คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7891/2544
#42684
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้บังคับรถยนต์ที่จำเลยขับเลี้ยวไปทางซ้ายเพื่อเปลี่ยนช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถที่ 1 ที่ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์มาอย่างรีบเร่ง ซึ่งหากจำเลยทอดเวลาไว้ระยะหนึ่งโดยให้สัญญาณไฟเลี้ยวทางด้านซ้ายเพื่อแสดงเจตนาให้รถคันอื่นในบริเวณใกล้เคียงได้ทราบ ผู้เสียหายอาจเร่งความเร็วรถจักรยานยนต์ของตนแซงพ้นรถยนต์ของจำเลยหรือชะลอความเร็วของรถจักรยานยนต์เพื่อเปิดทางให้จำเลยเปลี่ยนช่องเดินรถโดยสะดวก เมื่อจำเลยได้เลี้ยวรถมาทางซ้ายเพื่อเปลี่ยนช่องเดินรถอย่างกะทันหัน จึงเป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งผู้ประกอบอาชีพขับรถยนต์บรรทุกเช่นจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์

พื้นผิวถนนในช่องเดินรถของผู้เสียหายตรงบริเวณที่เกิดเหตุไม่ปรากฏว่ามีหลุม บ่อ หรือขรุขระ อันจะทำให้การขับขี่และบังคับรถจักรยานยนต์ทำได้ลำบากหรือทำให้เสียการทรงตัว และไม่ปรากฏร่องรอยการเฉี่ยวชนที่ตัวรถยนต์ของจำเลย กรณีจึงเชื่อได้ว่าเพราะเหตุที่จำเลยหักเลี้ยวรถเพื่อจะเปลี่ยนช่องเดินรถโดยกะทันหันขวางเส้นทางเดินรถของผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายต้องหักรถหลบตามสัญชาติญาณทำให้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายล้มลงและผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส แม้รถยนต์ของจำเลยจะมิได้กระแทกหรือเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย เพราะผู้เสียหายหักรถหลบได้ทัน แต่ก็ต้องถือว่าการที่รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายล้มลงและผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 157การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายเกรียงศักดิ์ แดงมณี ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์โดยมีนายแขก เส็งสมาน นั่งซ้อนท้ายไปตามถนนเพชรเกษมขาเข้ากรุงเทพมหานคร ซึ่งมี 3 ช่องเดินรถ โดยขับอยู่ในช่องเดินรถที่ 1 ใกล้เส้นแบ่งช่องเดินรถระหว่างช่องเดินรถที่ 1กับที่ 2 ส่วนจำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 71 - 4225 กรุงเทพมหานคร ไปตามถนนเพชรเกษมมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานครทิศทางเดียวกับผู้เสียหายโดยแล่นอยู่ในช่องเดินรถที่ 2 และแล่นคู่กันมาจนถึงบริเวณที่เกิดเหตุก่อนถึงจุดกลับรถบริเวณเกาะกลางถนนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเสียหลักล้มลง ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลที่ใต้ริมฝีปากล่าง เข่าซ้าย มีรอยช้ำบวมที่ไหล่ซ้าย กระดูกต้นแขนซ้ายตอนบนแตกร้าว ได้รับอันตรายสาหัส ส่วนนายแขกไม่ได้รับอันตรายแก่กาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นายแขก และนายวัฒนชัย รัศมีทวีสุข ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ตามหลังรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาต่างเบิกความเป็นประจักษ์พยานยืนยันตรงกันว่าเมื่อถึงที่เกิดเหตุ รถยนต์คันที่จำเลยขับหักหัวรถเลี้ยวเข้ามาในช่องเดินรถที่ 1 อย่างกะทันหันเฉี่ยวรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเสียหลักและล้มลง ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความเป็นพยานเพียงปากเดียวว่าเมื่อจำเลยขับรถยนต์แล่นมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุจำเลยหยุดรถตามสัญญาณของเจ้าพนักงานตำรวจจราจรที่จุดกลับรถ โดยหยุดอยู่ในช่องเดินรถที่ 2 ต่อจากรถยนต์คันอื่นเป็นคันที่ 5 เห็นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งแล่นอยู่ระหว่างช่องเดินรถที่ 1 กับที่ 2 ข้างรถยนต์ของจำเลยเสียหลักแล้วเซมาล้มขวางอยู่หน้ารถยนต์ของจำเลย จำเลยไม่ได้เปลี่ยนช่องเดินรถเข้ามาในช่องเดินรถที่ 1 เห็นว่า ถนนบริเวณที่เกิดเหตุมี 3 ช่องเดินรถ จุดเกิดเหตุอยู่ก่อนถึงจุดกลับรถบริเวณเกาะกลางถนนระยะห่างประมาณ 4 ถึง 5 คันรถยนต์ ช่องเดินรถที่ 3ชิดเกาะกลางถนนจะเป็นช่องเดินรถที่รถยนต์ส่วนใหญ่ใช้กลับรถเพราะฝั่งตรงข้ามเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้า รถยนต์ในช่องเดินรถที่ 3 จึงแล่นช้าและหยุดชะงักเป็นบางครั้งตามสภาพ ส่วนช่องเดินรถที่ 2 จำเลยเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจราจรให้สัญญาณหยุด จำเลยหยุดรถต่อจากรถยนต์คันอื่นเป็นคันที่ 5ส่วนในช่องเดินรถซ้ายมือของจำเลยซึ่งหมายถึงช่องเดินรถที่ 1เยื้องไปข้างหน้ามีรถยนต์โดยสารหยุดอยู่และมีรถยนต์แท็กซี่หยุดตามหลัง ซึ่งสอดคล้องกับที่ปรากฏในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุว่า ในช่องเดินรถที่ 1 เยื้องรถยนต์ของจำเลยไปด้านหลังเล็กน้อยมีรถยนต์แท็กซี่หยุดอยู่ 1 คัน และจากคำเบิกความของนายวัฒนชัยว่า ก่อนเกิดเหตุ ในช่องเดินรถที่ 1 ใกล้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเยื้องไปข้างหน้าประมาณ 3 ถึง 4 เมตร มีรถยนต์กำลังแล่นอยู่ และด้านหลังรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายก็มีรถยนต์แล่นอยู่ส่วนนายแขกเบิกความว่าก่อนเกิดเหตุในช่องเดินรถที่ 1 มีรถยนต์โดยสารคันหนึ่งแล่นอยู่และแล่นผ่านจุดเกิดเหตุไปและรถยนต์บนถนนบริเวณที่เกิดเหตุสามารถแล่นไปได้เรื่อย เมื่อพิเคราะห์ถึงบริเวณจุดกลับรถเลยจากที่เกิดเหตุไปไม่มีสัญญาณไฟจราจร การหยุดกั้นรถเพื่อให้รถยนต์ทั้งสองฝั่งได้กลับรถกัน เจ้าพนักงานตำรวจจราจรอาจให้สัญญาณหยุดรถเพียง 2 ช่องเดินรถคือ ช่องเดินรถที่ 2 และที่ 3 ส่วนช่องเดินรถที่ 1 ซึ่งอยู่ติดกับขอบถนนและไม่เป็นอุปสรรคแก่การกลับรถยนต์ของฝั่งตรงข้าม น่าเชื่อว่าเจ้าพนักงานตำรวจจราจรมิได้ให้สัญญาณหยุดรถรถยนต์ในช่องเดินรถที่ 1 จึงสามารถแล่นไปได้เรื่อย ๆ สอดคล้องกับคำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์ การที่จำเลยขับรถยนต์แล่นมาในช่องเดินรถที่ 2 แล้วเห็นรถยนต์ข้างหน้าในช่องเดินรถเดียวกันแล่นต่อไปไม่ได้ ขณะเดียวกันในช่องเดินรถที่ 1 มีรถยนต์แท็กซี่จอดขวางการเดินรถของรถยนต์คันอื่นในช่องเดินรถที่ 1 อยู่เยื้องไปด้านหลังรถยนต์ของจำเลย และรถยนต์ที่แล่นอยู่ในช่องเดินรถที่ 1 ซึ่งแล่นอยู่หน้ารถยนต์แท็กซี่คันดังกล่าวแล่นเลยไป ทำให้ในช่องเดินรถที่ 1 บริเวณข้างรถยนต์ของจำเลยว่าง โดยสัญชาติญาณของคนขับรถย่อมต้องเปลี่ยนช่องเดินรถของตนไปแล่นในช่องเดินรถที่ 1 ซึ่งสามารถแล่นต่อไปได้โดยไม่ต้องหยุดรถ จำเลยสามารถมองเห็นสภาพของการจราจรในช่องเดินรถที่ 1 โดยตลอด โดยมองผ่านกระจกด้านหน้าและกระจกมองข้างด้านซ้าย แต่เชื่อว่าจำเลยมองไม่เห็นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่แล่นมาคู่กันและกำลังจะขับแซงรถยนต์ของจำเลย ซึ่งในช่วงเวลานั้นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายย่อมแล่นเลยตัวรถยนต์ของจำเลยมาอยู่ข้างรถบริเวณค่อนไปทางหัวรถยนต์ของจำเลย ซึ่งจะอยู่ใต้กระจกมองข้างด้านซ้ายของรถยนต์ของจำเลย จำเลยจึงไม่สามารถมองเห็นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้เลย ไม่ว่าจากการมองผ่านกระจกหน้ารถหรือมองผ่านกระจกมองข้างด้านซ้ายของรถ ในสถานการณ์ดังกล่าวจำเลยย่อมเข้าใจว่าบริเวณข้างซ้ายรถยนต์ที่จำเลยขับไม่มีรถคันใดแล่นอยู่ ซึ่งสามารถเปลี่ยนช่องเดินรถจากช่องเดินรถที่ 2 ไปยังช่องเดินรถที่ 1 ได้โดยปลอดภัย จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำเลยได้บังคับรถยนต์ที่จำเลยขับเลี้ยวไปทางซ้ายเพื่อเปลี่ยนช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถที่ 1 อย่างรีบเร่ง สอดคล้องกับคำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามปาก ซึ่งหากจำเลยทอดเวลาไว้ระยะหนึ่งโดยให้สัญญาณไฟเลี้ยวทางด้านซ้ายเพื่อแสดงเจตนาให้รถคันอื่นในบริเวณใกล้เคียงได้ทราบผู้เสียหายอาจเร่งความเร็วรถจักรยานยนต์ของตนแซงพ้นรถยนต์ของจำเลยหรือชะลอความเร็วของรถจักรยานยนต์เพื่อเปิดทางให้จำเลยเปลี่ยนช่องเดินรถโดยสะดวก เมื่อจำเลยได้เลี้ยวรถมาทางซ้ายเพื่อเปลี่ยนช่องเดินรถอย่างกะทันหัน จึงเป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งผู้ประกอบอาชีพขับรถยนต์บรรทุกเช่นจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43(4) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของประชาชน อันอาจเกิดอันตรายแก่ชีวิตร่างกายและทรัพย์สินได้ ผู้เสียหาย นายแขกและนายวัฒนชัยก็เบิกความตรงกันว่า จำเลยหักเลี้ยวเปลี่ยนช่องเดินรถ ทำให้รถยนต์ของจำเลยเฉี่ยวรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเสียหลักและล้มลง แต่จำเลยเบิกความว่า รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายล้มเองโดยมองเห็นจากกระจกมองข้างด้านซ้ายของรถนั้นเห็นว่า ไม่ปรากฏว่าพื้นผิวถนนในช่องเดินรถของผู้เสียหายตรงบริเวณที่เกิดเหตุมีหลุมบ่อหรือขรุขระ อันจะทำให้การขับขี่และบังคับรถจักรยานยนต์ทำได้ลำบากหรือทำให้เสียการทรงตัว แต่ก็ไม่ปรากฏร่องรอยการเฉี่ยวชนที่ตัวรถยนต์ของจำเลย กรณีจึงเชื่อได้ว่าเพราะเหตุที่จำเลยหักเลี้ยวรถเพื่อจะเปลี่ยนช่องเดินรถโดยกะทันหันขวางเส้นทางเดินรถของผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายต้องหักรถหลบตามสัญชาติญาณ ทำให้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายล้มลง และผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส แม้รถยนต์ของจำเลยจะมิได้กระแทกหรือเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย เพราะผู้เสียหายหักรถหลบได้ทัน แต่ก็ต้องถือว่าการที่รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายล้มลงและผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสี่ ม. 300
พ.ร.บ.จราจรทางบก ม. 43 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สำราญ เผือกพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7884/2544
#41337
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการจับกุมผู้เล่นการพนันขณะเข้าจับกุม ผู้เสียหายใช้กล้องถ่ายรูปผู้เล่นการพนัน ครั้นจะถ่ายรูปภาพที่สอง จำเลยที่ 1 ได้เข้าไปกระชากกล้องถ่ายรูปจากมือผู้เสียหายไป และต่อว่าผู้เสียหายพร้อมกับร่วมกับพวกกลุ้มรุมทำร้ายผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ได้รับกล้องถ่ายรูปคืนดังนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง ลักษณะการกระทำของจำเลยจึงเป็นการฉกฉวยเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปซึ่งหน้าโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยไม่บรรยายว่า จำเลยที่ 1 กับพวกฉกฉวยพาทรัพย์หนีไปต่อหน้าอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และคำขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ด้วยจะลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ไม่ได้ คงลงโทษจำเลยได้ในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรกเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80,83, 91, 138, 289, 340 พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4,5, 6, 12 และให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 7,690 บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12(1) และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 83,336 วรรคหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานเล่นการพนันแปดเก้าโดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ 1,400 บาท ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ จำคุก 2 ปีฐานวิ่งราวทรัพย์ จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 5 ปี และปรับ 1,400 บาทจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนันพ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12(1) และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานเล่นการพนันแปดเก้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับคนละ 1,400 บาท ฐานต่อสู้ขัดขวาง เจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 1,400 บาท จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์กล้องถ่ายรูปราคา 1,690 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยที่ 2 และที่ 6ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 6ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(1)ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 6 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1ว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่และฐานวิ่งราวทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวเบิกความยืนยันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่ตนเอง แต่ก็สมเหตุสมผลสอดคล้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกับพยานโจทก์อีกสองปากคือสิบตำรวจตรีชาตรี เทพณรงค์กับสิบตำรวจตรีนที หงษ์โต กล่าวคือในการจับกุมจำเลยที่ 1 กับพวกนั้น สืบเนื่องมาจากมีหญิงคนหนึ่งไปแจ้งแก่ผู้เสียหายเมื่อเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุในขณะที่ผู้เสียหายปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานสายตรวจรถจักรยานยนต์ว่ามีผู้เล่นการพนันที่ห้องพักคนงานหลังร้านอาหารลูกเต๋าโดยมีสามีของตนร่วมเล่นอยู่ด้วยขอให้ไปจับ ผู้เสียหายวิทยุแจ้งขอกำลังมาสมทบแต่ก็ไม่มีจึงไปตามสิบตำรวจตรีนทีกับสิบตำรวจตรีชาตรีที่บ้านพักของข้าราชการตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทรน้อย และบอกเรื่องที่ผู้หญิงคนนั้นแจ้งว่ามีการเล่นการพนันที่ร้านอาหารลูกเต๋าให้เจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองทราบ และจะต้องเข้าจับกุมจึงร่วมกันวางแผนการจับกุม ให้ผู้เสียหายเข้าด้านหน้าร้านโดยนำกล้องถ่ายรูปไปเพื่อถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานด้วย ส่วนสิบตำรวจตรีชาตรีกับสิบตำรวจตรีนทีเข้าด้านหลังร้านแล้วจึงพากันเดินทางไปที่ร้านอาหารลูกเต๋า โดยขับรถจักรยานยนต์ตามกันไป เมื่อผู้เสียหายไปถึงทางเข้าร้านอาหารลูกเต๋า และมองกลับไปด้านหลังเห็นแสงไฟรถจักรยานยนต์ซึ่งผู้เสียหายเข้าใจว่าเป็นแสงไฟจากรถจักรยานยนต์ของเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองติดตามมา จึงจอดรถจักรยานยนต์ไว้ในที่จอดรถ แล้วเดินเข้าไปหลังร้านอาหารลูกเต๋าโดยไม่รอเจ้าพนักงานตำรวจด้วยกัน เพราะเกรงว่าผู้เล่นการพนันจะรู้ตัวก่อนประกอบกับด้านหลังร้านอาหารเป็นทุ่งนา ซึ่งผู้เล่นการพนันสามารถใช้เป็นเส้นทางหลบหนีได้ เมื่อผู้เสียหายเดินเข้าไปก่อนถึงประตูทางเข้าห้องพักคนงานได้ยินเสียงคนหลายคนพูดกันลักษณะกำลังเล่นการพนันครั้นเดินถึงประตูทางเข้าก็มองเห็นกลุ่มชายหญิงประมาณ 20 คน กำลังเล่นการพนันกันอยู่ ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากแสงไฟฟ้าในห้องที่เล่นการพนัน ผู้เสียหายเห็นจำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือถือเงินอยู่ในมือและยังเห็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ด้วย จำเลยทั้งสามนี้ผู้เสียหายรู้จักมาก่อน และผู้ที่เล่นการพนันกับคนที่อยู่ที่โต๊ะสนุกเกอร์ต่างก็รู้จักผู้เสียหายด้วย ผู้เสียหายจึงใช้กล้องถ่ายรูปได้ 1 ภาพ พอจะถ่ายรูปภาพที่ 2 จำเลยที่ 1 ก็เข้าถึงตัวผู้เสียหาย และกระชากกล้องจากมือผู้เสียหายไป ทั้งต่อว่าผู้เสียหายที่เข้าไปจับบ่อนนายนัดแล้วถ่ายรูปไว้แล้วชกผู้เสียหายจนล้มลง หลังจากนั้นพวกของจำเลยที่ 1 ประมาณ 10 คน เข้าห้อมล้อมผู้เสียหายไว้ ผู้เสียหายพยายามจะหนีก็ถูกจำเลยที่ 3 กับพวกจับแขนผู้เสียหายให้จำเลยที่ 1 และคนอื่นชกต่อยผู้เสียหาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 และที่ 5 กับพวกได้ลากผู้เสียหายเข้าไปในห้องน้ำจับผู้เสียหายกระแทกฝาห้องน้ำจนข้างฝาแตกแล้วจับผู้เสียหายพาดเฉียงกับที่ปัสสาวะผู้ชาย แล้วช่วยกันกระทืบผู้เสียหาย และจำเลยที่ 1 ยังได้ชกต่อยผู้เสียหายกับกระชากอาวุธปืนซึ่งอยู่ใต้รักแร้ด้านซ้ายของผู้เสียหายออกมาแล้วเอาอาวุธปืนจี้ศีรษะผู้เสียหายและพูดว่ามึงตายเสียเถอะ ผู้เสียหายยกมือไหว้ขอโทษและว่าอย่าฆ่าผู้เสียหายเลย จำเลยที่ 1 จึงใช้อาวุธปืนนั้นตบกกหูด้านซ้ายของผู้เสียหายและสั่งให้พวกของจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายต่อไป ในระหว่างเกิดเหตุมีคนเอาวิทยุสื่อสารที่ผู้เสียหายพกไว้ที่เอวด้านขวาไป แต่ผู้เสียหายไม่ทราบว่าผู้ใดเอาไป ต่อมาจำเลยที่ 1 สั่งให้พวกของจำเลยที่ 1 นำผู้เสียหายไปที่หน้าร้าน แล้วโยนผู้เสียหายขึ้นไปบนรถยนต์กระบะสีดำของจำเลยที่ 1 ขณะนั้นมีจำเลยที่ 4 ขึ้นไปบนรถแล้วเหยียบผู้เสียหาย จำเลยที่ 3 กับพวกขึ้นไปรุมชกต่อยผู้เสียหายอีก ผู้เสียหายร้องตะโกนให้ผู้ที่รับประทานอาหารช่วยเหลือโดยบอกว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทรน้อยเข้ามาจับบ่อนการพนันแล้วถูกทำร้าย ให้ช่วยเป็นพยานด้วย ไม่มีใครช่วยแต่มีคนมามุงดูในจำนวนนั้นมีคนที่ผู้เสียหายรู้จักคือนายกิ่ง นายกิ่งพูดว่านี่ตำรวจไทรน้อยอย่าทำเขา พวกของจำเลยที่ 1จึงหยุดทำร้ายผู้เสียหายแต่ยังอยู่บนรถ ขณะนั้นสิบตำรวจตรีชาตรีกับสิบตำรวจตรีนทีมาถึง เหตุที่มาถึงช้าเพราะยางรถจักรยานยนต์รั่วห่างจากร้านอาหารลูกเต๋าประมาณ 10 กิโลเมตร สิบตำรวจตรีชาตรีวิทยุเรียกผู้เสียหายแต่เรียกไม่ได้ต้องเข็นรถจักรยานยนต์ไปที่สถานีบริการน้ำมันแล้วยืมรถจักรยานยนต์เพื่อนติดตามมา เมื่อสิบตำรวจตรีชาตรีกับสิบตำรวจตรีนทีมาถึงก็ยังเห็นพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายที่ท้ายกระบะรถของจำเลยที่ 1 โดยพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้เบิกความยืนยันว่าเห็นจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 กับพวกร่วมกันเตะ ตบและต่อยผู้เสียหายซึ่งนอนอยู่ที่ท้ายกระบะรถยนต์ มีจำเลยที่ 1 ยืนและพูดในลักษณะสั่งการอยู่ข้างล่างท้ายกระบะรถนั้น เมื่อสิบตำรวจตรีชาตรีและสิบตำรวจตรีนทีแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยดังกล่าวจึงหยุดทำร้าย เมื่อจะเข้าจับกุมจำเลยดังกล่าวก็หลบหนีไป สิบตำรวจตรีชาตรีและสิบตำรวจตรีนทีจึงรีบช่วยเหลือผู้เสียหายซึ่งมีอาการบาดเจ็บมากไม่สามารถให้การได้ในขณะนั้น โดยนำตัวผู้เสียหายไปแจ้งความแก่ร้อยเวรสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทรน้อย แล้วนำส่งโรงพยาบาล ภายหลังผู้เสียหายฟื้นขึ้นมาจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้สิบตำรวจตรีชาตรีและสิบตำรวจตรีนทีฟังว่าถูกจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันทำร้ายขณะที่ผู้เสียหายถ่ายรูปวงการพนันที่มีจำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือและถูกจำเลยที่ 1 แย่งกล้องถ่ายรูปและเอาอาวุธปืนประจำตัวผู้เสียหายไป ทั้งยังใช้อาวุธปืนตบที่หูผู้เสียหายและใช้อาวุธปืนขู่จะฆ่าผู้เสียหายด้วยดังนี้ เห็นว่าเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานในท้องที่เกิดเหตุได้ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามปกติทั้งต่างก็รู้จักจำเลยที่ 1 กับจำเลยอื่น ๆ อีกหลายคนเป็นอย่างดีเนื่องจากจำเลยที่ 1 เปิดกิจการร้านอาหารและมีโต๊ะสนุกเกอร์ด้วยจึงเป็นสถานที่ซึ่งอาจมีการก่อเหตุทะเลาะวิวาทของผู้ที่ไปเล่นสนุกเกอร์ หรือรับประทานอาหารในร้านของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจในท้องที่จะต้องไปสอดส่องดูแลอยู่เสมอเพื่อมิให้มีการก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันเกิดขึ้น คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าเป็นความจริงเช่นนั้นและยิ่งกว่านั้นโจทก์ยังมีร้อยตำรวจโทสะอาด ตุ๊สังข์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทรน้อย เบิกความยืนยันว่าเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2537 เวลาประมาณ 0.30 นาฬิกาผู้เสียหายกับพวกมาแจ้งความว่า ผู้เสียหายถูกทำร้ายที่ร้านอาหารลูกเต๋า ซึ่งเป็นร้านของจำเลยที่ 1 ขณะนั้นผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บที่บริเวณใบหน้าและที่หู จึงให้ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลอำเภอไทรน้อย โดยยังไม่มีการสอบปากคำผู้เสียหายไว้ ต่อมาวันที่ 23เดือนเดียวกันจึงตามไปสอบปากคำผู้เสียหายที่โรงพยาบาลรัตนาธิเบศร์ เนื่องจากผู้เสียหายย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลดังกล่าวและตามคำเบิกความของพยานปากนี้ ก็ได้ความเช่นเดียวกันกับที่ผู้เสียหายเบิกความ พยานบุคคลทั้งสี่ปากดังกล่าว จึงสอดคล้องเชื่อมโยงเป็นลำดับมา นับแต่ผู้เสียหายกับสิบตำรวจตรีชาตรีและสิบตำรวจตรีนทีวางแผนการจับกุมผู้เล่นการพนันที่ร้านอาหารลูกเต๋าจนกระทั่งผู้เสียหายถ่ายรูปขณะที่จำเลยที่ 1 กับพวกเล่นการพนัน แต่จำเลยที่ 1 แย่งกล้องถ่ายรูปและอาวุธปืนประจำตัวผู้เสียหาย แล้วร่วมทำร้ายผู้เสียหาย ลากผู้เสียหายไปไว้ที่กระบะท้ายรถของจำเลยที่ 1 ในที่สุดสิบตำรวจตรีชาตรีกับสิบตำรวจตรีนทีมาพบเข้าและพาผู้เสียหายไปแจ้งความแก่ร้อยตำรวจโทสะอาดตุ๊สังข์ ซึ่งสมเหตุสมผล ไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 กับพวก ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าผู้เสียหายเมาสุราจนไม่ได้สตินั้น ก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของพยานโจทก์ว่าได้กลิ่นสุราจากผู้เสียหายแต่อย่างใด หรือมีการตรวจเกี่ยวกับสารแอลกอฮอล์หรือไม่และตามใบรับรองแพทย์ซึ่งมีการตรวจร่างกายผู้เสียหายโดยนายแพทย์มาโนชญ์ สุวรรณศรี โรงพยาบาลรัตนาธิเบศร์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2537 ตามเอกสารท้ายฟ้องก็ระบุเฉพาะแต่ลักษณะของบาดแผลที่ถูกทำร้ายเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงว่าผู้เสียหายมีอาการมึนเมาหรือมีลักษณะของคนดื่มสุราในขณะที่ถูกทำร้าย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 จึงฟังไม่ขึ้น พยานหลักฐานโจทก์ดังที่วินิจฉัยมาจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ และฐานวิ่งราวทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชั้นประทวนเพียงคนเดียวจะเข้าไปจับคนร้ายเล่นการพนัน และใช้กล้องถ่ายรูปวงไพ่ด้วยซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยนั้น เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามปากคือผู้เสียหายสิบตำรวจตรีชาตรีกับสิบตำรวจตรีนทีได้วางแผนการจับกุมไว้ก่อนแล้ว จึงเดินทางร่วมกันไปที่ร้านอาหารลูกเต๋าโดยผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์นำหน้าไป แต่เผอิญในระหว่างทางรถจักรยานยนต์คันที่สิบตำรวจตรีชาตรีกับสิบตำรวจตรีนทีขับตามไปนั้นยางรั่วต้องกลับไปเปลี่ยนรถจักรยานยนต์คันอื่นและไม่สามารถติดต่อกับผู้เสียหายได้ ส่วนผู้เสียหายก็เข้าใจว่าสิบตำรวจตรีชาตรีกับสิบตำรวจตรีนทีติดตามมาเนื่องจากเห็นแสงไฟรถตามมา เมื่อไปถึงร้านอาหารลูกเต๋าจึงเดินเข้าด้านหลังโดยไม่ได้รอเพราะเข้าใจว่าสิบตำรวจตรีชาตรีกับสิบตำรวจตรีนทีติดตามมา จึงรีบเข้าไปเพื่อถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน ทั้งขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 23 นาฬิกาแล้ว เมื่อผู้เสียหายเชื่อว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงจึงชอบที่จะดำเนินการโดยรวดเร็ว เพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดรู้ตัวและปกปิดการกระทำความผิดนั้นและประกอบกับผู้เสียหายเชื่อว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจอีกสองคนช่วยเหลือเป็นกำลังสนับสนุนการจับกุมอยู่แล้ว จึงดำเนินการดังกล่าวทันทีหาใช่เป็นการผิดปกติวิสัยแต่อย่างใด และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มีผู้เสียหายเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เบิกความว่าเห็นจำเลยที่ 1 เล่นการพนันไพ่แปดเก้า ส่วนหญิงที่ผู้เสียหายอ้างว่าเป็นผู้บอกว่าที่ร้านอาหารลูกเต๋ามีการเล่นการพนันก็ไม่ได้ตัวมาสอบปากคำ ทั้งตามคำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามปากคือผู้เสียหาย สิบตำรวจตรีชาตรี และสิบตำรวจตรีนทีที่ว่า มีผู้เล่นการพนันที่ร้านอาหารลูกเต๋าถึง 20 คน จึงวางแผนไปจับกุมก็ผิดวิสัยของเจ้าพนักงานตำรวจ เพราะถ้ามีคนเล่นการพนันมากขนาดนั้นซึ่งถือว่าเป็นบ่อนใหญ่ตามระเบียบต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยด่วน และใช้กำลังมากกว่าที่เป็นอยู่ เห็นว่า เมื่อผู้เสียหายทราบจากหญิงคนหนึ่งที่แจ้งว่ามีการเล่นการพนันที่ร้านอาหารลูกเต๋า ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 22 นาฬิกาแล้ว ก็ได้วิทยุขอกำลังมาสมทบแต่ได้รับแจ้งว่าไม่มีกำลังจึงต้องไปตามสิบตำรวจตรีชาตรีกับสิบตำรวจตรีนทีแล้ววางแผนการจับกุมและเดินทางไปที่เกิดเหตุทันที ประกอบกับการที่เจ้าพนักงานตำรวจพยานโจทก์ทั้งสามปากนี้รู้จักจำเลยที่ 1 และสถานที่ดีอยู่แล้ว จึงต้องดำเนินการโดยรวดเร็วและรู้ว่ามีกำลังคนเพียง 3 คน เท่านั้น จึงได้เตรียมกล้องถ่ายรูปไปด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือที่ดีอันจะช่วยเป็นพยานหลักฐานว่ามีการเล่นการพนันการที่เจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามดำเนินการเช่นนี้ ถือได้ว่ามีความรอบคอบในการปฏิบัติหน้าที่ หาใช่เรื่องผิดปกติไม่ เพราะการแจ้งข่าวการจับกุมให้ทราบกันแพร่หลายความลับในการจับกุมอาจรั่วไหลได้ ดังที่ปรากฏในการจับกุมบ่อนการพนันต่าง ๆ อยู่เสมอเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสามปากนี้มีความรอบคอบรวมทั้งรู้จักสถานที่ดีอยู่แล้ว อีกทั้งเป็นกรณีฉุกเฉินจึงต้องรีบเข้าจับกุม ทั้งผู้เสียหายก็มีประสบการณ์ในการจับกุมผู้เล่นการพนันมาก่อนแล้ว จึงรู้ว่าจะใช้วิธีการจับกุมอย่างไร มีหลักฐานอย่างไรที่แสดงว่ามีการเล่นการพนัน และใครเล่นการพนันบ้าง ซึ่งผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าขณะเดินไปที่ประตูทางเข้าห้องพักซึ่งเปิดอยู่เห็นกลุ่มชายหญิงประมาณ 20 คน กำลังเล่นการพนันไพ่แปดเก้ากันอยู่ โดยจำเลยที่ 1เป็นเจ้ามือและถือเงินอยู่ในมือ ผู้เสียหายได้อธิบายถึงวิธีการเล่นไพ่แปดเก้าด้วย แม้ว่ามีเพียงผู้เสียหายปากเดียวยืนยันว่าจำเลยเป็นเจ้ามือเล่นการพนันไพ่แปดเก้า ก็รับฟังได้ดังที่วินิจฉัยมาแล้วส่วนการที่พันตำรวจตรีโกศล ธงชัย พยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายความจำเลยที่ 1 ว่า ไม่ทราบว่ามีการวางแผนการจับกุมที่ร้านอาหารลูกเต๋าหรือไม่ก็มิใช่เป็นการยืนยันว่าจะไม่มีการวางแผนการจับกุมผู้เล่นการพนันที่ร้านอาหารลูกเต๋าในคืนเกิดเหตุ เนื่องจากผู้เสียหายเองก็เพิ่งได้รับแจ้งว่ามีการเล่นการพนันที่ร้านอาหารลูกเต๋าเมื่อเวลา 22 นาฬิกาแล้วจึงย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้ที่ไม่ได้รับแจ้งหรือเกี่ยวข้องจะทราบเรื่องการวางแผนการจับกุมผู้เล่นการพนันที่ร้านอาหารลูกเต๋า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานหรือพยานรู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่นั้น เห็นว่า ผู้เสียหายให้การยืนยันตลอดมาตั้งแต่ชั้นสอบสวนว่า ถูกจำเลยที่ 1 แย่งเอากล้องถ่ายรูปและอาวุธปืนประจำตัวผู้เสียหายไปขณะที่ผู้เสียหายถ่ายรูปจำเลยที่ 1กับพวกกำลังเล่นการพนันไพ่แปดเก้า โดยให้การต่อร้อยตำรวจตรีสะอาดพนักงานสอบสวนคนแรกหลังจากเกิดเหตุเพียง 2 วันเท่านั้น ซึ่งร้อยตำรวจตรีสะอาดก็เบิกความสนับสนุนว่า ผู้เสียหายให้การว่าเมื่อผู้เสียหายถ่ายรูปขณะที่จำเลยที่ 1 กับพวกเล่นการพนันไพ่แปดเก้าอยู่ก็ถูกจำเลยที่ 1 กับพวกแย่งเอากล้องถ่ายรูป อาวุธปืนประจำตัวผู้เสียหาย และร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายด้วย และนอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกจักรพงษ์ ดวงกุดั่น พนักงานสอบสวนซึ่งรับโอนสำนวนมาจากร้อยตำรวจตรีสะอาดและได้สอบผู้เสียหายเพิ่มเติมเบิกความว่า ผู้เสียหายยังให้การยืนยันเช่นเดิม และจากการสืบสวนทราบว่าประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์มีนายกิ่ง ทองพยงค์ และนายโกวิทย์หรือฮัง แต่ไม่ยอมมาเป็นพยานเนื่องจากเกรงกลัวอิทธิพลของจำเลยที่ 1 ดังนั้น ผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์และมาเบิกความเป็นพยานโจทก์จึงมีเพียงผู้เสียหายเท่านั้นซึ่งก็มีน้ำหนักให้รับฟังดังคำวินิจฉัยข้างต้น ส่วนคนอื่นที่เห็นเหตุการณ์ไม่กล้ามาเป็นพยานเพราะเกรงกลัวอิทธิพลของจำเลยที่ 1 สำหรับพยานโจทก์อีกปากหนึ่งคือนายไตรวุฒิ พรมเอี่ยม ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่านายไตรวุฒิเบิกความว่า เมื่อมีผู้พยุงผู้เสียหายออกมาที่หน้าร้าน ได้ยินจำเลยที่ 1 พูดว่าให้ส่งไปโรงพยาบาล และมีเสียงหลายเสียงบอกว่าให้ไปส่งโรงพยาบาล ขณะนั้นมีเจ้าพนักงานตำรวจมาก็ไม่มีผู้ใดวิ่งหนี เห็นว่านายไตรวุฒิเข้าไปนั่งรับประทานอาหารตั้งแต่เวลาประมาณ 20 นาฬิกา จนถึงเวลาประมาณ 23 นาฬิกา จึงเห็นมีผู้ประคองผู้เสียหายออกมาจากหลังร้าน โดยตอนที่ผู้เสียหายเข้าไปในร้านนั้นนายไตรวุฒิไม่เห็นดังนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า ผู้เสียหายได้เข้าไปทางหลังร้านเพื่อมิให้พวกที่เล่นการพนันรู้ตัว ส่วนที่นายไตรวุฒิเบิกความว่าได้ยินจำเลยที่ 1 พูดว่าให้ไปส่งโรงพยาบาลและเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงนั้นไม่มีผู้ใดวิ่งหนีนั้น จำเลยที่ 1 อาจพูดกลบเกลื่อนเหตุการณ์ก็ได้เพราะขณะนั้นยังมีลูกค้าอยู่ในร้านของจำเลยที่ 1 ดังที่นายไตรวุฒิเบิกความ เมื่อเวลาประมาณ 23 นาฬิกามีลูกค้ามารับประทานอาหารมากขึ้น และหลังจากนั้นก็มีเหตุเกิดขึ้น และที่ยังไม่มีผู้ใดหนี เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงนั้น ตามคำเบิกความของสิบตำรวจตรีชาตรีกับสิบตำรวจตรีนทีก็ได้ความว่า ในขณะเดินทางไปร้านอาหารลูกเต๋าไม่ได้แต่งเครื่องแบบ ดังนั้นเมื่อไปถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 กับพวกจึงไม่ได้หลบหนีไป เพราะคงไม่ทราบว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ทำให้สิบตำรวจตรีชาตรีและสิบตำรวจตรีนทีได้เห็นเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 กับพวกทำร้ายผู้เสียหายที่ถูกนำไปไว้ที่ท้ายกระบะรถของจำเลยที่ 1 ต่อมาภายหลังเมื่อทราบว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงพากันหลบหนีไป คำเบิกความของนายไตรวุฒิกับสิบตำรวจตรีชาตรีและสิบตำรวจตรีนทีหาขัดกันแต่อย่างใดไม่หาแต่กลับทำให้มีน้ำหนักรับฟังยิ่งขึ้นเพราะตามบันทึกคำให้การนายไตรวุฒิก็ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ทราบว่าผู้เสียหายเข้าไปจับกุมพวกที่เล่นการพนันในร้านอาหารลูกเต๋าแล้วจึงถูกพวกของจำเลยที่ 1 ทำร้าย พยานคิดอยู่หลายวันไม่อยากเกี่ยวข้องด้วยแต่พิจารณาแล้วเห็นว่าเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติหน้าที่ถูกรุมทำร้ายอย่างไม่เป็นธรรมจึงมาให้การตามความเป็นจริงที่รู้เห็น คำให้การของนายไตรวุฒิเมื่อฟังประกอบกับพยานโจทก์ปากอื่นแล้วมีเหตุอันสมควรรับฟังได้ว่าคำให้การชั้นสอบสวนนั้นนายไตรวุฒิได้ให้การตามที่ได้รู้เห็นจริงว่าผู้เสียหายถูกจำเลยที่ 1 กับพวกทำร้าย และตามคำเบิกความของนายไตรวุฒิก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายมีอาการมึนเมาสุรา นายไตรวุฒิเป็นคนกลางไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดคำให้การในชั้นสอบสวนของนายไตรวุฒิแสดงให้เห็นถึงความสำนึกและรู้รับผิดชอบชั่วดียึดถือความถูกต้องเป็นธรรมเป็นสำคัญจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ แม้ว่าในชั้นพิจารณาของศาลจะเบิกความแตกต่างไปบ้างก็เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นมาร่วม 3 ปีแล้วก่อนเบิกความที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามคำเบิกความของดาบตำรวจเรืองศักดิ์ ภู่ชัย กับนายไตรวุฒิ พยานโจทก์แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1กับพวกได้ให้การช่วยเหลือผู้เสียหายออกจากร้านอาหารของจำเลยที่ 1และจะนำส่งโรงพยาบาลนั้น เห็นว่า ตามคำเบิกความของดาบตำรวจเรืองศักดิ์ได้ความเพียงว่า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2537 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ขณะที่ทำหน้าที่สิบเวรอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอไทรน้อย มีจำเลยที่ 1 นำอาวุธปืนของทางราชการที่ผู้เสียหายเบิกไปใช้ ไปมอบให้ดาบตำรวจเรืองศักดิ์โดยบอกว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาผู้เสียหายไปเมาสุราที่ร้านอาหารของจำเลยที่ 1 และทำอาวุธปืนตกหล่นไว้ ทั้งยังมีเรื่องกับพวกที่ถูกจับกุมที่ร้านของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บอาวุธปืนของกลางได้จึงนำมามอบให้ และหลังจากเกิดเหตุ 5 วัน จึงทราบว่าสิบตำรวจตรีชาตรีกับสิบตำรวจตรีนทีเป็นผู้เข้าร่วมจับกุมผู้กระทำความผิดที่ร้านอาหารลูกเต๋าในคืนเกิดเหตุส่วนเรื่องผู้เสียหายถูกใครทำร้ายอย่างไรในคืนเกิดเหตุและจำเลยที่ 1 กับพวกจะช่วยนำผู้เสียหายส่งโรงพยาบาลหรือไม่ ไม่ปรากฏว่านายดาบตำรวจเรืองศักดิ์กล่าวถึงแต่อย่างใดและตามคำเบิกความของนายไตรวุฒิ ก็ไม่ได้ความชัดเจนดังที่จำเลยที่ 1 อ้างตามที่วินิจฉัยมาแล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดี เห็นว่า หากจำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาที่จะช่วยผู้เสียหายจริง เมื่อพวกของจำเลยที่ 1 นำผู้เสียหายไปไว้ที่กระบะท้ายรถของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ก็สามารถนำผู้เสียหายส่งโรงพยาบาลได้ทันทีด้วยรถของจำเลยที่ 1 แต่หาได้กระทำไม่ แม้ต่อมาเมื่อมีเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงจำเลยที่ 1 กับพวกก็ชอบที่จะให้ความร่วมมือ โดยช่วยนำผู้เสียหายส่งโรงพยาบาลเพราะผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บและมีอาการหนักมากทั้งเหตุก็เกิดในร้านอาหารของจำเลยที่ 1 ด้วยอันเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบหรือมีน้ำใจต่อผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 1 ไม่กระทำเช่นนั้นยิ่งสนับสนุนให้เห็นว่าภายหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงและจำเลยที่ 1 กับพวกรู้ว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ก็เกรงกลัวจะถูกจับเนื่องจากการที่กระทำความผิดต่อผู้เสียหายจึงรีบพากันหลบหนีไป และแม้แต่อาวุธปืนของกลางก็เช่นเดียวกัน จำเลยที่ 1 ก็ควรจะรีบคืนให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเสียในคืนเกิดเหตุ แต่กลับนำไปเก็บไว้แล้วนำมาคืนในภายหลังจึงส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ปกปิดการกระทำความผิดของตน ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อไปว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์คือกล้องถ่ายรูปของผู้เสียหายนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปกระชากเอากล้องถ่ายรูปจากผู้เสียหายไปขณะที่ผู้เสียหายจะถ่ายรูปเพื่อเป็นหลักฐานการเล่นการพนันไพ่แปดเก้าของจำเลยที่ 1 กับพวกซึ่งได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงมาแล้วว่าเหตุดังกล่าวนั้น รับฟังได้ว่าเป็นความจริงตามพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมา และกล้องถ่ายรูปนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับคืนมาเลยย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองอยู่แล้วลักษณะการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการฉกฉวยเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปซึ่งหน้าโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงรายละเอียดไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดจึงไม่จำต้องวินิจฉัย สรุปแล้วพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษา พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ที่นำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่ไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลงการณ์เพื่อสนับสนุนฎีกาของจำเลยที่ 1 นั้น มีสาระสำคัญเช่นเดียวกับฎีกาของจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลฎีกามีคำวินิจฉัยไว้แล้ว นอกจากนี้ที่จำเลยที่ 1 ขอให้คำแถลงการณ์ว่าให้รอการลงโทษจำเลยที่ 1นั้น เห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีตามที่โจทก์นำสืบมานั้น จำเลยที่ 1ร่วมกับพวกได้กระทำต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่จำเลยที่ 1 กับพวกแทนที่จะสำนึกและเคารพต่อกฎหมายของบ้านเมืองเมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะถูกจับในข้อหาร่วมกันเล่นการพนัน แต่จำเลยที่ 1 กับพวกกลับใช้วิธีการรุนแรงร่วมกันต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุแต่ผู้เดียว ทั้งขู่จะฆ่าเจ้าพนักงานตำรวจแม้ว่าจะไม่มีเจตนาเช่นนั้นก็ตาม แต่ก็มีลักษณะบังอาจและท้าทายอำนาจของรัฐ ทั้งที่ความจริงแล้วความผิดฐานเล่นการพนันไพ่แปดเก้านั้นมีระวางโทษเบา แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกที่สืบเนื่องต่อมานั้นนับว่ามีความรุนแรงไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง การที่ศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดโทษสำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ถูกต้องเพราะโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กับพวกปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยไม่บรรยายว่า จำเลยที่ 1 กับพวกฉกฉวยพาทรัพย์หนีไปต่อหน้า อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ และคำขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษ จำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ด้วยจะลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ไม่ได้ คงลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก เท่านั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1) วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 336
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย เต็ม สิงหะรา ณ อยุธยา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7878/2544
#43382
เปิดฉบับเต็ม

อุจจาระและปัสสาวะกระเด็นไปถูกโต๊ะหมู่บูชาซึ่งจากสภาพที่โต๊ะหมู่บูชาทำจากไม้เนื้อแข็งลงรักปิดทอง ความเสียหายเปรอะเปื้อนมีเพียงบางจุด เกิดเหตุปี 2537 ขณะพยานโจทก์เบิกความปี 2539โต๊ะหมู่บูชายังคงวางใช้งานอยู่ในที่เดิม แสดงว่าเมื่อทำความสะอาดแล้วก็ใช้งานได้ จึงไม่ได้เกิดความเสียหายตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่ประการใด

รายงานการประชุมคณะกรรมการประเมินมูลค่าความเสียหายที่กำหนดราคาพระบรมสาทิสลักษณ์ฯ ไว้ 10 ล้านบาทนั้น เป็นการประเมินมูลค่าของพระบรมสาทิสลักษณ์ฯ ไม่ใช่เป็นการตีราคาค่าเสียหายการทำละเมิดของจำเลยไม่ได้ทำให้พระบรมสาทิสลักษณ์ฯ เสียหายไปทั้งหมด คงเสียหายเพียงบางส่วนทั้ง ป. อาจารย์ด้านศิลปะมหาวิทยาลัย ศ. เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าพระบรมสาทิสลักษณ์ฯสามารถซ่อมได้ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้จำนวน50,000 บาท ซึ่งมากกว่ามูลค่าความเสียหายที่กำหนดในส่วนคดีอาญาถึงสองเท่านั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกรมในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ มีปลัดกระทรวงเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์ เมื่อวันที่ 7กันยายน 2537 จำเลยได้บุกรุกเข้าไปในห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ของโจทก์ แล้วจงใจใช้ถุงพลาสติกบรรจุอุจจาระและปัสสาวะขว้างปาไปยังร่างกายของนายอุทัย พิมพ์ใจชน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถุงพลาสติกถูกร่างกายของนายอุทัยที่ใบหน้าแล้วแตกออก อุจจาระและปัสสาวะบางส่วนกระเด็นไปถูกผ้าม่าน พรมเก้าอี้นั่ง ไมโครโฟน ธงชาติและธงตราประจำกระทรวง โต๊ะหมู่บูชาพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ รัชกาลปัจจุบัน รวมค่าเสียหายของทรัพย์สิน7 รายการ เป็นเงิน 10,035,120 บาท โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหายแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 10,035,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่จำเลยกระทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 734,075 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 60,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กันยายน 2537 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายของโต๊ะหมู่บูชาและพระบรมสาทิสลักษณ์ฯว่ามีจำนวนเท่าใด โต๊ะหมู่บูชานั้น โจทก์เรียกค่าเสียหายจำนวน 25,000บาท ตามเอกสารหมาย จ.6 ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของนายวงศ์ศักดิ์ จารุวนาลัย พยานโจทก์ว่าผลจากการที่จำเลยใช้ถุงพลาสติกบรรจุปัสสาวะและอุจจาระขว้างไปถูกบริเวณใบหน้าของนายอุทัย พิมพ์ใจชนแล้วปรากฏว่าอุจจาระและปัสสาวะกระเด็นไปถูกโต๊ะหมู่บูชาซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายมือของนายอุทัย พิมพ์ใจชน ตามภาพถ่ายหมาย จ.8 ภาพที่ 1 และภาพที่ 5 นายอุทัย ชำนาญผล ฝ่ายพัสดุกองคลังเบิกความว่าหลังจากเกิดเหตุแล้วมีผู้เข้าไปทำความสะอาด 5 คน โต๊ะหมู่บูชาเป็นโต๊ะหมู่บูชาโบราณ มีการลงรักปิดทอง จุดที่ตั้งห่างจากตัวนายอุทัย พิมพ์ใจชน ไม่เกิน3 เมตร และว่าโต๊ะหมู่บูชาไม่ได้ลงไปซ่อมแต่จะเปลี่ยนใหม่โดยติดต่อสืบราคาตามร้านจำหน่ายโต๊ะหมู่บูชาแล้ว ตามใบเสนอราคาเอกสารหมายจ.6 ส่วนนายเอนก ช้างแจ้ง นักการภารโรงพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่าเป็นผู้ทำความสะอาดโต๊ะหมู่บูชา โต๊ะหมู่บูชาดังกล่าวทำด้วยไม้เนื้อแข็งลงรักปิดทอง ได้ทำความสะอาดโดยใช้ผ้าขาวเช็ดส่วนที่เปื้อนอุจจาระเห็นว่า จากภาพถ่ายหมาย จ.8 ภาพที่ 1 และภาพที่ 5 โต๊ะหมู่บูชาตั้งอยู่ห่างจากตัวนายอุทัย พิมพ์ใจชน ไปทางด้านซ้ายประมาณ 2 ถึง 3 เมตรแม้ถุงอุจจาระและปัสสาวะจะแตกกระจายก็คงกระเด็นไปเปื้อนโต๊ะหมู่บูชาไม่มากนักตามภาพถ่ายหมาย จ.8 ภาพที่ 5 มีจุดทำเครื่องหมายวงกลมอยู่ 5 แห่ง และนายอุทัย ชำนาญผล ก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ปัจจุบันโต๊ะหมู่บูชายังไม่ได้มีการเปลี่ยนคงวางใช้งานอยู่ดังนี้ จากสภาพที่โต๊ะหมู่บูชาทำจากไม้เนื้อแข็งลงรักปิดทอง ความเสียหายเปรอะเปื้อนมีเพียงบางจุด เกิดเหตุปี 2537 ขณะพยานโจทก์เบิกความปี 2539 โต๊ะหมู่บูชายังคงวางใช้งานอยู่ในที่เดิม แสดงว่าเมื่อทำความสะอาดแล้วก็ใช้งานได้และไม่ได้เกิดความเสียหายตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่ประการใด ส่วนที่โจทก์อ้างว่าการที่โต๊ะหมู่บูชาเปื้อนอุจจาระอันเป็นสิ่งโสโครก ย่อมทำให้เกิดความมัวหมองไม่บังควรที่จะนำโต๊ะหมู่บูชามาใช้วางพระพุทธรูปอันเป็นที่สักการะบูชาของคนทั่วไปนั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวเป็นความนึกคิดของพยานโจทก์เอง ประกอบกับโจทก์ก็ยังคงใช้โต๊ะหมู่บูชาอยู่ แสดงว่าไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

สำหรับพระบรมสาทิสลักษณ์ฯ นั้น โจทก์เรียกค่าเสียหายจำนวน10,000,000 บาท โดยอ้างรายงานการประชุมคณะกรรมการประเมินมูลค่าความเสียหายตามเอกสารหมาย จ.7 มีนายประหยัด พงษ์คำผู้แทนคณบดีคณะจิตรกรรม นายสมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์ ผู้แทนผู้อำนวยการวิทยาลัยช่างศิลป์และนายสุริยา เทพสาตรา ผู้แทนกรมศิลปากรเบิกความถึงวิธีคิดประเมินราคา และภาพมีความเสียหายคือภาพสีซีดจางตั้งแต่ข้อพระหัตถ์ขวาจนถึงช่วงล่างของภาพเขียนจากการตรวจสอบพบว่าสีที่จางนั้นเกิดจากการใช้แปรงขัดถูและใช้น้ำยาทำความสะอาดล้าง ซึ่งนายเอนก ช้างแจ้ง นักการภารโรงผู้ทำความสะอาดเบิกความรับว่าใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำบีบให้แห้งแล้วเช็ดถูไปมาทำอยู่ 3 ครั้ง ไม่ทราบมาก่อนว่าวิธีทำความสะอาดดังกล่าวทำให้เป็นคราบได้จากคำพยานโจทก์ประกอบรายละเอียดในเอกสารหมาย จ.7 เชื่อว่าพระบรมสาทิสลักษณ์ฯ เสียหายเพราะเกิดจากการทำความสะอาดผิดวิธีด้วย แม้จะเป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำของจำเลยก็ตาม แต่นายสุริย เทพสาตรา ก็เบิกความในส่วนนี้ว่าสำหรับราคา 10,000,000 บาท เป็นราคาพระบรมสาทิสลักษณ์ฯไม่ใช่ตีราคาความเสียหายของภาพ และเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเอกสารหมาย ล.3 ตีราคาพระบรมสาทิสลักษณ์ฯ เป็นเงิน 25,000 บาท เห็นว่า ตามเอกสารหมายจ.7 เป็นการประเมินมูลค่าของพระบรมสาทิสลักษณ์ฯ ไม่ใช่เป็นการตีราคาค่าเสียหาย ส่วนค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำของจำเลยนั้นในส่วนคดีอาญาตามบัญชีแสดงทรัพย์ถูกประทุษร้ายเอกสารหมาย จ.3ปรากฏว่า พระบรมสาทิสลักษณ์ฯ ตีราคาไว้ 25,000 บาท และตามเอกสารหมาย ล.6 คำให้การชั้นสอบสวนของนายสนิท วรปัญญาผู้กล่าวหาที่ 2 รองปลัดกระทรวงพาณิชย์รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้แจ้งความร้องทุกข์ก็ระบุความเสียหายของพระบรมสาทิสลักษณ์ฯ จำนวน 25,000 บาท เช่นเดียวกัน ฝ่ายจำเลยนำสืบว่าพระบรมสาทิสลักษณ์ฯ มิได้เสียหาย ปัจจุบันยังคงอยู่ในห้องประชุม เมื่อพิจารณาภาพถ่ายหมาย จ.8 ภาพที่ 1 ภาพที่ 5 และภาพที่ 6 แล้ว เห็นได้ว่า การทำละเมิดของจำเลยไม่ได้ทำให้พระบรมสาทิสลักษณ์ฯ เสียหายไปทั้งหมด คงเสียหายเพียงบางส่วนทั้งนายปรีชา เถาทอง อาจารย์ด้านศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าพระบรมสาทิสลักษณ์ฯ สามารถซ่อมได้ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้จำนวน50,000 บาท ซึ่งมากกว่ามูลค่าความเสียหายที่กำหนดในส่วนคดีอาญาถึงสองเท่านั้นนับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
จำเลย — นาย ธนิต สุวรรณเมนะ
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7864/2544
#42683
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ไม่ว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลพ.ศ. 2482 มาตรา 25 หรือมาตรา 58 ประกอบพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3)พ.ศ. 2542 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ย่อมเป็นที่สุด คู่ความไม่สามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ การที่ผู้ร้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาและสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบานา ผู้คัดค้านเคยถูกศาลฎีกามีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 8 ปี ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 24 กันยายน2542 แต่ผู้คัดค้านได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบานาเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2542 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจึงไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบานาจึงเป็นไปโดยมิชอบ ขอให้มีคำสั่งว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งโดยมิชอบ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า การสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 มิได้ห้ามบุคคลที่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งโดยคำพิพากษาสมัครรับเลือกตั้งแต่อย่างใด การยื่นคำร้องคัดค้านโดยอ้างว่าผู้คัดค้านขาดคุณสมบัตินั้น ต้องยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 วัน เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลหลังจากมีการเลือกตั้งแล้วจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลภายหลังวันเลือกตั้งจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องพิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าผู้ร้องมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3)พ.ศ. 2542 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในระหว่างที่ไม่มีกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมาใช้บังคับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโดยอนุโลม..." และตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า"เมื่อศาลได้รับคำร้องแล้ว ให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวินิจฉัยมีคำสั่งให้ถอนใบสมัครหรือไม่โดยเร็วคำสั่งของศาลนั้นให้เป็นที่สุด..." และมาตรา 58 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า"เมื่อศาลได้รับคำร้องคัดค้านแล้ว ให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเร็วโดยให้เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการเลือกตั้งหรือผู้ได้รับเลือกตั้งที่มีส่วนได้เสียมีโอกาสต่อสู้การคัดค้านนั้นเมื่อศาลสั่งอย่างใด ให้แจ้งคำสั่งไปยังเทศบาลโดยมิชักช้า คำสั่งศาลนั้นให้เป็นที่สุด" ซึ่งหมายความว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งหรือคำพิพากษาอย่างไรเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ไม่ว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามมาตรา 25 หรือ มาตรา 58 ก็ล้วนแต่มีผลทำให้คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นที่สุดทั้งสองกรณี คู่ความไม่สามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ การที่ผู้ร้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาและสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องได้"

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 ม. 25 ม. 58
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542 ม. 25
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ชูศักดิ์ สุนทรกุมาร
ผู้คัดค้าน — นาย เจริญ จันทรอิสสระ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7864/2544
#69584
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในระหว่างที่ไม่มีกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมาใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโดยอนุโลม?" และตาม พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้รับคำร้องแล้ว ให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวินิจฉัยมีคำสั่งให้ถอนใบสมัครหรือไม่โดยเร็ว คำสั่งของศาลนั้นให้เป็นที่สุด..." และมาตรา 58 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้รับคำร้องคัดค้านแล้ว ให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเร็วโดยให้เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการเลือกตั้งหรือผู้ได้รับเลือกตั้งที่มีส่วนได้เสียมีโอกาสต่อสู้การคัดค้านนั้น เมื่อศาลสั่งอย่างใด ให้แจ้งคำสั่งไปยังเทศบาลโดยมิชักช้า คำสั่งศาลนั้นให้เป็นที่สุด" หมายความว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งหรือคำพิพากษาอย่างไรเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ไม่ว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามมาตรา 25 หรือมาตรา 58 ก็ล้วนแต่มีผลทำให้คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นที่สุดทั้งสองกรณี คู่ความไม่สามารถอุทธรณ์ฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบานา ผู้คัดค้านเคยถูกศาลฎีกามีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 8 ปี ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 24 กันยายน 2542 แต่ผู้คัดค้านได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบานาเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2542 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจึงไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบานาจึงเป็นไปโดยมิชอบ ขอให้มีคำสั่งว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งโดยมิชอบ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า การสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 มิได้ห้ามบุคคล ที่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งโดยคำพิพากษาสมัตรรับเลือกตั้งแต่อย่างใด การยื่นคำร้องคัดค้านโดยอ้างว่าผู้คัดค้านขาดคุณสมบัตินั้นต้องยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 วัน เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลหลังจากมีการเลือกตั้งแล้วจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลภายหลังวันเลือกตั้งจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง พิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ผู้ร้องมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในระหว่างที่ไม่มีกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมาใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโดยอนุโลม?" และตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้รับคำร้องแล้ว ให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวินิจฉัยมีคำสั่งให้ถอนใบสมัครหรือไม่โดยเร็ว คำสั่งของศาลนั้นให้เป็นที่สุด?" และมาตรา 58 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้รับคำร้องคัดค้านแล้ว ให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเร็วโดยให้เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการเลือกตั้งหรือผู้ได้รับเลือกตั้งที่มีส่วนได้เสียมีโอกาสต่อสู้การคัดค้านนั้น เมื่อศาลสั่งอย่างใด ให้แจ้งคำสั่งไปยังเทศบาลโดยมิชักช้า คำสั่งศาลนั้นให้เป็นที่สุด" ซึ่งหมายความว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งหรือคำพิพากษาอย่างไรเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ไม่ว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามมาตรา 25 หรือ มาตรา 58 ก็ล้วนแต่มีผลทำให้คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นที่สุดทั้งสองกรณี คู่ความไม่สามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ การที่ผู้ร้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาและสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องได้

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่ผู้ร้อง ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

(วิชัย วิสิทธวงศ์ - วิชัย ชื่นชมพูนุท - สุเทพ เจตนาการณ์กุล)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 ม. 25 วรรคสอง ม. 58 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542 ม. 25 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายชูศักดิ์ สุนทรกุมาร
ผู้คัดค้าน — นายเจริญ จันทรอิสสระ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายเจริญ ดวงสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2544
#69595
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นการกระทำความผิดของจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์ได้มาสืบเนื่องจากคำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสิ้น ประกอบกับทางนำสืบของจำเลยในชั้นพิจารณาคดีของศาลก็เหมือนกับที่จำเลยให้การไว้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จึงถือได้ว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ข้อหาความผิดซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็มีอำนาจลดโทษให้จำเลยไปถึงข้อหานี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(ปราโมทย์ ชพานนท์ - สุเมธ ตังคจิวางกูร - ชวลิต ยอดเณร)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
โจทก์ร่วม — นายไพบูลย์ ศรีธนานันท์
จำเลย — นายทวีศักดิ์หรือบุ้ง มาลีวรรณหรือมาลีวัลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายโสภณ เคนวิเศษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7851/2544
#42682
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายวิ่งเข้ามาชกจำเลยพร้อมทั้งพูดด้วยว่าจะฆ่าให้ตาย จำเลยถูกชกจนล้มลงผู้ตายคว้าเหล็กขูดชาฟท์ปลายแหลมยาวประมาณ 1 คืบเข้ามาแทงจำเลย จำเลยใช้มือรับจนมีบาดแผลที่ฝ่ามือ จำเลยลุกขึ้นวิ่งหนี ผู้ตายวิ่งตามจำเลยและแทงถูกจำเลยที่ต้นแขนขวาและพยายามจะแทงจำเลยอีกจำเลยจึงชักอาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด โดยมิได้เลือกว่าจะยิงที่ใดและจะถูกผู้ตายหรือไม่ แล้วจำเลยได้หลบหนีไป การที่ผู้ตายใช้เหล็กขูดชาฟท์ปลายแหลมซึ่งสามารถทำอันตรายผู้อื่นถึงแก่ชีวิตได้ เป็นอาวุธไล่แทงจำเลย จนกระทั่งจำเลยอยู่ในที่คับขันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเพียง1 นัดเพื่อให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้าย อันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ย่อมเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุอันถือได้ว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68

ความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคหนึ่ง และมาตรา 72 ทวิ วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 มีกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี จำคุกไม่เกินห้าปี และโทษปรับไม่เกิน 100 บาทตามลำดับ ความผิดดังกล่าวจึงมีอายุความสิบห้าปี สิบปี และหนึ่งปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95(2)(3)(5) โจทก์นำคดีมาฟ้องนับแต่วันกระทำความผิดถึงวันฟ้องเกินกว่าสิบห้าปีแล้ว จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีมาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาจึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 แม้ความผิดดังกล่าวจะยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้วก็ตาม แต่ปัญหาเรื่องอายุความเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 288,371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนจำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืนลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ฐานมีและพาอาวุธปืนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานมีอาวุธปืน6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน 3 เดือน รวมจำคุก 15 ปี 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณหน้าอก เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยและผู้ตายสมัครใจเข้าวิวาท จึงมิใช่กรณีป้องกัน เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ แม้เหตุแห่งคดีนี้จะเกิดขึ้นจากการทะเลาะวิวาทกันระหว่างจำเลยและผู้ตาย เนื่องจากจำเลยชวนนางสาวรำพึง ประพรม ให้ไปดูภาพยนตร์ที่บ้านหนองพยอม และผู้ตายไม่พอใจ จึงมีปากเสียงและชกต่อยกับจำเลยแต่พยานโจทก์หลายปาก เช่น นางคารม พรมสุขโข ภริยาผู้ตายและนายสุรินทร์ สมใจ ต่างเบิกความว่า กรณีทะเลาะวิวาทดังกล่าวได้ยุติลงโดยมีผู้ห้ามปราม ซึ่งนางคารมยืนยันว่าพยานและน้าของพยานได้ช่วยกันดึงผู้ตายกลับมาที่บริเวณพยานนั่งดูภาพยนตร์อยู่ แต่ต่อมาผู้ตายได้ลุกออกไปอีก จึงเกิดเรื่องเป็นคดีนี้ขึ้นแสดงให้เห็นว่าเหตุวิวาทครั้งแรกได้ขาดตอนไปแล้ว โดยนางขวัญเรือน มีเพชรเบิกความเป็นพยานโจทก์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังนี้ว่า ต่อมาพยานเห็นผู้ตายถือเหล็กแหลมวิ่งไล่ตามจำเลยที่ข้างโบสถ์ ห่างจากที่พยานนั่งอยู่ประมาณ 2 ถึง 3 วา แล้วได้ยินเสียงอาวุธปืนดังขึ้น ทั้งนี้นางคารมภริยาผู้ตายได้เบิกความด้วยว่า พยานได้ยินเสียงเอะอะที่ข้างรถยนต์โดยสาร เมื่อพยานลุกขึ้นไปดูก็เห็นผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว และเห็นจำเลยยืนถืออาวุธปืนอยู่ โดยพยานได้ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ในมือของผู้ตายมีเหล็กขูดชาฟท์ คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ยืนยันว่า หลังจากมีเรื่องในครั้งแรกแล้วผู้ตายวิ่งเข้ามาชกจำเลยพร้อมทั้งพูดด้วยว่าจะฆ่าให้ตาย จำเลยถูกชกจนล้มลง ผู้ตายคว้าเหล็กขูดชาฟท์ปลายแหลมยาวประมาณ 1 คืบ เข้ามาแทงจำเลย จำเลยใช้มือรับจนมีบาดแผลที่ฝ่ามือ จำเลยลุกขึ้นวิ่งหนี ผู้ตายวิ่งตามจำเลยและแทงถูกจำเลยที่ต้นแขนขวาและพยายามจะแทงจำเลยอีก จำเลยจึงชักอาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด โดยมิได้เลือกว่าจะยิงที่ใด และจะถูกผู้ตายหรือไม่ แล้วจำเลยได้หลบหนีไป การที่ผู้ตายใช้เหล็กขูดชาฟท์ปลายแหลม ซึ่งสามารถทำอันตรายผู้อื่นถึงแก่ชีวิตได้เป็นอาวุธไล่แทงจำเลย จนกระทั่งจำเลยอยู่ในที่คับขันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเพียง 1 นัด เพื่อให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ย่อมเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุอันถือได้ว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2521 ความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯพ.ศ. 2491 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง และมาตรา 72 ทวิ วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 มีกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี จำคุกไม่เกินห้าปี และโทษปรับไม่เกิน 100 บาท ตามลำดับ ความผิดทั้งสองฐานจึงมีอายุความสิบห้าปี สิบปีและหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95(2)(3)(5) โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2539 นับแต่วันกระทำความผิดถึงวันฟ้องเกินกว่าสิบห้าปีแล้ว คดีสำหรับความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธิการนำคดีมาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาจึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 แม้ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจะยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้วก็ตาม แต่ปัญหาเรื่องอายุความเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษายกฟ้องโจทก์ทุกข้อหา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 95
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 185 ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาย ถวิล ปานจู
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7847/2544
#69533
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกับผู้ตายมีสาเหตุขัดเคืองกันมาก่อนก่อนเกิดเหตุ ถือไม่ได้เสมอไปว่าจะเป็นเหตุให้จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและไม่ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่า หลังจากที่จำเลยและผู้ตายมีเรื่องขัดเคืองกันในครั้งก่อน แล้วจำเลยมีความอาฆาตคอยติดตามที่จะทำร้ายผู้ตายอีก ทั้งบ้านจำเลยและบ้านผู้ตายก็มิได้อยู่จังหวัดเดียวกัน ผู้ตายเพิ่งมาบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านพ่อตาแม่ยายและอยู่ใกล้กับบ้านจำเลยในวันเกิดเหตุนั้นเอง การที่จำเลยฆ่าผู้ตายมิได้เป็นการซุ่มยิง แต่เป็นการใช้อาวุธปืนยิงจากข้างล่าง 1 นัด แล้วเดินตามขึ้นไปยิงผู้ตายบนบ้านที่เกิดเหตุอีก 1 นัด และยังใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้ตายต่อหน้าญาติจำเลยและญาติผู้ตายอีกหลายคน ผิดวิสัยที่จะเป็นการฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ความคิดของจำเลยที่จะฆ่าผู้ตายเกิดขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อเห็นผู้ตายที่บ้านที่เกิดเหตุโดยจำเลยมิได้มีการตระเตรียมการหรือมีการวางแผนมาก่อน จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 เท่านั้น

ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นความผิดต่างกรรมกัน แต่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จึงไม่ถูกต้อง แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ถูกต้องโดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ , ๘ ทวิ , ๗๒ , ๗๒ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๙๑ , ๒๘๘ , ๒๘๙ , ๓๗๑

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายจำนง เสียงดัง ผู้ตาย ๒ นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายที่บริเวณหน้าอก ปลายคาง และแขนข้างซ้าย และคนร้ายยังใช้อาวุธมีดแทงและเชือดคอผู้ตายลึกถึงครึ่งคอโดยมีเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๙ หรือไม่ เห็นว่า นางนัดเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ ๖ ถึง ๗ เดือน จำเลยมีเรื่องไม่พอใจผู้ตายถึงขนาดที่จำเลยชักมีดจะแทงผู้ตาย แต่มีผู้อื่นมาห้ามไว้ ส่วนนางจินดาเบิกความว่า ผู้ตายกับจำเลยมีเรื่องทะเลาะกันหลายปีมาแล้ว จึงยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่า จำเลยและผู้ตายเคยมีเรื่องขัดเคืองกันเมื่อใด แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนเกิดเหตุคดีนี้นานมาแล้ว การที่จำเลยกับผู้ตายมีสาเหตุขัดเคืองกันมาก่อนนั้น ถือไม่ได้เสมอไปว่าจะเป็นเหตุให้จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และไม่ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่า หลังจากที่จำเลยและผู้ตายมีเรื่องขัดเคืองกันในครั้งก่อนแล้ว จำเลยมีความอาฆาตคอยติดตามที่จะทำร้ายผู้ตายอีก ทั้งบ้านจำเลยและบ้านผู้ตายก็มิได้อยู่จังหวัดเดียวกัน ผู้ตายเพิ่งมาบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านพ่อตาแม่ยายและอยู่ใกล้กับบ้านจำเลยในวันเกิดเหตุนั้นเอง ที่จำเลยฆ่าผู้ตายครั้งนี้ก็มิได้เป็นการซุ่มยิง แต่เป็นการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงจากข้างล่าง ๑ นัด แล้วเดินตามขึ้นไปยิงผู้ตายบนบ้านที่เกิดเหตุอีก ๑ นัด และยังใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้ตายต่อหน้าญาติจำเลยและญาติผู้ตายอีกหลายคนผิดวิสัยที่จะเป็นการฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เชื่อว่า ความคิดของจำเลยที่จะฆ่าผู้ตายเกิดขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อเห็นผู้ตายที่บ้านที่เกิดเหตุโดยมิได้มีการตระเตรียมการหรือมีการวางแผนมาก่อนมากกว่า จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นความผิดต่างกรรมกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ นั้น ไม่ถูกต้อง แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ถูกต้องโดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ อีกกระทงหนึ่ง สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ให้จำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดกระทงอื่นแล้ว คงลงโทษได้เพียงจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ (๓) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 288 ม. 289 (4) ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 2 (11) ม. 130 ม. 131 ม. 195 ม. 225 ม. 226 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายสมปอง หนูอินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายเฉลิมพงศ์ ขันตี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายประจวบ กระจ่างทิม
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ชนะ ภาสกานนท์
ธาดา กษิตินนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7841/2544
#67160
เปิดฉบับเต็ม

การที่พยานโจทก์ไม่เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังเช่นที่พยานโจทก์ปากอื่นเบิกความอาจเป็นเพราะพยาน จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้แน่ชัด ไม่ใช่ข้อแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญที่จะทำลายน้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์แต่อย่างใด

แม้การจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 จะเกิดจากการซัดทอดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่คำซัดทอดดังกล่าวมิใช่การซัดทอดเพื่อให้ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 พ้นผิด จึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันติดต่อนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำหน่าย และลักษณะการกระทำความผิดมีการติดต่อระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับฝ่ายจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตั้งแต่ต้นโดยให้ฝ่ายจำเลยที่3 และที่ 4 เป็นผู้จัดหาเมทแอมเฟตามีน ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะเป็นฝ่ายจำหน่าย เมื่อจำหน่ายได้เงินแล้วจะนำเงินมาแบ่งกันจึงเป็นการร่วมกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำ มิใช่เป็นเรื่องใช้ให้จำหน่าย จำเลยที่ 3 ถึงที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย

แม้ว่าโจทก์จะไม่ฎีกาเกี่ยวกับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่เป็นเรื่องการปรับบทลงโทษ ศาลฎีกาสามารถแก้ไขให้ถูกต้อง โดยไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๓ ริบของกลาง

จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง (ที่ถูก วรรคหนึ่งด้วย) , ๖๖ วรรคสอง

โจทก์อุทธรณ์ ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๕ และริบรถยนต์กระบะของกลาง

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ขอให้ลงโทษสถานเบา จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ อุทธรณ์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ อนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๑ เสียจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง, ๖๖ วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มรตรา ๘๓ และมาตรา ๖๖ วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖ (๑) ?

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การที่ร้อยตำรวจเอก ก. จารุ พยานโจทก์ไม่ได้เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ ๒ จะเข้าไปนับเงินในรถเก๋งหรือไม่ ดังเช่นที่จ่าสิบตำรวจประยูรเบิกความนั้น อาจเป็นเพราะร้อยตำรวจเอก ก. จารุ จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้แน่ชัด ไม่ใช่ข้อแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญที่จะทำลายน้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาเกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

สำหรับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ นั้น จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การซัดทอดว่าเจ้าของเมทแอมเฟตามีนของกลางกำลังรออยู่ที่บ้านจำเลยที่ ๒ เพื่อรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนซึ่งนำมาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ช่วยจำหน่าย เจ้าพนักงานตำรวจจึง ติดตามไปจับกุมจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้ที่บ้านจำเลยที ๒ ในทันที ชั้นจับกุมจำเลยที่ ๓ ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ ๔ ให้การปฏิเสธ และร้อยตำรวจโทศิริชัยพนักงานสอบสวนเบิกความว่าชั้นสอบสวนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การ รับสารภาพ เห็นว่า แม้การจบกุมจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จะเกิดจากการซัดทอดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันแต่คำซัดทอดดังกล่าวมิใช่การซัดทอดเพื่อให้ตัวจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ พ้นจากความผิด จึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้

จากพยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้ร่วมกันติดต่อนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จำหน่าย และจากรายละเอียดในบันมึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จะเห็นได้ว่า ลักษณะการกระทำเช่นนั้น มีการติดต่อระหว่างฝ่ายจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับฝ่ายจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ตั้งแต่ต้น โดยให้ฝ่ายจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้จัดหาเมทแอมเฟตามีน ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะเป็นฝ่ายจำหน่าย เมื่อจำหน่ายได้เงินแล้วจะนำเงินมาแบ่งกัน ลักษณะจึงเป็นการร่วมกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำมิใช่เป็นเรื่องใช้ให้จำหน่ายแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๔ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย

แม้ว่าโจทก์จะไม่ได้ฎีกาเกี่ยวกับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ แต่เป็นเรื่องการปรับบทลงโทษ ศาลฎีกาสามารถแก้ไขให้ถูกต้องโดยเพิ่มโทษจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 84
ป.วิ.อ. ม. 78 ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 226 ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายณรงค์ หุ่นสิงห์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายคำแหง เกตุมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ชื่อองค์คณะ
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7836 -ที่ 7837/2544
#42681
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมผู้กระทำผิดแต่จำเลยกลับเป็นผู้ร่วมกระทำผิดด้วยการร่วมเล่นการพนันไพ่รัมมี่ แล้วจำเลยไม่จับกุมผู้ร่วมเล่นไพ่รัมมี่ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร่วมเล่นการพนันหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

จำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายและใช้อาวุธปืนข่มขืนใจให้ผู้เสียหายทั้งสองเสพเมทแอมเฟตามีนโดยวิธีสูดรับเอาควันเข้าสู่ร่างกาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 93 วรรคท้าย อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่เมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องทั้งสองฐานดังกล่าว โจทก์คงอุทธรณ์เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 วรรคสองเท่านั้น ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ตามมาตรา 93 วรรคท้ายอันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เป็นการพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษมาด้วย คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวจึงเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 212

สำนวนแรก ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 8 เดือน สำนวนที่สอง ศาลฎีกาลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้กำลังประทุษร้ายข่มขืนใจผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน ซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันและศาลต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าเมื่อศาลชั้นต้นรวมการพิจารณาคดีทั้งสองเข้าด้วยกันแล้วไม่อาจนับโทษต่อกันได้เพราะคดีทั้งสองสำนวนได้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกันไม่ถูกต้อง แต่โจทก์ไม่ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาให้นำโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนนับโทษต่อกันตามที่ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 309 วรรคสอง,91, 33 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91,93, 102 ริบอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลางและนับโทษจำเลยในคดีทั้งสองสำนวนนี้ต่อกัน

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 เดือน ปรับ 7,500บาท จำเลยไม่เคยมีประวัติการกระทำผิดมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยคุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติรวม 4 ครั้ง จนกว่าจะครบกำหนดการคุมความประพฤติ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 309 วรรคสอง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 93 วรรคท้าย ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุก 1 ปี ฐานใช้กำลังประทุษร้ายข่มขืนใจให้หญิงเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 93 วรรคท้ายอันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตลดโทษหนึ่งในสามทุกกระทงความผิด ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุก 8 เดือน ฐานใช้กำลังประทุษร้ายข่มขืนใจให้หญิงเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 52(1) จำคุกตลอดชีวิต ส่วนความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 8 เดือน ไม่รอการลงโทษ ไม่คุมความประพฤติจำเลย และไม่ลงโทษปรับ เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจนำโทษจำคุกกระทงอื่นมารวมลงโทษได้ คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ริบอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลาง คำขอให้นับโทษต่อให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลย นายสุรเดช อินหนองฉาง นายอุทัย แสงหล้าและนายน้อย ไม่ทราบนามสกุลร่วมกันเล่นการพนันไพ่รัมมี่พนันเอาทรัพย์สินและจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต คดีนี้ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า จำเลยนายสุรเดชนายอุทัย และนายน้อย ได้ร่วมเล่นการพนันไพ่รัมมี่ที่บ้านนายน้อย เห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมผู้กระทำผิดแต่จำเลยกลับเป็นผู้ร่วมกระทำผิดด้วยการร่วมเล่นการพนันไพ่รัมมี่แล้วจำเลยไม่จับกุมผู้ร่วมเล่นไพ่รัมมี่นั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร่วมเล่นการพนันหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157ดังที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อสองของจำเลยว่า จำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายและใช้อาวุธปืนข่มขืนใจให้นางบาหยัน ทองเถา และนางพรธิพร ทานะศิลป์ ผู้เสียหายทั้งสองเสพเมทแอมเฟตามีนหรือไม่โจทก์มีนายสุรเดช อินหนองฉาน สามีของนางบาหยันซึ่งร่วมเล่นการพนันกับจำเลยในวันเกิดเหตุเบิกความว่า จำเลยเล่นการพนันเสียจึงออกไปนั่งเสพเมทแอมเฟตามีนที่บริเวณนอกบ้าน แล้วนั่งพูดคนเดียวสักพักหนึ่งจำเลยลุกเข้ามาหาพยาน ถามพยานว่าเป็นตำรวจที่ไหน แล้วจำเลยใช้เท้าถีบหลังพยานและเอาอาวุธปืนจ่อศีรษะพยานพูดว่าจะยิงพยาน นายน้อยซึ่งเป็นเจ้าของบ้านเข้ามาห้ามไว้ จำเลยก็จะยิงนายน้อยด้วย จำเลยส่ายอาวุธปืนไปมาและไล่ทุกคนออกจากบ้านให้อยู่เฉพาะนางบาหยันกับนางพรธิพร พยานหลบไปซ่อนในห้องน้ำ จำเลยถามหาตัวพยานว่า "ไอ้ดำอยู่ที่ไหน" พยานแง้มประตูห้องน้ำแอบมอง เห็นจำเลยล้วงเอาเมทแอมเฟตามีนประมาณ4 ถึง 5 เม็ด ออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วจำเลยใช้อาวุธปืนบังคับให้นางบาหยันและนางพรธิพรเสพเมทแอมเฟตามีน แต่คนทั้งสองไม่ยอมเสพ จำเลยใช้อาวุธปืนตบนางพรธิพร เมื่อถูกตบนางพรธิพรจึงยอมเสพเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยใส่ซองบุหรี่จุดไฟลนให้สูดควันเข้าไป แล้วส่งมาให้นางบาหยันเสพนางบาหยันไม่ยอมเสพ จำเลยง้างมือจะตบนางบาหยันจึงยอมเสพจำเลยถามหาพยาน พยานปีนหนีออกทางช่องลมของห้องน้ำ แล้วไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งจอดรถจักรยานยนต์อยู่ที่ร้านอาหาร และโจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกธารา เครือละม้าย ผู้จับกุมจำเลยเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อพยานได้รับแจ้งเหตุแล้ว ได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ เมื่อทราบจากคนข้างเคียงที่มามุงดูเหตุการณ์ว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรีแล้ว พยานได้วิทยุไปยังสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางกรวยติดต่อให้ผู้บังคับบัญชาของจำเลยมายังที่เกิดเหตุหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางกรวยมาถึงที่เกิดเหตุแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวได้ตะโกนเรียกจำเลย สักครู่หนึ่งจำเลยเดินออกจากบ้านที่เกิดเหตุพร้อมกับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางกรวย และนางบาหยันกับนางพรธิพร ขณะนั้นจำเลยมีสภาพมึนเมา พยานเข้ารวบตัวจับจำเลยได้พร้อมทั้งหยิบอาวุธปืนจากเอวจำเลย แล้วปลดแม็กกาซีนเอากระสุนปืนออก จำเลยเล่าให้พยานฟังว่าจำเลยได้ใช้อาวุธปืนตบศีรษะหญิงคนหนึ่งในบ้านเกิดเหตุ แต่พยานไม่ได้บันทึกไว้ อีกทั้งโจทก์ยังมีคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายทั้งสองและนายอุทัย แสงหล้าพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ตามเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.8 โดยให้การสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยถืออาวุธปืนบังคับให้ผู้เสียหายเสพเมทแอมเฟตามีนโดยสูดควันจากเมทแอมเฟตามีนที่ใส่ในกระดาษตะกั่วซองบุหรี่ใช้ไฟลนข้างใต้ ซึ่งเป็นคำให้การที่ให้ต่อพนักงานสอบสวนทันทีหลังเกิดเหตุ จึงเชื่อว่าพยานดังกล่าวให้การตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มีน้ำหนักน่าเชื่อถือและพยานโจทก์ทั้งหมดดังกล่าวล้วนแต่ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยไม่มีเหตุที่จะแกล้งเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลยโดยไม่เป็นจริง จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่สามารถฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายและใช้อาวุธปืนข่มขืนใจให้ผู้เสียหายทั้งสองเสพเมทแอมเฟตามีนโดยวิธีสูดรับเอาควันเข้าสู่ร่างกายการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 วรรคสอง และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 93 วรรคท้าย อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่คดีได้ความว่าเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องทั้งสองฐานดังกล่าวนี้โจทก์คงอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 วรรคสอง เท่านั้น มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานข่มขืนใจให้หญิงเสพยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 93 วรรคท้าย ด้วย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 93 วรรคท้าย อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เป็นการพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษมาด้วย คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวจึงเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212และศาลฎีกาก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 93 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ได้เช่นกัน คงพิพากษาลงโทษจำเลยได้เพียงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสองฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในสำนวนแรก ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 8 เดือน ในสำนวนที่สองศาลฎีกาลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้กำลังประทุษร้ายข่มขืนใจผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันและศาลต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า เมื่อศาลชั้นต้นรวมการพิจารณาคดีทั้งสองเข้าด้วยกันแล้วไม่อาจนับโทษต่อกันได้ เพราะคดีทั้งสองสำนวนได้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกันซึ่งไม่ถูกต้อง แต่โจทก์ไม่ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาให้นำโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนนับโทษต่อกันตามที่ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 วรรคสอง ให้จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี4 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 93 วรรคท้ายนอกจากที่แก้ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 157 ม. 309
ป.วิ.อ. ม. 212
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 93
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — สิบตำรวจเอก วิชัย น่วมพารา
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7836 -ที่ 7837/2544
#67106
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมผู้กระทำผิด แต่เป็นผู้ร่วมกระทำผิดด้วย การร่วมเล่นการพนันไพ่รัมมี่แล้วจำเลยไม่จับกุมผู้ร่วมเล่นไพ่รัมมี่นั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร่วมเล่นการพนันหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตาม ป.อ. มาตรา 157

จำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายและใช้อาวุธปืนข่มขืนใจให้ผู้เสียหายเสพเมทแอมเฟตามีนโดยวิธีสูดรับเอาควันเข้าสู่ร่างกาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคสอง และ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 93 วรรคท้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง โจทก์คงอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะความผิดตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคสอง เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 93 วรรคท้าย อันเป็นบทหนักตาม ป.อ. มาตรา 90 เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 212 และศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 93 วรรคท้าย แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ได้เช่นกัน คงพิพากษาลงโทษจำเลยได้เพียงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคสอง

ในสำนวนแรก ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 8 เดือน ในสำนวนที่สองศาลฎีกาลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้กำลังประทุษร้ายข่มขืนใจผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน ซึ่งเป็น ความผิดหลายกรรมต่างกันและศาลต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า เมื่อศาลชั้นต้นรวมการพิจารณาคดีทั้งสองเข้าด้วยกันแล้วไม่อาจนับโทษต่อกันได้เพราะ คดีทั้งสองสำนวนได้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน ซึ่งไม่ถูกต้อง แต่โจทก์ไม่ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจึง ไม่อาจพิพากษาให้นำโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนมานับโทษต่อกันตามที่ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนและแก้ไขคำฟ้องสำนวนแรก ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๓๐๙ วรรคสอง, ๙๑, ๓๓ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๕๗, ๙๑, ๙๓, ๑๐๒ ริบอาวุธปืนและซองกระสุนของกลางและนับโทษจำเลยใน คดีทั้งสองสำนวนนี้ต่อกัน

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗, ๙๑ จำคุก ๑ ปี ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๙ เดือน ปรับ ๗,๕๐๐ บาท จำเลยไม่เคยมีประวัติ การกระทำผิดมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี โดยคุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด ๑ ปี และให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติรวม ๔ ครั้ง จนกว่าจะครบกำหนดการคุมความประพฤติ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๓๐๙ วรรคสอง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๓ วรรคท้าย ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุก ๑ ปี ฐานใช้กำลังประทุษร้ายข่มขืนใจให้หญิงเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๓ วรรคท้าย อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้ประหารชีวิต ลดโทษหนึ่งในสามทุกกระทงความผิด ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุก ๘ เดือน ฐานใช้กำลังประทุษร้ายข่มขืนใจให้หญิงเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๒ (๑) จำคุกตลอดชีวิต ส่วนความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๘ เดือน ไม่รอการลงโทษ ไม่คุมความประพฤติจำเลย และไม่ลงโทษปรับ เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อานจำโทษจำคุกกระทงอื่นมารวมลงโทษได้ คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ริบอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลาง คำขอให้นับโทษต่อให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเป็น เจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า จำเลย นายสุรเดช นายอุทัย และ นายน้อย ได้ร่วมเล่นการพนันไพ่รัมมี่พนันเอาทรัพย์สินที่บ้านนายน้อย เห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมผู้กระทำผิด แต่จำเลยกลับเป็นผู้ร่วมกระทำผิดด้วยการร่วมเล่นการพนันไพ่รัมมี่ แล้วจำเลยไม่จับกุมผู้เล่น ไพ่รัมมี่นั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เล่นการพนันหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีความผิดฐานเป็น เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ดังที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อสองของจำเลยว่า จำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายและใช้อาวุธปืนข่มขืนใจให้นางบาหยัน ทองเถา และนางพรธิพร ทานะศิลป์ ผู้เสียหายทั้งสองเสพเมทแอมเฟตามีนหรือไม่

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายและใช้อาวุธปืนข่มขืนใจให้ผู้เสียหายทั้งสองเสพ เมทแอมเฟตามีนโดยวิธีสูดรับเอาควันเข้าสู่ร่างกาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๙ วรรคสอง และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๓ วรรคท้าย อันเป็นการกระทำ กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องทั้งสองฐานดังกล่าวนี้ โจทก์คงอุทธรณ์ขอให้ ลงโทษจำเลยเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๙ วรรคสอง เท่านั้น มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานข่มขืนใจให้หญิงเสพยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๓ วรรคท้าย ด้วย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๓ วรรคท้าย อันเป็นบทหนักตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ เป็นการพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษมาด้วย จึงเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ศาลฎีกาพิพากษาคง ลงโทษจำเลยได้เพียงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๙ วรรคสอง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

ในสำนวนแรก ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๘ เดือน ในสำนวนที่สองศาลฎีกาลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้กำลังประทุษร้ายข่มขืนใจผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน ซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน และศาลต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า เมื่อศาลชั้นต้นรวมการพิจารณาคดีทั้งสองเข้าด้วยกันแล้วไม่อาจนับโทษต่อกันได้ เพราะได้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน ซึ่งไม่ถูกต้อง แต่โจทก์ไม่ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาให้นับโทษต่อกันตามที่ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๐๙ วรรคสอง ให้จำคุก ๕ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก ๓ ปี ๔ เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๓ วรรคท้าย นอกจากที่แก้ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 157 ม. 309 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 212
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 93 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — สิบตำรวจเอกวิชัย น่วมพารา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นางอรุณี ประยงค์แย้ม
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ งามสันติกุล
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7834/2544
#42680
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ที่บริเวณหน้ารถด้านคนขับรถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ยานพาหนะซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยตรงจึงไม่อาจริบได้ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 102

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 14 ปี คำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนและคำรับสารภาพของจำเลยที่ 4 ในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 และกึ่งหนึ่งสำหรับจำเลยที่ 4 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3คนละ 9 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 4 มีกำหนด 7 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และกึ่งหนึ่งสำหรับจำเลยที่ 4 แล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 จำคุกคนละ 4 ปี และจำเลยที่ 4 จำคุก 3 ปี ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 7060 ขอนแก่นของกลาง เป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 102 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต การที่จำเลยทั้งสี่เพียงแต่ซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ที่บริเวณหน้ารถด้านคนขับรถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ยานพาหนะซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยตรงจึงไม่อาจริบได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่สำหรับข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า รถยนต์บรรทุกของกลางไม่ริบ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นาย กฤษณ ฟองฟุ้ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ชวลิต ศรีสง่า
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7834/2544
#67179
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 4 มีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 197 เม็ด ไว้ในครอบครองโดย ไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 4 ได้พร้อมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยจำเลยทั้งสี่นั่งมาด้วยกันในรถยนต์บรรทุกของกลางซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นคนขับ และเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวซ่อนอยู่ที่บริเวณหน้ารถด้านคนขับ เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำเลยที่ 4 เพิ่งไปรับมาในวันนั้น จำเลยทั้งสี่ออกเดินทางไปพร้อมกัน กลับมาพร้อมกัน โดยรถยนต์บรรทุกคันเดียวกัน แสดงว่าขณะนำเมทแอมเฟตามีนมาไว้ในรถจำเลยทั้งสี่อยู่ด้วยกันตลอด การมี เมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ไว้ในครอบครองเป็นความผิด จำเลยทั้งสี่ย่อมทราบดี หากจำเลยทั้งสี่ไม่มีเจตนาร่วมกันแล้ว จำเลยที่ 4 ย่อมไม่กล้ากระทำโดยเปิดเผยให้ผู้อื่นได้รู้ โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ย่อมจะต้องปกปิดอย่างยิ่ง ชั้นจับกุมและสอบสวนจำเลยที่ 1 และที่ 4 รับสารภาพ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่าร่วมไปด้วยเพื่อนำเอามาเสพ พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 4 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต การที่จำเลยทั้งสี่เพียงแต่ซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ที่บริเวณหน้ารถด้านคนขับ รถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ยานพาหนะซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยตรง จึงไม่อาจริบตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 ได้

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2544)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๑๐๒ ป.อ. มาตรา ๓๒, ๓๓, ๘๓ และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ ๔ ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.อ. มาตรา ๘๓ จำคุกคนละ ๑๔ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามสำหรับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ และกึ่งหนึ่งสำหรับจำเลยที่ ๔ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ คนละ ๙ ปี ๔ เดือน จำเลยที่ ๔ มีกำหนด ๗ ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ ป.อ. มาตรา ๘๓ ลงโทษจำคุกคนละ ๖ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามสำหรับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ และกึ่งหนึ่งสำหรับจำเลยที่ ๔ แล้ว สำหรับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ จำคุกคนละ ๔ ปี และจำเลยที่ ๔ จำคุก ๓ ปี ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๑ เวลาประมาณ ๒ นาฬิกา จำเลยที่ ๔ มีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จำนวน ๑๙๗ เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จ่าสิบตำรวจสุทิน ภูครองนาและสิบตำรวจเอกลมบน วิเศษสมบัติ จับจำเลยที่ ๔ ได้พร้อมจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ โดยจำเลยทั้งสี่นั่งมาด้วยกันในรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ๘๑ - ๗๐๖๐ ขอนแก่น ซึ่งมีจำเลยที่ ๑ เป็นคนขับ และเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวซ่อนอยู่ที่บริเวณหน้ารถด้านคนขับ

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ มีความผิดร่วมกับจำเลยที่ ๔ มีเมทแอมเฟตามีน ไว้ในครอบครองหรือไม่ โจทก์มีจ่าสิบตำรวจสุทินและสิบตำรวจเอกลมบนเบิกความเป็นพยานว่า เหตุที่ไปซุ่มจับจำเลยทั้งสี่ก็เพราะได้รับแจ้งจากสถานตำรวนภูธรอำเภอมัญจาคีรีว่าจำเลยทั้งสี่ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนที่อำเภอภูเขียว ผู้บังคับบัญชาจึงให้ไปดักจับ และเมื่อจับจำเลยทั้งสี่ได้ก็พบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในรถที่จำเลยทั้งสี่นั่งมา ข้อเท็จจริง ฟังยุติว่า เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ ๔ แสดงว่าจำเลยที่ ๔ เพิ่งไปรับเมทแอมเฟตามีนมาในวันนั้น เพราะหากนำมาซ่อนไว้ในรถก่อนนั้นแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวนภูธรอำเภอมัญจาคีรีคงไม่ทราบและแจ้งมาในวันดังกล่าว จำเลยทั้งสี่ออกเดินทางไปพร้อมกัน กลับมาพร้อมกันโดยรถยนต์บรรทุกคันเดียวกัน ขณะจับกุมพบ เมทแอมเฟตามีนอยู่ในรถยนต์บรรทุกที่จำเลยทั้งสี่นั่งมา แสดงว่าขณะนำเมทแอมเฟตามีนมาไว้ในรถจำเลยทั้งสี่ อยู่ด้วยกันตลอด การมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเป็นความผิด จำเลยทั้งสี่ย่อมทราบดี หากจำเลยทั้งสี่ไม่มีเจตนาร่วมกันแล้ว จำเลยที่ ๔ ย่อมไม่กล้ากระทำโดยเปิดเผยให้ผู้อื่นได้รู้โดยเฉพาะจำเลยที่ ๑ เป็นนายจ้าง จำเลยที่ ๔ ย่อมจะต้องปกปิดอย่างยิ่ง ชั้นจับกุมและสอบสวนได้รับแจ้งข้อหาว่ามียาเสพติด ให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ รับสารภาพ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า ร่วมไปด้วยเพื่อนำเอามาเสพพยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกับจำเลยที่ ๔ มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ๘๑ - ๗๐๖๐ ขอนแก่น ของกลาง เป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๒ หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต การที่จำเลยทั้งสี่เพียงแต่ซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ที่บริเวณหน้ารถด้านคนขับ รถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ยานพาหนะซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยตรง จึงไม่อาจริบได้

พิพากษาแก้เป็นว่า รถยนต์บรรทุกของกลางไม่ริบ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 67 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายกฤษณ ฟองฟุ้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายอดุล สังข์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ชวลิต ศรีสง่า
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7830/2544
#41336
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกระทำผิดอาญาคดีนี้ขึ้นอีกในระหว่างได้รับการพักการลงโทษเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขแห่งการพักการลงโทษตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ฯ กฎกระทรวงมหาดไทย ข้อ 93ออกตามความในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ฯ มาตรา 58 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษฯ มาตรา 6 จำเลยจึงมิใช่ผู้ซึ่งพ้นโทษไปแล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปีฯ ใช้บังคับ จำเลยจึงไม่ได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปีฯ มาตรา 4 ศาลชั้นต้น ย่อมมีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยได้

พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 กับพวก มีการติดต่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิดกรรมวิธีในการผลิตมีหลายขั้นตอนตั้งแต่จัดหาสถานที่จัดเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ สารเคมี และแรงงาน ผู้เข้าร่วมในขั้นตอนใดตอนหนึ่ง ย่อมถือว่าเป็นตัวการร่วมจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดหาเครื่องอัดเม็ดและสารเคมี โดยค้นพบผงเมทแอมเฟตามีนหัวเชื้อ อุปกรณ์การผลิตได้ที่บ้านของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกถือว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ จึงเป็นตัวการร่วมกันผลิต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 4, 6(7 ทวิ), 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางทั้งหมดให้แก่กระทรวงสาธารณะสุข เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9427/2531 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3774/2538 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์เสร็จ จำเลยที่ 2ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และจำเลยที่ 1และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อตามฟ้องจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,89 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 2มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำเลยที่ 1ที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ฐานร่วมกันผลิตและร่วมกันมีอีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 จำคุกคนละ 20 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 92 แล้ว รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 26 ปี 8 เดือนลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฐานร่วมกันมีอีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นควรกำหนดโทษสถานเบาจำคุกคนละ 12 ปี และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง โดยมิได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี คำให้การชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 และคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 6 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 9 ปี จำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละ 15 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นให้การรับสารภาพฐานร่วมกันผลิตและร่วมกันมีอีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน แม้จะให้การรับสารภาพฐานนี้ในชั้นพิจารณา แต่ได้นำสืบปฏิเสธ จึงเห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก จำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันผลิตและร่วมกันมีอีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายมีกำหนด 15 ปี สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน เมื่อเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แล้วรวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 ปี 6 เดือน ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางทั้งหมดให้แก่กระทรวงสาธารณสุข นับโทษจำเลยที่ 1ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9427/2531 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3774/2538ของศาลชั้นต้นนั้น ไม่ปรากฏว่าศาลในคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีคงมีปัญหาชั้นฎีกาในประการแรกว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ผลิตเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนและร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มีเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขายตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตรีอนันต์ ทองระย้านายสมชาย ศรีปานเงิน และนายพจน์ โอภาสนิพันธ์ เจ้าพนักงานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้สืบสวนและจับกุมจำเลยที่ 1 กับพวกมาเบิกความได้สาระสำคัญว่า ก่อนมีการจับกุมจำเลยที่ 1 กับพวกในคดีนี้ จำเลยที่ 1 เคยถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนมาก่อนแล้ว ในระหว่างที่ได้รับการพักการลงโทษ จำเลยที่ 1 กับพวกก็ยังร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนอีก ร้อยตรีอนันต์ นายสมชายและนายพจน์จึงเฝ้าติดตามดูพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ตลอดมา จากการติดตามได้ความว่าในวันที่ 28 มีนาคม 2538 ร้อยตรีอนันต์ได้รับรายงานจากนายสมชายและนายพจน์ว่า จำเลยที่ 1 และนายยุทธนาหรือจิน ปฐมวรกุล น้องชายได้รับมอบเครื่องอัดเม็ดเมทแอมเฟตามีนจากนางมาลี ศรีกิตติวรรณา และนายกู๋ไม่ทราบนามสกุลที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์สาขาท่าพระ จากนั้นนายยุทธนาได้นำเครื่องอัดเม็ดเมทแอมเฟตามีนไปเก็บไว้ที่สวนนพคุณ ตำบลท่าทองหลางอำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2538จำเลยที่ 1 นัดพบจำเลยที่ 2 ที่ 6 และนายยุทธนาที่ร้านอาหารประดิษฐ์โภชนา จังหวัดฉะเชิงเทรา หลังจากนั้น จำเลยที่ 2 ที่ 6ได้ขับรถยนต์ตามนายยุทธนาไปที่สวนนพคุณ ส่วนจำเลยที่ 1นั่งรถยนต์แท็กซี่แยกทางไป จนกระทั่งเวลา 17 นาฬิกาเศษนายยุทธนากับจำเลยที่ 6 ขับรถยนต์ออกมาจากสวนบรรทุกเครื่องอัดเม็ดเมทแอมเฟตามีนมากับรถด้วย ร้อยตรีอนันต์กับพวกได้ทราบจากสายลับในภายหลังว่าเครื่องขัดข้องนายยุทธนาจึงนำไปซ่อมที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2538 เวลาประมาณ7 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 นั่งรถยนต์แท็กซี่ออกจากบ้านจำเลยที่ 1 ไปพบจำเลยที่ 2 ที่ 6 ที่โรงแรมวังธาราปริ๊นเซส จังหวัดฉะเชิงเทราจากนั้นจำเลยที่ 3 นั่งรถยนต์แท็กซี่ไปที่ร้านโก๋แฟชั่นของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 แวะส่งจำเลยที่ 1ที่ร้านโก๋แฟชั่นแล้วเลยไปสวนนพคุณ ร้อยตรีอนันต์ได้รับรายงานจากสายลับว่าจำเลยทั้งหกผลิตเมทแอมเฟตามีนเสร็จแล้ว 1 ล็อตต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2538 ร้อยตรีอนันต์กับพวกเฝ้าสังเกตการณ์ที่บ้านจำเลยที่ 1 เลขที่ 99/197 ตั้งแต่เช้าจนเวลาประมาณ 7 นาฬิกา จำเลยที่ 4 ขับรถยนต์แท็กซี่มารับจำเลยที่ 3ไปซื้อสารเคมีที่ร้านแม่กลองพาณิชย์ ถนนเจริญกรุง แล้วกลับมาส่งจำเลยที่ 3 ที่บ้านจำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 4 ขับรถออกไปคนเดียว จำเลยที่ 5 แวะมาที่บ้านจำเลยที่ 1 สักครู่ก็ออกไปจนกระทั่งเวลาประมาณ 13 นาฬิกา จำเลยที่ 4 ขับรถมาที่บ้านจำเลยที่ 1 อีกครั้งหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ช่วยกันหิ้วถุงพลาสติกมาใส่ท้ายรถจำเลยที่ 4 แล้วพากันออกจากบ้านไป จำเลยที่ 4ขับรถไปจอดที่ร้าน ส. กุ้งเผา อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เข้าไปนั่งรอในร้านประมาณ30 นาที จำเลยที่ 2 ก็ขับรถเข้ามาสมทบ จำเลยที่ 4 นำถุงพลาสติกที่นำมาจากบ้านจำเลยที่ 1 จำนวน 2 ถุง ไปไว้ในรถจำเลยที่ 2 ร้อยตรีอนันต์จึงให้สัญญาณนายสมชายและนายพจน์กับพวกเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทันที ผลตรวจค้นพบผงเมทแอมเฟตามีนในถุงพลาสติก 2 ถุง น้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม หลังจากนั้นติดตามจับกุมจำเลยที่ 5 ได้พร้อมเครื่องอัดเม็ดเมทแอมเฟตามีนที่สวนนพคุณตรวจค้นสวนนพคุณพบเครื่องอัดเม็ดเมทแอมเฟตามีนผงเมทแอมเฟตามีนน้ำหนักประมาณ 11 กิโลกรัม เมื่อตรวจค้นบ้านเลขที่ 99/197 ของจำเลยที่ 1 พบผงเมทแอมเฟตามีนน้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม อุปกรณ์ผลิตเมทแอมเฟตามีน และหัวเชื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 12 รายการ ส่วนที่บ้านจำเลยที่ 1 เลขที่17/26 พบผงเคมีและอุปกรณ์ต่าง ๆ จำนวน 5 รายการ จับกุมจำเลยที่ 6 ได้ที่บ่อเลี้ยงปลาถนน รพช. หนามแดง ตำบลหนามแดงอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งจำเลยที่ 6 พักอาศัยตรวจค้นพบผงเมทแอมเฟตามีนหนัก 250 กรัม แคปซูลเปล่าสีฟ้าเขียวจำนวนหนึ่ง จากนั้นได้ควบคุมตัวจำเลยทั้งหกไปดำเนินคดีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความได้สอดคล้องกัน พยานดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ทั้งไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่มีข้อควรระแวงสงสัยว่าจะมีการกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยที่ 1อยู่ในเหตุการณ์ขณะมีการผลิตเมทแอมเฟตามีนที่สวนนพคุณก็ตามแต่ข้อเท็จจริงก็ได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดหาเครื่องอัดเม็ดเมทแอมเฟตามีนและสารเคมีในการกระทำความผิดดังกล่าว ร้อยตรีอนันต์กับพวกได้ติดตามพฤติการณ์ของกลุ่มจำเลยที่ 1 มาตลอดนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 กับนายยุทธนาหรือจิน ปฐมวรกุล น้องชายไปรับเครื่องอัดเม็ดเมทแอมเฟตามีนจากนางมาลี ศรีกิตติวรรณา และนายกู๋ ไม่ทราบนามสกุล ที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขาท่าพระ จากนั้นนายยุทธนาได้นำเครื่องอัดเม็ดไปไว้ที่สวนนพคุณ ต่อมาจำเลยที่ 1 นัดพบกับจำเลยที่ 2 ที่ 6 และนายยุทธนาที่ร้านอาหารประดิษฐ์โภชนา จังหวัดฉะเชิงเทรา และจำเลยที่ 2 กับที่ 6 เข้าไปอัดเม็ดเมทแอมเฟตามีนที่สวนนพคุณกับนายยุทธนา แต่ปรากฏว่าเครื่องขัดข้อง จึงต้องนำไปซ่อมที่กรุงเทพมหานคร เมื่อซ่อมเครื่องเสร็จแล้ว จำเลยทั้งหกก็ผลิตเมทแอมเฟตามีนได้ 1 ล็อต จนกระทั่งวันที่ 10 พฤษภาคม 2538ร้อยตรีอนันต์กับพวกได้รับรายงานจากสายลับว่าจำเลยที่ 1 และที่ 5 จะร่วมกันนำสารเคมีและเครื่องอัดเม็ดเมทแอมเฟตามีนไปมอบให้จำเลยที่ 6 อีก จึงได้วางแผนจับกุม ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1ที่ 3 และที่ 4 นัดพบจำเลยที่ 2 ที่ร้าน ส. กุ้งเผา อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อจำเลยที่ 2 มาถึงจำเลยที่ 4นำถุงพลาสติกจำนวน 2 ถุง ไปใส่ไว้ในรถจำเลยที่ 2 ก่อนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะแยกย้ายกันไปทำงานนายสมชายกับพวกได้เข้าจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทันที และพบว่าถุงพลาสติกจำนวน 2 ถุง มีผงเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่น้ำหนักประมาณ10 กิโลกรัม หลังจากนั้นเจ้าพนักงานชุดดังกล่าวเข้าจับกุมจำเลยที่ 5 ได้ที่สวนนพคุณพร้อมเครื่องอัดเม็ดเมทแอมเฟตามีนและผงเมทแอมเฟตามีนมีน้ำหนักประมาณ 11 กิโลกรัม จับกุมจำเลยที่ 6 ได้ที่บ่อเลี้ยงปลาซึ่งจำเลยที่ 6 พักอาศัย พบผงเมทแอมเฟตามีนอยู่ในถุงพลาสติกน้ำหนักประมาณ 250 กรัมแคปซูลเปล่าสีฟ้าเขียวจำนวนหนึ่ง พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 1 กับพวกมีการติดต่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิดกรรมวิธีในการผลิตเมทแอมเฟตามีนมีหลายขั้นตอนตั้งแต่จัดหาสถานที่ จัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ตลอดจนสารเคมีต่าง ๆ รวมทั้งแรงงานในการผลิต ผู้เข้าร่วมในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง ย่อมถือว่าเป็นตัวการที่ร่วมกันกระทำความผิดแล้วไม่จำเป็นที่ต้องเป็นผู้ดำเนินการเองทุกขั้นตอนจนสำเร็จ ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องเป็นผู้ลงมือปรุงหรืออัดเม็ดเมทแอมเฟตามีนด้วยตนเอง การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ถือว่าเป็นตัวการร่วมกัน ชั้นจับกุมชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และเป็นผู้เขียนบันทึกคำรับสารภาพไว้ด้วยตนเองตามเอกสารหมาย จ.25 เมื่อส่งของกลางทั้งหมดไปตรวจพิสูจน์ พบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนมีน้ำหนักรวมทั้งหมด6,491 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 518.09 กรัม เป็นอีเฟดรีนน้ำหนักรวม 31,980 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3,623.5กรัม ส่วนของกลางรายการที่ 11 ถึงที่ 14 ตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.46 ตรวจไม่พบสารเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ แต่สามารถนำไปใช้ในการผลิตสารดังกล่าวได้พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีเหตุผลและน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ผลิตเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนและร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6มีเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนไว้ในครอบครอง เพื่อขายตามฟ้องที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 รับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตลอดจนทำบันทึกคำให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจ เนื่องจากถูกเจ้าพนักงานบังคับขู่เข็ญ และบ้านของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่ได้อาศัยอยู่คนเดียวจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นหรือครอบครองของกลางที่ยึดได้นั้น เห็นว่าบันทึกคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.25มีข้อเท็จจริงและขั้นตอนในการกระทำผิดอย่างละเอียด ยากที่ผู้ไม่อยู่ในเหตุการณ์จะสร้างเรื่องขึ้นมาเอง ขณะที่จำเลยที่ 1นั่งเขียนบันทึกก็มีการถ่ายรูปไว้ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่ามีการบังคับขู่เข็ญให้จำเลยที่ 1 รับสารภาพเป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อส่วนทีจำเลยที่ 1 อ้างว่าบ้านจำเลยที่ 1 มีคนอยู่กันหลายคน จึงไม่อาจรับฟังว่าของกลางที่เจ้าพนักงานยึดไปเป็นของจำเลยที่ 1 นั้น ก็ปรากฏว่าบ้านเลขที่ 99/197 ซึ่งตรวจค้นพบผงเมทแอมเฟตามีนมีน้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัมอุปกรณ์และหัวเชื้อเมทแอมเฟตามีนรวม 12 รายการ และบ้านเลขที่ 17/26 พบผงเคมีที่สามารถนำไปใช้ในการผลิตสารเสพติดได้รวมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ 5 รายการ เป็นบ้านของจำเลยที่ 1 ดังปรากฏหลักฐานตามเอกสารหมาย จ.2 บุคคลอื่นหากอยู่ในบ้านก็เป็นเพียงผู้อาศัยสิ่งของผิดกฎหมายที่ตรวจค้นพบที่บ้านจำเลยที่ 1 ทั้งสองหลังมีจำนวนมากหลายรายการจำเลยที่ 1จะอ้างว่าไม่รู้เห็น ย่อมไม่มีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟังได้พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลลงโทษในสถานเบาและลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามนั้น เห็นว่า ของกลางที่ยึดได้ในคดีนี้มีจำนวนมาก พฤติการณ์แห่งการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 มีลักษณะร้ายแรง แม้โจทก์จะนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนแต่จำเลยที่ 1 ก็ต่อสู้คดีว่าตนเองมิได้ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ เนื่องจากถูกบังคับขู่เข็ญ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ลงหนึ่งในสี่ คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี นับว่าเหมาะสมแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อสุดท้ายว่าศาลชั้นต้นไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ได้ เพราะจำเลยที่ 1 พ้นมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ50 ปี พ.ศ. 2539 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติดังกล่าวในมาตรา 4บัญญัติไว้ว่า ให้ล้างมลทินแก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับหรือซึ่งได้พ้นโทษไป โดยผลแห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2539 โดยให้ถือว่าผู้นั้น มิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2539 มาตรา 6 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 8 และมาตรา 9 นับโทษเด็ดขาดดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป (3) ผู้ได้รับพักการลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์หรือกฎหมายว่าด้วยเรือนจำทหารหรือได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ เนื่องจากได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์ ซึ่งมิได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขแห่งการพักการลงโทษ หรือเงื่อนไขการคุมประพฤติจากการได้ลดวันต้องโทษจำคุกและตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์พ.ศ. 2479 มาตรา 43 บัญญัติว่า นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการพักการลงโทษตามมาตรา 32(5)... และถูกปล่อยตัวไป ก่อนครบกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้น ต้องปฏิบัติตนโดยเคร่งครัดตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้สำหรับความประพฤติของตน ถ้าไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นข้อหนึ่งข้อใดนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นอาจถูกจับมาอีกโดยมิต้องมีหมายจับหรือหมายจำคุกและนำกลับเข้าจำคุกต่อไปตามกำหนดโทษที่ยังเหลืออยู่... และกฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความในมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479ข้อ 93 เงื่อนไขในระหว่างพักการลงโทษกำหนดดังต่อไปนี้ (1) ให้ละเว้นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง... ข้อ 94เงื่อนไขละเว้นการกระทำนั้นมีดังต่อไปนี้ (ก) ละเว้นไม่กระทำผิดอาญาขึ้นอีก... การที่จำเลยที่ 1 มากระทำผิดอาญาคดีขึ้นอีกในระหว่างได้รับการพักการลงโทษจึงเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขแห่งการพักการลงโทษตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479มาตรา 43 กฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความในมาตรา 58แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 ข้อ 93(1) และ 94(ก)และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2539 มาตรา 6ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้ซึ่งพ้นโทษไปแล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 ใช้บังคับ จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ มาตรา 4ศาลชั้นต้น ย่อมมีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 4 ม. 65
พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ม. 43 ม. 58
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี ม. 4
พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง กัลยาณีหรืออ้วน อร่ามเวชอนันต์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7830/2544
#67131
เปิดฉบับเต็ม

พ.ศ. 2539 มาตรา 4

พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2539 มาตรา 6

จำเลยกับพวกมีการติดต่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิด กรรมวิธีในการผลิตเมทแอมเฟตามีนมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่จัดหาสถานที่ จัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ตลอดจนสารเคมีต่าง ๆ รวมทั้งแรงงานในการผลิต ผู้เข้าร่วมในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งย่อมถือว่าเป็นตัวการที่ร่วมกันกระทำความผิดแล้ว ไม่จำเป็นที่ต้องเป็นผู้ดำเนินการเองทุกขั้นตอนจนสำเร็จ ดังนั้น จำเลยจึงไม่จำต้องเป็นผู้ลงมือปรุงหรืออัดเม็ดเมทแอมเฟตามีนด้วยตนเอง การกระทำความผิดของจำเลยกับพวกเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ถือว่าเป็นตัวการร่วมกัน

จำเลยมากระทำผิดอาญาขึ้นอีกในระหว่างได้รับการพักการลงโทษเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขแห่งการพักการลงโทษตาม พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 มาตรา 43 กฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความในมาตรา 58 แห่ง พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 ข้อ 93 (1) และ 94 (ก) และ พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2539 มาตรา 6 จำเลยจึงมิใช่ผู้ซึ่งพ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่ พ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 ใช้บังคับ จำเลยจึงไม่ได้รับการล้างมลทินตาม พ.ร.บ. ล้างมลทิน ฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔ , ๖ (๗ ทวิ) , ๑๓ ทวิ , ๖๒ , ๘๙ , ๑๐๖ , ๑๐๖ ทวิ , ๑๑๖ ป.อ. มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ , ๙๒ ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางทั้งหมดให้แก่กระทรวงสาธารณสุข เพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ และนับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๙๔๒๗/๒๕๓๑ ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ต่อจากโทษของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๗๗๔/๒๕๓๘ ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์เสร็จ จำเลยที่ ๒ ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อตามฟ้องจริง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๓ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๘๙ ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา ๘๓ และจำเลยที่ ๒ มีความผิดตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง , ๑๐๖ วรรคหนึ่ง?

โจทก์และจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยที่ ๒ ที่ ๕ และที่ ๖ ร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนและร่วมกับจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ มีเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขายตามฟ้อง เฉพาะจำเลยที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๒ เม็ด น้ำหนักสุทธิ ๑ กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๐.๐๙ กรัม ไว้ในครอบครองตามฟ้องอีกสถานหนึ่งด้วย คดีคงมีปัญหาชั้นฎีกาในประการแรกว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ที่ ๕ และที่ ๖ ผลิตเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนและร่วมกับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ มีเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขายตามฟ้องหรือไม่ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ กับพวก มีการติดต่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิด กรรมวิธีในการผลิตเมทแอมเฟตามีนมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่จัดหาสถานที่ จัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ตลอดจนสารเคมีต่าง ๆ รวมทั้งแรงงานในการผลิต ผู้เข้าร่วมในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง ย่อมถือว่าเป็นตัวการที่ร่วมกันกระทำความผิดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ดำเนินการเองทุกขั้นตอนจนสำเร็จ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จึงไม่จำต้องเป็นผู้ลงมือปรุงหรืออัดเม็ดเมทแอมเฟตามีนด้วยตนเอง การกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ กับพวกเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ถือว่าเป็นตัวการร่วมกัน

ส่วนที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ ได้ เพราะจำเลยที่ ๑ พ้นมลทินตาม พ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ มากระทำผิดอาญาคดีนี้ขึ้นอีกในระหว่างได้รับการพักการลงโทษ จึงเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขแห่งการพักการลงโทษ ตาม พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ มาตรา ๔๓ กฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความในมาตรา ๕๘ แห่ง พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ ข้อ ๙๓ (๑) และ ๙๔ (ก) และ พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๖ ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้ซึ่งพ้นโทษไปแล้ว ก่อนวันที่ พ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ใช้บังคับ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ได้รับการล้างมลทินตาม พ.ร.บ. ล้างมลทิน ฯ มาตรา ๔ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 13 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 62 วรรคหนึ่ง ม. 89 ม. 106 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ม. 32 (5) ม. 43 ม. 58
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางกัลยาณีหรืออ้วน อร่ามเวชอนันต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายประมวญ รักศิลธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ งามสันติกุล
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7824/2544
#69532
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าการขายฝากที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะ เมื่อฟังว่าการขายฝากที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะ ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้เพิกถอนเสียมิใช่บังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท คืนให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าการขายฝากที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ โจทก์ผู้เดียวมีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องและให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินกลับมาเป็นของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตาม คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทคืนจำเลย ให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทพร้อมชดใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ ๕๐๐ บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทพร้อมกับให้โจทก์รับเงินจำนวน ๓๔,๕๐๐ บาท คืนไปจากจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๙๗๑ ตามฟ้องคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๒๐๐ บาท คำขออื่นของโจทก์และฟ้องแย้งให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันสมควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๙๗๑ ตำบลแวง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมทั้งมอบหนังสือรับรองการ ทำประโยชน์ดังกล่าวแก่จำเลย และให้จำเลยชำระเงิน ๓๔,๕๐๐ บาท แก่โจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเดือนละ ๕๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะออกไปจากที่ดิน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓,๐๐๐ บาท

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเดิมมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๓๕ โจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทให้จำเลยในราคา ๒๐,๐๐๐ บาท มีกำหนดไถ่คืน ๑ ปี นับแต่วันทำสัญญา หลังจากนั้นโจทก์มิได้ไถ่ที่ดินพิพาทคืนภายในกำหนด แต่ยังคงอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทต่อมา เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๓๙ โจทก์นำเงิน ๓๔,๕๐๐ บาท ไปชำระให้จำเลย จำเลยับไว้และมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทพร้อมทั้ง ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์และน่าเชื่อตามที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลย ๒๐,๐๐๐ บาท โดยมอบที่ดินพิพาทให้จำเลยเป็นประกัน มิใช่เรื่องขายฝากที่ดินพิพาทตามข้อต่อสู้ของจำเลย ดังนั้น นิติกรรมการ ขายฝากที่ดินพิพาทจึงเป็นนิติกรรมอำพรางนิติกรรมการกู้ยืมเงิน และตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง และเมื่อการขายฝากที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะแล้วก็ชอบที่จะพิพากษาให้เพิกถอนเสีย มิใช่บังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้โจทก์ดังคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๙๗๑ ตำบลแวง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ดระหว่างโจทก์กับจำเลยเมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๓๕ คำขออื่น ของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแล้ว ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนด ค่าทนายความให้รวม ๔,๐๐๐ บาท .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.ที่ดิน ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหนูกัน ไวยลาภ
จำเลย — นางสว่าง ศรีปาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายมงคล เนียมมูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเอกชัย ชินณพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7819/2544
#42679
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 3 มาด้วยกันและนำเมทแอมเฟตามีนมาด้วย แม้จะมิได้ร่วมเจรจาในการซื้อขายกับสายลับและผู้ซื้อ แต่จำเลยที่ 3ได้รู้เห็นและมีเจตนาร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 และส่งมอบเมทแอมเฟตามีนอันเป็นส่วนหนึ่งในการติดต่อเจรจาเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ล่อซื้อ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดเข้าลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83เมื่อจำเลยที่ 3 ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนแก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้ตรวจสอบดูก่อน มิใช่เป็นการส่งมอบสิ่งของอันเนื่องมาจากการตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งเจ้าพนักงานตำรวจและจำเลยทั้งสามยังมิได้กำหนดจำนวนและราคาที่จะตกลงซื้อขายกันเป็นที่แน่นอนการซื้อขายจึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ จึงมีความผิดเพียงพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 10,000 เม็ด น้ำหนัก 837.930 กรัมคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 180.733 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา600,000 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกจำเลยทั้งสามคนละตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปีจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน (ที่ถูกรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน) ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 33 ปี4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง), 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 80 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 10กุมภาพันธ์ 2541 เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยทั้งสามกับยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด น้ำหนัก 837.930 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้180.733 กรัม ไว้เป็นของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทพงศ์ฤทธิ์บุญเลี้ยง ร้อยตำรวจเอกวิโรจน์ เกษมโกสินทร์ และนายดาบตำรวจนิพนธ์วันทากรสกุล ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามเบิกความเป็นพยานว่าจำเลยที่ 1กับพวกจะจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด ในราคา 600,000บาท พันตำรวจโทพงศ์ฤทธิ์ให้สายลับไปติดต่อนัดวันเวลาและสถานที่เพื่อล่อซื้อ จำเลยที่ 1 กับพวกนัดพบกันที่ร้านดันกิ้น โดนัท ในห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต พันตำรวจโทพงศ์ฤทธิ์ ได้วางแผนจับกุมโดยมอบหมายให้ร้อยตำรวจเอกวิโรจน์ปลอมตัวเป็นผู้ซื้อไปกับสายลับ ร้อยตำรวจเอกวิโรจน์กับสายลับเข้าไปเจรจากับจำเลยที่ 1 โดยพันตำรวจโทพงศ์ฤทธิ์และนายดาบตำรวจนิพนธ์ต่างเห็นเหตุการณ์ขณะเข้าไปเจรจา จำเลยที่ 1พาร้อยตำรวจเอกวิโรจน์ไปที่บริเวณลานจอดรถของห้างฯ ดังกล่าวพบจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร้อยตำรวจเอกวิโรจน์ถามจำเลยทั้งสามว่าเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่ไหน จำเลยที่ 2 จึงสั่งให้จำเลยที่ 3 ส่งถุงกระดาษให้ร้อยตำรวจเอกวิโรจน์เมื่อร้อยตำรวจเอกวิโรจน์ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนจึงส่งสัญญาณให้พันตำรวจโทพงศ์ฤทธิ์กับพวกเข้าจับกุม ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมในทันทีที่จำเลยที่ 3ส่งมอบและพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ในถุงกระดาษ พยานโจทก์ทั้งสามปากไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 มาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะทำให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความให้เป็นผลร้ายหรือปรักปรำจำเลยที่ 3พยานโจทก์เห็นจำเลยที่ 3 ขณะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางและเมื่อถูกจับกุมจำเลยที่ 3 ได้เขียนข้อความในเอกสารหมาย จ.3 ด้วยลายมือตนเองระบุว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ได้มากับจำเลยที่ 1 และมาพบกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ได้นำถุงกระดาษมาด้วยและได้ส่งถุงกระดาษให้ชายคนหนึ่งไปแล้วก็มีเจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมจำเลยทั้งสามซึ่งข้อความในเอกสารหมาย จ.3 เจ้าพนักงานตำรวจมิได้บอกให้จำเลยที่ 3เขียนตามคำบอก แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 เขียนไปตามความจริงแม้จำเลยที่ 3 จะนำสืบว่าเจ้าพนักงานตำรวจบอกว่า "ให้เขียนไปเถอะแล้วจะปล่อยตัวไป" ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ข้อความที่จำเลยที่ 3 จะเขียนเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในคดีจึงจะมีการปล่อยตัวจำเลยที่ 3 ไป เมื่อจำเลยที่ 3 ยอมรับว่าเป็นผู้ส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อตรวจดูการกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองแล้ว เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 180.733 กรัม อันมีปริมาณตั้งแต่20 กรัม ขึ้นไปถือได้ว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง และในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 3 มาด้วยกันจากบ้านและนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาด้วย แม้จำเลยที่ 3 จะมิได้ร่วมเจรจาในการซื้อขายกับสายลับและผู้ซื้อก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้รู้เห็นและมีเจตนาร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 และได้กระทำการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางอันเป็นส่วนหนึ่งในการติดต่อเจรจาเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ล่อซื้อ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดเข้าลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 3ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้ตรวจสอบดูก่อน อันเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาตกลงซื้อขาย หาใช่เป็นการส่งมอบสิ่งของอันเนื่องมาจากการตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางเสร็จสิ้นแล้วแต่อย่างใดไม่ ทั้งเจ้าพนักงานตำรวจและจำเลยทั้งสามก็ยังมิได้กำหนดจำนวนและราคาของเมทแอมเฟตามีนที่จะตกลงซื้อขายกันเป็นที่แน่นอนการซื้อขายจึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ จำเลยที่ 2 คงมีความผิดเพียงพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ยุพิน มิ่งเมือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7819/2544
#69516
เปิดฉบับเต็ม

ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 3 มาจากบ้านด้วยกันและนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาด้วย แม้จำเลยที่ 3 จะมิได้ร่วมเจรจาในการซื้อขายกับสายลับและผู้ล่อซื้อ แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้รู้เห็นและมีเจตนาร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 และได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่ผู้ล่อซื้อ ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำตาม ป.อ. มาตรา 83

จำเลยที่ 3 ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้ตรวจสอบดูก่อน อันเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาตกลงซื้อขาย หาใช่เป็นการส่งมอบให้อันเนื่องมาจากการตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางเสร็จสิ้นแล้วไม่ ทั้งเจ้าพนักงานตำรวจและจำเลยทั้งสามยังมิได้กำหนดจำนวนและราคาของเมทแอมเฟตามีนที่ตกลงซื้อขายกันให้เป็นที่แน่นอน การซื้อขายยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ จำเลยที่ 3 คงมีความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๘๓, ๙๑ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่งและวรรคสอง), ๖๖ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓?

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่งและวรรคสอง), ๖๖ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๘๐?

จำเลยที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า?พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยทั้งสามกับยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐,๐๐๐ เม็ด น้ำหนัก ๘๓๗.๙๓๐ กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ ได้ ๑๘๐.๗๓๓ กรัม ไว้เป็นของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๓ ว่า จำเลยที่ ๓ ร่วมกระทำตามฟ้องหรือไม่? เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ ๓ เป็นการร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ซึ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๑๘๐.๗๓๓ กรัม อันมีปริมาณตั้งแต่ ๒๐ กรัม ขึ้นไป ถือได้ว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง และในวันเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มาด้วยกันจากบ้านและนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาด้วย แม้จำเลยที่ ๓ จะมิได้ร่วมเจรจาในการซื้อขายกับสายลับและผู้ซื้อ ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ ๓ ได้รู้เห็นและมีเจตนาร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ ๑ และได้กระทำการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางอันเป็นส่วนหนึ่งในการติดต่อเจรจาเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ล่อซื้อจึงถือได้ว่าจำเลยที่ ๓ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดเข้าลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ ๓ ส่งมอบ เมทแอมเฟตามีนของกลางแก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้ตรวจสอบดูก่อน อันเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาตกลงซื้อขาย หาใช่เป็นการส่งมอบสิ่งของอันเนื่องมาจากการตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางเสร็จสิ้นแล้วแต่อย่างใดไม่ ทั้งเจ้าพนักงานตำรวจและจำเลยทั้งสามก็ยังมิได้กำหนดจำนวนราคาของเมทแอมเฟตามีนที่จะตกลงซื้อขายกันเป็นที่แน่นอน การซื้อขายจึงยังไม่สำเร็จสมบูรณ์ จำเลยที่ ๓ คงมีความผิดเพียงพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 226
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสอง ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางยุพิน มิ่งเมือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายปราโมทย์ ธรรมพนิชวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศิลป์ โสเจยยะ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7816/2544
#41335
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นการกระทำกรรมเดียว ลงโทษประหารชีวิต แต่การลงโทษผู้กระทำความผิดอันเป็นกรรมเดียวความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 การที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายบทใดและศาลอุทธรณ์ มิได้แก้ไขให้ถูกต้องเป็นการไม่ชอบ เมื่อปรากฏว่าความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษจำเลยในฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยและนายอนุสรณ์หรือกล้วย เทพหนูจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10962/2542 ของศาลชั้นต้นร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายโดยขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา400,000 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีน รถยนต์และโทรศัพท์มือถือยี่ห้ออีริคสันเป็นของกลาง เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2540 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน ในข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 122/2540 ของศาลจังหวัดราชบุรี จำเลยกระทำความผิดคดีก่อนในขณะที่มีอายุเกินกว่าสิบเจ็ดปี และพ้นโทษคดีดังกล่าวมาแล้วกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีก ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับข้อเคยต้องโทษ พ้นโทษจริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสองเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายไปนั้นเป็นจำนวนเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว ลงโทษประหารชีวิต ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้นเนื่องจากศาลลงโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(2) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง ให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 53 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว ลงโทษประหารชีวิตแต่การลงโทษผู้กระทำความผิดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 การที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายบทใด และศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไขให้ถูกต้องเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปรากฏว่าความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษจำเลยในฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า การที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งมีปริมาณมากถึง8,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินหนึ่งร้อยกรัม ต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง คือ จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตศาลอุทธรณ์วางโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตเป็นโทษต่ำสุดที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแล้ว และเมื่อคดีมีเหตุบรรเทาโทษเพราะจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ก็ลดโทษให้กึ่งหนึ่งโดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 แล้วลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 25 ปี อันเป็นการลดโทษในอัตราสูงสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในสถานเบากว่านี้ได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรากฏว่าความผิดทั้งสองบทดังกล่าวมีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 186
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย อำนาจ ฤทธิชัย
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7812 -ที่ 7813/2544
#42678
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจะยกข้อต่อสู้เรื่องอำนาจศาลว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางหรือไม่นั้น จะต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การเพื่อให้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ จะได้ส่งปัญหาดังกล่าวไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยก่อนที่ศาลแรงงานจะพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 9 วรรคสอง เมื่อจำเลยมิได้ยกปัญหาเรื่องศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องค่าคอมมิชชั่นขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การแสดงว่าจำเลยยอมรับอำนาจของศาลแรงงานกลางที่จะวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวได้ การที่จำเลยเพิ่งยกปัญหานี้ขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์ กรณีจึงล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่านายหน้า 54,892.72 บาทและเงินสะสม 9,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับค่านายหน้า 402,809.64 บาท และเงินสะสม 11,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งพนักงานขายเครื่องมืออีเล็กทรอนิกส์ ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2540 ถึงเดือนธันวาคม 2542 โจทก์ที่ 1 ขายสินค้าจำนวนหนึ่งให้แก่ลูกค้าของจำเลย และระหว่างเดือนธันวาคม 2540 ถึงเดือนตุลาคม 2542 โจทก์ที่ 2 ขายสินค้าจำนวนหนึ่งให้แก่ลูกค้าของจำเลย จำเลยหักค่าจ้างของโจทก์ทั้งสองไว้เป็นเงินสะสมในส่วนของโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 9,900 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน11,250 บาท ต่อมาโจทก์ทั้งสองลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลย แต่ยังไม่ได้รับเงินสะสมและค่าคอมมิชชั่น (ค่านายหน้า) จากการขายสินค้าในประเด็นเรื่องโจทก์ทั้งสองได้รับเงินสะสมคืนแล้วหรือไม่นั้น เมื่อจำเลยรับว่ายังค้างชำระเงินสะสมแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้องจึงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับเงินสะสมคืน ส่วนในเรื่องจำเลยยกเลิกค่าคอมมิชชั่นแล้วหรือไม่นั้น จำเลยทำข้อตกลงกับโจทก์ที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องการเก็บเงินค่าสินค้าและการจ่ายค่าคอมมิชชั่นไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 แล้ว จำเลยจึงยกเอาเรื่องที่ให้งดการจ่ายค่าคอมมิชชั่นชั่วคราวมาเป็นข้ออ้างที่จะไม่จ่ายค่าคอมมิชชั่นแก่โจทก์ทั้งสองหาได้ไม่ โจทก์ที่ 1 มีสิทธิได้รับค่าคอมมิชชั่นจากจำเลยเป็นเงิน54,892.72 บาท และโจทก์ที่ 2 มีสิทธิได้รับค่าคอมมิชชั่นจากจำเลยเมื่อหักจากที่ได้รับเงินไปแล้วบางส่วนเหลือเป็นเงิน 382,809.64 บาท พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 64,792.72 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน394,059.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 มิถุนายน 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อ 2.1 ว่า ในเรื่องเกี่ยวกับค่าคอมมิชชั่น (ค่านายหน้า) ในคดีนี้ ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาได้ เพราะค่าคอมมิชชั่นเป็นเงินพิเศษที่นอกเหนือจากเงินค่าจ้าง ค่าชดเชย และเงินค่าทดแทนต่าง ๆ ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจการวินิจฉัยของศาลแรงงาน ทั้งตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.3 ก็มิได้ระบุเรื่องค่าคอมมิชชั่นไว้นั้น เห็นว่าจำเลยอุทธรณ์อ้างว่าศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในเรื่องค่าคอมมิชชั่น จึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติ มาตรา 9 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด" เห็นได้ว่าการที่จำเลยจะยกข้อต่อสู้ในเรื่องอำนาจศาลว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานหรือไม่นั้น จำเลยจะต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การเพื่อให้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ จะได้ส่งปัญหาดังกล่าวไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยก่อนที่ศาลแรงงานจะพิพากษาคดี ซึ่งคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางนั้น ตามบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติว่าให้เป็นที่สุด คดีนี้จำเลยมิได้ยกปัญหาเรื่องศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องค่าคอมมิชชั่นขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ แสดงว่าจำเลยยอมรับอำนาจของศาลแรงงานกลางที่จะวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวได้ เมื่อศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาคดีในปัญหาดังกล่าวแล้ว จำเลยเพิ่งยกปัญหานี้ขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์ กรณีจึงล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ข้อ 5 ว่า ในเรื่องดอกเบี้ยที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายแก่โจทก์ทั้งสองในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้นไม่ชอบ เพราะดอกเบี้ยของเงินสะสมและค่าคอมมิชชั่น ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายหรือข้อตกลงให้โจทก์ทั้งสองเรียกได้ ทั้งไม่ถือว่าเป็นหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยนั้น เห็นว่าศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินสะสมและค่าคอมมิชชั่นแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน64,792.72 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 394,059.64 บาท เงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้นเป็นหนี้ที่เกิดจากสัญญาจ้างแรงงานและเป็นหนี้เงิน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หนี้เงินนั้นท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี..." โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่เวลาที่จำเลยผิดนัด การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองจากต้นเงินของโจทก์แต่ละคนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ) จึงเป็นการวินิจฉัยที่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ปวีณ บุญจันทร์
จำเลย — บริษัท เทรน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ