คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8241/2544
#69541
เปิดฉบับเต็ม

การที่ลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (2) หมายถึง ลูกจ้างได้กระทำโดยรู้สำนึกถึงการกระทำว่าจะเกิดผลเสียหายต่อนายจ้าง

โจทก์อนุญาตให้รถยนต์ที่มีเลขทะเบียนไม่ตรงกับใบสั่งจ่ายน้ำมันเข้าไปเติมน้ำมันในบริษัทจำเลยและออกใบผ่านยามไม่ตรงกับความจริง แต่การกระทำเช่นนี้โจทก์และพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยได้ปฏิบัติกันมาเป็นปกติเพราะไม่มีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจน จำเลยทำการสอบสวนแล้วก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทุจริตหรือมีผลประโยชน์ เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว และรถที่เข้าไปเติมน้ำมันจำเลยก็เรียกเก็บเงินในภายหลังได้ตามปกติ จึงมิใช่เป็นการที่โจทก์กระทำโดยรู้ว่าจะเกิดความเสียหายแก่จำเลยผู้เป็นนายจ้างอันจะถือว่าโจทก์จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์มิได้จงใจทำให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหายตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (2) จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ แต่การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ที่ว่า "ไม่ปกปิดข้อเท็จจริงอันอาจเป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย ทำหลักฐานหรือรายงานหรือให้ข้อความเป็นเท็จแก่บริษัทฯ" ซึ่งถือเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในตัว จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงมีสิทธิไล่โจทก์ออกจากงานได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ประกอบด้วย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๖,๗๙๕ บาท และค่าชดเชย จำนวน ๔๗,๔๑๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๖,๗๙๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และค่าชดเชยจำนวน ๔๗,๔๑๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์จงใจทำให้จำเลยเสียหายและจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ เห็นว่า การที่ลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๒) นั้น หมายถึง ลูกจ้างได้กระทำโดยรู้สำนึกถึงการกระทำว่าจะเกิดผลเสียหายต่อนายจ้าง คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟัง ข้อเท็จจริงว่า โจทก์อนุญาตให้รถยนต์ที่มีเลขทะเบียนไม่ตรงกับใบสั่งจ่ายน้ำมันเข้าไปเติมน้ำมันในบริษัทจำเลยและออกใบผ่านยามไม่ตรงกับความจริง ซึ่งการกระทำเช่นนี้โจทก์และพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยได้ปฏิบัติกันมาเป็นปกติเพราะไม่มีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนในเรื่องนี้ จำเลยทำการสอบสวนแล้วไม่ปรากฏว่าโจทก์ทุจริตหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว และรถที่เข้าไปเติมน้ำมันนั้นจำเลยเรียกเก็บเงินในภายหลังได้ตามปกติ ดังนั้น จึงมิใช่เป็นการที่โจทก์กระทำโดยรู้ว่าจะเกิดความเสียหายแก่จำเลยผู้เป็นนายจ้างอันจะถือว่าโจทก์จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์มิได้จงใจทำให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๒) จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยตามฟ้องให้แก่โจทก์ แต่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.๒ ข้อ ๔๕ (๒๑) ที่ว่า "ไม่ปกปิดข้อเท็จจริงอันอาจเป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย ทำหลักฐานหรือรายงานหรือใช้ข้อความเป็นเท็จแก่บริษัทฯ" ซึ่งถือเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในตัว จำเลยซึ่งเป็น นายจ้างมีสิทธิไล่โจทก์ออกจากงานได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและมิต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคท้าย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกา ไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคท้าย ม. 119 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ ศรีกะพงษ์
จำเลย — บริษัทอุตสาหกรรมปลาป่นแปซิฟิค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายปานนท์ กัจฉปานันท์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8239/2544
#42706
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาจนกว่าศาลอุทธรณ์จะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,071,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2540จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมระหว่างศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย จำเลยฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่าคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1ที่ให้ยกคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมนั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาจนกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1)ประกอบมาตรา 247 แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว สุนันท์ ปิยะวรรณพงศ์
จำเลย — บริษัท นครหลวงไทยไม้อัด จำกัด
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8239/2544
#69618
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา จนกว่าศาลอุทธรณ์จะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๓,๐๗๑,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน ๔๙,๐๔๙.๓๗ บาท จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม ระหว่างศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิจารณาคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม แล้วมีคำสั่งให้ยก คำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ที่ให้ยกคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมนั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาจนกว่าศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ (๑) ประกอบมาตรา ๒๔๗ แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุนันท์ ปิยะวรรณพงศ์
จำเลย — บริษัทนครหลวงไทยไม้อัด จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายนพพร วิวัฒนาภรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเรวัตร อิศราภรณ์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8232/2544
#43394
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาระบุไว้ชัดเจนว่าให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ เมื่อจำเลยที่ 3นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์เพื่อไถ่ถอนจำนองและโจทก์ตกลงรับชำระหนี้ จึงเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาในลำดับแรกแล้วกรณีไม่จำต้องนำที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ออกขายตลาด

การที่โจทก์รับชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3ย่อมทำให้หนี้ของจำเลยที่ 3 ที่ชำระหนี้ในการไถ่ถอนจำนองระงับลงเท่าจำนวนที่ชำระหนี้ซึ่งมีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่เป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาด้วย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ตกลงปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 3 หนี้ของจำเลยทั้งสามจึงยังไม่ระงับไปหนี้ยังเหลืออยู่อีกจำนวนเท่าใด จำเลยทั้งสามยังคงต้องรับผิดร่วมกันอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 โจทก์จึงมีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปได้จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำนวน3,876,921.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และตามสัญญาขายลดเช็ค 7 ฉบับ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3ด้วยเต็มจำนวนหนี้ตามสัญญาขายลดเช็ค ส่วนหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วยเพียงต้นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยคิดแบบทบต้นร้อยละ 19 ต่อปีหากจำเลยทั้งสามไม่ชำระก็ให้ยึดที่ดินทรัพย์จำนองทั้ง 13 แปลงของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์หากไม่พอชำระหนี้ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ โดยจำกัดวงเงินให้จำเลยที่ 2ร่วมรับผิด หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินทรัพย์จำนองทั้ง 13 แปลงของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ระหว่างที่โจทก์ดำเนินการบังคับคดีจำเลยที่ 3 ขอชำระหนี้แก่โจทก์และขอไถ่ถอนที่ดินทรัพย์จำนองโจทก์จึงรับชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินทั้ง 13 แปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 แต่โจทก์ยังได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่าการที่โจทก์ไถ่ถอนที่ดินทรัพย์จำนองให้แก่จำเลยที่ 3 โดยมิได้นำออกขายทอดตลาดเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนในคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาระบุไว้ชัดเจนว่าให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์หากไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 3 นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์เพื่อไถ่ถอนจำนองและโจทก์ตกลงรับชำระหนี้จึงเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาในลำดับแรกแล้วกรณีไม่จำต้องนำที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดเพราะเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้สามัญหรือจะบังคับจำนองอย่างใดอย่างหนึ่งก็ย่อมทำได้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนในคำพิพากษาแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2ประการต่อไปว่าการที่โจทก์ไถ่ถอนจำนองที่ดินทั้ง 13 แปลงให้แก่จำเลยที่ 3 เป็นการปลดหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วม การที่โจทก์รับชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 ย่อมทำให้หนี้ของจำเลยที่ 3 ที่ชำระหนี้ในการไถ่ถอนจำนองระงับลงเท่าจำนวนที่ชำระหนี้ ซึ่งมีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่เป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาด้วย แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ตกลงปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 3หนี้ของจำเลยทั้งสามจึงยังไม่ระงับไปหนี้ยังเหลืออยู่อีกจำนวนเท่าใด จำเลยทั้งสามยังคงต้องรับผิดร่วมกันอยู่ ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลหลายคนจะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิงไซร้ แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว(กล่าวคือลูกหนี้ร่วมกัน) ก็ดีเจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง" ดังนั้น เมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ยังชำระหนี้ส่วนที่ตนต้องรับผิดไม่ครบและโจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้สิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ย่อมได้ โจทก์จึงมีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปได้จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ได้ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการที่โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้เพื่อขอไถ่ถอนจำนองมิใช่เป็นการปลดหนี้ชอบแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 2 อ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด
จำเลย — นาย เกษมศิลป์หรือกิตติ ปีตรังสีหรือปิตรังสี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8223/2544
#112793
เปิดฉบับเต็ม

การเปลี่ยนเงินต่างประเทศเป็นเงินไทยเพื่อการชำระหนี้นั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ทำการขายเงินตราต่างประเทศในกรุงเทพมหานครเป็นเกณฑ์ แต่เพื่อความสะดวกในการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกานี้ เห็นสมควรให้นำหนี้ที่แต่ละฝ่ายต้องชำระเงินแก่กันมาหักกลบลบกัน โดยนำค่าเสียหายที่โจทก์จะต้องชดใช้แก่จำเลยมาคิดคำนวณเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐโดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ วันสิ้นทำการในวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้หากอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวสูงกว่าอัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ในวันที่ 4 ตุลาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษา ก็ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ 4 ตุลาคม 2542 จำเลยจึงมีสิทธิที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งแสดงไว้เป็นเงินต่างประเทศส่วนที่เหลือจากการหักกลบลบกันแล้ว โดยถือตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันเวลาที่จำเลยใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 7,975,800 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวน 87,681,695.50 บาท แก่จำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยไม่เคลือบคลุม ตามทางปฏิบัติคู่สัญญามิได้ถือปฏิบัติตามสัญญาว่าจำเลยจะต้องชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ภายใน 10 วัน ถือว่าสัญญาซื้อขายสินค้าพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยมิได้กำหนดเวลาชำระค่าสินค้าไว้โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้โดยพลัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 เมื่อโจทก์ทวงถามแล้วจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลบังคับได้จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าพิพาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายสินค้า การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ทำให้จำเลยขาดประโยชน์ที่ควรได้จากการจำหน่ายสินค้าของโจทก์ เห็นสมควรกำหนดให้โจทก์รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยในส่วนนี้จำนวน 5,000,000 บาท แม้โจทก์จะยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้าพิพาท แต่ตามสัญญาแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายสินค้า มิได้ให้อำนาจแก่โจทก์ที่จะห้ามมิให้บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ชำระค่าสินค้าพิพาทแก่จำเลยหรือชำระให้แก่โจทก์แทนหรือนำไปวางทรัพย์ที่สำนักงานวางทรัพย์ การกระทำของโจทก์ในกรณีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยเสียหายขาดเงินทุนหมุนเวียน เห็นควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้จำเลยจำนวน 900,000 บาท จำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นค่าบุกเบิกตลาดเพื่อขายสินค้าของโจทก์ จำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับระบบภาษีมูลค่าเพิ่มที่ติดไปกับสินค้าของโจทก์ แต่กรณีเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของโจทก์และจำเลย มิใช่เรื่องโจทก์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับระบบภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลย และเป็นเรื่องจำเลยให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าเครื่อง พีอีซี 8850 ได้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเอง โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องใช้ค่าลิขสิทธิ์นี้แก่จำเลย พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน (ค่าสินค้า) จำนวน 189,900 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 17 สิงหาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ถืออัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศในวันที่มีคำพิพากษา (วันที่ 4 ตุลาคม 2542) และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายจำนวน 5,900,000 บาท แก่จำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 8 ธันวาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เนื่องจากจำเลยได้ขอหักกลบลบหนี้ระหว่างโจทก์และจำเลยมาในคำให้การและฟ้องแย้งด้วย ดังนั้น ในชั้นบังคับคดีจึงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินต้นทั้งสองจำนวนมาหักกลบลบกันก่อน เหลือเท่าไรจึงให้คำนวณดอกเบี้ยจากจำนวนคงเหลือนั้นนับแต่วันฟ้องนับต้นไปแล้วบังคับคดีชำระหนี้ส่วนต่างนี้แก่โจทก์หรือจำเลยผู้เป็นเจ้าหนี้ต่อไป (ที่ถูกต้องระบุว่าคำขออื่นตามฟ้องแย้งให้ยกมาด้วย) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ในการนำหนี้ที่ต่างฝ่ายต่างต้องชำระเงินแก่กันตามคำพิพากษามาหักกลบลบกัน สมควรให้ถือตามอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินไทยสกุลบาทกับเงินต่างประเทศสกุลดอลลาร์สหรัฐในวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นหลักในการคิดคำนวณหรือไม่ เห็นว่า ในการเปลี่ยนเงินต่างประเทศเป็นเงินไทยเพื่อการชำระหนี้นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "การเปลี่ยนเงินนี้ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน" อัตราแลกเปลี่ยนเงินตามมาตรานี้หมายถึงอัตราที่จะแลกเปลี่ยนกันได้โดยเสรีในเวลาที่จำเลยได้ใช้เงินจริง ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนเงินนี้ตามปกติจะคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ทำการขายเงินตราต่างประเทศในกรุงเทพมหานครเป็นเกณฑ์ แต่เพื่อความสะดวกในการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกานี้ เห็นสมควรให้นำหนี้ที่แต่ละฝ่ายต่างต้องชำระเงินแก่กันมาหักกลบลบกัน โดยนำค่าเสียหายที่โจทก์จะต้องชดใช้แก่จำเลยมาคิดคำนวณเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐโดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ วันสิ้นทำการในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ ซึ่งให้ถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์ใช้เงินค่าเสียหายให้แก่จำเลยหากอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวสูงกว่าอัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการนี้ ณ วันสิ้นทำการในวันที่ 4 ตุลาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาก็ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ 4 ตุลาคม 2542 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และเนื่องจากจำเลยมีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคหนึ่ง ที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ซึ่งแสดงไว้เป็นเงินต่างประเทศส่วนที่เหลือจากการหักกลบลบกันแล้วก็ได้ จึงเห็นสมควรให้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อการนี้ โดยถือตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการนี้ ณ วันเวลาที่จำเลยใช้เงิน แต่อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องไม่เกิน 42 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าสินค้าจำนวน 189,900 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2541) จนถึงวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้แก่โจทก์ และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายกรณีที่โจทก์มีหนังสือห้ามมิให้บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ชำระค่าสินค้าแก่จำเลย เป็นเงินจำนวน 900,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 8 ธันวาคม 2541) จนถึงวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้แก่จำเลย โดยให้นำเงินไทยสกุลบาทจำนวนดังกล่าวมาคิดคำนวณเป็นเงินต่างประเทศสกุลดอลลาร์สหรัฐโดยถืออัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ วันสิ้นทำการในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ หากอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐแลกเป็นเงินบาทได้จำนวนที่สูงกว่าวันที่ 4 ตุลาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาก็ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ 4 ตุลาคม 2542 แล้วนำมาหักกลบลบกับจำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ดังกล่าวข้างต้นโดยหักกลบลบกับดอกเบี้ยก่อนแล้วจึงนำมาหักกลบลบกับต้นเงินค่าสินค้า คงเหลือหนี้เป็นจำนวนเท่าใด ก็ให้จำเลยรับผิดต่อไปพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เฉพาะส่วนที่เป็นต้นเงินคงเหลือนับแต่วันถัดจากวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะชำระหนี้คงเหลือดังกล่าวเป็นเงินไทยแก่โจทก์โดยให้ถืออัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการนี้ ณ วันสิ้นทำการในวันเวลาที่จำเลยใช้เงินไทยแก่โจทก์ แต่อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องไม่เกิน 42 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง และให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายกรณีที่จำเลยอ้างว่าได้ใช้จ่ายไปในการวางแผนบุกเบิกด้านการตลาดเพื่อขายสินค้าของโจทก์ ค่าเสียหายกรณีที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับระบบภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลย และค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการที่จำเลยอ้างว่าถูกโจทก์บอกเลิกสัญญาแต่งตั้งผู้จัดหน่ายสินค้าของโจทก์โดยมิชอบ กับให้ยกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่สั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายทั้งสามรายการดังกล่าว และมีคำสั่งใหม่เป็นว่า ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายทั้งสามรายการดังกล่าว และให้จำเลยฟ้องใหม่เป็นคดีต่างหาก ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลรวมเป็นเงิน 112,215 บาท แก่จำเลย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพีอีซี (นิวซีแลนด์) จำกัด
จำเลย — บริษัทดี ที เอส (ไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสอนชัย สิรารินกุล
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8219/2544
#98307
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มาถึงสำนักงานที่ดินล่าช้าไปจากเวลานัดโอนที่ดินเพียง 25 นาที โดยฝ่ายจำเลยก็ยังพร้อมอยู่ที่สำนักงานที่ดินและยังคงเหลือเวลาดำเนินการอีกหลายชั่วโมง ย่อมไม่อาจถือได้ว่าคู่สัญญาในคดีนี้ถือเวลาที่แตกต่างกันดังกล่าวเป็นสาระสำคัญถึงขนาดทำให้อีกฝ่ายหนึ่งบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีการผ่อนผันกันก่อนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองในวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๒ เวลา ๑๓ นาฬิกา ณ สำนักงานที่ดิน และโจทก์ทั้งสองตกลงชำระราคาที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท ในวันที่จำเลยโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือว่าเป็นการผิดสัญญายอมให้จำเลยริบเงินที่ได้ชำระมาแล้วทั้งหมด ศาลได้พิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

ต่อมาวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๒ โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า เมื่อถึงวันนัดทนายโจทก์ทั้งสองไปถึงสำนักงานที่ดิน เวลา ๑๓.๒๕ นาฬิกา พบจำเลยจะชำระเงินค่าที่ดินให้ แต่จำเลยไม่ยอมรับจึงถือว่าจำเลยผิดสัญญา โจทก์ทั้งสองขอนำเงินมาวางศาลตามคำพิพากษา

วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๒ จำเลยยื่นคำร้องว่า เมื่อถึงวันนัดโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยไปรอโจทก์ทั้งสองที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาแม่แตง ตั้งแต่เวลา ๑๒.๒๐ นาฬิกา ถึง ๑๓.๒๕ นาฬิกา แต่โจทก์ทั้งสองไม่ไปรับโอนและชำระเงินค่าที่ดินแก่จำเลย ถือไม่ได้ว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฝ่ายโจทก์ไปถึงสำนักงานที่ดินเมื่อได้ล่วงเลยเวลานัดไปแล้ว ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา การที่จำเลยไม่รับเงินค่าที่ดินและโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น เป็นสิทธิของจำเลย โจทก์จะขอให้ศาลบังคับจำเลยรับเงินและโอนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองไม่ได้ ให้คืนเงินที่โจทก์นำมาวางศาลแก่โจทก์

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในข้อ ๑ จะกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายไปทำการโอนที่ดินและชำระราคาในวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๒ เวลา ๑๓ นาฬิกา ก็ตาม แต่การที่จะพิจารณาว่าฝ่ายใดผิดนัดผิดสัญญานั้นจะต้องพิจารณาการกระทำประกอบกับเจตนาที่ฝ่ายนั้นแสดงออกมาว่าจะไม่นำพาต่อการปฏิบัติตามนัดตามสัญญาหรือไม่เป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ฝ่ายจำเลยไปถึงสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาแม่แตง ก่อนเวลา ๑๓ นาฬิกา ส่วนโจทก์ทั้งสองมอบหมายให้ทนายความไปที่สำนักงานที่ดินดังกล่าวเมื่อเวลา ๑๓.๒๕ นาฬิกา พบจำเลยแต่จำเลยไม่ยอมโอนที่ดินให้ แม้ฝ่ายโจทก์จะไปถึงสำนักงานที่ดินล่าช้าไป ๒๕ นาที แต่เมื่อเพ่งเล็งถึงเจตนาของคู่สัญญาในกรณีนี้แล้วจะเห็นได้ว่า โจทก์ทั้งสองประสงค์จะได้รับโอนที่ดินให้ถูกต้องครบถ้วนภายในช่วงบ่ายของวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๒ ส่วนจำเลยก็ประสงค์จะได้รับเงินค่าที่ดินให้ถูกต้องครบถ้วนภายในช่วงบ่ายของวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๒ เช่นกัน โดยจะเริ่มดำเนินการตามแบบพิธีของทางราชการตั้งแต่เวลาประมาณ ๑๓ นาฬิกา เป็นต้นไป หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขัดข้องที่จะเริ่มต้นดำเนินการในเวลาดังกล่าว แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็ยังพร้อมที่จะดำเนินการจนแล้วเสร็จภายในบ่ายของวันนั้นได้ เวลาเริ่มต้นดำเนินการที่ล่าช้าจาก ๑๓ นาฬิกา เป็น ๑๓.๒๕ นาฬิกา โดยที่ทางฝ่ายจำเลยก็ยังพร้อมอยู่ที่สำนักงานที่ดินและยังคงเหลือเวลาดำเนินการอีกหลายชั่วโมง ย่อมไม่อาจถือได้ว่าคู่สัญญาในคดีนี้ถือเวลาที่แตกต่างกันดังกล่าวเป็นสาระสำคัญถึงขนาดทำให้อีกฝ่ายหนึ่งบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีการผ่อนผันกันก่อนได้ ข้อเท็จจริงไม่พอฟังว่าโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญา จำเลยจึงต้องไปทำการโอนที่ดินและรับชำระราคาจากโจทก์ทั้งสองตามสัญญาประนีประนอมยอมความต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็มิได้สั่งแก้ไขในเรื่องนี้ จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมเจตน์ สุพัฒน์ กับพวก
จำเลย — นายประยุทธ โชติวชิรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายพิสิษฐ นิ่งน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายโสฬส สุวรรณเนตร์
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8207/2544
#43393
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่พิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ผู้จัดการมรดกนำมาเป็นทุนจัดตั้งเป็นบริษัทจำเลยที่ 8 แล้วให้ทายาททุกคนเป็นผู้ถือหุ้นตามส่วนสัดที่ทายาทแต่ละคนมีสิทธิได้รับมรดก การนำที่ดินมรดกมาเป็นทุนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8ดังกล่าวเป็นการจัดการตามที่จำเป็นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกซึ่งอยู่ในขอบอำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง เนื่องจากไม่สามารถจัดการให้ทายาทเข้าครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดได้

แม้ทายาทบางคนยังเป็นผู้เยาว์อยู่ขณะนำที่ดินมรดกมาเป็นทุนของบริษัทจำเลยที่ 8 ผู้จัดการมรดกก็ไม่ต้องขออนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 เพราะกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ แต่เป็นเรื่องผู้จัดการมรดกทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1719 และ 1736 วรรคสอง

เมื่อทายาททุกคนโดยเฉพาะโจทก์ได้รับหุ้นและผลประโยชน์ตอบแทนจากบริษัทจำเลยที่ 8 เรื่อยมาจนกระทั่งโจทก์ขายหุ้นทั้งหมดให้แก่ ป. และ อ. ไปในปี 2509 โดยไม่ได้คัดค้านว่าการกระทำของผู้จัดการมรดกไม่ชอบด้วยกฎหมายแสดงว่าโจทก์และทายาททุกคนพอใจและให้ความยินยอมในการกระทำดังกล่าวแล้วถือว่าโจทก์ได้รับแบ่งมรดกตามสิทธิครบถ้วนและถือว่าผู้จัดการมรดกได้แบ่งปันมรดกเสร็จสมบูรณ์แล้วตั้งแต่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2503 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาส่วนแบ่งอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1360, 1356, 609, 604, 612, 608, 1357,1362, 1352, 613, 607, 614,1361, 1353, 1358, 606, 610, 1359, 1354, 1355, 611ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต รวม 21 แปลง และให้จำเลยที่ 7 จดทะเบียนเป็นชื่อของผู้จัดการมรดกของขุนวิเศษนุกูลกิจแทน หากไม่สามารถจดทะเบียนเพิกถอนได้ก็ให้บังคับจำเลยทั้งหมดร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,786,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เพื่อนำเข้ากองมรดกแบ่งปันให้ทายาทต่อไปและห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ถึง 6 พร้อมทั้งบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินทั้ง 21 แปลง

จำเลยที่ 1 ถึง 6 จำเลยที่ 8 ที่ 9 และจำเลยที่ 15 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 7 ที่ 10 ที่ 16 ถึง 22 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 11 ถึง 14 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา โจทก์และนางสมศรี อุดมทรัพย์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายปลื้มหรือโปจ๋วน อุดมทรัพย์ จำเลยที่ 12 ถึงแก่กรรม นางอรนุช อุดมทรัพย์ ทายาทโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนและโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวเย็นฤดีอุดมทรัพย์ ทายาทจำเลยที่ 12 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขุนวิเศษนุกูลกิจมีภรรยาหลายคนมีบุตรชาย 19 คน และบุตรหญิง19 คน ขุนวิเศษนุกูลกิจมีอาชีพทำเหมืองแร่อยู่ที่ตำบลเชิงทะเลอำเภอถลาง และที่ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ตต่อมาวันที่ 3 เมษายน 2503 ขุนวิเศษนุกูลกิจถึงแก่กรรมและวันที่31 พฤษภาคม 2503 ศาลมีคำสั่งตั้งนายอภิชาติ อุดมทรัพย์ และจำเลยที่ 9 เป็นผู้จัดการมรดกของขุนวิเศษนุกูลกิจ ผู้จัดการมรดกได้แบ่งทรัพย์ให้แก่ทายาทและจัดตั้งบริษัทวิเศษนุกูลกิจ จำกัด จำเลยที่ 8 ขึ้นมาเพื่อทำกิจการเหมืองแร่ในที่ประทานบัตรเดิมของเจ้ามรดกและนำทรัพย์มรดกจำนวนหนึ่งมาเป็นทุนของบริษัทโดยแบ่งเป็นหุ้นจำนวน 1,200 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 2,500 บาท ทายาทที่เป็นชายถือหุ้นคนละ 56 หุ้น ทายาทที่เป็นหญิงถือหุ้นคนละ 7 หุ้นกรรมการเริ่มแรกของบริษัท 3 คน ได้หุ้นเพิ่มอีกคนละ 1 หุ้น ผู้ถือหุ้นทั้งหมดไม่ต้องชำระเงินสดเป็นค่าหุ้นหลังจากจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2503 แล้ว จำเลยที่ 9 กรรมการบริษัทกับพวกได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)สำหรับที่ดินประทานทำบัตรเหมืองแร่รวม 21 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 8จำเลยที่ 8 ได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมาและแบ่งรายได้ให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกเดือน จนกระทั่งจำเลยที่ 8 เลิกกิจการและขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จากนั้นมีการโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยอื่น ๆ อีกหลายทอดในที่สุดที่ดินพิพาทตกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1ถึงที่ 6 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้จัดการมรดกได้แบ่งปันที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลางจังหวัดภูเก็ตให้แก่ทายาทเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ โจทก์เบิกความว่าเจ้ามรดกแบ่งปันทรัพย์สินอย่างอื่นให้แก่ทายาทเสร็จสิ้นแล้วเว้นแต่ที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ดังกล่าวที่ยังไม่ได้แบ่งให้ทายาทโดยมีนายอภิชาติเบิกความสนับสนุนว่าผู้จัดการมรดกทั้งสองได้ปรึกษากับนายเปรมแล้วตกลงให้จัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8 ขึ้นมาเพื่อทำกิจการเหมืองแร่ต่อไป โดยนำอุปกรณ์ทำเหมืองแร่มาเป็นทุนของจำเลยที่ 8ส่วนที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ตำบลเชิงทะเลจะยังไม่แบ่งให้ทายาทเพราะถ้าแบ่งปันให้ทายาทแล้วจะทำเหมืองไม่ได้แต่จำเลยที่ 9 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกคนหนึ่งและเป็นผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8เบิกความประกอบคำขอจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิว่า จำเลยที่ 8มีทุนจดทะเบียนจำนวน 3,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นทั้งหมด 1,200หุ้น มูลค่าหุ้นละ 2,500 บาท ทายาทที่เป็นชาย 19 คน ถือหุ้นคนละ56 หุ้น ทายาทที่เป็นหญิงอีก 19 คน ถือหุ้นคนละ 7 หุ้น กรรมการของจำเลยที่ 8 ชุดแรก 3 คน ได้หุ้นเพิ่มอีกคนละ 1 หุ้น โดยผู้ถือหุ้นทั้งหมดไม่ต้องชำระค่าหุ้นเพราะได้นำที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกมาเป็นทุนของจำเลยที่ 8ในเรื่องนี้โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 8 และที่ 9 ยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งตามพินัยกรรม 1 ใน 19 ส่วนหรือเท่ากับ63 หุ้น โจทก์ถือหุ้นไว้เอง 56 หุ้นนางสาวทัศนีย์พี่โจทก์ถือหุ้นไว้ 7 หุ้น โจทก์และผู้ถือหุ้นทุกคนไม่ได้ชำระค่าหุ้นเพราะได้รับแจ้งจากกรรมการจำเลยที่ 8 ว่า จำเลยที่ 8 ได้เอาทรัพย์สินและอุปกรณ์ในการทำเหมืองแร่ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตีราคาเป็นค่าหุ้น ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายอภิชาติที่ตอบคำซักค้านทนายจำเลยที่ 8 ว่ามรดกเฉพาะที่เป็นบ้านอาศัยประมาณ 10 หลัง มีราคารวมกัน1,000,000 บาทเศษ แก้วแหวนเงินทองมีราคา 500,000 บาท ส่วนที่เหลือคือที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่มีราคาประมาณ 1,500,000 บาท รวมแล้วขุนวิเศษนุกูลกิจมีทรัพย์มรดกคิดเป็นเงิน 3,000,000 บาท ตรงกับที่ระบุไว้ในบัญชีทรัพย์มรดกท้ายคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแต่งตั้งนายอภิชาติและจำเลยที่ 9 เป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 9 เบิกความว่า ได้นำที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่มาเป็นทุนของจำเลยที่ 8 จึงมีเหตุผลรับฟังได้ นอกจากนี้นายอภิชาติตอบทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6และจำเลยที่ 15 ถึงเหตุที่ไม่ได้แบ่งที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ให้แก่ทายาทตอนหนึ่งว่าขณะที่เจ้ามรดกตายที่ดินประทานบุตรทำเหมืองแร่มีราคาถูกมากและไม่สามารถแบ่งเป็นส่วนสัดได้เพราะทายาททุกคนจะเอาแต่ที่ดินที่ติดทะเลหากจะแบ่งกันก็ต้องขายที่ดินแล้วนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน สำหรับอุปกรณ์ทำเหมืองแร่นั้น นายอภิชาติเบิกความว่าไม่แบ่งให้ทายาทเพราะถ้าแบ่งก็จะได้คนละเล็กคนละน้อย และเมื่อจดทะเบียนตั้งบริษัทจำเลยที่ 8 ขึ้นมาแล้วนายอภิชาติตอบทนายจำเลยที่ 9 ว่า จำเลยที่ 8 ไม่มีเงินสดหมุนเวียนเพราะมีแต่ทรัพย์มรดกจึงต้องไปยืมเงินสดมาจากนายจุติ บุญสูง ซึ่งเป็นเพื่อนกับนายเปรม อุดมทรัพย์ ต่อมาจำเลยที่ 8 ได้ขายที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ที่ตำบลฉลองนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่นายจุติ ด้วยเหตุนี้ที่โจทก์อ้างว่าเฉพาะอุปกรณ์ทำเหมืองแร่มีราคาสูงถึง 10,000,000 บาท จึงรับฟังไม่ได้ เพราะถ้ามีราคาสูงขนาดนั้นก็ไม่จำเป็นต้องกู้ยืมเงินนายจุติมาใช้หมุนเวียนเนื่องจากสามารถขายอุปกรณ์บางส่วนมาใช้ได้ ประกอบกับเมื่อปี 2507 โจทก์ได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการจำเลยที่ 8 ขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญตามเอกสารหมาย ล.8 และทำหน้าที่เป็นเลขานุการจดบันทึกรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2507 ซึ่งในรายงานการประชุมดังกล่าว นายอภิชาติประธานที่ประชุมแจ้งว่าที่ดินที่เจ้ามรดกได้ทิ้งไว้ให้พวกเราส่วนมากเป็นที่ดี ถ้าเราไม่รีบฉวยโอกาสขยายงานในเวลานี้ ต่อไปจะทำลำบาก คำว่าที่ดินที่เจ้ามรดกได้ทิ้งไว้ให้พวกเรานายอภิชาติตอบทนายจำเลยที่ 1ถึงที่ 6 และจำเลยที่ 15 ว่า คือที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ตำบลเชิงทะเล ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ที่ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นทรัพย์มรดกที่ผู้จัดการมรดกทั้งสองนำมาเป็นทุนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8 แล้วให้ทายาททุกคนเป็นผู้ถือหุ้นตามส่วนสัดที่ทายาทแต่ละคนมีสิทธิได้รับมรดก ทั้งนี้ตามรายงานการประชุมตั้งบริษัทจำเลยที่ 8 คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดคำขอจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เอกสารหมาย จ.57 ถึง จ.60 การนำที่ดินมรดกมาเป็นทุนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8 ขึ้นมาแล้วให้ทายาททุกคนเป็นผู้ถือหุ้นเพื่อดำเนินกิจการทำเหมืองแร่ในที่ดินดังกล่าว เป็นการจัดการตามที่จำเป็นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกซึ่งอยู่ในขอบอำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และ 1736 วรรคสองเนื่องจากไม่สามารถจัดการให้ทายาทเข้าครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดได้เพราะทายาททุกคนจะเอาแต่ที่ดินที่อยู่ติดกับทะเลดังที่นายอภิชาติเบิกความไว้ ดังนั้น แม้ทายาทบางคนยังเป็นผู้เยาว์อยู่ขณะนำที่ดินมรดกมาเป็นทุนของบริษัทจำเลยที่ 8 ผู้จัดการมรดกก็ไม่ต้องขออนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546(เดิม)ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นหรือมาตรา 1574(ใหม่) เพราะกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์แต่เป็นเรื่องผู้จัดการมรดกทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าทายาททุกคนโดยเฉพาะโจทก์ได้รับหุ้นและผลประโยชน์ตอบแทนเป็นประจำทุกเดือนจากบริษัทจำเลยที่ 8 เรื่อยมาจนกระทั่งโจทก์ขายหุ้นทั้งหมดให้แก่นายปลื้ม อุดมทรัพย์และนายอภิชาติในราคา 350,000 บาท เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม2509 ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 โดยไม่ได้คัดค้านว่าการกระทำของผู้จัดการมรดกทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายแสดงว่าโจทก์และทายาททุกคนพอใจและให้ความยินยอมในการกระทำดังกล่าวแล้ว ถือว่าโจทก์ได้รับแบ่งมรดกตามสิทธิครบถ้วนและถือว่าผู้จัดการมรดกทั้งสองได้แบ่งปันมรดกเสร็จสมบูรณ์แล้วตั้งแต่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2503 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาส่วนแบ่งอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1574 ม. 1719 ม. 1736
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอภิชัยหรือโปเหล็ง อุดมทรัพย์ โดยนางอรนุช อุดมทรัพย์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทบางเทาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8207/2544
#69547
เปิดฉบับเต็ม

การนำที่ดินมรดกมาเป็นทุนจัดตั้งบริษัทขึ้นมาแล้วให้ทายาททุกคนเป็นผู้ถือหุ้นเพื่อดำเนินกิจการทำเหมืองแร่ในที่ดิน เป็นการจัดการตามที่จำเป็นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกซึ่งอยู่ในขอบอำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719และ 1736 วรรคสอง เนื่องจากไม่สามารถจัดการให้ทายาทเข้าครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดได้ เพราะทายาททุกคนจะเอาแต่ที่ดินที่อยู่ติดกับทะล ดังนั้นแม้ทายาทบางคนยังเป็นผู้เยาว์อยู่ขณะนำที่ดินมาเป็นทุนของบริษัท ผู้จัดการมรดกก็ไม่ต้องขออนุญาตจากศาลตามป.พ.พ. มาตรา 1556 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น หรือมาตรา 1574 (ใหม่)กรณีไม่ใช่เรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ แต่เป็นเรื่องผู้จัดการมรดกทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อทายาททุกคนโดยเฉพาะโจทก์ได้รับหุ้นและผลประโยชน์ตอบแทนเป็นประจำทุกเดือนจากบริษัทที่ตั้งขึ้นเรื่อยมา จนกระทั่งโจทก์ขายหุ้นทั้งหมดให้แก่ผู้ซื้อไปโดยไม่ได้คัดค้านว่าการกระทำของผู้จัดการมรดกไม่ชอบด้วยกฎหมาย แสดงว่าโจทก์และทายาททุกคนพอใจและให้ความยินยอมในการกระทำดังกล่าวแล้ว ถือว่าโจทก์ได้รับแบ่งมรดกตามสิทธิครบถ้วนและถือว่าผู้จัดการมรดกได้แบ่งปันมรดกเสร็จสมบูรณ์แล้วตั้งแต่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาส่วนแบ่งอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3ก.) พิพาท และ ให้จำเลยที่ 7 จดทะเบียนเป็นชื่อของผู้จัดการมรดกของขุนวิเศษนุกูลกิจแทน หากไม่สามารถจดทะเบียนเพิกถอนได้ก็ให้บังคับจำเลยทั้งหมดร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,786,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เพื่อนำเข้ากองมรดกแบ่งปันให้ทายาทต่อไปและห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ถึง 6 พร้อมทั้งบริวาร เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินทั้ง 21 แปลง

จำเลยที่ 1 ถึง 10 และจำเลยที่ 15 ถึง 22 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 11 ถึง 14 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา โจทก์และนางสมศรี อุดมทรัพย์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายปลื้มหรือโปจ๋วน อุดมทรัพย์ จำเลยที่ 12 ถึงแก่กรรม นางอรนุช อุดมทรัพย์ ทายาทโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนและโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวเย็นฤดี อุดมทรัพย์ ทายาทจำเลยที่ 12 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 ถึง 9 และจำเลยที่ 15 ถึง 22 ?

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน?

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้จัดการมรดกได้แบ่งปันที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ตให้แก่ทายาทเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ที่ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นทรัพย์มรดกที่ผู้จัดการมรดกนำมาเป็นทุนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8 แล้วให้ทายาททุกคนเป็นผู้ถือหุ้นตามส่วนสัดที่ทายาทแต่ละคนมีสิทธิได้รับมรดก การนำที่ดินมรดกมาเป็นทุนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8 ขึ้นมาแล้วให้ทายาททุกคนเป็นผู้ถือหุ้นเพื่อดำเนินการทำเหมืองแร่ในที่ดินดังกล่าว เป็นการจัดการตามที่จำเป็นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกซึ่งอยู่ในขอบอำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และ 1736 วรรคสอง เนื่องจากไม่สามารถจัดการให้ทายาทเข้าครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดได้ เพราะทายาททุกคนจะเอาแต่ที่ดินที่อยู่ติดกับทะเลดังที่นายอภิชาติเบิกความไว้ ดังนั้นแม้ทายาทบางคนยังเป็นผู้เยาว์อยู่ขณะนำที่ดินมรดกมาเป็นทุนของบริษัทจำเลยที่ 8 ผู้จัดการมรดก็ไม่ต้องขออนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น หรือมาตรา 1574 (ใหม่) เพราะกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์แต่เป็นเรื่องผู้จัดการมรดกทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าทายาททุกคนโดยเฉพาะโจทก์ได้รับหุ้นและผลประโยชน์ตอบแทนเป็นประจำทุกเดือนจากบริษัทจำเลยที่ 8 เรื่อยมา จนกระทั่งโจทก์ขายหุ้นทั้งหมดไป โดยไม่ได้คัดค้านว่าการกระทำของผู้จัดการมรดกทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย แสดงว่าโจทก์และทายาททุกคนพอใจและให้ความยินยอมในการกระทำดังกล่าวแล้ว ถือว่าโจทก์ได้รับแบ่งมรดกตามสิทธิครบถ้วนและถือว่าผู้จัดการมรดกทั้งสองได้แบ่งปันมรดกเสร็จสมบูรณ์แล้วตั้งแต่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2503 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาส่วนแบ่งอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และจำเลยที่ 15 จำนวน 20,000 บาท จำเลยที่ 7 จำนวน 2,000 บาท จำเลยที่ 8 จำนวน 8,000 บาท จำเลยที่ 9 จำนวน 10,000 บาท จำเลยที่ 16 ถึงที่ 22 จำนวน 6,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 10 ถึงที่ 14 ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1456 (เดิม) ม. 1574 (ใหม่ ม. 1719 ม. 1736 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอภิชัยหรือโปเหล็ง อุดมทรัพย์ โดยนางอรนุช
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน — อุดมทรัพย์
จำเลย — ษัทบางเทาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8201/2544
#43392
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนังสือแต่งตั้งตัวแทนจะมิได้ประทับตราสำคัญของบริษัท ส. ก็ตาม ก็เป็นเรื่องความเกี่ยวพันระหว่างโจทก์และบริษัท ส. เท่านั้น ซึ่งบริษัท ส. ไม่เคยโต้แย้งปฏิเสธว่าโจทก์มิใช่ตัวแทนของตนแต่อย่างใด ทั้งยังยอมรับการกระทำของโจทก์โดยออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามที่โจทก์แจ้งต่อบริษัท ส. โจทก์จึงเป็นตัวแทนโดยชอบของบริษัท ส. เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าวไว้จากผู้เอาประกันภัยจึงมิใช่เป็นการรับไว้ในฐานะตัวแทนของผู้เอาประกันภัย หากแต่เป็นการรับไว้แทนโจทก์เพื่อนำไปมอบให้แก่โจทก์การที่จำเลยเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของตนเองอันแสดงถึงเจตนาทุจริต ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบต่อบริษัท ส. โดยอาจจะต้องถูกบังคับให้ชดใช้จากหลักประกันที่โจทก์วางไว้ต่อบริษัท ส. โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลย ย่อมเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 28(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 91 รวม 5 กระทงให้เรียงกระทงลงโทษ จำคุกกระทงละ 2 เดือนรวมจำคุก 10 เดือนข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3รับฟังมาว่า โจทก์เป็นตัวแทนของบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์มีหน้าที่เก็บเงินค่าเบี้ยประกันแทนโจทก์ จำเลยเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งให้แก่โจทก์ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดต่อบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าหนังสือตั้งโจทก์เป็นตัวแทน ไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด โจทก์จึงมิได้เป็นตัวแทนโดยชอบของบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด ทั้งเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่จำเลยเก็บมาจากลูกค้าดังกล่าวเป็นเงินของลูกค้าที่ยังมิได้เข้ามาอยู่ในความครอบครองของโจทก์หรือบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด แต่อย่างใดนั้น เห็นว่าแม้หนังสือแต่งตั้งตัวแทน จะมิได้ประทับตราสำคัญของบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด ก็ตาม ก็เป็นเรื่องความเกี่ยวพันระหว่างโจทก์และบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด เท่านั้น ซึ่งบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด ไม่เคยโต้แย้งปฏิเสธว่าโจทก์มิใช่ตัวแทนของตนแต่อย่างใด ทั้งยังยอมรับการกระทำของโจทก์โดยออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามที่โจทก์แจ้งต่อบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัดโจทก์จึงเป็นตัวแทนโดยชอบของบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าวไว้จากผู้เอาประกันภัยจึงมิใช่เป็นการรับไว้ในฐานะตัวแทนของผู้เอาประกันภัยหากแต่เป็นการรับไว้แทนโจทก์เพื่อนำไปมอบให้แก่โจทก์การที่จำเลยเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของตนเอง อันแสดงถึงเจตนาทุจริตซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบต่อบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด โดยอาจจะต้องถูกบังคับให้ชดใช้จากหลักประกันที่โจทก์วางไว้ต่อบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลย ย่อมเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) มีอำนาจฟ้องจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28(2)ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษแก่จำเลยนั้นเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษและพิพากษาลงโทษจำเลยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วีระวิทย์ เกียรติเพิ่มพงศ์
จำเลย — นาง สุพรรณี บางเพ็ญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8173/2544
#42705
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้เสียหายจะถือมีดเข้าไปในบ้านของมารดาจำเลยในเวลากลางคืนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมาพบได้มีการพูดจาโต้ตอบกันและผู้เสียหายได้บอกแก่จำเลยแล้วว่าไม่ใช่ขโมย เหตุที่ทำให้จำเลยเข้าใจผิดว่าผู้เสียหายเป็นคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์จึงหมดไปแล้ว ไม่มีภยันตรายที่จำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันอีก การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจึงไม่เป็นการกระทำเพื่อป้องกัน โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 และ 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 7 ปี 6 เดือน ฐานพาอาวุธ ปรับ 75 บาท รวมจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 75 บาท ให้ยกฟ้องในความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 62 (ที่ถูกมาตรา 62 วรรคแรก), 69 และ 80 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายถูกที่ไหล่ซ้าย เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจำเลยให้การในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.8 ไปตามความจริงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.8 ปรากฏข้อความว่า คืนเกิดเหตุขณะที่จำเลยเฝ้าเครื่องวิดน้ำอยู่คนละฝั่งคลองกับบ้านของมารดาจำเลย เห็นคนถือตะเกียงแก๊สเดินผ่านบ้านของมารดาจำเลยไป จำเลยสังเกตดูอยู่ตลอดเพราะที่บ้านของจำเลยทรัพย์สินหายบ่อย แล้วจำเลยพายเรือข้ามคลองมาซุ่มอยู่ที่ชายคลอง สักพักมีคนเดินถือตะเกียงแก๊สเข้าไปใต้ถุนบ้านของมารดาจำเลยและดับตะเกียง จำเลยเดินไปดักคนที่ถือตะเกียงด้านหน้าแล้วตะโกนถามว่าใคร คนที่เดินอยู่ใต้ถุนบ้านของมารดาจำเลยพูดว่าไม่ใช่ขโมย จำเลยเห็นคนดังกล่าวถือมีดอยู่ด้วย จึงได้นำอาวุธปืนที่ติดตัวมายิงไป 1 นัด ถูกที่บริเวณไหล่ซ้าย ต่อมาจึงทราบว่าเป็นผู้เสียหายซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้กับบ้านของมารดาจำเลย ข้อความที่ปรากฏในคำให้การของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.8 ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าแม้ผู้เสียหายจะถือมีดเข้าไปในบ้านของมารดาจำเลยในเวลากลางคืนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมาพบได้มีการพูดจาโต้ตอบกันและผู้เสียหายได้บอกแก่จำเลยแล้วว่าไม่ใช่ขโมย เหตุที่ทำให้จำเลยเข้าใจผิดว่าผู้เสียหายเป็นคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์จึงหมดไปแล้ว ไม่มีภยันตรายที่จำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันอีกการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจึงไม่เป็นการกระทำเพื่อป้องกัน โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 แต่โจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงปรับบทให้ถูกต้องเท่านั้น ไม่อาจกำหนดโทษให้สูงไปกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และเมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยพอสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันเนื่องจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ตามที่จำเลยฎีกาอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วฟังได้ว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยเพียง 1 ปี 6 เดือน เป็นประโยชน์แก่จำเลยมากอยู่แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก
จำเลย — นาย สมชาย เจ๊ะมิน
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8173/2544
#69617
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่ทำให้จำเลยเข้าใจผิดว่าผู้เสียหายเป็นคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์หมดไปแล้ว ไม่มีภยันตรายที่จำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันอีก การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย จึงไม่เป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยพอสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันเนื่องจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัวอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒ และ ๗๒ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๙๑, ๒๘๘ และ ๓๗๑

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๐ และ ๓๗๑ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก ๑๐ ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ ๑๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก ๗ ปี ๖ เดือน ฐานพาอาวุธ ปรับ ๗๕ บาท รวมจำคุก ๗ ปี ๖ เดือน และปรับ ๗๕ บาท ให้ยกฟ้องในความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๖๒ (ที่ถูกมาตรา ๖๒ วรรคแรก), ๖๙ และ ๘๐ จำคุก ๒ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายถูกที่ไหล่ซ้ายเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจำเลยให้การชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ. ๘ ไปตามความจริง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า บันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ. ๘ ปรากฏข้อความว่า คืนเกิดเหตุขณะที่จำเลยเฝ้าเครื่องวิดน้ำอยู่คนละฝั่งคลองกับบ้านของมารดาจำเลยเห็นคนถือตะเกียงแก๊สเดินผ่านบ้านของมารดาจำเลยไป จำเลยสังเกตดูอยู่ตลอดเพราะที่บ้านของจำเลยทรัพย์สินหายบ่อย แล้วจำเลยพายเรือข้ามคลองมาซุ่มอยู่ที่ชายคลอง สักพักมีคนเดินถือตะเกียงแก๊สเข้าไปใต้ถุนบ้านของมารดาจำเลยและดับตะเกียง จำเลยเดินไปดักคนที่ถือตะเกียงด้านหน้า แล้วตะโกนถามว่าใคร คนที่เดินอยู่ใต้ถุนบ้านของมารดาจำเลยพูดว่าไม่ใช่ขโมย จำเลยเห็นคนดังกล่าวถือมีดอยู่ด้วย จึงได้นำอาวุธปืนที่ติดตัวมายิงไป ๑ นัด ถูกที่บริเวณไหล่ซ้าย ต่อมาจึงทราบว่าเป็นผู้เสียหายซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้กับบ้านของมารดาจำเลย ข้อความที่ปรากฏในคำให้การของจำเลยตามเอกสารหมาย จ. ๘ ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า แม้ผู้เสียหายจะถือมีดเข้าไปในบ้านของมารดาจำเลยในเวลากลางคืนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมาพบได้มีการพูดจาโต้ตอบกันและผู้เสียหายได้บอกแก่จำเลยแล้วว่าไม่ใช่ขโมย เหตุที่ทำให้จำเลยเข้าใจผิดว่าผู้เสียหายเป็นคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์จึงหมดไปแล้ว ไม่มีภยันตรายที่จำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันอีก การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจึงไม่เป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐ แต่โจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงปรับบทให้ถูกต้องเท่านั้น ไม่อาจกำหนดโทษให้สูงไปกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ กำหนดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕ และเมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยพอสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันเนื่องจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ตามที่จำเลยฎีกาอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 69
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก
จำเลย — นายสมชาย เจ๊ะมิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายปราโมทย์ ธรรมพนิชวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายจรูญ อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8170/2544
#98447
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ฯ และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังตาม ป.อ. มาตรา 283 วรรคสาม กับมาตรา 310 วรรคแรก แม้จะเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกัน แต่สามารถแยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกัน องค์ประกอบในการกระทำผิดก็ต่างกัน ทั้งการกระทำความผิดฐานหนึ่งก็ไม่จำต้องกระทำความผิดอีกฐานหนึ่งก่อน จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓ , ๓๑๐ , ๙๑ , ๓๓ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ , ๗๒ และสั่งริบสมุดบัญชีรายรับจากการค้าประเวณี ๔ เล่ม และถุงยางอนามัย ๙๐ อัน ที่เป็นของกลางด้วย

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓ วรรคสาม , ๓๑๐ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑? ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๔ ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๔ ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่นและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังนั้น ให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่ ๕ และที่ ๖ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓ วรรคสาม , ๘๓? และจำเลยที่ ๑ มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ , ๗๒ วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ ๑ ที่ ๕ และที่ ๖ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? สำหรับปัญหาตามฎีกาโจทก์ที่ว่า ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาฯ และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังเป็นความผิดต่างกรรมกันหรือไม่นั้น เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่ ๕ และที่ ๖ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓ วรรคสาม กับมาตรา ๓๑๐ วรรคแรก แม้จะเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกัน แต่สามารถแยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกัน องค์ประกอบในการกระทำผิดก็ต่างกัน ทั้งการกระทำความผิดฐานหนึ่งก็ไม่จำต้องกระทำความผิดอีกฐานหนึ่งก่อน การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่ ๕ และที่ ๖ จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ หาใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาว่าเป็นความผิดกรรมเดียวกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่ ๕ และที่ ๖ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง? สำหรับจำเลยที่ ๑ ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ? นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 283 วรรคสาม ม. 310 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นางบุษบา โสตทิพย์ ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายธีรวัฒน์ วิสุทธิภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8159/2544
#98446
เปิดฉบับเต็ม

สภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทยกำหนดนัดประชุมใหญ่วิสามัญในวันที่ 12 ตุลาคม 2540 เมื่อการประชุมยังไม่เสร็จสิ้นโดยที่ประชุมมีมติให้เลื่อนไปนัดประชุมใหม่ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 จึงถือได้ว่าในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 เป็นวันนัดประชุมใหญ่วิสามัญอีกด้วย การที่คณะกรรมการบริหาร (ชุดเก่า) ได้ลงมติเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ให้เลื่อนวันนัดประชุมใหญ่วิสามัญไปเป็นวันที่ 16 พฤศจิกายน 2540 ย่อมไม่มีอำนาจกระทำได้เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงมติของที่ประชุมใหญ่โดยไม่ได้รับความยินยอมจากสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุม และต้องถือว่าวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 ยังเป็นวันนัดประชุมใหญ่วิสามัญเช่นเดิม เมื่อที่ประชุมลงมติไม่ไว้วางใจคณะกรรมการบริหารชุดเดิมและเลือกตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ จึงเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยข้อบังคับของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย การที่โจทก์ในฐานะประธานกรรมการบริหารชุดใหม่นำรายชื่อคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ไปยื่นคำขอจดทะเบียนต่อจำเลยเป็นการดำเนินการโดยเทียบเคียงตามนัยมาตรา 93 วรรคสอง ประกอบกับมาตรา 120 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 จำเลยในฐานะนายทะเบียนตามกฎหมายจะต้องดำเนินการรับจดทะเบียนให้ การที่จำเลยไม่รับจดทะเบียนรายชื่อคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ตามคำขอของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งด่วนมากที่ รส 0607/02996 เรื่อง การขอจดทะเบียนกรรมการสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 29 เมษายน 2541 ของจำเลย และให้จำเลยรับจดทะเบียนคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2540 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 หากจำเลยไม่ยอมรับจดทะเบียน ขอให้ถือคำพิพากษาของศาลในการแสดงเจตนาของโจทก์เป็นการจดทะเบียน ตามข้อบังคับของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย และตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เมื่อสมาชิกของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย จำนวน 53 สหภาพแรงงาน จากจำนวนทั้งสิ้น 117 สหภาพแรงงาน ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเข้าชื่อกันขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญโดยหนังสือเรียกร้องได้ระบุถึงวัตถุประสงค์ของการให้เรียกประชุมไว้โดยชัดแจ้ง การขอเรียกประชุมใหญ่วิสามัญของสมาชิกดังกล่าวเป็นไปตามข้อบังคับของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ข้อ 16 (5) และข้อ 24 (2) เมื่อมีการขอเรียกประชุมในกรณีดังกล่าวเป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารในฐานะผู้บริหารงานของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทยจะต้องดำเนินการจัดการประชุมใหญ่วิสามัญโดยเร็ว โดยคณะกรรมการบริหารไม่จำต้องมีมติให้เรียกประชุมอีก ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ได้ยื่นหนังสือขอให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญถูกต้องตามข้อบังคับแล้ว นายบรรจงซึ่งเป็นเลขาธิการได้มีหนังสือในนามของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทยกำหนดนัดประชุมใหญ่วิสามัญในวันที่ 12 ตุลาคม 2540 ตามหนังสือแจ้งการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2540 และหนังสือขอเชิญร่วมประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2540 และต่อมาในวันนัดประชุมดังกล่าว คณะกรรมการบริหารได้ร่วมประชุมครบทุกคนและสมาชิกเข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมตามข้อบังคับของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย จึงถือได้ว่าการประชุมของสมาชิกในวันที่ 12 ตุลาคม 2540 เป็นการดำเนินการจัดการประชุมโดยคณะกรรมการบริหาร ฉะนั้น การประชุมดังกล่าวจึงเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญตามข้อบังคับของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย และเมื่อการประชุมยังไม่เสร็จสิ้นโดยที่ประชุมมีมติให้เลื่อนไปนัดประชุมใหม่ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 จึงถือได้ว่าในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 เป็นวันนัดประชุมใหญ่วิสามัญอีกด้วย การที่คณะกรรมการบริหาร (ชุดเก่า) ได้ลงมติเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ให้เลื่อนวันนัดประชุมใหญ่วิสามัญไปเป็นวันที่ 16 พฤศจิกายน 2540 ย่อมไม่มีอำนาจจะกระทำได้เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงมติของที่ประชุมใหญ่โดยไม่ได้รับความยินยอมจากสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุม และต้องถือว่าวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 ยังเป็นวันนัดประชุมใหญ่วิสามัญเช่นเดิม เมื่อปรากฏว่าโจทก์และสมาชิกอื่นๆ เข้าร่วมประชุมในวันดังกล่าวจึงเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่ชอบด้วยข้อบังคับของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย เมื่อการประชุมใหญ่วิสามัญในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 มีองค์ประชุมครบถ้วนถูกต้องตามข้อบังคับแล้ว และที่ประชุมลงมติไม่ไว้วางใจคณะกรรมการบริหารชุดเดิมและเลือกตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ จึงเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยข้อบังคับของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ข้อ 23 (5) การที่โจทก์ในฐานะประธานกรรมการบริหารชุดใหม่นำรายชื่อคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ไปยื่นคำขอจดทะเบียนต่อจำเลยเป็นการดำเนินการโดยเทียบเคียงตามนัยมาตรา 93 วรรคสอง ประกอบกับมาตรา 120 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ซึ่งจำเลยในฐานะนายทะเบียนตามกฎหมายจะต้องดำเนินการรับจดทะเบียนให้ การที่จำเลยไม่รับจดทะเบียนรายชื่อคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ตามคำขอของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คำสั่งของจำเลยที่ไม่ยอมรับจดทะเบียนให้แก่โจทก์ชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งด่วนมากของจำเลยที่ รส 0607/02996 เรื่อง การขอจดทะเบียนกรรมการสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 29 เมษายน 2541 และให้จำเลยรับจดทะเบียนคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2540 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 93 วรรคสอง ม. 120 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจงรักษ์ สุพลจิตร์
จำเลย — นายศักดิ์ชัย ศักดิ์กุลวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8158/2544
#98488
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยต้องการวางแผนการกระทำผิดมิให้มีผู้อื่นมาขัดขวาง หลังเกิดเหตุจำเลยก็หลบหนีไป เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้หลังเกิดเหตุเพียง 6 วัน พร้อมของกลางที่ยึดคืนมาได้หลายรายการที่เป็นหลักฐานชี้ชัดว่าจำเลยได้กระทำผิดแม้จำเลยไม่ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาของศาล จำเลยก็ไม่มีทางที่จะปฏิเสธให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้ จำเลยจึงรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน

จำเลยกับพวกวางแผนจับ ณ. และ ป. ผู้ตายทั้งสองเพื่อบังคับให้ออกเช็ค เมื่อผู้ตายทั้งสองออกเช็คแล้วก็ยังฆ่า ผู้ตายอีก ส่อแสดงถึงเจตนาร้ายมาแต่ต้น การฆ่าโดยใช้ค้อนปอนด์ซึ่งใช้ทุบพื้นซีเมนต์ทุบตีที่บริเวณต้นคอด้านหลังขณะที่ ณ. ถูกขึงพื่าดนอนคว่ำหน้าบนเตียงนอนและใช้เชือกไนล่อนรัดคอผู้ตายทั้งสองซ้ำในสภาพที่ผู้ตายถูกมัดมือ มัดเท้าเป็นวิธีการฆ่าที่ดุร้ายยิ่งกว่าการทำให้ตายตามปกติธรรมดาส่อแสดงว่าจำเลยกับพวกมีจิตใจโหดร้ายอำมหิตผิดมนุษย์ทั่วไป ถือได้ว่าเป็นการฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้าย

โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ว่าร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับใบอนุญาต หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ ปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืน ฆ่าผู้อื่นโดยทรมาน และกระทำทารุณโหดร้ายเพื่อจะเอาไว้ซึ่งทรัพย์สินอันเกิดแต่การปล้นทรัพย์ ปกปิดความผิดอื่นของตนและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ซ้อนเร้นหรือทำลายศพ ปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคท้าย กับฐานอื่นดังกล่าวทุกฐานความผิด และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำผิด ดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 3 ลงโทษเฉพาะฐานใช้ตั๋วเงินปลอม แสดงว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1ฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืน และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ฐานเป็นตัวการร่วมกระทำผิด กับจำเลยที่ 1 ฐานทุกความผิดแล้วที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์และ โจทก์ร่วมนำสืบฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืน ตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ทุกฐานความผิดจึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 188, 199, 264, 265, 266, 268, 288, 289, 309, 310, 340, 340 ตรี, 357 วรรคสอง, 83, 91, 33 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 73,800 บาท แก่ทายาทหรือกองมรดกของผู้ตาย ริบเฉพาะอาวุธปืน กระสุนปืน ค้อนปอนด์ และอาวุธมีดปลายแหลมของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายประเสริฐ ผู้เสียหาย และในฐานะผู้สืบสันดานของนายณรงค์กับนางมาลี ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ยกเว้นข้อหามีอาวุธปืนของผู้อื่นกับเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานซ่อนเร้นหรือย้ายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (5) (7) รวม 2 กระทง และมาตรา 289 (7) อีกกระทงหนึ่ง ซึ่งแต่ละกระทงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามมาตรา 188, 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4), 309 วรรคสอง, 310 วรรคสอง, 339 วรรคท้าย อันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 289 (5) (7) รวม 2 กระทง และมาตรา 289 (7) อีกกระทงหนึ่ง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตทั้งสามกระทง ความผิดตามมาตรา 199 จำคุก 1 ปี ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสาม จำคุก 1 ปี เมื่อรวมโทษความผิดทุกกระทงแล้วคงให้ประหารชีวิต การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ความผิดตามมาตรา 289 (5) (7) ประกอบมาตรา 86, 87 รวม 2 กระทง และมาตรา 289 (7) ประกอบมาตรา 86, 87 อีกกระหนึ่ง ซึ่งแต่ละกระทงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามมาตรา 188, 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4), 309 วรรคสอง, 310 วรรคสอง, 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 86, 87 อันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 289 (5) (7) ประกอบมาตรา 86, 87 รวม 2 กระทง และมาตรา 289 (7) ประกอบมาตรา 86, 87 อีกกระทงหนึ่ง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิตทั้งสามกระทง ความผิดตามมาตรา 199 ประกอบมาตรา 86, 87 จำคุก 8 เดือน เมื่อรวมโทษความผิดทุกกระทงแล้วคงให้จำคุกตลอดชีวิต ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี จำเลยที่ 4 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก, 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบ มาตรา 266 (4) การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ความผิดตามมาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ความผิดตามมาตรา 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) ตามมาตรา 268 วรรคสอง กระทงหนึ่ง และมาตรา 266 (4) อีกกระทงหนึ่ง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี เมื่อรวมโทษความผิดทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 9 ปี ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนเงินสดจำนวน 62,000 บาท แก่ทายาทผู้ตาย และร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 11,800 บาท แก่โจทก์ร่วม ริบค้อนปอนด์และอาวุธมีดปลายแหลมของกลาง คืนอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางให้แก่เจ้าของ ข้อหาอื่นของจำเลยทั้งสี่และคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง มีคนร้ายจับตัวนายณรงค์ นางมาลี และนางสาวปทุมทอง ผู้ตายทั้งสามมัดด้วยเชือกและผ้า หน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ภายในร้านแสนชัยพานิช แล้วบังคับให้นายณรงค์กับนางสาวปทุมทองลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและกรอกข้อความในเช็ค และนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามฟ้องเอาเงินตามเช็คนั้นไปพร้อมกับทรัพย์สินอื่นอีกหลายรายการ แล้วคนร้ายได้ใช้ค้อนปอนด์ของกลางทุบตีศรีษะนายณรงค์ และใช้เชือกกับผ้ารัดคอจนผู้ตายทั้งสามถึงแก่ความตายตามลำดับแล้ว นำศพผู้ตายใส่โอ่งใช้ปูนซีเมนต์โบกทับและนำไปทิ้ง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสี่ได้พร้อมทรัพย์สินของผู้ตายบางส่วน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 กับนายไพศาลร่วมกันจับผู้ตายทั้งสาม และบังคับนายณรงค์กับนางสาวปทุมทองให้ลงลายมือชื่อและกรอกข้อความในเช็คเพื่อเบิกถอนเงินและได้ใช้ค้อนปอนด์ตีศรีษะนายณรงค์ โดยวางแผนการร่วมกันมาก่อน การที่จำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนว่าได้นำค้อนปอนด์มาให้นายไพศาลไว้ใช้ควบคุมผู้ตายทั้งสามนั้นไม่น่ารับฟัง เพราะขณะนั้นผู้ตายทั้งสามถูกมัดขึงพืดอยู่บนเตียงไม่มีทางที่จะขัดขืนต่อสู้ได้เลย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าบาดแผลของผู้ตายทั้งสามไม่น่าจะเป็นผลจากการกระทำของนายไพศาลโดยลำพัง จึงมิใช่เป็นการคาดคะเนเอาเอง จำเลยที่ 1 วางแผนให้จำเลยที่ 2 ชักชวนนายวาและนายเงี๊ยบไปเที่ยวพัทยาอีก ทั้ง ๆ ที่คนทั้งสองเพิ่มจะกลับมาจากการเที่ยวที่พัทยากับผู้ตายในวันเดียว แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ต้องการวางแผนการกระทำผิดเพื่อมิให้นายวาและนายเงี๊ยบขัดขวาง หลังเกิดเหตุก็หลบหนีไป เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้หลังเกิดเหตุเพียง 6 วัน พร้อมของกลางที่ยึดคืนมาได้หลายรายการ ของกลางดังกล่าวโดยเฉพาะต้นขั้วสมุดเช็คพร้อมเช็คของนายณรงค์ก็ยึดได้จากจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นหลักฐานชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำผิด ซึ่งแม้จำเลยที่ 1 ไม่ให้การรับสารภาพก็ไม่มีทางที่จะปฏิเสธให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้เลย จำเลยที่ 1 จึงกระทำผิดเพราะจำนนต่อหลักฐาน อีกทั้งคดีนี้จำเลยที่ 1 กับพวกวางแผนจับนายณรงค์กับนางสาวปทุมทองเพื่อบังคับให้ออกเช็ค และเมื่อผู้ตายทั้งสองออกเช็คแล้วก็ยังฆ่าผู้ตายอีกอันส่อแสดงถึงเจตนาร้ายมาแต่ต้น การฆ่าโดยใช้ค้อนปอนด์ซึ่งใช้ทุบพื้นซีเมนต์ทุบตีที่บริเวณต้นคอด้านหลังขณะที่นายณรงค์ถูกขึงพืดนอนคว่ำหน้าบนเตียงนอนและใช้เชือกไนล่อนรัดคอผู้ตายทั้งสามซ้ำในสภาพที่ผู้ตายทั้งสามถูกมัดมือมัดเท้าเช่นนี้เป็นวิธีการฆ่าที่ดุร้ายยิ่งกว่าการทำให้ตายตามปกติธรรมดา ส่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 กับพวกมีจิตใจโหดร้ายอำมหิตผิดมนุษย์ทั่วไป เชื่อได้ว่าเป็นการฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้าย ศาลล่างทั้งสองพิพากษาโดยไม่ลดโทษให้จำเลยที่ 1 เหมาะสมแล้ว

ที่โจทก์ร่วมฎีกาประการแรกว่า พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี และฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ทุกฐานความผิดนั้น เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องในส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ว่าร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับใบอนุญาต หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ ปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืน ฆ่าผู้อื่นโดยทรมานและกระทำทารุณโหดร้ายเพื่อจะเอาไว้ซึ่งทรัพย์สินอันเกิดแต่การปล้นทรัพย์ ปกปิดความผิดอื่นของตนและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ซ่อนเร้นหรือทำลายศพ ปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคท้าย กับฐานอื่นดังกล่าวทุกฐานความผิด และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำผิดดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 3 ลงโทษเฉพาะฐานใช้ตั๋วเงินปลอม แสดงว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืน และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ทุกฐานความผิดแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองประการดังกล่าวข้างต้นจึงต้องห้าม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมมาโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78 ม. 289 (5)
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นายประเสริฐ งามเลิศประเสริฐ
จำเลย — นายพงษ์ศักดิ์หรือพงษ์หรือหลอ ยกตรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8156/2544
#43391
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนบางส่วนทำให้ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนแบ่งออกเป็น 2 ส่วน แต่ละส่วนเป็นที่ดินผืนใหญ่กว่า 20 ไร่ และ 50 ไร่สามารถใช้ประโยชน์แยกเป็นเอกเทศต่างหากจากกันได้ แต่ละส่วนมีด้านหนึ่งกว้างประมาณ 160 เมตร อยู่ติดทางคู่ขนานของทางหลวงพิเศษซึ่งสร้างขึ้นเพื่อให้เจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ติดทางคู่ขนานและประชาชนโดยทั่วไปได้ใช้ทางคู่ขนานนี้สัญจรไปมาได้สะดวกยิ่งขึ้น แม้ที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนจะอยู่ใกล้กับทางต่างระดับ แต่ก็อยู่ติดทางคู่ขนานที่เกือบเป็นทางตรง จึงสามารถเข้าสู่และออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนโดยใช้ทางคู่ขนานนี้ได้การคมนาคมเข้าสู่และออกจากที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนจะสะดวกกว่าเดิมมาก สภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนซึ่งเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจากเดิมมากเช่นนี้ย่อมทำให้ที่ดินดังกล่าวมีราคาสูงขึ้นจากเดิมมากเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากราคาประเมินฯ ที่ปรับสูงขึ้นจากเดิมมาก กล่าวคือ บางส่วนจากตารางวาละ 800 บาท เป็น 10,000 บาท บางส่วนจากตารางวาละ2,500 บาท เป็น 4,500 บาท บางส่วนจากตารางวาละ 800 บาทเป็น 1,500 บาท ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่ 17 ไร่ 3 งาน73.2 ตารางวา ส่วนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 81 ไร่ 2 งาน94.8 ตารางวา เทียบอัตราส่วนกันแล้วประมาณ 1 ต่อ 4.5 ดังนั้นแม้หากที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาสูงขึ้นจากเดิมเล็กน้อยเพียง 1 ใน 4.5 ที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนก็จะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเสียอีกที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์เป็นตารางวาละ 1,875 บาท โดยไม่นำเอาราคาที่สูงขึ้นของที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนมาหักออกจากเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนนับว่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์อยู่แล้ว หากเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนแก่โจทก์อีกก็จะไม่เป็นธรรมแก่สังคม

โจทก์มิได้อุทธรณ์เรียกเงินค่าทดแทนอันเนื่องมาจากการขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินทำสวนส้มต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 25 วรรคหนึ่งการอุทธรณ์เป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดจะต้องทำก่อนคดีมาสู่ศาล ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็ไม่มีอำนาจฟ้องเมื่อโจทก์เพิ่งเรียกร้องเงินค่าทดแทนในส่วนนี้มาพร้อมกับคำฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนจากการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินทำสวนส้ม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 938เนื้อที่ 99 ไร่ 2 งาน 68 ตารางวา ถูกเวนคืนไปบางส่วน เนื้อที่ 17 ไร่ 3 งาน73.2 ตารางวา เพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอก กรุงเทพมหานคร ตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34(บางพลี) - บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (วังน้อย) คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามตารางวาละ 800 บาท โจทก์ทั้งสามเห็นว่าเป็นราคาที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากที่ดินบริเวณใกล้เคียงมีราคาที่ซื้อขายกันไม่ต่ำกว่าตารางวาละ10,000 บาท แต่โจทก์ทั้งสามขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพียงตารางวาละ8,000 บาท เพิ่มขึ้นอีกตารางวาละ 7,200 บาท เป็นเงิน 51,647,040บาท และขอเงินค่าทดแทนความเสียหายจากการขาดรายได้หรือขาดประโยชน์จากการทำสวนส้มในที่ดินที่ถูกเวนคืนซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ยังมิได้กำหนดให้แก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงินจำนวน6,480,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 58,127,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2538 จนถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ยจำนวน 6,688,590.90 บาท รวมเป็นต้นเงิน และดอกเบี้ยทั้งสิ้น 64,815,630.90 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 64,815,630.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปีของต้นเงิน 58,127,040 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสองให้การว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินเหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสามแล้วที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนได้รับประโยชน์จากการเวนคืนทำให้มีราคาสูงขึ้นมากหากเอาราคาที่สูงขึ้นนี้หักออกจากเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 21 แล้ว จำเลยทั้งสองย่อมไม่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ทั้งสาม จึงไม่มีเหตุที่จะต้องเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามอีกและจำเลยทั้งสองได้จ่ายเงินค่าทดแทนพืชผลไปแล้ว โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจากการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินทำสวนส้ม อัตราดอกเบี้ยเงินค่าทดแทนที่เพิ่มไม่ถึงร้อยละ 10ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 29,589,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ต่อปีนับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามคำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 938 เนื้อที่ 99 ไร่ 2 งาน 68 ตารางวา บางส่วนของที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 17 ไร่ 3 งาน 73.2 ตารางวาอยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางพลี) - บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (วังน้อย) พ.ศ. 2536 ซึ่งมีผลใช้บังคับวันที่ 2พฤศจิกายน 2536 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสามตารางวาละ 800 บาท โจทก์ทั้งสามเห็นว่าเป็นราคาที่ไม่เป็นธรรมจึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเรียกร้องเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละ 8,000 บาท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนด โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดิน และเงินค่าทดแทนจากการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินทำสวนส้ม ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ1,875 บาท และโจทก์ทั้งสามได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวทั้งหมดจากจำเลยทั้งสองแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้โจทก์ทั้งสามได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มเป็นตารางวาละ 6,000 บาท และยกฟ้องในส่วนคำขอเงินค่าทดแทนจากการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินทำสวนส้มศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า โจทก์ทั้งสามควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละเท่าใด จากรูปแผนที่และมาตราส่วนในสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 938 ภาพถ่ายบัญชีราคาประเมินที่ดินแผนผังแสดงเขตที่ดินที่ขออนุมัติและจ่ายเงินค่าทดแทน กับคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 และนายชะโอด ชีกรรแสง ประธานสภาบึงคำพร้อย ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ พยานโจทก์ทั้งสาม นายสุทธิพงษ์ภาคพิบูลย์ นายช่างโยธา 6 ของจำเลยที่ 1 ผู้สำรวจที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่ถูกเวนคืน และนายบุญธรรม เลาะไธสง หัวหน้างานนิติกรรมสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาลำลูกกา พยานจำเลยทั้งสอง ได้ความว่าในวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลใช้บังคับที่ดินของโจทก์ทั้งสามกว้างด้านละประมาณ 160 เมตร ยาวด้านละประมาณ 996 เมตร สภาพส่วนใหญ่เป็นสวนส้มมีร่องสวนยาวในแนวเหนือใต้ ปลายด้านกว้างทางทิศตะวันตกติดถนนลูกรังเลียบคลองซอยที่ 5 ส่วนอีกสามด้านอยู่ติดที่ดินของบุคคลอื่น ที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนเนื้อที่ 17 ไร่ 3 งาน73.2 ตารางวา อยู่ห่างจากถนนเลียบคลองซอยที่ 5 ประมาณ 250 เมตรถึง 300 เมตร มีราคาประเมินที่ดินเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ปี 2536 ถึง ปี 2538ตารางวาละ 800 บาท ทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 นี้ ผ่านที่ดินของโจทก์ทั้งสามจากทิศใต้ไปทางทิศเหนือแบ่งที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนออกเป็นสองส่วน ส่วนที่อยู่ทางทิศตะวันออกเนื้อที่กว่า 50 ไร่มีด้านทิศตะวันตกยาวประมาณ 160 เมตร อยู่ติดทางคู่ขนานของทางหลวงพิเศษสายนี้ อีกส่วนหนึ่งทางทิศตะวันตกเนื้อที่กว่า 20 ไร่ มีด้านกว้างแต่ละด้านกว้างประมาณ 160 เมตร โดยด้านทิศตะวันออกติดทางคู่ขนานของทางหลวงพิเศษสายนี้เช่นกัน ส่วนด้านทิศตะวันตกยังคงติดถนนเลียบคลองซอยที่ 5 ทางคู่ขนานทั้งสองข้างของทางหลวงพิเศษสายนี้ช่วงที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนเกือบเป็นทางตรงหลังจากการดำเนินการเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษสายนี้แล้วที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาประเมินที่ดินเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมปี 2539 ถึง ปี 2542 เพิ่มสูงขึ้นจากราคาประเมินที่ดินเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ปี 2536ถึง ปี 2538 โดยที่ดินที่อยู่ติดทางหลวงพิเศษหมายเลข .37 ระยะ 40 เมตรเพิ่มจากเดิมซึ่งมีราคาประเมินฯ ตารางวาละ 800 บาท เป็นตารางวาละ10,000 บาท และที่ดินที่อยู่ติดถนนเลียบคลองซอยที่ 5 ฝั่งตะวันออกระยะ40 เมตร เพิ่มจากตารางวาละ 2,500 บาท เป็นตารางวาละ 4,500 บาทที่ดินนอกเหนือจากนั้นเพิ่มจากตารางวาละ 800 บาท เป็นตารางวาละ1,500 บาท ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนแต่ละส่วนเป็นที่ดินผืนใหญ่กว่า 20 ไร่ และ 50 ไร่ สามารถใช้ประโยชน์แยกเป็นเอกเทศต่างหากจากกันได้ แต่ละส่วนมีด้านหนึ่งกว้างประมาณ160 เมตร อยู่ติดทางคู่ขนานของทางหลวงพิเศษสายนี้ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อให้เจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ติดทางคู่ขนานและประชาชนโดยทั่วไปได้ใช้ทางคู่ขนานนี้สัญจรไปมาได้สะดวกยิ่งขึ้น แม้ที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนจะอยู่ใกล้กับทางต่างระดับแต่ก็อยู่ติดทางคู่ขนานที่เกือบเป็นทางตรง จึงสามารถเข้าสู่และออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนโดยใช้ทางคู่ขนานนี้ได้ การคมนาคมเข้าสู่และออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนจะสะดวกกว่าเดิมมากสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนซึ่งเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจากเดิมมากเช่นนี้ ย่อมทำให้ที่ดินดังกล่าวมีราคาสูงขึ้นจากเดิมมากเช่นกันดังจะเห็นได้จากราคาประเมินฯ ที่ปรับสูงขึ้นจากเดิมมากที่ดินของโจทก์ทั้งสามถูกเวนคืนเนื้อที่ 17 ไร่ 3 งาน 73.2 ตารางวาส่วนที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 81 ไร่ 2 งาน94.8 ตารางวา เทียบอัตราส่วนกันแล้วประมาณ 1 ต่อ 4.5 ดังนั้นแม้หากที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาสูงขึ้นจากเดิมเล็กน้อยเพียง 1 ใน 4.5 ที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนก็จะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่ถูกเวนคืนเสียอีก ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามเป็นตารางวาละ 1,875 บาท โดยไม่นำเอาราคาที่สูงขึ้นของที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนมาหักออกจากเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน นับว่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามอยู่แล้วหากเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนแก่โจทก์ทั้งสามอีกก็จะไม่เป็นธรรมแก่สังคม ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ทั้งสามเป็นตารางวาละ 6,000 บาท ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนจากการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินทำสวนส้มหรือไม่ ได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 และสำเนาหนังสืออุทธรณ์เงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนฯ ของโจทก์ทั้งสามว่า โจทก์ทั้งสามมิได้อุทธรณ์เรียกเงินค่าทดแทนอันเนื่องมาจากการขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินทำสวนส้มต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 25 วรรคหนึ่งบัญญัติบังคับไว้ การอุทธรณ์เป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดจะต้องทำก่อนนำคดีมาสู่ศาล ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็ไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อโจทก์ทั้งสามเพิ่งเรียกร้องเงินค่าทดแทนในส่วนนี้มาพร้อมกับคำฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดิน โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนจากการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินทำสวนส้มฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 ม. 21 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สายจิตต์ จันทรัศมี หรือนางสาว สาย หุ่นนาค กับพวก
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8153/2544
#99200
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายบ้านกับโจทก์ สัญญาจะซื้อขายบ้านเป็นสัญญาต่างตอบแทนโดยจำเลยมีหน้าที่จะต้องชำระราคาค่าบ้านให้แก่โจทก์ ส่วนโจทก์ก็มีหน้าที่จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในบ้านแก่จำเลยด้วยเช่นกัน การที่โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระราคาค่าบ้านส่วนที่เหลือตามกำหนดระยะเวลาที่ตกลงกันโดยที่โจทก์มิได้กำหนดระยะเวลาที่โจทก์จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในบ้านให้แก่จำเลยตามหน้าที่แล้ว จำเลยย่อมมีอำนาจที่จะไม่ชำระราคาค่าบ้านส่วนที่เหลือแก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะกำหนดเวลาที่โจทก์จะต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 ได้ จะถือว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดระยะเวลาที่โจทก์กำหนดเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 389 หาได้ไม่ สัญญาดังกล่าวยังมีผลผูกพันอยู่ โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากบ้านโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากบ้านโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านพิพาท และให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากบ้านดังกล่าวแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาจะขายบ้านพิพาทให้จำเลยในราคา ๒๔๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญามัดจำ โจทก์มอบบ้านพิพาทให้จำเลยเข้าครอบครองตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๔ ซึ่งเป็นวันทำสัญญา ต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระราคาค่าบ้านพิพาทที่เหลือ แต่จำเลยเพิกเฉย เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ โจทก์และจำเลยกำหนดแต่เพียงเวลาให้จำเลยชำระเงินค่าซื้อบ้านพิพาทส่วนที่เหลือจากที่วางมัดจำไว้ ๑๖๐,๐๐๐ บาท เป็นสองงวด คือวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๓๔ และวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ แต่หาได้กำหนดวันเวลาให้โจทก์ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านพิพาทแก่จำเลยแต่อย่างใด ทั้งตามหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าซื้อบ้านพิพาทส่วนที่เหลือและบอกเลิกสัญญา โจทก์กำหนดระยะเวลาให้จำเลยชำระเงินค่าซื้อบ้านพิพาทส่วนที่เหลือภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับหนังสือทวงถาม แต่หาได้กำหนดระยะเวลาที่โจทก์จะต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านพิพาทแก่จำเลย สัญญาจะซื้อขายบ้านพิพาทเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยจำเลยมีหน้าที่จะต้องชำระราคาค่าบ้านแก่โจทก์ ส่วนโจทก์ก็มีหน้าที่จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทแก่จำเลยตามสัญญาจะซื้อขายด้วยเช่นกัน ฉะนั้นการที่โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระราคาค่าบ้านพิพาทส่วนที่เหลือตามกำหนดระยะเวลาที่โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบ โดยโจทก์มิได้กำหนดระยะเวลาที่โจทก์จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านที่พิพาทแก่จำเลยตามหน้าที่แล้ว จำเลยย่อมมีอำนาจที่จะไม่ชำระราคาค่าบ้านพิพาทส่วนที่เหลือแก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะกำหนดเวลาที่โจทก์จะต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านพิพาทแก่จำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๖๙ จะถือว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดระยะเวลาที่โจทก์กำหนดอันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๘๙ หาได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อขายบ้านพิพาท สัญญาดังกล่าวยังมีผลผูกพันอยู่ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านที่พิพาท ซึ่งโจทก์ยินยอมให้จำเลยเข้าครอบครองบ้านพิพาทนับแต่ที่ทำสัญญาจะซื้อขายบ้านพิพาทได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 389
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปราณี มากพุ่ม
จำเลย — พันจ่าอากาศเอกอาทร สนสร้อย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมควร ศิริยุทธ
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ งามสันติกุล
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8152/2544
#42704
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหายทั้งสองเพราะมีสาเหตุโกรธเคืองเนื่องจากโต้เถียงกันเกี่ยวกับเรื่องค่าแรงโดยจำเลยเป็นช่างไม่ได้รับค่าแรงน้อยกว่าผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นช่างทาสี แล้วจำเลยได้ใช้ขวานฟันผู้เสียหายทั้งสองในทันทีทันใดในเวลาต่อเนื่องกันการที่จะทำร้ายใครก่อนหลังย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะไม่สามารถใช้ขวานฟันผู้เสียหายทั้งสองคนพร้อมกันทีเดียวได้ แต่จำเลยประสงค์จะทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองในคราวเดียวกัน แม้จะมีการกระทำหลายหนและต่อบุคคลหลายคนก็อยู่ภายในเจตนาอันนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยโดยมีเจตนาฆ่าได้ใช้ขวานเป็นอาวุธฟันนายสมานหรือหอนศิริสำราญ ผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณศีรษะ 1 ครั้ง จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่ไม่บรรลุผลเพราะแพทย์ได้ช่วยรักษาไว้ทัน ผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่ถึงแก่ความตายแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันและจำเลยโดยมีเจตนาฆ่าได้ใช้ขวานดังกล่าวเป็นอาวุธฟันนายพา สุรินทราบูรณ์ ผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่ไม่บรรลุผลเนื่องจากแพทย์ช่วยรักษาไว้ทันผู้เสียหายที่ 2 จึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80, 297, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด (ฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2) ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 11 ปีรวม 2 กระทง เป็นจำคุก 22 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แต่อย่างไรก็ตามศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยมีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหายทั้งสองเพราะมีสาเหตุโกรธเคืองเนื่องจากโต้เถียงกันเกี่ยวกับเรื่องค่าแรงโดยจำเลยเป็นช่างไม้ได้รับค่าแรงน้อยกว่าผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นช่างทาสี แล้วจำเลยได้ใช้ขวานฟันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองในทันทีทันใดในเวลาต่อเนื่องกัน การที่จะทำร้ายใครก่อนหลังย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะจำเลยไม่สามารถใช้ขวานฟันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองคนพร้อมกันทีเดียวได้ แต่เห็นเจตนาของจำเลยได้ว่าจำเลยประสงค์จะทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองในคราวเดียวกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาจะทำร้ายเฉพาะผู้เสียหายที่ 1 แล้วเพิ่มเจตนาทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 อีกคนหนึ่งในภายหลังเช่นนี้ แม้จะมีการกระทำหลายหนและต่อบุคคลหลายคนก็อยู่ภายในเจตนาอันนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมาเป็นความผิดสองกรรมนั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ นอกจากนี้ศาลอุทธรณ์ได้นำคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมมาฟังประกอบการลงโทษจำเลย คดีจึงมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แต่ศาลอุทธรณ์มิได้ลดโทษให้จำเลย จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขลดโทษให้จำเลยบางส่วนด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 11 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 8 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย เนย พูนมั่น
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8152/2544
#69496
เปิดฉบับเต็ม

ชั้นพิจารณา จำเลยมิได้นำสืบปฏิเสธความถูกต้องของบันทึการจับกุมเมื่อฟังได้ว่า ชั้นจับกุมจำเลยได้ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมจริง จึงใช้ยันจำเลยได้ หากจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์มิได้กระทำความผิดที่ถูกกล่าวหา ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะต้องให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเช่นนั้น

การที่จำเลยหลบหนีไปจากที่พักในคืนเกิดเหตุเป็นข้อพิรุธที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง

ผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยใช้ขวานฟันเป็นบาดแผลที่ศีรษะส่วนบนด้านหลังยาว 10 เซนติเมตร กว้างครึ่งเซนติเมตร ลึกจดกะโหลกศีรษะและกะโหลกศีรษะร้าว ส่วนผู้เสียหายที่ 2 ถูกฟันเป็นบาดแผลที่ขมับแถบซ้ายจดโหนกแก้มแผลยาว 10 เซนติเมตร กว้างครึ่งเซนติเมตร ลึกจดกะโหลกศีรษะ ที่ศีรษะด้านหน้าแถบซ้ายจดเหนือคิ้วซ้ายแผลยาว 10 เซนติเมตร กว้าง 1 เซนติเมตร ลึกจดเยื่อหุ้มกะโหลกศีรษะ กะโหลกศีรษะแถบซ้ายแตกยุบ สมองฉีกขาด กลางต้นแขนซ้ายแผลยาว2 เซนติเมตร กว้างครึ่งเซนติเมตร ลึกจดกล้ามเนื้อ และเหนือข้อศอกขวาแผลยาว3 เซนติเมตร กว้างครึ่งเซนติเมตร ลึกจดกล้ามเนื้อ บาดแผลที่ผู้เสียหายทั้งสองได้รับดังกล่าว หากแพทย์รักษาไม่ทันหรือมีโรคแทรกซ้อนอาจทำให้ผู้เสียหายทั้งสองถึงแก่ชีวิตได้ และจากลักษณะบาดแผลดังกล่าว เชื่อได้ว่าจำเลยได้ใช้ขวานฟันศีรษะผู้เสียหายทั้งสองอย่างแรง สำหรับขวานที่จำเลยใช้ฟันศีรษะผู้เสียหายทั้งสองเป็นขวานที่ใช้ในงานช่างไม้ ขนาดยาวประมาณ 1 ฟุตครึ่ง ขวานดังกล่าวเป็นขวานขนาดใหญ่สามารถใช้เป็นอาวุธทำอันตรายผู้อื่นถึงแก่ชีวิตได้โดยง่าย การที่จำเลยใช้ขวานดังกล่าวเลือกฟันที่ศีรษะผู้เสียหายทั้งสองอันเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย ชี้ให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตามเพราะแพทย์ช่วยรักษาผู้เสียหายทั้งสองไว้ได้ทัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย

การที่จำเลยมีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหายทั้งสองเพราะมีสาเหตุโกรธเคืองเนื่องจากโต้เถียงกันเกี่ยวกับเรื่องค่าแรงโดยจำเลยเป็นช่างไม้ได้รับค่าแรงน้อยกว่าผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นช่างทาสี แล้วจำเลยได้ใช้ขวานฟันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองในทันทีทันใดในเวลาต่อเนื่องกัน การที่จะทำร้ายใครก่อนหลังย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะจำเลยไม่สามารถใช้ขวานฟันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองคนพร้อมกันทีเดียวได้ แต่เห็นเจตนาของจำเลยได้ว่าจำเลยประสงค์จะทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองในคราวเดียวกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาจะทำร้ายเฉพาะผู้เสียหายที่ 1 แล้วเพิ่มเจตนาทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 อีกคนหนึ่งในภายหลังเช่นนี้แม้จะมีการกระทำหลายหนและต่อบุคคลหลายคนก็อยู่ภายในเจตนาอันนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมาเป็นความผิดสองกรรมจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้เป็นคุณแก่จำเลยได้

ศาลอุทธรณ์ได้นำคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมมาฟังประกอบการลงโทษจำเลย คดีจึงมีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ.มาตรา 78 แต่ศาลอุทธรณ์มิได้ลดโทษให้จำเลย จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขลดโทษให้จำเลยบางส่วนด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 297, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด (ฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2) ตาม ป.อ. มาตรา 288, 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 11 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 22 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง นายสมานหรือหอน ผู้เสียหายที่ 1 กับนายพา ผู้เสียหายที่ 2 ได้ถูกคนร้ายใช้ขวานเป็นอาวุธฟันถูกที่บริเวณศีรษะเป็นบาดแผลตามรายงานความเห็นการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า หลังจากจำเลยมีเรื่องโต้เถียงกับผู้เสียหายที่ 1 เรื่องค่าแรงแล้ว จำเลยได้ลุแก่อำนาจโทสะและด้วยความเมาสุราขาดความยั้งคิด จำเลยจึงได้ใช้ขวานเป็นอาวุธฟันศีรษะผู้เสียหายทั้งสองข้างเดียวในขณะที่ผู้เสียหายทั้งสองไม่ทันได้ระมัดระวังตัวหาใช่เป็นกรณีที่ผู้เสียหายทั้งสองเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้กัน และถูกผู้อื่นทำร้ายได้รับบาดเจ็บตามที่จำเลยนำสืบต่อสู้ไม่ ผู้เสียหายที่ 1 ถูกฟันเป็นบาดแผลที่ศีรษะส่วนบนด้านหลังยาว 10 เซนติเมตร กว้างครึ่งเซนติเมตร ลึกจดกะโหลกศีรษะและกะโหลกศีรษะร้าว ส่วนผู้เสียหายที่ 2 ถูกฟันเป็นบาดแผลดังนี้ ที่ขมับแถบซ้ายจดโหนกแก้มแผลยาว 10 เซนติเมตร กว้างครึ่งเซนติเมตร ลึกจดกะโหลกศีรษะ ที่ศีรษะด้านหน้าแถบซ้ายจดเหนือคิ้วซ้ายแผลยาว 10 เซนติเมตร กว้าง 1 เซนติเมตร ลึกจดเยื่อหุ้มกะโหลกศีรษะ กะโหลกศีรษะแถบซ้ายแตกยุบ สมองฉีกขาด กลางต้นแขนซ้ายแผลยาว 2 เซนติเมตร กว้างครึ่งเซนติเมตร ลึกจดกล้ามเนื้อ และเหนือข้อศอกขวาแผลยาว 3 เซนติเมตร กว้างครึ่งเซนติเมตร ลึกจดกล้ามเนื้อ หากแพทย์รักษาไม่ทันหรือมีโรคแทรกซ้อนอาจทำให้ผู้เสียหายทั้งสองถึงแก่ชีวิตได้ และจากลักษณะบาดแผลของผู้เสียหายทั้งสองดังกล่าว ศาลฎีกาเชื่อว่า จำเลยได้ใช้ขวานฟันศีรษะผู้เสียหายทั้งสองอย่างแรง จึงทำให้กะโหลกแตกยุบและร้าวได้ สำหรับขวานที่จำเลยใช้ฟันศีรษะผู้เสียหายทั้งสองนั้นเป็นขวานที่ใช้งานช่างไม้ มีขนาดยาวประมาณ 1 ฟุตครึ่ง เป็นขวานขนาดใหญ่สามารถใช้เป็นอาวุธทำอันตรายผู้อื่นถึงแก่ชีวิตได้โดยง่าย การที่จำเลยใช้ขวานดังกล่าวเลือกฟันที่ศีรษะผู้เสียหายทั้งสองอันเป็นส่วนสำคัญของร่างกายจึงชี้ให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตายเพราะแพทย์ช่วยรักษาผู้เสียหายทั้งสองไว้ได้ทัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง

การที่จำเลยมีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหายทั้งสองเพราะมีสาเหตุโกรธเคืองเนื่องจากโต้เถียงกันเกี่ยวกับเรื่องค่าแรงโดยจำเลยเป็นช่างไม้ได้รับค่าแรงน้อยกว่าผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นช่างทาสี แล้วจำเลยได้ใช้ขวานฟันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองในทันทีทันใดในเวลาต่อเนื่องกัน การที่จะทำร้ายใครก่อนหลังย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะจำเลยไม่สามารถใช้ขวานฟันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองคนพร้อมกันทีเดียวได้ แต่เห็นเจตนาของจำเลยได้ว่าจำเลยประสงค์จะทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองในคราวเดียวกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาจะทำร้ายเฉพาะผู้เสียหายที่ 1 แล้วเพิ่มเจตนาทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 อีกคนหนึ่งในภายหลังเช่นนี้ แม้จะมีการกระทำหลายหนและต่อบุคคลหลายคนก็อยู่ภายในเจตนาอันนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมาเป็นความผิดสองกรรมนั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้เป็นคุณแก่จำเลยได้

นอกจากนี้ศาลอุทธรณ์ได้นำคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมมาฟังประกอบการลงโทษจำเลยคดีจึงมีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 แต่ศาลอุทธรณ์มิได้ลดโทษให้จำเลย จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข ลดโทษให้จำเลยบางส่วนด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 เพียงบทเดียว ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 11 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสี่ ตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 8 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 78 ม. 80 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 195 ม. 225 ม. 226 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเนย พูนมั่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายองอาจ โรจน์สุพจน์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8150/2544
#42703
เปิดฉบับเต็ม

สิบตำรวจตรี พ. ตกลงล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 จำนวน 11 ถุง ถุงละ 200 เม็ด นัดส่งมอบที่บ้านของจำเลยที่ 1 ต่อมาหลังจากมีการล่อซื้อตามนัดและสายลับส่งสัญญาณแสดงว่ามีเมทแอมเฟตามีนแล้ว พยานโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเดินทางไปยังบ้านของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นจึงวิ่งหลบหนีแต่ถูกจับกุมและตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนรวม 11 ถุง ซุกซ่อนอยู่ในกางเกงด้านหน้าของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้อยู่ชั้นบนของบ้าน ดังนี้ โจทก์ไม่มีพยานคนใดเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมทแอมเฟตามีนของกลางจับได้ที่ตัวจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่นอกบ้านส่วนจำเลยที่ 2 อยู่บนบ้าน พฤติการณ์เพียงเท่านี้ ยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 6, 7, 8, 15, 26, 65, 66, 76, 102, 103 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 62 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน มีกัญชาไว้ในครอบครอง ปฏิเสธข้อหานำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีน

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน มีกัญชาไว้ในครอบครอง ปฏิเสธข้อหานำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งเมทแอมเฟตามีน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 26 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง,76 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11,62 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ 20 ปี ฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6 เดือน ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 20 ปี 6 เดือน จำคุก จำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 ปี 2 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 20 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา คำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละกึ่งหนึ่งลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี3 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 ปี 1 เดือน 15 วัน คงจำคุกจำเลยที่ 3มีกำหนด 10 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและกัญชาของกลาง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยข้อหาความผิดฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่กลับปรับบทว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ถูกต้องพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่งลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี 5 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีประจักษ์พยานมาเบิกความ 2 ปาก คือร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ กุจิรพันธ์ และสิบตำรวจตรีสมพาน มาตุ่น ซึ่งพยานทั้งสองเบิกความทำนองเดียวกันว่า สิบตำรวจตรีไพล๊อต แสงศรีเรือง ได้แจ้งแก่ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ว่า ตกลงล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 จำนวน 11 ถุง ถุงละ200 เม็ด ราคาถุงละ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 110,000 บาท นัดส่งมอบที่บ้านของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2539 ก่อนเที่ยง ครั้นถึงวันนัดสิบตำรวจตรีไพล๊อตและสายลับ นำเงินไปที่บ้านของจำเลยที่ 1 จนกระทั่งเวลา 11.40 นาฬิกา สายลับส่งสัญญาณทางวิทยุสื่อสารเป็นรหัส 20 20ซึ่งแสดงว่ามีเมทแอมเฟตามีนแล้ว พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกจึงเดินทางไปยังบ้านของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกจึงวิ่งหลบหนี สิบตำรวจตรีสมพานวิ่งไล่ติดตามจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ห่างจากบ้าน 100 เมตร ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนรวม 11 ถุง จำนวน2,100 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในขอบกางเกงด้านหน้าของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2และที่ 3 สิบตำรวจตรีไพล๊อตกับพวกจับกุมได้อยู่ชั้นบนของบ้าน เห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานคนใดเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมทแอมเฟตามีนของกลางก็จับได้ที่ตัวจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่นอกบ้าน ส่วนจำเลยที่ 2 อยู่บนบ้านพฤติการณ์เพียงเท่านี้ยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นาย สมอง ตันมิ่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8149/2544
#43390
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์และสั่งจ่ายเช็คพิพาทซึ่งจำเลยที่ 2ลงลายมือชื่อสลักหลังให้โจทก์ยึดถือไว้ เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดผิดสัญญาไม่ชำระดอกเบี้ยและโจทก์กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ชำระโจทก์มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายจะจดแจ้งลงวันเดือนปีในเช็คพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 910 วรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 989 วรรคหนึ่ง เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ 2 ผู้สลักหลังเช็คพิพาทต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ผู้ทรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คพร้อมด้วยดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 101,041.66 บาทและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 100,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นายวีรพงษ์ต้องสุดใจธรรม บุตรจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้โจทก์ยึดถือไว้เมื่อปี 2528 จำนวนเงิน 100,000 บาท ไม่ลงวันเดือนปีที่สั่งจ่าย จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาท ต่อมาโจทก์ได้ลงวันเดือนปีในเช็คพิพาทเป็นวันที่ 22 เมษายน 2541 แล้วนำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะบัญชีจำเลยที่ 1ปิดแล้ว นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์นายวีรพงษ์ ต้องสุดใจธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1ผู้มรณะ โจทก์ไม่คัดค้าน เห็นว่า ในกรณีนี้ศาลอุทธรณ์จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ต่อเมื่อมีบุคคลเข้าแทนที่ผู้มรณะก่อน และจะต้องมีคำสั่งในการที่จะเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 42, 44 การที่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งเรื่องการขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่และพิพากษาคดีไปจึงไม่ชอบ แต่เนื่องจากคดีนี้ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เห็นสมควรสั่งคำร้องของนายวีรพงษ์ดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์สั่งศาลฎีกาเห็นว่า นายวีรพงษ์เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 จึงเป็นทายาทของจำเลยที่ 1 ย่อมเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ได้ จึงมีคำสั่งอนุญาตให้นายวีรพงษ์เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะ คดีคงมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานว่าปี 2528 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 100,000 บาท ไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ ไม่ได้กำหนดเวลาชำระเงินคืน กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.25ต่อเดือน ชำระเป็นรายเดือน จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทซึ่งจำเลยที่ 2 ลงชื่อสลักหลังให้โจทก์ยึดถือไว้ จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เรื่อยมา แล้วผิดสัญญาไม่ชำระดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนมกราคม2541 โจทก์จึงทวงถามให้ชำระเงินคืนและแจ้งว่าจะนำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินแก่โจทก์ พยานหลักฐานโจทก์ซึ่งมีตัวโจทก์เช็คพิพาท ใบคืนเช็คและเอกสารทวงถามให้ชำระหนี้ มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินโจทก์ไป 100,000 บาท โดยไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้คืน จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทซึ่งไม่ลงวันเดือนปีที่สั่งจ่ายให้โจทก์เป็นสิ่งแสดงว่า มีการกู้ยืมและแสดงว่าไม่ได้กำหนดระยะเวลาชำระหนี้เป็นข้อเท็จจริงที่นอกจากจะไม่ปฏิเสธ ไม่ต่อสู้คดีแล้วจำเลยที่ 1 ยังรับตามคำแก้อุทธรณ์ว่า กู้ยืมเงินโจทก์และสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ คดีจึงไม่มีข้อที่ควรจะสงสัยเกี่ยวกับการกู้ยืมหรือการสั่งจ่ายเช็คการกู้ยืมมีผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยไม่ใช่ให้เปล่า จึงไม่มีเหตุจะสงสัยว่ากู้ยืมนานสิบกว่าปี เพราะเป็นสิทธิของคู่สัญญาเป็นผลประโยชน์แต่ละฝ่าย หาใช่สิ่งผิดปกติไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์สั่งจ่ายเช็คพิพาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังให้โจทก์ยึดถือไว้ เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดผิดสัญญาไม่ชำระดอกเบี้ยและโจทก์กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายจะจดแจ้งลงวันเดือนปีในเช็คพิพาท ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 910 วรรคสุดท้ายประกอบด้วยมาตรา 989 วรรคแรก เมื่อธนาคารผู้จ่ายปฏิเสธการจ่ายเงินจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ 2 ผู้สลักหลังเช็คพิพาทต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ผู้ทรง ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าวันเดือนปีที่จดแจ้งในเช็คพิพาทไม่ใช่วันเดือนปีที่ถูกต้องแท้จริงและกระทำโดยไม่สุจริตนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 100,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2541จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 910 ม. 989
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชัยยุทธ กิตติรัชตสุนทร
จำเลย — นาย เป้งเฮง แซ่เฮ้ง โดยนาย วีรพงษ์ ต้องสุดใจธรรม ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
วิเทพ ศิริพากย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ