที่ 15 มิถุนายน2527 แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการตามขั้นตอนให้ทันภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ ซึ่งสอดคล้องกับสำเนาหนังสือขยายกำหนดเวลาของโจทก์ที่มีถึงจำเลยที่ 1 ที่ยินยอมขยายกำหนดเวลายืนราคาครั้งที่ 3 จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2527 ตามเอกสารหมาย จ.38 จึงนับว่ามีเหตุผลอันสมควร ไม่ถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎระเบียบอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์แต่อย่างใด และต่อมาเมื่อกระทรวงมหาดไทย มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขของการประกวดราคาและโจทก์ได้ขยายกำหนดเวลายืนราคาออกไปแล้ว ขอให้จำเลยที่ 1 พิจารณาทบทวนเรื่องนี้ใหม่ ตามเอกสารหมาย จ.73จำเลยที่ 1 จึงส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการเปิดซองประกวดราคาได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในครั้งนี้โจทก์ได้เสนอสถานที่ฝังกลบขยะมูลฝอยที่บริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้า จังหวัดสมุทรปราการ เป็นสถานที่สำรองเพิ่มเติมเข้ามาด้วย โดยแจ้งว่า ที่ดินจำนวน 200 ไร่ บริเวณเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อาจไม่เพียงพอในการกำจัดขยะมูลฝอย ประกอบกับมีประชาชนกลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ที่ตำบลเกาะเกร็ดได้คัดค้านการนำขยะมูลฝอยไปกลบฝังยังสถานที่ดังกล่าว ตามหนังสือของโจทก์ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2527 เอกสารหมาย ล.11 แผ่นที่ 3จำเลยที่ 1 จึงได้ดำเนินการตรวจสอบสถานที่กลบฝังขยะแห่งใหม่ตามข้อเสนอของโจทก์ จนในที่สุดมีความเห็นว่าโจทก์เสนอเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำลายขยะมูลฝอยภายหลังการประกวดไม่ชอบด้วยระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการพัสดุ ขณะเดียวกันก็ได้มีการพิจารณาทบทวนข้อเสนอที่โจทก์ได้ยื่นประกวดราคาไว้ตั้งแต่แรก โดยตั้งคณะกรรมการพิจารณาปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อพิจารณาและศึกษาปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและมลภาวะในเรื่องท่าเทียบเรือขนขยะมูลฝอยตามข้อเสนอของโจทก์ ซึ่งต่อมาคณะกรรมการดังกล่าวได้สรุปผลว่ามีท่าเทียบเรือที่อาจใช้เป็นที่ขนถ่ายขยะได้เพียง 2 เท่า คือ ท่าเกียกกายกับท่านางลิ้นจี่ แต่เมื่อพิจารณาถึงสภาพที่ตั้งของท่าเทียบเรือดังกล่าวแล้ว อาจทำให้เกิดการจราจรติดขัดในถนนใหญ่ก่อให้เกิดปัญหาด้านการจราจร รวมทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมสภาวะเป็นพิษ เนื่องจากรถขนขยะต้องไปจอดรอเพื่อเทขยะมูลฝอยยาวนาน ประชาชนที่มีบ้านพักอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงหรือต้องอาศัยท่าเรือข้ามฟากรวมทั้งที่สัญจรไปมาต้องได้รับกลิ่นเหม็นตามบันทึกข้อความสรุปผลข้อเสนอแนะของคณะกรรมการพิจารณาปัญหาสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2531 เอกสารหมาย ล.8 และต่อมาคณะผู้บริหารของจำเลยที่ 1 ได้ประชุมกันเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2531 มีมติให้ยกเลิกการประกวดราคารายนี้ เนื่องจากได้พิจารณาถึงความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลักและมีมติให้ยกเลิกโครงการขนขยะทางน้ำ ตามบันทึกการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร เอกสารหมาย ล.7 จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งยกเลิกการประกวดราคาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2531 ตามเอกสารหมาย จ.62 เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะแจ้งยกเลิกการประกวดราคาหลังจากการเปิดซองประกวดราคานานถึง 5 ปี แต่โจทก์ก็ไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยคนหนึ่งคนใดมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์เพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายข้อเท็จจริงได้ความว่าโครงการขนขยะมูลฝอยริมแม่น้ำเจ้าพระยามีผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่กลบฝังขยะตลอดจนบริเวณท่าเทียบเรือที่ใช้ที่ขนลำเลียงขยะมูลฝอยลงเรือเป็นอย่างมากการพิจารณาถึงผลกระทบดังกล่าวจึงต้องกระทำอย่างละเอียดรอบคอบจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและตลอดมา ซึ่งโจทก์ก็ได้ร่วมรับรู้อย่างใกล้ชิด ทั้งยังให้ความยินยอมขยายกำหนดเวลายืนราคาที่โจทก์เสนอไว้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน โจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าการแจ้งยกเลิกการประกวดราคาล่าช้าของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยจงใจกลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ แม้โจทก์จะได้ระบุไว้ในหนังสือยินยอมขยายกำหนดเวลายืนราคาว่าหากไม่ตกลงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ภายในกำหนดแล้ว โจทก์จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีผลทางกฎหมายว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่ทำสัญญาจ้างเหมากับโจทก์เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่ ไม่ได้ความว่าปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหาย จึงไม่ถือว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์เช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์นั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 366 ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.เค.ที อิมปอร์ตเอ็กปอร์ต
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8895/2544
#43422
เปิดฉบับเต็ม

ในการฟ้องคดีล้มละลายนั้น โจทก์จะต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว โดยในการสืบของโจทก์นั้น โจทก์อาจจะสืบข้อเท็จจริงอันเป็นเงื่อนไขแห่งข้อสันนิษฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 8 หรือนำสืบถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามมาตรา 9(1) คดีนี้โจทก์อ้างว่าได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน และจำเลยไม่ชำระหนี้ อันเป็นการกล่าวอ้างว่ามีข้อเท็จจริงตามข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8(9) ทั้งนี้ โจทก์ทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้โดยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ แต่ในทางนำสืบนั้นโจทก์มิได้แสดงพยานหลักฐานให้เห็นว่ามีเหตุขัดข้องอย่างไรจึงไม่สามารถส่งหนังสือทวงถามโดยวิธีธรรมดาได้ ทั้งที่ปรากฏในชั้นฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาเป็นหลักแหล่ง กรณีจึงยังรับฟังไม่ได้ว่ามีการส่งหนังสือทวงถามให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วตามมาตรา 8(9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้ค่าภาษีการค้าโจทก์เป็นเงิน 54,679.62 บาท อันเป็นหนี้จำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 50,000 บาท ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยประกอบกิจการร้านอาหารมีดนตรี จำเลยค้างชำระค่าภาษีการค้าโจทก์เป็นเงิน 56,548 บาท ต่อมาโจทก์อายัดเงินฝากของจำเลยที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,868.38 บาท มาหักชำระค่าภาษีการค้าแล้ว จำเลยยังคงค้างชำระหนี้โจทก์อยู่อีก 54,679.62 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้โดยวิธีประกาศทางหนังสือพิมพ์รวม 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วันและจำเลยไม่ชำระหนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า ในการฟ้องคดีล้มละลายนั้นโจทก์จะต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว โดยในการสืบของโจทก์นั้นโจทก์อาจจะสืบข้อเท็จจริงอันเป็นเงื่อนไขแห่งข้อสันนิษฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 8 หรือนำสืบถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9(1) คดีนี้โจทก์อ้างว่าได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน และจำเลยไม่ชำระหนี้ อันเป็นการกล่าวอ้างว่ามีข้อเท็จจริงตามข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 8(9) ทั้งนี้โจทก์ทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้โดยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ตามเอกสารหมาย จ.9 แต่ในทางนำสืบนั้นโจทก์มิได้แสดงพยานหลักฐานให้เห็นว่ามีเหตุขัดข้องอย่างไรจึงไม่สามารถส่งหนังสือทวงถามโดยวิธีธรรมดาได้ทั้งที่ปรากฏในชั้นฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาเป็นหลักแหล่งกรณีจึงยังรับฟังไม่ได้ว่ามีการส่งหนังสือทวงถามให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8(9)"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นาง เรณู มั่นจีน
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8888/2544
#44051
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จะต้องได้ความว่าโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของ หรือมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ในขณะที่กล่าวหาว่าจำเลยเข้าไปในที่ดินพิพาทเพื่อถือการครอบครองหรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข

จำเลยเป็นลูกจ้างของ ส. ต่อเนื่องมาถึง ค. มีหน้าที่ดูแลที่ดินพิพาทจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมานับแต่ ส. ยังมีชีวิตอยู่ จนกระทั่ง ส. ถึงแก่กรรม และ ค. ผู้จัดการมรดกของ ส. โอนที่ดินพิพาทให้แก่ พ. แล้ว พ. โอนขายที่ดินต่อให้แก่โจทก์ร่วม การที่จำเลยเข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนโจทก์ร่วมมาซื้อที่ดินพิพาทเช่นนี้ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยเข้าไปในที่ดินพิพาทเพื่อถือครอบครองและรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมโดยปกติสุขตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันบุกรุกเข้าไปปักเสาขึงลวดหนามทำรั้วในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1306 ของบริษัทเอ.เอส.เอ็น. โฮลดิ้ง จำกัด ผู้เสียหาย เพื่อถือการครอบครองที่ดินทั้งหมดและเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินของผู้เสียหายโดยปกติสุข ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 365

ระหว่างพิจารณา บริษัทเอ.เอส.เอ็น โฮลดิ้ง จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362, 365(3) จำคุก 6 เดือน สำหรับจำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมนายสด กูรมะโรหิตเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1306ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 40 ไร่ 6 ตารางวา ซึ่งทางราชการออกเอกสารสิทธิให้เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2519 และเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้ ต่อมานายสดถึงแก่กรรม นายครรชิต กูรมะโรหิต เป็นผู้จัดการมรดกของนายสดตามคำสั่งศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 3854/2521ครั้นวันที่ 4 ธันวาคม 2534 ได้มีการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่คุณหญิงพงา ดุลยธรรมธาดาราชวรสภาบดี และคุณหญิงพงาจดทะเบียนโอนขายให้แก่โจทก์ร่วมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2534 จากนั้นโจทก์ร่วมเข้าดำเนินการยึดถือรังวัดเพื่อปรับสภาพที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งพักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทขัดขวางอ้างว่าเป็นที่ดินของตนและทำการขึงรั้วลวดหนามปักเสาคอนกรีตเพื่อล้อมรอบบริเวณที่ดินพิพาท นายขวัญชัย แย้มชุติซึ่งมีหน้าที่ดูแลที่ดินของโจทก์ร่วมจึงร้องทุกข์ต่อนายดาบตำรวจละม่อมฟุ้งสุนทร เจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติหน้าที่ประจำตู้ยามหนองจับเต่าทำการจับกุมจำเลยที่ 1 กับพวก ส่งมอบแก่ร้อยตำรวจโทบำรุง รักษ์บำรุงสกุลพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสัตหีบดำเนินคดีนี้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมมีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า กรณีจะเป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ตามที่โจทก์ฟ้องจะต้องได้ความว่าโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ในขณะที่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 เข้าไปในที่ดินพิพาทเพื่อถือการครอบครอง หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข คดีนี้แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของนายสดต่อเนื่องมาถึงนายครรชิต มีหน้าที่ดูแลที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 อยู่ในที่ดินพิพาทในฐานะบริวารของนายครรชิตก็แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 อยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมานับแต่นายสดยังมีชีวิตอยู่จนกระทั่งนายสดถึงแก่กรรม และนายครรชิต ผู้จัดการมรดกของนายสดโอนที่ดินพิพาทให้แก่คุณหญิงพงา แล้วคุณหญิงพงาโอนขายที่ดินพิพาทต่อให้แก่โจทก์ร่วม การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนโจทก์ร่วมมาซื้อที่ดินพิพาทเช่นนี้ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เข้าไปในที่ดินพิพาทเพื่อถือการครอบครองและรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมโดยปกติสุขตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 ดังกล่าวมาข้างต้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — บริษัท เอ.เอส.เอ็น โฮลดิ้ง จำกัด
จำเลย — นาย สมโภชน์ งามขำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
อำนวย เต้พันธ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8887/2544
#99834
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้เงินกู้อื่นโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและจำนอง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่บุคคลภายนอกแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ยังมิได้เบิกเงินเกินวงเงินที่ตกลงไว้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ผิดสัญญา แต่โจทก์ไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 กู้เงินเพื่อชำระค่าเช่าที่ดินและขุดบ่อเลี้ยงปลาให้แก่บุคคลภายนอก จึงให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่บุคคลภายนอกแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับฟ้องโจทก์ ดังนั้น ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ.มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้เงินกู้อื่นรวม ๑๘,๗๑๗,๒๓๔.๐๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ในฐานะที่จำเลยที่ ๑ เป็นผู้กู้ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันและจำนอง และจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กู้ยืมเงินจากโจทก์เป็นจำนวน ๘,๐๐๐,๐๐ บาท และได้ชำระคืนแก่โจทก์แล้วบางส่วน คงเหลือยอดค้างชำระเพียง ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ จำเลยที่ ๑ ยังมิได้เบิกเงินเกินวงเงินที่ตกลงไว้กับโจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มิได้ผิดสัญญาแต่โจทก์กลับไม่ยอมให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินเพื่อชำระค่าเช่าที่ดินและขุดบ่อเลี้ยงปลารวมจำนวน ๑๒๕,๐๐๐ บาท ให้แก่นายแสวง อรุณเนตร ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย ๑๒๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่นายแสวงแทนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วสั่งรับเฉพาะคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมจึงไม่รับ

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งแก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ ๑,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้เงินกู้อื่นโดยอ้างว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้กู้ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันและจำนอง จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่บุคคลภายนอกแทนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยอ้างว่า จำเลยที่ ๑ ยังมิได้เบิกเงินเกินวงเงินที่ตกลงกันไว้ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มิได้ผิดสัญญา แต่โจทก์ไม่ยอมให้จำเลยที่ ๑ กู้เงินเพื่อชำระค่าเช่าที่ดินและขุดบ่อเลี้ยงปลารวมเป็นเงินจำนวน ๑๒๕,๐๐๐ บาท ให้แก่บุคคลภายนอก ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับฟ้องโจทก์เพราะการที่จำเลยที่ ๑ ไม่มีเงินไม่ชำระค่าเช่าที่ดินและขุดบ่อเลี้ยงปลาเป็นเรื่องของจำเลยที่ ๑ ไม่เกี่ยวกับโจทก์ ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.

นายตุล เมฆยงค์ ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
(มหาชน) — ธนาคารทหารไทย จำกัด
กับพวก — บริษัทนิกส์ ศรียนต์ (2535) จำกัด ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวจิราพร คกาทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวรงค์พร จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8885/2544
#44050
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยก็เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสยื่นคำแก้อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดเท่านั้น แต่ปรากฏว่าคดีนี้ทนายผู้ร้องสอดผู้ยื่นอุทธรณ์และทนายจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันมีผลเท่ากับว่าทนายจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ร้องสอดได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นมาแต่ต้นและจำเลยอาจยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้แล้ว โดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องสั่งให้ผู้ร้องสอดนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้อีก และชอบที่จะสั่งให้ทนายจำเลยซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกับทนายผู้ร้องสอดยื่นคำแก้อุทธรณ์เข้ามาภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดได้เลยเมื่อปรากฏว่าคดีนี้ผู้ร้องสอดได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์และโจทก์ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์เข้ามาแล้ว ทั้งทนายจำเลยก็ได้แถลงต่อศาลว่าจำเลยไม่ติดใจยื่นคำแก้อุทธรณ์ แม้จะเป็นการแถลงเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ผู้ร้องสอดจะต้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้แล้วก็ตาม ตามพฤติการณ์ศาลฎีกาก็เห็นเป็นการสมควรที่จะให้ดำเนินคดีของผู้ร้องสอดต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากบ้านพิพาทเลขที่ 1104 ตำบลตลาด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ของโจทก์และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 30,000บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านพิพาทของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้ใหม่ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจึงอนุญาตให้ทำการพิจารณาคดีนี้ใหม่ จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้ว่า บ้านพิพาทซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 30224 ตำบลตลาด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นทรัพย์มรดกของบิดามารดาโจทก์และจำเลย และจำเลยเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องสอดได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2542 ขอเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่าผู้ร้องสอดเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกที่ดินและบ้านพิพาทตามฟ้องคนหนึ่ง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องสอดเป็นบริวารจำเลยหรือพักอาศัยอยู่ในบ้านพิพาทที่โจทก์ฟ้องขับไล่ ทั้งคดีไม่มีประเด็นให้วินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งทรัพย์มรดก กรณีตามคำร้องไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องสอดเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องสอด สำเนาให้โจทก์และจำเลยแก้ การส่งไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด และให้ผู้ร้องสอดนำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ผู้ร้องสอดนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้เฉพาะโจทก์และโจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์เข้ามาภายในกำหนดแล้ว ส่วนจำเลยนั้นปรากฏว่าผู้ร้องสอดมิได้มานำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้ภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งศาลชั้นต้นตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 28เมษายน 2543 ศาลชั้นต้นจึงให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 1เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องสอดเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบมาตรา 246ให้จำหน่ายคดี (ของผู้ร้องสอด) ออกจากสารบบความ

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดเพียงว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะให้ดำเนินคดีของผู้ร้องสอดต่อไปโดยไม่จำหน่ายคดีของผู้ร้องสอดออกจากสารบบความหรือไม่ เห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลย ก็เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสยื่นคำแก้อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดเท่านั้น แต่ปรากฏว่าคดีนี้ทนายผู้ร้องสอดผู้ยื่นอุทธรณ์และทนายจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันมีผลเท่ากับว่าทนายจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่า ผู้ร้องสอดได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นมาแต่ต้นและจำเลยอาจยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้อยู่แล้ว โดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องสั่งให้ผู้ร้องสอดนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้อีกและชอบที่จะสั่งให้ทนายจำเลยซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกับทนายผู้ร้องสอดยื่นคำแก้อุทธรณ์เข้ามาภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดได้เลยเมื่อปรากฏว่าคดีนี้ผู้ร้องสอดได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์และโจทก์ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์เข้ามาแล้ว ทั้งทนายจำเลยก็ได้แถลงต่อศาลว่าจำเลยไม่ติดใจยื่นคำแก้อุทธรณ์ แม้จะเป็นการแถลงเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ผู้ร้องสอดจะต้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้แล้วก็ตาม ตามพฤติการณ์ศาลฎีกาก็เห็นเป็นการสมควรที่จะให้ดำเนินคดีของผู้ร้องสอดต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องสอดเสียจากสารบบความมานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุกรี เปรมปราโมชย์
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — นาง เฉลียว เปรมปราโมชย์
จำเลย — นาย บัณฑิต เปรมปราโมชย์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8885/2544
#98312
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยก็เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสยื่นคำแก้อุทธรณ์ของผู้ร้องสอด แต่เมื่อปรากฏว่าทนายผู้ร้องสอดผู้ยื่นอุทธรณ์และทนายจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันมีผลเท่ากับว่าทนายจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่า ผู้ร้องสอดได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นมาแต่ต้นและจำเลยอาจยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้อยู่แล้ว ศาลชั้นต้นไม่จำต้องสั่งให้ผู้ร้องสอดนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้อีก ดังนั้น แม้ผู้ร้องสอดจะไม่ได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลย ก็ไม่ถือว่าผู้ร้องสอดทิ้งอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากบ้านพิพาทเลขที่ ๑๑๐๔ ตำบลตลาด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านพิพาทของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้ใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจึงอนุญาตให้ทำการพิจารณาคดีนี้ใหม่ จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้ว่า บ้านพิพาทซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๐๒๒๔ ตำบลตลาด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นทรัพย์มรดกของบิดามารดาโจทก์และจำเลย และจำเลยเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องสอดได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ขอเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่าผู้ร้องสอดเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกที่ดินและบ้านพิพาทตามฟ้องคนหนึ่ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องสอดเป็นบริวารจำเลยหรือพักอาศัยอยู่ในบ้านพิพาทที่โจทก์ฟ้องขับไล่ ทั้งคดีไม่มีประเด็นให้วินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งทรัพย์มรดก กรณีตามคำร้องไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องสอดเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องสอด สำเนาให้โจทก์และจำเลยแก้ การส่งไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด และให้ผู้ร้องสอดนำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายใน ๗ วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ผู้ร้องสอดนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้เฉพาะโจทก์ และโจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์เข้ามาภายในกำหนดแล้ว ส่วนจำเลยนั้นปรากฏว่าผู้ร้องสอดมิได้มานำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้ภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งศาลชั้นต้น ตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๓ ศาลชั้นต้นจึงให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องสอดเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๖ ให้จำหน่ายคดี (ของผู้ร้องสอด) ออกจากสารบบความ

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดเพียงว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะให้ดำเนินคดีของผู้ร้องสอดต่อไปโดยไม่จำหน่ายคดีของผู้ร้องสอดออกจากสารบบความหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลย ก็เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสยื่นคำแก้อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดเท่านั้น แต่ปรากฏว่าคดีนี้ทนายผู้ร้องสอดผู้ยื่นอุทธรณ์และทนายจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันมีผลเท่ากับว่าทนายจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่า ผู้ร้องสอดได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นมาแต่ต้นและจำเลยอาจยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้อยู่แล้ว โดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องสั่งให้ผู้ร้องสอดนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้อีก และชอบที่จะสั่งให้ทนายจำเลยซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกับทนายผู้ร้องสอดยื่นคำแก้อุทธรณ์เข้ามาภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดได้เลย เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ผู้ร้องสอดได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์และโจทก์ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์เข้ามาแล้ว ทั้งทนายจำเลยก็ได้แถลงต่อศาลว่า จำเลยไม่ติดใจยื่นคำแก้อุทธรณ์ แม้จะเป็นการแถลงเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ผู้ร้องสอดจะต้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้แล้วก็ตาม ตามพฤติการณ์ศาลฎีกาก็เห็นเป็นการสมควรที่จะให้ดำเนินคดีของผู้ร้องสอดต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องสอดเสียจากสารบบความมานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๑ และให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132 ม. 174 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุกรี เปรมปราโมชย์
จำเลย — นางเฉลียว เปรมปราโมชย์ ผู้ร้องสอด นายบัณฑิต เปรมปราโมชย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายปรีชา พวงสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเรวัตร อัศราภรณ์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8883/2544
#67141
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำฎีกาในคดีเรื่องอื่นมายื่นในคดีนี้ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 8 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 8 ปี รวมจำคุกคนละ 16 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 ปี รวมจำคุกคนละ 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ในชั้นพิจารณาปรากฏข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับวัน เวลา สถานที่ บุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งจากชุดการข่าวว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันได้ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงได้วางแผนให้สิบตำรวจตรีเดโชปลอมตัวเป็นสายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนที่บ้านของจำเลยทั้งสอง โดยใช้ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 10 ฉบับ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 100 เม็ด ให้สิบตำรวจตรีเดโช ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเงิน หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยทั้งสองทันที และค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อและเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3 เม็ด ที่ตัวจำเลยที่ 2 กับพบหลอดดูดเครื่องดื่ม 44 หลอด และถุงพลาสติก 1 ใบ ในห้องนอนของจำเลยทั้งสอง ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง แต่ตามฎีกาของจำเลยทั้งสองกลับอ้างว่ามีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนในร้านวันทาคาราโอเกะ ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของร้าน จำเลยที่ 1 เป็นพ่อครัว ธนบัตรที่สายลับใช้ล่อซื้อมีทั้งฉบับละ 1,000 บาท 500 บาท และ 100 บาท เจ้าพนักงานตำรวจพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อในลิ้นชักโต๊ะที่จำเลยที่ 2 นั่งอยู่ เมื่อพิเคราะห์ฎีกาของจำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า มูลคดีที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกาเป็นคนละเรื่องกับคดีนี้ ทั้งจำนวนและชนิดของธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ รวมทั้งสถานที่เกิดเหตุก็ไม่ใช่สถานที่เดียวกันกับคดีนี้ ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยทั้งสองที่กล่าวในฎีกาก็ต่างกับคดีนี้โดยสิ้นเชิง กล่าวคือ คดีนี้จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน ส่วนตามฎีกาของจำเลยทั้งสองนั้น จำเลยที่ 1 เป็นพ่อครัวในร้านวันทาคาราโอเกะ จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของร้าน ประการสำคัญเนื้อหาในฎีกาของจำเลยทั้งสองไม่มีข้อโต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีนี้ว่า ไม่ชอบ ไม่ถูกต้องอย่างใด ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นายพงษ์ศักดิ์ ตังสุรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายเกียรติยศ ไชยศิริธัญญา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุรทิน สาเรือง
ชื่อองค์คณะ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8881/2544
#44049
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแย่งอาวุธปืนจากผู้เสียหายมายิงผู้เสียหายในขณะเกิดเหตุวิวาทกัน แล้วก็ถูก ธ. แย่งอาวุธปืนคืนไปในขณะนั้น จึงต้องถือว่าจำเลยไม่มีเจตนาครอบครองอาวุธปืนและพาอาวุธปืนไปตามทางสาธารณะ

ผู้เสียหายกับพวกซึ่งมีทั้งผู้ชายและผู้หญิงหลายคนร่วมกันกลุ้มรุมทำร้าย พ. ซึ่งเป็นผู้หญิงแต่เพียงคนเดียวอย่างรุนแรงถึงขนาดล้มลุกคลุกคลานและในขณะ พ. กำลังตั้งครรภ์ด้วย การที่จำเลยซึ่งเป็นสามีของ พ. เห็นและเข้าช่วยเหลือ พ. จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง สมควรลดโทษให้และตามพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน จึงมีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย

ศาลล่างพิพากษาให้ริบเฉพาะอาวุธปืนของกลาง โดยมิได้ให้ริบปลอกกระสุนปืนของกลางตามฟ้องด้วย จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(9) แม้คู่ความมิได้ฎีกาข้อนี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และการริบทรัพย์สินของกลางไม่เป็นการเพิ่มโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 212ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้ริบปลอกกระสุนปืนของกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 371 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะ ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 11 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 4 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 72 ให้จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ยกฟ้องข้อหาอื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงนายมงคล ชื่นบาล ผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าเนื่องจากบันดาลโทสะ ที่ผู้เสียหายกับพวกกลุ้มรุมทำร้ายนางประไพ นุ่นเหว่าจนล้มลุกคลุกคลานในขณะที่นางประไพกำลังตั้งครรภ์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่าจำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตทั้งไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อจำเลยยิงผู้เสียหายแล้ว จำเลยกำลังบรรจุกระสุนปืนใหม่นายธวัช จันทะรี ก็เข้ามาแย่งอาวุธปืนไป ความข้อนี้นายธวัชเบิกความสนับสนุนแต่เพียงว่า นายธวัชเข้าแย่งอาวุธปืนจากจำเลยได้ นายธวัชไม่ได้เบิกความว่านายธวัชเข้าแย่งอาวุธปืนจากจำเลยขณะที่จำเลยกำลังบรรจุกระสุนปืนดังที่โจทก์ฎีกา ทั้งในชั้นสอบสวนนายธวัชก็มิได้ให้การเช่นนั้น ตามคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.11 พยานโจทก์ปากอื่นก็ไม่ได้เบิกความสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายในเรื่องนี้อันจะทำให้เห็นว่าจำเลยบรรจุกระสุนปืนใหม่ คำเบิกความของผู้เสียหายในส่วนนี้จึงมีน้ำหนักน้อยรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยพาอาวุธปืนมาส่วนจำเลยมีจำเลยนายโอภาส อ่อนทอง และนางประไพเป็นพยานเบิกความว่าจำเลยแย่งอาวุธปืนจากผู้เสียหายแล้วใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้เสียหายความข้อที่ว่าจำเลยแย่งอาวุธปืนจากผู้เสียหายก็เจือสมกับคำเบิกความของนายเปรม ชื่นบาล น้องชายของผู้เสียหายซึ่งเป็นพยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายพกอาวุธปืนมาในที่เกิดเหตุด้วย นายโอภาสเป็นบุคคลภายนอกไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดส่วนนายเปรมเป็นน้องชายผู้เสียหาย พยานทั้งสองย่อมไม่เบิกความเข้าข้างจำเลยแน่ พยานหลักฐานจำเลยในเรื่องนี้จึงมีน้ำหนักน่ารับฟังกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยแย่งอาวุธปืนจากผู้เสียหายมายิงผู้เสียหายในขณะเกิดเหตุวิวาทกัน แล้วก็ถูกนายธวัชแย่งอาวุธปืนคืนไปในขณะนั้นจึงต้องถือว่าจำเลยไม่มีเจตนาครอบครองอาวุธปืน และพาอาวุธปืนไปตามทางสาธารณะอันจะเป็นความผิดตามฟ้อง ฎีกาโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายกับพวกซึ่งมีทั้งผู้ชายและผู้หญิงหลายคนร่วมกลุ้มรุมทำร้ายนางประไพ นุ่นเหว่าซึ่งเป็นผู้หญิงแต่เพียงคนเดียวอย่างรุนแรงถึงขนาดล้มลุกคลุกคลานและในขณะนางประไพกำลังตั้งครรภ์ด้วย การที่จำเลยซึ่งเป็นสามีนางประไพเห็นและเข้าช่วยเหลือนางประไพจึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วางโทษจำเลยก่อนลด จำคุก 5 ปีจึงเป็นการลงโทษที่หนักเกินไป สมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เบาลงและเมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อนจึงมีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยด้วย ฎีกาจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานยึดอาวุธปืน 1 กระบอกและปลอกกระสุนปืน 1 ปลอก เป็นของกลาง และขอให้ริบของกลางศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบเฉพาะอาวุธปืนของกลางโดยมิได้ให้ริบปลอกกระสุนปืนของกลางด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้พิพากษาแก้ในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(9)แม้คู่ความจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225และการริบทรัพย์สินของกลางนี้ไม่เป็นการเพิ่มโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 212"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุก1 ปี 4 เดือน โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 78 ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 186 (9) ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 212
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นาย วิโรจน์ คงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ