คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7966/2544
#67162
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว มีอำนาจเก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่จำเลยหรือซึ่งจำเลยมิสิทธิจะได้รับจากผู้อื่นตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (2)

ลูกจ้างและกรรมการของบริษัทจำเลยชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้ที่ไม่มีอำนาจรับชำระหนี้แทนจำเลยผู้ให้กู้ จึงถือ ไม่ได้ว่าเป็นการชำระหนี้โดยชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 315 หนี้เงินกู้ยังไม่ระงับสิ้นไป และการรับชำระหนี้ดังกล่าว ไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยและบุคคลผู้ที่ไม่มีอำนาจรับชำระหนี้นั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้อง ใช้สิทธิในการทวงถามหนี้เงินกู้จากลูกจ้างและกรรมการของจำเลยผู้กู้และไม่อาจใช้อำนาจตามมาตรา 119 แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 เรียกร้องให้ผู้ที่ไม่มีอำนาจรับชำระหนี้แทนจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๓๐ และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๓๑ ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัททิพยสิน จำกัด) ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านอ้างว่า จำเลยมีสิทธิเรียกร้องให้ นางสาวอมร โมฬีนนท์ นายมงคล สองเมือง และนายสมเกียรติ มหาวนิช ซึ่งเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยและได้รับเงินไว้แทนจำเลยจำนวน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ผู้คัดค้านแจ้งความเป็นหนังสือไปยังบุคคลดังกล่าวให้ชำระเงินแก่กองทรัพย์สินของจำเลยตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๑๙ ผู้คัดค้านสอบสวนแล้วมีคำสั่งว่า สิทธิเรียกร้องของจำเลยตามคำแถลงของผู้ร้องมิได้มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด กรณีไม่ต้องด้วย พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๑๙ ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจแจ้งความเป็นหนังสือไปยังบุคคลดังกล่าวให้ชำระเงินตาม คำแถลงได้ ให้ยกคำแถลง

ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของผู้คัดค้านต่อศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านและมีคำสั่งให้ ผู้คัดค้านแจ้งความเป็นหนังสือไปยังบุคคลดังกล่าวให้ชำระเงิน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่กองทรัพย์สินของจำเลย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายพิจารณาแล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำสั่งของผู้คัดค้านชอบ หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจเก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่จำเลยหรือซึ่งจำเลยมีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่นตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๒๒ (๒) การที่ลูกจ้างและกรรมการของจำเลยชำระหนี้เงินกู้ให้แก่นางสาวอมร นายมงคล และนายสมเกียรติ โดยบุคคลทั้งสามไม่มีอำนาจรับชำระหนี้แทนจำเลย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการชำระหนี้โดยชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๑๕ หนี้เงินกู้ยังไม่ระงับสิ้นไป และการรับชำระหนี้ดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยและบุคคลทั้งสาม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบที่จะต้องใช้สิทธิในการทวงถามหนี้เงินกู้จำนวน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากลูกจ้างและกรรมการของจำเลยผู้กู้ยืมเงินจำนวนนั้นต่อไป ไม่อาจใช้อำนาจตามมาตรา ๑๑๙ แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ เรียกร้องให้นางสาวอมร นายมงคลและนายสมเกียรติชำระเงินจำนวนดังกล่าวได้ คำสั่งของผู้คัดค้านชอบแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสอง มีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 315
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (2) ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารสยาม จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัททิพยสิน จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทศรีมงคลสยาม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายตรัสร์ บวรวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมควร วีเชียรวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พิชัย เตโชพิทยากูล
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7961/2544
#41343
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534 ที่บัญญัติว่า"สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไป.. ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตาม มาตรา 1533.."นั้น เป็นการแบ่งสินสมรสที่ฝ่ายหนึ่งจำหน่ายจ่ายโอนไปหรือทำให้สูญหายไปโดยมิชอบ ในกรณีที่หย่ากันให้แบ่งทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ฝ่ายชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินในฐานะเจ้าของรวม จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534 โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินกึ่งหนึ่ง เมื่อจำเลยขายที่ดินไปได้เงินเท่าใด โจทก์ก็ควรได้รับเงินกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่จำเลยขายไป มิใช่กึ่งหนึ่งของราคาที่ดินปัจจุบัน การกำหนดมูลค่าของที่ดินที่จำเลยจำหน่ายโอนไปก่อนฟ้องเพื่อเป็นฐานในการคิดคำนวณค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์ จึงต้องคิดจากราคา ณ วันที่จำเลยจำหน่ายจ่ายโอน

โจทก์ไม่ได้มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยด้วยจึงเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์สินตามฟ้องให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยปราศจากภาระติดพัน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์สิน 100,000,000 บาท แก่โจทก์ มิฉะนั้น ให้นำทรัพย์สินเหล่านี้ออกขายทอดตลาดแบ่งเงินสุทธิให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 24887, 24892 และ 24898 ตำบลยี่โถ อำเภอธัญบุรีจังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างและเรือนไทยแก่โจทก์กึ่งหนึ่งโดยการตกลงกันเอง หากตกลงกันเองไม่ได้ให้ประมูลขายกันเองระหว่างโจทก์กับจำเลย หรือขายทอดตลาดแบ่งเงินให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 8,847,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 6162 ตำบลบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี และกิจการโรงเรียนอนุบาลนิษาแก่โจทก์เพิ่มเติมตามวิธีการที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในคำพิพากษา ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย16,347,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จดทะเบียนขายที่ดินแต่ละแปลงหรือวันที่ที่ดินแต่ละแปลงขาดหลุดเป็นสิทธิแก่ผู้ซื้อฝากเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์กับจำเลยอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยามาตั้งแต่ปี 2515ระหว่างนั้นได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 380 และ 381 ตำบลบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 40 ไร่ ราคา 700,000 บาท จากนายสมัย ชินะผา แล้วแบ่งแยกที่ดินเป็นโฉนดเลขที่ 381, 6168,6163, 6162, 24887, 24892 ถึง 24898 และ 26517 ถึง 26521รวม 17 แปลงให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ตามเอกสารหมาย จ.14 ปลูกสร้างเรือนไทย 11 หลัง ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและเปิดกิจการโรงเรียนอนุบาลวนิษาหลังจากจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม2519 ต่อมาจำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 26517 ถึง 26520 แก่นายชูศักดิ์กับพวก โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนการโอนดังกล่าวในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1020/2533ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ดินพิพาทแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 380 และ 381 ซึ่งโจทก์กับจำเลยเป็นเจ้าของร่วมกันให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์และค่าเสียหาย 1,000,000 บาท แทนแก่โจทก์เพราะนายชูศักดิ์กับพวกซื้อที่ดินโดยสุจริตตามความในเอกสารหมาย จ.23, จ.24 และ จ.50 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกที่โจทก์ฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 6162 ตำบลบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ให้แก่โจทก์ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยได้ขายเฉพาะส่วนของตนให้แก่นายขจรศักดิ์กัลยาณสันต์ไปแล้วจึงไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ ขอให้ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายในส่วนที่เกี่ยวกับโฉนดเลขที่ 6162 ดังกล่าวให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยได้ขายเฉพาะส่วนของตนเนื้อที่ 376.5 ตารางวา ในโฉนดเลขที่ 6162ให้แก่นายขจรศักดิ์ ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาสารบัญจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.35 แผ่นที่ 23 ถึง 25 จำเลยจึงไม่อาจแบ่งที่ดินส่วนของจำเลยในโฉนดเลขที่ 6162 ให้โจทก์ได้ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดราคาที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ได้ขายไป ซึ่งสำหรับที่ดินส่วนนี้โจทก์มิได้นำสืบว่าจำเลยขายไปในราคาเท่าใด แต่อ้างว่าที่ดินดังกล่าวบริษัทศิริดา แอพเพรซัล จำกัดทำการประเมินราคาไว้ตามเอกสารหมาย จ.35 ถึง จ.37มีประมาณ 40 ไร่ ราคาประมาณ 160,000,000 บาท (ไร่ละ4,000,000 บาท หรือตารางวาละ 10,000 บาท) ซึ่งจำเลยก็มิได้นำสืบว่าขายที่ดินดังกล่าวไปในราคาเท่าใด ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้กำหนดราคาที่ดินตามโฉนดเลขที่ 24893ถึง 24896 รวม 4 แปลง เนื้อที่ 8 ไร่ ที่จำเลยตีใช้หนี้ให้แก่นางประอรชุนและขายฝากแก่นางนฤมล นางทัสสนี และนางสุจิตรา รวมราคาทั้งสิ้น 27,600,000 บาท (เฉลี่ยราคาไร่ละ 3,450,000 บาท หรือตารางวาละ 8,625 บาท) ที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวคือที่ดินเลขที่ดิน 92 ถึง 94 และ 95 ตามเอกสารหมาย จ.35 แผ่นที่ 23ซึ่งมิได้อยู่ติดถนนสาธารณะ ส่วนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 6162 นั้น คือที่ดินเลขที่ดิน 25 ตามเอกสารหมาย จ.35 แผ่นที่ 23 ซึ่งอยู่ติดถนนสาธารณะและอยู่ใกล้กับที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวน่าจะมีราคาสูงกว่าที่ดินทั้งสี่แปลง ดังกล่าว จึงเห็นสมควรกำหนดราคาที่ดินตามโฉนดเลขที่ 6162 ให้ตารางวาละ 10,000 บาท เฉพาะส่วนที่จำเลยขายในเนื้อที่ 376.5 ตารางวา เป็นเงิน 3,765,000 บาทจำเลยจึงต้องใช้เงินให้แก่โจทก์ สำหรับการขายที่ดินเฉพาะส่วนโฉนดเลขที่ 6162 เป็นเงิน 1,882,500 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2ไม่กำหนดราคาที่ดินตามโฉนดเลขที่ 6162 เพื่อให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น...

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปที่โจทก์ฎีกาว่า สำหรับมูลค่าของที่ดินแปลงที่จำเลยได้จำหน่ายจ่ายโอนไปก่อนฟ้องคดีนี้ ในการกำหนดมูลค่าของที่ดินเพื่อเป็นฐานในการคิดคำนวณค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์นั้นควรจะคิดจากราคาปัจจุบันมิใช่คิดจากราคา ณ วันที่จำเลยจำหน่ายจ่ายโอนไป เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534 บัญญัติให้ถือเสมือนว่าทรัพย์นั้นยังต้องมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534 ที่บัญญัติว่า"สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวก็ดี จำหน่ายไปโดยเจตนาทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียหายก็ดี จำหน่ายไปโดยมิได้รับความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งใน กรณีที่กฎหมายบังคับว่าการจำหน่ายนั้นจะต้องได้รับความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่งด้วยก็ดี จงใจทำให้สูญหายไปก็ดี ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533..." ตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการแบ่งสินสมรสที่ฝ่ายหนึ่งจำหน่ายจ่ายโอนไปหรือทำให้สูญหายไปโดยมิชอบ ในกรณีที่หย่ากันให้แบ่งทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ฝ่ายชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินในฐานะเจ้าของรวม จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534 โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินกึ่งหนึ่ง เมื่อจำเลยขายที่ดินไปได้เงินเท่าใด โจทก์ก็ควรได้รับเงินกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่จำเลยขายไป มิใช่กึ่งหนึ่งของราคาที่ดินปัจจุบันดังที่โจทก์ฎีกา ศาลล่างทั้งสองกำหนดมูลค่าของที่ดินเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องชดใช้ให้โจทก์จากราคา ณ วันที่จำเลยจำหน่ายจ่ายโอนไปนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองจึงเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้เงิน 18,229,625 บาท โดยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ และไม่ต้องจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 6162 ตำบลบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานีให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1534
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เจฟฟรี่ เรซ
จำเลย — นาง ชุมศรี เรซ
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
พิชัย เตโชพิทยากูล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7960/2544
#42688
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาลตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/32 และผู้คัดค้านแถลงคัดค้านคำร้องดังกล่าวศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการไต่สวนหาความจริงในข้อเท็จจริงที่คู่ความยังโต้เถียงกันอยู่แล้ววินิจฉัยคดีตามประเด็นซึ่งเกิดจากคำร้องและคำคัดค้านนั้น ในคำสั่งศาลเรื่องดังกล่าวจะต้องแสดงถึงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงและคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นแห่งคดี ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย ตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯมาตรา 14 และข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 24 การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้และมีคำสั่งเพียงว่า เมื่อลูกหนี้ละเลยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประกาศและข้อปฏิบัติทางราชการ ผู้ร้องไม่อาจอ้างปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างทางปฏิบัติของลูกหนี้ กรณีจึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการกล่าวแบบรวม ๆ มิได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีและแสดงเหตุผลประกอบการวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯมาตรา 14 และข้อกำหนดคดีล้มละลายฯ ข้อ 24

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์ คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอริ่ง จำกัด เป็นผู้ทำแผนของลูกหนี้ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2541 ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม2541 ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้ทำแผนคนใหม่ของลูกหนี้ตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำขอรับชำระหนี้ มูลหนี้อันดับที่ 1 หนี้ค่าอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน 1,891,165,815 บาทมูลหนี้อันดับที่ 2 หนี้ค่าอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มในการดำเนินการผลิตภายใต้คลังสินค้าทัณฑ์บน 720,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,611,165,815บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่มตามกฎหมายศุลกากรและประมวลรัษฎากร เนื่องจากเงื่อนไขที่ลูกหนี้ยังมิได้หยุดดำเนินกิจการและยังนำเข้าส่งออกอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ รายละเอียดปรากฏตามบัญชีท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้ว มีผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านทั้งสองได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้อันดับที่ 1 โดยมีเงื่อนไขว่าหากลูกหนี้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามบัตรส่งเสริมการลงทุนและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีคำสั่งให้เรียกเก็บแล้ว ผู้คัดค้านทั้งสองจึงได้รับชำระหนี้ตามจำนวนที่เรียกเก็บ แต่ไม่เกินวงเงินดังกล่าวในมูลหนี้อันดับที่ 2 จำนวน22,138,010.37 บาท พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายศุลกากรและประมวลรัษฎากร นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จจากลูกหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนพยานทั้งสองฝ่ายเพิ่มเติมในประเด็นภาระภาษีอากรตามจำนวนวัตถุดิบที่ขาดหายจากคลังสินค้าทัณฑ์บน ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2541 และคิดคำนวณภาระภาษีอากร ณ วันดังกล่าวแทนการคิดคำนวณภาระภาษีอากรตามจำนวนวัตถุดิบที่ขาดหายจากคลังสินค้าทัณฑ์บน ณ วันที่ 17 พฤษภาคม2542

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า ในการคำนวณมูลหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ผู้คัดค้านทั้งสองได้ใช้ภาระภาษีที่เกิดขึ้น ณ วันนำเข้าตั้งแต่ลูกหนี้เปิดคลังสินค้าทัณฑ์บนจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นฐานในการคำนวณจำนวนหนี้ ในการปฏิบัติผู้คัดค้านทั้งสองจะใช้ระบบบัญชีเข้าก่อนออกก่อน (FIRST IN FIRST OUT) ควบคุมจำนวนวัตถุดิบในคลังสินค้าทัณฑ์บนของลูกหนี้ โดยจะแบ่งบัญชีออกเป็น 4 งวดบัญชีงวดบัญชีหนึ่งมีระยะเวลา 3 เดือน (เริ่มต้นจาก 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม,1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน, 1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน, 1 ตุลาคม ถึง31 ธันวาคม) ในวันสิ้นบัญชีแต่ละงวด ลูกหนี้จะต้องจัดส่งรายงานบัญชีการใช้วัตถุดิบ (แบบ กออ. 1 - แบบ กออ. 5) จำนวน 5 บัญชี ในการตรวจสอบบัญชีการใช้วัตถุดิบทุกงวด ผู้คัดค้านทั้งสองจะสรุปยอดวัตถุดิบคงเหลือของแต่ละงวดแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ หากจำนวนวัตถุดิบคงเหลือไม่ตรงตามบัญชี และมีข้อโต้แย้งใด ๆ จะต้องโต้แย้งภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับหนังสือซึ่งยอดวัตถุดิบคงเหลือของยอดบัญชีที่สิ้นไป จะใช้เป็นยอดยกมาของงวดบัญชีถัดไป จากการตรวจสอบบัญชีการใช้วัตถุดิบโดยเฉพาะ ตามแบบกออ. 4 ซึ่งเป็นบัญชีแสดงการเคลื่อนไหวของวัตถุดิบที่มีการใช้ในแต่ละวันของลูกหนี้ในงวดบัญชีที่ 2/2541 คือ ระหว่างวันที่ 1เมษายน 2541 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2541 พบว่าลูกหนี้ได้รับรองยอดวัตถุดิบคงเหลือ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2541 แล้วโดยมิได้มีการโต้แย้งแต่อย่างใด อีกทั้งได้จัดส่งบัญชีการใช้วัตถุดิบ ตามแบบ กออ.1 - กออ.5ของงวดบัญชีถัดไปให้ผู้คัดค้านทั้งสองทำการตรวจสอบและรับรองยอดบัญชีตลอดมา จนกระทั่งลูกหนี้ขอปิดคลังสินค้าทัณฑ์บนเมื่อวันที่ 2ธันวาคม 2542 จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ว่าจำนวนวัตถุดิบที่มีการเคลื่อนไหวหรือใช้ไปในแต่ละวัน ซึ่งลูกหนี้ได้รวบรวมเป็นรายงานบัญชีวัตถุดิบคงเหลือในวันสิ้นงวดบัญชีทุกงวดถูกต้องตรงตามยอดบัญชีที่ได้รับรองนั้น ดังนั้น ในการคำนวณจำนวนหนี้ เมื่อผู้คัดค้านทั้งสองได้ใช้ภาระภาษีที่เกิดขึ้นในวันนำเข้าก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและจำนวนวัตถุดิบคงเหลือตามระบบบัญชีซึ่งมีการรับรองแล้วมาเป็นฐานในการคำนวณ จึงเป็นการชอบแล้วตามประกาศกรมศุลกากรที่ 13/2534ข้อ 19 เป็นหน้าที่ของลูกหนี้ต้องยื่นรายงานผลสรุปการดำเนินงานให้ผู้คัดค้านทั้งสองตรวจสอบเป็นงวด ๆ ซึ่งเมื่อมีการรับรองยอดคงเหลือของวัตถุดิบ ณ วันสิ้นงวดบัญชีทุกงวดแล้ว ย่อมมีผลผูกพันว่าเป็นจริงตามนั้น การที่ผู้ร้องอ้างว่าลูกหนี้ได้ยื่นคำชี้แจงเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายต่อผู้ทำแผนมาตรา 90/34แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ข้อสันนิษฐานว่าเป็นหลักฐานอันถูกต้องใช้ยันระหว่างลูกหนี้กับผู้ทำแผน การคำนวณปริมาณวัตถุดิบคงเหลือจะใช้ปริมาณวัตถุดิบซึ่งนำเข้ามาผลิตเป็นสินค้าแล้วส่งออกตามสัดส่วนที่ปรากฏในสูตรการผลิตที่ได้อนุมัติแล้ว และตามประกาศกรมศุลกากรที่ 13/2534 ข้อ 13 ผู้นำของเข้าต้องยื่นสูตรการผลิตให้ผู้คัดค้านทั้งสองพิจารณาอนุมัติในเวลาอันสมควร และต้องยื่นแก้ไขสูตรการผลิตทุกครั้งที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยทันที การที่ลูกหนี้ไม่ได้ยื่นขออนุญาตแก้ไขเปลี่ยนแปลงปริมาณการใช้วัตถุดิบในสูตรการผลิตเพื่อให้ผู้คัดค้านทั้งสองรับรองแล้วกล่าวอ้างว่าได้ใช้วัตถุดิบในการผลิตสินค้าส่งออกมากกว่าปริมาณที่กำหนดในสูตรการผลิต จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่ชอบ เพราะโดยปกติวิสัยถ้าลูกหนี้ทราบว่าปริมาณการใช้วัตถุดิบตามสูตรที่ได้รับอนุมัติไม่สอดคล้องกับปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ผลิตจริง ก็ชอบที่จะขอแก้ไขให้ถูกต้องเป็นจริง ประกอบกับทุกสิ้นงวดบัญชีลูกหนี้ต้องรายงานบัญชีวัตถุดิบคงเหลือต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งลูกหนี้ได้ยื่นแบบแสดงการขอตัดบัญชีวัตถุดิบ (กออ.3) โดบใช้ปริมาณการใช้วัตถุดิบตามอัตราส่วนที่กำหนดไว้ในสูตรการผลิตที่ได้รับอนุมัติแล้วเป็นฐานการคำนวณการตัดยอดบัญชีวัตถุดิบคงเหลือตลอดมา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่สนับสนุนว่า ลูกหนี้ยอมรับปริมาณการใช้วัตถุดิบตามสูตรการผลิตดังกล่าวเป็นปริมาณการใช้วัตถุดิบในการผลิตสินค้าส่งออกจริง ทั้งคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่เกิดจากการที่ลูกหนี้ได้นำวัตถุดิบเก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บนเกิน2 ปี และมูลหนี้ที่เกิดจากปริมาณวัตถุดิบที่ขาดหายไปจากคลังสินค้าทัณฑ์บนเป็นวัตถุดิบคนละชนิดกัน ลูกหนี้จึงต้องรับผิดชำระภาษีที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งเงินเพิ่มทั้งหมด

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงข้อเท็จจริงต่อศาลเพื่อทราบ

ศาลล้มละลายกลางเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดไต่สวน แล้วมีคำสั่งว่าการดำเนินการต่าง ๆ ของผู้คัดค้านทั้งสองต่อลูกหนี้เป็นไปตามกฎหมาย ประกาศของทางราชการที่เกี่ยวข้อง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าลูกหนี้ละเลยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประกาศและข้อปฏิบัติทางราชการผู้ร้องไม่อาจปฏิเสธความรับผิดในมูลหนี้ภาษีอากร โดยอ้างทางปฏิบัติของลูกหนี้ คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลง ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ผู้ร้องว่า ศาลล้มละลายกลางได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีตามคำร้องของผู้ร้องโดยชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ในการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/26 ให้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ถ้าคำขอรับชำระหนี้รายนั้นมีผู้โต้แย้ง ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใด คือให้ยกคำขอรับชำระหนี้ อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนหรืออนุญาตให้ได้รับชำระหนี้บางส่วน เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งดังกล่าวแล้วผู้มีส่วนได้เสียอาจยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/32 และเมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาลและผู้คัดค้านทั้งสองแถลงคัดค้านคำร้องดังกล่าว ศาลล้มละลายกลางจะต้องดำเนินการไต่สวนหาความจริงในข้อเท็จจริงที่คู่ความยังโต้เถียงกันอยู่แล้ววินิจฉัยคดีตามประเด็นซึ่งเกิดจากคำร้องและคำคัดค้านนั้น ในคำสั่งศาลเรื่องดังกล่าวจะต้องแสดงถึงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงและคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นแห่งคดีทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและมีปัญหาข้อกฎหมาย ตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายพ.ศ. 2542 มาตรา 14 และ ข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 24ตามคำร้องของผู้ร้องได้อ้างเป็นประเด็น ในการคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในมูลหนี้อันดับที่ 2 ส่วนที่ 1 ภาษีอากรที่วัตถุดิบในคลังสินค้าทัณฑ์บนขาดหายไปว่า จะใช้จำนวนวัตถุดิบในคลังสินค้าที่ขาดหาย ณวันที่ 4 มิถุนายน 2541 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือวันที่ 17พฤษภาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่ผู้คัดค้านทั้งสองเข้าไปตรวจสอบจำนวนวัตถุดิบเป็นฐานในการคำนวณภาระภาษีอากร จำนวนวัตถุดิบที่ขาดหายไปนั้นผู้ร้องสามารถชี้แจงได้หรือไม่ และลูกหนี้ต้องรับผิดภาษีจำนวนเท่าใดและส่วนที่ 2 ภาษีอากรสำหรับวัตถุดิบที่นำเข้ามามีอายุเกิน 2 ปี นับแต่วันนำเข้าเป็นภาระภาษีอากรที่ซ้ำซ้อนกับมูลหนี้ส่วนที่ 1 และเมื่อผู้คัดค้านทั้งสองโต้แย้งประเด็นดังกล่าว ศาลล้มละลายกลางจึงต้องมีคำสั่งโดยวินิจฉัยคดีตามประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวให้เป็นที่ชัดแจ้งว่าจะใช้จำนวนวัตถุดิบที่ขาดหายไป ณ วันใดเป็นฐานในการคำนวณภาษีอากรมีสินค้าประเภทใดขาดหายไป จำนวนเท่าใด แล้วเหตุที่ผู้ร้องอ้างว่าทำให้สินค้าขาดหายนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ และหากเหตุดังกล่าวมีอยู่จริงถือว่าเป็นเหตุอันสมควรหรือไม่ จากเหตุดังกล่าวลูกหนี้ต้องรับผิดในมูลหนี้ภาษีอากรเนื่องจากวัตถุดิบในคลังสินค้าทัณฑ์บนขาดหายตามประกาศกรมศุลกากรที่ 13/2534 เรื่องระเบียบเกี่ยวกับคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้าข้อ 17 และข้อ 19 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 ทวิ(2)แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 หรือไม่ เพียงใด และในมูลหนี้ภาษีอากรเนื่องจากนำวัตถุดิบเข้ามาค้างเกิน 2 ปี ซ้ำซ้อนกับมูลหนี้ค่าภาษีอากรเนื่องจากจำนวนวัตถุดิบในคลังสินค้าทัณฑ์บนขาดหายไปหรือไม่ อย่างไรการที่ศาลล้มละลายกลางเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ และมีคำสั่งเพียงว่าเมื่อลูกหนี้ละเลยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประกาศและข้อปฏิบัติทางราชการผู้ร้องไม่อาจอ้างปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างทางปฏิบัติของลูกหนี้ กรณีจึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น คำวินิจฉัยของศาลล้มละลายกลางดังกล่าว เป็นการกล่าวแบบรวม ๆ มิได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี และแสดงเหตุผลประกอบการวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายพ.ศ. 2542 มาตรา 14 และข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 24และคดีนี้ปรากฏว่าผู้ร้องประสงค์จะอ้างหรือขอให้เรียกพยานเอกสารอีกหลายฉบับซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในการวินิจฉัยประเด็นข้างต้น อีกทั้งได้ระบุรายละเอียดของเอกสารดังกล่าวมาแล้วในคำร้องคัดค้านและคำฟ้องอุทธรณ์พร้อมทั้งขอให้ศาลสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนเพิ่มเติมนอกจากนี้ในคำร้องและคำคัดค้านยังมีข้อเท็จจริงที่ยังโต้เถียงกันอีกหลายประการ ศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนแล้ว เห็นว่ายังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัย จึงจำต้องย้อนสำนวนคืนไปยังศาลล้มละลายกลางเพื่อพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243(1) และ (2) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 28"

พิพากษายกคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ยืนตามคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และคำสั่งที่ให้งดการไต่สวนพยาน ให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/32
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์ คูเปอร์ส เอฟเอเอส จำกัด
ผู้คัดค้าน — กรมศุลกากร กับพวก
ผู้คัดค้าน — ลูกหนี้
ผู้คัดค้าน — บริษัท อัลฟาเทค อีเล็คโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
พิชัย เตโชพิทยากูล
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7960/2544
#69591
เปิดฉบับเต็ม

ในการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 ให้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ถ้าคำขอรับชำระหนี้รายนั้นมีผู้โต้แย้ง ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใด คือให้ยกคำขอรับชำระหนี้ อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนหรืออนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ บางส่วน เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งดังกล่าวแล้ว ผู้มีส่วนได้เสียอาจยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ตามมาตรา 90/32 และเมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาล และผู้คัคค้านแถลงคัดค้านคำร้องดังกล่าว ศาลล้มละลายจะต้องดำเนินการไต่สวนหาความจริงในข้อเท็จจริงที่คู่ความยังโต้เถียงกันอยู่แล้ววินิจฉัยคดีตามประเด็นซึ่งเกิดจากคำร้องและคำคัดค้านนั้น ในคำสั่งศาลเรื่องดังกล่าวจะต้องแสดงถึงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงและ คำวินิจฉัยของศาลในประเด็นแห่งคดีทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและมีปัญหาข้อกฎหมาย ตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียม ตามมาตรา 14 และข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ข้อ 24

ตามคำร้องของผู้ร้องได้อ้างเป็นประเด็นในการคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในมูลหนี้อันดับที่ 2 ส่วนที่ 1 ภาษีอากรที่วัตถุดิบในคลังสินค้าทัณฑ์บนขาดหายไปว่า จะใช้จำนวนวัตถุดิบในคลังสินค้าที่ขาดหาย ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2541 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือวันที่ 17 พฤษภาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่ผู้คัดค้านเข้าไปตรวจสอบจำนวนวัตถุดิบเป็นฐานในการคำนวณภาระภาษีอากรจำนวนวัตถุดิบที่ขาดหายไปนั้นผู้ร้องสามารถชี้แจงได้หรือไม่ และลูกหนี้ต้องรับผิดภาษีจำนวนเท่าใด และส่วนที่ 2 ภาษีอากรสำหรับวัตถุดิบที่นำเข้ามามีอายุเกิน 2 ปี นับแต่วันนำเข้าเป็นภาระภาษีอากรที่ซ้ำซ้อนกับมูลหนี้ส่วนที่ 1 และเมื่อผู้คัดค้านโต้แย้งประเด็นดังกล่าว ศาลล้มละลาย จึงต้องมีคำสั่งโดยวินิจฉัยคดีตามประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวให้ป็นที่ชัดแจ้งว่าจะใช้จำนวนวัตถุดิบที่ขาดหายไป ณ วันใดเป็นฐานในการคำนวณภาษีอากร มีสินค้าประเภทใดขาดหายไป จำนวนเท่าใด แล้วเหตุที่ผู้ร้องอ้างว่าทำให้ สินค้าขาดหายนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ และหากเหตุดังกล่าวมีอยู่จริงถือว่าเป็นเหตุอันสมควรหรือไม่ จากเหตุดังกล่าว ลูกหนี้ต้องรับผิดในมูลหนี้ภาษีอากรเนื่องจากวัตถุดิบในคลังสินค้าทัณฑ์บนขาดหายตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 13/2534 เรื่องระเบียบเกี่ยวกับคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า ข้อ 17 และข้อ 19 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 ทวิ (2) แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 หรือไม่ เพียงใด และในมูลหนี้ภาษีอากรเนื่องจาก นำวัตถุดิบเข้ามาค้างเกิน 2 ปี ซ้ำซ้อนกับมูลหนี้ค่าภาษีอากรเนื่องจากจำนวนวัตถุดิบในคลังสินค้าทัณฑ์บนขาดหายไปหรือไม่ อย่างไร เมื่อคำวินิจฉัยของศาลล้มละลายเป็นการกล่าวแบบรวม ๆ มิได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีและ แสดงเหตุผลประกอบการวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 และข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ข้อ 24

ผู้ร้องประสงค์จะอ้างหรือขอให้เรียกพยานเอกสารอีกหลายฉบับซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดี อีกทั้งได้ระบุรายละเอียดของเอกสารดังกล่าวมาแล้วในคำร้องคัดค้านและคำฟ้องอุทธรณ์ พร้อมทั้ง ขอให้ศาลสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนเพิ่มเติม นอกจากนี้ในคำร้องและคำคัดค้านยังมีข้อเท็จจริงที่ยังโต้เถียงกันอีกหลายประการ ศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนแล้วเห็นว่ายังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัย จึงจำต้อง ย้อนสำนวนคืนไปยังศาลล้มละลายเพื่อพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 243 (1) และ (2) ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์ คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอริ่ง จำกัด เป็นผู้ทำแผนของลูกหนี้เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2541 ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2541 ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้ทำแผนคนใหม่ของลูกหนี้ตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำขอรับชำระหนี้ มูลหนี้อันดับที่ 1 หนี้ค่าอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน 1,891,165,815 บาท มูลหนี้อันดับที่ 2 หนี้ค่าอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มในการดำเนินการผลิตภายใต้คลังสินค้าทัณฑ์บน 720,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,611,165,815 บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่มตามกฎหมายศุลกากรและ ป. รัษฎากร เนื่องจากเงื่อนไขที่ลูกหนี้ยังมิได้หยุดดำเนินกิจการและยังนำเข้าส่งออกอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้ว มีผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านทั้งสองได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้อันดับที่ 1 จำนวน 3,349,826.80 บาท พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายศุลกากรและ ป. รัษฎากร นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 210,972,903.79 บาท พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายศุลกากรและ ป. รัษฎากร โดยมีเงื่อนไขว่า หากลูกหนี้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามบัตรส่งเสริมการลงทุนและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีคำสั่งให้เรียกเก็บแล้ว ผู้คัดค้านทั้งสองจึงได้รับชำระหนี้ตามจำนวนที่เรียกเก็บ แต่ไม่เกินวงเงินดังกล่าวในมูลหนี้อันดับที่ 2 จำนวน 22,138,010.37 บาท พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายศุลกากรและ ป. รัษฎากร นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จจากลูกหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่าลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในภาระภาษีสำหรับวัตถุดิบที่ขาดหายไปจากแบบ กออ. 4 โดยเหตุที่วัตถุดิบมิได้ขาดหายในลักษณะที่ลูกหนี้ต้องรับผิด และหากเห็นว่าลูกหนี้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรอยู่บางส่วน ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนพยานทั้งสองฝ่ายเพิ่มเติมในประเด็นภาระภาษีอากรตามจำนวนวัตถุดิบที่ขาดหายจากคลังสินค้าทัณฑ์บน ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2541 และคิดคำนวณภาระภาษีอากร ณ วันดังกล่าวแทนการคิดคำนวณภาระภาษีอากรตามจำนวนวัตถุดิบที่ขาดหายจากคลังสินค้าทัณฑ์บน ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2542

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า ลูกหนี้ต้องรับผิดชำระภาษีที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งเงินเพิ่มทั้งหมด

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงข้อเท็จจริงต่อศาลเพื่อทราบ

ศาลล้มละลายกลางเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดไต่สวน แล้วมีคำสั่งว่าการดำเนินการต่าง ๆ ของผู้คัดค้านทั้งสองต่อลูกหนี้เป็นไปตามกฎหมาย ประกาศของทางราชการที่เกี่ยวข้อง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าลูกหนี้ละเลยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประกาศและข้อปฏิบัติทางราชการ ผู้ร้องไม่อาจปฏิเสธความรับผิดในมูลหนี้ภาษีอากรโดยอ้างทางปฏิบัติของลูกหนี้ คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลง ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ผู้ร้องว่า ศาลล้มละลายกลางได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีตามคำร้องของผู้ร้องโดยชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ในการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/26 ให้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ถ้าคำขอรับชำระหนี้รายนั้นมีผู้โต้แย้ง ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใด คือให้ยกคำขอรับชำระหนี้ อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนหรืออนุญาตให้ได้รับชำระหนี้บางส่วน เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งดังกล่าวแล้ว ผู้มีส่วนได้เสียอาจยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/32 และเมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาล และผู้คัดค้านทั้งสองแถลงคัดค้านคำร้องดังกล่าว ศาลล้มละลายกลางจะต้องดำเนินการไต่สวนหาความจริงในข้อเท็จจริงที่คู่ความยังโต้เถียงกันอยู่แล้ววินิจฉัยคดีตามประเด็นซึ่งเกิดจากคำร้องและคำคัดค้านนั้น ในคำสั่งศาลเรื่องดังกล่าวจะต้องแสดงถึงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงและคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นแห่งคดี ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 และข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 24

ตามคำร้องของผู้ร้องได้อ้างเป็นประเด็นในการคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในมูลหนี้อันดับที่ 2 ส่วนที่ 1 ภาษีอากรที่วัตถุดิบในคลังสินค้าทัณฑ์บนขาดหายไปว่า จะใช้จำนวนวัตถุดิบในคลังสินค้าที่ขาดหาย ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2541 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือวันที่ 17 พฤษภาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่ผู้คัดค้านทั้งสองเข้าไปตรวจสอบจำนวนวัตถุดิบเป็นฐานในการคำนวณภาระภาษีอากร จำนวนวัตถุดิบที่ขาดหายไปนั้นผู้ร้องสามารถชี้แจงได้หรือไม่ และลูกหนี้ต้องรับผิดภาษีจำนวนเท่าใด และส่วนที่ 2 ภาษีอากรสำหรับวัตถุดิบที่นำเข้ามามีอายุเกิน 2 ปี นับแต่วันนำเข้าเป็นภาระภาษีอากรที่ซ้ำซ้อนกับมูลหนี้ส่วนที่ 1 และเมื่อผู้คัดค้านทั้งสองโต้แย้งประเด็นดังกล่าว ศาลล้มละลายกลางจึงต้องมีคำสั่งโดยวินิจฉัยคดีตามประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวให้เป็นที่ชัดแจ้งว่าจะใช้จำนวนวัตถุดิบที่ขาดหายไป ณ วันใดเป็นฐานในการคำนวณภาษีอากร มีสินค้าประเภทใดขาดหายไป จำนวนเท่าใด แล้วเหตุที่ผู้ร้องอ้างว่าทำให้สินค้าขาดหายนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ และหากเหตุดังกล่าวมีอยู่จริงถือว่าเป็นเหตุอันสมควรหรือไม่ จากเหตุดังกล่าวลูกหนี้ต้องรับผิดในมูลหนี้ภาษีอากรเนื่องจากวัตถุดิบในคลังสินค้าทัณฑ์บนขาดหายตามประกาศกรมศุลกากรที่ 13/2534 เรื่อง ระเบียบเกี่ยวกับคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า ข้อ 17 แล้วข้อ 19 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 ทวิ (2) แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 หรือไม่ เพียงใด และในมูลหนี้ภาษีอากรเนื่องจากนำวัตถุดิบเข้ามาค้างเกิน 2 ปี ซ้ำซ้อนกับมูลหนี้ค่าภาษีอากรเนื่องจากจำนวนวัตถุดิบในคลังสินค้าทัณฑ์บนขาดหายไปหรือไม่ อย่างไร การที่ศาลล้มละลายกลางเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ และมีคำสั่งเพียงว่า เมื่อลูกหนี้ละเลยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประกาศและข้อปฏิบัติทางราชการ ผู้ร้องไม่อาจอ้างปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างทางปฏิบัติของลูกหนี้ กรณีจึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น คำวินิจฉัยของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวเป็นการกล่าวแบบรวม ๆ มิได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี และแสดงเหตุผลประกอบการวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 และข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 24

คดีนี้ปรากฏว่าผู้ร้องประสงค์จะอ้างหรือขอให้เรียกพยานเอกสารอีกหลายฉบับซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในการวินิจฉัยประเด็นข้างต้น อีกทั้งได้ระบุรายละเอียดของเอกสารดังกล่าวมาแล้วในคำร้องคัดค้านและคำฟ้องอุทธรณ์พร้อมทั้งขอให้ศาลสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนเพิ่มเติม นอกจากนี้ในคำร้องและคำคัดค้านยังมีข้อเท็จจริงที่ยังโต้เถียงกันอีกหลายประการ ศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนแล้ว เห็นว่ายังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัย จึงจำต้องย้อนสำนวนคืนไปยังศาลล้มละลายกลางเพื่อพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) และ (2) ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 28

พิพากษายกคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ยืนตามคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และคำสั่งที่ให้งดการไต่สวนพยาน ให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 243 (2)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/26 ม. 90/32
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 ม. 14 ม. 19 ม. 28
ข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24
ชื่อคู่ความ
กับพวก — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์ คูเปอร์ส เอฟเอเอส จำกัด
ผู้คัดค้าน — กรมศุลกากร กับพวก
ลูกหนี้ — บริษัทอัลฟาเทค อีเล็คโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
พิชัย เตโชพิทยากูล
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7947/2544
#266319
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นฎีกาโดย ธ. ทนายจำเลยลงชื่อเป็นผู้ฎีกาแทนจำเลย แต่ใบแต่งทนายไม่ได้ระบุให้ทนายความมีอำนาจฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นจัดการแก้ไขข้อบกพร่องโดยให้จำเลยลงชื่อในฐานะผู้ฎีกาในคำฟ้องฎีกาให้ถูกต้อง จำเลยไม่มาแก้ไขข้อบกพร่องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด คำฟ้องฎีกาของจำเลยจึงมี ธ. ทนายความของจำเลยลงชื่อเป็นผู้ยื่นฎีกาแทนจำเลยโดยไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใช้สิทธิในการฎีกาได้ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 62 คำฟ้องฎีกาของจำเลยที่ ธ. ลงชื่อเป็นผู้ฎีกาจึงเป็นคำฟ้องฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินอันเกิดจากสัญญาที่เป็นโมฆะ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 489,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท

จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ว่า จำเลยไม่ทราบว่าถูกฟ้องเป็นคดีนี้ เนื่องจากไปอยู่ที่บ้านสามีที่จังหวัดชลบุรีตั้งแต่ปี 2541 ไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาที่ไม่ชำระเงินให้จำเลยตามสัญญาซื้อขาย ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ ขอให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องจำเลยมิได้คัดค้านคำพิพากษาของศาล ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยยื่นฎีกาโดยนางสาวธิติกาญจน์ทนายจำเลยลงชื่อเป็นผู้ฎีกาแทนจำเลย แต่ใบแต่งทนายความของจำเลยไม่ได้ระบุให้ทนายความมีอำนาจฎีกา ศาลฎีกาได้มีคำสั่งว่าก่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นจัดการแก้ไขข้อบกพร่องโดยให้จำเลยลงชื่อในฐานะผู้ฎีกาในคำฟ้องฎีกาให้ถูกต้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ต่อมาศาลชั้นต้นได้มีหมายแจ้งให้จำเลยมาแก้ไขข้อบกพร่องตามคำสั่งของศาลฎีกาภายใน 15 วันนับแต่วันรับหมาย ปรากฏว่าได้ส่งหมายแก่จำเลยได้โดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2547 พ้นกำหนด 15 วันนับแต่วันที่ถือว่าจำเลยรับหมายโดยชอบ จำเลยไม่มาดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่อง เมื่อจำเลยได้รับหมายแจ้งจากศาลชั้นต้นโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยก็ไม่มาแก้ไขตามคำสั่งศาลฎีกาภายในกำหนดตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ดังนั้น การที่นางสาวธิติกาญจน์ทนายความของจำเลยลงชื่อเป็นผู้ยื่นฎีกาแทนจำเลยโดยไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใช้สิทธิในการฎีกาได้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 62 แห่ง ป.วิ.พ. คำฟ้องฎีกาของจำเลยที่ทนายจำเลยลงชื่อเป็นผู้ฎีกาจึงเป็นคำฟ้องฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอนงค์ พิศดวงดาว
จำเลย — นางสาวสมคิด ผาสุขเนตร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวฉวีวรรณ แม้นโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายจรูญ อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7932/2544
#41342
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) หมายถึงกรณีที่จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 50 ปี เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยคำว่า "เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต"นั้น หมายความว่า หากความผิดกระทงใดกระทงหนึ่งมีโทษที่จะลงแก่จำเลยจริง ๆ เป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว เมื่อนำเอาโทษจำคุกที่มีกำหนดเวลาในกระทงอื่นมารวมศาลคงลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกตลอดชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น คดีนี้ความผิดกระทงแรกของจำเลยที่ 1 ได้วางโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ตลอดชีวิตแต่เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสามแล้ว คงเหลือจำคุก 33 ปี4 เดือน จึงอยู่ในเกณฑ์ที่จะนำเอาโทษในความผิดอีกฐานหนึ่งมารวมลงโทษแก่จำเลยที่ 1 ได้ เพราะรวมโทษทุกกระทำความผิดแล้วก็ไม่เกิน 50 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 62,106 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 55,72, 78 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 81ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสองพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 66 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72, 79 และจำเลยที่ 2 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 81 วางโทษฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสองอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีคีตามีนและไดอาซีแพมไว้ในครอบครองจำคุกกระทงละ 1 ปี สำหรับจำเลยที่ 1วางโทษฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองจำคุก 5 ปี และฐานมีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 5 ปี และวางโทษจำเลยที่ 2ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดจำคุก 6 เดือนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ประกอบมาตรา 53)หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดแต่ละฐานจำนวน 33 ปี 4 เดือน, 8 เดือน, 8 เดือน, 3 ปี 4 เดือน และ 3 ปี4 เดือน ตามลำดับ ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกแต่ละฐานจำนวน 33 ปี 4 เดือน, 8 เดือน, 8 เดือน และ 4 เดือน ตามลำดับ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 39 ปี 28 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 33 ปี 24 เดือนของกลางริบคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง,66 วรรคสอง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่งและวรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 78 วรรคหนึ่ง ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (คีตามีน)ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 สำหรับจำเลยที่ 1 เฉพาะความผิดฐานมีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคหนึ่งและวรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และลดโทษให้จำเลยที่ 2เฉพาะความผิดฐานเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 ฐานมีกำหนด 3 เดือน ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่จำคุกจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2(คีตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตคนละ 1 ปี และเมื่อเรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 39 ปี 20 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด33 ปี 15 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1ว่า เมื่อศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้จำคุกตลอดชีวิตแล้วจะนำโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 อีกไม่ได้นั้น เห็นว่า บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3)หมายความว่า กรณีที่จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 50 ปี เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และคำว่า "เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต" นั้น หมายความว่า หากความผิดกระทงใดกระทงหนึ่งมีโทษที่จะลงแก่จำเลยจริง ๆ เป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว เมื่อนำเอาโทษจำคุกที่มีกำหนดเวลาในกระทงอื่นมารวม ศาลคงลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกตลอดชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น คดีนี้สำหรับความผิดกระทงแรกของจำเลยที่ 1 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ได้วางโทษจำคุกจำเลยที่ 1ไว้ตลอดชีวิต แต่เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสามแล้วคงเหลือจำคุก33 ปี 4 เดือน จึงอยู่ในเกณฑ์ที่จะนำเอาโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มารวมลงโทษแก่จำเลยที่ 1 ได้ เพราะรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้วก็ไม่เกิน 50 ปี ฎีกาของจำเลยที่ 1ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ซี กอง วิลเลี่ยม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7930/2544
#42687
เปิดฉบับเต็ม

แม้พนักงานสอบสวนจะไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่ก็เป็นบุคคลธรรมดาซึ่งโดยตำแหน่งหน้าที่ราชการอันกฎหมายกำหนดไว้ให้มีอำนาจทำสัญญาประกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 106 และ มาตรา 113 ฉะนั้น จึงย่อมมีอำนาจที่จะฟ้องขอให้บังคับตามสัญญาประกันในฐานะเจ้าพนักงานตามอำนาจแห่งหน้าที่โดยชื่อตำแหน่งหน้าที่ของตน ดังนี้ เมื่อจำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไปจากการควบคุมตัวของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบ. ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 112และจำเลยผิดสัญญาประกันดังกล่าว พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร บ. ย่อมมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยตามสัญญาประกันได้ กรมตำรวจไม่ใช่พนักงานสอบสวนและมิได้เป็นคู่สัญญากับจำเลย จะฟ้องเองหรือมอบอำนาจให้ฟ้องหาได้ไม่

จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ในเรื่องจำเลยทำสัญญาประกันโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยา การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8หยิบยกปัญหาข้อนี้ตามที่จำเลยอุทธรณ์ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ทั้งปัญหาเกี่ยวกับการให้ความยินยอมก็ไม่ใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาประกันตัวผู้ต้องหา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 341,859.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อไปในต้นเงิน 233,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สัญญาประกันเป็นสัญญาปลอม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 341,859.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 233,750 บาท นับถัดจากวันที่ 23 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 23กรกฎาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม2532 เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมนายประเสริฐ ชัยชนะหรือหมุนบัวผู้ต้องหาในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯลฯ ส่งมอบให้โจทก์ดำเนินคดี ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2532 จำเลยได้ทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไปจากโจทก์ โดยสัญญาว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดนัดของโจทก์ ถ้าผิดสัญญาจำเลยยอมใช้เงิน 233,750 บาทโดยร้อยตำรวจเอกกมล ปักษา พนักงานสอบสวนลงชื่อในสัญญาประกันในฐานะผู้รับสัญญาตามคำร้องขอประกัน สัญญาประกัน และบันทึกเสนอสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ตามลำดับ ต่อมาจำเลยไม่สามารถส่งตัวผู้ต้องหาให้โจทก์ตามกำหนดนัด เป็นการผิดสัญญาประกันต่อโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่เกี่ยวกับปัญหาข้อนี้ จำเลยฎีกามีใจความว่าจำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไว้ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านนาเดิม โดยมีร้อยตำรวจเอกกมล ปักษา เป็นผู้รับสัญญาการทำสัญญาประกันในฐานะผู้รับสัญญาของร้อยตำรวจเอกกมล ดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในราชการของกรมตำรวจในฐานะพนักงานสอบสวนไม่ใช่ทำในฐานะส่วนตัว เมื่อมีการผิดสัญญาประกันผู้เสียหายตามสัญญาคือกรมตำรวจไม่ใช่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านนาเดิมและพนักงานสอบสวนก็ไม่อยู่ในฐานะเป็นนิติบุคคลที่จะฟ้องคดีได้ การที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านนาเดิมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้โดยไม่ได้รับมอบอำนาจจากกรมตำรวจ จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ถึงแม้พนักงานสอบสวนจะไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลแต่ก็เป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งโดยตำแหน่งหน้าที่ราชการอันกฎหมายกำหนดไว้ให้มีอำนาจทำสัญญาประกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 106 และมาตรา 113 ฉะนั้นจึงย่อมมีอำนาจที่จะฟ้องขอให้บังคับตามสัญญาประกันในฐานะเจ้าพนักงานตามอำนาจแห่งหน้าที่โดยชื่อตำแหน่งหน้าที่ของตน ดังนี้ เมื่อจำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไปจากการควบคุมตัวของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านนาเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 112และจำเลยผิดสัญญาประกันดังกล่าว พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านนาเดิม ย่อมมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยตามสัญญาประกันได้กรมตำรวจไม่ใช่พนักงานสอบสวนและมิได้เป็นคู่สัญญากับจำเลย จะฟ้องเองหรือมอบอำนาจให้ฟ้องหาได้ไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อสองมีว่า สัญญาประกันสมบูรณ์หรือไม่ เกี่ยวกับปัญหาข้อนี้ จำเลยฎีกามีใจความว่าจำเลยทำสัญญาประกันโดยมีหลักทรัพย์คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ซึ่งเป็นทรัพย์สินระหว่างจำเลยกับภริยาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยาสัญญาประกันดังกล่าวจึงไม่สมบูรณ์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินตามสัญญาประกันเอกสารท้ายฟ้อง จำเลยให้การว่าสัญญาประกันตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม โดยมิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องจำเลยทำสัญญาประกันโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยา ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกปัญหาข้อนี้ตามที่จำเลยอุทธรณ์ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ทั้งปัญหาเกี่ยวกับการให้ความยินยอมก็ไม่ใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาข้อนี้ของจำเลยให้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า สมควรให้จำเลยรับผิดชดใช้เบี้ยปรับแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงแห่งคดีได้ความจากการนำสืบของโจทก์ว่า หลังจากที่จำเลยได้ทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไปจากโจทก์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2532 แล้ว โจทก์ได้นัดให้จำเลยส่งตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์รวม 4 ครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 12มกราคม 2533 ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2533 ครั้งที่สามเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2533 และครั้งที่สี่ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 22กรกฎาคม 2533 ปรากฏว่าจำเลยไม่สามารถส่งตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์ได้จนกระทั่งปัจจุบันก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ส่งตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์แต่อย่างใด แม้พันตำรวจเอกกมล ปักษา (ขณะเกิดเหตุที่ลงชื่อในสัญญาประกันในฐานะผู้รับสัญญามียศร้อยตำรวจเอก) พยานโจทก์จะเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า คดีข้อหาความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนนั้นการจะให้ประกันตัวชั่วคราวต้องมีหลักทรัพย์มาทำสัญญาประกันไม่น้อยกว่า 60,000 บาทและพันตำรวจโทสมพงษ์ ฐานะกาญจน์ พยานโจทก์จะเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ปัจจุบันข้อหาความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะการให้ประกันตัวชั่วคราวจะตีราคาประเมินไม่น้อยกว่า 60,000 บาทตามที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา แต่เมื่อคำนึงถึงว่านับแต่จำเลยได้ทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไปจากโจทก์แล้ว จำเลยไม่สามารถส่งตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์ได้จนกระทั่งปัจจุบันดังกล่าวข้างต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับลงโดยให้ปรับจำเลยฐานผิดสัญญาประกันต่อโจทก์เป็นเงิน 150,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนที่พอสมควรและเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้ออื่น ๆ ที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ขอให้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในปัญหาเรื่องค่าปรับนั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงต้องรับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 112 ม. 113
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านนาเดิม
จำเลย — นาย ไตรรงค์ ขุนเสถียร
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7929/2544
#41341
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่ บ. ทำพินัยกรรม บ. มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการให้ที่ดินระหว่าง บ. กับจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุด แต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีก่อนย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่งนอกจากนี้ บ. ยังมีสิทธิในการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 อันทำให้ บ. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบสิทธิทั้งสองดังกล่าวเป็นสิทธิที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของ บ.

การที่ บ. ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองโดยมีข้อความในข้อ 1 ยกบรรดาทรัพย์สินที่มีอยู่และที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าให้โจทก์ทั้งสอง เห็นได้ว่า บ. มีเจตนาทำพินัยกรรมให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีก่อนรวมทั้งสิทธิในการขอให้เพิกถอนนิติกรรมอันเป็นสิทธิที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทด้วย สิทธิตามที่กล่าวในที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับพินัยกรรมตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ 2 ได้รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวและส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองภายใน 7 วันนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 16155 ตำบลแข้ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษระหว่างจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งสองพร้อมด้วยบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าวและคืนโฉนดที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางบุญจันทร์ ศึกรัมย์ จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 23 เมษายน 2536นางบุญจันทร์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณ ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2537 ให้จำเลยที่ 1 คืนที่ดินพิพาทแก่นางบุญจันทร์ขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1ในวันที่ 8 สิงหาคม 2538 นางบุญจันทร์ได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง ต่อมานางบุญจันทร์ได้ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ได้เข้าเป็นคู่ความแทน ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นคดีถึงที่สุด โจทก์ทั้งสองได้นำสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1และพินัยกรรมไปเพื่อจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1แต่ไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้ เพราะจำเลยที่ 1ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไปก่อนแล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสอง ประการแรกว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกามีใจความสำคัญว่า การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะมารดาโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตร เป็นการโอนให้ตามขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาและเพื่อเป็นการตอบแทนที่บุตรได้ให้การอุปการะเลี้ยงดู แม้จะเป็นการโอนให้โดยเสน่หาก็หาได้มีเจตนาใช้กลฉ้อฉลตามกฎหมายแต่อย่างใดทั้งขณะที่ทำนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาท นางบุญจันทร์พักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 และไม่มีเหตุทะเลาะกัน แม้นางบุญจันทร์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอถอนคืนการให้ที่ดินพิพาท เพราะเหตุจำเลยที่ 1ประพฤติเนรคุณและศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนที่ดินพิพาทแก่นางบุญจันทร์ แต่คำพิพากษาดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งตามฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นทำนองอ้างว่า จำเลยที่ 2 ได้รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต แม้คดีที่นางบุญจันทร์ฟ้องจำเลยที่ 1ขอถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณ และศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนที่ดินพิพาทแก่นางบุญจันทร์ โจทก์ทั้งสองก็ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพราะที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 จะได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237ที่จะไม่ต้องถูกเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 นั้น นอกจากจำเลยที่ 2 จะต้องกระทำการโดยสุจริตหรืออีกนัยหนึ่ง มิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นการให้นางบุญจันทร์เสียเปรียบแล้ว จำเลยที่ 2 จะต้องรับโอนที่ดินพิพาทโดยมีค่าตอบแทนอีกด้วย แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาดังนี้ แม้จำเลยที่ 2 จะรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตหรืออีกนัยหนึ่งมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริง อันเป็นทางให้นางบุญจันทร์ต้องเสียเปรียบตามที่จำเลยที่ 2 นำสืบก็ตาม กรณีเพียงแต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียว นิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ก็ย่อมถูกเพิกถอนเสียได้ตามมาตรา 237 ดังกล่าว ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าการที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 1 ได้รู้หรือไม่ว่าเป็นทางให้นางบุญจันทร์ต้องเสียเปรียบ เกี่ยวกับปัญหานี้โจทก์ทั้งสองได้อ้างอิงสำนวนคดีที่นางบุญจันทร์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ ปรากฏว่านางบุญจันทร์ได้เบิกความไว้ในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2536 มีใจความว่าได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย (จำเลยที่ 1 คดีนี้) เมื่อ 10 ปีมาแล้ว โดยหวังจะให้จำเลยเลี้ยงดู แต่เมื่อเดือนห้าปีนี้จำเลยได้ด่านางบุญจันทร์ว่า เฒ่าก็เฒ่า เมื่อไรจะตาย จะไปตายที่ป่าช้าหรือไปตายที่วัดนางบุญจันทร์จึงต้องไปอาศัยอยู่กับนางสา (โจทก์ที่ 1 คดีนี้)หลังจากนั้นจำเลยไม่เคยดูแล เวลาป่วยก็ไม่พาไปโรงพยาบาลไม่ส่งข้าวส่งน้ำ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อคำนึงถึงว่านางบุญจันทร์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1ขอถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณเป็นคดีดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2536 กรณีจึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าก่อนฟ้องคดีดังกล่าวนางบุญจันทร์กับจำเลยที่ 1 เคยมีเรื่องผิดพ้องหมองใจกันมาแล้วอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้นางบุญจันทร์ซึ่งเคยอยู่อาศัยกับจำเลยที่ 1 ต้องไปอยู่อาศัยกับโจทก์ที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ย่อมต้องรู้เรื่องดังกล่าวอยู่แก่ใจเป็นอย่างดี ที่จำเลยที่ 1 เบิกความอ้างว่าไม่เคยมีสาเหตุทะเลาะวิวาทหรือขัดใจกับนางบุญจันทร์มาก่อนจึงไม่สมเหตุผลให้น่าเชื่อถือ และปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2536 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่นางบุญจันทร์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณเป็นคดีดังกล่าวเพียง 1 เดือนจากพฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อจะไม่ให้นางบุญจันทร์เรียกคืนโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทางให้นางบุญจันทร์เสียเปรียบ ดังนี้ หากนางบุญจันทร์ไม่ถึงแก่ความตายในขณะคดีที่นางบุญจันทร์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 นางบุญจันทร์ย่อมขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ตามมาตรา 237 ดังกล่าวข้างต้นหรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับความคุ้มครองที่จะไม่ต้องถูกเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 237 ดังกล่าวดังนั้น เมื่อนางบุญจันทร์ได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่อมานางบุญจันทร์ถึงแก่ความตายจึงมีปัญหาว่าพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองสมบูรณ์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่าขณะที่นางบุญจันทร์ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองนั้น ที่ดินพิพาทยังเป็นของจำเลยที่ 2 อยู่ นางบุญจันทร์จึงไม่มีอำนาจทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลอื่น ในปัญหานี้เมื่อพิเคราะห์พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามข้อความในข้อ 1 ที่ระบุว่า "ถ้าข้าพเจ้าถึงแก่ความตายไปแล้ว บรรดาทรัพย์สินของข้าพเจ้าที่มีอยู่และที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าข้าพเจ้ายอมยกให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้ที่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรมนี้ให้เป็นผู้รับทรัพย์สินตามจำนวนซึ่งกำหนดไว้ดังต่อไปนี้ 1.1 ที่นาเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 90 ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ 16155 ตั้งอยู่ตำบลแข้ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ขอยกให้นางสาแก้วแสน (โจทก์ที่ 1) กับนางเภา วงนคร (โจทก์ที่ 2) โดยตกลงยกให้นางสา แก้วแสน จำนวน 4 ไร่และยกให้นางเภา วงนครจำนวน 2 ไร่ 90 ตารางวา" แล้ว เห็นว่า สิทธิเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทได้ ขณะที่นางบุญจันทร์ทำพินัยกรรมนั้น นางบุญจันทร์มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการให้ที่ดินระหว่างนางบุญจันทร์กับจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดแต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีก่อนย่อมผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนอกจากนี้นางบุญจันทร์ยังมีสิทธิในการฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 อันทำให้นางบุญจันทร์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ สิทธิทั้งสองดังกล่าวเป็นสิทธิที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาท จึงเป็นทรัพย์สินของนางบุญจันทร์ การที่นางบุญจันทร์ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองโดยมีข้อความในข้อ 1 ดังที่กล่าวมานั้น เห็นได้ว่านางบุญจันทร์มีเจตนาทำพินัยกรรมให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีก่อน รวมทั้งสิทธิในการขอให้เพิกถอนนิติกรรมอันเป็นสิทธิที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทด้วย เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามที่ระบุในพินัยกรรม จึงถือไม่ได้ว่านางบุญจันทร์ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้อื่นตามที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นอ้างในฎีกา พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองจึงมีผลสมบูรณ์บังคับได้ตามกฎหมาย สิทธิตามที่กล่าวในที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับพินัยกรรมตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ 2 ได้รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1โดยไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 237 ดังวินิจฉัยมา โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกามีใจความสำคัญว่าโจทก์ทั้งสองได้รู้เรื่องจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วตั้งแต่ปี 2537 แต่มิได้ดำเนินการฟ้องร้อง คดีโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความนั้น เห็นว่าแม้โจทก์ที่ 1 จะได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองว่า ปี 2537 โจทก์ที่ 1 เคยขอคัดคำพิพากษาในคดีระหว่างนางบุญจันทร์กับจำเลยที่ 1 ไปเพื่อขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาอุทุมพรพิสัย โอนที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาแต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกา แต่เมื่อทนายโจทก์ทั้งสองถามติง โจทก์ที่ 1 ได้เบิกความใหม่เป็นว่า คดีที่นางบุญจันทร์ฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นางบุญจันทร์ชนะคดี จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาในเดือนมกราคม 2540 โจทก์ที่ 1ได้ขอคัดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาอุทุมพรพิสัย เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถดำเนินการโอนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 ได้ โดยเจ้าพนักงานที่ดินบอกว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะมีคำพิพากษาโจทก์ที่ 1 ไม่ทราบเรื่องการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มาก่อนและความจริงแล้วในปี 2537 โจทก์ที่ 1 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแล้ว ดังนี้ ตามคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ดังกล่าวจึงต้องฟังว่า โจทก์ที่ 1 ได้รู้เรื่องจำเลยที่ 1ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคม2540 คำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ดังกล่าวมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นหลักฐานสนับสนุน กล่าวคือ ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2540 ซึ่งโจทก์ที่ 1 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนนางบุญจันทร์โจทก์ ได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานการอ่านเป็นหลักฐานทั้งโจทก์ที่ 1 ก็ได้เบิกความตอบทนายโจทก์ไว้ด้วยว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางบุญจันทร์ โจทก์ที่ 1 ได้นำคำพิพากษาดังกล่าวและพินัยกรรมไปติดต่อที่สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาอุทุมพรพิสัยแต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้ได้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์ที่ 1 จึงได้ยื่นคำร้องขอตรวจค้นและยื่นคำขออายัดที่ดินพิพาทไว้ ปรากฏว่าใบเสร็จรับเงินค่าคำขอตรวจค้นลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2540 และใบเสร็จรับเงินค่าคำขออายัดลงวันที่ 4 เมษายน 2540 จำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างข้อนำสืบของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ ให้เห็นเป็นอย่างอื่น ตามพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองรู้เรื่องจำเลยที่ 1ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ไปติดต่อที่สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาอุทุมพรพิสัย เมื่อนับระยะเวลาจากวันที่โจทก์ทั้งสองรู้เรื่องจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จนถึงวันที่โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ (โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2540) ยังไม่พ้นกำหนด1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองรู้ต้นเหตุ อันเป็นมูลให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 คดีโจทก์ทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองชนะคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 1600
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สา แก้วแสน กับพวก
จำเลย — นาง พุฒ ศึกรัมย์หรือแก้วแสน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7929/2544
#69586
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา แม้จำเลยที่ 2 จะรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต มิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียปรียบก็ตาม กรณีเพียงแต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียว นิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ก็ย่อมถูกเพิกถอนเสียได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237

บ. ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อ 10 ปีมาแล้ว โดยหวังจะให้จำเลยเลี้ยงดู แต่จำเลยที่ 1 ได้ด่าว่า บ. บ. จึงต้องไปอาศัยอยู่กับโจทก์ที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1ไม่เคยดูแลเวลาป่วยก็ไม่พาไปโรงพยาบาล จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ก่อนที่ บ. ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณเพียง 1 เดือนเพื่อจะไม่ให้ บ. เรียกคืนโดยจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าเป็นทางให้ บ. เสียเปรียบ หาก บ. ไม่ถึงแก่ความตายในขณะคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 บ. ย่อมขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237

บ. ได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เมื่อสิทธิเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทได้ ขณะที่ บ. ทำพินัยกรรม บ. มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการให้ที่ดินระหว่าง บ. กับจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุด แต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีก่อนย่อมผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 วรรคหนึ่งแห่ง ป.วิ.พ. นอกจากนี้ บ. ยังมีสิทธิในการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 อันทำให้ บ. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ สิทธิทั้งสองดังกล่าวเป็นสิทธิที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของ บ. การที่ บ. มีเจตนาทำพินัยกรรมให้โจทก์มีสิทธิตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีก่อน รวมทั้งสิทธิในการขอให้เพิกถอนนิติกรรมอันเป็นสิทธิที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทด้วย เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามที่ระบุในพินัยกรรมจึงถือไม่ได้ว่า บ. ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้อื่น พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองจึงมีผลสมบูรณ์บังคับได้ตามกฎหมาย สิทธิตามที่กล่าวในที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ในฐานะผู้รับพินัยกรรมตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ 2 ได้รับโอนที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้

โจทก์รู้เรื่องจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ไปติดต่อที่สำนักงานที่ดิน เมื่อนับระยะเวลาจากวันที่โจทก์รู้เรื่องจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จนถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวและส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๒ ได้รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก่อนที่ บ. จะฟ้องเรียกถอนคืนการให้ แม้ศาลจะพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ คืนที่ดินพิพาทให้ บ. แต่คำพิพากษาคดีดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ฟ้องของโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ บ. มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาทในขณะที่ทำพินัยกรรม พินัยกรรมจึงไม่มีผลตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสอง ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งสองพร้อมด้วยบริวารออกไปจากที่ดิน แปลงดังกล่าวและคืนโฉนดที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๑ เป็นบุตรของ บ. จำเลยที่ ๒ เป็นบุตรของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ต่อมาวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๓๖ บ. ได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ขอถอนคืนการให้ที่ดินพิพาท เพราะเหตุจำเลยที่ ๑ ประพฤติเนรคุณ ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๗ ให้จำเลยที่ ๑ คืนที่ดินพิพาทแก่ บ. ตามคำพิพากษาคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ ๑๐๘๘/๒๕๓๗ ขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๓๘ บ. ได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง ตามเอกสารหมาย จ.๖ ต่อมา บ. ได้ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ ๑ ได้เข้าเป็นคู่ความแทน ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ปรากฏตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เอกสารหมาย จ.๘ คดีถึงที่สุด โจทก์ทั้งสองได้นำสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ และพินัยกรรมไปเพื่อจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ ๑ แต่ไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้ เพราะจำเลยที่ ๑ ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ไปก่อนแล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสอง ประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ ๒ จะได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ ที่จะไม่ต้องถูกเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ นั้น นอกจากจำเลยที่ ๒ จะต้องกระทำการโดยสุจริตหรืออีกนัยหนึ่งมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นการให้ บ. เสียเปรียบแล้ว จำเลยที่ ๒ จะต้องรับโอนที่ดินพิพาทโดยมีค่าตอบแทนอีกด้วย แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินพิพาท ให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยเสน่หา ดังนี้ แม้จำเลยที่ ๒ จะรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตหรืออีกนัยหนึ่งมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้ บ. ต้องเสียเปรียบตามที่จำเลยที่ ๒ นำสืบก็ตาม กรณีเพียงแต่จำเลยที่ ๑ เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียว นิติกรรมการ จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ก็ย่อมถูกเพิกถอนเสียได้ตามมาตรา ๒๓๗ ดังกล่าว ปัญหา จึงอยู่ที่ว่าการที่จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ นั้น จำเลยที่ ๑ ได้รู้หรือไม่ว่าเป็นทางให้ บ. ต้องเสียเปรียบเกี่ยวกับปัญหานี้โจทก์ทั้งสองได้อ้างอิงสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๐๘๘/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้น ที่ บ. ได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ขอถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทเพราะเหตุจำเลยที่ ๑ ประพฤติเนรคุณเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ ปรากฏว่า บ. ได้เบิกความไว้ในคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๓๖ มีใจความว่า ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย (จำเลยที่ ๑ คดีนี้) เมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว โดยหวังจะให้จำเลยเลี้ยงดู แต่เมื่อเดือนห้าปีนี้จำเลยได้ด่า บ. ว่าเฒ่าก็เฒ่า เมื่อไรจะตาย จะไปตายที่ป่าช้าหรือไปตายที่วัด บ. จึงต้องไปอาศัยอยู่กับ ส. (โจทก์ที่ ๑ คดีนี้) หลังจากนั้นจำเลยไม่เคยดูแล เวลาป่วยก็ไม่พาไปโรงพยาบาลไม่ส่งข้าวส่งน้ำ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อคำนึงถึงว่า บ. ได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ขอถอนคืน การให้ที่ดินพิพาทเพราะเหตุจำเลยที่ ๑ ประพฤติเนรคุณเป็นคดีดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๓๖ กรณีจึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า ก่อนฟ้องคดีดังกล่าว บ. กับจำเลยที่ ๑ เคยมีเรื่องผิดพ้องหมองใจกันมาแล้วอย่างรุนแรง จนเป็นเหตุให้ บ. ซึ่งเคยอยู่อาศัยกับจำเลยที่ ๑ ต้องไปอยู่อาศัยกับโจทก์ที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ย่อมต้องรู้เรื่องดังกล่าวอยู่แก่ใจเป็นอย่างดี ที่จำเลยที่ ๑ เบิกความอ้างว่าไม่เคยมีสาเหตุทะเลาะวิวาทหรือขัดใจกับ บ. มาก่อนจึงไม่สมเหตุผลให้น่าเชื่อถือ และปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๓๖ ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ บ. ฟ้องจำเลยที่ ๑ ขอถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทเพราะเหตุจำเลยที่ ๑ ประพฤติเนรคุณเป็นคดีดังกล่าวเพียง ๑ เดือน จากพฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อได้ว่าจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ เพื่อจะไม่ให้ บ. เรียกคืนโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทางให้ บ. เสียเปรียบ ดังนี้ หาก บ. ไม่ถึงแก่ความตายในขณะคดีที่ บ. ฟ้องจำเลยที่ ๑ ขอถอนคืนการให้ ที่ดินพิพาท อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ บ. ย่อมขอให้เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ได้ตามมาตรา ๒๓๗ ดังกล่าวข้างต้น หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ จำเลยที่ ๒ ไม่ได้รับความคุ้มครองที่จะไม่ต้องถูกเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ตามมาตรา ๒๓๗ ดังกล่าว ดังนั้น เมื่อ บ. ได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง ตามเอกสารหมาย จ.๖ ขณะที่คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๐๘๘/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้นอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ต่อมา บ. ถึงแก่ความตาย จึงมีปัญหาว่าพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามเอกสารหมาย จ.๖ สมบูรณ์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ขณะที่ บ. ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามเอกสารหมาย จ.๖ นั้น ที่ดินพิพาทยังเป็นของจำเลยที่ ๒ อยู่ บ. จึงไม่มีอำนาจทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลอื่น ในปัญหานี้ เมื่อพิเคราะห์พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามเอกสารหมาย จ.๖ ตามข้อความในข้อ ๑ ที่ระบุว่า " ถ้าข้าพเจ้าถึงแก่ความตายไปแล้ว บรรดาทรัพย์สิน ของข้าพเจ้าที่มีอยู่และที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า ข้าพเจ้ายอมยกให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้ที่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรมนี้ให้เป็น ผู้รับทรัพย์สินตามจำนวนซึ่งกำหนดไว้ดังต่อไปนี้ ๑.๑ ที่นาเนื้อที่ประมาณ ๖ ไร่ ๙๐ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๑๕๕ ขอยกให้ ส. (โจทก์ที่ ๑) กับ ภ. (โจทก์ที่ ๒) โดยตกลงยกให้ ส. จำนวน ๔ ไร่ และยกให้ ภ. จำนวน ๒ ไร่ ๙๐ ตารางวา" แล้ว เห็นว่า สิทธิเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทได้ ขณะที่ บ. ทำพินัยกรรมนั้น บ. มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการให้ที่ดินระหว่าง บ. กับ จำเลยที่ ๑ ในคดีก่อน แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุด แต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีก่อนย่อมผูกพันคู่ความตามมาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง นอกจากนี้ บ. ยังมีสิทธิในการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ อันทำให้ บ. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ สิทธิทั้งสองดังกล่าวเป็นสิทธิที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาท จึงเป็นทรัพย์สินของ บ. การที่ บ. ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามเอกสารหมาย จ.๖ โดยมีข้อความในข้อ ๑ ดังที่กล่าวมานั้น เห็นได้ว่า บ. มีเจตนาทำพินัยกรรมให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีก่อนรวมทั้งสิทธิในการขอให้เพิกถอนนิติกรรมอันเป็นสิทธิ ที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทด้วย เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามที่ระบุในพินัยกรรม จึงถือไม่ได้ว่า บ. ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้อื่นตามที่จำเลยที่ ๒ ยกขึ้นอ้างในฎีกา พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามเอกสารหมาย จ.๖ จึงมีผลสมบูรณ์บังคับได้ตามกฎหมาย สิทธิตามที่กล่าวในที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับพินัยกรรมตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ ๒ ได้รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๑ โดยไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๒๓๗ ดังวินิจฉัยมา โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียน โอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองรู้เรื่องจำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่ จำเลยที่ ๒ ในวันที่ไปติดต่อที่สำนักงานที่ดิน เมื่อนับระยะเวลาจากวันที่โจทก์ทั้งสองรู้เรื่องจำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรม โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ จนถึงวันที่โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เป็นคดีนี้ (โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๐) ยังไม่พ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองรู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๐ คดีโจทก์ทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองชนะคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 240 ม. 1600 ม. 1646
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสา แก้วแสน กับพวก
จำเลย — นางพุฒ ศึกรัมย์หรือแก้วแสน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายวิรัตน์ ชำนาญการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายทวีวัฒน์ แดงทองดี
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7927/2544
#42686
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบผู้คัดค้านมีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพเท่านั้น ขณะทำงานก็ได้รับค่าจ้างเป็นรายวันวันละ 157 บาทเมื่อลาออกจากงานแล้วก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าบริษัทเลิกกิจการและได้จ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ผู้คัดค้าน หลังออกจากงานแล้วผู้คัดค้านประกอบอาชีพค้าขายไส้กรอกและแหนมย่างมีรายได้พอใช้จ่ายประจำวันโดยมีกำไรวันละประมาณ 500 บาท กับมีรายได้พิเศษจากการไปช่วยขายของให้พี่สาวอีกเล็กน้อยเท่านั้น แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านแล้วพบว่ามีการนำเงินสดเข้าฝากถอนในบัญชีรวม11 ครั้ง และในการฝากแต่ละครั้งเป็นจำนวนเงินหลายหมื่นบาท ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับวันที่ผู้คัดค้านกับ ส. ถูกจับกุมในข้อหาฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กรณีจึงเป็นที่เห็นชัดเจนว่าบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านมีการเคลื่อนไหวในลักษณะที่ผิดปกติและมีจำนวนเงินสูงกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพโดยสุจริตของผู้คัดค้าน เป็นทรัพย์สินที่มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต ดังนั้น จึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่พึงริบเสียได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้จับกุมนางวันเพ็ญ พูลสวัสดิ์ กับผู้คัดค้านที่ 1และนายสุภาพ น้ำแก้ว พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 6,520 เม็ด น้ำหนัก 594 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 126.4 กรัม กับธนบัตรรวมเป็นเงิน 51,500 บาทที่ตรวจค้นพบในห้องพักของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นของกลาง ต่อมาผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องนางวันเพ็ญกับผู้คัดค้านที่ 1 และนายสุภาพเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในข้อหาฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเฉพาะนายสุภาพยังฟ้องในข้อหาฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองและฐานเสพเฮโรอีนอีกด้วย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 10377/2542 และเนื่องจากมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับนายสุภาพเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีการตรวจสอบทรัพย์สินของบุคคลทั้งสองดังกล่าว ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำวินิจฉัยว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 คือเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน เลขที่บัญชี 025-2-41503-3 ชื่อบัญชีนางกัญญารัตน์ น้ำแก้ว และเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประชานิเวศน์เลขที่บัญชี 097-1-05494-0 ชื่อบัญชีนางกัญญารัตน์ น้ำแก้ว กับทรัพย์สินของนายสุภาพ คือธนบัตรรวมเป็นเงิน 51,500 บาท ของกลางเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของบุคคลทั้งสองดังกล่าว จึงมีคำสั่งให้อายัดและยึดทรัพย์สินดังกล่าวและให้ผู้ร้องยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534มาตรา 3, 15, 22, 27, 29, 31

พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศคำร้องในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นติดต่อกันสองวันเพื่อให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ขอให้ศาลมีคำสั่งริบมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนคดีถึงที่สุดอีกทั้งยังได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้คัดค้านที่ 1 กับนายสุภาพทราบประกาศดังกล่าวโดยทางไปรษณีย์ตอบรับด้วย

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทั้งสองบัญชีดังกล่าวเป็นเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ได้มาโดยสุจริต ส่วนธนบัตรรวมเป็นเงิน 51,500 บาท ของกลางเป็นเงินของผู้คัดค้านที่ 2 ทรัพย์สินดังกล่าวจึงมิใช่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ศาลจะมีคำสั่งให้ริบ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน เลขที่บัญชี 025-2-41503-3ชื่อบัญชีนางกัญญารัตน์ น้ำแก้ว และเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประชานิเวศน์ เลขที่บัญชี097-1-05494-0 ชื่อบัญชีนางกัญญารัตน์ น้ำแก้ว ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด คำขออื่นให้ยก

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารศรีนครจำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน และเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประชานิเวศน์ ของผู้คัดค้านที่ 1เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ซึ่งในข้อนี้ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาอ้างว่า จำนวนเงินในบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีของตนมีไม่มาก ผู้คัดค้านที่ 1 มีความสามารถที่จะมีเงินสะสมจำนวนดังกล่าวได้ ไม่ถือว่าเกินกว่าฐานะของผู้คัดค้านที่ 1 โดยเงินบางส่วนได้มาจากบริษัทโรงงานอุตสาหกรรมผ้าห่มไทย จำกัดจ่ายให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นค่าชดเชยในฐานะลูกจ้างเนื่องจากบริษัทดังกล่าวเลิกกิจการ เงินอีกบางส่วนเป็นเงินสะสมตลอดระยะเวลาในการทำงานหลายสิบปี และเงินอีกบางส่วนเป็นของนางวันเพ็ญพี่สาวผู้คัดค้านที่ 1นำมาฝากไว้เพื่อออกเงินกู้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ที่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพเท่านั้นขณะทำงานอยู่ที่บริษัทโรงงานอุตสาหกรรมผ้าห่มไทย จำกัด ก็ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน วันละ 157 บาท และได้ลาออกจากงานเมื่อวันที่ 26กุมภาพันธ์ 2540 แต่ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล.8 ไม่มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่า บริษัทเลิกกิจการและได้จ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งพยานหลักฐานที่จะสนับสนุนคำกล่าวอ้างของผู้คัดค้านที่ 1 ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับเงินค่าชดเชยมาเมื่อใด เป็นจำนวนเงินเท่าใดก็ไม่ปรากฏข้อกล่าวอ้างของผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยและข้อเท็จจริงตามทางพิจารณายังได้ความต่อไปอีกว่า หลังจากผู้คัดค้านที่ 1 ลาออกจากงานที่บริษัทดังกล่าวแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ประกอบอาชีพค้าขายไส้กรอกกับแหนมย่างมีรายได้พอใช้จ่ายประจำวันโดยมีกำไรวันละประมาณ 500 บาท กับมีรายได้พิเศษจากการไปช่วยขายของให้พี่สาวอีกเล็กน้อยเท่านั้น จากข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวเมื่อนำไปพิจารณาเปรียบเทียบกับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)สาขาบางเขน ซึ่งปรากฏว่ามีการนำเงินสดเข้าฝากหลังจากเปิดบัญชีแล้วเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2540 อีกจำนวน 20,000 บาท และวันที่ 11มิถุนายน 2540 อีกจำนวน 20,000 บาท เช่นกัน แต่เงินฝากดังกล่าวก็ถูกถอนออกไปหมดแล้วและเริ่มนำเข้าฝากใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม2541 ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่ใกล้เคียงกับวันที่ผู้คัดค้านที่ 1กับนายสุภาพถูกจับกุมในข้อหาความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเองผู้คัดค้านที่ 1ได้นำเงินสดเข้าฝากในบัญชีรวม 11 ครั้ง และในแต่ละครั้งเป็นจำนวนเงินหลายหมื่นบาททีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนธันวาคม 2541 มีเงินฝากเข้าบัญชีรวม 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 64,100 บาท ในเดือนมีนาคม 2542ก็มีเงินฝากเข้าบัญชีอีก 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 85,000 บาท และในเดือนมิถุนายน 2542 มีเงินฝากเข้าบัญชีรวม 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 80,000 บาทนอกจากนี้แล้วยังปรากฏว่ามีเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประชานิเวศน์ ของผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 15มิถุนายน 2542 จำนวนเงิน 20,000 บาท กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ชัดเจนว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวของผู้คัดค้านที่ 1 มีการเคลื่อนไหวในลักษณะที่ผิดปกติและมีจำนวนเงินสูงเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพโดยสุจริตของผู้คัดค้านที่ 1 ที่จะพึงมีได้ ส่วนข้อกล่าวอ้างของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงการได้มาของเงินดังกล่าวนั้นก็ล้วนแต่เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนให้น่าเชื่อถือฉะนั้น จึงเห็นว่าเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทั้งสองบัญชีดังกล่าวของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นทรัพย์สินที่มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริตเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่พึงริบเสียได้ที่ศาลล่างทั้งสองให้ริบเงินฝากดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 30
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางกัญญารัตน์ น้ำแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7924/2544
#43383
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นนิติบุคคลและเป็นสถาบันทางการศึกษาที่ก่อตั้งโดยอาศัยความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การสนธิสัญญาการป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียอาคเนย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อการดำเนินกิจการสถาบันเทคโนโลยีทั้งภายในและนอกประเทศไทยบนมูลฐานของการไม่แบ่งสรรกำไร ซึ่งรวมทั้งการดำเนินการกิจการวิทยาลัยโรงเรียนและองค์กรวิจัยที่มีความสัมพันธ์กับสถาบันโดยการสอนศึกษาและวิจัยในวิชาวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และวิชาอื่น ๆแม้การที่จำเลยรับทำการวิจัยให้แก่ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นหน่วยงานหรือองค์การอื่น ผู้ว่าจ้างจะต้องจ่ายเงินให้จำเลยตามจำนวนที่จำเลยคำนวณเป็นเงินงบประมาณในการทำวิจัยก็ตาม แต่งบประมาณดังกล่าวแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายของสถาบันจำเลย เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯที่เหลือเป็นค่าจ้างอาจารย์ผู้ทำการวิจัย นักศึกษา รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆในการวิจัย เช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและอุปกรณ์ในการวิจัยหากยังมีเงินเหลืออยู่อีกผู้ว่าจ้างก็สามารถรับคืนไปได้หรือจะบริจาคเข้ากองทุนวิจัยของจำเลยซึ่งเป็นกองทุนที่จะนำเงินไปใช้เฉพาะที่เกี่ยวกับงานวิจัยของจำเลยเท่านั้น แสดงว่านอกจากจำเลยจะมีวัตถุประสงค์กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่ามิได้มุ่งแสวงหากำไรแล้วการดำเนินกิจการของจำเลยก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวจำเลยจึงเป็นสถาบันซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานโดยมิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ในเรื่องค่าชดเชยตามกฎกระทรวง(พ.ศ. 2541) ฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน458,910 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 45,891 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่ผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดในสถาบันจำเลยอันเป็นงานปกติ มิใช่โครงการเฉพาะของจำเลยแม้จะกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น ก็ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ แต่จำเลยมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรทางเศรษฐกิจเข้ากรณีตามกฎกระทรวงลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งมิให้นำบทบัญญัติมาตรา 118 ว่าด้วยการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างมาบังคับแก่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ อีกทั้งก่อนเลิกจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตามสัญญาจ้างฉบับสุดท้ายที่มีกำหนดเวลาจ้าง2 ปี และจำเลยเลิกจ้างเมื่อครบกำหนด 2 ปี ตามสัญญา จึงไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 2.1 ว่า จำเลยเป็นสถาบันซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลและเป็นสถาบันทางการศึกษาที่ก่อตั้งโดยอาศัยความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การสนธิสัญญาการป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียอาคเนย์ ตามกฎบัตรของจำเลยกำหนดวัตถุประสงค์ว่าเพื่อการดำเนินการสถาบันเทคโนโลยีทั้งภายในและนอกประเทศไทยบนมูลฐานของการไม่แบ่งสรรกำไร ซึ่งรวมทั้งดำเนินกิจการวิทยาลัยโรงเรียน และองค์กรวิจัยที่มีความสัมพันธ์กับสถาบันโดยการสอนศึกษาและวิจัยในวิชาวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และวิชาอื่น ๆ แม้การที่จำเลยรับทำการวิจัยให้แก่ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นหน่วยงานหรือองค์การอื่นผู้ว่าจ้างจะต้องจ่ายเงินให้จำเลยตามจำนวนที่จำเลยคำนวณเป็นงบประมาณในการทำการวิจัยก็ตาม แต่งบประมาณดังกล่าวแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายของสถาบันจำเลย เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ ที่เหลือเป็นค่าจ้างอาจารย์ผู้ทำการวิจัย นักศึกษา รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการวิจัยเช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าอุปกรณ์ในการวิจัย หากยังมีเงินเหลืออยู่อีกผู้ว่าจ้างก็สามารถรับคืนไปได้หรือจะบริจาคเข้ากองทุนวิจัยของจำเลย ซึ่งเป็นกองทุนที่จะนำเงินไปใช้เฉพาะที่เกี่ยวกับงานวิจัยของจำเลยเท่านั้น แสดงว่า นอกจากจำเลยจะมีวัตถุประสงค์กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่ามิได้มุ่งแสวงหากำไรแล้ว ยังปรากฏด้วยว่าการดำเนินกิจการของจำเลยก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว จำเลยจึงเป็นสถาบันซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541ในเรื่องค่าชดเชย ตามกฎกระทรวง (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม2541 ข้อ (3) จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เนื้อทิพย์ รัศมีภูติ
จำเลย — สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
กมล เพียรพิทักษ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7924/2544
#69585
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นนิติบุคคลและเป็นสถาบันทางการศึกษาที่ก่อตั้งโดยอาศัยความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การสนธิสัญญาการป้องกันร่วมกันแห่งเอเซียอาคเนย์ ตามกฎบัตรของจำเลยกำหนดวัตถุประสงค์ว่าเพื่อการดำเนินการสถาบันเทคโนโลยีทั้งภายในและนอกประเทศบนมูลฐานของการไม่แบ่งสรรกำไร ซึ่งรวมทั้งดำเนินกิจการวิทยาลัย โรงเรียน และองค์กรวิจัยที่มีความสัมพันธ์กับสถาบัน โดยการสอนศึกษาและวิจัยในวิชาวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิชาอื่น ๆ ซึ่งนอกจากจำเลยจะมีวัตถุประสงค์กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่ามิได้มุ่งแสวงหากำไรแล้ว ยังปรากฏด้วยว่าการดำเนินกิจการของจำเลยก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว จำเลยจึงเป็นสถาบันซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน ๔๕๘,๙๑๐ บาท นับแต่ผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดในสถาบันจำเลยอันเป็นงานปกติ มิใช่โครงการเฉพาะของจำเลย แม้จะกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น ก็ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ. ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ วรรคสาม และวรรคสี่ แต่จำเลยมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ เข้ากรณีตาม กฎกระทรวง ลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๑ ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ. ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งมิให้นำบทบัญญัติ มาตรา ๑๑๘ ว่าด้วยการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างมาบังคับแก่นายจ้างซึ่งลูกจ้างทำงานมิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ อีกทั้งก่อนเลิกจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตามสัญญาจ้างฉบับสุดท้ายที่มีกำหนดเวลาจ้าง ๒ ปี และจำเลยเลิกจ้างเมื่อครบกำหนด ๒ ปี ตามสัญญา จึงไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๒ จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ พิพากษาฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ ข้อ ๒.๑ ว่า จำเลยเป็นสถาบันซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลและเป็นสถาบันทางการศึกษาที่ก่อตั้งโดยอาศัยความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การสนธิสัญญาการป้องกันแห่งเอเชียอาคเนย์ ตามกฎบัตรของจำเลยกำหนดวัตถุประสงค์ว่าเพื่อการดำเนินกิจการสถาบันเทคโนโลยีทั้งภายในและนอกประเทศไทยบนมูลฐานของการไม่แบ่งสรรกำไร ซึ่งรวมทั้งดำเนินกิจการวิทยาลัย โรงเรียน และองค์กรวิจัยที่มีความสัมพันธ์กับสถาบันโดยการสอนศึกษา และวิจัยในวิชาวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิชาอื่น ๆ แม้การที่จำเลยรับทำการวิจัยให้แก่ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นหน่วยงานหรือองค์การอื่น ผู้ว่าจ้างจะต้องจ่ายเงินให้จำเลยตามจำนวนที่จำเลยคำนวณเป็นงบประมาณในการทำการวิจัยก็ตาม แต่งบประมาณดังกล่าวแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายของสถาบันจำเลย เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ ที่เหลือเป็นค่าจ้างอาจารย์ผู้ทำการวิจัย นักศึกษา รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการวิจัย เช่นค่าใช่จ่ายในการเดินทางและค่าอุปกรณ์ในการวิจัย หากยังมีเงินเหลืออยู่อีกผู้ว่าจ้างก็สามารถรับคืนไปได้หรือจะบริจาคเข้ากองทุนวิจัยของจำเลย ซึ่งเป็นกองทุนที่จะนำเงินไปใช้เฉพาะที่เกี่ยวกับงานวิจัยของจำเลยเท่านั้น แสดงว่า นอกจากจำเลยจะมีวัตถุประสงค์กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่ามิได้มุ่งแสวงหากำไรแล้ว ยังปรากฏด้วยว่าการดำเนินการของจำเลยก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว จำเลยจึงเป็นสถาบันซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ. ศ. ๒๕๔๑ ในเรื่องค่าชดเชย ตามกฎกระทรวง (พ. ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ฉบับลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๑ ข้อ (๓) จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเนื้อทิพย์ รัศมิภูมิ
จำเลย — สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนิรัตน์ จันทพัฒน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
กมล เพียรพิทักษ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7921/2544
#41340
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์บรรยายแยกฟ้องว่าจำเลยครอบครองไม้สักแปรรูปจำนวนหนึ่งออกต่างหากจากการครอบครองไม้ชิงชันแปรรูปและไม้มะค่าโมงแปรรูปอีกจำนวนหนึ่งเป็นคนละข้อก็ตาม แต่ไม้ดังกล่าวก็เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติกำหนดไม้หวงห้ามฯ ด้วยกัน ทั้งตามคำบรรยายฟ้องที่ระบุการกระทำผิดของจำเลยก็เป็นกรณีที่จำเลยครอบครองไม้ทั้งสามชนิดนั้นในคราวเดียวกัน เป็นแต่การครอบครองไม้แปรรูปทั้งสามชนิดนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 73 แตกต่างกันเท่านั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท มิใช่เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันเป็นเหตุในลักษณะคดีอันเกี่ยวกับการปรับบทลงโทษจำเลย แม้จำเลยอื่นจะมิได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และ 22

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันแปรรูปไม้สัก ไม้ชิงชันและไม้มะค่าโมง โดยใช้เครื่องมือดังกล่าว เลื่อยและผ่าไม้ออกเป็นแผ่นและเหลี่ยมได้ไม้สักแปรรูป 379 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 1.71 ลูกบาศก์เมตร ได้ไม้ชิงชันแปรรูป 11 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.22ลูกบาศก์เมตร และได้ไม้มะค่าโมงแปรรูป 10 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร0.32 ลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้รับอนุญาตจำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีไม้สักที่แปรรูปแล้ว จำนวน 379 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 1.71 ลูกบาศก์เมตรไม้ชิงชันและไม้มะค่าโมงที่แปรรูปแล้ว จำนวน 11 แผ่น/เหลี่ยมปริมาตร 0.22 ลูกบาศก์เมตร และจำนวน 10 แผ่น/เหลี่ยมปริมาตร 0.32 ลูกบาศก์เมตร ตามลำดับซึ่งเกินกว่า 0.20ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต กับร่วมกันมีโต๊ะทำด้วยไม้มะค่าโมงจำนวน 1 ตัว ชั้นวางของทำด้วยไม้สัก1 ชิ้น โต๊ะเครื่องมือทำด้วยไม้ประดู่ 1 ตัว และซี่ลูกกรงทำด้วยไม้สัก 13 อัน ไว้ในครอบครองเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้เสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 7, 11, 48, 53 ทวิ, 53 ตรี, 73, 73 ทวิ, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลาง

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 1ให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 53 ตรี,73 (ที่ถูก 73 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (1)), 73 ทวิ, 74, 74 ทวิ จำเลยที่ 3และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 57, 91 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้ จำคุกคนละ 1 ปี ฐานแปรรูปไม้จำคุกคนละ 1 ปี ฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 1 ปีฐานมีไม้ชิงชันและไม้มะค่าโมงแปรรูปไว้ในครอบครองจำคุกคนละ 6 เดือน ฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อการค้าซึ่งสิ่งประดิษฐ์เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่ทำด้วยไม้หวงห้าม เกินกว่ากำหนดโดยมิได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก จำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด4 ปี จำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 5 ปี จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี จำเลยที่ 3 และที่ 4คนละ 2 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาให้ลดโทษและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 3 ด้วยนั้น ปรากฏว่าคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้ 1 ปี ฐานแปรรูปไม้ 1 ปี ฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครอง1 ปี ฐานมีไม้ชิงชันและไม้มะค่าโมงแปรรูปไว้ในครอบครอง 6 เดือนฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อการค้าซึ่งสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่ทำด้วยไม้หวงห้ามเกินกว่ากำหนดโดยมิได้รับอนุญาต6 เดือน และฐานเสพเมทแอมเฟตามีน 1 ปี โดยลดโทษให้กึ่งหนึ่งด้วยเหตุที่จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ซึ่งแต่ละกระทงความผิดศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังคงลงโทษจำเลยที่ 3 จำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 3ฎีกาขอให้ลดโทษจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 อีก และให้รอการลงโทษให้จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ด้วยนั้น เป็นการฎีกาดุลพินิจในการลดโทษและรอการลงโทษให้จำเลยที่ 3 ของศาลล่างทั้งสองอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 3 มีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครอง และมีไม้ชิงชันและไม้มะค่าโมงแปรรูปไว้ในครอบครองนั้น แม้จะเป็นไม้ต่างชนิดกันแต่การกระทำของจำเลยที่ 3 ก็เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48, 73ซึ่งเป็นบทมาตราเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมดังเช่นที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยนั้น เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะบรรยายแยกฟ้องว่า จำเลยที่ 3 ครอบครองไม้สักแปรรูปจำนวนหนึ่งออกต่างหากจากการครอบครองไม้ชิงชันแปรรูปและไม้มะค่าโมงแปรรูปอีกจำนวนหนึ่งเป็นคนละข้อก็ตาม แต่ไม้ดังกล่าวก็เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 ด้วยกัน ทั้งตามคำบรรยายฟ้องที่ระบุการกระทำผิดของจำเลยที่ 3 ก็เป็นกรณีที่จำเลยที่ 3 ครอบครองไม้ทั้งสามชนิดนั้นในคราวเดียวกัน เป็นแต่การครอบครองไม้แปรรูปทั้งสามชนิดนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 73 แตกต่างกันเท่านั้น โดยหากเป็นการครอบครองไม้สักแปรรูปจะได้รับโทษตามวรรคสองซึ่งอัตราโทษสูงกว่าการครอบครองไม้ชิงชันแปรรูปและไม้มะค่าโมงแปรรูปที่มีปริมาตรไม่เกินสองลูกบาศก์เมตรตามวรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 3ดังกล่าวตามฟ้องจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 3ฟังขึ้น แต่เนื่องจากปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวนี้เป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีอันเกี่ยวกับการปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4แม้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่อุทธรณ์ ฎีกาขึ้นมาให้วินิจฉัยก็ตามศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 และที่ 4 ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และ 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองและความผิดฐานมีไม้ชิงชันและไม้มะค่าโมงแปรรูปไว้ในครอบครองเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 73 วรรคสอง(1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือนรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 9 เดือน จำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ2 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ป่าไม้ ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายดาบตำรวจ ยูรหรือนายยูร อินทะรังษี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7920/2544
#44015
เปิดฉบับเต็ม

แม้การสับเปลี่ยนผู้ต้องหาในคดีนี้จะกระทำในชั้นสอบสวนก่อนมีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นเหตุขัดขวางมิให้การดำเนินคดีในศาลเป็นไปโดยเที่ยงธรรมและถูกต้อง เพราะทำให้มีการดำเนินคดีอาญาในศาลต่อบุคคลผู้บริสุทธิ์โดยผู้กระทำความผิดที่แท้จริงไม่ต้องถูกลงโทษ การที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคบคิดกันจัดให้มีการเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน โดยมีเจตนาให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งไม่ได้กระทำความผิดอาญาถูกดำเนินคดีในศาลแทนนาย อ. และเพื่อให้นาย อ. รอดพ้นจากการถูกลงโทษในความผิดที่ได้กระทำ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองย่อมก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในศาล อันเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แล้ว เมื่อความปรากฏแก่ศาลตามคำแถลงของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองกระทำความผิดดังกล่าว ศาลย่อมมีอำนาจสั่งลงโทษได้ทันทีโดยไม่จำต้องทำการไต่สวนข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นว่า ขับรถยนต์กระบะด้วยความประมาทเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่นายดนุพลสุวาชาติ ขับและเด็กชายอิฐศรา สมบุญเกิด นั่งซ้อนท้าย เป็นเหตุให้นายดนุพลรับอันตรายแก่กายและเด็กชายอิฐศรารับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สืบเสาะและพินิจก่อนมีคำพิพากษาผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ในวันนัดฟังคำพิพากษาผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองมาศาล ศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ทราบแล้ว และเห็นว่าตามรายงานดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุเฉี่ยวชนนายดนุพลและเด็กชายอิฐศราผู้เสียหายทั้งสอง แต่นายอนุรักษ์เสนานุช หลานชายของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะเฉี่ยวชนผู้เสียหายทั้งสอง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ขอร้องให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 รับสมอ้างว่าเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะเฉี่ยวชนผู้เสียหายทั้งสอง เนื่องจากนายอนุรักษ์ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จึงรับสมอ้างเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะเฉี่ยวชนผู้เสียหายทั้งสอง ศาลชั้นต้นได้สอบถามผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองแล้วผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองยอมรับว่าความจริงเป็นดังรายงานการสืบเสาะและพินิจดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวทั้งสองเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 31(1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคนละ 3 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) หรือไม่ โดยผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นสอบถามคำให้การของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 แล้ว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ให้การรับสารภาพต่อศาลชั้นต้นในความผิดที่โจทก์ฟ้อง รวมทั้งได้ลงลายมือชื่อในคำให้การจำเลยที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ และการที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ลงลายมือชื่อในคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และสัญญาประกันผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นเพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบเท่านั้น แม้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองจะกระทำไปในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นก็ไม่เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ส่วนการที่ผู้ถูกกล่าวหารับสมอ้างว่าเป็นผู้ขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสอันเป็นการสับเปลี่ยนกับนายอนุรักษ์ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด ก็เป็นการกระทำในชั้นสอบสวนก่อนมีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองจึงไม่เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นการละเมิดอำนาจศาลนั้น เห็นว่า แม้การสับเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาในคดีนี้จะกระทำในชั้นสอบสวนก่อนมีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นเหตุขัดขวางมิให้การดำเนินคดีในศาลเป็นไปโดยเที่ยงธรรมและถูกต้อง เพราะทำให้มีการดำเนินคดีอาญาในศาลต่อบุคคลผู้บริสุทธิ์โดยผู้กระทำความผิดที่แท้จริงไม่ต้องถูกลงโทษ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคบคิดกันจัดให้มีการเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน โดยมีเจตนาให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งมิได้กระทำความผิดอาญาถูกดำเนินคดีในศาลแทนนายอนุรักษ์ และเพื่อให้นายอนุรักษ์รอดพ้นจากการถูกลงโทษในความผิดที่กระทำ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองย่อมก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในศาล อันเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แล้วอนึ่ง เมื่อความปรากฏแก่ศาลตามคำแถลงของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองได้กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลย่อมมีอำนาจสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองได้ทันที โดยไม่จำต้องทำการไต่สวนข้อเท็จจริงตามที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฎีกา ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองตามที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฎีกาหรือไม่ เห็นว่าแม้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่กระบวนการยุติธรรมอยู่บ้าง แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การรอการลงโทษจำคุกให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสอง เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมและกลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคมน่าจะเป็นผลดียิ่งกว่าการลงโทษจำคุก ซึ่งนอกจากไม่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองมีโอกาสประกอบสัมมาอาชีวะต่อไปแล้ว ยังส่งผลให้บุคคลทั้งสองได้ชื่อว่าเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนทำให้ยากที่จะปรับตัวให้เข้ากับสังคมทั้งยังเป็นภาระของประเทศชาติอีกด้วยที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองเข็ดหลาบ สมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคนละ 500 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56หากไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามมาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
โจทก์ — ผู้ถูกกล่าวหา
โจทก์ — นาย เกรียงศักดิ์ วิริยะ กับพวก
จำเลย — นาย เกรียงศักดิ์ วิริยะ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7916 -ที่ 7918/2544
#42685
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยสั่งจ่ายเช็คจำนวน 6 ฉบับ ตามบันทึกต่อท้ายบันทึกข้อตกลงเลิกสัญญาจ้าง ซึ่งเงื่อนไขกำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องทราบผลการตรวจสอบและประเมินปริมาณผลงานก่อสร้างอาคารของวิศวกรคนกลางก่อน หากจำเลยเป็นหนี้โจทก์มากกว่า 1,000,000 บาท ให้โจทก์นำเช็คทั้ง 6 ฉบับไปเรียกเก็บเงินได้ทันที ถ้าปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ไม่ถึง 1,000,000 บาท ให้โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินได้เฉพาะเท่าที่จำเลยเป็นหนี้แล้วคืนเช็คที่เหลือ แต่ถ้าปรากฏว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยแล้ว โจทก์จะต้องส่งมอบเช็คทั้ง 6 ฉบับคืนจำเลย แสดงให้เห็นว่าการให้ทราบผลการตรวจสอบของวิศวกรคนกลางก่อนเป็นสาระสำคัญของเงื่อนไขดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อให้ทราบก่อนว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์แน่นอน โจทก์จึงจะมีสิทธินำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินได้ เท่ากับในขณะที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คทั้ง 6 ฉบับมอบแก่โจทก์ ยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าจำเลยจะเป็นหนี้โจทก์หรือไม่ เช็คดังกล่าวจึงเป็นเพียงการประกันหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หลังจากทราบผลการตรวจสอบและประเมินปริมาณผลงานก่อสร้างของวิศวกรคนกลางแล้ว จำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทั้งสามสำนวนว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3

โจทก์ฟ้องทั้งสามสำนวนมีข้อความทำนองเดียวกัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีทั้งสามสำนวนแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธทั้งสามสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โจทก์เฉพาะอุทธรณ์ข้อกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าเช็ค 6 ฉบับ (รวมเช็คเอกสารหมาย จ.7, จ.10 และ จ.13) จำเลยที่ 1ได้ออกเพื่อชำระหนี้ของงานงวดเดือนธันวาคม 2538 และเดือนมกราคม 2539เมื่อผลการตรวจสอบและประเมินปริมาณผลงานก่อสร้างอาคารของวิศวกรคนกลางเสร็จภายหลังวันที่ 6 พฤษภาคม 2539 กรณีเข้าเงื่อนไขข้อ 2.1.3ของบันทึกต่อท้ายบันทึกข้อตกลงเลิกสัญญาจ้างฉบับที่ 1 เอกสารหมาย จ.3เงื่อนไขข้อนี้แตกต่างกับเงื่อนไขข้อ 2.1.2 ของเอกสารดังกล่าว เพราะเงื่อนไขข้อ 2.1.2 เป็นกรณีที่ทราบผลการตรวจสอบและประเมินปริมาณผลงานก่อสร้างอาคารของวิศวกรคนกลางก่อนวันที่ 6 พฤษภาคม 2539 และก่อนที่เช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายถึงกำหนดใช้เงินซึ่งจะทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์หรือไม่เท่าไรแล้ว โจทก์ก็มีสิทธินำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บจากธนาคารเท่าที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ได้ แต่ถ้าปรากฏว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยที่ 1 โจทก์ก็ไม่มีสิทธินำเช็คไปเรียกเก็บเงินและต้องคืนเช็คให้แก่จำเลยที่ 1 ทันที ดังนั้นเมื่อผลการตรวจสอบและประเมินปริมาณผลงานก่อสร้างอาคารของวิศวกรกลางเสร็จภายหลังวันที่ 6 พฤษภาคม 2539 และเช็คที่จำเลยที่ 1สั่งจ่ายก็ถึงกำหนดใช้เงินแล้วจึงต้องแปลว่าโจทก์มีสิทธินำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินได้ทันที เพราะหากต้องรอให้ทราบผลการตรวจสอบและประเมินปริมาณผลงานของวิศวกรคนกลางก่อนจึงจะนำเช็คไปเรียกเก็บเงินได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย ก็ไม่มีความจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขตามข้อ 2.1.3 อีก เนื่องจากมีกรณีข้อ 2.1.2 อยู่แล้ว เมื่อเช็คถึงกำหนดใช้เงินและเป็นการชำระงานงวดเดือนธันวาคม 2538 และเดือนมกราคม 2539จึงต้องถือว่ามีหนี้ที่จะต้องชำระและบังคับกันได้ตามกฎหมาย เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดตามฟ้องแล้วนั้นเห็นว่า ตามเงื่อนไขข้อ 2.1.3 ของบันทึกต่อท้ายบันทึกข้อตกลงเลิกสัญญาจ้างฉบับที่ 1 เอกสารหมาย จ.3 กำหนดไว้ชัดแจ้งว่า "หากการตรวจสอบและประเมินผลงานแล้วเสร็จภายหลังวันที่ 6 พฤษภาคม 2539 คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติต่อกันตามความในข้อ 2.1.2 เช่นกันต่อไป" หาได้กำหนดให้โจทก์มีสิทธินำเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายไปเรียกเก็บเงินได้ทันทีตามที่โจทก์เข้าใจแต่อย่างใด แต่กำหนดให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อ 2.1.2เมื่อเงื่อนไขข้อ 2.1.2 กำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องทราบผลการตรวจสอบและประเมินปริมาณผลงานก่อสร้างอาคารของวิศวกรคนกลางก่อน โดยเงื่อนไขข้อนี้ระบุแยกเป็นหลายกรณีตามผลของการตรวจสอบ คือ หากผลการตรวจสอบปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์มากกว่า 1,000,000 บาท ให้โจทก์นำเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายให้ทั้ง 6 ฉบับ (รวมเช็คเอกสารหมาย จ.7, จ.10และ จ.13) ไปเรียกเก็บเงินได้ทันที ถ้าปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ไม่ถึง1,000,000 บาท ก็ให้โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินได้เฉพาะเท่าที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้แล้วคืนเช็คที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ถ้าผลการตรวจสอบดังกล่าวกลับปรากฏว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์จะต้องส่งมอบเช็คทั้ง 6 ฉบับ คืนจำเลยที่ 1 ทันที หากโจทก์ไม่สามารถคืนเช็คแก่จำเลยที่ 1 ได้จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คต่อธนาคารและโจทก์หรือผู้ทรงเช็คโดยบุคคลดังกล่าวไม่มีสิทธินำเช็คดังกล่าวไปฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาได้ แสดงให้เห็นว่าการให้ทราบผลการตรวจสอบฯ ของวิศวกรคนกลางก่อนเป็นสาระสำคัญของเงื่อนไขทั้งข้อ 2.1.2 และข้อ 2.1.3 ทั้งนี้เพื่อให้ทราบก่อนว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์แน่นอนนั่นเอง โจทก์จึงจะมีสิทธินำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินได้เท่ากับในขณะที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คทั้ง 6 ฉบับ (รวมเช็คเอกสารหมาย จ.7, จ.10 และ จ.13) มอบแก่โจทก์ยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะเป็นหนี้โจทก์หรือไม่ เช็คดังกล่าวจึงเป็นเพียงการประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์หลังจากทราบผลการตรวจสอบและประเมินปริมาณผลงานก่อสร้างของวิศวกรคนกลางแล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ โจทก์จึงจะมีสิทธินำไปเรียกเก็บเงินได้ตามเงื่อนไขข้อ 2.1.2 เช็คดังกล่าวจึงไม่ใช่เช็คที่ออกเพื่อชำระงานงวดเดือนธันวาคม 2538 และเดือนมกราคม 2539 เพราะโจทก์จำเลยที่ 1ได้ตกลงกำหนดเงื่อนไขในการที่โจทก์จะมีสิทธินำเช็คไปเรียกเก็บเงินดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น เมื่อโจทก์นำเช็คเอกสารหมาย จ.7, จ.10 และจ.13 ไปเรียกเก็บเงิน แม้ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสามก็ไม่มีความผิดตามฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส ซี ดับบลิว คอนสตรัคชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัท เนวาด้า จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7910/2544
#41339
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยแต่เพียงว่าสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามคำร้องหรือไม่เท่านั้น แม้ศาลจะตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ก็ไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดมีสิทธิในที่ดินตาม น.ส.3 อยู่อย่างไร ก็คงมีอยู่อย่างนั้น จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาในคดีนี้เพื่อให้ศาลรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรนายหลั่วและนางสุกสุขกลางหรือสุกกลาง นายหลั่วและนางสุกถึงแก่ความตายแล้วขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ระหว่างศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอให้ยกคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องสอด

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดมีอำนาจร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยแต่เพียงว่าสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามคำร้องขอหรือไม่เท่านั้น แม้ศาลจะตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ก็ไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดมีสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 137 อยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้น จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาในคดีนี้เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย เฮียง สุขกลางหรือสุกกลาง
ผู้ร้อง — ผู้ร้องคัดค้าน
ผู้ร้อง — นาย ปุ๊ก ปุ๊กมะดัน
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7906/2544
#41338
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องเพื่อติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยที่ 1 ผู้ปลอมเอกสารโดยกรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความว่า โจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจจัดการยื่นคำขอจดทะเบียนขายที่ดินของโจทก์โดยยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับโอนในนามของจำเลยที่ 1 ได้ด้วย ทำให้สามารถโอนที่ดินไปเป็นของตนเองได้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือที่ดินไว้ โจทก์สามารถฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้โจทก์จะมีส่วนประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ก็ยังมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยที่ 1 ได้ ในเมื่อที่ดินนั้นยังมิได้โอนเปลี่ยนมือไปเป็นของบุคคลอื่น ยังอยู่ในวิสัยที่จะเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ทำขึ้นโดยปราศจากอำนาจได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 1 ผู้ปรากฏชื่อเป็นเจ้าของที่ดินอยู่ในขณะนั้น แม้ขณะจดทะเบียนจำนองจำเลยที่ 1 จะมิได้เป็นเจ้าของที่ดินที่จำนอง แต่พฤติการณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความมอบให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้พร้อม น.ส.3 ก. ทั้งยังมอบสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ไว้กับจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่เปิดโอกาสให้จำเลยที่ 1 นำเอกสารเหล่านั้นไปใช้ในกิจการอย่างอื่น ถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโจทก์จะยกเอาผลที่เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์มาเป็นมูลเหตุฟ้องร้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองโดยสุจริตหาได้ไม่ หากสุจริตด้วยกันผู้ประมาทเลินเล่อย่อมเป็นผู้เสียเปรียบ การที่โจทก์มาฟ้องขอให้เพิกถอนการจำนองจึงถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และแม้ที่ดินจะต้องถูกโอนกลับไปเป็นของโจทก์นิติกรรมจำนองที่จำเลยที่ 1 ก่อไว้ย่อมตกติดมาด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 48ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 48 คืนให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 48 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และนิติกรรมจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองและให้จำเลยทั้งสองคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่โจทก์นำสืบและจำเลยที่ 2 มิได้สืบหักล้างว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 30,000 บาท มีกำหนดชำระคืนภายใน 5 เดือน จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความโดยบอกว่าให้ลงไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกับให้โจทก์มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 48 ไว้เป็นประกันการกู้ยืม และขอสำเนาทะเบียนบ้านกับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ไว้ด้วย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำไปใช้ทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกันนั้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 48 ยังมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงแต่จำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 และยังมิได้ไถ่ถอนเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินเป็นของตนโดยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอม ก็ต้องถือว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามฟ้องยังเป็นของโจทก์อยู่ มิได้ตกเป็นของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้เป็นการฟ้องเพื่อติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยที่ 1 ผู้ปลอมเอกสารโดยกรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความว่าโจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจจัดการยื่นคำขอจดทะเบียนขายที่ดินของโจทก์โดยยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับโอนในนามของจำเลยที่ 1 ได้ด้วย ทำให้สามารถโอนที่ดินไปเป็นของตนเองได้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือที่ดินไว้ โจทก์สามารถฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 แม้โจทก์จะมีส่วนประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ก็ยังมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยที่ 1 ได้ในเมื่อที่ดินนั้นยังมิได้โอนเปลี่ยนมือไปเป็นของบุคคลอื่น ยังอยู่ในวิสัยที่จะเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ทำขึ้นโดยปราศจากอำนาจได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลผู้รับจำนองที่ดินไว้จากจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 ทั้งก่อนที่จำเลยที่ 2 จะรับจำนอง ที่ดินของโจทก์ได้ถูกเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์จากชื่อโจทก์มาเป็นชื่อจำเลยที่ 1 แล้ว ย่อมจะทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของสามารถจำนองที่ดินดังกล่าวได้ เรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะเป็นอย่างไร จำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นด้วย จึงถือว่าจำเลยที่ 2 รับจำนองโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 1 ผู้ปรากฏชื่อเป็นเจ้าของที่ดินอยู่ในขณะนั้นเป็นไปโดยถูกต้องทุกอย่าง ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่สุจริตรู้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทที่แท้จริงแล้วยังรับจำนองดังที่โจทก์กล่าวอ้าง แม้ขณะจดทะเบียนจำนองจำเลยที่ 1 จะมิได้เป็นเจ้าของที่ดินที่จำนองแต่พฤติการณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความมอบให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้พร้อมหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 48 ทั้งยังมอบสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ไว้กับจำเลยที่ 1 ด้วย เป็นการกระทำที่เปิดโอกาสให้จำเลยที่ 1 นำเอกสารเหล่านั้นไปใช้ในกิจการอย่างอื่นถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์จะยกเอาผลที่เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์มาเป็นมูลเหตุฟ้องร้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองโดยสุจริตหาได้ไม่ สุจริตด้วยกันผู้ประมาทเลินเล่อย่อมเป็นผู้เสียเปรียบ การที่โจทก์มาฟ้องขอให้เพิกถอนการจำนองจึงถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และแม้ที่ดินจะต้องถูกโอนกลับไปเป็นของโจทก์ นิติกรรมจำนองที่จำเลยที่ 1 ก่อไว้ย่อมตกติดตามมาด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 48 ตำบลกำพี้ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคามระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยให้คงนิติกรรมจำนองไว้ คำขอนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 237 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญถิ่น ปัดทุม
จำเลย — นายพงษ์ปกรณ์ ฤาชากับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
พิชัย เตโชพิทยากูล
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7906/2544
#67161
เปิดฉบับเต็ม

สุจริตด้วยกัน ผู้ประมาทเลินเล่อย่อมเสียเปรียบ

โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความโดยบอกว่าให้ลงไว้เป็นหลักฐานพร้อมกับให้โจทก์มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) ของโจทก์ไว้เป็นประกันการกู้ยืม และขอสำเนาทะเบียนบ้านกับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ไว้ การที่จำเลยที่ 1 กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำไปใช้ทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โดยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอม ก็ต้องถือว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวมิได้เกิดขึ้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินตามฟ้องยังเป็นของโจทก์อยู่ โจทก์จึงฟ้องเพื่อติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือที่ดินไว้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 แม้โจทก์จะมีส่วนประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงก็ยังมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยที่ 1 ได้ ในเมื่อที่ดินนั้นยังมิได้โอนเปลี่ยนมือไปเป็นของบุคคลอื่น ยังอยู่ในวิสัยที่จะเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ทำขึ้นโดยปราศจากอำนาจได้

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลผู้รับจำนองที่ดินไว้มิได้ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 ทั้งก่อนที่จำเลยที่ 2 จะรับจำนองที่ดินของโจทก์ได้ถูกเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์มาเป็นชื่อจำเลยที่ 1 แล้ว เรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะเป็นอย่างไร จำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นด้วย ถือว่าจำเลยที่ 2 รับจำนองโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 1 ผู้ปรากฏชื่อเป็นเจ้าของที่ดินอยู่ในขณะนั้น

แม้ขณะจดทะเบียนจำนองจำเลยที่ 1 จะมิได้เป็นเจ้าของที่ดินที่จำนอง แต่พฤติการณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความมอบให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้พร้อมหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) ทั้งยังมอบสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ไว้กับจำเลยที่ 1 ด้วย เป็นการกระทำที่เปิดโอกาสให้จำเลยที่ 1 นำเอกสารเหล่านั้นไปใช้ในกิจการอย่างอื่น ถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์จะยกเอาผลที่เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์มาเป็นมูลเหตุฟ้องร้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองโดยสุจริตหาได้ไม่ สุจริตด้วยกันผู้ประมาทเลินเล่อย่อมเป็นผู้เสียเปรียบ การที่โจทก์มาฟ้องขอให้เพิกถอนการจำนองจึงถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ดังนี้ แม้ที่ดินจะต้องถูกโอนกลับไปเป็นของโจทก์ แต่นิติกรรมจำนองที่จำเลยที่ 1 ก่อไว้ย่อมตกติดมาด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 48 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 48 คืนให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวตามฟ้อง หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) ของที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 30,000 บาท มีกำหนดชำระคืนภายใน 5 เดือน จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความโดยบอกว่าให้ลงไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกับให้โจทก์มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 48 ไว้เป็นประกันการกู้ยืมและขอสำเนาทะเบียนบ้านกับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ไว้ด้วย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำไปใช้ทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2ในวันเดียวกันนั้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 โอนที่ดินเป็นของตนโดยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอม โดยกรอกข้อความอันเป็นเท็จลงไปในหนังสือมอบอำนาจว่า โจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจจัดการยื่นคำขอจดทะเบียนขายที่ดินของโจทก์โดยยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับโอนในนามของจำเลยที่ 1 ได้ด้วย ต้องถือว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวมิได้เกิดขึ้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินตามฟ้องยังเป็นของโจทก์อยู่ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นการฟ้องเพื่อติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยที่ 1 ผู้ปลอมเอกสาร ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือที่ดินไว้ โจทก์สามารถฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 แม้โจทก์จะมีส่วนประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ก็ยังมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยที่ 1 ได้ ในเมื่อที่ดินนั้นยังมิได้โอนเปลี่ยนมือไปเป็นของบุคคลอื่นเพียงแต่จำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 และยังมิได้ไถ่ถอน ยังอยู่ในวิสัยที่จะเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ทำขึ้นโดยปราศจากอำนาจได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

ในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลผู้รับจำนองที่ดินไว้จากจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 ทั้งก่อนที่จำเลยที่ 2 จะรับจำนอง ที่ดินของโจทก์ได้ถูกเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์จากชื่อโจทก์มาเป็นชื่อจำเลยที่ 1 แล้ว ย่อมจะทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของสามารถจำนองที่ดินดังกล่าวได้ เรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะเป็นอย่างไร จำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นด้วย จึงถือว่า จำเลยที่ 2 รับจำนองโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 1 ผู้ปรากฏชื่อเป็นเจ้าของที่ดินอยู่ในขณะนั้นเป็นไปโดยถูกต้องทุกอย่าง แม้ขณะจดทะเบียนจำนองจำเลยที่ 1 จะมิได้เป็นเจ้าของที่ดินที่จำนอง แต่พฤติการณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความ มอบให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้พร้อมหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 48 ทั้งยังมอบสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ไว้กับจำเลยที่ 1 ด้วย เป็นการกระทำที่เปิดโอกาสให้จำเลยที่ 1 นำเอกสารเหล่านั้นไปใช้ในกิจการอย่างอื่น ถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์จะยกเอาผลที่เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์มาเป็นมูลเหตุฟ้องร้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองโดยสุจริตหาได้ไม่ สุจริตด้วยกันผู้ประมาทเลินเล่อย่อมเป็นผู้เสียเปรียบ การที่โจทก์มาฟ้องขอให้เพิกถอนการจำนองจึงถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และแม้ที่ดินจะต้องถูกโอนกลับไปเป็นของโจทก์ นิติกรรมจำนองที่จำเลยที่ 1 ก่อไว้ย่อมตกติดมาด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 48 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยให้คงนิติกรรมจำนองไว้ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 1299 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญถิ่น ปัดทุม
จำเลย — นายพงษ์ปกรณ์ ฤาชา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายวิรัตน์ สีดาคุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเอกชัย ชินณพงศ์
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
พิชัย เตโชพิทยากูล
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7897 -ที่ 7898/2544
#99452
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกความผิดฐานจัดหางานให้คนงานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ กับความผิดฐานฉ้อโกงไว้คนละข้อก็ตาม แต่ถ้าอ่านคำฟ้องโจทก์โดยตลอดแล้วย่อมเข้าใจได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดในคราวเดียวกัน

เมื่อฟ้องโจทก์ยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความเท็จว่าจำเลยทั้งสองสามารถจัดส่งผู้เสียหายไปทำงานที่สมาพันธรัฐสวิส เท่ากับโจทก์ยืนยันว่าจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาจัดหางานในต่างประเทศ ให้แก่ผู้เสียหาย การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ ๑ จำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ ๒

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๓๔๑ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๓๐, ๘๒ ให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน ๒๓๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย และ นับโทษจำเลยที่ ๒ ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๑๕๘/๒๕๓๘, ๑๑๕๙/๒๕๓๘, ๑๑๖๒/๒๕๓๘, ๑๑๖๓/๒๕๓๘, ๑๑๖๔/๒๕๓๘, ๑๑๖๕/๒๕๓๘, ๑๑๖๖/๒๕๓๘ ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคล เดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครอง คนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๓๐ (ที่ถูกมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง), ๘๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐาน จัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ ๓ ปี ฐานฉ้อโกง จำคุกคนละ ๑ ปี รวมจำคุกคนละ ๔ ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน ๒๓๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนคำขอที่ให้นับโทษจำเลยทั้งสอง (ที่ถูกจำเลยที่ ๒) ต่อจากโทษในคดีอื่นของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างพิจารณา จึงให้ยกคำขอ ส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาฉ้อโกง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์เฉพาะในข้อหาดังกล่าวย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) จำหน่ายคดีเฉพาะข้อหาดังกล่าวทั้งสองสำนวน

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตทั้งสองสำนวน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ โดยเรียกและรับค่าบริการจากคนหางานเป็นเงินตอบแทนโดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานฉ้อโกง โจทก์แยกบรรยายฟ้องไว้คนละข้อและเวลาเกิดเหตุมิใช่เวลาเดียวกันทั้งหมด องค์ประกอบ ความผิดทั้งสองฐานแตกต่างกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตเนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งสองครบองค์ประกอบความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว จำเลยทั้งสองจึงต้องมี ความผิดฐานดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องแยกฐานความผิดฐานทั้งสองไว้คนละข้อก็ตาม แต่ถ้าอ่านคำฟ้องโจทก์โดยตลอดแล้วย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดในคราวเดียวกันโดยหลอกลวงผู้เสียหายว่าจำเลยทั้งสอง กับพวกสามารถจัดส่งผู้เสียหายไปทำงานที่ประเทศสมาพันธรัฐสวิสได้ เมื่อฟ้องโจทก์ ยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความเท็จว่าจำเลยทั้งสองกับพวกสามารถจัดส่งผู้เสียหายไปทำงานที่ ประเทศสมาพันธรัฐสวิส เท่ากับโจทก์ยืนยันว่าจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาจัดหางานในต่างประเทศให้แก่ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยมิได้อนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๓๐, ๘๒ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 30 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายสว่าง หรือ อ๊อด เอื้อสุนทรใส หรือ เอื้อสุนทรวัฒนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายนพรัตน์ อักษร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิศณุ เลื่อมสำราญ
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7894/2544
#99334
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวได้ร่วมกันทำความผิดโดยดัดแปลงอาคารซึ่งได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 และ 31 เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพจึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องและต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามบทกำหนดโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 และมาตรา 70 แพ่งพ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งในมาตรา 65 วรรคสองยังบัญญัติให้ลงโทษปรับเป็นรายวันอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง อันเป็นบทบังคับให้ศาลต้องลงโทษปรับจำเลยทั้งสองเป็นรายวันอีกด้วย มิได้ให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลยพินิจที่จะไม่ลงโทษปรับรายวันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เจ้าพนักงานท้องถิ่นแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ โดยทำเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๑ ซึ่งเมื่อครบกำหนดเวลา ๓๐ วันแล้ว นับแต่วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๑ เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองก็มิได้ดำเนินการแก้ไขหรือยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างอาคารดังกล่าวหรือดำเนินการแจ้งตามมาตรา ๓๙ ทวิ เหตุเกิดที่แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๒๑, ๓๑, ๖๕, ๗๐ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๑ , ๓๑, ๖๕, ๗๐ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒ เดือน และปรับจำเลยทั้งสองคนละ ๔,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ เดือน และปรับจำเลยทั้งสองคนละ ๒,๐๐๐ บาท และปรับจำเลยทั้งสองอีกวันละ ๕๐๐ บาท ตั้งแต่วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๑ จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด ๑ ปี จำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่เฉพาะจำเลยที่ ๑ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองไม่สมควรต้องถูกลงโทษปรับรายวันอีกหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องสรุปว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและจำเลยที่ ๒ ในฐานะส่วนตัวได้ร่วมกันกระทำความผิดโดยดัดแปลงอาคารซึ่งได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ก่อสร้างแบบทาวน์เฮาส์จำนวน ๑๐ ห้อง เป็นอาคารแบบบ้านแฝดตึก ๒ ชั้น ๕ หลัง จำนวน ๑๐ ห้อง อันเป็นการดัดแปลงให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณแบบแปลน และรายการประกอบแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตเพื่อให้บุคคลเข้าอยู่และเข้าใช้สอยได้เพื่อกิจการพาณิชยกรรมหรือเป็นการกระทำในทางการค้าเพื่อให้เช่า ให้เช่าซื้อ ขายหรือจำหน่ายโดยมีค่าตอบแทนอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๑ และ ๓๑ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง และต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามบทกำหนดโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๕ และมาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งในมาตรา ๖๕ วรรคสอง ยังบัญญัติให้ลงโทษปรับเป็นรายวันอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องอันเป็นบทบังคับให้ศาลต้องลงโทษปรับจำเลยทั้งสองเป็นรายวันอีกด้วย มิได้ให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจที่จะไม่ลงโทษปรับรายวันได้ ส่วนการที่จำเลยที่ ๒ อ้างว่ากระทำความผิดในฐานะเป็นผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลเท่านั้น ก็ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น_ _ _

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้แล้วคงปรับจำเลยทั้งสองอีกคนละวันละ ๒๕๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

นายนิพันธ์ ช่วยสกุล ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 21 ม. 31 ม. 65 ม. 70
ป.อ. ม. 78
ชื่อคู่ความ
กับพวก — บริษัทโกลเด้นกรุ๊ปพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางจรีรัตน์ ตันติเวชกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยยันต์ ศุขโชติ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา