คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8717/2544
#257363
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ซึ่งหมายถึงการที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิดหรือ ลูกจ้างกระทำความผิดแต่เป็นความผิดเพียงเล็กน้อย ยังไม่สมควรที่จะเลิกจ้างหรือไม่มีเหตุอันสมควรอื่นใดที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างได้ ประเด็นแห่งคดีเรื่องนี้ ศาลต้องพิเคราะห์ข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างโจทก์จะเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้หรือไม่ ศาลแรงงานกลางได้พิเคราะห์พยาน หลักฐานต่าง ๆ ทั้งพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ปล่อยปละละเลยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบว่าด้วยการนำรถเข้าไปในบริเวณอู่นำอะไหล่เก่าขึ้นรถบรรทุกก่อนผ่านการตรวจสอบอนุมัติ การกระทำของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยขาดความไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต กรณีมีเหตุผลอันสมควรที่จำเลยจะ เลิกจ้างโจทก์ได้ มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นการวินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย ๒,๗๖๓,๙๓๕.๘๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า เหตุที่จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์ เนื่องจากโจทก์ประพฤติผิดข้อบังคับ จงใจขัดคำสั่ง ละเลยไม่นำพาตามคำสั่งของนายจ้างเป็นอาจิณ ทุจริตต่อหน้าที่เป็นการกระทำผิดร้ายแรง การเลิกจ้างโจทก์จึงเป็น การเลิกจ้างที่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๑ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ แม้จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ ก็ไม่ต้องร่วมรับผิดเป็นส่วนตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นหัวหน้างานฝ่ายประสานงานและปฏิบัติการ มีผู้ใต้บังคับบัญชา ประมาณ ๙๐ คน โจทก์มีหน้าที่ควบคุมการเบิกจ่ายอะไหล่ รับผิดชอบตรวจสอบการนำอะไหล่เก่าไปคืนศูนย์บริการกลาง จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้บริหารระดับสูงสุดของศูนย์บริการลุมพินีได้รับการร้องเรียนจากลูกค้าว่า ลูกค้าได้นำรถยนต์เบนซ์ ไปเปลี่ยนอะไหล่ในระหว่างประกัน แต่ศูนย์บริการไม่ได้เปลี่ยนอะไหล่ใหม่ให้ โดยมีการทุจริตยักยอกอะไหล่ และมีพนักงานร้องเรียนว่ามีการทุจริตยักยอกอะไหล่เก่าที่ส่งไปเปลี่ยนที่ศูนย์บริการกลาง จึงต้องทำการตรวจสอบ ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ได้มีการขนอะไหล่เก่าเพื่อไปส่งศูนย์บริการกลาง โดย ส. ซึ่งเป็น ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ได้ว่าจ้างรถบรรทุกเข้าไปในบริเวณอู่เพื่อขนอะไหล่โดยฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ กล่าวคือ พบว่าบัญชีอะไหล่ที่ทำขึ้นยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบตามระเบียบ แต่ได้นำอะไหล่ขนใส่รถบรรทุกแล้ว จำเลยที่ ๒ จึงให้ระงับการส่งอะไหล่ในวันนั้น และยังปรากฏว่ารถบรรทุกที่ว่าจ้างมาขนอะไหล่เป็นรถของผู้ที่เคยเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ มาก่อน แต่ถูกเลิกจ้างฐานทุจริตต่อหน้าที่ นอกจากนี้จำเลยที่ ๑ ยังมีคำสั่งห้ามนำรถเข้าไปจอดในบริเวณ อู่เพื่อป้องกันการขนทรัพย์สินออกนอกอู่โดยทุจริต แต่โจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งโดยอ้างว่านำรถเข้าไปซ่อมและจ่ายเงินค่าซ่อมตามระเบียบ แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานหรือใบเสร็จค่าซ่อมมาแสดง ฟังไม่ได้ว่าโจทก์นำรถยนต์ของตนเข้าไปในบริเวณอู่ของจำเลยที่ ๑ เพื่อซ่อมโดยสุจริตตามที่อ้าง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ในฐานะ ที่โจทก์เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ ส. แต่ปล่อยปละละเลยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาฝ่าฝืนระเบียบว่าด้วยการนำรถเข้าไปในบริเวณอู่ นำอะไหล่เก่าขึ้นรถบรรทุกก่อนผ่านการตรวจสอบอนุมัติ จนเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ขาดความไว้วางใจ ตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์เป็นผู้บริหารระดับสูง ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นคุณสมบัติที่สำคัญและจำเป็น เมื่อพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้จำเลยที่ ๑ ขาดความไว้วางใจในตัวโจทก์ การที่จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์จึงถือไม่ได้ว่าเป็น การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายฐานเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจากจำเลยทั้งสอง พิพากษา ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีนอกคำฟ้องและคำให้การเพราะโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์โดยกล่าวหาว่าโจทก์ประพฤติตนไม่เหมาะสม โดยการใช้ตำแหน่งหน้าที่ร่วมกับ พนักงานผู้ใต้บังคับบัญชาทุจริตเครื่องอะไหล่ที่จะนำไปเรียกค่าสินไหมทดแทน และกระทำการฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับหรือคำสั่งของจำเลยที่ ๑ แต่โจทก์ไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ได้กระทำผิดต่อหน้าที่โดยนำอะไหล่ออกจากศูนย์บริการและฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายอันเป็นกรณีร้ายแรง แต่ศาลแรงงานกลางกลับวินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยที่ ๑ จนเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ขาดความไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริตของโจทก์ ซึ่งไม่ปรากฏในคำฟ้องและคำให้การนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ ซึ่งหมายถึงการที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิดหรือลูกจ้างกระทำความผิดแต่เป็น ความผิดเพียงเล็กน้อย ยังไม่สมควรที่จะเลิกจ้างหรือไม่มีเหตุอันสมควรอื่นใดที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างได้ ดังนั้น ประเด็นแห่งคดีเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมกรณีนี้นั้น ศาลต้องพิเคราะห์ข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนายจ้างโจทก์จะเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้หรือไม่ คดีนี้ศาลแรงงานกลางได้พิเคราะห์พยานหลักฐานต่าง ๆ ทั้งพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ปล่อยปละละเลยให้ ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบว่าด้วยการนำรถเข้าไปในบริเวณอู่ นำอะไหล่เก่าขึ้นรถบรรทุกก่อนผ่านการตรวจสอบอนุมัติ การกระทำของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ขาดความไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต กรณีมีเหตุอัน สมควรที่จำเลยที่ ๑ จะเลิกจ้างโจทก์ได้ มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นการวินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีใน คำฟ้องและคำให้การแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสัมพันธ์ พัวพรพงษ์
จำเลย — บริษัทธนบุรีพานิช จำกัด กับพวก
49 — พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8694/2544
#43412
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเพราะจำเลยขอคืนดี แต่ผู้ตายไม่ยอมคืนดีด้วย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด เมื่อ ส. บิดาผู้ตายเข้ามาห้าม จำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิง ส. อีก 1 นัด ดังนี้ การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิง ส. ซึ่งเป็นการกระทำในครั้งหลังนี้เป็นเจตนาที่เพิ่งเกิดขึ้น ต่างไปจากเจตนาเดิมที่จำเลยยิงผู้ตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่า ส. อีกกระทงหนึ่ง

เมื่อยิง ส. แล้ว จำเลยได้เข้าไปยิงผู้ตายซ้ำอีกซึ่งเป็นการยิงเพื่อให้แน่ใจว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายจริงตามเจตนาที่มีมาตั้งแต่แรกซึ่งขณะนั้น ผ. ประคองผู้ตายอยู่ กระสุนปืนจึงไปถูกน่องของ ผ. ด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80,60 เป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามมาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80,91, 288, 371 ริบหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะ ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่นวางโทษประหารชีวิต ฐานพยายามฆ่าสองกระทง วางโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(2) ฐานฆ่าผู้อื่นคงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษกระทงอื่นของจำเลยมารวมเข้ากับโทษกระทงนี้ได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) คงให้จำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นควรยกปัญหาว่าการกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นการกระทำกรรมเดียวหรือต่างกรรม ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นฎีกาก็ตาม ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง ข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยมาแล้ว โดยโจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านฟังได้ว่าจำเลยและนางวิระญา ช่วยบำรุง ผู้ตายเป็นสามีภริยากัน ต่อมาได้หย่าขาดจากกัน เหตุที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเพราะจำเลยขอคืนดี แต่ผู้ตายไม่ยอมคืนดีด้วย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด เมื่อนายสมพงษ์ ช่วยบำรุง บิดาผู้ตายเข้ามาห้ามจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงนายสมพงษ์อีก 1 นัด แต่นายสมพงษ์ไม่ถึงแก่ความตาย เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายสมพงษ์ซึ่งเป็นการกระทำในครั้งหลังนี้เป็นเจตนาที่เพิ่งเกิดขึ้น ต่างไปจากเจตนาเดิมที่จำเลยยิงผู้ตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายสมพงษ์อีกกระทงหนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความต่อไปว่า เมื่อยิงนายสมพงษ์แล้ว จำเลยได้เข้าไปยิงผู้ตายซ้ำอีก ซึ่งเป็นการยิงเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายจริง ตามเจตนาที่มีมาตั้งแต่แรก ซึ่งขณะนั้นมีนายผัดช่วงดี ประคองผู้ตายอยู่ กระสุนปืนจึงไปถูกน่องของนายผัดด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, ประกอบมาตรา 80, 60 เป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ต้องลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90สรุปแล้วการกระทำของจำเลยเป็นความผิด 2 กรรม มิใช่ 3 กรรมดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบากว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดหรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้วตามไปยิงซ้ำอีกเพียงสาเหตุเพราะผู้ตายไม่ยอมคืนดีด้วย เมื่อบิดาผู้ตายเข้าห้ามจำเลยก็ยิงบิดาผู้ตายอีก พฤติการณ์ของจำเลยถือว่าอุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษประหารชีวิตจำเลยนั้นเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 60 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 288 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตกับมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(2) และ 53 ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น คงจำคุกตลอดชีวิต ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นคงจำคุก 25 ปี เมื่อรวมกับโทษความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ แล้ว ให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 60 ม. 80 ม. 90 ม. 91 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาย จุ้ย ดาทุมมา
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิชา มั่นสกุล
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8690/2544
#44040
เปิดฉบับเต็ม

"ค่าจ้าง" ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 หมายความว่าเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนหรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ข้อตกลงของจำเลยที่จะจัดหารถประจำตำแหน่งให้โจทก์ หากยังหารถไม่ได้จะให้ค่าเช่ารถยนต์เดือนละ 22,000 บาท แสดงให้เห็นว่า มีการกำหนดให้จำเลยจัดหารถประจำตำแหน่งให้โจทก์เป็นหลัก โดยมีข้อยกเว้นว่า หากยังหารถให้ไม่ได้ก็ให้จ่ายค่าเช่ารถยนต์ให้โจทก์ หากต่อมาจำเลยสามารถหารถประจำตำแหน่งให้โจทก์ได้เมื่อใด ก็ไม่จำต้องจ่ายค่าเช่ารถยนต์ให้โจทก์ต่อไป ค่าเช่ารถยนต์ตามข้อตกลงจึงถือว่าเป็นสวัสดิการ มิใช่เงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน แม้จะจ่ายเงินจำนวนแน่นอนเท่า ๆ กันทุกเดือนก็มิใช่ค่าจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกและนายสุปัญญาได้ร่วมกันจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพ ค่าจ้างเดือนละ 97,000 บาทซึ่งรวมค่าพาหนะเดือนละ 22,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ทั้งนี้การปฏิบัติงานของโจทก์และพนักงานในฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายสุปัญญา ต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม 2541 จำเลยทั้งหกโดยเจตนาไม่สุจริตได้ร่วมกันประกาศยุบหน่วยงานฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพ เพื่อลดบทบาทการบริหารงานของนายสุปัญญา แล้วเลิกจ้างโจทก์กับพนักงานในฝ่ายเดียวกันรวม 5 คน โดยบอกกล่าวล่วงหน้าเพียง 5 วัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันจ่ายค่าจ้างสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 194,699 บาท กับค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 11,000,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การว่า ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน จำเลยจำต้องลดจำนวนบุคลากรรวมทั้งโจทก์เพื่อให้กิจการของจำเลยอยู่ต่อไป โจทก์ได้รับค่าจ้างเพียงเดือนละ 75,000 บาท ส่วนอีก 22,000 บาท เป็นค่าพาหนะที่จำเลยให้โจทก์ใช้เดินทางไปปฏิบัติงานแก่จำเลย ในการเลิกจ้างจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยเก้าสิบวันและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน ของอัตราค่าจ้างสุดท้ายแก่โจทก์เป็นเงินรวม 300,000 บาท แล้ว และจำเลยไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์ กรณีไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหาย ส่วนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อมดอกเบี้ยจำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับแล้ว แต่โจทก์ยังไม่ไปรับ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้การว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 ไม่ใช่นายจ้างหรือตัวแทนนายจ้าง แต่เป็นเพียงลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เท่านั้น จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 5 และที่ 6 ศาลแรงงานกลางอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 และที่ 6

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์แล้ว ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยนั้น จำเลยที่ 1 จ่ายให้โจทก์แล้วรวมเป็นเงิน 300,000บาท ตามเอกสารหมาย ล.4 จำเลยที่ 1 ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจอีกทั้งลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างพร้อมโจทก์มีจำนวน 13 คน และอยู่คนละฝ่ายหรือส่วนงานกับโจทก์ พฤติการณ์แห่งคดีไม่ปรากฏว่าจำเลยกลั่นแกล้งโจทก์ ยังฟังไม่ได้ว่าการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างที่ขาดไปในเดือนพฤศจิกายน 2541 เป็นเงิน 22,000 บาท ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่โจทก์ถูกเลิกจ้างแล้ว จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างดังกล่าว ส่วนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี โจทก์ก็ได้รับไปแล้วตามเอกสารหมาย ล.29 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องอีกคงมีประเด็นวินิจฉัยเฉพาะเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยซึ่งต้องวินิจฉัยก่อนว่าโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเท่าใด จำเลยนำสืบว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 75,000 บาท ส่วนโจทก์นำสืบว่าได้รับค่าจ้างเดือนละ 97,000 บาท แยกเป็นเงินเดือน 75,000 บาท และค่าเช่ารถยนต์ 22,000 บาท โดยเป็นการเหมาจ่ายทุกเดือน เห็นว่า จำเลยนำสืบยอมรับว่ามีข้อตกลงพิเศษกับโจทก์ว่าจะหารถประจำตำแหน่งให้ แต่ถ้าหากยังหารถไม่ได้ก็จะให้ค่าเช่ารถเดือนละ 22,000 บาท และปรากฏว่าจำเลยจ่ายค่าเช่ารถแก่โจทก์เป็นประจำทุกเดือน ค่าเช่ารถดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นค่าจ้าง ต้องนำมารวมคำนวณสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย จำเลยที่ 1 บอกเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2541 โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ 1 เดือน เป็นเงิน 97,000 บาท และโจทก์ ทำงานครบหนึ่งปีแต่ไม่ครบสามปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน เป็นเงิน 291,000 บาท รวมสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยเป็นเงิน388,000 บาท จำเลยที่ 1 จ่ายแก่โจทก์แล้ว 300,000 บาท ยังขาดอยู่อีก 88,000 บาทพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์อีก 88,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ค่าเช่ารถยนต์หรือค่าชดเชยรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้โจทก์ทุกเดือนเดือนละ22,000 บาท นั้น เป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 5 บัญญัติว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่นหรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานและให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 มีข้อตกลงกับโจทก์ว่าจะหารถประจำตำแหน่งให้โจทก์ แต่ถ้าหากยังหารถไม่ได้ก็จะให้ค่าเช่ารถยนต์เดือนละ 22,000 บาท ข้อตกลงของโจทก์และจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่ามีการกำหนดให้จำเลยที่ 1 หารถประจำตำแหน่งให้โจทก์เป็นหลัก มีข้อยกเว้นว่าหากยังหารถให้ไม่ได้ก็ให้จ่ายค่าเช่ารถยนต์ให้โจทก์เดือนละ 22,000 บาท ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะยังหารถประจำตำแหน่งให้โจทก์ไม่ได้จึงต้องจ่ายค่าเช่ารถยนต์ให้โจทก์เดือนละ 22,000 บาท ไปแล้วกี่เดือนก็ตาม หากต่อมาจำเลยที่ 1 สามารถหารถประจำตำแหน่งให้โจทก์ได้ตามข้อตกลงเมื่อใด จำเลยที่ 1 ก็ไม่จำต้องจ่ายค่าเช่ารถยนต์ดังกล่าวให้โจทก์อีกต่อไป ดังนั้น ค่าเช่ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้โจทก์เดือนละ22,000 บาท ตามข้อตกลงในระหว่างที่ยังจัดหารถประจำตำแหน่งให้โจทก์ไม่ได้ถือว่าเป็นสวัสดิการมิใช่เงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานแม้จะจ่ายเงินจำนวนแน่นอนเท่า ๆ กันทุกเดือน ก็มิใช่ค่าจ้าง การที่ศาลแรงงานกลางนำเอาค่าเช่ารถยนต์เดือนละ 22,000 บาท ไปคิดรวมเป็นค่าจ้างของโจทก์เป็นเงินเดือนละ97,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง ที่ถูกเป็นค่าจ้างเพียงเดือนละ 75,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1 จำนวน 1 เดือน จึงเป็นเงินเพียง75,000 บาท และค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน เป็นเงิน 225,000บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 300,000 บาท เท่ากับจำนวนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับไปจากจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในเงินดังกล่าวได้อีก อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และเนื่องจากคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระหนี้ดังกล่าวซึ่งมีมูลหนี้อันมิอาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ตันตินี ปัทมพงศ์
จำเลย — บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8690/2544
#67122
เปิดฉบับเต็ม

นายจ้างมีข้อตกลงกับลูกจ้างว่าจะหารถประจำตำแหน่งให้ แต่ถ้าหากยังหารถไม่ได้ก็จะให้ค่าเช่ารถยนต์ เดือนละ 22,000 บาท ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้หารถประจำตำแหน่งให้ลูกจ้างเป็นหลัก มีข้อยกเว้นว่าหากยังหา รถให้ไม่ได้ก็ให้จ่ายค่าเช่ารถยนต์ให้ลูกจ้าง หากต่อมานายจ้างสามารถหารถประจำตำแหน่งให้ลูกจ้างได้ตามข้อตกลงเมื่อใด นายจ้างก็ไม่จำต้องจ่ายค่าเช่ารถยนต์ดังกล่าวให้ลูกจ้างอีกต่อไป ค่าเช่ารถยนต์รายเดือนที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้าง ถือว่าเป็นสวัสดิการ มิใช่เงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน แม้จะจ่ายเงินจำนวน แน่นอนเท่า ๆ กัน ทุกเดือนก็มิใช่ค่าจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันจ่ายค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน ๑๙๔,๖๙๙ บาท กับค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน ๑๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกคนให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ศาลแรงงานกลางอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะ จำเลยที่ ๕ และที่ ๖

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์อีก ๘๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ว่า ค่าเช่ารถยนต์หรือค่าชดเชยรถยนต์ ที่จำเลยที่ ๑ จ่ายให้โจทก์ทุกเดือนเดือนละ ๒๒,๐๐๐ บาท นั้น เป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ บัญญัติว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ ๑ มีข้อตกลงกับโจทก์ว่าจะหารถประจำตำแหน่งให้โจทก์ แต่ถ้าหากยังหารถไม่ได้ ก็จะให้ค่าเช่ารถยนต์เดือนละ ๒๒,๐๐๐ บาท ข้อตกลงของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่ามีการกำหนดให้จำเลยที่ ๑ หารถประจำตำแหน่งให้โจทก์เป็นหลัก มีข้อยกเว้นว่า หากยังหารถให้ไม่ได้ก็ให้จ่ายค่าเช่ารถยนต์ให้โจทก์ ดังนั้น แม้จำเลยที่ ๑ จะยังหารถประจำตำแหน่งให้โจทก์ไม่ได้จึงต้องจ่ายค่าเช่ารถยนต์ให้โจทก์ไปแล้วกี่เดือนก็ตาม หากต่อมาจำเลยที่ ๑ สามารถหารถประจำตำแหน่งให้โจทก์ได้ตามข้อตกลงเมื่อใด จำเลยที่ ๑ ก็ไม่จำต้องจ่ายค่าเช่ารถยนต์ดังกล่าวให้โจทก์อีกต่อไป ดังนั้น ค่าเช่ารถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ จ่ายให้โจทก์ ตามข้อตกลงในระหว่างที่ยังจัดหารถประจำตำแหน่งให้โจทก์ไม่ได้ ถือว่าเป็นสวัสดิการ มิใช่เงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน แม้จะจ่ายเงินจำนวนแน่นอนเท่า ๆ กันทุกเดือน ก็มิใช่ค่าจ้าง การที่ศาลแรงงานกลางนำเอาค่าเช่ารถยนต์เดือนละ ๒๒,๐๐๐ บาท ไปคิดรวมเป็นค่าจ้างของโจทก์เป็นเงินเดือนละ ๙๗,๐๐๐ บาท จึงไม่ถูกต้องที่ถูกเป็นค่าจ้างเพียงเดือนละ ๗๕,๐๐๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑ เดือน จึงเป็นเงินเพียง ๗๕,๐๐๐ บาท และค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน เป็นเงิน ๒๒๕,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๓๐๐,๐๐๐ บาท เท่ากับจำนวนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับไปจากจำเลยที่ ๑ แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดในเงินดังกล่าวได้อีก?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางตันตินี ปัทมพงศ์
จำเลย — บริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8689/2544
#69615
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นแห่งคดีมีเพียงว่า โจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะกระทำความผิดดังที่จำเลยกล่าวอ้างหรือไม่ ซึ่งไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างวันใด อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า ศาลแรงงานรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันที่คลาดเคลื่อนขัดต่อความเป็นจริง ขัดต่อพยานหลักฐานนั้น ไม่อาจก่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลแรงงาน อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

การที่ลูกจ้างไม่สนใจในการประชุม เข้าประชุมสาย ละทิ้งหน้าที่กลับก่อนเวลา และไม่ออกเยี่ยมเยือนลูกค้าทำให้ยอดขายสินค้าไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่นายจ้างกำหนดไว้ เป็นเพียงกรณีที่ลูกจ้างไม่ตั้งใจปฏิบัติงาน ไม่อุทิศเวลาให้แก่งานและไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น ส่วนกรณีที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายงานให้แล้ว ลูกจ้างแสดงท่าทางไม่พอใจ แสดงกิริยาไม่สุภาพหรือมีความประพฤติกระด้างกระเดื่อง ก็เป็นเพียงความประพฤติที่ไม่เหมาะสมอันไม่ควรพึงปฏิบัติเท่านั้น การกระทำของลูกจ้างยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างในกรณีร้ายแรง และยังถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๓,๗๕๐ บาท เงินประกัน ๕,๐๐๐ บาท และค่าชดเชย ๒๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินประกัน ๕,๐๐๐ บาท ค่าชดเชย ๒๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า สำหรับอุทธรณ์ของจำเลย ข้อ ๒.๔ ที่ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๒ และหนังสือของจำเลยตามเอกสารหมาย ล. ๕ ก็ระบุวันที่เลิกจ้างโจทก์คือวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๒ ซึ่งรับฟังได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๒ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า นายสวัสดิ์และนายทศพลได้บอกเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๒ นั้น คลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงขัดต่อพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยมีเพียงว่า โจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะกระทำความผิดดังที่จำเลยกล่าวอ้างหรือไม่เท่านั้น ซึ่งไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างวันใด ฉะนั้น อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวไม่อาจก่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางแต่อย่างใด จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้าม มิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลย ข้อ ๒.๑ และ ๒.๒ ว่า การที่โจทก์มีความประพฤติกระด้างกระเดื่อง ไม่สนใจในการประชุม เข้าประชุมสาย เมื่อผู้บังคับบัญชามอบหมายงานมักแสดงท่าทางไม่พอใจ แสดงกริยาไม่สุภาพ ละทิ้งหน้าที่กลับก่อนเวลาและไม่ออกเยี่ยมเยือนลูกค้าทำให้ยอดขายสินค้าไม่เป็นไปตามเป้าหมายนั้น เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ไม่สนใจในการประชุม เข้าประชุมสาย ละทิ้งหน้าที่กลับก่อนเวลา และไม่ออกเยี่ยมเยือนลูกค้าทำให้ยอดขายสินค้าไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่จำเลยกำหนดไว้นั้น เป็นเพียงกรณีที่โจทก์ไม่ตั้งใจปฏิบัติงานไม่อุทิศเวลาให้แก่งาน และไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น ส่วนกรณีที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายงานโจทก์มักแสดงท่าทางไม่พอใจ แสดงกริยาไม่สุภาพหรือมีความประพฤติกระด้างกระเดื่องนั้น ก็เป็นเพียงความประพฤติที่ไม่เหมาะสมอันไม่ควรพึงปฏิบัติเท่านั้น การกระทำของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยตามเอกสารหมาย ล. ๒ ในกรณีร้ายแรง และยังถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวไพเราะ ต่อมสุวรรณ์
จำเลย — บริษัทสตาร์ซานิทารีแวร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต พรายภู่
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8688/2544
#98269
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 3 เสียจากสารบบความ เพราะจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายนั้น เป็นเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 แล้ว และอยู่ระหว่างส่งสำเนาให้โจทก์แก้ คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะสั่งจำหน่ายคดีโดยศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ แต่คดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรสั่งเรื่องดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์สั่ง โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 215 และ 225

พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเป็นการร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดให้แก่จ่าสิบตำรวจ ก. ผู้ล่อซื้อโดยมีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่ ผู้ล่อซื้อแล้ว จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 บัญญัติว่า " จำหน่าย " หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ เป็นที่เห็นได้ว่า แม้เป็นการแจกหรือให้ซึ่งไม่มีค่าตอบแทน ก็ถือว่าเป็นการจำหน่ายตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ดังนั้น เมื่อผู้ล่อซื้อได้รับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ตกลงซื้อขายกันจากฝ่ายจำเลยแล้ว แม้จะยังไม่ได้ชำระราคาและตรวจนับเมทแอมเฟตามีนของกลางก่อน ก็เป็นความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) สำเร็จ โดยมิพักต้องวินิจฉัยในแง่กฎหมายแพ่ง

ปัญหาว่าการกระทำความผิดใดจะเป็นความผิดสำเร็จหรือเป็นเพียงขั้นพยายามกระทำความผิด เป็นปัญหา ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้โจทก์จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยหนักกว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ลงโทษได้เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่สมควร วางบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง

จำเลยที่ 3 ซึ่งให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาเบิกความว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดและระหว่างถูก คุมขังในเรือนจำจำเลยที่ 3 รู้ตัวว่าใกล้จะตายได้วานผู้มีชื่อเขียนจดหมายถึงจำเลยที่ 1 ขอโทษที่เบิกความว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดด้วย และรับว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดเพียงคนเดียว แต่คดีในส่วนการกระทำของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้โดยไม่ต้องอาศัยคำเบิกความของจำเลยที่ 3 มาเป็นพยานหลักฐานประกอบและแม้จำเลยที่ 3 จะเขียนจดหมายมีข้อความดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง ก็ไม่มีผลให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบต่อศาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕, ๖๖, ๖๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑ ริบเมทแอมเฟตามีน

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ ๓ ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง, ๖๖ วรรคหนึ่ง, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ ๔๐ ปี จำเลยที่ ๓ ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ ๓ กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ ๑ หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๒๖ ปี ๘ เดือน และจำคุกจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๒๐ ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์

ก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ ๓ ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีสำหรับ จำเลยที่ ๓ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๑)

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง, ๖๖ วรรคหนึ่ง, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็น กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คนละ ๔๐ ปี จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ ๑ หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๒๖ ปี ๘ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ ๓ เสียจากสารบบความเพราะจำเลยที่ ๓ ถึงแก่ความตายนั้น เป็นเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ แล้ว และอยู่ระหว่างส่งสำเนาให้โจทก์แก้ คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะสั่งจำหน่ายคดีโดยศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ ๓ จากสารบบความเสีย แต่เนื่องจากคดีนี้ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วจึงเห็นสมควรสั่งเรื่องดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดย ไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์สั่ง โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐๘ (๒) ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ ๓ ถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๑) จึงให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ ๓ เสียจากสารบบความ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๒ หรือไม่ ? เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นจนกระทั่งจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้มีจำนวนถึง ๖,๘๐๐ เม็ด เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายที่มีโทษสูง ผู้กระทำความผิดย่อมต้องปกปิดเป็นความลับ ถ้าจำเลยที่ ๑ มิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำ ความผิดก็ไม่มีเหตุผลใดที่ผู้กระทำความผิดจะกล้าให้จำเลยที่ ๑ ร่วมเดินทางมารู้เห็นด้วย ในชั้นจับกุมจำเลยที่ ๑ก็ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ ๑ ก็ให้การรับสารภาพโดยมีรายละเอียดว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ ๘ นาฬิกา จำเลยที่ ๓ ซึ่งขับรถโดยสารสายเดียวกับจำเลยที่ ๑ มาบอกให้หาเมทแอมเฟตามีน เพราะมีผู้ติดต่อ ขอซื้อชื่อเฮียสมศักดิ์ให้ราคาดี จำเลยที่ ๑ ไปติดต่อกับนายประดิษฐ์ได้เมทแอมเฟตามีนมา ๗ ถุง แล้วร่วมกับจำเลยที่ ๓ นำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปส่งมอบแก่ผู้ซื้อที่สำนักงานขนส่งจังหวัดราชบุรีแต่ผู้ซื้อให้หามาอีก จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จึงกลับไปหานายประดิษฐ์ให้หาเมทแอมเฟตามีนมาเพิ่ม จำเลยที่ ๓ ขับรถยนต์ไปกับนายประดิษฐ์และกลับมาพร้อมจำเลยที่ ๒ แล้วจำเลยทั้งสามกับนายประดิษฐ์จึงร่วมเดินทางนำเมทแอมเฟตามีน ๓๔ ถุง ไปส่งมอบแก่ผู้ซื้อที่สถานีบริการน้ำมันโมบิล โดยจำเลยที่ ๓ เป็นผู้โทรศัพท์ติดต่อกับผู้ซื้อ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้นำถุงเมทแอมเฟตามีนที่ซ่อนไว้มามอบให้แก่ผู้ซื้อ ตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ ๑ โดยโจทก์มีร้อยตำรวจโทปฐมพร ลือเสียง (ขณะเบิกความ ยศร้อยตำรวจเอก) พนักงานสอบสวนกองกำกับการ ๒ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดมาเบิกความรับรอง พยานโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามหน้าที่และไม่ปรากฎว่าเคยรู้จักจำเลยที่ ๑ มาก่อน ไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ ๑ ให้ต้องรับโทษโดยปราศจากมูลความจริง คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงเชื่อได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๒ พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับพวกตามที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวเป็นการร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดให้แก่จ่าสิบตำรวจกฤษดาพยานโจทก์ผู้ล่อซื้อโดยมีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่ผู้ล่อซื้อแล้ว การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับพวกจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ตามฟ้องของโจทก์แล้ว ซึ่งการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าในข้อหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ยังไม่เป็นความผิดสำเร็จเพราะตามคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจกฤษดาว่าเมื่อรับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ ๒ ยังไม่ทันได้มีการตรวจนับจำนวน เพียงแต่จ่าสิบตำรวจกฤษดาถือถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางไปที่รถยนต์และจะจ่ายเงินแก่จำเลยทั้งสาม เจ้าพนักงานตำรวจก็เข้าจับกุมจำเลยทั้งสามเสียก่อน จึงเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) เท่านั้น นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยเพราะตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ บัญญัติว่า " จำหน่าย" หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ เป็นที่เห็นได้ว่า แม้เป็นการแจกหรือให้ ซึ่งแสดงว่าไม่มีค่าตอบแทน ก็ถือว่าเป็นการจำหน่ายตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ดังนั้นเมื่อจ่าสิบตำรวจกฤษดาได้รับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ตกลงซื้อขายกันจากฝ่ายจำเลยแล้ว แม้ยังไม่ได้ชำระราคาและตรวจนับเมทแอมเฟตามีนของกลางก่อนก็เป็นความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) สำเร็จแล้ว โดยมิพักต้องวินิจฉัยในแง่กฎหมายแพ่ง และแม้โจทก์จะมิได้ฎีกา แต่ปัญหาว่าการกระทำความผิดใดจะเป็นความผิดสำเร็จหรือเป็นเพียงขั้นพยายามกระทำความผิด เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจ ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ และเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ ๒ ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕ แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หนักกว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษได้เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕ แต่เห็นสมควรวางบทลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เสียให้ถูกต้อง ส่วนที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุม จ่าสิบตำรวจกฤษดาเบิกความว่าจำเลยที่ ๑ พูดว่า "เฮ้ยมึงหลอกกูมาได้ไง" แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า จ่าสิบตำรวจกฤษดาและนายดาบตำรวจสุภณติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ ๓ มาก่อน จำเลยที่ ๑ เพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องในวันเกิดเหตุตามที่จำเลยที่ ๑ ให้การไว้ในชั้นสอบสวน คำพูดของจำเลยที่ ๑ ในขณะจับกุมน่าจะเป็นการตัดพ้อผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ไม่มีผลให้ รับฟังถึงขนาดว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วย นอกจากนี้ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๓ ซึ่งให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาเบิกความซัดทอดว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมกระทำความผิดด้วยเพื่อให้จำเลยที่ ๓ รับโทษน้อยลง ไม่อาจรับฟังคำซัดทอดของจำเลยที่ ๓ มาใช้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ได้และระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำจำเลยที่ ๓ รู้ตัวว่าใกล้จะตายได้วานผู้มีชื่อเขียนจดหมายถึงจำเลยที่ ๑ ขอโทษที่เบิกความว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมกระทำความผิดด้วย และรับว่าจำเลยที่ ๓ กระทำความผิดคนเดียว ย่อมรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้ในส่วนการกระทำของจำเลยที่ ๑ พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังลงโทษจำเลยที่ ๑ ได้โดยไม่ต้องอาศัยคำเบิกความของจำเลยที่ ๓ ซึ่งให้การรับสารภาพมาเป็นพยานหลักฐานประกอบดังได้วินิจฉัยมาแล้ว และแม้จำเลยที่ ๓ จะเขียนจดหมายมีข้อความ ดังที่จำเลยที่ ๑ อ้าง ก็ไม่มีผลให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบต่อศาลดังได้วินิจฉัยมาแล้วเช่นกัน ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง และ วรรคสอง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 213 ม. 215 ม. 225 ม. 226
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสอง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวัลลภ โซเซ็ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายวิวัฒน์ สุวัณณะสังข์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศิลป์ โสเจยยะ
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8676/2544
#43411
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายฟ้องเรียกต้นฉบับโฉนดที่ดินพิพาท ซึ่งมีชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จากจำเลย หาใช่ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากจำเลยไม่ แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทก็ถือว่าจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยไม่ต้องคืนต้นฉบับโฉนดเท่านั้น จึงเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ชอบแล้ว

เดิมที่ดินเป็นที่ดินมือเปล่าที่เจ้ามรดกมอบให้จำเลยเข้าทำนาจำเลยเป็นผู้ดูแลแทนผู้ตายซึ่งป่วยเป็นอัมพาต และผู้ตายมอบให้จำเลยดำเนินการออกโฉนดที่ดินแสดงให้เห็นว่าจำเลยยอมรับในกรรมสิทธิ์ของผู้ตายว่ามีเหนือที่ดินโดยสมบูรณ์ จำเลยมิได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อแสดงว่าตนครอบครองปรปักษ์หรือเมื่อโจทก์ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งสิทธิต่อเจ้าพนักงานที่ดิน พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ที่ว่า ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นางหลงบ๊ะหรือหลงบ้าหรือหลงย๊ะหรือบ๊ะ มาถชายหรือมาดชาย เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6437 ตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ 3 ไร่ 41 ตารางวา ต่อมานางหลงบ๊ะได้ถึงแก่กรรม โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางหลงบ๊ะโดยคำสั่งศาล วันที่ 5 มิถุนายน 2539 โจทก์ได้ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าว เนื่องจากต้นฉบับโฉนดที่ดินสูญหายเพื่อนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาทต่อไป วันที่ 4 กรกฎาคม 2539 จำเลยได้คัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้ระงับการออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์เพราะต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่ที่จำเลย โจทก์จึงทวงถามให้จำเลยคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยยึดถือโฉนดที่ดินโดยที่นางหลงบ๊ะไม่มีมูลหนี้กับจำเลยจำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงหรือยึดถือโฉนดที่ดินไว้ ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 6437 ตำบลไสไทยอำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ คืนแก่โจทก์ หากจำเลยคืนไม่ได้หรืออ้างว่าไม่ได้อยู่ในความยึดถือของจำเลยก็ให้ศาลเพิกถอนต้นฉบับโฉนดที่ดินเดิมและมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 6437 นางหลงบ๊ะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาปี 2525 นางหลงบ๊ะยกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยสละสิทธิการครอบครอง และส่งมอบการครอบครองที่ดินทั้งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลย จำเลยจึงเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยสุจริตสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ โดยไม่มีผู้ใดคัดค้านรบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลย รวมระยะเวลาการครอบครองนับแต่ปี 2525จนถึงปัจจุบันเกินกว่า 10 ปี จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงมิใช่มรดกของนางหลงบ๊ะอีก และโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่านางหลงบ๊ะได้มอบโฉนดที่ดินแก่จำเลยมานานแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิที่จะยึดถือหรือยึดหน่วงโฉนดที่ดินเลขที่ 6437 ไว้ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 6437 ตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาจำเลยถึงแก่กรรม นายสุธรรม หง้าบุตร ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางหลงบ๊ะหรือหลงบ้าหรือหลงย๊ะหรือบ๊ะ มาถชายหรือมาดชาย ผู้ตายซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6437 โดยจำเลยได้ยึดถือต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 6437 คืนให้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่จำเลยโต้แย้งเป็นประเด็นแรกว่า คดีนี้โจทก์เรียกที่ดินคืนจากจำเลยจึงเป็นคดีมีข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ มิใช่คดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกต้นฉบับโฉนดที่ดินพิพาทจากจำเลย หาใช่ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากจำเลยไม่ แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทก็ถือว่าจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยไม่ต้องคืนต้นฉบับโฉนดเท่านั้น จึงเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ชอบแล้ว

ส่วนที่จำเลยโต้แย้งเป็นประเด็นต่อมาว่า ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าที่ดินเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่เสียก่อนนั้น เห็นว่า การที่ศาลจะวินิจฉัยว่า จำเลยจะต้องคืนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่นั้น ศาลย่อมต้องวินิจฉัยเป็นลำดับว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 6437 เป็นของผู้ตายหรือไม่เสียก่อน และเมื่อฟังว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของผู้ตายแล้วก็ย่อมเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกมีอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินดังกล่าวมาแบ่งปันแก่ทายาทและมีสิทธิเรียกทรัพย์ของผู้ตายที่ผู้อื่นยึดถือไว้โดยมิชอบกลับคืนมาได้ ซึ่งศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้เป็นลำดับโดยชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิยึดโฉนดที่ดินพิพาทไว้ได้เพราะจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วนั้น เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ปรากฏชัดเจนว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 268/2539 และผู้ตายมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6437 ตามเอกสารหมาย จ.1 จำเลยนำสืบว่า เดิมที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินมือเปล่าที่เจ้ามรดกมอบให้จำเลยเข้าทำนา จำเลยเป็นผู้ดูแลแทนผู้ตายซึ่งป่วยเป็นอัมพาตและผู้ตายมอบให้จำเลยดำเนินการออกโฉนดที่ดิน เห็นว่า ข้อนำสืบของจำเลยแสดงโดยแจ้งชัดว่า ผู้ตายมิได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลย จำเลยทำนาในที่ดินพิพาทโดยผู้ตายมอบหมายให้ทำการ ที่จำเลยดำเนินการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยระบุชื่อผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยยอมรับในกรรมสิทธิ์ของผู้ตาย ว่ามีเหนือที่ดินนั้นโดยสมบูรณ์ ที่จำเลยอ้างว่าได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของกว่าสิบปีแล้วนั้น จำเลยก็มิได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อแสดงว่าตนครอบครองปรปักษ์ดังคำกล่าวอ้างนั้น แต่กลับปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าภริยาจำเลยซึ่งเป็นหลานผู้ตายเป็นผู้ยื่นคำร้องขอในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 161/2539 ของศาลชั้นต้นและศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี เนื่องจากผู้ร้องไม่ดำเนินการภายในเวลาที่ศาลกำหนด นอกจากนี้จำเลยได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ด้วยว่าจำเลยให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าต้นฉบับโฉนดที่ดินอยู่ที่จำเลยเท่านั้น โดยจำเลยมิได้อ้างสิทธิว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.8 พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ที่ว่า "ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดินท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง" ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินผู้ตายจนได้กรรมสิทธิ์ ดังนั้น ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายคำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ เหตุนี้จำเลยจึงหามีสิทธิยึดถือต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้ได้ไม่ จำเลยต้องส่งคืนให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกทรัพย์สินของผู้ตายในอันที่จะดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททั้งหลายของผู้ตายตามกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้กำหนดอัตราค่าทนายความชั้นสูงในชั้นอุทธรณ์ไว้เพียง 1,500 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยชำระแทน 3,000 บาท จึงไม่ชอบ แม้จำเลยจะไม่ได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาย่อมกำหนดใหม่ให้ถูกต้องได้"

พิพากษายืน แต่ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาทแทนโจทก์ในชั้นฎีกาโจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 149
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นวลนุช มาดชายหรือรอดเกิด
จำเลย — นาย เดชา หง้าบุตร โดยนาย สุธรรม หง้าบุตร
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8676/2544
#67137
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยได้ยึดถือต้นฉบับโฉนดที่ดินไว้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกฟ้องเรียกต้นฉบับโฉนดที่ดินพิพาทจากจำเลยมิใช่ฟ้องเรียกที่ดินคืน แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทก็ถือว่าจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยไม่ต้องคืนต้นฉบับโฉนด จึงเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

การวินิจฉัยว่าจำเลยจะต้องคืนโฉนดที่ดินที่พิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ ศาลต้องวินิจฉัยเป็นก่อนว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวเป็นของผู้ตายหรือไม่ หากเป็นทรัพย์สินของผู้ตายแล้ว ก็เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่โจทก์ในฐานะ ผู้จัดการมรดกมีอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินดังกล่าวมาแบ่งปันแก่ทายาทและมีสิทธิเรียกทรัพย์สินของผู้ตายที่ผู้อื่นยึดถือไว้โดยมิชอบกลับคืนมาได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย จำเลยจึงต้องส่งคืนโฉนดที่ดินให้โจทก์

ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยชำระแทนเกินอัตราค่าทนายความขั้นสูง จึงไม่ชอบ แม้จำเลยจะไม่ได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาย่อมกำหนดให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ หากจำเลยคืนไม่ได้หรืออ้างว่าไม่ได้อยู่ในความยึดถือของจำเลยก็ให้ศาลเพิกถอนต้นฉบับโฉนดที่ดินเดิมและมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสุจริตสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของโดยไม่มีผู้ใดคัดค้านรบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลย รวมระยะเวลาการครอบครองจนถึงปัจจุบันเกินกว่า 10 ปี จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงมิใช่มรดกของผู้ตายอีก และโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ตายได้มอบโฉนดที่ดิน แก่จำเลยมานานแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิที่จะยึดถือหรือยึดหน่วงโฉนดที่ดินพิพาทไว้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาจำเลยถึงแก่กรรม ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท โดยจำเลยได้ยึดถือต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินพิพาทคืนให้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ จำเลยโต้แย้งเป็นประเด็นแรกว่า คดีนี้โจทก์เรียกที่ดินคืนจากจำเลยจึงเป็นคดีมีข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ มิใช่คดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกต้นฉบับโฉนดที่ดินพิพาทจากจำเลย หาใช่ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากจำเลยไม่ แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทก็ถือว่าจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยไม่ต้องคืนต้นฉบับโฉนดเท่านั้น จึงเป็นคดีฟ้องขอให้ ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ชอบแล้ว

ส่วนที่จำเลยโต้แย้งเป็นประเด็นต่อมาว่า ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าที่ดินเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่เสียก่อนนั้น เห็นว่า การที่ศาลจะวินิจฉัยว่า จำเลยจะต้องคืนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่นั้น ศาลย่อมต้องวินิจฉัยเป็นลำดับว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ตายหรือไม่เสียก่อน และเมื่อฟังว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของผู้ตายแล้ว ก็ย่อมเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกมีอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินดังกล่าวมาแบ่งปันแก่ทายาท และมีสิทธิเรียกทรัพย์ของผู้ตายที่ผู้อื่นยึดถือไว้โดยมิชอบกลับคืนมาได้ ซึ่งศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้เป็นลำดับโดยชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิยึดโฉนดที่ดินพิพาทไว้ได้เพราะจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินผู้ตายจนได้กรรมสิทธิ์ ดังนั้น ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย เหตุนี้จำเลยจึงหามีสิทธิยึดถือต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้ได้ไม่ จำเลยต้องส่งคืนให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกทรัพย์สินของผู้ตายในอันที่จะดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททั้งหลายของผู้ตายตามกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์นั้น ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้กำหนดอัตราค่าทนายความขั้นสูงในชั้นอุทธรณ์ไว้เพียง 1,500 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าทนายความ ชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยชำระแทน 3,000 บาท จึงไม่ชอบ แม้จำเลยจะไม่ได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาย่อมกำหนดใหม่ให้ถูกต้องได้

พิพากษายืน แต่ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์ ในชั้นฎีกาโจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1719
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคแรก ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนวลนุช มาดชายหรือรอดเกิด
หง้าบุตร — นายเดชา หง้าบุตร โดยนายสุธรรม
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายศักดิ์ เกียรติชัยศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8663/2544
#44039
เปิดฉบับเต็ม

แม้พระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 78 บัญญัติว่า ผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินจะต้องหยุดรถให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันทีไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือไม่ก็ตามนั้น หมายถึงว่าผู้ขับรถต้องเป็นผู้ควบคุมรถที่กำลังแล่นอยู่และมีความเสียหายเกิดขึ้น หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดอยู่หรือหยุดอยู่ไม่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยหยุดรถในช่องเดินรถด้านซ้ายอยู่แล้ว โดยมีผู้โดยสารกำลังขึ้นรถ มิใช่ขับมาแล้วหยุดกระทันหัน การที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาด้วยความประมาทเฉี่ยวชนท้ายรถแท็กซี่ที่จำเลยขับ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ก่อความเสียหายอันจะต้องหยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 78,160 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(3)(4)(8), 54, 55, 78, 148,157, 160

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(3)(4)(8), 54, 55,78, 148, 157, 160 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 4 ปี ฐานไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 1 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 บัญญัติว่าผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินจะต้องหยุดรถให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันทีไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือไม่ก็ตามนั้น หมายถึงว่าผู้ขับรถต้องเป็นผู้ควบคุมรถที่กำลังแล่นอยู่ และมีความเสียหายเกิดขึ้น หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดอยู่หรือหยุดอยู่ไม่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยหยุดรถในช่องเดินรถด้านซ้ายอยู่แล้ว โดยมีผู้โดยสารกำลังขึ้นรถ มิใช่ขับมาแล้วหยุดกะทันหัน การที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาด้วยความประมาทเฉี่ยวชนท้ายรถแท็กซี่ที่จำเลยขับ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ก่อความเสียหายอันจะต้องหยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78, 160วรรคหนึ่ง ความนัยแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4405/2531 ระหว่างพนักงานอัยการศาลแขวงธนบุรี โจทก์ นายมนัส กสิวิริยะวงศ์ จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก ม. 78 ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สาคร พร้อมบุญ
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8663/2544
#98530
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินที่ต้องหยุดรถให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันทีไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือไม่ ตาม พ.ร.บ.จราจร ทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 หมายถึง ผู้ควบคุมรถที่กำลังแล่นอยู่และมีความเสียหายเกิดขึ้น หาใช่ผู้ขับรถที่จอดอยู่หรือหยุดอยู่ไม่

จำเลยหยุดรถในช่องเดินรถด้ายซ้ายอยู่แล้ว โดยมีผู้โดยสารกำลังขึ้นรถ มิใช่ขับมาแล้วหยุดกะทันหัน การที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาด้วยความประมาทเฉี่ยวชนท้ายรถแท๊กซี่ที่จำเลยขับ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ก่อความเสียหายอันจะต้องหยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78, 160 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑, ๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๓) (๔) (๘), ๕๔, ๕๕, ๗๘, ๑๔๘, ๑๕๗, ๑๖๐

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๓) (๔) (๘), ๕๔, ๕๕, ๗๘, ๑๔๘, ๑๕๗, ๑๖๐ วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย วางโทษจำคุก ๔ ปี ฐานไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันที วางโทษจำคุก ๑ เดือน รวมจำคุก ๔ ปี ๑ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๖๐ วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗๘ บัญญัติว่า ผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินจะต้องหยุดรถให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันทีไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือไม่ก็ตามนั้น หมายถึงว่าผู้ขับรถต้องเป็นผู้ควบคุมรถที่กำลังแล่นอยู่ และมีความเสียหายเกิดขึ้น หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดอยู่หรือหยุดอยู่ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยหยุดรถในช่องเดินรถด้านซ้ายอยู่แล้ว โดยมีผู้โดยสารกำลังขึ้นรถ มิใช่ขับมาแล้วหยุดกะทันหัน การที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาด้วยความประมาทเฉี่ยวชนท้ายรถแท็กซี่ที่จำเลยขับ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ก่อความเสียหายอันจะต้องหยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗๘, ๑๖๐ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 78 ม. 160 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสาคร พร้อมบุญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8661/2544
#43410
เปิดฉบับเต็ม

ป. ซึ่งเป็นเจ้ามรดกและ บ. อยู่กินฉันสามีภริยากันโดยเปิดเผยเป็นที่รับรู้ของบุคคลอื่นทั่ว ๆ ไป และมีบุตรด้วยกันก่อนโจทก์แล้วคนหนึ่งซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ป. ถึงแก่ความตายขณะ บ. ตั้งครรภ์โจทก์ พฤติการณ์ของ ป. และบ. ที่ปฏิบัติต่อกันแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า ป. ยกย่อง บ. เป็นภริยาและยอมรับว่าเด็กที่เกิดจาก บ. เป็นบุตร บ. ตั้งครรภ์โจทก์ขณะที่ ป. ยังไม่ถึงแก่ความตายและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นให้เห็นว่าป. ปฏิเสธหรือไม่ยอมรับว่าเด็กในครรภ์ บ. ไม่ใช่เป็นบุตรของ ป. จึงต้องถือว่า ป. ได้รับรองว่าโจทก์เป็นบุตรและต้องถือว่า ป. ได้รับรองว่าโจทก์เป็นบุตรตั้งแต่อยู่ในครรภ์ บ. แล้ว โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของ ป. และเป็นทายาทของ ป. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 และมาตรา 1604

เมื่อ ป. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์มรดกของป. ที่จะตกทอดไปยังทายาทของ ป. ตามกฎหมาย บ. อยู่กินฉันสามีภริยากับ ป. โดยมิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายจึงไม่มีสิทธิได้รับมรดกของ ป. โจทก์จึงเป็นทายาทของ ป. แต่เพียงผู้เดียว ที่ดินพิพาทจึงตกได้แก่โจทก์ซึ่งยังเป็นเด็กเล็กและอาศัยอยู่กับ บ. มารดา ดังนั้น จึงต้องถือว่า บ. ครอบครองดูแลที่ดินพิพาทแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เยาว์มาตลอด แม้ต่อมา บ. จะได้ ส. เป็นสามีและรับ ส. เข้ามาอยู่ร่วมกันในที่ดินพิพาทก็ตามแต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า บ. และ ส. ครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนหรือเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือว่าไม่มีเจตนายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์อีกต่อไป บ. และส. จึงไม่เกิดสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและยังต้องถือว่าบุคคลทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์มาตลอดเมื่อ บ. โอนการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีไปกว่า บ. ผู้ครอบครองที่ดินแทนโจทก์ จำเลยจึงเป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรนายป๋องหรือหวิงกับนางบุญช่วย เสวีวัลลภ นายป๋องได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และแสดงออกแก่บุคคลทั่วไปว่าโจทก์เป็นบุตรนายป๋องเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 13181 ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และโจทก์เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเมิดสิทธิของโจทก์และขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 13181 ตำบลบางพลีน้อย อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า นางบุญช่วย เสวีวัลลภ มารดาโจทก์และจำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้โต้แย้งหรือคัดค้านเป็นเวลา 10 ปีเศษ จำเลยที่ 1 ยื่นขอรังวัดออกโฉนดที่ดินโดยเปิดเผยตามระเบียบขั้นตอนของทางราชการ โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวและไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลภายใน 1 ปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ทิ้งฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 4 และระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 13181 ตำบลบางพลีน้อย อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายท้วม ต่ายทอง เมื่อนายท้วมถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทตกได้แก่นางเชย ต่ายทอง ภริยานายท้วม ต่อมานางเชยยกที่ดินพิพาทให้แก่นายป๋องหลานชาย นายป๋องอยู่กินฉันสามีภริยากับนางบุญช่วย เสวีวัลลภ โดยมิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย เมื่อนายป๋องถึงแก่ความตายนางบุญช่วยได้นายล้น เสวีวัลลภ เป็นสามีโดยมิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 4 คน รวมทั้งจำเลยที่ 1 นางบุญช่วยกับนายสันอยู่ในที่ดินพิพาทมาโดยตลอด นายสันถึงแก่ความตายวันที่ 24 ธันวาคม 2517 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาท ทางราชการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 13181 ตำบลบางพลีน้อย อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ให้ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกมีว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยในปัญหาแรกนี้เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์เป็นบุตรนายป๋องหรือไม่ โจทก์ นางบุญเรืองหรือเรืองแซ่อึ้ง และนางเหม งามขำ เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า นายป๋องอยู่กินฉันสามีภริยากับนางบุญช่วยโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายหวันซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วและโจทก์นางบุญช่วยพยานจำเลยซึ่งเป็นมารดาโจทก์และจำเลยที่ 1 เบิกความว่าอยู่กินฉันสามีภริยากับนายป๋อง ขณะตั้งครรภ์โจทก์นายป๋องถึงแก่ความตายหลังจากนายป๋องถึงแก่ความตายแล้วประมาณปีเศษ จึงได้อยู่กินฉันสามีภริยากับนายสันและให้โจทก์ใช้นามสกุลของนายสัน นางบุญเรืองและนางเหมเป็นเพื่อนบ้านของนางบุญช่วย นางบุญเรืองมีบ้านอยู่คนละฟากถนนตรงกันข้ามกับบ้านที่นางบุญช่วยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท ขณะที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความ (ปี 2540) นางบุญเรืองอายุ 73 ปี และนางเหมอายุ 70 ปี จึงถือได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลใกล้ชิดรู้จักนางบุญช่วยมารดาโจทก์และจำเลยที่ 1 มาเป็นระยะเวลานานและไม่เคยมีสาเหตุบาดหมางโกรธเคืองกันมาก่อนหรือมีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องด้วย คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวจึงมีน้ำหนักรับฟังเชื่อถือได้ เมื่อฟังประกอบคำเบิกความของนางบุญช่วยพยานจำเลยซึ่งเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่เบิกความเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ด้วยแล้ว ทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์มีน้ำหนักและมีเหตุผลเชื่อได้อย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นว่าโจทก์เป็นบุตรนายป๋องที่เกิดกับนางบุญช่วยจริง ดังนั้น แม้ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.3/1 จะมีข้อความระบุว่า บิดาโจทก์ชื่อนายหวิง ก็อาจเป็นได้ว่านายป๋องอาจมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่านายหวิง ผู้แจ้งจึงได้แจ้งไปตามนั้น ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ได้ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า โจทก์เป็นบุตรนายป๋องหรือหวิงซึ่งเข้าใจได้ว่าเป็นชื่อของบุคคลคนเดียวกัน และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงนี้มาก่อน เพิ่งจะยกขึ้นมากล่าวอ้างในชั้นนี้ว่า โจทก์ไม่ใช่บุตรนายป๋องเท่านั้น ข้อโต้แย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2จึงเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ขาดเหตุผลที่จะรับฟัง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรนายป๋องหรือหวิงแล้ว แม้โจทก์จะไร้นามสกุลของบิดาจำเลยที่ 1 ก็ไม่ทำให้โจทก์กลายมาเป็นบุตรของบิดาจำเลยที่ 1ไปได้ และต้องถือว่าโจทก์เป็นบุตรนายป๋องหรือหวิงตามความเป็นจริงปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนายป๋องหรือหวิงหรือไม่ โจทก์เบิกความว่า โจทก์เกิดปี 2492 นายป๋องถึงแก่ความตายปี 2492 นางบุญเรืองพยานโจทก์เบิกความว่า นายป๋องถึงแก่ความตายขณะโจทก์มีอายุหนึ่งปีเศษ หลังจากนายป๋องถึงแก่ความตายได้ 2 ถึง 3 ปี นางบุญช่วยจึงอยู่กินฉันสามีภริยากับนายสันและตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ขณะนางบุญช่วยได้นายสันเป็นสามีโจทก์อายุประมาณ 1 ปี 6 เดือน นางเหมพยานโจทก์เบิกความว่านายป๋องถึงแก่ความตายประมาณ 2 ปี นางบุญช่วยจึงได้นายสันเป็นสามีนางบุญช่วยพยานจำเลยเบิกความว่า นายป๋องถึงแก่ความตายประมาณปีเศษ จึงอยู่กินเป็นสามีภริยากับนายสันเห็นว่า โจทก์มิได้นำสืบให้รับฟังได้แน่ชัดว่าโจทก์เกิดก่อนที่นายป๋องจะถึงแก่ความตายและนายป๋องถึงแก่ความตายเมื่อใด คงได้ความเพียงว่าหลังจากนายป๋องถึงแก่ความตายประมาณ 1 ถึง 2 ปี นางบุญช่วยจึงอยู่กินฉันสามีภริยากับนายสัน จึงน่าเชื่อตามคำเบิกความของนางบุญช่วยพยานจำเลยว่าขณะนายป๋องถึงแก่ความตายนั้น นางบุญช่วยกำลังตั้งครรภ์โจทก์และคลอดโจทก์ภายหลังจากที่นายป๋องถึงแก่ความตายแล้ว หลังจากนั้นอีกประมาณ 1 ถึง 2 ปี นางบุญช่วยจึงอยู่กินฉันสามีภริยากับนายสันและจากคำเบิกความของพยานโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้ความว่า นางบุญช่วยและนายป๋องอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยเปิดเผยเป็นที่รับรู้ของบุคคลอื่นทั่ว ๆ ไป และมีบุตรด้วยกันก่อนโจทก์แล้วคนหนึ่งซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว นายป๋องถึงแก่ความตายขณะนางบุญช่วยตั้งครรภ์โจทก์ พฤติการณ์ของนายป๋องและนางบุญช่วยที่ปฏิบัติต่อกัน แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า นายป๋องยกย่องนางบุญช่วยเป็นภริยาและยอมรับว่าเด็กที่เกิดจากนางบุญช่วยเป็นบุตรนายป๋อง นางบุญช่วยตั้งครรภ์โจทก์ขณะที่นายป๋องยังไม่ถึงแก่ความตายและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นให้เห็นว่านายป๋องปฏิเสธหรือไม่ยอมรับว่าเด็กในครรภ์นางบุญช่วยไม่ใช่เป็นบุตรนายป๋อง จึงต้องถือว่านายป๋องได้รับรองว่าโจทก์เป็นบุตรนายป๋องและต้องถือว่านายป๋องได้รับรองว่าโจทก์เป็นบุตรนายป๋องตั้งแต่อยู่ในครรภ์นางบุญช่วยแล้ว โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายป๋องและเป็นทายาทของนายป๋องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 และมาตรา 1604 ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โต้แย้งว่า โจทก์ไม่ใช่ทายาทเนื่องจากขณะนายป๋องถึงแก่ความตายโจทก์ยังไม่มีสภาพบุคคลนั้น เห็นว่า มาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้สิทธิแก่ทารกในครรภ์มารดาสามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้ หากว่าภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกโจทก์ซึ่งเป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดา ขณะนายป๋องถึงแก่ความตายและต่อมาคลอดแล้วรอดอยู่ จึงได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติมาตรา 1627เช่นเดียวกันกับเด็กที่คลอดจากครรภ์มารดาแล้วด้วย เหตุผลตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น และปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า นายป๋องยกที่ดินพิพาทให้แก่นางบุญช่วยตั้งแต่ขณะที่นายป๋องยังมีชีวิตอยู่หรือไม่เห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวคงมีเพียงคำเบิกความกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ ของนางบุญช่วยเท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้แสดงพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนให้น่าเชื่อถือเห็นจริง เมื่อพิจารณาถึงว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่นางเชยยกให้นายป๋องผู้เป็นหลานก่อนที่นายป๋องจะอยู่กินฉันสามีภริยากับนางบุญช่วย จึงเป็นทรัพย์ที่นายป๋องได้มาแต่ฝ่ายเดียวและได้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นที่อยู่อาศัยและทำประโยชน์โดยอาศัยอยู่ร่วมกันจึงไม่มีเหตุผลที่นายป๋องจะยกที่ดินพิพาทให้แก่นางบุญช่วยทั้ง ๆ ที่นายป๋องยังมีชีวิตอยู่อันเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัย และนางบุญช่วยก็ไม่เคยกล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงนี้มาก่อน แม้ในขณะที่นางบุญช่วยไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เมื่อจำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินพิพาทก็ระบุแต่เพียงว่าครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากนายป๋อง มิได้แจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางบุญช่วยโดยนายป๋องยกให้ ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับระบุว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายสันบิดาจำเลยที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์เมื่อบิดาจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นางบุญช่วยมารดาจำเลยที่ 1จึงยกให้จำเลยที่ 1 แต่ต่อมาภายหลังได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินใหม่ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายป๋องได้รับการยกให้จากนางเชยพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 จึงขัดแย้งกันเองเป็นพิรุธและไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังว่านายป๋องยกที่ดินให้แก่นางบุญช่วยดังอ้าง เมื่อนายป๋องถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์มรดกของนายป๋องที่จะตกทอดไปยังทายาทของนายป๋องตามกฎหมาย นางบุญช่วยอยู่กินฉันสามีภริยากับนายป๋องโดยมิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายจึงไม่มีสิทธิได้รับมรดกของนายป๋อง โจทก์จึงเป็นทายาทของนายป๋องแต่เพียงผู้เดียว ที่ดินพิพาทจึงตกได้แก่โจทก์ ซึ่งยังเป็นเด็กเล็กและอาศัยอยู่กับนางบุญช่วยมารดาดังนั้น จึงต้องถือว่านางบุญช่วยครอบครองดูแลที่ดินพิพาทแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เยาว์มาตลอด แม้ต่อมานางบุญช่วยจะได้นายสันเป็นสามีและรับนายสันเข้ามาอยู่ร่วมกันในที่ดินพิพาทก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านางบุญช่วยและนายสันครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนหรือเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือว่าไม่มีเจตนายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์อีกต่อไป นางบุญช่วยและนายสันจึงไม่เกิดสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและยังต้องถือว่าบุคคลทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์มาตลอด เมื่อนางบุญช่วยโอนการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีไปกว่านางบุญช่วยผู้ครอบครองที่ดินแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนเท่านั้น ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายที่ว่า โจทก์ฟ้องเอาที่ดินพิพาทคืนภายใน 1 ปีหรือไม่ นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยเป็นเจ้าของและผู้มีสิทธิครอบครองประเด็นที่โต้เถียงจึงมีว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 1 ผู้ใดเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหาได้มีประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินที่ผู้อื่นมีสิทธิครอบครองรวมอยู่ด้วยไม่จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในปัญหาดังกล่าวและกรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเหตุผลอื่น ๆ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2ยกขึ้นอ้างในฎีกาอีก เพราะเป็นเพียงเหตุผลสนับสนุนประกอบข้อโต้เถียงของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และไม่ทำให้ผลแห่งคำวินิจฉัยเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุผลและมีน้ำหนักรับฟังเชื่อถือได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของและผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381 ม. 1604 ม. 1627
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สวง เสวีวัลลภ
จำเลย — นาย ไพศาล เสวีวัลลภ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8660/2544
#43409
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าสินค้าที่ซื้อไปจากโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินที่ยังค้างชำระจำนวน 423,933.50 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยฎีกาแต่เพียงว่าจำเลยค้างชำระอยู่ 353,333.50 บาท เท่านั้น คดีของจำเลยจึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเพียง 70,600 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 606,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 588,243 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 453,933.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน 18,382 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์423,933.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าสินค้าที่ซื้อไปจากโจทก์หลายคราวพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน606,625 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์เป็นเงิน 583,458.50 บาท แล้วชำระราคาเพียง 159,525 บาท คงค้างชำระอยู่จำนวน 423,933.50 บาท จึงพิพากษาให้จำเลยชำระเงินที่ยังค้างชำระจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยฎีกาแต่เพียงว่าจำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้วเป็นเงิน 230,125 บาท มิใช่ชำระเพียง129,525 บาท (ที่ถูกต้อง 159,525 บาท) จำเลยจึงค้างชำระอยู่ 353,333.50 บาท นั้น คดีของจำเลยจึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเพียง 70,600 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งจำเลยฎีกาว่า ทางนำสืบของจำเลยมีน้ำหนักน่ารับฟังว่า จำเลยได้ชำระค่าสินค้าแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 230,125 บาท เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 453,933.50 บาท จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยคงค้างชำระหนี้โจทก์เพียง353,333.50 บาท ดังนั้นทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงมีเพียง100,600 บาท ซึ่งจำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 2,515 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ 606,625 บาท เป็นเงิน15,165 บาท จึงไม่ถูกต้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาแก่จำเลย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด หน้า วค. ค้าวัสดุก่อสร้าง
จำเลย — นาย สุวิจักษณ์ เสนาะกลาง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8655/2544
#45649
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้ยกที่ดินให้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยประพฤติตนไม่ดี เล่นการพนันและเสพสุรา โจทก์ได้ว่ากล่าวตักเตือน จำเลยไม่ยอมเชื่อฟังกลับด่าโจทก์ว่า "อีแก่ อีชาติหมา มึงจะไปตายไหนก็ไป กูไม่นับถือมึงเป็นแม่ลูกกัน" อันเป็นถ้อยคำที่รุนแรงและหยาบคายเปรียบโจทก์เป็นสัตว์และด่าว่าให้โจทก์ไปตาย และจำเลยใช้ไม้จะตีโจทก์ ซึ่งจำเลยในฐานะบุตรไม่พึงกระทำต่อโจทก์ผู้เป็นมารดา การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์ผู้ให้ย่อมเรียกถอนคืนการให้ เพราะเหตุจำเลยผู้รับประพฤติเนรคุณได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์เพิกถอนการให้ และส่งมอบที่ดินตามโฉนดเลขที่ 7649 ตำบลยางใหญ่ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด คืนให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกที่ดินคืน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7649ตำบลยางใหญ่ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นมารดาจำเลย เมื่อวันที่ 11กรกฎาคม 2529 โจทก์ได้ยกที่ดินจำนวน 3 ไร่ 28 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ 3303 ตำบลปาฝา อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ให้แก่จำเลยโดยเสน่หาซึ่งปัจจุบันคือที่ดินโฉนดเลขที่ 7649 ตำบลยางใหญ่ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์ฟ้องคดีเกิน 6 เดือน นับแต่ทราบเหตุที่จะเรียกถอนคืนการให้ ฟ้องโจทก์เป็นอันขาดอายุความ เห็นว่าในชั้นยื่นคำให้การจำเลยมิได้ต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลจะวินิจฉัย การที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เป็นฎีกาที่มิได้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาวินิจฉัยในประการต่อมามีว่า โจทก์จะเรียกถอนคืนการให้เพราะจำเลยผู้รับประพฤติเนรคุณได้หรือไม่ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม2529 โจทก์ได้ยกที่ดินบางส่วนให้แก่จำเลยเนื้อที่ 3 ไร่ 28 ตารางวา ตามหนังสือสัญญาแบ่งให้เอกสารหมาย จ.1 เมื่อต้นปี 2539 จำเลยประพฤติตนไม่ดี เล่นการพนันและเสพสุรา โจทก์ได้ว่ากล่าวตักเตือนจำเลยไม่ยอมเชื่อฟังกลับด่าโจทก์ว่า "อีแก่ อีชาติหมา มึงจะไปตายที่ไหนก็ไป กูไม่นับถือมึงเป็นแม่ลูกกัน" ทำให้โจทก์เสียใจและได้รับความอับอายต่อมาเดือนพฤศจิกายน 2539 จำเลยด่าโจทก์อีก และจะเอาค้อนมาตี แต่นางบดเจริญเขต มาช่วยไว้ทัน ปลายเดือนพฤศจิกายนจำเลยจะใช้ค้อนตีโจทก์ แต่นายหนูเกณฑ์เจริญเขต มาช่วยไว้ทัน โจทก์ได้ทวงที่ดินคืนจากจำเลย จำเลยไม่ยอมคืนให้ เห็นว่าโจทก์เบิกความยืนยันว่าเมื่อโจทก์ไปห้ามปรามจำเลยมิให้เล่นการพนันและเสพสุรา จำเลยกลับด่าว่าโจทก์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงเปรียบโจทก์เป็นสัตว์และด่าว่าให้โจทก์ไปตาย นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางบด พี่สาวจำเลยและนายหนูเกณฑ์ พี่เขยจำเลยมาเบิกความว่า จำเลยด่าว่าโจทก์และใช้ไม้จะตีโจทก์ อันเป็นการสนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยด่าว่าโจทก์จริง ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้ด่าว่าโจทก์ โดยมีนางวงเดือน วิเศษดอนหวาย มาเบิกความสนับสนุน แต่นางวงเดือนตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2539 โจทก์กับจำเลยได้ด่ากันและทะเลาะกัน ส่วนนายถาวร นิลพันธุ์ พยานจำเลยอีกปากหนึ่งซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลดินดำ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ที่โจทก์กับจำเลยเป็นลูกบ้านอยู่ก็เบิกความว่าเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2539 จำเลยได้ด่าว่าโจทก์และจะใช้ไม้ตีโจทก์ คำเบิกความของนางวงเดือนและนายถาวรเป็นการเจือสมกับพยานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยด่าว่าโจทก์และจะทำร้ายโจทก์ดังที่โจทก์เบิกความจริง โจทก์เป็นมารดาจำเลยย่อมมีความรักใคร่และห่วงใยจำเลยผู้เป็นบุตร โจทก์จึงว่ากล่าวตักเตือนเมื่อเห็นจำเลยประพฤติตนไม่ดี จำเลยไม่ยอมเชื่อฟังกลับด่าว่าโจทก์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและหยาบคายซึ่งจำเลยในฐานะบุตรไม่พึงกระทำต่อมารดา การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์ผู้ให้ย่อมเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยผู้รับประพฤติเนรคุณได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531(2)

ที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่าโจทก์ได้ให้อภัยแก่จำเลยแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกถอนคืนการให้ได้ โดยจำเลยฎีกาว่าหลังจากที่โจทก์อ้างว่าจำเลยด่าว่าโจทก์แล้วโจทก์ยังอยู่กับจำเลยเรื่อยมา โดยจำเลยเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูนั้น เห็นว่า เป็นข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531 (2) ม. 533
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอ่อน แน่นอุดร
จำเลย — นางทศ วิเศษดอนหวาย
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8655/2544
#98541
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้ยกที่ดินให้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยประพฤติตนไม่ดี เล่นการพนันและเสพสุรา โจทก์ได้ว่ากล่าวตักเตือน จำเลยไม่ยอมเชื่อฟังกลับด่าโจทก์ว่า "อีแก่ อีชาติหมา มึงจะไปตายไหนก็ไป กูไม่นับถือมึงเป็นแม่ลูกกัน" อันเป็นถ้อยคำที่รุนแรงและหยาบคายเปรียบโจทก์เป็นสัตว์และด่าว่าให้โจทก์ไปตาย และจำเลยใช้ไม้จะตีโจทก์ ซึ่งจำเลยในฐานะบุตรไม่พึงกระทำต่อโจทก์ผู้เป็นมารดา การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์ผู้ให้ย่อมเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยผู้รับประพฤติเนรคุณได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 531 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์เพิกถอนการให้ และส่งมอบที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๗๖๔๙ ตำบลยางใหญ่ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด คืนให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกที่ดินคืน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๔๙ ตำบลยางใหญ่ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นมารดาจำเลย เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๒๙ โจทก์ได้ยกที่ดินจำนวน ๓ ไร่ ๒๘ ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ๓๓๐๓ ตำบลปาฝา อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ให้แก่จำเลยโดยเสน่หาซึ่งปัจจุบันคือที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๔๙ ตำบลยางใหญ่ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์ฟ้องคดีเกิน ๖ เดือน นับแต่ทราบเหตุที่จะเรียกถอนคืนการให้ ฟ้องโจทก์เป็นอันขาดอายุความ เห็นว่าในชั้นยื่นคำให้การจำเลยมิได้ต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลจะวินิจฉัย การที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เป็นฎีกาที่มิได้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาวินิจฉัยในประการต่อมามีว่า โจทก์จะเรียกถอนคืนการให้เพราะจำเลยผู้รับประพฤติเนรคุณได้หรือไม่ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๒๙ โจทก์ได้ยกที่ดินบางส่วนให้แก่จำเลยเนื้อที่ ๓ ไร่ ๒๘ ตารางวา ตามหนังสือสัญญาแบ่งให้เอกสารหมาย จ.๑ เมื่อต้นปี ๒๕๓๙ จำเลยประพฤติตนไม่ดี เล่นการพนันและเสพสุรา โจทก์ได้ว่ากล่าวตักเตือนจำเลยไม่ยอมเชื่อฟังกลับด่าโจทก์ว่า "อีแก่ อีชาติหมา มึงจะไปตายไหนก็ไป กูไม่นับถือมึงเป็นแม่ลูกกัน" ทำให้โจทก์เสียใจและได้รับความอับอาย ต่อมาเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๙ จำเลยด่าโจทก์อีก และจะเอาค้อนมาตี แต่นางบด เจริญเขต มาช่วยไว้ทัน ปลายเดือนพฤศจิกายนจำเลยจะใช้ค้อนตีโจทก์ แต่นายหนูเกณฑ์ เจริญเขต มาช่วยไว้ทัน โจทก์ได้ทวงที่ดินคืนจากจำเลย จำเลยไม่ยอมคืนให้ เห็นว่า โจทก์เบิกความยืนยันว่าเมื่อโจทก์ไปห้ามปรามจำเลยมิให้เล่นการพนันและเสพสุรา จำเลยกลับด่าว่าโจทก์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงเปรียบโจทก์เป็นสัตว์และด่าว่าให้โจทก์ไปตาย นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางบด พี่สาวจำเลยและนายหนูเกณฑ์ พี่เขยจำเลยมาเบิกความว่า จำเลยด่าว่าโจทก์และใช้ไม้จะตีโจทก์ อันเป็นการสนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยด่าว่าโจทก์จริง ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้ด่าว่าโจทก์ โดยมีนางวงเดือน วิเศษดอนหวาย มาเบิกความสนับสนุน แต่นางวงเดือนตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๙ โจทก์กับจำเลยได้ด่าว่ากันและทะเลาะกัน ส่วนนายถาวร นิลพันธุ์ พยานจำเลยอีกปากหนึ่งซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๑ ตำบลดินดำ อำเภอจักหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ที่โจทก์กับจำเลยเป็นลูกบ้านอยู่ก็เบิกความว่า เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๙ จำเลยได้ด่าว่าโจทก์และจะใช้ไม้ตีโจทก์ คำเบิกความของนางวงเดือนและนายถาวรเป็นการเจือสมกับพยานโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยด่าว่าโจทก์และจะทำร้ายโจทก์ดังที่โจทก์เบิกความจริง โจทก์เป็นมารดาจำเลยย่อมมีความรักใคร่และห่วงใยจำเลยผู้เป็นบุตร โจทก์จึงว่ากล่าวตักเตือนเมื่อเห็นจำเลยประพฤติตนไม่ดี จำเลยไม่ยอมเชื่อฟังกลับด่าว่าโจทก์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและหยาบคาย ซึ่งจำเลยในฐานะบุตรไม่พึงกระทำต่อมารดา การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์ผู้ให้ย่อมเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยผู้รับประพฤติเนรคุณได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๑ (๒)

ที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่าโจทก์ได้ให้อภัยแก่จำเลยแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกถอนคืนการให้ได้ โดยจำเลยฎีกาว่า หลังจากที่โจทก์อ้างว่าจำเลยด่าว่าโจทก์แล้วโจทก์ยังอยู่กับจำเลยเรื่อยมา โดยจำเลยเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูนั้น เห็นว่า เป็นข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นางฐิตยาภา เจริญเหรียญ ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531 (2) ม. 533
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
แน่นอุดร — นางอ่อน
วิเศษดอนหวาย — นางทศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชวลิต ชัยโชดก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8647/2544
#44038
เปิดฉบับเต็ม

อ. ก. และ ป. เจ้ามรดกทั้งสามรายมีทรัพย์สินอันเป็นมรดกร่วมกัน คือที่ดินน.ส. 3 ที่จังหวัดมหาสารคาม ย่อมถือได้ว่าคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสามรายดังกล่าวมีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันพอที่พิจารณารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 5 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของ อ. และ ก. ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดมหาสารคามในขณะที่ถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 4 จัตวา และขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของ ป. ซึ่งไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดมหาสารคามมาในคำร้องเดียวกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นมารดาของนางอุดม ช่างยันต์หรือเมืองประทุม นายประเวชหรือประเวทย์ ช่างยันต์ และนายเกตุ ช่างยันต์ เจ้ามรดกบุคคลทั้งสามมีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส. 3 ทะเบียนการครอบครองเลขที่ 157 ตำบลมะค่า อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ร่วมกับบุตรคนอื่น ๆ ของผู้ร้องต่อมาบุคคลทั้งสามถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมและไม่ได้แต่งตั้งผู้จัดการมรดก สิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของนางอุดม นายประเวชหรือประเวทย์และนายเกตุ เจ้ามรดกตกได้แก่ผู้ร้องกับทายาทอื่น ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของบุคคลทั้งสาม และยื่นคำร้องว่า นายประเวชหรือประเวทย์ช่างยันต์ ถึงแก่ความตายที่ตำบลโคกกว้าง อำเภอบุ่งคล้า จังหวัดหนองคาย ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดบึงกาฬ แต่ทรัพย์มรดกที่นายประเวชหรือประเวทย์มีสิทธิร่วมกับเจ้ามรดกรายอื่นอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดมหาสารคาม)เพื่อความสะดวกในการพิจารณาจึงขออนุญาตยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายประเวชหรือประเวทย์รวมกันมากับคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางอุดมและนายเกตุ

ในชั้นแรกศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางอุดม นายประเวชหรือประเวทย์และนายเกตุรวมกันมาได้และกำหนดนัดไต่สวนพยานผู้ร้อง แต่เมื่อถึงวันนัดไต่สวนศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกให้เสนอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตาย เมื่อนายประเวชหรือประเวทย์ ช่างยันต์ เจ้ามรดกคนหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดหนองคาย ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนายประเวชหรือประเวทย์ต่อศาลนี้ได้ ให้เพิกถอนคำสั่งรับคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนายประเวชหรือประเวทย์ และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำร้องขอรายดังกล่าว ส่วนคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกรายอื่นให้รับคำร้องเช่นเดิม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้มีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอของผู้ร้องในส่วนที่ขอเป็นผู้จัดการมรดกนายประเวชหรือประเวทย์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้ศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลและในขณะถึงแก่ความตายเป็น ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องขอว่านางอุดมและนายเกตุเจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดมหาสารคามอันเป็นศาลชั้นต้นในขณะที่ถึงแก่ความตาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของบุคคลทั้งสองไว้เพื่อทำการไต่สวนจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนายประเวชหรือประเวทย์ เจ้ามรดกอีกคนหนึ่งไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะรับไว้พิจารณา เนื่องจากนายประเวชหรือประเวทย์มีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่จังหวัดหนองคาย ในขณะถึงแก่ความตายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ผู้ร้องอาจใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนายประเวชหรือประเวทย์ เป็นอีกคดีหนึ่งได้ที่ศาลชั้นต้นแห่งอื่น อันเป็นศาลที่นายประเวชหรือประเวทย์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตายก็ตามแต่กรณีก็ต้องปรับด้วย มาตรา 5 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่บัญญัติว่า "คำฟ้องหรือคำร้องขอซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคลก็ดี เพราะที่ตั้งของทรัพย์สินก็ดี เพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดีก็ดี หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อก็ดี ถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้นได้"เมื่อข้อเท็จจริงเบื้องต้นปรากฏจากคำร้องขอว่า เจ้ามรดกทั้งสามรายมีทรัพย์สินอันเป็นมรดกร่วมกัน คือ ที่ดิน น.ส. 3 ทะเบียนการครอบครองเลขที่ 157 ตำบลมะค่า อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ย่อมถือได้ว่าคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสามรายดังกล่าวมีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันพอที่พิจารณารวมกันได้ ผู้ร้องชอบที่จะยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนางอุดม นายประเวชหรือประเวทย์และนายเกตุต่อศาลชั้นต้นได้โดยอาศัยบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอของผู้ร้องที่ขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนายประเวชหรือประเวทย์จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้รับคำร้องขอของผู้ร้องที่ขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนายประเวชหรือประเวทย์ เจ้ามรดกไว้ดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 จัตวา ม. 5
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ใบ ช่างยันต์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8647/2544
#67095
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 4 จัตวา วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้ศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตายเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก เมื่อ อ. และ ก. เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดมหาสารคามอันเป็นศาลชั้นต้นในขณะที่ถึงแก่ความตายการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของบุคคลทั้งสองไว้เพื่อทำการไต่สวนจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

แม้ผู้ร้องอาจใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกของ ป. เป็นอีกคดีหนึ่งได้ที่ศาลจังหวัดหนองคาย อันเป็นศาลที่ ป. มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตายก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงเบื้องต้นปรากฏจากคำร้องขอว่า เจ้ามรดกทั้งสามราย คือ อ. ก. และ ป. มีทรัพย์สินอันเป็นมรดกร่วมกัน คือ ที่ดิน น.ส. 3. ซึ่งตั้งอยู่จังหวัดมหาสารคามโดยเจ้ามรดก 2 ราย คือ อ. และ ก. มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลจังหวัดมหาสารคาม ในขณะที่ถึงแก่ความตายย่อมถือได้ว่าคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสามรายดังกล่าวมีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันพอที่พิจารณารวมกันได้ ผู้ร้องชอบที่จะยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของ ป. ผู้ตายต่อศาลจังหวัดมหาสารคาม โดยอาศัย ป.วิ.พ. มาตรา 5 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
มูลคดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นมารดาของนางอุดม นายประเวชหรือประเวทย์และนายเกตุ เจ้ามรดก บุคคลทั้งสามมีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส. ๓. แปลงหนึ่ง ร่วมกับบุตรคนอื่นๆ ของผู้ร้อง ต่อมาบุคคลทั้งสามถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมและไม่ได้แต่งตั้งผู้จัดการมรดก สิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของนางอุดม นายประเวชหรือประเวทย์และนายเกตุ เจ้ามรดกตกได้แก่ผู้ร้องกับทายาทอื่น ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของบุคคลทั้งสาม และยื่นคำร้องว่า นายประเวชหรือประเวทย์ถึงแก่ความตายที่ตำบลโคกกว้าง อำเภอบุ่งคล้า จังหวัดหนองคาย ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดบึงกาฬ แต่ทรัพย์มรดกที่นายประเวชหรือประเวทย์มีสิทธิร่วมกับเจ้ามรดกรายอื่นอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดมหาสารคาม) เพื่อความสะดวกในการพิจารณาจึงขออนุญาตยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายประเวชหรือประเวทย์รวมกันมากับคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางอุดมและนายเกตุ

ในชั้นแรกศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางอุดม นายประเวชหรือประเวทย์และนายเกตุรวมกันมาได้และกำหนดนัดไต่สวนพยานผู้ร้อง แต่เมื่อถึงวันนัดไต่สวนศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔ จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ให้เสนอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตาย เมื่อนายประเวชหรือประเวทย์ ช่างยันต์ เจ้ามรดกคนหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดหนองคาย ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนายประเวชหรือประเวทย์ต่อศาลนี้ได้ ให้เพิกถอนคำสั่งรับคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนายประเวชหรือประเวทย์และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำร้องขอรายดังกล่าว ส่วนคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกรายอื่นให้รับคำร้องเช่นเดิม คืนค่าขึ้นศาลให้ผู้ร้อง ๒๐๐ บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนายประเวชหรือประเวทย์ เจ้ามรดกอีกคนหนึ่งไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะรับไว้พิจารณา เนื่องจากนายประเวชหรือประเวทย์มีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่จังหวัดหนองคายในขณะถึงแก่ความตายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ผู้ร้องอาจใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนายประเวชหรือประเวทย์ เป็นอีกคดีหนึ่งได้ที่ศาลชั้นต้นแห่งอื่น อันเป็นศาลที่นายประเวชหรือประเวทย์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตสาลในขณะถึงแก่ความตายก็ตาม แต่กรณีก็ต้องปรับด้วยมาตรา ๕ แห่ง ป.วิ.พ. ที่บัญญัติว่า "คำฟ้องหรือคำร้องขอซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคลก็ดี เพราะที่ตั้งของทรัพย์สินก็ดี เพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดีก็ดี หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อก็ดี ถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้นได้" เมื่อข้อเท็จจริงเบื้องต้นปรากฏจากคำร้องขอว่า เจ้ามรดกทั้งสามรายมีทรัพย์สินอันเป็นมรดกร่วมกัน ย่อมถือได้ว่าคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสามรายดังกล่าวมีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันพอที่พิจารณารวมกันได้ ผู้ร้องชอบที่จะยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนางอุดม นายประเวชหรือประเวทย์และนายเกตุต่อศาลชั้นต้นได้ โดยอาศัยบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอของผู้ร้องที่ขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนายประเวชหรือประเวทย์จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้รับคำร้องขอของผู้ร้องที่ขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนายประเวชหรือประเวทย์ เจ้ามรดกไว้ดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 จัตวา วรรคหนึ่ง ม. 5 ม. 188
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางใบ ช่างยันต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายผชาญ วชิรประดิษฐพร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8634/2544
#43408
เปิดฉบับเต็ม

แม้ความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนและความผิดฐานผลิตอีเฟดรีนเป็นความผิดต่อกฎหมายต่างฉบับมีอัตราโทษแตกต่างกัน และขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยจะพบผงซึ่งมีส่วนผสมอีเฟดรีนจำนวนหนึ่งด้วยกันกับผงเมทแอมเฟตามีนซึ่งมีส่วนผสมของอีเฟดรีนรวมเป็นวัตถุเดียวกันอีกจำนวนหนึ่งก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ได้ความตามคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่าจำเลยรับผงดังกล่าวรวมกันมาจาก ง. ด้วยเจตนาผลิตเป็นเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ดเพื่อให้ ง. นำไปจำหน่ายโดยจำเลยมิได้มีเจตนาหรือมีการกระทำใดที่เป็นการแยกผลิตเป็นเมทแอมเฟตามีนหรืออีเฟดรีนเป็นคนละประเภทต่างหากจากกันนอกจากนั้นผลการตรวจพิสูจน์ของกลางทั้งชนิดเม็ดและชนิดผงมีส่วนผสมของเมทแอมเฟตามีน อีเฟดรีนและคาเฟอีน ดังนี้เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดทั้งชนิดเม็ดและชนิดผงถูกผสมด้วยอีเฟดรีนบางส่วนก็เพื่อวัตถุประสงค์ให้เป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เมทแอมเฟตามีนที่มีอีเฟดรีนผสมอยู่จึงเป็นวัตถุอันเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90

โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย เพียงแต่บรรยายในฟ้องข้อ 1 ก. ว่า จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ขายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1และอีเฟดรีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 รวม 1,377 เม็ด เป็นผงจำนวน 1 ถุง 5 ซอง รวมน้ำหนัก 590.64 กรัม และเป็นการมีไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ส่วนฟ้องข้อ 1 ข. บรรยายว่าจำเลยผลิตเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ก. โดยการทำ แปรสภาพเปลี่ยนรูปอันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ก. อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเท่านั้นตามคำฟ้องดังกล่าวหาได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยผลิตเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวเพื่อจำหน่ายแต่ประการใดไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวนี้ จึงไม่ชอบปัญหาดังกล่าวนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 5, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคสอง,66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายซึ่งมีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ฐานผลิตอีเฟดรีนและฐานมีอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด (ที่ถูกคือฐานผลิตอีเฟดรีน ฐานมีอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย และฐานมีอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด) กฎหมายกำหนดอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานผลิตอีเฟดรีน จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(2) ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย จำคุก 30 ปี ฐานผลิตอีเฟดรีนจำคุก5 ปี รวมจำคุก 35 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 65 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(2) คงจำคุก 30 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์แต่เพียงว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้ความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนและความผิดฐานผลิตอีเฟดรีนเป็นความผิดต่อกฎหมายต่างฉบับมีอัตราโทษแตกต่างกัน และขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยจะพบผงซึ่งมีส่วนผสมอีเฟดรีนจำนวนหนึ่งด้วยกันกับผงเมทแอมเฟตามีนซึ่งมีส่วนผสมของอีเฟดรีนรวมเป็นวัตถุเดียวกันอีกจำนวนหนึ่งก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ได้ความตามคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.6 ว่าจำเลยรับผงดังกล่าวรวมกันมาจากนายหงีด้วยเจตนาผลิตเป็นเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ดเพื่อให้นายหงีนำไปจำหน่าย โดยจำเลยมิได้มีเจตนาหรือมีการกระทำใดที่เป็นการแยกผลิตเป็นเมทแอมเฟตามีนหรืออีเฟดรีนเป็นคนละประเภทต่างหากจากกัน นอกจากนั้นจากรายงานการตรวจพิสูจน์ของกลาง เอกสารหมาย จ.8 ผลการตรวจพิสูจน์ของกลางทั้งชนิดเม็ดและชนิดผงมีส่วนผสมของเมทแอมเฟตามีนอีเฟดรีน และคาเฟอีน ดังนี้ เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดทั้งชนิดเม็ดและชนิดผง ถูกผสมด้วยอีเฟดรีนบางส่วนก็เพื่อวัตถุประสงค์ให้เป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เมทแอมเฟตามีนที่มีอีเฟดรีนผสมอยู่จึงเป็นวัตถุอันเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคสอง ด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายเพียงแต่บรรยายในฟ้องข้อ 1 ก. ว่า จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายขาย เมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และอีเฟดรีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 รวมจำนวน 1,377 เม็ดเป็นผงจำนวน 1 ถุง 5 ซองรวมน้ำหนัก 590.64 กรัม และเป็นการมีไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายส่วนฟ้องข้อ 1 ข. บรรยายว่า จำเลยผลิตเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1และวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ดังกล่าวในฟ้อง ข้อ 1 ก. โดยการทำแปรสภาพ เปลี่ยนรูปอันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ก. อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเท่านั้น ตามคำฟ้องดังกล่าวหาได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยผลิตเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวเพื่อจำหน่ายแต่ประการใดไม่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวนี้จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 25 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 65 ม. 66
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 13 ทวิ ม. 62 ม. 89 ม. 106 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย กิจหรือเอี่ยมเหล็ง เทพเรืองชัย หรือแซ่ลิ้ม
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8627/2544
#109375
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 แก้ไขวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทจากวันที่ 2 กรกฎาคม 2531 เป็นวันที่ 2 กรกฎาคม 2539 แล้วนำเช็คพิพาทที่แก้ไขวันที่สั่งจ่ายดังกล่าวไปอ้างเป็นพยานในคดีแพ่งที่จำเลยฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้จากโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแก้ไขข้อความในตั๋วเงินที่แท้จริงเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารแท้จริงที่โจทก์ทำขึ้นโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะได้นำเช็คพิพาทไปฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาแล้วหรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานปลอมเช็คตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) และโจทก์เป็นผู้เสียหายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ , ๒๖๕ , ๒๖๖ , ๘๓ ,๙๐ , ๙๑

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๖ ยกฟ้องความผิดฐานใช้เอกสารปลอม

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๖ (๔) จำคุก ๑ ปี ยกฟ้องจำเลยที่ ๒

โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาประการที่สอง โจทก์เป็นผู้เสียหายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า แม้ได้ความว่าจำเลยจะเป็นผู้ปลอมเช็คพิพาทแต่จำเลยยังมิได้นำเช็คพิพาทไปฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญา โจทก์จึงยังไม่เสียหาย นั้น เห็นว่า เช็คคือหนังสือตราสารที่ผู้สั่งจ่ายสั่งให้ธนาคารใช้เงินแก่ผู้ทรงตามจำนวนและวันที่ระบุในเช็ค โดยสัญญาว่าเมื่อเช็คถึงกำหนดและผู้ทรงได้นำไปยื่นแก่ธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารจะใช้เงินให้ ถ้าธนาคารไม่ใช้เงินผู้สั่งจ่ายจะเป็นผู้ใช้เงินให้แก่ผู้ทรงเอง การนำเช็คไปยื่นแก่ธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงินผู้ทรงจะต้องกระทำเสียภายใน ๑ เดือน กรณีเช็คให้ใช้เงินในเมืองเดียวกันกับที่ออกเช็ค หรือ ๓ เดือน กรณีเช็คให้ใช้เงินที่อื่น มิฉะนั้นผู้ทรงจะเสียสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สั่งจ่ายเท่าที่จะเกิดความเสียหายอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คนั้น และถ้าผู้ทรงยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินเมื่อพ้นกำหนด ๖ เดือน นับแต่วันออกเช็ค ธนาคารไม่จำต้องใช้เงินให้แก่ผู้ทรง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๔ , ๙๘๗ , ๙๙๐ และ ๙๙๑ วันออกเช็คหรือวันที่สั่งจ่ายในเช็คจึงมีผลถึงความผูกพันของผู้สั่งจ่ายที่มีต่อผู้ทรง การที่จำเลยที่ ๑ แก้ไขวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทจากวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๑ ให้เป็นวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๙ แล้วนำเช็คพิพาทที่แก้ไขวันที่สั่งจ่ายแล้วดังกล่าวไปอ้างเป็นพยานในคดีแพ่งที่จำเลยฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้จากโจทก์ การกระทำจำเลยจึงเป็นการแก้ไขข้อความในตั๋วเงินที่แท้จริงเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารแท้จริงที่โจทก์ทำขึ้น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายได้รับความเสียหายแล้ว ไม่ว่าจำเลยที่ ๑ จะได้นำเช็คพิพาทไปฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาแล้วหรือไม่ก็ตาม โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ ไว้มีกำหนด ๒ ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ ๑ ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือน ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำผิดทำนองนี้อีก กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด ๑๕ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 ม. 266 (4)
ป.วิ.อ. ม. 1 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุดม บุตรพรม
จำเลย — นางคิม จูวัฒนาประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายรัชชา สุทธิมา
ศาลอุทธรณ์ — นายแก้ว เวศอุไร
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8625/2544
#98450
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมีข้อความว่า ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้สำหรับเงินกู้จำนวนที่ได้เบิกไป โดยมีกำหนดชำระเงินรายเดือนทุก ๆ เดือน ภายในวันสิ้นเดือน ในเวลาทำงานของผู้ให้กู้ แต่ถ้าวันถึงกำหนดชำระดอกเบี้ยเช่นว่านี้ตรงกับวันหยุดงานของผู้ให้กู้ ก็ให้เลื่อนไปชำระในวันเปิดทำงานที่ถัดไป ดังนั้น การคิดดอกเบี้ยทบต้นก่อนวันสิ้นเดือนจึงขัดกับข้อสัญญาเป็นการไม่ชอบ ทำให้มูลหนี้ความรับผิดของจำเลยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง จึงต้องคิดคำนวนหนี้ของจำเลยในส่วนนี้ใหม่ โดยให้คิดดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยทุกวันสิ้นเดือน แล้วนำดอกเบี้ยทบเข้ากับต้นเงินคงค้าง เพื่อถือเป็นต้นเงินของเดือนต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 7,378,277.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 6,950,548.16 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 7,378,277.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 6,950,548.16 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 พฤศจิกายน 2538) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 113 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีรวมสามฉบับ จำนวน 4,196,671.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะสินเชื่อธนวัฏบัตรเครดิตรวมจำนวน 2,267,806.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 1,953,435.89 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีรวมสามฉบับและสัญญากู้เงินดังกล่าว ให้ยึดที่ดินจำนองตามฟ้องพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ ถ้าได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน เฉพาะค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "? ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นก่อนวันสิ้นเดือนเป็นการไม่ชอบนั้น ปรากฏว่าตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี เอกสารหมาย จ. 4, จ. 8, จ. 12 ซึ่งแต่ละฉบับในข้อ 2 มีข้อความว่า ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้สำหรับเงินกู้จำนวนที่ได้เบิกไป โดยมีกำหนดชำระเงินรายเดือนทุก ๆ เดือน ภายในวันสิ้นเดือน ในเวลาทำงานของผู้ให้กู้ แต่ถ้าวันถึงกำหนดชำระดอกเบี้ยเช่นว่านี้ตรงกับวันหยุดงานของผู้ให้กู้ ก็ให้เลื่อนไปชำระในวันเปิดทำงานที่ถัดไป ดังนั้น การคิดดอกเบี้ยทบต้นก่อนวันสิ้นเดือนจึงขัดกับข้อสัญญาตามคำเบิกความของนายนรินทร์ ประกอบบัตรบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ. 15 ได้ความว่า เมื่อจำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ฉบับแรกในวันที่ 8 มกราคม 2533 แล้ว ได้มีการเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์เรื่อยมา ในระหว่างสัญญามีการคิดดอกเบี้ยก่อนวันสิ้นเดือนหลายครั้ง เช่นในปี 2533 เดือนมกราคม ซึ่งมี 31 วัน โจทก์คิดดอกเบี้ยวันที่ 29 แล้วนำเข้าทบกับต้นเงินเพื่อคิดดอกเบี้ยในวันต่อไป เดือนกุมภาพันธ์โจทก์คิดดอกเบี้ยวันที่ 26 เดือนเมษายน โจทก์คิดดอกเบี้ยวันที่ 26 เดือนพฤษภาคมโจทก์คิดดอกเบี้ยวันที่ 28 ปี 2534 เดือนตุลาคมโจทก์คิดดอกเบี้ยวันที่ 28 ปี 2535 เดือนเมษายนโจทก์คิดดอกเบี้ยวันที่ 27 เป็นต้น ดังนั้นการคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงขัดกับข้อสัญญาเป็นการไม่ชอบ ทำให้มูลหนี้ความรับผิดของจำเลยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง จึงต้องคิดคำนวณหนี้ของจำเลยในส่วนนี้ใหม่ โดยให้คิดดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยทุกวันสิ้นเดือน แล้วนำดอกเบี้ยทบเข้ากับต้นเงินคงค้าง เพื่อถือเป็นต้นเงินของเดือนต่อไป ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น?"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับลงวันที่ 8 มกราคม 2533 วันที่ 3 กันยายน 2533 วันที่ 25 ตุลาคม 2534 ทั้งสามฉบับให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ โดยคิดจำนวนหนี้สินคงค้างใหม่ ให้โจทก์คิดคำนวณดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยทุกวันสิ้นเดือน แล้วนำดอกเบี้ยทบเข้ากับต้นเงินคงค้าง เพื่อถือเป็นต้นเงินของเดือนต่อไปเช่นนี้ทุกเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2533 หากวันสิ้นเดือนตรงกับวันหยุดงานของโจทก์ ก็ให้เลื่อนไปชำระในวันเปิดทำงานที่ถัดไป ส่วนอัตราดอกเบี้ยและการเคลื่อนไหวในบัญชีเดินสะพัดในการฝากและเบิกถอนให้เป็นไปตามหลักฐานที่ปรากฏในบัตรบัญชีเอกสารหมาย จ. 15 และให้คิดดอกเบี้ยทบต้นไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2537 เมื่อได้จำนวนเงินเท่าใดแล้วหลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี แบบไม่ทบต้นนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีทั้งสามฉบับแก่โจทก์เสร็จสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสูงฟ้า ลิวนานนท์ชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายวิวุฒิ มณีนิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเรวัตร อิศราภรณ์
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
วิเทพ ศิริพากย์
ชนะ ภาสกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8623/2544
#67109
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคสอง (เดิม) ที่บัญญัติว่า คำขอให้พิจารณาใหม่ให้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่คู่ความได้ขาดนัดและข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล ความหมายก็คือ ต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งทั้งสองประการ คือ ทั้งเหตุที่ได้ขาดนัดพิจารณาและทั้งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาด คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย กล่าวเพียงเหตุที่จำเลยได้ขาดนัดยื่นคำให้การเท่านั้นแต่จำเลยมิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือจำเลยมิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยได้ขาดนัดพิจารณาเป็นเหตุที่จำเลยจะมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 207 คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคสอง จึงไม่มีเหตุที่จะให้มีการพิจารณาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ให้พิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๙๒๔,๐๒๖.๑๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ หากจำเลยทั้งสองมีโอกาสเข้ามาต่อสู้คดีก็จะมีทางชนะคดีของโจทก์ได้ เพราะโจทก์ไม่มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองให้แก่จำเลยทั้งสองทราบโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลชั้นต้นฟังว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยทั้งสองแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคสอง บัญญัติว่า คำขอให้พิจารณาใหม่ให้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่คู่ความได้ขาดนัดและข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล ความหมายก็คือ ต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งทั้งสองประการ คือ ทั้งเหตุที่ได้ขาดนัดและทั้งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล แต่คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยทั้งสองมีใจความว่า พนักงานเดินหมายได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดหมาย เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๑ จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำให้การในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และกำหนดวันนัดชี้สองสถานวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๑ เวลา ๑๓ นาฬิกา ถึงวันนัด ดังกล่าวจำเลยทั้งสองไปศาล ได้ทราบว่าคดีนี้ศาลได้พิจารณาสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวและมีคำพิพากษาตั้งแต่วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๔๑ โดยศาลมีคำสั่งไม่รับคำให้การจำเลยทั้งสองเพราะยื่นพ้นกำหนดระยะเวลาแล้ว เนื่องจากในรายงานการเดินหมายของเจ้าหน้าที่ส่งหมายได้รายงานต่อศาลว่า ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๐ จำเลยทั้งสองจึงมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การแต่อย่างใด ตามคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ว่า จำเลยทั้งสองได้กล่าวแต่เพียงเหตุที่จำเลยทั้งสองได้ขาดนัดยื่นคำให้การเท่านั้น มิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยทั้งสองไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ ตามที่ได้มีการส่งหมายกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ดังกล่าวนั้นให้จำเลยทั้งสองทราบโดยชอบแล้ว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยทั้งสองได้ขาดนัดพิจารณาเป็นเหตุที่จำเลยทั้งสองจะมีคำขอให้มีการพิจารณาใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๗ คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 208 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายมนตรี สุบรรณพงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสายัณห์ มุกดาประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายขวัญชัย ปิ่นรอด
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา