คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8149/2544
#98315
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ว. ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยผู้มรณะ โจทก์ไม่คัดค้าน ศาลอุทธรณ์จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ต่อเมื่อมีบุคคลเข้าแทนที่ผู้มรณะก่อน และจะต้องมีคำสั่งในการที่จะเข้ามาเป็นคู่ความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 , 44 การที่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งเรื่องการขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่และพิพากษาคดีไปจึงไม่ชอบ แต่เนื่องจากคดีนี้ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรสั่งคำร้องขอเข้าเป็นผู้แทนจำเลยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์สั่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คพร้อมด้วยดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน ๑๐๑,๐๔๑.๖๖ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ ๑ ถึงแก่กรรม นายวีรพงษ์ ต้องสุดใจธรรม บุตรจำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นายวีรพงษ์ ต้องสุดใจธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ ๑ ผู้มรณะ โจทก์ไม่คัดค้าน ในกรณีนี้ศาลอุทธรณ์จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ต่อเมื่อมีบุคคลเข้าแทนที่ผู้มรณะก่อน และจะต้องมีคำสั่งในการที่จะเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒ , ๔๔ การที่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งเรื่องการขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่และพิพากษาคดีไปจึงไม่ชอบ แต่เนื่องจากคดีนี้ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องของนายวีรพงษ์ดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์สั่ง ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายวีรพงษ์เป็นบุตรของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นทายาทของจำเลยที่ ๑ ย่อมเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ ๑ ได้ จึงมีคำสั่งอนุญาตให้นายวีรพงษ์เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ ๑ ผู้มรณะ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจากโจทก์สั่งจ่ายเช็คพิพาท ซึ่งจำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อสลักหลังให้โจทก์ยึดถือไว้ เมื่อจำเลยที่ ๑ ผิดนัดผิดสัญญาไม่ชำระดอกเบี้ยและโจทก์กำหนดเวลาให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้แล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ โจทก์มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายจะจดแจ้งลงวันเดือนปีในเช็คพิพาท ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๐ วรรคสุดท้าย ประกอบด้วยมาตรา ๙๘๙ วรรคแรก เมื่อธนาคารผู้จ่ายปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ ๑ ผู้สั่งจ่าย และจำเลยที่ ๒ ผู้สลักหลังเช็คพิพาทต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ผู้ทรง

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาล โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 42 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยยุทธ กิตติรัชตสุนทร
แซ่เฮ้ง — นายเป้งเฮง
จำเลย — โดยนายวีรพงษ์ ต้องสุดใจธรรม ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมชาย ทองสีมัน
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ งามสันติกุล
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
วิเทพ ศิริพากย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8148/2544
#43389
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีพยานขณะจับกุม 2 ปาก คือ ร้อยตำรวจเอก ส. และจ่าสิบตำรวจ ร. พยานทั้งสองเบิกความแต่เพียงว่าได้ทราบจากสายลับว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนจากหมู่บ้านหมู่ที่ 10 ตำบลแม่สาย เพื่อนำไปส่งที่ภาคกลางเท่านั้น ไม่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเมทแอมเฟตามีนจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร ดังนั้น ตามบันทึกการจับกุมพยานทั้งสองจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลย เพียงว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยเพิ่งถูกตั้งข้อหาในชั้นสอบสวนว่าจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย โดยอาศัยข้อเท็จจริงจากคำบอกเล่าของจำเลยในชั้นจับกุม โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดอีก คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมหรือชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่าเท่านั้นมีน้ำหนักน้อย ต้องมีพยานหลักฐานอื่นประกอบจึงจะมีน้ำหนักรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยได้ ทั้งการกระทำความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายมีโทษสถานเดียวคือประหารชีวิต แม้ในกรณีที่จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาล โจทก์ก็ยังต้องสืบพยานจนกว่าศาลจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่งเมื่อจำเลยให้การปฏิเสธและโจทก์ไม่มีพยานแวดล้อมกรณีอื่น คงมีแต่คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนซึ่งยังมีข้อโต้เถียงว่าจำเลยได้ให้การด้วยความสมัครใจหรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้าในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างต้นปี 2536 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541จำเลยที่ 2 เป็นคนต่างด้าวเชื้อชาติไทยใหญ่ สัญชาติพม่า เป็นผู้ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารเดินทางที่ใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้องสมบูรณ์ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยที่บริเวณตำบลแม่สาย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ช่องทางที่จำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นช่องทางอื่นซึ่งมิใช่เป็นช่องทางหรือด่านตรวจคนเข้าเมืองที่อนุญาตให้คนต่างด้าวเข้าหรืออกนอกราชอาณาจักรได้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย หลังจากนั้นตลอดมาจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 2 อยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และวันที่ 28กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 6,000 เม็ด น้ำหนัก 587.54 กรัมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 179.91 กรัม เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสี่ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8,15, 65, 66, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 11,12, 13, 18, 54, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ปฏิเสธข้อหาอื่น

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง,65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ข้อหานำเมทแอมเฟตามีนเข้าในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นความผิดกรรมเดียว ให้ลงโทษข้อหานำเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นความผิดกรรมเดียว ให้ลงโทษข้อหานำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ประหารชีวิตจำเลยที่ 1และที่ 2 คำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1และที่ 2 ตลอดชีวิต ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองด้วยและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามฟ้อง จำเลยที่ 2อุทธรณ์ขอให้ลดโทษกึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 25 ปีถึง 50 ปี ส่วนจำเลยที่ 1ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2ที่พิพากษาให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและนำสืบรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(2) คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 25 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อหานำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายด้วยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานขณะจับกุม 2 ปาก คือร้อยตำรวจเอกสุภาพ สุวรรณชัย และจ่าสิบตำรวจรุ่ง จันทร์จิต พยานทั้งสองเบิกความแต่เพียงว่า ได้ทราบจากสายลับว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2จะนำเมทแอมเฟตามีนจากหมู่บ้านหมู่ที่ 10 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อนำไปส่งที่ภาคกลางเท่านั้น ไม่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเมทแอมเฟตามีนจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรดังนั้นตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 พยานทั้งสองจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งถูกตั้งข้อหาในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 1และที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีน เข้าในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย โดยอาศัยข้อเท็จจริงจากคำบอกเล่าของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในชั้นจับกุมโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดอีก คำรับของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในชั้นจับกุมหรือชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่าเท่านั้น มีน้ำหนักน้อยต้องมีพยานหลักฐานอื่นประกอบจึงจะมีน้ำหนักรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทั้งการกระทำความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายมีโทษสถานเดียวคือประหารชีวิตแม้ในกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพต่อศาล โจทก์ก็ยังต้องสืบพยานจนกว่าศาลจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธและโจทก์ไม่มีพยานแวดล้อมกรณีอื่นคงมีแต่คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ซึ่งยังมีข้อโต้เถียงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้การด้วยความสมัครใจหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีน เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย นิพนธ์ ว่านม่วง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิชา มั่นสกุล
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8147/2544
#99805
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการผิดระเบียบ มิได้อุทธรณ์ว่าเป็นเรื่องขอให้พิจารณาคดีใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำร้องและอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องขอให้พิจารณาคดีใหม่ แต่ได้ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่พ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลง จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีประเด็นโต้เถียงกันในชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองยี่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลง จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาทที่จังหวัดจันทบุรี แต่เมื่อขณะถูกฟ้องจนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยทั้งสองได้ไปค้าขายอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี จึงไม่ทราบเรื่องที่ถูกฟ้อง ซึ่งโดยสภาพย่อมเป็นเรื่องพ้นวิสัยที่จำเลยทั้งสองจะมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเสียก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาได้ จำเลยทั้งสองจึงชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วได้

การที่พนักงานเดินหมายนำหมายนัดสืบพยานโจทก์ไปปิด ณ บ้านจำเลยทั้งสอง เป็นเวลาก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์เพียง 11 วัน การปิดหมายนัดดังกล่าวจึงไม่มีผลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคสอง ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองทราบวันนัดสืบพยานโจทก์โดยชอบ แม้จำเลยทั้งสองไม่ไปศาลในวันนัดก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองจงใจขาดนัดพิจารณา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาแล้วให้พิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ชอบที่ศาลจะเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท พร้อมกับชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องมาก่อน เพราะไม่เคยได้รับหมายเรียกและหมายนัดสืบพยานโจทก์ เพิ่งจะทราบว่าถูกฟ้องเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขับไล่จำเลยทั้งสองให้ออกจากบ้านพิพาท และขณะที่พนักงานเดินหมายนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น จำเลยไม่อยู่ที่บ้านพิพาทไปขายของที่ต่างจังหวัด จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ การที่จำเลยทั้งสองไม่ไปศาลในวันนัดสืบพยานแล้วศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาให้ทำการสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการปิดหมายนัดสืบพยานโจทก์ไม่ครบกำหนดระยะเวลา ๑๕ วัน จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จำเลยทั้งสองขอคัดค้านการพิจารณา คำพิพากษาและการบังคับคดีว่าไม่ถูกต้องผิดระเบียบ ขอให้ศาลไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมายและผิดระเบียบ และมีคำสั่งเรียกให้จำเลยทั้งสองต่อสู้คดีต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยทั้งสองได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้วโดยชอบ และจำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เพราะศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การส่งหมายนัดสืบพยานโจทก์กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองขอให้แก้ไขหรือเพิกถอนข้อผิดพลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ หาได้ขอให้พิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ ไม่ ซึ่งการร้องขอแก้ไขหรือเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา ๒๗ นั้น จะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา คดีนี้มีศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แล้วได้พิจารณาคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียวจนได้ชี้ขาดตัดสินให้จำเลยทั้งสองแพ้คดีแล้ว ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเอง จำเลยทั้งสองมีทางจะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้โดยอุทธรณ์คำพิพากษาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๗ และ ๒๐๘ เท่านั้น จึงให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างระยะเวลาแก้ฎีกา โจทก์ถึงแก่กรรม นางขันทอง ยินสูตร มารดาโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ซึ่งเป็นการไม่ชอบ จึงให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น แต่เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ถึงแก่กรรม และนางขันทองเป็นมารดาของโจทก์ ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งอนุญาตให้นางขันทองเป็นคู่ความแทนโจทก์

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ ๒ ถึงแก่กรรม นายกิตติพงศ์ ยรรยงสิริวงศ์ สามีของจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องขอให้แก้ไขหรือเพิกถอนข้อผิดพลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ หาได้ขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ ไม่ ซึ่งคำร้องขอแก้ไขหรือเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา ๒๗ นั้น จะต้องทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา...ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ซึ่งจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการผิดระเบียบอยู่สองประการ ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง โดยมิได้อุทธรณ์ว่าตามคำร้องของจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องขอให้พิจารณาคดีใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยว่า ตามคำร้องและอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองพอแปลได้ว่าเป็นเรื่องขอให้พิจารณาคดีใหม่ แต่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่เมื่อพ้นกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลง จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอพิจารณาคดีใหม่ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยทั้งสองนั้นแล้วนั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีประเด็นที่โต้เถียงกันในชั้นอุทธรณ์ การที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลง จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วได้หรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่า ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่า ขณะถูกฟ้องจนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยทั้งสองได้ไปค้าขายอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี จึงไม่ทราบเรื่องที่ถูกฟ้อง ซึ่งจำเลยทั้งสองมีนางจิตรา สิงห์สังวร นางสาวณัฐสุชา จิรวงษ์กาญจนา นายจริน เจริญการ และนายคมพล ยรรยงสิริวงศ์ บุตรชายจำเลยทั้งสองมาเบิกความยืนยัน ส่วนโจทก์ไม่มีพยานมานำสืบหักล้าง จึงรับฟังได้ดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง ซึ่งโดยสภาพดังกล่าวย่อมเป็นเรื่องพ้นวิสัย ที่จำเลยทั้งสองจะมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเสียก่อนที่ศาลชั้นต้นาจะมีคำพิพากษาได้ เพราะจำเลยทั้งสองยังไม่ทราบถึงเหตุดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นหรือไม่ ในปัญหานี้แม้ศาลชั้นต้นจะยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริง แต่ศาลชั้นต้นได้สืบพยานจำเลยทั้งสองและโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องของโจทก์ให้แก่จำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากพนักงานเดินหมายของศาลนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปปิดผิดบ้านนั้น เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองอ้างเพียงว่าขณะที่พนักงานเดินหมายนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น จำเลยทั้งสองไม่อยู่บ้าน ไปขายของที่ต่างจังหวัด จึงเท่ากับจำเลยทั้งสองยอมรับว่าพนักงานเดินหมายนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งที่บ้านของจำเลยทั้งสองแล้ว ข้ออ้างที่ว่า การปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องผิดบ้านจึงเป็นข้อที่มิได้กล่าวอ้างไว้ในคำร้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า พนักงานเดินหมายได้นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งที่บ้านจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยชอบ ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การปิดหมายนัดสืบพยานโจทก์ไม่ชอบเนื่องจากปิดไม่ครบ ๑๕ วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗๙ นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๑ แต่พนักงานเดินหมายนำหมายสืบพยานโจทก์ไปปิด ณ บ้านจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นเวลาก่อนวันนัดสืบพยานเพียง ๑๑ วัน การปิดหมายนัดดังกล่าวจึงไม่มีผลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗๙ วรรคสอง ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองทราบวันนัดสืบพยานโจทก์โดยชอบแล้ว แม้จำเลยทั้งสองไม่ไปศาลในวันนัดก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองจงใจขาดนัดพิจารณา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาแล้วให้พิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ชอบที่ศาลจะเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ฎีกาจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๑ และคำสั่งที่ให้จำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่การส่งหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลยทั้งสอง แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

นายวรณัฏฐ์ สังข์ใหม่ ผู้ช่วยฯ

น.ส. อังคณา สินเกษม ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายวีระวัฒน์ ปวราจารย์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 79 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน — นางสา โสภาทำ โดยนางขันทอง ยินสูตร
กับพวก — นายกิตติพงศ์ ยรรยงสิริวงศ์ ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายวิธิต ทัศนานุกุลกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประดิษฐ์ ทรงฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8139/2544
#44655
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าทางพิพาทมิใช่ทางสาธารณะ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องและเรียกค่าเสียหาย ดังนี้ ประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและฟ้องแย้งย่อมมีว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยอันเป็นประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกัน หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทางพิพาทมิใช่ทางสาธารณะ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย นอกจากจำเลยจะไม่ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากทางพิพาทแล้ว จำเลยยังมีสิทธิห้ามโจทก์เกี่ยวข้องและใช้ทางพิพาทได้ด้วย ส่วนข้ออ้างของจำเลยจะรับฟังได้หรือไม่ และจำเลยจะเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ได้หรือไม่ เพียงใดนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณาฟ้องแย้งเช่นนี้จึงเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมและมิได้มีเงื่อนไขเลยว่าจะถือเป็นฟ้องแย้งต่อเมื่อจำเลยต้องแพ้คดีตามคำฟ้องเสียก่อนแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ใกล้กับที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 29188 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานครกว้างประมาณ 8 เมตร ยาวประมาณ 203 เมตร โจทก์ได้ใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นทางเข้าออกสู่ถนนพหลโยธินนานกว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งจำเลยได้สละที่ดินแปลงดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะ เมื่อเดือนมิถุนายน 2541 จำเลยปลูกต้นไม้และสร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นในที่ดินดังกล่าว กว้างประมาณ1.5 เมตร ทำให้ถนนแคบลง ไม่สะดวกในการใช้สอย ขอให้พิพากษาให้ที่ดินดังกล่าว ตกเป็นทางสาธารณะหรือทรัพย์สมบัติของแผ่นดินให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากที่ดินดังกล่าวหากไม่รื้อขอให้โจทก์รื้อถอนเองโดยให้จำเลยเป็นผู้รับผิดใช้ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทางพิพาท อีกทั้งมีทางออกอื่นที่สะดวกกว่า ที่ดินของจำเลยดังกล่าวมิได้เป็นทางสาธารณะ โดยจำเลยได้จดทะเบียนภารจำยอมให้แก่บุคคลอื่น และจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่ธนาคาร การที่โจทก์โต้แย้งสิทธิเหนือทางพิพาทของจำเลยเนื่องจากมีเจตนาที่จะทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และเป็นการรบกวนการครอบครองของจำเลยโดยปกติสุข จำเลยจึงขอให้สิทธิฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและมีคำสั่งห้ามโจทก์และบริวารยุ่งเกี่ยวกับทางพิพาทอีกต่อไป และห้ามโจทก์ผ่านเส้นทางพิพาทนับแต่วันจำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งนี้ หากโจทก์และบริวารยังคงฝ่าฝืนขอให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยในอัตราวันละ1,000 บาท นับแต่วันยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้ง แต่ต่อมาศาลชั้นต้นได้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องแย้งเป็นไม่รับฟ้องแย้งเนื่องจากเป็นฟ้องแย้งที่ยังไม่เกิดขึ้นขณะฟ้องและมีเงื่อนไข จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าทางพิพาทมิใช่ทางสาธารณะ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องและเรียกค่าเสียหาย ดังนี้ประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและฟ้องแย้งย่อมมีว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย อันเป็นประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกัน หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทางพิพาทมิใช่ทางสาธารณะ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย นอกจากจำเลยจะไม่ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากทางพิพาทแล้ว จำเลยยังมีสิทธิห้ามโจทก์เกี่ยวข้องและใช้ทางพิพาทได้ด้วยส่วนข้ออ้างของจำเลยจะรับฟังได้หรือไม่ และจำเลยจะเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ได้หรือไม่เพียงใดนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณา ฟ้องแย้งเช่นนี้จึงเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมและมิได้มีเงื่อนไขเลยว่าจะถือเป็นฟ้องแย้งต่อเมื่อจำเลยต้องแพ้คดีตามคำฟ้องเสียก่อนแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สิระ สุทธิคำ
จำเลย — บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8138/2544
#42702
เปิดฉบับเต็ม

คำขอให้พิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 วรรคสอง ต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งทั้งเหตุที่ขาดนัดและทั้งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยในข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลนั้นกล่าวไว้เพียงว่า หากจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีและนำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์แล้ว จำเลยมีโอกาสชนะคดีเนื่องจากโจทก์จำเลยไม่เคยมีมูลหนี้ต่อกันตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องเท่านั้น กรณีจึงเป็นเพียงการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ศาลทราบ มิใช่ข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นเพราะมิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบประการใดเพราะเหตุใด และเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงสนับสนุนให้เห็นได้ชัดแจ้งว่า หากให้มีการพิจารณาใหม่แล้ว ศาลอาจพิจารณาให้ผิดแผกแตกต่างไปจากที่ได้พิจารณาไปแล้ว ซึ่งจะเป็นผลให้จำเลยชนะคดีได้ คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้และบันทึกข้อตกลง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 8,669,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 25 พฤศจิกายน 2540) ต้องไม่เกิน 1,371,641 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง หมายนัดสืบพยานโจทก์และคำบังคับโดยวิธีปิดหมาย ณ บ้านเลขที่ 182/1 ถนนพระราม 6 ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นภูมิลำเนาของจำเลย เมื่อวันที่ 27พฤศจิกายน 2540 วันที่ 9 มกราคม 2541 และวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541ตามลำดับ ในช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยเพียงแต่มีชื่อระบุอยู่ในสำเนาทะเบียนบ้านที่โจทก์อ้างไว้ในคำฟ้องเท่านั้น ความจริงแล้วจำเลยออกจากบ้านอันเป็นภูมิลำเนาเดิมดังกล่าวซึ่งเป็นบ้านของนายบัณฑิต ธิติประเสริฐ สามีจำเลยมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 185 ถนนกันตัง ตำบลทับเที่ยงอำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นบ้านของบิดาจำเลยเพราะจำเลยกับนายบัณฑิตตกลงเลิกร้างและแยกกันอยู่ จำเลยเพิ่งมาทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องคดีนี้จากนายบรรเจิด เกษมวิชญ์ บิดาจำเลยว่าโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีมายึดทรัพย์ของเครือญาติจำเลยดังกล่าว ทั้งนายบัณฑิตหรือเครือญาตินายบัณฑิตซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 182/1 ก็ไม่เคยแจ้งให้จำเลยทราบ ทำให้จำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การแก้คดี ไม่ได้มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ หากจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีและนำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์แล้ว จำเลยมีโอกาสชนะคดีเพราะโจทก์จำเลยไม่เคยมีมูลหนี้ต่อกัน

โจทก์คัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "กรณีเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า คำขอให้พิจารณาใหม่นั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสอง บัญญัติไว้ให้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่คู่ความได้ขาดนัดและข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล ความหมายก็คือ ต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งทั้ง 2 ประการ คือ ทั้งเหตุที่ขาดนัดและทั้งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลด้วย แต่คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยในข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลนั้น กล่าวไว้เพียงว่า หากจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี และนำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์แล้ว จำเลยมีโอกาสชนะคดีเนื่องจากโจทก์จำเลยไม่เคยมีมูลหนี้ต่อกันตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องเท่านั้น กรณีจึงเป็นเพียงการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ศาลทราบ มิใช่ข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้น เพราะมิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบประการใด เพราะเหตุใดและเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงสนับสนุนให้เห็นได้ชัดแจ้งว่า หากให้มีการพิจารณาใหม่แล้ว ศาลอาจพิจารณาให้ผิดแผกแตกต่างไปจากที่ได้พิจารณาไปแล้ว ซึ่งจะเป็นผลให้จำเลยชนะคดีได้ คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสอง ดังกล่าวข้างต้นปัญหาเช่นว่านี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยได้ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 208 เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ฉินเฮ็ก อัจฉริยะเสถียร
จำเลย — นาง นิตยา ธิติประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8136/2544
#42701
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยและปรับ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ต่อมาพนักงานคุมประพฤติรายงานว่าจำเลยยังคงเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยไม่ประพฤติตามเงื่อนไขเพื่อคุมประพฤติตามที่ศาลกำหนด จึงให้ลงโทษจำคุกซึ่งรอการลงโทษไว้ เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งและศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญาฯ มาตรา 17 วรรคสองจำเลยจะฎีกาไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและสั่งรับฎีกาจำเลยมานั้น เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 1 ปีและปรับ 10,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 2 ปีและปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีคุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้งภายในเวลาที่คุมความประพฤติ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภทกับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ต่อมาพนักงานคุมประพฤติรายงานว่า ในระหว่างคุมความประพฤติจำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายอีก 2 คดีตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 400/2543และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 925/2543 ของศาลชั้นต้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติตามที่ศาลกำหนดศาลชั้นต้นสอบถามแล้ว จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามรายงานของพนักงานคุมประพฤติดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด แต่พฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยยังคงเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติตามที่ศาลกำหนด จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปีตามโทษจำคุกซึ่งรอการลงโทษไว้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปีและปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้งภายในเวลาที่คุมความประพฤติ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ต่อมาพนักงานคุมประพฤติรายงานว่าจำเลยยังคงเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติตามที่ศาลกำหนดจึงให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ตามโทษจำคุกซึ่งรอการลงโทษไว้ เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่ง และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาแล้วคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญาพ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคสอง จำเลยจะฎีกาไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายสมรักษ์หรือรักษ์ ม่วงหิมพาน
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8128/2544
#43388
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่โจทก์ฟ้อง อ. อ. ได้ถึงแก่กรรม ไม่มีสภาพเป็นบุคคลตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงไม่อาจฟ้อง อ. เป็นจำเลยที่ 5 ได้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทของจำเลยที่ 5มารับผิดแทนจำเลยที่ 5 ซึ่งโจทก์ไม่สามารถจะฟ้องร้องได้อยู่แล้วจึงไม่อาจกระทำได้เพราะมิใช่เป็นการแก้ไขคำฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 โจทก์ชอบที่จะไปฟ้องจำเลยที่ 3 ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมของจำเลยที่ 5ได้ใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่เหลือติดจำนองอยู่จำนวน 3 แปลง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำให้การต่อสู้คดี จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาโจทก์ทราบจากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 2ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกห้างไปแล้วภายหลังถูกฟ้องคดีนี้ ส่วนจำเลยที่ 5ถึงแก่กรรมไปเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2538 ก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2540 ขอแก้ไขคำฟ้อง โดยขอเพิ่มเติมข้อความในคำฟ้องว่า "อนึ่ง เนื่องจากนายอารีย์ วีระพันธ์ ได้เสียชีวิตลงหลังจากวันที่ได้จำนองที่ดินไว้แก่โจทก์ และกรณีอยู่ระหว่างการแบ่งมรดกจำเลยที่ 3 ในฐานะทายาทโดยธรรมจะต้องชำระหนี้จำนองจากกองมรดกของผู้ตายด้วย" และยื่นคำร้องลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 อีกฉบับหนึ่งขอแก้ไขคำฟ้อง โดยขอเพิ่มเติมข้อความต่อท้ายคำฟ้องแผ่นสุดท้ายว่า "เนื่องจากหลังวันฟ้อง จำเลยที่ 2 ได้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยมีจำเลยที่ 3เป็นผู้ชำระบัญชีและจำเลยที่ 3 เสร็จการชำระบัญชีโดยไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่ 2 แก่โจทก์ก่อนจำเลยที่ 3 จะต้องชำระหนี้ของจำเลยที่ 2 แก่โจทก์รวมทั้งนำทรัพย์ที่แบ่งปันแก่หุ้นส่วนทั้งหมดของจำเลยที่ 2 กลับคืนมาเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ด้วย" และขอเพิ่มเติมคำขอท้ายฟ้องเป็นอีกข้อหนึ่งว่า"ขอให้จำเลยที่ 3 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายอารีย์ วีระพันธ์ ชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำขอข้างต้นจากกองมรดกของนายอารีย์ วีระพันธุ์ และให้โจทก์ใช้สิทธิที่จะบังคับจำนองแก่ทรัพย์จำนองตามคำขอข้างต้นเอาแก่จำเลยที่ 3ในฐานะผู้รับโอนทรัพย์จำนอง กับให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ของจำเลยที่ 2 แก่โจทก์ รวมทั้งนำทรัพย์ที่แบ่งปันแก่หุ้นส่วนทั้งหมดของจำเลยที่ 2 กลับคืนมาเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์" ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 ว่า ตามที่โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2540 ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องนั้นปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ถึงแก่กรรมก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5 เพราะไม่มีสภาพเป็นบุคคลจึงให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความและโจทก์ไม่อาจขอแก้ไขคำฟ้องโดยให้จำเลยที่ 3 ในฐานะทายาทโดยธรรมรับผิดเพราะไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ส่วนที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดได้เลิกห้างไปหลังจากยื่นฟ้องแล้วเห็นว่า ตอนท้ายของคำร้องฉบับนี้มีการแก้ไขเกี่ยวพันถึงจำเลยที่ 5 ด้วยจึงให้โจทก์ไปจัดการแก้ไขเสียให้ถูกต้องเพื่อศาลจะได้มีคำสั่งต่อไป

ต่อมาวันที่ 31 ธันวาคม 2540 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องฉบับใหม่เพิ่มเติมข้อความต่อจากคำฟ้องเดิมสรุปได้ความว่า เนื่องจากหนี้ของจำเลยที่ 1 มีนายอารีย์ วีระพันธุ์ จำนองที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 1348/164พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันในวงเงิน 70,000,000 บาท แต่หลังจากจำนองแล้วนายอารีย์ได้ถึงแก่กรรม (ขณะนี้อยู่ระหว่างแบ่งมรดก) และจำเลยที่ 3 ในฐานะบุตรทายาทโดยธรรมของผู้ตายได้รับโอนทรัพย์จำนองซึ่งเป็นมรดกของผู้ตายไป โจทก์จึงชอบที่จะบังคับจำนองที่ดินแปลงที่กล่าวนี้แก่จำเลยที่ 3 ได้ อนึ่งหลังจากวันฟ้อง จำเลยที่ 2 ได้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ชำระบัญชีและจำเลยที่ 3 จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีโดยไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่ 2 แก่โจทก์ก่อน จำเลยที่ 3จะต้องรับผิดต่อโจทก์และขอเพิ่มเติมคำขอท้ายฟ้องมาด้วย ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของโจทก์ในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 21 มกราคม 2541ว่า จำเลยที่ 5 ถึงแก่กรรมก่อนฟ้อง ศาลจำหน่ายคดีไปแล้วเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์จะขอแก้ไขฟ้องโดยให้จำเลยที่ 3 ในฐานะทายาทของจำเลยที่ 5 รับผิดแทนไม่ได้เพราะไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ส่วนจำเลยที่ 2เลิกห้างระหว่างพิจารณา โจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องโดยให้จำเลยที่ 3ในฐานะผู้ชำระบัญชีรับผิดแทนจำเลยที่ 2 ไม่ได้ เพราะไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 เฉพาะส่วนที่ขอให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ตามข้อความในหน้าที่ 2 ย่อหน้าที่ 2 และคำขอท้ายฟ้องที่เพิ่มเป็นข้อ 5 ไว้แล้วดำเนินการต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายอารีย์ วีระพันธุ์ จำเลยที่ 5 ได้หรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่านายอารีย์ วีระพันธุ์ จำเลยที่ 5 ได้ถึงแก่กรรมก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ เห็นว่าในขณะที่โจทก์ฟ้องนายอารีย์นั้น นายอารีย์ได้ถึงแก่กรรม ไม่มีสภาพเป็นบุคคลตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงไม่อาจฟ้องนายอารีย์ เป็นจำเลยที่ 5 ได้การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทของจำเลยที่ 5 มารับผิดแทนจำเลยที่ 5 ซึ่งโจทก์ไม่สามารถจะฟ้องร้องได้อยู่แล้วจึงไม่อาจกระทำได้เพราะมิใช่เป็นการแก้ไขคำฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 โจทก์ชอบที่จะไปฟ้องร้องจำเลยที่ 3 ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมของจำเลยที่ 5 ได้ใหม่ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในประเด็นนี้โดยยกคำร้องในส่วนนี้จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์เอกสิน จำกัด
จำเลย — บริษัท เชียงใหม่อินทนนท์ทราเวิล แอนด์ เทรด จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8128/2544
#98306
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่โจทก์ฟ้อง อ. เป็นจำเลยนั้น อ. ได้ถึงแก่กรรม ไม่มีสภาพเป็นบุคคลตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงไม่อาจฟ้อง อ. เป็นจำเลยได้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องให้จำเลยอื่นซึ่งเป็นทายาทมารับผิดแทน อ. จึงไม่อาจกระทำได้ เพราะมิใช่เป็นการแก้ไขคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 179 โจทก์ชอบที่จะไปฟ้องร้องจำเลยอื่นนั้นในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมของ อ. ได้ใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องนายอารีย์ วีระพันธุ์ เป็นจำเลยที่ ๕ ร่วมกับจำเลยอื่นให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม ค้ำประกัน และจำนอง ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องฉบับใหม่เพิ่มเติมข้อความต่อจากคำฟ้องเดิมสรุปได้ความว่า เนื่องจากหนี้ของจำเลยที่ ๑ มีนายอารีย์ วีระพันธุ์ จำนองที่ดิน น.ส.๓ เลขที่ ๑๓๔๘/๑๖๔ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันในวงเงิน ๗๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่หลังจากจำนองแล้วนายอารีย์ได้ถึงแก่กรรม (ขณะนี้อยู่ระหว่างแบ่งมรดก) และจำเลยที่ ๓ ในฐานะบุตรทายาทโดยธรรมของผู้ตายได้รับโอนทรัพย์จำนองซึ่งเป็นมรดกของผู้ตายไป โจทก์จึงชอบที่จะบังคับจำนองที่ดินแปลงที่กล่าวนี้แก่จำเลยที่ ๓ ได้ อนึ่ง หลังจากวันฟ้อง จำเลยที่ ๒ ได้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยมีจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ชำระบัญชีและจำเลยที่ ๓ จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีโดยไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่ ๒ แก่โจทก์ก่อน จำเลยที่ ๓ จะต้องรับผิดต่อโจทก์ และขอเพิ่มเติมคำขอท้ายฟ้องมาด้วย รายละเอียดตามคำร้องลงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๐ ของโจทก์ในสำนวน ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของโจทก์ในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๑ ว่า จำเลยที่ ๕ ถึงแก่กรรมก่อนฟ้อง ศาลจำหน่ายคดีไปแล้วเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์จะขอแก้ไขฟ้องโดยให้จำเลยที่ ๓ ในฐานะทายาทของจำเลยที่ ๕ รับผิดแทนไม่ได้เพราะไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ส่วนจำเลยที่ ๒ เลิกห้างระหว่างพิจารณา โจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องโดยให้จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ชำระบัญชีรับผิดแทนจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ เพราะไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๐ เฉพาะส่วนที่ขอให้จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ ๒ รับผิดชำระหนี้ของจำเลยที่ ๒ ต่อโจทก์ ตามข้อความในหน้า ๒ ย่อหน้า ๒ และคำขอท้ายฟ้องที่เพิ่มเป็นข้อ ๕ ไว้ แล้วดำเนินการต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องให้จำเลยที่ ๓ รับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายอารีย์ วีระพันธุ์ จำเลยที่ ๕ ได้หรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายอารีย์ วีระพันธุ์ จำเลยที่ ๕ ได้ถึงแก่กรรมก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ เห็นว่า ในขณะที่โจทก์ฟ้องนายอารีย์นั้น นายอารีย์ได้ถึงแก่กรรม ไม่มีสภาพเป็นบุคคลตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงไม่อาจฟ้องนายอารีย์ เป็นจำเลยที่ ๕ ได้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นทายาทของจำเลยที่ ๕ มารับผิดแทนจำเลยที่ ๕ ซึ่งโจทก์ไม่สามารถจะฟ้องร้องได้อยู่แล้ว จึงไม่อาจกระทำได้เพราะมิใช่เป็นการแก้ไขคำฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๙ โจทก์ชอบที่จะไปฟ้องร้องจำเลยที่ ๓ ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมของจำเลยที่ ๕ ได้ใหม่ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในประเด็นนี้โดยยกคำร้องในส่วนนี้ จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกสิน จำกัด
จำเลย — บริษัทเชียงใหม่อินทนนท์ ทราเวิล แอนด์ เทรด จำกัด ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสวัสดิ์ สุรวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8107/2544
#42700
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นของ ด. บิดาจำเลย ต่อมาก่อน ด. จะถึงแก่ความตาย ด. ได้ขายให้โจทก์โดยการส่งมอบ โจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนตลอดมา จึงได้สิทธิครอบครอง จำเลยให้การว่า ด. ไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อทำกินต่างดอกเบี้ย มิได้ครอบครองเพื่อตน หลังจาก ด. ถึงแก่ความตายโจทก์จำเลยฟ้องร้องกันเป็นคดีอาญาและต่างฝ่ายต่างถอนฟ้องไปแล้วจำเลยได้กลับเข้าครอบครองที่ดินพิพาท เพราะเป็นของจำเลย แสดงว่าจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยมาตั้งแต่ต้นไม่เคยตกเป็นของโจทก์ กรณีจึงไม่อาจมีปัญหาเรื่องการแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่น จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนการครอบครองภายใน 1 ปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งของต่าง ๆ ออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามไม่ให้เกี่ยวข้องต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 70 หมู่ที่ 4 ตำบลโนนคอม อำเภอชุมแพ (ปัจจุบันเป็นอำเภอภูผาม่าน) จังหวัดขอนแก่น บริเวณตามแผนที่พิพาท ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งของออกไปจากที่ดินดังกล่าว ห้ามไม่ให้เข้าเกี่ยวข้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับปัญหาข้อที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารปลอม นายแดงไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญาฉบับดังกล่าวนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีมีราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามไม่ให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิเคราะห์คำเบิกความของพยานโจทก์พยานจำเลยประกอบเอกสารหมาย จ.1, จ.2 และ ล.5 แล้ววินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายแดงทำสัญญาขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.1ให้โจทก์ เอกสารดังกล่าวไม่ใช่เอกสารปลอม จำเลยฎีกาโดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้รับฟังว่านายแดงไม่ได้ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้โจทก์สัญญาขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารปลอม เห็นได้ว่าจำเลยฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นการฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทมาตราดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนปัญหาข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องเรียกคืนการครอบครองที่ดินพิพาทเกิน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยรบกวนการครอบครองของโจทก์ จึงหมดสิทธิเรียกคืนการครอบครองที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายแดง มาเขียว บิดาจำเลย ต่อมาก่อนนายแดงจะถึงแก่ความตายนายแดงได้ขายให้โจทก์โดยการส่งมอบ โจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนตลอดมา จึงได้สิทธิครอบครอง จำเลยให้การว่านายแดงไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อทำกินต่างดอกเบี้ยมิได้ครอบครองเพื่อตน หลังจากนายแดงถึงแก่ความตายโจทก์จำเลยเกิดฟ้องร้องกันเป็นคดีอาญาและต่างฝ่ายต่างถอนฟ้องไปแล้ว จำเลยได้กลับเข้าครอบครองที่ดินพิพาท เพราะเป็นของจำเลย แสดงว่าจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยมาตั้งแต่ต้น ไม่เคยตกเป็นของโจทก์ กรณีจึงไม่อาจมีปัญหาเรื่องการแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่น จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามไม่ให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1374
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุดหรือรุต ปลื้มกมล
จำเลย — นาง ออนหรือวร สิงโตหรือมาเขียว
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8099/2544
#69540
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องขอเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามฟ้อง อ้างว่าโจทก์หลงลืมและโจทก์เพิ่งทราบในภายหลังว่าตามกฎหมายสามารถเรียกร้องดอกเบี้ยได้ หลังจากที่ศาลแรงงาน สืบพยานจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายที่นำพยานเข้าสืบก่อนเสร็จสิ้นแล้ว แต่เหตุที่โจทก์อ้างก็ไม่ปรากฏว่ามีเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่อาจรู้หรือไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย จึงไม่เข้ากรณีที่โจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัสจำนวน ๑๑๕,๐๐๐ บาท และเงินสะสมจำนวน ๑๙๐,๘๕๐ บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ต่อมาศาลแรงงานกลางสืบพยานจำเลยเสร็จแล้วและนัดสืบพยานโจทก์ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ดังกล่าว ก่อนเริ่มพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากเงินโบนัสและเงินสะสมตามฟ้อง ทนายจำเลยคัดค้านว่าโจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องหลังจากที่จำเลยสืบพยานเสร็จแล้วทำให้จำเลย เสียเปรียบ ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์มิได้ขอแก้ไขคำฟ้องก่อนสืบพยานอีกฝ่ายเสร็จสิ้น ทำให้ เสียเปรียบกันในเชิงคดี จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ แก้ไขคำฟ้องเป็นการไม่ชอบนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ศาลนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๓ เมื่อถึงวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ดังกล่าวจำเลยยื่นคำให้การ และปรากฏว่ามีการสืบพยานจำเลยซึ่งศาลแรงงานกลางกำหนดให้เป็นฝ่ายนำพยานเข้าสืบก่อนเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๓ แล้วจำเลยแถลงหมดพยาน ต่อมาวันนัดสืบพยานโจทก์ ก่อนสืบพยานโจทก์ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องขอเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินตามฟ้อง อ้างว่าโจทก์หลงลืมเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยและโจทก์เพิ่งทราบในภายหลังว่าตามกฎหมายสามารถเรียกร้องดอกเบี้ยได้ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องหลังจากที่ศาลแรงงานกลางสืบพยานจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายที่นำพยานเข้าสืบก่อนเสร็จสิ้นแล้ว และเหตุที่โจทก์อ้างในคำร้องเพื่อขอแก้ไขคำฟ้องดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่ามีเหตุอันสมควร ที่โจทก์ไม่อาจรู้หรือไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย จึงไม่เข้ากรณีที่โจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๐ ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอัจฉรา การสมดี
จำเลย — บริษัทแอ็ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวุฒินัย วงศ์ฟัก
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8093/2544
#42699
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 กำหนดห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องและมีข้อยกเว้น 6 กรณี โดยเฉพาะมาตรา 142(6) กำหนดข้อยกเว้นเกี่ยวกับดอกเบี้ยไว้ แม้คดีนี้โจทก์จะเรียกดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงคำให้การของจำเลย การต่อสู้คดีมีการขอเลื่อนคดีหลายครั้งโดยอ้างเหตุว่าจะไปเจรจาตกลงกับโจทก์ จำเลยก็ไม่ได้ดำเนินการตามอ้าง พฤติการณ์ส่อไปในทางไม่มีเหตุสมควรและไม่สุจริตในการสู้ความ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องชอบด้วยบทมาตราดังกล่าว จึงไม่เกินคำขอและเป็นอัตราที่เหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสั่งซื้อไม้แปรรูปจากโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน325,328.58 บาท โจทก์ส่งมอบไม้แปรรูปแก่จำเลยครบแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระราคาโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 4,066.60 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์329,395.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน325,328.58 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 329,395.18 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 325,328.58 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทุกประการสุดท้ายมีว่า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องนั้นเกินคำขอและไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 กำหนดห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องและมีข้อยกเว้นไว้ใน 6 กรณี โดยเฉพาะตามมาตรา 142(6)กำหนดข้อยกเว้นเกี่ยวกับดอกเบี้ยไว้ว่า "ในกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้ชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยซึ่งมิได้มีข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ เมื่อศาลเห็นสมควรโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย แต่ไม่เกินร้อยละสิบห้าต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องหรือวันอื่นหลังจากนั้นก็ได้" แม้คดีนี้โจทก์จะเรียกดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงคำให้การของจำเลย การต่อสู้คดีมีการขอเลื่อนคดีหลายครั้งโดยอ้างเหตุว่าจะไปเจรจาตกลงกับโจทก์ จำเลยก็ไม่ได้ดำเนินการตามอ้าง พฤติการณ์ส่อไปในทางไม่มีเหตุสมควรและไม่สุจริตในการสู้ความ ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องชอบด้วยบทมาตราดังกล่าวจึงไม่เกินคำขอและเป็นอัตราที่เหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอราวัณเอ็นเตอร์ไพรส์ (1994) จำกัด
จำเลย — บริษัท ลิฟวิ่งสแตนดาร์ดกรุ๊ป จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8093/2544
#69597
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ฟ้องขอให้ชำระดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง แต่เมื่อพิจารณาถึงการดำเนินคดีของจำเลยซึ่งขอเลื่อนคดีหลายครั้งโดยอ้างว่าจะไปเจรจาตกลงกับโจทก์ เมื่อจำเลยไม่ได้ดำเนินการตามอ้างพฤติการณ์จึงส่อไปในทางไม่สุจริตในการสู้ความ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง จึงไม่เกินคำขอและเป็นอัตราที่เหมาะสมแก่รูปคดีชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (6) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสั่งซื้อไม้แปรรูปจากโจทก์หลายครั้งหลายรายการ โจทก์ส่งมอบไม้แปรรูปแก่จำเลยครบแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระราคา โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 4,066.60 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 329,395.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 325,328.58 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ไม่เคยสั่งซื้อไม้แปรรูปจากโจทก์และไม่เคยรับสินค้าจากโจทก์ ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 329,395.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 325,328.58 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 ธันวาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องนั้นเกินคำขอและไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 กำหนดห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องและมีข้อยกเว้นไว้ใน 6 กรณี โดยเฉพาะตามมาตรา 142 (6) กำหนดข้อยกเว้นเกี่ยวกับดอกเบี้ยไว้ว่า "ในกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้ชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยซึ่งมิได้มีข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ เมื่อศาลเห็นสมควรโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย แต่ไม่เกินร้อยละสิบห้าต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องหรือวันอื่นหลังจากนั้นก็ได้" แม้คดีนี้โจทก์จะเรียกดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงคำให้การของจำเลย การต่อสู้คดีมีการขอเลื่อนคดีหลายครั้งโดยอ้างเหตุว่าจะไปเจรจาตกลงกับโจทก์ จำเลยก็ไม่ได้ดำเนินการตามอ้าง พฤติการณ์ส่อไปในทางไม่มีเหตุสมควรและไม่สุจริตในการสู้ความ ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องชอบด้วยบทมาตราดังกล่าวจึงไม่เกินคำขอและเป็นอัตราที่เหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอราวัณเอ็นเตอร์ไพรส์ (1994) จำกัด
จำเลย — บริษัทลิฟวิ่งสแตนดาร์ด กรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสมพร พงษ์สุภาพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายทวี เนียมประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8091/2544
#42698
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นภริยาของจำเลยร่วมกับจำเลยซื้อรถยนต์บรรทุกของกลางมา ดังนั้น การที่ผู้ร้องขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางให้แก่ผู้ร้องทั้งคันนั้น ไม่อาจคืนได้เพราะผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกของกลางอยู่เพียงกึ่งเดียว เมื่อจำเลยซึ่งมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วยอีกกึ่งหนึ่งนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปใช้กระทำความผิดแต่โดยลำพัง รถยนต์บรรทุกของกลางจึงเป็นของต้องริบเพียงกึ่งหนึ่งอีกกึ่งหนึ่งต้องตกได้แก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73 และริบรถยนต์บรรทุกของกลางหมายเลขทะเบียน 82 - 1122 ชลบุรี

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รวมในรถยนต์บรรทุกของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์รวมในรถยนต์บรรทุกของกลางผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รถยนต์บรรทุกของกลางหมายเลขทะเบียน 82-1122 ชลบุรี ที่ศาลสั่งริบเพราะบรรทุกน้ำหนักเกิน มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของในสำเนาคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์ ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ในรถยนต์บรรทุกของกลางดังกล่าวกึ่งหนึ่งมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า จะต้องคืนรถยนต์บรรทุกของกลางให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ ที่ผู้ร้องอ้างมาในฎีกาว่าจำเลยนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปกระทำความผิดโดยที่ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยนั้น ปรากฏว่าในชั้นไต่สวน ผู้ร้องอ้างตนเองและจำเลยเป็นพยานรวม 2 ปาก เบิกความยืนยันตรงกันว่าผู้ร้องกับจำเลยร่วมกันซื้อรถยนต์บรรทุกของกลางมาตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2539 เพื่อให้จำเลยใช้รับจ้างบรรทุกดินโดยจำเลยเป็นคนขับ ผู้ร้องเพียงแต่ทราบว่าจำเลยจะไปบรรทุกดิน ณ ที่ใดแต่ไม่เคยไปติดต่อรับงานกับจำเลย เงินที่หามาได้จำเลยจะนำมามอบให้แก่ผู้ร้องเพื่อใช้ในครอบครัว เห็นว่า ตามคำยืนยันของผู้ร้อง วัตถุประสงค์ในการซื้อรถยนต์บรรทุกของกลางมาก็เพื่อให้จำเลยใช้ขับรับจ้างบรรทุกดินซึ่งเป็นอาชีพที่สุจริตไม่ผิดกฎหมายโดยจำเลยรับผิดชอบงานด้วยตนเอง เมื่อจำเลยนำรถออกไป ผู้ร้องก็ทำงานรับจ้างทำไร่อยู่แถวละแวกบ้านมิได้ไปด้วย ที่เป็นความผิดก็เพราะจำเลยนำรถไปบรรทุกดินมากจนน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดให้บรรทุกได้ ซึ่งน้ำหนักดินที่บรรทุกใส่รถจะมากน้อยเพียงใด เกินกำหนดหรือไม่เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของจำเลยผู้เป็นคนขับและรับผิดชอบรถอยู่ในขณะเกิดเหตุนั้นแต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาอยู่ที่บ้านน่าจะไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้และจำเลยมิได้กระทำความผิดบรรทุกน้ำหนักเกินอยู่เป็นอาจิณเพราะตัวจำเลยเบิกความยืนยันว่า เคยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหาบรรทุกน้ำหนักเกินเพียงครั้งเดียว และเหตุเกิดขึ้นมานานมากแล้วจะฟังว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยกับจำเลยว่าในวันเกิดเหตุนั้น จำเลยจะนำรถยนต์ของกลางไปบรรทุกดินมากผิดปกติจนน้ำหนักเกินก็ยังฟังไม่ได้ จึงน่าเชื่อตามที่ผู้ร้องนำสืบว่าผู้ร้องซึ่งอยู่บ้านมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่ที่ผู้ร้องขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางให้แก่ผู้ร้องทั้งคัน เห็นว่า ไม่อาจคืนได้เพราะผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกของกลางอยู่เพียงกึ่งเดียว เมื่อจำเลยซึ่งมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วยอีกกึ่งหนึ่งนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปใช้กระทำความผิดแต่โดยลำพัง รถยนต์บรรทุกของกลางจึงเป็นของต้องริบเพียงกึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งต้องตกได้แก่ผู้ร้อง ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1357
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
ผู้ร้อง — นาง พเยาว์ กลิ่นดี
จำเลย — นาย บรรชา กลิ่นดี
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8088 -ที่ 8089/2544
#43387
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ตามเช็คทั้งสองสำนวนนี้เป็นมูลหนี้รายเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งและศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1ไปแล้ว ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามเช็คทั้งสองสำนวนนี้เป็นอันระงับไป โจทก์คงมีแต่สิทธิที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 เท่านั้น แม้จำเลยที่ 2จะมิได้ถูกฟ้องและยอมความในคดีแพ่งด้วยก็ตาม โจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามเช็คพิพาทได้อีก เพราะมูลหนี้ดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทเพียงฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1กระทงละ 40,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 2 เดือนรวม 5 กระทง เป็นจำเลยที่ 1 ปรับ 200,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก10 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 100,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก5 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ลดโทษและรอการลงโทษ และอุทธรณ์ว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป จึงให้จำหน่ายคดีทั้งสองสำนวนออกเสียจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เช็คทั้ง 5 ฉบับ ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่าย มีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการบริษัทของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาทั้งสองสำนวนนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชดใช้เงินตามเช็คต่อศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีและโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้มีการตกลงประนีประนอมยอมความศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำพิพากษาตามยอมก่อนมีคำพิพากษาคดีนี้ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 178/2541 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1770/2541 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้เป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คแล้วหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า มูลหนี้ตามเช็คทั้งสองสำนวนนี้เป็นมูลหนี้รายเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่ง และศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไปแล้ว ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามเช็คทั้งสองสำนวนนี้เป็นอันระงับไป โจทก์คงมีแต่สิทธิที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 เท่านั้น แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ถูกฟ้องและยอมความในคดีแพ่งด้วยก็ตาม โจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามเช็คพิพาทได้อีกเพราะมูลหนี้ดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทเพียงฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ที่โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่าสิทธิในการดำเนินคดีอาญายังไม่ระงับ เนื่องจากในสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงกันว่าโจทก์จะถอนฟ้องเมื่อจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว เห็นว่า การถอนฟ้องเป็นเพียงเหตุหนึ่งที่ทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาระงับไปเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าหนี้ที่ออกเช็คได้สิ้นผลผูกพันไปแล้วโดยการประนีประนอมยอมความก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 852
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ยูไนเต็ดฟูดส์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท เจ. เค. ยูไนเต็ด จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิชา มั่นสกุล
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8086/2544
#42697
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 140 เม็ดแล้วนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 ถุง ถุงละ 70 เม็ดติดตัวมาส่งมอบให้แก่จ่าสิบตำรวจ ก. เมื่อจำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนถุงแรกแล้วก็ถูกจับกุมทันที โดยที่ยังไม่ทันส่งมอบถุงที่สอง เช่นนี้ จำเลยมีเจตนาจำหน่ายและจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวนทั้งหมด 2 ถุง ที่นำติดตัวมาตามที่ได้ตกลงซื้อขายในคราวเดียวกัน หาใช่กรณีจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามจำนวนที่ได้ตกลงซื้อขายกันไปแล้วและยังคงมีเหลืออยู่ในครอบครองของจำเลยอีกจำนวนหนึ่งเพื่อจำหน่ายในคราวต่อไปไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การภาคเสธ โดยยอมรับว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเพียง 100 เม็ด

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 7 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 7 ปี รวมจำคุก 14 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากันลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 7 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียว อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยแต่เฉพาะข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 140 เม็ดให้แก่จ่าสิบตำรวจเกษม มณีโชติ ซึ่งปลอมตัวเป็นผู้ซื้อ และจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวซึ่งบรรจุถุงละ 70 เม็ด จำนวน 2 ถุงติดตัวมาส่งมอบให้แก่จ่าสิบตำรวจเกษม แต่เมื่อจำเลยส่งมอบไปแล้ว 1 ถุง จำนวน 70 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจก็จับกุมจำเลยทันทีและยึดเมทแอมเฟตามีนไว้ได้ทั้งหมด 2 ถุง เห็นว่า การที่จำเลยตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 140 เม็ดแล้วนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 ถุงถุงละ 70 เม็ดติดตัวมาส่งมอบให้แก่จ่าสิบตำรวจเกษม เมื่อจำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนถุงแรกจำนวน 70 เม็ดแก่จ่าสิบตำรวจเกษมแล้ว แม้จำเลยจะถูกจับกุมทันทีโดยที่ยังไม่ทันได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนถุงที่สอง เช่นนี้ ก็ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาจำหน่ายและจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวนทั้งหมด 2 ถุง ที่นำติดตัวมาแก่จ่าสิบตำรวจเกษมตามที่ได้ตกลงซื้อขายในคราวเดียวกัน หาใช่กรณีจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามจำนวนที่ได้ตกลงซื้อขายกันไปแล้ว และยังคงมีเหลืออยู่ในครอบครองของจำเลยอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อจำหน่ายในคราวต่อไปไม่ เพราะเมทแอมเฟตามีนทั้ง 2 ถุง เป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกับที่จำเลยได้ตกลงซื้อขายและนำมาส่งมอบให้แก่จ่าสิบตำรวจเกษมทั้งหมดในคราวเดียวกันนั้นเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันดังฟ้องไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษาลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนกระทงเดียวนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
จำเลย — นาย เลิศชาย ชื่นชอบ
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8086/2544
#69569
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 140 เม็ด แบ่งบรรจุเป็น 2 ถุง ถุงละ 70เม็ดติดตัวมาส่งมอบให้แก่จ่าสิบตำรวจ ก. ซึ่งปลอมตัวเป็นผู้ซื้อ เมื่อจำเลยส่งมอบเมทเฟตามีนถุงแรกจำนวน 70 เม็ด แก่จ่าสิบตำรวจ ก. แล้ว แม้จำเลยจะถูกจับกุมทันทีโดยที่ยังไม่ทันได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนถุงที่สอง เช่นนี้ ก็ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาจำหน่ายและส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวนทั้งหมด 2 ถุง ที่นำติดตัวมาแก่จ่าสิบตำรวจ . ตามที่ได้ตกลงซื้อขายในคราวเดียวกัน หาใช่กรณีจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามจำนวนที่ได้ตกลงซื้อขายกันไปแล้ว และยังคงมีเหลืออยู่ในครอบครองของจำเลยอีกจำนวนหนึ่งเพื่อจำหน่ายในคราวต่อไป เพราะเมทแอมเฟตามีนทั้ง 2 ถุง เป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกับที่จำเลยได้ตกลงซื้อจขายและจำส่งมอบให้แก่จ่าสิบตำรวจ ก. ทั้งหมดในคราวเดียวกันนั้นเองการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การภาคเสธ โดยยอมรับว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเพียง 100 เม็ด

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 7 ปี รวมจำคุก 14 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากัน ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 7 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันนั้น เป็นการวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 140 เม็ด ให้แก่จ่าสิบตำรวจเกษมซึ่งปลอมตัวเป็นผู้ซื้อ และจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวซึ่งบรรจุถุงละ 70 เม็ด จำนวน 2 ถุง ติดตัวมาส่งมอบให้แก่จ่าสิบตำรวจเกษม แต่เมื่อจำเลยส่งมอบไปแล้ว 1 ถุง จำนวน 70 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจก็จับกุมจำเลยทันทีและยึดเมทแอมเฟตามีนไว้ได้ทั้งหมด 2 ถุง เห็นว่า การที่จำเลยตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 140 เม็ด แล้วนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 ถุง ถุงละ 70 เม็ด ติดตัวมาส่งมอบให้แก่จ่าสิบตำรวจเกษมซึ่งปลอมตัวเป็นผู้ซื้อ เมื่อจำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนถุงแรกจำนวน 70 เม็ด แก่จ่าสิบตำรวจเกษมแล้ว แม้จำเลยจะถูกจับกุมทันทีโดยที่ยังไม่ทันได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนถุงที่สอง เช่นนี้ ก็ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาจำหน่ายและจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวนทั้งหมด 2 ถุง ที่นำติดตัวมาแก่จ่าสิบตำรวจเกษมตามที่ได้ตกลงซื้อขายในคราวเดียวกัน หาใช่กรณีจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามจำนวนที่ได้ตกลงซื้อขายกันไปแล้ว และยังคงมีเหลืออยู่ในครอบครองของจำเลยอีกจำนวนหนึ่งเพื่อจำหน่ายในคราวต่อไปไม่ เพราะเมทแอมเฟตามีนทั้ง 2 ถุง เป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกับที่จำเลยได้ตกลงซื้อขายและนำมาส่งมอบให้แก่จ่าสิบตำรวจเกษมทั้งหมดในคราวเดียวกันนั้นเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันดังฟ้องไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนกระทงเดียวนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
จำเลย — นายเลิศชาย ชื่นชอบ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นายวิธาน เทวเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8074/2544
#42696
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก เมื่อกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเองจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ ซึ่งศาลชั้นต้นแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายให้แก่จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่คัดค้าน โดยรายงานการสืบเสาะและพินิจดังกล่าวปรากฏว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในครั้งที่สองให้ลงโทษจำคุก 1 เดือนและปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี และในระหว่างที่ยังไม่ครบ 1 ปีจำเลยมากระทำความผิดคดีนี้อีก แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษในคดีนี้ก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็มีอำนาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 58 วรรคแรก กรณีนี้มิใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะกฎหมายบังคับให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วย และกรณีมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 (ที่ถูกมาตรา 26 วรรคหนึ่ง,76 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2414/2542 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ศาลชั้นต้นสั่งรับเพียงประการเดียวว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โดยจำเลยฎีกาสรุปได้ว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องขอให้ศาลนำโทษจำคุกในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์จะให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยเฉพาะคดีนี้ นอกจากนี้รายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติไม่ใช่คำฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 นำเอาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจมาเป็นเหตุเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยการบวกโทษจำคุกคดีก่อนเข้ากับโทษจำคุกคดีนี้นั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรกบัญญัติว่า "เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง แล้วแต่กรณี" คดีนี้เป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเองจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ ซึ่งศาลชั้นต้นแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายให้แก่จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่คัดค้าน โดยรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติดังกล่าวปรากฏว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในครั้งที่สองที่ให้ลงโทษจำคุก 1 เดือนและปรับ 1,000บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2414/2542 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม2542 และในระหว่างที่ยังไม่ครบ 1 ปี จำเลยมากระทำความผิดคดีนี้อีกแม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษในคดีนี้ก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็มีอำนาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2414/2542 ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 58 วรรคแรก กรณีนี้มิใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย เพราะกฎหมายบังคับให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วย และกรณีมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นาย อุทิศ แข็งฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8061/2544
#41345
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ติดต่อจำหน่ายกัญชาให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจดูเงินที่ใช้ล่อซื้อโดยนัดวันเวลาและสถานที่ส่งมอบกัญชา เป็นคนแนะนำให้รู้จักกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และเป็นคนพาไปเอากัญชากับช่วยขนกัญชานำมาส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งรออยู่ที่จุดนัดส่งมอบ แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการจำหน่ายกัญชาร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาตั้งแต่ต้นจนมีการส่งมอบ จำเลยที่ 1มีเจตนาร่วมในการจำหน่ายกัญชาโดยเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำแม้จำเลยที่ 1 จะมิใช่คนหากัญชามาจำหน่ายหรือเป็นผู้มีอำนาจตกลงจำหน่ายกัญชาหรือเป็นคนรับเงินที่มาล่อซื้อ ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานจำหน่ายกัญชาแล้ว หาใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 75, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ริบกัญชาและกระเป๋าผ้าของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(1) ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง,75 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ฐานร่วมกันจำหน่ายกัญชา จำคุกคนละ 12 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คนละหนึ่งในสามคงจำคุกคนละ 8 ปี ริบกัญชาและกระเป๋าผ้าของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานจำหน่ายกัญชาตามฟ้องหรือเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายกัญชา เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ติดต่อจำหน่ายกัญชาให้เจ้าพนักงานตำรวจ ตรวจดูเงินที่ใช้ล่อซื้อโดยนัดวันเวลาและสถานที่ส่งมอบกัญชา เป็นคนแนะนำให้รู้จักกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และเป็นคนพาไปเอากัญชากับช่วยขนกัญชานำมาส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งรออยู่ที่จุดนัดส่งมอบ แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการจำหน่ายกัญชาร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาตั้งแต่ต้นจนมีการส่งมอบ จำเลยที่ 1 มีเจตนาร่วมในการจำหน่ายกัญชาโดยเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ แม้จำเลยที่ 1 จะมิใช่คนหากัญชามาจำหน่ายหรือเป็นผู้มีอำนาจตกลงจำหน่ายกัญชา หรือเป็นคนรับเงินที่มาล่อซื้อ ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานจำหน่ายกัญชาแล้วหาใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนไม่ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่ากัญชาของกลางมีน้ำหนักถึง 41.5 กิโลกรัม ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยที่ 1 และลดโทษหนึ่งในสามแล้วจำคุก8 ปีนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 26 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นาย เขียน บัวทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8047/2544
#99758
เปิดฉบับเต็ม

อำนาจฟ้องในคดีอาญาเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้หยิบยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งมีคำพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว จึงทำให้บริษัทโจทก์เป็นอันเลิกกันโดยบทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 1236 (5) และโจทก์ย่อมหมดอำนาจที่จะทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ต่อไปอีก การจัดการรวมทั้งการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ย่อมตกอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะจัดการแต่ผู้เดียว ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 , 24 ทั้งมาตรา 1247 ก็บัญญัติไว้ว่า การชำระบัญชีบริษัทจำกัดซึ่งล้มละลายนั้น ให้จัดทำไปตามบทกฎหมายล้มละลายที่คงใช้อยู่ตามแต่จะทำได้ ดังนั้นกรรมการบริษัทโจทก์จึงไม่กลับมีอำนาจทำการแทนบริษัทโจทก์ได้อีกโดยอาศัยอำนาจตาม ป.พ.พ. มาตรา 1249 เพราะมาตรา 1251 ก็ระบุเป็นข้อยกเว้นไว้แล้วว่าบริษัทในเมื่อเลิกกันเพราะเหตุอื่นนอกจากล้มละลาย กรรมการของบริษัทย่อมเข้าเป็นผู้ชำระบัญชี คดีนี้บริษัทโจทก์เลิกกันเพราะเหตุล้มละลาย กรรมการบริษัทโจทก์จึงไม่ใช่ผู้ชำระบัญชีและไม่มีอำนาจมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ตามมาตรา 1252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๕๔๓๗ เนื้อที่ ๑ งาน ๔๔ ตารางวา เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินแปลงดังกล่าวของโจทก์ด้านทิศตะวันออกเพื่อครอบครองและใช้เป็นที่อยู่อาศัย โดยมีเจตนาเพื่อถือการครอบครองที่ดินของโจทก์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๓๖๒ , ๓๖๕

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๓) วางโทษจำคุก ๙ เดือน จำเลยนำสืบรับว่าได้เข้ายึดถือครอบครองที่ดินของโจทก์จริง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะมิได้หยิบยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องคดีอาญา อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ โดยข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ประกอบคำเบิกความของนายมานพ พลจันทร์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาดเมื่อปี ๒๕๒๖ และมีคำพิพากษาให้โจทก์ล้มละลายเมื่อปี ๒๕๒๘ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ล. ๓๒๐/๒๕๒๖ ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งมีคำพิพากษาให้ล้มละลายแล้วจึงทำให้บริษัทโจทก์เป็นอันเลิกกันโดยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๓๖ (๕) และโจทก์ย่อมหมดอำนาจที่จะทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ต่อไปอีก การจัดการรวมทั้งการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ย่อมตกอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะจัดการแต่ผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๔ ทั้งเมื่อบริษัทโจทก์เป็นอันเลิกกันเพราะเหตุล้มละลายดังกล่าวแล้ว จึงทำให้อำนาจของกรรมการบริษัทโจทก์ย่อมหมดสิ้นไปด้วย อำนาจและหน้าที่ที่จะทำแทนบริษัทโจทก์ตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๔๑ ในระหว่างที่บริษัทโจทก์ล้มละลาย นายสุธี นันทิวัชรินทร์ และนางฤดี ศุขสวัสดิ ณ อยุธยา ซึ่งเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์ก่อนบริษัทโจทก์ล้มละลายร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายมานพเป็นผู้รับมอบอำนาจฟ้องคดีนี้ เห็นได้ว่าขณะนายสุธีและนางฤดีลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้นายมานพฟ้องคดีนี้นั้น ทั้งนายสุธีและนางฤดีมิได้อยู่ในฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจและหน้าที่ที่จะทำการแทนบริษัทโจทก์ได้อีกแล้ว นายสุธีและนางฤดีจึงไม่มีอำนาจที่จะมอบอำนาจให้นายมานพเป็นผู้ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ได้ นายมานพจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ ที่โจทก์แก้ฎีกาอ้างว่า แม้บริษัทโจทก์จะล้มละลาย แต่ยังไม่มีการชำระบัญชีและยังไม่ตั้งผู้ชำระบัญชี บริษัทโจทก์จึงยังไม่เลิกกันนั้น เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๔๙ จะบัญญัติว่า บริษัทแม้จะได้เลิกกันแล้วก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี แต่มาตรา ๑๒๔๗ ก็บัญญัติไว้ว่า การชำระบัญชีบริษัทจำกัดซึ่งล้มละลายนั้น ให้จัดทำไปตามบทกฎหมายลักษณะล้มละลายที่คงใช้อยู่ตามแต่จะทำได้ คือให้อำนาจจัดการทรัพย์สินตลอดจนการชำระบัญชีของบริษัทโจทก์ที่ล้มละลาย รวมทั้งการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ตกอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ไม่ทำให้นายสุธีและนางฤดีกรรมการบริษัทโจทก์กลับมีอำนาจทำการแทนบริษัทโจทก์ได้อีกโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๔๙ เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๕๑ ก็ระบุเป็นข้อยกเว้นไว้แล้วว่า บริษัทในเมื่อเลิกกันเพราะเหตุอื่นนอกจากล้มละลาย กรรมการของบริษัทย่อมเข้าเป็นผู้ชำระบัญชี คดีนี้บริษัทโจทก์เลิกกันเพราะเหตุล้มละลาย กรรมการบริษัทโจทก์คือนายสุธีและนางฤดีจึงหาใช่ผู้ชำระบัญชีตามบทบัญญัติของกฎหมายมาตราดังกล่าว จึงไม่มีอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๕๒ ที่บัญญัติให้กรรมการบริษัทมีอำนาจโดยตำแหน่งเดิมฉันใด เมื่อเป็นผู้ชำระบัญชีก็ยังคงมีอำนาจอยู่ฉันนั้น เมื่อนายมานพไม่มีอำนาจฟ้องแทนโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ คดีจึงไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.พ.พ. ม. 1236 (5) ม. 1247 ม. 1249 ม. 1251 ม. 1252
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสุชาต์ธนกิจ จำกัด
จำเลย — นายเสา สีดาจัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายมงคล อดทนดี
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8045/2544
#42695
เปิดฉบับเต็ม

การทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658(1) บัญญัติว่าผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่กรมการอำเภอต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน แต่ขณะปลัดอำเภอ ค. สอบถามความประสงค์ของผู้ตายในการทำพินัยกรรมนั้น ผู้ตายนอนป่วยอยู่บนรถพยาบาลไม่สามารถลงจากรถได้ และ พ. ซึ่งเป็นผู้พิมพ์ข้อความในพินัยกรรมและลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม ไม่ได้เห็นตัวผู้ทำพินัยกรรมปลัดอำเภอ ค. กับผู้ร้องเป็นคนบอกให้ พ. พิมพ์พินัยกรรมจากนั้นปลัดอำเภอ ค. กับผู้ร้องได้นำพินัยกรรมไปอ่านให้ผู้ทำพินัยกรรมฟังแล้วนำกลับมาให้ พ. ลงลายมือชื่อเป็นพยานจึงฟังได้ว่าผู้ตายมิได้แจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกัน ซึ่งการอยู่ต่อหน้าพยานนั้นจะต้องอยู่ต่อหน้าโดยพยานได้เห็นได้ยินผู้ทำพินัยกรรมแจ้งข้อความมิใช่เพียงแต่เห็นมีการทำพินัยกรรมและข้อความในพินัยกรรมเท่านั้น ดังนั้นพินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลบังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมฉบับที่ 4 ที่ผู้ตายได้ทำไว้

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมฉบับที่ 3

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งไม่เป็นบุคคลต้องห้ามที่จะเป็นผู้จัดการมรดกได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรม

ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่กรรม นางสมบูรณ์พุ่มแพร ทายาทของผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ร้อยตรีเล็ก พุ่มแพร ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายเติม พุ่มแพร ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้นายปรีชา (ที่ถูกปรีดา) พุ่มแพรผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายเติม พุ่มแพร ผู้ตายให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่านายเติม พุ่มแพร ผู้ตายมีบุตร 2 คน คือ ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้ร้องส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นน้องชายผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่26 กุมภาพันธ์ 2539 มีพินัยกรรมที่อ้างว่าผู้ตายทำไว้ 4 ฉบับฉบับที่ 1 ถูกเพิกถอนไปแล้ว คงเหลือพินัยกรรมฉบับที่ 2 ลงวันที่27 พฤศจิกายน 2535 พินัยกรรมฉบับที่ 3 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม2536 ฉบับที่ 1 และพินัยกรรมฉบับที่ 4 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2537พินัยกรรมฉบับที่ 2 เป็นพินัยกรรมสมบูรณ์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าพินัยกรรมฉบับที่ 4 สมบูรณ์หรือไม่ เห็นว่าพินัยกรรมฉบับที่ 4 เป็นพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658(1) บัญญัติว่าผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่กรมการอำเภอต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน แต่ได้ความจากคำเบิกความของนายธาดาอังศุโชติ ปลัดอำเภอคลองหลวงพยานผู้ร้องว่า ขณะพยานสอบถามความประสงค์ของผู้ตายในการทำพินัยกรรมนั้น ผู้ตายนอนป่วยอยู่บนรถพยาบาล ไม่สามารถลงจากรถได้ และนางพัชนี กระทู้พัฒนะซึ่งเป็นผู้พิมพ์ข้อความในพินัยกรรมและลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมดังกล่าวเบิกความเป็นพยานผู้ร้องว่า พยานเห็นแต่รถพยาบาลมาจอดอยู่โดยไม่ได้เห็นตัวผู้ทำพินัยกรรม นายธาดากับผู้ร้องเป็นคนบอกให้พยานพิมพ์พินัยกรรม จากนั้นได้นำพินัยกรรมไปอ่านให้ผู้ทำพินัยกรรมฟังแล้วนำกลับมาให้พยานลงลายมือชื่อเป็นพยาน จึงฟังได้ว่าผู้ตายมิได้แจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกัน ซึ่งการอยู่ต่อหน้าพยานนั้นจะต้องอยู่ต่อหน้าโดยพยานได้เห็นได้ยินผู้ทำพินัยกรรมแจ้งข้อความมิใช่เพียงแต่เห็นมีการทำพินัยกรรมและข้อความในพินัยกรรมเท่านั้น ดังนั้นพินัยกรรมฉบับที่ 4 จึงไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลบังคับ ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 มีว่าพินัยกรรมฉบับที่ 3 ฉบับที่ 1 สมบูรณ์หรือไม่ ผู้คัดค้านที่ 2 นำสืบว่าขณะทำพินัยกรรมฉบับที่ 3 ผู้ตายไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ที่จะสามารถทำนิติกรรมได้ ผู้คัดค้านที่ 2 มีผู้คัดค้านที่ 2 นายเจียกพุ่มแพร จ่าสิบเอกลักษณ์ พุ่มแพร นางจริง พุ่มแพร และนางน้อมน้อยราษฎร เป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่าเมื่อประมาณเดือนเมษายน 2536 ผู้ตายป่วยต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติประมาณ 20 วัน แพทย์ลงความเห็นว่าเส้นโลหิตในสมองตีบ พูดไม่รู้เรื่องรักษาไม่หาย จึงให้กลับบ้าน ผู้คัดค้านที่ 2 นำผู้ตายกลับมาที่บ้านผู้ตาย อาการของผู้ตายไม่ดีขึ้น จำคนไม่ได้ต้องจ้างคนมาดูแล วันที่ 19 พฤษภาคม 2536 ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกมาอุ้มผู้ร้องใส่รถไปที่บ้านผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องได้พาผู้ตายไปรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ผู้ร้องไม่ยอมให้ญาติพี่น้องผู้ตายเข้าไปเยี่ยม ส่วนผู้ร้องเบิกความว่าขณะทำพินัยกรรมฉบับที่ 3 ผู้ร้องได้ติดต่อนายสมนึกทนายความ โดยมีแพทย์และปลัดอำเภอร่วมอยู่ด้วยในขณะทำพินัยกรรมผู้ร้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด 3,000บาท เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ได้นำสืบถึงมูลเหตุที่ผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับที่ 2 ยกทรัพย์มรดกให้ญาติพี่น้องโดยให้ขายที่ดินมรดกแล้วนำเงินไปสร้างพระพุทธรูป 3 องค์ ที่หน้าตักพระพุทธรูปทุกองค์ให้สลักชื่อนางทองคำ พุ่มแพร ภริยาผู้ตายซึ่งถึงแก่กรรมไปก่อนแล้วส่วนเงินที่เหลือจากการสร้างพระพุทธรูปให้นำไปสร้างศาลาวางศพที่วัดใดวัดหนึ่ง เนื่องจากที่ดินมรดกเดิมเป็นของนางทองคำ และสาเหตุที่ผู้ตายไม่ยกทรัพย์มรดกตามที่ระบุในพินัยกรรมดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 นั้น ก็เจือสมกับพยานผู้คัดค้านที่ 2 ที่ว่าผู้ร้องโกรธบุตรทั้งสอง และขณะผู้ตายเจ็บป่วยรักษาตัวอยู่ที่บ้านผู้ตายนั้นผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เคยไปเยี่ยมเลย ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 1 ตอบทนายผู้คัดค้านที่ 2 ถามค้านว่า ช่วงที่ทำพินัยกรรมฉบับที่ 3 นั้น ผู้ตายป่วยเป็นอัมพาตอยู่ พูดไม่ได้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และได้ความจากคำเบิกความของนางสมบูรณ์ พุ่มแพร ภริยาผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ดูแลผู้ตายตอบทนายผู้คัดค้านที่ 1 ว่าขณะที่พยานดูแลผู้ตายอยู่นั้น ผู้ตายพูดไม่ได้เดินไม่ได้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เวลาขับถ่ายก็ไม่สามารถบอกได้ จึงเจือสมกับพยานผู้คัดค้านที่ 2 ที่ว่าผู้ตายไม่สามารถพูดได้ ไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ในขณะทำพินัยกรรมฉบับที่ 3 ส่วนที่ผู้ร้องเบิกความว่า ผู้ร้องได้ติดต่อนายสมนึกทนายความโดยมีแพทย์และปลัดอำเภอร่วมอยู่ด้วยในขณะทำพินัยกรรมนั้น ผู้ร้องไม่มีบุคคลดังกล่าวมาเบิกความสนับสนุนว่าในขณะทำพินัยกรรมฉบับที่ 3 ผู้ตายพูดได้และมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ทั้งพินัยกรรมฉบับดังกล่าวก็มีการลงลายพิมพ์นิ้วมือแทนการลงลายมือชื่อทั้งที่ผู้ตายเขียนหนังสือได้และก็เคยลงลายมือชื่อในพินัยกรรมฉบับก่อน ๆ จึงเป็นพิรุธ พยานผู้คัดค้านที่ 2 มีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งกว่าพยานผู้คัดค้านที่ 1 น่าเชื่อว่าพินัยกรรมฉบับที่ 3 ทำขึ้นในขณะผู้ตายไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์พินัยกรรมดังกล่าวทำขึ้นโดยฉ้อฉล จึงไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพินัยกรรมฉบับที่ 3 สมบูรณ์และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตายนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เมื่อพินัยกรรมฉบับที่ 3 และที่ 4 ไม่สมบูรณ์ คงเหลือพินัยกรรมฉบับที่ 2 เพียงฉบับเดียวที่สมบูรณ์จึงสมควรตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นางสมบูรณ์ พุ่มแพร เข้าเป็นคู่ความแทนผู้คัดค้านที่ 1 ยกอุทธรณ์และยกฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ให้ตั้งร้อยตรีเล็ก พุ่มแพร ผู้คัดค้านที่ 2เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายเติม พุ่มแพร ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1658 (1)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ปรีดา พุ่มแพร
ผู้คัดค้าน — นาย ไพบูลย์ พุ่มแพร โดยนาง สมบูรณ์ พุ่มแพร
ผู้คัดค้าน — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
เดิมพัน จรรยามั่น
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ