คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8299/2544
#42713
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยซึ่งมิได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะนำใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะของบุคคลอื่นและหนังสือรับรองของโรงพยาบาล ส. ซึ่งรับรองว่าจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่พยาบาลมาแสดงเพื่อให้บุคคลอื่นและประชาชนทั่วไป เข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิทำการประกอบโรคศิลปะ โดยกระทำการตรวจโรค วินิจฉัยโรค และบำบัดโรคให้แก่ประชาชน การกระทำดังกล่าวนี้เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวคือเพื่อจะทำการประกอบโรคศิลปะ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 16, 24, 57 พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะพ.ศ. 2542 มาตรา 30, 57ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง, 57 พระราชบัญญัติ การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 มาตรา 30, 57 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 1 ปี ฐานดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปีฐานทำการประกอบโรคศิลปะ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 6 เดือนฐานกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิทำการประกอบโรคศิลปะ จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 10 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 5 เดือน พิเคราะห์ข้อเท็จจริงจากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้วไม่สมควรรอการลงโทษ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต และความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิทำการประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะพ.ศ. 2542 มาตรา 30 และมาตรา 57 เป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายมาตราเดียวกัน แต่มีอัตราโทษไม่เท่ากัน จึงให้ลงโทษตามความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมโทษตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 แล้ว จำคุก 2 ปี 6เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 3 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ก่อนว่าการกระทำของจำเลยในฐานทำการประกอบโรคศิลปะ และฐานกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิทำการประกอบโรคศิลปะเป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยซึ่งมิได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะนำใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะของบุคคลอื่น และหนังสือรับรองของโรงพยาบาลสยาม ซึ่งรับรองว่าจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่พยาบาลมาแสดงเพื่อให้บุคคลอื่นและประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิทำการประกอบโรคศิลปะ โดยกระทำการตรวจโรควินิจฉัยโรค และบำบัดโรคให้แก่ประชาชน การกระทำดังกล่าวนี้เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียว คือ เพื่อจะทำการประกอบโรคศิลปะการกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า การกระทำทั้งสองฐานความผิดเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทและใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงแก่จำเลยนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานทำการประกอบโรคศิลปะอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฐานกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิทำการประกอบโรคศิลปะ รวมจำเลยจำคุก 1 ปี 5 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้เป็นว่าความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตและความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่า ตนเป็นผู้มีสิทธิทำการประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวให้ลงโทษตามความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุก6 เดือน รวมจำเลย จำคุก 1 ปี 3 เดือน เป็นกรณีแก้ไขเล็กน้อย และยังคงจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 ม. 30 ม. 57
พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ม. 16 ม. 24 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุบลราชธานี
จำเลย — นาย พงษ์ศักดิ์ พินิจชัย
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8299/2544
#98304
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยซึ่งมิได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะนำใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะของบุคคลอื่น และหนังสือรับรองของโรงพยาบาลซึ่งรับรองว่าจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่พยาบาลมาแสดงเพื่อให้บุคคลอื่นและประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิทำการประกอบโรคศิลปะ โดยกระทำการตรวจโรค วินิจฉัยโรค และบำบัดโรคให้แก่ประชาชนตาม พ.ร.บ. การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 มาตรา 30, 57 เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียว คือ เพื่อจะทำการประกอบโรคศิลปะเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานทำการประกอบโรคศิลปะอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 6 เดือน ฐานกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิทำการประกอบโรคศิลปะ จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 10 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 5 เดือน ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตและความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่า ตนเป็นผู้มีสิทธิทำการประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวให้ลงโทษตามความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดให้จำคุก 6 เดือน รวมจำเลยจำคุก 1 ปี 3 เดือน เป็นกรณีแก้ไขเล็กน้อยและยังคงจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๖, ๒๔, ๕๗ พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๐, ๕๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง, ๒๔ วรรคหนึ่ง, ๕๗ พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๐, ๕๗ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๑ ปี ฐานดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๑ ปี ฐานทำการประกอบโรคศิลปะ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก ๖ เดือน ฐานกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิทำการประกอบโรคศิลปะ จำคุก ๔ เดือน รวมจำคุก ๒ ปี ๑๐ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี ๕ เดือน พิเคราะห์ข้อเท็จจริงจากรายงาน การสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้วไม่สมควรรอการลงโทษ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต และความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิทำการประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๕๗ เป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายมาตราเดียวกัน แต่มีอัตราโทษไม่เท่ากัน จึงให้ลงโทษตามความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จำคุก ๖ เดือน เมื่อรวมโทษตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ แล้ว จำคุก ๒ ปี ๖ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี ๓ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ก่อนว่า การกระทำของจำเลยในฐานทำการประกอบโรคศิลปะ และฐานกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิทำการประกอบโรคศิลปะ เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยซึ่งมิได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะนำใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะของบุคคลอื่น และหนังสือรับรองของโรงพยาบาลสยาม ซึ่งรับรองว่า จำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่พยาบาลมาแสดงเพื่อให้บุคคลอื่นและประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิทำการประกอบโรคศิลปะ โดยกระทำการตรวจโรค วินิจฉัยโรค และบำบัดโรคให้แก่ประชาชน การกระทำดังกล่าวนี้เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียว คือ เพื่อจะทำการประกอบโรคศิลปะ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาว่า การกระทำ ทั้งสองฐานความผิดเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทและใช้กฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดลงแก่จำเลยนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่รับอนุญาต ฐานทำการประกอบโรคศิลปะ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ฐานกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิทำการประกอบโรคศิลปะ รวมจำเลยจำคุก ๑ ปี ๕ เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ แก้เป็นว่าความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและ รับใบอนุญาต และความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่า ตนเป็นผู้มีสิทธิทำการประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวให้ลงโทษตามความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุก ๖ เดือน รวมจำเลยจำคุก ๑ ปี ๓ เดือน เป็นกรณีแก้ไข เล็กน้อย และยังคงจำคุกจำเลยไม่เกิน ๕ ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 ม. 30 ม. 57
พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ม. 16 ม. 24 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุบลราชธานี
จำเลย — นายพงษ์ศักดิ์ พินิจชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายชัยพร ศรีโบราณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8298/2544
#69542
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 17 บัญญัติว่า "ของใด ๆ อันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ประกอบด้วยมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9)

พุทธศักราช 2482 ท่านให้ริบเสียทั้งสิ้น โดยมิพักต้องคำนึงว่าบุคคลใดจะต้องรับโทษหรือหาไม่" จึงต้องริบรถยนต์ ของกลางตามกฎหมายดังกล่าว ไม่อาจคืนให้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๑๗ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖, ๖๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๙๑ ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนให้แก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖, ๖๖ เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานพารถที่ยังมิได้เสียภาษีเข้ามาในราชอาณาจักร ปรับ ๕๖๓,๗๑๒ บาท ฐานไม่ยื่นรายการตามกฎกระทรวง เมื่อนำ รถเข้ามาในราชอาณาจักร ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท รวมปรับ ๕๗๓,๗๑๒ บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับ ๒๘๖,๘๕๖ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ โดยให้กักขังได้เกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบของกลาง จ่ายสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานพารถที่ยังมิได้เสียภาษีเข้ามาในราชอาณาจักร ปรับ ๓๒๔,๐๐๐ บาท รวมกับโทษปรับฐานไม่ยื่นตามกฎกระทรวงเมื่อนำรถเข้ามาในราชอาณาจักรแล้วรวมปรับ ๓๓๔,๐๐๐ บาท ลดโทษ ให้ กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับ ๑๖๗,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย มีเหตุที่จะลดค่าปรับกับคืนรถยนต์ของกลางให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ กฎหมายกำหนดระวางโทษปรับ เป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งรวมค่าอากรเข้าด้วยกัน และศาลอุทธรณ์ภาค ๙ กำหนดโทษปรับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ถูกต้องแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะลดค่าปรับให้อีกได้ ส่วนรถยนต์ของกลางนั้น พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๑๗ บัญญัติว่า "ของใด ๆ อันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ ประกอบด้วยมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พุทธศักราช ๒๔๘๒ ท่านให้ริบ เสียทั้งสิ้น โดยมิพักต้องคำนึงว่าบุคคลใดจะต้องรับโทษหรือหาไม่" จึงต้องริบตามกฎหมายดังกล่าว ไม่อาจคืน ให้แก่จำเลยได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ม. 16 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นายอับดุลรอมัน เจ๊ะมิง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายกิตติกร กิตติพานประยูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายประจวบ กระจ่างทิม
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8296/2544
#110310
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาเช่าแท่นขายสินค้ากับจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่สามารถเข้าไปขายสินค้าในแท่นขายสินค้านั้นได้ เพราะจำเลยที่ 5 เข้าไปขายสินค้าอยู่ก่อนโจทก์ทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 5 เข้าไปครอบครองแท่นขายสินค้าหาได้เข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ไม่ โจทก์และจำเลยที่ 5 จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน การกระทำของจำเลยที่ 5 เป็นการละเมิดต่อผู้ให้เช่าหรือเจ้าของที่ดิน หาใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ไม่ เพราะโจทก์ยังไม่ได้รับมอบการครอบครองแท่นขายสินค้า จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ในฐานะผู้เช่าถูกรอนสิทธิในแท่นขายสินค้าที่เช่า โจทก์ต้องบังคับผู้ให้เช่าส่งมอบแท่นดังกล่าวแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 549 การกระทำของจำเลยที่ 5 ไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 5 ได้ แม้จำเลยที่ 5 จะไม่ได้ให้การไว้และไม่ได้ฎีกาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๕ ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากแท่นเลขที่ ๘๙ ของโจทก์ พร้อมส่งมอบแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและห้ามเกี่ยวข้องต่อไป ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๔๙๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ และร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๔๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ ๕ และบริวารจะออกไปจากแท่นเลขที่ ๘๙ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน ๔๙๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ ๕ และบริวารออกไปจากแท่นเลขที่ ๘๙ และส่งมอบแท่นขายสินค้าแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และห้ามจำเลยที่ ๕ เกี่ยวข้องต่อไป ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๕ ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อัตราเดือนละ ๗,๕๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ ๕ และบริวารจะออกไปจากแท่นเลขที่ ๘๙ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ และที่ ๕ อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๖ โจทก์ถึงแก่กรรม นายชวลิต ทายาทและผู้จัดการมรดกของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ และที่ ๕ ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๕ ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางพรทิพย์ ทายาทของจำเลยที่ ๕ เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๓๘ โจทก์ได้จองแท่นเลขที่ ๘๙ ซึ่งอยู่ในตลาดสดเทศบาลจำเลยที่ ๑ โจทก์ชำระเงินค่าธรรมเนียมในการจองแก่จำเลยที่ ๑ จำนวน ๒๕,๐๐๐ บาท จากนั้นในวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ กับโจทก์ทำสัญญาเช่าแท่นขายสินค้าดังกล่าว โดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ให้เช่า โจทก์เป็นผู้เช่า แต่โจทก์ไม่สามารถเข้าไปขายสินค้าในแท่นขายสินค้านั้นได้ เพราะจำเลยที่ ๕ เข้าไปขายสินค้าอยู่ก่อนโจทก์ทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ ๑ โดยโจทก์เบิกความรับอีกว่า ในวันที่โจทก์จองแท่นขายสินค้าก็เห็นจำเลยที่ ๕ เข้าไปขายสินค้าในแท่นเลขที่ ๘๙ แล้ว เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๕ เข้าไปครอบครองแท่นขายสินค้าดังกล่าวก่อนโจทก์จองแท่นขายสินค้าและทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๕ หาได้เข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ไม่ โจทก์และจำเลยที่ ๕ จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน การที่จำเลยที่ ๕ เข้าไปขายสินค้าในแท่นดังกล่าวโดยไม่มีสิทธินั้น เป็นการละเมิดต่อผู้ให้เช่าหรือเจ้าของที่ดิน หาใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ไม่ เพราะโจทก์ยังไม่ได้รับมอบการครอบครองในแท่นเลขที่ ๘๙ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ในฐานะผู้เช่าถูกรอนสิทธิในแท่นขายสินค้าที่เช่า โจทก์ต้องบังคับผู้ให้เช่าส่งมอบแท่นดังกล่าวแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๔๙ การที่จำเลยที่ ๕ เข้าไปขายสินค้าในแท่นเลขที่ ๘๙ จึงไม่ได้เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๕ ได้ แม้จำเลยที่ ๕ จะไม่ได้ให้การไว้และไม่ได้ฎีกาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) , ๒๔๖ และ ๒๔๗ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ ๑ จะส่งมอบแท่นเลขที่ ๘๙ แก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๕ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ และให้ยกฎีกาจำเลยที่ ๕ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ ๕ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 475
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทองเลี่ยน จิตรภักดี โดยนายชวลิต จิตรภักดี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — เทศบาลเมืองหล่มสัก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นายเถกิงศักดิ์ คำสุระ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
จำรูญ แสนภักดี
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8286/2544
#42712
เปิดฉบับเต็ม

ครั้งแรกที่ ล. โอนที่ดินมรดกของ ท. มาเป็นของตนในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่นทุกคน แม้จะมีการโอนที่ดินมรดกดังกล่าวมาเป็นของ ล. ในฐานะส่วนตัวแล้วก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าได้เปลี่ยนเจตนาการครอบครองที่ดินมรดกแทนทายาททุกคนมาเป็นการครอบครองในฐานะส่วนตัวโดยเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวเพราะ ล. ยังมิได้บอกกล่าวไปยังทายาททุกคนว่าไม่มีเจตนายึดถือทรัพย์แทนทายาททุกคนต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ทั้งปรากฏว่าก่อนหน้านี้ ล. ได้ถูก ป. ยื่นฟ้องในอีกคดีหนึ่งของศาลชั้นต้นเรื่องขอแบ่งมรดก คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า ล. ครอบครองทรัพย์มรดกร่วมกับ ส. กับ ป. ทายาทผู้ตายต้องถือว่าครอบครองแทนทายาทของ ส. คำพิพากษาจึงผูกพันล. และจำเลยซึ่งเป็นทายาทของ ล. ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ต้องถือว่า ล. ครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่นอยู่เช่นเดิม ล. ยังคงมีหน้าที่จะต้องจัดแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามสิทธิของทายาทที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนั้น การจัดการมรดกยังมิได้เสร็จสิ้นจึงจะนำอายุความ 5 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1733 วรรคสอง มาใช้บังคับไม่ได้ ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1552 ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 คนละ222 ตารางวา ให้โจทก์ที่ 13 จำนวน 777.5 ตารางวา หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ต่อมานางบังอร ค่องหิรัญ ที่ 1 นางอนันต์ คำป้อม ที่ 2ได้ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับโจทก์ทั้งสิบสาม โดยอ้างว่าผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นบุตรของนางสำเนียงมีสิทธิได้รับมรดกที่ดินแปลงดังกล่าว 222 ตารางวาและผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายบุญยังหรือสอมีสิทธิได้รับมรดกร่วมกับโจทก์ที่ 12 ซึ่งเป็นบุตร จำนวน 222 ตารางวา ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1542ให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 และที่ 7 คนละ 172.7 ตารางวา ให้โจทก์ที่ 3ที่ 4 และที่ 5 คนละ 103.6 ตารางวา ให้โจทก์ที่ 8 ถึงที่ 11 คนละ222 ตารางวา ให้โจทก์ที่ 12 และผู้ร้องสอดที่ 2 คนละ 55.5 ตารางวา ให้โจทก์ที่ 13 จำนวน 518.3 ตารางวา ให้ผู้ร้องสอดที่ 1 จำนวน 222ตารางวา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โจทก์ที่ 9 ถึงแก่กรรมนางสาวประสม ฉิมคราม ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ถึงที่ 12 และผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยโจทก์ที่ 2 ที่ 8 ที่ 9 ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา

สำหรับโจทก์ที่ 5 ที่ 10 ถึงที่ 12 ได้ยื่นฎีกา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันให้รับฎีกา และให้ส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้แก่จำเลย หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน เพื่อดำเนินการต่อไปมิฉะนั้นถือว่าทิ้งฎีกา แต่ปรากฏตามรายงานของเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 22ธันวาคม 2542 ว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2542 เจ้าหน้าที่ส่งหมายนัดให้จำเลยไม่ได้เนื่องจากบ้านปิด โจทก์ที่ 4 ที่ 10 ถึงที่ 12 ไม่ได้ยื่นคำแถลงเข้ามาภายใน 15 วันตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกา จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ศาลชั้นต้นกำหนด ถือว่าโจทก์ที่ 4 ที่ 10 ถึงที่ 12 ทิ้งฟ้องฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2),246 และ 247 ให้จำหน่ายฎีกาของโจทก์ที่ 4 ที่ 10 ถึงที่ 12 ออกจากสารบบความของ ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นางทิม คำป้อมเจ้ามรดกมีบุตร 6 คน คือนายเปลื้อง นายปลด นายสว่างหรือหว่างนางลำใย นายแป๊ะ และนางสุดใจ คำป้อม ซึ่งทุกคนถึงแก่กรรมไปหมดแล้วโจทก์ที่ 2 เป็นหลานนายปลด โจทก์ที่ 8 และที่ 9 เป็นบุตรนายสว่างผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นหลานนายสว่าง ส่วนผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นภริยาของนายบุญยังหรือสอ คำป้อม บุตรนายสว่าง โจทก์ที่ 2 ที่ 8 และที่ 9 ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางทิมทรัพย์มรดกของนางทิมคือที่ดินโฉนดเลขที่ 1552 เฉพาะส่วน เนื้อที่23 ไร่ 1 งาน 33 ตารางวา หลังจากนางทิมถึงแก่กรรม ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งนายเหลี่ยม คำป้อม บุตรนายแป๊ะเป็นผู้จัดการมรดกของนางทิมเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2531 นายเหลี่ยม โอนที่ดินมรดกของนางทิมมาเป็นของนายเหลี่ยมในฐานะผู้จัดการมรดก และในวันเดียวกันก็โอนที่ดินมรดกของนางทิมมาเป็นของนายเหลี่ยมในฐานะส่วนตัวต่อมานายเหลี่ยมถึงแก่กรรม ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยซึ่งเป็นภริยานายเหลี่ยมเป็นผู้จัดการมรดกของนายเหลี่ยม มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 ที่ 8 และที่ 9 ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ครั้งแรกที่นายเหลี่ยมโอนที่ดินมรดกของนางทิมมาเป็นของตนในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่นทุกคน แม้จะมีการโอนที่ดินมรดกดังกล่าวมาเป็นของนายเหลี่ยมในฐานะส่วนตัวแล้วก็ตามก็ยังถือไม่ได้ว่าเปลี่ยนเจตนาการครอบครองที่ดินมรดกแทนทายาททุกคนมาเป็นการครอบครองในฐานะส่วนตัวโดยเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวยังมิได้เพราะนายเหลี่ยมยังมิได้บอกกล่าวไปยังทายาททุกคนว่าไม่มีเจตนายึดถือทรัพย์แทนทายาททุกคนต่อไปตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ทั้งปรากฏว่าก่อนหน้านี้นายเหลี่ยมได้ถูกนางประเทือง ยี่กัว ยื่นฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 623/2537 ของศาลชั้นต้น เรื่องขอแบ่งมรดกคดีดังกล่าวถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า นายเหลี่ยม คำป้อม ครอบครองทรัพย์มรดกร่วมกับนายสว่างกับนายแป๊ะทายาทผู้ตาย ต้องถือว่าครอบครองแทนทายาทของนายสว่าง จึงผูกพันนายเหลี่ยมและจำเลยซึ่งเป็นทายาทนายเหลี่ยมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145ต้องถือว่านายเหลี่ยมครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่นอยู่เช่นเดิมนายเหลี่ยมยังคงมีหน้าที่ที่จะต้องจัดแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามสิทธิของทายาทที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนั้นการจัดการมรดกยังมิได้เสร็จสิ้นจึงจะนำอายุความ 5 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1733 วรรคสอง มาใช้บังคับไม่ได้ ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายความแล้วพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยและเห็นสมควรส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อให้วินิจฉัยประเด็นข้ออื่นและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาประเด็นแห่งคดีแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คดีของโจทก์ที่ 4 ที่ 10ถึงที่ 12 ที่ทิ้งฎีกาและโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 7 และที่ 13 ที่มิได้ฎีกาจึงไม่ถึงที่สุดในการพิพากษาใหม่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงต้องชี้ขาดตัดสินคดีเกี่ยวกับคำฟ้องของโจทก์ ดังกล่าวด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ชอบที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยประเด็นข้ออื่นแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1)ประกอบด้วยมาตรา 247 ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ที่ 8 และที่ 9 ผู้ร้องสอดที่ 1และที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381 ม. 1733
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมาน คำป้อม กับพวก
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — นาง บังอร ค่องหิรัญ กับพวก
จำเลย — นาง ชม้อย คำป้อม
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8281/2544
#42711
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย โจทก์มีสิทธิบังคับจำเลยอยู่สามประการ ประการแรกคือบังคับให้โอนสิทธิในที่ดินพิพาทโดยโจทก์ต้องชำระเงินตอบแทน 35,000 บาท แก่จำเลย ประการที่สองคือบังคับให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 35,000 บาท ในกรณีที่จำเลยไม่สามารถโอนสิทธิในที่ดินพิพาทได้ และประการที่สามคือให้จำเลยรื้อถอนสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ออกจากที่ดินพิพาท สำหรับสิทธิของโจทก์ในประการแรกและประการที่สองนั้น การบังคับคดีต้องเป็นไปตามลำดับเพราะมิใช่กรณีที่อาจเลือกการชำระหนี้ได้ เมื่อที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินแล้วโดยมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เช่นนี้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์สามารถใช้สิทธิบังคับในประการแรกคือให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ได้ โจทก์ย่อมไม่อาจใช้สิทธิบังคับในประการที่สองคือให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เป็นเงิน 35,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ เพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยมาชำระค่าเสียหายจึงเป็นการไม่ชอบ

จำเลยต้องมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระเงิน 35,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์เห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกันในลักษณะของสัญญาต่างตอบแทน กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ เมื่อโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยปฏิบัติชำระหนี้ โดยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ชอบจะขอปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนเสียก่อน แล้วจึงขอให้ศาลบังคับคดีแก่จำเลยได้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเลยเช่นนี้ จึงต้องถือว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีสิทธิที่จะขอปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนและอาจใช้สิทธิขอให้บังคับคดีแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสัญญาต่อไป ยังไม่อาจถือว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดนัดหรือผิดสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงกันว่า "...โจทก์ทั้งสองยินยอมจ่ายเงินจำนวน 35,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันทำสัญญาโอนสิทธิในที่ดินพิพาทโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไปร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญายอมเพื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการโอนช่วยกันออกฝ่ายละครึ่ง หากจำเลยที่ 2 และที่ 3ไม่สามารถโอนสิทธิในที่ดินพิพาทได้ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงินจำนวน 35,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รื้อถอนสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ออกจากที่ดินพิพาทภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญายอมโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือรบกวนสิทธิของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ดำเนินการโอนสิทธิในที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสองยินยอมให้โจทก์ทั้งสองบังคับคดีได้ทันทีและยินยอมให้โจทก์ทั้งสองรื้อถอนสิ่งกีดขวางได้ด้วยตนเอง..." ต่อมาหลังจากพ้นกำหนด 6เดือน ตามคำพิพากษาแล้ว โจทก์ทั้งสองได้ ยื่นคำร้องลงวันที่ 3 พฤษภาคม2542 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามขอ หลังจากนั้นวันที่ 16 กันยายน 2542โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินพิพาทซึ่งเดิมเป็นที่ดินมีส.ค.1 ไปขอออกโฉนดที่ดิน ได้โฉนดที่ดินเลขที่ 14520 ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบหรือโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อจำเลยที่ 2และที่ 3 ไม่ดำเนินการโอนสิทธิในที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 35,000 บาทแก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้น ไม่มีข้อความใดให้โจทก์ทั้งสองบังคับให้จำเลยที่ 2และที่ 3 โอนสิทธิในที่ดินพิพาทพร้อมกับชดใช้ค่าเสียหาย 35,000 บาทแก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองเลือกที่จะบังคับคดีโดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนสิทธิในที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองอีก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับคดีให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิขอบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่สามประการ ประการแรกคือบังคับให้โอนสิทธิในที่ดินพิพาทโดยโจทก์ทั้งสองต้องชำระเงินตอบแทน 35,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการที่สองคือบังคับให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 35,000 บาท ในกรณีที่จำเลยที่ 2 และที่ 3ไม่สามารถโอนสิทธิในที่ดินพิพาทได้ และประการที่สามคือให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รื้อถอนสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ออกจากที่ดินพิพาท สำหรับ สิทธิของโจทก์ทั้งสองในประการแรกและประการที่สองนั้น การบังคับคดีต้องเป็นไปตามลำดับเพราะมิใช่กรณีที่อาจเลือกการชำระหนี้ได้ เมื่อที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินแล้วเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 14520 มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เช่นนี้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองสามารถใช้สิทธิบังคับในประการแรก คือให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองย่อมไม่อาจใช้สิทธิบังคับในประการที่สอง คือให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 35,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ทั้งสองเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาชำระค่าเสียหายจึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนการใช้สิทธิของโจทก์ทั้งสอง ในการบังคับคดีประการแรกนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยโจทก์ทั้งสองต้องชำระเงิน 35,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2และที่ 3 ในวันทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ เห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกันในลักษณะของสัญญาต่างตอบแทนกล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ เมื่อโจทก์ทั้งสองประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ปฏิบัติการชำระหนี้โดยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองก็ชอบที่จะขอปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนเสียก่อน แล้วจึงขอให้ศาลบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเลยเช่นนี้ จึงต้องถือว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีสิทธิที่จะขอปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนและอาจใช้สิทธิขอให้บังคับคดีแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสัญญาต่อไป ยังไม่อาจถือว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดนัดหรือผิดสัญญา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ว่าโจทก์ทั้งสองผิดนัดจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ทองก้อน ไชยคำ กับพวก
จำเลย — นาย บาง เขตต์โวหาร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8281/2544
#69625
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์มีสิทธิบังคับจำเลยสามประการ ประการแรกคือบังคับให้โอนสิทธิในที่ดินพิพาทโดยโจทก์ต้องชำระเงินตอบแทนแก่จำเลย ประการที่สองคือบังคับให้ใช้ค่าเสียหายในกรณีที่จำเลยไม่สามารถโอนสิทธิในที่ดินพิพาทได้ และประการที่สามคือให้จำเลยรื้อถอนสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ออกจากที่ดินพิพาท สำหรับสิทธิของโจทก์ในประการแรกและประการที่สองการบังคับคดีต้องเป็นไปตามลำดับเพราะมิใช่กรณีที่อาจเลือกการชำระหนี้ได้ เมื่อที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์สามารถใช้สิทธิบังคับในประการแรกคือให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ได้ โจทก์ย่อมไม่อาจใช้สิทธิบังคับในประการที่สองให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์เพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยมาชำระค่าเสียหายจึงเป็นการไม่ชอบ

จำเลยต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ต้องชำระเงินจำนวนหนึ่งให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ เห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกันในลักษณะของสัญญาต่างตอบแทน กล่าวคือฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้เมื่อโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้โดยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ชอบที่จะขอปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนเสียก่อน แล้วจึงขอให้ศาลบังคับคดีแก่จำเลยได้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเลยเช่นนี้ จึงต้องถือว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีสิทธิที่จะขอปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนและอาจใช้สิทธิขอให้บังคับคดีแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสัญญาต่อไป ยังไม่อาจถือว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดนัดหรือผิดสัญญา ฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์ผิดนัดจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงกันว่า "? โจทก์ทั้งสองยินยอมจ่ายเงินจำนวน 35,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันทำสัญญาโอนสิทธิในที่ดินพิพาท โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไปร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญายอม เพื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง?" ต่อมาหลังจากพ้นกำหนด 6 เดือน ตามคำพิพากษาแล้ว โจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2542 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามขอ หลังจากนั้นวันที่ 16 กันยายน 2542 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินพิพาทซึ่งเดิมเป็นที่ดินมี ส.ค. 1 ไปขอออกโฉนดที่ดิน ได้โฉนดที่ดินเลขที่ 14520 ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบหรือโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีข้อความใดให้โจทก์ทั้งสองบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนสิทธิในที่ดินพิพาทพร้อมกับชดใช้ค่าเสียหาย 35,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองเลือกที่จะบังคับคดีโดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนสิทธิในที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองอีก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับคดีให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิขอบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่สามประการ ประการแรกคือบังคับให้โอนสิทธิในที่ดินพิพาทโดยโจทก์ทั้งสองต้องชำระเงินตอบแทน 35,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการที่สองคือบังคับให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 35,000 บาท ในกรณีที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่สามารถโอนสิทธิในที่ดินพิพาทได้ และประการที่สามคือให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รื้อถอนสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ออกจากที่ดินพิพาท สำหรับสิทธิของโจทก์ทั้งสองในประการแรกและประการที่สองนั้น การบังคับคดีต้องเป็นไปตามลำดับเพราะมิใช่กรณีที่อาจเลือกการชำระหนี้ได้ เมื่อที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินแล้วเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 14520 มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เช่นนี้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองสามารถใช้สิทธิบังคับในประการแรกคือให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองย่อมไม่อาจใช้สิทธิบังคับในประการที่สอง คือให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 35,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ทั้งสองเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาชำระค่าเสียหายจึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนการใช้สิทธิของโจทก์ทั้งสองในการบังคับคดีประการแรกนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยโจทก์ทั้งสองต้องชำระเงิน 35,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ เห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกันในลักษณะของสัญญาต่างตอบแทน กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ เมื่อโจทก์ทั้งสองประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ปฏิบัติการชำระหนี้โดยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองก็ชอบที่จะขอปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนเสียก่อน แล้วจึงขอให้ศาลบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดขอปฏิบิตการชำระหนี้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเลยเช่นนี้ จึงต้องถือว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีสิทธิที่จะขอปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนและอาจใช้สิทธิ์ขอให้บังคับคดีแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสัญญาต่อไป ยังไม่อาจถือว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดนัดหรือผิดสัญญา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ว่าโจทก์ทั้งสองผิดนัดจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 369
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 249 ม. 271 ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทองก้อน ไชยคำ กับพวก
จำเลย — นายบาง เขตต์โวหาร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางพยางคศิริ วิทยาผาสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ — นางช่อฟ้า เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8278/2544
#99335
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงข้อเดียวว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทด้านทิศใต้ เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน ถ้าคู่ความไม่เห็นด้วย ชอบที่จะคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 183 วรรคสาม เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงต้องถือว่าคดีมีประเด็นข้อพิพาทตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เพียงข้อเดียวดังกล่าว การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและ บริวารออกจากที่ดินพิพาททั้งแปลง และให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๑ ตำบลคู้ฝั่งเหนือ (บ้านคู้ฝั่งเหนือ) อำเภอหนองจอก จังหวัดพระนคร พร้อมกับรื้อถอนบ้านเลขที่ ๒๐ หมู่ที่ ๕ แขวงคู้ฝั่งเหนือ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ออกไปจากที่ดินดังกล่าวและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ ๕๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง และมีคำสั่งว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๑ ตำบลคู้ฝั่งเหนือ (บ้านคู้ฝั่งเหนือ) อำเภอหนองจอก จังหวัดพระนคร เนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ๑ งาน โดยการครอบครองปรปักษ์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินเนื้อที่ ๒ ไร่ ๑ งาน เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๑ ซึ่งจำเลย ครอบครองในฐานะผู้เช่า นางมะไม่เคยยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยถึงแก่กรรม นายดาวูด โพธิ์โซ๊ะ ผู้จัดการมรดกของจำเลย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๑ ตำบลคู้ฝั่งเหนือ (บ้านคู้ฝั่งเหนือ) อำเภอหนองจอก จังหวัดพระนคร และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ โดยให้รื้อถอนบ้านเลขที่ ๒๑ (ที่ถูกบ้านเลขที่ ๒๐) หมู่ที่ ๕ แขวงคู้ฝั่งเหนือ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๓๙) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินและส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๕,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

พิเคราะห์แล้ว ในวันชี้สองสถาน คู่ความแถลงรับกันว่าที่ดินที่พิพาทกันในคดีนี้คงมีเฉพาะที่ดินทางด้านทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๑ เนื้อที่ ๒ ไร่ ๑ งาน ศาลชั้นต้นจึงชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงข้อเดียวว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินด้านทิศใต้เนื้อที่ ๒ ไร่ ๑ งาน โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ดังกล่าว จึงต้องถือว่าคดีมีประเด็นข้อพิพาทตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เพียงข้อเดียว ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๑ ทั้งแปลง และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับค่าเสียหายด้วย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้และปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใด ยกขึ้นอ้าง แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖, ๒๔๗ นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าในระหว่างนัดสืบพยานโจทก์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คู่ความนำชี้ทำแผนที่พิพาทเพื่อความสะดวกใน การพิจารณาพิพากษาและบังคับคดี จำเลยนำชี้แนวเขตที่ดินที่จำเลยครอบครองตามแนวเขตสีเขียวในแผนที่พิพาทซึ่งคำนวณเนื้อที่ได้ ๑ ไร่ ๖๙.๖ ตารางวา จึงต้องถือว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ ๑ ไร่ ๖๙.๖ ตารางวา ตามแผนที่พิพาทด้วย?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๑ ไร่ ๖๙.๖ ตารางวา ทางด้านทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๑ ตำบลคู้ฝั่งเหนือ (บ้านคู้ฝั่งเหนือ) อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ตามแนวเขตสีเขียวในแผนที่พิพาท และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ โดยให้รื้อถอนบ้านเลขที่ ๒๐ หมู่ที่ ๕ แขวงคู้ฝั่งเหนือ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ออกไปจากที่ดินพิพาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่ แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นส่วนที่เกิน ๑๗,๗๑๐ บาท ให้แก่โจทก์ ส่วนที่เกิน ๑๗,๖๑๐ บาท ให้แก่จำเลย และคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน ๓๕,๓๒๐ บาท ให้แก่จำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 183 วรรคสาม ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรอบีอ๊ะ หนูมา
จำเลย — นางบู โพธิ์โซ๊ะ โดยนายดาวูด โพธิ์โซ๊ะ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางกฤษณา รัตนาสิน
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
วิเทพ ศิริพากย์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8277/2544
#109390
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อที่ดินพิพาทได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเป็นเขตหวงห้ามสำหรับใช้ในราชการทหารพร้อมด้วยแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ประชาชนทราบแล้ว ทั้งต่อมากรมธนารักษ์ได้ขึ้นทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุด้วย ดังนั้น ย่อมถือว่าประชาชนทุกคนได้ทราบแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินหวงห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าไปยึดถือครอบครอง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าไม่มีเจตนาเข้าไปยึดถือครอบครองในที่ดินพิพาทอันเป็นที่ห้วงห้ามได้ จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๓ , ๔ , ๕ , ๗ พระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ , ๑๐๘ , ๑๐๘ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๙๑ และสั่งให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกไปจากเขตปลอดภัยในราชการทหารที่จำเลยทั้งสองยึดถือครอบครอง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกไปจากเขตปลอดภัยในราชการทหารที่จำเลยทั้งสองยึดถือครอบครอง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการเขต ๒ รักษาการในตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขต ๒ ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน แต่ให้ยกคำขอให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกไปจากเขตปลอดภัยในราชการทหารที่จำเลยทั้งสองยึดถือครอบครอง

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จากพยานหลักฐานของโจทก์แสดงให้เห็นชัดว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตที่ดินหวงห้ามของกองทัพเรือ จึงได้มีหนังสือลงวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๒๘ ถึงผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบขออนุญาตประกอบการอุตสาหกรรมต่อเรือ ซ่อมเรือและตัดเรือในพื้นที่ตำบลแสมสาร เมื่อผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบไม่อนุญาตแล้ว จำเลยทั้งสองยังเข้าไปดำเนินการปรับไถที่ดินพิพาทบริเวณเชิงเขาเนิน ๕๒ ด้านทิศใต้ของเขาล้านและบริเวณใกล้เคียงด้านเหนือของเนิน ๕๒ ก่อสร้างแท่นคอนกรีตสำหรับประดิษฐานพระรูปกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์บนยอดเนิน ๕๒ ดังนั้น จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำผิดทางอาญาไม่ได้ เห็นว่า เมื่อที่ดินพิพาทได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเป็นเขตหวงห้ามสำหรับใช้ในราชการทหารพร้อมด้วยแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ ให้ประชาชนทราบแล้ว ทั้งต่อมากรมธนารักษ์ได้ขึ้นทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุด้วย ดังนี้ ย่อมถือว่าประชาชนทุกคนได้ทราบแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินหวงห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าไปยึดถือครอบครอง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ แม้ที่ดินพิพาทจะมีแบบแจ้งการครอบครอง ส.ค. ๑ อีกทั้งก่อนที่จำเลยที่ ๒ จะซื้อที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๒ พันเอกวัชระ มัยลาภ และนายสุชาติ โภคศิริ จะได้มีหนังสือสอบถามไปยังที่ว่าการอำเภอสัตหีบ ซึ่งนายอำเภอสัตหีบมีหนังสือแจ้งว่าสามารถโอนสิทธิได้ นอกจากนี้หลังจากซื้อที่ดินพิพาทมาแล้ว จำเลยทั้งสองได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมาก็ตาม แต่แบบแจ้งการครอบครอง ส.ค. ๑ หนังสือของนายอำเภอสัตหีบ และการเสียภาษีบำรุงท้องที่ก็มิใช่การอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงอ้างไม่ได้ว่าผู้เข้ายึดถือครอบครองในที่ดินพิพาทไม่มีเจตนาเข้าไปในที่ดินพิพาทอันเป็นที่หวงห้ามได้ จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทจากพลอากาศโทอุสาห์ ชัยนาม เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ ภายหลังพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับแล้ว ย่อมถือว่าจำเลยทั้งสองรู้อยู่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่หวงห้าม จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๕ , ๗ (๓) ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๙ (๑) , ๑๐๘ ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๙ (๑) , ๑๐๘ ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้จำคุก ๖ เดือน และปรับ ๔,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากเขตปลอดภัยในราชการทหารที่จำเลยทั้งสองยึดถือครอบครอง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478 ม. 5 ม. 7 (3)
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 9 (1) ม. 108 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — บริษัทน้ำหนาว คอนติเนนตัล จำกัด ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายสมเจริญ พุทธิประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกรองเกียรติ คมสัน
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8275/2544
#43397
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ติดต่อหารถแทรกเตอร์ไปไถที่ดินที่เกิดเหตุเพื่อได้รับค่าตอบแทนจากเจ้าของรถแทรกเตอร์เท่านั้น จะถือว่าจำเลยที่ 1 ร่วมยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุร่วมกับจำเลยที่ 2 หาได้ไม่ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า เขตป่าสงวนแห่งชาติมีลำน้ำเป็นแนวเขตและมีหลักเขต พร้อมแผ่นป้ายแสดงแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตป่าสงวนแห่งชาติไว้ชัดเจน โดยอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตรเท่านั้น จึงเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ทราบว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตป่าสงวนแห่งชาติ การที่จำเลยที่ 1 ติดต่อหารถแทรกเตอร์ไปไถที่ดินที่เกิดเหตุ แม้จะทำเพื่อหวังประโยชน์ตอบแทนจากเจ้าของรถแทรกเตอร์ดังที่จำเลยที่ 1 นำสืบ ก็ถือได้ว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 2 กระทำความผิดจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 33, 38, 54 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54, 55, 72 ตรี, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย ให้จำเลยทั้งสองคนงาน ผู้รับจ้างผู้แทนและบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 33, 38 วรรคหนึ่ง,54 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 31 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 4 เดือน ให้จำเลยทั้งสองคนงาน ผู้รับจ้างผู้แทนและบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตป่าสงวนแห่งชาติ ข้อหาอื่นและคำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และให้ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 24,000 บาทอีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้วคงปรับ 16,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก3 เดือน ต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายประสิทธิ์ พุทธบูชา เจ้าพนักงานป่าไม้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงและภูทองกับพวกร่วมกันจับกุมนายรักเกียรติ สมใจ นายอมร สุรธรรม และนายมนัส สุวรรณคำ ในขณะกำลังใช้รถแทรกเตอร์จำนวน 3 คันไถที่ดินในที่เกิดเหตุ และจับกุมจำเลยทั้งสองซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ที่เกิดเหตุมีเนื้อที่ 15 ไร่อยู่ภายในป่าภูเมี่ยงและภูทอง ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งได้ประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และป่าน้ำภาคฝั่งขวา ตำบลชาติตระการ อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งได้ประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวงเอกสารหมาย จ.6 และ จ.2 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุ จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯมาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 31 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์มีนายประสิทธิ์เจ้าพนักงานป่าไม้ 5 รับราชการอยู่ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงและภูทอง และนายอดุลยศักดิ์ อินทรชัยศรี ลูกจ้างประจำของกรมป่าไม้ ประจำอยู่ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงและภูทองเป็นพยานเบิกความว่า ขณะที่พยานทั้งสองไปถึงที่เกิดเหตุพบนายรักเกียรติ นายอมรและนายมนัสกำลังขับรถแทรกเตอร์ไถที่ดินที่เกิดเหตุ โดยมีจำเลยทั้งสองยืนอยู่ในที่ดินที่เกิดเหตุด้วย พยานทั้งสองจึงจับกุมนายรักเกียรติ นายอมร นายมนัสและจำเลยทั้งสองโดยแจ้งข้อหาว่าร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและยึดถือครอบครองที่ดินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า นายรักเกียรตินายอมร นายมนัส และจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ พยานทั้งสองสอบถามจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 รับว่าได้ยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อหารถแทรกเตอร์ไปไถที่ดินที่เกิดเหตุโดยได้รับค่าตอบแทนจากเจ้าของรถแทรกเตอร์และพันตำรวจโทสมนึก สุวรรณฤทธิ์ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่าชั้นสอบสวนพยานแจ้งข้อหานายรักเกียรติ นายอมร นายมนัส และจำเลยทั้งสองเช่นเดียวกับชั้นจับกุม ทุกคนให้การปฏิเสธ โดยจำเลยที่ 2ให้การว่า จำเลยที่ 2 ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุเนื้อที่ 15ไร่ ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การว่า เป็นผู้ติดต่อหารถแทรกเตอร์ไปไถที่ดินที่เกิดเหตุ พยานได้ออกไปตรวจที่เกิดเหตุและทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุไว้ตามเอกสารหมาย จ.8 เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายประสิทธิ์และนายอดุลยศักดิ์ได้ความแต่เพียงว่า ขณะที่พยานทั้งสองพบนายรักเกียรตินายอมร และนายมนัสกำลังขับรถแทรกเตอร์ไถที่ดินที่เกิดเหตุนั้น จำเลยที่ 1กำลังยืนอยู่กับจำเลยที่ 2 เท่านั้น เมื่อพยานทั้งสองสอบถามจำเลยที่ 2จำเลยที่ 2 ก็ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุแต่ผู้เดียว ตามคำเบิกความของพยานทั้งสองปากดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุร่วมกับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้เมื่อพันตำรวจโทสมนึกออกไปตรวจที่เกิดเหตุก็พบว่าที่เกิดเหตุมีการทำประโยชน์ ไม่มีสภาพเป็นป่า จำเลยที่ 2 อ้างว่าได้ครอบครองทำกินโดยตลอดและเสียภาษีบำรุงท้องที่ อันเป็นการเจือสมกับข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ติดต่อหารถแทรกเตอร์ไปไถที่ดินที่เกิดเหตุเพื่อได้รับค่าตอบแทนจากเจ้าของรถแทรกเตอร์เท่านั้น จะถือว่าจำเลยที่ 1 ร่วมยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุร่วมกับจำเลยที่ 2 หาได้ไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของนายประสิทธิ์ นายอดุลยศักดิ์ และพันตำรวจโทสมนึกว่า เขตป่าสงวนแห่งชาติมีลำน้ำเป็นแนวเขตและมีหลักเขตพร้อมแผ่นป้ายแสดงแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตป่าสงวนแห่งชาติไว้ชัดเจน โดยอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตรเท่านั้น จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ทราบว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตป่าสงวนแห่งชาติ การที่จำเลยที่ 1 ติดต่อหารถแทรกเตอร์ไปไถที่ดินที่เกิดเหตุ แม้จะทำเพื่อหวังประโยชน์ตอบแทนจากเจ้าของรถแทรกเตอร์ดังที่จำเลยที่ 1 นำสืบก็ถือได้ว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 2กระทำความผิด จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้สนับสนุนในการที่จำเลยที่ 2 ยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุเนื้อที่เพียง 15 ไร่ พฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน จึงมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 1กลับตนเป็นพลเมืองดี แต่เพื่อให้หลาบจำและป้องปรามมิให้จำเลยที่ 1กระทำความผิดในลักษณะเดียวกันอีก จึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 33, 38 วรรคหนึ่ง,54 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 31 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน และปรับ 15,000บาท เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 2 เดือนและปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาย ริด บัวลา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8275/2544
#98272
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเพียงผู้ติดต่อหารถแทรกเตอร์ไปไถที่ดินที่เกิดเหตุเพื่อได้รับค่าตอบแทนจากเจ้าของรถแทรกเตอร์ จะถือว่าจำเลยร่วมยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุหาได้ไม่ แต่จำเลยทราบว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตป่าสงวนแห่งชาติ การที่จำเลยติดต่อหารถแทรกเตอร์ไปไถที่ดินที่เกิดเหตุแม้จะทำเพื่อหวังประโยชน์ตอบแทนจากเจ้าของรถแทรกเตอร์ ก็ถือได้ว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิด จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตาม ป.อ. มาตรา 86

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔ , ๓๓ , ๓๘ , ๕๔ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๔ , ๖ , ๙ , ๑๔ , ๓๑ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๕๔ , ๕๕ , ๗๒ ตรี , ๗๔ จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๓๓ , ๓๘ วรรคหนึ่ง , ๕๔ วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง , ๓๑ วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายหมายอาญา มาตรา ๘๓?

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ และการกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๒ หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นเพียงผู้ติดต่อหารถแทรกเตอร์ไปไถที่ดินที่เกิดเหตุเพื่อได้รับค่าตอบแทนจากเจ้าของรถแทรกเตอร์เท่านั้น จะถือว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุร่วมกับจำเลยที่ ๒ หาได้ไม่ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๒ แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความพยานโจทก์ว่า เขตป่าสงวนแห่งชาติมีลำน้ำเป็นแนวเขต และมีหลักเขตพร้อมแผ่นป้ายแสดงแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตป่าสงวนแห่งชาติไว้ชัดเจน โดยอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ ๑ กิโลเมตร เท่านั้น จึงเชื่อว่าจำเลยที่ ๑ ทราบว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตป่าสงวนแห่งชาติ การที่จำเลยที่ ๑ ติดต่อหารถแทรกเตอร์ไปไถที่ดินที่เกิดเหตุ แม้จะทำเพื่อหวังประโยชน์ตอบแทนจากเจ้าของรถแทรกเตอร์ดังที่จำเลยที่ ๑ นำสืบ ก็ถือได้ว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ ๒ กระทำความผิด จำเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๓๓ , ๓๘ วรรคหนึ่ง , ๕๔ วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง , ๓๑ วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๓ เดือน และปรับ ๑๕,๐๐๐ บาท เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก ๒ เดือน และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ให้จำเลยที่ ๑ ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือน ต่อครั้ง มีกำหนด ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม. 33 ม. 38 วรรคหนึ่ง ม. 54 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 วรรคหนึ่ง ม. 31 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายริด บัวลา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวิชิต คงรัตนชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8269/2544
#42710
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่คดีแพ่งจะต้องถือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยไว้ในคดีอาญาแล้ว เมื่อคดีอาญาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเพียงว่ามีเหตุให้จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ดินพิพาทอาจเป็นของจำเลยก็ได้ ยังฟังไม่ได้แจ้งชัดว่าเป็นของโจทก์ตามพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบเห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายยังโต้เถียงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจึงเท่ากับว่าคดีดังกล่าวศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย จึงรับฟังเป็นยุติในคดีนี้ไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของโจทก์

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกที่พิพาทโดยล้อมรั้วครอบครองอยู่ประมาณ 50 ตารางวา ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วออกไปและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าจำเลยล้อมรั้วบริเวณที่ดินที่จำเลยครอบครอง ไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องดังนี้ กรณีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่พิพาทจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่พิพาทขณะโจทก์ยื่นฟ้องมีราคา 10,000 บาทจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 3341 เนื้อที่ 1 งาน 73 ตารางวา ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม 2536 จำเลยบุกรุกเข้ามาในที่ดินที่โจทก์ครอบครองทางด้านทิศตะวันตกโดยล้อมรั้วเข้ามาในที่ดินเป็นเนื้อที่ประมาณ 50 ตารางวา โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดินที่โจทก์ครอบครอง แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ขอให้บังคับจำเลยให้รื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดิน น.ส.3 ก.เลขที่ 3341 ตำบลเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาทนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะยอมรื้อถอนออกไปจากที่ดินที่โจทก์ครอบครอง

จำเลยให้การว่า จำเลยล้อมรั้วบริเวณที่ดินที่จำเลยครอบครองตั้งแต่ปี 2534 ไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดิน น.ส.3 ก.เลขที่ 3341 ตำบลเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินดังกล่าวต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วและออกไปจากที่ดินที่โจทก์ครอบครอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายข้อแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8015/2540 แต่คดีอาญาดังกล่าวศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย จึงรับฟังเป็นยุติในคดีนี้ไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของโจทก์นั้น ชอบหรือไม่เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่คดีแพ่งจะต้องถือตามดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยไว้โดยตรงในคดีอาญาแล้ว เมื่อคดีดังกล่าวศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเพียงว่ามีเหตุให้จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ดินพิพาทอาจเป็นของจำเลยก็ได้ ยังฟังไม่ได้แจ้งชัดว่าเป็นของโจทก์ตามพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบเห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายยังโต้เถียงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงเท่ากับว่าคดีดังกล่าว ศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ว่า ศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย จึงรับฟังเป็นยุติในคดีนี้ไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของโจทก์จึงชอบแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4วินิจฉัยมาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกที่พิพาทโดยล้อมรั้วในที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่เป็นเนื้อที่ประมาณ 50 ตารางวา โดยมีเจตนายึดถือเป็นของจำเลย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วออกไปและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าจำเลยล้อมรั้วบริเวณที่ดินที่จำเลยครอบครองไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องดังนี้ กรณีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่พิพาทจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เมื่อที่พิพาทขณะโจทก์ยื่นฟ้องมีราคา 10,000 บาท ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4วินิจฉัยมาจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้นทั้งสองข้อ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นวล นาคะโยธิน
จำเลย — นาย สอน สงวนกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8269/2544
#69588
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่คดีแพ่งจะต้องถือตามดังที่บัญญัติไว้ในป.วิ.อ. มาตรา 46 ต้องเป็นเท็จจริงที่วินิจฉัยไว้โดยตรงในคดีอาญาแล้ว เมื่อคีดดังกล่าวศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเพียงว่ามีเหตุให้จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ที่ดินพิพาทอาจเป็นของจำเลยก็ได้ ยังฟังไม่แจ้งชัดว่าเป็นของโจทก์ ตามพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบเห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายยังโต้เถียงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงเท่ากับว่าคดีดังกล่าวศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกที่พิพาทโดยล้อมรั้วในที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่เป็นเนื้อประมาณ 50 ตารางวา โดยมีเจตนายึดถือเป็นของจำเลย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วออกไปและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าจำเลยล้อมรั้วบริเวณที่ดินที่จำเลยครอบครอง ไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง กรณีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่พิพาทขณะโจทก์ยื่นฟ้องมีราคา 10,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยให้รื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะยอมรื้อถอนออกไปจากที่ดินที่โจทก์ครอบครอง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยล้อมรั้วบริเวณที่ดินที่จำเลยครอบครองตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ไม่ได้รุกล้ำ เข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินดังกล่าวต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ ๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วและออกไปจากที่ดินที่โจทก์ครอบครอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในศาลชั้นต้นโดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๐๐๐ บาท ส่วนในชั้นอุทธรณ์โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายข้อแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๐๑๕/๒๕๔๐ แต่คดีอาญาดังกล่าวศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย จึงรับฟังเป็นยุติในคดีนี้ไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของโจทก์นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่คดีแพ่งจะต้องถือตามดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ นั้น ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยไว้โดยตรงในคดีอาญาแล้ว เมื่อคดีดังกล่าวศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเพียงว่ามีเหตุให้จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ที่ดินพิพาทอาจเป็นของจำเลยก็ได้ ยังฟังไม่ได้ แจ้งชัดว่าเป็นของโจทก์ ตามพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบเห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายยังโต้เถียงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงเท่ากับว่าคดีดังกล่าวศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย คำวินิจฉัยของ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ที่ว่า ศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย จึงรับฟังเป็นยุติในคดีนี้ไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของโจทก์จึงชอบแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยมาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกที่พิพาทโดยล้อมรั้วในที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่เป็นเนื้อที่ประมาณ ๕๐ ตารางวา โดยมีเจตนายึดถือเป็นของจำเลย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วออกไปและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าจำเลยล้อมรั้วบริเวณที่ดินที่จำเลยครอบครอง ไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ กรณีเป็น คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่พิพาทจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่พิพาทขณะโจทก์ยื่นฟ้องมีราคา ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยมาจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้นทั้งสองข้อ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนวล นาคะโยธิน
จำเลย — นายสอน สงวนกลิ่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายชัยวุฒิ ต่อปัญญาเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชวลิต ชัยโชดก
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8265/2544
#43396
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าให้รับผิดตามเนื้อความที่ลงในเช็ค จึงไม่เกี่ยวกับบริษัท พ. ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากหากโจทก์ผิดสัญญาในการติดตั้งเครื่องจักรในการผลิตน้ำดื่มให้แก่บริษัท พ. ก็เป็นเรื่องที่บริษัทพ. จะต้องไปว่ากล่าวกับโจทก์เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสามและมาตรา 179 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 984,431 บาทแก่โจทก์ กับให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 925,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2540บริษัท พี.เพียว ฟังค์ชั่น จำกัด โดยจำเลยได้สั่งซื้อเครื่องผลิตน้ำดื่มพร้อมอุปกรณ์จากโจทก์ราคา 2,300,000 บาท ซึ่งรวมการติดตั้งมีการชำระหนี้บางส่วนและออกเช็คล่วงหน้าให้แก่โจทก์แต่โจทก์ผิดสัญญาเนื่องจากการติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ไม่สามารถผลิตน้ำได้ตามมาตรฐาน ได้แจ้งให้โจทก์แก้ไขแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉยเช็คพิพาทจึงไม่มีมูลหนี้ การผิดสัญญาของโจทก์ทำให้บริษัท พี.เพียวฟังค์ชั่น จำกัดและจำเลยเสียหายจึงฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 500,000 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งเป็นเรื่องค่าเสียหายทางการค้าแม้จะมีความเสียหายจริงก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องไปว่ากล่าวกับโจทก์เป็นอีกเรื่องหนึ่งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าให้รับผิดตามเนื้อความที่ลงในเช็คจึงไม่เกี่ยวกับบริษัท พี.เพียวฟังค์ชั่น จำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหาก หากโจทก์ผิดสัญญาในการติดตั้งเครื่องจักรในการผลิตน้ำดื่มให้แก่บริษัทดังกล่าว ก็เป็นเรื่องที่บริษัทดังกล่าวจะต้องไปว่ากล่าวกับโจทก์เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสามและ 179 วรรคสุดท้าย ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท โพรมิเน้นท์ ฟลูอิด คอนโทรลล์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาว แสงมณี ภัคพยัตหรือคามพินิจ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ไพศาล เจริญวุฒิ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8254/2544
#42709
เปิดฉบับเต็ม

การซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ มีวิธีปฏิบัติในการชำระค่าสินค้าเป็นหลักสากลแตกต่างจากการซื้อขายทั่วไป คือ ผู้ซื้อจะต้องขอเครดิตจากธนาคารใดธนาคารหนึ่งภายในประเทศของผู้ซื้อสั่งให้ตัวแทนของธนาคารนั้นชำระราคาสินค้าให้แก่ผู้ขาย โดยเมื่อผู้ขายได้นำสินค้าตามที่สั่งซื้อส่งมอบให้แก่ผู้ขนส่งแล้วต้องนำเอกสารเกี่ยวกับสินค้าที่ผู้ขนส่งมอบให้เป็นหลักฐานว่าได้รับสินค้าไว้จากผู้ขายแล้ว ไปยื่นเสนอต่อธนาคารซึ่งเป็นตัวแทนของธนาคารในประเทศผู้ซื้อให้จ่ายเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายไปก่อน โดยวิธีการเช่นนี้ผู้ซื้อสามารถทำได้โดยยื่นคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตแก่ธนาคารหนึ่งในประเทศโดยนำหลักทรัพย์มาวางเป็นประกันไว้แก่ธนาคารนั้น และเมื่อสินค้าเดินทางมาถึงประเทศผู้ซื้อ ผู้ขนส่งมีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าให้แก่ธนาคารผู้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่ผู้ซื้อเพราะเป็นผู้ถือใบตราส่งสินค้าไว้ เมื่อโจทก์เป็นธนาคารผู้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิรับมอบสินค้าไว้จากผู้ขนส่ง หากจำเลยจะมาขอรับสินค้าไปก็ต้องชำระราคาสินค้าพร้อมกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย และหากยังไม่มีเงินชำระแต่ต้องการรับสินค้าไปจำหน่ายก่อน จำเลยก็ต้องทำความตกลงกันอีกครั้งหนึ่งด้วยการทำสัญญาทรัสต์รีซีท เมื่อจำเลยทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์โดยขอรับสินค้าไปจำหน่ายก่อน แต่ไม่ชำระเงินค่าสินค้าภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าว ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติถึงอายุความในการใช้สิทธิดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30คือ มีกำหนด 10 ปี ไม่ใช่เป็นกรณีตัวแทนเรียกร้องเงินทดรองที่จ่ายแทนตัวการซึ่งมีอายุความ 2 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อขอรับเอกสารสิทธิในสินค้าไปรับสินค้าซึ่งจำเลยที่ 1 สั่งซื้อจากต่างประเทศจำนวน9 ฉบับ และตกลงชำระเงินค่าสินค้าตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับให้แก่โจทก์ พร้อมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ตกลงชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์ชำระเงินค่าสินค้าไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามสัญญา โจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยนในวันครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาแต่ละฉบับรวมเป็นต้นเงินจำนวน 423,014,485.62 บาท ค่าอากรแสตมป์ 10 บาท ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 221,110,496.14 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 644,283,802.36บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 600,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และจำเลยที่ 1ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 34093, 34099 ตำบลหนองบัวอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และโฉนดเลขที่ 34396ที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 2106, 2899 ตำบลหนองบัว อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เป็นประกันหนี้ จำนวน 790,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย การคิดดอกเบี้ยโจทก์คิดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ โจทก์ติดตามทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ขอบังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 644,283,802.36บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 423,014,485.62บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การทำนองเดียวกันและแก้ไขคำให้การว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์มิได้เรียกร้องให้จำเลยที่ 1ชำระภายในกำหนด 2 ปี จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเฉพาะบางรายการเท่านั้น และโจทก์ยังมิได้ชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขาย โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามฟ้องและการคิดอัตราแลกเปลี่ยนไม่ถูกต้อง ยอดหนี้ตามฟ้องสูงเกินกว่าความเป็นจริง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ค้ำประกันมูลหนี้ตามฟ้องของโจทก์ ไม่มีการชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตตามที่โจทก์อ้างเมื่อกรรมสิทธิ์ในสินค้าตกเป็นของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1ชำระค่าสินค้า

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 644,283,802.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 423,014,485.62 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 จำนองไว้และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อต่อมาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์สั่งให้ตัวแทนของโจทก์ในต่างประเทศชำระเงินค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อให้แก่ผู้ขายไปก่อน โดยโจทก์จะเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 ในภายหลังเป็นลักษณะที่โจทก์รับทำงานแทนจำเลยที่ 1เรียกเอาเงินที่ได้ทดรองจ่ายจากจำเลยที่ 1 จึงมีอายุความฟ้องร้อง 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193(1) และ (7) นั้น เห็นว่าการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ มีวิธีปฏิบัติในการชำระค่าสินค้าเป็นหลักสากลแตกต่างจากการซื้อขายทั่วไป คือ ผู้ซื้อจะต้องขอเครดิตจากธนาคารใดธนาคารหนึ่งภายในประเทศของผู้ซื้อสั่งให้ตัวแทนของธนาคารนั้นชำระราคาสินค้าให้แก่ผู้ขายโดยเมื่อผู้ขายได้นำสินค้าตามที่สั่งซื้อส่งมอบให้แก่ผู้ขนส่งแล้ว ต้องนำเอกสารเกี่ยวกับสินค้าที่ผู้ขนส่งมอบให้เป็นหลักฐานว่าได้รับสินค้าไว้จากผู้ขายแล้วไปยื่นเสนอต่อธนาคารซึ่งเป็นตัวแทนของธนาคารในประเทศผู้ซื้อให้จ่ายเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายไปก่อน โดยวิธีการเช่นนี้ ผู้ซื้อสามารถทำได้โดยยื่นคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตแก่ธนาคารใดธนาคารหนึ่งในประเทศโดยนำหลักทรัพย์มาวางเป็นประกันไว้แก่ธนาคารนั้น และเมื่อสินค้าเดินทางมาถึงประเทศผู้ซื้อ ผู้ขนส่งมีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าให้แก่ธนาคารผู้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่ผู้ซื้อเพราะเป็นผู้ถือใบตราส่งสินค้าไว้ ในกรณีตามฟ้อง โจทก์เป็นธนาคารผู้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้มีสิทธิรับมอบสินค้าไว้จากผู้ขนส่ง การที่จำเลยที่ 1 จะมาขอรับสินค้าไป จำเลยที่ 1 ก็ต้องชำระราคาสินค้าที่โจทก์ได้สั่งให้ธนาคารตัวแทนในต่างประเทศจ่ายให้แก่ผู้ขายไปพร้อมกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายหากจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเงินชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ แต่ต้องการรับสินค้าไปจำหน่ายก่อน จำเลยที่ 1 ก็ต้องทำความตกลงอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการทำสัญญาทรัสต์รีซีทคดีนี้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีท กับโจทก์รวม 9 ฉบับ ขอรับเอกสารสิทธิเพื่อนำไปรับสินค้าออกไปจำหน่ายก่อน โดยสัญญาว่าจะชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาตามที่ระบุไว้ในสัญญาแต่ละฉบับ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินค่าสินค้าภายในกำหนดเวลาตามที่ระบุไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีท โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญาดังกล่าว สิทธิเรียกร้องให้ชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทไม่มีกฎหมายบัญญัติถึงอายุความในการใช้สิทธิดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 19/30 คือมีกำหนด 10 ปี ไม่ใช่เป็นกรณีตัวแทนเรียกร้องเงินทดรองที่จ่ายแทนตัวการซึ่งมีอายุความ 2 ปี ดังที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท เหล็กสหมิตร จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8245/2544
#42708
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนไว้ตามคำขอ ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 67เพราะมาตรานี้เป็นเรื่องฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนไว้แล้ว

โจทก์และจำเลยต่างยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าเหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า แต่จำเลยได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทสำหรับสินค้าจำพวกที่ 18 ก่อนโจทก์ประมาณ 1 ปีโดยโจทก์ไม่ทราบมาก่อน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่โจทก์ ทั้ง ๆ ที่โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเช่นเดียวกันนี้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 25ไว้แล้วในปี 2532 ไม่ปรากฏว่านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้มีคำสั่งให้โจทก์และจำเลยปฏิบัติตามมาตรา 24 กรณีจึงถือได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้วว่าโจทก์หรือจำเลยมีสิทธิที่จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่ากัน ด้วยเหตุนี้โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55

จำเลยเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าพิพาทและได้ใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทมาก่อนโจทก์ แม้จะส่งสินค้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยหลังจากโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยแล้ว ก็ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิของจำเลยในอันที่จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ดีกว่าโจทก์ เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ใช้เครื่องหมายการค้าที่แท้จริงมาก่อนโจทก์ และการที่เครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยจนไม่มีที่ติ พฤติการณ์จึงไม่เชื่อว่าโจทก์คิดประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าพิพาทขึ้นมาเองโดยไม่ได้ลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่าจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2532 โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า Kipling อ่านว่า คิปลิ้ง ประกอบรูปลิงหางยาว เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 25 ได้แก่ รองเท้า เสื้อผ้า และเครื่องแต่งกาย หลังจากนั้นโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าของโจทก์มาโดยตลอดนอกจากนี้โจทก์ยังได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า KIPLING ประกอบรูปดาว 5 แฉก จำนวน 3 ดวง บนพื้นสีดำกับสินค้าอื่น ๆ ของโจทก์เช่น กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าถือ กระเป๋าเดินทาง รองเท้า ต่อมาวันที่ 7เมษายน 2542 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า Kipling ประกอบรูปลิง คือ เครื่องหมาย Kipling เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 18 เช่น กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าเดินทาง และขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า KIPLING ประกอบรูปดาว 5 แฉกด้วย แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียนให้ เนื่องจากเป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น โจทก์ตรวจสอบแล้วพบว่า จำเลยนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปขอจดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 โดยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า Kipling อ่านว่า คิพปลิ้ง ประกอบรูปลิงคือเครื่องหมาย Kipling และเครื่องหมายการค้าคำว่า KIPLING อ่านว่า คิพปลิ้ง ประกอบรูปดาว 5 แฉกคือเครื่องหมาย ตราดาว เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 18 รายการสินค้าหนังเทียม หีบเดินทาง กระเป๋าและรายการสินค้าอื่นอีกหลายรายการขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า KIPLINGดีกว่าจำเลยห้ามจำเลยขัดขวางหรือคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และให้จำเลยเพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า KIPLING ที่ได้ยื่นขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ถ้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า Kipling ดีกว่าโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2532 โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า Kipling ประกอบรูปลิงหางยาวเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 38 ได้แก่ รองเท้า เสื้อผ้า และเครื่องแต่งกายตามทะเบียนเลขที่ 139918 และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 25 รายการสินค้า รองเท้า เสื้อและเสื้อกีฬา ตามทะเบียนเลขที่ ค 96214 ต่อมาวันที่ 3 กุมภาพันธ์2541 จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า kipling ประกอบรูปลิงหางยาวและคำว่า KIPLING ประกอบรูปดาว 5 แฉกในวงกลม ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาตามคำขอเลขที่ 353552และ 353553 เอกสารหมาย ล.13 และ ล.12 ตามลำดับ เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 18 ได้แก่กระเป๋าและเครื่องหนังชนิดต่าง ๆ ครั้นวันที่ 7 เมษายน 2542 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า Kipling ประกอบรูปลิงหางยาว เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 18 เช่นเดียวกัน ตามคำขอเลขที่ 384717 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียนให้ เนื่องจากเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ยื่นคำขอจดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่านายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า KIPLING ประกอบรูปดาว5 แฉก ในวงกลม ตามเอกสารหมาย ล.12 ให้แก่จำเลยแล้ว คงเหลือแต่การออกใบสำคัญการจดทะเบียนเท่านั้นโจทก์ในฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ในบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของโจทก์หน้าที่ 5 มีข้อความยอมรับว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยนั้นยังมิได้เป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วและบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายสัตยะพล สัจจเดชะ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยก็ระบุว่า คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยอยู่ในระหว่างนายทะเบียนจะออกทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่จำเลยเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนไว้ตามคำขอเลขที่ 353553 ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 67 เพราะมาตรานี้เป็นเรื่องฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนไว้แล้วแต่ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้โจทก์ไม่ได้คัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย ก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งแสดงว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่าจำเลยนั้น เห็นว่า โจทก์และจำเลยต่างยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าเหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า แต่จำเลยได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทสำหรับสินค้าจำพวกที่ 18 ก่อนโจทก์ประมาณ1 ปี โดยโจทก์ไม่ทราบมาก่อน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่โจทก์ ทั้ง ๆ ที่โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเช่นเดียวกันนี้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 25 ไว้แล้วเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2532 ตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 และไม่ปรากฏว่านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้มีคำสั่งให้โจทก์และจำเลยปฏิบัติตามมาตรา 24 กรณีจึงถือได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้วว่าโจทก์หรือจำเลยมีสิทธิที่จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่ากัน ด้วยเหตุนี้โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่าจำเลยหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และมีบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของโจทก์ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 เป็นพยานว่า โจทก์ประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าถือมาตั้งแต่ปี 2525 แต่เพิ่งจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทเมื่อปี2532 โดยคำว่า KIP มาจากคำว่า กิมล้ง ซึ่งเป็นชื่อบิดาโจทก์ และเนื่องจากโจทก์เกิดปีวอกจึงใช้คำว่า KIPLING ประกอบรูปลิงเป็นเครื่องหมายการค้าส่วนจำเลยมีนายสัตยะพล สัจจเดชะ ผู้รับมอบอำนาจและหนังสือถ้อยแถลงแสดงความเป็นเจ้าของและการใช้เครื่องหมายการค้าของนายแอนดรูว์ วอล์คเกอร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยเป็นพยานว่า จำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าพิพาทโดยนายชาร์เวีย เคเกคส์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทจำเลยได้คิดประดิษฐ์คำว่า Kipling ประกอบรูปลิงหางยาว เป็นเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าของจำเลย และจำเลยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2529 จากนั้นได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ในประเทศต่าง ๆ มากกว่า 20 ประเทศ ตามเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.6 ปัจจุบันนี้จำเลยมีสินค้าวางจำหน่ายในสถานที่ต่าง ๆ มากกว่า 5,000 แห่งใน 44 ประเทศ โดยเฉพาะในประเทศไทยจำเลยมีบริษัทมณียาคอนเซ็ปต์ส จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของจำเลยมาตั้งแต่ปี 2540 จำเลยได้โฆษณาสินค้าและเครื่องหมายการค้าของจำเลยในสื่อต่าง ๆ มากมาย ดังนี้ น่าเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าพิพาทและได้ใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทมาก่อนโจทก์ แม้จะส่งสินค้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยหลังจากโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยแล้ว ก็ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิของจำเลยในอันที่จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ดีกว่าโจทก์ เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ใช้เครื่องหมายการค้าที่แท้จริงมาก่อนโจทก์ และการที่เครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยจนไม่มีที่ติ พฤติการณ์จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์คิดประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าพิพาทขึ้นมาเองโดยไม่ได้ลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า กลุ่มประเทศเบเนลักซ์และองค์การเครื่องหมายการค้านานาชาติ (OMPI) ไม่มีอำนาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามถ้อยคำแถลงของนายแอนดรูว์ วอล์คเกอร์ เป็นเพียงสำเนา รวมทั้งโจทก์ไม่มีโอกาสซักค้านปากคำนายแอนดรูว์ วอล์คเกอร์ ศาลจึงรับฟังเป็นพยานไม่ได้นั้นเห็นว่า หนังสือรับรองการต่ออายุเครื่องหมายการค้าของสำนักงานเครื่องหมายการค้าแห่งเบเนลักซ์ตามเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.6มีโนตารีปับลิกและเลขานุการเอกสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ประเทศราชอาณาจักรเบลเยี่ยมรับรองส่วนหนังสือจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าขององค์การเครื่องหมายการค้านานาชาติและหนังสือทะเบียนเครื่องหมายการค้าท้ายถ้อยแถลงของแอนดรูว์ วอล์คเกอร์ นั้นจำเลยได้อ้างบันทึกถ้อยแถลงของนายแอนดรูว์ วอล์คเกอร์ พร้อมเอกสารแนบท้ายเอกสารหมาย ล.10 เป็นพยานต่อศาลแทนการสืบพยาน และศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้วพยานหลักฐานดังกล่าวรวมทั้งถ้อยแถลงของนายแอนดรูว์วอล์คเกอร์ แม้เป็นพยานบอกเล่าก็รับฟังเป็นพยานได้ตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ของอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ข้อ 31 และ 37 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 และ30 ทั้งหนังสือรับรองการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของสำนักงานเครื่องหมายการค้าแห่งเบเนลักซ์และองค์การเครื่องหมายการค้านานาชาติก็ไม่มีเหตุน่าสงสัยว่าจะไม่มีอำนาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังที่โจทก์อุทธรณ์ ด้วยพยานหลักฐานและเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่าจำเลยและพิพากษายกฟ้อง จึงชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 24 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บำรุง แซ่ตั้ง
จำเลย — คิปลิ้งค์
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8245/2544
#98320
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยต่างยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า KIPLING ซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าเหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า แต่จำเลยได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทสำหรับสินค้าจำพวกที่ 18 ก่อนโจทก์ประมาณ 1 ปี โดยโจทก์ไม่ทราบมาก่อน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่โจทก์ ทั้ง ๆ ที่โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเช่นเดียวกันนี้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 25 ไว้แล้วและไม่ปรากฏว่านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้มีคำสั่งให้โจทก์และจำเลยปฏิบัติตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 24 กรณีจึงถือได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้วว่าโจทก์หรือจำเลยมีสิทธิที่จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่ากัน แม้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนไว้ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 67 เพราะมาตรานี้เป็นเรื่องผู้มีส่วนได้เสียฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนไว้แล้ว แต่โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า KIPLING ดีกว่าจำเลย ห้ามจำเลยขัดขวางหรือคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และให้จำเลยเพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า KIPLING ที่ได้ยื่นขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าถ้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยต่างยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าเหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า แต่จำเลยได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทสำหรับสินค้าจำพวกที่ 18 ก่อนโจทก์ประมาณ 1 ปี โดยโจทก์ไม่ทราบมาก่อน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่โจทก์ ทั้ง ๆ ที่โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเช่นเดียวกันนี้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 25 ไว้แล้วเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2532 และไม่ปรากฏว่านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้มีคำสั่งให้โจทก์และจำเลยปฏิบัติตามมาตรา 24 กรณีจึงถือได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้วว่าโจทก์หรือจำเลยมีสิทธิที่จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่ากัน ด้วยเหตุนี้โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่าจำเลยหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และมีบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของโจทก์ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 เป็นพยานว่า โจทก์ประกอบอาชีพค้าขายสินค้า รองเท้า และกระเป๋าถือมาตั้งแต่ปี 2525 แต่เพิ่งจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทเมื่อปี 2532 โดยคำว่า KIP มาจากคำว่า กิมล้ง ซึ่งเป็นชื่อบิดาโจทก์ และเนื่องจากโจทก์เกิดปีวอกจึงใช้คำว่า KIPLING ประกอบรูปลิงเป็นเครื่องหมายการค้า ส่วนจำเลยมีนายสัตยะพลผู้รับมอบอำนาจและหนังสือถ้อยแถลงแสดงความเป็นเจ้าของและการใช้เครื่องหมายการค้าของนายแอนดรูว์หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยเป็นพยานว่า จำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าพิพาทโดยนายชาร์เวียซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทจำเลยได้คิดประดิษฐ์คำว่า Kipling ประกอบรูปลิงหางยาว เป็นเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าของจำเลย และจำเลยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2529 จากนั้นได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ในประเทศต่าง ๆ มากกว่า 20 ประเทศ ปัจจุบันนี้จำเลยมีสินค้าวางจำหน่ายในสถานที่ต่าง ๆ มากกว่า 5,000 แห่ง ใน 44 ประเทศ โดยเฉพาะในประเทศไทยจำเลยมีบริษัทมณียาคอนเซ็ปต์ส จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของจำเลยมาตั้งแต่ปี 2540 จำเลยได้โฆษณาสินค้าและเครื่องหมายการค้าของจำเลยในสื่อต่าง ๆ มากมาย ดังนี้ น่าเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าพิพาทและได้ใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทมาก่อนโจทก์ แม้จะส่งสินค้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยหลังจากโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยแล้ว ก็ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิของจำเลยในอันที่จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ดีกว่าโจทก์ เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ใช้เครื่องหมายการค้าที่แท้จริงมาก่อนโจทก์ และการที่เครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยจนไม่มีที่ติ พฤติการณ์จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์คิดประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าพิพาทขึ้นมาเองโดยไม่ได้ลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า กลุ่มประเทศเบเนลักซ์และองค์การเครื่องหมายการค้านานาชาติ (OMPI) ไม่มีอำนาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามถ้อยคำแถลงของนายแอนดรูว์ เป็นเพียงสำเนารวมทั้งโจทก์ไม่มีโอกาสซักค้านปากคำนายแอนดรูว์ศาลจึงรับฟังเป็นพยานไม่ได้นั้น เห็นว่า หนังสือรับรองการต่ออายุเครื่องหมายการค้าของสำนักงานเครื่องหมายการค้าแห่งเบเนลักซ์ มีโนตารีปับลิกและเลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศราชอาณาจักรเบลเยี่ยมรับรอง ส่วนหนังสือจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าขององค์การเครื่องหมายการค้านานาชาติและหนังสือทะเบียนเครื่องหมายการค้าท้ายถ้อยแถลงของนายแอนดรูว์นั้น จำเลยได้อ้างบันทึกถ้อยแถลงของนายแอนดรูว์พร้อมเอกสารแนบท้ายเป็นพยานต่อศาลแทนการสืบพยาน และศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว พยานหลักฐานดังกล่าวรวมทั้งถ้อยแถลงของนายแอนดรูว์ แม้เป็นพยานบอกเล่าก็รับฟังเป็นพยานได้ ตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ของอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ข้อ 31 และ 37 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 และ 30 ทั้งหนังสือรับรองการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของสำนักงานเครื่องหมายการค้าแห่งเบเนลักซ์ และองค์การเครื่องหมายการค้านานาชาติก็ไม่มีเหตุน่าสงสัยว่าจะไม่มีอำนาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังที่โจทก์อุทธรณ์ ด้วยพยานหลักฐานและเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่าจำเลยและพิพากษายกฟ้อง จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นนี้ 1,500 บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 95
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 24 ม. 67
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 30
ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบำรุง แซ่ตั้ง
จำเลย — คิปลิ้งค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวัส ติงสมิตร
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8243/2544
#43395
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 65 วรรคสองและมาตรา 67 วรรคสอง บัญญัติโทษของผู้ฝ่าฝืนโดยให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องสำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 30,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องสำหรับความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคารและความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคาร เมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองอาคารและมิได้ปฏิเสธว่าเป็นผู้ดัดแปลงอาคารด้วยตนเองจำเลยจึงเป็นผู้ดำเนินการตามความหมายในมาตรา 4 ซึ่งต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดแต่ละฐานตามมาตรา 69 นอกจากนี้การกระทำความผิดของจำเลยยังเป็นการกระทำอันเกี่ยวกับอาคารเพื่อพาณิชยกรรมต้องตามมาตรา 70 ซึ่งบัญญัติโทษของผู้กระทำความผิดเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดแต่ละฐานอีกด้วย ดังนั้น โทษที่จำเลยกระทำจึงมีระวางโทษปรับรายวันวันละไม่เกิน 40,000 บาท สำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และไม่เกิน 120,000 บาท สำหรับความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคารและความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคาร

การลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันสำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น เริ่มนับแต่วันที่ดัดแปลงอาคารโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายไปจนถึงวันที่ดัดแปลงอาคารเสร็จ ส่วนการกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคารและความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคารเริ่มนับแต่วันที่จำเลยทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคารและห้ามใช้อาคารแล้วฝ่าฝืนคำสั่งไปจนถึงวันที่ดัดแปลงอาคารเสร็จและหยุดใช้อาคาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 2, 4, 21, 40, 41, 65, 67, 69, 70ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และปรับจำเลยเป็นรายวันจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1445/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง,67 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 69, 70 (ที่ถูกต้องปรับบทตามมาตรา21, 40 ด้วย) เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นจำคุก 4 เดือนและปรับ 40,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคารจำคุก 6 เดือนและปรับ 60,000 บาทและฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคารจำคุก 6 เดือนและปรับ 60,000 บาท รวมจำคุก 16 เดือนและปรับ 160,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือนและปรับ 80,000บาท นอกจากนั้นในความผิดฐานแรกให้ปรับเป็นรายวันวันละ 3,000 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นในความผิดฐานที่สองให้ปรับเป็นรายวันวันละ 3,000 บาท นับแต่วันทราบคำสั่งเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเฉพาะส่วนที่คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 62 วัน เป็นเงิน 186,000 บาท และในความผิดฐานที่สามให้ปรับเป็นรายวันวันละ 3,000 บาท นับแต่วันทราบคำสั่งเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเฉพาะส่วนที่คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 62 วัน เป็นเงิน 186,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ยกคำขอให้นับโทษต่อ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าศาลชั้นต้นยังไม่ลดโทษปรับรายวันให้จำเลย จึงลดโทษปรับรายวันให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 แล้วพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นรายวันฐานดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นวันละ 1,500 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคารวันละ1,500 บาท และฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคารวันละ 1,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษปรับรายวันในสถานเบานั้น เห็นว่าความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคาร และฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคาร พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง และมาตรา 67 วรรคสองบัญญัติโทษของผู้ฝ่าฝืนโดยให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องสำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 30,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องสำหรับความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคารและความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคาร เมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองอาคารและมิได้ปฏิเสธว่าเป็นผู้ดัดแปลงอาคารด้วยตนเอง จำเลยจึงเป็นผู้ดำเนินการตามความหมายในมาตรา 4 ซึ่งต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดแต่ละฐานตามมาตรา 69 นอกจากนี้การกระทำความผิดของจำเลยยังเป็นการกระทำอันเกี่ยวกับอาคารเพื่อพาณิชยกรรมต้องตามมาตรา 70 ซึ่งบัญญัติโทษของผู้กระทำความผิดเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดแต่ละฐานอีกด้วย ดังนั้น โทษที่จำเลยกระทำจึงมีระวางโทษปรับรายวันวันละไม่เกิน 40,000 บาทสำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และไม่เกิน 120,000 บาท สำหรับความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคารและความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคาร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจลงโทษปรับจำเลยในแต่ละฐานความผิดเพียงวันละ 3,000 บาทก่อนลดโทษนั้น นับว่าเบาเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันสำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคาร และความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคารนับแต่วันทราบคำสั่งเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นนั้นยังไม่ถูกต้อง เพราะการกระทำความผิดฐานแรกย่อมเริ่มนับแต่วันที่ดัดแปลงอาคารโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายไปจนถึงวันที่ดัดแปลงอาคารเสร็จ ซึ่งตามฟ้องระบุว่าจำเลยกระทำการดังกล่าวระหว่างวันที่ 5 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน2542 ส่วนการกระทำความผิดฐานที่สองและที่สามย่อมเริ่มนับแต่วันที่จำเลยทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคารและห้ามใช้อาคารแล้วฝ่าฝืนคำสั่งไปจนถึงวันที่ดัดแปลงอาคารเสร็จและหยุดใช้อาคาร ซึ่งตามฟ้องระบุว่าจำเลยกระทำการฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน2542 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2542 รวม 62 วัน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นรายวันวันละ1,500 บาท สำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น นับแต่วันที่ 5เมษายน 2542 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2542 รวม 87 วันความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคารนับแต่วันที่ 30 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2542 รวม 62 วัน และความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคาร นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน2542 รวม 62 วัน เป็นเงิน 130,500 บาท 93,000 บาท และ93,000 บาทตามลำดับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 65 ม. 67 ม. 69 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นาง กิตติยา จันทร์ประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8243/2544
#67133
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคาร และฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคาร พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง และมาตรา 67 วรรคสอง บัญญัติโทษของผู้ฝ่าฝืนโดยให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัตให้ถูกต้องสำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารเพื่อ พาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 30,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องสำหรับความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคารและความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคาร เมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองอาคารและมิได้ปฏิเสธว่าเป็นผู้ดัดแปลงอาคารด้วยตนเอง จำเลยจึงเป็นผู้ดำเนินการตามความหมายในมาตรา 4 ซึ่งต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดแต่ละฐานตามมาตรา 69 การกระทำความผิดของจำเลยยังเป็นการกระทำอันเกี่ยวกับอาคารเพื่อพาณิชยกรรมต้องตามมาตรา 70 ซึ่งบัญญัติโทษของผู้กระทำความผิดเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดแต่ละฐานอีกด้วย

ความผิดฐานดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ความผิดฐาน ฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคาร และความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงาน ท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคารการกระทำความผิดฐานแรกย่อมเริ่มนับแต่วันที่ดัดแปลงอาคารโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายไปจนถึงวันที่ดัดแปลงอาคารเสร็จ ส่วนการกระทำผิดฐานที่สองและที่สามย่อมเริ่มนับแต่วันที่จำเลยทราบคำสั่งของ เจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคารและห้ามใช้อาคารแล้วฝ่าฝืนคำสั่งไปจนถึงวันที่ดัดแปลงอาคารเสร็จและหยุดใช้อาคาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒, ๔, ๒๑, ๔๐, ๔๑, ๖๕, ๖๗, ๖๙, ๗๐ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ และปรับจำเลยเป็นรายวันจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๔๔๕/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๕ วรรคหนึ่งและวรรคสอง, ๖๗ วรรคหนึ่งและวรรคสอง, ๖๙, ๗๐ (ที่ถูกต้องปรับบทตามมาตรา ๒๑, ๔๐ ด้วย) เรียงกระทง ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจาก เจ้าพนักงานท้องถิ่นจำคุก ๔ เดือน และปรับ ๔๐,๐๐๐ บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการ ดัดแปลงอาคารจำคุก ๖ เดือน และปรับ ๖๐,๐๐๐ บาท และฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคารจำคุก ๖ เดือน และปรับ ๖๐,๐๐๐ บาท รวมจำคุก ๑๖ เดือน และปรับ ๑๖๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๘ เดือน และปรับ ๘๐,๐๐๐ บาท นอกจากนั้นในความผิดฐานแรกให้ปรับเป็นรายวันวันละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ในความผิดฐานที่สองให้ปรับรายวันวันละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่วันทราบคำสั่งเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น เฉพาะส่วนที่คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๖๒ วัน เป็นเงิน ๑๘๖,๐๐๐ บาท และในความผิดฐานที่สามให้ปรับเป็นรายวันวันละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่วันทราบคำสั่งเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น เฉพาะส่วนที่คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๖๒ วัน เป็นเงิน ๑๘๖,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ยกคำขอให้นับโทษต่อ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เห็นว่าศาลชั้นต้นยังไม่ลดโทษปรับรายวันให้จำเลยจึงลดโทษปรับรายวันให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้วพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นรายวันฐานดัดแปลงอาคารเพื่อ พาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นวันละ ๑,๕๐๐ บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงาน ท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคารวันละ ๑,๕๐๐ บาท และฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคารวันละ ๑,๕๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคาร และฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคาร พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๕ วรรคสอง และมาตรา ๖๗ วรรคสอง บัญญัติโทษของผู้ฝ่าฝืนโดยให้ปรับอีกวันละไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องสำหรับฐานดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและให้ปรับอักวันละไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท ตลอดเวลวที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องสำหรับความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคารและความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคาร เมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองอาคารและมิได้ปฏิเสธว่าเป็นผู้ดัดแปลงอาคารด้วยตนเอง จำเลยจึงเป็นผู้ดำเนินการตามความหมายในมาตรา ๔ ซึ่งต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดแต่ละฐานตามมาตรา ๖๙ นอกจากนี้การกระทำความผิดของจำเลยยังเป็นการกระทำอันเกี่ยวกับอาคารเพื่อพาณิชยกรรมต้องตามมาตรา ๗๐ ซึ่งบัญญัติโทษของ ผู้กระทำความผิดเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดแต่ละฐานอีกด้วย ดังนั้น โทษที่จำเลยกระทำจึงมีระวางโทษปรับรายวันวันละไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท สำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับ ใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และไม่เกิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท สำหรับความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคารและความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคาร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ใช้ดุลพินิจลงโทษปรับจำเลยในแต่ละฐานความผิดเพียงวันละ ๓,๐๐๐ บาท ก่อนลดโทษนั้น นับว่าเบาเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันสำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคาร และความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคาร นับแต่วันทราบ คำสั่งเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นนั้นยังไม่ถูกต้อง เพราะการกระทำความผิดฐานแรกย่อมเริ่มนับแต่วันที่ดัดแปลงอาคารโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายไปจนถึงวันที่ดัดแปลงอาคารสำเร็จ ซึ่งตามฟ้องระบุว่าจำเลยกระทำการดังกล่าวระหว่างวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๒ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๒ ส่วนการกระทำความผิดฐานที่สองและ ที่สามย่อมเริ่มนับแต่วันที่จำเลยทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคารและห้ามใช้อาคารแล้วฝ่าฝืนคำสั่งไปจนถึงวันที่ดัดแปลงอาคารเสร็จและหยุดใช้อาคาร ซึ่งตามฟ้องระบุว่าจำเลยกระทำการฝ่าฝืนคำสั่ง ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๒ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๒ รวม ๖๒ วัน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นรายวันวันละ ๑,๕๐๐ บาท สำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารเพื่อ พาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นนับแต่วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๒๑ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๒ รวม ๘๗ วัน ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการดัดแปลงอาคาร นับแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๒ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๒ รวม ๖๒ วัน และความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคาร นับแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๒ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๒ รวม ๖๒ วัน เป็นเงิน ๑๓๐,๕๐๐ บาท ๙๓,๐๐๐ บาท และ ๙๓,๐๐๐ บาท ตามลำดับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 21 ม. 40 ม. 65 วรรคหนึ่ง ม. 65 วรรคสอง ม. 67 วรรคหนึ่ง ม. 69 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นางกิตติยา จันทร์ประสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายภาสกร ญาณสุธี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสามัคคี มณีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8241/2544
#42707
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อนุญาตให้รถยนต์ที่มีเลขทะเบียนไม่ตรงกับใบสั่งจ่ายน้ำมันเข้าไปเติมน้ำมันในบริษัทจำเลยและออกใบผ่านยามไม่ตรงกับความจริง ซึ่งปฏิบัติกันเป็นปกติเพราะไม่มีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนไม่ปรากฏว่าโจทก์ทุจริตหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว จำเลยก็เรียกเก็บเงินในภายหลังได้ตามปกติ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจทำให้นายจ้างเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 119(2) จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ว่า "ไม่ปกปิดข้อเท็จจริงอันอาจเป็นเหตุให้บริษัทฯได้รับความเสียหาย ทำหลักฐานหรือรายงานหรือให้ข้อความเป็นเท็จแก่บริษัทฯ" จำเลยจึงมีสิทธิไล่โจทก์ออกจากงานได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย และไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 6,795 บาท และค่าชดเชยจำนวน 47,410 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรง โดยอนุญาตให้รถยนต์ที่มีเลขทะเบียนไม่ตรงกับในใบสั่งจ่ายน้ำมันเข้าไปเติมน้ำมันภายในบริษัท และออกใบผ่านยามเท็จระบุเลขทะเบียนไม่ตรงกับรถที่เข้าไปเติมน้ำมันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์อนุญาตให้รถยนต์ที่มีเลขทะเบียนไม่ตรงกับใบสั่งจ่ายน้ำมันเข้าไปเติมน้ำมันในบริษัทจำเลยและออกใบผ่านยามไม่ตรงกับความจริง อันเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงหรือทำหลักฐานหรือรายงานหรือให้ข้อความอันเป็นเท็จแก่จำเลย เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.2 ข้อ 45(21) แต่โจทก์ได้ปฏิบัติเช่นนี้เสมอมาเป็นปกติ เนื่องจากแนวทางในการปฏิบัติไม่แน่นอน การฝ่าฝืนของโจทก์จึงมิใช่กรณีร้ายแรงและจำเลยก็ไม่เคยมีหนังสือตักเตือนโจทก์มาก่อน การกระทำของโจทก์มิใช่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และมิใช่การประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำนวน 6,795 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 สิงหาคม 2543) และค่าชดเชยจำนวน 47,410 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง(วันที่ 17 กรกฎาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์จงใจทำให้จำเลยเสียหายและจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ เห็นว่า การที่ลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(2) นั้นหมายถึง ลูกจ้างได้กระทำโดยรู้สำนึกถึงการกระทำว่าจะเกิดผลเสียหายต่อนายจ้าง คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์อนุญาตให้รถยนต์ที่มีเลขทะเบียนไม่ตรงกับใบสั่งจ่ายน้ำมันเข้าไปเติมน้ำมันในบริษัทจำเลยและออกใบผ่านยามไม่ตรงกับความจริง ซึ่งการกระทำเช่นนี้ โจทก์และพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยได้ปฏิบัติกันมาเป็นปกติเพราะไม่มีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนในเรื่องนี้ จำเลยทำการสอบสวนแล้วก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทุจริตหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวและรถที่เข้าไปเติมน้ำมันนั้นจำเลยก็เรียกเก็บเงินในภายหลังได้ตามปกติดังนั้น จึงมิใช่เป็นการที่โจทก์กระทำโดยรู้ว่าจะเกิดความเสียหายแก่จำเลยผู้เป็นนายจ้างอันจะถือว่าโจทก์จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์มิได้จงใจทำให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(2) จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยตามฟ้องให้แก่โจทก์ แต่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.2 ข้อ 45(21) ที่ว่า "ไม่ปกปิดข้อเท็จจริงอันอาจเป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย ทำหลักฐานหรือรายงานหรือให้ข้อความเป็นเท็จแก่บริษัทฯ" ซึ่งถือเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในตัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงมีสิทธิไล่โจทก์ออกจากงานได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและมิต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 583 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17 วรรคท้าย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมพงษ์ ศรีกะพงษ์
จำเลย — บริษัท อุตสาหกรรมปลาป่นแปซิฟิค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา