คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8524/2544
#43405
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ลงโทษจำคุก 25 ปีศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 7 ปีจึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้จากความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์คือขณะกระทำผิดจำเลยมีมีดเป็นอาวุธเป็นความผิดฐานเดิมโดยไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์คือขณะกระทำผิดจำเลยไม่มีอาวุธทั้งความผิดทั้งสองวรรคต่างก็เป็นความผิดอันยอมความกันไม่ได้จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี คดีต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, วรรคสาม

จำเลยให้การรับว่ากระทำชำเราผู้เสียหายจริง แต่มิได้ใช้อาวุธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสาม ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพบางส่วนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่มาก นับเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงลงโทษจำคุก 25 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 14 ปี คำรับของจำเลยในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ที่โจทก์ฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยมีมีดเป็นอาวุธหรือไม่นั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงและคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสาม ลงโทษจำคุก 25 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสองลงโทษจำคุก 7 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้จากความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์คือขณะกระทำผิดจำเลยมีมีดเป็นอาวุธเป็นความผิดฐานเดิมโดยไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์คือขณะกระทำผิดจำเลยไม่มีอาวุธ ทั้งความผิดทั้งสองวรรคต่างก็เป็นความผิดอันยอมความกันไม่ได้ จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย เกียรติแก้ว สมสร้อย
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8524/2544
#98310
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ลงโทษจำคุก 25 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 7 ปี เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จากความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์ ขณะกระทำผิดจำเลย มีมีดเป็นอาวุธ เป็นความผิดฐานเดิมไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์ คือขณะกระทำผิดจำเลยไม่มีอาวุธ ทั้งความผิดทั้ง สองวรรคต่างเป็นความผิดอันยอมความกันไม่ได้ จึงเป็นกรณีแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ที่โจทก์ฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าขณะกระทำความผิดจำเลยมีมีดเป็นอาวุธหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม มิให้โจทก์ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง วรรคสาม

จำเลยให้การรับว่ากระทำชำเราผู้เสียหายจริง แต่มิได้ใช้อาวุธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสาม ลงโทษจำคุก ตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพบางส่วนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่มาก นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๓ คงลงโทษจำคุก ๒๕ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง ลงโทษจำคุก ๑๔ ปี คำรับของจำเลยในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๗ ปี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ที่โจทก์ฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยมีมีดเป็นอาวุธหรือไม่นั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริง และคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสาม ลงโทษจำคุก ๒๕ ปี ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง ลงโทษจำคุก ๗ ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้จากความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์คือขณะกระทำผิดจำเลยมีมีดเป็นอาวุธ เป็นความผิดฐานเดิมโดยไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์คือขณะกระทำผิดจำเลยไม่มีอาวุธ ทั้งความผิดทั้งสองวรรคต่างก็เป็นความผิดอันยอมความกันไม่ได้ จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน ๕ ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคสอง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายเกียรติแก้ว สมสร้อย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายวิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายธีระพงศ์ จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8520/2544
#44032
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะฟ้องโจทก์เป็นความผิดอาญาในข้อหาบุกรุกที่ดิน ทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์นั้น โจทก์และจำเลยที่ 1โต้แย้งกันในที่ดินพิพาทโดยต่างอ้างว่าตนเป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาท และโจทก์ได้ว่าจ้างรถแบกโฮเข้าไปขุดที่ดินพิพาทดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์จึงสืบเนื่องมาจากที่จำเลยที่ 1เข้าใจโดยสุจริตในขณะนั้นว่าตนเองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และการที่โจทก์จ้างรถแบกโฮเข้าไปขุดดินในที่ดินพิพาทดังกล่าวย่อมเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 และก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 อีกด้วย การฟ้องคดีของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการฟ้องโดยสุจริตตามที่จำเลยที่ 1 เชื่อว่าตนเองมีสิทธิตามกฎหมาย มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิในการครอบครองที่ดินพิพาทแล้วนำข้อความซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จไปฟ้องโจทก์แต่อย่างใด ส่วนข้อหาลักทรัพย์เสาปูนซิเมนต์จำนวน18 ต้นนั้น แม้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นอ้างแต่ว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 เป็นพิรุธชวนให้สงสัยจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่โจทก์กับพวก โดยศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยว่าคำฟ้องของจำเลยที่ 1 ในข้อหาลักทรัพย์เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ปั้นแต่งเรื่องขึ้นเพื่อกลั่นแกล้งกล่าวหาโจทก์และคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงไม่มีมูล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2535 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาในข้อหาบุกรุกลักทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าคำฟ้องดังกล่าวเป็นเท็จ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 และที่ 2 บรรยายฟ้องว่า "โจทก์กับพวกที่ยังไม่ทราบชื่อ ได้บังอาจบุกรุกเข้าไปรบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราชจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยไม่มีเหตุอันควรเข้าไป โจทก์กับพวกรวม 3 คนยังได้บังอาจร่วมกันลักทรัพย์เสาปูนจำนวน 18 ต้น ราคาต้นละ 350 บาทรวมเป็นเงิน 6,300 บาท ไปโดยทุจริต และโจทก์กับพวกรวม 3 คนได้บังอาจร่วมกันทำลายต้นไม้ แล้วขุดดินในที่ดินของจำเลย (ที่ถูกน่าจะเป็นจำเลยที่ 1) จนเป็นร่องคู เป็นเหตุให้ที่ดินของจำเลยเสียสภาพแห่งที่ดินเดิมเพื่อถือเอาที่ดินของจำเลยเป็นที่ดินของโจทก์กับพวก อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของจำเลยโดยปกติสุข เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหาย" ข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงโจทก์ไม่เคยบุกรุกเข้าไปในที่ดินของจำเลย โจทก์ใช้สิทธิอันชอบธรรมในการพัฒนาที่ดินของโจทก์เสมือนวิญญูชนพึงกระทำต่อทรัพย์สินของตนเองและมีเหตุตามกฎหมายที่จะกระทำเช่นนั้นได้ โจทก์ไม่เคยลักหรือเอาไปหรือทำการเคลื่อนย้ายเสาปูนตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างเพราะรอบอาณาเขตที่ดินของโจทก์ไม่มีเสาปูนปักไว้ การบรรยายฟ้องซึ่งข้อความอันเป็นเท็จโดยการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาที่จะให้โจทก์ได้รับโทษทางอาญา เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย วันที่ 28 กรกฎาคม 2536 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1ได้นำจำเลยที่ 2 มาเบิกความที่ศาลชั้นต้นว่า "เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2534เวลา 13 นาฬิกา นายผ่อง บัวชุม มาหาข้าฯ ที่บ้าน บอกว่า พันโทธีระนางจำเนียรและนางหนูกล่อง (ที่ถูกเป็นนางหนูกรอง) บุกรุกเข้ามาถอนเสาปูนในที่ดินด้านที่ติดกับที่ดินของนายยิ่ง รุ่งขึ้นวันที่ 22 กันยายน 2534เวลา 10 นาฬิกา ข้าฯ กับนางสาวจรูญรัตน์ขับรถไปดูที่ดิน โดยข้าฯกับนางสาวจรูญรัตน์นั่งดูอยู่บนรถเห็นจำเลยทั้งสามกำลังใช้ให้ผู้ชาย4 คน ถึง 5 คน ถอนเสาปูนที่ติดกับที่ดินของนายยิ่ง ขณะนั้นเสาที่ปักที่แนวเขตยังเหลือ 4 ต้นถึง 4 ต้น" ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นข้อความเท็จทั้งสิ้นและเป็นข้อสำคัญในคดี ความจริงโจทก์ไม่เคยเข้าในที่ดินของจำเลยและอาณาเขตที่ดินของโจทก์ก็ไม่ได้อยู่ติดกับที่ดินของนายยิ่งและไม่มีเสาปูนปักไว้ในบริเวณอาณาเขตที่ดินของโจทก์ โจทก์ไม่เคยใช้หรือมีคำสั่งให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าไปในที่ดินของจำเลยเพื่อถอนเสาปูนตามที่จำเลยที่ 2 เบิกความ การเบิกความของจำเลยที่ 2 เป็นการเบิกความเท็จในคดีอาญา ซึ่งหากศาลเชื่อตามคำเบิกความดังกล่าวอาจทำให้โจทก์ได้รับโทษในทางอาญา การกระทำดังกล่าวจำเลยที่ 2 มีเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริง คือการเบิกความเท็จทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2538 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ได้นำจำเลยที่ 3มาเบิกความเป็นพยานในการพิจารณาคดีของศาล ซึ่งเป็นความเท็จว่า"เมื่อเดือน 10 ขึ้น 13 ค่ำ นาน 3 ปีถึง 4 ปีแล้ว เวลากลางวัน ข้าฯ เห็นจำเลยทั้งสามยืนอยู่ข้างถนน ถนนติดที่ดินพิพาทมีชาย 3 คนถึง 4 คนกำลังถอนเสาปูนที่ข้าฯ ปักไว้ออก จำเลยทั้งสามชี้ให้ชาย 3 คนถึง 4 คนนั้นถอนเสาปูนมากองไว้ตรงนี้ ข้าฯ เห็นดังนั้นก็เข้าไปห้ามจำเลยทั้งสามว่าอย่าถอนเสาของโจทก์ แต่จำเลยก็ไม่เชื่อฟัง" ความจริงแล้วโจทก์ไม่เคยใช้หรือจ้างวานหรือมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดไปถอนเสาปูนตามที่จำเลยที่ 3เบิกความ เพราะที่ดินเฉพาะส่วนที่โจทก์ครอบครองไม่มีเสาปูนปักไว้การเบิกความของจำเลยที่ 3 เป็นการเบิกความเท็จในข้อสำคัญของคดีและเป็นการพิจารณาของศาลในคดีอาญา หากศาลเชื่อคำเบิกความดังกล่าวจะทำให้โจทก์ได้รับโทษในทางอาญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโจทก์ไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้เพราะมีความประสงค์จะดำเนินคดีเองขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177, 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 3 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีมูลตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมูลเหตุในการฟ้องคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1และที่ 2 นั้น เป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินแต่อย่างใดโจทก์และจำเลยที่ 1 โต้แย้งกันในที่ดินพิพาทโดยต่างก็อ้างว่าตนเป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากผู้อื่น ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นในความผิดอาญาข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาท ทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์นั้น โจทก์ได้ว่าจ้างรถแบกโฮเข้าไปขุดที่ดินพิพาทเพื่อปรับสภาพที่ดินใช้ทำประโยชน์ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์ข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์นั้น สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 เข้าใจโดยสุจริตในขณะนั้นว่าตนเองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และการที่โจทก์จ้างรถแบกโฮเข้าไปขุดดินในที่ดินพิพาทดังกล่าวย่อมเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 และก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 อีกด้วย การที่จำเลยที่ 1ฟ้องโจทก์ในความผิดดังกล่าวจึงเป็นการฟ้องโดยสุจริตตามที่จำเลยที่ 1เชื่อว่าตนเองมีสิทธิตามกฎหมาย มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิในการครอบครองที่ดินพิพาท แล้วนำข้อความซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จไปฟ้องโจทก์แต่อย่างใด ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์ข้อหาลักทรัพย์เสาปูนซีเมนต์จำนวน 18 ต้น และจำเลยที่ 2 ได้เบิกความในคดีดังกล่าวว่าในวันที่ 22 กันยายน 2534 เวลา 10 นาฬิกา จำเลยที่ 2 กับนางสาวจรูญรัตน์ขับรถไปดูที่ดินพิพาทเห็นโจทก์กับพวกกำลังใช้ให้ผู้ชาย 4 คนถึง 5 คน ถอนเสาปูนซิเมนต์ออกจากแนวเขตที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่าแม้ข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์ดังกล่าวศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นเพียงแต่อ้างว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1(โจทก์ในคดีดังกล่าว) มีเพียงนายผ่องเป็นประจักษ์พยานคนเดียวแต่นายผ่องเบิกความขัดแย้งกันเอง ไม่สมเหตุผล พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 เป็นพิรุธชวนให้สงสัยว่าโจทก์กับพวก (จำเลยในคดีดังกล่าว)ได้ลักเอาเสาปูนซิเมนต์ของจำเลยที่ 1 ไปจริงหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่โจทก์กับพวก ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยว่าคำฟ้องของจำเลยที่ 1 ในข้อหาลักทรัพย์เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ปั้นแต่งเรื่องขึ้นเพื่อกลั่นแกล้งกล่าวหาโจทก์ และคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีมูล ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 175 ม. 177
ป.วิ.อ. ม. 165
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันเอก ธีระ อุทยารัตน์
จำเลย — พลตรี สวาท แก้วมณี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พูนศักดิ์ จงกลนี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8519/2544
#42725
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกับพวกร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่า พวกของจำเลยทำบัตรประจำตัวประชาชนสูญหายขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ในชื่อที่ไม่ตรงความจริง นับเป็นการกระทำที่อาจกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศชาติ ทั้งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นที่เป็นเจ้าของบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงได้ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ขณะเกิดเหตุจำเลยมีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านย่อมมีหน้าที่ในการปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายแต่กลับมากระทำความผิดเสียเอง เหตุที่จำเลยอ้างว่าเคยประกอบคุณความดีต่าง ๆมาก่อนนั้นไม่เพียงพอที่จะรับฟังเพื่อการรอการลงโทษจำคุกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายพงษ์เทพ พรมทา ปลัดอำเภอภูผาม่าน ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานบัตรประจำตัวประชาชน ประจำสำนักทะเบียนอำเภอภูผาม่านว่า พวกของจำเลยชื่อนายบุญมี จันดีทอง อยู่บ้านเลขที่ 65 หมู่ที่ 4ตำบลนาฝาย อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น ทำบัตรประจำตัวประชาชนสูญหาย จึงแจ้งความไว้เพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ต่อไป ความจริงแล้วพวกของจำเลยชื่อนายอรรถวุฒิหรือสมควรหรืออี แดงคำมี และไม่ได้ทำบัตรประจำตัวประชาชนหายแต่อย่างใดซึ่งอาจทำให้นายพงษ์เทพ เจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนอำเภอภูผาม่านนายบุญมี เจ้าพนักงานหรือประชาชนเสียหาย ต่อมาในวันเวลาเดียวกันหลังจากจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยกับพวกร่วมกันแจ้งให้นายพงษ์เทพ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ มีหน้าที่สอบสวนผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชนจดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกคำให้การของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยรับรองว่าพวกของจำเลยซึ่งได้ยื่นคำร้องขอมีบัตรประจำตัวประชาชนเป็นบุคคลคนเดียวกับนายบุญมีซึ่งเป็นญาติของจำเลยซึ่งความจริงแล้วพวกของจำเลยมีชื่อว่านายอรรถวุฒิหรือสมควรหรืออี โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายพงษ์เทพ เจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนอำเภอภูผาม่านนายบุญมี เจ้าพนักงานหรือประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 83, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 267, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า บัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารสำคัญของทางราชการที่ออกให้โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่งเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการแสดงตนของบุคคล จำเลยกับพวกร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานและร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่า พวกของจำเลยชื่อนายบุญมี จันดีทอง ทำบัตรประจำตัวประชาชนสูญหาย ขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ในนามของนายบุญมี นับเป็นการกระทำที่อาจกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศชาติทั้งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นโดยเฉพาะผู้มีชื่อเป็นเจ้าของบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงได้ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรงประกอบกับตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านปรากฏว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยมีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน จำเลยย่อมมีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายแต่จำเลยกลับมากระทำความผิดดังกล่าวเสียเอง เหตุที่จำเลยอ้างในฎีกาว่า จำเลยเคยประกอบคุณงามความดีต่าง ๆมาก่อนนั้น ไม่เพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ ประจำศาลแขวงขอนแก่น
จำเลย — นาย หลัด ก่ำเดช
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8508/2544
#44031
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 จะระบุไว้ว่า เมื่อจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทโอนไปยังจำเลยที่ 1 ทันที และโจทก์จะดำเนินการจดทะเบียนโอนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรายการสมุดคู่มือจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ผิดนัดผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเสียก่อน โดยเช็คที่ออกชำระหนี้ให้แก่โจทก์ถูกธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงิน 4 ฉบับ โจทก์จึงได้ใช้สิทธิของตนเพื่อการบังคับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 4ซึ่งระบุว่า หากจำเลยทั้งสองผิดนัดงวดใด งวดหนึ่ง ให้ถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดทั้งหมดและยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยหักส่วนที่ชำระมาแล้วออกก่อนคงบังคับเอาเฉพาะส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินที่ค้างชำระ พร้อมทั้งยินยอมให้โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์คันที่เช่าซื้อได้ทันที นอกจากนี้แล้วข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาก็ปรากฏว่าหลังจากผิดนัดชำระหนี้แล้ว จำเลยทั้งสองได้ยินยอมให้โจทก์นำรถยนต์ดังกล่าวกลับคืนไปอยู่ในความครอบครองของโจทก์ด้วย ฉะนั้นเมื่อโจทก์ได้รับรถยนต์ซึ่งยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของตนกลับคืนมาแล้วโจทก์จึงสามารถนำรถยนต์นั้นออกขายทอดตลาดและโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่ผู้ซื้อได้โดยไม่อาจถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 แต่อย่างใด โจทก์ได้นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดและโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่ผู้ซื้อไป ซึ่งการขายและการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ดังกล่าวได้กระทำภายหลังที่จำเลยทั้งสองตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาแล้ว การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นผลให้หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระงับไปดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างเมื่อโจทก์ยังได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วน โจทก์จึงบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ฐานผิดสัญญา ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าซื้อและจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยทั้งสองยอมชำระเงินจำนวน 4,081,983.46 บาท ตกลงชำระเป็นงวดรายเดือนรวม 28 เดือน เดือนละ145,785.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของยอดหนี้ที่ค้างชำระในแต่ละงวด จำเลยทั้งสองจะสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้าจำนวน 28 ฉบับ ชำระหนี้ให้แก่โจทก์หากจำเลยทั้งสองผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที หากจำเลยทั้งสองผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีในส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี พร้อมทั้งยอมให้โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ทันที เมื่อจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนให้กรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อโอนไปยังจำเลยที่ 1 ทันทีศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2540 โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองชำระค่าต่อภาษีรถยนต์ประจำปีและค่าประกันภัยรถยนต์ให้แก่โจทก์เท่านั้น ส่วนเงินค่างวดตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น จำเลยทั้งสองไม่ได้ชำระให้แก่โจทก์ โดยเช็คของธนาคารมหานครจำกัด สาขายานนาวาที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งหมด ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 2 ครั้งคือเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ชำระจำนวน 171,298 บาท และวันที่25 พฤศจิกายน 2540 ชำระจำนวน 100,000 บาท ซึ่งเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความแต่โจทก์ก็ยอมรับเงินโดยไม่อิดเอื้อน ต่อมาโจทก์ถือว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและกลับเข้าไปครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ โจทก์ไม่ใช้สิทธิบังคับคดีเอากับหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยหักเงินที่จำเลยทั้งสองชำระแล้ว กลับนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปขายให้บุคคลภายนอกและโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้ผู้ซื้อไปแล้ว เป็นการยอมรับชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้เงินเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะโจทก์มีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองชำระหนี้ครบถ้วน ปรากฏว่าการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1เป็นการพ้นวิสัย ถือว่าโจทก์มีเจตนาเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นอันระงับไป แม้โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้เงินไม่ครบจำนวนหนี้ที่โจทก์เรียกร้อง แต่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ระบุให้จำเลยทั้งสองต้องชดใช้เงินให้โจทก์อีก ทั้งจำเลยทั้งสองชำระค่าภาษีรถยนต์ประจำปีและค่าขึ้นศาลที่ศาลไม่สั่งคืนให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่มีหนี้สินที่จะชำระให้แก่โจทก์ขอให้ถอนการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้ราคา 2,829,000 บาท เมื่อนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวไปหักจากยอดหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองยังค้างชำระหนี้อีกประมาณ 1,300,000 บาท การที่โจทก์นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดดังกล่าวเป็นการบรรเทาความเสียหายของโจทก์และเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์หาได้กระทำผิดสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ต่อมาผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 4ระบุว่า หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ทันที ทั้งยังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์นำรถยนต์กลับคืนไปโดยไม่คัดค้าน กรณีเป็นเรื่องโจทก์ใช้สิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชอบ และมีสิทธิบังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ การที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้เงินมาถือว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความบางส่วนแล้ว เมื่อยังไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับคดีในส่วนที่ยังขาดต่อไปได้ ไม่มีเหตุที่จะถอนการบังคับคดีให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า การที่โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดและโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่ผู้ซื้อเป็นการกระทำผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ ซึ่งในข้อนี้จำเลยทั้งสองอ้างว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 4 หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ก็ให้สิทธิโจทก์เพียงกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ทันทีเท่านั้น โดยมิได้มีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เห็นว่าแม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 จะระบุไว้ว่า เมื่อจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทโอนไปยังจำเลยที่ 1 ทันที และโจทก์จะดำเนินการจดทะเบียนโอนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรายการสมุดคู่มือจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ผิดนัดผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเสียก่อนแล้ว โดยเช็คที่ออกชำระหนี้ให้แก่โจทก์ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน 4 ฉบับ โจทก์จึงได้ใช้สิทธิของตนเพื่อการบังคับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 4 ซึ่งระบุว่า หากจำเลยทั้งสองผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดทั้งหมด และยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยหักส่วนที่ชำระมาแล้วออกก่อน คงบังคับเอาเฉพาะส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระพร้อมทั้งยินยอมให้โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์คันที่เช่าซื้อได้ทันที นอกจากนี้แล้วข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาก็ปรากฏว่าหลังจากผิดนัดชำระหนี้แล้วจำเลยทั้งสองได้ยินยอมให้โจทก์นำรถยนต์ดังกล่าวกลับคืนไปอยู่ในความครอบครองของโจทก์ด้วย ฉะนั้น เมื่อโจทก์ได้รับรถยนต์ซึ่งยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของตนกลับคืนมาแล้ว โจทก์จึงสามารถนำรถยนต์นั้นออกขายทอดตลาดและโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่ผู้ซื้อได้โดยไม่อาจถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 แต่อย่างใด

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระงับไปหรือไม่ เห็นว่า ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันนั้นย่อมทำให้การเรียกร้อง ซึ่งคู่กรณีมีอยู่ต่อกันตามมูลกรณีเดิมระงับสิ้นไป แล้วก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่กรณีจะพึงเรียกร้องเอาจากกันได้ ในข้อนี้จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า การที่โจทก์ขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อไปย่อมเป็นการกระทำผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะหากจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่จะเรียกร้องให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันดังกล่าวจึงเป็นการพ้นวิสัย ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความไม่เปิดช่องให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเรียกร้องต่อโจทก์ได้ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วนตามสัญญา หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระงับไปแล้ว โจทก์ไม่อาจบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้นั้นเห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 ซึ่งมีข้อความระบุว่าเมื่อจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วน ให้กรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อโอนไปยังจำเลยที่ 1 ทันทีนั้น ย่อมมีความหมายว่า จำเลยทั้งสองมิได้ผิดนัดและชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้หลายงวดและไม่สามารถชำระหนี้ได้ครบถ้วน โจทก์จึงได้นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดและโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่ผู้ซื้อไปซึ่งการขายและการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ดังกล่าวได้กระทำภายหลังที่จำเลยทั้งสองตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาแล้ว การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นผลให้หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระงับไปดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างเมื่อโจทก์ยังได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วน โจทก์จึงบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท นวลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย อนุพลหรืออณุพล ศักดาวิษรักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8504/2544
#42724
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1555 หากบิดามีชีวิตอยู่ต้องดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทคือฟ้องบิดาโดยทำเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แต่ถ้าบิดาถึงแก่ความตายไปแล้วต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188(1) ดังนั้น เมื่อผู้ตายซึ่งเป็นบิดาได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์จึงต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ส่วนบทบัญญัติมาตรา 1558 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมซึ่งเป็นผลตามมาจากการที่ร้องขอให้ศาลพิพากษาเป็นบุตร มิใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจโจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทผู้ตายเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรของนายอนุวัติ สินธุบุญ กับนางคำเปาสุขใจ ซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรสกัน นายอนุวัติรับราชการครู เป็นสมาชิกช.พ.ค. ครุสภา เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2541 นายอนุวัติถึงแก่ความตายระหว่างมีชีวิตนายอนุวัติได้รับรองต่อบุคคลทั่วไปว่าโจทก์เป็นบุตรนายอนุวัติได้เลิกร้างกับมารดาโจทก์แล้วสมรสกับจำเลย หลังจากนายอนุวัติถึงแก่ความตาย สำนักงาน ช.พ.ค. สอบสวนแล้วได้พิจารณาว่าโจทก์เป็นทายาทนายอนุวัติ จึงได้จ่ายเงินสงเคราะห์ครอบครัวในส่วนของโจทก์จำนวน 28,561.58 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์มีข้อขัดข้องในการรับเงินบำเหน็จตกทอดของทายาทนายอนุวัติที่ทางราชการได้กันไว้เป็นส่วนของโจทก์จำนวน 110,000 บาท ซึ่งมีระเบียบของกรมบัญชีกลางว่าต้องมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายอนุวัติแล้วโจทก์จึงจะได้รับเงินจำนวนดังกล่าว ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายอนุวัติ สินธุบุญ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ต่อจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทของนายอนุวัติ สินธุบุญ ผู้ตาย ให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายอนุวัติได้หรือไม่ เห็นว่า การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1555 หากบิดามีชีวิตอยู่ต้องดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทคือฟ้องบิดาโดยเสนอข้อหาทำเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แต่ถ้าบิดาถึงแก่ความตายไปแล้วต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือให้เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188(1) เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ตายซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นบิดาได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์จึงต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอ มิใช่เสนอคำฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาท ส่วนกรณีที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1558 บัญญัติว่า "การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรของผู้ตายที่ได้ฟ้องภายในอายุความมรดก ถ้าศาลได้พิพากษาว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เด็กนั้นมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม ซึ่งเป็นผลตามมาจากการที่ร้องขอให้ศาลพิพากษาเป็นบุตร หาใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจโจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทผู้ตายเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายไม่ ดังนั้นปัญหาที่ว่าตามคำให้การของจำเลยได้แสดงการโต้แย้งสิทธิว่าโจทก์มิใช่เป็นผู้สืบสันดานของนายอนุวัติและนายอนุวัติไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ย่อมเป็นที่ชัดแจ้งว่าจำเลยมีการกระทำการอันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์นั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะโจทก์มิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังที่กล่าวมาแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผลฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 188
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุทิน สินธุบุญ
จำเลย — นาง อรทัย สินธุบุญ ในฐานะภรรยาทายาทโดยธรรม
จำเลย — ของนาย อนุวัติ สินธุบุญ ผู้ตาย
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
ชวลิต ศรีสง่า
สุวัตร์ สุขเกษม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8504/2544
#257359
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1555 หากบิดามีชีวิตอยู่ต้องดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทคือฟ้องบิดาโดยเสนอข้อหาทำเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 แต่ถ้าบิดาถึงแก่ความตายไปแล้วต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือให้เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลตามมาตรา 188 (1)

ผู้ตายซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นบิดาได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์จึงต้องดำเนินคดีไม่มีข้อพิพาทคือเริ่มคดีโดย ยื่นคำร้องขอมิใช่เสนอคำฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาทส่วน ป.พ.พ. มาตรา 1558 เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมซึ่งเป็นผลตามมาจากการที่ร้องขอให้ศาลพิพากษาเป็นบุตร หาใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจโจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทผู้ตายเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายไม่ เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการให้ ถูกต้องตาม ป.พ.พ. ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ อ.

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1555 หากบิดามีชีวิตอยู่ต้องดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทคือฟ้องบิดาโดยเสนอข้อหาทำเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แต่ถ้าบิดาถึงแก่ความตายไปแล้ว ต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือให้เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 (1) เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ตายซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นบิดาได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์จึงต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอมิใช่เสนอคำฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาท ส่วนกรณีที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1558 บัญญัติว่า "การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรของผู้ตายที่ได้ฟ้องภายในอายุความมรดก ถ้าศาลได้พิพากษาว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เด็กนั้นมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมซึ่งเป็นผลตามมาจากการที่ร้องขอให้ศาลพิพากษาเป็นบุตร หาใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจ โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทผู้ตายเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายไม่ ดังนั้นปัญหาที่ว่า ตามคำให้การของจำเลยได้แสดงการโต้แย้งสิทธิว่าโจทก์มิใช่เป็นผู้สืบสันดานของนายอนุวัติและนายอนุวัติไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ย่อมเป็นที่ชัดแจ้งว่าจำเลยมีการกระทำการอันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์นั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะโจทก์มิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังที่กล่าวมาแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่ดำเนินคดีอย่างคดีไม่ข้อพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1555 ม. 1558
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 148 (3) ม. 188 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุทิน สินธุบุญ
ในฐานะภรรยาทายาทโดยธรรม — นางอรทัย สินธุบุญ
จำเลย — ของนายอนุวัติ สินธุบุญ ผู้ตาย
1558 — ป.พ.พ. มาตรา
(1) — ป.วิ.พ. มาตรา 18, 55, 148 (3), 188
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายรัฐพลี ตั้งใจตรง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
ชวลิต ศรีสง่า
สุวัตร์ สุขเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8492/2544
#43404
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยส่งเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.14 ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญแห่งคดีประกอบคำเบิกความพยานบุคคลของจำเลยต่อศาล โดยไม่ยื่นสำเนาต่อศาลและไม่ส่งสำเนาให้โจทก์ก่อนวันสืบพยานและส่งสำเนาเอกสารหมาย ล.11/6 เป็นพยานต่อศาล เมื่อศาลแรงงานกลางเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเป็นต้องสืบพยานเอกสารหมาย ล.1ถึง ล.14 อันเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี จึงสั่งรับเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานของจำเลย และรับฟังสำเนาเอกสารหมาย ล.11/6 ประกอบคำเบิกความของพยานจำเลย ย่อมเป็นการสั่งรับโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 45 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้อำนาจไว้โดยเฉพาะการสั่งรับและรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน5,101,972.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ประการแรกว่า จำเลยส่งเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.14 ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในคดีต่อศาลแรงงานกลางเพื่อประกอบคำเบิกความของพยานจำเลยโดยไม่ยื่นสำเนาเอกสารดังกล่าวต่อศาลและไม่ส่งสำเนาให้โจทก์ก่อนวันสืบพยาน โจทก์คัดค้านการอ้างส่งเอกสารของจำเลยแล้วและต้นฉบับเอกสารหมาย ล.11/6 อยู่ในความครอบครองของจำเลยแต่จำเลยไม่ส่งต้นฉบับเอกสารดังกล่าวต่อศาล ศาลแรงงานกลางสั่งรับเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.14 และรับฟังสำเนาเอกสารหมายล.11/6 ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลแรงงานไว้โดยเฉพาะที่จะเรียกพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบและมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานใด ๆ ที่เห็นว่าจะทำให้ได้ความชัดแจ้งในข้อเท็จจริงแห่งคดีและการให้ได้ความชัดแจ้งดังกล่าวนั้นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่คู่ความจำเลยส่งเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.14 ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญแห่งคดีประกอบคำเบิกความพยานบุคคลของจำเลย โดยไม่ยื่นสำเนาต่อศาลและไม่ส่งสำเนาให้โจทก์ก่อนวันสืบพยานและส่งสำเนาเอกสารหมาย ล.11/6 เป็นพยานต่อศาลศาลแรงงานกลางเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องสืบพยานเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.14 อันเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี จึงสั่งรับเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานของจำเลยและรับฟังสำเนาเอกสารหมาย ล.11/6 ประกอบคำเบิกความพยานจำเลยซึ่งศาลแรงงานกลางสั่งรับเอกสารไว้และรับฟังสำเนาเอกสารของจำเลยเพราะเห็นว่าเป็นเอกสารที่จะทำให้ได้ความชัดแจ้งในข้อเท็จจริงแห่งคดีและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่คู่ความนั้นเอง เป็นการสั่งรับโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 45 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงเป็นการสั่งรับและรับฟังพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมายอุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..." ฯลฯ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พงษ์ศักดิ์ ซ้ายจันทึก
จำเลย — ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8492/2544
#67136
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลแรงงาน ไว้โดยเฉพาะที่จะเรียกพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบ และมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานใด ๆ ที่เห็นว่าจะทำให้ได้ ความชัดแจ้งในข้อเท็จจริงแห่งคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่คู่ความ

ศาลแรงงานสั่งรับเอกสารที่จำเลยส่งศาลและรับฟังสำเนาเอกสารของจำเลยเพราะเห็นว่าเป็นเอกสารสำคัญแห่งคดีที่จะทำให้ได้ความชัดแจ้งในข้อเท็จจริงแห่งคดี และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่คู่ความ เป็นการสั่งรับโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 45 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะดังกล่าว จึงเป็นการสั่งรับและรับฟังพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมาย

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์โดยไม่ตั้งผู้แทนจากสหภาพแรงงานร่วมเป็นกรรมการตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จึงเป็นการสอบสวนและเลิกจ้างโดยไม่ชอบ โจทก์มิได้กล่าวอ้างเรื่องนี้มาในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงาน ทั้งมิได้เป็นปัญหาเกี่ยวกับ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

แม้จำเลยไม่ยื่นสำเนาเอกสารต่อศาลและไม่ส่งสำเนาให้โจทก์ก่อนวันสืบพยาน แต่ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ศาลแรงงานก็มีอำนาจใช้ ดุลพินิจสั่งรับเอกสารดังกล่าวไว้เป็นพยานของจำเลยได้ โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานในการ สั่งรับเอกสารเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน ๕,๑๐๑,๙๗๒.๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ประการแรกว่า จำเลยส่งเอกสารซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในคดีต่อศาลแรงงานกลางเพื่อประกอบคำเบิกความของพยานจำเลย โดยไม่ยื่นสำเนาเอกสารดังกล่าวต่อศาลและไม่ส่งสำเนาให้โจทก์ก่อนวันสืบพยาน โจทก์คัดค้านการอ้างส่งเอกสารของจำเลยแล้ว และต้นฉบับเอกสารฉบับหนึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลย แต่จำเลยไม่ส่งต้นฉบับเอกสารดังกล่าวต่อศาล ศาลแรงงานกลางสั่งรับเอกสารและรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลแรงงานไว้โดยเฉพาะที่จะเรียกพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบ และมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานใด ๆ ที่เห็นว่าจะทำให้ได้ความชัดแจ้งในข้อเท็จจริงแห่งคดีและการให้ได้ความชัดแจ้งดังกล่าวนั้นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่คู่ความ ศาลแรงงานกลางสั่งรับเอกสารไว้และรับฟังสำเนาเอกสารของจำเลยเพราะเห็นว่าเป็นเอกสารที่จะทำให้ได้ความชัดแจ้งในข้อเท็จจริงแห่งคดี และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่คู่ความนั้นเอง เป็นการสั่งรับโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงเป็นการสั่งรับและรับฟังพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมาย

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์โดยไม่ตั้งผู้แทนจากสหภาพแรงงานร่วมเป็นกรรมการตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจึงเป็นการสอบสวนและเลิกจ้างโดยไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์มิได้กล่าวอ้างเรื่องนี้มาในคำฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ทั้งมิได้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

และที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยจงใจเพิกเฉย และเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายโดยไม่ยื่นสำเนาเอกสารต่อศาล และไม่ส่งสำเนาให้โจทก์ก่อนวันสืบพยาน ที่ศาลแรงงานกลางสั่งรับเอกสารดังกล่าวไว้โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเป็นการยกเรื่องประโยชน์แห่งความยุติธรรมมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย เพราะมิได้เป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทำให้โจทก์เสียเปรียบในเชิงคดีนั้น เห็นว่า แม้จำเลยไม่ยื่นสำเนาเอกสารต่อศาล และไม่ส่งสำเนาให้โจทก์ก่อนวันสืบพยาน แต่ถ้าศาลแรงงานกลางเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งรับเอกสารดังกล่าวไว้เป็นพยานของจำเลยได้ อุทธรณ์โจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลางในการสั่งรับเอกสารที่จำเลยไม่ได้ส่งสำเนาให้แก่ศาลและโจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง? ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์ศักดิ์ ซ้ายจันทึก
จำเลย — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอิสรา วรรณสวาท
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8485/2544
#42723
เปิดฉบับเต็ม

รายได้จากการกรีดยางที่ได้มาหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรมแล้ว มิใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม จึงมิใช่มรดก แต่เป็นดอกผลของที่ดินทรัพย์มรดกตกได้แก่เจ้าของที่ดินตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336และ 1360 โจทก์ทราบดีว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้นำน้ำยางไปจำหน่ายหารายได้ตั้งแต่ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีก่อนขอแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกและศาลฎีกาได้พิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยแบ่งที่ดินแก่โจทก์โดยที่ดินดังกล่าวเป็นสวนยางพารามีรายได้จากการกรีดยางตั้งแต่ขณะโจทก์ฟ้องคดี ก่อนซึ่งจำเลยได้เอาไว้เป็นประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวโจทก์ชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบรายได้จากการกรีดยางดังกล่าวแก่โจทก์เสียในคราวเดียวกัน แต่กลับมาฟ้องเรียกร้องเป็นคดีนี้ จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นบุตรนางเหน รองวัง เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2536 นางเหนถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางเหนตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 344/2537 จำเลยไม่ยอมแบ่งปันมรดกให้แก่โจทก์ผู้เป็นทายาทครึ่งหนึ่งตามกฎหมาย เพราะไม่มีทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกอีกโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยขอแบ่งมรดก คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 650และที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 406 ให้แก่โจทก์38 ส่วนใน 100 ส่วน หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ให้ขายนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ตามส่วน นับแต่นางเหนถึงแก่ความตายจนถึงวันยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยนำเอายางไปขายนำเงินเป็นรายได้ของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ไม่เคยแบ่งปันให้แก่โจทก์ผู้มีสิทธิได้ครึ่งหนึ่งก่อนฟ้องโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวหลายครั้งแล้วก็ไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 652,860 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน จึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การรับฟังได้ว่าก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกขอแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกและศาลฎีกาได้พิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยแบ่งที่ดินแก่โจทก์38 ส่วนใน 100 ส่วน โดยที่ดินดังกล่าวเป็นสวนยางพารามีรายได้จากการกรีดยางตั้งแต่ขณะโจทก์ฟ้องคดีก่อนซึ่งจำเลยได้เอาไว้เป็นประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 499/2538 ของศาลชั้นต้นหรือไม่เห็นว่า รายได้จากการกรีดยางที่ได้มาหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรมแล้วมิใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม จึงมิใช่มรดกแต่เป็นดอกผลของที่ดินทรัพย์มรดกตกได้แก่เจ้าของที่ดินตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 และ 1360 โจทก์ทราบดีว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้นำน้ำยางไปจำหน่ายหารายได้ตั้งแต่ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีก่อนโจทก์ชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบรายได้จากการกรีดยางดังกล่าวแก่โจทก์เสียในคราวเดียวกัน แต่กลับมาฟ้องเรียกร้องเป็นคดีนี้ จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งรายได้จากการกรีดยางแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งฐานลาภมิควรได้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องได้ชัดเจนว่าจำเลยในฐานะทายาทผู้จัดการมรดกของนางเหน รองวัง มีหน้าที่ต้องแบ่งยางพาราแผ่นหรือเงินที่ได้จากการขายยางพาราแผ่นในส่วนของโจทก์แก่โจทก์ นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายจนถึงวันฟ้อง ซึ่งเป็นการฟ้องขอแบ่งดอกผลอันเกิดจากทรัพย์มรดกฎีกาโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย และที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยเข้าไปกรีดยางภายหลังจากที่โจทก์ได้ฟ้องคดีก่อนไปแล้ว จึงเป็นดอกผลที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนนั้น ก็เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกาโจทก์ ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ละเอียด รองวังหรือตรันฝ้อง
จำเลย — นาง ลี่ รองวังหรือเนียมกุญชร
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8485/2544
#67101
เปิดฉบับเต็ม

รายได้จากการกรีดยางของสวนยางมรดกที่ได้มาหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรม มิใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม จึงมิใช่มรดกแต่เป็นดอกผลของที่ดินทรัพย์มรดกตกได้แก่เจ้าของที่ดินตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าของที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 และ 1360 โจทก์ทราบดีว่าจำเลยได้นำน้ำยางไปจำหน่ายหารายได้ตั้งแต่ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีก่อน โจทก์ชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบรายได้ดังกล่าวแก่โจทก์เสียในคราวเดียวกัน แต่กลับมาฟ้องเรียกร้องเป็นคดีนี้ จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 652,860 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยเรียกทรัพย์มรดก โจทก์จะมาฟ้องเป็นคดีนี้อีกไม่ได้เพราะเป็นฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน จึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การรับฟังได้ว่าก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกขอแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกและศาลฎีกาได้พิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยแบ่งที่ดินแก่โจทก์ 38 ส่วนใน 100 ส่วน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 499/2538 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่ารายได้จากการกรีดยางที่ได้มาหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรมแล้ว มิใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม จึงมิใช่มรดก แต่เป็นดอกผลของที่ดินทรัพย์มรดกตกได้แก่เจ้าของที่ดินตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าของที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 และ 1360 โจทก์ทราบดีว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้นำน้ำยางไปจำหน่ายหารายได้ตั้งแต่ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีก่อน โจทก์ชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบรายได้จากการกรีดยางดังกล่าวแก่โจทก์เสียในคราวเดียวกัน แต่กลับมาฟ้องเรียกร้องเป็นคดีนี้ จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งรายได้จากการกรีดยางแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งฐานลาภมิควรได้ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่า จำเลยในฐานะทายาทผู้จัดการมรดกของนางเหนมีหน้าที่ต้องแบ่งยางพาราแผ่นหรือเงินที่ได้จากการขายยางพาราแผ่นในส่วนของโจทก์แก่โจทก์ นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายจนถึงวันฟ้อง ซึ่งเป็นการฟ้องขอแบ่งดอกผลอันเกิดจากทรัพย์มรดก ฎีกาโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยและที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเข้าไปกรีดยางภายหลังจากที่โจทก์ได้ฟ้องคดีก่อนไปแล้ว จึงเป็นดอกผลที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนนั้น ก็เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 148 ม. 1336 ม. 1360 ม. 1600
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละเอียด รองวังหรือตรันฝ้อง
จำเลย — นางลี่ รองวังหรือเนียมกุญชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายชวลิต อิศรเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8481/2544
#44030
เปิดฉบับเต็ม

แม้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามจะเคยมีความเห็นว่าไม่ควรดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ แต่ความเห็นของพนักงานสอบสวนกองปราบปรามดังกล่าวยังไม่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 และมาตรา 146 ดังนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 147 ที่ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก

จำเลยที่ 4 มีอาชีพเป็นพ่อค้าขายเครื่องประดับประเภทเพชร พลอย เงิน ทอง นาก และนาฬิกา ได้รับใบอนุญาตให้ค้าของเก่าจำเลยที่ 4 ซื้อทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการมาจากจำเลยที่ 3เป็นมูลค่านับสิบล้านบาท แสดงว่าจำเลยที่ 4 ย่อมทราบดีว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการเป็นทรัพย์สินที่มีราคาสูงและหาซื้อไม่ได้ในท้องตลาดทั่วไป และย่อมทราบดีว่าทรัพย์สินของกลางได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 4 ทราบว่าทรัพย์สินของกลางเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(4)(7)(8), 357, 83 คืนทรัพย์ของกลางลำดับที่ 61ถึง 72 แก่ผู้เสียหายและให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนคิดเป็นเงินจำนวน 316,971,925 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่ในระหว่างสืบพยานจำเลย จำเลยที่ 1และที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพว่ากระทำความผิดฐานรับของโจร

ระหว่างพิจารณา เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด บิน อับดุลอาซิซผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก วางโทษจำคุกคนละ 3 ปีจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับสารภาพก่อนคดีเสร็จการพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 2 ปี คืนทรัพย์ของกลางลำดับที่ 61 ถึง 72 แก่ผู้เสียหาย สำหรับคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเนื่องจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์นั้นเมื่อศาลมิได้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ในฐานความผิดดังกล่าวจึงไม่อาจมีคำสั่งให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ในส่วนนี้ได้ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่านายเกรียงไกร เตชะโม่ง ได้ลอบเข้าไปในพระตำหนักของโจทก์ร่วมและลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมเป็นราคาประมาณ 500,000,000 บาท แล้วนำทรัพย์ที่ลักเข้ามาในประเทศไทย นายเกรียงไกรนำทรัพย์สินของโจทก์ร่วมบางส่วนไปขายให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเงินประมาณ 1,000,000 บาทจากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำไปขายต่อให้แก่จำเลยที่ 3 ต่อมาจำเลยที่ 3ติดต่อซื้อขายทรัพย์สินที่ลักมากับนายเกรียงไกรโดยตรงโดยจำเลยที่ 1และที่ 2 ได้รับส่วนแบ่งเป็นค่านายหน้า เมื่อโจทก์ร่วมทราบว่าถูกคนร้ายลักทรัพย์และสืบทราบว่าคนร้ายคือนายเกรียงไกร โจทก์ร่วมได้มอบให้พันตรีซาอัส เอ็ม เอส อาซิลี เดินทางมาประเทศไทยเพื่อประสานงานกับรัฐบาลไทยในการติดตามทรัพย์สินและจับกุมผู้กระทำความผิด กรมตำรวจได้แต่งตั้งพลตำรวจโทชลอ เกิดเทศ เป็นหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน ได้มีการเสนอข่าวทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับการกระทำความผิดและติดตามทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ติดต่อขอพบพลตำรวจโทชลอ และพาเจ้าพนักงานตำรวจไปขุดทรัพย์สินบางส่วนที่จำเลยที่ 1 นำไปฝังไว้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่าเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินของกลางไปขายให้แก่จำเลยที่ 3 ต่อมาจำเลยที่ 3 ได้นำทรัพย์สินของโจทก์ร่วมบางรายการมามอบแก่พลตำรวจโทชลอเมื่อนายเกรียงไกรถูกจับกุมและพาเจ้าพนักงานตำรวจไปขุดทรัพย์สินของโจทก์ร่วมบางส่วนที่ซุกซ่อนไว้แล้ว จำเลยที่นำทรัพย์สินของโจทก์ร่วมจำนวน 16 รายการ ตามบันทึกการมอบทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.23 มามอบให้พลตำรวจโทชลอ พนักงานสอบสวนดำเนินคดีนายเกรียงไกรจนศาลพิพากษาลงโทษและคดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนจำเลยทั้งสี่พนักงานสอบสวนกันไว้เป็นพยาน แต่ภายหลังกรมตำรวจมีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีสำหรับจำเลยทั้งสี่ให้โดยแต่งตั้งพลตำรวจโทธนู หอมหวล เป็นหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนและดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 4 ประการแรกว่า การดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 4 เป็นการชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาในข้อ 2.2 ว่า เดิมได้มีการสอบสวนและยุติไปแล้วแต่ต่อมามีการรื้อฟื้นคดีใหม่โดยไม่มีหลักฐานใหม่ที่จะชี้ความผิดของจำเลยที่ 4แต่อาศัยพยานเดิมที่กลับคำให้การเพื่อมุ่งประสงค์ให้จำเลยที่ 4 มีความผิดนั้นในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของพลตำรวจโทธนู หอมหวล พยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า พลตำรวจโทธนูเป็นผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนทำหน้าที่รื้อฟื้นคดีนี้สืบเนื่องจากพนักงานสอบสวนที่มีพลตำรวจโทชลอเป็นหัวหน้าชุดดำเนินคดีแก่นายเกรียงไกรเพียงคนเดียว หลังจากดำเนินคดีแก่นายเกรียงไกรจนคดีถึงที่สุดแล้ว พนักงานอัยการได้มีหนังสือแจ้งกองปราบปรามให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ด้วย แต่เจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามไม่ดำเนินการตามหนังสือของพนักงานอัยการและได้มีหนังสือหารือไปยังอธิบดีกรมตำรวจในระหว่างนั้นเองพลตำรวจโทชลอได้เดินทางไปประเทศซาอุดีอาระเบียเพื่อนำของกลางบางส่วนไปคืนแก่โจทก์ร่วม แต่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียแจ้งว่าของกลางที่คืนให้มีเพียงร้อยละ 20 ของทรัพย์สินทั้งหมดที่ถูกโจรกรรมไปและของกลางบางส่วนเป็นของปลอม หลังจากนั้นกรมตำรวจจึงมีคำสั่งแต่งตั้งพลตำรวจโทธนูเป็นหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนในการรื้อฟื้นคดีนี้และต่อมากรมตำรวจได้ตอบข้อหารือพนักงานสอบสวนกองปราบปรามให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามจะเคยมีความเห็นว่าไม่ควรดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่แต่ความเห็นของพนักงานสอบสวนกองปราบปรามดังกล่าวยังไม่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 145, 146 ดังนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 147 ที่ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้การดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 4 จึงไม่เป็นการไม่ชอบดังที่จำเลยที่ 4 ฎีกา

จำเลยที่ 4 ฎีกาในข้อ 2.4 ว่า ทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการไม่มีพยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากใดยืนยันว่า เป็นของผู้เสียหายที่ถูกลักมานั้น ในข้อนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีเอกสารคือ บันทึกการยืนยันทรัพย์สินลงวันที่ 23 มกราคม 2533 ตามเอกสารหมาย จ.42 ตามบันทึกนี้นายเกรียงไกรยืนยันว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการ ซึ่งจำเลยที่ 4นำมามอบให้พลตำรวจโทชลอเป็นทรัพย์สินที่นายเกรียงไกรลักมาจากพระตำหนักของโจทก์ร่วม และนายเกรียงไกรได้เบิกความยืนยันในชั้นพิจารณาอีกว่า ขณะนายเกรียงไกรถูกคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครพลตำรวจโทชลอและจำเลยที่ 3 ได้นำของกลางมาให้นายเกรียงไกรดูหลังจากนั้นนายเกรียงไกรจึงได้ลงชื่อไว้ตามเอกสารหมาย จ.42 ดังกล่าวศาลฎีกาเห็นว่า นอกจากโจทก์และโจทก์ร่วมจะมีเอกสารหมาย จ.42และคำเบิกความของนายเกรียงไกรแล้ว ยังมีพยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากอื่นอีกที่เบิกความถึงของกลางทั้ง 16 รายการ เช่น พลตำรวจโทชลอเบิกความว่า ของกลางทั้ง 16 รายการดังกล่าว จำเลยที่ 4 นำมามอบให้พลตำรวจโทชลอ ต่อมาพลตำรวจโทชลอนำไปให้นายเกรียงไกรดูแล้วนายเกรียงไกรยืนยันตามเอกสารหมาย จ.42 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้อย่างมั่นคงว่าของกลางทั้ง 16 รายการ เป็นทรัพย์สินของโจทก์ร่วมที่นายเกรียงไกรลักมาจากพระตำหนักของโจทก์ร่วมจริง

จำเลยที่ 4 ฎีกาในข้อ 2.1 ข้อ 2.3 ข้อ 2.5 และ ข้อ 2.6 พอสรุปความได้ว่าจำเลยที่ 4 รับทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการ ไว้จากจำเลยที่ 3เพื่อซ่อมโดยจำเลยที่ 4 ได้กระทำในลักษณะเปิดเผยและทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการ มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด ไม่มีพฤติการณ์ใด ๆ ที่จำเลยที่ 4 จะทราบได้ว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการ เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดในปัญหาว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการ ที่จำเลยที่ 4 ซื้อจากจำเลยที่ 3 หรือรับไว้จากจำเลยที่ 3เพื่อซ่อมนั้น พยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่เบิกความในข้อนี้มี 2 ปาก คือพลตำรวจโทชลอและพันตำรวจโทจุมพจน์ จินดานนท์ โดยพลตำรวจโทชลอเบิกความว่า จากการสืบสวนพบว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการจำเลยที่ 4 ซื้อจากจำเลยที่ 3 เป็นจำนวนเงินประมาณ 16,000,000 บาทและพันตำรวจโทจุมพจน์เบิกความว่า พันตำรวจโทจุมพจน์เป็นพนักงานสอบสวนร่วมในการสอบสวนคดีดังกล่าว พันตำรวจโทจุมพจน์ดำเนินคดีเฉพาะนายเกรียงไกร ส่วนจำเลยทั้งสี่มิได้ดำเนินคดี ต่อมาสำนักงานอัยการสูงสุดมีความเห็นควรดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ด้วย พันตำรวจโทจุมพจน์จึงหารือกรมตำรวจ กรมตำรวจได้แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนขึ้นอีกหนึ่งชุดโดยมีพลตำรวจโทธนูเป็นหัวหน้าชุดต่อมาจำเลยทั้งสี่มอบตัว พันตำรวจโทจุมพจน์แจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่าซื้อทรัพย์สินจากนายเกรียงไกรโดยไม่ทราบว่าเป็นของที่ถูกลักมา จำเลยที่ 3ให้การทำนองเดียวกันและให้การด้วยว่าทรัพย์สินบางส่วนที่ซื้อมาจากนายเกรียงไกรกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น จำเลยที่ 3 นำไปขายให้แก่จำเลยที่ 4 เป็นเงิน 16,000,000 บาท นอกจากนั้น จำเลยที่ 3 ยังให้การอีกว่าที่เคยให้การในฐานะพยานว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการ จำเลยที่ 3นำไปฝากจำเลยที่ 4 ไว้ให้ซ่อมนั้นความจริงเป็นการขาย ส่วนจำเลยที่ 4ให้การปฏิเสธตลอดข้อหา ทั้งนี้ พันตำรวจโทจุมพจน์ยืนยันว่า ที่เชื่อว่าจำเลยที่ 4 ซื้อทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการ จากจำเลยที่ 3 ก็เพราะมีการโอนเงินในนามจำเลยที่ 3 รวม 5 ครั้ง ศาลฎีกาเห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองเป็นการอนุมานซึ่งรับฟังได้ถ้ามีเหตุผลอื่นประกอบเหตุผลประการแรกคือคำให้การของจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 4 ฎีกาอ้างว่ารับฟังไม่ได้ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ว่าในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 3 จะให้การแตกต่างกัน โดยในครั้งแรกในฐานะพยานจำเลยที่ 3 ให้การว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการ จำเลยที่ 3 นำไปฝากให้จำเลยที่ 4 ไว้ซ่อมและในครั้งหลังเมื่อถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด จำเลยที่ 3 ให้การในฐานะผู้ต้องหาว่าทรัพย์สินดังกล่าวจำเลยที่ 3 ขายให้แก่จำเลยที่ 4 คำให้การของจำเลยที่ 3ในชั้นสอบสวนในครั้งหลังนี้แม้เป็นพยานบอกเล่า แต่ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 มาประกอบการพิจารณาของศาล จึงสามารถนำมาประกอบในการพิจารณาความน่าเชื่อถือของพยานโจทก์ทั้งสองได้ และเมื่อพิจารณาข้อนี้ประกอบกับเหตุผลอื่น ๆ เช่น คำเบิกความของพลตำรวจโทชลอที่เบิกความว่า ทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการ มีค่ามากไม่มีการชำรุดบกพร่องและเป็นทรัพย์สินที่คัดเลือกไว้แล้ว ทำให้เชื่อได้ว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการ ดังกล่าวจำเลยที่ 3 ขายให้แก่จำเลยที่ 4 ดังข้ออนุมานของพยานโจทก์ทั้งสองปัญหาว่าจำเลยที่ 4 รู้หรือไม่ว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ในข้อนี้พันตำรวจเอกประเสริฐ จันทราพิพัฒน์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการนี้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะพิเศษ เช่น นาฬิกามีรูปเป็นหัวงู บางชิ้นมีรูปชาวอิสลามอยู่ที่หน้าปัดเป็นของที่มีราคาแพงและไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 4มีอาชีพเป็นพ่อค้าขายเครื่องประดับประเภทเพชร พลอย เงิน ทอง นากและนาฬิกา ได้รับใบอนุญาตให้ค้าของเก่าตามเอกสารหมาย ล.23 จำเลยที่ 4 ซื้อทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการ มาจากจำเลยที่ 3เป็นมูลค่านับสิบล้านบาท แสดงว่าจำเลยที่ 4 ย่อมทราบดีว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการ เป็นทรัพย์สินที่มีราคาสูงและหาซื้อไม่ได้ในท้องตลาดทั่วไป ดังที่พันตำรวจเอกประเสริฐเบิกความ และในฐานะดังกล่าวจำเลยที่ 4 ย่อมทราบดีว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 4 ทราบว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการ ที่จำเลยที่ 4 รับซื้อไว้จากจำเลยที่ 3เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 4 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 145 ม. 146 ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด บิน อับดุลอาซิซ
จำเลย — นาย อธิวัชร์หรือประสงค์หรือแดง กวางศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8481/2544
#98456
เปิดฉบับเต็ม

แม้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามจะเคยมีความเห็นว่าไม่ควรดำเนินคดีแก่จำเลย แต่ความเห็นของพนักงานสอบสวนกองปราบปรามดังกล่าวยังไม่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 145 , 146 ดังนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 147 ที่ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีกเว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ การดำเนินคดีแก่จำเลยจึงไม่เป็นการไม่ชอบ

ทรัพย์สินของกลางเป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะพิเศษ เช่น นาฬิกามีรูปเป็นหัวงู บางชิ้นมีรูปชาวอิสลามอยู่ที่หน้าปัดเป็นของที่มีราคาแพง และไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด จำเลยมีอาชีพเป็นพ่อค้าขายเครื่องประดับประเภทเพชร พลอย เงิน ทอง นาก และนาฬิกา ได้รับใบอนุญาตให้ค้าของเก่า จำเลยซื้อทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการ เป็นมูลค่านับสิบล้านบาท แสดงว่าจำเลยย่อมทราบดีว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการ เป็นทรัพย์สินที่มีราคาสูงและหาซื้อไม่ได้ในท้องตลาด ทั่วไป และในฐานะดังกล่าวจำเลยย่อมทราบดีว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการ ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยทราบว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง 16 รายการ ที่จำเลยรับซื้อไว้เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) (๔) (๗) (๘), ๓๕๗, ๘๓ คืนทรัพย์ ของกลางลำดับที่ ๖๑ ถึง ๗๒ แก่ผู้เสียหาย และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน คิดเป็นเงินจำนวน ๓๑๖,๙๗๑,๙๒๕ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่ในระหว่างสืบพยานจำเลย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขอถอนคำให้การเดิมและ ให้การใหม่เป็นรับสารภาพว่ากระทำความผิดฐานรับของโจร

ระหว่างพิจารณา เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด บิน อับดุลอาซิซ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๗ วรรคแรก วางโทษ จำคุกคนละ ๓ ปี จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับสารภาพก่อนคดีเสร็จการพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ให้หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีกำหนดคนละ ๒ ปี คืนทรัพย์ของกลางลำดับที่ ๖๑ ถึง ๗๒ แก่ผู้เสียหาย สำหรับคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเนื่องจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์นั้น เมื่อศาลมิได้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ในฐานความผิดดังกล่าว จึงไม่อาจมีคำสั่งให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ในส่วนนี้ได้ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๔ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ ๔ ประการแรกว่า การดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๔ เป็นการชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ ๔ ฎีกาในข้อ ๒.๒ ว่า เดิมได้มีการสอบสวนและยุติไปแล้ว แต่ต่อมามีการรื้อฟื้น คดีใหม่โดยไม่มีหลักฐานใหม่ที่จะชี้ความผิดของจำเลยที่ ๔ แต่อาศัยพยานเดิมที่กลับคำให้การเพื่อมุ่งประสงค์ให้จำเลยที่ ๔ มีความผิดนั้น ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของพลตำรวจโทธนู หอมหวล พยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า พลตำรวจโทธนูเป็นผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนทำหน้าที่รื้อฟื้นคดีนี้ สืบเนื่องจากพนักงานสอบสวนที่มีพลตำรวจโทชลอเป็นหัวหน้าชุดดำเนินคดีแก่นายเกรียงไกร เพียงคนเดียว หลังจากดำเนินคดีแก่นายเกรียงไกรจนคดีถึงที่สุดแล้ว พนักงานอัยการได้มีหนังสือแจ้งกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ด้วย แต่เจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามไม่ดำเนินการตามหนังสือของพนักงานอัยการและได้มีหนังสือหารือไปยังอธิบดีกรมตำรวจ ในระหว่างนั้นเองพลตำรวจโทชลอได้เดินทางไปประเทศ ซาอุดีอาระเบียเพื่อนำของกลางบางส่วนไปคืนแก่โจทก์ร่วม แต่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียแจ้งว่าของกลางที่คืนให้ มีเพียงร้อยละ ๒๐ ของทรัพย์สินทั้งหมดที่ถูกโจรกรรมไปและของกลางบางส่วนเป็นของปลอม หลังจากนั้น กรมตำรวจจึงมีคำสั่งแต่งตั้งพลตำรวจโทธนูเป็นหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนในการรื้อฟื้นคดีนี้ และต่อมา กรมตำรวจได้ตอบข้อหารือพนักงานสอบสวนกองปราบปรามให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามจะเคยมีความเห็นว่าไม่ควรดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ แต่ความเห็นของพนักงานสอบสวนกองปราบปรามดังกล่าวยังไม่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕, ๑๔๖ ดังนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๑๔๗ ที่ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับ บุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีกเว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหา นั้นได้ การดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๔ จึงไม่เป็นการไม่ชอบดังที่จำเลยที่ ๔ ฎีกา?

ปัญหาว่าจำเลยที่ ๔ รู้หรือไม่ว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง ๑๖ รายการ เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ในข้อนี้พันตำรวจเอกประเสริฐ จันทราพิพัฒน์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลางทั้ง ๑๖ รายการ นี้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะพิเศษ เช่น นาฬิกามีรูปเป็นหัวงู บางชิ้น มีรูปชาวอิสลามอยู่ที่หน้าปัดเป็นของที่มีราคาแพงและไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๔ มีอาชีพเป็นพ่อค้าขายเครื่องประดับประเภทเพชร พลอย เงิน ทอง นาก และนาฬิกา ได้รับใบอนุญาตให้ค้าของเก่าตามเอกสารหมาย ล. ๒๓ จำเลยที่ ๔ ซื้อทรัพย์สินของกลางทั้ง ๑๖ รายการ มาจากจำเลยที่ ๓ เป็นมูลค่านับสิบล้านบาท แสดงว่าจำเลยที่ ๔ ย่อมทราบดีว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง ๑๖ รายการ เป็นทรัพย์สินที่มีราคาสูงและหาซื้อไม่ได้ในท้องตลาดทั่วไปดังที่พันตำรวจเอกประเสริฐเบิกความ และในฐานะดังกล่าวจำเลยที่ ๔ ย่อมทราบดีว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง ๑๖ รายการ ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยที่ ๔ ทราบว่าทรัพย์สินของกลางทั้ง ๑๖ รายการ ที่จำเลยที่ ๔ รับซื้อไว้จากจำเลยที่ ๓ เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ ๔ ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด บิน อับดุลอาซิซ
จำเลย — นายอธิวัชร์หรือประสงค์หรือแดง กวางศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิชิต ลีธรรมชโย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุธี เทพสิทธา
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8471/2544
#44029
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความตกลงท้ากันว่า หากเสียงข้างมากจากผลการตรวจตามหลักทางการแพทย์ของโรงพยาบาล 3 แห่งระบุว่าโจทก์ที่ 2เป็นบุตรผู้ตาย จำเลยทั้ง 5 ยอมให้โจทก์ที่ 2 รับมรดกของผู้ตายตามสิทธิ เมื่อคำท้าระบุให้โรงพยาบาล 3 แห่งใช้วิธีตรวจตามหลักการแพทย์ โดยมุ่งเน้นที่จะให้พิสูจน์ว่าโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของผู้ตายหรือไม่ เป็นประเด็นสำคัญ วิธีการตรวจจึงเป็นเรื่องที่โรงพยาบาลแต่ละแห่งจะต้องไปดำเนินการตามที่เห็นสมควรโดยใช้หลักทางการแพทย์เพื่อให้ได้ผลออกมาแน่นอน และตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด หาได้มีข้อจำกัดว่าจะต้องเป็นการตรวจพิสูจน์เพียงครั้งเดียวหรือการตรวจพิสูจน์จะต้องกระทำเฉพาะระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นบุตรผู้ตายเท่านั้นไม่หากโรงพยาบาลหนึ่งโรงพยาบาลใดเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องตรวจพิสูจน์เพิ่มเติมโดยได้ทำการตรวจ 2 ครั้ง หรือจะต้องนำบุคคลภายนอกซึ่งอ้างว่าเป็นบิดาที่แท้จริงของโจทก์ที่ 2 มาตรวจพิสูจน์เพื่อให้ได้ผลแน่นอนขึ้น ก็ย่อมกระทำได้ ไม่เป็นการปฏิบัตินอกเหนือคำท้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าแบ่งทรัพย์สินให้โจทก์ที่ 1จำนวน 13,628,780.44 บาท และแบ่งทรัพย์มรดกของนายปรีชาให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 14,375,630.07 บาท หากแบ่งไม่ได้ ให้ขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสองตามส่วน

จำเลยทั้งห้าให้การทำนองเดียวกันว่า นายปรีชาไม่เคยอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรโจทก์ที่ 1 กับนายสมนึก เจนพานิชทรัพย์ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ คู่ความตกลงท้ากันให้ศาลวินิจฉัยเพียงข้อเดียวว่า หากเสียงข้างมากจากผลการตรวจตามหลักทางการแพทย์ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลรามาธิบดีระบุว่า โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของนายปรีชาผู้ตาย จำเลยทั้งห้ายอมให้โจทก์ที่ 2รับมรดกตามสิทธิคือ 1 ใน 7 ส่วนของทรัพย์มรดกและยอมให้โจทก์ที่ 1ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของนายปรีชาผู้ตาย แต่หากผลการตรวจพิสูจน์เสียงข้างมากระบุว่า โจทก์ที่ 2 มิใช่บุตรของนายปรีชาผู้ตาย โจทก์ทั้งสองยอมถอนฟ้องหรือยอมให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองแพ้คดี

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผลการตรวจเสียงข้างมากฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2มิใช่บุตรของนายปรีชาผู้ตาย โจทก์ทั้งสองจึงต้องแพ้คดี พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบุตรของนายปรีชา เกตุอร่าม ผู้ตาย กับจำเลยที่ 1 ผลการตรวจพิสูจน์สายพันธุ์ของโรงพยาบาลรามาธิบดี ครั้งที่ 1 ระบุว่า โจทก์ที่ 2 ไม่ได้มีบิดาคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งหมายถึงโจทก์ที่ 2 มิใช่บุตรของนายปรีชา ผู้ตาย ส่วนครั้งที่ 2 ระบุว่า ลายพิมพ์นิ้วมือทางพันธุกรรมของโจทก์ที่ 2 มีความเหมือนกับลายพิมพ์นิ้วมือทางพันธุกรรมของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คิดเป็นจำนวน7 ตำแหน่ง จากจำนวน 12 ตำแหน่ง สำหรับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทำการตรวจพิสูจน์สายพันธุ์ 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 2 ได้ทำการตรวจสอบสายพันธุ์ของนายสมนึก เจนพานิชทรัพย์ ซึ่งอ้างว่าเป็นบิดาที่แท้จริงของโจทก์ที่ 2 เพิ่มเติมจากครั้งแรก ต่อมาทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ขอยกเลิกรายงานฉบับเดิม และขอให้ใช้รายงานผลการตรวจครั้งที่ 2 แทน ซึ่งระบุว่า โจทก์ที่ 2 ไม่อาจเป็นพี่น้องร่วมบิดากับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เท่ากับปฏิเสธว่าโจทก์ที่ 2 มิใช่บุตรของนายปรีชา ผู้ตาย ส่วนโรงพยาบาลศิริราชทำการตรวจพิสูจน์สายพันธุ์ 2 ครั้ง แต่ให้ใช้ผลการตรวจครั้งที่ 2 เป็นการตัดสินการตรวจทางพันธุกรรมโดยอ้างว่ามีประสิทธิภาพในการตรวจสูงกว่าซึ่งผลการตรวจครั้งที่ 2 ระบุว่า บิดาที่แท้จริงของโจทก์ที่ 2 จะมีลักษณะพันธุกรรมแตกต่างจากลักษณะพันธุกรรมที่คาดว่าจะเป็นของนายปรีชาผู้ตาย สรุปแล้วผลการตรวจสายพันธุ์ของโรงพยาบาลทั้งสามแห่งดังที่กล่าวมาเสียงข้างมากให้ความเห็นว่า โจทก์ที่ 2 ไม่อาจเป็นบุตรของนายปรีชาผู้ตาย ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ตามคำท้าให้ถือเอาผลการตรวจพิสูจน์สายพันธุ์เฉพาะระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เท่านั้นว่า บุคคลทั้งห้ามีบิดาคนเดียวกันหรือไม่ การที่โรงพยาบาลนำบุคคลภายนอกมาตรวจพิสูจน์ก็ดีหรือการที่โรงพยาบาลตรวจพิสูจน์เพิ่มเติมอีกชุดหนึ่งโดยพลการไม่มีคำสั่งศาลก็ดีเป็นการปฏิบัตินอกเหนือคำท้านั้นเห็นว่า คำท้าตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2540 ระบุให้โรงพยาบาลทั้งสามแห่งใช้วิธีตรวจตามหลักทางการแพทย์ โดยมุ่งเน้นที่จะให้พิสูจน์ว่าโจทก์ที่ 2เป็นบุตรของนายปรีชาผู้ตายหรือไม่ เป็นประเด็นที่สำคัญ ดังนั้น วิธีการตรวจพิสูจน์จึงเป็นเรื่องที่โรงพยาบาลแต่ละแห่งจะต้องไปดำเนินการตามที่เห็นสมควรโดยใช้หลักทางการแพทย์เพื่อให้ผลออกมาแน่นอนและตรงกับความเป็นจริงมากที่สุดหามีข้อจำกัดว่าจะต้องเป็นการตรวจพิสูจน์เพียงครั้งเดียว หรือการตรวจพิสูจน์จะต้องกระทำเฉพาะระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เท่านั้นไม่ หากโรงพยาบาลหนึ่งโรงพยาบาลใดดังกล่าวเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องตรวจพิสูจน์เพิ่มเติมหรือจะต้องนำบุคคลภายนอกมาตรวจพิสูจน์เพื่อให้ได้ผลแน่นอนยิ่งขึ้นก็ย่อมทำได้ การที่โรงพยาบาลรามาธิบดีนำนายอาทิตย์ ตติยาวงษ์ชัยบุตรอันเกิดจากโจทก์ที่ 1 กับนายสมนึกมาตรวจพิสูจน์ หรือโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นำนายสมนึกมาตรวจพิสูจน์หรือโรงพยาบาลศิริราชทำการตรวจพิสูจน์อีกชุดหนึ่ง โดยอ้างว่ามีประสิทธิภาพในการตรวจสูงกว่าครั้งแรกเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้ด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ไม่เป็นการปฏิบัตินอกเหนือคำท้า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้วฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง มารศรี ตติยาวงษ์ชัย กับพวก
จำเลย — นาง นงคราญ เกตุอร่าม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8470/2544
#44028
เปิดฉบับเต็ม

การใช้สายลับช่วยล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนเป็นเพียงการกระทำเท่าที่จำเป็นและสมควรในการแสวงหาหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยตามอำนาจใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(10) ชอบที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกระทำได้เพื่อให้ได้โอกาสจับกุมจำเลยพร้อมด้วยพยานหลักฐาน ดังนี้ การใช้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย จึงเป็นเพียงวิธีการพิสูจน์ความผิดของจำเลยไม่เป็นการแสวงหาหลักฐานโดยมิชอบ จึงมิใช่เป็นการใช้ให้ไปกระทำความผิดและแม้จะไม่ได้นำตัวสายลับมาเป็นพยานในชั้นศาลเนื่องจากเพื่อประโยชน์แก่ราชการในภายหน้าหรือเพื่อความปลอดภัยของสายลับก็ตาม ย่อมอยู่ในดุลพินิจของโจทก์ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าพยานหลักฐานที่นำสืบมาเพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้แล้ว ก็หาจำต้องนำตัวสายลับดังกล่าวมาเป็นพยานในชั้นศาลด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง(ที่ถูกประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุยังไม่เกิน 20 ปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 3 ปี 4 เดือน คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเห็นสมควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78หนึ่งในสี่ คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เห็นสมควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก26 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง ร้อยตำรวจโทศรีไพร บินทปัญญารองสารวัตรสืบสวน กองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 6 กับพวก ได้ร่วมกันจับกุมจำเลยที่วินเนอร์สนุกเกอร์คลับถนนสุขุมวิท 71 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด บรรจุในถุงพลาสติกใสอยู่ในมือจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาจำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจโทศรีไพร บินทปัญญา และสิบตำรวจเอกชาณุ คุ้มกัน เป็นพยานเบิกความต้องกันว่า ร้อยตำรวจโทศรีไพรได้รับรายงานจากสายลับว่ามีชายไทยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่วินเนอร์สนุกเกอร์คลับที่เกิดเหตุจึงวางแผนจับกุมโดยนำธนบัตรฉบับละ 500 บาทไปถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันธุรการมอบให้สายลับไปทำการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน พยานทั้งสองกับพวกเดินทางไปที่เกิดเหตุโดยให้สายลับเดินทางล่วงหน้าไปก่อน แล้วพยานทั้งสองตามไปที่ชั้น 2 ของสถานที่ดังกล่าว ทำทีว่าไปเล่นสนุกเกอร์ ส่วนเจ้าพนักงานตำรวจอื่นรออยู่ที่สถานีบริการน้ำมัน ขณะนั้นจำเลยกับพวกกำลังเล่นสนุกเกอร์ที่โต๊ะหัวมุมพยานทั้งสองเห็นสายลับเดินเข้าไปพูดคุยกับจำเลย สักครู่หนึ่งจำเลยถือหมวกนิรภัยเดินออกไปจากห้องสนุกเกอร์ ครั้นเวลา 18.30 นาฬิกาจำเลยกลับมาในห้องสนุกเกอร์พูดคุยกับสายลับที่บริเวณเคาน์เตอร์แล้วพากันเดินไปที่บริเวณบันไดทางขึ้นชั้น 3 พยานทั้งสองจึงเข้าแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแล้วจับกุมจำเลย สิบตำรวจเอกชาณุพยานค้นตัวจำเลยพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด บรรจุในถุงพลาสติกที่จำเลยกำไว้ในมือขณะล้วงกระเป๋ากางเกงด้านหน้าข้างซ้าย จึงแจ้งข้อหาจำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยให้การรับว่ามีชายไทยมาติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย แต่จำเลยไม่มี ชายผู้นั้นจึงมอบเงินให้แก่จำเลยไปซื้อเมทแอมเฟตามีนที่บริเวณคลองเตยจำนวน 10 เม็ด เพื่อจะมามอบให้ชายคนดังกล่าวตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.3 และพันตำรวจโทปริญญา วงศ์กล้า พนักงานสอบสวนพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่าได้แจ้งข้อหาจำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยให้การรับสารภาพปรากฏตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.6 เห็นว่า ก่อนที่ร้อยตำรวจโทศรีไพรและสิบตำรวจเอกชาณุจะเข้าจับกุมจำเลยนั้นเชื่อว่าจะต้องมีผู้แจ้งว่ามีการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่วินเนอร์สนุกเกอร์คลับที่เกิดเหตุมิฉะนั้นร้อยตำรวจโทศรีไพรและสิบตำรวจเอกชาณุย่อมไม่สามารถทราบรายละเอียดและเดินทางไปจับกุมจำเลยได้ ทั้งการจับกุมจำเลยต้องวางแผนอย่างรัดกุมโดยมีสายลับที่รู้จักตัวจำเลยนำไปที่วินเนอร์สนุกเกอร์คลับเพื่อชี้ตัวหรือแสดงวิธีการใดให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยพยานหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งการวางแผนของร้อยตำรวจโทศรีไพรและสิบตำรวจเอกชาณุใช้วิธีนำธนบัตรฉบับละ 500 บาท ไปถ่ายสำเนาแล้วนำไปลงบันทึกประจำวันธุรการตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 มอบให้แก่สายลับไปล่อซื้อร้อยตำรวจโทศรีไพรและสิบตำรวจเอกชาณุทำทีเล่นสนุกเกอร์อยู่อีกโต๊ะหนึ่งเห็นสายลับเข้าไปพูดคุยกับจำเลย จนกระทั่งจำเลยออกไปจากห้องสนุกเกอร์แล้วกลับมาในเวลา 18.30 นาฬิกา จึงถูกจับกุมพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ของกลางที่บริเวณทางขึ้นบันไดชั้น 3 ได้ในที่สุด ร้อยตำรวจโทศรีไพรและสิบตำรวจเอกชาณุไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน น่าเชื่อว่าไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่จะต้องเบิกความปรักปรำจำเลย การจับกุมจำเลยก็อาศัยแผนการที่ได้วางไว้ ทั้งพยานทั้งสองเบิกความเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนและภายหลังการจับกุมจำเลยสอดคล้องต้องกัน ไม่มีข้อพิรุธสงสัยแม้จะมีข้อแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงพลความ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีทั้งพยานบุคคลและเมทแอมเฟตามีนของกลางอันเป็นวัตถุพยานที่ยึดได้จากตัวจำเลย ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จึงรับฟังได้ว่าสายลับได้มอบธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อให้จำเลยไปซื้อเมทแอมเฟตามีน หลังจากนั้นจำเลยจึงไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด จากที่อื่นเตรียมส่งมอบให้แก่สายลับ แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่นำตัวสายลับและพนักงานของวินเนอร์สนุกเกอร์คลับมาเบิกความเป็นพยานทำให้มีข้อพิรุธ การที่สายลับใช้ให้จำเลยไปซื้อเมทแอมเฟตามีนเพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวจำเลย ย่อมไม่เป็นความผิดตามกฎหมายนั้น เห็นว่า การใช้สายลับช่วยล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนเป็นเพียงการกระทำเท่าที่จำเป็นและสมควรในการแสวงหาหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยตามอำนาจในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(10) ชอบที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกระทำได้เพื่อให้ได้โอกาสจับกุมจำเลยพร้อมด้วยพยานหลักฐาน ดังนี้ การใช้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย จึงเป็นเพียงวิธีการพิสูจน์ความผิดของจำเลย ไม่เป็นการแสวงหาหลักฐานโดยมิชอบ จึงมิใช่เป็นการใช้ให้ไปกระทำความผิด และแม้จะไม่ได้นำตัวสายลับกับพนักงานของวินเนอร์สนุกเกอร์คลับมาเป็นพยานในชั้นศาลเนื่องจากเพื่อประโยชน์แก่ราชการในภายหน้าหรือเพื่อความปลอดภัยของสายลับก็ตาม ย่อมอยู่ในดุลพินิจของโจทก์ ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าพยานหลักฐานที่นำสืบมาเพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้แล้วก็หาจำต้องนำตัวสายลับและพนักงานดังกล่าวมาเป็นพยานในชั้นศาลด้วยไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.6 ไม่ชอบ เนื่องจากจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจข่มขู่นั้น เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจโทปริญญาพนักงานสอบสวนเบิกความว่า ก่อนสอบสวนได้แจ้งสิทธิให้จำเลยทราบตามบันทึกการแจ้งสิทธิ เอกสารหมาย จ.7 และเมื่อจัดทำบันทึกคำให้การรับสารภาพของจำเลยเสร็จแล้ว ได้อ่านข้อความให้จำเลยฟัง โดยที่พันตำรวจโทปริญญาพยานไม่เคยรู้จักจำเลย น่าเชื่อว่าดำเนินการสอบสวนและสอบปากคำจำเลยไปตามข้อเท็จจริงโดยไม่ได้กลั่นแกล้งจำเลย ทั้งบันทึกคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนมีข้อความสอดคล้องในสาระสำคัญต้องกันว่า จำเลยได้รับมอบธนบัตรฉบับละ500 บาท จากสายลับไปซื้อเมทแอมเฟตามีนที่บริเวณคลองเตยนำมาส่งมอบให้แก่สายลับ คำรับสารภาพของจำเลยดังกล่าวน่าเชื่อว่าจำนนต่อหลักฐานยิ่งกว่าจะฟังว่าถูกเจ้าพนักงานตำรวจข่มขู่ และที่จำเลยฎีกาอีกว่าเจ้าพนักงานตำรวจลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อตามเอกสารหมาย จ.1 ในลำดับที่ 4 ระบุว่าเป็นวันที่ 19 กันยายน2541 แต่ตามลำดับที่ 5 ถัดมามีการลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีอื่นระบุวันที่ 18 กันยายน 2541 ทำให้มีข้อพิรุธนั้น เห็นว่า การนำธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อไปถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันนั้น เป็นเพียงพยานหลักฐานขั้นตอนแรกที่แสดงว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้นำธนบัตรมอบให้สายลับใช้ในการล่อซื้อจริงเท่านั้น แม้จะมีข้อผิดพลาดในบันทึกประจำวันดังกล่าวก็เป็นข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อยของเจ้าพนักงานตำรวจเอง และไม่เป็นเหตุทำให้พยานโจทก์ทั้งปวงขาดน้ำหนักน่าเชื่อถือแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามแล้วคงจำคุก 26 เดือน20 วันนั้นไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องเป็นจำคุก 2 ปี 2 เดือน 20 วัน แต่โทษตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมาเป็นจำนวนเดือนนั้นเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า เมื่อโจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ได้ เพราะจะมีผลทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นอันเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (10) ม. 174
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ชวลิต เครือวุฒิกุล
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8464/2544
#42722
เปิดฉบับเต็ม

แม้ที่ดินที่เป็นเหตุให้โจทก์จำเลยพิพาทกันในคดีนี้เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีแพ่งของศาลชั้นต้นอีกคดีหนึ่งก็ตามแต่ก็เป็นคนละคดีกัน เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดีเรื่องนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์และมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มจำเลยก็ชอบที่จะต้องนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางต่อศาลชั้นต้นให้ครบตามระยะเวลาที่กำหนด ส่วนที่จำเลยเห็นว่าจำเลยไม่ควรต้องวางเงินค่าขึ้นศาลอุทธรณ์ซ้ำอีก เพราะได้วางเงินค่าขึ้นศาลในอีกคดีหนึ่งแล้ว ก็เป็นกรณีที่จำเลยมีสิทธิที่จะคัดค้านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ไว้แล้วฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวในภายหลังได้ แต่การที่จำเลยไม่นำเงินมาวางตามกำหนดโดยการขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีกหลายครั้ง ทั้งมีการอุทธรณ์คำสั่งของศาลที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลอุทธรณ์เพิ่มด้วย เป็นพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาประวิงเวลาให้ชักช้า ถือได้ว่าเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลอุทธรณ์เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยปฏิบัติและจำเลยก็ได้ทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174(2) ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่า ที่ดินตามฟ้องเป็นของบริษัทปิ่นเจริญจำกัด ที่ได้นำมาตีชำระหนี้ให้แก่จำเลยแล้ว แต่โจทก์รับโอนที่ดินมาโดยร่วมกับบริษัทปิ่นเจริญ จำกัด ฉ้อฉลเพื่อโกงจำเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลย ให้จำเลยรื้อถอนโกดังเก็บวัสดุก่อสร้างและที่พักคนงานออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 112364 ถึง112366 ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนโกดังเก็บวัสดุก่อสร้างและที่พักคนงานออกไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องพิพาทกันเกี่ยวกับที่ดินพิพาทโดยตรงว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่ จึงต้องมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทรวมกับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้อง แต่จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียง 200 บาท ไม่ครบถ้วน ให้ศาลชั้นต้นตีราคาที่ดินพิพาทเป็นทุนทรัพย์แล้วให้จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลให้ครบ ซึ่งศาลชั้นต้นนัดโจทก์และจำเลยสอบถามตีราคาที่ดินพิพาทแล้วให้จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มอีก 103,425 บาท ภายใน 45 วันนับแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2541 ต่อมาวันที่ 25 กันยายน 2541 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มออกไปอีก 60 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลาให้จำเลยนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มมาชำระภายในวันที่ 30 ตุลาคม2541 ครั้นวันที่ 27 ตุลาคม 2541 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มออกไปอีก 30วัน ศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาให้จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อีก ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 22 กันยายน2542 จำเลยไม่นำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มมาวางตามกำหนดแต่ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลอุทธรณ์เพิ่มออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นการชอบแล้ว เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ยังขาดอยู่ให้ครบถ้วนตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบด้วย มาตรา 246 พิพากษายืน และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลอุทธรณ์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้กลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลอุทธรณ์เพิ่มออกไปอีกและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนขอให้มีคำสั่งว่าจำเลยไม่ต้องวางเงินค่าขึ้นศาลซ้ำเพราะโจทก์และจำเลยได้พิพาทกันเกี่ยวกับที่ดินแปลงเดียวกันนี้ ซึ่งจำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลแล้วในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3120/2541 ของศาลชั้นต้น คดีระหว่างนายสมชาย เลิศวัชรสารกุลโจทก์ บริษัทปิ่นเจริญ จำเลยที่ 1 นางอุบล คุณพระสุนทร ที่ 2 นั้นเห็นว่า แม้ที่ดินที่เป็นเหตุให้โจทก์จำเลยพิพาทกันเป็นคดีนี้ กับที่ดินที่พิพาทกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3120/2541 ของศาลชั้นต้นตามที่จำเลยฎีกาจะเป็นที่ดินแปลงเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นคนละคดีกันเมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดีเรื่องนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์และมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่ม จำเลยก็ชอบที่จะต้องนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มมาวางต่อศาลชั้นต้นให้ครบตามระยะเวลาที่กำหนดก่อน ส่วนที่จำเลยเห็นว่าจำเลยไม่ควรต้องวางเงินค่าขึ้นศาลอุทธรณ์ซ้ำอีก เพราะเหตุที่จำเลยได้วางเงินค่าขึ้นศาลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3120/2541 ของศาลชั้นต้นแล้ว ก็เป็นกรณีที่จำเลยมีสิทธิที่จะคัดค้านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ไว้แล้วฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวในภายหลังได้ แต่การที่จำเลยไม่นำเงินค่าขึ้นศาลอุทธรณ์เพิ่มมาวางต่อศาลชั้นต้นตามกำหนด โดยการขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลอุทธรณ์เพิ่มออกไปอีกหลายครั้ง ทั้งมีการอุทธรณ์คำสั่งของศาลที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลอุทธรณ์เพิ่มด้วย ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวมาแล้วเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาประวิงเวลาให้ชักช้า ถือได้ว่าเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลอุทธรณ์เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยปฏิบัติและจำเลยก็ได้ทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174(2) ประกอบมาตรา 246 แล้วพิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์นั้นชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้คดีนี้รอฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3120/2541 ของศาลชั้นต้นเสียก่อนจึงให้ทำคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อไปนั้น เมื่อจำเลยได้ทิ้งฟ้องอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ได้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้ว ก็ไม่มีฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่จะให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาเพื่อจะให้รอฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3120/2541 ของศาลชั้นต้นอีกต่อไป แม้มีคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวแล้วก็เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดี ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อุบล คุณพระสุนทร
จำเลย — นาย สมชาย เลิศวัชรสารกุล
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8463/2544
#42721
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ดังนั้น ฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่าเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวจึงมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง แต่เมื่อเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้

จำเลยพรากเด็กชาย พ. ไปจากผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาเพื่อการอนาจาร เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารสำเร็จตั้งแต่จำเลยเริ่มพรากเด็กชาย พ. ไป โดยมีเจตนาดังกล่าว และเป็นเจตนาที่กระทำต่อมารดาเด็กชาย พ. ด้วย ส่วนการที่จำเลยได้กระทำอนาจารแก่เด็กชาย พ. โดยใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญว่าจะฆ่าเด็กชาย พ. หากขัดขืนเป็นความผิดสำเร็จฐานกระทำอนาจารและพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารอีกกรรมหนึ่งจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องและเบิกความว่าผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลยเนื่องจากฝ่ายจำเลยได้จ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจของฝ่ายผู้เสียหายแล้ว คำร้องและคำเบิกความของผู้เสียหายพอแปลได้ว่า ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรกจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กชายพรเทพ บุญกูล (ที่ถูก บุญกุล)อายุ 10 ปีเศษ ไปเสียจากนางทูล บุญกูล (ที่ถูก บุญกุล) ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นมารดาผู้ปกครองดูแล เพื่อการอนาจารแล้วจำเลยได้กระทำอนาจารเด็กชายพรเทพซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยใช้อุบายหลอกลวงพาเด็กชายพรเทพไปยังบริเวณป่าละเมาะหลังโรงเรียนบุญวัฒนา และใช้กำลังประทุษร้ายตบตีและขู่เข็ญว่าหากขัดขืนจะฆ่าเด็กชายพรเทพแล้วจำเลยใช้อวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปในทวารหนักเด็กชายพรเทพ ชักเข้าชักออกโดยเด็กชายพรเทพอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279, 283 ทวิ, 284,317, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 284 วรรคแรก, 317 วรรคสามการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารเป็นกรรมเดียวแต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ที่ถูกฐานพรากเด็กชายอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร) จำคุก 5 ปี กระทงหนึ่ง และฐานกระทำอนาจาร (ที่ถูก ฐานกระทำอนาจารและพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจารเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 1 ปี อีกกระทงหนึ่งรวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับฎีกาของจำเลยข้อแรกซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดหลายกรรม จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง และต่อมาอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ดังนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง แต่เมื่อเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยจำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ ปรากฏว่าการที่จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรมีเจตนาพรากเด็กชายพรเทพไปเสียจากนางทูลผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาเพื่อการอนาจาร ย่อมเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน สิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารสำเร็จตั้งแต่จำเลยเริ่มพรากเด็กชายพรเทพไปโดยมีเจตนาดังกล่าว และเป็นเจตนาที่กระทำต่อนางทูลผู้เป็นมารดาเด็กชายพรเทพ ส่วนการที่จำเลยได้กระทำอนาจารแก่เด็กชายพรเทพโดยใช้กำลังประทุษร้ายตบตีและขู่เข็ญว่าจะฆ่าเด็กชายพรเทพหากขัดขืนมิให้จำเลยกระทำอนาจาร ย่อมเป็นความผิดสำเร็จฐานกระทำอนาจารและพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารอีกกรรมหนึ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกาไม่...

อนึ่ง คดีนี้สำหรับความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์สำหรับความผิดฐานนี้ก่อนคดีถึงที่สุดได้ และได้ความว่าก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องและเบิกความทำนองเดียวกันว่า ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลยในคดีนี้ต่อไปอีก เนื่องจากฝ่ายจำเลยได้จ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจของฝ่ายผู้เสียหายแล้ว เห็นว่า คำร้องและคำเบิกความของผู้เสียหายพอแปลได้ว่า ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 284 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นาย มานะ พันธุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8463/2544
#69626
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันนั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดหลายกรรม จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง และต่อมาอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสองแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้

ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารสำเร็จตั้งแต่จำเลยเริ่มพรากเด็กไปโดยมีเจตนาดังกล่าว และเป็นเจตนาที่กระทำต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาเด็ก ส่วนการที่จำเลยได้กระทำอนาจารแก่เด็กโดยใช้กำลังประทุษร้ายตบตีและขู่เข็ญว่าจะฆ่าเด็กหากขัดขืนมิให้จำเลยกระทำอนาจาร ย่อมเป็นความผิดสำเร็จฐานกระทำอนาจารและพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารอีกกรรมหนึ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ และก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องและเบิกความว่าผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลยต่อไปอีก เนื่องจากฝ่ายจำเลยได้จ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจของฝ่ายผู้เสียหายแล้ว คำร้องและคำเบิกความของผู้เสียหายพอแปลได้ว่าผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคแรก จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙, ๒๘๓ ทวิ, ๒๘๔, ๓๑๗, ๙๑

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง, ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง, ๒๘๔ วรรคแรก, ๓๑๗ วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารเป็นกรรมเดียวแต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ (ที่ถูก ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเพื่อการอนาจาร) จำคุก ๕ ปี กระทงหนึ่ง และฐานกระทำอนาจาร (ที่ถูก ฐานกระทำอนาจารและพาเด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเพื่อการอนาจารเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐) จำคุก ๑ ปี อีกกระทงหนึ่ง รวม ๒ กระทง เป็นจำคุก ๖ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ ปี

จำเลยอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดหลายกรรม จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง และต่อมาอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ดังนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง แต่เมื่อเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ ปรากฏว่าการที่จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควร มีเจตนาพรากเด็กชายพรเทพไปเสียจากนางทูลผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาเพื่อการอนาจาร ย่อมเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารสำเร็จตั้งแต่จำเลยเริ่มพรากเด็กชายพรเทพไปโดยมีเจตนาดังกล่าว และเป็นเจตนาที่กระทำต่อนางทูลผู้เป็นมารดาเด็กชายพรเทพ ส่วนการที่จำเลยได้กระทำอนาจารแก่เด็กชายพรเทพโดยใช้กำลังประทุษร้ายตบตีและขู่เข็ญว่าจะฆ่าเด็กชายพรเทพหากขัดขืนมิให้จำเลยกระทำอนาจาร ย่อมเป็นความผิดสำเร็จฐานกระทำอนาจารและพาเด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเพื่อการอนาจารอีกกรรมหนึ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกาไม่

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยกระทำการอันวิปริตผิดทำนองคลองธรรม เป็นภัยร้ายแรงแก่สังคมส่วนรวมดังเช่นที่เด็กชายพรเทพซึ่งมีอายุเพียง ๑๐ ปีเศษ ต้องประสบในคดีนี้ และข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยมีอาการป่วยทางจิต ก็เป็นเรื่องที่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานแน่ชัดที่ยืนยันว่าขณะเกิดเหตุจำเลยมีอาการเช่นนั้นจริง จึงจะนำมาเป็นข้ออ้างให้ได้รับโทษน้อยลงจากการกระทำอันเลวร้ายของตนหาได้ไม่ พฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุเพียงพอให้ศาลใช้ดุลพินิจลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีชอบแล้ว

อนึ่ง คดีนี้สำหรับความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔ วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์สำหรับความผิดฐานนี้ก่อนคดีถึงที่สุดได้ และได้ความว่าก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องและเบิกความทำนองเดียวกันว่า ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลยในคดีนี้ต่อไปอีก เนื่องจากฝ่ายจำลยได้จ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจของฝ่ายผู้เสียหายแล้ว เห็นว่า คำร้องและคำเบิกความของผู้เสียหายพอแปลได้ว่า ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔ วรรคแรก จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔ วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 91 ม. 284 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายมานะ พันธุรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวีระศักดิ์ หมั่นภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8460/2544
#44027
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ว่าศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันพิพากษาซึ่งเมื่อนับถึงวันยื่นฎีกานี้เป็นเวลาเกินกว่า 6 เดือนแล้ว หากศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองก็อาจมีผลทำให้จำเลยต้องถูกลงโทษด้วยการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เกินกว่า6 เดือนนั้น เป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี ซึ่งมิใช่เป็นการฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่พิพากษาว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้อง โจทก์ว่าไม่ถูกต้องแต่ประการใด จึงเป็นเรื่องที่จำเลยต้องดำเนินการให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 และมาตรา 216 หากจำเลยเห็นว่าศาลชั้นต้นบังคับคดีตามคำพิพากษาให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลชั้นต้นโดยขอให้แก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อนหากศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นประการใดแล้ว จำเลยจึงจะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อมาได้ตามลำดับ การที่จำเลยยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ พระราชบัญญัติการขนส่งทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 102(3 ทวิ), 127 ทวิ ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102(3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสองการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท(ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90)แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 (ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนัก)มีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 จำคุก8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 เดือน ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือนนับแต่วันพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาประการแรกว่า การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันพิพากษาซึ่งเมื่อนับถึงวันยื่นฎีกานี้เป็นเวลาเกินกว่า 6 เดือนแล้ว ดังนั้นหากศาลฎีกามีคำพิพากษาในประเด็นนี้ยืนตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองก็อาจมีผลทำให้จำเลยต้องถูกลงโทษด้วยการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เกินกว่า 6 เดือน ซึ่งอาจจะมีปัญหาในข้อกฎหมายตามมาว่า พ้นเวลาที่จะให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือไม่นั้นเห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี ซึ่งมิใช่เป็นการฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่พิพากษาว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ว่าไม่ถูกต้องแต่ประการใด จึงเป็นเรื่องที่จำเลยต้องดำเนินการให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193และมาตรา 216 หากจำเลยเห็นว่าศาลชั้นต้นบังคับคดีตามคำพิพากษาให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลชั้นต้นโดยขอให้แก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นประการใดแล้ว จำเลยจึงจะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อมาได้เป็นลำดับ การที่จำเลยยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบแปดล้ออาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นที่ใช้เส้นทางเดินรถร่วมกับจำเลยได้ทุกขณะเพราะอาการมึนเมาเมทแอมเฟตามีนย่อมทำให้ขาดสติ ไม่สามารถใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้อย่างเต็มที่ดังเช่นในภาวะที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์นอกจากนี้รถยนต์บรรทุกสิบแปดล้อที่จำเลยขับเป็นรถยนต์ขนาดใหญ่ซึ่งยากแก่การควบคุมหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นย่อมนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวง พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบและเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่นอันจะเป็นการปกป้องประชาชนทั่วไปให้พ้นจากภยันตรายบนท้องถนนที่มักเกิดขึ้นจากผู้ขับขี่ที่เสพเมทแอมเฟตามีน ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ม. 216
พ.ร.บ.จราจรทางบก ม. 157 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นาย วิชัย จันทร์กุล
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8460/2544
#69601
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันพิพากษา เมื่อนับถึงวันยื่นฎีกาเป็นเวลาเกินกว่า 6 เดือน หากศาลฎีกามีคำพิพากษายืนก็อาจมีผลทำให้จำเลยต้องถูกลงโทษด้วยการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เกินกว่า 6 เดือน ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี มิใช่เป็นการฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่าไม่ถูกต้อง จึงเป็นเรื่องที่จำเลยต้องดำเนินการให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 และมาตรา 216 หากจำเลยเห็นว่าศาลชั้นต้นบังคับคดีตามคำพิพากษาให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลชั้นต้นโดยขอให้แก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นประการใดแล้วจำเลยจึงจะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อมาได้เป็นลำดับ การที่จำเลยยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท (ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90) แต่ความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 (ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนัก) มีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ประกอบ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาประการแรกว่า การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันพิพากษาซึ่งเมื่อนับถึงวันยื่นฎีกานี้เป็นเวลาเกินกว่า 6 เดือน แล้ว ดังนั้นหากศาลฎีกามีคำพิพากษาในประเด็นนี้ยืนตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองก็อาจมีผลทำให้จำเลยต้องถูกลงโทษด้วยการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เกินกว่า 6 เดือน ซึ่งอาจจะมีปัญหาในข้อกฎหมายตามมาว่า พ้นเวลาที่จะให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือไม่นั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี ซึ่งมิใช่เป็นการฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่พิพากษาว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ว่าไม่ถูกต้องแต่ประการใด จึงเป็นเรื่องที่จำเลยต้องดำเนินการให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 และมาตรา 216 หากจำเลยเห็นว่าศาลชั้นต้นบังคับคดีตามคำพิพากษาให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลชั้นต้นโดยขอให้แก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นประการใดแล้วจำเลยจึงจะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อมาได้เป็นลำดับ การที่จำเลยยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ม. 216 ม. 245
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 157 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายวิชัย จันทร์กุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสุทธินันท์ รักความสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา