คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8040/2544
#42694
เปิดฉบับเต็ม

การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ได้ทำเป็นหนังสือและมีการบอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือไปยังการกีฬาแห่งประเทศไทยซึ่งมีฐานะเป็นลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 อีกทั้งการกีฬาแห่งประเทศไทยได้ตอบรับทราบการโอนเป็นหนังสือแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้เกิดผลบริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 306 วรรคหนึ่ง แล้ว อันมีผลให้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1ในการรับเงินค่าจ้างก่อสร้างตกเป็นของผู้ร้องตั้งแต่วันที่การกีฬาแห่งประเทศไทยรับทราบการโอนสิทธิเรียกร้อง ส่วนจำเลยที่ 1ย่อมหมดสิทธิที่จะรับเงินจำนวนดังกล่าวอีกต่อไป การที่การกีฬาแห่งประเทศไทยไม่ยอมจ่ายเงินดังกล่าวแก่ผู้ร้องโดยอ้างว่ามีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาและได้จ่ายเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้เป็นตัวแทนของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ไป จึงเป็นการปฏิบัติโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องต้องได้รับความเสียหายก็ชอบที่จะไปดำเนินการเรียกร้องตามสิทธิของตนไม่มีสิทธิที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเงินคืนจากโจทก์และขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดชั่วคราวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาซื้อขายขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ 8,384,615.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 7,813,084.12 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อการกีฬาแห่งประเทศไทยในจำนวนเงิน 5,812,100 บาท ไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาและจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีต่อการกีฬาแห่งประเทศไทยโดยชอบแล้วก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอายัดชั่วคราวขอให้เพิกถอนการอายัด ศาลชั้นต้นสั่งนัดไต่สวน และในวันเดียวกันนั้นเองโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้แล้ว ครั้นเมื่อครบกำหนด จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงขอบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีกรมบังคับคดี ให้เป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองการกีฬาแห่งประเทศไทยส่งเงินตามคำสั่งอายัดของศาลชั้นต้นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์รับไป

ในวันนัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า การกีฬาแห่งประเทศไทยได้ส่งเงินตามคำสั่งอายัดชั่วคราวไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ไปแล้ว ดังนั้น คดีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะไต่สวนคำร้องเพื่อมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอายัดต่อไป ให้จำหน่ายคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความทุกฝ่ายไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 กับผู้ร้องได้ตกลงทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในอันที่จะได้รับเงินค่าจ้างทั้งหมดที่จำเลยที่ 1 มีต่อการกีฬาแห่งประเทศไทยให้แก่ผู้ร้อง และได้มีการแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแก่การกีฬาแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นลูกหนี้ การกีฬาแห่งประเทศไทยได้มีหนังสือรับทราบการโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้แล้วเพียงมีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า ในการจ่ายเงินค่าจ้างนั้น การกีฬาแห่งประเทศไทยจะจ่ายแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาและจะแจ้งให้ผู้ร้องทราบล่วงหน้าเพื่อจะได้ส่งเจ้าหน้าที่มารับเงินร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามหนังสือการกีฬาแห่งประเทศไทยฉบับลงวันที่29 ตุลาคม 2539 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2541 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ และต่อมาในวันที่ 23 มิถุนายน 2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ครั้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2541 ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้อายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยไว้ก่อนพิพากษาศาลชั้นต้นได้นัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 และในวันเดียวกันนี้เองโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้แล้ว เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงขอบังคับคดีจากการบังคับคดีการกีฬาแห่งประเทศไทยได้ส่งมอบเงินตามคำสั่งอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายเงินจำนวนนี้ให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คดีมีเหตุผลสมควรที่จะไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดชั่วคราวและมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเงินคืนจากโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ได้ทำเป็นหนังสือและมีการบอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือไปยังการกีฬาแห่งประเทศไทยซึ่งมีฐานะเป็นลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 อีกทั้งการกีฬาแห่งประเทศไทยได้ตอบรับทราบการโอนเป็นหนังสือแล้วการโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้เกิดผลบริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306วรรคหนึ่ง แล้วอันมีผลให้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ในการรับเงินค่าจ้างก่อสร้างตกเป็นของผู้ร้องตั้งแต่วันที่การกีฬาแห่งประเทศไทยรับทราบการโอนสิทธิเรียกร้อง ส่วนจำเลยที่ 1 ย่อมหมดสิทธิที่จะรับเงินจำนวนดังกล่าวอีกต่อไป การที่การกีฬาแห่งประเทศไทยไม่ยอมจ่ายเงินดังกล่าวแก่ผู้ร้อง โดยอ้างว่ามีคำสั่งศาลอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา และได้จ่ายเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้เป็นตัวแทนของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ไป จึงเป็นการปฏิบัติโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องต้องได้รับความเสียหายก็ชอบที่จะไปดำเนินการเรียกร้องตามสิทธิของตน ที่ผู้ร้องฎีกาขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเงินคืนจากโจทก์และมีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดชั่วคราว จึงไม่อาจกระทำได้ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สกุลไพบูลย์อิมเพกซ์
ผู้ร้อง — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. เวียงศิริเฮงก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8034/2544
#43386
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ก่อนที่จำเลยจะขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย 8 ปี เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยต่างมีคำว่า "UNIOR" รวมอยู่ด้วย คำว่า "UNIOR"ตรงกับชื่อบริษัทโจทก์คำแรก โจทก์นำคำว่า "UNIOR" มาจากคำในภาษาสโลวีเนีย 2 คำ โดยคำว่า UNI มาจากคำว่า UNIVERZALNAแปลว่า จักรวาล และคำว่า OR มาจากคำว่า ORODJA แปลว่าเครื่องมือ เมื่อนำ 2 คำนี้มารวมกัน ก็จะเห็นถึงเหตุผลที่นำคำดังกล่าวมาใช้กับสินค้าเครื่องมือช่างของโจทก์ โดยได้ดัดแปลงเป็นคำใหม่ว่า"UNIOR" ให้มีลักษณะบ่งเฉพาะขึ้นมา ส่วนจำเลยอ้างว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า SUPPERUNIOR และ SUPPER-UNIOR จำเลยประดิษฐ์มาจากคำว่า SUPPER ซึ่งแปลว่า อาหารมื้อค่ำ และคำว่า JUNIORซึ่งแปลว่า ผู้อ่อนวัยกว่าหรือนักศึกษาชั้นปีที่ 3 เมื่อนำคำทั้ง 2 คำมารวมกันแปลว่า อาหารมื้อค่ำของผู้อ่อนวัยกว่าหรือนักศึกษาชั้นปีที่ 3เมื่อพิจารณาประกอบกับสินค้าที่จำเลยจดทะเบียนซึ่งได้แก่ กรรไกร คีมไขควงกุญแจปากตายและกุญแจบล็อกจะเห็นว่า คำ 2 คำตามที่จำเลยอ้างถึงนั้นไม่สอดคล้องกับประเภทสินค้า ทั้งไม่มีเหตุที่จำเลยจะตัดอักษร J ออกจากคำว่า JUNIOR โจทก์นำสืบว่าโจทก์ผลิตและส่งสินค้าของโจทก์ไปจำหน่ายทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว โดยจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าโจทก์คิดประดิษฐ์คำว่า "UNIOR" ขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งได้ใช้มาก่อนจำเลยหลายปี จำเลยเพียงแต่เอาคำว่า SUPPERมาวางไว้หน้าคำว่า UNIOR เท่านั้น ทั้งคำว่า SUPPER ก็คล้ายกับคำว่า SUPER มาก หากผู้ซื้อสินค้าไม่ได้สังเกตอย่างดีแล้วก็อาจเข้าใจเป็นคำ SUPER ได้โดยง่าย อันจะมีความหมายว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพพิเศษของ UNIOR ทั้งยังปรากฏจากสินค้าคีมของโจทก์และของจำเลยก็มีลักษณะคล้ายกัน ด้ามคีมใช้สีเหลืองเข้มใกล้เคียงกันซองพลาสติกบรรจุสินค้าของจำเลยก็คล้ายกับของโจทก์ทั้งการใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยก็นำคำว่า SUPPER กับคำว่า UNIORวางไว้คนละบรรทัด โดยคำว่า SUPPER มีขนาดเล็กกว่าคำว่า UNIORพฤติการณ์ของจำเลยแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยในการขอจดทะเบียนและใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่พยายามทำให้ผู้ซื้อสินค้าสับสนหลงผิด เครื่องหมายการค้าของจำเลยจึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ เมื่อโจทก์ใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาก่อน โจทก์ย่อมมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าจำเลย จึงมีสิทธิขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองของจำเลยที่ใช้สำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันและมีลักษณะอย่างเดียวกันได้

การที่จำเลยนำเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปขอจดทะเบียนและนำไปใช้กับสินค้าของจำเลยที่เป็นสินค้าจำพวกเดียวกันซึ่งมีลักษณะอย่างเดียวกันกับสินค้าของโจทก์นำออกจำหน่ายต่อสาธารณชน ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ แม้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะรับจดทะเบียนให้จำเลยก็เป็นกรณีที่เกิดจากการที่จำเลยขอจดทะเบียนโดยไม่สุจริต จึงหาทำให้การกระทำของจำเลยกลับเป็นถูกต้องไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

ศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือนจากเหตุที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยกับสินค้าในการลวงขายว่าเป็นสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์จึงควรได้รับค่าเสียหายจนกว่าจำเลยจะเลิกใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยเท่านั้น ทั้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยซึ่งย่อมมีผลให้เป็นการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย โดยจำเลยไม่จำเป็นต้องดำเนินการขอเพิกถอนอีกแต่อย่างใด ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นรายเดือนจนกว่าจำเลยจะดำเนินการเพิกถอนเครื่องหมายการค้าแล้วเสร็จ จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า UNIOR อ่านว่า ยูนิออร์หรือยูเนียร์ดีกว่าจำเลย ตามคำขอเลขที่ 283029 ทะเบียนเลขที่ ค 35262 และคำขอเลขที่ 294886 ทะเบียนเลขที่ ค 47692 ของจำเลย และเครื่องหมายการค้าคำว่า SUPPERUNIOR กับ SUPPER-UNIOR ของจำเลยเหมือนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า UNIOR ของโจทก์ ให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 283029 ทะเบียนเลขที่ ค 35262และคำขอเลขที่ 294886 ทะเบียนเลขที่ ค 47692 ของจำเลย หรือตัดคำว่า UNIOR ออกจากเครื่องหมายการค้าของจำเลย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยเลิกใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า SUPPER UNIOR หรือคำว่า UNIORกับสินค้าของจำเลย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ450,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะเลิกใช้และถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า SUPPERUNIOR กับคำว่า SUPPER-UNIOR ของจำเลยคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า UNIOR ของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า UNIOR ดีกว่าจำเลย ให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 283029 ทะเบียนเลขที่ ค 35262 และคำขอเลขที่ 294886 ทะเบียนเลขที่ ค 47692ของจำเลย ให้จำเลยเลิกใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า SUPPERUNIORหรือคำว่า SUPPER-UNIOR หรือคำว่า UNIOR กับสินค้าของจำเลยให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะดำเนินการเพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยให้แล้วเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดภายใต้กฎหมายประเทศสาธารณรัฐสโลวีเนีย โจทก์มอบอำนาจให้นางจริยา เปรมปราณีรัชต์ฟ้องคดีแทนโจทก์ โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า UNIORสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 8 รายการสินค้า กุญแจปากตาย คีม ค้อน ไขควง เครื่องมือสำหรับใช้ในการติดตั้งท่อ ฯลฯ เมื่อปี 2530และนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้แล้ว ทะเบียนเลขที่ ค 65740 ส่วนจำเลยขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "SUPPERUNIOR" และคำว่า "SUPPER-UNIOR" สำหรับสินค้าจำพวกที่ 8 รายการสินค้า กรรไกร คีม ไขควง กุญแจปากตายกุญแจบล็อก เมื่อปี 2538 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนให้ตามทะเบียนเลขที่ ค 35262 และ ค 47692 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยเป็นข้อแรกว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า SUPPERUNIORและ SUPPER-UNIOR ของจำเลยคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ใช้คำว่าUNIOR ของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า และโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นไว้แล้วก่อนที่จำเลยจะขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยถึง 8 ปี และปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยต่างมีคำว่า "UNIOR" รวมอยู่ด้วย แต่คำว่า"UNIOR" ตรงกับชื่อบริษัทโจทก์คำแรก ทั้งโจทก์ยังมีนางจริยา เปรมปราณีรัชต์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและเบิกความอธิบายความเป็นมาของคำว่า "UNIOR" ว่า โจทก์นำมาจากคำในภาษาสโลวีเนีย 2 คำ โดยคำว่า UNI มาจากคำว่า UNIVERZALNA แปลว่า จักรวาล และคำว่า OR มาจากคำว่า ORODJA แปลว่า เครื่องมือเมื่อนำคำภาษาสโลวีเนียดังกล่าว 2 คำนี้มารวมกัน ก็จะเห็นถึงเหตุผลที่นำคำดังกล่าวมาใช้กับสินค้าเครื่องมือช่างของโจทก์โดยได้ดัดแปลงเป็นคำใหม่ว่า UNIOR ให้มีลักษณะบ่งเฉพาะขึ้นมา ในขณะที่จำเลยมีแต่นายณัฏฐชัย ฉายลักษมี เป็นพยานเบิกความว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า SUPPERUNIOR และ SUPPER-UNIOR จำเลยประดิษฐ์มาจากคำว่า SUPPER ซึ่งแปลว่า อาหารมื้อค่ำ และคำว่า JUNIOR ซึ่งแปลว่าผู้อ่อนวัยกว่า หรือนักศึกษาชั้นปีที่ 3 เมื่อนำคำทั้ง 2 คำมารวมกันแปลว่าอาหารมื้อค่ำของผู้อ่อนวัยกว่า หรืออาหารมื้อค่ำของนักศึกษาชั้นปีที่ 3ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับสินค้าที่จำเลยจดทะเบียนซึ่งได้แก่ กรรไกรคีม ไขควง กุญแจปากตาย และกุญแจบล็อก จะเห็นว่า คำ 2 คำตามที่จำเลยอ้างถึงนั้นไม่สอดคล้องกับประเภทสินค้าและไม่มีเหตุผลอื่นใดที่ทำให้จำเลยคิดที่จะนำคำ 2 คำนี้มาใช้ ทั้งไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะตัดอักษรตัว J ออกจากคำว่า JUNIOR ทั้งที่จะมีผลให้เหลือเป็นคำว่าUNIOR เหมือนของโจทก์ นอกจากนั้นนางจริยายังเบิกความยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้ผลิตและส่งสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "UNIOR"ไปจำหน่ายทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ความข้อนี้นายสุรินทร์ สุวรรณคันทร รองกรรมการผู้จัดการบริษัทเลี่ยงฮั้วทูลส์ จำกัดซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ในประเทศไทย และนายอสิพรเตกิจจำรูญ หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็น เอช เค ซัพพลายซึ่งรับสินค้าของโจทก์จากบริษัทเลี่ยงฮั้วทูลส์ จำกัด ไปจำหน่ายอีกทอดหนึ่งก็เบิกความสนับสนุนว่า จำหน่ายสินค้าของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "UNIOR" มาประมาณยี่สิบปีแล้ว โดยจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาทั้งหมดจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าโจทก์คิดประดิษฐ์คำว่า "UNIOR"ขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ทั้งได้ใช้เครื่องหมายการค้ากับได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามาก่อนจำเลยหลายปี และเมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของจำเลยแล้วแม้ตัวอักษรทั้งหมดในเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้ง 2 คำ จะมากกว่าตัวอักษรในเครื่องหมายการค้าของโจทก์หลายคำก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาแล้ว ก็จะเห็นว่าจำเลยเพียงแต่เอาคำว่า SUPPER มาวางไว้หน้าคำว่า UNIOR เท่านั้น ทั้งคำว่า SUPPERก็คล้ายกับคำว่า SUPER มาก หากผู้ซื้อสินค้าไม่ได้สังเกตอย่างดีแล้วก็อาจเข้าใจเป็นคำ SUPER ได้โดยง่าย อันจะมีความหมายว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพพิเศษของ UNIOR ทั้งยังปรากฏจากสินค้าคีมของโจทก์และของจำเลยตามวัตถุพยานหมาย วจ.2 กับ วจ.3 และ วจ.5 กับ วจ.6ว่า ลักษณะสินค้าคีมของจำเลยมีลักษณะคล้ายของโจทก์ ด้ามคีมก็ใช้สีเหลืองเข้มใกล้เคียงกัน ซองพลาสติกบรรจุสินค้าของจำเลยก็คล้ายกับของโจทก์ ทั้งการใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยให้ปรากฏที่ตัวคีมก็มีการนำคำว่า SUPPER กับคำว่า UNIOR วางไว้คนละบรรทัดโดยคำว่า SUPPER มีขนาดเล็ก ส่วนคำว่า UNIOR มีขนาดใหญ่กว่าซึ่งมีลักษณะเน้นความเด่นชัดที่คำว่า UNIOR ทำให้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ใช้กับสินค้าคล้ายกับของโจทก์มากดังปรากฏตามภาพสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ 2 ภาพ กับของจำเลย 2 ภาพตามลำดับดังนี้ และความข้อนี้นายพันธุ์สวัสดิ์ พรหมรส นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพยานจำเลยก็เบิกความรับว่า คำว่า "SUPPER"และคำว่า "UNIOR" ที่อยู่คนละบรรทัดนั้น คำที่เด่นชัดคือคำว่า "UNIOR"พฤติการณ์ของจำเลยล้วนแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยในการขอจดทะเบียนและใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่พยายามทำให้ผู้ซื้อสินค้าสับสนหลงผิดว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยเป็นสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยไม่สุจริต โดยสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยอยู่ที่คำว่า "UNIOR"ส่วนอักษรตัวอื่นเป็นเพียงส่วนปลีกย่อยเครื่องหมายการค้าของจำเลยจึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้และเมื่อโจทก์ใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวมาก่อนจำเลย โจทก์ย่อมมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้วดีกว่าจำเลย จึงมีสิทธิขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายของจำเลยที่ใช้สำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันและมีลักษณะอย่างเดียวกันได้ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิในคำ"UNIOR" เพราะไปคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "UNTOR" ของผู้อื่นที่จดทะเบียนไว้ก่อนโจทก์นั้น ก็เป็นปัญหาระหว่างโจทก์กับผู้ที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "UNTOR" มิได้เกี่ยวข้องกับจำเลย และหาได้ทำให้จำเลยมีสิทธิในคำว่า "UNIOR" ดีกว่าโจทก์ไม่ อุทธรณ์จำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์จำเลยในข้อสุดท้ายมีว่าการที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว จำเลยจะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปขอจดทะเบียนและนำไปใช้กับสินค้าของจำเลยที่เป็นสินค้าจำพวกเดียวกันซึ่งมีลักษณะอย่างเดียวกันกับสินค้าของโจทก์นำออกจำหน่ายต่อสาธารณชนย่อมเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ แม้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้จำเลยก็เป็นกรณีที่เกิดจากการที่จำเลยขอจดทะเบียนโดยไม่สุจริต ซึ่งโจทก์ผู้มีสิทธิดีกว่ามีสิทธิขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนได้ดังวินิจฉัยมาข้างต้นแล้วจึงหาทำให้การกระทำของจำเลยกลับเป็นถูกต้องไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 50,000 บาท นั้น เนื่องมาจากเหตุที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยกับสินค้าในการลวงขายว่าเป็นสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์จึงควรได้รับค่าเสียหายจนกว่าจำเลยจะเลิกใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยเท่านั้นทั้งศาลดังกล่าวพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยซึ่งย่อมมีผลให้เป็นการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย โดยจำเลยไม่จำเป็นต้องดำเนินการขอเพิกถอนอีกแต่อย่างใด ดังนั้นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 50,000บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะดำเนินการเพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยให้แล้วเสร็จจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขคำพิพากษาในส่วนนี้ให้ตรงตามเหตุผลที่ศาลดังกล่าวได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเหตุที่จำเลยต้องใช้ค่าเสียหายไว้"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในเรื่องค่าเสียหาย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะเลิกใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า SUPPERUNIOR และ SUPPER-UNIORนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ยูนิออร์-โควาสก้า อินดัสตรีจา ดี.ดี
จำเลย — นาง รัตนา วงศ์อรุณนิยม
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8034/2544
#69628
เปิดฉบับเต็ม

สาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยอยู่ที่คำว่า "UNIOR" ส่วนอักษรตัวอื่นเป็นเพียงส่วนปลีกย่อย เครื่องหมายการค้าของจำเลยจึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ และเมื่อโจทก์ใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวมาก่อนจำเลย โจทก์ย่อมมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าจำเลย จึงมีสิทธิขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ใช้สำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันและมีลักษณะอย่างเดียวกันได้ ปัญหาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในคำ "UNIOR" เพราะไปคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "UNITOR" ของผู้อื่นที่จดทะเบียนไว้ก่อนโจทก์ ก็เป็นปัญหาระหว่างโจทก์กับผู้ที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "UNITOR" มิได้เกี่ยวข้องกับจำเลย และไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิในคำว่า "UNIOR" ดีกว่าโจทก์

การที่จำเลยนำเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปขอจดทะเบียนและนำไปใช้กับสินค้าของจำเลยที่เป็นสินค้าพวกเดียวกันซึ่งมีลักษณะอย่างเดียวกันกับสินค้าของโจทก์นำออกจำหน่ายต่อสาธารณชน ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายของโจทก์ แม้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้ ก็เป็นกรณีที่เกิดจากการที่จำเลยขอจดทะเบียนโดยไม่สุจริต ซึ่งโจทก์ผู้มีสิทธิดีกว่ามีสิทธิขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยกับสินค้าในการลวงขายว่าเป็นสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์จึงควรได้รับค่าเสียหายจนกว่าจำเลยจะเลิกใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลย ทั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์รายเดือน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะดำเนินการเพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยให้แล้วเสร็จจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเป็นว่าเฉพาะในเรื่องค่าเสียหาย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์รายเดือน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะเลิกใช้เครื่องหมายการค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 283029 ทะเบียนเลขที่ ค 35262 และคำขอเลขที่ 294886 ทะเบียนเลขที่ ค 47692 ของจำเลย หรือตัดคำว่า UNIOR ออกจากเครื่องหมายการค้าของจำเลย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยเลิกใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า SUPPER UNIOR หรือคำว่า UNIOR กับสินค้าของจำเลยและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 450,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะเลิกใช้และถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า SUPPERUNIOR กับคำว่า SUPPER - UNIOR ของจำเลยคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า UNIOR ของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า UNIOR ดีกว่าจำเลย ให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 283029 ทะเบียนเลขที่ ค 35262 และคำขอเลขที่ 294886 ทะเบียนเลขที่ ค 47692 ของจำเลยให้จำเลยเลิกใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า SUPPERUNIOR หรือคำว่า SUPPER - UNIOR หรือคำว่า UNIOR กับสินค้าของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะดำเนินการเพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยให้แล้วเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า SUPPERUNIOR และ SUPPER - UNIOR ของจำเลยคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ใช้คำว่า UNIOR ของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าและโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าจำเลยหรือไม่ เห็นว่า สาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยอยู่ที่คำว่า "UNIOR" ส่วนอักษรตัวอื่นเป็นเพียงส่วนปลีกย่อย เครื่องหมายการค้าของจำเลยจึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ และเมื่อโจทก์ใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวมาก่อนจำเลย โจทก์ย่อมมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้วดีกว่าจำเลย จึงมีสิทธิขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายของจำเลยที่ใช้สำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันและมีลักษณะอย่างเดียวกันได้ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิในคำ "UNIOR" เพราะไปคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "UNITOR" ของผู้อื่นที่จดทะเบียนไว้ก่อนโจทก์นั้น ก็เป็นปัญหาระหว่างโจทก์กับผู้ที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "UNITOR" มิได้เกี่ยวข้องกับจำเลย และหาได้ทำให้จำเลยมีสิทธิในคำว่า "UNIOR" ดีกว่าโจทก์ไม่ อุทธรณ์จำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์จำเลยในข้อต่อไปมีว่า การที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว จำเลยจะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปขอจดทะเบียนและนำไปใช้กับสินค้าของจำเลยที่เป็นสินค้าจำพวกเดียวกันซึ่งมีลักษณะอย่างเดียวกันกับสินค้าของโจทก์นำออกจำหน่ายต่อสาธารณชน ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ แม้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้จำเลยก็เป็นกรณีที่เกิดจากการที่จำเลยขอจดทะเบียนโดยไม่สุจริตซึ่งโจทก์ผู้มีสิทธิดีกว่ามีสิทธิขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนได้ดังวินิจฉัยมาข้างต้นแล้วจึงหาทำให้การกระทำของจำเลยกลับเป็นถูกต้องไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 50,000 บาท นั้น เนื่องมาจากเหตุที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยกับสินค้าในการลวงขายว่าเป็นสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์จึงควรได้รับค่าเสียหายจนกว่าจำเลยจะเลิกใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยเท่านั้น ทั้งศาลดังกล่าวพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยซึ่งย่อมมีผลให้เป็นการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย โดยจำเลยไม่จำเป็นต้องดำเนินการขอเพิกถอนอีกแต่อย่างใด ดังนั้นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะดำเนินการเพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยให้แล้วเสร็จจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขคำพิพากษาในส่วนนี้ให้ตรงตามเหตุผลที่ศาลดังกล่าวได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเหตุที่จำเลยต้องใช้ค่าเสียหายไว้

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในเรื่องค่าเสียหาย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะเลิกใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า SUPPERUNIOR และ SUPPER - UNIOR นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 2,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18 ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 8 (10)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ยูนิออร์ - โควาสก้า อินดัสตรีจา ดี.ดี.
จำเลย — นางรัตนา วงศ์อรุณนิยม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8029/2544
#69587
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 10 วรรคสอง หมายความว่า เมื่อนายจ้างเลิกจ้างหรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ และลูกจ้างไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง นายจ้างจะต้องคืนเงินประกันทั้งหมด แก่ลูกจ้าง ข้อตกลงในสัญญาจ้างในข้อที่โจทก์(ลูกจ้าง) ไม่ขอรับเงินประกันทั้งหมดคืนขัดต่อมาตรา 10 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะ เมื่อการผิดสัญญาของโจทก์(ลูกจ้าง) ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ แก่จำเลย(นายจ้าง) จำเลย(นายจ้าง)จะต้องคืนเงินประกันการทำงานทั้งหมดแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินสะสมจำนวน ๔,๐๐๐ บาท เงินประกันการทำงานจำนวน ๒,๐๐๐ บาท และค่าจ้างค้างจำนวน ๒,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินสะสมและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินประกันการทำงานและค่าจ้างค้างนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยยังไม่ต้องคืนเงินสะสมให้แก่โจทก์ เนื่องจากขณะทำงานโจทก์ทำบัตรเครดิตของ นางสาวสุรีย์ ลูกค้าสูญหาย มีผู้นำบัตรเครดิตไปถอนเงินผ่านเครื่องอัตโนมัติ ทำให้ธนาคารตามบัตรฟ้องเรียกเงินจากนางสาวสุรีย์คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล และนางสาวสุรีย์ได้เรียกร้องให้จำเลยชดใช้เงินดังกล่าวแต่ยังไม่มี การฟ้องร้อง จำเลยจึงต้องยึดเงินสะสมของโจทก์ไว้ก่อน เพราะหากจำเลยต้องชดใช้เงินแก่นางสาวสุรีย์จะได้ หักเงินจำนวนนี้เป็นค่าเสียหาย สำหรับเงินประกันการทำงาน จำเลยมีสิทธิริบไม่ต้องคืนแก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์ ลาออกโดยไม่ยื่นใบลาออกล่วงหน้าตามระเบียบตามสัญญาจ้างงานข้อ ๙ ส่วนเงินค่าจ้างจำเลยค้างโจทก์อยู่เพียง ๒,๔๐๐ บาท เนื่องจากในช่วงเวลาตามที่โจทก์ฟ้องโจทก์ลาป่วยไป ๑ วัน จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันที่ลาป่วย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินสะสมจำนวน ๔,๐๐๐ บาท เงินประกันการทำงาน จำนวน ๒,๐๐๐ บาท และค่าจ้างค้างจำนวน ๒,๔๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินสะสมและ อัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงินประกันการทำงานและค่าจ้างค้างดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า กรณีที่โจทก์มิได้ยื่นใบลาออกล่วงหน้า ๑๕ วัน ตามระเบียบข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานและข้อตกลงในสัญญาจ้างงานนั้น เห็นว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๐ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ยถ้ามีให้แก่ลูกจ้างฯ" ซึ่งหมายความว่า เมื่อนายจ้างเลิกจ้างหรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุ และลูกจ้าง ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง นายจ้างจะต้องคืนเงินประกันทั้งหมดแก่ลูกจ้าง สัญญาจ้างงานระหว่างโจทก์และ จำเลยฉบับลงวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ข้อ ๙ ระบุว่า "เมื่อข้าพเจ้าประสงค์จะขอลาออกจากความเป็นพนักงานของบริษัท ข้าพเจ้าจะแจ้งให้บริษัททราบเป็นการล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน และอยู่ทำงานจนครบกำหนด หากข้าพเจ้าไม่อยู่ปฏิบัติตามระเบียบข้อนี้ ข้าพเจ้ายินยอมให้บริษัทตัดเงินต่าง ๆ ที่มีอยู่เป็นค่าเสียหายและจะไม่ขอ รับเงินค้ำประกันทั้งหมด ในกรณีที่ข้าพเจ้าฝ่าฝืนระเบียบข้อนี้อันเป็นเหตุให้บริษัทเสียหายใด ๆ ข้าพเจ้ายินยอม ให้บริษัทฟ้องเรียกค่าเสียหายได้อีกด้วย" ซึ่งหมายความว่า กรณีที่โจทก์ผิดสัญญาไม่ยื่นใบลาออกล่วงหน้าก่อน ๑๕ วัน โจทก์ยินยอมให้จำเลยตัดเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยหรือนำเงินของโจทก์ที่จำเลยยึดถือไว้ชดใช้ค่าเสียหาย กับยินยอมให้จำเลยฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ และยังไม่ขอรับเงินประกันทั้งหมดคืนอีกด้วย ซึ่งเป็นการยินยอมให้จำเลย มีสิทธิไม่ต้องคืนเงินประกันทั้งหมดแก่โจทก์แม้การผิดสัญญาไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย หรือก่อให้ เกิดความเสียหาย แต่ได้ตัดหรือนำเงินอื่นชดใช้ค่าเสียหายแล้ว ข้อตกลงในสัญญาจ้างเฉพาะข้อที่โจทก์ไม่ขอรับ เงินประกันทั้งหมดคืนจึงขัดต่อมาตรา ๑๐ วรรคสอง อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงข้อนี้ตกเป็นโมฆะไม่มีผลใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่าการผิดสัญญาข้อ ๙ ของโจทก์ ไม่ก่อให้เกิด ความเสียหายใด ๆ แก่จำเลย จำเลยจะต้องคืนเงินประกันการทำงานทั้งหมดแก่โจทก์ คำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 10 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพิศมัย กรพันธ์
จำเลย — บริษัทโปร-เอ็กเซ็ล แคร์แอนด์คลีน จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชูศักดิ์ โชติวานิช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8023/2544
#41344
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากผู้ร้องเพียงกึ่งหนึ่งและยกเลิกการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไว้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ดังนี้ แม้ก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องนี้ ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึดซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอดังกล่าวและคดีถึงที่สุดแล้ว แต่คำร้องนี้เป็นคำร้องคนละอย่างกับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์การที่คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ของผู้ร้องถึงที่สุดก็ไม่มีผลต่อสิทธิของผู้ร้องที่จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องนี้ เมื่อคำสั่งคำร้องนี้มิได้มีกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้ผู้ร้องอุทธรณ์ ผู้ร้องจึงย่อมอุทธรณ์ได้

การขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียกเลิกการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวย่อมมีผลให้ตัวทรัพย์ที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้หลุดพ้นจากการบังคับคดี และมิใช่เป็นเพียงขอรับการคุ้มครองจากการได้รับผลกระทบกระทั่งจากการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 287 แต่เป็นการดำเนินการที่มีผลอย่างเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 288 นั่นเอง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน32,804 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวโจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีแดง หมายเลขทะเบียน ป-1280 เพชรบูรณ์โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยมีกรรมสิทธิ์รวมกับผู้ร้องเพื่อบังคับชำระหนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าวอ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องเพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ ผู้ร้องอุทธรณ์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เนื่องจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยว่าทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดเป็นสินสมรส หากฟังว่าหนี้สินของจำเลยมีส่วนผูกพันสินสมรสผู้ร้องน่าจะรับผิดในหนี้สินเพียงกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ร้องต้องไปดำเนินการในชั้นบังคับคดีต่อไปดังนั้น ผู้ร้องจึงขอชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งและขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไว้ แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยอมรับอ้างว่าไม่มีคำสั่งศาลและโจทก์ไม่ยอมรับชำระหนี้เพียงกึ่งหนึ่ง ผู้ร้องจึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรับชำระหนี้ดังกล่าวและยกเลิกการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไว้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อโจทก์ไม่ยอมรับตามข้อเสนอของผู้ร้องผู้ร้องสามารถดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 287 ได้ จึงให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง ให้คืนค่าธรรมเนียม ศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากผู้ร้องเพียงกึ่งหนึ่งและยกเลิกการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไว้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6เห็นว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และข้อกฎหมายที่ผู้ร้องกล่าวในอุทธรณ์ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่าแม้ก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องนี้ ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึดซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอดังกล่าวและคดีถึงที่สุดแล้ว แต่คำร้องนี้เป็นคำร้องคนละอย่างกับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ การที่คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ของผู้ร้องถึงที่สุดก็ไม่มีผลต่อสิทธิของผู้ร้องที่จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องนี้และในเมื่อคำสั่งคำร้องนี้มิได้มีกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้ผู้ร้องอุทธรณ์ ผู้ร้องจึงย่อมอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการสุดท้ายว่าอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ว่าทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เพื่อขายทอดตลาดเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย ผู้ร้องจึงมีกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์กึ่งหนึ่งซึ่งโจทก์ไม่สามารถบังคับชำระหนี้จากส่วนนี้ได้และหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยผูกพันสินสมรสเพียงกึ่งหนึ่ง ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิที่จะขอชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรับชำระหนี้ดังกล่าว โจทก์ก็หมดสิทธิที่จะบังคับคดีอีกต่อไป ผู้ร้องไม่จำต้องยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ก็ขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไว้ได้ เป็นอุทธรณ์ข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า กรณีตามข้ออ้างของผู้ร้อง หากศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นพ้องด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีคำพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง อุทธรณ์ข้อกฎหมายของผู้ร้องจึงเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายข้อนี้เพราะเห็นว่าไม่เป็นสาระแก่คดีนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยใหม่ ปัญหาว่า ผู้ร้องในฐานะเป็นบุคคลซึ่งมีกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียกเลิกการขายทอดตลาดทรัพย์นั้นโดยการชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งได้หรือไม่เห็นว่า การขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียกเลิกการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวย่อมมีผลให้ตัวทรัพย์ที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้หลุดพ้นจากการบังคับคดีและมิใช่เป็นเพียงขอรับการคุ้มครองจากการได้รับผลกระทบกระทั่งจากการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 แต่เป็นการดำเนินการที่มีผลอย่างเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 288 นั่นเอง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ร้องและบังคับคดีไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ม. 287 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นภา กีรติวงศา
ผู้ร้อง — นาย สัญชัย วัดบุญเลี้ยง
จำเลย — นาง สมพร วัดบุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8021/2544
#44017
เปิดฉบับเต็ม

การสืบพยานประกอบคำรับสารภาพในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่งศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันและคุ้มครองเสรีภาพของจำเลยในคดีอาญาที่มีอัตราโทษสูงมิให้ต้องรับโทษหนักเกินกว่าความผิดที่กระทำ แม้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวจะมิได้บัญญัติว่าพยานหลักฐานนั้นหมายถึงพยานหลักฐานในเรื่องใดบ้าง แต่ก็เป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่าต้องเป็นพยานหลักฐานซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 226 นั้นเอง เพียงแต่โจทก์ไม่จำต้องนำสืบให้ได้ความชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดดังเช่นในคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ เพราะเป็นการนำสืบเพื่อประกอบคำรับสารภาพของจำเลยให้เห็นเป็นเค้ามูลว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามที่ให้การรับสารภาพ ก็เป็นการเพียงพอแล้วที่จะลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพนั้น แต่พยานหลักฐานเหล่านั้นต้องมิใช่พยานหลักฐานอันเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพนั้นเองและต้องไม่ใช่ถ้อยคำของเจ้าพนักงานผู้ได้มาซึ่งคำรับนั้น มิฉะนั้นย่อมเท่ากับเป็นการพิพากษาลงโทษจำเลยโดยอาศัยแต่คำรับสารภาพของจำเลยโดยลำพังซึ่งไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมาย

โจทก์มีแต่คำเบิกความของพนักงานสอบสวนเป็นพยานประกอบคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยว่า จำเลยเคยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยเดินทางไปซื้อเมทแอมเฟตามีนและฝิ่นดิบของกลางจากประเทศ พ. แล้วนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำให้การรับสารภาพของจำเลยโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยยังไม่เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนและฝิ่นดิบของกลางจากประเทศ พ. เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือ จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 50 เม็ด น้ำหนัก 4.50 กรัม กับอีก 5 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัดจากประเทศสหภาพพม่าเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครอง และเสพเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายนอกจากนี้จำเลยยังนำฝิ่นดิบอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จำนวน 1 ห่อน้ำหนัก 199.20 กรัม จากประเทศสหภาพพม่าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แล้วจำเลยมีฝิ่นดิบดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 16, 17, 65, 67, 68, 69, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบฝิ่นดิบและกระเป๋าของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 16, 17 วรรคหนึ่ง,65 วรรคหนึ่ง, 67, 68 วรรคสอง, 69 วรรคหนึ่ง, 102 ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 ปีฐานนำฝิ่นดิบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 20 ปีฐานมีฝิ่นดิบไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานนำฝิ่นดิบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 10 ปี ฐานมีฝิ่นดิบไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 37 ปี12 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,16, 17 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง, 67, 68 วรรคสอง, 69 วรรคหนึ่ง, 102ฐานนำเข้าและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายกับฐานนำเข้าและมีฝิ่นดิบไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่างเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนและนำฝิ่นดิบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรลงโทษจำคุกตลอดชีวิตฐานนำฝิ่นดิบมาในราชอาณาจักร จำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรคงจำคุก 25 ปี ฐานนำฝิ่นดิบเข้ามาในราชอาณาจักรคงจำคุก 10 ปี รวมจำคุก 35 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เนื่องจากโจทก์มิได้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดมาในฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คงมีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยมีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนและฝิ่นดิบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง" ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันและคุ้มครองเสรีภาพของจำเลยในคดีอาญาที่มีอัตราโทษสูงมิให้ต้องรับโทษหนักเกินกว่าความผิดที่กระทำ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาลให้เป็นที่พอใจว่าจำเลยได้นำเมทแอมเฟตามีนและฝิ่นดิบของกลางจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายจริงตามที่จำเลยให้การรับสารภาพเพราะพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่งกำหนดโทษสำหรับความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักร ให้จำคุกตลอดชีวิต และมาตรา 68 วรรคสอง กำหนดโทษสำหรับความผิดฐานนำฝิ่นดิบอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เข้ามาในราชอาณาจักร ให้จำคุกตั้งแต่ยี่สิบปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท ส่วนปัญหาที่ว่า พยานหลักฐานที่โจทก์ต้องนำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยให้เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงหมายถึงพยานหลักฐานในเรื่องใดบ้างนั้น แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติถึงพยานหลักฐานดังกล่าวไว้ ก็เป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่าต้องเป็นพยานหลักฐานซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226นั่นเอง เพียงแต่โจทก์ไม่จำต้องนำสืบให้ได้ความชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดดังเช่นในคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ เพราะเป็นการนำสืบเพื่อประกอบคำรับสารภาพของจำเลยให้เห็นเป็นเค้ามูลว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามที่ให้การรับสารภาพ ก็เป็นการเพียงพอแล้วที่จะลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพนั้น อย่างไรก็ดีพยานหลักฐานที่จะนำมาประกอบคำรับสารภาพของจำเลยเช่นว่านี้ต้องมิใช่พยานหลักฐานอันเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพนั้นเองและต้องไม่ใช่ถ้อยคำของเจ้าพนักงานผู้ได้มาซึ่งคำรับนั้น มิฉะนั้นย่อมเท่ากับเป็นการพิพากษาลงโทษจำเลยโดยอาศัยแต่คำรับสารภาพของจำเลยโดยลำพังซึ่งไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายสำหรับคดีนี้โจทก์มีแต่คำเบิกความของพันตำรวจตรีวินัย ประทุมสุขพนักงานสอบสวนเป็นพยานประกอบบันทึกคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยว่าจำเลยเคยให้การต่อพันตำรวจตรีวินัยว่า จำเลยเดินทางไปซื้อเมทแอมเฟตามีนและฝิ่นดิบของกลางจากประเทศสหภาพพม่าแล้วนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำให้การรับสารภาพของจำเลย โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยยังไม่เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนและฝิ่นดิบของกลางจากประเทศสหภาพพม่าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง, 67, 69 วรรคหนึ่งเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานมีฝิ่นดิบไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปีจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก1 ปี 6 เดือน ยกฟ้องในข้อหานำเมทแอมเฟตามีนและฝิ่นดิบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่ฮ่องสอน
จำเลย — นาย ซูหรือชู ทยานนท์ภาคกุล
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8018/2544
#42693
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนว่าได้ทำโฉนดที่ดินของจำเลยรวม 3 ฉบับสูญหายไป ซึ่งความจริงแล้วโฉนดที่ดินทั้งสามฉบับไม่ได้สูญหายไป และแจ้งให้พนักงานสอบสวนจดข้อความอันเป็นเท็จลงในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เจตนาของจำเลยก็เพื่อนำเอกสารรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าวไปใช้และแสดงอ้างอิงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน กับแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าโฉนดที่ดิน 3 ฉบับสูญหายไปเพื่อขอรับใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสามฉบับ การกระทำของจำเลยแม้จะเป็นการกระทำคนละวันและต่อเจ้าพนักงานคนละหน่วยงานกันแต่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันคือเจตนาเพื่อขอรับโฉนดที่ดินทั้งสามฉบับนั่นเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 137, 267, 268

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 137, 267, 268 (ที่ถูก มาตรา 137,267, 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกฎหมายหลายบทและหลายกรรม ให้ลงโทษบทหนักและเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91 (ที่ถูกการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินจำคุก 2 เดือน ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวน ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามมาตรา 267ซึ่งเป็นบทหนัก และฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 จำเลยเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความเองจึงให้ลงโทษตามมาตรา 268 (ที่ถูก ตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 267) แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสองจำคุก 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานโดยมีเจตนาให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่าจำเลยทำโฉนดที่ดินรวม 3 ฉบับ สูญหายไป ซึ่งความจริงแล้วโฉนดที่ดินดังกล่าวไม่ได้สูญหาย แต่จำเลยนำไปมอบให้แก่นางทองหล่อเดชชีวะ ยึดถือไว้เพื่อเป็นประกันหนี้การกู้ยืมเงิน และต่อมาจำเลยกับพวกยังร่วมกันนำรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีซึ่งมีข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว ไปใช้อ้างแสดงเป็นพยานหลักฐานและร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่า โฉนดที่ดินทั้งสามฉบับนั้นสูญหายไปเพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แทนนั้น ลักษณะของความผิดนับว่าอุกอาจและเป็นภัยร้ายแรงต่อทางราชการและนางทองหล่อซึ่งเป็นผู้ให้กู้ ส่อแสดงถึงความไม่สุจริตของจำเลยกับพวกที่มุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้อื่น แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และแม้จะรับฟังได้ว่านางทองหล่อไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยแล้วดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาก็ตามแต่เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบ และเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่นอันจะเป็นการปกป้องสังคมและประชาชนผู้สุจริตจากผู้ที่คิดจะกระทำการเช่นจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทและหลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองชลบุรีว่าได้ทำโฉนดที่ดินเลขที่ 9566 และเลขที่ 7231 ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีของจำเลยและนายวินิจ สิงหนันท์หรือสิงหนนท์ กับโฉนดที่ดินเลขที่ 9137ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ของจำเลย รวม 3 ฉบับสูญหายไป ซึ่งความจริงแล้วโฉนดที่ดินทั้งสามฉบับไม่ได้สูญหายไปและแจ้งให้ร้อยตำรวจเอกทศพลจดข้อความอันเป็นเท็จลงในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เจตนาของจำเลยก็เพื่อนำเอกสารรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าวไปใช้และแสดงอ้างอิงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาศรีราชา กับแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาศรีราชา ว่าโฉนดที่ดินจำนวน 3 ฉบับ ดังกล่าวสูญหายไปเพื่อขอรับใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสามฉบับ การกระทำของจำเลยแม้จะเป็นการกระทำคนละวันและต่อเจ้าพนักงานคนละหน่วยงานกันแต่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันคือ เจตนาเพื่อขอรับใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสามฉบับนั่นเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาแต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 267, 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 267แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 137 ม. 267 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นาง เพลินใจ ไทยทันหรือสิงหนนท์
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8012/2544
#42692
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ มาตรา 4นิยามคำว่า "ขาย" ให้หมายความรวมถึง จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยนส่งมอบ หรือมีไว้เพื่อขาย ดังนี้ เมื่อจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อขายและพยายามขายเมทแอมเฟตามีนของกลางในวันเวลาเดียวกันและต่อเนื่องกัน การกระทำดังกล่าวจึงเป็นความผิดกรรมเดียวฐานขายเมทแอมเฟตามีนตามคำนิยามของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้วเท่านั้น เพราะการมีไว้เพื่อขายก็เป็นการขายแล้ว มิใช่มีความผิดฐานพยายามขายเมทแอมเฟตามีนของกลางอีก ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ,62, 89, 106, 106 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32,83, 92 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุขและเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับข้อเคยต้องโทษและพ้นโทษตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 13 ทวิวรรคหนึ่ง, 89 เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุก 20 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 13 ปี4 เดือน คำขอเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1ขายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่สายลับ แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบคงได้ความเพียงว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ดูเงินล่อซื้อที่นายประยูรแล้ว จำเลยที่ 1 เดินไปหยิบเมทแอมเฟตามีนของกลางจะมาส่งมอบให้แก่นายประยูร เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ยังไม่ได้ส่งมอบให้แก่นายประยูร ยังอยู่ในขั้นตอนที่จำเลยที่ 1 พยายามขายเมทแอมเฟตามีนของกลาง และศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 อันเป็นการปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพยายามขายเมทแอมเฟตามีนของกลางรวมกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อขายด้วยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4 ได้ให้คำนิยามของคำว่า "ขาย" ให้หมายความรวมถึง จำหน่าย จ่าย แจกแลกเปลี่ยน ส่งมอบ หรือมีไว้เพื่อขาย ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อขายและพยายามขายเมทแอมเฟตามีนของกลางในวันเวลาเดียวกันและต่อเนื่องกันการกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นความผิดกรรมเดียวฐานขายเมทแอมเฟตามีนตามคำนิยามของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้วเท่านั้น เพราะการมีไว้เพื่อขายก็เป็นการขายแล้วมิใช่มีความผิดฐานพยายามขายเมทแอมเฟตามีนของกลางอีกด้วยปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานขายเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ทองย้อยหรือย้อย พราหมณ์สังข์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8012/2544
#69534
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4 ได้ให้คำนิยามของคำว่า "ขาย" ให้หมายความรวมถึง จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ส่งมอบ หรือมีไว้เพื่อขาย ดังนี้ เมื่อจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ใน ครอบครองเพื่อขายและพยายามขายเมทแอมเฟตามีนของกลางในวันเวลาเดียวกันและต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวฐานขายเมทแอมเฟตามีนเท่านั้นเพราะการมีไว้เพื่อขายก็เป็นการขายแล้ว มิใช่มีความผิดฐานพยายามขายเมทแอมเฟตามีนของกลางอีก ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195

วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔, ๖, ๑๓ ทวิ, ๖๒, ๘๙, ๑๐๖, ๑๐๖ ทวิ, ๑๑๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๘๓, ๙๒ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุขและเพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ ๑ รับข้อเคยต้องโทษและพ้นโทษตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๓ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๖๒ วรรคหนึ่ง, ๘๙, ๑๐๖ ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ และให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

โจทก์ และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ขายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่สายลับ แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบคงได้ความเพียงว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ ดูเงินล่อซื้อที่นายประยูรแล้ว จำเลยที่ ๑ เดินไปหยิบเมทแอมเฟตามีนของลางจะมาส่งมอบให้แก่นายประยูร เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยที่ ๑ พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ยังไม่ได้ส่งมอบให้แก่นายประยูร ยังอยู่ในขั้นตอนที่จำเลยที่ ๑ พยายามขายเมทแอมเฟตามีนของกลางและศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ อันเป็นการปรับบทลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานพยายามขายเมทแอมเฟตามีน ของกลางรวมกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อขายด้วยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔ ได้ให้คำนิยามคำว่า "ขาย" ให้หมายความรวมถึง จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ส่งมอบ หรือมีไว้เพื่อขาย ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ ๑ มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อขายและพยายามขายเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในวันเวลาเดียวกันและต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว จึงเป็นความผิดกรรมเดียวฐานขายเมทแอมเฟตามีนตามคำนิยามของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเท่านั้น เพราะการมีไว้เพื่อขายก็เป็นการขายแล้ว มิใช่มีความผิดฐานพยายามขายเมทแอมเฟตามีนของกลางอีกด้วย ปัญหานี้เป็น ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๓ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๖๒ วรรคหนึ่ง, ๘๙, ๑๐๖ ทวิ การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานขายเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา ๑๓ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๘๙ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 4 ม. 62 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางทองย้อยหรือย้อย พราหมณ์สังข์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสุรศักดิ์ วิมลรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ งามสันติกุล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8001/2544
#43385
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบปฏิบัติผิดสัญญาจ้างออกแบบผิดพลาดเกี่ยวกับการใช้สารกันน้ำซึม และฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานปฏิบัติผิดสัญญาจ้างมิได้ตรวจสอบแบบและข้อกำหนดเกี่ยวกับสารน้ำซึมและวัสดุพื้นผิวจราจรที่ใช้ในการก่อสร้างว่าถูกต้องสามารถนำไปใช้งานได้หรือไม่ ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น ฟ้องของโจทก์จึงไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่ชำรุดบกพร่อง อันมีอายุความ 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601 แต่เป็นการฟ้องให้รับผิดเนื่องจากการผิดสัญญาจ้างธรรมดาคือออกแบบและควบคุมงานผิดพลาดซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

สัญญาจ้างทั้งสองฉบับระบุเรียกชื่อคู่สัญญาฝ่ายจำเลยทุกคนรวมกันว่า "วิศวกร" ซึ่งบ่งบอกถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ส่วนการจัดองค์กรทำงานระหว่างจำเลยด้วยกันเองเป็นเรื่องภายในกลุ่มของจำเลยเองไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้แบ่งแยกความรับผิดของจำเลยแต่ละคนต่อโจทก์ได้

ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะต้องศึกษาถึงคุณสมบัติของมาสติคแอสฟัลท์อย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับอุณหภูมิที่จะทำให้มาสติคแอสฟัลท์อ่อนตัวหรือเปลี่ยนรูปเพราะประเทศไทยมีอากาศร้อนและพื้นผิวสะพานที่ออกแบบไว้เป็นเหล็กอากาศร้อนย่อมมีโอกาสที่จะทำให้ความร้อนที่สะสมบนพื้นผิวสะพานที่ทำด้วยเหล็กสูงขึ้นจนทำให้มาสติคแอสฟัลท์อ่อนตัวหรือเปลี่ยนรูปได้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้ศึกษาโดยละเอียดถึงคุณสมบัติของมาสติคแอสฟัลท์ ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานมีหน้าที่ต้องตรวจสอบงานแบบของวิศวกรผู้ออกแบบตั้งแต่แรกด้วยความระมัดระวังว่าสารกันน้ำซึมชนิดมาสติคแอสฟัลท์เหมาะสมที่จะใช้กับสะพานที่มีพื้นผิวเป็นเหล็กหรือไม่ แต่กลับไม่ทำการตรวจสอบให้ดี เมื่อผู้รับเหมาทักท้วงก็หาได้รีบทำการตรวจสอบหรือทดสอบให้ได้ความจริง แต่กลับยืนยันในระยะแรกให้ใช้มาสติคแอสฟัลท์จนผู้รับเหมาต้องทักท้วงหลายครั้ง จึงได้ทำการทดสอบและยอมรับว่าไม่เหมาะสม ย่อมเป็นความผิดพลาดบกพร่องไม่ใช้ความรู้ความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานชำระค่าเสียหาย 31,821,821.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2531จนถึงวันฟ้อง 8,068,157.71 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 เมษายน 2531 จนถึงวันฟ้อง 7,783,087.22 บาท และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในต้นเงิน 31,821,821.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบร่วมกับจำเลยที่ 1ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานชำระค่าเสียหาย139,937,235.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2531 จนถึงวันฟ้อง 28,745,440.61 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 139,937,235.79 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 7 ชำระเงินค้ำประกันและดอกเบี้ยร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนวน 5,131,928.99 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,106,397.01 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 139,937,235.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2ธันวาคม 2531 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดชำระเงิน 5,131,928.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค้ำประกัน 5,106,397.01 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน171,759,057.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน5,106,397.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่จำเลยที่ 7 นำเงินมาวางศาล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นวิศวกรผู้ออกแบบสะพานพระราม 9 ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.1และทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างดำเนินการก่อสร้างสะพานพระราม 9 ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.3 เมื่อดำเนินการถึงขั้นตอนปูพื้นผิวจราจรชั้นใช้สารกันน้ำซึม ผู้รับเหมาได้ทักท้วงว่ามาสติค แอสฟัลท์ที่วิศวกรผู้ออกแบบกำหนดไม่เหมาะสมในการใช้งาน วิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานจึงได้เห็นชอบให้โจทก์เปลี่ยนมาใช้สารกันน้ำซึม ที.อี.ยู. แทน โจทก์จึงจ้างบริษัท ซี ไอ เอส ปารีส จำกัด และบริษัทเพอร์เฟคบิลท์ จำกัด ร่วมกันปูสารกันน้ำซึม ที.อี.ยู แทน หลังจากนั้นผู้รับเหมาได้ปูพื้นผิวจราจรด้วยแอสฟัลท์ติค คอนกรีตบนสารกันน้ำซึม ที.อี.ยู. จนเสร็จ แต่เมื่อโจทก์เปิดทดลองใช้สะพานไปได้ประมาณ 1 เดือน เกิดความชำรุดที่พื้นผิวจราจรหลายแห่งโจทก์ได้ซ่อมแซมแล้วเสร็จ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่าฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่าโจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1ถึงที่ 4 เป็นวิศวกรผู้ออกแบบสะพานช่วงยาวข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา(สะพานพระราม 9) ตามสัญญาจ้างเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1และทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานให้ร่วมกันควบคุมการก่อสร้างสะพานตามที่วิศวกรผู้ออกแบบได้ออกแบบไว้ ตามสัญญาจ้างเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 แล้วโจทก์ยังบรรยายด้วยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันในสัญญาคือมิได้ใช้ความรู้ความสามารถให้เป็นไปตามมาตรฐานทางด้านวิชาชีพออกแบบให้ปูสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์ ไม่เหมาะสมที่จะใช้กับสะพานพระราม 9 เนื่องจากพื้นผิวสะพานเป็นโครงเหล็กมีอุณหภูมิสูงถึง60 องศาเซนติเกรด ซึ่งจะทำให้มาสติคแอสฟัลท์อ่อนตัว พื้นผิวทางเกิดเป็นคลื่นอย่างรุนแรงและแตกตัวในที่สุด และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานก็ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันในสัญญา คือมิได้ตรวจสอบแบบและข้อกำหนดเกี่ยวกับสารกันน้ำซึมและวัสดุพื้นผิวจราจรที่ใช้ในการก่อสร้างว่าถูกต้องสามารถนำไปใช้ในงานก่อสร้างได้ดีหรือไม่ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเปลี่ยนสารกันน้ำซึมจากมาสติค แอสฟัลท์ มาเป็น ที.อี.ยู. ตามคำแนะนำของวิศวกรผู้ควบคุมงานโดยเสียค่าใช้จ่ายในการปูสารกันน้ำซึม ที.อี.ยู. เป็นเงิน35,976,493.50 บาท เกินกว่าที่ปูด้วยสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์31,821,821.80 บาท และหลังจากเปิดทดลองใช้สะพานพระราม 9ปรากฏว่าระบบพื้นผิวจราจรชำรุดเสียหายอย่างมาก ในที่สุดต้องรื้อพื้นผิวจราจรออกทั้งหมดและทำพื้นผิวจราจรโดยใช้สารกันน้ำซึมใหม่เสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดจนค่าขาดประโยชน์รวมเป็นเงิน139,937,235.79 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 171,759,057.59 บาทซึ่งเหตุแห่งความเสียหายดังกล่าวเกิดจากความบกพร่องของวิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานที่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องของโจทก์จึงได้บรรยายโดยแจ้งชัดถึงข้ออ้างที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานก็เป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดทั้งสองฐานะตามข้อผูกพันของสัญญาแต่ละฉบับซึ่งมีความรับผิดแตกต่างกัน หาใช่เป็นการซ้ำซ้อนไม่ สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับการซ่อมแซมที่โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าใช้วัสดุชนิดใดเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะผู้ว่าการของโจทก์ฟ้องคดีโดยคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยมิได้มอบหมายหรือมีมติให้ฟ้องเป็นการขัดกับประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 นั้น เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 ข้อ 2 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวไม่ได้บัญญัติว่า การฟ้องคดีโดยผู้ว่าการของโจทก์จะต้องได้รับมอบหมายหรือได้รับมติจากคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยแต่อย่างใดเพียงแต่บัญญัติไว้ในข้อ 17 ว่า "ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกผู้ว่าการเป็นผู้กระทำในนามของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และเป็นผู้กระทำแทนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย..." ซึ่งหมายถึงว่าผู้ว่าการเป็นผู้แทนโจทก์ในการกระทำกิจการต่าง ๆ เมื่อโจทก์ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาของจำเลยทั้งเจ็ด ผู้ว่าการซึ่งเป็นผู้แทนของนิติบุคคลย่อมมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอง (มาตรา 75 เดิม)ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อ 3 ว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดในมูลผิดสัญญาจ้างทำของ ต้องนำอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 600 และ 601 มาใช้บังคับ สำหรับความรับผิดในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบ โจทก์ได้รับมอบงานตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม2526 ตามเอกสารหมาย ล.8 และโจทก์ทราบถึงการชำรุดบกพร่องดังกล่าวก่อนวันที่ 21 พฤษภาคม 2530 อันเป็นวันที่โจทก์มีหนังสือถึงวิศวกรผู้ออกแบบให้รับผิดชอบในการออกแบบที่ผิดพลาดตามเอกสารหมายจ.22 ลำดับ 87 ส่วนความรับผิดในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงาน จำเลยที่ 1ส่งมอบงานตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 ตามเอกสารหมาย จ.22ลำดับ 73, 89, 91, 92 โจทก์ทราบถึงเหตุแห่งการชำรุดบกพร่องในวันที่ 29ธันวาคม 2530 แต่โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2534 จึงขาดอายุความ 1 ปี แล้วนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบปฏิบัติผิดสัญญาจ้างโดยมิได้ใช้ความรู้ความสามารถให้เป็นไปตามมาตรฐานทางด้านวิชาชีพ ทำให้ออกแบบผิดพลาดเกี่ยวกับการใช้สารกันน้ำซึมซึ่งไม่เหมาะสมที่จะใช้กับสะพานพระราม 9 เนื่องจากพื้นผิวสะพานเป็นโครงเหล็กมีอุณหภูมิสูง ทำให้เกิดความเสียหายขึ้นและฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานปฏิบัติผิดสัญญาจ้างโดยมิได้ใช้ความรู้ความสามารถให้เป็นไปตามมาตรฐานทางด้านวิชาชีพคือ มิได้ตรวจสอบแบบและข้อกำหนดเกี่ยวกับสารกันน้ำซึมและวัสดุพื้นผิวจราจรที่ใช้ในการก่อสร้างว่าถูกต้องสามารถนำไปใช้งานได้หรือไม่ ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น ฟ้องของโจทก์จึงไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องอันมีอายุความ 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601 แต่เป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดเนื่องจากการผิดสัญญาจ้างธรรมดาคือ ออกแบบและควบคุมงานผิดพลาดซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฟ้องของโจทก์จึงหาขาดอายุความไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อ 4 ว่า จำเลยที่ 1ถึงที่ 4 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในการออกแบบสะพานพระราม 9 และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในการควบคุมงานก่อสร้างสะพานพระราม 9 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า งานออกแบบก่อสร้างตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ได้แบ่งงานกันเป็นส่วน ๆ ตามความสามารถของวิศวกรแต่ละคนงานออกแบบสะพานช่วงยาวเป็นผลงานการออกแบบของจำเลยที่ 4แต่ผู้เดียว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางด้านเทคนิคและทรัพยากรเท่าที่มีอยู่ในประเทศไทย และงานควบคุมการก่อสร้างตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 ก็มีการแบ่งงานเป็นส่วน ๆ การควบคุมงานก่อสร้างสะพานช่วงยาวเป็นหน้าที่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ส่วนจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงรับผิดชอบเฉพาะงานทางแยกต่างระดับที่ถนนสุขสวัสดิ์นั้น เห็นว่า สัญญาจ้างตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ตามลำดับ โดยในหน้า 1 ของสัญญาทั้งสองฉบับระบุไว้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.1 และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 จะร่วมกันทำงานและร่วมรับผิดชอบตามข้อกำหนดในสัญญา และในสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวก็ไม่มีข้อความตอนใดแบ่งแยกความรับผิดของจำเลยแต่ละคนไว้ แต่กลับเรียกชื่อคู่สัญญาฝ่ายจำเลยทุกคนรวมกันว่า "วิศวกร" ซึ่งบ่งบอกถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ส่วนการจัดองค์กรการทำงานระหว่างจำเลยด้วยกันเองตามที่ปรากฏในเอกสารหมาย ล.3 และ ล.11 เป็นเรื่องภายในกลุ่มของจำเลยเองไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้แบ่งแยกความรับผิดของจำเลยแต่ละคนต่อโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อ 5 ถึงข้อ 7 ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบ และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานจะต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายของระบบพื้นผิวจราจรบนสะพานพระราม 9 รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการเปลี่ยนสารกันน้ำซึมจากมาสติคแอสฟัลท์เป็น ที.อี.ยู.หรือไม่เพียงใด ในข้อนี้ปรากฏตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.1 ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องใช้ความรู้ทั้งทางเทคนิคและทางเศรษฐศาสตร์อย่างดีที่สุด และเป็นไปตามมาตรฐานทางด้านวิชาชีพวิศวกรด้วยความชำนาญ เอาใจใส่ขยันหมั่นเพียร และจะต้องดำเนินการให้เป็นประโยชน์ต่อโจทก์มากที่สุดในการออกแบบสะพานให้สามารถก่อสร้างและใช้งานได้เป็นอย่างดี และปรากฏตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานมีหน้าที่และความรับผิดชอบในงานควบคุมการก่อสร้างที่ต้องใช้ความรู้ทางวิชาการวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และวิชาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างดีที่สุดให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ยอมรับกันทางด้านวิชาชีพนานาชนิด ต้องดำเนินงานด้วยความชำนาญเอาใจใส่ขยันหมั่นเพียร และเป็นประโยชน์ต่อโจทก์มากที่สุด โดยต้องตรวจสอบแบบก่อสร้าง ข้อกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ที่ใช้ในการก่อสร้าง เพื่อให้เกิดความถูกต้องสมบูรณ์ นำไปใช้ในงานก่อสร้างได้สัมฤทธิ์ผลตามความมุ่งหมาย ในกรณีที่ปรากฏข้อผิดพลาดในการออกแบบ ต้องเสนอแนะต่อโจทก์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบ และข้อกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ออกแบบในส่วนของผิวจราจรบนสะพานเป็นเหล็กแผ่นเรียบ โดยต้องทำความสะอาดขัดสนิมออกจนได้มาตรฐานแล้วจึงฉาบด้วยสารรองพื้นประเภทยางมะตอยหลังจากฉาบพ่นสารรองพื้นแล้วต้องปูสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์หนา 8 มิลลิเมตร แล้วปูผิวด้วยแอสฟัลท์ติคคอนกรีต 2 ชั้น หนารวม 7 เซนติเมตร คือ ชั้นที่ 1 ชั้นรองพื้นทางหนา 3.5 เซนติเมตร ชั้นที่ 2 ชั้นผิวทางหนา 3.5 เซนติเมตร ต่อมาเมื่อการก่อสร้างดำเนินมาถึงชั้นปูผิวทาง ผู้รับเหมาได้ทักท้วงต่อจำเลยที่ 1ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 หลายครั้งว่าสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์ที่ออกแบบไว้ไม่เหมาะสมกับผิวสะพานที่เป็นเหล็ก ในระยะแรกวิศวกรของจำเลยที่ 1ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ยืนยันให้ใช้มาสติค แอสฟัลท์ แต่ต่อมาภายหลังจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ต่างยอมรับว่า มาสติคแอสฟัลท์ไม่สามารถใช้เป็นวัสดุกันน้ำซึมบนสะพานได้ จึงได้มีการตกลงให้เปลี่ยนสารกันน้ำซึมจากชนิดมาสติค แอสฟัลท์ เป็นทาร์ อีป๊อกซี่ ยูรีเทนหรือ ที.อี.ยู. โดยโจทก์ต้องแก้ไขสัญญากับผู้รับเหมา เสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนมาใช้สาร ที.อี.ยู. เป็นเงิน 35,976,493.50 บาท ค่าใช้จ่ายในการปูสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์ เดิมเป็นเงิน 4,154,671.70 บาทโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 31,821,821.80 บาท หลังจากปูพื้นผิวจราจรเสร็จและเปิดใช้สะพานพระราม 9 ได้ประมาณ 1 เดือน พื้นผิวจราจรแตกร้าวเสียหาย โจทก์ได้ทำการซ่อมแซมและว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและสรุปหาสาเหตุของความเสียหาย รวมทั้งออกแบบควบคุมการรื้อและปูผิวจราจรโดยใช้สารกันน้ำซึมใหม่ เสียค่าใช้จ่ายในการนี้เป็นเงินรวม 139,937,235.79 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 171,759,057.59บาท เห็นว่า ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะต้องศึกษาถึงคุณสมบัติของวัสดุที่จะนำมาใช้ในการก่อสร้างเพื่อให้งานก่อสร้างสำเร็จลุล่วงใช้ประโยชน์ได้สูงสุด การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ออกแบบให้ใช้มาสติค แอสฟัลท์เป็นสารกันน้ำซึมบนพื้นผิวสะพานที่เป็นเหล็กนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ควรที่จะศึกษาถึงคุณสมบัติของมาสติค แอสฟัลท์อย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับอุณหภูมิที่จะทำให้มาสติคแอสฟัลท์อ่อนตัวหรือเปลี่ยนรูป เพราะประเทศไทยมีอากาศร้อนและพื้นผิวสะพานที่ออกแบบไว้ก็เป็นเหล็ก อากาศร้อนย่อมมีโอกาสที่จะทำให้ความร้อนที่สะสมบนพื้นผิวสะพานที่ทำด้วยเหล็กสูงขึ้นจนทำให้มาสติค แอสฟัลท์อ่อนตัวหรือเปลี่ยนรูปได้ข้อเท็จจริงปรากฏจากทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้ศึกษาโดยละเอียดถึงคุณสมบัติของมาสติค แอสฟัลท์ ซึ่งเห็นได้จากการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ตอบคำถามของผู้รับเหมาเกี่ยวกับข้อกำหนดทางเทคนิคของมาสติคแอสฟัลท์ว่าอุณหภูมิที่ทำให้มาสติค แอสฟัลท์ เปลี่ยนรูปอยู่ที่ 90 ถึง140 องศาเซนติเกรด ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.3 เล่มที่ 3 หน้า 2ของ CLARIFICATION NO.3 และโจทก์ถ่ายสำเนาไว้ตามเอกสารหมายจ.22 ลำดับ 3 หน้า 3 แต่เมื่อผู้รับเหมาทักท้วงต่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5และที่ 6 ว่ามาสติค แอสฟัลท์ไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นวัสดุกันน้ำซึมบนสะพานพระราม 9 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ก็หาได้รีบทำการตรวจสอบหรือทดสอบให้ได้ความจริง แต่กลับยืนยันในระยะแรกให้ใช้มาสติค แอสฟัลท์ จนผู้รับเหมาต้องทักท้วงหลายครั้งจึงได้ทำการทดสอบและยอมรับว่ามาสติค แอสฟัลท์ไม่สามารถใช้เป็นวัสดุกันน้ำซึมบนสะพานพระราม 9 ได้ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.22ลำดับ 35 ซึ่งเป็นคำแปลโทรสารลงวันที่ 6 มีนาคม 2530 ของจำเลยที่ 4นอกจากนั้นหัวหน้าวิศวกรประจำจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ยังมีหนังสือลงวันที่ 29 เมษายน 2530 ถึงนายศิวะ เจริญพงษ์ ผู้อำนวยการโครงการของโจทก์ มีข้อความเกี่ยวกับความเหมาะสมของมาสติค แอสฟัลท์ ว่า"ความไม่แน่ใจทั่ว ๆ ไป เกี่ยวกับความเหมาะสมของวัสดุตามข้อกำหนดเดิมได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง TEERBAUผู้ซึ่งมีประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้วัสดุนี้ตามข้อกำหนด MERK BLATTในยุโรป ได้พิจารณาแล้วว่าอุณหภูมิที่เป็นไปได้ที่ผิวจะขึ้นสูงถึง 45องศาเซนติเกรด สำหรับยุโรป และ 60 องศาเซนติเกรด สำหรับกรุงเทพ-มหานคร การทดสอบการไหล (CREEP TEST) พบว่ามีอุณหภูมิ 60องศาเซนติเกรด ความเป็นไปได้มีมาสติค แอสฟัลท์จะไหลจะเพิ่มขึ้นสูงถึง600% จากที่อุณหภูมิ 45 องศาเซนติเกรด ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงการรับน้ำหนักและความลาดชันของสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพ-มหานครแล้ว เป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถยอมรับได้ของการอ่อนตัวของมาสติค แอสฟัลท์ซึ่งจะทำให้ผิวทางเกิดเป็นคลื่นอย่างรุนแรงและแตกในที่สุด ซึ่งเหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นในฤดูร้อนแรกของการเปิดใช้งาน"ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.22 ลำดับ 71 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ออกแบบให้ใช้สารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์โดยไม่ได้ศึกษาให้ดีเกี่ยวกับคุณสมบัติที่แท้จริงของวัสดุ โดยเฉพาะอุณหภูมิที่จะทำให้วัสดุนั้นอ่อนตัวหรือเปลี่ยนรูป รวมทั้งการคำนวณเกี่ยวกับความร้อนสะสมของโครงสร้างสะพานที่เป็นเหล็กในประเทศที่มีอากาศร้อนเช่นประเทศไทยว่าสมควรจะใช้วัสดุนั้นเป็นสารกันน้ำซึมหรือไม่ ย่อมเป็นความผิดพลาดบกพร่อง ไม่ใช้ความรู้ความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นวิศวกรผู้ควบคุมงาน มีหน้าที่ต้องตรวจสอบแบบของวิศวกรผู้ออกแบบตั้งแต่แรกด้วยความระมัดระวังว่าสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์เหมาะสมที่จะใช้กับสะพานที่มีพื้นผิวเป็นเหล็กหรือไม่ แต่กลับไม่ทำการตรวจสอบให้ดีแม้ผู้รับเหมาจะได้ทักท้วงครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2529 ตามเอกสารหมาย จ.22 ลำดับ 5 แต่วิศวกรผู้ควบคุมงานก็ยังคงยืนยันในระยะแรกให้ใช้มาสติค แอสฟัลท์ และให้ผู้รับเหมาส่งตัวอย่างวัสดุพร้อมแผนงานเพื่อตรวจสอบ จนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2530 จึงได้มีความเห็นว่ามาสติค แอสฟัลท์ยังคงเป็นสารกันน้ำซึมได้ เพียงแต่ต้องปรับปรุงบ้างและในเดือนเมษายน 2530 จึงยอมรับว่ามาสติค แอสฟัลท์ไม่เหมาะสม รวมระยะเวลาที่เสียไปถึง 9 เดือน ทำให้เกิดความล่าช้าแก่โครงการก่อสร้างโดยเฉพาะระยะเวลาการทดสอบหาสารกันน้ำซึมชนิดใหม่ที่มีคุณภาพเหมาะสม ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3ที่ 5 และที่ 6 บกพร่องต่อหน้าที่ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้นเช่นกัน

สำหรับความรับผิดในความเสียหายของระบบพื้นผิวจราจรบนสะพานพระราม 9 รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการเปลี่ยนวัสดุกันน้ำซึมจากมาสติค แอสฟัลท์มาเป็น ที.อี.ยู. นั้น เห็นว่า การว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นวิศวกรผู้ออกแบบและให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5และที่ 6 เป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานนั้นมุ่งประสงค์ให้การก่อสร้างสะพานสัมฤทธิ์ผลใช้งานได้ตามความมุ่งหมาย การที่วิศวกรผู้ออกแบบผิดพลาดบกพร่องและวิศวกรผู้ควบคุมงานก็บกพร่องในการตรวจสอบแบบและควบคุมงานดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วเป็นเหตุให้ต้องเปลี่ยนสารกันน้ำซึมจากมาสติค แอสฟัลท์มาเป็น ที.อี.ยู. โดยความเห็นชอบของวิศวกรดังกล่าว แต่ทั้งวิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานซึ่งทราบดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้วก็มิได้ทำการทดสอบให้แน่ชัดว่าคุณภาพของสาร ที.อี.ยู. สามารถใช้งานได้ดีก่อนทำการปูพื้นผิวสะพานทั้งหมดเพราะเมื่อทำการทดสอบปูสาร ที.อี.ยู. และแอสฟัลท์ติค คอนกรีตซึ่งเป็นชั้นรองพื้นทาง และชั้นผิวทางแล้วปรากฏว่าแอสฟัลท์ติค คอนกรีตไม่มีแรงยึดติดกับสาร ที.อี.ยู. วิศวกร ผู้ควบคุมงานจึงให้เพิ่มส่วนผสมของยางมะตอยให้มากขึ้น ผู้รับเหมาก่อสร้างได้ทักท้วงว่าอากาศร้อนจะทำให้ผิวทางเกิดการเยิ้มไหล วิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานก็มิได้ทำการแก้ไข ส่วนผสมและทดสอบให้เกิดความมั่นใจว่าจะใช้งานได้ดีในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยแต่กลับสั่งให้ปูพื้นผิวไปจนเสร็จ ปรากฏว่าเมื่อเปิดใช้สะพานได้ประมาณ 1 เดือน พื้นผิวก็เกิดความเสียหาย ซึ่งนายริชาร์ด อี รูท ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทดสอบออกแบบผลิตภัณฑ์ยางมะตอยที่โจทก์จ้างมาตรวจสอบและสรุปหาสาเหตุของความเสียหายเบิกความว่า สาเหตุที่พื้นผิวจราจรแตกเนื่องจากการเคลื่อนตัวของชั้น ที.อี.ยู. ทั้งสองชั้น และการเคลื่อนตัวของชั้น ที.อี.ยู. กับชั้นรองผิวทาง ผิวจราจรบิดตัวเสียหายเนื่องจากส่วนผสมของแอสฟัลท์ของชั้นผิวทางกับชั้นรองผิวทางไม่เหมาะสมเป็นเหตุให้ผิวจราจรบิดตัวและน้ำยางล้นออกมาบนผิวทาง วิธีการแก้ไขจะต้องรื้อวัสดุที่อยู่เหนือพื้นผิวเหล็ก (STEEL DECK) ออกทั้งหมดแล้วใช้วัสดุใหม่ในการก่อสร้าง ดังนั้น เห็นได้ว่าสาเหตุของความเสียหายทั้งหมดเกิดจากความบกพร่องในการออกแบบและควบคุมงานเกี่ยวกับการใช้วัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพไม่เหมาะสมแก่การใช้งาน วิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้นรวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการเปลี่ยนสารกันน้ำซึมจำนวน31,821,821.80 บาท ด้วย ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่ผู้ออกแบบเลือกใช้มาสติค แอสฟัลท์ เป็นสารกันน้ำซึมเนื่องจากเป็นวัสดุที่มีความเหมาะสมที่สุดในขณะออกแบบและผู้ออกแบบไม่มีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องคิดค้นหรือประดิษฐ์วัสดุใด ๆ ขึ้นใหม่เพื่อใช้งานนั้น เห็นว่า การที่ผู้ออกแบบจะเลือกใช้วัสดุใดในการก่อสร้าง ผู้ออกแบบควรที่จะต้องทราบถึงคุณสมบัติของวัสดุนั้นว่าใช้งานได้ดีหรือไม่ หากไม่แน่ใจก็ควรจะทดสอบให้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจก่อนที่จะกำหนดให้ใช้วัสดุนั้น การกำหนดใช้วัสดุให้ถูกต้องกับการคิดค้นประดิษฐ์วัสดุขึ้นใหม่เป็นคนละเรื่องกัน เมื่อจำเลยที่ 1รับออกแบบจำเลยที่ 1 ก็ต้องกำหนดหรือหาวัสดุที่จะใช้งานได้กับแบบที่ออกมา กล่าวคือ เมื่อจำเลยที่ 1 ออกแบบโครงสร้างและพื้นผิวสะพานเป็นเหล็ก จำเลยที่ 1 ก็ต้องกำหนดหรือหาวัสดุที่จะใช้ปูพื้นผิวสะพานที่เป็นเหล็กให้ใช้งานได้ หากไม่สามารถหาวัสดุดังกล่าวได้เพราะไม่มีในประเทศไทยหรือไม่มีเวลาเพียงพอที่จะทำการทดสอบการใช้งานจำเลยที่ 1ก็จะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบและปรึกษาหาทางแก้ไข มิใช่กำหนดวัสดุหรือเปลี่ยนแปลงวัสดุโดยเพียงแต่เข้าใจว่าน่าจะใช้งานได้หรือทำการทดสอบผิวเผินแล้วทำการก่อสร้างไปจนเกิดความเสียหายขึ้น ซึ่งไม่อาจทำให้จำเลยที่ 1 พ้นความรับผิดได้ และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์พิจารณาเลือกสรร ที.อี.ยู. เพราะราคาถูกกว่า บริษัทผู้ผลิต ที.อี.ยู. รับประกันผลงาน5 ปี จึงมีเหตุผลสำคัญอย่างเพียงพอให้วิศวกรตัดสินใจไม่คัดค้าน และเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น โจทก์ไม่ใช้สิทธิตามหนังสือรับประกันให้บริษัทผู้ผลิต ที.อี.ยู. ใช้ค่าเสียหาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้วิศวกรรวมถึงจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ออกแบบและควบคุมงานให้งานก่อสร้างสัมฤทธิ์ผลใช้งานได้ เมื่อการออกแบบกำหนดให้ใช้สารกันน้ำซึมครั้งแรกไม่ถูกต้องแล้วมีการเปลี่ยนมาใช้สาร ที.อี.ยู.โดยวิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานเห็นชอบโดยไม่ตรวจสอบหรือทดสอบให้แน่ชัดเสียก่อน จึงไม่อาจอ้างเหตุว่าโจทก์เป็นคนเลือกสรรที.อี.ยู. และมีการรับประกันโดยบริษัทผู้ผลิตเพื่อให้ตนเองพ้นผิดได้ส่วนการที่โจทก์ไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทผู้ผลิต ที.อี.ยู. นั้นก็เป็นสิทธิในส่วนของโจทก์ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่แล้ว ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ละเลยเปิดโอกาสให้รถบรรทุกหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดมาใช้เส้นทางสะพานพระราม 9 ทำให้เกิดความเสียหายแก่พื้นผิวจราจรนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทราบดีว่าการออกแบบสะพานนั้นมีข้อกำหนดจำเพาะให้รับน้ำหนักยานพาหนะหนัก60 ตัน และน้ำหนักรถบรรทุก 10 ล้อ ในเมืองไทยเท่าที่พบหนักมากที่สุดเพียง 40 ตัน ตามที่ปรากฏในมาตรฐานการออกแบบและการวิเคราะห์เอกสารหมาย จ.103 หน้า 2 จำเลยที่ 1 จึงมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนการแข่งขันวิ่งมาราธอนบนสะพานนั้นน้ำหนักจำนวนคนหลายหมื่นคนไม่น่าจะทำให้พื้นผิวบนสะพานเสียหาย เพราะน้ำหนักจำนวนคนย่อมจะน้อยกว่าน้ำหนักรถบรรทุกซึ่งวิ่งบนสะพานเต็มเนื้อที่อีกทั้งไม่ปรากฏความเสียหายหลังจากการวิ่งมาราธอน แต่ความเสียหายเกิดขึ้นหลังจากเปิดใช้สะพานได้ประมาณ 1 เดือน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อ 8 ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงไร โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่เคยปิดซ่อมแซมผิวจราจรทั้งหมด โจทก์จึงไม่ขาดรายได้เลย ทั้งส่วนที่เสียหายมีเพียง250 ตารางเมตร ตารางเมตรละ 1,000 บาท ค่าเสียหายจึงไม่เกิน250,000 บาท โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์เนื้อที่ของความเสียหายที่แท้จริงเอกสารหมาย ล.5 แสดงให้เห็นว่าพื้นผิวจราจรมีเพียง 18,750 ตารางเมตรการที่โจทก์ดำเนินการรื้อก่อสร้างใหม่มากกว่าส่วนที่เสียหายจริง 250ตารางเมตร จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่เกินนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้ปิดการจราจรทั้งหมดระหว่างซ่อมแซมผิวจราจร แต่การซ่อมแซมผิวจราจรโดยปิดการจราจรเพียงบางช่องย่อมทำให้การจราจรติดขัด ผู้ใช้เส้นทางซึ่งไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควรย่อมจะหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางนั้น และโจทก์ต้องซ่อมแซมพื้นผิวสะพานตลอดมาจนกระทั่งปี 2538 ก็ยังไม่แล้วเสร็จ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยเชื่อว่าความเสียหายแท้จริงส่วนนี้มากกว่าที่โจทก์ขอมา 30,000,000 บาท จึงกำหนดให้ตามขอนั้นชอบแล้ว ส่วนพื้นที่ความเสียหายนั้นได้ความจากคำเบิกความของนายประเสริฐ สอนบุตรนาค ซึ่งเป็นวิศวกรควบคุมการก่อสร้างฝ่ายผู้รับเหมาว่า สะพานพระราม 9 มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 25,000ตารางเมตร มีช่องทางจราจรทั้งหมด 6 ช่องทาง และมีไหล่ทางทั้งสองข้าง และปรากฏจากเอกสารหมาย จ.128 ซึ่งเป็นสัญญาจ้างให้ทำการเปลี่ยนพื้นผิวจราจรบนสะพานพระราม 9 ว่า สะพานพระราม 9 มีพื้นผิวจราจร 20,305 ตารางเมตร และพื้นผิวทางเท้าและพื้นผิวตรงกลาง(FOOTPATHS AND MEDIANS) 6,100 ตารางเมตร แสดงว่าเมื่อรวมพื้นผิวจราจร พื้นผิวทางเท้าและพื้นผิวตรงกลางแล้วมีพื้นผิวรวมทั้งสิ้นกว่า 25,000 ตารางเมตร มิใช่มีเพียง 18,750 ตารางเมตรตามเอกสารหมาย ล.5 ซึ่งเป็นเพียงแผ่นพับโฆษณาสะพานพระราม 9สำหรับพื้นที่ความเสียหายนั้น โจทก์มีนายสมบัติ ปานเอี่ยม หัวหน้าแผนกบำรุงรักษาสะพานมาเบิกความเป็นพยานว่าหลังจากเปิดใช้สะพานพระราม 9 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2530 แล้วประมาณ 1 เดือนผิวสะพานเสียหายต้องทำการซ่อมแซมเพื่อให้ใช้ได้ชั่วคราวตลอดมาจนถึงขณะพยานเบิกความในเดือนพฤศจิกายน 2537 โดยซ่อมแซมเฉพาะส่วนที่เกิดความเสียหายเป็นจุด ๆ เพื่อให้รถวิ่งไปมาได้สะดวกรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมในส่วนที่โจทก์ซ่อมแซมเองปรากฏตามเอกสารหมาย จ.109 และ จ.110 ซึ่งจากเอกสารดังกล่าวเห็นได้ว่าการซ่อมแซมบางครั้งก็มีพื้นที่ไม่ถึง 250 ตารางเมตร บางครั้งก็เกินกว่า 250 ตารางเมตร แสดงว่าพื้นที่ความเสียหายมิใช่มีเพียง250 ตารางเมตร ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในค่าซ่อมแซมส่วนนี้จำนวน 7,788,812.23 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างจำนวน 1,078,750.80 บาท การออกแบบทดสอบและประเมินผิวจราจรจำนวน 3,805,372 บาท การควบคุมการก่อสร้างซ่อมแซมผิวทางจำนวน10,760,025 บาท ค่าว่าจ้างนายริชาร์ด อี รูท กับพวกศึกษาหาสาเหตุของความเสียหายพร้อมเสนอแนะวิธีและมาตรการเพื่อซ่อมแซมผิวจราจรจำนวน 1,004,275.76 บาท ค่ารื้อพื้นผิวจราจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 386 ม. 601
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท เนชั่นแนล เอ็นยิเนียริ่ง คอนซัลแตนส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8001/2544
#67171
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นวิศวกรผู้ออกแบบสะพานช่วงยาวข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ที่ 3ที่ 5 และที่ 6 เป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานให้ร่วมกันควบคุมการก่อสร้างสะพานตามที่วิศวกรผู้ออกแบบได้ออกแบบไว้ ตามสัญญาจ้างเอกสารท้ายฟ้อง แล้วโจทก์ยังบรรยายด้วยว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันในสัญญาคือมิได้ใช้ความรู้ความสามารถให้เป็นไปตามมาตรฐานทางด้านวิชาชีพ ออกแบบให้ปูสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์ไม่เหมาะสมที่จะใช้กับสะพาน ซึ่งจะทำให้มาสติค แอสฟัลท์อ่อนตัว พื้นผิวทางเกิดเป็นคลื่นอย่างรุนแรงและแตกตัวในที่สุด และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานก็ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันในสัญญาคือมิได้ตรวจสอบแบบและข้อกำหนดเกี่ยวกับสารกันน้ำซึมและวัสดุพื้นผิวจราจรที่ใช้ในการก่อสร้างว่าถูกต้องสามารถนำไปใช้ในงานก่อสร้างได้ดีหรือไม่ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเปลี่ยนสารกันน้ำซึมจากมาสติค แอสฟัลท์มาเป็น ที.อี.ยู. ตามคำแนะนำของวิศวกรผู้ควบคุมงานโดยเสียค่าใช้จ่ายในการปูสารกันน้ำซึม ที.อี.ยู. เกินกว่าที่ปูด้วยสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์31,821,821.80 บาท และหลังจากเปิดทดลองใช้สะพานแล้ว ปรากฏว่าระบบพื้นผิวจราจรชำรุดเสียหายอย่างมาก ในที่สุดต้องรื้อพื้นผิวจราจรออกทั้งหมดและทำพื้นผิวจราจรโดยใช้สารกันน้ำซึมใหม่ เสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดจนค่าขาดประโยชน์รวมเป็นเงิน 139,937,235.79 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 171,759,057.59 บาทซึ่งเหตุแห่งความเสียหายดังกล่าว เกิดจากความบกพร่องของวิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานที่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องของโจทก์จึงได้บรรยายโดยแจ้งชัดถึงข้ออ้างที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานก็เป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดทั้งสองฐานะตามข้อผูกพันของสัญญาแต่ละฉบับซึ่งมีความรับผิดแตกต่างกัน หาใช่เป็นการซ้ำซ้อนไม่ สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับการซ่อมแซมที่โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าใช้วัสดุชนิดใดเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

การทางพิเศษแห่งประเทศไทยโจทก์เป็นนิติบุคคลตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 ข้อ 2 ซึ่งตามข้อ 17 บัญญัติว่า "ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกผู้ว่าการเป็นผู้กระทำในนามของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และเป็นผู้กระทำแทนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย..." หมายถึง ผู้ว่าการเป็นผู้แทนโจทก์ในการกระทำกิจการต่าง ๆ เมื่อโจทก์ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาของจำเลย ผู้ว่าการซึ่งเป็นผู้แทนของนิติบุคคลย่อมมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 70วรรคสอง (มาตรา 75 เดิม)

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบปฏิบัติผิดสัญญาจ้างโดยมิได้ใช้ความรู้ความสามารถให้เป็นไปตามมาตรฐานทางด้านวิชาชีพ ออกแบบผิดพลาดทำให้เกิดความเสียหายขึ้น และฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานปฏิบัติผิดสัญญาจ้างโดยมิได้ใช้ความรู้ความสามารถให้เป็นไปตามมาตรฐานทางด้านวิชาชีพ ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น เป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดเนื่องจากการผิดสัญญาจ้างธรรมดาคือออกแบบและควบคุมงานผิดพลาด ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

สัญญาจ้างตามเอกสารหมาย จ.1 และจ.2 ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ทั้งสองฉบับระบุไว้ชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.1 และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 จะร่วมกันทำงานและร่วมรับผิดชอบตามข้อกำหนดในสัญญา และในสัญญาไม่มีข้อความตอนใดแบ่งแยกความรับผิดของจำเลยแต่ละคนไว้ แต่กลับเรียกชื่อคู่สัญญาฝ่ายจำเลยทุกคนรวมกันว่า "วิศวกร" ซึ่งบ่งบอกถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ส่วนการจัดองค์การทำงานระหว่างจำเลยด้วยกันเองเป็นเรื่องภายในกลุ่มของจำเลยเอง ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้แบ่งแยกความรับผิดของจำเลยแต่ละคนต่อโจทก์ได้

ตามสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องใช้ความรู้ทั้งทางเทคนิคและทางเศรษฐศาสตร์อย่างดีที่สุดและเป็นไปตามมาตรฐานทางด้านวิชาชีพวิศวกรด้วยความชำนาญ เอาใจใส่ ขยันหมั่นเพียรและจะต้องดำเนินการให้เป็นประโยชน์ต่อโจทก์มากที่สุดในการออกแบบสะพานให้สามารถก่อสร้างและใช้งานได้เป็นอย่างดี และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานมีหน้าที่และความรับผิดชอบในงานควบคุมการก่อสร้างที่ต้องใช้ความรู้ทางวิชาการวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และวิชาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างดีที่สุดให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ยอมรับกันทางด้านวิชาชีพนานาชนิด ต้องดำเนินงานด้วยความชำนาญเอาใจใส่ขยันหมั่นเพียร และเป็นประโยชน์ต่อโจทก์มากที่สุด โดยต้องตรวจสอบแบบก่อสร้างข้อกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ที่ใช้ในการก่อสร้างเพื่อให้เกิดความถูกต้องสมบูรณ์ นำไปใช้ในงานก่อสร้างได้สัมฤทธิ์ผลตามความมุ่งหมาย ในกรณีที่ปรากฏข้อผิดพลาดในการออกแบบ ต้องเสนอแนะต่อโจทก์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบและข้อกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะต้องศึกษาถึงคุณสมบัติของวัสดุที่จะนำมาใช้ในการก่อสร้างเพื่อให้งานก่อสร้างสำเร็จลุล่วงใช้ประโยชน์ได้สูงสุดการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ออกแบบให้ใช้มาสติค แอสฟัลท์เป็นสารกันน้ำซึมบนพื้นผิวสะพานที่เป็นเหล็กนั้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ควรที่จะศึกษาถึงคุณสมบัติของมาสติค แอสฟัลท์อย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับอุณหภูมิที่จะทำให้มาสติค แอสฟัลท์อ่อนตัวหรือเปลี่ยนรูป เพราะประเทศไทยมีอากาศร้อนและพื้นผิวสะพานที่ออกแบบไว้ก็เป็นเหล็กอากาศร้อนย่อมมีโอกาสที่จะทำให้ความร้อนที่สะสมบนพื้นผิวสะพานที่ทำด้วยเหล็กสูงขึ้นจนทำให้มาสติค แอสฟัลท์อ่อนตัวหรือเปลี่ยนรูปได้ แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้ศึกษาโดยละเอียดถึงคุณสมบัติของมาสติค แอสฟัลท์ แต่กลับยืนยันในระยะแรกให้ใช้มาสติคแอสฟัลท์ จนผู้รับเหมาต้องทักท้วงหลายครั้ง จึงได้ทำการทดสอบและยอมรับว่ามาสติคแอสฟัลท์ ไม่สามารถใช้เป็นวัสดุกันน้ำซึมบนสะพานได้ นอกจากนั้นหัวหน้าวิศวกรประจำจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ยังมีหนังสือถึงผู้อำนวยการโครงการของโจทก์ มีข้อความเกี่ยวกับความเหมาะสมของมาสติค แอสฟัลท์ ว่าเมื่อพิจารณาถึงการรับน้ำหนักและความลาดชันของสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพมหานครแล้ว เป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถยอมรับได้ของการอ่อนตัวของมาสติค แอสฟัลท์ซึ่งจะทำให้ผิวทางเกิดเป็นคลื่นอย่างรุนแรงและแตกในที่สุด ซึ่งเหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นในฤดูร้อนแรกของการเปิดใช้งาน การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ออกแบบให้ใช้สารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์โดยไม่ได้ศึกษาให้ดีเกี่ยวกับคุณสมบัติที่แท้จริงของวัสดุ โดยเฉพาะอุณหภูมิที่จะทำให้วัสดุนั้นอ่อนตัวหรือเปลี่ยนรูปรวมทั้งการคำนวณเกี่ยวกับความร้อนสะสมของโครงสร้างสะพานที่เป็นเหล็กในประเทศที่มีอากาศร้อนเช่นประเทศไทยว่าสมควรจะใช้วัสดุนั้นเป็นสารกันน้ำซึมหรือไม่ ย่อมเป็นความผิดพลาด บกพร่อง ไม่ใช้ความรู้ความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้นส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นวิศวกรผู้ควบคุมงาน มีหน้าที่ต้องตรวจสอบแบบของวิศวกรผู้ออกแบบตั้งแต่แรกด้วยความระมัดระวังว่าสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์เหมาะสมที่จะใช้กับสะพานที่มีพื้นผิวเป็นเหล็กหรือไม่ แต่กลับไม่ทำการตรวจสอบให้ดีแม้ผู้รับเหมาจะได้ทักท้วง แต่วิศวกรผู้ควบคุมงานก็ยังคงยืนยันในระยะแรกให้ใช้มาสติคแอสฟัลท์ และให้ผู้รับเหมาส่งตัวอย่างวัสดุพร้อมแผนงานเพื่อตรวจสอบ ยังคงเป็นสารกันน้ำซึมได้ เพียงแต่ต้องปรับปรุงบ้าง และในเดือนเมษายน 2530 ต่อมาจึงยอมรับว่ามาสติค แอสฟัลท์ไม่เหมาะสม รวมระยะเวลาที่เสียไปถึง 9 เดือน ทำให้เกิดความล่าช้าแก่โครงการก่อสร้างโดยเฉพาะระยะเวลาการทดสอบหาสารกันน้ำซึมชนิดใหม่ที่มีคุณภาพเหมาะสม ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 บกพร่องต่อหน้าที่ตามสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้นเช่นกัน

การว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นวิศวกรผู้ออกแบบและให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานนั้นมุ่งประสงค์ให้การก่อสร้างสะพานสัมฤทธิ์ผลใช้งานได้ตามความมุ่งหมาย ที.อี.ยู. โดยความเห็นชอบของวิศวกรดังกล่าว แต่ทั้งวิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานซึ่งทราบดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้วมิได้ทำการทดสอบให้แน่ชัด เมื่อสาเหตุของความเสียหายทั้งหมดเกิดจากความบกพร่องในการออกแบบและควบคุมงานเกี่ยวกับการใช้วัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพไม่เหมาะสมแก่การใช้งาน วิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วย การที่ผู้ออกแบบจะเลือกใช้วัสดุใดในการก่อสร้าง ผู้ออกแบบควรที่จะต้องทราบถึงคุณสมบัติของวัสดุนั้นว่าใช้งานได้ดีหรือไม่ หากไม่แน่ใจก็ควรจะทดสอบให้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจก่อนที่จะกำหนดให้ใช้วัสดุนั้น การกำหนดใช้วัสดุให้ถูกต้องกับการคิดค้นประดิษฐ์วัสดุขึ้นใหม่เป็นคนละเรื่องกัน เมื่อจำเลยที่ 1 รับออกแบบ จำเลยที่ 1 ก็ต้องกำหนดหรือหาวัสดุที่จะใช้งานได้กับแบบที่ออกมาหากไม่สามารถหาวัสดุดังกล่าวได้เพราะไม่มีในประเทศไทยหรือไม่มีเวลาเพียงพอที่จะทำการทดสอบการใช้งาน จำเลยที่ 1 ก็จะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบและปรึกษาหาทางแก้ไขมิใช่กำหนดวัสดุหรือเปลี่ยนแปลงวัสดุโดยเพียงแต่เข้าใจว่าน่าจะใช้งานได้หรือทำการทดสอบผิวเผิน แล้วทำการก่อสร้างไปจนเกิดความเสียหายขึ้น

จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ออกแบบและควบคุมงานให้งานก่อสร้างสัมฤทธิ์ผลใช้งานได้ เมื่อการออกแบบกำหนดให้ใช้สารกันน้ำซึมครั้งแรกไม่ถูกต้องแล้วมีการเปลี่ยนมาใช้สาร ที.อี.ยู. โดยวิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานเห็นชอบโดยไม่ตรวจสอบหรือทดสอบให้แน่ชัดเสียก่อน จึงไม่อาจอ้างเหตุว่าโจทก์เป็นคนเลือกสรร ที.อี.ยู. และมีการรับประกันโดยบริษัทผู้ผลิตเพื่อให้ตนเองพ้นผิดได้ ส่วนการที่โจทก์ไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทผู้ผลิต ที.อี.ยู. ก็เป็นสิทธิในส่วนของโจทก์ ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่แล้ว

แม้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จะมิได้ฎีกา แต่เนื่องจากเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ได้ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247

จำเลยทั้งหกก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ จำเลยทั้งหกจึงมีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหกหลังจากผ่านขั้นตอนอนุญาโตตุลาการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างแล้วได้ และการฟ้องคดีของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการทวงถามการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งหกเสียดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานชำระค่าเสียหาย 31,821,821.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 7 ให้การว่า จำเลยที่ 7 ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์จริง แต่หนังสือสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับสิ้นอายุแล้ว จำเลยที่ 7 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 139,937,235.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2531 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดชำระเงิน 5,131,928.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค้ำประกัน 5,106,397.01 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 171,759,057.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,106,397.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่จำเลยที่ 7 นำเงินมาวางศาล

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นวิศวกรผู้ออกแบบสะพานพระราม 9 และทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นวิศวกรผู้ควบคุมงาน โดยทำสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างดำเนินการก่อสร้างสะพานพระราม 9 เมื่อดำเนินการถึงขั้นตอนปูพื้นผิวจราจรชั้นใช้สารกันน้ำซึมผู้รับเหมาได้ทักท้วงว่ามาสติค แอสฟัลท์ ที่วิศวกรผู้ออกแบบกำหนดไม่เหมาะสมในการใช้งาน วิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานจึงได้เห็นชอบให้โจทก์เปลี่ยนมาใช้สารกันน้ำซึม ที. อี. ยู. แทน โจทก์จึงจ้างบริษัท ซี ไอ เอส ปารีส จำกัด และบริษัทเพอร์เฟคบิลท์ จำกัด ร่วมกันปูสารกันน้ำซึม ที. อี. ยู. แทน หลังจากนั้นผู้รับเหมาได้ปูพื้นผิวจราจรด้วยแอสฟัลท์ติค คอนกรีตบนสารกันน้ำซึม ที.อี.ยู. จนเสร็จ แต่เมื่อโจทก์เปิดทดลองใช้สะพานไปได้ประมาณ 1 เดือน เกิดความชำรุดที่พื้นผิวจราจรหลายแห่งโจทก์ได้ซ่อมแซมแล้วเสร็จ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นวิศวกรผู้ออกแบบสะพานช่วงยาวข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานให้ร่วมกันควบคุมการก่อสร้างสะพานตามที่วิศวกรผู้ออกแบบได้ออกแบบไว้ แล้วโจทก์ยังบรรยายด้วยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันในสัญญาคือมิได้ใช้ความรู้ความสามารถให้เป็นไปตามมาตรฐานทางด้านวิชาชีพ ออกแบบให้ปูสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์ ไม่เหมาะสมที่จะใช้กับสะพานพระราม 9 เนื่องจากพื้นผิวสะพานเป็นโครงเหล็กมีอุณหภูมิสูง ซึ่งจะทำให้มาสติค แอสฟัลท์อ่อนตัว พื้นผิวทางเกิดเป็นคลื่นอย่างรุนแรงและแตกตัวในที่สุด และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานก็ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันในสัญญาคือมิได้ตรวจสอบแบบและข้อกำหนดเกี่ยวกับสารกันน้ำซึมและวัสดุพื้นผิวจราจรที่ใช้ในการก่อสร้างว่าถูกต้องสามารถนำไปใช้ในงานก่อสร้างได้ดีหรือไม่ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเปลี่ยนสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์ มาเป็น ที.อี.ยู. ตามคำแนะนำของวิศวกรผู้ควบคุมงานโดยเสียค่าใช้จ่ายในการปูสารกันน้ำซึม ที.อี.ยู. เป็นเงิน 35,976,493.50 บาท เกินกว่าที่ปูด้วยสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัสท์ 31,821,821.80 บาท และ หลังจากเปิดทดลองใช้สะพานพระราม 9 ปรากฏว่าระบบพื้นผิวจราจรชำรุดเสียหายอย่างมาก ในที่สุดต้องรื้อพื้นผิวจราจรออกทั้งหมดและทำพื้นผิวจราจรโดยใช้สารกันน้ำซึมใหม่เสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดจนค่าขาดประโยชน์รวมเป็นเงิน 139,937,235.79 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 171,759,057.59 บาท ซึ่งเหตุแห่งความเสียหายดังกล่าวเกิดจากความบกพร่องของวิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานที่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องของโจทก์จึงได้บรรยายโดยแจ้งชัดถึงข้ออ้างที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานก็เป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดทั้งสองฐานะตามข้อผูกพันของสัญญาแต่ละฉบับซึ่งมีความรับผิดแตกต่างกัน หาใช่เป็นการซ้ำซ้อนไม่ สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับการซ่อมแซมที่โจทก์ไม่ได้บรรยายว่า ใช้วัสดุชนิดใดเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะผู้ว่าการของโจทก์ฟ้องคดีโดยคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยมิได้มอบหมายหรือมีมติให้ฟ้อง เป็นการขัดกับประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 นั้น เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 ข้อ 2 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวไม่ได้บัญญัติว่า การฟ้องคดีโดยผู้ว่าการของโจทก์จะต้องได้รับมอบหมายหรือได้รับมติจากคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยแต่อย่างใด เพียงแต่บัญญัติไว้ในข้อ 17 ว่า "ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ผู้ว่าการเป็นผู้กระทำในนามของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และเป็นผู้กระทำแทนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย?" ซึ่งหมายถึงว่า ผู้ว่าการเป็นผู้แทนโจทก์ในการกระทำกิจการต่าง ๆ เมื่อโจทก์ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาของจำเลยทั้งเจ็ด ผู้ว่าการซึ่งเป็นผู้แทนของนิติบุคคลย่อมมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอ (มาตรา 75 เดิม)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อ 3 ว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบปฏิบัติผิดสัญญาจ้างโดยมิได้ใช้ความรู้ความสามารถให้เป็นไปตามมาตรฐานทางด้านวิชาชีพ ทำให้ออกแบบผิดพลาด ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น และฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานปฏิบัติผิดสัญญาจ้างโดยมิได้ใช้ความรู้ความสามารถให้เป็นไปตามมาตรฐานทางด้านวิชาชีพ ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น ฟ้องของโจทก์จึงไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องอันมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601 แต่เป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดเนื่องจากการผิดสัญญาจ้างธรรมดาคือ ออกแบบและควบคุมงานผิดพลาดซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อ 4 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในการออกแบบสะพานพระราม 9 และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในการควบคุมงานก่อสร้างสะพานพระราม 9 หรือไม่ เห็นว่า สัญญาจ้างทั้งสองฉบับที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ตามลำดับ ระบุไว้ชัดเจนว่า จำเลยจะร่วมกันทำงานและร่วมรับผิดชอบตามข้อกำหนดในสัญญา และในสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวก็ไม่มีข้อความตอนใดแบ่งแยกความรับผิดของจำเลยแต่ละคนไว้ แต่กลับเรียกคู่สัญญาฝ่ายจำเลยทุกคนรวมกันว่า "วิศวกร" ซึ่งบ่งบอกถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ส่วนการจัดองค์กรการทำงานระหว่างจำเลยด้วยกันเอง ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้แบ่งแยกความรับผิดของจำเลยแต่ละคนต่อโจทก์ก็ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อ 5 ถึงข้อที่ 7 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบ และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานจะต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายของระบบพื้นผิวจราจรบนสะพานพระราม 9 รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการเปลี่ยนสารกันน้ำซึมจากมาสติค แอสฟัสท์ เป็น ที.อี.ยู. หรือไม่เพียงใด เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ออกแบบให้ใช้สารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์โดยไม่ได้ศึกษาให้ดีเกี่ยวกับคุณสมบัติที่แท้จริงของวัสดุ โดยเฉพาะอุณหภูมิที่จะทำให้วัสดุนั้นอ่อนตัวหรือเปลี่ยนรูป รวมทั้งการคำนวณเกี่ยวกับความร้อนสะสมของโครงสร้างสะพานที่เป็นเหล็กในประเทศที่มีอากาศร้อนเช่นประเทศไทยว่าสมควรจะใช้วัสดุนั้นเป็นสารกันน้ำซึมหรือไม่ ย่อมเป็นความผิดพลาดบกพร่อง ไม่ใช้ความรู้ความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นวิศวกรผู้ควบคุมงาน มีหน้าที่ต้องตรวจสอบแบบของวิศวกรผู้ออกแบบตั้งแต่แรกด้วยความระมัดระวังว่าสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์เหมาะสมที่จะใช้กับสะพานที่มีพื้นผิวเป็นเหล็กหรือไม่ แต่กลับไม่ทำการตรวจสอบให้ดี แม้ผู้รับเหมาจะได้ทักท้วง แต่วิศวกรผู้ควบคุมงานก็ยังคงยืนยันในระยะแรกให้ใช้มาสติค แอสฟัลท์ และให้ผู้รับเหมาส่งตัวอย่างวัสดุพร้อมแผนงานเพื่อตรวจสอบ จนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2530 จึงได้มีความเห็นว่ามาสติค แอสฟัลท์ ยังคงเป็นสารกันน้ำซึมได้ เพียงแต่ต้องปรับปรุงบ้าง และในเดือนเมษายน 2530 จึงยอมรับว่ามาสติค แอสฟัลท์ไม่เหมาะสม รวมระยะเวลาที่เสียไปถึง 9 เดือน ทำให้เกิดความล่าช้าแก่โครงการก่อสร้างโดยเฉพาะระยะเวลาการทดสอบหาสารกันน้ำซึมชนิดใหม่ที่มีคุณภาพเหมาะสม ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 บกพร่องต่อหน้าที่ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้นเช่นกัน และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์พิจารณาเลือกสาร ที. อี. ยู. เพราะราคาถูกกว่า บริษัทผู้ผลิต ที. อี. ยู. รับประกันผลงาน 5 ปี จึงมีเหตุผลสำคัญอย่างเพียงพอให้วิศวกรตัดสินใจไม่คัดค้าน และเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น โจทก์ไม่ใช้สิทธิตามหนังสือรับประกันให้บริษัทผู้ผลิต ที. อี. ยู. ใช้ค่าเสียหาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้วิศวกรรวมถึงจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ออกแบบและควบคุมงานให้งานก่อสร้างสัมฤทธิ์ผลใช้งานได้ เมื่อการออกแบบกำหนดให้ใช้สารกันน้ำซึมครั้งแรกไม่ถูกต้องแล้วมีการเปลี่ยนมาใช้สาร ที. อี. ยู. โดยวิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานเห็นชอบโดยไม่ตรวจสอบหรือทดสอบให้แน่ชัดเสียก่อน จึงไม่อาจอ้างเหตุว่าโจทก์เป็นคนเลือกสาร ที. อี. ยู. และมีการรับประกันโดยบริษัทผู้ผลิตเพื่อให้ตนเองพ้นผิดได้ ส่วนการที่โจทก์ไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทผู้ผลิต ที. อี. ยู. นั้นก็เป็นสิทธิในส่วนของโจทก์ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งหกก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ จำเลยทั้งหกจึงมีหน้าที่ต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหกหลังจากผ่านขั้นตอนอนุญาโตตุลาการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างแล้วได้ และการฟ้องคดีของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการทวงถามแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งหกเสียดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องจึงชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 93,663,729.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70 วรรคสอง ม. 75 (เดิม) ม. 193/30 ม. 204 ม. 222 ม. 291
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172 ม. 245 (1) ม. 247
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ม. 2 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
จำกัด — บริษัทเนชั่นแนล เอ็นยิเนียริ่ง คอนซัลแตนส์
จำเลย — พวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ศาลอุทธรณ์ — นายประพันธ์ ทรัพย์แสง
ชื่อองค์คณะ
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7995/2544
#413428
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี อันเป็นอัตราดอกเบี้ยที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดแต่อย่างใด แม้จำเลยจะนำสืบในชั้นพิจารณาทำนองเดียวกับที่จำเลยฎีกามา ต่อสู้ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี อันเป็นอัตราดอกเบี้ยที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด ก็เป็นข้อเท็จจริงนอกประเด็นคำให้การซึ่งจำเลยไม่มีสิทธินำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ แม้ปัญหานี้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลสามารถหยิบขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นข้อกฎหมายที่เกิดจากข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏไม่เกี่ยวกับที่คู่ความจะต้องนำสืบแล้วศาลจึงหยิบยกมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายไม่ได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1) และถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องจำนวน 153,452,054.79 บาท กับให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน จำนวน 150,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับให้โจทก์ต่อสัญญากู้ให้แก่จำเลยอีก 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2541

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 127,500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระต้นเงินคืนโจทก์ 150,000,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาคืนโจทก์ให้ครบถ้วน ให้นำทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ หากได้เงินจากการขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้ ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ เฉพาะดอกเบี้ยนับถัดจากวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 ถึงวันฟ้อง (2 กรกฎาคม 2540) ต้องไม่เกิน 3,452,054.79 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์เป็นจำนวน 150,000,000 บาท ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กำหนดชำระภายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 หากผิดนัดให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญาเงินกู้ และวันเดียวกันกับที่จำเลยทำสัญญากู้ จำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 668, 671, 1629 และ 1630 ตำบลคลองสิบสอง (คลองสิบสาม) พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวที่มีอยู่ในขณะนั้นหรือที่มีในอนาคตแก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า ถ้าบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยยอมรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ขาดให้โจทก์จนครบตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้รับเงินในวันทำสัญญาเพียงจำนวน 127,500,000 บาท หรือไม่ โจทก์มีนายสายชน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความยืนยันว่า จำเลยได้รับเงินจำนวน 150,000,000 บาท ครบถ้วนตามสัญญาแล้วตามใบรับเงินกู้ ส่วนจำเลยมีนายนิพนธ์ เบิกความว่า จำเลยกู้เงินโจทก์เป็นจำนวนเงิน 150,000,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี หักดอกเบี้ยล่วงหน้าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเวลา 12 เดือน คิดเป็นเงิน 22,500,000 บาท สำหรับดอกเบี้ยที่เหลืออีกอัตราร้อยละ 9 ต่อปีนั้น จำเลยจ่ายเป็นรายเดือนโดยออกเป็นเช็ค 12 ฉบับ ฉบับละ 1,125,000 บาท สำหรับเงินจำนวน 22,500,000 บาท ได้มีการทำเป็นหลักฐานว่าจำเลยได้ฝากเงินจำนวนดังกล่าวแก่นางเกศิณี เพื่อนำไปชำระดอกเบี้ยเงินกู้ให้โจทก์เป็นรายเดือนตามหนังสือสัญญารับฝากเงินเพื่อชำระดอกเบี้ยเงินกู้ และนางเกศิณีพยานจำเลยเบิกความสนับสนุนว่า พยานเป็นผู้พาจำเลยไปหาโจทก์ โจทก์เคยพูดว่าการกู้เงินจะต้องมีการหักดอกเบี้ยไว้ก่อน การที่พยานลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญารับฝากเงินเพื่อชำระดอกเบี้ยเงินกู้นั้น เป็นเพราะทนายจำเลยให้พยานลงชื่อในฐานะผู้รับฝากเงินจำนวน 22,500,000 บาท เพื่อทนายจำเลยจะแสดงต่อจำเลยว่าโจทก์ได้รับเงินค่าดอกเบี้ยไปแล้ว พยานไม่เคยได้รับเงินจำนวนนี้เลย เห็นว่า แม้หนังสือสัญญารับฝากเงินเพื่อชำระดอกเบี้ยเงินกู้จะเป็นการทำขึ้นระหว่างจำเลยกับนางเกศินี แต่หนังสือสัญญาฉบับดังกล่าวข้อ 2 ตอนท้ายระบุว่า อนึ่ง เงิน 22,500,000 บาท ดังกล่าวนี้ ผู้รับจำนองคุณหญิงชนัตถ์ ได้หักเก็บไว้เพื่อมอบให้ผู้รับฝากเรียบร้อยแล้วในวันจดทะเบียนจำนอง ซึ่งนายสายชนผู้รับมอบอำนาจโจทก์ก็เบิกความว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสายชนไปรับจดทะเบียนจำนองที่ดินของจำเลย และได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือสัญญารับฝากเงินเพื่อชำระดอกเบี้ยเงินกู้ด้วย แสดงว่าโจทก์หักดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวข้างต้นไว้ล่วงหน้าแล้ว ปัญหาว่าดอกเบี้ยที่หักล่วงหน้าเป็นการคิดจากอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ จำเลยฎีกาส่วนนี้ว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี โดยคิดดอกเบี้ยเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเงิน 22,500,000 บาท ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 9 ต่อปี โจทก์ให้จำเลยจ่ายเป็นเช็คล่วงหน้าเป็นรายเดือน เดือนละ 1,125,000 บาท จำนวน 12 ฉบับ นั้น ปรากฏว่าจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี อันเป็นอัตราดอกเบี้ยที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดแต่อย่างใด แม้จำเลยจะนำสืบในชั้นพิจารณาทำนองเดียวกับที่จำเลยฎีกามา ก็เป็นข้อเท็จจริงนอกประเด็นคำให้การ ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธินำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ แม้ปัญหานี้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลสามารถหยิบขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นข้อกฎหมายที่เกิดจากข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏไม่เกี่ยวกับที่คู่ความจะต้องนำสืบแล้ว ศาลจึงหยิบยกมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายไม่ได้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) และถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามคำฟ้องและคำให้การจำเลยว่า โจทก์ไม่ได้คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด เมื่อจำเลยยอมให้โจทก์หักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้าได้และดอกเบี้ยที่หักไว้ก็ไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ข้อตกลงนี้จึงไม่ขัดต่อกฎหมายและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงมีผลบังคับได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยได้รับเงินกู้จำนวน 150,000,000 บาท ครบถ้วนตามสัญญากู้แล้ว เพียงแต่มีการหักดอกเบี้ยล่วงหน้าไว้ 22,500,000 บาท ตามที่จำเลยตกลงให้โจทก์หักไว้ได้ ซึ่งมีผลบังคับได้ดังที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ทำให้เหลือเงินจำนวน 127,500,000 บาท เท่านั้น กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้รับเงินกู้เพียง 127,500,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้ ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ยังมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงสั่งให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 (1) ม. 142 (5) ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย
จำเลย — นายบุญศรี แป๊ะสมัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายศุภมิตร บุญประสงค์
ศาลอุทธรณ์ — นายอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7994/2544
#98606
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความ เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีจึงต้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนอีกฝ่ายหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 161

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่ได้กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยร่วมเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไข

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๑๕,๙๗๐,๔๒๖.๑๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๔,๙๘๗,๔๑๕.๙๒ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงิน ชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นการที่จำเลยที่ ๑ กระทำแทนนายสัมภาษณ์ สุวรรณพุ่ม ทั้งสิ้นโดยนายสัมภาษณ์สมคบกับจำเลยที่ ๒ ด้วยการให้จำเลยที่ ๒ จำนองที่ดินและค้ำประกันการ ชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยรับเงินจากโจทก์ จึงชอบที่จะบังคับเอาจากทรัพย์สินของนายสัมภาษณ์และจำเลยที่ ๒ ทั้งเมื่อบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายสัมภาษณ์ สุวรรณพุ่ม เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยที่ ๑ รู้จักกับจำเลยร่วมเมื่อครั้งที่จำเลยร่วมเป็นผู้จัดการของโจทก์สาขาบางชัน ต่อมาจำเลยร่วมกับพวกดำเนินการจัดสรรที่ดินขาย จำเลยที่ ๑ ได้ซื้อที่ดินไป ๘ ไร่ ในราคา ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดย กู้ยืมเงินโจทก์ ในการนี้จำเลยที่ ๑ ขอร้องให้จำเลยร่วมจัดการให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่จัดสรรแทนจำเลยร่วมให้มีชื่อเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านของจำเลยที่ ๑ เพื่อสะดวกในการทำนิติกรรมต่าง ๆ เมื่อจำเลยที่ ๑ รับโอน ที่ดินมาแล้วได้ตั้งบริษัทจัดสรรที่ดินขึ้นโดยร่วมกับบุคคลภายนอกและให้ภริยาจำเลยร่วมเข้าร่วมหุ้นด้วย จำเลยร่วมเชื่อถือจำเลยที่ ๑ จึงยินยอม แต่จำเลยที่ ๑ กลับฉ้อฉลเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นที่ดินที่จัดสรรก็ไม่สามารถขายได้ เป็นเหตุให้ไม่สามารถชำระหนี้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย โดยจำเลยร่วมไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน ๑๕,๙๗๐,๔๒๖.๑๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๔,๙๘๗,๔๑๕.๙๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์ หากขายทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๕๐,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐๐,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๑ ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ได้เปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารโจทก์สาขาสะพานใหม่ และทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยร่วมไม่ได้ตั้งให้จำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนในการทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารโจทก์ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรามเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕๐,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยร่วมโดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐๐,๐๐๐ บาทนั้น จำเลยที่ ๑ ไม่น่าจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เลย เห็นว่าคดีนี้ ทุนทรัพย์สูง จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความ เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายแพ้คดีจึงต้องใช้ค่า ฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนอีกฝ่ายหนึ่ง ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๑ และศาลชั้นต้นก็กำหนดค่าทนายความเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่ได้กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยร่วมนั้น เห็นว่า เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยร่วม ๑๐,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์และจำเลยร่วมคนละ ๒๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 161 ม. 240 ม. 242 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลยร่วม — นายสุวรรณ พงศ์พาณิชอนันต์ กับพวก
จำเลย — นายสัมภาษณ์ สุวรรณพุ่ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายณรงค์ กลั่นวารินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ศรีสง่า
ระพินทร บรรจงศิลป
วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7991/2544
#42691
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 บัญญัติขึ้นใช้กับกรณีที่คู่ความฝ่ายที่เสียหายได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างของการผิดระเบียบนั้นก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเท่านั้น มิอาจใช้แก่กรณีที่คู่ความฝ่ายที่เสียหายเพิ่งทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างของการผิดระเบียบนั้นภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและมีคำสั่งว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แต่เมื่อได้ความว่าผู้คัดค้านมีภูมิลำเนาที่แน่นอน การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องงดส่งสำเนาคำร้องขอให้แก่ทายาทของผู้มีชื่อในโฉนดเนื่องจากเชื่อตามคำแถลงของผู้ร้องซึ่งไม่เป็นความจริงโดยมิได้ให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งคัดค้านก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 21(2) จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการส่งคำคู่ความ เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นมีความเห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว จึงไม่มีเหตุยกคดีขึ้นพิจารณาอีกนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมด หรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1312 ตำบลสวนกล้วย อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นทายาทของผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินดังกล่าว การที่ผู้ร้องยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทของผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินได้ออกไปเสียจากภูมิลำเนาโดยไม่มีผู้ใดทราบที่อยู่แน่นอน ซึ่งเป็นความเท็จเพราะผู้คัดค้านมีภูมิลำเนาแน่นอน เป็นเหตุให้ศาลหลงเชื่ออนุญาตให้ไม่ต้องส่งสำเนาคำร้องขอให้ผู้คัดค้านจึงเป็นการไม่ชอบ และเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่กระทำลงภายหลังจากที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง จึงไม่มีเหตุยกคดีขึ้นพิจารณาตามคำร้อง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาผู้คัดค้านว่าที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องงดส่งสำเนาคำร้องขอให้แก่ทายาทผู้มีชื่อในโฉนดโดยมิได้ให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งคัดค้านก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21(2) เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ ได้ความว่า เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องส่งสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้มีชื่อในโฉนดหรือทายาท ผู้ร้องยื่นคำแถลงว่านายคำ ติเยา (ที่ถูกนายทองคำ ติเยาว์) ทายาทของผู้มีชื่อในโฉนดหายสาบสูญ ไม่ทราบที่อยู่แน่นอน ส่วนผู้มีชื่อในโฉนดถึงแก่กรรมแล้วของดส่งสำเนาคำร้องขอให้ผู้มีชื่อในโฉนดหรือทายาทศาลชั้นต้นอนุญาต ดังนั้น ผู้ร้องจึงมิได้ส่งสำเนาคำร้องขอให้แก่ทายาทของผู้มีชื่อในโฉนดคือผู้คัดค้าน คงมีแต่ประกาศคำร้องขอทางหนังสือพิมพ์สายกลางและปิดประกาศคำร้องขอไว้ ณ บริเวณที่ทรัพย์ตั้งอยู่ ร้านค้าในหมู่บ้านอันเป็นที่ชุมชนใกล้เคียงที่ทรัพย์ตั้งอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอบ้านโป่งและหน้าศาลชั้นต้นเท่านั้น เห็นว่า หากได้ความว่าผู้คัดค้านมีภูมิลำเนาแน่นอนการส่งคำคู่ความด้วยวิธีการดังกล่าวข้างต้นย่อมไม่ชอบ การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านไม่ทราบว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์เนื่องจากผู้คัดค้านมิได้อ่านหนังสือพิมพ์สายกลางและผู้คัดค้านมีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด จึงแสดงชัดแจ้งว่าทายาทของผู้มีชื่อในโฉนดหรือผู้คัดค้านมิได้สาบสูญไปดังที่ผู้ร้องแถลงต่อศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องงดส่งสำเนาคำร้องขอให้ทายาทของผู้มีชื่อในโฉนด หรือผู้คัดค้านก็เนื่องจากศาลชั้นต้นเชื่อตามคำแถลงของผู้ร้องว่าทายาทของผู้มีชื่อในโฉนดสาบสูญไปนานแล้วนั่นเอง ซึ่งไม่เป็นความจริง จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการส่งคำคู่ความ ที่ศาลชั้นต้นมีความเห็นว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึงที่สุดแล้วจึงไม่มีเหตุยกคดีขึ้นพิจารณาอีกนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง บัญญัติว่า "...ข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นว่ากล่าวได้ไม่ว่าเวลาใด ๆก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวัน นับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น..." ย่อมเห็นได้ว่าบัญญัติขึ้นใช้กับกรณีที่คู่ความฝ่ายที่เสียหายได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างของการผิดระเบียบนั้นก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเท่านั้น มิอาจใช้แก่กรณีที่คู่ความฝ่ายที่เสียหายเพิ่งทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างของการผิดระเบียบนั้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว อนึ่ง ในกรณีเช่นที่กล่าวมาข้างต้นนี้เมื่อความปรากฏชัดแจ้งต่อศาลและศาลเห็นสมควร ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไข หรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้คัดค้านนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องงดส่งสำเนาคำร้องขอแก่ทายาทผู้มีชื่อในโฉนดตามคำแถลงฉบับลงวันที่ 9 มิถุนายน 2532และเพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นเป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นส่งคำคู่ความใหม่แล้วไต่สวนและมีคำสั่งต่อไปค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 (2) ม. 27 ม. 70 ม. 79
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย สุวิช โกสุม
ผู้คัดค้าน — นาย ทองคำ ติเยาว์
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7991/2544
#67180
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นว่ากล่าวได้ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น บัญญัติขึ้นใช้กับกรณีที่คู่ความฝ่ายที่เสียหายได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น บัญญัติขึ้นใช้กันกรณีที่คู่ความฝ่ายที่เสียหายได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งของการผิดระเบียบนั้นก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเท่านั้น มิอาจใช้แก่กรณีที่คู่ความฝ่ายที่เสียหายเพิ่งทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างของการผิดระเบียบนั้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว

เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องส่งสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้มีชื่อในโฉนดหรือทายาท ผู้ร้องยื่นคำแถลงว่า ทายาทของผู้มีชื่อในโฉนดหายสาบสูญ ไม่ทราบที่อยู่แน่นอน ส่วนผู้มีชื่อในโฉนด ถึงแก่กรรมแล้ว ของดส่งสำเนาคำร้องขอให้ผู้มีชื่อในโฉนดและทายาท ศาลชั้นต้นอนุญาต คงมีแต่ประกาศคำร้องขอทางหนังสือพิมพ์สายกลางและปิดประกาศคำร้องขอไว้ ณ บริเวณที่ทรัพย์ตั้งอยู่ ร้านค้าในหมู่บ้านอันเป็นที่ชุมชน ใกล้เคียงที่ทรัพย์ตั้งอยู่ หน้าที่ว่าการอำเภอและหน้าศาลชั้นต้นเท่านั้น หากได้ความว่าผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทของผู้มีชื่อในโฉนดมีภูมิลำเนาแน่นอน การส่งคำคู่ความด้วยวิธีการดังกล่าวข้างต้นย่อมไม่ชอบ การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องงดส่งสำเนาคำร้องขอให้ผู้คัดค้านก็เนื่องจากเชื่อตามคำแถลงของผู้ร้องว่าทายาทของผู้มีชื่อในโฉนดสาบสูญไปซึ่งไม่เป็นความจริง จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการส่งคำคู่ความ ในกรณีเช่นนี้ เมื่อความปรากฏชัดแจ้งต่อศาลและศาลเห็นสมควร ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้ เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควร ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดที่ ๑๓๑๒ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนการพิจารณาศาลชั้นต้นที่กระทำลงภายหลังจากที่ผู้ร้องยื่นคำร้องาขอ และให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งให้ผู้ร้องได้กรรสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดและประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง จึงไม่มีเหตุยกคดีขึ้นพิจารณาตามคำร้อง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดที่ ๑๓๑๒ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๓๒ ของดส่งสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้มีชื่อในโฉนดและทายาท ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ คดีถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาผู้คัดค้านว่า ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องงดส่งสำเนาคำร้องขอให้แก่ทายาทผู้มีชื่อในโฉนดโดยมิได้ให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งคัดค้านก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๑ (๒) เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ ได้ความว่า เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ ผู้ร้องส่งสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้มีชื่อในโฉนดหรือทายาท ผู้ร้องยื่นคำแถลงว่า นายทองคำ ติเยาว์ ทายาทของผู้มีชื่อ ในโฉนดหายสาบสูญ ไม่ทราบที่อยู่แน่นอน ส่วนผู้มีชื่อในโฉนดถึงแก่กรรมแล้ว ของดส่งสำเนาคำร้องขอให้ผู้มีชื่อในโฉนดหรือทายาท ศาลชั้นต้นอนุญาต ดังนั้นผู้ร้องจึงมิได้ส่งสำเนาคำร้องขอให้แก่ทายาทของผู้มีชื่อในโฉนดคือผู้คัดค้าน คงมีแต่ประกาศคำร้องขอทางหนังสือพิมพ์สายกลางและปิดประกาศคำร้องขอไว้ ณ บริเวณที่ทรัพย์ตั้งอยู่ ร้านค้าใน หมู่บ้านอันเป็นที่ชุมชนใกล้เคียงที่ทรัพย์ตั้งอยู่ หน้าที่ว่าการอำเภอ และหน้าศาลชั้นต้นเท่านั้น เห็นว่าหากได้ความว่า ผู้คัดค้านมีภูมิลำเนาแน่นอนส่งคำคู่ความด้วยวิธีการดังกล่าวข้างต้นย่อมไม่ชอบ การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านไม่ทราบว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ เนื่องจากผู้คัดค้านมิได้อ่านหนังสือพิมพ์สายกลางและผู้คัดค้าน มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัดจึงแสดงชัดแจ้งว่าทายาทของผู้มีชื่อในโฉนดหรือผู้คัดค้านมิได้สาบสูญไปดังที่ผู้ร้องแถลงต่อศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องงดส่งสำเนาคำร้องขอให้ทายาทของผู้มีชื่อในโฉนดหรือผู้คัดค้านก็เนื่องจากศาลชั้นต้นเชื่อตามคำแถลงของผู้ร้องว่าทายาทของผู้มีชื่อในโฉนดสาบสูญไปนานแล้วนั่นเอง ซึ่งไม่เป็นความจริง จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการส่งคำคู่ความ ที่ศาลชั้นต้นมีความเห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึงที่สุดแล้วจึงไม่มีเหตุยกคดีขึ้นพิจารณาอีกนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๗ วรรคสอง บัญญัติว่า "? ข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นว่ากล่าวได้ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น?" ย่อมเห็นได้ว่าบัญญัติขึ้นใช้กับกรณีที่ คู่ความฝ่ายที่เสียหายได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างของการผิดระเบียบนั้นก่อศาลชั้นต้นมี คำพิพากษาเท่านั้น มิอาจใช้แก่กรณีที่คู่ความฝ่ายที่เสียหายเพิ่งทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างของการผิดระเบียบนั้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว อนึ่ง ในกรณีเช่นที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เมื่อความปรากฏชัดแจ้งต่อศาลและศาลเห็นสมควร ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องงดส่งสำเนาคำร้องขอแก่ทายาทผู้มีชื่อในโฉนดตาม คำแถลงฉบับลงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๓๒ และเพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นเป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นส่งคู่ความใหม่ แล้วไต่สวนและมีคำสั่งต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 21 (2) ม. 27 ม. 188
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสุวิช โกสุม
ผู้คัดค้าน — นายทองคำ ติเยาว์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายพริษฐ์ ปิยะนราธร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิชัย เหลืองวิไล
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7990/2544
#42690
เปิดฉบับเต็ม

ร้อยตำรวจเอก ป. และนายดาบตำรวจ ว. ผู้จับกุมจำเลยเป็นผู้ร่วมวางแผนล่อซื้อยาเสพติดให้โทษตามที่สายลับได้แจ้งว่ามีพ่อค้ายาเสพติดให้โทษสัญชาติลาวจะขายฝิ่นและเมทแอมเฟตามีนให้มาตั้งแต่ต้น และได้มีการปฏิบัติตามแผนที่วางไว้จนสามารถจับกุมจำเลยซึ่งมีสัญชาติลาวได้พร้อมฝิ่นสุกและเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ตกลงซื้อขายกัน คำเบิกความของร้อยตำรวจเอก ป. และ นายดาบตำรวจ ว. สอดคล้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกันในข้อสาระสำคัญโดยไม่มีข้อพิรุธตั้งแต่จำเลยได้ร่วมเจรจาตกลงซื้อขายยาเสพติดให้โทษกับสายลับและเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกา กับเจ้าพนักงานตำรวจที่ปลอมตัวเป็นพ่อค้า และร้อยตำรวจเอก ป. ได้ถ่ายรูปจำเลยไว้ในวันดังกล่าวด้วยซึ่งจำเลยก็ยอมรับว่ามีจำเลยอยู่ในภาพถ่ายดังกล่าวจริง นอกจากนั้นจำเลยยังร่วมตรวจสอบเงินที่ใช้ล่อซื้อ เป็นผู้บอกพวกของจำเลยให้พานายดาบตำรวจ ว. ไปรับยาเสพติดให้โทษโดยจำเลยมิได้ไปด้วย แต่รออยู่ที่ห้องพักในโรงแรมกับเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อรับมอบเงิน เมื่อนายดาบตำรวจ ว. รับมอบยาเสพติดให้โทษที่ตกลงซื้อแล้วพวกของจำเลยที่พาไปเอายาเสพติดให้โทษก็ไม่กลับไปกับนายดาบตำรวจ ว. แต่บอกให้นายดาบตำรวจ ว. นำจำเลยมาส่งที่จุดรับยาเสพติดให้โทษเมื่อจำเลยรับเงินค่ายาเสพติดแล้ว พฤติกรรมของจำเลยกับพวกดังกล่าวเห็นได้ว่ามีการวางแผนเป็นอย่างดี โดยแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อป้องกันมิให้ถูกจับกุมได้พร้อมยาเสพติดให้โทษที่ตกลงซื้อขายโดยไม่นำยาเสพติดให้โทษติดตัวมาด้วย เพื่อจำเลยจะใช้เป็นข้อต่อสู้เมื่อถูกจับกุมได้ พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยกับพวกเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 16, 17, 65, 66, 67, 68, 69, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบเมทแอมเฟตามีนกับฝิ่นสุกของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 15วรรคหนึ่งและวรรคสอง), 16, 17 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 17 วรรคหนึ่งและวรรคสอง), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 68 วรรคสองและมาตรา 69วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่าย มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ลงโทษฐานนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดให้ประหารชีวิตฐานนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เพื่อจำหน่าย (ที่ถูกฐานนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2) มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ลงโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 (ที่ถูกลงโทษฐานนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2)ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดให้จำคุกตลอดชีวิต แต่ศาลได้พิพากษาลงโทษประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตได้อีกคงลงโทษประหารชีวิตสถานเดียว ริบเมทแอมเฟตามีนและฝิ่นสุกของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้และยึดเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 17,947 เม็ด น้ำหนัก 1,627.83 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 249.664 กรัม ฝิ่นสุกอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2จำนวน 100 ห่อน้ำหนัก 98,694 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้15,524.566 กรัม และโทรศัพท์มือถือโมโตโรล่าหมายเลขโทรศัพท์01-9990367 เป็นของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกประจวบขุลีดี ผู้จับกุมจำเลยมาเบิกความเป็นพยานว่า เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2540 พยานได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีพ่อค้ายาเสพติดให้โทษสัญชาติลาวติดต่อจำหน่ายฝิ่นและเมทแอมเฟตามีนให้ จึงรายงานผู้บังคับบัญชาและได้รับคำสั่งให้สืบสวนและวางแผนจับกุม ต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม2540 เวลา 11 นาฬิกา สายลับและนายดาบตำรวจประสิทธิ์ ชาหอมชื่นพร้อมเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ปลอมตัวเป็นพ่อค้าไปติดต่อเจรจาขอซื้อฝิ่นและเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยกับพวกที่โรงแรมหนองคายแกรนด์ จังหวัดหนองคาย โดยพยานไปสังเกตการณ์และถ่ายรูปจำเลยกับพวกไว้ตามภาพถ่ายหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดอุดรธานี)มีการเจรจาซื้อขายยาเสพติดให้โทษกันที่ห้องอาหารภายในโรงแรมหนองคายแกรนด์นานประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นนายดาบตำรวจประสิทธิ์ขับรถไปส่งจำเลยกับพวกที่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ต่อมาสายลับและเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกาแจ้งต่อพยานว่า ได้สั่งซื้อฝิ่น100 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 21,000 บาท และเมทแอมเฟตามีน 50 มัดประมาณ 100,000 เม็ด ราคามัดละ 80,000 บาท รวมเป็นเงิน 6,100,000บาท และจำเลยกับพวกได้ให้หมายเลขโทรศัพท์มือถือเพื่อติดต่อ คือหมายเลข01-9990367 และหมายเลขโทรศัพท์ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หมายเลข 007856-20-514367 ต่อมาสายลับและเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกาได้โทรศัพท์แจ้งไปยังจำเลยกับพวกเพื่อขอรับมอบยาเสพติดให้โทษที่สั่งซื้อ พยานและนายดาบตำรวจวิรัตน์ สิทธิ์ทองหลาง กับพวกวางแผนจับกุมโดยใช้โรงแรมมณีรัตน์รีสอร์ทอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย เป็นสถานที่ส่งมอบยาเสพติดให้โทษให้นายดาบตำรวจวิรัตน์ปลอมตัวเป็นคนขับรถของเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกา วันที่ 5 กันยายน 2540 พยานมอบเงิน6,000,000 บาท ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยปราบปรามยาเสพติดให้แก่เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกานำไปให้จำเลยตรวจสอบที่โรงแรมหนองคายแกรนด์ในเวลา 11 นาฬิกา หลังจากนั้นสายลับกับพวกได้พาจำเลยกับพวกไปพักที่โรงแรมมณีรัตน์รีสอร์ทเวลา 13 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกาโทรศัพท์แจ้งพยานว่านัดหมายส่งมอบยาเสพติดให้โทษซึ่งนำมาจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในเวลา 2 นาฬิกาของวันที่ 6 กันยายน 2540 พยานกับพวกเฝ้าสังเกตการณ์ ในเวลา 16.30นาฬิกามีรถยนต์ 2 คันแล่นเข้ามายังโรงแรมมณีรัตน์รีสอร์ท คันหนึ่งมีเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกานั่งมากับจำเลยส่วนอีกคันหนึ่งนายดาบตำรวจวิรัตน์และนายหนอมนั่งร่วมกันมา ทั้งหมดได้เข้าพักที่โรงแรมมณีรัตน์รีสอร์ท ต่อมาเวลา 3.30 นาฬิกาของวันที่ 6กันยายน 2540 นายดาบตำรวจวิรัตน์ขับรถออกจากโรงแรมมณีรัตน์รีสอร์ทไปกับนายหนอมพวกของจำเลยซึ่งพยานทราบภายหลังว่าไปรับยาเสพติดให้โทษที่บริเวณข้างวัดอรัญ ริมฝั่งแม่น้ำโขงจนกระทั่งเวลา 4.30 นาฬิกานายดาบตำรวจวิรัตน์ขับรถกลับมาที่โรงแรมเพียงคนเดียวและให้สัญญาณว่าล่อซื้อยาเสพติดให้โทษได้แล้วให้จับกุมจำเลย พยานกับพวกจึงเข้าจับกุมจำเลยที่ห้องพักโรงแรมมณีรัตน์รีสอร์ท และโจทก์มีนายดาบตำรวจวิรัตน์ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยมาเบิกความสนับสนุนยืนยันว่า เมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2540 พยานทราบว่าจะมีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษและประเภทฝิ่นและเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับจากร้อยตำรวจเอกประจวบหัวหน้าชุดจับกุมและพยานได้เข้าร่วมประชุมวางแผนจับกุมกับร้อยตำรวจเอกประจวบและเจ้าพนักงานตำรวจอื่นโดยให้พยานปลอมตัวเป็นคนขับรถของเสี่ยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกา วันที่ 5 กันยายน 2540 เวลา 11 นาฬิกา พยานได้ขับรถพาเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งปลอมตัวเป็นเสี่ยไปยังโรงแรมหนองคายแกรนด์เพื่อนำเงินที่ใช้ล่อซื้อให้จำเลยกับพวกตรวจสอบตามที่นัดหมายกันไว้ หลังจากนั้นพยานและเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกาพร้อมด้วยจำเลยกับพวกได้เดินทางไปพักที่โรงแรมมณีรัตน์รีสอร์ทเพื่อรอการส่งมอบยาเสพติดให้โทษและเงินครั้นเวลา 3.30 นาฬิกาของวันที่ 6 กันยายน 2540 ขณะที่พยานอยู่ในห้องพักโรงแรมมณีรัตน์รีสอร์ทโดยมีเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกาและจำเลยกับพวกพักอยู่ห้องเดียวกับพยาน จำเลยพูดกับนายหนอมพวกของจำเลยว่าถึงเวลารับของแล้วให้พยานขับรถออกจากโรงแรมมณีรัตน์รีสอร์ทไปกับนายหนอมเพื่อไปรับยาเสพติดให้โทษส่วนจำเลยกับเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริการออยู่ที่ห้องพักเพื่อรอรับยาเสพติดให้โทษและส่งมอบเงิน เมื่อพยานขับรถไปถึงหลักกิโลเมตรที่ 10 ถึง 12 ถนนสายศรีเชียงใหม่-สังคม ริมฝั่งแม่น้ำโขงนายหนอมให้พยานทำสัญญาณกะพริบไฟสูงต่ำเพื่อบอกให้ทราบว่ามารับของ มีชาย 7 ถึง 8 คนโบกให้หยุดรถ นายหนอมได้หมุนกระจกรถลงชายทุกคนดังกล่าวได้จ้องและจ่ออาวุธปืนเข้ามาในรถ นายหนอมพูดกับชายเหล่านั้นว่าเหตุการณ์เรียบร้อยดีไม่มีอะไรแล้วลงจากรถบอกให้ชายเหล่านั้นขนยาเสพติดให้โทษขึ้นรถ ชาย 4 ถึง 5 คนเป็นผู้ขนฝิ่นและเมทแอมเฟตามีนจากริมฝั่งแม่น้ำโขงไปไว้ที่เบาะที่นั่งด้านหลังคนขับ หลังจากนั้นนายหนอมบอกพยานว่าไม่กลับไปด้วย เมื่อจำเลยได้รับเงินแล้วให้พยานจำเลยกลับมาส่งที่จุดรับฝิ่นและเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว เมื่อพยานขับรถกลับมาถึงโรงแรมมณีรัตน์รีสอร์ทจึงส่งสัญญาณโดยยกโทรศัพท์มือถือทำทีเหมือนจะโทรศัพท์ตามที่ตกลงกันให้ร้อยตำรวจเอกประจวบเข้าจับกุมจำเลยเห็นว่า ร้อยตำรวจเอกประจวบและนายดาบตำรวจวิรัตน์ผู้จับกุมจำเลยเป็นผู้ร่วมวางแผนล่อซื้อยาเสพติดให้โทษตามที่สายลับได้แจ้งแก่ร้อยตำรวจเอกประจวบว่ามีพ่อค้ายาเสพติดให้โทษสัญชาติลาวจะขายฝิ่นและเมทแอมเฟตามีนให้มาตั้งแต่ต้น และได้มีการปฏิบัติตามแผนที่วางไว้จนสามารถจับกุมจำเลยซึ่งมีสัญชาติลาวได้พร้อมฝิ่นสุกและเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ตกลงซื้อขายกัน คำเบิกความของร้อยตำรวจเอกประจวบและนายดาบตำรวจวิรัตน์สอดคล้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกันในข้อสาระสำคัญโดยไม่มีข้อพิรุธตั้งแต่จำเลยได้ร่วมเจรจาตกลงซื้อขายยาเสพติดให้โทษกับสายลับและเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกากับเจ้าพนักงานตำรวจที่ปลอมตัวเป็นพ่อค้า ซึ่งร้อยตำรวจเอกประจวบได้ถ่ายรูปจำเลยไว้ในวันดังกล่าวด้วยตามภาพถ่ายหมาย ป.จ.(ศาลจังหวัดอุดรธานี) ซึ่งจำเลยก็ยอมรับว่ามีจำเลยอยู่ในภาพถ่ายดังกล่าวจริงนอกจากนั้นจำเลยยังร่วมตรวจสอบเงินที่ใช้ล่อซื้อ เป็นผู้บอกพวกของจำเลยให้พานายดาบตำรวจวิรัตน์ไปรับยาเสพติดให้โทษโดยจำเลยมิได้ไปด้วยแต่รออยู่ที่ห้องพักในโรงแรมกับเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อรับมอบเงินเมื่อนายดาบตำรวจวิรัตน์รับมอบยาเสพติดให้โทษที่ตกลงซื้อแล้ว พวกของจำเลยที่พาไปเอายาเสพติดให้โทษก็ไม่กลับไปกับนายดาบตำรวจวิรัตน์ แต่บอกให้นายดาบตำรวจวิรัตน์นำจำเลยมาส่งที่จุดรับยาเสพติดให้โทษเมื่อจำเลยรับเงินค่ายาเสพติดแล้ว พฤติกรรมของจำเลยกับพวกดังกล่าวเห็นได้ว่ามีการวางแผนเป็นอย่างดีโดยแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อป้องกันมิให้ถูกจับกุมได้พร้อมยาเสพติดให้โทษที่ตกลงซื้อขายโดยไม่นำยาเสพติดให้โทษติดตัวมาด้วย เพื่อจำเลยจะใช้เป็นข้อต่อสู้เมื่อถูกจับกุมได้ พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยกับพวกเป็นตัวการร่วมกันนำเข้าฝิ่นสุกและเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อจำหน่าย มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษดังกล่าวจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่จำเลยฎีกาว่าคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกประจวบกับนายดาบตำรวจวิรัตน์ไม่สมเหตุสมผลและเป็นพิรุธขาดพยานหลักฐานรองรับสนับสนุนไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องเช่น ในเรื่องเงินที่ใช้ล่อซื้อยาเสพติดให้โทษของกลางไม่มีจริงเพราะโจทก์ไม่มีหลักฐานการยืมมาแสดงโทรศัพท์มือถือของกลางที่อ้างว่ายึดได้จากจำเลยก็ไม่ใช่ของจำเลยแต่เป็นของบุคคลอื่นและไม่ได้ยึดจากจำเลย โจทก์ไม่มีรายการโทรศัพท์มาแสดงและภาพถ่ายหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดอุดรธานี) เป็นพยานหลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า เงินที่ใช้ล่อซื้อยาเสพติดให้โทษของกลางร้อยตำรวจเอกประจวบเบิกความว่าพยานได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 6,000,000 บาท จากหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด และพยานได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกาและได้ความตามที่โจทก์นำสืบมาว่าจำเลยกับพวกได้ตรวจสอบเงินที่ใช้ล่อซื้อดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงให้พวกของจำเลยพานายดาบตำรวจวิรัตน์ไปเอายาเสพติดให้โทษของกลางที่ตกลงซื้อขายกัน และพวกของจำเลยก็มอบยาเสพติดให้โทษของกลางให้แก่นายดาบตำรวจวิรัตน์ไปจนเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ยาเสพติดให้โทษที่ล่อซื้อเป็นของกลาง เงินค่ายาเสพติดให้โทษของกลางเป็นจำนวนมากถึง6,000,000 บาท การที่จำเลยยอมมอบยาเสพติดให้โทษของกลางให้ดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่าจำเลยจะต้องเห็นเงินที่ใช้ล่อซื้อแล้วว่ามีจริง ไม่เช่นนั้นจำเลยคงไม่ยอมมอบยาเสพติดให้โทษของกลางให้แก่ฝ่ายผู้ซื้อไป แม้โจทก์ไม่มีหลักฐานการยืมเงินมาแสดงก็ไม่ทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์ในส่วนนี้ลดน้อยลง ส่วนเรื่องโทรศัพท์มือถือของกลางนั้น ร้อยตำรวจเอกประจวบเบิกความยืนยันว่า ยึดได้จากตัวจำเลย และตามที่โจทก์นำสืบมาก็ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้บอกหมายเลขโทรศัพท์มือถือของกลางแก่สายลับด้วย นอกจากนั้นบันทึกการจับกุมจำเลยเอกสารหมาย ป.จ.2 (ศาลจังหวัดอุดรธานี) ก็ระบุว่าในวันเกิดเหตุยึดโทรศัพท์มือถือของกลางจากจำเลยและจำเลยได้ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมดังกล่าวในช่องผู้ต้องหาโดยมีข้อความบันทึกไว้ก่อนลงลายมือชื่อใจความว่า สอบถามผู้ต้องหาแล้วยืนยันว่าสามารถพูดและฟังภาษาไทยได้โดยไม่ต้องใช้ล่ามแปลได้ทราบและเข้าใจข้อกล่าวหาได้ดีโดยตลอดแล้ว และได้อ่านบันทึกการจับกุมให้ผู้ต้องหาฟังและให้ผู้ต้องหาอ่านเองต่อหน้าผู้เกี่ยวข้องแล้วรับว่าถูกต้องจึงให้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน และตามคำให้การของจำเลยเอกสารหมาย จ.2 ที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนในชั้นสอบสวนก็มีข้อความบันทึกเป็นใจความว่า ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดโทรศัพท์มือถือของกลางได้โดยจำเลยให้การว่านายหนอมนำมาให้จำเลยใช้ที่จำเลยฎีกาว่า พนักงานสอบสวนข่มขู่ให้ลงลายมือชื่อโดยไม่ทราบข้อความเพราะไม่เข้าใจภาษาไทยนั้น เห็นว่า ในคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยบันทึกว่าจำเลยสามารถฟังและพูดภาษาไทยได้ดีและสามารถอ่านได้บ้าง แต่ไม่สามารถเขียนภาษาไทยได้ กับบันทึกใจความว่าจำเลยทราบและเข้าใจข้อกล่าวหาที่พนักงานสอบสวนแจ้งแล้วขอให้การด้วยความสมัครใจของจำเลยเอง มิได้มีผู้หนึ่งผู้ใดบังคับ ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือให้สัญญาประการใด และก่อนจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้ต้องหาก็มีข้อความบันทึกเป็นใจความว่าอ่านให้ฟังแล้วรับว่าถูกต้องเป็นความจริง โดยโจทก์มีร้อยตำรวจโทนนทวรรธน์อัมรานนท์ พนักงานสอบสวนผู้จัดทำเอกสารดังกล่าวมาเบิกความยืนยันจำเลยก็มิได้ถามค้านพยานโจทก์ปากดังกล่าวในเรื่องดังกล่าวข้างต้นให้ฟังได้เป็นอย่างอื่น แม้โทรศัพท์มือถือของกลางเป็นของบุคคลอื่นแต่การครอบครองโทรศัพท์มือถือเพื่อใช้ไม่จำเป็นที่ผู้ครอบครองจะต้องเป็นเจ้าของจึงจะสามารถใช้โทรศัพท์นั้นได้เสมอไป ทั้งจำเลยก็มีตัวจำเลยเพียงปากเดียวมานำสืบโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบสนับสนุนข้อต่อสู้ ที่จำเลยฎีกาว่าเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องเอาโทรศัพท์มือถือซึ่งเป็นของกลางในคดีอื่นมายัดเยียดในคดีที่จำเลยถูกกล่าวหาจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ ส่วนเรื่องภาพถ่ายหมาย ป.จ.1(ศาลจังหวัดอุดรธานี) โจทก์มีร้อยตำรวจเอกประจวบผู้ถ่ายรูปมาเบิกความยืนยันว่า เป็นผู้ถ่ายรูปตามภาพถ่ายดังกล่าวในวันที่จำเลยกับพวกมาเจรจาตกลงซื้อขายยาเสพติดให้โทษที่โรงแรมหนองคายแกรนด์จังหวัดหนองคาย กับฝ่ายพยานโดยระบุด้วยว่าคนไหนเป็นจำเลยคนไหนเป็นพวกจำเลย ซึ่งจำเลยก็นำสืบยอมรับว่ามีจำเลยอยู่ในภาพถ่ายดังกล่าวจริง เพียงแต่อ้างว่าไม่รู้จักคนอื่นในภาพถ่ายเท่านั้น แต่จำเลยหาได้นำพยานหลักฐานอื่นมาสืบหักล้างให้เห็นว่าภาพถ่ายดังกล่าวมิได้ถ่ายตามวันเวลาและสถานที่ที่โจทก์อ้างและบุคคลในภาพถ่ายมิใช่พวกของจำเลยตามที่โจทก์อ้าง ที่จำเลยฎีกาว่าภาพถ่ายดังกล่าวไม่ควรรับฟังเป็นพยานหลักฐานจึงไม่มีเหตุที่จะรับฟังได้ ที่จำเลยฎีกาอีกว่าพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยทั้งสองปากเบิกความแตกต่างกัน เห็นว่า ข้อแตกต่างที่จำเลยอ้างเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดไม่ใช่ในข้อสาระสำคัญไม่ทำให้น้ำหนักคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวเสียไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 17 ม. 65 ม. 66 ม. 68 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย พรมมา บัวละพา
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7970/2544
#44016
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาแฟ็กเตอริงระหว่างโจทก์กับจำเลยมีสาระสำคัญว่าจำเลยตกลงขายลดหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้ให้โจทก์ โดยโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดให้โจทก์ รวมทั้งหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ โจทก์จะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้จำเลยไปก่อน เมื่อหนี้ที่ได้รับโอนถึงกำหนดชำระ โจทก์จะดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยแทนเมื่อเรียกเก็บเงินได้หักค่าใช้จ่ายแล้วมีเงินเหลือจะคืนให้จำเลย หากหนี้รายใดเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์พร้อมเบี้ยปรับ ส่วนลดและค่าธรรมเนียม ดังนี้ สัญญาแฟ็กเตอริงดังกล่าวเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องในการดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยให้โจทก์ดำเนินการแทน เป็นสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งคู่กรณีสามารถตกลงทำสัญญากันได้ จึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาแฟ็กเตอริงกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ตกลงขายลดหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้จำเลยที่ 1 ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระแก่โจทก์ โดยวิธีจำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องแล้วโจทก์จะจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 ไป เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดถึงกำหนดชำระ โจทก์จะเป็นผู้ดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 แทน หากเรียกเก็บเงินได้ เมื่อหักค่าใช้จ่ายที่โจทก์ดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 แล้ว มีเงินเหลือโจทก์จะคืนให้จำเลยที่ 1 หากหนี้รายใดโจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1จะต้องรับผิดชำระหนี้ต่อโจทก์ พร้อมค่าส่วนลด ค่าธรรมเนียมและค่าเบี้ยปรับ ในการทำสัญญามีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แต่เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดให้โจทก์ถึงกำหนด โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้หลายรายการ ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ 4,299,841.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,247,475.16 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดชี้สองสถาน งดสืบพยานและพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาไปตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่าสัญญาแฟ็กเตอริงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะหรือไม่ ตามสัญญาแฟ็กเตอริงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีสาระสำคัญว่าจำเลยที่ 1ตกลงขายลดหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้ให้โจทก์โดยโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดให้โจทก์รวมทั้งหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ โจทก์จะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้จำเลยที่ 1 ไปก่อน เมื่อหนี้ที่ได้รับโอนถึงกำหนดชำระ โจทก์จะดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 แทน เมื่อเรียกเก็บเงินได้หักค่าใช้จ่ายแล้วมีเงินเหลือจะคืนให้จำเลยที่ 1 หากหนี้รายใดเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยที่ 1ต้องรับผิดต่อโจทก์พร้อมเบี้ยปรับ ส่วนลดและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ฯลฯเห็นว่า สัญญาแฟ็กเตอริงดังกล่าวเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องในการดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ดำเนินการแทน เป็นสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งคู่กรณีสามารถตกลงทำสัญญากันได้ จึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็มบีเอฟ แฟคเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.เค.สตีล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7970/2544
#67132
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาแฟ็กเตอริงระหว่างโจทก์กับจำเลยมีสาระสำคัญว่า จำเลยตกลงขายลดหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้ให้โจทก์ โดยโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดให้โจทก์รวมทั้งหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ โจทก์จะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้จำเลยไปก่อน เมื่อหนี้ที่ได้รับโอนถึงกำหนดชำระ โจทก์จะดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยแทน เมื่อเรียกเก็บเงินได้ หักค่าใช้จ่ายแล้วมีเงินเหลือจะคืนให้จำเลย หากหนี้รายใดเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์พร้อมเบี้ยปรับ ส่วนลดและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ฯลฯ สัญญาดังกล่าวเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องในการดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ ของจำเลยให้โจทก์ดำเนินการแทน เป็นสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งคู่กรณีสามารถตกลงทำสัญญากันได้ ไม่เป็นการขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ ๔,๒๙๙,๘๔๑.๒๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔,๒๔๗,๔๗๕.๑๖ บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่เคยทำสัญญาแฟ็กเตอริงกับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกัน เพราะโจทก์ได้ฟ้องลูกหนี้ที่โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องไปจากจำเลยที่ ๑ แล้ว คือ คดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๘๐๖๔/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น และได้ฟ้องที่ศาลนี้อีกหลายคดี ซึ่งเป็นมูลหนี้เดียวกันกับคดีนี้ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องให้ลูกหนี้รับผิด เต็มจำนวนแล้ว โจทก์มีหน้าที่ต้องคืนเงินที่เรียกร้องจากลูกหนี้ที่โจทก์รับโอนไปตามข้อตกลงร้อยละ ๒๐ ของจำนวนเงิน ที่โจทก์จะได้รับ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งงดชี้สองสถาน งดสืบพยานและพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า สัญญาแฟ็กเตอริงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาแฟ็กเตอริงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีสาระสำคัญว่า จำเลยที่ ๑ ตกลงขายลดหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้ให้โจทก์ โดย โอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดให้โจทก์รวมทั้งหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ โจทก์จะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้จำเลยที่ ๑ ไปก่อน เมื่อหนี้ที่ได้รับโอนถึงกำหนดชำระ โจทก์จะดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ แทน เมื่อเรียกเก็บเงินได้หักค่าใช้จ่ายแล้วมีเงินเหลือจะคืนให้จำเลยที่ ๑ หากหนี้รายใดเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์พร้อมเบี้ยปรับ ส่วนลดและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ฯลฯ เห็นว่า สัญญาแฟ็กเตอริงดังกล่าวเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องในการดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ ให้โจทก์ดำเนินการแทน เป็นสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งคู่กรณีสามารถตกลงทำสัญญากันได้ จึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ จำนวน ๑๐๗,๒๙๗ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 150 ม. 303
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็มบีเอฟ แฟคเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.เค.สตีล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายวงการ ช่วยพนัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายคมสัน ศรีทองสุก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7968/2544
#42689
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้มีการแบ่งปัน การที่จำเลยมีชื่อในโฉนดที่ดินต้องถือว่าได้ถือไว้แทนทายาทอื่นด้วย เมื่อโจทก์เป็นทายาทคนหนึ่งจึงเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งกันให้เสร็จสิ้นไป โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งมรดกนี้ได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 กรณีต้องตามมาตรา 1748 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้กล่าวถึงทรัพย์มรดกของ ย. ไว้ในคำฟ้องการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้โจทก์ได้รับที่ดินพิพาท 1 ใน 12 ส่วนของเนื้อที่ดินทั้งแปลงเท่ากับนำที่ดินส่วนที่เป็นมรดกของ ย. ไปแบ่งให้โจทก์ด้วย เป็นการพิพากษาเกินคำขอ นั้น จำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าวินิจฉัยคลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องอย่างไรบ้าง เพียงแต่อ้างว่าส่วนแบ่งของโจทก์ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้นั้นไม่ถูกต้อง เพราะเกินคำขอ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วไม่ได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ์ภาค 2ย่อมมีอำนาจสั่งแก้ไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งได้โดยโจทก์ไม่จำต้องอุทธรณ์ในเรื่องนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนให้แก่โจทก์ 8 ไร่ 2 งาน 9 ตารางวา (ที่ถูก 8 ไร่ 83 ตารางวา) และส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์เพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม โดยให้โจทก์เป็นผู้ถือโฉนดที่ดินไว้หากเพิกเฉย ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาหากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินให้แก่โจทก์ 1 ใน 12 ส่วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1456 ตำบลบึงทองหลาง (คลอง 10 ฝั่งตะวันตก) อำเภอคลองหลวงจังหวัดปทุมธานี ให้แก่โจทก์ 1 ใน 12 ส่วน ของเนื้อที่ทั้งหมด หากเพิกเฉยหรือไม่สามารถดำเนินการได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้จัดการแบ่งตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้ยกคำขอในส่วนที่ขอให้จำเลยทั้งสอง ส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์เพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและให้โจทก์เป็นผู้ถือโฉนดที่ดินไว้

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นบุตรของหม่อมเจ้าสมภพและหม่อมเยื้อน เกษมศรีมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 12 คน หม่อมเจ้าสมภพถึงชีพิตักษัยเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2506 มีมรดกหลายรายการรวมทั้งที่ดินพิพาทหม่อมเยื้อนเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2516 หม่อมเยื้อนทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่บุตรทุกคน คนละเท่า ๆ กัน ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.4 แต่ในวันที่ 19 เมษายน 2522 มีการนำหนังสือมอบอำนาจของหม่อมเยื้อนตามเอกสารหมาย จ.7 ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการโอนทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทไปเป็นชื่อของทายาทคือจำเลยทั้งสองเพียงสองคน ต่อมาวันที่ 17 กันยายน 2527 หม่อมเยื้อนถึงแก่กรรมนางจันทร ตู้จินดา เป็นผู้จัดการมรดก มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเพื่อตนเองหรือถือไว้แทนทายาทอื่นด้วย เห็นว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของหม่อมเจ้าสมภพ เมื่อหม่อมเจ้าสมภพถึงชีพิตักษัยโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้จึงเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่บรรดาทายาทของหม่อมเจ้าสมภพทุกคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 ข้อกฎหมายนี้เชื่อว่าหม่อมเยื้อนผู้จัดการมรดกต้องทราบเป็นอย่างดี ดังปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินในพินัยกรรมมีใจความสรุปได้ว่า หากเป็นทรัพย์สินที่มิใช่สินเดิมโดยแท้ของหม่อมเจ้าสมภพ หม่อมเยื้อนจะระบุให้แก่ทายาทแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่ถ้าเป็นทรัพย์สินที่หม่อมเจ้าสมภพได้มาจากตระกูลเดิม ได้แก่ที่ดินพิพาท ในพินัยกรรมข้อ 6 ก็ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า "ส่วนที่นาเนื้อที่ประมาณ100 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีชื่อหม่อมเจ้าสมภพเกษมศรี เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และข้าพเจ้าเป็นผู้จัดการมรดกของท่านตามคำสั่งศาลนั้น ขอยกให้แก่บุตรธิดาของหม่อมเจ้าสมภพ เกษมศรี ทุกคนคนละเท่า ๆ กัน" นอกจากนี้ในวันเปิดพินัยกรรมของหม่อมเยื้อนซึ่งมีทายาทมาประชุมพร้อมกัน เว้นจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวนั้น โจทก์เบิกความว่า เมื่อนางจันทรผู้จัดการมรดกอ่านพินัยกรรมมาถึงข้อ 6 นางจันทรได้สอบถามว่าโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทอยู่ที่ใคร จำเลยที่ 2 รับว่าอยู่ที่ตน และบอกว่าจะไม่โกงเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่ว่า เมื่ออ่านพินัยกรรมมาถึงข้อ 6 จำเลยที่ 2 ยอมรับต่อทายาทว่าเป็นผู้ถือโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทไว้จริง แต่เบิกความบ่ายเบี่ยงว่ามิได้ถือไว้แทนทายาททุกคน จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จะเห็นได้ว่าหากจำเลยที่ 2 เชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทไม่เป็นมรดกที่จะต้องแบ่งให้แก่ทายาททุกคน เพราะก่อนหม่อมเยื้อนถึงแก่กรรมได้โอนให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว ก็น่าที่จะแถลงข้อเท็จจริงให้แก่บรรดาทายาททราบเสียแต่วันนั้น จึงทำให้มีข้อสงสัยว่าหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.7ที่ใช้เป็นหลักฐานไปดำเนินการโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยทั้งสองนั้นถูกต้องตรงตามเจตนาที่แท้จริงของหม่อมเยื้อนหรือไม่ ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ศาลล่างทั้งสองก็ได้วินิจฉัยถึงข้อพิรุธแสดงความไม่น่าเชื่อถือของหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไว้โดยละเอียดเป็นการถูกต้องแล้ว จึงไม่ต้องกล่าวซ้ำอีก เมื่อหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.7 ทำขึ้นโดยมีข้อพิรุธ ไม่น่าเชื่อว่าจะถูกต้องตรงตามเจตนาที่แท้จริงของหม่อมเยื้อน จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจอ้างและแสวงสิทธิใด ๆ จากหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเพื่อประโยชน์ของตนอันกระทบต่อความสมบูรณ์ของพินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.4 ที่หม่อมเยื้อนได้ทำไว้ ข้อกำหนดในพินัยกรรมนั้นจึงไม่เป็นอันถูกเพิกถอนไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1696 ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งว่า หากหม่อมเยื้อนเห็นว่าการทำหนังสือมอบอำนาจไม่เป็นไปตามเจตนาของตนก็น่าจะยับยั้ง หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลังนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า แม้จะมีการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทไปแล้ว หม่อมเยื้อนก็ยังเป็นผู้ถือสิทธิเก็บผลประโยชน์ในที่ดินพิพาทเช่นที่เคยปฏิบัติตลอดมา จึงย่อมจะไม่เห็นความแตกต่างที่พอจะสังเกตได้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับที่ดินพิพาทที่หม่อมเยื้อนจะต้องเข้าไปแก้ไข นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์และหม่อมราชวงศ์ชุณหวงศ์ เกษมศรี พยานโจทก์ซึ่งเป็นพี่ชายโจทก์และจำเลยทั้งสองตรงกันว่าได้เคยไปทวงถามเรื่องที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองต่างก็รับว่าจะแบ่งให้พยานโจทก์จึงสมเหตุผลเชื่อมโยงกันมาตลอด ฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้มีการแบ่งปัน การที่จำเลยทั้งสองมีชื่อในโฉนดที่ดินจะโดยเหตุใดก็ตาม ต้องถือว่าได้ถือไว้แทนทายาทอื่นด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนเอง มิได้ครอบครองแทนทายาทอื่น ขัดทั้งต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังวินิจฉัยมาข้างต้น จึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สองมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกซึ่งจำเลยทั้งสองครอบครองแทนทายาทอื่น จึงต้องถือว่าโจทก์ผู้เป็นทายาทคนหนึ่งได้ครอบครองที่ดินทรัพย์มรดกนี้ด้วย หาใช่จำเลยทั้งสองแต่เพียงฝ่ายเดียวเป็นผู้ครอบครองดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวมาในฎีกาไม่ เมื่อถือว่าโจทก์ก็เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งกันให้เสร็จสิ้นไป โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งมรดกนี้ได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความมรดกตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 บัญญัติไว้ กรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาต่อมาว่า โจทก์ไม่ได้กล่าวถึงทรัพย์มรดกของหม่อมเยื้อนไว้ในคำฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้โจทก์ได้รับที่ดินพิพาท 1 ใน 12 ส่วน ของเนื้อที่ดินทั้งแปลงเท่ากับนำที่ดินส่วนที่เป็นมรดกของหม่อมเยื้อนไปแบ่งให้โจทก์ด้วย เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ในข้อนี้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า วินิจฉัยคลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องอย่างไรบ้าง เพียงแต่อ้างว่าส่วนแบ่งของโจทก์ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้นั้นไม่ถูกต้องเพราะเกินคำขอจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายมีว่า เมื่อศาลชั้นต้นมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม และโจทก์มิได้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 168 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใด ก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วไม่ได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจสั่งแก้ไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งได้ โดยโจทก์ไม่จำต้องอุทธรณ์ในเรื่องนี้ คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้วฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1456 ตำบลบึงทองหลาง (คลอง 10ฝั่งตะวันตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี นั้นเป็นการคลาดเคลื่อนไป โดยที่ดินแปลงดังกล่าวที่ถูกตั้งอยู่ที่อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานีกรณีถือได้ว่าเป็นข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1456 ตำบลบึงทองหลาง (คลอง 10 ฝั่งตะวันตก) อำเภอลำลูกกาจังหวัดปทุมธานี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1748 ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 167 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — หม่อมราชวงศ์ ศิริลักษณา บูรณินทุ
จำเลย — หม่อมราชวงศ์ เกษมศิริพันธ์ เกษมศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7966/2544
#43384
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจเก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่จำเลยหรือซึ่งจำเลยมีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 22(2) การที่ลูกจ้างและกรรมการของจำเลยชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ อ. ม. และ ส. ซึ่งเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลย โดยบุคคลทั้งสามไม่มีอำนาจรับชำระหนี้แทนจำเลยจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการชำระหนี้โดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 315 หนี้เงินกู้ยังไม่ระงับสิ้นไปและการรับชำระหนี้ดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยและบุคคลทั้งสาม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบที่จะต้องใช้สิทธิในการทวงถามหนี้เงินกู้ดังกล่าวจากลูกจ้างและกรรมการของจำเลยผู้กู้ยืมเงินจำนวนนั้นต่อไป ไม่อาจใช้อำนาจตามมาตรา 119 เรียกร้องให้อ. ม. และ ส. ชำระเงินจำนวนดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2530 และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2531 ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัททิพยสิน จำกัด) ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านอ้างว่า จำเลยมีสิทธิเรียกร้องให้นางสาวอมร โมฬีนนท์ นายมงคลสองเมือง และนายสมเกียรติ มหาวานิช ซึ่งเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยและได้รับเงินไว้แทนจำเลยจำนวน 20,000,000 บาท ขอให้ผู้คัดค้านแจ้งความเป็นหนังสือไปยังบุคคลดังกล่าวให้ชำระเงินแก่กองทรัพย์สินของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 119 ผู้คัดค้านสอบสวนแล้วมีคำสั่งว่า สิทธิเรียกร้องของจำเลยตามคำแถลงของผู้ร้องมิได้มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด กรณีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 119 ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจแจ้งความเป็นหนังสือไปยังบุคคลดังกล่าวให้ชำระเงินตามคำแถลงได้ ให้ยกคำแถลง

ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของผู้คัดค้านต่อศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านแจ้งความเป็นหนังสือไปยังบุคคลดังกล่าวให้ชำระเงิน 20,000,000 บาท แก่กองทรัพย์สินของจำเลย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นรับฟังได้ว่า เมื่อประมาณปี 2527 ถึง 2528 จำเลยให้ลูกจ้างและกรรมการของจำเลยกู้ยืมเงินรวม 20,000,000 บาท ตามสำเนางบดุลเอกสารหมาย ร.21 ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2530 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2531 ต่อมาในปี 2534 ลูกหนี้เงินกู้ดังกล่าวชำระหนี้แก่นางสาวอมร โมฬีนนท์ นายมงคล สองเมือง และนายสมเกียรติ มหาวนิช ซึ่งเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยแต่บุคคลทั้งสามไม่นำเงินจำนวนนั้นมาชำระแก่กองทรัพย์สินของจำเลยผู้ร้องจึงยื่นคำแถลงต่อผู้คัดค้านขอให้แจ้งความเป็นหนังสือไปยังนางสาวอมร นายมงคล และนายสมเกียรติให้ชำระเงินแก่กองทรัพย์สินของจำเลย แต่ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำแถลงเพราะกรณีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 119 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำสั่งของผู้คัดค้านชอบหรือไม่ เห็นว่าเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจเก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่จำเลยหรือซึ่งจำเลยมีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22(2) การที่ลูกจ้างและกรรมการของจำเลยชำระหนี้เงินกู้ให้แก่นางสาวอมร นายมงคล และนายสมเกียรติ โดยบุคคลทั้งสามไม่มีอำนาจรับชำระหนี้แทนจำเลยจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการชำระหนี้โดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 315 หนี้เงินกู้ยังไม่ระงับสิ้นไป และการรับชำระหนี้ดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยและบุคคลทั้งสามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบที่จะต้องใช้สิทธิในการทวงถามหนี้เงินกู้จำนวน 20,000,000 บาท จากลูกจ้างและกรรมการของจำเลยผู้กู้ยืมเงินจำนวนนั้นต่อไป ไม่อาจใช้อำนาจตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เรียกร้องให้นางสาวอมร นายมงคลและนายสมเกียรติชำระเงินจำนวนดังกล่าวได้คำสั่งของผู้คัดค้านชอบแล้วที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 315
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร สยาม จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัท ทิพยสิน จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัท ศรีมงคลสยาม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พิชัย เตโชพิทยากูล
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ