คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8622/2544
#44037
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจะยกข้อต่อสู้ในเรื่องอำนาจศาลว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางหรือไม่ จำเลยจะต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การให้เป็นประเด็นพิพาท เพื่อที่จะได้ส่งปัญหาดังกล่าวให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 9 วรรคสอง ก่อนที่ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาคดี เมื่อจำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้ดังกล่าวไว้ในคำให้การแสดงว่าจำเลยยอมรับอำนาจของศาลแรงงานกลางที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ เมื่อศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาคดีนี้แล้วจำเลยเพิ่งจะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์

ตามคำฟ้องโจทก์เสนอข้อหาต่อศาลว่าจำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเรียกเอาจากจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างดังกล่าวมิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะย่อมมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 381,805 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัด ศาลให้พิจารณาคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 381,805 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 พฤศจิกายน 2542)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์โดยแสดงเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้ศาลฎีการับฟังว่าจำเลยที่ 1 มิได้ทำความเสียหายให้แก่โจทก์โดยใบสั่งซื้อสินค้า ใบส่งของ ใบเสร็จรับเงิน ไม่มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 แต่เป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นเองก็ดี โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใดก็ดี จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในการเข้าทำงานกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) มิใช่ค้ำประกันกับโจทก์ก็ดี นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 2 แล้ว ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ทำหน้าที่เป็นพนักงานขาย โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับชำระค่าสินค้าและรับคืนสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์ตามหน้าที่ที่จ้างทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนทั้งสิ้น 381,805 บาท จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงต้อง ร่วมกันชำระเงินดังกล่าวให้โจทก์ เห็นได้ว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนเสนอขายสินค้าให้แก่โจทก์เพราะจำเลยที่ 1 มิได้รับเงินเดือนจากโจทก์ จำเลยที่ 1 มิใช่ลูกจ้างของโจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เพิ่งจะยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน และที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลแพ่งหรือศาลแขวง เพราะคดีนี้ไม่ใช่คดีผิดสัญญาจ้างแรงงาน และหากศาลเห็นว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงาน ก็ควรจะแยกฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 2 เท่ากับจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ซึ่งการที่จำเลยที่ 2 จะยกข้อต่อสู้ในเรื่องอำนาจศาลว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางหรือไม่ จำเลยที่ 2 จะต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การให้เป็นประเด็นพิพาทเพื่อที่จะได้ส่งปัญหาดังกล่าวให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคสอง ก่อนที่ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาคดี เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ยกข้อต่อสู้ดังกล่าวไว้ในคำให้การแสดงว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับอำนาจของศาลแรงงานกลางที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้เมื่อศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 2 เพิ่งจะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานวิชาการ (พนักงานขาย) มีหน้าที่เสนอขายหนังสือที่โจทก์เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายให้แก่โรงเรียนต่าง ๆ และบุคคลทั่วไปในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดชุมพร เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับเอกสารสั่งซื้อจากลูกค้าก็จะนำส่งมอบให้โจทก์ เมื่อโจทก์ส่งสินค้าตามรายการสั่งซื้อให้แก่ลูกค้าแล้ว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ติดต่อกับลูกค้าที่จะขอรับหนังสือที่เหลือจากการจำหน่ายคืนและเก็บเงินจากลูกค้าให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือที่เหลือจากการจำหน่ายคืนและเก็บเงินจากลูกค้าแล้ว แต่ไม่ยอมส่งมอบให้แก่โจทก์ตามหน้าที่ อันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนทั้งสิ้น 381,805 บาท ตามคำฟ้องดังกล่าวจะเห็นได้ว่าโจทก์เสนอข้อหาต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเรียกเอาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างดังกล่าวมิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะย่อมมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 สิทธิเรียกร้องของโจทก์หาได้มีอายุความ 1 ปี ดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ไม่ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป แมเนจเม้นท์ จำกัด
จำเลย — นาย ไพบูลย์ พู่พันธ์พานิช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8616/2544
#43407
เปิดฉบับเต็ม

คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองให้จำเลยทำสัญญาซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินแปลงที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายและรับชำระราคาบ้านพร้อมที่ดินส่วนที่เหลือ ให้จำเลยติดตั้งโทรศัพท์ประจำบ้านที่ตกลงจะขายและชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะโอนขายบ้านพร้อมที่ดินแก่โจทก์ หากไม่อาจโอนขายบ้านและที่ดินได้ให้คืนเงิน 950,000 บาท และชำระค่าเสียหาย 1,000,000บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงิน 1,950,000 บาท ในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดังนั้นการบังคับคดีจึงต้องอาศัยคำพิพากษาดังกล่าวเป็นหลักแห่งการบังคับ เมื่อจำเลยได้ติดตั้งโทรศัพท์ประจำบ้านที่ตกลงจะซื้อจะขายและพร้อมจะทำสัญญาซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินด้วยการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ เท่ากับจำเลยพร้อมจะปฏิบัติตามคำพิพากษาในลำดับแรกแล้ว โจทก์จะกล่าวอ้างและเรียกร้องให้จำเลยแก้ไขความชำรุดบกพร่องและความไม่เรียบร้อยของบ้านพิพาทก่อนโดยจำเลยไม่ยอมรับและตกลงด้วยนั้นไม่ได้ แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าบ้านพิพาทอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อย โจทก์เสียหายอย่างไรก็ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยไปทำสัญญาซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินแปลงที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายและรับชำระราคาบ้านพร้อมที่ดินส่วนที่เหลือให้จำเลยติดตั้งโทรศัพท์ประจำบ้านที่ตกลงจะขายและชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะโอนขายบ้านพร้อมที่ดินแก่โจทก์ หากไม่อาจโอนขายบ้านและที่ดินได้ให้คืนเงิน 950,000 บาท และชำระค่าเสียหาย 1,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงิน 1,950,000 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยจะส่งมอบบ้านพร้อมที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายให้โจทก์อย่างไร เป็นหน้าที่ของผู้ใดที่จะซ่อมแซมบ้านก่อนส่งมอบให้โจทก์และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายพร้อมค่าขาดประโยชน์จากจำเลยตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด ขอให้ศาลฎีกาอธิบายคำพิพากษาเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดี

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้โจทก์และจำเลยกลับคืนสู่ฐานะเดิมก่อนทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินพิพาท ให้โจทก์รับเงินที่ชำระไว้แก่จำเลยคืนไปพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยปัญหาตามคำร้องของโจทก์และจำเลย หากคู่ความฝ่ายใดไม่พอใจคำสั่งศาลชั้นต้นก็มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โจทก์และจำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลฎีกา ให้ยกคำร้อง

หลังจากฟังคำสั่งศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยจะส่งมอบบ้านพร้อมที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายให้โจทก์อย่างไร เป็นหน้าที่ของผู้ใดที่จะซ่อมแซมบ้านก่อนส่งมอบให้โจทก์ และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายพร้อมค่าขาดประโยชน์จากจำเลยตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใดขอให้ศาลชั้นต้นอธิบายคำพิพากษาเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การบังคับคดีจะต้องเป็นไปตามคำพิพากษากล่าวคือ ให้จำเลยไปทำสัญญาซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินแปลงที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขาย และรับชำระราคาบ้านพร้อมที่ดินส่วนที่เหลือให้จำเลยติดตั้งโทรศัพท์ประจำบ้านที่ตกลงจะขายและชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะโอนขายบ้านพร้อมที่ดินแก่โจทก์ แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าบ้านพิพาทมีสภาพชำรุดบกพร่องไม่เรียบร้อย ก็มิใช่ข้ออ้างที่โจทก์จะปฏิเสธการบังคับคดีตามคำพิพากษา หากโจทก์เสียหายอย่างไรก็ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก และหากจำเลยไม่อาจโอนขายบ้านพร้อมที่ดินก็ให้จำเลยคืนเงิน 950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จึงให้คู่ความดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามลำดับที่ระบุไว้ต่อไป

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองให้จำเลยทำสัญญาซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินแปลงที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายและรับชำระราคาบ้านพร้อมที่ดินส่วนที่เหลือ ให้จำเลยติดตั้งโทรศัพท์ประจำบ้านที่ตกลงจะขายและชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะโอนขายบ้านพร้อมที่ดินแก่โจทก์หากไม่อาจโอนขายบ้านและที่ดินได้ให้คืนเงิน 950,000 บาท และชำระค่าเสียหาย 1,000,000บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงิน 1,950,000 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดังนั้น การบังคับคดีจึงต้องอาศัยคำพิพากษาดังกล่าวเป็นหลักแห่งการบังคับเมื่อจำเลยได้ติดตั้งโทรศัพท์ประจำบ้านที่ตกลงจะซื้อจะขายและพร้อมจะทำสัญญาซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินด้วยการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์เท่ากับจำเลยพร้อมจะปฏิบัติตามคำพิพากษาในลำดับแรกแล้วโจทก์จะกล่าวอ้างและเรียกร้องให้จำเลยแก้ไขความชำรุดบกพร่องและความไม่เรียบร้อยของบ้านพิพาทก่อนโดยจำเลยไม่ยอมรับและตกลงด้วยนั้นไม่ได้ แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าบ้านพิพาทอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อยโจทก์เสียหายอย่างไรก็ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง รัศมี กลับบัว
จำเลย — บริษัท ศรีวรา ทาวน์ อินทาวน์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8609/2544
#69535
เปิดฉบับเต็ม

คำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจสอดคล้องต่อเนื่องกันเป็นไปตามลำดับตั้งแต่ร้อยตำรวจเอก ณ.ได้รับทราบจากสายลับว่าจำเลยเป็นผู้ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงได้วางแผนจับกุมจำเลยโดยการล่อซื้อและนายดาบตำรวจ ป.กับสายลับได้ไปพบจำเลยและเจรจาตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยจนกระทั่งมีการนัดส่งมอบ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง อีกทั้งจำเลยก็ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวน แม้โจทก์จะมิได้นำสายลับมาเบิกความเป็นพยานและมิได้นำเงินที่ใช้ในการล่อซื้อส่งอ้างเป็นพยาน พยานหลักฐานของโจทก์ก็มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจริง

จำเลยได้เจรจาตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายดาบตำรวจ ป.ผู้ล่อซื้อ 10 ถุง ถุงละ 200 เม็ด ในราคาถุงละ 14,000 บาทและก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมจำเลยนั้น จำเลยได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางตามที่ตกลงจำหน่ายให้แก่นายดาบตำรวจ ป.แล้ว การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนสำเร็จแล้ว ไม่ว่านายดาบตำรวจ ป.จะส่งมอบเงินตามที่ตกลงกันให้แก่จำเลยหรือไม่ก็ตาม เพราะการส่งมอบเงินที่ตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีนไม่ใช่องค์ประกอบหรือสาระสำคัญของการกระทำความผิดดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบทเดียวกันและมีอัตราโทษเท่ากัน ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 30 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองสอดคล้องต่อเนื่องกันเป็นไปตามลำดับตั้งแต่ร้อยตำรวจเอกณรงค์ได้รับทราบจากสายลับว่าจำเลยเป็นผู้ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงได้วางแผนจับกุมจำเลยโดยการล่อซื้อ และนายดาบตำรวจประทีปกับสายลับได้ไปพบจำเลยและเจรจาตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยจนกระทั่งมีการนัดส่งมอบ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง อีกทั้งจำเลยก็ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนตามบันทึกการจับกุม และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาจึงเชื่อได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความไปตามความจริง ฉะนั้น แม้โจทก์จะมิได้นำสายลับมาเบิกความเป็นพยานและมิได้นำเงินที่ใช้ในการล่อซื้อส่งอ้างเป็นพยานด้วยก็ตาม พยานหลักฐานของโจทก์ก็มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจริง ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า ขณะจับกุมนายดาบตำรวจประทีปยังไม่ได้ส่งมอบเงินที่อ้างว่าใช้ซื้อเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้เจรจาตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายดาบตำรวจประทีปผู้ล่อซื้อ 10 ถุง ถุงละ 200 เม็ด ในราคาถุงละ 14,000 บาท และก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมจำเลยนั้น จำเลยได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางตามที่ตกลงจำหน่ายให้แก่นายดาบตำรวจประทีปแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนสำเร็จแล้วไม่ว่านายดาบตำรวจประทีปจะส่งมอบเงินตามที่ตกลงกันให้แก่จำเลยหรือไม่ก็ตาม เพราะการส่งมอบเงินที่ตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีนไม่ใช่องค์ประกอบหรือสาระสำคัญของการกระทำความผิดดังกล่าว และที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำคุกสูงเกินไปขอให้กำหนดโทษใหม่เพื่อความเป็นธรรมแก่จำเลยนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยของสังคมอันเป็นความผิดที่ร้ายแรง ทั้งเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนมากถึง 1,350 เม็ด ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายธนาวุฒ หรือธนาวุฒิ หรือไก่ บุญช่วย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางสาวดวงฤดี คงหนู
ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ — นายวิทยา จิญกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พูนศักดิ์ จงกลนี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8606/2544
#257361
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาตั้งแต่เวลาทำสัญญาซื้อขายในลักษณะเป็นเจ้าของโดยจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้าน ถือว่าจำเลยได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากจำเลย จำเลยให้การต่อสู้ว่าให้โจทก์ทำกินในที่ดินพิพาทต่างดอกเบี้ย เท่ากับอ้างว่าสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทยังคงอยู่กับจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยเรื่องสิทธิครอบครองว่าเป็นของผู้ใด แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นสมควรวินิจฉัยให้โดยฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแล้วพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ซึ่งไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้เป็นว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการ ทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 12 หน้า 39 และเล่ม 12 หน้า 41 ให้แก่โจทก์ หากไม่ไปจดทะเบียนโอนขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ โดยตกลงให้โจทก์ทำกินในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวต่างดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ทำกินต่างดอกเบี้ยหรือไม่ เห็นว่าเมื่อปี 2517 จำเลยได้ขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ให้โจทก์ จำเลยได้ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ วันทำสัญญาซื้อขายและชำระภาษีที่ดินตลอดมา หากเป็นเรื่องที่จำเลยให้โจทก์ทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินพิพาทก็ไม่มีความจำเป็นอย่างไรที่จำเลยจะต้องมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้ง ๆ ที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เป็นเอกสารสำคัญสำหรับที่ดินไม่ควรที่จะมอบให้บุคคลใดโดยง่าย จำเลยอ้างว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ แต่ก็ไม่ได้กำหนดระยะเวลาใช้ต้นเงินและดอกเบี้ยคืนกัน นอกจากนั้นจำเลยกลับปล่อยให้โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นระยะเวลานานกว่า 20 ปี โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทวงที่ดินพิพาทคืนจากโจทก์แต่ประการใด โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาตั้งแต่เวลาทำสัญญาซื้อขายในลักษณะเป็นเจ้าของโดยจำเลย มิได้โต้แย้งคัดค้านการครอบครองของโจทก์ ถือว่าจำเลยได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท กรณีมิใช่จำเลยมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทำกินต่างดอกเบี้ยดังที่จำเลยนำสืบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทชอบแล้ว ฎีกาจำเลย ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โดยซื้อมาจากจำเลย ส่วนจำเลยให้การต่อสู้ว่าให้โจทก์ทำกินในที่ดินพิพาทต่างดอกเบี้ย จึงเท่ากับอ้างว่าสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทยังคงอยู่กับจำเลย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยเรื่องสิทธิครอบครองว่าเป็นของผู้ใด แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นสมควรวินิจฉัยให้โดยฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แล้วพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นซึ่งไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1377 วรรคหนึ่ง ม. 1378
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 242 (4) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกอง ดำนอก
จำเลย — นายคาน สุดอาราม
1378 — ป.พ.พ. มาตรา 1367, 1377 วรรคหนึ่ง,
247 — ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 242 (4), 246,
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายจิรเวทย์ อุนนะนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายจรูญ วงศ์นิวัติขจร
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8604/2544
#257360
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความในสัญญาซื้อขายที่ดิน น.ส.3 ฉบับพิพาทแสดงให้เห็นว่าเป็นการแบ่งขาย มิใช่ขายทั้งแปลง และมิได้ระบุว่าแบ่งขายเนื้อที่เท่าใด ไม่ปรากฏว่าที่ดินที่ตกลงซื้อขายกันราคาไร่ละเท่าใด ไม่สามารถคำนวณเป็นเนื้อที่ได้ว่า ตกลงขายเนื้อที่เท่าใด คู่สัญญามิได้ตกลงส่งมอบที่ดินพิพาทกันในวันทำสัญญา แต่จะส่งมอบกันหลังจากทำสัญญาแล้ว 5 เดือนเศษ สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังมิได้โอนไปยังผู้จะซื้อตามสัญญาดังกล่าว

จำเลยมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ทำกินต่างดอกเบี้ยเงินกู้ยืม โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะครอบครองแทนจำเลยสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของจำเลยอยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 192 ตำบลเหล่า อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้เพิกถอนชื่อจำเลยออกจากการเป็นเจ้าของที่ดินและใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของแทน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 192 ตำบลเหล่า อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ถึงแก่กรรม นางคำเซี่ยนหรือเซี่ยน นันตะมาตร์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์โดยมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ทำกินต่างดอกเบี้ยจริงหรือไม่ และสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตกเป็นของโจทก์ดังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน 10,500 บาท ต่อมาจำเลยจะไปอยู่กับบุตรสาวที่กรุงเทพมหานคร โจทก์กลัวจะไม่ได้เงินคืนจึงให้จำเลยทำสัญญาซื้อขายไว้ เมื่อศาลฎีกาตรวจพิเคราะห์หนังสือสัญญาซื้อขายแล้ว ปรากฏว่า วันที่ทำสัญญาคือวันที่ 28 กันยายน 2527 จำเลยเป็นผู้ขาย โจทก์เป็นผู้ซื้อ ในสัญญาข้อ 1 ระบุว่า ผู้ขายได้แบ่งขายที่ดินแปลง น.ส. 3 หมายเลขที่ดิน 126 เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท ? และยอมมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อวันที่ 1 มีนาคม 2528 และผู้ขายได้รับราคาดังกล่าวไปจากผู้ซื้อเสร็จแล้วตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2527 ตามข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เป็นการแบ่งขาย มิใช่ขายทั้งแปลง และมิได้ระบุว่าแบ่งขายเนื้อที่เท่าใด ระบุแต่เพียงว่าแบ่งขายจำนวน 40,000 บาท ซึ่งตามสัญญาดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่าที่ดินที่ตกลงซื้อขายกันราคาไร่ละเท่าใด จึงไม่สามารถคำนวณเป็นเนื้อที่ได้ว่าตกลงขายเนื้อที่เท่าใด ในตอนต่อมาของสัญญาได้ระบุว่า จะมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อวันที่ 1 มีนาคม 2528 จึงเห็นได้ว่า วันทำสัญญาคือวันที่ 28 กันยายน 2527 และสัญญาระบุว่าผู้ขายได้รับราคาไปจากผู้ซื้อแล้วในวันที่ 28 กันยายน 2527 แต่จะมอบทรัพย์สินกันในวันที่ 1 มีนาคม 2528 ดังนี้แสดงว่า คู่สัญญามิได้ตกลงส่งมอบที่ดินพิพาทกันในวันทำสัญญา แต่จะส่งมอบกันหลังจากทำสัญญาแล้ว 5 เดือนเศษ สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังมิได้โอนไปยังโจทก์ตามสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท นอกจากนี้ยังได้ความจากนายดี แดนคำสาร พยานโจทก์ซึ่งเป็นกำนันตำบลเหล่าและเป็นผู้เขียนสัญญาเบิกความตอบคำถามค้านของทนายความจำเลยว่า ในวันทำสัญญาโจทก์ได้จ่ายเงินแก่จำเลยแต่ไม่ใช่ 50,000 บาท ตามหนังสือสัญญาซื้อขายระบุว่า แบ่งขายที่ดินไม่ใช่ขายทั้งแปลง เนื่องจากจำเลยขอไว้ และเบิกความต่อไปว่า ตามสัญญาระบุว่าจะมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อในวันที่ 1 มีนาคม 2528 นอกจากพยานหลักฐานดังกล่าว ยังปรากฏในสารบัญจดทะเบียนตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ว่า หลังจากทำหนังสือสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2527 แล้ว ในวันที่ 6 สิงหาคม 2533 จำเลยยังได้ไปจดทะเบียนไถ่ที่ดินพิพาทซึ่งขายฝากจากนายพิชัย วัฒนกิติกุล และในวันที่ 29 สิงหาคม 2533 จำเลยได้จำนองที่ดินพิพาทแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2537 จำเลยได้ไถ่ถอนจำนองจากธนาคารกรุงไทย จำกัด อีกด้วย และจำเลยยังมีหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทในปี 2533 และ 2534 มาแสดงว่าจำเลยยังมิได้ขายที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ดังที่โจทก์นำสืบ พยานหลักฐานจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยยังมิได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่ได้มอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ทำกินต่างดอกเบี้ยเงินกู้ยืม โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะครอบครองแทนจำเลย ดังนั้น สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของจำเลยอยู่ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 368 ม. 456 ม. 1367 ม. 1377
ชื่อคู่ความ
นันตะมาตร์ — นายใคร นันตะมาตร์ โดยนางคำเซี่ยนหรือ เซี่ยน
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางบับพา สืบผาง
1377 — ป.พ.พ. มาตรา 11, 368, 456, 1367,
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสามัคคี มณีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8600/2544
#98448
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และความผิดฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการหรือไม่กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 144 เป็นความผิดที่ผู้กระทำการจะต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน กฎหมายจึงได้บัญญัติเป็นความผิดและมีบทลงโทษสำหรับความผิดแต่ละอย่างแตกต่างกัน และลักษณะแห่งการกระทำความผิดสามารถแยกส่วนจากกันได้ แสดงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดในแต่ละการกระทำเป็นกรณีไป แม้เหตุการณ์ที่จำเลยทั้งสองถูกจับกุมจะเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกับการกระทำผิดอีกฐานหนึ่งก็ตาม จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๘๓, ๑๔๔

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๔ (ที่ถูกมาตรา ๖๔ วรรคหนึ่ง) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๔ ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดมาตรา ๙๑?

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจ ให้กระทำการไม่กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ จำคุกคนละ ๑ ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม? นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? สำหรับปัญหาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิด ต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่นั้น จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ความผิดฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๔ นั้น เกิดขึ้นระหว่างทางที่จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์ กระบะพาคนต่างด้าวไปส่งที่กรุงเทพมหานคร จึงเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมเท่านั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองออกเป็นสองกรรมต่างกัน และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองแต่ละการกระทำความผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ทั้งความผิดตามมาตรา ๖๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ และความผิดตามมาตรา ๑๔๔ แห่งประมวลกฎหมายอาญา เป็นความผิดที่ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน กฎหมายจึงได้บัญญัติเป็นความผิดและ มีบทลงโทษสำหรับความผิดแต่ละอย่างแตกต่างกัน และลักษณะแห่งการกระทำความผิดสามารถแยกส่วนจากกันได้ แสดงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิด ในแต่ละการกระทำเป็นกรณีไป แม้เหตุการณ์ ที่จำเลยทั้งสองถูกจับกุมจะเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกับการกระทำผิดอีกฐานหนึ่งก็ตาม เมื่อจำเลยทั้งสองให้การ รับสารภาพตามฟ้อง จึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองรับว่าได้กระทำผิดต่อกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวข้างต้นอันเป็นความผิด หลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่? ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 144
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายสุริพล เคนงาม ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายวีระศักดิ์ ไชยสุขเจริญกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปกรณ์ มหรรณพ
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักด์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8599/2544
#98443
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของโจทก์ที่โต้แย้งคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 197 วรรคสอง และมาตรา 201 วรรคหนึ่ง (เดิม) มิได้กล่าวอ้างว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดระเบียบ หรือฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายใด คงอ้างแต่เพียงว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัยที่โจทก์ไม่สามารถมาศาลได้ โจทก์ไม่มีเจตนาที่จะละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือคำสั่งของศาล ขอให้ไต่สวนและกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ต่อไป เท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์มิได้จงใจขาดนัดพิจารณา จึงถือได้ว่าคำร้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นคำขอให้พิจารณาคดีนี้ใหม่ จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 201 วรรคหนึ่ง ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์เสียได้ โดยไม่ต้องทำการไต่สวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามส่งมอบเครื่องถักผ้าตามสัญญาเช่าคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนพร้อมดอกเบี้ยและค่าขาดประโยชน์

จำเลยทั้งสามยื่นคำให้การต่อสู้คดี

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๑ เวลา ๑๓ นาฬิกา ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาเมื่อเวลา ๑๔.๓๐ นาฬิกา โจทก์และทนายโจทก์ไม่มาศาล ทนายจำเลยทั้งสามแถลงว่าไม่ประสงค์ให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ โจทก์ยื่นคำร้องว่าในวันนัดสืบพยาน ทนายโจทก์ป่วยต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมาศาลไม่ได้ แต่ได้แจ้งให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาศาลตามวันเวลานัดและแถลงให้ศาลทราบถึงเหตุขัดข้องที่ทนายโจทก์ไม่สามารถมาศาลได้ ทนายโจทก์ออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๑ เวลา ๑๔.๓๐ นาฬิกา และได้สอบถามไปยังโจทก์ จึงได้ทราบว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้มาศาลตามวันเวลานัดแล้ว แต่ตรวจสอบหาเลขคดีในใบลอยไม่พบ จึงเดินทางกลับไป ทนายโจทก์รีบได้เดินทางมาที่ศาลชั้นต้นทันที มาถึงเมื่อเวลา ๑๕.๓๐ นาฬิกา จึงทราบว่าศาลได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีไปแล้ว โจทก์ไม่มีเจตนาที่จะละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือคำสั่งของศาล แต่ด้วยเหตุขัดข้องอันเป็นเหตุสุดวิสัย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอได้มีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องและกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๑ จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่นำพยานเข้าสืบก่อนโดยนัดสืบพยานโจทก์ นัดแรกในวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๑ เวลา ๑๓ นาฬิกา โจทก์ทราบกำหนดวันสืบพยานโจทก์โดยชอบแล้วในวันสืบพยาน ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณา เมื่อเวลา ๑๔.๓๐ นาฬิกา ทนายจำเลยทั้งสามมาศาล แต่โจทก์และทนายโจทก์ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ทนายจำเลยทั้งสามแถลงต่อศาลว่าไม่ประสงค์ที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ เห็นได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามบทบัญญัติของกฎหมาย มาตรา ๑๙๗ วรรคสอง และมาตรา ๒๐๑ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ตามคำร้องของโจทก์ลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๑ ที่โต้แย้งคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้น โจทก์มิได้กล่าวอ้างว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดระเบียบ หรือฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายใด อ้างแต่เพียงว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัยที่โจทก์ไม่สามารถมาศาลได้ โจทก์ไม่มีเจตนาที่จะละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือคำสั่งของศาล ขอให้ไต่สวนและกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ต่อไป เท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์มิได้จงใจขาดนัดพิจารณา จึงถือได้ว่าคำร้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา ๒๐๑ วรรคหนึ่ง ดังกล่าว ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์เสียได้ โดยไม่ต้องทำการไต่สวนคำร้อง ที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องและกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ต่อไปนั้นฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 197 วรรคสอง ม. 201 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอยุธยาอินเตอร์เนชั่นแนลแฟคเตอร์ส จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจ. เอส. เค. นิตติ้ง ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุทธิกรณ์ ลิบน้อย
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐวัสส์ บัณฑิตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8593/2544
#44036
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเสพเฮโรอีนและเสพกัญชาโดยหั่นกัญชาผสมเฮโรอีนบรรจุในบ้องกัญชาแล้วจุดไฟสูบ แสดงว่าจำเลยมีเจตนาที่จะเสพทั้งเฮโรอีนและกัญชา ซึ่งผสมกันเสมือนวัตถุอันเดียว การที่จำเลยเสพยาเสพติดให้โทษทั้งสองประเภทไปในลักษณะเช่นนี้ จึงเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7, 8, 15, 26, 57, 66, 76, 91, 92, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 49, 91คืนธนบัตรฉบับละ 500 บาท แก่เจ้าของ ส่วนของกลางอื่นให้ริบและห้ามจำเลยเสพยาเสพติดทุกประเภทภายในกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 49

จำเลยให้การปฏิเสธข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาเสพเฮโรอีน เสพกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 57, 91, 92, 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง แม้ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุไม่เกิน 20 ปี แต่พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีไม่สมควรลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก 5 ปี ฐานเสพเฮโรอีน จำคุก 6 เดือน ฐานเสพกัญชาจำคุก 4 เดือน ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองจำคุก 4 เดือน คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมสำหรับความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเฮโรอีนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นพิจารณาสำหรับความผิดฐานเสพเฮโรอีน ฐานเสพกัญชาและฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 3 ปี 9 เดือน ฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก 3 ปี 9 เดือน ฐานเสพเฮโรอีน จำคุก 3 เดือน ฐานเสพกัญชา จำคุก 2 เดือน ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 25 เดือน คืนธนบัตรฉบับละ500 บาท แก่เจ้าของ ริบของกลาง ยกคำขอห้ามจำเลยเสพยาเสพติดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 49

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานเสพกัญชาตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง และมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกรรมหนึ่ง จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานเสพเฮโรอีนฐานเสพกัญชาและฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง คงจำคุกรวม 1 ปี 1 เดือน ยกฟ้องความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้และยึดได้ของกลางหลายรายการตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.6 โดยจำเลยมีเฮโรอีน 1 หลอด กัญชา 1 ถุง ของกลางไว้ในครอบครอง และเสพเฮโรอีนกับกัญชาโดยหั่นกัญชาผสมเฮโรอีนบรรจุบ้องกัญชาแล้วจุดไฟสูบ คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนหรือไม่ ส่วนความผิดฐานอื่น ๆ เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในปัญหาดังกล่าว เห็นว่า โจทก์มีเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยมาเป็นพยาน3 ปาก คือ นายดาบตำรวจสุชาติ มูลลักษณ์ นายดาบตำรวจประสาน รัตนสำเนียง และร้อยตำรวจโทประเสริฐ นาคคง โดยพยานที่เห็นการจำหน่ายเฮโรอีนคงมีเพียงนายดาบตำรวจสุชาติปากเดียว ส่วนนายดาบตำรวจประสานและร้อยตำรวจโทประเสริฐไม่ได้เห็น แต่ตามเข้าไปร่วมตรวจค้นและจับกุมเมื่อได้รับแจ้งทางวิทยุจากนายดาบตำรวจสุชาติแล้ว สำหรับนายดาบตำรวจสุชาติเบิกความว่า เห็นชายคนหนึ่งส่งมอบสิ่งของให้สายลับ และสายลับส่งธนบัตรให้ชายคนดังกล่าวและรับเงินทอน เมื่อสายลับนำเฮโรอีน 2 หลอดมาให้แล้วพยานกับพวกจึงเข้าไปที่ฟาร์ม ชายคนดังกล่าววิ่งหนีแต่ก็ถูกจับกุมมาได้ พยานกับพวกขึ้นไปบนห้องนอนของจำเลย พบจำเลยกำลังเสพยาเสพติดให้โทษโดยหั่นกัญชาผสมเฮโรอีน จำเลยโยนเฮโรอีนกัญชาและบ้องกัญชาทิ้งลงไปทางหน้าต่างแล้วกระโดดหลบหนี แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมไว้ได้ ดังนี้เห็นได้ว่าชายคนที่จำหน่ายเฮโรอีนให้สายลับเป็นคนละคนกันกับจำเลย เนื่องจากขณะจับกุมชายคนที่จำหน่ายเฮโรอีนให้สายลับนั้นจำเลยยังอยู่ในห้องนอนและกำลังเสพเฮโรอีนและกัญชาอยู่ การที่นายดาบตำรวจสุชาติเบิกความต่อไปว่า คนที่สายลับไปซื้อเฮโรอีนในครั้งแรกเป็นจำเลย ยิ่งทำให้คำเบิกความของนายดาบตำรวจสุชาติสับสนไม่อยู่กับร่องกับรอยและไม่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น นอกจากนี้ นายดาบตำรวจสุชาติเบิกความว่า ค้นได้ธนบัตรฉบับละ 500 บาท ที่มีหมายเลขตรงกับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจากกระเป๋ากางเกงของจำเลย ซึ่งตรงกับข้อความในบันทึกการตรวจค้น/จับกุมเอกสารหมาย จ.1 และคำเบิกความของนายดาบตำรวจประสาน แต่ร้อยตำรวจโทประเสริฐเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยืนยันข้อเท็จจริงว่า ค้นพบเงินที่ใต้ที่นอนไม่ได้ค้นที่ตัวจำเลย ซึ่งสอดคล้องกับทางนำสืบของจำเลยและบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.6ซึ่งมีข้อความบันทึกว่า จำเลยยืนยันว่าธนบัตรฉบับละ 500 บาท ของกลางไม่ใช่ของจำเลย แต่รับว่าของกลางอื่นเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากบ้านของจำเลยจริง จึงรับฟังเอาเป็นมั่นคงไม่ได้ว่าธนบัตรฉบับละ 500 บาท ของกลางอยู่ในครอบครองของจำเลยหรือไม่ ส่วนที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมตามบันทึกการตรวจค้น/จับกุมเอกสารหมาย จ.1 นั้น คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย พยานโจทก์ที่เบิกความรับรองว่าจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีน คงมีเพียงนายดาบตำรวจสุชาติปากเดียว นายดาบตำรวจประสานมิได้เบิกความสนับสนุน ยิ่งกว่านั้นร้อยตำรวจโทประเสริฐเบิกความไว้ชัดเจนว่า ชั้นจับกุมจำเลยให้การว่ามีกัญชาไว้ในครอบครอง มีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง และรับว่าเสพเฮโรอีนและกัญชาด้วย ส่วนในข้อหาจำหน่ายเฮโรอีนและมีไว้เพื่อจำหน่ายให้การปฏิเสธ จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยได้ให้การรับสารภาพในข้อหาทั้งสองนี้ในชั้นจับกุม พยานหลักฐานของโจทก์มีข้อขัดแย้งกันหลายประการดังกล่าว ทำให้เป็นพิรุธและไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเสพเฮโรอีนและเสพกัญชาโดยหั่นกัญชาผสมเฮโรอีนบรรจุในบ้องกัญชาแล้วจุดไฟสูบ แสดงว่าจำเลยมีเจตนาที่จะเสพทั้งเฮโรอีนและกัญชาซึ่งผสมกันเสมือนวัตถุอันเดียว การที่จำเลยเสพยาเสพติดให้โทษทั้งสองประเภทไปในลักษณะเช่นนี้จึงเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว มิใช่สองกรรมดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเสพเฮโรอีนและฐานเสพกัญชาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเสพเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน รวมกับโทษฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นจำคุก 11 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 57 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนัง
จำเลย — นาย จักรกฤษ บุญทศ
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8592/2544
#98455
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยอมให้บุคคลอื่นเชิดตนเองเป็นตัวแทนของโจทก์ ดังนั้น แม้บันทึกข้อตกลงจะไม่มีข้อความระบุชัดแจ้งว่าโจทก์มอบอำนาจบุคคลอื่นกระทำการแทนตนเอง โจทก์ก็ต้องมีความผูกพันตามข้อตกลงในบันทึกข้อตกลง ถือว่าบุคคลภายนอกเป็นตัวแทนเชิดของโจทก์และการเป็นตัวแทนเชิดหาจำต้องมีการมอบอำนาจต่อกันเป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 4,270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนอาคารสิ่งก่อสร้างที่เชื่อมต่อเกาะเกี่ยวกับอาคารโจทก์โดยให้แยกโครงสร้างเป็นอิสระจากอาคารโจทก์และมิให้เกิดความเสียหายใด ๆ แก่อาคารโจทก์ ให้จำเลยทั้งสามยอมให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าไปในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 เพื่อทำการซ่อมแซมอาคารโจทก์ให้กลับสู่สภาพเดิมจนกว่าจะแล้วเสร็จ หากไม่ยินยอมให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรื้อถอนส่วนของอาคารเลขที่ 408 ของจำเลยที่ 1 ที่สัมผัสเกาะเกี่ยวกับอาคารเลขที่ 410 ของโจทก์ และแยกโครงสร้างของอาคารเลขที่ 408 ออกจากอาคารเลขที่ 410 กับให้ร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี กำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2614 ตำบลจักวรรดิ์ อำเภอจักรวรรดิ์ (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์เลขที่ 410 ซอยอิศรานุภาพ ถนนเยาวราช แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร อาคารพาณิชย์เลขที่ 408 เป็นอาคารมีผนังด้านหนึ่งติดกับอาคารดังกล่าวของโจทก์ ส่วนผนังอีกด้านหนึ่งติดกับอาคารพาณิชย์เลขที่ 406 ซึ่งเจ้าของเดิมได้รับอนุญาตให้ใช้เสา คาน และคานคอดินร่วมกัน จำเลยที่ 1 ซื้ออาคารเลขที่ 408 มาจากเจ้าของเดิมเมื่อประมาณปลายปี 2529 ต่อมาประมาณเดือนเมษายน 2532 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 3 รื้อถอนอาคารเลขที่ 408 และก่อสร้างอาคารขึ้นใหม่ ระหว่างที่จำเลยที่ 3 รื้อถอนและก่อสร้างอาคารเลขที่ 408 อาคารเลขที่ 410 ของโจทก์แตกร้าวเสียหาย โจทก์ร้องเรียนต่อกรุงเทพมหานครและสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์จนมีการสั่งให้หยุดก่อสร้าง และเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2532 สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอาคารเพื่อตรวจสอบโครงสร้างอาคารยุติการร้องเรียนกล่าวโทษ ต่อมาวันที่ 25 กันยายน 2532 คณะกรรมการดังกล่าวได้จัดให้มีการทำบันทึกข้อตกลงระหว่างเจ้าของอาคารเลขที่ 406 และ 410 กับเจ้าของอาคารเลขที่ 408 โดยมีนางสาวอารีพร อมรเกียรติขจร พี่สาวของโจทก์ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงในฐานะเจ้าของอาคารเลขที่ 410 นายสุพัฒน์ มหาภิรมย์ ลงชื่อในฐานะเจ้าของอาคารเลขที่ 406 และนางสิริรัตน์ วรปราชญา ลงชื่อแทนจำเลยที่ 1 เจ้าของอาคารเลขที่ 408 ตามบันทึกข้อตกลง

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า บันทึกข้อตกลงเกิดขึ้นจากคณะกรรมการที่สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ตั้งขึ้นตามคำสั่งสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ที่ 103/2532 ลงวันที่ 21 กันยายน 2532 ได้เชิญตัวแทนของผู้ร้องเรียนและผู้ถูกร้องเรียนทั้งสามฝ่ายมาทำความตกลงกัน ณ สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ มีข้อความระบุว่า ผู้ร้องเรียนคือนางสาววรรณวิภา เจ้าของอาคารเลขที่ 406 และนางสาวอารีพรเจ้าของอาคารเลขที่ 410 นายสำเภา หัวหน้างานโยธา สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ พยานโจทก์เบิกความว่า นางสาวอารีพรเคยร้องเรียนต่อสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ 2 ครั้ง โดยระบุว่า เป็นเจ้าของอาคารเลขที่ 410 คนหนึ่ง แสดงว่า นางสาวอารีพรได้เชิดตนเองเป็นผู้ร้องเรียนต่อสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ในฐานะเป็นเจ้าของอาคารเลขที่ 410 เมื่อข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์สอดรับกับทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า ภริยาของโจทก์ร่วมไปกับนางสาวอารีพรและรู้เห็นขณะมีการทำบันทึกข้อตกลง แต่ภริยาของโจทก์ก็มิได้ทักท้วงห้ามมิให้นางสาวอารีพรลงชื่อในฐานะเจ้าของอาคารเลขที่ 410 ในบันทึกดังกล่าว ประกอบกับแถลงการณ์ปิดคดีของโจทก์ ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ยอมรับว่ามีการทำบันทึกขึ้นเพื่อให้จำเลยที่ 1 ทำการแก้ไขโดยแยกโครงสร้างอาคารของจำเลยที่ 1 ออกไปจากอาคารของโจทก์ เช่นนี้ พฤติการณ์แสดงให้เห็นได้ว่า โจทก์ยินยอมให้นางสาวอารีพรเชิดตนเองเป็นตัวแทนของโจทก์เจ้าของอาคารเลขที่ 410 ทำความตกลงเพื่อยุติการร้องเรียนตามบันทึกข้อตกลง ถือว่านางสาวอารีพรเป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 821 ซึ่งการเป็นตัวแทนเชิดหาจำต้องมีการมอบอำนาจต่อกันเป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น แม้บันทึกข้อตกลงจะไม่มีข้อความระบุชัดเจนว่าโจทก์เป็นเจ้าของอาคารเลขที่ 410 และโจทก์มอบอำนาจให้นางสาวอารีพรกระทำการแทน โจทก์ก็ต้องมีความผูกพันตามข้อตกลงในบันทึกข้อตกลง เมื่อบันทึกข้อตกลงมีข้อความว่า คู่กรณีทุกฝ่ายทำบันทึกข้อตกลงนี้ขึ้นเพื่อยุติการร้องเรียน โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 แก้ไขการก่อสร้างอาคารเลขที่ 408 มิให้เกาะเกี่ยวกับอาคารเลขที่ 406 และอาคารเลขที่ 410 ของโจทก์ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน หากดำเนินการแล้วเสร็จ โจทก์และเจ้าของอาคารเลขที่ 406 จะไม่ดำเนินคดีทางอาญาและทางแพ่งแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ในส่วนความเสียหายของอาคารของโจทก์และอาคารเลขที่ 406 ให้คนกลางมาตีราคาค่าซ่อมแซม โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดค่าเสียหายส่วนนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนาของคู่กรณีว่าประสงค์จะระงับข้อพิพาทเดิมทั้งปวงตามข้อร้องเรียน แล้วให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผูกพันต้องดำเนินการต่าง ๆ เฉพาะตามที่กำหนดไว้ในบันทึกข้อตกลงเท่านั้น บันทึกข้อตกลงจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ มีผลให้การเรียกร้องซึ่งแต่ฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และมาตรา 852 ดังนั้น หากโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในบันทึกข้อตกลงหรืออีกนัยหนึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อใดข้อหนึ่ง กรณีก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์หามีอำนาจนำคดีมูลละเมิดเดิมซึ่งสละแล้วโดยสัญญาประนีประนอมยอมความมาฟ้องร้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นคดีนี้อีกได้ไม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประการอื่นอีก

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย อมรเกียรติขจร
จำเลย — นางพิมพ์พร ธนูสุวรรณศักดิ์ ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยยันต์ ศุขโชติ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8587/2544
#44035
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้แก่บริษัท ส. และบริษัทในกลุ่มบริษัท ย. ทุกบริษัทซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งจากบริษัทส. ให้ย้ายไปปฏิบัติงาน ดังนี้ สัญญาค้ำประกันดังกล่าวมีความหมายว่าจำเลยที่ 2 จะค้ำประกันจำเลยที่ 1 แก่บริษัท ย. และเฉพาะแก่บริษัทในกลุ่มบริษัท ย. ทุกบริษัท ซึ่งมีสภาพเป็นนิติบุคคลอยู่แล้วในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 โจทก์ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยที่ 2 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นลูกจ้างของโจทก์ก็ตามสัญญาค้ำประกันฉบับดังกล่าวก็หาได้ครอบคลุมถึงโจทก์ด้วยไม่จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งพนักงานขายสินค้าจำเลยที่ 1 ได้สั่งสินค้าแทนลูกค้า 9 ราย โดยลูกค้ามิได้สั่งสินค้า แล้วจำเลยที่ 1นำสินค้าดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวรวมเป็นราคา 3,183,710.85 บาทอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,183,710.85บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เอาสินค้าของโจทก์ไปรวมเป็นเงิน 3,183,710.85 บาท ในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 โจทก์ยังไม่มีสภาพบุคคล สัญญาค้ำประกันจึงไม่สมบูรณ์โจทก์ไม่สามารถบังคับเอาแก่จำเลยที่ 2 ได้ พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,183,710.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2532 โจทก์เป็นบริษัทในเครือของบริษัทสยามกลการ จำกัด โดยโจทก์จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่29 ธันวาคม 2532 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ เห็นว่า สัญญาค้ำประกันมีข้อความว่า "ข้าพเจ้านายศักดิ์ชัย เฉลิมเกียรติกุล (จำเลยที่ 2) อายุ 38 ปี(ภรรยาชื่อ ร.ต.ท. (ญ) จิตรา เฉลิมเกียรติกุล) ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า "ผู้ค้ำประกัน"ขอทำหนังสือนี้ค้ำประกันนายมารุต บุบผากลิ่น (จำเลยที่ 1)ให้ไว้แก่บริษัทสยามกีกิ จำกัด และบริษัทในกลุ่มบริษัทสยามกลการ จำกัดทุกบริษัทซึ่งนายมารุต บุบผากลิ่น ได้รับคำสั่งจากบริษัทสยามกีกิ จำกัด ให้ย้ายไปปฏิบัติงาน ซึ่งต่อไปในหนังสือนี้เรียกว่า "บริษัท" มีข้อความดังต่อไปนี้..."ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมีความหมายว่าจำเลยที่ 2 จะค้ำประกันจำเลยที่ 1 แก่บริษัทสยามกีกิ จำกัดและเฉพาะแก่บริษัทในกลุ่มบริษัทสยามกลการ จำกัด ทุกบริษัท ซึ่งมีสภาพเป็นนิติบุคคลอยู่แล้วในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 โจทก์ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยที่ 2 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องแม้จำเลยที่ 1 จะเป็นลูกจ้างของโจทก์ก็ตาม สัญญาค้ำประกันฉบับดังกล่าวก็หาได้ครอบคลุมถึงโจทก์ด้วยไม่ จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ต่อโจทก์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท แซ็กเซิลเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นาย มารุต บุบผากลิ่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8587/2544
#69614
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันมีข้อความว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า "ผู้ค้ำประกัน" ขอทำหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ให้ไว้แก่บริษัท ส. และบริษัทในกลุ่มบริษัท สก. ทุกบริษัทซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งจากบริษัท ส. ให้ย้ายไปปฏิบัติงาน มีความหมายว่า จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 แก่บริษัท ส. และเฉพาะแก่บริษัทในกลุ่มบริษัท สก. ทุกบริษัทซึ่งมีสภาพเป็นนิติบุคคลอยู่แล้ว ในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันเท่านั้น แม้โจทก์จะเป็นบริษัทในเครือของบริษัท สก. แต่ในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาโจทก์ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยที่ 2 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นลูกจ้างของโจทก์ สัญญาค้ำประกันฉบับดังกล่าวก็หาได้ครอบคลุมถึงโจทก์ด้วยไม่ จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งพนักงานขายสินค้า จำเลยที่ ๑ ได้สั่งสินค้าแทนลูกค้า ๙ ราย โดยลูกค้ามิได้สั่งสินค้า แล้วจำเลยที่ ๑ นำสินค้าดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวรวมเป็นราคา ๓,๑๘๓,๗๑๐.๘๕ บาท อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ ๑ ก็ไม่ยอมไปทำงานอีกจนถึงวันฟ้อง จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน๓,๑๘๓,๗๑๐.๘๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ เอาสินค้าของโจทก์ไปรวมเป็นเงิน ๓,๑๘๓,๗๑๐.๘๕ บาท ในขณะที่จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ โจทก์ยังไม่มีสภาพบุคคล สัญญาค้ำประกันจึงไม่สมบูรณ์ โจทก์ไม่สามารถบังคับเอาแก่จำเลยที่ ๒ ได้ พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๓,๑๘๓,๗๑๐.๘๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า สัญญาค้ำประกัน มีข้อความว่า "ข้าพเจ้านายศักดิ์ชัย เฉลิมเกียรติกุล (จำเลยที่ ๒) อายุ ๓๘ ปี (ภรรยาชื่อ ร.ต.ท. (ญ) จิตรา เฉลิมเกียรติกุล) ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า "ผู้ค้ำประกัน" ขอทำหนังสือนี้ค้ำประกันนายมารุต บุบผากลิ่น (จำเลยที่ ๑) ให้ไว้แก่บริษัทสยามกีกิ จำกัด และบริษัทในกลุ่มบริษัทสยามกลการ จำกัด ทุกบริษัทซึ่งนายมารุต บุบผากลิ่น ได้รับคำสั่งจากบริษัทสยามกีกิ จำกัด ให้ย้ายไปปฏิบัติงาน ซึ่งต่อไปในหนังสือนี้เรียกว่า "บริษัท" มีข้อความดังต่อไปนี้?" ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมีความหมายว่าจำเลยที่ ๒ จะค้ำประกัน จำเลยที่ ๑ แก่บริษัทซึ่งมีสภาพเป็นนิติบุคคลอยู่แล้วในขณะที่จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในขณะที่จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ โจทก์ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยที่ ๒ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นลูกจ้างของโจทก์ก็ตามสัญญาค้ำประกันฉบับดังกล่าวก็หาได้ครอบคลุมถึงโจทก์ด้วยไม่ จำเลยที่ ๒ ไม่จำต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 76 ม. 368 ม. 681
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแซ็กเซิลเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายมารุต บุบผากลิ่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8567/2544
#43406
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจซึ่งศาลชั้นต้นได้อ่านให้จำเลยฟังตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522มาตรา 13 แล้ว จำเลยไม่คัดค้าน เป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามรายงานนั้นว่าศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำพิพากษาให้จำคุก6 เดือน โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ระหว่างรอการลงโทษจำคุกจำเลยได้มากระทำความผิดคดีนี้อีก ศาลที่พิพากษาในคดีหลังต้องนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษศาลอุทธรณ์จึงต้องนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรกไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334, 357 และให้จำเลยทั้งสองคืนดิสเบรกหน้าหรือใช้ราคา 3,700 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ให้จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ให้จำคุก 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนดิสเบรกหน้าหรือใช้ราคา 3,700 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1739/2540ของศาลจังหวัดพิษณุโลก เข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาดิสเบรกหน้าเป็นเงิน1,700 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1739/2540 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 212 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรกบัญญัติว่า "เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่าภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้นให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง แล้วแต่กรณีเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจซึ่งศาลชั้นต้นได้อ่านให้จำเลยฟังตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 13 แล้ว จำเลยที่ 2ไม่คัดค้านเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามรายงานนั้นว่า ศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1739/2540 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2540 ให้ลงโทษจำคุกจำเลย มีกำหนด 6 เดือนปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้งมีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ให้แล้วเสร็จใน 1 ปี ปรากฏว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาล ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับข้อเท็จจริงจึงปรากฏต่อศาลชั้นต้นว่าระหว่างเวลาที่ศาลจังหวัดพิษณุโลกรอการลงโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1739/2540จำเลยที่ 2 ได้มากระทำความผิดคดีนี้อีก ศาลที่พิพากษาในคดีหลังต้องนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็ต้องนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1739/2540 ของศาลจังหวัดพิษณุโลกมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตามมาตรา 58 วรรคแรกและกรณีนี้ไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะกฎหมายบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วย และกรณีมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 212
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นาย จักรกฤษณ์ ยังดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8567/2544
#98311
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลชั้นต้นว่าระหว่างเวลาที่ศาลชั้นต้นในคดีก่อนรอการลงโทษจำคุก จำเลยได้มากระทำความผิดคดีนี้อีก ศาลที่พิพากษาในคดีหลังต้องนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ ศาลก็ต้องนำโทษจำคุก ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก กรณีมิใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย เพราะกฎหมายบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วย และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ หรือ มาตรา ๓๕๗ และให้จำเลยทั้งสองคืนดิสเบรกหน้าหรือใช้ราคา ๓,๗๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ให้จำคุก ๔ ปี จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๗ วรรคแรก ให้จำคุก ๒ ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๒ ปี จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนดิสเบรกหน้าหรือใช้ราคา ๓,๗๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๓ ปี จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๖ เดือน ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑ ปี ๖ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๓ เดือน บวกโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๗๓๙/๒๕๔๐ ของศาลจังหวัดพิษณุโลก เข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๙ เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ ราคาดิสเบรกหน้าเป็นเงิน ๑,๗๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๒ ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ บวกโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๗๓๙/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ ในคดีนี้ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘ วรรคแรก บัญญัติว่า "เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา ๕๖ ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษและศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง แล้วแต่กรณี" เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานสืบเสาะและพินิจซึ่งศาลชั้นต้นได้อ่านให้จำเลยฟังตาม พระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๓ แล้ว จำเลยที่ ๒ ไม่คัดค้าน เป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามรายงานนั้นว่าศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๗๓๙/๒๕๔๐ เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๐ ให้ลงโทษจำคุกจำเลย มีกำหนด ๖ เดือน ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือน ต่อครั้ง มีกำหนด ๑ ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา ๒๔ ชั่วโมง ให้แล้วเสร็จ ใน ๑ ปี ปรากฏว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาล ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับ ข้อเท็จจริงจึงปรากฏต่อศาลชั้นต้นว่าระหว่างเวลาที่ศาลจังหวัดพิษณุโลกรอการลงโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๗๓๙/๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ ได้กระทำความผิดนี้อีก ศาลที่พิพากษาในคดีหลังต้องนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยที่ ๒ ในคดีนี้ก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ก็ต้องนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๗๓๙/๒๕๔๐ ของศาลจังหวัดพิษณุโลกมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตามมาตรา ๕๘ วรรคแรก และกรณีนี้มิใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย เพราะ กฎหมายบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วย และกรณี มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ?

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 357 ม. 58
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นายจักรกฤษณ์ ยังดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นายกฤช โคตรทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวิโรจน์ สุขวโรตม์วัตร
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8543/2544
#69610
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มิได้ยกเหตุที่ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่านายหน้าจากจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงให้โจทก์ถอนซองประกวดราคาของโจทก์ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จำเลยที่ 1 ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างในฎีกาจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งไม่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ ในศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยประกาศประกวดราคาให้ผู้สนใจเสนอขายที่ดินเพื่อใช้ก่อสร้างที่ทำการเขตโทรศัพท์ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โจทก์เป็นนายหน้าตกลงค่านายหน้าร้อยละ 3 ของราคาที่ตั้งไว้ หากขายได้เกินราคา ดังกล่าวเงินที่ขายเกินยอมยกให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างยื่นซองประกวดราคาเสนอขายที่ดินของจำเลยที่ 1 แปลงเดียวกันแก่องค์การโทรศัพท์ โดยโจทก์เสนอขายในราคาต่ำกว่าราคาที่จำเลยที่ 2 เสนอ คณะกรรมการ รับและเปิดซองประกวดราคาเรียกจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของที่ดินกับโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้ตกลงกันว่าจะให้ใครเป็นตัวแทนเสนอขายที่ดินเพียงผู้เดียว โจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงกันให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้เสนอขายที่ดินของ จำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว แล้วมีการทำหนังสือสัญญานายหน้าระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ. 7 และหนังสือสัญญานายหน้าระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ. 8 ต่อมาองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ตกลงซื้อที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามคำเสนอขายของจำเลยที่ 2 และได้ชำระค่าที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ กันเสร็จสิ้นแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ตกลงให้ค่าตอบแทนหรือที่เรียกว่าค่านายหน้าแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ. 7 เนื่องจากโจทก์ยอมตกลงให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้เสนอขายที่ดินของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว ซึ่งไม่เกี่ยวกับหนังสือ สัญญานายหน้าระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ได้ทำกันไว้ในตอนแรกโจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนตามข้อตกลง ดังกล่าว โดยไม่ต้องคำนึงว่าการที่จำเลยที่ 1 กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินกันเนื่องแต่ผลแห่งการที่โจทก์ได้ชี้ช่องหรือจัดการหรือไม่ และเมื่อโจทก์ได้ถอนซองประกวดราคาของโจทก์โดยปริยาย ตามเงื่อนไขที่ตกลงกับจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนตามเอกสารหมาย จ. 8 จากจำเลยที่ 2 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๗๑๙,๒๙๖ บาท และจำเลยที่ ๒ ชำระเงิน ๕๒๗,๔๘๔ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน ๖๗๕,๐๐๐ บาท และ ๔๙๕,๐๐๐ บาท ตามลำดับนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์ ๖๗๕,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๒ ชำระเงินแก่โจทก์ ๓๐๙,๗๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๓๙) ให้คิดได้ไม่เกิน ๔๔,๒๙๖ บาท และ ๓๒,๔๘๔ บาท ตามลำดับ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ ชนะคดีจำเลยแต่ละคน โดยกำหนดค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินแก่โจทก์ ๒๐๑,๗๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียม ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำให้การจำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดีโดยยกเหตุว่าโจทก์จะมีสิทธิได้รับค่านายหน้าจากจำเลยที่ ๑ เมื่อองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตกลงซื้อที่ดินของจำเลยที่ ๑ ตามที่โจทก์เสนอราคา แต่เมื่อปรากฏว่าองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตกลงซื้อที่ดินของจำเลยที่ ๑ ตามคำเสนอขายของจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ตกลงซื้อตาม คำเสนอขายของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่านายหน้าจากจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ มิได้ยกเหตุที่ว่าโจทก์จะมีสิทธิได้รับค่านายหน้าจากจำเลยที่ ๑ เมื่อโจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงให้โจทก์ถอนซองประกวดราคาของโจทก์ตามที่จำเลยที่ ๑ อ้างในฎีกาขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ว่า โจทก์ปฏิบัติผิดเงื่อนไขในหนังสือสัญญานายหน้าต่อจำเลยที่ ๑ ที่ตกลงให้โจทก์ถอนซองประกวดราคาหรือไม่ ดังนี้ ข้อที่จำเลยที่ ๑ ยกขึ้นอ้างในฎีกาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งไม่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ ๑ จะยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค ๘ วินิจฉัยปัญหานี้ให้ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง

ส่วนที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาสรุปได้เป็นประการสุดท้ายว่า โจทก์ไม่ใช่นายหน้าผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจนสำเร็จ อันเป็นทำนองอ้างว่าการที่จำเลยที่ ๑ กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเข้าทำสัญญาซื้อขาย ที่ดินกันไม่ใช่เนื่องแต่ผลแห่งการที่โจทก์ได้ชี้ช่องหรือจัดการ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่านายหน้าแก่โจทก์ ตามหนังสือสัญญานายหน้าเอกสารหมาย จ. ๗ นั้น เห็นว่า เมื่อคณะกรรมการรับและเปิดซองประกวดราคาได้เปิดซองประกวดราคาปรากฏว่าโจทก์และจำเลยที่ ๒ เสนอขายที่ดินของจำเลยที่ ๑ แปลงเดียวกัน คณะกรรมการรับและเปิดซองประกวดราคาได้ให้จำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าของที่ดินกับโจทก์และจำเลยที่ ๒ ตกลงกันเองว่าจะให้ใครเป็นตัวแทน เสนอขายเพียงผู้เดียว โจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงกันแล้วให้จำเลยที่ ๒ เป็นผู้เสนอขายที่ดินของจำเลยที่ ๑ เพียงผู้เดียว จึงมีการทำหนังสือสัญญานายหน้าระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ไว้ตามเอกสารหมาย จ. ๗ และยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ในการที่โจทก์ตกลงกับจำเลยทั้งสองตามที่จำเลยทั้งสองขอให้โจทก์ยอมให้จำเลยที่ ๒ เป็นผู้เสนอขายที่ดินของจำเลยที่ ๑ เพียงผู้เดียวนั้น จำเลยที่ ๑ ได้ตกลงให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์ร้อยละ ๓ ของราคาที่ดินไร่ละ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท จึงมีการทำหนังสือสัญญานายหน้ากันไว้ตามเอกสารหมาย จ. ๗ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ก็เบิกความยอมรับในเรื่องนี้ ดังนี้ กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ว่าการที่จำเลยที่ ๑ ตกลงให้ค่าตอบแทนหรือที่เรียกว่าค่านายหน้าแก่โจทก์ร้อยละ ๓ ของราคาที่ดินไร่ละ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ตามหนังสือสัญญานายหน้าเอกสารหมาย จ. ๗ เนื่องแต่ผลที่โจทก์ยอมตกลงให้จำเลยที่ ๒ เป็นผู้เสนอขายที่ดินของจำเลยที่ ๑ เพียงผู้เดียว ซึ่งเป็นคนละเรื่องคนละกรณีไม่เกี่ยวกับหนังสือสัญญานายหน้าระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ที่ได้ทำกันไว้ในตอนแรกตามเอกสารหมาย จ. ๑ เมื่อจำเลยที่ ๑ ตกลงให้ค่าตอบแทนหรือที่เรียกค่านายหน้า แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ. ๗ ด้วยเหตุดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนหรือที่เรียกว่าค่านายหน้าตามข้อตกลงดังกล่าว โดยไม่ต้องคำนึงว่าการที่จำเลยที่ ๑ กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินกันเนื่องแต่ผลแห่งการที่โจทก์ได้ชี้ช่องหรือจัดการหรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ นั้น เห็นว่า โจทก์เบิกความว่า เมื่อคณะกรรมการรับและเปิดซองประกวดราคาแจ้งว่าโจทก์และจำเลยที่ ๒ เสนอขายที่ดินของจำเลยที่ ๑ แปลงเดียวกัน ได้ให้จำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าของที่ดินกับโจทก์และจำเลยที่ ๒ ตกลงกันเองว่าจะให้ใครเป็นผู้เสนอขายที่ดินเพียงผู้เดียว โจทก์กับจำเลยทั้งสองได้ตกลงกันแล้ว ให้จำเลยที่ ๒ เป็นผู้เสนอขายที่ดินของจำเลยที่ ๑ เพียงผู้เดียว จึงได้มีการทำหนังสือสัญญานายหน้าระหว่างจำเลยที่ ๒ กับโจทก์ไว้ตามเอกสารหมาย จ. ๘ ส่วนซองประกวดราคาของโจทก์ที่เสนอไปคณะกรรมการรับและเปิดซองประกวดราคาแจ้งว่าไม่เป็นไร ไม่มีผลเสียหายแต่อย่างใด และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ ๒ ถามค้านว่า โจทก์ขอถอนซองประกวดราคาด้วยวาจากับเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นกรรมการรับและเปิดซองประกวดราคาแล้วในวันนั้น เจ้าหน้าที่บอกว่าเสนอไปแล้วไม่เป็นไร ไม่มีผลเสียหายแต่อย่างใด และโจทก์ยังมีนางเสาวณีย์ รัตนพันธ์ ซึ่งเป็นพนักงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและเป็นกรรมการรับและเปิดซองประกวดราคาเบิกความยืนยันว่า เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ ๒ กลับเข้ามาในห้อง โจทก์ แจ้งแก่คณะกรรมการและพยานว่าให้จำเลยที่ ๒ เป็นผู้เสนอซองประกวดราคาเพียงผู้เดียว คณะกรรมการไม่ได้คืนซองประกวดราคาของโจทก์เนื่องจากเป็นเงื่อนไขของการประกวดราคาที่กำหนดว่าไม่คืนเอกสารและซองประกวดราคาทุกฉบับที่เสนอไป และคณะกรรมการได้แจ้งแก่โจทก์ด้วยว่าซองประกวดราคาของโจทก์ตกไป มีการรายงานผล การเปิดซองประกวดราคาทุกรายต่อองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ตามเอกสารหมาย จ. ๑๗ นางเสาวณีย์พยานโจทก์ ดังกล่าวไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ทั้งตามรายงานผลการเปิดซองประกวดราคาเอกสารหมาย จ. ๑๗ ดังกล่าวก็มีการระบุถึงซองประกวดราคาของโจทก์ที่ไม่รับพิจารณาเพราะเอกสารค้ำประกันของโจทก์ไม่ถูกต้องตามที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยกำหนด นอกจากนี้จากการนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ ๒ ก็ไม่ปรากฏว่าหลังจากเปิดซองประกวดราคาจนถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ตามคำเสนอขายของจำเลยที่ ๒ โจทก์ได้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องให้การดำเนินการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเกิดขัดข้องหรือติดขัดแต่อย่างใด แม้จะไม่มีหลักฐานการถอนซองประกวดราคาของโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษรตามที่จำเลยที่ ๒ อ้างในฎีกา แต่จากคำเบิกความของโจทก์และนางเสาวณีย์พยานโจทก์ประกอบพฤติการณ์ดังวินิจฉัยมา รูปคดีมีน้ำหนักและเหตุผลให้น่าเชื่อได้ว่า โจทก์ได้ถอนซองประกวดราคาของโจทก์โดยปริยายแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงให้โจทก์ถอนซองประกวดราคาของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนหรือที่เรียกว่าค่านายหน้าตามหนังสือสัญญานายหน้าเอกสารหมาย จ. ๘ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างประการอื่น ๆ ในฎีกาของจำเลยที่ ๒ ที่เกี่ยวกับปัญหาข้อนี้ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๑๘๐,๗๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 369 ม. 845
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอัมราภรณ์ นวลิขิตศิริกุล
จำเลย — นางอุไร สืบแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายโกสินทร์ ฤทธิรงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8540/2544
#257362
เปิดฉบับเต็ม

รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมีราคาถึง 38,000 บาท จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่มีราคาเล็กน้อย ทั้งการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 จะลงโทษตามมาตรา 334 ได้นั้น ต้องปรากฏว่าเป็นการกระทำโดยความจำใจหรือความยากจนเหลือทนทานอีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง), 336 ทวิ จำคุก 7 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า จำเลยกับพวกอีกสองคนร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายโดยจำเลยกับพวกใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ที่จำเลยฎีกาว่า ทรัพย์ที่ถูกลักมีราคาเพียงเล็กน้อย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคท้าย นั้น เห็นว่า รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมีราคาถึง 38,000 บาท จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่มีราคาเล็กน้อย ทั้งการกระทำความผิดตามมาตรา 335 จะลงโทษตามมาตรา 334 ได้นั้น ต้องปรากฏว่าเป็นการกระทำโดยความจำใจหรือความยากจนเหลือทนทานอีกด้วย ซึ่งการกระทำของจำเลยก็ไม่เข้าองค์ประกอบดังกล่าว ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยตามมาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 335 (1) ม. 335 (7) ม. 335 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายชาลีหรือเอ้ เที่ยงสันเทียะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายอารมณ์ จำปานิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8534/2544
#44034
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าเพื่อขู่มิให้กลุ่มวัยรุ่นกลุ้มรุมทำร้าย ถ. เมื่อจำเลยยิงปืนขึ้นฟ้านัดที่ 3 แล้ว ได้มีกลุ่มวัยรุ่นเข้ามาทุบที่ด้านหลังของจำเลยจนเป็นเหตุให้จำเลยล้มลงและกระสุนจากอาวุธปืนที่จำเลยถืออยู่ได้ลั่นขึ้น 1 นัด ถูกผู้เสียหายซึ่งขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาได้รับอันตรายแก่กายและถูกผู้ตายซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ดังกล่าวถึงแก่ความตาย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน จึงย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนและของผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ทั้งเป็นกรณีที่จำเลยกระทำพอสมควรแก่เหตุ แม้การกระทำของจำเลยก่อให้เกิดผลร้ายแก่ผู้เสียหายและผู้ตายโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 จำเลยก็ไม่มีความผิดเพราะการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 68

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 376, 33, 80, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา นายนม ทองซิว และนางสมใจ ทองซิว ซึ่งเป็นบิดามารดาของพลตำรวจสำรองพิเศษ อนันต์ ทองซิว ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2542 โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องว่าไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไป ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ร่วมออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69, 80 (ที่ถูกมาตรา 288, 80,60 ประกอบด้วยมาตรา 69) เป็นความผิดกรรมเดียว (ที่ถูกเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 60 ประกอบด้วยมาตรา 69) ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนไปโดยผิดกฎหมายนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยเก็บอาวุธปืนไว้ในลิ้นชักโต๊ะเก็บเงิน และนำมาใช้เพื่อป้องกันเหตุการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานนี้ ริบของกลางทั้งหมด คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่นายถาวรอินทร์นัตย์ แวะเข้ามาทักทายจำเลย นางอุทุมพร ภู่เงิน ภริยาจำเลยและนายทินกรจันทร์ช่วง น้องภริยาจำเลย ในร้านขายของชำของจำเลย ได้มีนางจินตนา ศรีเล็กภริยานายถาวร พาชายสองคนมาพบนายถาวร โดยชายสองคนดังกล่าวได้พูดขอเงินค่ารถกลับบ้านที่จังหวัดลำปาง แต่นายถาวรปฏิเสธ จึงถูกชายคนหนึ่งใช้ขวดสุราตีศีรษะและพวกวัยรุ่นที่รออยู่หน้าร้านอีก 2 ถึง 3 คน ได้เข้ารุมทำร้ายนายถาวร นายถาวรร้องเรียกให้จำเลยช่วย จำเลยจึงหยิบอาวุธปืนของจำเลย ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนให้มีไว้ในครอบครองจากลิ้นชักโต๊ะเก็บเงิน แล้ววิ่งออกไปที่หน้าร้านพร้อมร้องตะโกนให้หยุด และยิงอาวุธปืนขึ้นฟ้า 3 นัด กลุ่มวัยรุ่นพากันวิ่งหนีไป ขณะนั้นมีเสียงดังจากอาวุธปืนของจำเลยอีก 1 นัด กระสุนปืนถูกนายก้อง เย็นสบาย ผู้เสียหายซึ่งขับรถจักรยานยนต์รับจ้างได้รับอันตรายแก่กาย และถูกพลตำรวจสำรองพิเศษอนันต์ทองซิว ผู้ตายซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวถึงแก่ความตาย

พิเคราะห์แล้ว สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนไปโดยผิดกฎหมายเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วโดยโจทก์จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาในความผิดนี้ คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยมิได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มวัยรุ่น แล้วพลาดไปถูกนายก้องผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย และถูกพลตำรวจสำรองพิเศษอนันต์ผู้ตายถึงแก่ความตายตามฟ้องโจทก์ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากจำเลยยิงปืนขึ้นฟ้า 3 นัด แล้วกลุ่มวัยรุ่นได้เข้ามาทำร้ายจำเลย จำเลยถลาล้มลงทำให้อาวุธปืนลั่นอีก 1 นัด จึงถูกนายก้องผู้เสียหายและพลตำรวจสำรองพิเศษอนันต์ผู้ตาย ซึ่งมิได้อยู่ในกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวได้รับอันตรายแก่กายและถึงแก่ความตายดังกล่าว เห็นว่า แม้นาวาอากาศโทชัยยุทธ ต่างใจและพันตำรวจเอกนายแพทย์วิชิต สมาธิวัฒน์ แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลของผู้เสียหายและผู้ตายได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันว่า วิถีกระสุนจากอาวุธปืนของจำเลยอยู่ในระดับที่ยิงลงต่ำโดยปลายกระบอกปืนน่าจะเฉียงลงล่างก็ตาม ก็ยังมิใช่ข้อเท็จจริงที่สรุปได้แน่นอนว่าจำเลยเจตนายิงใส่กลุ่มวัยรุ่น และกระสุนปืนพลาดถูกผู้เสียหายและผู้ตาย เพราะหากเป็นดังที่จำเลยโต้แย้งว่า กระสุนปืนลั่น ในขณะที่จำเลยถูกกลุ่มวัยรุ่นทำร้าย วิถีกระสุนก็อาจเฉียงต่ำลงดังที่ปรากฏจากบาดแผลของผู้เสียหายและผู้ตายก็เป็นได้ซึ่งข้อนี้ไม่มีพยานโจทก์ปากใดที่เบิกความว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มวัยรุ่น คงมีเพียงนางจินตนา ศรีเล็ก พยานโจทก์ที่เบิกความว่า เมื่อนายถาวรสามีพยานถูกตีด้วยขวดสุราที่ศีรษะและถูกรุมทำร้ายแล้ว ได้ร้องขอให้จำเลยช่วย จำเลยจึงเปิดลิ้นชักหยิบอาวุธปืนและวิ่งออกไปยืนที่หน้าร้าน พร้อมทั้งร้องให้หยุด กลุ่มวัยรุ่นคนหนึ่งซึ่งอยู่ภายในร้านร้องขึ้นว่า "มันมีปืน" พยานเห็นจำเลยใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า แล้วกลุ่มวัยรุ่นได้วิ่งหนีออกจากกันไป หลังจากนั้นจึงได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก 1 นัด พยานและนายถาวรเดินออกไปหาจำเลยที่หน้าร้าน และดูว่ากลุ่มวัยรุ่นวิ่งไปทางใด ขณะนั้นจำเลยลุกขึ้นยืนพร้อมทั้งบอกว่าให้รอก่อน เนื่องจากจะพานายถาวรไปส่งโรงพยาบาล ส่วนนายถาวรพยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็เบิกความว่า พยานถูกชายคนหนึ่งในสองคนที่นางจินตนาพามาพบ ใช้ขวดสุราตีศีรษะพยาน แล้วชายอีก 2 ถึง 3 คน กรูกันเข้ามาทำร้ายพยานพยานจึงร้องเรียกให้จำเลยช่วย พยานได้ยินเสียงปืนดังขึ้นที่บริเวณหน้าบ้าน และทราบภายหลังว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธปืน เป็นเหตุให้มีผู้ตายและบาดเจ็บอย่างไรก็ตาม พยานได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ภายหลังเกิดเหตุพยานวิ่งตามกลุ่มวัยรุ่นออกไปที่หน้าร้าน พยานเห็นจำเลยกำลังลุกขึ้นจากพื้น ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากคำพยานโจทก์ทั้งสองจึงฟังได้ว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าเพื่อขู่มิให้กลุ่มวัยรุ่นกลุ้มรุมทำร้ายนายถาวร และหลังจากนั้นได้มีเสียงปืนนัดสุดท้ายดังขึ้นที่หน้าร้านขณะที่พยานทั้งสองได้ออกไปหาจำเลยที่หน้าร้าน ก็เห็นจำเลยลุกขึ้นยืน คำพยานโจทก์ดังกล่าวจึงเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ว่า เมื่อจำเลยยิงปืนขึ้นฟ้านัดที่ 3 แล้วได้มีกลุ่มวัยรุ่นเข้ามาทุบที่ด้านหลังของจำเลย จนเป็นเหตุให้จำเลยล้มลงขณะนั้นเองอาวุธปืนที่จำเลยถืออยู่ได้ลั่นขึ้น 1 นัด วิถีกระสุนย่อมเฉียงต่ำลงเป็นเหตุให้ถูกผู้เสียหายซึ่งขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวผ่านมาได้รับอันตรายแก่กายและถูกผู้ตายซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ดังกล่าวถึงแก่ความตาย หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยยืนถืออาวุธปืนและยิงกลุ่มวัยรุ่นแต่พลาดไปถูกผู้เสียหายกับผู้ตายดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ พฤติการณ์ของจำเลยที่พยายามช่วยเหลือนายถาวรเพื่อนบ้านที่รู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกัน ซึ่งถูกกลุ่มวัยรุ่นตีศีรษะด้วยขวดสุราและรุมทำร้ายในบ้านของจำเลย โดยจำเลยใช้อาวุธปืนยิงขู่ขึ้นฟ้า 3 นัด และข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าขณะนั้นจำเลยถืออาวุธปืนขู่พร้อมที่จะยิงขึ้นฟ้าอีกเพื่อระงับเหตุมิให้กลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายนายถาวร แต่จำเลยถูกกลุ่มวัยรุ่นเข้ามาทุบที่ด้านหลัง จนเป็นเหตุให้ล้มลง และกระสุนจากอาวุธปืนที่จำเลยถืออยู่ได้ลั่นขึ้น1 นัด ถูกผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย และถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน จึงย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตน และของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงทั้งเป็นกรณีที่จำเลยกระทำพอสมควรแก่เหตุแม้การกระทำของจำเลยก่อให้เกิดผลร้ายแก่ผู้เสียหายและผู้ตายโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 จำเลยก็ไม่มีความผิดเพราะการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และเมื่อฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีความผิด อาวุธปืนของกลางจึงมิใช่เป็นทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) ศาลจึงไม่อาจริบได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288, 80, 60 ประกอบด้วยมาตรา 69 เสียด้วย อาวุธปืนของกลางให้คืนเจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 60 ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย นม ทองซิว กับพวก
จำเลย — จ่าสิบตำรวจ ธวัช ภู่เงิน
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8534/2544
#98274
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ของจำเลยที่พยายามช่วยเหลือ ถ. ซึ่งถูกกลุ่มวัยรุ่นตีศีรษะด้วยขวดสุราและรุมทำร้ายในบ้านของจำเลยโดยจำเลยใช้อาวุธปืนยิงขู่ขึ้นฟ้า 3 นัด และขณะนั้นจำเลยถืออาวุธปืนขู่พร้อมที่จะยิงขึ้นฟ้าอีกเพื่อระงับเหตุมิให้กลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้าย ถ. แต่จำเลยถูกกลุ่มวัยรุ่นเข้ามาทุบที่ด้านหลังจนเป็นเหตุให้ล้มลง และกระสุนจากอาวุธปืนที่จำเลยถืออยู่ได้ลั่นขึ้น 1 นัด ถูกผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายและถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนและของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ทั้งเป็นกรณีที่จำเลยกระทำพอสมควรแก่เหตุ แม้ การกระทำของจำเลยก่อให้เกิดผลร้ายแก่ผู้เสียหายและผู้ตายโดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา 60 จำเลยก็ไม่มีความผิดเพราะ การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.อ. มาตรา 68 มิใช่จำเลยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ

เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย อาวุธปืนของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ศาลจึงไม่อาจริบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๓๗๑, ๓๗๖, ๓๓, ๘๐, ๙๑ พระราชบัญญัติ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิ, ๗๒ ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา นายนม ทองซิว และนางสมใจ ทองซิว ซึ่งเป็นบิดามารดาของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๒ โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องว่าไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไป ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ร่วมออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๖๙,๘๐ (ที่ถูกมาตรา ๒๘๘, ๒๘๘, ๘๐, ๖๐ ประกอบด้วยมาตรา ๖๙) เป็นความผิดกรรมเดียว (ที่ถูกเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๖๐ ประกอบด้วยมาตรา ๖๙ ) ให้ลงโทษจำคุก ๓ ปี ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนไปโดย ผิดกฎหมายนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยเก็บอาวุธปืนไว้ในลิ้นชักโต๊ะเก็บเงิน และนำมาใช้เพื่อป้องกันเหตุ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานนี้ ริบของกลางทั้งหมด คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด ๑ ปี ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีนี้มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากคำพยานโจทก์ทั้งสองจึงฟังได้ว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าเพื่อขู่มิให้กลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายนายถาวร และหลังจากนั้นได้มีเสียงปืนนัดสุดท้ายดังขึ้นที่หน้าร้าน ขณะที่พยานทั้งสองได้ออกไปหาจำเลยที่หน้าร้าน ก็เห็นจำเลยลุกขึ้นยืน คำพยานโจทก์ดังกล่าวจึงเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ว่า เมื่อจำเลยยิงปืนขึ้นฟ้านัดที่ ๓ แล้วได้มีกลุ่มวัยรุ่นเข้ามาทุบที่ด้านหลังของจำเลย จนเป็นเหตุให้จำเลยล้มลง ขณะนั้นเองอาวุธปืนที่จำเลยถืออยู่ได้ลั่นขึ้น ๑ นัด วิถีกระสุนย่อมเฉียงต่ำลง เป็นเหตุให้ถูกผู้เสียหายซึ่งขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวผ่านมาได้รับอันตรายแก่กายและถูกผู้ตายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ดังกล่าวถึงแก่ความตาย หาใช่เป็นกรณีที่จำเลย ยืนถืออาวุธปืนและยิงกลุ่มวัยรุ่นแต่พลาดไปถูกผู้เสียหายกับผู้ตายดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ พฤติการณ์ของจำเลย ที่พยายามช่วยเหลือนายถาวรเพื่อนบ้านที่รู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกัน และข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าขณะนั้นจำเลยถืออาวุธปืนขู่พร้อมที่จะยิงขึ้นฟ้าอีกเพื่อระงับเหตุมิให้กลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายนายถาวร แต่จำเลยถูกกลุ่มวัยรุ่นเข้ามาทุบที่ด้านกลัง จนเป็นเหตุให้ล้มลง และกระสุนจากอาวุธปืนที่จำเลยถืออยู่ได้ลั่นขึ้น ๑ นัด ถูกผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย และถูก ผู้ตายถึงแก่ความตาย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเชื่อมโยงกันจึงย่อมถือได้ว่าเป็น การกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนและของผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ทั้งเป็นกรณีที่จำเลยกระทำพอสมควรแก่เหตุ แม้การกระทำของจำเลยก่อให้เกิดผลร้ายแก่ ผู้เสียหายและผู้ตายโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ จำเลยก็ไม่มีความผิดเพราะการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นและเมื่อฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นการ ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีความผิด อาวุธปืนของกลางจึงมิใช่เป็นทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ (๑) ศาลจึงไม่อาจริบได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๒๘๘, ๘๐, ๖๐ ประกอบด้วยมาตรา ๖๙ เสียด้วย อาวุธปืนของกลางให้คืนเจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

(วิชา มหาคุณ - พูนศักดิ์ จงกลนี - ปัญญา สุทธิบดี)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1) ม. 59 ม. 60 ม. 68 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายนม ทองซิว กับพวก
จำเลย — จ่าสิบตำรวจธวัช ภู่เงิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมเกียติ เจริญสวรรค์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8533/2544
#42726
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เจ้าของที่ดินพิพาท ทำสัญญาเข้าหุ้นส่วนกับ พ. ตกลงจัดสรรขายที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 โดยให้จัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดขึ้นดำเนินการ ต่อมาวันที่ 9 ตุลาคม 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระบุตกลงขายให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ลงนามในฐานะผู้จะขาย และจำเลยที่ 1 กับ ว. ภริยาจำเลยที่ 1 ลงนามร่วมกันในฐานะตัวแทนโจทก์ผู้จะซื้อ ส่วนโจทก์จดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2536 การตกลงทำสัญญาดังกล่าว จึงอยู่ในช่วงระยะเวลาก่อนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและมีอำนาจลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายในฐานะผู้จะขาย แต่ขณะนั้นโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 และ ว. ภริยาจำเลยที่ 1 ซึ่งลงนามในสัญญาดังกล่าวในช่องผู้จะซื้อย่อมไม่มีฐานะเป็นตัวแทนโจทก์ แสดงให้เห็นได้ว่า การที่จำเลยที่ 1ลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายในฐานะผู้จะขายและจำเลยที่ 1 ลงนามร่วมกับ ว. ภริยาของตนในฐานะผู้จะซื้อ เป็นการแสดงเจตนาลวงเพื่อให้พ. หุ้นส่วนนำไปแสดงเพื่อขอกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน แต่ไม่สามารถหาแหล่งเงินกู้ยืมได้ สัญญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพราะเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่งโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ต่อมาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 517และ 2121 ตำบลบึงบาใต้ (คลองซอยที่ 9 ฝั่งตะวันออก) อำเภอหนองเสือจังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ระหว่างจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 517 และ 2121 เนื้อที่รวม 75 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวาเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเข้าหุ้นส่วนกับนางสาววันเพ็ญบรรจงศิลป์ ตกลงจัดสรรขายที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวโดยให้จัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดขึ้นดำเนินการ ตามสัญญาเข้าหุ้นส่วน และมีการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2537 ต่อมาวันที่ 9 ตุลาคม 2536 จำเลยที่ 1ลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระบุตกลงขายให้แก่โจทก์ ราคาไร่ละ 600,000 บาท รวมเป็นเงิน 45,600,000 บาท รับเงินมัดจำไว้1,000,000 บาท กำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 9 เมษายน2538 โดยจำเลยที่ 1 ลงนามในฐานะคู่สัญญา ฝ่ายผู้จะขายฝ่ายหนึ่งและจำเลยที่ 1 กับนางวันเพ็ญ เอมสมบุญ ภริยาจำเลยที่ 1 ลงนามร่วมกันในฐานะคู่สัญญาฝ่ายผู้จะซื้ออีกฝ่ายหนึ่งโดยนางสาววันเพ็ญ บรรจงศิลป์ลงนามเป็นพยาน วันที่ 18 ตุลาคม 2536 ได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนโจทก์ขึ้นโดยมีหุ้นส่วน 3 คน คือ จำเลยที่ 1 นางสาววันเพ็ญบรรจงศิลป์ และนางวันเพ็ญ เอมสมบุญ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างมี 2 คนคือ จำเลยที่ 1 และนางสาววันเพ็ญ บรรจงศิลป์ และต่อมาวันที่ 3 พฤศจิกายน2537 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยนางสาววันเพ็ญ บรรจงศิลป์ ลงนามในใบแต่งทนายความแต่เพียงผู้เดียวมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีผลผูกพันกันหรือไม่ โจทก์ฎีกาโต้แย้งดุลพินิจวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ไม่เชื่อว่าต้นฉบับสัญญาจะซื้อจะขายได้สูญหายไปและสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายทำขึ้นเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2536 ส่วนโจทก์จดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2536 การตกลงทำสัญญาดังกล่าวจึงอยู่ในช่วงระยะเวลาก่อนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและมีอำนาจลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายในฐานะผู้จะขาย แต่ขณะนั้นโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 และนางวันเพ็ญ เอมสมบุญ ภริยาจำเลยที่ 1 ซึ่งลงนามในสัญญาดังกล่าวในช่องผู้จะซื้อ ย่อมไม่มีฐานะเป็นตัวแทนโจทก์ จากข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบมาตามพฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 ลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายในฐานะผู้จะขายและจำเลยที่ 1 ลงนามร่วมกับนางวันเพ็ญ เอมสมบุญ ภริยาของตนในฐานะผู้จะซื้อเป็นการแสดงเจตนาลวงเพื่อให้นางสาววันเพ็ญ บรรจงศิลป์หุ้นส่วนนำไปแสดงเพื่อขอกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินตามที่จำเลยที่ 1 อ้างแต่ไม่สามารถหาแหล่งเงินกู้ยืมได้ สัญญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพราะเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่งโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด บึงบาพัฒนาที่ดินและการเคหะ
จำเลย — นาย ทองคำ เอมสมบุญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8530/2544
#44033
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อความในสัญญาที่จำเลยให้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์แก่โจทก์จะระบุว่าจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องวิทยุคมนาคมให้แก่โจทก์ผู้รับนับแต่วันทำสัญญา และโจทก์ได้รับมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวแล้ว แต่ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันทำสัญญานั้นจำเลยไม่ได้ส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ให้แก่โจทก์ ดังนั้น สัญญาให้ดังกล่าวจึงขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 523 ซึ่งบัญญัติว่า การให้ย่อมสมบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ สัญญาให้จึงไม่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์ที่ทำในวันเดียวกันนั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าให้จำเลยนำไปใช้ แม้ในสัญญาจะมีข้อความว่าจำเลยตกลงนำเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ไปติดตั้ง ณ หน่วยงานของจำเลย สัญญาเช่าก็ไม่สมบูรณ์เนื่องจากขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 546 ซึ่งกำหนดว่า ผู้ให้เช่าต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่านั้นในสภาพอันซ่อมแซมดีแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่า ค่าเสียหายและบังคับให้จำเลยคืนวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาให้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมด้วยอุปกรณ์แก่โจทก์ ในวันเดียวกันจำเลยได้ทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ดังกล่าวจากโจทก์มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไป ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 300 บาทโดยข้อตกลงในสัญญาเช่าใช้ว่าเมื่อครบกำหนดแล้ว หากผู้เช่ายังคงใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์อยู่อีกให้ถือว่าผู้เช่าตกลงเช่าต่อไปจนกว่าผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาจำเลยชำระค่าเช่าเพียงเดือนเดียวแล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 20,516.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,400 บาท และให้จำเลยคืนเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่เช่าในสภาพที่ใช้การได้ดีแก่โจทก์ หากไม่สามารถคืนได้ให้ใช้ราคา 12,000 บาท กับค่าเสียหายเดือนละ 300 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งคืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ในการทำสัญญาตามฟ้องไม่มีการส่งมอบหรือรับมอบเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์แต่อย่างใดทั้งสิ้น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้โรงเรียนเทคนิคเอกชนมีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ใช้ในกิจการของโรงเรียนโดยกระทรวงศึกษาธิการจัดหาเครื่องวิทยุคมนาคมให้ จำเลยเป็นเจ้าของโรงเรียนพนมเทคนิคช่างกลและพณิชยการ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2533 ปลัดกระทรวงศึกษาธิการมีหนังสือถึงโจทก์เรื่องขอหนังสือรับรองการนำเข้าเครื่องรับ - ส่งวิทยุ ระบุว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนมีความประสงค์จะขอให้โจทก์ออกหนังสือรับรองการนำเข้าเครื่องรับ - ส่งวิทยุ ให้แก่บริษัทยูนิเมซ่า จำกัด ต่อมาวันที่ 1 พฤษภาคม 2534 ปลัดกระทรวงศึกษาธิการมีหนังสือถึงโจทก์เรื่องขอแก้ไขหนังสือรับรองการนำเข้าเครื่องรับ - ส่งวิทยุ ระบุว่า ให้รับรองการนำเข้าให้แก่บริษัทยี. ซีมอน เรดิโอ จำกัด และเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2534โจทก์ได้ออกใบอนุญาตให้บริษัทยี. ซีมอน เรดิโอ จำกัด มีซึ่งเครื่องรับ - ส่งวิทยุ รวม200 ชุด ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2534 บริษัทยี. ซีมอน เรดิโอ จำกัด มีหนังสือถึงโจทก์ขอแจ้งจำหน่ายเครื่องรับ - ส่งวิทยุให้แก่กระทรวงศึกษา (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน) จำนวน 104 เครื่อง จึงขอเชิญเจ้าหน้าที่ของโจทก์มาตรวจสอบรายละเอียดทางด้านเทคนิค ณ บริษัทยี. ซีมอน เรดิโอ จำกัด วันที่ 8 กรกฎาคม 2534 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ไปตรวจสอบเครื่องรับ - ส่งวิทยุ ณ ที่บริษัทยี. ซีมอน เรดิโอ จำกัด ต่อมาในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยได้ทำสัญญาให้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์แก่โจทก์เป็นเครื่องวิทยุคมนาคมแบบมือถือผลิตโดยบริษัทไอคอม ประเทศญี่ปุ่น หมายเลขเครื่อง 392837 ในวันเดียวกันคือวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยได้ทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ดังกล่าวจากโจทก์ และในวันที่ 4 กุมภาพันธ์2536 ได้มีการมอบเครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าว ซึ่งผู้รับไปคือนางสาวพรพรรณเจ้าหน้าที่ของบริษัทยี. ซีมอน เรดิโอ จำกัด ต่อมาวันที่ 22 มีนาคม 2536 โจทก์ได้ออกใบอนุญาตให้จำเลยใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยส่งให้จำเลยทางไปรษณีย์ตอบรับมีผู้รับไว้เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2538 ปรากฏว่าจำเลยยังไม่เคยได้รับเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ดังกล่าวมาใช้ในกิจการของจำเลย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของโจทก์ว่าสัญญาให้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์แก่โจทก์ และสัญญาเช่าเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ดังกล่าวจากโจทก์สมบูรณ์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 523 บัญญัติว่า "การให้นั้น ท่านว่าย่อมสมบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ให้" สัญญาที่จำเลยให้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์แก่โจทก์มีข้อความระบุว่า จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องวิทยุคมนาคมตามบัญชีต่อท้ายสัญญานี้ให้แก่โจทก์ผู้รับนับแต่วันทำสัญญา และโจทก์ได้รับมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวแล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2536 อันเป็นวันที่จำเลยทำสัญญาให้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์แก่โจทก์นั้น จำเลยไม่ได้ส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ให้แก่โจทก์ ดังนั้น สัญญาให้เครื่องวิทยุคมนาคมที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์จึงขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว สัญญาให้ดังกล่าวย่อมไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลบังคับจำเลยตามสัญญา ส่วนสัญญาที่จำเลยเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์จากโจทก์ ซึ่งมีข้อความระบุว่า ข้อ 2. ผู้เช่าตกลงนำเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมไปติดตั้ง ณ หน่วยงานของจำเลย...นั้น ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2536 อันเป็นวันที่จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ โจทก์ไม่ได้ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคือวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ให้แก่จำเลยได้นำไปใช้ตามข้อตกลงในสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 546 บัญญัติว่า "ผู้ให้เช่าจำต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่านั้นในสภาพอันซ่อมแซมดีแล้ว" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้ส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่าคือวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ให้แก่จำเลยผู้เช่าจึงขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว สัญญาที่จำเลยเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ย่อมไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลบังคับจำเลยตามสัญญาเช่นกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าค่าเสียหาย และบังคับให้จำเลยคืนเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์แก่โจทก์ที่ศาลล่างทั้งสองต่างพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 523 ม. 546
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมไปรษณีย์โทรเลข
จำเลย — นาย พนม สมศรีรื่น
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8530/2544
#69611
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่จำเลยให้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์แก่โจทก์ มีข้อความระบุว่า จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องวิทยุคมนาคมตามบัญชีต่อท้ายสัญญานี้ให้แก่โจทก์ผู้รับนับแต่วันทำสัญญาและโจทก์ได้รับมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวแล้ว แต่ในวันที่จำเลยทำสัญญา จำเลยไม่ได้ส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ให้แก่โจทก์ สัญญาที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์จึงขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 523 ย่อมไม่สมบูรณ์ไม่มีผลบังคับจำเลยตามสัญญา

สัญญามีข้อความว่า ผู้เช่าตกลงนำเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมไปติดตั้ง ณ หน่วยงานของจำเลย แต่ในวันที่จำเลยทำสัญญาโจทก์ไม่ได้ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคือวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ให้แก่จำเลยได้นำไปใช้ตามข้อตกลงในสัญญาจึงขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 546 สัญญาย่อมไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลบังคับจำเลยตามสัญญาเช่นกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่า ค่าเสียหาย และบังคับให้จำเลยคืนเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาให้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมด้วยอุปกรณ์แก่โจทก์ ในวันเดียวกันจำเลยได้ทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ดังกล่าวจากโจทก์มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไป ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 300 บาท โดยข้อตกลงในสัญญาเช่าใช้ว่าเมื่อครบกำหนดแล้ว หากผู้เช่ายังคงใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์อยู่อีกให้ถือว่าผู้เช่าตกลงเช่าต่อไปจนกว่าผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาจำเลยชำระค่าเช่าเพียงเดือนเดียวแล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 20,516.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,400 บาท และให้จำเลยคืนเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่เช่าในสภาพที่ใช้การได้ดีแก่โจทก์ หากไม่สามารถคืนได้ให้ใช้ราคา 12,000 บาท กับค่าเสียหายเดือนละ 300 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งคืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ในการทำสัญญาตามฟ้องไม่มีการส่งมอบหรือรับมอบเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์แต่อย่างใดทั้งสิ้น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้โรงเรียนเทคนิคเอกชนมีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ใช้ในกิจการของโรงเรียนโดยกระทรวงศึกษาธิการจัดหาเครื่องวิทยุคมนาคมให้ จำเลยเป็นเจ้าของโรงเรียนพนมเทคนิคช่างกลและพณิชยการ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2533 ปลัดกระทรวงศึกษาธิการมีหนังสือถึงโจทก์เรื่องขอหนังสือรับรองการนำเข้าเครื่องรับ - ส่งวิทยุ ระบุว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนมีความประสงค์จะขอให้โจทก์ออกหนังสือรับรองการนำเข้าเครื่องรับ - ส่งวิทยุ ให้แก่บริษัทยูนิเมซ่า จำกัด ต่อมาวันที่ 1 พฤษภาคม 2534 ปลัดกระทรวงศึกษาธิการมีหนังสือถึงโจทก์เรื่องขอแก้ไขหนังสือรับรองการนำเข้าเครื่องรับ - ส่งวิทยุ ระบุว่า ให้รับรองการนำเข้าให้แก่บริษัทยี. ซีมอน เรดิโอ จำกัด และเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2534 โจทก์ได้ออกใบอนุญาตให้บริษัทยี. ซีมอน เรดิโอ จำกัด มีซึ่งเครื่องรับ - ส่งวิทยุ รวม 200 ชุด ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2534 บริษัทยี. ซีมอน เรดิโอ จำกัด มีหนังสือถึงโจทก์ขอแจ้งจำหน่ายเครื่องรับ - ส่งวิทยุให้แก่กระทรวงศึกษา (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน) จำนวน 104 เครื่อง จึงขอเชิญเจ้าหน้าที่ของโจทก์มาตรวจสอบรายละเอียดทางด้านเทคนิค ณ บริษัทยี. ซีมอน เรดิโอ จำกัด วันที่ 8 กรกฎาคม 2534 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ไปตรวจสอบเครื่องรับ - ส่งวิทยุ ณ ที่บริษัทยี. ซีมอน เรดิโอ จำกัด ต่อมาในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยได้ทำสัญญาให้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ แก่โจทก์เป็นเครื่องวิทยุคมนาคมแบบมือถือผลิตโดยบริษัทไอคอม ประเทศญี่ปุ่น หมายเลขเครื่อง 392837 ในวันเดียวกันคือวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยได้ทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ดังกล่าวจากโจทก์ และในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2536 ได้มีการมอบเครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าว ซึ่งผู้รับไปคือนางสาวพรพรรณเจ้าหน้าที่ของบริษัทยี. ซีมอน เรดิโอ จำกัด ต่อมาวันที่ 22 มีนาคม 2536 โจทก์ได้ออกใบอนุญาตให้จำเลยใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยส่งให้จำเลยทางไปรษณีย์ตอบรับมีผู้รับไว้เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2538 ปรากฏว่าจำเลยยังไม่เคยได้รับเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ดังกล่าวมาใช้ในกิจการของจำเลย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของโจทก์ว่าสัญญาให้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์แก่โจทก์ และสัญญาเช่าเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ดังกล่าวจากโจทก์สมบูรณ์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 523 บัญญัติว่า "การให้นั้น ท่านว่าย่อมสมบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ให้" สัญญาที่จำเลยให้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์แก่โจทก์มีข้อความระบุว่า จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องวิทยุคมนาคมตามบัญชีต่อท้ายสัญญานี้ให้แก่โจทก์ผู้รับนับแต่วันทำสัญญา และโจทก์ได้รับมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวแล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2536 อันเป็นวันที่จำเลยทำสัญญาให้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์แก่โจทก์นั้น จำเลยไม่ได้ส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ให้แก่โจทก์ ดังนั้น สัญญาให้เครื่องวิทยุคมนาคมที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์จึงขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว สัญญาให้ดังกล่าวย่อมไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลบังคับจำเลยตามสัญญา ส่วนสัญญาที่จำเลยเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์จากโจทก์ ซึ่งมีข้อความระบุว่า ข้อ 2. ผู้เช่าตกลงนำเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมไปติดตั้ง ณ หน่วยงานของจำเลย... นั้น ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2536 อันเป็นวันที่จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ โจทก์ไม่ได้ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคือวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ให้แก่จำเลยได้นำไปใช้ตามข้อตกลงในสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 546 บัญญัติว่า "ผู้ให้เช่าจำต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่านั้นในสภาพอันซ่อมแซมดีแล้ว" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้ส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่าคือวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ให้แก่จำเลยผู้เช่าจึงขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว สัญญาที่จำเลยเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ย่อมไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลบังคับจำเลยตามสัญญาเช่นกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าค่าเสียหาย และบังคับให้จำเลยคืนเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์แก่โจทก์ที่ศาลล่างทั้งสองต่างพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 523 ม. 546
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมไปรษณีย์โทรเลข
จำเลย — นายพนม สมศรีรื่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายวิธูร คลองมีคุณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศิลป์ โสเจยยะ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา