คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8454/2544
#42720
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน แม้จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์ได้ขอให้ออกคำบังคับแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ก็ตาม แต่ในการทำสัญญากู้เงิน จำเลยที่ 1 ได้มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักประกัน แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินที่จะชำระหนี้ได้และการบังคับชำระหนี้ไม่เป็นการยาก จำเลยที่ 2 ชอบที่จะขอให้ศาลเพิกถอนการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 โดยให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 689 ได้ แม้โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเนื่องจากยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 แล้วไม่มีการขาย และหากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1ไม่พอชำระหนี้ โจทก์จะต้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 อีกครั้งหนึ่ง ก็ไม่มีเหตุที่จะมีคำสั่งเพียงให้งดการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ไว้เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ผู้กู้ชำระเงิน525,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 300,000บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้บังคับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันชำระแทน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาทแต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระโจทก์จึงขอให้บังคับคดี ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2542 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 13886 เนื้อที่ 9 ไร่เศษของจำเลยที่ 2 เพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินที่โจทก์จะบังคับชำระหนี้ได้ โจทก์ควรบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อน ขอให้ถอนการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นนัดพร้อมและสอบถามคู่ความแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินที่โจทก์สามารถยึดมาบังคับคดีได้ การยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามลำดับแห่งคำพิพากษา เป็นการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายให้เพิกถอนการยึดทรัพย์สินดังกล่าวของจำเลยที่ 2 เสีย โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามกฎหมายด้วย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองมิได้แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เป็นการข้ามการบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้บังคับจำเลยที่ 2 ชำระแทน ซึ่งหมายความว่ากรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์ โจทก์จะต้องดำเนินการบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เสียก่อน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินที่โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์จึงจะดำเนินการบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ได้คดีนี้แม้จะปรากฏว่าจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์โจทก์ขอให้ออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองแล้ว เมื่อครบกำหนดตามคำบังคับจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องของจำเลยที่ 2ว่า ในการทำสัญญากู้เงิน จำเลยที่ 1 ได้มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 2866 ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักประกัน นอกจากนี้โจทก์ยังแถลงรับตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 ว่า โจทก์คาดว่าที่ดินและทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่หากยึดมาขายทอดตลาดแล้วน่าจะไม่เพียงพอแก่การชำระหนี้ตามคำพิพากษา จึงแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินที่จะชำระหนี้ให้โจทก์ได้และการที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการยาก แต่โจทก์ไม่นำพาที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 กลับนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ก่อน จึงเป็นการข้ามการบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจำเลยที่ 2 ชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 โดยให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 689 ได้ แม้ว่าโจทก์จะต้องเสียหายเพราะต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเนื่องจากยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 แล้วไม่มีการขาย และหากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1ไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จะต้องบังคับชำระหนี้โดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 อีกครั้งหนึ่ง ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม ก็ไม่มีเหตุที่จะมีคำสั่งเพียงให้งดการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ไว้เท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 689
ป.วิ.พ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บุญเพ็ง มณีอินทร์
จำเลย — นางสาว บังเอิญ ฉิมกูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8454/2544
#69609
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้บังคับจำเลยที่ 2 ชำระแทน โจทก์จะต้องดำเนินการบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เสียก่อน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินที่โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ โจทก์จึงจะดำเนินการบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ได้

ในการทำสัญญากู้เงิน จำเลยที่ 1 ได้มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักประกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินที่จะชำระหนี้ให้โจทก์ได้และการที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการยาก แต่โจทก์กลับนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ก่อนเป็นการข้ามการบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 โดยให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 689 ได้ แม้โจทก์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเนื่องจากยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 แล้วไม่มีการขาย และหากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จะต้องบังคับชำระหนี้โดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 อีกครั้งหนึ่งก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ผู้กู้ชำระเงินแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระให้บังคับจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันชำระแทน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้บังคับคดี ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยที่ ๒ เพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงิน ชำระหนี้โจทก์

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุให้จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ยังมีทรัพย์สินที่โจทก์จะบังคับชำระหนี้ได้ โจทก์ควรบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ก่อน ขอให้ถอนการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒

ศาลชั้นต้นนัดพร้อมและสอบถามคู่ความแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สิน ของจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยที่ ๑ ยังมีทรัพย์สินที่โจทก์สามารถยึดมาบังคับคดีได้ การยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามลำดับแห่งคำพิพากษา เป็นการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้เพิกถอนการ ยึดทรัพย์สินดังกล่าวของจำเลยที่ ๒ เสีย โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามกฎหมายด้วย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน จำเลยทั้งสองมิได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไป ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ เป็นการข้ามการบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ให้บังคับจำเลยที่ ๒ ชำระแทน ซึ่งหมายความว่า กรณีที่จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์ โจทก์จะต้องดำเนินการบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ เสียก่อน หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหรือจำเลยที่ ๑ ไม่มีทรัพย์สินที่โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ โจทก์จึงจะดำเนินการบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ได้ คดีนี้แม้จะปรากฏว่าจำเลยทั้งสอง ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์ โจทก์ขอให้ออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองแล้ว เมื่อครบกำหนดตามคำบังคับ จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องของจำเลยที่ ๒ ว่า ในการทำสัญญากู้เงิน จำเลยที่ ๑ ได้มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๒๘๖๖ ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักประกัน นอกจากนี้โจทก์ยังแถลงรับตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ว่า โจทก์คาดว่าที่ดินและทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ที่มีอยู่หากยึดมาขายทอดตลาดแล้วน่าจะไม่เพียงพอแก่การชำระหนี้ตามคำพิพากษา จึงแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ยังมีทรัพย์ที่จะชำระหนี้ให้โจทก์ได้และการที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ไม่เป็นการยาก แต่โจทก์ไม่นำพาที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ กลับนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ ก่อน จึงเป็นการข้ามการบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ ๒ ชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ โดยให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๙ ได้ แม้ว่าโจทก์จะต้องเสียหายเพราะต้องเสีย ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเนื่องจากยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ แล้วไม่มีการขาย และหากทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ ไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จะต้องบังคับชำระหรฃนี้โดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ อีกครั้งหนึ่งดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม ก็ไม่มี่เหตุที่จะนำคำสั่งเพียงให้งดการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ ไว้เท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ และศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 689
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 276 ม. 284 ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญเพ็ง มณีอินทร์
จำเลย — นางสาวบังเอิญ ฉิมกูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายสุธี ปิ่นนิกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8435/2544
#98607
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายนำไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ จำเลยเป็นผู้ครอบครองเช็คพิพาทในฐานะตัวแทนของผู้เสียหายและจำเลยมีหน้าที่ต้องนำเช็คพิพาทไปมอบให้แก่เจ้าหนี้ของผู้เสียหาย การที่จำเลยนำเช็คพิพาทไปเข้าบัญชีของจำเลยเพื่อเรียกเก็บเงินและได้มีการเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทได้ ถือได้ว่าเป็นการเบียดบังเอาเช็คพิพาทของผู้เสียหายไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกเช็คพิพาท มิใช่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ และการที่จำเลยเอาเช็คพิพาทของผู้เสียหายไปเรียกเก็บเงินย่อมเป็นการทำให้เช็คพิพาทนั้นไร้ประโยชน์ที่จะใช้ได้อีก จึงเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ตาม ป.อ. มาตรา 188 อีกบทหนึ่ง ต้องลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 188 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด

จำเลยยักยอกเช็คพิพาทของผู้เสียหายแล้วนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค ผู้เสียหายย่อมจะต้องถูกธนาคารตามเช็คหักเงินจากบัญชีของผู้เสียหายไปตามจำนวนเงินที่สั่งจ่ายในเช็ค เท่ากับว่าผู้เสียหายต้องสูญเสียเงินจำนวนตามเช็คนั้นไปเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยโดยตรง พนักงานอัยการจึงมีสิทธิขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินตามเช็คแก่ผู้เสียหายได้ ตาม ป.วิ. อ. มาตรา 43

ตามคำร้องของผู้เสียหายที่ยื่นเข้ามาประกอบเพื่อขอให้ศาลอนุญาตปล่อยตัวจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ มิใช่เป็นการยอมความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐, ๙๑, ๑๘๘, ๓๓๕ และให้จำเลยคืนหรือ ใช้เงินจำนวน ๙๑,๖๒๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘, ๓๓๕ (๑๑) วรรคแรก เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑๑) วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำเลยกระทำผิด ๒ กระทง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำคุกกระทงละ ๒ ปี รวมจำคุก ๔ ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๓ ปี ให้จำเลยคืนหรือ ใช้เงินจำนวน ๙๑,๖๒๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก ให้จำคุกกระทงละ ๑ ปี ปรับกระทงละ ๔,๐๐๐ บาท รวมโทษจำคุก ๒ ปี และปรับ ๘,๐๐๐ บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน และปรับ ๖,๐๐๐ บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสแก่จำเลย โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือน ต่อครั้ง มีกำหนด ๔ ครั้ง คำขอและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้เสียหายได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ จำนวนเงิน ๕๖,๕๕๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๑ มอบให้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย นำไปชำระหนี้ให้แก่สำนักงานบัญชีบุญเลี้ยง ต่อมาผู้เสียหายได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๓๘ จำนวนเงิน ๓๕,๐๗๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๒ มอบให้จำเลยนำไปชำระหนี้ให้แก่ร้านค้า แห่งหนึ่ง ต่อมาจำเลยได้นำเช็คเอกสารหมาย จ.๑ เข้าบัญชีของจำเลยเพื่อเรียกเก็บเงินที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และจำเลยนำเช็คเอกสารหมาย จ.๒ เข้าบัญชีของจำเลยเพื่อเรียกเก็บเงินที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ เช็คทั้งสองฉบับเรียกเก็บเงินได้เรียบร้อยโดยเข้าบัญชีของจำเลยดังกล่าวรวมเป็นเงินตามเช็คทั้งสองฉบับ ๙๑,๖๒๐ บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างหรือยักยอกทรัพย์ เห็นว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเช็คที่ผู้เสียหายออกเพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้โดยมอบให้จำเลยเป็น ผู้นำไปมอบให้แก่เจ้าหนี้ของผู้เสียหาย จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองเช็คพิพาททั้งสองฉบับ ในฐานะตัวแทนของผู้เสียหาย จำเลยมีหน้าที่ต้องนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปมอบให้แก่เจ้าหนี้ของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับ เข้าบัญชีของจำเลยเพื่อเรียกเก็บเงินและได้มีการเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทได้ พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการเบียดบังเอาเช็คพิพาทของผู้เสียหายไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอกเช็คพิพาททั้งสองฉบับ มิใช่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองเช็คพิพาททั้งสองฉบับโดยผู้เสียหายเป็นผู้มอบการครอบครองให้จำเลย การที่จำเลยเอาเช็คพิพาททั้งสองฉบับของผู้เสียหายไปเรียกเก็บเงินย่อมเป็นการทำให้เช็คพิพาททั้งสองฉบับนั้นไร้ประโยชน์ที่จะใช้ได้อีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ อีกบทหนึ่งด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยต้องใช้เงินจำนวน ๙๑,๖๒๐ บาท แก่ผู้เสียหายตามคำขอท้ายฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อฟังได้ว่าจำเลยยักยอกเช็คพิพาททั้งสองฉบับแล้วนำไปเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาท ทั้งสองฉบับได้รวมเป็นเงิน ๙๑,๖๒๐ บาท และยังไม่ได้คืนให้ผู้เสียหาย การที่จำเลยยักยอกเช็คพิพาททั้งสองฉบับของ ผู้เสียหายแล้วนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค ผู้เสียหายย่อมจะต้องถูกธนาคารตามเช็คหักเงินจากบัญชีของผู้เสียหายไปตามจำนวนเงินที่สั่งจ่ายในเช็ค เท่ากับว่าผู้เสียหายต้องสูญเสียเงินจำนวนตามเช็คนั้นไปเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยโดยตรง พนักงานอัยการจึงมีสิทธิขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินตามเช็คจำนวน ๙๑,๖๒๐ บาทแก่ผู้เสียหายได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวน ๙๑,๖๒๐ บาทแก่ผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่สั่งให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน ๙๑,๖๒๐ บาท แก่ผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกา ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้าย ตามคำแก้ฎีกาของจำเลยว่า ตามคำร้องของผู้เสียหายลงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยในคดียักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้เสียหายลงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ เป็นการยื่นเข้ามาเพื่อประกอบการขอปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์และตามคำร้องดังกล่าวก็ขอให้ศาลอนุญาตปล่อยตัวจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์จึงมิใช่เป็นการยอมความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) ความผิดฐานยักยอกจึงหาระงับไปไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘, ๓๕๒ วรรคแรก ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๘๘ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน ๙๑,๖๒๐ บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 188 ม. 352 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสิทธิชัย ไกรเลิศรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสุรศักดิ์ วิมลรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ งามสันติกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8432/2544
#44026
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 4(2) มิได้บัญญัติว่าเครื่องกระสุนปืนมีความหมายถึงพลุแต่ประการใดฉะนั้นพลุสะดุดส่องแสงที่โจทก์ฟ้องจึงไม่นับว่าเป็นเครื่องกระสุนปืน รายงานการตรวจพิสูจน์ของกลางที่ระบุว่าพลุสะดุดส่องแสงของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืน เป็นเพียงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เมื่อกฎหมายมิได้บัญญัติว่าพลุสะดุดส่องแสงเป็นเครื่องกระสุนปืนแล้ว แม้จำเลยจะมีไว้ในครอบครองก็หาเป็นความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32,33, 80, 83, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ,78 และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพในข้อหามีและพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน แต่ปฏิเสธในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสองประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 5อายุ 19 ปี ไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้อีกกระทงหนึ่ง ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 2 ปีการกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2ที่ 3 และที่ 4 คนละ 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละ 1ปีคำรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3และคำรับสารภาพในชั้นพิจารณาของจำเลยที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 คนละหนึ่งในสาม ให้แก่จำเลยที่ 4 กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยทั้งหกร่วมกันมีและพาอาวุธปืนไปในสถานที่เกิดเหตุ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้พร้อมพลุสะดุดส่องแสง เอ็ม.49 เอ 1 จำนวน1 ลูก เป็นของกลาง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า พลุสะดุดส่องแสง เอ็ม.49 เอ. 1 เป็นเครื่องกระสุนปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 4(2)มิได้บัญญัติว่า เครื่องกระสุนปืนมีความหมายถึงพลุ แต่ประการใด ฉะนั้นพลุสะดุดส่องแสงที่โจทก์ฟ้องจึงไม่นับว่าเป็นเครื่องกระสุนปืนรายงานการตรวจพิสูจน์พลุสะดุดส่องแสงของกลางเอกสารหมาย จ.6 ที่ระบุว่าพลุสะดุดส่องแสงของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนเป็นเพียงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เมื่อกฎหมายมิได้บัญญัติว่าพลุสะดุดส่องแสงเป็นเครื่องกระสุนปืนแล้ว แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะมีไว้ในครอบครองก็หาเป็นความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืน ซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องของโจทก์ไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครปฐม
จำเลย — นาย พันธ์หรือเทพพันธ์ ม่วงคล้าย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8428/2544
#44025
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/9 วรรคสาม บัญญัติว่า"ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้อาจยื่นคำคัดค้านก่อนวันนัดไต่สวนนัดแรกไม่น้อยกว่าสามวัน ในกรณีที่เป็นการคัดค้านผู้ทำแผน ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้จะเสนอชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ทำแผนด้วยหรือไม่ก็ได้..." และในบทนิยามมาตรา 90/1"เจ้าหนี้" หมายความว่า เจ้าหนี้มีประกันหรือเจ้าหนี้ไม่มีประกัน" เมื่อพิจารณาบทบัญญัติสองมาตรานี้ประกอบกันแล้ว จึงเห็นได้ว่ากฎหมายล้มละลายส่วนการฟื้นฟูกิจการให้สิทธิเจ้าหนี้ทุกประเภทยื่นคำคัดค้านคำร้องขอฟื้นฟูกิจการเพื่อปกป้องสิทธิของตน ส่วนคำว่า"เจ้าหนี้" นั้น คือ ผู้มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ เช่นนี้ เมื่อผู้ร้องขอยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการเพื่อนำโรงงานในขณะที่ตกอยู่ในภาระการเช่าแก่ผู้คัดค้านที่ 2 มาดำเนินกิจการตามสัญญาเช่าโรงงานดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะผู้เช่าชอบที่จะได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในโรงงานอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาการเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 537 และมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะผู้ให้เช่า จึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ ย่อมมีสิทธิยื่นคำคัดค้านการขอฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องขอดังกล่าวตามมาตรา 90/9 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องขอซึ่งเป็นลูกหนี้ยื่นคำร้องขอ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งให้นายอำนาจ อักษรวนิช เป็นผู้ทำแผน หากศาลยังไม่มีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนก็ให้ตั้งนายอำนาจ อักษรวนิชเป็นผู้บริหารชั่วคราว

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ปัจจุบันลูกหนี้ไม่ได้ดำเนินกิจการโรงงานดังกล่าวแต่อย่างใด ความจริงแล้วผู้คัดค้านที่ 2 ได้เช่าโรงงานพร้อมเครื่องจักรจากลูกหนี้ กิจการของลูกหนี้ประสบปัญหาขาดทุนยังไม่มีช่องทางที่จะขยายกิจการเนื่องจากเป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียงเท่านั้น จึงไม่มีประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการเพราะไม่สามารถชำระหนี้ดังที่ลูกหนี้อ้างได้ นายอำนาจอักษรวนิช ผู้บริหารของลูกหนี้ไม่เหมาะสมจะเป็นผู้ทำแผน หากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ขอเสนอนายชัยยง พึ่งรัศมี เป็นผู้ทำแผนและผู้บริหารแผน ขอให้ยกคำร้องขอ

ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างนัดฟังคำสั่ง ผู้คัดค้านที่ 3 ขอถอนคำคัดค้าน ศาลอนุญาต ผู้คัดค้านที่ 1 ขอถอนคำคัดค้านเฉพาะส่วนการขอฟื้นฟูกิจการ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนคำคัดค้านเฉพาะส่วนได้ ส่วนคำคัดค้านในส่วนอื่นจะรวมไปสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอ

ผู้ร้องขออุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องขอว่า กรณีมีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้หรือไม่ เห็นว่า ในการฟื้นฟูกิจการนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กิจการของลูกหนี้ซึ่งประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินชั่วคราวได้มีโอกาสฟื้นฟูกิจการหรือปรับโครงสร้างกิจการของลูกหนี้เพื่อให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติต่อไปได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ลูกหนี้เป็นเจ้าของกิจการและโรงงานผลิตกระดาษและกล่องกระดาษ ลูกหนี้ให้ผู้คัดค้านที่ 2 เช่าโรงงานดังกล่าวมีกำหนด 3 ปี ขณะยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ สัญญาเช่ายังไม่ครบกำหนดผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่า เช่นนี้เมื่อลูกหนี้มีกิจการเฉพาะโรงงานผลิตกระดาษและผลิตกล่องกระดาษดังกล่าว แต่โรงงานดังกล่าวอยู่ระหว่างสัญญาเช่ากับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในโรงงานดังกล่าวในขณะที่ยื่นคำร้องขอ ลูกหนี้ยังไม่อาจปรับปรุงฟื้นฟูกิจการในการประกอบกิจการโรงงานดังกล่าวได้ ทั้งการให้เช่าโรงงานของลูกหนี้ก็ปรากฏว่ามีสัญญาเช่าเพียงรายเดียวคือสัญญาเช่าระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 เท่านั้น ซึ่งมีกำหนดค่าเช่าแน่นอน หาใช่กรณีลูกหนี้ประกอบกิจการทำเป็นธุรกิจในการให้เช่าทรัพย์สินอันจะต้องมีการจัดการบริหารดำเนินงานในทางธุรกิจการค้าแต่อย่างใด กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/10 สำหรับที่ผู้ร้องขออุทธรณ์ว่าผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้จึงไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้านคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของกิจการของผู้ร้องขอได้ และผู้ร้องขอไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านที่ 2 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/9 วรรคสาม บัญญัติว่า "ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้อาจยื่นคำคัดค้านก่อนวันนัดไต่สวนนัดแรกไม่น้อยกว่าสามวัน ในกรณีที่เป็นการคัดค้านผู้ทำแผน ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้จะเสนอชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ทำแผนด้วยหรือไม่ก็ได้..." และในบทนิยามมาตรา 90/1 "เจ้าหนี้" หมายความว่า เจ้าหนี้มีประกันหรือเจ้าหนี้ไม่มีประกัน" เมื่อพิจารณาบทบัญญัติสองมาตรานี้ประกอบกันแล้ว จึงเห็นได้ว่ากฎหมายล้มละลายส่วนการฟื้นฟูกิจการให้สิทธิเจ้าหนี้ทุกประเภทยื่นคำคัดค้านคำร้องขอฟื้นฟูกิจการเพื่อปกป้องสิทธิของตน ส่วนคำว่า "เจ้าหนี้" นั้น คือผู้มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้เช่นนี้เมื่อผู้ร้องขอยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการเพื่อนำโรงงานในขณะที่ตกอยู่ในภาระการเช่าแก่ผู้คัดค้านที่ 2 มาดำเนินกิจการตามสัญญาเช่าโรงงานดังกล่าวผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะผู้เช่าชอบที่จะได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในโรงงานอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาการเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 และมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะผู้ให้เช่า จึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิยื่นคำคัดค้านการขอฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องขอดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/9 วรรคสาม เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 มีฐานะเป็นคู่ความในคดีและศาลล้มละลายกลางได้ไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอศาลล้มละลายกลางจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้ผู้ร้องขอชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านที่ 2 ได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องขอฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/1 ม. 90/9
ชื่อคู่ความ
ผู้คัดค้าน — บริษัท ไทยซีตเตอร์เปเปอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
พิชัย เตโชพิทยากูล
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8428/2544
#67163
เปิดฉบับเต็ม

ในการฟื้นฟูกิจการนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กิจการของลูกหนี้ซึ่งประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินชั่วคราวได้มีโอกาสฟื้นฟูกิจการ หรือปรับโครงสร้างกิจการของลูกหนี้เพื่อให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนิน กิจการตามปกติต่อไปได้ เมื่อลูกหนี้มีกิจการเฉพาะโรงงานผลิตกระดาษและผลิตกล่องกระดาษแต่โรงงานดังกล่าว อยู่ระหว่างสัญญาเช่ากับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในโรงงานดังกล่าวในขณะที่ยื่น คำร้องขอ ลูกหนี้ยังไม่อาจปรับปรุงฟื้นฟูกิจการในการประกอบกิจการโรงงานดังกล่าวได้ ทั้งการให้เช่าโรงงานของลูกหนี้ ก็มีสัญญาเช่าเพียงรายเดียวคือสัญญาเช่าระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 เท่านั้นซึ่งกำหนดค่าเช่าแน่นอน หาใช่กรณีลูกหนี้ประกอบกิจการทำเป็นธุรกิจในการเช่าทรัพย์สินอันจะต้องมีการจัดการบริหารดำเนินงานในทางธุรกิจการค้าไม่ กรณีจึง ไม่มีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/10

พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/9 วรรคสาม บัญญัติว่า "ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้อาจยื่นคำคัดค้านวันนัด ไต่สวนนัดแรกไม่น้อยกว่าสามวัน ในกรณีที่เป็นการคัดค้านผู้ทำแผน ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้จะเสนอชื่อบุคคลอื่นเป็น ผู้ทำแผนด้วยหรือไม่ก็ได้?" และในบทนิยามมาตรา 90/1" "เจ้าหนี้" หมายความว่า เจ้าหนี้มีประกันหรือเจ้าหนี้ไม่มีประกัน" จึงเห็นได้ว่ากฎหมายล้มละลายส่วนการฟื้นฟูกิจการให้สิทธิเจ้าหนี้ทุกประเภทยื่นคำคัดค้านคำร้องขอฟื้นฟู กิจการเพื่อปกป้องสิทธิของตน ส่วนคำว่า "เจ้าหนี้" นั้น คือผู้มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้

ผู้ร้องขอ (ลูกหนี้) ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการเพื่อนำโรงงานในขณะที่ตกอยู่ในภาระการเช่าแก่ผู้คัดค้านที่ 2 มาดำเนินกิจการ แต่ตามสัญญาเช่าโรงงานดังกล่าวผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะผู้เช่าชอบที่จะได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ใน โรงงานอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาการเช่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 537 และมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะผู้ให้เช่า จึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิยื่นคำคัดค้านการขอฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องขอดังกล่าวตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/9 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องขอซึ่งเป็นลูกหนี้ยื่นคำร้องขอขอศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ และตั้งให้นายอำนาจเป็นผู้ทำแผน หากศาลยังไม่มีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนก็ให้ตั้งนายอำนาจเป็นผู้บริหารชั่วคราว

ผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอ

ผู้คัดค้านที่ ๒ ยื่นคำคัดค้านว่า กิจการของลูกหนี้ยังไม่มีช่องทางที่จะขยายกิจการเนื่องจากเป็นการผลิตเพื่อ ตอบสนองความต้องการในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียงเท่านั้น จึงไม่มีประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการเพราะไม่สามารถชำระหนี้ดังที่ลูกหนี้อ้างได้ ขอให้ยกคำร้องขอ

ผู้คัดค้านที่ ๓ ยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อลูกหนี้ไม่ได้ประกอบกิจการผลิตกระดาษ ลูกหนี้จึงไม่มีรายได้จากการจำหน่ายกระดาษและกล่องกระดาษ แต่รายได้ของลูกหนี้มาจากค่าเช่าโรงงานเท่านั้น กิจการของลูกหนี้ไม่มีช่องทาง ที่จะฟื้นฟูกิจการได้ คำร้องขอฟื้นฟูกิจการจึงเป็นเท็จและไม่มีเหตุที่ขอฟื้นฟูกิจการได้ตามกฎหมาย ขอให้ยกคำร้องขอ

ระหว่างนัดฟังคำสั่ง ผู้คัดค้านที่ ๓ ขอถอนคำคัดค้าน ศาลอนุญาต ผู้คัดค้านที่ ๑ ขอถอนคำคัดค้านเฉพาะส่วนการขอฟื้นฟูกิจการ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนคำคัดค้านเฉพาะส่วนได้ ส่วนคำคัดค้านในส่วนอื่นจะรวมไปสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องขอ ให้ผู้ร้องขอชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านที่ ๒ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

ผู้ร้องขออุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องขอว่า กรณีมีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้หรือไม่ เห็นว่า ในการฟื้นฟูกิจการนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กิจการของ ลูกหนี้ซึ่งประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินชั่วคราว ได้มีโอกาสฟื้นฟูกิจการหรือปรับโครงสร้างกิจการของลูกหนี้เพื่อให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติต่อไปได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นนี้ว่า ลูกหนี้เป็นเจ้าของกิจการและโรงงานผลิตกระดาษและกล่องกระดาษ ลูกหนี้ให้ผู้คัดค้านที่ ๒ เช่าโรงงานดังกล่าวมีกำหนด ๓ ปี ขณะยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ สัญญาเช่ายังไม่ครบกำหนด ผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นผู้ครอบครองและ ทำประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่า เช่นนี้ เมื่อลูกหนี้มีกิจการเฉพาะ แต่โรงงานดังกล่าวอยู่ระหว่างสัญญาเช่า ผู้คัดค้านที่ ๒ จึงเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในโรงงานดังกล่าวในขณะที่ยื่นคำร้องขอ ลูกหนี้ยังไม่อาจปรับปรุงฟื้นฟูกิจการหในการประกอบกิจการโรงงานดังกล่าวได้ ทั้งการให้เช่าโรงงานของลูกหนี้ ก็มีสัญญาเช่าเพียงรายเดียวคือสัญญาเช่าระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ ๒ เท่านั้น ซึ่งมีกำหนดค่าเช่าแน่นอน หาใช่กรณีลูกหนี้ประกอบกิจการทำเป็นธุรกิจในการให้เช่าทรัพย์สินอันจะต้องมีการจัดการบริหารดำเนินงานในทางธุรกิจการค้าแต่อย่างใด กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๑๐

สำหรับที่ผู้ร้องขออุทธรณ์ว่าผู้คัดค้านที่ ๒ ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้จึงไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้านคำร้องขอ ฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องขอได้ และผู้ร้องขอไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านที่ ๒ นั้น เห็นว่า พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๙ วรรคสาม บัญญัติว่า "ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้อาจยื่นคำคัดค้านก่อนวันนัดไต่สวนนัดแรกไม่น้อยกว่าสามวัน ในกรณีที่เป็นการคัดค้านผู้ทำแผน ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้จะเสนอชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ทำแผนด้วยหรือไม่ก็ได้?" และในบทนิยามมาตรา ๙๐/๑ " "เจ้าหนี้" หมายความว่า เจ้าหนี้มีประกันหรือเจ้าหนี้ไม่มีประกัน" จึงเห็นได้ว่ากฎหมายล้มละลายส่วนการฟื้นฟูกิจการให้สิทธิเจ้าหนี้ทุกประเภทยื่นคำคัดค้านคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ เพื่อปกป้องสิทธิของตน ส่วนคำว่า "เจ้าหนี้" นั้น คือผู้มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ เช่นนี้เมื่อผู้ร้องขอยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการเพื่อนำโรงงานในขณะที่ตกอยู่ในภาระการเช่าแก่ผู้คัดค้านที่ ๒ มาดำเนินกิจการ ตามสัญญาเช่าโรงงาน ดังกล่าวผู้คัดค้านที่ ๒ ในฐานะผู้เช่าชอบที่จะได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในโรงงานอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลา การเช่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๓๗ และมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะผู้ให้เช่า จึงมีฐานะเป็น เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิยื่นคำคัดค้านการขอฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องขอดังกล่าวตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๙ วรรคสาม

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/1 ม. 90/9 วรรคสาม ม. 90/10
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทเอ เอส เอ เชียงใหม่กล่องกระดาษ จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทไทยซีตเตอร์เปเปอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
พิชัย เตโชพิทยากูล
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8413/2544
#110296
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเชียงใหม่ปรากฏว่า นายทะเบียนได้ขีดชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างตามความในมาตรา 1246 แห่ง ป.พ.พ. แล้ว ดังนั้น บริษัทจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันเลิกกัน ความเป็นนิติบุคคลย่อมสิ้นไป และตามมาตรา 1246 (5) ซึ่งเป็นกรณีที่บริษัทจำเลยที่ 1 เลิกโดยผลของกฎหมาย เมื่อไม่ปรากฏว่าบริษัทจำเลยที่ 1 ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้ของบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเชียงใหม่กลับจดชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ให้คืนเข้าสู่ทะเบียนเพื่อคืนสถานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 1246 (6) โจทก์ย่อมไม่สามารถดำเนินคดีแก่บริษัทจำเลยที่ 1 ได้ แม้มาตรา 1249 จะบัญญัติว่า ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้จะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีก็ตาม ก็เป็นการตั้งอยู่เพื่อการชำระบัญชีเท่านั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้รับคำฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ สำหรับจำเลยที่ ๑ ปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้องว่า เป็นบริษัทร้าง จึงไม่รับฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏตามหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเชียงใหม่เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข ๕ ว่า นายทะเบียนได้ขีดชื่อจำเลยที่ ๑ ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างตามความในมาตรา ๑๒๔๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้วเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๔๓ บริษัทจำเลยที่ ๑ จึงเป็นอันเลิกกัน ความเป็นนิติบุคคลย่อมสิ้นไปและตามมาตรา ๑๒๔๖ (๕) ซึ่งเป็นกรณีที่บริษัทจำเลยที่ ๑ เลิกโดยผลของกฎหมาย เมื่อไม่ปรากฏว่าบริษัทจำเลยที่ ๑ ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้ของบริษัทจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเชียงใหม่กลับจดชื่อบริษัทบี เค เลเทอร์เชียงใหม่ จำกัด จำเลยที่ ๑ ให้คืนเข้าสู่ทะเบียนเพื่อคืนสถานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๑๒๔๖ (๖) โจทก์ย่อมไม่สามารถดำเนินคดีแก่บริษัทจำเลยที่ ๑ ได้ แม้มาตรา ๑๒๔๙ บัญญัติว่า ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้จะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีก็ตาม ก็เป็นการตั้งอยู่เพื่อการชำระบัญชีเท่านั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ไว้พิจารณาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1246 (5) ม. 1249
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบี เค เลเทอร์เชียงใหม่ จำกัด ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายชูพันธุ์ ราชรักษา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8411/2544
#44024
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเพิ่งออกโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2539เหตุนี้การครอบครองปรปักษ์จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินเป็นต้นไป แม้จำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2522 อันเป็นเวลาก่อนที่ที่ดินพิพาทออกโฉนดที่ดิน ก็ไม่อาจนับระยะเวลาที่ครอบครองนั้นรวมเข้ากับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์ได้ เนื่องจากการครอบครองปรปักษ์ที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญซึ่งเรียกว่าที่ดินมือเปล่านั้นไม่อาจเกิดมีขึ้นได้เลย ไม่ว่าจำเลยครอบครองช้านานเพียงใด จำเลยก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ ทั้งจำเลยไม่อาจหวนกลับไปอ้างว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทได้อีก เพราะนอกจากเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลล่างแล้วบัดนี้ที่ดินพิพาทกลายเป็นที่ดินมีโฉนด ซึ่งผู้ใดประสงค์จะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง ต้องกระทำโดยวิธีครอบครองปรปักษ์เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสี่และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสี่อีกต่อไป

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 195 ตำบลเขาดิน (ปัจจุบันตำบลยางนอน) อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ตามพื้นที่ส่วนแรเงาในเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 ให้โจทก์ทั้งสี่ร่วมกับจำเลยไปยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 16107 ให้จำเลยมีกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วน 100 ตารางวา หากโจทก์ทั้งสี่เพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่กรรม นางสมทรง มะนาวหวานทายาทของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 16107 ตำบลยางนอน อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ของโจทก์ทั้งสี่และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) มีชื่อนายสำเนียงมะนาวหวาน ซึ่งเป็นสามีโจทก์ที่ 1 และเป็นบิดาโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2539 ได้มีการออกโฉนดที่ดินพิพาทมีชื่อนายสำเนียงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาทเนื้อที่86 ตารางวา ตั้งแต่ปี 2522 คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่าการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382หมายถึงการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่นโดยการครอบครอง ดังนั้นในเบื้องต้นทรัพย์สินของผู้อื่นที่จะครอบครองปรปักษ์นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินที่เจ้าของมีกรรมสิทธิ์ หากเจ้าของมีเพียงสิทธิครอบครองจะใช้หลักการครอบครองปรปักษ์ตามบทบัญญัติดังกล่าวมาบังคับเพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์มิได้ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนี้ ที่ดินพิพาทเพิ่งออกโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 4มิถุนายน 2539 เหตุนี้การครอบครองปรปักษ์จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินเป็นต้นไป แม้จำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2522 อันเป็นเวลาก่อนที่ที่ดินพิพาทออกโฉนดที่ดิน ก็ไม่อาจนับระยะเวลาที่ครอบครองนั้นรวมเข้ากับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์ได้เนื่องจากการครอบครองปรปักษ์ที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญซึ่งเรียกว่าที่ดินมือเปล่านั้นไม่อาจเกิดมีขึ้นได้เลย ไม่ว่าจำเลยครอบครองช้านานเพียงใดจำเลยก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ ทั้งจำเลยไม่อาจหวนกลับไปอ้างว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทได้อีก เพราะนอกจากเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลล่างแล้ว บัดนี้ที่ดินพิพาทกลายเป็นที่ดินมีโฉนด ซึ่งผู้ใดประสงค์จะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง ต้องกระทำโดยวิธีครอบครองปรปักษ์เท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีทางที่จะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จำรูญ มะนาวหวาน โดยนาง สมทรง มะนาวหวาน
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
จำเลย — นาง กลิ่น บุญโต
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8404/2544
#42719
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยซื้อมาจากจำเลยจำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จำเลยไม่เคยขายให้โจทก์แต่ตอนหลังจำเลยกลับให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำให้การจำเลยในตอนหลังจึงขัดกับคำให้การตอนแรกเป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง ไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดเป็นประเด็นไว้ก็ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในเรื่องดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน 2 แปลงแปลงแรกเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ ซื้อจากจำเลยเมื่อปี 2532 แปลงที่สองเนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ ซื้อจากนายประสาร ฤทธิบูรณ์ บุตรชายจำเลยเมื่อปี 2531 หลังจากซื้อแล้ว โจทก์ให้จำเลยเช่าทำประโยชน์มาโดยตลอดต่อมาปี 2536 โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไป จึงบอกเลิกการเช่า ให้จำเลยออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลง จำเลยตกลงและยอมรับ แต่ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2536 จำเลยกลับบุกรุกเข้าไปไถทำประโยชน์ในที่ดินต่อไปอีก โจทก์แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยยอมรับว่าที่ดินเป็นของโจทก์และตกลงจะขอเช่าทำประโยชน์ต่อไป แต่ก็ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์จึงร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหลายครั้งแต่ไม่สามารถบังคับจำเลยได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ดินทั้งสองแปลงอาจให้ผู้อื่นเช่าได้ในราคาไร่ละ 400 บาท ต่อปี รวมค่าเช่าไม่ต่ำกว่าปีละ 12,400 บาท ขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลง ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในที่ดิน ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 12,400 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลง

จำเลยให้การว่า ไม่ได้ขายแล้วเช่าที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องแต่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์มาลงทุนทำไร่แล้วส่งข้าวโพดและถั่วให้โจทก์เป็นการชำระหนี้แทน โดยโจทก์ขอหลักฐานการเป็นเจ้าของที่ดินของจำเลยยึดถือไว้ ต่อมาโจทก์ต้องการได้ที่ดินของจำเลยและบุตรชายจึงหว่านล้อมให้จำเลยหลงเชื่อเช่าที่ดินแปลงอื่นเพื่อปลูกข้าวโพดและถั่วเพราะมีเนื้อที่มากขึ้นและสามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ส่วนที่ดินของจำเลยและบุตรชายใช้ทำไร่อ้อยต่อเนื่องกัน 3 ปี ไม่สามารถปลูกพืชไร่หมุนเวียนได้ จำเลยหลงเชื่อตกลงเช่าที่ดินกับโจทก์ ซึ่งไม่ใช่ที่ดินของจำเลยและบุตรชายตามฟ้อง สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นเอกสารปลอม ลายมือชื่อผู้ขายไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย เมื่อปี 2536 โจทก์ไปร้องเรียนต่อทางอำเภออ้างว่าจำเลยขายที่ดินให้แล้วโจทก์ให้จำเลยเช่า จำเลยโต้แย้งคัดค้านว่าเป็นเรื่องหนี้สินที่ติดค้างกัน ไม่มีการซื้อขายที่ดินแต่อย่างใด เป็นเพียงการเช่าที่ดินแปลงอื่นซึ่งไม่ใช่แปลงของจำเลยและบุตรชาย นอกจากนี้ที่ดินของจำเลยและบุตรชายตามฟ้องเป็นป่าเสื่อมโทรมที่ยังไม่มีการเพิกถอน จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายประสาร ฤทธิสมบูรณ์ บุตรชายจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จล.2 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 7,967 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท ให้ยกฟ้องจำเลยร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จล.1 ด้วย ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีกปีละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 และ จล.1 ปัญหาข้อแรกที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ว่าที่ดินตามฟ้องเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ ตามที่จำเลยอุทธรณ์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยซื้อมาจากจำเลยและบุตรจำเลยจำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและบุตร จำเลยและบุตรไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่ตอนหลังจำเลยกลับให้การมาด้วยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำให้การจำเลยในตอนหลังนี้จึงขัดกับคำให้การที่ให้การมาตอนแรก เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดเป็นประเด็นไว้ก็ไม่ชอบที่จะวินิจฉัยให้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยให้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 183 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ละออ อินเทียน
จำเลย — นาย ช่วย ฤทธิบูรณ์
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — นาย ประสาร ฤทธิบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8404/2544
#69600
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยซื้อมาจากจำเลยและบุตรจำเลย จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและบุตร จำเลยและบุตรไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่ตอนหลังจำเลยกลับให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขัดกับคำให้การในตอนแรก จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ไม่ก่อให้เป็นประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในที่ดิน ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 12,400 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายประสารบุตรชายจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 7,967 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 พฤษภาคม 2537) จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทด้วย ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีกปีละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ว่าที่ดินตามฟ้องเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ ตามที่จำเลยอุทธรณ์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยซื้อมาจากจำเลยและบุตรจำเลย จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและบุตร จำเลยและบุตรไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่ตอนหลังจำเลยกลับให้การมาด้วยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำให้การจำเลยในตอนหลังนี้จึงขัดกับคำให้การที่ให้การมาตอนแรก เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ไม่ก่อให้เป็นประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดเป็นประเด็นไว้ก็ไม่ชอบที่จะวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยให้ชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,500 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละออ อินเทียน
จำเลย — นายช่วย ฤทธิบูรณ์
จำเลยร่วม — นายประสาร ฤทธิบูรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายสุธี ปิ่นนิกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8396/2544
#43403
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองขอกู้ยืมเงินโจทก์โดยใช้โฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งถูกเพิกถอนแล้วให้ยึดถือเป็นประกัน โดยจำเลยทั้งสองปกปิดข้อเท็จจริงนี้ไว้ เมื่อหนี้ถึงกำหนดจำเลยทั้งสองเสนอใช้ที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวชำระแทนเงินกู้ โดยจำเลยที่ 1 ทำหนังสือมอบอำนาจให้ไปจดทะเบียน จำเลยที่ 2ทำหนังสือให้ความยินยอม ทั้งที่โฉนดที่ดินนั้นถูกเพิกถอนเพราะที่ดินตามโฉนดที่ดินถูกขายทอดตลาดและเจ้าพนักงานออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่แล้ว เป็นเหตุให้โจทก์คืนหนังสือสัญญากู้ให้แก่จำเลย ดังนี้การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อความจริงจนโจทก์หลงเชื่อและได้เงินจากโจทก์ไปจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองโดยเจตนาทุจริตร่วมกันหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน และนำโฉนดที่ดินเลขที่ 21572 ซึ่งอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 มอบให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันอันเป็นความเท็จ ความจริงขณะนั้นจำเลยที่ 1ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าว และโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวถูกเพิกถอนยกเลิกไปแล้วการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์หลงเชื่อมอบเงินจำนวน 750,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสองไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91,341 และให้จำเลยทั้งสองใช้เงินจำนวน 750,000 บาทแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุกคนละ 2 ปี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 750,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำผิดของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษจำคุกคนละ1 ปี ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 750,000บาท แก่โจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นฟ้องคดีในส่วนแพ่งต่อศาลที่มีอำนาจต่อไป กับให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์มีพยานที่รู้เห็นการกระทำผิดได้แก่ตัวโจทก์เบิกความถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า จำเลยทั้งสองขอกู้ยืมเงิน 800,000 บาท ใช้โฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้ยึดถือเป็นประกัน โจทก์ให้กู้ 750,000 บาททำสัญญากู้โดยจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานเหตุการณ์ตอนนี้มีพยานยืนยันคนแรกคือนายจรัสสอนมา คนติดต่อและพาไปกู้ยืมเงินโจทก์ คนต่อมาคือนางสาวเมตตาภาติยะศิขัณฑ์ นอกจากนี้โจทก์มีโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 อยู่ที่โจทก์มีสำเนาหนังสือสัญญากู้ เป็นหลักฐานพยานบุคคลและพยานเอกสารน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองขอกู้ยืมเงินโจทก์โดยใช้โฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1ซึ่งถูกเพิกถอนแล้วให้ยึดถือเป็นประกัน โดยจำเลยทั้งสองปกปิดข้อเท็จจริงนี้ไว้ เมื่อหนี้ถึงกำหนดจำเลยทั้งสองเสนอใช้ที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวชำระแทนเงินกู้ โดยจำเลยที่ 1 ทำหนังสือมอบอำนาจให้ไปจดทะเบียนจำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอม ทั้งที่โฉนดที่ดินนั้นถูกเพิกถอนเพราะที่ดินตามโฉนดที่ดินถูกขายทอดตลาดเจ้าพนักงานออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่แล้ว เป็นเหตุให้โจทก์คืนหนังสือสัญญากู้ให้แก่จำเลย ทั้งที่จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าโฉนดที่ดินถูกเพิกถอน ที่ดินตกเป็นของผู้อื่นแต่จำเลยทั้งสองปกปิดข้อเท็จจริงนี้ไว้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้โดยไม่มีข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อความจริงจนโจทก์หลงเชื่อและได้เงินจากโจทก์750,000 บาท พยานหลักฐานฝ่ายจำเลย จำเลยทั้งสองอ้างว่า กู้ยืมเงินห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาชัยเรืองสิน 300,000 บาท ชำระหนี้แล้ว แต่ไม่ได้โฉนดที่ดินคืนทางห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาชัยเรืองสินยังหาไม่พบ ส่วนหนังสือมอบอำนาจและหนังสือให้ความยินยอมก็เป็นเอกสารทำไว้ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาชัยเรืองสิน เป็นข้ออ้างที่ไม่มีหลักฐานไม่มีเหตุผลว่าเพราะเหตุใดจึงยินยอมให้เอกสารสำคัญเหล่านั้นอยู่กับโจทก์ ทั้งที่ชำระหนี้แล้ว ไม่น่าเชื่อ ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ดังศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำการใดที่แสดงว่าสำนึกผิดและไม่ได้กระทำการใดเป็นเหตุอันควรปราณี ตามพฤติการณ์ไม่สมควรรอการลงโทษ ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันติ ภาติยะศิขัณฑ์
จำเลย — นายบัณฑิต ศรีพานิช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8391/2544
#44023
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งความเท็จเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2539 ซึ่งแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางพิจารณาว่า จำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์บุกรุกที่ดินของจำเลยเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2539 เวลากลางวันแต่จำเลยมิได้นำสืบต่อสู้เกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยไปแจ้งความแสดงว่าการที่โจทก์ฟ้องผิดไปนั้น มิได้เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม

จำเลยแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาทของจำเลย โดยจำเลยได้นำ น.ส.3 ก. ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองมาแสดง น.ส.3 ก. ดังกล่าวระบุว่าจำเลยได้รับโอนมาทางมรดกตามพินัยกรรม จึงเห็นได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนในทำนองเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นซึ่งมีเหตุการณ์ทำให้จำเลยเข้าใจว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามพินัยกรรมของบิดา และโจทก์ได้บุกรุกเข้าไปทำนาในที่ดินของจำเลยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อพนักงานสอบสวนสอบปากคำจำเลย จำเลยก็ให้การรับว่าที่ดินของจำเลยดังกล่าวยังมีข้อพิพาทฟ้องร้องทางแพ่งโต้เถียงกรรมสิทธิ์กันอยู่ระหว่างโจทก์กับจำเลยพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้มีเจตนาแกล้งเอาความเท็จไปกล่าวหาโจทก์ ส่วนฝ่ายใดจะมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากันเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยจะต้องไปว่ากล่าวกันในทางแพ่งต่อไปการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 172

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 172 จำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท โจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เดิมที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2315 ตำบลหนองผืออำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ มีชื่อนายอินทร์หรืออิน บุษดี บิดาโจทก์และจำเลยเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองและนายอินทร์กับโจทก์ได้ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินดังกล่าว ต่อมาวันที่ 22 กุมภาพันธ์2537 นายอินทร์ได้ไปทำพินัยกรรมต่อกรมการอำเภอเขาวงขอยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแต่ผู้เดียวตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองเอกสารหมาย ล.3 และนายอินทร์ได้ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2538 หลังจากนายอินทร์ถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยได้ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนตามพินัยกรรมดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2538 ตามสารบัญจดทะเบียนท้ายหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เอกสารหมาย จ.3 ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยได้ให้บุตรชายของจำเลยเข้าไปไถที่ดินพิพาทเพื่อปลูกข้าวแต่โจทก์ได้เข้าไปไถทับและหว่านข้าวในที่ดินพิพาทรวมทั้งทำรั้วล้อมรอบ วันเกิดเหตุคดีนี้คือวันที่ 19 มิถุนายน 2539 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเขาวงให้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ในข้อหาฐานบุกรุก ต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม 2539 เจ้าพนักงานตำรวจได้ไปจับกุมโจทก์มาดำเนินคดี และพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องคดีดังกล่าว แต่พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โดยโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2539 ซึ่งแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางพิจารณาว่า จำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์บุกรุกที่ดินของจำเลยเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2539 เวลากลางวัน แต่เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติว่าในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่น เกี่ยวกับเวลา มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไป เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้แต่ตามทางพิจารณาจำเลยเบิกความรับว่า จำเลยได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาทของจำเลยโดยมิได้นำสืบต่อสู้เกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยไปแจ้งความแสดงว่าการที่โจทก์ฟ้องผิดไปนั้น มิได้เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ ดังนั้น หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามฟ้อง ศาลก็มีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า การที่จำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์บุกรุกที่ดินพิพาท เป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่ผู้แจ้งแจ้งข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ โดยแกล้งกล่าวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาให้ผิดไปจากความจริงคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากร้อยตำรวจเอกมงคล ปัทมารัง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเขาวง พยานโจทก์ว่า วันเกิดเหตุจำเลยได้ไปแจ้งความต่อพยานว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาทของจำเลยโดยจำเลยได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เอกสารหมาย จ.3ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองมาแสดงโดยหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าว ระบุว่าจำเลยได้รับโอนที่ดินมาทางมรดกตามพินัยกรรม ซึ่งความในข้อนี้โจทก์ก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยรับว่าที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เอกสารหมาย จ.3 จำเลยได้รับโอนมรดกโดยอาศัยพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองเอกสารหมาย ล.3 จริง และต่อมาจำเลยได้นำที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เอกสารหมาย จ.3 ไปขอออกโฉนดที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.4 โดยโจทก์ไม่เคยไปคัดค้าน และโจทก์ยังได้เบิกความรับอีกว่า โจทก์ได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาทจริงโดยโจทก์อ้างว่านายอินทร์เจ้ามรดกได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ก่อนถึงแก่ความตาย การที่จำเลยไปแจ้งความดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหาฐานบุกรุกจึงเห็นได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนในทำนองเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งมีเหตุการณ์ทำให้จำเลยเข้าใจว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามพินัยกรรมของบิดา และโจทก์ได้บุกรุกเข้าไปทำนาในที่ดินของจำเลยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ยังปรากฏว่า เมื่อพนักงานสอบสวนสอบปากคำจำเลย จำเลยก็ให้การรับว่าที่ดินของจำเลยดังกล่าวยังมีข้อพิพาทฟ้องร้องทางแพ่ง โต้เถียงกรรมสิทธิ์กันอยู่ระหว่างโจทก์กับจำเลย ตามสำเนาบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.5 พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวมานี้ จึงแสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้มีเจตนาแกล้งเอาความเท็จไปกล่าวหาโจทก์ ส่วนฝ่ายใดจะมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากันเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยจะต้องไปว่ากล่าวกันในทางแพ่งต่อไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 172
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สะวะ บุษดี
จำเลย — นาง วิเศษ ขยอมดอก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8391/2544
#69590
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2539 ซึ่งแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางพิจารณาว่า จำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์บุกรุกที่ดินของจำเลยเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2539 เวลากลางวัน แต่ตามทางพิจารณาจำเลยเบิกความรับว่า จำเลยได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาทของจำเลย โดยมิได้นำสืบต่อสู้เกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยไปแจ้งความ กรณีที่ข้อแตกต่างเป็นเพียงรายละเอียด เช่น เกี่ยวกับเวลา มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ และการที่โจทก์ฟ้องผิดไปนั้น มิได้เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ ดังนั้นหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดจริงตามฟ้อง ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 172 ต้องเป็นกรณีที่ผู้แจ้งข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ โดยแกล้งกล่าวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาให้ผิดไปจากความจริง เมื่อโจทก์และจำเลยต่างเข้าใจว่าตนมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทการที่จำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหาบุกรุก เป็นกรณีที่จำเลยแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนในทำนองเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งมีเหตุการณ์ทำให้จำเลยเข้าใจว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามพินัยกรรมของบิดา และโจทก์ได้บุกรุกเข้าไปทำนาในที่ดินของจำเลยโดยมิชอบด้วยกฎหมายนอกจากนี้เมื่อพนักงานสอบสวนปากคำจำเลย จำเลยก็ให้การรับว่าที่ดินของจำเลยดังกล่าวยังมีข้อพิพาทฟ้องร้องทางแพ่ง โต้เถียงกรรมสิทธิ์กันอยู่ระหว่างโจทก์กับจำเลย พฤติการณ์ของจำเลยแสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้มีเจตนาแกล้งเอาความเท็จไปกล่าวหาโจทก์ส่วนฝ่ายใดจะมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน เป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยจะต้องไปว่ากล่าวกันในทางแพ่งต่อไป การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒ จำคุก ๑ ปี และปรับ ๒,๐๐๐ บาท โจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ และ ๓๐

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เดิมที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที ๒๓๑๕ ตำบลหนองผือ อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ มีชื่อ อ. บิดาโจทก์และจำเลยเป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง และ อ. กับโจทก์ได้ร่วมกันครอบครอง ทำประโยชน์อยู่ในที่ดินดังกล่าว ต่อมาได้ไปทำพินัยกรรมต่อกรมการอำเภอเขาวงยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแต่ผู้เดียว และ อ. ได้ถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยได้ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนตามพินัยกรรมดังกล่าว ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยได้ให้บุตรชายของจำเลยเข้าไปไถที่ดินพิพาทเพื่อปลูกข้าว แต่โจทก์ได้เข้าไปไถทับและหว่านข้าวในที่ดินพิพาทรวมทั้งทำรั้วล้อมรอบ วันเกิดเหตุคดีนี้คือวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๓๙ เวลาประมาณ ๑๑ นาฬิกา จำเลยได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเขาวงให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในข้อหาฐานบุกรุก ต่อมาวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙ เจ้าพนักงานตำรวจได้ไปจับกุมโจทก์มาดำเนินคดี และพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องคดี ดังกล่าว แต่พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โดยโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ซึ่งแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางพิจารณาว่า จำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์บุกรุกที่ดินของจำเลยเมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๓๙ เวลากลางวัน แต่เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่น เกี่ยวกับเวลา มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่า การที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ แต่ตามทางพิจารณาจำเลยเบิกความรับว่า จำเลยได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์บุกรุกที่ดินพิพาทของจำเลยโดยมิได้นำสืบต่อสู้เกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยไปแจ้งความ แสดงว่า การที่โจทก์ฟ้องผิดไปนั้น มิได้เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ ดังนั้น หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามฟ้อง ศาลก็มีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า การที่จำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์บุกรุกที่ดินพิพาท เป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒ หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่ผู้แจ้งข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ โดยแกล้งกล่าวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาไปจากความจริง คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากกนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเขาวง พยานโจทก์ว่า วันเกิดเหตุ จำเลยได้ไปแจ้งความต่อพยานว่า โจทก์บุกรุกที่ดินพิพาทของจำเลยโดยจำเลยได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองมาแสดงโดยหนังสือรับรอบการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ดังกล่าวระบุว่าจำเลยได้รับโอนที่ดินมาทางมรดกตามพินัยกรรม ซึ่งความในข้อนี้โจทก์ก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยรับว่าที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) จำเลยได้รับโอนมรดกโดยอาศัยพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองจริง และต่อมาจำเลยได้นำที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ไปขอออกโฉนดที่ดิน โดยโจทก์ไม่เคยไปคัดค้าน และโจทก์ยังไม่ได้เบิกความรับอีกว่า โจทก์ได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาทจริง โดยโจทก์อ้างว่า อ. เจ้ามรดกได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ก่อนถึงแก่ความตาย การที่จำเลยไปแจ้งความดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาฐานบุกรุก จึงเห็นได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนในทำนองเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งมีเหตุการณ์ทำให้จำเลยเข้าใจว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามพินัยกรรมของบิดา และโจทก์ได้บุกรุกเข้าไปทำนาในที่ดินของจำเลยโดยมิชอบด้วยกฎหมายนอกจากนี้ยังปรากฏว่า เมื่อพนักงานสอบสวนสอบปากคำจำเลย จำเลยก็ได้ให้การรับว่าที่ดินของจำเลยดังกล่าวยังมีข้อพิพาทฟ้องร้องทางแพ่ง โต้เถียงกรรมสิทธิ์กันอยู่ระหว่างโจทก์กับจำเลย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวมานี้ จึงแสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้มีเจตนาแกล้งเอาความเท็จไปกล่าวหาโจทก์ ส่วนฝ่ายใดจะมีสิทธิใน ที่ดินพิพาทดีกว่ากัน เป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยจะต้องไปว่ากล่าวในทางแพ่งต่อไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 172
ป.วิ.อ. ม. 59 ม. 62 ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสะวะ บุษดี
จำเลย — นางวิเศษ ขยอมดอก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายเชิดชัย มธุรส
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชวลิต ชัยโชดก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8388/2544
#42718
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก มิได้มีข้อจำกัด ว่าจะต้องเป็นการบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเพียงคดีเดียวดังนั้น ในกรณีที่มีการรอการลงโทษในคดีก่อนหลายคดี ศาลที่พิพากษาคดีหลังก็ย่อมมีอำนาจที่จะบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนทุกคดีเข้ากับโทษในคดีหลังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีสูดดมควันอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนติดอยู่ที่กระดาษตะกั่วมีรอยเผาไหม้จำนวน 1 ชิ้น หลอดไม้จำนวน 1 อัน ซึ่งไม่สามารถแยกคำนวณจำนวนปริมาณและน้ำหนักได้อันเป็นอุปกรณ์ในการเสพไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท ฐานมียาเสพติดให้โทษ (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 232/2543 ของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2543 และเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 เดือนปรับ 1,200 บาท ฐานเสพยาเสพติดให้โทษ (กัญชา) โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1330/2543 ของศาลแขวงราชบุรี เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2543 และจำเลยกลับมากระทำผิดในคดีนี้อีกในระหว่างรอการลงโทษในคดีก่อน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91 ริบไฟแช็กแก๊สของกลาง และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และให้นำโทษจำคุก 6 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 232/2543ของศาลชั้นต้น กับโทษจำคุก 1 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1330/2543 ของศาลแขวงราชบุรี บวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้รวมเป็นจำคุก 1 ปี 7 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามข้อ 2.1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และให้นับโทษจำคุก 6 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 232/2543ของศาลชั้นต้น กับโทษจำคุก 1 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1330/2543ของศาลแขวงราชบุรีที่รอการลงโทษไว้ทั้งสองคดี บวกเข้ากับโทษในคดีนี้รวมเป็นจำคุก 1 ปี 7 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า ตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ต้องการให้นำโทษในคดีก่อนเพียงคดีเดียวมาบวกกับโทษในคดีหลัง การที่ศาลล่างทั้งสองนำโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 232/2543 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1330/2543 ของศาลแขวงราชบุรี ที่รอการลงโทษไว้ทั้งสองคดีมาบวกกับโทษจำคุกในคดีนี้ เป็นการไม่ถูกต้องนั้น ปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังได้โดยมิได้มีข้อจำกัดว่าจะต้องเป็นโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเพียงคดีเดียวดังนั้น ในกรณีที่มีการรอการลงโทษในคดีก่อนหลายคดี ศาลที่พิพากษาคดีหลังก็ย่อมมีอำนาจที่จะบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนทุกคดีเข้ากับโทษในคดีหลังได้ การที่ศาลล่างทั้งสองบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีทั้งสองดังกล่าวเข้ากับโทษในคดีนี้จึงถูกต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นาย ปัญญา วงศาโรจน์หรือวงศ์ศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8388/2544
#69589
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังได้ โดยมิได้มีข้อจำกัดว่าจะต้องเป็นโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเพียงคดีเดียว ดังนั้น ในกรณีที่มีการรอการลงโทษในคดีก่อนหลายคดี ศาลที่พิพากษาคดีหลังก็ย่อมมีอำนาจที่จะบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนทุกคดีเข้ากับโทษในคดีหลังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91, 102 ป.อ. มาตรา 58, 91 ริบไฟแช็กแก๊สของกลาง และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และให้นำโทษจำคุก 6 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 232/2543 ของศาลชั้นต้น กับโทษจำคุก 1 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1330/2543 ของศาลแขวงราชบุรี บวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้รวมเป็นจำคุก 1 ปี 7 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามข้อ 2.1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังได้ โดยมิได้มีข้อจำกัดว่าจะต้องเป็นโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเพียงคดีเดียว ดังนั้น ในกรณีที่มีการรอการลงโทษในคดีก่อนหลายคดี ศาลที่พิพากษาคดีหลังก็ย่อมมีอำนาจที่จะบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนทุกคดีเข้ากับโทษในคดีหลังได้ การที่ศาลล่างทั้งสองบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีทั้งสองดังกล่าวเข้ากับโทษในคดีนี้จึงถูกต้องตาม ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายปัญญา วงศาโรจน์หรือวงศ์ศาโรจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายไมตรี วงศ์ขจรศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8387/2544
#69619
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เช่าซื้อบอกให้จำเลยไปขับรถออกมา เพราะผู้เช่าซื้อกับบริษัทผู้ให้เช่าซื้อตกลงกันได้แล้ว จำเลยก็ไปเอารถคืนมาและมอบให้แก่ผู้เช่าซื้อในทันที การที่จำเลยเข้าไปเอารถที่จอดอยู่และขับออกมาจากบริษัทผู้ให้เช่าซื้ออย่างเปิดเผยเป็นการกระทำโดยสุจริตและโดยเชื่อว่ามีการตกลงกันได้ตามที่ผู้เช่าซื้อบอกจำเลย การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาทุจริต ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ จำคุก ๒ ปี คำให้การในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี ๔ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน บ - ๔๓๔๓ พัทลุง ธ. เช่าซื้อมาจากบริษัทนครหลวงเจริญเช่าซื้อหาดใหญ่ จำกัด หลังจากเช่าซื้อมาแล้ว จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าว ก่อนเกิดเหตุปรากฏว่ารถยนต์คันที่เช่าซื้อหายไปจากบ้าน ธ. ในตอนเช้า ธ. เข้าใจว่าบริษัทที่ให้เช่าซื้อเอารถไปจึงให้จำเลยไปดูปรากฏว่าพบรถยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ที่ลานจอดรถ จำเลยจึงกลับมาบอก ธ. ในตอนบ่าย จำเลยอ้างว่า ธ. บอกว่าได้ตกลงกับบริษัทผู้เสียหายเรียบร้อยแล้ว ธ. จึงให้จำเลยไปเอารถยนต์คันที่เช่าซื้อคืน จำเลยจึงไปขับกลับออกมา โดยในชั้นสอบสวนจำเลยให้การแก่พนักงานสอบสวนว่า ธ. ให้จำเลยไปเอารถมาโดย ธ. บอกว่าตกลงกับบริษัทผู้เสียหายได้แล้ว จำเลยให้การแก่พนักงานสอบสวนในวันที่ถูกจับกุมยังไม่มีเวลาพอที่จะเติมแต่งคำให้การ น่าเชื่อว่าจำเลยให้การแก่พนักงานสอบสวนตามความเป็นจริง หลังจากนั้นจำเลยไปเอารถยนต์คันที่เช่าซื้อจากบริษัทผู้เสียหายตามที่ ธ. บอก การที่จำเลยขับรถยนต์คันที่เช่าซื้อออกจากบริษัทของผู้เสียหายก็เนื่องจาก ธ. บอกให้จำเลยไปขับรถออกมา เพราะ ธ. กับบริษัทผู้เสียหายตกลงกันได้แล้ว พนักงานเร่งรัดหนี้และติดตามยึดรถคืนของบริษัทผู้เสียหายเบิกความว่า ไปยึดรถคืนจากบ้าน ธ. เมื่อเวลา ๗ นาฬิกา แล้วนำมาไว้ที่ลานจอดรถของผู้เสียหาย ซึ่งต่อมาจำเลยขับรถคันดังกล่าวออกจากบริษัทผู้เสียหายในเวลาบ่าย ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควรที่ ธ. กับบริษัทผู้เสียหายจะเจรจาตกลงกันได้แล้ว ธ. จึงมาบอกจำเลย ดังนั้น ที่จำเลยเชื่อว่า ธ. กับบริษัทผู้เสียหายตกลงกันได้แล้วจึงมีเหตุผล จำเลยเป็นเพียงลูกจ้างคนขับรถยนต์ของ ธ. การที่ ธ. กับบริษัทผู้เสียหายจะตกลงกันได้จริงหรือไม่จึงอยู่นอกเหนือการรู้เห็นของจำเลย เมื่อ ธ. บอกแก่จำเลยว่าตกลงกันได้และให้จำเลยไปเอารถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนจากบริษัทผู้เสียหาย จำเลยก็ไปเอารถคืนมาและมอบให้แก่ ธ. ในทันที การที่จำเลยเข้าไปเอารถที่จอดอยู่และขับออกมาจากบริษัทผู้เสียหายอย่างเปิดเผยเป็นการกระทำโดยสุจริตและโดยเชื่อว่ามีการตกลงกันได้แล้วระหว่าง ธ. กับบริษัทผู้เสียหายตามที่ ธ. บอกจำเลย การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาทุจริต จำเลยยังไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายเอกชาติ แท่นสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายสมศักดิ์ ประณิธิพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิทยา วีระประจักษ์
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8382/2544
#43402
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยไม่จำต้องฟ้อง จ. ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วยได้ เพราะไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่บังคับให้ลูกจ้างต้องฟ้องบรรดานายจ้างทั้งหมดเป็นจำเลย จึงเป็นสิทธิของลูกจ้างที่จะเลือกฟ้องนายจ้างคนใดหรือทุกคนเป็นจำเลยก็ได้

พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายเงินประกัน ค่าชดเชย และค่าจ้างที่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแก่โจทก์ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งจำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวทางไปรษณีย์ตอบรับ โจทก์และจำเลยไม่นำคดีสู่ศาลภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงถึงที่สุด ดังนี้จำเลยมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานแก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานได้ แม้จะเกินระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน เพราะมิใช่เป็นการฟ้องเพื่อเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 125 วรรคหนึ่ง แต่เป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานซึ่งไม่อยู่ในกำหนดเวลาที่จะต้องฟ้องภายใน 30 วันตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน1,200 บาท เงินประกันจำนวน 2,400 บาท ค่าชดเชยจำนวน 7,200บาท และค่าจ้างที่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำย้อนหลังถึงวันที่ 4มิถุนายน 2541 จำนวน 41,960 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 52,760บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉัยว่า พนักงานตรวจแรงงานกำหนดจำนวนเงินค่าจ้างที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำชัดเจนแน่นอนแล้ว โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายถึงรายละเอียดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและวันเวลาที่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำมีผลใช้บังคับ ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม โจทก์จำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 39/2543 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคสอง จำเลยต้องจ่ายให้โจทก์ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเมื่อจำเลยไม่จ่ายโจทก์ย่อมฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานได้แม้เกิน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งเพราะไม่ใช่เป็นการฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานพิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 1,200 บาท เงินประกันจำนวน 2,400 บาทค่าชดเชยจำนวน 7,200 บาท และค่าจ้างที่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำจำนวน41,960 บาท รวมเป็นเงิน 52,760 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ปัญหาข้อนี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอ้างในศาลแรงงานกลางแต่จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าโจทก์มิได้ฟ้องนายเจริญ อร่ามเจริญหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่บังคับให้ลูกจ้างต้องฟ้องบรรดานายจ้างทั้งหมดเป็นจำเลย จึงเป็นสิทธิของลูกจ้างที่จะเลือกฟ้องนายจ้างคนใดหรือทุกคนเป็นจำเลยก็ได้โจทก์มีอำนาจฟ้องโดยไม่จำต้องฟ้องนายเจริญเป็นจำเลยด้วยดังที่จำเลยอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์มิได้ฟ้องคดีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานนั้นเห็นว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 39/2543 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายเงินประกัน ค่าชดเชยและค่าจ้างที่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งจำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวทางไปรษณีย์ตอบรับเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 แล้วโจทก์และจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงถึงที่สุด ดังนี้จำเลยมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานแก่โจทก์เมื่อจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานได้แม้จะเกินระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเพราะมิใช่เป็นการฟ้องเพื่อเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง แต่เป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานซึ่งไม่อยู่ในกำหนดเวลาที่จะต้องฟ้องภายใน 30 วันตามบทกฎหมายดังกล่าวอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กัญญา พุ่มแก้ว
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด มณเฑียรนครศรีธรรมราช
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8382/2544
#67128
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย เงินประกัน ค่าชดเชย และค่าจ้างที่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแก่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง จำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว โจทก์และจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงถึงที่สุด จำเลยจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานแก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานได้แม้จะเกินระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเพราะ มิใช่เป็นการฟ้องเพื่อเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง แต่เป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานซึ่งไม่อยู่ในกำหนดเวลาที่จะต้องฟ้องภายใน 30 วัน

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย เงินประกัน ค่าชดเชย และค่าจ้างที่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตาม คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ถึงที่สุด ทั้งโจทก์ได้แนบสำเนาคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานมาท้ายคำฟ้องด้วยแล้ว สภาพแห่งข้อหาของโจทก์มีว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินทั้งสี่ประเภทนั้นตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานโดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานถึงที่สุดแล้วตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคสอง เพราะจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยจึงต้อง จ่ายเงินทั้งสี่ประเภทให้โจทก์ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน และโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยจ่ายเงินทั้งสี่ประเภทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 โจทก์ไม่จำต้องบรรยายถึงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละเท่าใด ตั้งแต่ช่วงเวลาใดถึงช่วงเวลาใดมาในฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจกท์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย และถูกจำเลยเลิกจ้าง โดยจำเลยอ้างว่าโจทก์ขาดงานติดต่อกันเป็นเวลา 10 วัน โจทก์จึงร้องทุกข์ต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย และค่าจ้างที่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำย้อนหลังแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยได้รับค่าจ้าง พร้อมสวัสดิการและประโยชน์อื่นเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างซึ่งมากกว่าเงินค่าจ้างที่โจทก์ได้รับ จำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ แต่โจทก์ออกจากงานไปเองด้วยความสมัครใจ จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและเงินที่โจทก์อ้างว่าจำเลยจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ โจทก์มิได้นำคดี สู่ศาลภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามมาตรา 124, 125 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงหมดเวลาฟ้องร้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนเงินอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและวันเวลาที่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำมีผลใช้บังคับ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า พนักงานตรวจแรงงานกำหนดจำนวนเงินค่าจ้างที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ต่ำกว่า ค่าจ้างขั้นต่ำชัดเจนแน่นอนแล้ว โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายถึงรายละเอียดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและวันเวลาที่อัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำมีผลใช้บังคับ ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม โจทก์จำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงถึงที่สุดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคสอง จำเลยต้องจ่ายเงินให้โจทก์ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อจำเลยไม่จ่ายโจทก์ย่อมฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานได้แม้เกิน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งเพราะไม่ใช่เป็นการฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน พิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ประการแรก โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ปัญหาข้อนี้เกี่ยวด้วยความ สงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอ้างในศาลแรงงานกลาง แต่จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าโจทก์มิได้ฟ้องนายเจริญ หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วย โจทก์จึง ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่บังคับให้ลูกจ้างต้องฟ้องบรรดานายจ้างทั้งหมดเป็นจำเลย จึงเป็นสิทธิของลูกจ้างที่จะเลือกฟ้องนายจ้างคนใดหรือทุกคนเป็นจำเลยก็ได้ โจทก์มีอำนาจฟ้องโดยไม่จำต้องฟ้อง นายเจริญเป็นจำเลยด้วย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์มิได้ฟ้องคดีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า พนักงานตรวจแรงงานมี คำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย เงินประกัน ค่าชดเชย และค่าจ้างที่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่ง จำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวทางไปรษณีย์ตอบรับแล้ว แต่โจทก์และจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาล ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงถึงที่สุด ดังนี้จำเลยมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานแก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตาม คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานได้แม้จะเกินระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน เพราะมิใช่เป็นการฟ้องเพื่อเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง แต่เป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานซึ่งไม่อยู่ในกำหนดเวลาที่จะต้องฟ้องภายใน 30 วัน ส่วนอุทธรณ์ข้อ 3.2 ของจำเลยเพียงแต่กล่าวว่าจำเลยต้องการให้โจทก์หรือพนักงานตรวจแรงงานในฐานะ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ฟ้องเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน และจำเลยพอใจแล้วจึงไม่ฟ้องเพิกถอนคำสั่ง ดังกล่าว ไม่มีข้อความตอนใดเลยที่โต้แย้งว่าคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยเหตุผลใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงานและวิธีพิจารณาคดีแรงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ประการสุดท้าย คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย เงินประกัน ค่าชดเชย และค่าจ้างที่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของพนักงานตรวจแรงงานที่ถึงที่สุด ทั้งโจทก์ได้แนบสำเนาคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานมา ท้ายคำฟ้องด้วยแล้ว ดังนี้ ฟ้องของโจทก์มีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานถึงที่สุดแล้ว ตามพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคสอง เพราะจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยจึงต้องจ่ายเงินทั้งสี่ประเภทให้โจทก์ตามคำสั่งพนักงานตรวจ แรงงาน และโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยจ่ายเงินทั้งสี่ประเภทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 โจทก์ไม่จำต้องบรรยายฟ้องถึงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำว่าเป็นวันละเท่าใด ตั้งแต่ช่วงเวลาใดถึงช่วงเวลาใดดังที่จำเลยอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 125
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกัญญา พุ่มแก้ว
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดมณเฑียรนครศรีธรรมราช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง (สงขลา) — นายธงชัย อยู่ถนอม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8379/2544
#44022
เปิดฉบับเต็ม

วันที่ 8 มีนาคมเป็นวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการอุทธรณ์ออกไปอีก 15 วัน โดยมีหมายเหตุท้ายคำร้องว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว" พร้อมทั้งลงลายมือชื่อทนายจำเลยผู้ร้องไว้ และยังมีข้อความอีกว่า "ข้าพเจ้าจะมาฟังคำสั่งภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว"พร้อมทั้งลงลายมือชื่อทนายจำเลยผู้ร้องไว้เช่นกัน ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้มีคำสั่งในวันเดียวกันนั้น หากแต่ได้มีคำสั่งในวันที่ 13 มีนาคมก็ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องทราบคำสั่งศาลแล้ว ข้ออ้างของผู้ร้องที่ว่าผู้ร้องไม่อาจทราบได้ว่าศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาการอุทธรณ์ว่าอย่างไร เพราะสำนวนความเสนอศาลอยู่และยังคัดถ่ายสำเนาคำสั่งศาลไม่ได้ก็มิใช่กรณีมีเหตุสุดวิสัย เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการอุทธรณ์ถึงวันที่ 22 มีนาคม การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องในวันที่ 23 มีนาคม จึงเกินกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายไว้ โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยอย่างหนึ่งอย่างใด ฉะนั้นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาการอุทธรณ์และไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน121,053.39 บาท โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 98158พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นครึ่ง เลขที่ 76/31 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้อง (จำเลย) ยื่นคำร้องคัดค้านการยึดทรัพย์สินดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543ว่า โจทก์นำยึดที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวซึ่งมีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่าจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินอื่นที่เป็นของจำเลยอย่างแน่ชัด จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการยึดทรัพย์เกินกว่าพอที่จะชำระหนี้การยึดทรัพย์ดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย ยกคำร้องวันที่ 8 มีนาคม 2543ซึ่งเป็นวันครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลอนุญาตให้ขยายถึงวันที่ 22 มีนาคม 2543 ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีก ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยไม่ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ภายในกำหนดจึงยกคำร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีกในวันที่ 5 และ 24 เมษายน 2543ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องผู้ร้อง (จำเลย) อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องคัดค้านการยึดทรัพย์เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้อง(จำเลย) ยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดระยะเวลาที่ขอขยายไว้จึงไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า วันที่ 8 มีนาคม 2543 เป็นวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการอุทธรณ์ออกไปอีก 15 วัน โดยมีหมายเหตุท้ายคำร้องว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว" พร้อมทั้งลงลายมือชื่อทนายจำเลยผู้ร้องไว้ และยังมีข้อความอีกว่า "ข้าพเจ้าจะมาฟังคำสั่งภายใน 7 วันนับแต่วันนี้หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" พร้อมทั้งลงลายมือชื่อทนายจำเลยผู้ร้องไว้เช่นกัน ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้มีคำสั่งในวันเดียวกันนั้น หากแต่ได้มีคำสั่งในวันที่ 13 มีนาคม 2543 ก็ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องทราบคำสั่งศาลแล้ว ข้ออ้างของผู้ร้องที่ว่าผู้ร้องไม่อาจทราบได้ว่าศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาการอุทธรณ์ว่าอย่างไรเพราะสำนวนความเสนอศาลอยู่และยังคัดถ่ายสำเนาคำสั่งศาลไม่ได้ ก็มิใช่กรณีมีเหตุสุดวิสัยเมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการอุทธรณ์ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2543 การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องในวันที่ 23 มีนาคม2543 จึงเกินกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายไว้โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยอย่างหนึ่งอย่างใด ฉะนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาการอุทธรณ์และไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิเชิด ผาสุข
ผู้ร้อง — นาย เอนก อินทรมณี
จำเลย — นาย เอนก อินทรมณี
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8366/2544
#44021
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 65 วรรคสอง ซึ่งมีโทษสถานเดียวคือประหารชีวิต ในวันนัดสอบคำให้การจำเลย ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยเรื่องทนายความ จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความไม่ขอต่อสู้คดี โดยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาไว้และเลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย โดยไม่ได้ตั้งทนายความให้แก่จำเลย เมื่อถึงวันนัด ศาลชั้นต้นได้สืบพยานโจทก์ไปสองปาก โดยจำเลยไม่มีทนายความต่อมาศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินมาแล้วทั้งหมดและมีหนังสือตั้งทนายความให้แก่จำเลย กับเลื่อนคดีไปนัดสืบพยานโจทก์ใหม่ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ใหม่ ศาลชั้นต้นไม่ได้ให้พยานโจทก์ทั้งสองปากที่เบิกความตอบโจทก์ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนเพราะเป็นการผิดระเบียบไปแล้ว เข้าเบิกความตอบคำซักถามของโจทก์ใหม่ เพียงแต่ให้ทนายจำเลยถามค้านพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้ต่อไปเลยเท่านั้น ดังนี้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น เป็นการไม่ชอบและการที่ศาลล่างทั้งสองดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาในคดีนี้ต่อมาจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นว่ากล่าวและเห็นควรแก้ไขโดยย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67, 102 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคสอง,66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยให้การรับสารภาพ แม้จะนำสืบปฏิเสธว่ามิได้กระทำความผิดแต่ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (ที่ถูกมาตรา 52(2)) กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 25 ปีริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 จำคุก 3 ปีลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน ยกคำขอที่ให้ลงโทษตามมาตรา 65 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง ซึ่งมีโทษสถานเดียวคือประหารชีวิต แต่ในวันนัดสอบคำให้การจำเลยศาลชั้นต้นเพียงแต่สอบถามจำเลยเรื่องทนายความ จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความไม่ขอต่อสู้คดี โดยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นได้จดรายงานกระบวนพิจารณาไว้และเลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในวันที่ 1 กรกฎาคม2541 โดยไม่ได้ตั้งทนายความให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคหนึ่ง เมื่อถึงวันนัด ศาลชั้นต้นได้สืบพยานโจทก์ไปสองปากโดยจำเลยไม่มีทนายความซึ่งเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แม้ภายหลังศาลชั้นต้นได้จดรายงานกระบวนพิจารณาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินมาแล้วทั้งหมดและมีหนังสือตั้งทนายความให้แก่จำเลย กับเลื่อนคดีไปนัดสืบพยานโจทก์ใหม่ แต่ในวันนัดสืบพยานโจทก์ใหม่ ศาลชั้นต้นก็ไม่ได้ให้พยานโจทก์ทั้งสองปากที่เบิกความตอบโจทก์ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนเพราะเป็นการผิดระเบียบไปแล้วเข้าเบิกความตอบคำซักถามของโจทก์ใหม่เพียงแต่ให้ทนายจำเลยถามค้านพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้ต่อไปเลยเท่านั้นซึ่งเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาในคดีนี้ ต่อมาจึงเป็นการไม่ถูกต้องปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นว่ากล่าวและเห็นควรแก้ไขโดยย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้อง"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยใหม่ทั้งหมด และพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นาย สมเดช อันเตวา
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ