คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8364/2544
#98336
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องติดตามเอาทรัพย์สินที่ดินพิพาทของตนคืนจากจำเลยผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ย่อมไม่อยู่ในบังคับความ 10 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินให้แก่โจทก์มิฉะนั้นให้ถือเอาคำตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากกรณีเป็นการพ้นวิสัยไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ได้ ให้จำเลยชดใช้ราคาทรัพย์สินเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยให้จำเลยปลดภาระจำนองหรือหนี้สินให้หลุดพ้นจากที่ดินพิพาท หากไม่ปฏิบัติให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าเสียหาย ตามที่ธนาคารผู้รับจำนองบังคับจำนอง จนกว่าจะมีการปลดจำนอง กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของทรัพย์สินอันมีมูลค่าราคาเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติส่งคืนทรัพย์สินหรือ ชดใช้ราคาแก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตเสียค่าตอบแทน จำเลยไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นของตนเอง เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๒๖ แต่โจทก์มาฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๓๗ เกินกว่า ๑๐ ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยส่งมอบทรัพย์สินโอนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๘๕ เลขที่ดิน ๓ ตำบลสำโรงใต้ (สำโรง) อำเภอพระประแดง (พระโขนง) จังหวัด สมุทรปราการ เนื้อที่ดิน ๗๖๙.๒๘ ตารางวา ให้แก่โจทก์โดยปลอดภาระจำนอง หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากกรณีเป็นอันพ้นวิสัยให้จำเลยใช้ราคาแทน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งหมดในการไถ่ถอนจำนอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๗๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า?โจทก์ฟ้องติดตามเอาทรัพย์สินที่ดินพิพาทของตนคืนจากจำเลยผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ย่อมไม่อยู่ในบังคับอายุความ ๑๐ ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

พิพากษาแก้เป็นว่า หากกรณีเป็นอันพ้นวิสัยให้จำเลยใช้ราคาแทน ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 810 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคำรณ เตชะไพบูลย์
จำเลย — นายสมบูรณ์ เตชะเกษม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายวิวัธน ทองลงยา
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ศรไชย
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8362/2544
#98492
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 280 เป็นเพียงบทสันนิษฐานเพื่อประโยชน์แห่งบทบัญญัติในภาค 4 ว่าด้วยวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาและการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ให้ถือว่าบุคคลตามที่ระบุไว้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีเท่านั้น มิได้หมายความว่าบุคคลอื่นนอกจากที่ระบุไว้จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ได้

การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ย่อมกระทบกระเทือนต่อประโยชน์ส่วนได้เสียของผู้ซื้อทรัพย์ได้โดยตรง จึงต้องให้โอกาสผู้ซื้อทรัพย์ได้โต้แย้งคัดค้านด้วย การที่ศาลชั้นต้นไม่ส่งสำเนาคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์เสียก่อนไต่สวนคำร้อง เป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ.ว่าด้วยการพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยทั้งห้าผิดสัญญา โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึด ที่ดินของจำเลยที่ ๑ รวม ๑๖ แปลง ออกขายทอดตลาด โดยบริษัท ม. เป็นผู้ซื้อได้ในราคา ๙๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสิบหกแปลง และให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ ศาลชั้นต้นรับคำร้อง นัดไต่สวน สำเนาให้โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

เจ้าพนักงานบังคับคดียื่นคำแถลงเป็นรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขายทอดตลาดว่า จำเลยที่ ๑ ได้รับประกาศขายโดยชอบ แต่ไม่มาดูแลการขาย ถือว่าไม่คัดค้านราคา และราคาที่ผู้ประมูลได้เป็นราคาพอสมควรแล้ว

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทั้ง ๑๖ แปลง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๑ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ให้ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ส่งสำเนาคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดแก่บริษัทแมนสรร จำกัด แล้วทำการไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้น มีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องให้ส่งสำเนาคำร้องแก่โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยไม่ได้สั่งให้ส่งสำเนาแก่บริษัท ม. ผู้ซื้อด้วย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาเพียงว่า บริษัท ม. เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๐ เป็นเพียงบทสันนิษฐานเพื่อประโยชน์แห่งบทบัญญัติในภาค ๔ ว่าด้วยวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา และการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ที่ให้ถือว่าบุคคลตามที่ระบุไว้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีเท่านั้น มิได้หมายความว่าบุคคลอื่นนอกจากที่ระบุไว้จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัท ม. เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาด การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ย่อมกระทบกระเทือนต่อประโยชน์ส่วนได้เสียของบริษัท ม. ผู้ซื้อทรัพย์ได้โดยตรง จึงต้องให้โอกาสบริษัท ม. ได้โต้แย้งคัดค้านด้วย การที่ศาลชั้นต้นไม่ส่งสำเนาคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดให้แก่บริษัท ม. เสียก่อนไต่สวน คำร้อง เป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วดำเนินการไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดใหม่ตั้งแต่ชั้นส่งสำเนาคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดให้แก่บริษัท ม. และมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และ ที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 280
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบุตรไทยเจริญจิต จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ศาลอุทธรณ์ — นายวินัย ตุลยภักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิเทพ ศิริพากย์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8345/2544
#42717
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุขณะอยู่ในงานเลี้ยงที่บ้าน ป. ผู้ตายกับจำเลยมีเหตุทะเลาะจะทำร้ายกันเรื่องเล่นการพนันไฮโลว์ แต่มีคนห้ามไว้และให้จำเลยกลับบ้าน จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้าน ป. เพื่อกลับบ้านต่อมาผู้ตายได้ออกตามไป ซึ่งแสดงว่าผู้ตายตามไปหาเรื่องจำเลยจนเกิดเหตุเป็นคดีนี้ การที่ผู้ตายตามไปทันจำเลยระหว่างทางพร้อมกับพูดทำนองว่าตายไปข้างหนึ่งและเข้าไปชกต่อยแล้วชักมีดออกมาจากข้างหลังจะแทงทำร้ายจำเลยก่อนเช่นนี้ จำเลยย่อมมีสิทธิป้องกันตนเองได้ ถึงแม้จำเลยจะแย่งมีดจากมือผู้ตายได้แล้วก็มิใช่ว่าภยันตรายที่จะเกิดแก่ จำเลยจากผู้ตายได้ผ่านพ้นหรือสิ้นสุดไปแล้ว เพราะผู้ตายมีรูปร่างสูงใหญ่และกำยำกว่าจำเลยซึ่งขาข้างซ้ายพิการใส่ขาเทียม โอกาสที่ผู้ตายจะแย่งมีดคืนจากจำเลยก็ยังมีอยู่ ซึ่งหากผู้ตายแย่งมีดคืนจากจำเลยมาได้ก็น่าเชื่อได้ว่าผู้ตายจะต้องแทงทำร้ายจำเลยได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ มิฉะนั้นผู้ตายคงไม่ตามไปหาเรื่องจำเลยอีก ส่วนเหตุการณ์ในขณะที่แทงนั้นนับได้ว่าเป็นช่วงฉุกละหุก ประกอบกับขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนจำเลยไม่น่าจะมีโอกาสเลือกแทงผู้ตายตรงบริเวณอวัยวะที่สำคัญได้ถนัดชัดเจน ดังนี้ แม้จำเลยจะแทงผู้ตายถูกที่บริเวณราวนมด้านซ้ายทะลุถึงหัวใจอันเป็นอวัยวะที่สำคัญเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา ก็เป็นพฤติการณ์ที่ฟังได้ว่าเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุที่จำต้อง กระทำเพื่อป้องกันในสถานการณ์เช่นนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกัน โดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ฐานฆ่าผู้อื่น ลงโทษจำคุก 18 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้มีดปลายแหลมซึ่งมีใบมีดยาวประมาณ 6 นิ้ว กว้างประมาณ 1.25 นิ้วด้ามยาวประมาณ 4 นิ้ว แทงถูกนายสมาน คุณยศยิ่ง ผู้ตายที่บริเวณราวนมด้านซ้ายทะลุถึงหัวใจเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้โจทก์มีพยานสำคัญรวม 2 ปากคือนายแสง บุญมา กับนายทอง ต้นนา โดยนายแสงเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานขี่รถจักรยานกลับจากซื้อยานัตถุ์ไปบ้านเมื่อถึงสี่แยกบ้านกว๊านได้ยินเสียงคนวิ่งไล่กันมาจากทางด้านหลังผ่านพยานไป คนแรกทราบภายหลังว่าเป็นผู้ตาย มีมีดเหน็บอยู่ข้างหลังโผล่ชายเสื้อส่วนคนที่วิ่งตามมาทราบภายหลังว่าเป็นจำเลยซึ่งไม่เห็นถืออะไรมา พยานเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวโดยอาศัยแสงไฟฟ้าที่ถนนซึ่งเป็นหลอดขนาด 40แรงเทียน พยานได้ตะโกนเป็นภาษาทางเหนือว่าทำอะไรกัน จำเลยได้หันหน้ามามองพยาน หลังจากนั้นไม่ทราบว่าผู้ตายกับจำเลยวิ่งไปทางไหนต่อมามีชาวบ้านออกมามุงดูและพูดกันว่าผู้ตายถูกแทง แล้วมีผู้นำส่งโรงพยาบาลและเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่เห็นจุดที่แทงกัน และพยานโจทก์ปากนี้ได้ให้การในชั้นสอบสวนว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานขี่รถจักรยานกลับจากซื้อยานัตถุ์ไปบ้านเมื่อถึงบริเวณสี่แยกบ้านกว๊าน (มุ่งหน้าไปทางบ้านแม่ใส) ได้ยินเสียงคนวิ่งไล่กันมาจากทางด้านหลังผ่านพยานไป โดยคนที่วิ่งนำหน้าคือผู้ตายส่วนคนที่วิ่งตามคือจำเลยซึ่งถือมีดอยู่ในมือด้วย โดยผู้ตายวิ่งนำหน้าห่างจากจำเลยประมาณ 8 เมตร พยานจึงตะโกนขึ้นว่า "สูยะหยังกัน"หมายถึงว่าทำอะไรกัน จำเลยได้หันหน้ากลับมาดูพยานแล้ววิ่งหนีเข้าไปในซอยข้างวัดสันป่าถ่อน ส่วนผู้ตายได้ล้มลงบริเวณหน้าวัด จากนั้นมีชาวบ้านออกมาดูกันและนำผู้ตายส่งโรงพยาบาลและนายแสงพยานได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าบริเวณที่เกิดเหตุดังกล่าวมีแสงสว่างจากไฟฟ้าข้างถนนส่องสว่างสามารถมองเห็นชัดเจนได้ในระยะ 20 เมตรและขณะที่เห็นจำเลยวิ่งไล่ผู้ตายนั้น พยานเข้าใจว่าผู้ตายคงจะถูกแทงมาก่อนแล้ววิ่งหนีมา เมื่อพยานตะโกนถามขึ้นดังกล่าวจำเลยจึงวิ่งหนีเข้าซอยข้างวัดไป ตามบันทึกคำให้การของนายแสงพยานเอกสารหมาย จ.1ส่วนนายทองเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลา 20 ถึง 21 นาฬิกา พยานไปซื้อยาแก้ปวดที่ร้านขายยาบริเวณหน้าวัดสันป่าถ่อนแต่ร้านปิดจึงเดินกลับบ้าน เห็นจำเลยกำลังซ่อมรถจักรยานยนต์อยู่ที่หน้าบ้านนายคะนองดีใจ เมื่อพยานเดินเลยไปประมาณ 5 ถึง 6 ก้าว ได้ยินเสียงเอะอะข้างหลังจึงหันไปมองเห็นผู้ตายแล้วได้ยินผู้ตายพูดภาษาคำเมืองว่า วันนี้ไม่เผาก็จี่ให้ตายไปข้างหนึ่ง เมื่อผู้ตายพูดเช่นนั้นแล้วผู้ตายเข้าชกต่อยจำเลยทันที จำเลยล้มแล้วผู้ตายขึ้นคร่อมจำเลยและชักของข้างหลังออกมาไม่ทราบว่าเป็นอะไร จากนั้นผู้ตายกับจำเลยแย่งของที่ผู้ตายชักออกมาดังกล่าวกันพยานจึงตะโกนว่าสูจะเอากันตายหรือ ซึ่งหมายความว่าจะฆ่ากันให้ตายหรือ แต่ผู้ตายกับจำเลยยังไม่แยกจากกัน หลังจากนั้นพยานเดินกลับเข้าบ้านรุ่งขึ้นได้ทราบจากชาวบ้านพูดกันว่าผู้ตายถูกแทงถึงแก่ความตาย นายทองยังเบิกความต่อไปว่า พยานเห็นเหตุการณ์ชัดเจน เพราะมีไฟฟ้าสาธารณะข้างถนนซึ่งเป็นหลอดไฟฟ้านีออนขนาด 40 แรงเทียน ที่อยู่ข้างบ้านนายคะนองห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 4 เมตร และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะที่ผู้ตายกับจำเลยกำลังชุลมุนอยู่นั้น พยานไม่เห็นว่าใครแทงใคร เพียงเห็นแย่งของกัน และพยานโจทก์ปากนี้ได้ให้การในชั้นสอบสวนว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานไปซื้อยาแก้ปวดที่ร้านค้าบริเวณหน้าวัดสันป่าถ่อน แต่ร้านปิดจึงเดินกลับบ้านขณะจะเข้าบ้านได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์มาจอดบริเวณหน้าตลาดเยื้องกับบ้านนายคะนอง ดีใจ สักครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายเหมือนคนทะเลาะกัน จึงหันไปดูเห็นชาย 2 คน กำลังชกต่อยชุลมุนกันและเนื่องจากสายตาพยานไม่ค่อยดี เวลากลางคืนจะมองไม่ค่อยเห็นอะไรชัดเจน จึงได้ตะโกนด่าไปว่า "สูจะเอากันตายหรือ" แล้วพยานเดินเข้าบ้านไป รุ่งขึ้นได้ทราบจากชาวบ้านว่ามีการแทงกันตาย โดยจำเลยเป็นคนใช้มีดแทงผู้ตายและไปถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาล และนายทองพยานได้ให้การต่อไปว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้านีออนขนาด 40 แรงเทียน ซึ่งติดอยู่ที่เสาไฟฟ้าภายในหมู่บ้านส่องสว่างสามารถมองเห็นได้ชัดเจนพอสมควร (ถ้าเป็นคนมีสายตาปกติ) ตามบันทึกคำให้การของนายทองพยานเอกสารหมาย จ.3เห็นว่าตามคำเบิกความในชั้นพิจารณาและคำให้การในชั้นสอบสวนของนายแสงที่อ้างว่าบริเวณสี่แยกบ้านกว๊านที่เห็นจำเลยวิ่งไล่ตามผู้ตายมีแสงสว่างจากไฟฟ้าข้างถนนก็ดีและตามคำเบิกความในชั้นพิจารณาและคำให้การในชั้นสอบสวนของนายทองที่อ้างว่าบริเวณหน้าบ้านนายคะนองที่เห็นจำเลยกับผู้ตายทะเลาะชกต่อยกันมีแสงสว่างหลอดไฟฟ้านีออนขนาด 40 แรงเทียน ก็ดี นั้น แต่ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.2 ไม่ปรากฏว่าบริเวณทั้งสองแห่งดังกล่าวมีเสาไฟฟ้าหรือหลอดไฟฟ้าติดที่เสาไฟฟ้าข้างถนนแต่อย่างใดทั้งตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาเอกสารหมาย จ.4ในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพทั่วไปของสถานที่เกิดเหตุก็ได้มีการบันทึกไว้ความว่าเป็นบริเวณในหมู่บ้านสันป่าถ่อน มีบ้านเรือนของประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่นพอสมควร ขณะเกิดเหตุชาวบ้านส่วนใหญ่เข้านอนหมดแล้ว โดยไม่มีการบันทึกเรื่องหลอดไฟฟ้าว่ามีอยู่ในบริเวณทั้งสองแห่งดังที่นายแสงและนายทองเบิกความและให้การ ส่วนที่พันตำรวจโททิวาสกุลวัฒนะ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จากการสืบสวนปรากฏว่าเหตุที่เกิดที่หน้าตลาดสดสันป่าถ่อน ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีไฟฟ้าประจำหมู่บ้าน แต่ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.2 ไม่ปรากฏว่ามีหลอดไฟฟ้าบริเวณดังกล่าวดังที่พันตำรวจโททิวาเบิกความ เมื่อคำนึงถึงว่าเหตุคดีนี้เกิดในเวลากลางคืนเรื่องแสงสว่างที่ทำให้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับว่าเป็นเรื่องสำคัญ หากบริเวณสี่แยกบ้านกว๊านที่นายแสงอ้างว่ามีแสงสว่างจากไฟฟ้าข้างถนนก็ดีและบริเวณหน้าบ้านนายคะนองที่นายทองอ้างว่ามีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้านีออนก็ดี พันตำรวจโททิวาก็ไม่น่าละเลยที่จะไม่แสดงให้ปรากฏในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.2 ตลอดจนในคำอธิบายแผนที่ เมื่อตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.2ดังกล่าว ตลอดจนคำอธิบายแผนที่ไม่ได้แสดงให้ปรากฏว่าบริเวณทั้งสองแห่งตามที่นายแสงกับนายทองกล่าวอ้างมีหลอดไฟฟ้าทำให้มีแสงสว่างกรณีจึงมีเหตุชวนให้น่าสงสัยว่าบริเวณทั้งสองแห่งดังกล่าวมีแสงสว่างที่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจนหรือไม่ เมื่อตามคำเบิกความในชั้นพิจารณาและคำให้การในชั้นสอบสวนของนายแสงไม่ปรากฏว่าที่จำเลยวิ่งไล่ตามผู้ตายไปนั้น อยู่ห่างจากนายแสงมากน้อยเพียงใด จึงไม่สนิทใจที่จะเชื่อว่านายแสงได้เห็นมีดที่ผู้ตายเหน็บอยู่ข้างหลังดังที่เบิกความในชั้นพิจารณา หรือเห็นมีดอยู่ในมือจำเลยดังที่ให้การในชั้นสอบสวน ตามคำเบิกความในชั้นพิจารณาและคำให้การในชั้นสอบสวนของนายแสงดังกล่าวมาข้างต้น หากจะฟังก็คงฟังได้เพียงว่าจำเลยวิ่งไล่ตามผู้ตายไปเท่านั้น ส่วนเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุที่มีการแทงกันจะเกิดขึ้นอย่างไร นายแสงไม่ได้รู้เห็น ส่วนนายทองนั้นได้ให้การในชั้นสอบสวนว่าสายตาไม่ค่อยดี เวลากลางคืนจะมองไม่ค่อยเห็นอะไรชัดเจน ฉะนั้นที่นายทองเบิกความดังกล่าวมาข้างต้นว่าได้เห็นผู้ตายเข้าชกต่อยจำเลยก่อน เมื่อจำเลยล้มแล้วผู้ตายขึ้นคร่อมจำเลยและชักของข้างหลังออกมาไม่ทราบว่าเป็นอะไร แล้วผู้ตายกับจำเลยแย่งของดังกล่าวกัน อันเป็นทำนองว่าได้เห็นเหตุการณ์โดยชัดเจนนั้นจึงไม่น่าเชื่อส่วนหากจะฟังตามคำให้การชั้นสอบสวนของนายทองดังกล่าวมาข้างต้นก็คงฟังได้เพียงว่าผู้ตายกับจำเลยชกต่อยกันเท่านั้น ส่วนเหตุการณ์ขณะที่แทงกันนายทองไม่เห็นดังที่นายทองเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าไม่เห็นว่าใครแทงใคร เมื่อเป็นเช่นนี้ข้อเท็จจริงในขณะเกิดเหตุที่แทงกันจะเป็นอย่างไรนั้น จำเลยได้นำสืบว่าก่อนเกิดเหตุขณะอยู่ในงานเลี้ยงที่บ้านนายประญัติ เครือปลูก ผู้ตายกับจำเลยมีเหตุทะเลาะจะทำร้ายกันเรื่องเล่นการพนันไฮโลว์ แต่มีคนห้ามไว้และให้จำเลยกลับบ้านจำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านนายประญัติเพื่อกลับบ้าน ซึ่งในเหตุการณ์ส่วนนี้พยานโจทก์หลายปาก เช่น นายสัมฤทธิ์ ไชยศรี นายคะนอง ดีใจ และนายวิวัฒน์ ยะนา ที่อยู่ในงานเลี้ยงที่บ้านนายประญัติต่างเบิกความได้ความทำนองเดียวกันว่า ขณะอยู่ในงานเลี้ยงผู้ตายกับจำเลยทะเลาะกันเรื่องเล่นการพนันไฮโลว์ถึงขั้นจะชกต่อยทำร้ายกันแต่ได้ห้ามไว้จึงเลิกรากันและบอกให้จำเลยกลับบ้าน จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน หลังจากนั้นไม่นานผู้ตายได้ออกไปอ้างว่าจะไปปัสสาวะแล้วไม่กลับมาอีกเหตุการณ์ต่อจากนั้นได้ความจากการนำสืบของจำเลยว่า เมื่อจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปถึงบริเวณทางเลี้ยวเข้าบ้านภริยาจำเลย เครื่องยนต์เกิดขัดข้อง ขณะจำเลยกำลังซ่อมรถโดยถอดหัวเทียนออกมาตรวจดูอยู่นั้นผู้ตายวิ่งมาพร้อมกับพูดว่ามีเรื่องกันไม่จี่ก็เผา หมายความว่าตายไปข้างหนึ่ง แล้วผู้ตายเข้าชกต่อยจำเลยล้มลง จำเลยจะลุกขึ้นแต่เนื่องจากขาข้างซ้ายของจำเลยพิการใส่ขาเทียมไม่สามารถยืนได้ทันที ผู้ตายได้ชักมีดปลายแหลมออกมาจากข้างหลังจะแทงจำเลย จำเลยแย่งมีดจากมือผู้ตายแล้วเหวี่ยงไปมา 3 ถึง 4 ครั้ง ซึ่งในขณะนั้นจำเลยนั่งอยู่โดยผู้ตายยืนคร่อมจำเลย ผู้ตายร้องว่าถูกมีดแล้วมีดหล่นลงพื้น จากนั้นผู้ตายวิ่งออกไป จำเลยหยิบมีดแล้วไปบ้านญาติโดยได้ทิ้งมีดดังกล่าวห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร ในชั้นสอบสวนจำเลยก็ได้ให้การมีใจความว่า เมื่อจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาถึงบริเวณหน้าตลาดกำลังจะเลี้ยวรถเข้าบ้านภริยาจำเลยเครื่องยนต์เกิดขัดข้อง ขณะจำเลยทดลองติดเครื่องรถอยู่นั้น ผู้ตายวิ่งมาหาจำเลยแล้วชกบริเวณหน้าจำเลย จำเลยเอี้ยวหลบจึงถูกบริเวณหลังศีรษะ จากนั้นผู้ตายชักมีดที่ผู้ตายเหน็บอยู่ข้างหลังออกมาพร้อมกับพูดว่า "มึงจะทิ่มกับกูเหรอ"ซึ่งหมายถึงจะแทงกันเหรอ จำเลยเห็นดังนั้นจึงใช้มือทั้งสองข้างจับที่ข้อมือผู้ตายไว้และแย่งมีดจากมือผู้ตายได้แล้วหลับหูหลับตาแทงไป1 ครั้ง ไม่ทราบว่าถูกที่ใด ได้ยินผู้ตายร้องว่า "โอ๊ย" จำเลยจึงใช้มือโบกไล่ผู้ตายให้ออกไป เห็นผู้ตายวิ่งไปทางด้านหน้าวัดสันป่าถ่อน จำเลยเดินตามไปแล้วเดินเลี้ยวไปทางข้างวัด และได้อาศัยรถยนต์กระบะที่ขับผ่านมาหลบหนีไปและได้โยนมีดทิ้งข้างถนน กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยมีใจความสำคัญสอดคล้องกับที่จำเลยนำสืบเมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านนายประญัติไปแล้ว ต่อมาผู้ตายได้ออกตามไปซึ่งแสดงว่าผู้ตายตามไป หาเรื่องจำเลยจนเกิดเหตุเป็นคดีนี้ขึ้น รูปคดีจึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อตามที่จำเลยนำสืบ การที่ผู้ตายตามไปทันจำเลยระหว่างทางพร้อมกับพูดทำนองว่าตายไปข้างหนึ่งและเข้าไปชกต่อยแล้วชักมีดออกมาจากข้างหลังจะแทงทำร้ายจำเลยก่อนเช่นนี้ จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะป้องกันตนเองได้ ถึงแม้จำเลยจะแย่งมีดจากมือผู้ตายได้แล้วก็มิใช่ว่าภยันตรายที่จะเกิดแก่จำเลยจากผู้ตายได้ผ่านพ้นหรือสิ้นสุดไปแล้วดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย เพราะได้ความจากการนำสืบของโจทก์ว่า ผู้ตายมีรูปร่างสูงใหญ่และกำยำกว่าจำเลยซึ่งขาข้างซ้ายพิการใส่ขาเทียม โอกาสที่ผู้ตายจะแย่งมีดคืนจากจำเลยก็ยังมีอยู่ ซึ่งหากผู้ตายแย่งมีดคืนจากจำเลยมาได้ก็น่าเชื่อได้ว่าผู้ตายจะต้องแทงทำร้ายจำเลยได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ มิฉะนั้นผู้ตายคงไม่ตามไปหาเรื่องจำเลยอีก ส่วนเหตุการณ์ในขณะที่แทงนั้นไม่ว่าจะฟังตามที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยได้เหวี่ยงมีดไปมา 3 ถึง 4 ครั้ง ในขณะที่ผู้ตายยืนคร่อมจำเลยซึ่งนั่งอยู่หรือจะฟังตามที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยหลับหูหลับตาแทงไป 1 ครั้งไม่ทราบว่าถูกที่ใดก็เป็นการแทงในขณะที่มีการต่อสู้กันอยู่ ซึ่งนับได้ว่าเป็นช่วงฉุกละหุก ประกอบกับขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน ซึ่งมีเหตุน่าสงสัยในเรื่องแสงสว่างดังวินิจฉัยมาข้างต้น จำเลยไม่น่าจะมีโอกาสเลือกแทงผู้ตายตรงบริเวณอวัยวะที่สำคัญได้ถนัดชัดเจน ดังนี้แม้จำเลยจะแทงผู้ตายถูกที่บริเวณราวนมด้านซ้ายทะลุถึงหัวใจอันเป็นอวัยวะที่สำคัญ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา ก็เป็นพฤติการณ์ที่ฟังได้ว่าเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุที่จำต้องกระทำเพื่อป้องกันในสถานการณ์เช่นนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 จำเลยไม่มีความผิดฐานฆ่าผู้ตายตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการอื่นอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่าจำเลยมีความผิดฐานนี้และลงโทษมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
จำเลย — นาย ทอน ทำดี
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8344/2544
#43401
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะโทรมหญิงและลงโทษประหารชีวิตฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้โดยลดโทษให้หนึ่งในสามลงโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน และจำคุกตลอดชีวิตตามลำดับ จึงเป็นการแก้เฉพาะโทษ กรณีเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเกินห้าปี ดังนี้ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตายตกไปตามกันอันหมายถึงให้ลงโทษประหารชีวิตซึ่งเป็นฎีกาดุลพินิจในการลงโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ซึ่งหมายความถึงโจทก์ร่วมด้วยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคสอง

ส่วนความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิต ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานเวลากลางคืนลดโทษให้คนละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 4 ปี เป็นการแก้ทั้งบทและโทษกรณีเป็นการแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2540 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาวเกษราหรือเกศรา เรื่อศรีจันทร์ผู้ตาย ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยใช้กำลังประทุษร้ายช่วยกันจับ ปลุกปล้ำใช้ขวดน้ำอัดลมตีผู้ตายที่ศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้ตายล้มลงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยทั้งสองผลัดเปลี่ยนกระทำชำเราผู้ตายจนสำเร็จความใคร่ อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง และจำเลยทั้งสองร่วมกันลักสร้อยคอทองคำ 1 เส้น ราคา 2,500 บาท และเงินสด 5,000บาท ของผู้ตายโดยจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการใช้ขวดน้ำอัดลมตีผู้ตายที่ศีรษะเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์การพาทรัพย์ไป ยึดถือเอาทรัพย์ไว้ และปกปิดการกระทำความผิดกับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ขวดน้ำอัดลมตีผู้ตายที่ศีรษะ และใช้สายไฟเตารีดไฟฟ้ารัดผู้ตายที่คอโดยเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยทั้งสอง ทั้งนี้เพื่อปกปิดความผิดและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่จำเลยทั้งสองได้กระทำไว้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 289, 339 คืนของกลางแก่เจ้าของ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหายและนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5110/2540 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณานายวันนา เรื่อศรีจันทร์ บิดาของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 289(7), 339 วรรคท้ายประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่น ลงโทษประหารชีวิต ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ลงโทษประหารชีวิต รวมทุกกระทงความผิดแล้ว คงลงโทษประหารชีวิตสถานเดียว และเมื่อศาลลงโทษประหารชีวิตแล้ว กรณีไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5110/2540 ของศาลชั้นต้นได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 คืนของกลางแก่เจ้าของ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 สำหรับความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง คำนวณลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือนส่วนฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นคำนวณลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52(1) คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานเวลากลางคืน จำคุกคนละ 4 ปีเมื่อลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นแล้ว ก็ไม่อาจนำโทษจำคุกฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง และฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนมารวมอีกได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(3) รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาวเกษราหรือเกศรา เรื่อศรีจันทร์ ผู้ตาย อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและฆ่าผู้ตายเพื่อปกปิดความผิดแล้วลักเอาสร้อยคอทองคำ1 เส้น ราคา 2,500 บาท ของผู้ตายและเงินสดจำนวน 5,000 บาท ของโจทก์ร่วมไป คดีสำหรับข้อหาความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง และฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตและประหารชีวิตตามลำดับ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้คนละหนึ่งในสามแล้ว ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเป็นการแก้เฉพาะโทษกรณีเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเกินห้าปี จึงห้ามมิให้โจทก์ซึ่งหมายความถึงโจทก์ร่วมด้วย ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตายตกไปตามกันอันหมายถึงให้ลงโทษประหารชีวิตนั้นเป็นฎีกาดุลพินิจในการลงโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกาในความผิดทั้งสองฐานตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิต ศาลอุทธรณ์ภาค 6พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานเวลากลางคืนลดโทษให้คนละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 4 ปี เป็นการแก้ทั้งบทและโทษกรณีเป็นการแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่... เมื่อจำเลยทั้งสองเข้าไปบ้านที่เกิดเหตุก็ทำร้ายผู้ตายและร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายทันทีโดยไม่ปรากฏว่าได้หยิบฉวยทรัพย์สินไปก่อนแต่อย่างใด อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีความประสงค์จะข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายเท่านั้น หาได้ประสงค์ต่อทรัพย์ไม่ ทั้งก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองได้ดื่มสุราจนเมาซึ่งมิใช่วิสัยของคนร้ายที่จะเตรียมการไปชิงทรัพย์ การที่จำเลยทั้งสองฆ่าผู้ตายก็เพื่อปกปิดความผิดของตนที่ได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ปลดเอาสร้อยคอทองคำของผู้ตายและจำเลยที่ 1เอาเงินของโจทก์ร่วมไปหลังจากกระทำความผิดดังกล่าว จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานและกลางคืนเท่านั้น ที่โจทก์ร่วมฎีกาทำนองว่าจำเลยทั้งสองวางแผนกันมาชิงทรัพย์นั้นยังไม่มีน้ำหนักพอฟังลงโทษจำเลยได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย วันนา เรื่อศรีจันทร์
จำเลย — นาย ล้วน พุ่มเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8340 -ที่ 8341/2544
#44020
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยต้องปรับปรุงสัญญาขุดขนดินและถ่านลิกไนต์ในประเด็นราคาค่าจ้าง เพราะมีการยกเลิกระบบภาษีการค้ามาเป็นระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงจำเป็นต้องหักภาษีการค้าซึ่งเดิมรวมอยู่ในราคาค่าจ้างออกจากราคาค่าจ้างเดิม เพื่อให้เหลือราคาค่าจ้างที่แท้จริง การที่โจทก์และจำเลยไม่ได้แก้ไขสัญญาในเรื่องการจ่ายกระแสไฟฟ้าเหมือนดังที่แก้ไขราคาค่าจ้างเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยยังคงยึดถือข้อตกลงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้กับโจทก์ คือมีหน้าที่ชำระค่ากระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์ในอัตรากิโลวัตต์- ชั่วโมงละ 1.20 บาท การที่โจทก์แยกคิดกระแสไฟฟ้าจากจำเลยโดยแยกเป็นค่ากระแสไฟฟ้ากิโลวัตต์ - ชั่วโมงละ 1.121495 บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 0.078505 บาทนั้น ทำให้โจทก์ได้รับเงินค่ากระแสไฟฟ้าไม่ครบ โดยขาดหายไปเท่ากับจำนวนค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยจึงต้องชำระเงินจำนวนนี้แก่โจทก์

โจทก์ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่บุคคลทั่วไป ดังเช่นการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคการที่โจทก์จ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยโดยคิดค่ากระแสไฟฟ้าในราคาที่ต่ำมาก แสดงว่าโจทก์ไม่ได้จ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยในเชิงการค้าหากแต่เป็นการจ่ายกระแสไฟฟ้าตามเงื่อนไขของสัญญาจ้างเหมาขุดขนดินและถ่านลิกไนต์ระหว่างโจทก์และจำเลย ซึ่งนอกจากโจทก์จะต้องจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังต้องจัดหาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วส่งถึงบริเวณถังน้ำมันของเหมืองแม่เมาะให้แก่จำเลยตามสัญญาด้วยข้อตกลงเรื่องกระแสไฟฟ้าระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเงื่อนไขของสัญญาจึงเป็นเรื่องเฉพาะกิจ ไม่ได้ทำเป็นปกติธุระเช่นจำหน่ายให้แก่บุคคลทั่วไปถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) ประกอบกับหนี้คดีนี้เกิดจากโจทก์สำคัญผิดว่าโจทก์ต้องเป็นผู้รับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มแทนจำเลย จึงคิดค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยขาดตกบกพร่องเท่ากับจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อหนี้ส่วนนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30

ตามสัญญาจ้างเหมาขุดขนดินและถ่านลิกไนต์ โจทก์เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยเป็นงวด ตามงวดของการทำงานที่จำเลยส่งมอบให้แก่โจทก์ และจำเลยจะต้องชำระค่ากระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์หลังจากได้รับแจ้งจากโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 30 วัน ถ้าผิดนัดจำเลยจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เสียให้แก่ธนาคาร แต่หนี้ในคดีนี้ไม่ใช่ค่ากระแสไฟฟ้าที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยตามงวดของการทำงานดังที่ระบุไว้ในสัญญา หากแต่เป็นหนี้ที่เกิดจากโจทก์สำคัญผิดว่าโจทก์ต้องเป็นผู้รับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มแทนจำเลย ทำให้คิดค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยขาดจำนวนไป จำเลยจึงไม่ต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามอัตราที่โจทก์เสียให้แก่ธนาคารตามสัญญา แต่เมื่อเป็นหนี้เงินจำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์ว่าจ้างจำเลยขุดขนดินและถ่านลิกไนต์ที่บริเวณเหมืองแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ในราคาประมาณ7,501,130,000 บาท โดยโจทก์จะจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยเพื่อใช้ในการดำเนินงานตามสัญญาในระบบ 22 เควี ราคากิโลวัตต์ -ชั่วโมงละ 1.20 บาท คำนวณตามจำนวนที่โจทก์และจำเลยร่วมกันอ่านได้จากมาตรวัดไฟฟ้าที่ติดตั้งเพื่อรับกระแสไฟฟ้ามาใช้งานที่จ้างคูณอัตราค่ากระแสไฟฟ้าที่กำหนดไว้ และหักออกจากค่าจ้างที่จำเลยมีสิทธิได้รับในงวดนั้น ๆ หากไม่มีค่าจ้างให้หักจำเลยจะต้องชำระค่ากระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับจากได้รับแจ้งจากโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษร หากผิดนัดจำเลยยอมให้คิดดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารที่โจทก์ใช้บริการอยู่ในวันที่ถึงกำหนดชำระ ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงเปลี่ยนแปลงแบบที่ทิ้งดินและเพิ่มงานขุดขนดินทำให้ราคาค่าจ้างตามสัญญาเพิ่มขึ้นอีกจำนวน2,364,084,000 บาท โจทก์และจำเลยตกลงหักลดภาษีการค้าออกจากราคาค่าจ้าง เนื่องจากการเปลี่ยนระบบภาษีการค้ามาเป็นระบบภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 325,315,000 บาท คงเป็นราคาค่าจ้างที่ตกลงกันรวมทั้งสิ้นประมาณ9,539,899,000 บาท นับจากวันเริ่มต้นทำงานตามสัญญาจนถึงเดือนธันวาคม 2534 จำเลยทำงานตามที่ว่าจ้างและชำระ ค่ากระแสไฟฟ้าให้โจทก์ในราคาตามที่ได้สัญญาคือกิโลวัตต์ - ชั่วโมงละ 1.20 บาทโดยให้โจทก์หักจากราคาค่าจ้างแต่ละงวดมาโดยตลอด ต่อมาวันที่1 มกราคม 2535 มีการเปลี่ยนแปลงระบบการเก็บภาษีการค้ามาเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มแทน นับตั้งแต่งวดงานเดือนมกราคม 2535 โจทก์เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (อัตราร้อยละ7) กิโลวัตต์ - ชั่วโมงละ 1.20 บาท โดยแยกเป็นค่ากระแสไฟฟ้ากิโลวัตต์- ชั่วโมงละ 1.121495 บาท และเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์เพื่อนำส่งกรมสรรพากรกิโลวัตต์ - ชั่วโมงละ 0.078505บาท โดยโจทก์ออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มให้จำเลยตามจำนวนภาษีที่เรียกเก็บ การที่โจทก์เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าในราคาดังกล่าวมาตั้งแต่มีการเปลี่ยนระบบภาษี เนื่องจากโจทก์สำคัญผิดในวิธีการทางภาษีของระบบภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกต้องแล้วแม้จะเปลี่ยนมาใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยคงมีหน้าที่ต้องชำระกระแสไฟฟ้าให้โจทก์ในอัตรากิโลวัตต์ - ชั่วโมงละ 1.20บาทตามสัญญา และจำเลยมีภาระต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มให้โจทก์อีกร้อยละ 7 ของ 1.20 บาท เพื่อให้โจทก์นำส่งกรมสรรพากร และจำเลยจะได้รับเครดิตภาษีตามจำนวนที่จ่ายภาษีซื้อ โดยนำใบกำกับภาษีไปขอคืนภาษีจากกรมสรรพากรได้ การสำคัญผิดดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับชำระค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยเพียงกิโลวัตต์ - ชั่วโมงละ 1.121495 บาทซึ่งต่ำกว่าที่ตกลงให้ตามสัญญาจ้างเป็นเงินกิโลวัตต์ - ชั่วโมงละ 0.078505บาท ดังนั้น จึงยังมีค่ากระแสไฟฟ้าส่วนที่โจทก์เรียกเก็บขาดไปในสำนวนแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2535 จนถึงเดือนมกราคม 2539 จำนวน54,069,094.58 บาท และในสำนวนหลังนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2539จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2539 จำนวน 11,860,345.98 บาท โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดไปดังกล่าว แต่จำเลยไม่ชำระ จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารที่ใช้บริการอยู่ในวันถึงกำหนดชำระค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดไปในสำนวนแรกอัตราร้อยละ9.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2539 และในสำนวนหลังอัตราร้อยละ12.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2540 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,389,553.60บาท และ 152,372.67 บาท ตามลำดับ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินในสำนวนแรก 56,458,648.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9.25 ต่อปีของต้นเงิน 54,069,094.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและในสำนวนหลัง 12,012,718.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ12.50 ต่อปี ของต้นเงิน 11,860,345.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยขุดขนดินและถ่านลิกไนต์ที่บริเวณเหมืองแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง โดยโจทก์จะจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยเพื่อใช้ในการดำเนินงานตามสัญญาในระบบ 22 เควี ราคากิโลวัตต์ - ชั่วโมงละ 1.20 บาทคำนวณตามจำนวนที่โจทก์และจำเลยร่วมกันอ่านได้จากมาตรวัดไฟฟ้าที่ติดตั้งเพื่อรับกระแสไฟฟ้ามาใช้ในงานที่จ้าง คูณอัตราค่ากระแสไฟฟ้าที่กำหนดไว้ และหักออกจากค่าจ้างที่จำเลยมีสิทธิได้รับในงวดนั้น ๆ หากไม่มีค่าจ้างให้หัก จำเลยจะต้องชำระค่ากระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์ภายใน30 วัน นับจากได้รับแจ้งจากโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษร หากผิดนัดจำเลยยอมให้คิดดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารที่โจทก์ใช้บริการอยู่ในวันที่ถึงกำหนดชำระ ต่อมาวันที่ 22 มกราคม2535 โจทก์และจำเลยตกลงเปลี่ยนแปลงแบบที่ทิ้งดินและเพิ่มงานขนดินทำให้ราคาค่าจ้างเพิ่มขึ้น วันที่ 8 กันยายน 2535 โจทก์และจำเลยตกลงหักลดภาษีการค้าออกจากราคาค่าจ้าง แม้ว่าวันที่ 1 มกราคม 2535 จะมีการใช้บังคับบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยภาษีมูลค่าเพิ่มแทนภาษีการค้าแต่คณะรัฐมนตรีมีมติให้รัฐวิสาหกิจที่ประกอบการสาธารณูปโภคและสาธารณูปการซึ่งรวมทั้งโจทก์ด้วย ระงับการปรับเพิ่มอัตราค่าบริการให้สูงกว่าอัตราที่เก็บอยู่ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2534 โดยให้รัฐวิสาหกิจดังกล่าวเป็นผู้รับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงต้องจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยเพื่อใช้ในการดำเนินงานในราคากิโลวัตต์ - ชั่วโมงละ 1.20 บาทตามสัญญา ซึ่งเป็นราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ตามมติคณะรัฐมนตรี คำนวณเป็นค่ากระแสไฟฟ้ากิโลวัตต์ - ชั่วโมงละ1.121495 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 0.078505 บาท โจทก์มิได้สำคัญผิดในวิธีการทางภาษีของระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด จำเลยไม่จำต้องชำระค่ากระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2539 ในสำนวนแรกและอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2540 ในสำนวนหลัง โจทก์ฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าที่ค้างตั้งแต่เดือนมกราคม 2535ถึงเดือนมกราคม 2539 ในสำนวนแรกเกินกว่าสองปีนับแต่วันที่จำเลยต้องชำระค่ากระแสไฟฟ้าในแต่ละเดือน สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2538 ย้อนหลังขึ้นไปจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 65,925,440.56 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9.25 ต่อปี ของต้นเงิน 54,069,094.58บาท นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2539 จำนวนหนึ่งและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ12.50 ต่อปี ของต้นเงิน 11,860,345.98 บาท นับแต่วันที่ 5 กันยายน2540 อีกจำนวนหนึ่งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การจำเลยว่า เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2532 โจทก์ตกลงว่าจ้างจำเลยขุดขนดินและถ่านลิกไนต์บริเวณเหมืองแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะจังหวัดลำปาง โดยโจทก์จะจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยเพื่อใช้ดำเนินการตามสัญญาขุดขนดินและถ่านลิกไนต์ในราคากิโลวัตต์ - ชั่วโมงละ1.20 บาท ตลอดอายุสัญญาโดยไม่เปลี่ยนแปลง ต่อมาโจทก์และจำเลยได้เพิ่มเติมงานขุดขนดินและถ่านลิกไนต์ ทำให้ราคาค่าจ้างเพิ่มขึ้นและเนื่องจากมีการเปลี่ยนระบบภาษีการค้ามาเป็นระบบภาษีมูลค่าเพิ่มทำให้จำเลยไม่ต้องเสียภาษีการค้าอีกต่อไป โจทก์และจำเลยจึงตกลงหักภาษีการค้าจำนวน 325,315,000 บาท ออกจากราคาค่าจ้างโดยโจทก์คิดค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยในอัตรากิโลวัตต์ - ชั่วโมงละ 1.20 บาทตั้งแต่เริ่มสัญญาเรื่อยมา ครั้นวันที่ 1 มกราคม 2535 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศใช้บังคับภาษีมูลค่าเพิ่มจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2539 โจทก์คิดค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลย โดยแยกเป็นค่ากระแสไฟฟ้ากิโลวัตต์ - ชั่วโมงละ1.121495 บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 0.078505 บาท ทำให้โจทก์ได้รับเงินค่ากระแสไฟฟ้าไม่ครบ ขาดหายไปเท่ากับจำนวนค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคิดเป็นเงิน 65,929,440.56 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าจำเลยต้องชำระเงินจำนวน 65,929,440.56บาทให้แก่โจทก์หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงสัญญาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2535 จำนวน 325,315,000 บาทและหลังจากประกาศใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โจทก์ได้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีโดยโจทก์เป็นผู้รับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าการปรับปรุงสัญญาดังกล่าวเป็นการปรับปรุงราคาค่าจ้างที่โจทก์ว่าจ้างจำเลยขุดขนดินและถ่านลิกไนต์ ไม่เกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยและเหตุที่ต้องมีการปรับปรุงสัญญาก็เพราะมีการยกเลิกระบบภาษีการค้ามาเป็นระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงจำเป็นต้องหักภาษีการค้าซึ่งเดิมรวมอยู่ในราคาค่าจ้างออกจากราคาค่าจ้างเดิม เพื่อให้เหลือราคาค่าจ้างที่แท้จริง ในคำฟ้องฎีกาแผ่นที่ 9 ด้านหลัง จำเลยยอมรับว่าเหตุที่ต้องมีการปรับปรุงสัญญาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2535 เนื่องมาจากมีการเปลี่ยนระบบภาษีการค้า ไม่ใช่กรณีที่จำเลยยอมลดราคาค่าจ้างให้แก่โจทก์เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่โจทก์ยอมเป็นผู้รับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มในการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลย การที่โจทก์และจำเลยไม่ได้แก้ไขสัญญาในเรื่องการจ่ายกระแสไฟฟ้าเหมือนดังที่แก้ไขราคาค่าจ้างเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยยังคงยึดถือข้อตกลงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนมติคณะรัฐมนตรีที่จำเลยอ้างถึงนั้น มติข้อ 1 ให้รัฐวิสาหกิจที่ประกอบการสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ระงับการปรับเพิ่มอัตราค่าบริการให้สูงกว่าอัตราที่เก็บอยู่ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2534 ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ ปรับอัตราค่ากระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ทั้งข้อ 3 ให้รัฐวิสาหกิจเป็นผู้รับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีผู้ใช้บริการประเภทครัวเรือน แต่จำเลยซึ่งเป็นผู้ใช้บริการไม่ได้อยู่ในประเภทครัวเรือน กรณีนี้ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามข้อ 3 จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาที่ทำไว้กับโจทก์ คือมีหน้าที่ชำระค่ากระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์ในอัตรากิโลวัตต์ - ชั่วโมงละ 1.20 บาท เมื่อจำเลยชำระค่ากระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์ขาดไป 65,929,440.56 บาทจำเลยก็ต้องชำระเงินจำนวนนี้แก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมโดยเป็นผู้ขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจและมีหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอายุความฟ้องร้องคดีนี้จึงมีเพียง 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(1) นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 6 บัญญัติว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (1) ผลิต จัดให้ได้มา จัดส่งหรือจำหน่ายซึ่งพลังงานไฟฟ้าให้แก่ (ก)การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือการไฟฟ้าอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น (ข) ผู้ใช้พลังงานไฟฟ้าตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา(ค) ประเทศใกล้เคียง ส่วนมาตรา 6(2) ทวิ ที่บัญญัติว่า ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับกิจการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยนั้น เป็นบทบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2535หลังจากทำสัญญาจ้างเหมาระหว่างโจทก์และจำเลย จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่บุคคลเฉพาะที่ระบุไว้ตามกฎหมายโจทก์ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่บุคคลทั่วไปดังเช่นการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคการที่โจทก์จ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยในระบบ 22 เควี โดยคิดค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยกิโลวัตต์ - ชั่วโมงละ 1.20 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำมากแสดงว่าโจทก์ไม่ได้จ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยในเชิงการค้า หากแต่เป็นการจ่ายกระแสไฟฟ้าตามเงื่อนไขของสัญญาจ้างเหมาขุดขนดินและถ่านลิกไนต์ระหว่างโจทก์และจำเลย ซึ่งนอกจากโจทก์จะต้องจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยดังกล่าวตามสัญญา 3.2 แล้ว โจทก์ยังต้องจัดหาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วส่งถึงบริเวณถังน้ำมันของเหมืองแม่เมาะให้แก่จำเลยตามสัญญาข้อ 3.1 ด้วย ข้อตกลงเรื่องกระแสไฟฟ้าระหว่างโจทก์และจำเลยตามเงื่อนไขของสัญญาข้อ 3 จึงเป็นเรื่องเฉพาะกิจไม่ได้ทำเป็นปกติธุระ เช่นจำหน่ายให้แก่บุคคลทั่วไป ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา193/34(1) ประกอบกับหนี้คดีนี้เกิดจากโจทก์สำคัญผิดว่าโจทก์ต้องเป็นผู้รับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มแทนจำเลย จึงคิดค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยขาดตกบกพร่องเท่ากับจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อหนี้ส่วนนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีนี้ไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่าจำเลยต้องเสียดอกเบี้ยหรือไม่เพียงใด ตามสัญญาจ้างเหมาขุดขนดินและถ่านลิกไนต์ ข้อ 2. มีใจความโดยสรุปว่าในระหว่างการดำเนินการตามสัญญา โจทก์จะเรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยเป็นงวด ตามงวดของการทำงานที่ส่งมอบ โดยโจทก์และจำเลยจะร่วมกันอ่านมาตรวัดไฟฟ้าและจำเลยจะต้องชำระค่ากระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์ภายใน 30 วันหลังจากได้รับแจ้งจากโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าผิดนัดไม่ชำระภายในเวลาที่กำหนด จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารที่โจทก์ใช้บริการอยู่ในวันที่ถึงกำหนดชำระ จากข้อสัญญาดังกล่าวแสดงว่าโจทก์เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยเป็นงวด ตามงวดของการทำงานที่จำเลยส่งมอบให้แก่โจทก์ และจำเลยจะต้องชำระค่ากระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์หลังจากได้รับแจ้งจากโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 30 วันถ้าผิดนัดจำเลยจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เสียให้แก่ธนาคาร แต่หนี้ในคดีนี้ไม่ใช่หนี้ค่ากระแสไฟฟ้าที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยตามงวดของการทำงาน ดังที่ระบุไว้ในสัญญา หากแต่เป็นหนี้ที่เกิดจากโจทก์สำคัญผิดว่าโจทก์ต้องเป็นผู้รับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มแทนจำเลยทำให้คิดค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยขาดจำนวนไปจำเลยจึงไม่ต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามอัตราที่โจทก์เสียให้แก่ธนาคารตามสัญญา แต่อย่างไรก็ตามเมื่อหนี้คดีนี้เป็นหนี้เงิน จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยตามสัญญา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีทั้งสองสำนวน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท สหกลเอนยิเนียร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8340 -ที่ 8341/2544
#67102
เปิดฉบับเต็ม

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตโจทก์ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่บุคคลทั่วไปดังเช่นการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ไม่ได้จ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยในเชิงการค้า หากแต่เป็นการจ่ายกระแสไฟฟ้าตามเงื่อนไขของสัญญาจ้างเหมาขุดดินและถ่านลิกไนต์ระหว่างโจทก์และจำเลย ซึ่งนอกจากโจทก์จะต้องจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยดังกล่าวตามสัญญาแล้ว โจทก์ยังต้องจัดหาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วส่งถึงบริเวณถังน้ำมันของเหมืองแม่เมาะให้แก่จำเลยด้วย ข้อตกลงเรื่องกระแสไฟฟ้าระหว่างโจทก์และจำเลยตามเงื่อนไขของสัญญา จึงเป็นเรื่องเฉพาะกิจ ไม่ได้ทำเป็นปกติธุระ เช่นจำหน่ายให้แก่บุคคลทั่วไป ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ประกอบกับหนี้คดีนี้เกิดจากโจทก์สำคัญผิดว่าโจทก์ต้องเป็นผู้รับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มแทนจำเลย จึงคิดค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยขาดตกบกพร่องเท่ากับจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อหนี้ส่วนนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่ากระแสไฟฟ้าที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน? แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองสำนวน กำหนดค่าทนายความสำนวนละ ๒๐,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์สำนวนละ ๑๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมโดยเป็นผู้ขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจและมีหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี อายุความฟ้องร้องคดีนี้จึงมีเพียง ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๑) นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๖ บัญญัติว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (๑) ผลิต จัดให้ได้มา จัดส่งหรือจำหน่ายชั่งพลังงานไฟฟ้าให้แก่ (ก) การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือการไฟฟ้าอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น (ข) ผู้ใช้พลังงานไฟฟ้าตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา (ค) ประเทศใกล้เคียง ส่วนมาตรา ๖ (๒ ทวิ) ที่บัญญัติว่า ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับกิจการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยนั้น เป็นบทบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ หลังจากทำสัญญาจ้างเหมาระหว่างโจทก์และจำเลย จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่บุคคลเฉพาะที่ระบุไว้ตามกฎหมาย โจทก์ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่บุคคลทั่วไปดังเช่นการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การที่โจทก์จ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยในระบบ ๒๒ เควี โดยคิดค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยกิโลวัตต์ - ชั่วโมงละ ๑.๒๐ บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำมากแสดงว่าโจทก์ไม่ได้จ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยในเชิงการค้า หากแต่เป็นการจ่ายกระแสไฟฟ้าตามเงื่อนไขของสัญญาจ้างเหมาขุดขนดินและถ่านลิกไนต์ระหว่างโจทก์และจำเลย ซึ่งนอกจากโจทก์จะต้องจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยดังกล่าวตามสัญญาข้อ ๓.๒ แล้ว โจทก์ยังต้องจัดหาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วส่งถึงบริเวณถังน้ำมันของเหมืองแม่เมาะให้แก่จำเลยตามสัญญาข้อ ๓.๑ ด้วย ข้อตกลงเรื่องกระแสไฟฟ้าระหว่างโจทก์และจำเลยตามเงื่อนไขของสัญญาข้อ ๓ จึงเป็นเรื่องเฉพาะกิจไม่ได้ทำเป็นปกติธุระเช่นจำหน่ายให้แก่บุคคลทั่วไป ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๑) ประกอบกับหนี้คดีนี้เกิดจากโจทก์สำคัญผิดว่าโจทก์ต้องเป็นผู้รับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มแทนจำเลย เมื่อหนี้ส่วนนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีนี้ไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย?
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (1)
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทสหกลเอนยิเนียร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจักรกฤษ เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนทร นาเนกรังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8335/2544
#98429
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา 390 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์ร่วมและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยความผิดฐานนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ แม้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมในความผิดฐานนี้มาด้วย ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑, ๓๐๐, ๓๙๐, และ ๙๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ และ ๑๕๗

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางคำพวง คุ้มทองดี ผู้เสียหายและในฐานะมารดาของนายพีรัตน์ คุ้มทองดี ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑, ๓๙๐)

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว สำหรับความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๐ กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงและศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รับวินิจฉัยความผิดฐานนี้จึงเป็นการไม่ชอบ และถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๒ แม้ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกามาในปัญหาข้อเท็จจริง และสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมในความผิดฐานนี้มาด้วย ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๑ จำคุก ๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 193 ทวิ
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
โจทก์ร่วม — นางคำพวง คุ้มทองดี
จำเลย — จ่าสิบตำรวจวิเชียร แตงงาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมนึก สุขะมงคล
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8331/2544
#99201
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นอักษรโรมันคำว่า MAKITA อ่านว่า มากิต้า หรือ มากิตะ ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทุกตัวอักษร และตัวเขียนเล็กแบบอักษรประดิษฐ์กับอักษร M.E.W. ในรูปวงกลม ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยเป็นอักษรโรมันคำว่า MAKITO อ่านว่า มากิโต้ หรือ มากิโตะ มีลักษณะเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทุกตัวอักษร ซึ่งทั้งสองคำจะประกอบด้วยจำนวนตัวอักษรโรมัน 6 ตัว เท่ากัน มีอักษร 5 ตัวหน้าเหมือนกัน โดยจัดวางเรียงชิดติดกันอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ต่างกันแต่อักษรตัวสุดท้ายซึ่งของโจทก์จะเป็นตัวอักษร A ส่วนของจำเลยจะเป็นตัวอักษร O แม้จะเห็นความแตกต่างของตัวอักษรตัวสุดท้ายอย่างชัดเจนเมื่อเขียนเป็นอักษรโรมันลักษณะตัวพิมพ์ใหญ่ แต่หากเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า makita ในการเขียนเป็นอักษรประดิษฐ์ ซึ่งเขียนในลักษณะของตัวเขียนเล็กคือ makita จะเห็นได้ว่าอักษรตัวสุดท้ายคือ a จะมีลักษณะกลมคล้ายตัวอักษร o เพียงแต่ด้านล่างทางด้านขวาของตัวอักษร a จะมีหางลากออกมา ซึ่งหากบุคคลผู้ไม่คุ้นเคยกับอักษรโรมันอาจสังเกตไม่เห็นความแตกต่างได้ และเมื่อพิจารณาเสียงเรียกขานคำว่า makita กับ MAKITO แล้ว เสียงเรียกขานจะใกล้เคียงกันมาก กล่าวคือ พยางค์แรกออกเสียงเหมือนกัน พยางค์ท้ายสุดของโจทก์ออกเสียงเป็น ตะ หรือ ต้า ส่วนของจำเลยออกเสียงเป็น โต้ หรือ โตะ แม้โจทก์จะยังไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า MATIKA ซึ่งเขียนด้วยตัวพิมพ์ใหญ่กับสินค้าของโจทก์ คงใช้แต่เครื่องหมายการค้าคำว่า makita ซึ่งเขียนเป็นตัวพิมพ์เล็กและจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITO โดยเขียนเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ก็ตาม แต่ข้อแตกต่างระหว่างตัวพิมพ์เล็กกับตัวพิมพ์ใหญ่ดังกล่าวหาใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญอันจะไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดไม่ เครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITO ของจำเลยจึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า makita ของโจทก์

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 จำเลยนำเครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITO มาขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 7 ประเภทเครื่องมือช่าง ในรายการสินค้า ใบเลื่อยใช้กับเครื่องเลื่อยไฟฟ้า ซึ่งเป็นสินค้าที่อยู่ในจำพวกเดียวกันกับสินค้าของโจทก์ จำเลยก็ยอมรับว่าสินค้าใบเลื่อยของจำเลยสามารถใช้กับเครื่องเลื่อยไฟฟ้าของโจทก์ได้ เครื่องหมายการค้า ของโจทก์ได้จดทะเบียนไว้ในประเทศไทยสำหรับสินค้าจำพวกที่ 7 รายการสินค้ารวมถึงเลื่อยวงเดือนแบบมือถือทำงานด้วยกำลังไฟฟ้า เลื่อยชักแบบมือถือทำงานด้วยกำลังไฟฟ้าและเลื่อยสายพานแบบมือถือทำงานด้วยกำลังไฟฟ้าด้วยตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2510 ก่อนจำเลยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITO สำหรับสินค้าจำพวกที่ 7 รายการสินค้าซึ่งมีลักษณะอย่างเดียวกับสินค้าของโจทก์เป็นเวลาถึงประมาณ 27 ปี และปรากฏว่าสินค้าเครื่องมือช่างของโจทก์มีจำหน่ายในประเทศไทยมาประมาณ 30 ปี แล้ว ก่อนสินค้าของจำเลยมีวางจำหน่ายหลายปี การที่จำเลยผลิตสินค้าใบเลื่อยและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITO เพื่อใช้กับสินค้าดังกล่าวซึ่งสามารถนำมาใช้กับเครื่องเลื่อยไฟฟ้าของโจทก์ได้ ย่อมส่อแสดงให้เห็นถึงความไม่สุจริตของจำเลยในการเลียนเครื่องหมายการค้าคำว่า makita ของโจทก์ โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าของจำเลยคำว่า MAKITO ดีกว่าจำเลย โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITO ได้ ตามมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITO ตามคำขอเลขที่ ๒๗๔๙๐๔ ทะเบียนเลขที่ ค๓๐๘๔๐ และตามคำขอเลขที่ ๓๒๔๗๕๒ เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITA ของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า และโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITA และคำว่า MAKITO ดีกว่าจำเลย ให้จำเลยเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ ๒๗๔๙๐๔ ทะเบียนเลขที่ ค๓๐๘๔๐ และถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ ๓๒๔๗๕๒ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และห้ามจำเลยใช้ ยื่นขอจดทะเบียน หรือเกี่ยวข้องในทางใด ๆ กับเครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITO และเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITA ของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITA กับคำว่า MAKITO ตามคำขอเลขที่ ๒๗๔๙๐๔ ทะเบียนเลขที่ ค๓๐๘๔๐ ดีกว่าจำเลย ให้จำเลยถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ ๒๗๔๙๐๔ ทะเบียนเลขที่ ค๓๐๘๔๐ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ห้ามจำเลยใช้หรือเข้าเกี่ยวข้องในทางใดกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท ยกคำขอของโจทก์เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับคำขอเลขที่ ๓๒๔๗๕๒

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า

และ อ่านว่า มากิตา มากิต้า หรือมากิตะ และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และ ไว้กับรายการสินค้าจำพวกที่ ๗ จำเลยจดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITO อ่านว่า มากิโต้ หรือมากิโตะ ใช้กับรายการสินค้าจำพวกที่ ๗ โดยขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ ๒๗๔๙๐๔ ทะเบียนเลขที่ ค๓๐๘๔๐

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยคำว่า MAKITO ที่ได้จดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าจำพวกที่ ๗ รายการสินค้าใบเลื่อยใช้กับเครื่องเลื่อยไฟฟ้าเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ ตามคำขอเลขที่ ๒๗๔๙๐๔ ทะเบียนเลขที่ ค๓๐๘๔๐ เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITA

และ ของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นอักษรโรมันคำว่า MAKITA อ่านว่า มากิต้า หรือ มากิตะ ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทุกตัวอักษร และตัวเขียนเล็กแบบอักษรประดิษฐ์กับอักษร M.E.W. ในรูปวงกลม ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยเป็นอักษรโรมันคำว่า MAKITO อ่านว่า มากิโต้ หรือ มากิโตะ มีลักษณะเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทุกตัวอักษร ซึ่งทั้งสองคำจะประกอบด้วยจำนวนตัวอักษรโรมัน ๖ ตัว เท่ากัน มีอักษร ๕ ตัวหน้าเหมือนกัน โดยจัดวางเรียงชิดติดกันอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ต่างกันแต่อักษรตัวสุดท้ายซึ่งของโจทก์จะเป็นตัวอักษร A ส่วนของจำเลยจะเป็นตัวอักษร O แม้จะเห็นความแตกต่างของตัวอักษรตัวสุดท้ายอย่างชัดเจนเมื่อเขียนเป็นอักษรโรมันลักษณะตัวพิมพ์ใหญ่ แต่หากเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า makita ในการเขียนเป็นอักษรประดิษฐ์ ซึ่งเขียนในลักษณะของตัวเขียนเล็กคือ makita จะเห็นได้ว่าอักษรตัวสุดท้ายคือ a จะมีลักษณะกลมคล้ายตัวอักษร o เพียงแต่ด้านล่างทางด้านขวาของตัวอักษร a จะมีหางลากออกมา ซึ่งหากบุคคลผู้ไม่คุ้นเคยกับอักษรโรมันอาจสังเกตไม่เห็นความแตกต่างได้ และเมื่อพิจารณาเสียงเรียกขานคำว่า makita กับ MAKITO แล้ว เสียงเรียกขานจะใกล้เคียงกันมาก กล่าวคือ พยางค์แรกออกเสียงเหมือนกัน พยางค์ท้ายสุดของโจทก์ออกเสียงเป็น ตะ หรือ ต้า ส่วนของจำเลยออกเสียงเป็น โต้ หรือ โตะ แม้โจทก์จะยังไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า MATIKA ซึ่งเขียนด้วยตัวพิมพ์ใหญ่กับสินค้าของโจทก์ คงใช้แต่เครื่องหมายการค้าคำว่า makita ซึ่งเขียนเป็นตัวพิมพ์เล็ก และจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITO โดยเขียนเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ก็ตาม แต่ข้อแตกต่างระหว่างตัวพิมพ์เล็กกับตัวพิมพ์ใหญ่ดังกล่าวหาใช่ข้อแตกต่างกันในสาระสำคัญอันจะไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ และแม้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าผู้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่จำเลยจะมาเบิกความว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยไม่มีความคล้ายกัน แต่ก็เบิกความรับว่าในการพิจารณาความเหมือนหรือคล้ายกันของเครื่องหมายการค้า แม้นายทะเบียนแต่ละคนใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาตรวจสอบอย่างเดียวกัน แต่นายทะเบียนแต่ละคนอาจมีความเห็นแตกต่างกันได้ ดังนั้น จึงไม่อาจฟังได้อย่างมั่นคงว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITO ของจำเลยไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า makita ของโจทก์

เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ จำเลยนำเครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITO มาขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๗ ประเภทเครื่องมือช่างในรายการสินค้า ใบเลื่อยใช้กับเครื่องเลื่อยไฟฟ้า ซึ่งเป็นสินค้าที่อยู่ในจำพวกเดียวกันกับสินค้าของโจทก์ จำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า สินค้าใบเลื่อยของจำเลยสามารถใช้กับเครื่องเลื่อยไฟฟ้าของโจทก์ได้ เครื่องหมายการค้า ของโจทก์ได้จดทะเบียนไว้ในประเทศไทยสำหรับสินค้าจำพวกที่ ๗ รายการสินค้ารวมถึงเลื่อยวงเดือนแบบมือถือทำงานด้วยกำลังไฟฟ้า เลื่อยชักแบบมือถือทำงานด้วยกำลังไฟฟ้า และเลื่อยสายพานแบบมือถือทำงานด้วยกำลังไฟฟ้าด้วย ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๑๐ ก่อนจำเลยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITO สำหรับสินค้าจำพวกที่ ๗ รายการสินค้าซึ่งมีลักษณะอย่างเดียวกับสินค้าของโจทก์เป็นเวลาถึงประมาณ ๒๗ ปี และปรากฏว่าสินค้าเครื่องมือช่างของโจทก์มีจำหน่ายในประเทศไทยมาประมาณ ๓๐ ปี แล้ว ก่อนสินค้าของจำเลยมีวางจำหน่ายหลายปี การที่จำเลยผลิตสินค้าใบเลื่อยและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITO เพื่อใช้กับสินค้าดังกล่าวซึ่งสามารถนำมาใช้กับเครื่องเลื่อยไฟฟ้าของโจทก์ได้ ย่อมส่อแสดงให้เห็นถึงความไม่สุจริตของจำเลยในการเลียนเครื่องหมายการค้าคำว่า makita ของโจทก์ สินค้าประเภทเครื่องมือช่างและอุปกรณ์เป็นที่ทราบกันว่าลูกค้าที่จะมาซื้อสินค้าประเภทนี้ก็ต้องประกอบอาชีพพวกช่างก่อสร้างเป็นส่วนใหญ่ บุคคลเหล่านี้หากไม่คุ้นเคยกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ หรือคำเรียกขานซึ่งมีตัวอักษรและสำเนียงเรียกขานเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาโรมันอาจไม่สามารถที่จะแยกแยะความแตกต่างของตัวอักษรหรือสำเนียงเรียกขานของคำว่า makita กับคำว่า MAKITO ได้อย่างชัดเจน จึงอาจสับสนหรือหลงผิดในสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITO ว่าเป็นสินค้าเดียวกันกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า makita ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า และโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าของจำเลยคำว่า MAKITO ตามคำขอเลขที่ ๒๗๔๙๐๔ ทะเบียนเลขที่ ค๓๐๘๔๐ ดีกว่าจำเลย โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า MAKITO ตามทะเบียนเลขที่ ค๓๐๘๔๐ ดังกล่าวได้ ตามมาตรา ๖๗ แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 13 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มากิตา คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — นายวรสิทธิ์ สิทธิวรศิลป์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8328/2544
#69599
เปิดฉบับเต็ม

ข้อที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและพิพากษาให้เป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์ทุกประการเป็นคำขอที่เกินเลยไปจากคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ที่อุทธรณ์คัดค้านเฉพาะแต่เรื่องการไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดี ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่อาจวินิจฉัยและพิพากษาตามคำขอของโจทก์ในข้อนี้ให้ได้

ผู้รับมอบอำนาจโจทก์กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ โดยไม่คำนึงว่าทนายโจทก์จะว่างมาว่าความให้โจทก์ได้หรือไม่ รวมทั้งมิได้แจ้งวันนัดให้ทนายโจทก์ทราบ ถือว่าเป็นความบกพร่องของผู้รับมอบอำนาจโจทก์เอง และแสดงให้เห็นว่าทนายโจทก์ไม่เอาใจใส่ในคดีของโจทก์ ทั้งเมื่อนับจากวันที่มีการกำหนดนัดสืบพยานจนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ดังกล่าวก็เป็นระยะเวลานานถึง 71 วัน หากเกิดเหตุผิดพลาดทำให้ทนายโจทก์นัดซ้อนวันกับศาลอื่น ก็ชอบที่ฝ่ายโจทก์จะต้องรีบร้องขอเลื่อนคดีนี้เสียแต่เนิ่น ๆ แต่ฝ่ายโจทก์ก็หาได้กระทำไม่ พฤติการณ์ที่ฝ่ายโจทก์มิได้ให้ความสำคัญแก่วันเวลานัดของศาล กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ฝ่ายโจทก์เลื่อนคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๒๗, ๒๘, ๒๙, ๓๑, ๖๙ และ ๗๐ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีโจทก์มีมูลเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๖๙ และ ๗๐ ประกอบมาตรา ๒๗, ๒๘ และ ๓๑ ให้ประทับฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามบทมาตราดังกล่าวไว้พิจารณา

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอ้างว่าทนายโจทก์ติดว่าความคดีเรื่องอื่นที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว มีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดี และถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบส่วนจำเลยทั้งสามแถลงไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น ถือว่าโจทก์สืบไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามข้อหาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ประทับฟ้องไว้ และพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับข้อที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและพิพากษาให้เป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์ทุกประการนั้น เห็นว่า เป็นคำขอที่เกินเลยไปจากคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ที่อุทธรณ์คัดค้านเฉพาะแต่เรื่องการไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีเท่านั้น โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านว่าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานมาสืบถือว่าโจทก์สืบไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้นไม่ถูกต้องอย่างไรบ้าง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่อาจวินิจฉัยและพิพากษาตามคำขอของโจทก์ในข้อนี้ให้ได้

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีและย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในวันนัดสอบคำให้การจำเลยเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๓ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ จำเลยทั้งสาม ทนายจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มาศาล และจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การปฏิเสธ คู่ความขอสืบพยานโดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์แถลงว่าโจทก์มีพยาน ๒ ปาก ขอวันนัด ๑ นัด ส่วนจำเลยทั้งสามแถลงว่า จำเลยทั้งสามมีพยาน ๔ ปาก ขอวันนัด ๒ นัด ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ กับนัดสืบพยานจำเลยทั้งสามในวันที่ ๒๓ และ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ทั้งสองวันตามที่โจทก์ จำเลยทั้งสาม และศาลมีวันว่างตรงกัน ในวันนัดสืบพยานโจทก์ดังกล่าว จำเลยทั้งสามและทนายจำเลยทั้งสามมาศาล ส่วนผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และทนายโจทก์ไม่มาศาล แต่ทนายโจทก์ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาล โดยอ้างว่า ทนายโจทก์ติดว่าความคดีเรื่องอื่นที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งได้นัดไว้ก่อนแล้ว โดยนัดที่แล้วของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้กำหนดวันนัดโดยมิได้แจ้งให้ทนายโจทก์ทราบก่อน เห็นว่า ในการกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ดังกล่าว ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ จำเลยทั้งสามกับทนายจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ และศาลได้ร่วมกันกำหนดตามที่ทุกฝ่ายมีวันว่างตรงกัน การที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ดังกล่าวโดยไม่คำนึงว่าทนายโจทก์จะว่างมาว่าความให้โจทก์ได้หรือไม่ รวมทั้งมิได้แจ้งวันนัดให้ทนายโจทก์ทราบนั้น ถือว่าเป็นความบกพร่องของผู้รับมอบอำนาจโจทก์เอง และแสดงให้เห็นว่าทนายโจทก์ไม่เอาใจใส่ในคดีของโจทก์ จึงไม่ได้ให้วันว่างแก่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไว้หรือมิได้ติดต่อสอบถามผู้รับมอบอำนาจโจทก์เกี่ยวกับวันนัดของศาล ทั้งเมื่อนับจากวันที่มีการกำหนดนัดสืบพยานจนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ดังกล่าวก็เป็นระยะเวลานานถึง ๗๑ วัน หากเกิดเหตุผิดพลาดทำให้ทนายโจทก์นัดซ้อนวันกับศาลอื่น ก็ชอบที่ฝ่ายโจทก์จะต้องรีบร้องขอเลื่อนคดีนี้เสียแต่เนิ่น ๆ แต่ฝ่ายโจทก์ก็หาได้กระทำไม่ พฤติการณ์ของผู้รับมอบอำนาจโจทก์และทนายโจทก์ดังกล่าวจึงชี้ให้เห็นว่าฝ่ายโจทก์มิได้ให้ความสำคัญแก่วันเวลานัดของศาลเลย กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ฝ่ายโจทก์เลื่อนคดีได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีและถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสาม กระทำความผิดตามฐานความผิดที่ศาลประทับฟ้องไว้ และพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 142 ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 27 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเสียงสยามแผ่นเสียง-เทป จำกัด
จำเลย — บริษัทลีเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวัส ติงสมิตร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8327/2544
#42716
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายที่โจทก์ทำกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย คู่สัญญามีเจตนาแยกเป็นสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์และสัญญาจ้างทำของ ในส่วนสัญญาซื้อขายถือไม่ได้ว่าเกิดจากการประกอบธุรกิจโดยผ่านสถานประกอบการถาวรของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย เมื่อขณะทำสัญญาโจทก์ยังไม่มีสถานประกอบการถาวรตั้งอยู่ในประเทศไทย ดังนั้น รายได้จากค่าวัสดุอุปกรณ์โจทก์จึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีในประเทศไทยตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับเบลเยี่ยมเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรฯ โจทก์จึงไม่ต้องนำรายได้ค่าวัสดุอุปกรณ์ในปี 2532 และปี 2533 มาเป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 71(1) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 และปี 2533 ตามลำดับ

รายได้ค่าวัสดุอุปกรณ์โจทก์ได้รับยกเว้นภาษีตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับเบลเยี่ยมเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และจำเลยไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการจำหน่ายเงินกำไรส่วนอื่นออกไปจากประเทศไทย การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยตามมาตรา 70 ทวิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินว่าโจทก์มีเงินได้ในปี 2532 ถึง 2534 จำนวน 118,267,462.13 บาท (ที่ถูก118,267,462.21 บาท) 80,467,420.06 บาท (ที่ถูก 80,467,420.60 บาท)และ 16,267,811.20 บาท (ที่ถูก 16,267,811.76 บาท) นั้นไม่ถูกต้องโจทก์มีหน้าที่เสียภาษีเฉพาะเงินได้อันเกิดจากการดำเนินการผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยคือ เงินได้ในส่วนของการให้บริการและดอกเบี้ยสำหรับปี 2532 จำนวน 8,488,600.60 บาท และ 125,435 บาทปี 2533 จำนวน 8,146,568.64 บาท และ 307,767 บาท และปี 2534จำนวน 10,819,576.56 บาท และ 485,628 บาท เท่านั้น และเงินได้ทั้งหมดของโจทก์ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ถูกต้องครบถ้วนแล้ว โจทก์ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ด้วยดี หากศาลเห็นว่าโจทก์ควรจะต้องเสียภาษี ขอให้มีคำสั่งงดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมดจำนวนเงินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งหกฉบับกับเงินเพิ่ม คำนวณถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 25,537,146.87บาท ขอให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินเลขที่ 1016/2/100894, 1016/2/100736, 1016/2/100893, 1016/2/100892, 1016/2/100737, 1016/2/100891 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/228, สภ.2/1016/ฝ.2/16/42/336 ก,สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/229, สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/230, สภ.2/1016/ฝ.2/16/42/336 ข, สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/231 กับขอให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมดแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 1016/2/100894 ลงวันที่ 30 เมษายน 2539 และเลขที่ 1016/2/100736 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2538 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/228 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2542 และเลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/16/42/336 ก ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 โดยมิให้นำรายรับจากสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532จำนวน 109,653,426.61 บาท และในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533จำนวน 52,302,007.84 บาท มารวมคำนวณเป็นยอดรายรับในการประเมินภาษี และให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการจำหน่ายเงินกำไรที่ 1016/2/100892 ลงวันที่ 30 เมษายน 2539ที่ 1016/2/100737 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2538 และที่ 1016/2/100891ลงวันที่ 30 เมษายน 2539 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/230 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2542 เลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/16/42/336 ขลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 และเลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/231 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2542 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1) และมาตรา 70 ทวิ ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 ถึง 2534 ปรากฏตามหนังสือที่ 1016/2/100894 และที่ 1016/2/100892 ลงวันที่ 30 เมษายน 2539ที่ 1016/2/100736 และที่ 1016/2/100737 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2538ที่ 1016/2/100893 และที่ 1016/2/100891 ลงวันที่ 30 เมษายน 2539เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 1 ถึง 6 โจทก์ ไม่พอใจจึงได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2538 และวันที่ 11มิถุนายน 2539 ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 7 ถึง 35 ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยเลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/228,และเลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/230 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2542 เลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/16/42/336 ก และเลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/16/42/336 ขลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 เลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/229 และเลขที่ สภ.2/1016/ฝ.2/12/42/231 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2542 ตามเอกสารหมาย จ.2แผ่นที่ 36 ถึง 41 โดยวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์โจทก์สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 71(1) และวินิจฉัยยืนตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินแต่ให้ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 ทวิ ส่วนเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งสองมาตราดังกล่าวตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่อาจงดหรือลดได้ตามกฎหมาย เงินได้ของโจทก์เกิดจากสัญญาที่โจทก์ณ ประเทศเบลเยี่ยมทำกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับรายรับจากการขายวัสดุอุปกรณ์ตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับเบลเยี่ยมเพื่อการเก็บภาษีซ้อน ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 และคดียุติตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 71(1) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งที่ 1016/2/100893 ลงวันที่ 30เมษายน 2539 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการการพิจารณาอุทธรณ์สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตราและรอบระยะเวลาบัญชีปีดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า รายได้จากค่าวัสดุอุปกรณ์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 และปี 2533โจทก์จะต้องนำมาเป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 71(1) หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532โจทก์มีรายได้ทั้งสิ้นจำนวน 118,267,462.21 บาท แยกออกเป็นรายได้จากค่าสินค้าและวัสดุอุปกรณ์ 109,653,426.61 บาท ค่าก่อสร้างและค่าบริการ 8,488,600.60 บาท ดอกเบี้ยรับ 125,435 บาท และในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 โจทก์มีรายได้ทั้งสิ้นจำนวน 80,467,420.60บาท แยกออกเป็นรายได้จากค่าสินค้าและวัสดุอุปกรณ์ 52,302,007.84บาท ค่าก่อสร้างและค่าบริการ 8,146,568.64 บาท ดอกเบี้ยรับ 307,676บาท และเงินได้อื่น ๆ 19,711,168.12 บาท เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายที่โจทก์ทำกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เอกสารหมาย จ.3 และ จ.4โจทก์และองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยมีเจตนาแยกเป็นสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์และสัญญาจ้างทำของในวันชี้สองสถานจำเลยก็ยอมรับว่าโจทก์ได้ทำสัญญาขายวัสดุอุปกรณ์และติดตั้งชุมสายโทรศัพท์กับวางสายสัญญาณเตือนภัยกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีการแยกส่วนของสัญญาซื้อขายและสัญญาจ้างก่อสร้างกับติดตั้งออกจากกัน ในส่วนสัญญาซื้อขายถือไม่ได้ว่าเกิดจากการประกอบธุรกิจโดยผ่านสถานประกอบการถาวรของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย เมื่อขณะทำสัญญาโจทก์ยังไม่มีสถานประกอบการถาวรตั้งอยู่ในประเทศไทย ดังนั้น รายได้จากค่าวัสดุอุปกรณ์โจทก์จึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีในประเทศไทย ตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับเบลเยี่ยม เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 โจทก์จึงไม่ต้องนำรายได้ค่าวัสดุอุปกรณ์ในปี 2532 จำนวน 109,653,426.61 บาท และในปี 2533จำนวน 52,302,007.84 บาท มาเป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 71(1) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 และปี 2533 ตามลำดับ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าอุปกรณ์จากประเทศเบลเยี่ยม แต่โจทก์นำค่าใช้จ่ายในการออกของและค่าภาษีศุลกากรมาเป็นค่าใช้จ่ายและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยชำระค่าวัสดุอุปกรณ์ให้แก่บริษัทเบลล์ ประเทศเบลเยี่ยม โดยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายและภาษีการค้าหัก ณ ที่จ่ายในนามของโจทก์จึงเห็นได้ว่า โจทก์ยอมรับว่าโจทก์มีรายได้จากการขายวัสดุอุปกรณ์และค่าบริการติดตั้ง โจทก์จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินนั้น เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่ารายได้จากค่าวัสดุอุปกรณ์ได้รับการยกเว้นภาษีตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับเบลเยี่ยมเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532ปี 2533 และปี 2534 ชอบหรือไม่ ในปัญหานี้เห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าโจทก์จำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า โจทก์มิได้จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ส่วนจำเลยนำสืบว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินภาษีโจทก์จากการจำหน่ายเงินกำไร เนื่องจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยชำระค่าอุปกรณ์โดยส่งเงินไปให้บริษัทโจทก์ในต่างประเทศโดยตรงแต่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ จึงถือว่าเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย การประเมินภาษีใช้วิธีคำนวณย้อนกลับหายอดกำไรที่ส่งออก จำเลยไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการจำหน่ายเงินกำไรดังกล่าวเห็นว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่ารายได้ค่าวัสดุอุปกรณ์โจทก์ได้รับยกเว้นภาษีตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับเบลเยี่ยม เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และจำเลยไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการจำหน่ายเงินกำไรส่วนอื่นออกไปจากประเทศไทย การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยตามมาตรา 70 ทวิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวจึงไม่ชอบอุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 70 ทวิ ม. 71 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเบลล์เทเลโฟน มานูแฟคเจอริ่ง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8325/2544
#43400
เปิดฉบับเต็ม

การบังคับคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 บัญญัติให้บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา)เท่านั้น ที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (ในคดีที่ร้องนี้) จึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายดังกล่าวสำหรับกรณีที่เจ้าหนี้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 นั้น หมายถึงการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลโดยให้เจ้าหนี้เป็นโจทก์ฟ้องในนามของเจ้าหนี้แทนลูกหนี้ได้รวมทั้งเรียกลูกหนี้เข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 234 มิใช่เข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีของลูกหนี้ ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายกำหนดให้เป็นสิทธิแก่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายพร้อมกับรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือและชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้น (ศาลแพ่งธนบุรี) พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7181 และ 7182 ให้แก่โจทก์พร้อมกับรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 8,405,000 บาท หากจำเลยไม่ยอมโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีก 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ คดีถึงที่สุดแล้ว ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็ยังมิได้ดำเนินการบังคับคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำเลยในฐานะผู้รับจำนองที่ดินพิพาทและเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1013/2538 สัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยทั้งห้าทำกับผู้ร้องมีสาระสำคัญว่าจำเลยทั้งห้าตกลงยอมร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องจำนวน 13,500,000 บาท พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าทนายความอีกจำนวน 20,000 บาทภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2538 หากจำเลยทั้งห้าผิดนัดยอมร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ทั้งหมดตามฟ้องให้แก่โจทก์ทันทีเป็นเงิน 9,652,503.25บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 7,671,891.29 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีโดยให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องอันได้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 7181 และ7182 พร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ ครั้นครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งห้าผิดนัดไม่ยอมชำระหนี้ผู้ร้องจึงขอบังคับคดี ชั้นที่สุดได้ขายทอดตลาดที่ดินที่จำเลยในคดีนี้จำนองอยู่แก่ผู้ร้องนายประกอบ ประจงกิจ เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 9,200,000 บาท และได้มีการชำระเงินแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ครั้นผู้ร้องจะขอรับเงินค่าที่ดิน โจทก์กลับยื่นคำร้องคัดค้าน อ้างว่าศาลแพ่งธนบุรีพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิดีกว่านายประกอบอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของโจทก์ โจทก์จึงแถลงขอวางเงินค่าที่ดินต่อศาลภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง แต่เมื่อครบกำหนดดังกล่าวโจทก์ก็มิได้นำเงินไปวางตามคำแถลง และจำเลยก็ละเลยมิได้ขอบังคับคดีขอศาลอนุญาตให้ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยตามคำพิพากษาดังกล่าวใช้สิทธิของจำเลยบังคับคดีแทนจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องขอใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233จะต้องเสนอคดีโดยทำเป็นคำฟ้อง ผู้ร้องจะยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้หาได้ไม่ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอบังคับคดีแทนจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การบังคับคดีนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติให้บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้น ที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งผู้ร้องไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายดังกล่าว สำหรับกรณีที่เจ้าหนี้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233นั้น หมายถึง การใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลโดยให้เจ้าหนี้เป็นโจทก์ฟ้องในนามของเจ้าหนี้แทนลูกหนี้ได้ รวมทั้งเรียกลูกหนี้ให้เข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 234 มิใช่เข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีของลูกหนี้ ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายกำหนดให้เป็นสิทธิแก่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะดังกล่าวมาแล้ว ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 233
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บางกอกคริสมัส เด็คโคเรชั่น เอ็กซปอร์ต จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ถาวร อุไรไพรวัน
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8324/2544
#43399
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 67 บัญญัติให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนเฉพาะกรณีที่ลูกจ้างมิได้มีความผิดตามมาตรา 119 การที่กฎหมายกำหนดให้นำความผิดตามมาตรา 119 มาประกอบการพิจารณาการได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของลูกจ้าง เพราะความผิดดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จะชี้ว่านายจ้างเลิกจ้างด้วยเจตนากลั่นแกล้งไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปจนครบ 1 ปีหรือไม่ ถ้าลูกจ้างไม่มีความผิดตามมาตรา 119 แต่ถูกเลิกจ้าง ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรและเป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้าง ทำให้ลูกจ้างไม่อาจทำงานต่อไปได้และต้องเสียสิทธิที่จะได้หยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 30 ดังนั้น ในปีที่เลิกจ้างแม้ลูกจ้างจะทำงานยังไม่ครบ 1 ปี นายจ้างจะต้องชดใช้สิทธิที่ลูกจ้างต้องเสียไปจากการกระทำโดยไม่ชอบของนายจ้างด้วยการจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ การจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนดังกล่าวจะพึงมีได้เฉพาะกรณีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง และลูกจ้างไม่มีความผิดตามมาตรา 119เท่านั้น หาได้นำมาใช้บังคับแก่กรณีลูกจ้างลาออกจากงานโดยความสมัครใจด้วยไม่ เพราะการลาออกโดยความสมัครใจของลูกจ้างย่อมไม่เป็นการกลั่นแกล้งของนายจ้าง นายจ้างจึงไม่ต้องชดใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างต้องเสียไปจากการลาออกโดยการจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลาออกตามส่วนตามมาตรา 67

ลูกจ้างที่ลาออกจะมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างรวมทั้งในปีก่อนและจะได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่เพียงใด ต้องเป็นไปตามมาตรา 30 และมาตรา 56 ในปีที่ จ. ลาออก โจทก์ในฐานะนายจ้างกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้าง 13 วัน และก่อนลาออกโจทก์อนุญาตให้ จ. ลาหยุดพักผ่อนประจำปี 8 วัน การหยุดพักผ่อนประจำปีดังกล่าว เป็นการหยุดตามที่โจทก์และ จ. ตกลงกันโดยสุจริต จึงเป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปีโดยชอบของลูกจ้าง แต่ถ้าขณะลาออก จ. ยังไม่ได้หยุดพักผ่อนประจำปีหรือหยุดแล้วแต่ยังไม่ครบ 13 วัน ซึ่งเป็นกรณีนายจ้างกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีทั้ง 13 วันหรือบางส่วนไว้ล่วงหน้าและเป็นวันหลังจากที่ จ. ลาออก จ. ก็จะไม่ได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและไม่มีสิทธิให้นายจ้างนำวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้หยุดมาเฉลี่ยเพื่อจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลาออกได้ แต่เมื่อ จ. หยุดพักผ่อนประจำปีตามสิทธิและตามวันที่ได้ตกลงกับโจทก์ไปแล้วก่อนลาออก โจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเต็มจำนวน 8 วันให้แก่ จ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 62/2543ลงวันที่ 28 เมษายน 2543

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า นายจิรพัฒน์ ลุกยี เป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2530 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 ได้รับค่าจ้างเดือนละ 31,240 บาท และมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2543 ได้13 วัน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 นายจิรพัฒน์ลาหยุดพักผ่อนประจำปีรวม 8 วัน โดยโจทก์อนุญาต เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 นายจิรพัฒน์ลาออกโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 ถือได้ว่าโจทก์ในฐานะนายจ้างและนายจิรพัฒน์ในฐานะลูกจ้างได้ตกลงกันให้นายจิรพัฒน์หยุดพักผ่อนประจำปี 2543 รวม 8 วัน จึงเป็นการหยุดพักผ่อนประจำปีที่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการใช้สิทธิของลูกจ้างโดยสุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิหักค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2543 ที่นายจิรพัฒน์ได้ลาหยุดไปแล้วก่อนลาออกคำสั่งของจำเลยชอบแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่านายจิรพัฒน์ ยื่นใบลาหยุดพักผ่อนประจำปีเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์2543 เพื่อลาหยุดตั้งแต่วันที่ 26 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2543 ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 นายจิรพัฒน์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 อันเป็นการปิดบังข้อเท็จจริงที่รู้อยู่แล้วในขณะยื่นใบลาหยุดพักผ่อนประจำปีว่าประสงค์จะลาออก ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นายจิรพัฒน์ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีก่อนยื่นใบลาออกขณะยื่นใบลาหยุดพักผ่อนประจำปีนายจิรพัฒน์อาจจะยังไม่คิดลาออกก็ได้ การใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีของนายจิรพัฒน์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต อุทธรณ์ข้อนี้จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 67 บัญญัติให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีเท่านั้น มิได้กำหนดว่าเป็นค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ได้ใช้สิทธิหยุดแล้วหรือยังไม่ได้ใช้สิทธิหยุด โจทก์จึงนำวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่นายจิรพัฒน์หยุดไปแล้วก่อนลาออกจำนวน8 วัน มารวมคำนวณเพื่อจ่ายค่าจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างได้นั้น เห็นว่า มาตรา 67 บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้มีความผิดตามมาตรา 119 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิและรวมทั้งวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามมาตรา 30 บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนเฉพาะกรณีที่ลูกจ้างมิได้มีความผิด ตามมาตรา 119 การที่กฎหมายกำหนดให้นำความผิดตามบทบัญญัติในมาตรา 119 มาประกอบการพิจารณาการได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของลูกจ้าง เพราะความผิดดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จะชี้ว่า นายจ้างเลิกจ้างด้วยเจตนากลั่นแกล้งไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปจนครบ 1 ปีหรือไม่ ถ้าลูกจ้างไม่มีความผิดตามมาตรา 119 แต่ถูกเลิกจ้าง ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรและเป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้าง ทำให้ลูกจ้างไม่อาจทำงานต่อไปได้และต้องเสียสิทธิที่จะได้หยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 30 ดังนั้น ในปีที่เลิกจ้างแม้ลูกจ้างจะทำงานยังไม่ครบ 1 ปี นายจ้างจะต้องชดใช้สิทธิที่ลูกจ้างต้องเสียไปจากการกระทำโดยไม่ชอบของนายจ้างด้วยการจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ การจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนดังกล่าวจะพึงมีได้เฉพาะกรณีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้างและลูกจ้างไม่มีความผิดตามมาตรา 119 เท่านั้น หาได้นำมาใช้บังคับแก่กรณีลูกจ้างลาออกจากงานโดยความสมัครใจด้วยไม่ เพราะการลาออกโดยความสมัครใจของลูกจ้างย่อมไม่เป็นการกลั่นแกล้งของนายจ้าง นายจ้างจึงไม่ต้องชดใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างต้องเสียไปจากการลาออกโดยการจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลาออกตามส่วนตามมาตรา 67 ลูกจ้างที่ลาออกจะมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างรวมทั้งในปีก่อนและจะได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่เพียงใด ต้องเป็นไปตามมาตรา 30 และมาตรา 56 ซึ่งมาตรา 30 บัญญัติให้ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันมาครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 6 วัน ทำงาน โดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดให้ล่วงหน้าหรือกำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน โดยจะกำหนดหรือตกลงกันวันใดในต้นปี กลางปี หรือปลายปี และเป็นช่วง ช่วงละกี่วัน หรือเพียงช่วงเดียวครบจำนวนที่มีสิทธิหยุดก็ได้ทั้งสิ้น และในปีต่อมานายจ้างจะกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างมากกว่า 6 วันทำงานก็ได้ ในปีที่นายจิรพัฒน์ลาออกโจทก์ในฐานะนายจ้างกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้าง 13 วัน และก่อนลาออกโจทก์อนุญาตให้นายจิรพัฒน์ลาหยุดพักผ่อนประจำปี 8 วัน การหยุดพักผ่อนประจำปีดังกล่าวเป็นการหยุดตามที่โจทก์และนายจิรพัฒน์ตกลงกันโดยสุจริต จึงเป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปีโดยชอบของลูกจ้างแต่ถ้าขณะลาออกนายจิรพัฒน์ยังไม่ได้หยุดพักผ่อนประจำปี หรือหยุดแล้วแต่ยังไม่ครบ 13 วัน ซึ่งเป็นกรณีนายจ้างกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีทั้ง 13 วัน หรือบางส่วนไว้ล่วงหน้าและเป็นวันหลังจากวันที่นายจิรพัฒน์ลาออก นายจิรพัฒน์ก็จะไม่ได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและไม่มีสิทธิให้นายจ้างนำวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้หยุดมาเฉลี่ยเพื่อจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลาออกได้ เมื่อนายจิรพัฒน์หยุดพักผ่อนประจำปีตามสิทธิและตามวันที่ได้ตกลงกับโจทก์ไปแล้วก่อนลาออก โจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเต็มจำนวน 8 วันให้แก่นายจิรพัฒน์คำสั่งของจำเลยชอบแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 30 ม. 56 ม. 67 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อีทีเอ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นาง จำลอง ศรแก้ว
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8324/2544
#67134
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จ. ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีก่อนยื่นใบลาออก ขณะยื่นใบลาหยุดพักผ่อนประจำปี จ. อาจจะยังไม่คิดลาออกก็ได้ จึงเป็นการใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีโดยสุจริต จำเลยอุทธรณ์ว่า ในขณะยื่นใบลาหยุดพักผ่อนประจำปี จ. ประสงค์จะลาออก จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 67 กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนเฉพาะกรณีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้างและลูกจ้างมิได้มีความผิดตามมาตรา 119 การที่กฎหมายกำหนดให้นำความผิดตามบทบัญญัติในมาตรา 119 มาประกอบการพิจารณาการได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของลูกจ้างเพราะความผิดดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จะชี้ว่านายจ้างเลิกจ้างด้วยเจตนากลั่นแกล้งไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปจนครบ 1 ปีหรือไม่ ถ้าลูกจ้างไม่มีความผิดตามมาตรา 119 แต่ถูกเลิกจ้าง ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรและเป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้าง ทำให้ลูกจ้างไม่อาจทำงานต่อไปได้และต้องเสียสิทธิที่จะได้หยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 30 ดังนั้น ในปีที่เลิกจ้างแม้ลูกจ้างจะทำงานยังไม่ครบ 1 ปี นายจ้างจะต้องชดใช้สิทธิที่ลูกจ้างต้องเสียไปจากการกระทำโดยไม่ชอบของนายจ้างด้วยการจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ

การจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนในปีที่เลิกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 67 หาได้นำมาใช้บังคับแก่กรณีลูกจ้างลาออกจากงานโดยความสมัครใจด้วยไม่ เพราะการลาออกโดยความสมัครใจของลูกจ้างย่อมไม่เป็นการกลั่นแกล้งของนายจ้าง

ลูกจ้างที่ลาออกจะมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างรวมทั้งในปีก่อนและจะได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่ เพียงใด ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 30 และมาตรา 56

ในปีที่ จ. ลูกจ้างลาออก นายจ้างกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้าง 13 วัน และก่อนลาออก นายจ้างอนุญาต จ. ให้ลาหยุดพักผ่อนประจำปี 8 วัน การหยุดพักผ่อนประจำปีดังกล่าวเป็นการหยุดตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันโดยสุจริตจึงเป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปีโดยชอบของลูกจ้าง เมื่อลูกจ้างหยุดพักผ่อนประจำปีตามสิทธิและตามวันที่ได้ตกลงกับโจทก์ไปแล้วก่อนลาออก โจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเต็มจำนวน 8 วัน ให้แก่ลูกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 62/2543 ที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่นายจิรพัฒน์ จำนวน 5,727.32 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า นายจิรพัฒน์ เป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2530 ถึงว้นที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 ได้รับค่าจ้างเดือนละ 31,240 บาท และมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2543 ได้ 13 วัน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 นายจิรพัฒน์ลาหยุดพักผ่อนประจำปีรวม 8 วัน โดยโจทก์อนุญาต เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 นายจิรพัฒน์ลาออกโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 ถือได้ว่าโจทก์ในฐานะนายจ้างและนายจิรพัฒน์ในฐานะลูกจ้างได้ตกลงกันให้นายจิรพัฒน์หยุดพักผ่อนประจำปี 2543 รวม 8 วัน จึงเป็นการหยุดพักผ่อนประจำปีที่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการใช้สิทธิของลูกจ้างโดยสุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิหักค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2543 ที่นายจิรพัฒน์ได้ลาหยุดไปแล้วก่อนลาออก คำสั่งของจำเลยชอบแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่า นายจิรพัฒน์ยื่นใบลาหยุดพักผ่อนประจำปีเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 เพื่อลาหยุดตั้งแต่วันที่ 26 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2543 ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 นายจิรพัฒน์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 อันเป็นการปิดบังข้อเท็จจริงที่รู้อยู่แล้ว ในขณะยื่นใบลาหยุดพักผ่อนประจำปีว่าประสงค์จะลาออก ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่านายจิรพัฒน์ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีก่อนยื่นใบลาออก ขณะยื่นใบลาหยุดพักผ่อนประจำปีนายจิรพัฒน์อาจจะยังไม่คิดลาออกก็ได้ การใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีของนายจิรพัฒน์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต อุทธรณ์ข้อนี้จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 บัญญัติให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีเท่านั้น มิได้กำหนดว่าเป็นค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ได้ใช้สิทธิหยุดแล้วหรือยังไม่ได้ใช้สิทธิหยุด โจทก์จึงนำวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่นายจิรพัฒน์หยุดไปแล้วก่อนลาออกจำนวน 8 วัน มารวมคำนวณเพื่อจ่ายค่าจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างได้นั้น เห็นว่า พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนเฉพาะกรณีที่ลูกจ้างมิได้มีความผิดตาม มาตรา 119 การที่กฎหมายกำหนดให้นำความผิดตามบทบัญญัติในมาตรา 119 มาประกอบการพิจารณาการได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของลูกจ้าง เพราะความผิดดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จะชี้ว่า นายจ้างเลิกจ้างด้วยเจตนากลั่นแกล้งไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปจนครบ 1 ปีหรือไม่ ถ้าลูกจ้างไม่มีความผิดตามมาตรา 119 แต่ถูกเลิกจ้าง ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรและเป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้าง ทำให้ลูกจ้างไม่อาจทำงานต่อไปได้และต้องเสียสิทธิที่จะได้หยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 30 ดังนั้น ในปีที่เลิกจ้างแม้ลูกจ้างจะทำงานยังไม่ครบ 1 ปี นายจ้างจะต้องชดใช้สิทธิที่ลูกจ้างต้องเสียไปจากการกระทำโดยไม่ชอบของนายจ้างด้วยการจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ

การจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 จะพึงมีได้เฉพาะกรณีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง และลูกจ้างไม่มีความผิดตามมาตรา 119 เท่านั้น หาได้นำมาใช้บังคับแก่กรณีลูกจ้างลาออกจากงานโดยความสมัครใจด้วยไม่ เพราะการลาออกโดยความสมัครใจของลูกจ้างย่อมไม่เป็นการกลั่นแกล้งของนายจ้าง นายจ้างจึงไม่ต้องชดใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างต้องเสียไปจากการลาออกโดยการจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลาออกตามส่วนตามมาตรา 67

ลูกจ้างที่ลาออกจะมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างรวมทั้งในปีก่อนและจะได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่ เพียงใด ต้องเป็นไปตามมาตรา 30 และมาตรา 56

ในปีที่นายจิรพัฒน์ลูกจ้างลาออกโจทก์ในฐานะนายจ้างกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้าง 13 วัน และก่อนลาออกนายจ้างอนุญาตให้นายจิรพัฒน์ลาหยุดพักผ่อนประจำปี 8 วัน การหยุดพักผ่อนประจำปีดังกล่าวเป็นการหยุดตามที่โจทก์และนายจิรพัฒน์ตกลงกันโดยสุจริต จึงเป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปีโดยชอบของลูกจ้าง แต่ถ้าขณะลาออกนายจิรพัฒน์ยังไม่ได้หยุดพักผ่อนประจำปี หรือหยุดแล้วแต่ยังไม่ครบ 13 วัน ซึ่งเป็นกรณีนายจ้างกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีทั้ง 13 วัน หรือบางส่วนไว้ล่วงหน้าและเป็นวันหลังจากวันที่นายจิรพัฒน์ลาออกนายจิรพัฒน์ก็จะไม่ได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและไม่มีสิทธิให้นายจ้างนำวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้หยุดมาเฉลี่ยเพื่อจ่ายค่าจ้างสำหรับพักผ่อนประจำปีในปีที่ลาออกได้ เมื่อนายจิรพัฒน์หยุดพักผ่อนประจำปีตามสิทธิและตามวันที่ได้ตกลงกับโจทก์ไปแล้วก่อนลาออก โจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเต็มจำนวน 8 วันให้แก่นายจิรพัฒน์คำสั่งของจำเลยชอบแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 30 ม. 56 ม. 67 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อีทีเอ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางจำลอง ศรแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชาตรี ศิริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8322/2544
#44019
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจทำขึ้นในต่างประเทศมีการรับรองโดยเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกและเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์กับเจ้าหน้าที่กงสุลไทยรับรองอีกชั้นหนึ่งว่ามีการจัดทำเอกสารอย่างแท้จริง กรณีเช่นนี้ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรฯ จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจที่รับฟังเป็นพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมาย

สัญญาซื้อขายพิพาทระบุเงื่อนไขชำระราคาใน 365 วันจากวันที่มีการส่งของ และตามใบตราส่ง โจทก์ส่งของให้แก่ผู้ขนส่งวันที่ 18ธันวาคม 2540 ซึ่งตรงกับวันที่โจทก์ออกใบกำกับสินค้าพร้อมแจ้งหนี้ดังนี้ จึงต้องถือว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยของหนี้เงินค่าสินค้าในระหว่างผิดนัดได้ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม2541 เป็นต้นไป มิใช่คิดดอกเบี้ยได้ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2540

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน3,680,197.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน3,221,473.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 82,475 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้เป็นเงินบาท ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณแต่ทั้งนี้จะต้องไม่เกินอัตรา 39.06 บาท ต่อ ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่โจทก์ฟ้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในฐานะส่วนตัว และสำนักงานจำเลยที่ 1 ตั้งอยู่เลขที่ 31/7 ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ดังนี้

ปัญหาข้อแรก โจทก์เป็นนิติบุคคลหรือไม่ โจทก์มีนายธเนศ ทวิภมรกุลวงศ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบข้อความที่พิมพ์จากระบบทะเบียนการค้าประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์ เอกสารหมาย จ.1 ยืนยันว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลและนายทิโม อิโซจาร์วิ แต่ลำพังเป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์มิได้เป็นนิติบุคคล และนายทิโม อิโซจาร์วิ ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เห็นว่า นายธเนศเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ย่อมต้องรู้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลหรือไม่ ทั้งข้อความที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.1ก็มีข้อความยืนยันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและมีนายทิโมอิโซจาร์วิ ได้รับการแต่งตั้งให้ลงลายมือชื่อผูกพันโจทก์ได้ ส่วนจำเลยที่ 2เป็นบุคคลภายนอก ย่อมทราบสถานะโจทก์สู้นายธเนศไม่ได้ ทั้งคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ก็ขัดกับข้อความในเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งแม้จะเป็นคำแปลจากภาษาฟินแลนด์ แต่ก็เป็นคำแปลที่เป็นต้นฉบับ มีลายมือชื่อและตราประทับของผู้แปลรับรองว่าแปลจากภาษาฟินแลนด์ถูกต้อง โดยมีเจ้าหน้าที่ของประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์รับรองความสามารถของผู้แปล และมีเจ้าหน้าที่กงสุลไทยรับรองเจ้าหน้าที่ประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์อีกต่อหนึ่งคำแปลดังกล่าวหาใช่สำเนาเอกสารดังที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ไม่ และการนำสืบว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลหรือไม่ ก็ไม่มีกฎหมายใดบังคับให้ต้องนำสืบด้วยเอกสารที่ออกโดยทางราชการเท่านั้น โจทก์จึงสามารถนำสืบด้วยพยานบุคคลประกอบคำแปลตามเอกสารหมาย จ.1 ได้ และพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 อุทธรณ์จำเลยที่ 1ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อที่สอง โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยชอบหรือไม่ โจทก์มีนายธเนศ ทวิภมรกุลวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายธเนศฟ้องคดีแทน เห็นว่า เมื่อ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายทิโม อิโซจาร์วิมีอำนาจลงลายมือชื่อโดยลำพังผูกพันโจทก์และตามเอกสารหมาย จ.2ก็ระบุข้อความว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายธเนศฟ้องคดีแทนโดยมีนายทิโม อิโซจาร์วิ ลงลายมือชื่อ มีเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกรับรองลายมือชื่อของนายทิโม อิโซจาร์วิ และมีเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์รับรองลายมือชื่อและตราของโนตารีปับลิก กับมีเจ้าหน้าที่กงสุลไทยรับรองลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์อีกต่อหนึ่ง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จึงไม่สมบูรณ์นั้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การจำเลยที่ 1 ก็ยกขึ้นอุทธรณ์ได้ ซึ่งในปัญหาข้อนี้เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ทำขึ้นในต่างประเทศมีการรับรองโดยเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกและเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์กับเจ้าหน้าที่กงสุลไทยรับรองอีกชั้นหนึ่งว่ามีการจัดทำเอกสารดังกล่าวอย่างแท้จริง กรณีเช่นนี้ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจที่รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้โดยชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์จำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อที่สาม จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าจากโจทก์หรือไม่ ในราคาเท่าใดโจทก์มีนายธเนศ ทวิภมรกุลวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ภาพถ่ายบ้านตัวอย่างหมาย จ.5ใบตราส่งเอกสารหมาย จ.6 ใบกำกับสินค้า (invoice) ซึ่งใช้ในการส่งของพร้อมเรียกเก็บเงินเอกสารหมาย จ.7 ว่า จำเลยที่ 1 สั่งซื้อบ้านสำเร็จรูปจากโจทก์ โดยตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ระบุว่าผู้ซื้อคือมวกเหล็กวาลเลย์ แอนด์ คันทรี คลับ ซึ่งมีที่อยู่ที่เดียวกับสำนักงานจำเลยที่ 1 และระบุชื่อผู้ลงลายมือชื่อในนามผู้ซื้อคือจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการ ส่วนใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.7 ก็ระบุผู้รับตราส่งคือมวกเหล็ก วาลเลย์ แอนด์คันทรีคลับ มีที่อยู่ตรงกับสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ดังกล่าว ข้างต้นและตามเอกสารหมาย จ.6 (32 แผ่น) ประกอบด้วยใบตราส่งซึ่งระบุให้ส่งสินค้าไปที่กรุงเทพมหานคร โดยระบุชื่อและที่อยู่ของมวกเหล็ก วาลเลย์แอนด์ คันทรี คลับ ดังกล่าวเช่นกัน เห็นว่า คำเบิกความของนายธเนศสอดคล้องกับข้อความที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.4, จ.6 และ จ.7ซึ่งใบตราส่งในเอกสารหมาย จ.6 เป็นเอกสารที่จัดทำโดยบริษัทเรือที่รับขนส่งสินค้า ซึ่งไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักที่แสดงถึงข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ขายบ้านสำเร็จรูปและจัดการให้ผู้ขนส่งดำเนินการขนส่งสินค้าไปให้แก่ผู้ซื้อที่สำนักงานของจำเลยที่ 1ซึ่งมีที่อยู่ตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ยุติในเบื้องต้นดังกล่าวแล้ว ทั้งจำเลยที่ 2ในฐานะกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับว่า ได้เคยติดต่อซื้อขายบ้านสำเร็จรูปตามภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.5 จากโจทก์มา 3 ถึง 4 ปี แล้วและนำบ้านสำเร็จรูปที่ซื้อจากโจทก์ไปปลูกในที่ดินโครงการมวกเหล็กวาลเลย์ แอนด์ คันทรี คลับ ทั้งขายให้ผู้ซื้อบ้านหมดแล้ว ประกอบกับสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ก็ระบุว่าผู้ซื้อคือมวกเหล็ก วาลเลย์ แอนด์ คันทรีคลับ จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 ติดต่อกับโจทก์ในนามของมวกเหล็กวาลเลย์ แอนด์ คันทรี คลับ นอกจากนั้นโจทก์ยังมีนายสุวิทธิ์ เกิดน้อยทนายโจทก์เบิกความว่า เมื่อได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้ทวงถามค่าสินค้าจากจำเลยที่ 1 ก็ได้โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 และได้รับคำตอบจากจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 ว่า กำลังรอเงินกู้จากธนาคารอยู่ซึ่งสอดคล้องกับข้อความตามหนังสือของนายวิฑูรถึงโจทก์ตามเอกสารแผ่นสุดท้ายในชุดเอกสารหมาย จ.6 ที่แจ้งว่ามารดานายวิฑูรกำลังติดต่อหาเงินกู้อยู่โดยจำเลยที่ 2 ก็เบิกความว่านายวิฑูรเป็นบุตรของตน และความข้อนี้จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นคดีจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ตกลงซื้อและรับสินค้าไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่ยังค้างชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ เมื่อการซื้อขายบ้านสำเร็จรูประหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งซื้อขายอย่างสังหาริมทรัพย์โดยมีเอกสารเป็นหนังสือตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ทั้งโจทก์ได้ส่งมอบบ้านสำเร็จรูปให้จำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับตามสัญญาได้ และการลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายในนามของโจทก์ก็ไม่จำต้องให้กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อเท่านั้น โจทก์มีอำนาจที่จะมอบอำนาจให้ผู้อื่นลงลายมือชื่อแทนได้ในฐานะตัวแทนโจทก์ไม่ใช่ในฐานะผู้แทนโจทก์ อุทธรณ์ในส่วนนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าซื้อบ้านสำเร็จรูปต่อโจทก์ด้วยเงินสกุลใด เห็นว่าตามสัญญาซื้อขายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญานี้ระบุราคาสินค้าเป็นเงิน 444,000มาร์กฟินแลนด์ (FIM) โดยแบ่งชำระ 2 งวด ไม่ได้ระบุเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ฉะนั้น คดีจึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าสินค้าให้โจทก์เป็นเงินสกุลมาร์กฟินแลนด์ แต่จำนวนเงินมาร์กฟินแลนด์นี้ต้องเป็นจำนวนที่มีค่าเท่ากับเงินบาทไม่เกิน 3,221,473.50 บาท ตามที่โจทก์ฟ้องซึ่งโจทก์คำนวณเป็นเงินบาทจากเงินดอลลาร์สหรัฐโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนอัตราขายตามเอกสารหมาย จ.8 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ปรากฏว่า ตามคำฟ้องมีสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 อันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องของโจทก์มีข้อความระบุเงื่อนไขการชำระราคาใน 365 วัน จากวันที่มีการส่งของ (Shipment date)และตามใบตราส่งในเอกสารหมาย จ.6 โจทก์ส่งของให้แก่ผู้ขนส่งวันที่ 18 ธันวาคม 2540 ซึ่งตรงกับวันที่โจทก์ออกใบกำกับสินค้าพร้อมแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ดังนี้ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยของหนี้เงินค่าสินค้าดังกล่าวในระหว่างผิดนัดได้ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป มิใช่คิดดอกเบี้ยได้ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2540 ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นอกจากนี้ยังปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีแต่คำวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2ไม่ต้องรับผิด แต่ไม่ได้พิพากษาถึงจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ถูกต้อง สมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงินสกุลมาร์กฟินแลนด์เป็นจำนวนซึ่งคำนวณได้เท่ากับเงินบาท 3,221,473.50บาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราขายเงินมาร์กฟินแลนด์ในเอกสารหมาย จ.8 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม2541 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ โดยหากจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินมาร์กฟินแลนด์เป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยที่ขายเงินมาร์กฟินแลนด์ให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือ เอาอัตราแลกเปลี่ยนในวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันใช้เงินจริงและในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ แต่ทั้งนี้เมื่อคำนวณเป็นเงินบาทแล้วจำนวนต้นเงินต้องไม่เกิน3,221,473.50 บาท และจำนวนดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน458,724.42 บาท ตามที่โจทก์ฟ้องให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ในชั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท คอนทิโอตูเท จำกัด หรือบริษัท คอนทิโอตูเท โอวาย
จำเลย — บริษัท มวกเหล็ก วาลเลย์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8320/2544
#42715
เปิดฉบับเต็ม

รายงานสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติของจำเลยในคดีอื่น มิใช่เป็นพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 174 วรรคหนึ่ง ทั้งเป็นเอกสารลับในสำนวนคดีอื่น จำเลยไม่มีโอกาสโต้แย้งคัดค้าน ศาลไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,91, 83, 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 ลงโทษจำคุก 10 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าในคืนวันเกิดเหตุจำเลยกับพวกไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารของผู้เสียหาย จำเลยกับพวกไม่มีเงินที่จะชำระค่าอาหารแล้วออกจากร้านอาหารของผู้เสียหายไป ต่อมาในคืนเกิดเหตุนั้นเองจำเลยนำเงินค่าอาหารจำนวน270 บาท มาชำระให้ผู้เสียหายเช้าวันเกิดเหตุผู้เสียหายไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยกับพวกพยายามฆ่าผู้เสียหาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีพยานสำคัญคือผู้เสียหายและนางล้วนเอก อริยะพงศ์ภริยาผู้เสียหายมาเบิกความว่า หลังจากจำเลยมอบเงินค่าอาหารให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยใช้มือจับไหล่ผู้เสียหายและพูดทำนองว่าผู้เสียหายเป็นคนหัวหมอ แล้วจำเลยได้ชักอาวุธปืนสั้นจากเอวของนายจรัสผู้เสียหายหันหลังวิ่งหนี จำเลยวิ่งไล่ยิงผู้เสียหายหลายครั้งแต่กระสุนปืนไม่ลั่นจากนั้นจำเลยกับพวกก็พากันขึ้นรถจักรยานยนต์หลบหนีไป ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายและนางล้วนเอกว่า เมื่อจำเลยชักอาวุธปืนจากเอวของนายจรัส ผู้เสียหายก็หันหลังวิ่งหนีโดยวิ่งวนอยู่ที่บริเวณหน้าร้านเกิดเหตุ ซึ่งนางล้วนเอกเบิกความว่าผู้เสียหายวิ่งหนีรอบหน้าร้านประมาณ 2 รอบ โดยจำเลยถือปืนวิ่งไล่ยิงผู้เสียหาย เห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้ขัดต่อเหตุผล เนื่องจากจำเลยมีอาวุธปืนซึ่งสามารถยืนยิงทำร้ายผู้เสียหายในระยะที่ไม่ไกลจากตัวจำเลยนักได้อยู่แล้วไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จำเลยจะต้องวิ่งไล่ตามไปเพื่อยิงผู้เสียหายทั้งผู้เสียหายก็ทราบดีว่าจำเลยมีอาวุธปืนซึ่งสามารถยิงทำร้ายผู้เสียหายโดยจำเลยไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ตัวผู้เสียหาย ผู้เสียหายกลับวิ่งวนอยู่รอบหน้าร้านเกิดเหตุถึง 2 รอบ แล้วจึงวิ่งหลบหนีไปที่บ้านของนางเสาวนีย์เจริญเดช ลักษณะการวิ่งหนีของผู้เสียหายดังกล่าวกลับกลายเป็นเป้าให้จำเลยยิงผู้เสียหายได้โดยสะดวก นับเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยอย่างยิ่งยังได้ความจากคำเบิกความของนางล้วนเอกว่า ในขณะที่จำเลยไล่ยิงผู้เสียหาย นายบ่าวนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ ส่วนนายจรัสอยู่ในที่เกิดเหตุเมื่อนางล้วนเอกตะโกนบอกให้นายจรัสเข้าไปห้าม นายจรัสจึงเข้าไปห้ามโดยกอดตัวจำเลยไว้ ซึ่งแสดงว่านายบ่าวและนายจรัสหาได้มีส่วนร่วมในการที่จำเลยใช้อาวุธปืนไล่ยิงผู้เสียหายแต่อย่างใด แต่เมื่อผู้เสียหายกับนางล้วนเอกไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกลับกล่าวหาว่าจำเลยนายบ่าวและนายจรัสพยายามฆ่าผู้เสียหาย จึงฝืนกับข้อเท็จจริงดังที่นางล้วนเอกเบิกความ ซึ่งก็นับเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ทั้งสองปากเช่นกันทำให้ขาดน้ำหนักน่าเชื่อถือ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าในคืนวันเกิดเหตุนายจรัสพกพาอาวุธปืนมาในที่เกิดเหตุด้วยก็ตาม แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ในคืนเกิดเหตุนายจรัสสวมเสื้อปล่อยชายจึงไม่เห็นว่านายจรัสพกพาอาวุธปืนหรือไม่ ทั้งข้อเท็จจริงยังยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า จำเลยไม่ทราบว่านายจรัสมีอาวุธปืนติดตัวมาด้วยในคืนเกิดเหตุแล้วจำเลยจะไปเอาอาวุธปืนจากเอวของนายจรัสซึ่งสวมเสื้อปล่อยชายปกปิดอาวุธปืนที่เอวนั้นออกมายิงผู้เสียหายได้อย่างไร และแม้ตามรายงานสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1087/2539 ของศาลชั้นต้นจะปรากฏว่านายจรัสจำเลยในคดีดังกล่าวจะให้ถ้อยคำแก่พนักงานคุมประพฤติว่าจำเลยชักอาวุธปืนออกมายิงผู้เสียหายก็ตาม แต่รายงานดังกล่าวหาใช่เป็นพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 วรรคหนึ่งทั้งเป็นเอกสารลับในสำนวนคดีอื่น จำเลยไม่มีโอกาสโต้แย้งคัดค้านศาลไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยได้ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายและนางล้วนเอกตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ในขณะที่ผู้เสียหายวิ่งหนีจำเลย ผู้เสียหายหยิบท่อเหล็กน้ำประปาซึ่งวางอยู่แถวบริเวณหน้าร้านที่เกิดเหตุขึ้นมาตีจำเลย โดยนางล้วนเอกเบิกความว่าผู้เสียหายตีถูกจำเลย แต่ไม่ทราบว่าจะถูกบริเวณส่วนใดจนจำเลยล้มลง แล้วผู้เสียหายโยนท่อเหล็กน้ำประปาทิ้งและวิ่งไปทางบ้านนางแดง (นางเสาวนีย์) นายจรัสเข้าไปตะครุบตัวจำเลย จำเลยขัดขืนเพื่อจะติดตามผู้เสียหายไป แต่ไม่สามารถดิ้นหลุดไป ที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความว่า ผู้เสียหายหยิบท่อเหล็กน้ำประปาบริเวณหน้าร้านเกิดเหตุในขณะที่วิ่งหนีจำเลยที่ใช้ปืนไล่ยิงขึ้นมาตีจำเลยนั้นไม่น่าเชื่อเพราะผิดปกติวิสัยของผู้ที่วิ่งหนีคนร้ายที่จะใช้ปืนยิง ซึ่งจะต้องหยุดหรือชะลอความเร็วเพื่อหยิบท่อเหล็กน้ำประปาดังกล่าวขึ้นมาอันจะเป็นโอกาสให้คนร้ายยิงทำร้ายได้ง่าย ทั้งท่อเหล็กน้ำประปาก็ไม่สามารถจะนำมาใช้เป็นอาวุธป้องกันตนเองได้เนื่องจากจะต้องใช้ตีคนร้ายในระยะใกล้ในขณะที่คนร้ายมีอาวุธปืนซึ่งสามารถยิงทำร้ายได้ในระยะไกล ข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายใช้ท่อเหล็กน้ำประปาตีทำร้ายจนจำเลยล้มลงไปกลับเจือสมทางนำสืบของจำเลยว่า เมื่อจำเลยนำเงินค่าอาหารมาชำระให้ผู้เสียหายจำเลยพูดจาโต้เถียงกับผู้เสียหาย ผู้เสียหายหยิบท่อเหล็กน้ำประปาซึ่งวางอยู่แถวบริเวณหน้าร้านเกิดเหตุขึ้นมาตีจำเลยจนจำเลยล้มลงนายจรัสกับนายบ่าววิ่งเข้าไปห้าม นายจรัสชักอาวุธปืนออกมาจากเอวและพูดว่าใครอย่าเข้ามา ให้พอกันแค่นี้ นายบ่าวกับนายจรัสยกตัวจำเลยขึ้นมา จำเลยจึงพุ่งตัวไปหาผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายวิ่งอ้อมไปทางหน้าร้านอาหาร จากนั้นจำเลยกับพวกก็พากันกลับบ้าน ดังนั้นตามที่นางเสาวนีย์พยานโจทก์เบิกความว่า ในคืนเกิดเหตุผู้เสียหายและนางล้วนเอกไปบ้านพยาน ผู้เสียหายร้องเรียกพยานว่าจำเลยจะยิงนั้น จะเห็นได้ว่า ผู้เสียหายไปหานางเสาวนีย์เพียงเพื่อเล่าเหตุการณ์ให้ฟังเท่านั้น หาได้ไปขอความช่วยเหลือจากนางเสาวนีย์แต่อย่างใดไม่ขณะเกิดเหตุคดีนี้เป็นเวลา 4 นาฬิกา เป็นเวลาดึกดื่น นางเสาวนีย์มิใช่ญาติพี่น้องของผู้เสียหายไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ผู้เสียหายจะต้องไปเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้นางเสาวนีย์ฟัง การกระทำของผู้เสียหายทำให้ระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายถูกจำเลยใช้อาวุธปืนไล่ยิงจริงหรือไม่ ทั้งการที่หลังเกิดเหตุจำเลยไม่อยู่บ้านจำเลยโดยบิดาจำเลยแจ้งว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัดดังที่ร้อยตำรวจเอกวุฒิพนธิ์ ดิ้นทองพนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความก็หาเป็นพิรุธแต่อย่างใดไม่เพราะเมื่อจำเลยทราบว่ามีการออกหมายจับจำเลย จำเลยก็เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จำต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาพยายามฆ่าเสียด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนัง
จำเลย — นาย ธวัชชัยหรือเชน มากทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8320/2544
#69548
เปิดฉบับเต็ม

รายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติในสำนวนคดีอาญาไม่ใช่เป็นพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 174 วรรคหนึ่ง ทั้งเป็นเอกสารลับในสำนวนคดีอื่น จำเลยไม่มีโอกาสโต้แย้งคัดค้าน ศาลไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๙๑, ๘๓, ๘๐ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๐ ลงโทษจำคุก ๑๐ ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว แม้ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๐๘๗/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้นจะปรากฏว่า จำเลยในคดีดังกล่าวจะให้ถ้อยคำแก่พนักงานคุมประพฤติว่า จำเลยชักอาวุธปืนออกมายิงผู้เสียหายก็ตาม แต่รายงานดังกล่าวหาใช่เป็นพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๔ วรรคหนึ่ง ทั้งเป็นเอกสารลับในสำนวนคดีอื่น จำเลยไม่มีโอกาสโต้แย้งคัดค้าน ศาลไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยได้ เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จำต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาพยายามฆ่าเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 174 วรรคหนึ่ง ม. 226
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 6 ม. 11 ม. 13 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนัง
จำเลย — นายธวัชชัยหรือเชน มากทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปากพนัง — นายอรรถพล แจ่มจรรยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8314/2544
#44018
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง และริบรถยนต์ของกลาง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์เพราะพอใจในโทษของตนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีเฉพาะตัวของจำเลยที่ 2 ย่อมถึงที่สุด แต่จะถือว่าประเด็นในเรื่องการริบรถยนต์ของกลางถึงที่สุดตามโทษของจำเลยที่ 2 ทำนองเดียวกับคดีแพ่งที่มีการถึงที่สุดเป็นประเด็น ๆ ไปหาได้ไม่ เพราะปัญหาในคดีอาญาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงโทษจำเลยตลอดจนริบทรัพย์สินล้วนเป็นปัญหาที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ทั้งสิ้น แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 วรรคหนึ่ง,195 วรรคสอง และมาตรา 213 คำพิพากษาเกี่ยวกับรถยนต์ของกลางจึงยังไม่ถึงที่สุด

เมื่อคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางจึงยังเป็นของบริษัทเงินทุน ท. อยู่ยังไม่ได้ตกเป็นของแผ่นดิน การที่ผู้ร้องซื้อสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ของกลางและจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 และคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด ผู้ร้องย่อมเป็นเจ้าของแท้จริงในรถยนต์ของกลางได้โดยชอบ เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังในวันที่ 25 มกราคม 2542 และไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คำพิพากษาคดีนี้ย่อมถึงที่สุดในวันที่ 26กุมภาพันธ์ 2542 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางคืนเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 จึงเป็นการยื่นภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง และริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ป - 3118 สุโขทัยของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ขอให้สั่งคืนรถยนต์กระบะของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะของกลางที่ศาลสั่งริบ หรือแม้ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถคันดังกล่าวผู้ร้องก็รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าเดิมรถยนต์กระบะของกลางเป็นของบริษัทเงินทุนไทยธำรงจำกัด ซึ่งได้ให้จำเลยที่ 2 เช่าซื้อไปเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2540 ต่อมาวันที่ 8พฤษภาคม 2540 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมรถยนต์กระบะของกลาง โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับส่วนจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ที่กระบะท้ายและโยนเมทแอมเฟตามีน 1,400 เม็ดทิ้งลงข้างทางซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้ได้ บริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัดบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 2 แล้ว หลังจากนั้นศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 10 ปี และริบรถยนต์กระบะของกลางโดยอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนโดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ฟัง เมื่อวันที่ 25มกราคม 2542 ซึ่งไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ส่วนบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัดถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งระงับการดำเนินกิจการเมื่อวันที่ 5สิงหาคม 2540 และให้องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูฐานะ แต่บริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด ไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้จึงมีการชำระบัญชีและนำทรัพย์สินของบริษัทออกขายทอดตลาดผู้ร้องซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมได้เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดดังกล่าวได้ ซึ่งรวมทั้งสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กระบะของกลางในวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 มีการจดทะเบียนให้ผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะของกลางเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2541ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์กระบะของกลางเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543คดีมีปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องเป็นข้อแรกว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรถยนต์กระบะของกลางคืนเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดหรือไม่ในปัญหาข้อนี้เห็นว่า คำพิพากษาจะถึงที่สุดเมื่อใดย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 กล่าวคือ เมื่อระยะเวลาที่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาได้นั้นสิ้นสุดลง คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 แต่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีเฉพาะตัวจำเลยที่ 2 ย่อมถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นต้องออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อระยะเวลาที่จำเลยที่ 2 อาจยื่นอุทธรณ์ได้นั้นสิ้นสุดลง ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2พอใจในโทษของตนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ก็ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ และจะให้จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในเรื่องการริบรถยนต์กระบะของกลางอย่างเดียว จำเลยที่ 2 คงไม่กระทำเพราะรถยนต์กระบะของกลางไม่ใช่ของตนจะถือว่าประเด็นในเรื่องการริบรถยนต์กระบะของกลางถึงที่สุดตามโทษของจำเลยที่ 2 ทำนองเดียวกันกับคดีแพ่งที่มีการถึงที่สุดเป็นประเด็น ๆ ไปหาได้ไม่ เพราะปัญหาในคดีอาญาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงโทษจำเลยตลอดจนการริบทรัพย์สิน ล้วนเป็นปัญหาที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ทั้งสิ้นแม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ก็ตามทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง,195 วรรคสอง และมาตรา 213 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 อาจยกปัญหาเรื่องการริบรถยนต์กระบะของกลางขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้เป็นว่าไม่ริบรถยนต์กระบะของกลางก็ชอบที่จะทำได้ เห็นได้ว่าคำพิพากษาเกี่ยวกับรถยนต์กระบะของกลางยังไม่ถึงที่สุดดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เมื่อคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 กรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะของกลางจึงยังเป็นของบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด อยู่ ยังไม่ตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 และอาจมีการโอนกรรมสิทธิ์กันได้อีกก่อนที่คำพิพากษาจะถึงที่สุด การที่ผู้ร้องซื้อสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กระบะของกลางเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 และจดทะเบียนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในวันที่ 17 สิงหาคม 2541 จึงเป็นการรับโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะของกลางขณะที่คดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 และคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด ผู้ร้องย่อมเข้าเป็นเจ้าของแท้จริงในรถยนต์กระบะของกลางได้โดยชอบ เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังในวันที่ 25มกราคม 2542 กำหนดเวลาที่คู่ความอาจยื่นฎีกาได้คือภายในวันที่ 25กุมภาพันธ์ 2542 เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาดังกล่าว คำพิพากษาในคดีนี้ย่อมถึงที่สุดในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรถยนต์กระบะของกลางคืนเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์2543 จึงเป็นการยื่นภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังขึ้น..."

พิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ป - 3118สุโขทัย ของกลางแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
ผู้ร้อง — กองทุนรวมอาร์ที - เคเค
จำเลย — นาย มานิตหรือมานิตย์ พลอาจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8308/2544
#42714
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ดิ้นรนขัดขืนไม่ยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมโดยดีจำเลยที่ 2 ไม่ได้ต่อสู้ขัดขวางการจับกุม ฮ. แต่เพียงผู้เดียวทำร้ายสิบตำรวจเอก อ. ตามพฤติการณ์เป็นการตัดสินใจกระทำไปตามลำพังของจำเลยแต่ละคนโดยมิได้คบคิดกัน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิด จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ดังนั้น จึงปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138 วรรคสองเท่านั้น จะปรับบทตามมาตรา 140 วรรคหนึ่งซึ่งเป็นบทลงโทษผู้กระทำความผิดโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปตามที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกอีกหนึ่งคนซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือ จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันผลิตโดยการแบ่งบรรจุเฮโรอีนดังกล่าวออกบรรจุถุง 13 ถุง นำไปซุกซ่อนในปกหนังสือเพื่อเตรียมนำส่งออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกัน ชกต่อย ถีบ ฉุด กระชากผลัก ต่อสู้ขัดขวาง และทำร้ายสิบตำรวจเอกอนุชา ไวยรูป กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ขณะเข้าตรวจค้นที่พักและจับกุมจำเลยทั้งสามกับพวก โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้สิบตำรวจเอกอนุชากับพวกได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 138, 140, 391 ริบของกลาง เว้นแต่ภาพถ่ายใบเสร็จรับเงินและตั๋วโดยสารเครื่องบินให้คืนเจ้าของ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 3มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคหนึ่งจำคุกคนละ 1 ปี อีกกระทงหนึ่ง เมื่อรวมโทษทุกกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ที่ถูกมาตรา 91(3)) แล้ว คงให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ริบของกลาง เว้นแต่ภาพถ่ายใบเสร็จรับเงินและตั๋วโดยสารเครื่องบินให้คืนเจ้าของ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2539 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสามได้ที่สุริวงศ์บ้านเช่า แขวงสี่พระยา เขตบางรักกรุงเทพมหานคร พร้อมยึดเฮโรอีนบรรจุถุงพลาสติก 13 ถุง น้ำหนักรวม 1,376กรัม คำนวณเป็นปริมาณสารบริสุทธิ์ 1,161 กรัม จากห้อง 206 และของกลางอื่นตามฟ้อง โดยในการจับกุมครั้งนี้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามแต่เพียงว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ หน่องพงษ์ และสิบตำรวจเอกอนุชา ไวยรูป เจ้าพนักงานตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดผู้จับกุมจำเลยทั้งสามเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2539 ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีชาวต่างประเทศผิวดำชื่อนายไมเคิลพักอยู่ที่สุริวงศ์บ้านเช่าเป็นผู้ค้ายาเสพติด ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์จึงให้สิบตำรวจเอกอนุชาร่วมตรวจสอบจนทราบว่าชาวต่างประเทศดังกล่าวคือจำเลยที่ 1 พักอยู่ที่ห้อง 501 ต่อมาได้รับแจ้งจากสายลับว่า จำเลยที่ 1 ลักลอบนำเฮโรอีนออกนอกประเทศโดยว่าจ้างสตรีผิวดำ ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 12 นาฬิกา สายลับคนเดิมมาแจ้งว่า ในวันนั้นเวลา 23.30 นาฬิกา สตรีผิวดำชื่อนางดอร์รีสพักอยู่ห้อง 206 ซึ่งจำเลยที่ 1เป็นผู้เช่า จะรับจ้างจำเลยที่ 1 นำเฮโรอีนออกนอกประเทศ โดยเดินทางไปกับสายการบินเค.แอล.เอ็ม เที่ยวบิน เคแอล 806 ไปกรุงอัมสเตอร์ดัมประเทศสาธารณรัฐเนเธอร์แลนด์ พยานทั้งสองกับพวกจึงเดินทางไปที่สุริวงศ์บ้านเช่าโดยแต่งกายนอกเครื่องแบบไปถึงสุริวงศ์บ้านเช่าเวลา17 นาฬิกา ติดต่อกับนางสาวศิริมา ยานะ ผู้ดูแลกิจการห้องเช่า แล้วซุ่มสังเกตการณ์จนถึงเวลาประมาณ 19 นาฬิกา จึงไปที่ห้อง 206 พบจำเลยที่ 1ที่หน้าห้อง ลักษณะเหมือนเพิ่งออกจากห้อง 206 จึงให้นางสาวศิริมา เคาะประตูเรียกผู้ที่อยู่ในห้อง 206 เมื่อประตูห้องเปิดแล้วพบจำเลยที่ 2 ที่ 3และนางฮาร์เจีย มาเรียมาร์ ไชดู อยู่ในห้อง ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ นางฮาร์เจียต่อสู้ขัดขวางทำร้ายร่างกายสิบตำรวจเอกอนุชาแล้วหลบหนีไปได้ นางสาวศิริมาพยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็เบิกความยืนยันว่าในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นห้อง 206นางสาวศิริมาเป็นผู้นำตรวจค้น แม้นางสาวศิริมาจะเบิกความว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจค้นพบจำเลยทั้งสามกับหญิงอีกคนหนึ่งที่หลบหนีไปได้อยู่ในห้อง 206 แตกต่างไปจากที่ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์และสิบตำรวจเอกอนุชาเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ยืนอยู่หน้าห้องลักษณะเหมือนเพิ่งออกมาจากห้อง 206 ก็เป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดเพราะได้สาระสำคัญตรงกันว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสามได้ที่ห้อง 206นั่นเอง จากการตรวจค้นห้อง 206 ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์กับพวกพบเฮโรอีนบรรจุถุงพลาสติกสีชมพูขนาดกว้างประมาณ 7 นิ้ว ยาวประมาณ10 นิ้ว ปิดหุ้มด้วยสกอตเทปสีน้ำตาลน้ำหนักถุงละประมาณ 135 กรัม10 ถุง เฮโรอีนบรรจุถุงพลาสติกสีชมพูขนาดกว้าง 4 นิ้ว ยาว 7 นิ้วน้ำหนักถุงละประมาณ 65 กรัม 2 ถุง ซุกซ่อนอยู่ในหนังสือปกหน้าและปกหลัง 6 เล่ม กับเฮโรอีนบรรจุถุงพลาสติกสีขาวน้ำหนักประมาณ 65 กรัม1 ถุง ของกลางดังกล่าววางอยู่บนเตียง นอกจากนี้พบสกอตเทปสีน้ำตาล3 ม้วน ถุงพลาสติกสีชมพูลักษณะเดียวกับที่ใช้บรรจุเฮโรอีน 40 ถุง มีดคัดเตอร์ 3 เล่ม กาวกระป๋อง 2 กระป๋อง ถุงพลาสติกใสสีขาว 100 ถุง ไม้บรรทัด 2 อัน เทียนไข 6 เล่ม ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้า ซึ่งของกลางเหล่านี้สามารถใช้เป็นอุปกรณ์ในการบรรจุเฮโรอีนซุกซ่อนในปกหนังสือได้และจากการนำจำเลยที่ 1 ไปตรวจค้นห้อง 501 ก็พบใบเสร็จรับเงินค่าเช่าห้อง 206 ด้วยเหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสามได้ก็น่าเชื่อว่าได้รับแจ้งถึงการกระทำผิดจากสายลับ มิฉะนั้นย่อมไม่อาจเข้าจับกุมจำเลยทั้งสามซึ่งอยู่ในห้องเช่าส่วนตัวได้พร้อมของกลาง แม้โจทก์มิได้อ้างสายลับมาเบิกความก็ไม่ทำให้น้ำหนักคำพยานโจทก์ลดน้อยไป เพราะโจทก์มีเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมซึ่งเป็นประจักษ์พยาน โดยตรงมาเบิกความต่อศาลอยู่แล้ว เฮโรอีนของกลางที่ตรวจยึดได้จากห้องที่เกิดเหตุมีปริมาณมากคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ถึง 1,161 กรัม ผู้กระทำผิดที่ครอบครองเฮโรอีนของกลางต้องได้รับโทษสูง ถ้าจำเลยทั้งสามไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นในการครอบครองหรือซุกซ่อนเฮโรอีนของกลางเข้าไปในปกหนังสือ ก็ไม่มีเหตุที่ผู้กระทำผิดจะกล้าให้เข้าไปในห้อง 206 ทำให้มีโอกาสรู้เห็นการกระทำผิดได้พฤติการณ์ฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมเป็นตัวการมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พยานจำเลยทั้งสามที่นำสืบว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเฮโรอีนของกลางไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นความจริงได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ข้อหาความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ซึ่งศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ดิ้นรนขัดขืนไม่ยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมโดยดี จำเลยที่ 2 ไม่ได้ต่อสู้ขัดขวางการจับกุม นางฮาร์เจียแต่ผู้เดียวทำร้ายสิบตำรวจเอกอนุชา ตามพฤติการณ์เป็นการตัดสินใจกระทำไปตามลำพังของจำเลยแต่ละคนโดยมิได้คบคิดกัน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิด จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ดังนั้น จึงปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง เท่านั้น จะปรับบทตามมาตรา 140 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทลงโทษผู้กระทำความผิดตามมาตรา 138 วรรคสอง โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปตามที่โจทก์ฟ้องไม่ได้ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ข้อหาความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 138 ม. 140
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ไมเคิล แอดจี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8304/2544
#43398
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับชำระหนี้ตามเช็คอันมีมูลหนี้มาจากการซื้อขายหุ้นในบริษัท ก. ตั้งอยู่ที่จังหวัดปัตตานี ส่วนจำเลยให้การว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการติดตามลูกหนี้ของบริษัท ก. จึงเห็นได้เหตุที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิเป็นหนี้เกี่ยวกับกิจการของบริษัท ก. ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นศาลมูลคดีเกิดด้วยศาลหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดปัตตานี

อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นที่ว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลชั้นต้นหรือไม่ เมื่อศาลฎีกาฟังว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นและต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ ปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ที่ว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่จึงเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ (2)(ก)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าเมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. 2539 จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าพระ จำนวนสามฉบับเพื่อชำระหนี้ที่จำเลยติดค้างและต้องชำระหรือรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์จากการที่จำเลยได้ขายกิจการหรือหุ้นในบริษัทเกษมกิจปัตตานีปลาป่นจำกัด จำนวนสามฉบับ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อถึงกำหนดระยะเวลาตามที่ตกลงกัน โจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายได้ลงวันเดือนปีในเช็คโดยชอบแล้วนำเช็คทั้งสามฉบับเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขากันตัง เพื่อเรียกเก็บแทนตามวิธีการของทางธนาคาร แต่ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสามฉบับ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 1,177,897 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 1,125,604 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยถึงแก่กรรม นางมาลัย วิเชียรเกื้อ ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องโจทก์ โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คมูลคดีเกิดที่ศาลแพ่งธนบุรีและจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยตรงว่า ศาลชั้นต้นเป็นศาลมูลคดีเกิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1)หรือไม่ เห็นว่า ศาลมูลคดีเกิดหมายถึง ศาลที่เกี่ยวข้องกับเหตุที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับชำระหนี้ตามเช็ค อันมีมูลหนี้มาจากการซื้อขายหุ้นในบริษัทเกษมกิจปัตตานี จำกัด ตั้งอยู่ที่ถนนนาเกลือ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ส่วนจำเลยให้การว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ เพื่อเป็นประกันการติดตามลูกหนี้ของบริษัทดังกล่าว จึงเห็นได้ว่าเหตุที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิเป็นหนี้เกี่ยวกับกิจการของบริษัทเกษมกิจปัตตานี จำกัด ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงเป็นศาลมูลคดีเกิดด้วยศาลหนึ่งโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีนี้ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นที่ว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลชั้นต้นหรือไม่ เมื่อศาลฎีกาฟังว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลชั้นต้นและต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ ดังนั้น ปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ที่ว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่จึงเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาทตามตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตาราง 1 ข้อ 2(ก)เมื่อปรากฏว่า โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมาจึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินนี้แก่โจทก์"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมาในชั้นนี้ให้คืนแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1) ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เกรียงศักดิ์ เศรษฐวรพันธ์
จำเลย — นาย ไพโรจน์ วิเชียรเกื้อ โดยนาง มาลัย วิเชียรเกื้อ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8303/2544
#69598
เปิดฉบับเต็ม

ขณะทำหนังสือสัญญาขายที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ลูกหนี้ เจ้าหนี้และลูกหนี้ต่างมีเจตนา อันแท้จริงที่จะผูกพันกันตามราคาที่ดินและเงื่อนไขการชำระราคาตามสัญญาจะซื้อขาย ส่วนการทำสัญญาขายที่ดิน เป็นเพียงวิธีดำเนินการให้มีการจดทะเบียนซื้อขายเพื่อโอนกรรมสิทธิ์กันตามกฎหมายเท่านั้น การที่ลูกหนี้สั่งจ่าย เช็คพิพาทชำระค่าเสียหายอันเนื่องจากเช็คค่าที่ดินเดิมถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยเจ้าหนี้ยินยอมถอนคำร้องทุกข์และไม่ดำเนินคดีอาญาแก่ลูกหนี้ต่อไป จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ระงับข้อพิพาท ซึ่งมีอยู่ให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน และมีผลให้เจ้าหนี้ได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850, 852 เจ้าหนี้จึงชอบที่จะได้รับชำระหนี้ตามเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ยจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) เด็ดขาดและต่อมาได้พิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมคดีล้มละลายรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน ๓๑,๐๑๖,๗๑๔.๙๙ บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๐๔ แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำรายงานความเห็นว่าเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้ชำระหนี้ตามเช็ค เพราะไม่มีมูลที่จะอ้างได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๔ (๑) เห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา ๑๐๗ (๑)

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แผนกคดีล้มละลายพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๓๖ เป็นต้นไปถึงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ซึ่งเป็น วันพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด โดยดอกเบี้ยเป็นเงินไม่เกิน ๖,๐๑๕,๖๒๔.๙๙ บาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทีคู่ความต่างไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๓๔ ลูกหนี้ได้ตกลงจะซื้อที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๕๔๓ จากเจ้าหนี้ในราคา ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งชำระราคา ๓ งวด เป็นเช็คฉบับละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และ ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ ตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.๑ ต่อมาวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๓๔ เจ้าหนี้และลูกหนี้ได้ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินและจดทะเบียน โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแก่ลูกหนี้ โดยระบุราคาซื้อขายที่ดิน ๑๓,๗๕๐,๐๐๐ บาท และลูกหนี้ได้ชำระราคาเรียบร้อยแล้ว ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.๑๖ ในวันดังกล่าว ลูกหนี้ได้ชำระเงินแก่เจ้าหนี้ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท และเจ้าหนี้ได้คืนเช็คฉบับแรกแก่ลูกหนี้ ส่วนเช็คที่เหลืออีก ๒ ฉบับ ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เจ้าหนี้จึงดำเนิน คดีอาญาแก่ลูกหนี้ ลูกหนี้ตกลงยินยอมทำบันทึกขอใช้ค่าเสียหายโดยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด ลงวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๓๖ จำนวน ๒ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่เจ้าหนี้ และเจ้าหนี้ได้ถอนคำร้องทุกข์ ครั้นเมื่อเช็คถึงกำหนดชำระเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เจ้าหนี้จึงนำมูลหนี้ตามเช็คดังกล่าวมาฟ้องลูกหนี้ให้เป็นบุคคลล้มละลาย และขอรับชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมคดีล้มละลาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ มีมูลหนี้ที่ลูกหนี้จะต้องรับผิดชำระแก่เจ้าหนี้หรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกาว่า ความผูกพันที่ลูกหนี้จะต้องชำระหนี้ค่าที่ดินตามเช็คอีก ๒ ฉบับ ตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.๑ เป็นอันระงับไปตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.๑๖ ลูกหนี้จึงไม่ต้องรับผิดตามเช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ ที่สั่งจ่ายเป็นค่าเสียหายอันเนื่องจากเช็คชำระค่าที่ดินดังกล่าว ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินนั้น เห็นว่า แม้สำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.๑๖ จะระบุว่าราคาที่ดิน ที่ซื้อขายกันเป็นเงิน ๑๓,๗๕๐,๐๐๐ บาท และลูกหนี้ได้ชำระราคาเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าในวันทำสัญญา ดังกล่าวซึ่งได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ลูกหนี้ได้ชำระเงินจำนวน ๑๓,๗๕๐,๐๐๐ บาท ตามข้อความในสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.๑๖ แก่เจ้าหนี้แต่อย่างใด คงได้ความตามคำให้การของพยานเจ้าหนี้ใน ชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้แต่เพียงว่าในวันทำสัญญาและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ลูกหนี้ได้ชำระเงินค่าที่ดินแก่เจ้าหนี้เพียง ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท และเจ้าหนี้ได้คืนเช็คชำระค่าที่ดินฉบับแรกให้แก่ลูกหนี้โดยมิได้มีการตกลง เวนคืนเช็คค่าที่ดินที่เหลืออีก ๒ ฉบับ ที่จะถึงกำหนดชำระภายหลังวันทำสัญญาขายที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่ลูกหนี้ หรือมีการกระทำใด ๆ อันแสดงว่าเจ้าหนี้และลูกหนี้ได้ตกลงจะไม่ผูกพันกันตามราคาที่ดินละเช็คทั้ง ๒ ฉบับ ดังกล่าวตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขาย เอกสารหมาย จ.๑ อีกต่อไป ประกอบกับภายหลังเมื่อธนาคารปฏิเสธ การจ่ายเงินตามเช็คทั้ง ๒ ฉบับ แล้ว ลูกหนี้ยังได้ตกลงยินยอมใช้ค่าเสียหายโดยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เท่ากับจำนวนตามเช็คทั้ง ๒ ฉบับ เดิมดังกล่าวแก่เจ้าหนี้ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าขณะทำหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.๑๖ และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ลูกหนี้นั้น เจ้าหนี้และลูกหนี้ต่างมีเจตนาอันแท้จริงที่จะคงผูกพันกันตามราคาที่ดินและเงื่อนไขการชำระราคาตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขาย เอกสารหมาย จ.๑ ส่วนการทำหนังสือสัญญาขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.๑๖ เป็นเพียงวิธีดำเนินการให้มีการการ จดทะเบียนซื้อขายเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายเท่านั้น ทั้งสองฝ่ายหาได้มีเจตนาจะเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกหนังสือสัญญาจะซื้อขายฉบับเดิมแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ลูกหนี้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ ชำระค่าเสียหายอันเนื่องจาก เช็คค่าที่ดิน ๒ ฉบับ เดิมถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยเจ้าหนี้ยินยอมถอนคำร้องทุกข์และไม่ดำเนินคดีอาญาแก่ลูกหนี้ต่อไป จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่ให้เสร็จไปด้วยต่างยอม ผ่อนผันให้แก่กัน และมีผลให้เจ้าหนี้ได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๐, ๘๕๒ เจ้าหนี้จึงชอบที่จะได้รับชำระตามเช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของเจ้าหนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 850 ม. 852 ม. 900
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปริม ธนะโชติ
เจ้าหนี้ — นางปริม ธนะโชติ
จำเลย — นายเอก ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา