คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7705/2544
#42674
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาท จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามแผ่นปลิวโฆษณาเชิญชวนให้ซื้อรถยนต์ของจำเลยที่ระบุว่ารับโทรศัพท์มือถือฟรี พร้อมประกันภัยชั้น 1 ซึ่งข้อความตามแผ่นปลิวโฆษณาดังกล่าวถือว่าเป็นเงื่อนไขในข้อเสนอขายของจำเลย จำเลยจึงต้องส่งมอบโทรศัพท์มือถือและทำสัญญาประกันภัยชั้นหนึ่งให้ ทั้งต้องดำเนินการเพื่อให้โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทด้วยตามเงื่อนไขในข้อเสนอขาย เมื่อจำเลยละเลยไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง ทั้งต่อมายังนำรถยนต์พิพาทกลับไปไว้ในความครอบครอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์และต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาทั้งฟ้องคดี จึงถือได้ว่าสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทเลิกกันโดยปริยาย อันมีผลให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และจำเลยต้องส่งคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ตามมาตรา 378(3)

หนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่จำเลยเกี่ยวด้วยรถยนต์พิพาทอันจะก่อสิทธิแก่จำเลยที่จะยึดหน่วงรถยนต์พิพาทไว้ต้องเป็นหนี้ที่เกิดจากการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยเท่านั้น การชำระเงินดาวน์ของโจทก์ต่อจำเลยหาใช่หนี้ที่จะก่อให้จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงรถยนต์พิพาทไม่แม้หากโจทก์เป็นผู้ผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิริบเงินมัดจำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หามีสิทธินำรถยนต์พิพาทกลับมาไว้ในครอบครองเพื่อบังคับให้โจทก์ชำระหนี้โดยไม่มีข้อสัญญากำหนดให้มีสิทธิกระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2539 จำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 3 ตกลงขายรถยนต์ยี่ห้อ บี เอ็ม ดับเบิลยู รุ่น 525 ไอ เอ สีน้ำเงิน ให้แก่โจทก์ในราคา1,970,000 บาท โจทก์ตกลงชำระเงินดาวน์ 590,000 บาท โดยวางเงินมัดจำ300,000 บาท ในวันทำสัญญา ส่วนที่เหลืออีก 290,000 บาท โจทก์สั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาทุ่งสง ให้แก่จำเลยทั้งสามราคาส่วนที่เหลือตกลงชำระในวันที่จำเลยทั้งสามจัดการให้โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัดได้สำเร็จ การซื้อขายดังกล่าวจำเลยทั้งสามตกลงติดตั้งอุปกรณ์ภายในรถยนต์ พร้อมทั้งส่งมอบโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และจัดทำประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่งให้โจทก์ฟรีเป็นเวลา1 ปี ให้เสร็จสิ้นก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาเช่าซื้อ จำเลยทั้งสามส่งมอบรถยนต์แก่โจทก์แล้วแต่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยทั้งสามดำเนินการตามข้อตกลง แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ประกอบกับรถยนต์คันดังกล่าวมีปัญหาเกี่ยวกับเครื่องยนต์และสี โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสามแก้ไขข้อบกพร่อง จำเลยทั้งสามรับรถยนต์กลับไปแก้ไขเมื่อวันที่ 28 มกราคม2540 แล้วไม่ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์อีกเลย โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสามและให้คืนเงินมัดจำ 300,000 บาท จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 301,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามคืนเช็คธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) สาขาทุ่งสง หมายเลข 2469830 ฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม2540 (ที่ถูก 3 มกราคม 2540) จำนวนเงิน 290,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 301,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 8 พฤษภาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 3 คืนเช็คของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาทุ่งสง หมายเลขเช็ค 2469830 ฉบับลงวันที่ 3 มกราคม 2540สั่งจ่ายเงิน 290,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน182,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่าจำเลยที่ 3 เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทต่อโจทก์และต้องคืนมัดจำให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตัวแทนของจำเลยที่ 3 ตกลงทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาท ตามเอกสารหมาย จ.3และโจทก์ได้รับมอบรถยนต์พิพาทไว้ในครอบครองในวันทำสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยที่ 3 จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามแผ่นปลิวโฆษณาเชิญชวนให้ซื้อรถยนต์ของจำเลยที่ 3 ตามเอกสารหมาย จ.7 ที่ว่า "จองวันนี้รับฟรีโทรศัพท์มือถือโทรฟรีทั่วไทย บี.เอ็ม.ดับบลิว/เปอโยต์ ลักกี้เดย์ ทุกรุ่นทุกแบบผ่อนฟรีไม่มีดอกเบี้ย แถมประกันภัยชั้น 1 ฟรี" ซึ่งข้อความตามแผ่นปลิวโฆษณาดังกล่าวถือว่าเป็นเงื่อนไขในข้อเสนอขายของจำเลยที่ 3 เมื่อโจทก์เข้าสนองตอบตามข้อเสนอขาย โดยเข้าทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ 3จำเลยที่ 3 จึงต้องส่งมอบโทรศัพท์มือถือและทำสัญญาประกันภัยชั้นหนึ่งให้แก่รถยนต์พิพาททั้งต้องดำเนินการเพื่อให้โจทก์เข้าทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด ด้วย การผ่อนชำระค่าเช่าซื้อโดยไม่มีดอกเบี้ยตามเงื่อนไขในข้อเสนอขายดังกล่าวและต้องส่งมอบรถยนต์พิพาทในสภาพที่ไม่มีความชำรุดบกพร่อง แต่เมื่อโจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ 3 แล้ว จำเลยที่ 3 ละเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ให้ถูกต้องครบถ้วน ในวันที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทตามข้อเสนอเชิญชวนที่กำหนดไว้ในแผ่นปลิวโฆษณาแต่อย่างใด ทั้งต่อมายังนำรถยนต์พิพาทกลับไปไว้ในความครอบครองของจำเลยที่ 3 ไม่ส่งมอบคืนให้โจทก์ได้ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์พิพาทตามสัญญาซื้อขาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการผิดสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทต่อโจทก์และต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาททั้งฟ้องคดีนี้จึงถือได้ว่าสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทเลิกกันโดยปริยาย อันมีผลให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งเมื่อจำเลยที่ 3 รับรถยนต์พิพาทกลับคืนมาไว้ในความครอบครองแล้ว จึงมีหน้าที่ต้องส่งคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ อันเนื่องมาจากจำเลยที่ 3 ผิดสัญญาละเลยไม่ชำระหนี้ตามข้อเสนอเชิญชวนไว้ในแผ่นปลิวโฆษณาให้แก่โจทก์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378(3)ส่วนการที่โจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์พิพาทก่อนที่จำเลยที่ 3 จะนำกลับคืนไปเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน ระยะทางประมาณ 4,000 กิโลเมตร และจำเลยที่ 3 เสียค่าจ้างในการซ่อมแซมรถยนต์พิพาทให้กลับคืนสภาพดีดังเดิม ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้โจทก์ต้องชำระค่าใช้ทรัพย์เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท และค่าเสียหายอันเกิดจากจำเลยที่ 3 ซ่อมแซมรถยนต์พิพาทเป็นเงิน 18,000 บาท นั้น ศาลฎีกา เห็นพ้องด้วยว่าเป็นราคาที่เหมาะสมแล้ว ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าจำเลยที่ 3 มิได้ผิดสัญญาในเรื่องที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงเรื่องของแถมและมีสิทธิยึดหน่วงรถยนต์พิพาทไว้เพื่อให้โจทก์ชำระเงินดาวน์จำนวน 290,000 บาท ตามสัญญาซื้อขายเสียก่อนนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์เข้าจองซื้อรถยนต์พิพาทตามข้อเสนอชวนเชิญให้จองซื้อรถยนต์เอกสารหมาย จ.7 โดยทำสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.3 แล้ว ก็เป็นที่เข้าใจตามแผ่นปลิวโฆษณาว่าจำเลยที่ 3 ต้องส่งมอบโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และจัดทำประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่งให้แก่โจทก์ทันทีที่ตกลงทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาท หาใช่เป็นเรื่องที่ต้องกำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายกันอีกดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาไม่ เพราะเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทันทีที่โจทก์จองซื้อรถยนต์พิพาท และกรณีที่จำเลยที่ 3 นำรถยนต์คืนมาจากโจทก์เพื่อตรวจเช็คสภาพตามเวลาและระยะทางแต่ไม่ส่งมอบคืนให้โจทก์โดยอ้างว่ามีสิทธิยึดหน่วงเพื่อให้โจทก์ชำระเงินดาวน์ส่วนที่เหลือนั้น เห็นว่า หนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่จำเลยที่ 3 เกี่ยวด้วยรถยนต์พิพาทซึ่งครองอันจะก่อสิทธิแก่จำเลยที่ 3ที่จะยึดหน่วงรถยนต์พิพาทไว้ต้องเป็นหนี้ที่เกิดจากการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 3 เท่านั้น การชำระเงินดาวน์ของโจทก์ต่อจำเลยที่ 3หาใช่หนี้ที่จะก่อให้จำเลยที่ 3 มีสิทธิยึดหน่วงรถยนต์พิพาทไว้ดังที่จำเลยที่ 3ฎีกาไม่ เพราะการที่จำเลยที่ 3 ทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์พิพาทตามสัญญาหากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขาย โจทก์ย่อมตกเป็นผู้ผิดสัญญาซึ่งจำเลยที่ 3 มีสิทธิริบเงินมัดจำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หามีสิทธินำรถยนต์พิพาทกลับมาไว้ในครอบครองเพื่อบังคับให้โจทก์ชำระหนี้โดยที่ไม่มีข้อสัญญากำหนดให้จำเลยที่ 3 มีสิทธิกระทำเช่นนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241 ม. 378 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จรัญ พรหมเพศ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สว่างยนตรการ (1993) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิเทพ ศิริพากย์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7705/2544
#69608
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความตามแผ่นปลิวโฆษณาเชิญชวนให้ซื้อรถยนต์ของจำเลยมีว่า "จองวันนี้รับฟรีโทรศัพท์มือถือ โทรฟรีทั่วไทย บี.เอ็ม.ดับบลิว/เปอร์โยต์ ลักกี้เดย์ ทุกรุ่นทุกแบบผ่อนฟรีไม่มีดอกเบี้ย แถมประกันภัยชั้น 1 ฟรี" ถือว่าเป็นเงื่อนไขในข้อเสนอขายของจำเลย เมื่อโจทก์เข้าสนองตอบตามข้อเสนอขาย โดยเข้าทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาท กับจำเลย แต่จำเลยละเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ให้ถูกต้องครบถ้วนตามข้อความในแผ่นปลิวโฆษณาเชิญชวนทั้งต่อมายังนำรถยนต์พิพาทกลับไปไว้ในความครอบครองของจำเลยไม่ส่งมอบคืนให้โจทก์ได้ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์พิพาท จึงเป็นการผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและฟ้องคดี ถือได้ว่าสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาท เลิกกันโดยปริยาย มีผลให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยรับรถยนต์พิพาทกลับคืนมาไว้ในความครอบครองแล้วจึงมีหน้าที่ต้องส่งคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ตามสัญญาที่บัญญัติไว้ในมาตรา 378 (3) ส่วนการที่โจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์พิพาทก่อนที่จำเลยนำกลับคืนไป โจทก์จึงต้อง ชำระค่าใช้ทรัพย์และค่าเสียหายที่จำเลยเสียไปในการซ่อมแซมรถยนต์พิพาทให้คืนสภาพดีดังเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๓๐๑,๘๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามคืนเช็ค ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาทุ่งสง หมายเลข ๒๔๖๙๘๓๐ ฉบับลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๐ (ที่ถูก ๓ มกราคม ๒๕๔๐) จำนวนเงิน ๒๙๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๓ ชำระเงิน ๓๐๑,๘๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๔๐) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ ๓ คืนเช็คของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาทุ่งสง หมายเลขเช็ค ๒๔๖๙๘๓๐ ฉบับลงวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๔๐ สั่งจ่ายเงิน ๒๙๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ ๓ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่า ทนายความ ๔,๐๐๐ บาท ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๓ ชำระเงิน ๑๘๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยที่ ๓ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๓ ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๓๙ โจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ ๓ โดยมีจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๓ ในการขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ในราคา ๑,๙๗๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระเงินดาวน์ ๕๙๐,๐๐๐ บาท โจทก์ชำระเป็นมัดจำ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือชำระด้วยเช็คจำนวนเงิน ๒๙๐,๐๐๐ บาท สำหรับราคารถยนต์พิพาทที่เหลือจำนวน ๑,๓๘๐,๐๐๐ บาท ให้โจทก์เข้าทำสัญญาเช่าซื้อ กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด จำเลยที่ ๓ ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์ในวันทำสัญญา ตามสัญญาซื้อขายรถยนต์เอกสารหมาย จ.๓ โจทก์รับรถยนต์พิพาทไปใช้จนถึงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๐ เป็นระยะทางประมาณ ๔,๐๐๐ กิโลเมตร จำเลยที่ ๒ ได้มาเอารถยนต์พิพาทไปจากโจทก์เพื่อตรวจเช็คสภาพรถยนต์และไม่นำรถยนต์พิพาทมาคืนโจทก์อ้างว่าต้องให้โจทก์ปฏิบัติการชำระหนี้และทำสัญญาเช่าซื้อเสร็จก่อน ตามเอกสารหมาย ล.๑๑ โจทก์แจ้งความต่อ เจ้าพนักงานตำรวจและมีการเจรจากัน แต่ตกลงกันไม่ได้ วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๐ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาอ้างว่าเป็นการผิดสัญญาเพราะไม่นำรถยนต์พิพาทมาคืนโจทก์และรถยนต์พิพาทชำรุดบกพร่องหลายประการ ตามหนังสือบอกเลิกสัญญา เอกสารหมาย จ.๑๒

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๓ มีว่า จำเลยที่ ๓ เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทต่อโจทก์และต้องคืนมัดจำให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตัวแทนของจำเลยที่ ๓ ตกลงทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาท ตามเอกสารหมาย จ.๓ และโจทก์ได้รับมอบรถยนต์พิพาทไว้ในครอบครองในวันทำสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยที่ ๓ จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามแผ่นปลิวโฆษณาเชิญชวนให้ซื้อรถยนต์ของจำเลยที่ ๓ ตามเอกสารหมาย จ.๗ ที่ว่า "จองวันนี้รับฟรีโทรศัพท์มือถือโทรฟรีทั่วไทย บี.เอ็ม.ดับบลิว/เปอโยต์ ลักกี้เดย์ ทุกรุ่นทุกแบบผ่อนฟรีไม่มีดอกเบี้ย แถมประกันภัยชั้น ๑ ฟรี" ซึ่งข้อความตามแผ่นปลิวโฆษณาดังกล่าวถือว่าเป็นเงื่อนไขในข้อเสนอขายของจำเลยที่ ๓ เมื่อโจทก์เข้าสนองตอบตามข้อเสนอขาย โดยเข้าทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ จึงต้องส่งมอบโทรศัพท์มือถือและทำสัญญาประกันชั้นหนึ่งให้แก่รถยนต์พิพาท ทั้งต้องดำเนินการเพื่อให้โจทก์เข้าทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด ด้วย การผ่อนชำระค่าเช่าซื้อโดยไม่มีดอกเบี้ยตามเงื่อนไขในข้อเสนอขายดังกล่าวและต้องส่งมอบรถยนต์พิพาทในสภาพที่ไม่มีความชำรุดบกพร่อง แต่เมื่อโจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ ๓ แล้ว จำเลยที่ ๓ ละเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ให้ถูกต้องครบถ้วน ในวันที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทตามข้อเสนอเชิญชวนที่กำหนดไว้ในแผ่นปลิวโฆษณาแต่อย่างใด ทั้งต่อมายังนำรถยนต์พิพาทกลับไปไว้ในความครอบครองของจำเลยที่ ๓ ไม่ส่งมอบคืนให้โจทก์ได้ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์พิพาทตามสัญญาซื้อขาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ ๓ จึงเป็นการผิดสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทต่อโจทก์ และต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาททั้งฟ้องคดีนี้จึงถือได้ว่าสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทเลิกกันโดยปริยายอันมีผลให้ คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ ๓ รับรถยนต์พิพาทกลับคืนมาไว้ในความครอบครองแล้ว จึงมีหน้าที่ต้องส่งคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ อันเนื่องมาจากจำเลยที่ ๓ ผิดสัญญาละเลยไม่ชำระหนี้ตามข้อเสนอเชิญชวนไว้ในแผ่นปลิวโฆษณาให้แก่โจทก์ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๓) ส่วนการที่โจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์พิพาทก่อนที่จำเลยที่ ๓ จะนำกลับคืนไปเป็นเวลาประมาณ ๑ เดือน ระยะทางประมาณ ๔,๐๐๐ กิโลเมตร และจำเลยที่ ๓ เสียค่าจ้างในการซ่อมแซมรถยนต์พิพาทให้กลับคืนสภาพดีดังเดิม ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค ๘ กำหนดให้โจทก์ต้องชำระค่าใช้ทรัพย์เป็นเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายอันเกิดจากจำเลยที่ ๓ ซ่อมแซมรถยนต์พิพาทเป็นเงิน ๑๘,๐๐๐ บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยว่าเป็นราคาที่เหมาะสมแล้ว?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 240 ม. 366 ม. 378 (3) ม. 391 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจรัญ พรหมเพศ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสว่างยนตรการ (1993) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายธีรทัย เจริญวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิเทพ ศิริพากย์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7701/2544
#44013
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทนับแต่วันออกโฉนดที่ดินยังไม่ถึง10 ปี แม้ว่าจำเลยจะครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของก็ตาม จำเลยก็ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ และจำเลยจะนับระยะเวลาที่ครอบครองก่อนที่ดินพิพาทออกโฉนดที่ดินรวมเข้าด้วยกันหาได้ไม่ เพราะการที่จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 ใช้ได้แต่เฉพาะที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2530 โจทก์ได้รับแบ่งมรดกของนายกุยศิริพร บิดาของโจทก์คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1078 ต่อมาปี 2533 โจทก์ได้ออกโฉนดในที่ดินดังกล่าวคือโฉนดเลขที่ 30287 ซึ่งโจทก์ได้แบ่งที่ดินบางส่วนให้เป็นทางสาธารณะจำเลยได้รับที่ดินมรดกของนายกุยด้วย โดยอยู่ติดที่ดินโจทก์ไปทางทิศตะวันตก ต่อมาปลายปี 2533 จำเลยได้ก่อสร้างรั้วคอนกรีตและปลูกต้นไม้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โจทก์มาทราบเมื่อวันที่ 28สิงหาคม 2540 จึงแจ้งให้จำเลยรื้อถอนรั้วคอนกรีตและต้นไม้ออกไปแต่จำเลยโต้แย้งว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วคอนกรีต ต้นไม้ สิ่งปลูกสร้างตลอดจนขนย้ายวัสดุสิ่งของต่าง ๆออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินต่อไป และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ทั้งโจทก์และจำเลยได้รับแบ่งที่ดินซึ่งเป็นมรดกของนายกุย ศิริพร ก่อนที่จะมีการแบ่งที่ดินมรดกของนายกุยให้แก่ทายาททุกคนนั้นได้มีการกันส่วนหนึ่งเป็นทางสาธารณะไว้ก่อนแล้วเมื่อมีการแบ่งแยกจำเลยได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ 30288 ซึ่งติดกับที่ดินของโจทก์ จำเลยได้สร้างบ้านเรือนพร้อมรั้วและปลูกต้นไม้ลงในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2529 ซึ่งเป็นปีที่จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์และได้เข้าครอบครองทำประโยชน์โดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของเรื่อยมาถึงปัจจุบันเกินกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งโจทก์ยินยอมให้จำเลยเป็นเจ้าของเรื่อยมา จำเลยจึงได้มีหนังสือทวงถามให้โจทก์แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย เนื่องจากจำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว จึงฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์และพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ให้โจทก์แบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ โดยให้โจทก์เป็นผู้ออกเงินค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการดำเนินการทั้งสิ้น กับให้โจทก์รื้อถอนเสาคอนกรีตที่ปักอยู่ในบริเวณที่ดินพิพาทออกไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งยืนยันตามคำฟ้องของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนแนวคอนกรีต ต้นไม้ สิ่งปลูกสร้างตลอดจนขนย้ายวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ของจำเลยออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ยกฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อกฎหมายว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ เมื่อคดีฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามศาลอุทธรณ์ภาค 5ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247ซึ่งข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เดิมเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1078ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาวันที่ 6 พฤศจิกายน2533 ทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์คือ โฉนดเลขที่ 30287จำเลยได้สร้างรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 25 ตารางวา และได้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกบ้านของจำเลย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า บุคคลใดครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี บุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์ เมื่อปรากฏว่านับแต่วันออกโฉนดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน2533 ถึงวันฟ้องคือวันที่ 23 กันยายน 2540 ยังไม่ถึง 10 ปี แม้ว่าจำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาท โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของก็ตาม จำเลยก็ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จำเลยจะนับระยะเวลาที่ครอบครองก่อนที่ดินพิพาทออกโฉนดรวมเข้าด้วยหาได้ไม่ เพราะการที่จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์นั้น ใช้ได้แต่เฉพาะที่ดินมีกรรมสิทธิ์เท่านั้นจำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ฎีกาที่จำเลยอ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พรทิพย์ ศิริพร
จำเลย — นาง พิณทอง สายตำ
ชื่อองค์คณะ
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7688/2544
#43377
เปิดฉบับเต็ม

การตั้งประเด็นในฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยนั้น ต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา จะทำเป็นคำแถลงการณ์หาได้ไม่ ดังนั้น แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ปิดอากรแสตมป์ก็ตาม แต่จำเลยยื่นหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว คำร้องดังกล่าวของจำเลยเป็นเพียงคำแถลงการณ์เท่านั้น จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นในชั้นฎีกา

แม้โจทก์จะตั้ง จ. เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกับจำเลยโดยมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 789 ก็ตาม แต่จำเลยยอมรับว่าจำเลยเช่าอาคารพิพาทตามที่โจทก์ฟ้อง และโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแล้ว อีกทั้งคดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย อันเป็นเรื่องที่จำเลยและบริวารอยู่ในอาคารที่เช่าโดยละเมิดโจทก์จึงมีอำนาจขับไล่จำเลยและบริวารออกจากอาคารพิพาทและเรียกค่าเสียหายโดยมิต้องอาศัยสัญญาเช่าแต่ประการใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากอาคารที่เช่า และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 116,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 4,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารที่เช่า

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารเลขที่ 1535/4 ซอยพระยาเพชร์ ถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาธร กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 5,800 บาทและค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารดังกล่าว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยอ้างว่าหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์มอบอำนาจให้นายอภิชาติ กมลทิพย์ ฟ้องคดีไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะเหตุดังกล่าวหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว จึงถือว่าคำร้องดังกล่าวของจำเลยเป็นเพียงคำแถลงการณ์เท่านั้น การตั้งประเด็นคดีในชั้นฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยนั้น จำเลยจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา จะทำเป็นคำแถลงการณ์หาได้ไม่ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการที่สองว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าบันทึกข้อตกลงเรื่องสิทธิเก็บกินเอกสารท้ายฟ้องโจทก์หมายเลข 1 มีข้อความสับสนเลอะเลือน อ่านไม่ออก อ่านไม่เข้าใจ และค่าเสียหายของโจทก์ที่เรียกมาไม่ชัดเจน เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้ชัดเจนแล้วว่า โจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิเก็บกินตลอดชีวิตโดยชอบด้วยกฎหมายบนที่ดินโฉนดเลขที่ 5161 และ 671 ตำบลบางขวาง (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) จังหวัดพระนคร อันเป็นที่ตั้งของอาคารเลขที่ 1535/4ถนนสาธรใต้ แขวงและเขตยานนาวา (สาธร) กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้จดทะเบียนสิทธิเก็บกินที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2513 ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2534 จำเลยได้ทำสัญญาเช่าอาคารเลขที่ 1535/4ถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาธร กรุงเทพมหานคร มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี ค่าเช่าเดือนละ 100 บาท และบรรยายฟ้องเกี่ยวกับค่าเสียหายว่าเมื่อหมดอายุสัญญาเช่าแล้ว จำเลยไม่ได้ทำสัญญาเช่าใหม่ จำเลยและบริวารยังคงครอบครองอาคารที่เช่าเป็นการละเมิด โจทก์อาจนำไปให้บุคคลภายนอกเช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากจำเลยนับแต่วันที่สัญญาเช่าสิ้นสุดลงจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 116,000 บาท เห็นว่าตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 เมื่ออ่านแล้วสามารถเข้าใจได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิเก็บกินตลอดชีวิตในที่ดินที่อาคารพิพาทตั้งอยู่ ซึ่งโจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า โจทก์มีสิทธิเก็บกินตลอดชีวิตบนที่ดินโฉนดเลขที่ 5161 และ 671 ตำบลบางขวาง (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) จังหวัดพระนคร ซึ่งอาคารพิพาทตั้งอยู่ และโจทก์ได้บรรยายฟ้องต่อมาเกี่ยวกับค่าเสียหายว่า โจทก์อาจนำอาคารพิพาทให้บุคคลภายนอกเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000 บาทเป็นค่าเสียหายนับแต่วันทำสัญญาเช่าสิ้นสุดลงจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 116,000บาท จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวจิตรา รักตประจิต ทำสัญญาเช่าแทนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า สัญญาเช่าอาคารพิพาทมีกำหนด 3 ปี ซึ่งการเช่าจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ การที่โจทก์อ้างนางสาวจิตรารักตประจิต เป็นตัวแทนเพื่อทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกับจำเลย จึงต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออ้าง แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือมอบให้นางสาวจิตรา รักตประจิต เป็นผู้มีอำนาจทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกับจำเลยสัญญาเช่าจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้โจทก์จะตั้งนางสาวจิตรา รักตประจิต เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกับจำเลยโดยมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 ก็ตาม แต่จำเลยยอมรับว่าจำเลยเช่าอาคารพิพาทตามที่โจทก์ฟ้อง และโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแล้ว อีกทั้งคดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย อันเป็นเรื่องที่จำเลยและบริวารอยู่ในอาคารที่เช่าโดยละเมิดโจทก์จึงมีอำนาจขับไล่จำเลยและบริวารออกจากอาคารพิพาทและเรียกค่าเสียหายโดยมิต้องอาศัยสัญญาเช่าแต่ประการใด ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 538 ม. 798
ป.วิ.พ. ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กิมเจ็งหรือเจง รักตประจิต
จำเลย — นางสาว พิศมัย พัวถาวรสกุล
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7684/2544
#42673
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาของศาลชั้นต้นที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุกจำเลย 6 เดือนและปรับ5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาท้ายฎีกาจำเลยเมื่อคดีก่อนจำเลยไม่ได้รับโทษจำคุกจึงไม่มีวันพ้นโทษที่จะถือเอาเป็นเกณฑ์ในการเพิ่มโทษจำเลยได้ กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยพ้นโทษแล้วภายใน 5 ปีกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกจึงเพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 92 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายและนับโทษจำเลยต่อด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 3 ปีเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 2 ปี ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อนั้นเนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอโจทก์ในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่ามีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงนอกจากจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพอนามัยของผู้เสพเองแล้วยังเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมและเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคมอีกหลายประเภท นับว่าเป็นภัยต่อประชาชนและสังคมโดยทั่วไปเป็นอย่างยิ่งเป็นเหตุให้รัฐต้องเสียงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปีเป็นจำนวนมากเพื่อป้องกันและปราบปราม ทั้งต้องรับภาระในการบำบัดรักษาผู้ที่ติดยาเสพติดให้โทษชนิดดังกล่าวอีกด้วย แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองมีลักษณะป่นละเอียดเปียกชื้นไม่สามารถนับจำนวนเม็ดได้ แต่ก็มีน้ำหนักถึง 13.35 กรัม ถือได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเป็นจำนวนค่อนข้างมากประกอบกับตามรายงานการสืบเสาะและพินิจซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านปรากฏว่า จำเลยเคยถูกจับกุมดำเนินคดีในการกระทำความผิดต่อกฎหมายมาแล้วรวม 3 คดี เป็นการกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จำนวน 2 คดี ส่วนคดีที่สามเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษซึ่งในขณะที่คดีที่สามดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยก็ยังกระทำความผิดเป็นคดีนี้อีก พฤติกรรมของจำเลยแสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้เข็ดหลาบ และมิได้เกรงกลัวต่อโทษที่จะได้รับตามกฎหมาย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกและไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำคุกจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 นั้น ปรากฏว่าคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุกจำเลย 6 เดือนและปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5239/2540ท้ายฎีกาจำเลย เมื่อคดีก่อนจำเลยไม่ได้รับโทษจำคุก จึงไม่มีวันพ้นโทษที่จะถือเอาเป็นเกณฑ์ในการเพิ่มโทษจำเลยได้ กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยพ้นโทษแล้วภายใน 5 ปี กลับมากระทำความผิดคดีนี้อีก จึงเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 92 แห่งประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยมานั้น เป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจและเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือนยกคำขอให้เพิ่มโทษนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นาง จันทร์เพ็ญ กลมเกลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7683/2544
#41329
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นได้ทุกขณะ เพราะอาการมึนเมาเมทแอมเฟตามีนย่อมทำให้ไม่อาจใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและจำเลยเป็นกำลังสำคัญในการเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวดังที่กล่าวอ้างในฎีกา แต่เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบและเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่น อันจะเป็นการปกป้องประชาชนทั่วไปจากภยันตรายบนท้องถนนที่มักเกิดขึ้นจากผู้ขับรถที่ขาดสติเพราะเสพเมทแอมเฟตามีนสมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ

จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถ จึงต้องระวางโทษสูงกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสามตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกฯ มาตรา 127 ทวิ วรรคสองเมื่อโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 91 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000บาทถึง 100,000 บาท เฉพาะอัตราโทษจำคุกที่จะลงโทษแก่จำเลยในคดีนี้จึงมีกำหนดขั้นต่ำตั้งแต่ 8 เดือน ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกก่อนลดไว้ 6 เดือน จึงเป็นการลงโทษจำคุกต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 49 และห้ามจำเลยเสพยาเสพติดให้โทษภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปีนับแต่วันพ้นโทษ เพราะรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ (ที่ถูกมาตรา 127 ทวิ วรรคสอง) เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน (ที่ถูก เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90)จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่ามีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุก อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่นได้ทุกขณะ เพราะอาการมึนเมาเมทแอมเฟตามีนย่อมทำให้ไม่อาจใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และจำเลยเป็นกำลังสำคัญในการเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวดังที่กล่าวอ้างในฎีกา แต่เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบและเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่น อันจะเป็นการปกป้องประชาชนทั่วไปจากภยันตรายบนท้องถนนที่มักเกิดขึ้นจากผู้ขับรถที่ขาดสติเพราะเสพเมทแอมเฟตามีน สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ อีกทั้งจำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถจึงต้องระวางโทษสูงกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสามทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสองโดยโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษในกรณีนี้คือ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000บาท ถึง 100,000 บาท เฉพาะอัตราโทษจำคุกที่จะลงโทษแก่จำเลยในคดีนี้จึงมีกำหนดขั้นต่ำตั้งแต่ 8 เดือน ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน แล้วลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน นั้นจึงเป็นการลงโทษจำคุกต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดแต่โจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยเพิ่มขึ้น ศาลฎีกาย่อมไม่อาจลงโทษจำคุกจำเลยเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยอยู่แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 127 ทวิ
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นาย ถวิล แก้วแสงใจ
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7677/2544
#42672
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้แสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยบรรยายคำร้องขอว่า ส. และ น. เจ้าของเดิมยกให้ บ. กับ พ. แล้วเป็นมรดกตกทอดแก่ ภ. ต่อมาปี 2506 ภ. ขายให้แก่ ม. มารดาผู้ร้องม. เข้าครอบครองโดยความสงบ โดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของจนกระทั่งปี 2517 ม. ได้ยกให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องได้เข้าครอบครองโดยความสงบ โดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของสืบต่อมาจนกระทั่งปัจจุบันเกินกว่า 10 ปี ดังนี้ คำร้องขอของผู้ร้องไม่อาจจะแปลได้ว่าผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องสามารถนับเวลาการครอบครองของ ม. กับของผู้ร้องรวมกันได้เพราะผู้ร้องได้รับโอนการครอบครองจาก ม. มาโดยการรับมรดกไว้ด้วยเพราะตามคำร้องขอ ม. ยังมีชีวิตอยู่หรือถึงแก่ความตายไปแล้ว ผู้ร้องมิได้บรรยายไว้ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้จะฟังไม่ได้ว่า ม. ยกที่ดินให้แก่ผู้ร้องแล้วเมื่อปี 2517 แต่หลังจากที่ ม. ถึงแก่ความตายไปเมื่อปี 2530 ผู้ร้องก็ครอบครองที่ดินเรื่อยมา ผู้ร้องจึงมีสิทธินับเวลาที่ ม. ครอบครองรวมเข้ากับเวลาครอบครองของผู้ร้องได้ ซึ่งเป็นเหตุที่ผู้ร้องไม่ได้อ้างไว้ในคำร้องขอ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกคำร้องขอนอกประเด็นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 5410 เนื้อที่ 14 ไร่ 2 งาน 48 ตารางวา เป็นของอำแดงสุ่นและอำแดงนวน ต่อมาอำแดงสุ่นและอำแดงนวนได้ยกส่วนทางด้านทิศตะวันออกเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่3 งาน อาณาเขตด้านทิศเหนือและทิศใต้จดที่ดินผู้ร้อง ยาวประมาณ76 เมตร และ 55 เมตร ตามลำดับ ด้านทิศตะวันออกจดที่ดินนายเทพบูรพดิษฐ์ และนางเหลือบยาวประมาณ 60 เมตร ด้านทิศตะวันตกจดที่ดินโรงสีข้าว ยาวประมาณ 65 เมตร ตามพื้นสีแดงในแผนที่หลังโฉนดที่ดินเอกสารท้ายคำร้องขอหมายเลข 3 ให้นางเปลื้อง แสงอมร กับนายเพ็ชรแสงอมร แล้วเป็นมรดกตกทอดแก่นางสำเภา แสงอมร ปี 2506 นางสำเภาได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นางมาลี ปิ่นหล่อ มารดาผู้ร้อง นางมาลีได้เข้าครอบครองโดยความสงบ โดยเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเรื่อยมาจนกระทั่งปี 2517 นางมาลีได้ยกให้ผู้ร้องโดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนโอน ผู้ร้องได้เข้าครอบครองโดยความสงบโดยเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของสืบต่อมาจนกระทั่งปัจจุบัน นับเป็นเวลาเกินกว่า10 ปี ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง ขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 5410 ตำบลเริงราง อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี บริเวณพื้นสีแดงในแผนที่หลังโฉนดที่ดินเอกสารท้ายคำร้องขอหมายเลข 3 เนื้อที่ประมาณ1 ไร่ 3 งาน ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382

ผู้คัดค้านทั้งสองคัดค้านว่า อำแดงสุ่นและอำแดงนวนไม่เคยยกที่ดินโฉนดเลขที่ 5410 ส่วนพิพาทที่ผู้ร้องมาร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ให้แก่นางเปลื้องและนายเพ็ชร ที่ดินส่วนดังกล่าวไม่เคยตกเป็นของนางสำเภา นางสำเภาไม่เคยขายให้แก่นางมาลี และนางมาลีไม่เคยยกให้แก่ผู้ร้อง ความจริงอำแดงสุ่นและอำแดงนวนได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5410 ทั้งแปลงให้แก่ผู้มีชื่อ แล้วมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันต่อ ๆ มาจนตกเป็นของนายนิพันธ์ แสงนิล สามีผู้คัดค้านที่ 1 บิดาผู้คัดค้านที่ 2 และตกเป็นของผู้คัดค้านทั้งสองในปัจจุบัน ประมาณปี 2510 ขณะที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของนายนิพันธ์นายนิพันธ์ได้ใช้ประกอบกิจการโรงสีข้าวโดยให้นายประสาน ปิ่นหล่อบิดาผู้ร้องซึ่งเป็นคนงานในโรงสีข้าวและครอบครัวเข้ามาอาศัยปลูกบ้านอยู่ในบริเวณที่ดินพิพาทเป็นเนื้อที่ดินเพียง 1 งานเศษจนกระทั่งนางมาลีถึงแก่ความตาย นายประสานก็ไปอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ส่วนผู้ร้องไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร โดยให้ญาติพี่น้องเข้ามาอาศัยอยู่แทน นายประสานนางมาลีและผู้ร้องครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยการอาศัยมิได้มีเจตนาเป็นเจ้าของ ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5410 ตำบลเริงราง อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ภายในกรอบเส้นสีน้ำเงินและเส้นสีเขียวในแผนที่เอกสารหมาย รค.1 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 63 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5410 ตำบลเริงราง อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382เฉพาะในกรอบเส้นสีน้ำเงินในแผนที่เอกสารหมาย รค.1 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน36 ตารางวา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้สั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยบรรยายคำร้องขอว่า อำแดงสุ่นและอำแดงนวนเจ้าของเดิมยกให้นางเปลื้อง แสงอมร กับนายเพ็ชร แสงอมร แล้วเป็นมรดกตกทอดแก่นางสำเภา แสงอมร ต่อมาปี 2506 นางสำเภาได้ขายให้แก่นางมาลีปิ่นหล่อ มารดาผู้ร้อง นางมาลีได้เข้าครอบครองโดยความสงบ โดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเรื่อยมาจนกระทั่งปี 2517 นางมาลีได้ยกให้แก่ผู้ร้องผู้ร้องได้เข้าครอบครองโดยความสงบ โดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของสืบต่อจากนางมาลีมาจนกระทั่งปัจจุบัน นับเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง ดังนี้ คำร้องขอของผู้ร้องในส่วนที่เกี่ยวกับเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทพอแปลได้แต่เพียงว่า ผู้ร้องอ้างว่าระยะเวลาที่ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทด้วยตนเองเกินกว่า 10 ปี กับเมื่อนับระยะเวลาที่นางมาลีครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนและระยะเวลาที่ผู้ร้องครอบครองต่อมาหลังจากที่นางมาลียกให้รวมกันแล้วเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ซึ่งเป็นการอ้างว่าผู้ร้องสามารถนับเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทของนางมาลีกับของผู้ร้องร่วมกันได้เพราะเหตุนางมาลีได้โอนการครอบครองที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องด้วยการยกให้ก่อนนางมาลีถึงแก่ความตาย แต่ไม่อาจจะแปลได้ว่าผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องสามารถนับเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทของนางมาลีกับของผู้ร้องรวมกันได้เพราะผู้ร้องได้รับโอนการครอบครองที่ดินพิพาทจากนางมาลีมาโดยการรับมรดกไว้ด้วย เพราะตามคำร้องขอของผู้ร้องนางมาลียังมีชีวิตอยู่หรือถึงแก่ความตายไปแล้ว ผู้ร้องมิได้บรรยายไว้ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอโดยไม่ได้อ้างเรื่องการรับมรดกมาเป็นเหตุแห่งการนับเวลาครอบครองรวมกันไว้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า นางมาลีซื้อที่ดินพิพาทและเข้าครอบครองโดยความสงบ โดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาตั้งแต่ปี 2508จนกระทั่งนางมาลีถึงแก่ความตายไปเมื่อปี 2530 โดยมิได้ยกให้ผู้ร้องผู้ร้องจึงไม่อาจนับเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทของนางมาลีรวมเข้ากับเวลาการครอบครองของผู้ร้องได้เพราะนางมาลีมิได้โอนการครอบครองให้แก่ผู้ร้องเมื่อปี 2517 ดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างไว้ในคำร้องขอ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า แม้จะฟังไม่ได้ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่านางมาลียกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องแล้วเมื่อปี 2517 แต่หลังจากที่นางมาลีซึ่งเป็นมารดาผู้ร้องถึงแก่ความตายไปเมื่อปี 2530 ผู้ร้องก็ครอบครองที่ดินพิพาทเรื่อยมา ผู้ร้องจึงมีสิทธินับเวลาที่นางมาลีครอบครองอยู่ก่อนรวมเข้ากับเวลาครอบครองของผู้ร้องได้ อันเป็นการนำเวลาการครอบครองของนางมาลีและของผู้ร้องมานับรวมกันเพราะเหตุการรับมรดก ซึ่งเป็นเหตุที่ผู้ร้องไม่ได้อ้างไว้ในคำร้องขอ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกคำร้องขอนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246เมื่อไม่อาจนำเวลาครอบครองที่ดินพิพาทของนางมาลีมานับรวมกับเวลาที่ผู้ร้องครอบครองได้และข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ร้องเพิ่งเริ่มครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากนางมาลีถึงแก่ความตายไปเมื่อปี 2530 การที่ผู้ร้องมาร้องขอให้สั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในวันที่ 11 มกราคม 2539 จึงยังไม่ครบกำหนด 10 ปีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ผู้ร้องจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง สุณี ปิ่นหล่อ
ผู้คัดค้าน — นาง กิมเอง แสงนิล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7677/2544
#69607
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอโดยไม่ได้อ้างเรื่องการรับมรดกมาเป็นเหตุแห่งการนับเวลาครอบครอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ว่า ม.ซื้อที่ดินพิพาทและเข้าครอบครองโดยความสงบ โดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาตั้งแต่ปี 2508 จนกระทั่ง ม.ถึงแก่ความตายไปเมื่อปี 2530 โดยมิได้ยกให้ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่อาจนับเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทของ ม.รวมเข้ากับเวลาการครอบครองของผู้ร้องได้ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้จะฟังไม่ได้ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ม.ยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องแล้วเมื่อปี 2517 แต่หลังจากที่ ม.ถึงแก่ความตายไปเมื่อปี 2530 ผู้ร้องก็ครอบครองที่ดินพิพาทเรื่อยมา ผู้ร้องจึงมีสิทธินับเวลาที่ ม.ครอบครองอยู่ก่อนรวมเข้ากับเวลาครอบครองของผู้ร้องได้ อันเป็นการนำเวลาการครอบครองของ ม.และของผู้ร้องมานับรวมกันเพราะเหตุการรับมรดก ซึ่งเป็นเหตุที่ผู้ร้องไม่ได้อ้างไว้ในคำร้องขอ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกคำร้องขอนอกประเด็นไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบ มาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๑๐ ตำบลเริงราง อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี บริเวณพื้นสีแดงในแผนที่หลังโฉนดที่ดินเอกสารท้ายคำร้องขอหมายเลข ๓ เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ ๓ งาน ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒

ผู้คัดค้านทั้งสองคัดค้านว่า ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๑๐ ตำบลเริงราง อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ภายในกรอบเส้นสีน้ำเงินและเส้นสีเขียวในแผนที่เอกสารหมาย รค.๑ เนื้อที่ ๒ ไร่ ๓ งาน ๖๓ ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ผู้ร้องโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๑๐ ตำบลเริงราง อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ เฉพาะในกรอบเส้นสีน้ำเงินในแผนที่เอกสารหมาย รค.๑ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๓๖ ตารางวา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ หรือไม่ คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้สั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยบรรยายคำร้องขอว่า อำแดงสุ่นและอำแดงนวนเจ้าของเดิมยกให้นางเปลื้อง แสงอมร กับนายเพ็ชร แสงอมร แล้วเป็นมรดกตกทอดแก่นางสำเภา แสงอมร ต่อมาปี ๒๕๐๖ นางสำเภาได้ขายให้แก่นางมาลี ปิ่นหล่อ มารดาผู้ร้อง นางมาลีได้เข้าครอบครองโดยความสงบ โดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเรื่อยมาจนกระทั่งปี ๒๕๑๗ นางมาลีได้ยกให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องได้เข้าครอบครองโดยความสงบ โดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของสืบต่อจากนางมาลีมาจนกระทั่งปัจจุบัน นับเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง ดังนี้ คำร้องขอของผู้ร้องในส่วนที่เกี่ยวกับเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทพอแปลได้แต่เพียงว่า ผู้ร้องอ้างว่าระยะเวลาที่ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทด้วยตนเองเกินกว่า ๑๐ ปี กับเมื่อนับระยะเวลาที่นางมาลีครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนและระยะเวลาที่ผู้ร้องครอบครองต่อมาหลังจากที่นางมาลียกให้รวมกันแล้วเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี ซึ่งเป็นการอ้างว่าผู้ร้องสามารถนับเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทของนางมาลีกับของผู้ร้องรวมกันได้เพราะเหตุนางมาลีได้โอนการครอบครองที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องด้วยการยกให้ก่อนนางมาลีถึงแก่ความตาย แต่ไม่อาจจะแปลได้ว่าผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องสามารถนับเวลา ครอบครองที่ดินพิพาทของนางมาลีกับของผู้ร้องรวมกันได้เพราะผู้ร้องได้รับโอนการครอบครองที่ดินพิพาทจาก นางมาลีมาโดยการรับมรดกไว้ด้วย เพราะตามคำร้องขอของผู้ร้องนางมาลียังมีชีวิตอยู่หรือถึงแก่ความตายไปแล้ว ผู้ร้องก็มิได้บรรยายไว้ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอโดยไม่ได้อ้างเรื่องการรับมรดกมาเป็นเหตุแห่งการนับเวลาครอบครอง รวมกันไว้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ว่า นางมาลีซื้อที่ดินพิพาทและ เข้าครอบครองโดยความสงบ โดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๘ จนกระทั่งนางมาลีถึงแก่ความตาย ไปเมื่อปี ๒๕๓๐ โดยมิได้ยกให้ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่อาจนับเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทของนางมาลีรวมเข้ากับเวลา การครอบครองของผู้ร้องได้ เพราะนางมาลีมิได้โอนการครอบครองให้แก่ผู้ร้องเมื่อปี ๒๕๑๗ ดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างไว้ในคำร้องขอ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า แม้จะฟังไม่ได้ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่านางมาลียกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องแล้วเมื่อปี ๒๕๑๗ แต่หลังจากที่นางมาลีซึ่งเป็นมารดาผู้ร้องถึงแก่ความตายไปเมื่อปี ๒๕๓๐ ผู้ร้องก็ครอบครองที่ดินพิพาทเรื่อยมา ผู้ร้องจึงมีสิทธินับเวลาที่นางมาลีครอบครองอยู่ก่อนรวมเข้ากับเวลาครอบครองของผู้ร้องได้ อันเป็นการนำเวลาการครอบครองของนางมาลีและของผู้ร้องมานับรวมกันเพราะเหตุการรับมรดก ซึ่งเป็นเหตุที่ผู้ร้องไม่ได้อ้างไว้ในคำร้องขอ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกคำร้องขอนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ ประกอบมาตรา ๒๔๖ เมื่อไม่อาจนำเวลาครอบครองที่ดินพิพาทของนางมาลีมานับรวมเข้ากับเวลาที่ผู้ร้องครอบครองได้ และข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ร้องเพิ่งเริ่มครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากนางมาลีถึงแก่ความตายไปเมื่อปี ๒๕๓๐ การที่ผู้ร้องมาร้องขอให้สั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๓๙ จึงยังไม่ครบกำหนดเวลา ๑๐ ปี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ผู้ร้องจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ฎีกาของ ผู้คัดค้านทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1600
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 246
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสุณี ปิ่นหล่อ
ผู้คัดค้าน — นางกิมเอง แสงนิล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสาวรุ่งรัตน์ ทับทิมทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบัติ อรรถพิมล
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7673/2544
#110335
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้โดยมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เพียงบางส่วน แต่มิได้แสดงโดยชัดแจ้งในรายละเอียดของข้อเท็จจริงและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง เพื่อแสดงว่ามูลหนี้ที่ผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้นในแต่ละอันดับ ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้เพียงใด และไม่มีรายละเอียดว่าผู้ร้องคำนวณผิดพลาดคลาดเคลื่อนในมูลหนี้อันดับใด อย่างไร เป็นข้อวินิจฉัยที่รวบรัดและเคลือบคลุม อันเป็นการยากที่ผู้ร้องจะมีโอกาสหยั่งทราบถึงเหตุผลและรายละเอียดในคำสั่งและโต้แย้งคัดค้านได้ถูกต้อง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าผู้ร้องส่งพยานเอกสารครบถ้วนถูกต้องแล้ว และลูกหนี้เป็นหนี้ผู้ร้องตามจำนวนที่ขอรับชำระหนี้มาและขอให้พิจารณาทบทวนพยานหลักฐานและเอกสารทั้งหมด เพื่อคำนวณรายการหนี้ใหม่ให้ถูกต้องและแก้ไขคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ในส่วนที่ยังขาด รวมตลอดทั้งโต้แย้งในมูลหนี้ภาระค้ำประกันว่าผู้ร้องออกหนังสือค้ำประกันให้แก่ลูกหนี้ไว้ เมื่อถูกเรียกเก็บเงินมาจำต้องจ่ายเงินตามภาระค้ำประกัน จึงชอบที่จะได้รับชำระหนี้ในส่วนนี้ทั้งหมดนั้น เป็นการโต้แย้งตามสภาพที่เปิดช่องให้อยู่ในวิสัยที่พึงกระทำได้แล้ว จึงถือได้ว่าคำร้องคัดค้านของผู้ร้องเป็นการคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/32 วรรคสาม แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ โดยตั้งให้นายสุรพงษ์เป็นผู้ทำแผน

ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ ในมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชี เงินกู้ ตั๋วสัญญาใช้เงิน เล็ตเตอร์ออฟเครดิต ภาระค้ำประกัน (แอลจี) หนี้ตามสัญญาค้ำประกัน รวมมูลหนี้ ๑๖ รายการ ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและเครื่องจักร

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการแล้วตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๒๙ ไม่มีผู้โต้แย้งคัดค้านการขอรับชำระหนี้รายนี้

ผู้คัดค้านสอบสวนแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานแต่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้เกินมาเป็นเงิน ๖๙๔,๖๒๔,๖๒๒.๓๐ บาท เนื่องจากคำนวณคลาดเคลื่อน และหนี้อันดับที่ ๑๖ ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานแสดงความเป็นหนี้ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดแต่อย่างใด จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้บางส่วน

ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาหลักฐานและเอกสารทั้งหมดของผู้ร้องอีกครั้ง รวมทั้งขอให้คำนวณบัญชีใหม่ทั้งหมดและมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ในส่วนที่ขาดด้วย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านได้พิจารณาทำคำสั่งจากเอกสารที่ปรากฏในสำนวน และในการพิจารณาทำคำสั่งนั้นผู้คัดค้านได้ส่งให้นักบัญชีคำนวณยอดหนี้แล้ว? ที่ผู้ร้องขอให้ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๐๒๙ นั้น ไม่ปรากฏเอกสารหนังสือสัญญาจำนองแต่อย่างใด ส่วนที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๐๘๗ นั้น ปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวมีบุคคลอื่นเป็นผู้จำนอง ผู้ร้องจึงมิใช่เจ้าหนี้มีประกันในส่วนนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างผู้คัดค้านดำเนินการเพิกถอนคำสั่งเดิม และส่งสำนวนให้ส่วนจัดกิจการและทรัพย์สิน สำนักงานฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ตรวจสอบยอดหนี้อีกครั้งหนึ่ง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องคัดค้านและกำหนดไต่สวน ครั้นถึงวันนัดศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คำร้องคัดค้านของผู้ร้องมิใช่เป็นการคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อขอให้ศาลสั่งแก้ไขตามนัยแห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๓๒ วรรคสาม จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับคำร้องคัดค้าน กระบวนพิจารณาที่กระทำมา การนัดไต่สวน และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำร้องคัดค้าน คืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำร้องคัดค้านของผู้ร้องเป็นการคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๓๒ วรรคสาม หรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดลำดับขั้นตอนในการขอรับชำระหนี้ไว้ โดยจะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจสั่งคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าว หลังจากนั้นผู้มีส่วนได้เสียจึงอาจยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาลได้ เช่นนี้หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เพียงบางส่วนหรือยกคำขอรับชำระหนี้แล้ว จะต้องแสดงไว้โดยชัดแจ้งในคำสั่งซึ่งเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในการวินิจฉัยถึงจำนวนหนี้ที่ไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ดังกล่าวนั้น และหากว่ามีการขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้หลายอันดับ จะต้องมีรายละเอียดโดยชัดแจ้งว่า ไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนในมูลหนี้ใดจำนวนเท่าใดด้วย ทั้งนี้เพื่อผู้มีส่วนได้เสียจะได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้อย่างถูกต้องและตรงประเด็น ในคดีนี้ศาลได้พิจารณาคำสั่งของผู้คัดค้านในเรื่องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการดังกล่าวซึ่งวินิจฉัยชี้ขาดคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องแต่เพียงว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐาน แต่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้เกินมาเป็นเงิน ๖๙๔,๖๒๔,๖๒๒.๓๐ บาท เนื่องจากคำนวณคลาดเคลื่อนและหนี้อันดับที่ ๑๖ ซึ่งเป็นหนี้ตามสัญญาค้ำประกันบริษัทปัญจพลพัลพ์อินดัสตรี้ จำกัด นั้น ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานแสดงความเป็นหนี้ที่บริษัทปัญจพลเปเปอร์อินดัสตรี้ จำกัด ลูกหนี้ในคดีนี้ต้องรับผิดแต่อย่างใด ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสียนั้น คำสั่งของผู้คัดค้านดังกล่าวอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้บางส่วน แต่มิได้แสดงโดยชัดแจ้งในรายละเอียดของข้อเท็จจริงและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงเพื่อแสดงว่ามูลหนี้ที่ผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้นั้นในแต่ละอันดับผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้เพียงใด และที่คำสั่งระบุว่าผู้ร้องคำนวณผิดพลาดคลาดเคลื่อนก็ไม่มีรายละเอียดว่าคำนวณผิดพลาดในมูลหนี้อันดับใด อย่างไร เป็นข้อวินิจฉัยที่รวบรัดและเคลือบคลุมอันเป็นการยากที่ผู้ร้องจะได้มีโอกาสหยั่งทราบถึงเหตุผลและรายละเอียดในการมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้เสียจำนวน ๖๙๔,๖๒๔,๖๒๒.๓๐ บาท ของผู้คัดค้านและโต้แย้งคัดค้านได้ถูกต้อง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของผู้คัดค้านดังกล่าวว่า ผู้ร้องส่งพยานเอกสารถูกต้องครบถ้วนแล้ว และลูกหนี้เป็นหนี้ผู้ร้องตามจำนวนที่ขอรับชำระหนี้มา และขอให้พิจารณาทบทวนพยานหลักฐานและเอกสารทั้งหมดเพื่อคำนวณรายการหนี้ใหม่ให้ถูกต้องและแก้ไขคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ในส่วนที่ยังขาด รวมตลอดทั้งโต้แย้งในมูลหนี้ภาระค้ำประกันที่ผู้ร้องได้ออกหนังสือค้ำประกันแก่ธนาคารต่างประเทศให้แก่บริษัทลูกหนี้ว่า เมื่อธนาคารต่างประเทศหรือบริษัทที่ผู้ร้องค้ำประกันไว้เรียกเก็บเงินมา ผู้ร้องต้องจ่ายเงินตามภาระค้ำประกัน ผู้ร้องจึงมีสิทธิจะได้รับชำระหนี้คืนจากลูกหนี้นับแต่วันที่ได้จ่ายเงินไปแล้ว จึงชอบที่ผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้ในส่วนนี้ทั้งหมดนั้น เป็นการโต้แย้งตามสภาพที่เปิดช่องให้อยู่ในวิสัยจะพึงกระทำได้แล้ว จึงถือได้ว่าคำร้องคัดค้านของผู้ร้องเป็นการคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๓๒ วรรคสาม แล้ว ซึ่งชอบที่ศาลจะรับคำร้องคัดค้านของผู้ร้องไว้พิจารณาต่อไป

พิพากษากลับ ให้รับคำร้องคัดค้านของผู้ร้อง ให้ศาลล้มละลายกลางทำการไต่สวนและมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/32 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้ร้อง — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ลูกหนี้ — บริษัทปัญจพลเปเปอร์อินดัสตรี้ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
พิชัย เตโชพิทยากูล
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7672/2544
#42671
เปิดฉบับเต็ม

ก. ยกที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยจึงได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ส่วนที่จำเลยมิได้คัดค้านในกรณีที่โจทก์แจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 ก็ดี หรือขอรังวัดออกโฉนดที่ดินทั้งแปลงรวมเอาที่ดินส่วนที่พิพาทกันนี้ไปด้วยก็ดี อาจเป็นไปได้ว่าจำเลยไม่ทราบเรื่องหรือไม่เข้าใจ เพราะโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินส่วนใหญ่และเป็นผู้ไปดำเนินการเองโดยไม่บอกกล่าวให้จำเลยทราบ ถึงกระนั้นจำเลยก็ยังคงครอบครองที่ดินส่วนที่พิพาทมาตลอดจนถึงปัจจุบัน การที่โจทก์ไปขอออกโฉนดที่ดินโดยรวมเอาที่ดินพิพาทเข้าไปด้วยนั้น หาเป็นเหตุให้สิทธิของจำเลยเหนือที่ดินส่วนที่พิพาทที่มีอยู่แล้วโดยสมบูรณ์เสียไปไม่

ที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ดำเนินการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้จำเลยเข้าชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์นั้น โจทก์ไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมในอันที่จะต้องปฏิบัติต่อจำเลย แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินเฉพาะส่วนที่พิพาทคือส่วนที่ขีดเส้นสีเขียวตามแผนที่พิพาทเป็นของจำเลย การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดออกโฉนดรวมเอาที่ดินส่วนที่พิพาทกันนี้เข้าไปด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่ทับที่ดินส่วนที่พิพาทกันนี้เสียได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินฯ มาตรา 61 และเมื่อเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบแล้ว จำเลยจะขอให้ใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์ในโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบหาได้ไม่เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะไปดำเนินการออกโฉนดที่ดินเองตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3529 ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอเมืองตากจังหวัดตาก ของโจทก์ทั้งสองเนื้อที่ 1 งาน 22 7/10 ตารางวา และให้รื้อถอนบ้านเลขที่ 12 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองบัวใต้ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยและบริวารไม่ยอมรื้อถอน ขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อทำการรื้อถอนโดยให้จำเลยและบริวารเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การกับฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง และพิพากษาว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3529 ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เนื้อที่1 งาน 22 7/10 ตารางวา ให้โจทก์ทั้งสองดำเนินการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้จำเลยเข้าชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์ทั้งสองเนื้อที่ 1 งาน 22 7/10 ตารางวา และให้โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนภารจำยอมให้จำเลยเดินผ่านที่ดินของโจทก์ทั้งสองกว้าง 4 เมตรตลอดแนวทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 3529ไปจนจดทางสาธารณประโยชน์ หากโจทก์ทั้งสองไม่ดำเนินการดังกล่าวให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3529 กับโจทก์ นายเกิด ต่ายทองไม่เคยยกที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ให้แก่จำเลย จำเลยเข้ามาอาศัยอยู่ในที่ดินได้เพราะโจทก์ทั้งสองให้จำเลยเข้ามาอาศัยอยู่ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองดำเนินการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยเข้าชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์ทั้งสองเนื้อที่1 งาน 22 7/10 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท หากโจทก์ทั้งสองไม่ไปดำเนินการดังกล่าวให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสอง ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง คำขออื่นของจำเลยนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองเนื้อที่ 1 งาน 22 7/10 ตารางวา ตามแนวเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาท กับให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 12 หมู่ที่ 2ตำบลหนองบัวใต้ ที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทออกไป หากไม่ปฏิบัติตามให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 กับนายปานสามีจำเลยเป็นบุตรนายเกิด ต่ายทอง เดิมนายเกิดเป็นเจ้าของที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญ 1 แปลง อยู่ที่ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอเมืองตากจังหวัดตาก เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้แจ้งการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวในปี 2515 โจทก์ทั้งสองได้ขอออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นโฉนดเลขที่ 3529 ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอเมืองตากจังหวัดตาก จำเลยและนายปานผู้เป็นสามีได้ปลูกบ้านในที่ดินส่วนที่พิพาทกันนี้เนื้อที่ประมาณ 120 ตารางวา ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าที่ดินเฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 งาน 22 7/10ตารางวา ภายในกรอบเส้นสีเขียวที่ปรากฏในแผนที่พิพาท เป็นของจำเลยหรือไม่ ...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายเกิดได้ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยและนายปานครอบครอง จำเลยและนายปานจึงได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยและนายปานมิได้คัดค้านในกรณีที่โจทก์ทั้งสองแจ้งการครอบครองที่ดินตามสำเนาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ก็ดีหรือขอรังวัดออกโฉนดที่ดินทั้งแปลงรวมเอาที่ดินส่วนที่พิพาทกันนี้ไปด้วยก็ดี อาจเป็นไปได้ว่าจำเลยและนายปานไม่ทราบเรื่องหรือไม่เข้าใจเพราะโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ครอบครองที่ดินส่วนใหญ่ และเป็นผู้ไปดำเนินการเองโดยไม่บอกกล่าวให้จำเลยและนายปานทราบถึงกระนั้นจำเลยก็ยังคงครอบครองที่ดินส่วนที่พิพาทมาตลอดจนถึงปัจจุบัน การที่โจทก์ทั้งสองไปขอออกโฉนดที่ดิน โดยรวมเอาที่ดินพิพาทเข้าไปด้วยนั้น หาเป็นเหตุให้สิทธิของจำเลยเหนือที่ดินส่วนที่พิพาทที่มีอยู่แล้วโดยสมบูรณ์เสียไปไม่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฟังว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองดำเนินการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้จำเลยเข้าชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์ทั้งสองเนื้อที่ 1 งาน 22 7/10 ตารางวา นั้น โจทก์ทั้งสองไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมในอันที่จะต้องปฏิบัติต่อจำเลย แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินเฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 งาน 22 7/10 ตารางวาคือส่วนที่ขีดเส้นสีเขียวตามแผนที่พิพาทเป็นของจำเลย การที่โจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดออกโฉนดรวมเอาที่ดินส่วนที่พิพาทกันนี้เข้าไปด้วยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินเฉพาะที่ทับที่ดินส่วนที่พิพาทกันนี้เสียได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 และเมื่อเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบแล้วจำเลยจะขอให้ใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์ทั้งสองในโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบหาได้ไม่ เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะไปดำเนินการออกโฉนดที่ดินเอาเอง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน"

พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3529 ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินพิพาทตามที่ปรากฏในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.15 ส่วนที่ขีดเส้นสีเขียว เนื้อที่ 1 งาน 22 7/10 ตารางวา คำขออื่นของจำเลยให้ยก ให้ยกฟ้องของโจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367
ป.ที่ดิน ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บัว ต่ายทอง กับพวก
จำเลย — นาง ชั้น เย็นดี
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7665/2544
#98442
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายมีบาดแผลถลอกและฟกช้ำที่คอด้านขวาขนาด 1 x 2 เซนติเมตร และมีบาดแผลถลอกฟกช้ำที่โหนกแก้มซ้ายขนาด 1 x 1 เซนติเมตร แพทย์มีความเห็นว่าเกิดจากถูกของแข็งไม่มีคมกระแทกโดยแรง ใช้เวลารักษาประมาณ 7 วัน จะหายเป็นปกติ ถือได้ว่าเป็นบาดแผลเล็กน้อยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายตาม ป.อ. มาตรา 295 แต่ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 391 ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 391 ศาลฎีกาก็มีอำนาจลงโทษจำเลยในการกระทำตามที่พิจารณาได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสุดท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ , ๒๙๕ , ๓๕๘ , ๓๖๔ , ๓๖๕ ริบของกลาง และนับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๔๘๑/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ ๑ รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๓

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการเขต ๖ ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ แต่ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา ๓๙๑ ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า การกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ เป็นความผิดตามมาตรา ๓๙๑ ศาลฎีกาก็มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ในการกระทำตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสุดท้าย?

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑ ประกอบด้วยมาตรา ๘๓?
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 295 ม. 391
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสุดท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — นายมานัสหรือต๋อง พัวศรีพันธุ์ ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายธีระวัฒน์ สินธุวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7664/2544
#44012
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะทำให้ผู้กระทำผิดได้รับการยกเว้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสุดท้าย จะต้องเป็นการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและต่อมาภายหลังศาลอนุญาตให้ชายหญิงนั้นสมรสกัน คดีนี้ แม้ว่าภายหลังการกระทำผิดจำเลยกับผู้เสียหายจะจดทะเบียนสมรสกัน แต่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและศาลก็มิได้อนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายสมรสกัน การกระทำของจำเลยจึงไม่ได้รับยกเว้นโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กหญิง ส. ผู้เสียหาย อายุ 13 ปีเศษ ไปเสียจากนาง ฉ. ผู้เป็นมารดาและนาง ล. หรือนาง ม. ซึ่งเป็นผู้ปกครอง ผู้ดูแลผู้เสียหายเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม ต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากมารดาและผู้ปกครองผู้ดูแลผู้เสียหาย โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย 1 ครั้ง โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคท้าย เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 8 ปีฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก10 ปี รวมจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 9 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการที่จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากผู้เสียหายอายุ 13 ปีเศษ ไปเสียจากมารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จากนั้นจึงได้กระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยกระทำต่อเนื่องในวันเดียวกัน การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกาหรือถือว่าเป็นการกระทำต่างกรรมกันดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เห็นว่า แม้การกระทำของจำเลยดังกล่าวจะเป็นการกระทำต่อเนื่องในวันเดียวกันก็ตาม แต่ก็เห็นได้ชัดว่า จำเลยได้กระทำไปโดยมีเจตนาต่างกัน กล่าวคือจำเลยมีเจตนาพรากผู้เสียหายไปจากมารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารอันเป็นเจตนาที่กระทำต่อมารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลผู้เสียหายส่วนที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายก็เป็นเจตนากระทำชำเราผู้เสียหายอันเป็นเจตนาต่างกันกับเจตนาพรากผู้เยาว์ดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่างกรรมกันมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกา

สำหรับข้อที่จำเลยอ้างว่า จำเลยกับผู้เสียหายมีความรักใคร่กันโดยมีความประสงค์ที่จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ดังนั้น ในวันที่ 22ธันวาคม 2542 จำเลยกับผู้เสียหายได้จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277วรรคสุดท้าย การกระทำที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษนั้นจะต้องเป็นการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน แต่ในคดีนี้จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและศาลก็มิได้อนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายสมรสกัน การกระทำของจำเลยจึงไม่ได้รับยกเว้นโทษ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นาย ราเชนหรือสกลโชค ชุมขุน
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7600/2544
#41328
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน ป. ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระราคาที่ดินที่ค้างชำระโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนกับ ป. โดยมีข้อสัญญาเอาเปรียบ ป. สัญญาดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงขอให้บังคับจำเลยชำระราคาที่ดินที่เหลือพร้อมดอกเบี้ย โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมของ ป. โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิของ ป. โจทก์ในคดีก่อนถือว่าโจทก์และจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับคดีก่อน การที่โจทก์กลับมาฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่า ป. และจำเลยแสดงเจตนาลวงทำสัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนโดยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันกันตามสัญญาจึงเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนสัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุน แม้จะเป็นการเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงที่ ป. ฟ้องคดีก่อน แต่ศาลก็ต้องวินิจฉัยคดีนี้อีกว่า สัญญาการซื้อขายร่วมสัญญาร่วมลงทุนระหว่าง ป. กับจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ ดังนั้น คดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนพร้อมแบ่งผลตอบแทน และสัญญาขายที่ดินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 และหมายเลข 5 บังคับให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่10882 และโฉนดเลขที่ 10883 แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรนายประดิษฐ์ เสริฐศรี เดิมนายประดิษฐ์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10882 และโฉนดเลขที่ 10883 เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 นายประดิษฐ์กับจำเลยทำสัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนพร้อมแบ่งผลตอบแทน และในวันเดียวกันนายประดิษฐ์ทำสัญญาขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 นายประดิษฐ์ฟ้องจำเลยขอให้ชำระราคาที่ดินทั้งสองแปลงส่วนที่ค้างชำระอีก1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การสู้คดีและฟ้องแย้งตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 441/2539 ของศาลชั้นต้น ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นนายประดิษฐ์ถึงแก่ความตาย นายชวินทร์ เสริฐศรี ผู้จัดการมรดกของนายประดิษฐ์ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาวันที่ 29 สิงหาคม 2539 คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเนื่องจากผู้เข้าเป็นคู่ความแทนนายประดิษฐ์ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย ครั้นวันที่ 14 มกราคม2540 โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 441/2539 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนนายประดิษฐ์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระราคาที่ดินทั้งสองแปลงที่ค้างชำระอีก 1,800,000 บาท โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า นายประดิษฐ์ทำสัญญาขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยในราคา 6,300,000 บาท ในวันทำสัญญาซื้อขายจำเลยชำระเงินให้เพียง 4,500,000 บาท โดยนำเงินจำนวน 3,000,000บาท ไปไถ่ถอนจำนองที่นายประดิษฐ์เป็นหนี้ธนาคาร และสั่งจ่ายเช็คให้ 1,500,000 บาท ส่วนราคาที่ดินที่เหลืออีก 1,800,000 บาท จำเลยชักชวนให้นายประดิษฐ์ร่วมลงทุนประกอบการพัฒนาที่ดินทั้งสองแปลงนั้น จำเลยเป็นผู้ร่างสัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนพร้อมแบ่งผลตอบแทนโดยมีข้อความเอาเปรียบนายประดิษฐ์ สัญญาดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเพราะจำเลยคิดดอกเบี้ยจากเงินจำนวน 3,000,000 บาท ที่นำไปไถ่ถอนจำนองในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี คิดดอกเบี้ยจากเงินจำนวน 1,500,000 บาท ในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ราคาที่ดินที่เหลืออีก 1,800,000 บาท ซึ่งนายประดิษฐ์ต้องเบิกจากจำเลยไปพัฒนาที่ดินก็คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หากนายประดิษฐ์ ไม่ชำระดอกเบี้ยตามกำหนดจำเลยจะคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน หลังจากทำสัญญาดังกล่าวแล้วมิได้มีการพัฒนาที่ดิน นายประดิษฐ์ไม่ประสงค์จะร่วมประกอบการพัฒนาที่ดินกับจำเลย จึงขอให้บังคับจำเลยชำระราคาที่ดินที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ในวันทำสัญญาซื้อขายนายประดิษฐ์ได้รับเงินจากจำเลย 4,654,240 บาท ราคาที่ดินที่ค้างชำระมีเพียง 1,654,240 บาท สัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนพร้อมแบ่งผลตอบแทนเป็นสัญญาซื้อขายกับสัญญาร่วมลงทุนในฉบับเดียวกัน หากเป็นโมฆะก็เฉพาะส่วนที่เรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จำเลยออกเงินพัฒนาที่ดินแล้ว 50,000บาท นายประดิษฐ์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาร่วมลงทุนและไม่มีสิทธิเรียกค่าที่ดินที่ค้างชำระ นายประดิษฐ์ยังต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 4,654,240 บาทและในต้นเงิน 50,000 บาท ศาลชั้นต้นในคดีก่อนกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า 1. สัญญาซื้อขายที่ดิน (ที่ถูกสัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนพร้อมแบ่งผลตอบแทน) เป็นโมฆะทั้งฉบับหรือบางส่วนหรือไม่ 2. นายประดิษฐ์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและบังคับให้จำเลยชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 1,654,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ และ 3. นายประดิษฐ์จะต้องชำระดอกเบี้ยจำนวนตามฟ้องแย้งให้แก่จำเลยหรือไม่ แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนพร้อมแบ่งผลตอบแทน หามีข้อความใดขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ จึงมีผลผูกพันนายประดิษฐ์กับจำเลยไม่เป็นโมฆะจำเลยจ่ายเงินพัฒนาที่ดินเป็นค่าใช้จ่ายไถปรับที่ดินให้สวยงามเพียง 50,000 บาท ยังไม่ถือเป็นการพัฒนาที่ดินให้อยู่ในสภาพที่ขายได้ จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาร่วมลงทุนพัฒนาที่ดิน แต่นายประดิษฐ์มิได้บอกกล่าว โดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาเสียก่อน การที่นายประดิษฐ์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทันทีเป็นการไม่ชอบ นายประดิษฐ์ยังไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระราคาที่ดินที่เหลือ และนายประดิษฐ์ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่จำเลย โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมของนายประดิษฐ์ โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิของนายประดิษฐ์โจทก์ในคดีก่อน ถือว่าโจทก์และจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับคดีก่อนการที่โจทก์กลับมาฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่านายประดิษฐ์และจำเลยแสดงเจตนาลวงทำสัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนพร้อมแบ่งผลตอบแทนเพื่อให้จำเลยนำที่ดินไปจำนองแก่ธนาคารและนำเงินมาใช้ลงทุนในการจัดสรรที่ดิน โดยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันกันตามสัญญาจึงเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนสัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนพร้อมแบ่งผลตอบแทนและสัญญาขายที่ดินโดยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับสัญญาการซื้อขายที่ดินดังกล่าว แม้จะเป็นการเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงที่นายประดิษฐ์ฟ้องคดีก่อน แต่ศาลก็ต้องวินิจฉัยคดีนี้อีกว่า สัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนพร้อมแบ่งผลตอบแทนระหว่างนายประดิษฐ์กับจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ ดังนั้น คดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 441/2539 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ทินรัตน์ เสริฐศรี
จำเลย — นาย เรืองชัย แพร่ศิริพุฒิพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7595/2544
#98305
เปิดฉบับเต็ม

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์และอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาออกไป ซึ่งเป็นการสั่งในวันที่จำเลยยื่นอุทธรณ์และคำร้องขออนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษานั่นเอง และในคำร้องของจำเลยดังกล่าวมีหมายเหตุไว้ว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" ถือได้ว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งของศาลที่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาตามที่จำเลยขอออกไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อถึงกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และไม่วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษา จึงถือว่าจำเลยไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการดังกล่าว อันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 246 และ 174 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓,๑๓๓,๔๓๐ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๓ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่มิให้คิดดอกเบี้ยก่อนฟ้องเกินกว่าจำนวน ๘๐๖,๘๗๙.๖๘ ดอลลาร์สหรัฐ หากจำเลยไม่สามารถชำระเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐได้ ให้ชำระเป็นเงินสกุลบาทในอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่จำเลยชำระเงิน หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่จำเลยชำระเงินให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นนั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๕๐,๐๐๐ บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาด้วย

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยและอนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์กับเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาตามที่จำเลยขอดังกล่าวออกไปเป็นภายในวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๓ แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษามาชำระ เจ้าหน้าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงรายงานให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทราบในวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๓ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงให้ส่งสำนวนให้ศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งเกี่ยวกับกรณีทิ้งอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ตามข้อเท็จจริงในสำนวนได้ความว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์และอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาออกไปเป็นภายในวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นการสั่งในวันที่จำเลยยื่นอุทธรณ์และคำร้องขออนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาคือวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ นั้นเอง และในคำร้องของจำเลยดังกล่าวมีหมายเหตุไว้ว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" ดังนั้น จึงถือได้ว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาตามที่จำเลยขอออกไปเป็นภายในวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๓ โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อถึงกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และไม่วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาเช่นนี้ กรณีจึงถือว่าจำเลยไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลดังกล่าวภายในเวลาตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการดังกล่าว อันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔๕ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๖ และ ๑๗๔ (๒)

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 229 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโซซิเอเต้ ออกซิลิแย ดองเตอร์ปรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายเลิศศักดิ์ นพบุรานันท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7592/2544
#69612
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 20 ได้บัญญัติวิธีดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีของศาลแขวงไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการทำคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 มาใช้บังคับได้ ศาลชั้นต้นบันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ และคำพิพากษาในบันทึกฉบับเดียวกันและอ่านให้คู่ความฟังในวันเดียวกัน จำเลยที่ 1 ที่ 2 รวมทั้งโจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ลงชื่อทราบไว้โดยไม่มีฝ่ายใดโต้แย้งว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าใจข้อหาตามฟ้องแล้วจึงรับสารภาพ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ , ๓๙๑ , ๘๓ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ , ๘๓ จำคุกคนละ ๒ เดือน จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑ , ๘๓ ปรับคนละ ๑,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คงจำคุกคนละ ๑ เดือน จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ คงปรับคนละ ๕๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ริบของกลาง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในปัญหาข้อกฎหมายตามที่ศาลชั้นต้นรับขึ้นมาว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๖ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฐานทำร้ายจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ ซึ่งความผิดตามมาตรานี้กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงซึ่งผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ตามมาตรา ๑๕ ประกอบมาตรา ๒๒ (๕) แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมที่ใช้บังคับในขณะนั้น และในกรณีที่ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตามข้อหาที่พนักงานสอบสวนแจ้งในชั้นสอบสวน พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้บัญญัติถึงวิธีการที่พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการและศาลต้องปฏิบัติไว้ในมาตรา ๒๐ ว่า "? ให้พนักงานสอบสวนนำผู้ต้องหามายังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาลโดยมิต้องทำการสอบสวน และให้ฟ้องด้วยวาจา ให้ศาลถามผู้ต้องหาว่าจะให้การประการใด และถ้าผู้ต้องหายังให้การรับสารภาพ ให้ศาลบันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ และทำคำพิพากษาในบันทึกฉบับเดียวกัน แล้วให้โจทก์จำเลยลงชื่อไว้ในบันทึกนั้น?" จึงเป็นกรณีที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้บัญญัติวิธีดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีของศาลแขวงไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการทำคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๖ มาใช้บังคับในกรณีนี้ได้ตามที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยังให้การรับสารภาพในชั้นศาล การที่ศาลชั้นต้นบันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ และคำพิพากษาในบันทึกฉบับเดียวกัน และอ่านให้คู่ความฟังในวันเดียวกันซึ่งจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ รวมทั้งโจทก์ จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ก็ลงชื่อทราบไว้แล้วโดยไม่มีฝ่ายใดโต้แย้งว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เข้าใจข้อหาตามฟ้องแล้วจึงรับสารภาพ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายสุทน เทพธัญญ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นายอนันต์ ยมจินดา
ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ — นายสุรศักดิ์ วิมลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7587/2544
#44011
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ซึ่งครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 28 ตุลาคม 2541 จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 28ตุลาคม 2541 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วันนับแต่วันยื่นคำขอ ศาลชั้นต้นอนุญาตจึงครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ในวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2541 ดังนั้น การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ในวันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2541 จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์เมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้แล้ว การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 153 ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ยกคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นเสีย อุทธรณ์ของจำเลยหลังจากนี้จึงต้องตกไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับอุทธรณ์ของจำเลยซึ่งตกไปดังกล่าวจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2541 จำเลยอุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาลชั้นต้นว่าเจ้าหนี้ได้ลงมติในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 61

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2541 ซึ่งจะครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 28 ตุลาคม 2541 จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 28 ตุลาคม 2541 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันยื่นคำขอ ศาลชั้นต้นอนุญาตจึงครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ในวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2541 ดังนั้น การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ในวันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2541 จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์เมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้แล้ว การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 153 เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา จึงเห็นสมควรให้ยกคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 นั้นเสีย เมื่อเป็นดังนี้อุทธรณ์ของจำเลยหลังจากนี้จึงต้องตกไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับอุทธรณ์ของจำเลยซึ่งตกไปดังกล่าวจึงไม่ชอบ จำต้องยกเสีย และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไป"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย และยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาและชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวทั้งหมดแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 153
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย บรรจบ เจียรพันธ์พงษ์
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7585/2544
#44010
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกการจับกุมระบุว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดด้านหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนมีตัวอักษรภาษาอังกฤษ "WY"โดยมีนายดาบตำรวจ ว. ผู้จับกุมเบิกความสนับสนุนว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางแต่ละเม็ดมีอักษร "WY" และตามคำให้การชั้นสอบสวนของนายดาบตำรวจ ว. ก็ระบุว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางมีตัวอักษร"WY" ทั้งไม่ปรากฏเหตุผลว่าเหตุใดบัญชีของกลางซึ่งทำขึ้นโดยพนักงานสอบสวนจึงได้มีข้อความเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางคดีอาญาว่าเป็นยาเสพติดให้โทษสีม่วงมีอักษรภาษาอังกฤษ"เอ็มวาย"ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากอักษร "WY" เป็นอย่างมาก และข้อเท็จจริงที่ได้จากคำเบิกความของ ล. พยานโจทก์ซึ่งเบิกความประกอบรายงานผลการตรวจพิเคราะห์ว่าของกลางที่ได้รับมาเพื่อตรวจพิสูจน์นั้น ด้านหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนมีอักษรคล้ายตัวอักษร "เอ็ม" อีกด้านหนึ่งมีตัวเลข 99 และ ล. ยังตอบคำถามติงของผู้แทนโจทก์อีกว่าอักษร "เอ็ม" บนยาเม็ดของกลางมีขนาดเกือบเต็มเม็ด ดังนี้เกี่ยวกับตัวอักษรและตัวเลขที่ปรากฏบนเมทแอมเฟตามีนแต่ละเม็ดเป็นสัญญลักษณ์ที่ผู้จัดทำทำขึ้นเพื่อใช้เป็นที่สังเกต อันเป็นลักษณะเฉพาะของเมทแอมเฟตามีนแต่ละชนิด จึงถือว่าเป็นสาระสำคัญ หาใช่เป็นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิดไม่ เมื่อสิ่งของดังกล่าวที่พนักงานสอบสวนส่งไปเพื่อตรวจพิสูจน์ให้ทราบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนหรือไม่นั้น ไม่ใช่เป็นจำนวนเดียวกันกับวัตถุของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมยึดมาได้จากจำเลยแล้ว จึงไม่อาจนำผลการตรวจพิสูจน์มาใช้ยันจำเลยว่า วัตถุที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมยึดมาได้จากจำเลยเป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามกฎหมาย ฉะนั้น เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบว่าเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้ค้นพบเมทแอมเฟตามีนที่ตัวจำเลยและภายในบ้านจำเลยและโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้ฟังได้ว่าวัตถุของกลางที่ยึดได้จากจำเลยเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยไม่ได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 91 คืนธนบัตรจำนวน 220 บาท แก่เจ้าของ และริบของกลางอื่นทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 12 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 17 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรจำนวน 220 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ และคืนธนบัตรจำนวน3,000 บาท แก่จำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมยึดมาได้จากจำเลยนั้นไม่ใช่เมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกันกับที่พนักงานสอบสวนส่งไปให้นางสาวเล็กเผ่าพืชพันธุ์ ตรวจพิสูจน์ และว่าข้อแตกต่างเกี่ยวกับลักษณะของตัวอักษรที่ปรากฏบนเม็ดเมทแอมเฟตามีนนั้นเป็นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิดเท่านั้น คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ยึดมาได้จากจำเลยซึ่งเป็นคดีอาญา จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องนำพยานหลักฐานมาสืบแสดงต่อศาลให้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามที่โจทก์ฟ้องกล่าวหา ดังนั้น ในคดีนี้ตามคำฟ้องและการเสนอพยานหลักฐานโจทก์จะต้องนำสืบให้ฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และวัตถุที่โจทก์อ้างว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้นจะต้องเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (ลำดับที่ 20) ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522จึงมีข้อที่จะต้องพิจารณาให้ได้ความว่า เมทแอมเฟตามีนที่นางสาวเล็กเผ่าพืชพันธุ์ พยานโจทก์ตรวจพิสูจน์นั้นเป็นจำนวนเดียวกันกับวัตถุของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมยึดได้จากจำเลยหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ยังสับสนและมีข้อพิรุธ ทำให้เป็นที่น่าสงสัยไม่น่าเชื่อว่าเป็นจำนวนเดียวกัน กล่าวคือข้อเท็จจริงได้ความตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.3 ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดจำนวน147 เม็ดนั้น ด้านหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนมีตัวอักษรภาษาอังกฤษ "WY"โดยมีนายดาบตำรวจวันชัยเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเบิกความสนับสนุนว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางแต่ละเม็ดมีอักษร "WY" และตามคำให้การชั้นสอบสวนของนายดาบตำรวจวันชัยตามเอกสารหมาย จ.6 ก็ระบุว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางมีตัวอักษร "WY" ทั้งไม่ปรากฏเหตุผลว่าเหตุใดบัญชีของกลางเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งทำขึ้นโดยพนักงานสอบสวนจึงได้มีข้อความเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางคดีอาญาที่ได้รับมอบมาจากเจ้าพนักงานผู้จับกุมว่าเป็นยาเสพติดให้โทษสีม่วง มีอักษรภาษาอังกฤษ "เอ็มวาย" ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากอักษร "WY" เป็นอย่างมากแม้ว่าจะนำอักษร "WY" มาอ่านแบบกลับหัวก็ไม่สามารถอ่านเป็นอักษร"เอ็มวาย" ไปได้ และข้อเท็จจริงที่ได้จากคำเบิกความของนางสาวเล็กพยานโจทก์ซึ่งเบิกความประกอบรายงานผลการตรวจวิเคราะห์เอกสารหมาย ป.จ.1 ว่าของกลางจำนวน 147 เม็ด ที่ได้รับมาเพื่อตรวจพิสูจน์นั้นด้านหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนมีอักษรคล้ายตัวอักษร "เอ็ม" อีกด้านหนึ่งมีตัวเลข 99 และนางสาวเล็กยังตอบคำถามติงของผู้แทนโจทก์อีกว่าอักษร "เอ็ม" บนยาเม็ดของกลางมีขนาดเกือบเต็มเม็ด และว่าถ้าไม่สังเกตให้ดีอาจอ่านเป็นตัว "ฬ" ได้ เกี่ยวกับตัวอักษรและตัวเลขที่ปรากฏบนเมทแอมเฟตามีนแต่ละเม็ดเป็นสัญลักษณ์ที่ผู้จัดทำทำขึ้นเพื่อใช้เป็นที่สังเกต อันเป็นลักษณะเฉพาะของเมทแอมเฟตามีนแต่ละชนิดจึงถือว่าเป็นสาระสำคัญ หาใช่เป็นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำผิดดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาจึงฟังได้ชัดเจนว่า เมทแอมเฟตามีนที่นางสาวเล็กทำการตรวจพิสูจน์นั้นไม่ใช่เป็นจำนวนเดียวกันกับวัตถุของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมยึดได้จากจำเลยแม้นางสาวเล็กจะเบิกความว่าพยานได้รับของกลางในคดีนี้จากสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่ามะกาเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2540 ซึ่งส่งมาทางไปรษณีย์โดยใส่มาในซอง 2 ชั้น มีแบบฟอร์มของทางราชการปะหน้า ระบุชื่อผู้ต้องหาว่านางสาวแววตา ยอดครู มีลายมือชื่อผู้ต้องหากำกับไว้ด้วยก็ตาม ก็หาอาจนำมารับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยดังที่โจทก์ฎีกาได้ไม่ เพราะสิ่งของที่พนักงานสอบสวนส่งไปให้ตรวจพิสูจน์มีลักษณะชัดเจนดังที่นางสาวเล็กเบิกความดังนั้น เมื่อสิ่งของดังกล่าวที่พนักงานสอบสวนส่งไปเพื่อตรวจพิสูจน์ให้ทราบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนหรือไม่นั้น ไม่ใช่เป็นจำนวนเดียวกันกับวัตถุของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมยึดมาได้จากจำเลยแล้วจึงไม่อาจนำผลการตรวจพิสูจน์ตามเอกสารหมาย ป.จ.1 มาใช้ยันจำเลยว่าวัตถุที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมยึดมาได้จากจำเลยเป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามกฎหมายและประกาศของกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าว ฉะนั้น เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบว่าเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้ค้นพบเมทแอมเฟตามีนที่ตัวจำเลยและภายในบ้านจำเลยและโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้ฟังได้ว่าวัตถุของกลางที่ยึดได้จากจำเลยเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยไม่ได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยและฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะแม้จะวินิจฉัยให้ก็ไม่มีผลทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นางสาว แววตา ยอดครู
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7584/2544
#43376
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เอารถยนต์ประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลย ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย โจทก์ขับรถยนต์ชนราวสะพานและเสียหลักพุ่งตกลงบนหลังคาบ้านของ ม. โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยให้ชำระค่าเสียหายอันเกิดแก่ ม. ให้โจทก์ ดังนี้ เมื่อโจทก์มีความรับผิดตามกฎหมายเพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของ ม. โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในนามของโจทก์จากจำเลยผู้รับประกันภัยค้ำจุนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 เพราะกรณีเช่นนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องรับช่วงสิทธิแม้โจทก์จะยังมิได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ม. ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 287,500 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันเดียวกันกับที่จำเลยยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 24

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า สิทธิตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนเป็นของบุคคลภายนอกผู้ต้องเสียหายเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ได้เอารถยนต์คันเกิดเหตุตามฟ้องประกันภัยค้ำจุนไว้ต่อจำเลย ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัยดังกล่าว โจทก์ได้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุชนราวสะพานกรุงธนบุรีและพุ่งตกลงบนหลังคาบ้านของนายมนู วงษ์จันทร์ ทำให้บ้านหลังดังกล่าวได้รับความเสียหาย โจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายมนูปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้มีเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องประกันภัย ซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยในกรณีที่โจทก์ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดตามกฎหมายเพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก เนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถยนต์ที่ประกันภัยไว้ ความรับผิดของโจทก์ที่มีต่อนายมนูวงษ์จันทร์ ได้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่รถของโจทก์เสียหลักพุ่งตกลงบนหลังคาบ้านของนายมนูตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารท้ายฟ้อง ในหมวดที่ 2 ส่วนที่ 2การคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 2.3 ระบุว่า "บริษัทจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย เพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถยนต์ในระหว่างระยะเวลาประกันภัย..."ดังนี้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนในนามของโจทก์จากจำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 887 แม้โจทก์จะยังมิได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายมนูก็ตามเพราะกรณีเช่นนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องรับช่วงสิทธิดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อคดีรับฟังได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง แต่ยังมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า นายมนูได้รับความเสียหายเพียงใด จำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายมนูครบถ้วนแล้วหรือไม่ และโจทก์ขับรถในขณะเมาสุราและไม่มีใบอนุญาตขับรถอันเป็นการผิดเงื่อนไขความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ ซึ่งจะต้องมีการสืบพยานกันต่อไป จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เกรียงไกร จังหวะเลิศ
จำเลย — บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
อำนวย เต้พันธ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7584/2544
#69624
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิฟ้องผู้รับประกันภัยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก แม้ผู้เอาประกันภัยจะยังมิได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนจำนวน ๒๘๗,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะผู้ที่ได้รับความเสียหายจากรถยนต์กระบะที่จำเลยรับประกันภัยค้ำจุนไว้คือนายมนู วงษ์จันทร์ ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านหลังที่ได้รับความเสียหาย อีกทั้งโจทก์ขับรถในขณะเมาสุราและไม่มี ใบอนุญาตขับรถ ซึ่งผิดเงื่อนไขความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายมนูครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ในวันเดียวกันกับที่จำเลยยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า สิทธิตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนเป็นของบุคคลภายนอก ผู้ต้องเสียหายเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ได้เอารถยนต์คันเกิดเหตุตามฟ้องประกันภัยค้ำจุนไว้ ต่อจำเลย ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัยดังกล่าว โจทก์ได้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุชนราวสะพานกรุงธนบุรี และพุ่งตกลงบนหลังคาบ้านของนายมนู วงษ์จันทร์ ทำให้บ้านหลังดังกล่าวได้รับความเสียหาย โจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายมนู ปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้มีเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยชำระ ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องประกันภัย ซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหม ทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยในกรณีที่โจทก์ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดตามกฎหมายเพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก เนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถยนต์ที่ประกันภัยไว้ ความรับผิดของโจทก์ที่มีต่อนายมนู วงษ์จันทร์ ได้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่รถของโจทก์เสียหลักพุ่งตกลงบนหลังคาบ้านของนายมนู ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารท้ายฟ้อง ในหมวดที่ ๒ ส่วนที่ ๒ การคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ ๒.๓ ระบุว่า "บริษัทจะใช้ค่า สินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย เพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก เนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถยนต์ในระหว่างระยะเวลาประกันภัย?" ดังนี้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในนามของโจทก์จากจำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๘๗ แม้โจทก์จะยังมิได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายมนูก็ตาม เพราะกรณีเช่นนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องรับช่วงสิทธิดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยชำระ ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกานั้นไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อคดีรับฟังได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง แต่ยังมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า นายมนูได้รับความเสียหายเพียงใด จำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายมนูครบถ้วนแล้วหรือไม่ และโจทก์ขับรถในขณะเมาสุราและไม่มี ใบอนุญาตขับรถอันเป็นการผิดเงื่อนไขความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ ซึ่งจะต้องมีการสืบพยานกันต่อไป จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 วรรคหนึ่ง ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรียงไกร จังหวะเลิศ
จำเลย — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประโลม คเชนทร์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
อำนวย เต้พันธ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7571/2544
#43375
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องความว่าจำเลยทำขึ้นซึ่งเอกสารปลอม โดยปลอมลายมือชื่อของผู้ขอเอาประกันภัยรวม 6 คน และกรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในแบบพิมพ์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลของโจทก์ร่วมรวม 6 ฉบับเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงที่ผู้ขอเอาประกันภัยทั้งหกคนดังกล่าวทำขึ้น เพื่อขอประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลกับโจทก์ร่วมแล้วจำเลยใช้เอกสารปลอมที่ทำขึ้นรวม 6 ฉบับดังกล่าวยื่นต่อโจทก์ร่วมเพื่อขอเอาประกันภัย เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อ จึงได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้มีรายชื่อขอเอาประกันภัยทั้งหกคนนั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารทั้งหกฉบับและใช้เอกสารปลอมทั้งหกฉบับซึ่งแต่ละฉบับมีชื่อผู้ขอเอาประกันภัยแต่ละคนอ้างต่อโจทก์ร่วมเอง แม้ปรากฏว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่จำเลยใช้เอกสารปลอมดังกล่าวจำนวน 2 ฉบับ ในวันเดียวกันก็ตาม ต้องถือว่าจำเลยใช้เอกสารปลอมรวม 6 กระทง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารปลอมมาเพียง 5 กระทงจึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยไม่แก้โทษที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 341 และให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้เงินจำนวน 1,374,802 บาทแก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต แล้วโจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาฉ้อโกง ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 เฉพาะข้อหาดังกล่าวและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 265, 268 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคสอง จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมรวม 5 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 30 เดือน จำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 เดือนส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 1,374,802 บาทนั้น เห็นว่า ข้อหาฉ้อโกงโจทก์ร่วมได้ถอนคำร้องทุกข์และศาลได้จำหน่ายคดีเฉพาะข้อหาฉ้อโกงไปแล้ว คำขอโจทก์ส่วนนี้จึงให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1ว่ามีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทำปลอมขึ้นซึ่งเอกสาร โดยปลอมลายมือชื่อของผู้ขอเอาประกันภัยรวม 6 คน และกรอกข้อความลงในแบบพิมพ์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลของโจทก์ร่วมรวม 6 ฉบับ แล้วจำเลยที่ 1 ใช้เอกสารปลอมดังกล่าวยื่นต่อโจทก์ร่วมเพื่อขอเอาประกันภัยเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อ จึงได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้มีชื่อที่ขอเอาประกันภัยตามเอกสารปลอมดังกล่าว โดยตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้านปรากฏว่า จำเลยที่ 1ทำงานกับโจทก์ร่วมมานานประมาณ 5 ปี จนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายประเมินการประกันภัย ทำหน้าที่ตรวจสอบความสามารถผู้เอาประกันภัยและตรวจสอบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน นับเป็นตำแหน่งหน้าที่ซึ่งควรได้รับความไว้วางใจจากโจทก์ร่วมในความซื่อสัตย์สุจริตเป็นอย่างยิ่งและจำเลยที่ 1 ย่อมมีประสบการณ์ในการทำงานและความรอบรู้ในระบบงานของโจทก์ร่วมเป็นอย่างดี แต่จำเลยที่ 1 กลับอาศัยประสบการณ์ในการทำงานและความรอบรู้ดังกล่าวมากระทำความผิดต่อโจทก์ร่วมผู้เป็นนายจ้างเสียเอง พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง การที่จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมจนไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาฉ้อโกงแล้วก็ตาม ก็มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหาดังกล่าวระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) เท่านั้น ส่วนความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมซึ่งจำเลยที่ 1 กระทำนั้นหาได้ระงับไปด้วยไม่ แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนทั้งมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวดังที่กล่าวอ้างในฎีกาก็ยังสมควรลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1เพียงกระทงละ 6 เดือน ก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่ง โดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 และเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องความว่า จำเลยที่ 1 ทำขึ้นซึ่งเอกสารปลอม โดยปลอมลายมือชื่อของผู้ขอเอาประกันภัยรวม 6 คน และกรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในแบบพิมพ์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลของโจทก์ร่วมรวม 6 ฉบับ เพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงที่ผู้ขอเอาประกันภัยทั้งหกคนดังกล่าวทำขึ้น เพื่อขอประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลกับโจทก์ร่วม แล้วจำเลยที่ 1 ใช้เอกสารปลอมที่ทำขึ้นรวม6 ฉบับดังกล่าว ยื่นต่อโจทก์ร่วมเพื่อขอเอาประกันภัย เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อ จึงได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้มีรายชื่อขอเอาประกันภัยทั้งหกคนนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารทั้งหกฉบับและใช้เอกสารปลอมทั้งหกฉบับซึ่งแต่ละฉบับมีชื่อผู้ขอเอาประกันภัยแต่ละคนต่อโจทก์ร่วมเอง แม้ปรากฏว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่จำเลยที่ 1 ใช้เอกสารปลอมดังกล่าวจำนวน 2 ฉบับในวันเดียวกันก็ตาม ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ใช้เอกสารปลอมรวม 6 กระทง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้เอกสารปลอมมาเพียง 5 กระทง จึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยไม่แก้โทษที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 นอกจากนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ยังไม่ชัดแจ้งศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องชัดแจ้งเสียด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 264 วรรคแรกเนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 264 วรรคแรก ตามมาตรา 268 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 6 กระทงนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 264
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สุวัฒน์ คิดประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ