คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6720/2544
#69580
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าจำเลยออกเช็คพิพาทให้ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อไปจาก ผู้เสียหาย แต่สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือมิฉะนั้นย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง เมื่อโจทก์ไม่มีสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยมาแสดง จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทให้ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่บังคับได้ตามกฎหมาย แม้รถยนต์ที่จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อจากบริษัท ธ. ผู้ให้เช่าซื้อเป็นรถยนต์ยี่ห้อ สี หมายเลขเครื่องและหมายเลขตัวถังอย่างเดียวกันกับรถยนต์ที่จำเลยขอเช่าซื้อจากผู้เสียหายก็ตาม แต่ผู้เสียหาย ก็มิได้เป็นคู่สัญญาเช่าซื้อกับจำเลย ข้อตกลงระหว่างผู้เสียหายกับบริษัท ธ. ผู้ให้เช่าซื้อ จะมีอยู่อย่างไร ก็ไม่ทำให้ ผู้เสียหายกลายเป็นคู่สัญญาเช่าซื้อกับจำเลยไปได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีก่อน

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ (๑) จำคุก ๒ เดือน ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาคดีก่อนนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คดีอยู่ในระหว่างฎีกา จึงนับโทษต่อให้ไม่ได้ ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าจำเลยออกเช็คพิพาทให้ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ ค่าเช่าซื้อรถยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อไปจากผู้เสียหาย แต่สัญญาเช่าซื้อนั้นต้องทำเป็นหนังสือมิฉะนั้นย่อมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๒ วรรคสอง สำหรับสำเนาใบขอเช่าซื้อรถยนต์ที่จำเลยทำขึ้นเสนอ ต่อผู้เสียหายคงเป็นเพียงคำเสนอขอเช่าซื้อรถยนต์เท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาเช่าซื้อแต่อย่างใด ส่วนหนังสือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เป็นสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างบริษัท ธ. กับจำเลย ซึ่งแม้จะปรากฏว่ารถยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อจากบริษัท ธ. เป็นรถยนต์ยี่ห้อ สี หมายเลขเครื่องและหมายเลขตัวถังอย่างเดียวกันกับรถยนต์ตามสำเนาใบขอเช่าซื้อรถยนต์ก็ตาม แต่ผู้เสียหายก็มิได้เป็นคู่สัญญาเช่าซื้อกับจำเลย ข้อตกลงระหว่างผู้เสียหายกับบริษัท ธ. จะมีอยู่อย่างไร ก็ไม่ทำให้ผู้เสียหายกลายเป็นคู่สัญญากับจำเลยไปได้ เมื่อโจทก์ไม่มีสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยมาแสดง จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทให้ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่บังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอฟังว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระเงินดาวน์หรือค่าเช่าซื้อรถยนต์ให้ ผู้เสียหาย และพิพากษายกฟ้องเสียนั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายธาดา หะยีมะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายสุรพร ชลสาคร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายประจวบ กระจ่างทิม
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6709/2544
#41301
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นพาหนะในการบรรทุกยางพาราหลบหนีอันเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การพาทรัพย์นั้นไป เป็นการบรรยายฟ้องเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นบทบัญญัติเพื่อเพิ่มโทษหากผู้กระทำผิดใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิได้บัญญัติให้ถือว่ายานพาหนะนั้นเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิดด้วย ดังนั้น การที่จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางในการบรรทุกยางพาราหลบหนี ก็มิได้หมายความว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นเครื่องมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์ รถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลมีอำนาจสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า มีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักยางพาราแผ่นจำนวน206 แผ่นราคา 5,988 บาท ของนางวิภาภรณ์หรือวิภาพร เอ้งฉ้วนผู้เสียหายไปโดยทุจริตโดยในการลักทรัพย์ดังกล่าวคนร้ายร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การพาทรัพย์นั้นไปเจ้าพนักงานพบจำเลยทั้งสอง นายสมศักดิ์ แซ่โห้วและนายวรรณโชคนาเลื่อน กับพวกอีกหนึ่งคนซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันครอบครองยางพาราแผ่นทั้งหมดของผู้เสียหายที่ถูกลักไปดังกล่าว ในวันเดียวกันเจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 กับนายสมศักดิ์ แซ่โห้วได้ เจ้าพนักงานติดตามยึดยางพาราแผ่นดังกล่าวและรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนได้ นำส่งพนักงานสอบสวนเป็นของกลางจำเลยที่ 2 กับนายวรรณโชค นาเลื่อน เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนจำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าวได้ร่วมกันเป็นคนร้ายลักยางพาราแผ่นของกลางของผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการบรรทุกยางพาราแผ่นของกลางหลบหนีอันเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การพาทรัพย์นั้นไป หรือมิฉะนั้นระหว่างหลังเกิดเหตุลักทรัพย์ถึงวันเวลาที่เจ้าพนักงานพบยางพาราแผ่นของกลางอยู่ในครอบครองของจำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าว วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสียหรือรับไว้ด้วยประการใด ซึ่งยางพาราแผ่นของกลางโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์ เหตุรับของโจรเกิดที่ตำบลแหลมสอม อำเภอปะเหลียม จังหวัดตรัง ผู้เสียหายรับยางพาราแผ่นของกลางคืนไปแล้ว ส่วนรถจักรยานยนต์ของกลางเจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ, 357 และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7) วรรคสาม (ที่ถูกวรรคสอง)ประกอบด้วย มาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 9 เดือนสำหรับข้อหารับของโจรให้ยก ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น เห็นว่า รถจักรยานยนต์เพียงใช้สะดวกในการไปมาเท่านั้น มิใช่เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดโดยตรง จึงไม่ริบ ให้ยกคำขอ

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ริบของกลาง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการบรรทุกยางพาราหลบหนีอันเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การพาทรัพย์นั้นไป เป็นการบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ซึ่งมีข้อความว่า ผู้ใดกระทำผิดตามมาตรา 335 โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้กึ่งหนึ่ง หาได้บัญญัติให้ถือว่ายานพาหนะนั้นเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิดด้วยไม่ การที่จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการบรรทุกยางพาราหลบหนีก็มิได้ความว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้รถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์ รถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลมีอำนาจสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นาย พรศักดิ์ นาเลื่อน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6709/2544
#257577
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการบรรทุกยางพารา หลบหนีอันเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การพาทรัพย์นั้นไป เป็นการบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ แต่บทบัญญัติมาตรา 336 ทวิ หาได้ให้ถือว่ายานพาหนะนั้นเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิดด้วยไม่

จำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการบรรทุกยางพาราหลบหนี มิได้ความว่า จำเลยได้ใช้รถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์ เมื่อรถจักรยานยนต์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลมีอำนาจสั่งริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ศาลย่อมพิพากษาให้คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของ

ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายพรศักดิ์ นาเลื่อน กับพวก
ทวิ — ป.อ. มาตรา 33 (1), 336
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายธรรมนาถ กาวชู
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6703/2544
#41300
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยของจำเลยที่ 1จะชอบด้วยระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 หรือไม่ก็ตาม ตราบใดที่จำเลยที่ 1 ยังมิได้ใช้อำนาจในฐานะนายจ้างมีคำสั่งอันเนื่องมาจากการสอบสวนตามคำสั่งดังกล่าวให้มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ หาถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ไม่ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิจากจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย

โจทก์ถูกกล่าวหาว่าทุจริตเบิกค่าเช่าบ้านซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาคจึงมีอำนาจสั่งให้พักงานโจทก์ไว้ก่อนได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 1 จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ไม่มีผลกระทบต่อคำสั่งให้พักงานคำสั่งที่ให้พักงานโจทก์เพื่อรอฟังผลการสอบสวนทางวินัยจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นพนักงานตำแหน่งสุดท้ายเป็นรองผู้ว่าการปฏิบัติการ 2 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการในนามจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าการจำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริตได้ออกคำสั่งโดยมิชอบตั้งจำเลยที่ 3 และที่ 6 ซึ่งมิใช่เป็นพนักงานการประปาส่วนภูมิภาคเป็นประธานกรรมการสอบสวนและกรรมการสอบสวน ร่วมกับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 เพื่อสอบสวนทางวินัยซึ่งกล่าวหาว่าโจทก์ทุจริตในการเบิกค่าเช่าบ้าน ทั้งที่โจทก์ได้เบิกค่าเช่าบ้านถูกต้องตามระเบียบ วันที่ 22 เมษายน 2542 จำเลยที่ 2ในฐานะผู้ว่าการได้ออกคำสั่งพักงานโจทก์ โดยอาศัยคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนที่ไม่ชอบดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เสียหายขอให้บังคับจำเลยที่ 1 เพิกถอนคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยและเพิกถอนคำสั่งพักงานโจทก์ หากไม่ยอมปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งเจ็ดให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ 2 ของโจทก์ว่า การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 มีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์กรณีโจทก์ถูกกล่าวหาว่าทุจริตในการเบิกค่าเช่าบ้านตามคำสั่งการประปาส่วนภูมิภาคที่ 103/2542 และที่ 124/2542นั้น เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตามคำสั่งการประปาส่วนภูมิภาคที่ 103/2542 และที่ 124/2542 จะชอบด้วยระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 หรือไม่ก็ตามตราบใดที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวยังมิได้ใช้อำนาจในฐานะนายจ้างมีคำสั่งอันเนื่องมาจากการสอบสวนตามคำสั่งดังกล่าวให้มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการสอบสวนยังทำการสอบสวนไม่เสร็จ ซึ่งจำเลยที่ 1 ยังมิได้มีความเห็นหรือมีมติว่าโจทก์มีความผิดและมีคำสั่งที่เป็นผลร้ายแก่โจทก์ จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิจากการที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตามฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 3 ที่โจทก์อ้างในข้อ 3.1 ว่า คำสั่งพักงานเป็นคำสั่งที่กระทบสิทธิของโจทก์ คือโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างไม่มีสิทธิใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งและทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงย่อมถือได้ว่าเป็นคำสั่งที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้วนั้น อุทธรณ์ดังกล่าวไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง เนื่องจากศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ให้พักโจทก์ไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใด ถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่มิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้ง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนอุทธรณ์ข้อ 3.2ของโจทก์พอสรุปได้ว่า คำสั่งให้พักงานโจทก์ของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งให้พักงานโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2522 มาตรา 23 บัญญัติว่า "ผู้ว่าการมีอำนาจ (1) บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้างลงโทษทางวินัยพนักงานและลูกจ้าง ตลอดจนให้พนักงานและลูกจ้างออกจากตำแหน่งตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด แต่ถ้าเป็นพนักงานหรือลูกจ้างชั้นที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการฝ่าย หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าขึ้นไป จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน..." และข้อบังคับการประปาภูมิภาค ว่าด้วยการพักงานการสั่งให้ออกจากงานไว้ก่อนและการจ่ายเงินเดือนของผู้ที่ถูกสั่งพักงาน หรือถูกสั่งให้ออกจากงานไว้ก่อน พ.ศ. 2524ข้อ 4 ระบุว่า "ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ปฏิบัติงานผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญาเว้นแต่ความผิดลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ผู้ว่าการจะสั่งให้พักงานหรือสั่งให้ออกจากงานไว้ก่อนก็ได้..." เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถูกกล่าวหาว่าทุจริตในการเบิกค่าเช่าบ้านซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นโดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาคจึงมีอำนาจสั่งให้พักงานโจทก์ไว้ก่อนได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 1จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่มีผลกระทบต่อคำสั่งให้พักงาน คำสั่งการประปาส่วนภูมิภาคที่ 216/2542 ที่ให้พักงานโจทก์เพื่อรอฟังผลการสอบสวนทางวินัยจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ.2522 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิรุสาห์ มหัคฆพงศ์
จำเลย — การประปาส่วนภูมิภาค กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6703/2544
#69457
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล ตาม พ.ร.บ.การประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2522 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 มีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ กรณีโจทก์ถูกกล่าวหาว่าทุจริตในการเบิกค่าเช่าบ้าน ไม่ว่าการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยดังกล่าวจะชอบด้วยระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 หรือไม่ก็ตาม ตราบใดที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนยังมิได้ใช้อำนาจในฐานะนายจ้างมีคำสั่งอันเนื่องมาจากการสอบสวนตามคำสั่งดังกล่าวให้มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนยังทำการสอบสวนไม่เสร็จ และจำเลยที่ 1 ยังมิได้มีความเห็นหรือมีมติว่าโจทก์มีความผิดและมีคำสั่งที่เป็นผลร้ายแก่โจทก์ จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยดังกล่าว

อุทธรณ์ที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลแรงงานถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่มิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้ง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่งประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

พ.ร.บ. การประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2522 มาตรา 23 บัญญัติว่า "ผู้ว่าการมีอำนาจ (1) บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัยพนักงานและลูกจ้าง ตลอดจนให้พนักงานและลูกจ้างออกจากตำแหน่งตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด แต่ถ้าเป็นพนักงานหรือลูกจ้างชั้นที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการฝ่าย หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าขึ้นไป จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน..." และข้อบังคับการประปาภูมิภาค ระบุว่า "ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ปฏิบัติงานผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวนหรือถูกฟ้องคดีอาญาหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ผู้ว่าการจะสั่งให้พักงานหรือสั่งให้ออกจากงานไว้ก่อนก็ได้..." เมื่อโจทก์ถูกกล่าวหาว่าทุจริตในการเบิกค่าเช่าบ้านซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นโดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค จึงมีอำนาจสั่งให้พักงานโจทก์ไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนทางวินัยได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 1 จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่มีผลกระทบต่อคำสั่งที่ให้พักงานโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนคำสั่งให้พักงานดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 เพิกถอนคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยและเพิกถอนคำสั่งพักงานโจทก์ หากไม่ยอมปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งเจ็ดให้การว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 เป็นคำสั่งทางปกครองที่เป็นไปตามข้อตกลงการจ้างที่ให้อำนาจจำเลยที่ 1 กระทำได้และมิใช่การวินิจฉัยชี้ขาดว่าโจทก์ได้กระทำความผิด โจทก์ยังมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นชัดแจ้งว่าได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์อย่างไร จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. การประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2522 จำเลยที่ 2 เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นได้มีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ กรณีโจทก์ถูกกล่าวหาว่าทุจริตในการเบิกค่าเช่าบ้าน และวันที่ 22 เมษายน 2542 จำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งให้พักงานโจทก์เพื่อรอฟังผลการสอบสวนทางวินัย โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและคำสั่งให้พักงานดังกล่าว ทั้งนี้ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้คณะกรรมการสอบสวนยังทำการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์ไม่เสร็จสิ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 มีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์กรณีโจทก์ถูกกล่าวหาว่าทุจริตในการเบิกค่าเช่าบ้านนั้น เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยจะชอบด้วยระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 หรือไม่ก็ตาม ตราบใดที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวยังมิได้ใช้อำนาจในฐานะนายจ้างมีคำสั่งอันเนื่องมาจากการสอบสวนตามคำสั่งดังกล่าวให้มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการสอบสวนยังทำการสอบสวนไม่เสร็จ ซึ่งจำเลยที่ 1 ยังมิได้มีความเห็นหรือมีมติว่าโจทก์มีความผิดและมีคำสั่งที่เป็นผลร้ายแก่โจทก์ จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิจากการที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตามฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่โจทก์อ้างว่า คำสั่งพักงานเป็นคำสั่งที่กระทบสิทธิของโจทก์ คือโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง ไม่มีสิทธิใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งและทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ย่อมถือได้ว่าเป็นคำสั่งที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้วนั้น อุทธรณ์ดังกล่าวไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง เนื่องจากศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ให้พักโจทก์ไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใด ถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่มิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้ง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนอุทธรณ์ประการต่อไปของโจทก์พอสรุปได้ว่า คำสั่งให้พักงานโจทก์ของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งให้พักงานโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. การประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2522 มาตรา 23 บัญญัติว่า "ผู้ว่าการมีอำนาจ (1) บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัยพนักงานและลูกจ้าง ตลอดจนให้พนักงานและลูกจ้างออกจากตำแหน่งตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด แต่ถ้าเป็นพนักงานหรือลูกจ้างชั้นที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการฝ่าย หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าขึ้นไป จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน?" และข้อบังคับการประปาภูมิภาค ว่าด้วยการพักงาน การสั่งให้ออกจากงานไว้ก่อนและการจ่ายเงินเดือนของผู้ที่ถูกสั่งพักงาน หรือถูกสั่งให้ออกจากงานไว้ก่อน พ.ศ. 2524 ข้อ 4 ระบุว่า "ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ปฏิบัติงานผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญาเว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ผู้ว่าการจะสั่งให้พักงานหรือสั่งให้ออกจากงานไว้ก่อนก็ได้?" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ถูกกล่าวหาว่าทุจริตในการเบิกค่าเช่าบ้านซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ว่าการของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นโดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค จึงมีอำนาจสั่งให้พักงานโจทก์ไว้ก่อนได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 1 จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่มีผลกระทบต่อคำสั่งให้พักงาน คำสั่งที่ให้พักงานโจทก์เพื่อรอฟังผลการสอบสวนทางวินัยจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ.2522 ม. 23
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิรุสาห์ มหัคฆพงศ์
จำเลย — การประปาส่วนภูมิภาค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6637/2544
#41299
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีขับไล่หาได้มีความหมายเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์แต่เพียงอย่างเดียวเสมอไป การที่โจทก์ฟ้องขับไล่เป็นการฟ้องตั้งสิทธิอันเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยในเรื่องผิดสัญญาเช่าและไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในตึกแถวพิพาทต่อไป อันเป็นคดีที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์เท่านั้นแต่การที่โจทก์เรียกค่าเช่าที่ค้างชำระ ก่อนบอกเลิกสัญญาเช่าและค่าเสียหายภายหลังจากการบอกเลิกสัญญาเช่าเข้ามาด้วยรวมเป็นเงิน 186,000 บาท คดีในส่วนหลังนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ฟ้อง

แม้คดีฟ้องขับไล่ซึ่งเป็นคดีหลักหรือคดีประธาน จำเลยทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทในอัตราค่าเช่าเดือนละ 600 บาทแม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดค่าเสียหายหลังจากบอกเลิกสัญญาเช่าให้เดือนละ 20,000 บาท ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นค่าเช่าขณะยื่นคำฟ้องเพราะเป็นเพียงแต่อาจให้เช่าได้ในอัตราดังกล่าวเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องฟังว่าตึกแถวพิพาทมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ4,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสองแต่เมื่อคดีนี้เป็นทั้งคดีไม่มีทุนทรัพย์และคดีมีทุนทรัพย์รวมกันมาเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน125,920 บาท จึงเกินกว่า 50,000 บาท ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยถูกจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงฐานะที่เป็นคดีฟ้องขับไล่ แต่จำเลยยังมีสิทธิในการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่เป็นส่วนของคดีมีทุนทรัพย์ได้การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยส่วนนี้เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ได้มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่5906 ตำบลป้อมปราบศัตรูพ่าย (สามยอด) อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย(สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างคือตึกแถวสองชั้นเลขที่ 185 ถนนหลวง แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายกรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยซื้อมาจากหม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2536ส่วนจำเลยทั้งสองได้เช่าตึกแถวสองชั้นเลขที่ 185 จากหม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ มีกำหนดระยะเวลาเช่า 2 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม2530 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2532 ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 600 บาทเมื่อครบกำหนดอายุการเช่าแล้วจำเลยทั้งสองและบริวารยังคงอยู่ในตึกแถวนั้นตลอดมา โจทก์ทั้งสองให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวเลิกการเช่า ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวเลขที่ 185 ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2537 แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย โดยจำเลยทั้งสองค้างชำระค่าเช่าอัตราเดือนละ 600 บาท นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองได้รับโอนกรรมสิทธิ์จนถึงวันครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวเป็นเวลา 10 เดือน รวมเป็นเงิน 6,000 บาท โจทก์ทั้งสองสามารถให้บุคคลภายนอกเช่าที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทอัตราเดือนละ30,000 บาท จึงขอคิดค่าขาดประโยชน์นับแต่วันที่ 1 กันยายน2537 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 6 เดือน รวมเป็นเงิน 180,000 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 186,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวห้องเลขที่ 185จนเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2ฟ้องคดีนี้ โจทก์ทั้งสองไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้อง ตึกแถวเลขที่ 185 ไม่ได้ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 5906 เพราะที่ดินอันเป็นที่ตั้งของตึกแถวสองชั้นเลขที่ 185 เป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่ดินตกค้างการสำรวจเพื่อการรังวัดที่ดินบริเวณคืนตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ฉบับลงวันที่ 16 กันยายน 2475 เพื่อตัดถนนและขยายตรอกถนนวรจักรถึงถนนหลวงสำหรับทำเป็นถนนสาธารณประโยชน์ชื่อถนนแก้ว ต่อมาที่ดินอันเป็นที่ตั้งของตึกแถวเลขที่ 185 ถูกแบ่งแยกเป็นพื้นที่ถนนแก้วแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2505 จำเลยทั้งสองไม่เคยทำสัญญาเช่าตึกแถวสองชั้นเลขที่ 185 จากหม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าค้างชำระและค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน125,920 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง(วันที่ 8 มีนาคม 2538) จนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวห้องเลขที่ 185 ถนนหลวง แขวงวัดเทพศิรินทร์เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 5906 ตำบลป้อมปราบศัตรูพ่าย (สามยอด) อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร เสร็จสิ้น (ความหมายว่าให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากตึกแถวเลขที่ 185 นั่นเอง)

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ อันมีค่าเช่าขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ4,000 บาท และการที่โจทก์ทั้งสองมิได้เรียกค่าเสียหายอย่างเอกเทศในข้อหาอื่น คงเรียกมาเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากอาคารตึกแถวพิพาทเท่านั้น จึงเป็นกรณีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ4,000 บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง จึงไม่รับวินิจฉัยประเด็นค่าเสียหาย และเป็นข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องคดีขับไล่หาได้มีความหมายเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์แต่เพียงอย่างเดียวเสมอไปเพราะเป็นคนละเรื่องกัน การที่โจทก์ฟ้องขับไล่เป็นการฟ้องตั้งสิทธิอันเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองในเรื่องผิดสัญญาเช่าและไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองอยู่ในตึกแถวพิพาทต่อไปอันเป็นคดีที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์เท่านั้น แต่การที่โจทก์ทั้งสองเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระก่อนบอกเลิกสัญญาเช่าและค่าเสียหายภายหลังจากการบอกเลิกสัญญาเช่าเข้ามาด้วยรวมเป็นเงิน186,000 บาท คดีในส่วนหลังนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ฟ้อง แม้คดีฟ้องขับไล่ซึ่งเป็นคดีหลักหรือคดีประธานจำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทในอัตราค่าเช่าเดือนละ 600 บาท แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดค่าเสียหายหลังจากบอกเลิกสัญญาเช่าให้เดือนละ 20,000 บาทก็ถือไม่ได้ว่าเป็นค่าเช่าขณะยื่นคำฟ้อง เพราะเป็นเพียงแต่อาจให้เช่าได้ในอัตราดังกล่าวเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องฟังว่าตึกแถวพิพาทมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224วรรคสอง แต่เมื่อคดีนี้เป็นทั้งคดีไม่มีทุนทรัพย์และคดีมีทุนทรัพย์รวมกันมาเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 125,920 บาท จึงเกินกว่า 50,000 บาท ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองมิได้เรียกร้องค่าเสียหายนี้มาอย่างเอกเทศในข้อหาอื่น คงเรียกมาเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากตึกแถวพิพาทเท่านั้น และไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยทั้งสองดูประหนึ่งว่า เมื่อคดีหลักอันเป็นคดีฟ้องขับไล่ต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงแล้วคดีส่วนที่มีทุนทรัพย์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ไปด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยเพราะการอุทธรณ์ย่อมเป็นสิทธิของคู่ความฝ่ายที่แพ้คดี เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสอบคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นอีกครั้งหนึ่ง เว้นแต่คำสั่งหรือคำพิพากษานั้น กฎหมายบัญญัติให้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทั้งการจำกัดสิทธิอุทธรณ์ก็ควรพิจารณาโดยเคร่งครัด เมื่อจำเลยทั้งสองถูกจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงฐานะที่เป็นคดีฟ้องขับไล่ แต่จำเลยทั้งสองยังมีสิทธิในการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงฐานะที่เป็นส่วนของคดีมีทุนทรัพย์ได้การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยส่วนนี้เป็นการไม่ชอบ และเห็นได้ชัดว่าคดีส่วนที่มีทุนทรัพย์ตามฟ้องและที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นไม่เกิน200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่อาจจะวินิจฉัยคดีนี้ไปเสียทีเดียวได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง มยุรี มั่นในสัจธรรม กับพวก
จำเลย — นาย สุนทร อมรชัยชาญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6637/2544
#69538
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีขับไล่หาได้มีความหมายเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์แต่เพียงอย่างเดียวเสมอไปเพราะเป็นคนละเรื่องกัน

การที่โจทก์ฟ้องขับไล่เป็นการฟ้องตั้งสิทธิอันเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยในเรื่องผิดสัญญาเช่าและไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในตึกแถวพิพาทต่อไป อันเป็นคดีที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่การที่โจทก์เรียกค่าเช่าที่ค้างชำระก่อนบอกเลิกสัญญาเช่า และค่าเสียหายภายหลังจากการบอกเลิกสัญญาเช่าเข้ามาด้วยรวมเป็นเงิน 186,000 บาท คดีในส่วนหลังนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ฟ้องแม้คดีฟ้องขับไล่ซึ่งเป็นคดีหลักหรือคดีประธานจำเลยทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทในอัตราค่าเช่าเดือนละ 600 บาท และศาลชั้นต้นจะกำหนดค่าเสียหายหลังจากบอกเลิกสัญญาเช่าให้เดือนละ 20,000 บาท ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นค่าเช่าขณะยื่นคำฟ้อง เพราะเป็นเพียงแต่อาจให้เช่าได้ในอัตราดังกล่าวเท่านั้น จึงต้องฟังว่าตึกแถวพิพาทมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา 224 วรรคสอง แต่เมื่อคดีนี้เป็นทั้งคดีไม่มีทุนทรัพย์และคดีมีทุนทรัพย์รวมกันมาเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 125,920 บาท จึงเกินกว่า 50,000 บาท ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

การอุทธรณ์เป็นสิทธิของคู่ความฝ่ายที่แพ้คดี เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสอบคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นอีกครั้งหนึ่ง เว้นแต่คำสั่งหรือคำพิพากษานั้น กฎหมายบัญญัติให้เป็นที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทั้งการจำกัดสิทธิอุทธรณ์ก็ควรพิจารณาโดยเคร่งครัด เมื่อจำเลยถูกจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่เป็นคดีฟ้องขับไล่ แต่จำเลยยังมีสิทธิในการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่เป็นส่วนของคดีมีทุนทรัพย์ได้

การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเมื่อเป็นการไม่ชอบ และเห็นได้ชัดว่าคดีส่วนที่มีทุนทรัพย์ตามฟ้องและที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่อาจจะวินิจฉัยคดีนี้ไปเสียทีเดียวได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๘๖,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวห้องเลขที่ ๑๘๕ จนเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าค้างชำระและค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๒๕,๙๒๐ บาท และค่าเสียหายเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๓๘) จนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวห้องเลขที่ ๑๘๕ ถนนหลวง แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๙๐๖ ตำบลป้อมปราบศัตรูพ่าย (สามยอด) อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร เสร็จสิ้น (ความหมายว่า ให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากตึกแถวเลขที่ ๑๘๕ นั่นเอง) ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งสอง คืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกเหนือจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ อันมีค่าเช่าขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท และการที่โจทก์ทั้งสองมิได้เรียกค่าเสียหายอย่างเอกเทศในข้อหาอื่น คงเรียกมาเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากอาคารตึกแถวพิพาทเท่านั้น จึงเป็นกรณีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ อันมีค่าเช่าขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง จึงไม่รับวินิจฉัยประเด็นค่าเสียหาย และเป็นข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องคดีขับไล่หาได้มีความหมายเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์แต่เพียงอย่างเดียวเสมอไป เพราะเป็นคนละเรื่องกัน การที่โจทก์ฟ้องขับไล่เป็นการฟ้องตั้งสิทธิอันเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองในเรื่องผิดสัญญาเช่าและไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองอยู่ในตึกแถวพิพาทต่อไปอันเป็นคดีที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์เท่านั้น แต่การที่โจทก์ทั้งสองเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระก่อนบอกเลิกสัญญาเช่า และค่าเสียหายภายหลังจากการบอกเลิกสัญญาเช่าเข้ามาด้วยรวมเป็นเงิน ๑๘๖,๐๐๐ บาท คดีในส่วนหลังนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ฟ้อง แม้คดีฟ้องขับไล่ซึ่งเป็นคดีหลักหรือคดีประธานจำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทในอัตราค่าเช่าเดือนละ ๖๐๐ บาท แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดค่าเสียหายหลังจากบอกเลิกสัญญาเช่าให้เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นค่าเช่าขณะยื่นคำฟ้อง เพราะเป็นเพียงแต่อาจให้เช่าได้ในอัตราดังกล่าวเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องฟังว่าตึกแถวพิพาทมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง แต่เมื่อคดีนี้เป็นทั้งคดีไม่มีทุนทรัพย์และคดีมีทุนทรัพย์รวมกันมา เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน ๑๒๕,๙๒๐ บาท จึงเกินกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง

การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองมิได้เรียกร้องค่าเสียหายนี้มาอย่างเอกเทศในข้อหาอื่น คงเรียกมาเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากตึกแถวพิพาทเท่านั้น และไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยทั้งสองดูประหนึ่งว่า เมื่อคดีหลักอันเป็นคดีฟ้องขับไล่ต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงแล้วคดีส่วนที่มีทุนทรัพย์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ไปด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยเพราะการอุทธรณ์ย่อมเป็นสิทธิของคู่ความฝ่ายที่แพ้คดี เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสอบคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นอีกครั้งหนึ่ง เว้นแต่คำสั่งหรือคำพิพากษานั้น กฎหมายบัญญัติให้เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทั้งการจำกัดสิทธิอุทธรณ์ก็ควรพิจารณาโดยเคร่งครัด เมื่อจำเลยทั้งสองถูกจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงฐานะที่เป็นคดีฟ้องขับไล่ แต่จำเลยทั้งสองยังมีสิทธิในการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงฐานะที่เป็นส่วนของคดีมีทุนทรัพย์ได้

การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยส่วนนี้เป็นการไม่ชอบ และเห็นได้ชัดว่าคดีส่วนที่มีทุนทรัพย์ตามฟ้องและที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่อาจจะวินิจฉัยคดีนี้ไปเสียทีเดียวได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกา ให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.

(ประพันธ์ ทรัพย์แสง - พันธาวุธ ปาณิกบุตร - ดลจรัส รัตนโศภิต)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 224 วรรคสอง ม. 243 ม. 247 ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมยุรี มั่นในสัจจธรรม กับพวก
จำเลย — นายสุนทร อมรชัยชาญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิจิตร วิสุชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6632/2544
#41298
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองมีเพียง 2 เม็ด จำเลยมิได้นำมาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น เป็นฎีกาที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ศาลล่างทั้งสองรวมโทษจำคุกจำเลยทั้งสองกระทงก่อนแล้วจึงลดโทษนั้นไม่ถูกต้อง เพราะหากลดโทษให้แต่ละกระทงก่อนจะเหลือโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน เมื่อรวมโทษทั้งสองกระทงเข้าด้วยกันแล้วนำโทษจำคุกเฉพาะ 6 เดือน มารวมกันเป็น 1 ปีย่อมจะทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้น เนื่องจากโทษจำคุก 12 เดือนคำนวณได้ 360 วัน แต่โทษจำคุก 1 ปี จะมีถึง 365 วันหรือ 366 วันแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสองปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเรียงกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายลงโทษจำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ลงโทษจำคุก 5 ปี รวมเป็นจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 2 เม็ด และจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้สายลับไป 1 เม็ด ดังนี้ เมื่อจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ดให้สายลับ จำเลยย่อมมีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้วกระทงหนึ่งแต่หลังจากนั้นจำเลยยังคงมีเมทแอมเฟตามีนอีก 1 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายต่อไปอันเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกระทง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองมีเพียง2 เม็ด จำเลยมิได้นำมาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น เป็นฎีกาที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบานั้นเห็นว่า ความผิดของจำเลยทั้งสองกระทงมีอัตราโทษขั้นต่ำให้จำคุกกระทงละ 5 ปี ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยให้เบาลงอีกได้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยรวมโทษจำคุกจำเลยทั้งสองกระทงเสียก่อนแล้วจึงลดโทษนั้นไม่ถูกต้อง เพราะหากลดโทษให้แต่ละกระทงก่อนจะเหลือโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน เมื่อรวมโทษทั้งสองกระทงเข้าด้วยกันแล้ว นำโทษจำคุกเฉพาะ6 เดือน มารวมกันเป็น 1 ปี ย่อมจะทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นเนื่องจากโทษจำคุก 12 เดือน คำนวณได้ 360 วัน แต่โทษจำคุก 1 ปี จะมีถึง 365 วัน หรือ 366 วัน แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ให้จำคุกกระทงละ 2 ปี6 เดือน รวมสองกระทงเป็นจำคุก 4 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 21
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นาง จินตนาหรือแอ็ด พันธ์เพ็ง
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6629/2544
#42045
เปิดฉบับเต็ม

ที่โจทก์ฎีกาว่าสิทธิพื้นฐานในการอุทธรณ์ควรมี 30 วัน เมื่อมีเอกสารครบถ้วนนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 229 กำหนดให้คู่ความยื่นอุทธรณ์ได้ภายในเวลาหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง กำหนดเวลาดังกล่าวย่อมหมายความว่าคู่ความที่ประสงค์จะอุทธรณ์ต้องดำเนินการต่าง ๆให้แล้วเสร็จตามกำหนด มิใช่เมื่อมีเอกสารครบถ้วนแล้วจึงเริ่มนับระยะเวลาอุทธรณ์ตามที่โจทก์อ้างซึ่งไม่มีบทกฎหมายบทใดสนับสนุนหากโจทก์ได้รับสำเนาเอกสารในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ตามนัด โจทก์ก็จะมีเวลาสำหรับคำฟ้องอุทธรณ์ 12 วัน ซึ่งก็เป็นไปตามที่โจทก์ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และน่าจะเป็นการเพียงพอแล้วสำหรับคดีที่ไม่ได้มีปัญหามากนักดังคดีนี้ การที่โจทก์อ้างว่าได้รับสำเนาเอกสารครบถ้วนในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ช้ากว่ากำหนดนัดไปเพียง 1 วัน จึงไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะเป็นเหตุสมควรขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ตามที่โจทก์ขออีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 375,000 บาท เนื่องจากจำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปทำถนนในที่ดินของโจทก์ นอกจากส่วนที่โจทก์บริจาค จำเลยทั้งสามให้การว่า ไม่ได้บุกรุกเข้าไปทำถนนในที่ดินของโจทก์ แต่การทำถนนเป็นเรื่องของสุขาภิบาลบางศรีเมือง ซึ่งว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด2928 ดีไซน์ ดำเนินการก่อสร้าง ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกสุขาภิบาลบางศรีเมืองและห้างหุ้นส่วนจำกัด 2928 ดีไซน์เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ จำเลยร่วมทั้งสองให้การว่าไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ เพราะทำถนนตามแนวเขตที่สามีโจทก์ชี้กำหนด ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2542 วันที่ 20 มกราคม 2543 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไป 15 วัน นับแต่วันครบกำหนดศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 14กุมภาพันธ์ 2543 ต่อมาในวันครบกำหนดของระยะเวลาที่ขยายให้โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 15 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าตามคำร้องยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษ ไม่อนุญาต ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุสมควรอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามที่โจทก์ขอหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าสิทธิพื้นฐานในการอุทธรณ์ควรมี 30 วัน เมื่อมีเอกสารครบถ้วนแล้วนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229กำหนดให้คู่ความยื่นอุทธรณ์ได้ภายในเวลาหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง กำหนดเวลาดังกล่าวย่อมหมายความว่าคู่ความที่ประสงค์จะอุทธรณ์ต้องดำเนินการต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จตามกำหนดมิใช่เมื่อมีเอกสารครบถ้วนแล้วจึงเริ่มนับระยะเวลาอุทธรณ์ตามที่โจทก์อ้างซึ่งไม่มีกฎหมายบทใดสนับสนุน ตามเอกสารท้ายฎีกาของโจทก์ซึ่งเป็นใบนัดรับสำเนาเอกสารของศาลชั้นต้นลงวันที่ 20 มกราคม2543 แสดงว่าเจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นนัดให้โจทก์ไปรับสำเนาเอกสารในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2543 แต่ในวันที่ 20 มกราคม 2543 นั้นเอง โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไป 15 วัน นับแต่วันครบกำหนดคือภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 เห็นได้ว่าหากโจทก์ได้รับสำเนาเอกสารในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2543 ตามนัด โจทก์ก็จะมีเวลาสำหรับทำคำฟ้องอุทธรณ์เพียง 12 วัน ซึ่งก็เป็นไปตามที่โจทก์ขอและน่าจะเป็นการเพียงพอแล้วสำหรับคดีที่ไม่ได้มีปัญหามากนักดังคดีนี้ การที่โจทก์อ้างว่าได้รับสำเนาเอกสารครบถ้วนในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2543 ช้ากว่ากำหนดนัดไปเพียง1 วัน จึงไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะเป็นเหตุสมควรขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ตามที่โจทก์ขออีก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอนาคตในชั้นอุทธรณ์และฎีกามาด้วยโดยไม่มีเหตุที่จะต้องเสีย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลดังกล่าวแก่โจทก์"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อบ กุลแก้ว
จำเลย — นาย เฉลิม ทองศิริ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6627/2544
#41297
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีภูมิลำเนาหลายแห่ง แม้การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้แก่จำเลยโดยการปิดหมายไว้ ณ บ้านที่จำเลยมีที่อยู่ทางทะเบียน จะเป็นการส่งโดยชอบก็ตาม แต่ปัญหาว่าการส่งหมายเป็นไปโดยชอบหรือไม่กับปัญหาว่าจำเลยจงใจขาดนัดหรือไม่เป็นคนละเรื่องกันเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ และจำเลยไม่ทราบเรื่องที่ถูกฟ้องคดีนี้จึงไม่อาจถือว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณากรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้พิจารณาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 921,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ห้ามจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเก็บค่าเช่าห้องแถว ซึ่งโจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิเก็บกินและให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เดือนละ 48,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่จำเลยเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเก็บค่าเช่าตามสิทธิเก็บกินของโจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โดยอ้างว่า จำเลยเพิ่งทราบว่าถูกฟ้องเมื่อมีผู้นำคำบังคับมาส่งให้จำเลยที่บ้านที่จำเลยพักอาศัย จำเลยไม่ได้ให้สิทธิเก็บกินแก่โจทก์และการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์คัดค้านว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ได้กล่าวโดยละเอียดซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล และการที่จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่มีผลเท่ากับเป็นการยื่นฟ้องโจทก์ซึ่งเป็นบุพการีของจำเลย การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาในฟ้องจึงเป็นการส่งโดยชอบ เมื่อจำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนดเป็นการจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาหรือไม่ ส่วนปัญหาอื่น ๆ คงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2ในปัญหาข้อนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนว่าจำเลยเคยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 213 ถนนวชิรปราการ ตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และมีที่อยู่ทางทะเบียน ณ บ้านดังกล่าวตลอดมาการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยรวมทั้งหมายนัดสืบพยานโจทก์ ส่งได้โดยวิธีปิดหมายไว้ ณ บ้านดังกล่าว แต่จำเลยนำสืบว่าจำเลยไม่ได้อยู่อาศัยที่บ้านหลังนี้มากกว่า 10 ปีแล้ว โดยไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 518/136 ซอย 2 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี กับบ้านเลขที่ 81/6 ซอย 11 ตำบลบ้านสวนอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และไป ๆ มา ๆ ระหว่างบ้าน 2 หลังนี้โดยไม่ได้กลับไปที่บ้านเลขที่ 213 อีกเลย แต่ยังมิได้ย้ายทะเบียนออกจากบ้านหลังนี้ จำเลยได้รับเอกสารเพียงฉบับเดียวคือคำบังคับซึ่งนางสาวชุติมา จูตะกานนท์ หลานของจำเลยนำไปให้จำเลยเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2542 ดังนี้ ข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวมีน้ำหนักให้รับฟังได้เพราะโจทก์มิได้นำสืบหักล้างและมิได้ฎีกาโต้เถียง กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยมีภูมิลำเนาหลายแห่งทำนองเดียวกันกับโจทก์ที่ยังคงมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 213ถนนวชิรปราการ ตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรีแต่โจทก์ระบุที่อยู่ของตนไว้ในคำฟ้องว่าอยู่ที่บ้านเลขที่ 143 ถนนศรีกุญชร ตำบลพนัสนิคม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ดังนี้แม้การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้แก่จำเลยโดยการปิดหมายไว้ ณ บ้านเลขที่ 213 ดังกล่าว จะเป็นการส่งโดยชอบก็ตาม แต่ปัญหาว่าการส่งหมายเป็นไปโดยชอบหรือไม่กับปัญหาว่าจำเลยจงใจขาดนัดหรือไม่เป็นคนละเรื่องกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ และจำเลยไม่ทราบเรื่องที่ถูกฟ้องคดีนี้ จึงไม่อาจถือว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา กรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้พิจารณาใหม่ตามคำขอของจำเลย คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 207
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เยื้อน จูตะกานนท์
จำเลย — นางสาว รัตนา จูตะกานนท์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6627/2544
#69449
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเคยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 213 จังหวัดชลบุรี ตามฟ้องและจำเลยมีที่อยู่ทางทะเบียน ณ บ้านดังกล่าวตลอดมา การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยรวมทั้งหมายนัดสืบพยานโจทก์ ส่งได้โดยวิธีปิดหมายไว้ ณ บ้านดังกล่าว แต่จำเลยไม่ได้อยู่อาศัยที่บ้านหลังนี้มากกว่า 10 ปีแล้ว โดยไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 518/136 กับ บ้านเลขที่ 81/6 และไป ๆ มา ๆ ระหว่างบ้าน 2 หลังนี้โดยไม่ได้กลับไปที่บ้านเลขที่ 213 อีกเลย แต่ยังมิได้ย้ายทะเบียนออกจากบ้านหลังนี้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยมีภูมิลำเนาหลายแห่ง ดังนี้ แม้การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้แก่จำเลยโดยการปิดหมายไว้ ณ บ้านเลขที่ 213 ดังกล่าว จะเป็นการส่งโดยชอบก็ตาม แต่ปัญหาว่าการส่งหมายเป็นไปโดยชอบหรือไม่กับปัญหาว่าจำเลยจงใจขาดนัดหรือไม่ เป็นคนละเรื่องกัน เมื่อจำเลยไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ และจำเลยไม่ทราบเรื่องที่ถูกฟ้องนี้ จึงไม่อาจถือว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา กรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้พิจารณาใหม่ตามคำขอของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๙๒๑,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ห้ามจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเก็บค่าเช่าห้องแถว ซึ่งโจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิเก็บกินและให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เดือนละ ๔๘,๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่จำเลยเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเก็บค่าเช่าตามสิทธิเก็บกินของโจทก์ กับให้จำเลย ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๕๐๐ บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โดยอ้างว่า จำเลยไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเนื่องจากจำเลยเพียงแต่มีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้านตามภูมิลำเนาในฟ้อง แต่จำเลยพักอาศัยอยู่บ้านอีกหลังหนึ่ง จำเลยเพิ่งทราบว่า ถูกฟ้องเมื่อมีผู้นำคำบังคับมาส่งให้จำเลยที่บ้านที่จำเลยพักอาศัย จำเลยไม่ได้ให้สิทธิเก็บกินแก่โจทก์และการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์คัดค้านว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ได้กล่าวโดยละเอียดซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล และการที่จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่มีผลเท่ากับเป็นการยื่นฟ้องโจทก์ซึ่งเป็นบุพการีของจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๒ จำเลยมีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนตามภูมิลำเนาในฟ้อง การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาในฟ้องจึงเป็นการส่งโดยชอบ เมื่อจำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด เป็นการจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาหรือไม่ ส่วนปัญหาอื่น ๆ คงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ในปัญหาข้อนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนว่า จำเลยเคยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ ๒๑๓ จังหวัดชลบุรี และมีที่อยู่ทางทะเบียน ณ บ้านดังกล่าวตลอดมา การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยรวมทั้งหมายนัดสืบพยานโจทก์ ส่งได้โดยวิธีปิดหมายไว้ ณ บ้านดังกล่าว แต่จำเลยนำสืบว่าจำเลยไม่ได้อยู่อาศัยที่บ้านหลังนี้มากกว่า ๑๐ ปีแล้ว โดยไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ ๕๑๘/๑๓๖ จังหวัดชลบุรี กับบ้านเลขที่ ๘๑/๖ จังหวัดชลบุรี และไป ๆ มา ๆ ระหว่างบ้าน ๒ หลังนี้โดยไม่ได้กลับไปที่บ้านเลขที่ ๒๑๓ อีกเลย แต่ยังมิได้ย้ายทะเบียนออกจากบ้านหลังนี้ จำเลยได้รับเอกสารเพียงฉบับเดียวคือ คำบังคับ ซึ่งหลานของจำเลยนำไปให้จำเลยเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒ ดังนี้ ข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวมีน้ำหนักให้รับฟังได้เพราะโจทก์มิได้นำสืบหักล้างและมิได้ฎีกาโต้เถียง กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยมีภูมิลำเนาหลายแห่งทำนองเดียวกันกับโจทก์ที่ยังคงมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ ๒๑๓ จังหวัดชลบุรี แต่โจทก์ระบุที่อยู่ของตนไว้ในคำฟ้องว่าอยู่ที่บ้านเลขที่ ๑๔๓ จังหวัดชลบุรี ดังนี้ แม้การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้แก่จำเลยโดยการปิดหมายไว้ ณ บ้านเลขที่ ๒๑๓ ดังกล่าว จะเป็นการส่งโดยชอบก็ตาม แต่ปัญหาว่าการส่งหมายเป็นไปโดยชอบหรือไม่ กับปัญหาว่าจำเลยจงใจขาดนัดหรือไม่เป็นคนละเรื่องกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ และจำเลยไม่ทราบเรื่องที่ถูกฟ้องคดีนี้ จึงไม่อาจถือว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา กรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้พิจารณาใหม่ตามคำขอของจำเลย คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 38 ม. 41
ป.วิ.พ. ม. 197 (เดิม) ม. 209 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเยื้อน จูตะกานนท์
จำเลย — นางสาวรัตนา จูตะกานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวภัทรพร จักรางกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิศณุ เลื่อมสำราญ
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6598/2544
#41296
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ แม้การกระทำความผิดต่างวาระกันจะต้องกระทำความผิดหลายกรรมก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าในวันเดียวกันหรือวาระเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันจะเป็นความผิดหลายกรรมไม่ได้ จำเลยได้ปลอมใบเสร็จรับเงินค่าไฟฟ้าและใบกำกับภาษีของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอันเป็นเอกสารสิทธิด้วยการแก้ไขตัวเลขจำนวนเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าที่แท้จริงให้เพิ่มขึ้นจำนวน39 ฉบับ ซึ่งใบเสร็จรับเงินค่าไฟฟ้าและใบกำกับภาษีปลอมดังกล่าวเป็นผู้ใช้กระแสไฟฟ้าต่างรายกัน แล้วจำเลยใช้เอกสารที่ทำปลอมขึ้นทั้งหมดไปเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้กระแสไฟฟ้าทั้ง 39 ราย เป็นเหตุให้ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าทั้ง 39 ราย หลงเชื่อยอมจ่ายเงินตามจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้วจำเลยนำส่วนที่เกินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต แม้จะไม่ได้ระบุว่าการกระทำผิดฐานใดกระทำในวันเวลาใดแต่ทันทีที่จำเลยปลอมใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีฉบับหนึ่งก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิสำเร็จแล้ว เพราะโดยสภาพของการกระทำ การกระทำของจำเลยแยกออกจากกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมรวม 39 กระทงเมื่อจำเลยนำใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีที่ทำปลอมขึ้นดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้กระแสไฟฟ้าทั้ง 39 รายจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมรวม 39 กระทงเช่นกัน เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิดังกล่าวแล้วใช้เอกสารสิทธิที่จำเลยปลอมขึ้น จึงต้องลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมในแต่ละกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง รวม 39 กระทง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้มีชื่อผู้ได้รับการประมูลเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าและมีหน้าที่รับใบเสร็จรับเงินค่าไฟฟ้าและใบกำกับภาษีของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แล้วนำไปเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าจากประชาชนในเขตหมู่บ้านนาจาร ตำบลหนองสนมอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ในเดือนกรกฎาคม 2542 ตามจำนวนที่ระบุในใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีดังกล่าวเพื่อรวบรวมส่งให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยปลอมใบเสร็จรับเงินค่าไฟฟ้าและใบกำกับภาษีของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อันเป็นเอกสารสิทธิโดยแก้ตัวเลขจำนวนเงินในช่อง "รวมเงินทั้งสิ้น" ของใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีฉบับเลขที่ ญ 3654473 และ ฉบับเลขที่ ญ 3654458 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายจัดแจง เสมอพิทักษ์ ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าจาก "295 บาท 23 สตางค์" เป็น "334 บาท 23 สตางค์" และแก้ไขจาก "450 บาท 17 สตางค์" เป็น "650 บาท 17 สตางค์"ฉบับเลขที่ ญ 3654489 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายทรงศักดิ์ สมจันทร์ ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าแก้ไขจาก "256 บาท 96 สตางค์" เป็น "286 บาท 96 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654493 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายเปโต โพธิ์ผลหรือโพธิมลผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "97 บาท 81 สตางค์" เป็น "137 บาท 81 สตางค์"ฉบับเลขที่ ญ 3654541 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนางบัวพัน โพธิมล ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าแก้ไขจาก "39 บาท 18 สตางค์" เป็น "69 บาท 18 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654538 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายโมกลทิพ ไตรวงศ์ย้อย ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าแก้ไขจาก "55 บาท 05 สตางค์" เป็น "88 บาท 05 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654457 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายคำวาล อาจหาญ ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าแก้ไขจาก "78 บาท 94 สตางค์" เป็น "98 บาท 94 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654451 ซึ่งออกเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนางรวิวรรณ์ โพธิมล ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "136 บาท 69 สตางค์" เป็น "156 บาท 69 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654454 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายชัยศรี พรมส่วน ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าแก้ไขจาก "130 บาท 71 สตางค์" เป็น "159 บาท 71 สตางค์"ฉบับเลขที่ ญ 3654446 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนางวารี จัดแพนลำ ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าแก้ไขจาก "20 บาท 78 สตางค์" เป็น "38 บาท 78 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654409 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายลำพูน โคตรภูธร ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าแก้ไขจาก "45 บาท 51 สตางค์" เป็น "75 บาท 51 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654503 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนางบำเพ็ญ เคนทะชาลี ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าแก้ไขจาก "74 บาท 96 สตางค์" เป็น "94 บาท 96 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654497 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนางมารี ชำนาญฤทธิ์ ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "90 บาท 90 สตางค์" เป็น "126 บาท 90 สตางค์"ฉบับเลขที่ ญ 3654411 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนางจริยา โพธิมลหรือโพธิบาล ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "65 บาท 01 สตางค์" เป็น "95 บาท 01 สตางค์"ฉบับเลขที่ ญ 3654485 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายศักดิ์ดา เสมอพิทักษ์ ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าแก้ไขจาก "122 บาท 76 สตางค์" เป็น "168 บาท 76 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654412 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายประสิทธิ์ จิตโสม ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "34 บาท 43 สตางค์" เป็น "54 บาท 43 สตางค์" ฉบับเลขที่ญ 3654372 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายอำนาจ อ่อนเขียว ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "272 บาท 70 สตางค์" เป็น "372 บาท 70 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654370 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายเหรียญทอง โพธิ์มลหรือโพธิมลผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "12 บาท 60 สตางค์" เป็น "22 บาท60 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654376 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายสมคิดทิพย์มาตย์ ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "10 บาท 39 สตางค์"เป็น "40 บาท 39 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654408 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายกาวี ศรีวงศ์ษา ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "45 บาท51 สตางค์" เป็น "75 บาท 51 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654367ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542จากนายรักเล่ห์ เสมอพิทักษ์ ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "203 บาท70 สตางค์" เป็น "297 บาท 70 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654433ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542จากนางประยูร โพธิมล ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "76 บาท 97 สตางค์" เป็น "96 บาท 97 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654432 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนางสีดา โพธิมล ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "102 บาท 84 สตางค์"เป็น "136 บาท 84 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654416 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายนดพิชัย ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "207 บาท 88 สตางค์" เป็น "267บาท 88 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654435 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายบัวแถว มุงคุณผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "76 บาท 97 สตางค์" เป็น "106 บาท97 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654380 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายสุรัตน์ ไตรวงศ์ย้อยผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "28 บาท 65 สตางค์" เป็น "48 บาท65 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654378 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายสามัคคี สมแสน ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "102 บาท 84 สตางค์" เป็น "162 บาท 84 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654363 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายบุญพันธ์ มะลิพงศ์ ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าแก้ไขจาก "24 บาท 72 สตางค์" เป็น "64 บาท 72 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654366 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายหวั่นหรือหวัน พรมแสง ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าแก้ไขจาก "96 บาท 87 สตางค์" เป็น "126 บาท 87 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654543 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายนิรันดร์ สัพโส ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "18 บาท 16 สตางค์" เป็น "28 บาท16 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654386 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนางทองจันทร์สัพโส ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "59 บาท 03 สตางค์" เป็น "89 บาท 03 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654535 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายหนูไทย ไตรวงศ์ย้อย ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "68 บาท 99 สตางค์" เป็น "92 บาท 99 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654377 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายคำปัน หงคำ ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "17 บาท 06 สตางค์"เป็น "27 บาท 06 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654425 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายสมพรโพธิมล ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าแก้ไขจาก "17 บาท 06 สตางค์" เป็น"27 บาท 06 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654428 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายสำราญธิวะโต ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "36 บาท 02 สตางค์" เป็น"56 บาท 02 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654418 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนางฉวีวรรณชิตรัตน์ ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "146 บาท 64 สตางค์" เป็น "178 บาท 64 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654442 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายพยักวงศ์โอษฐ์ ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "128 บาท 72 สตางค์"เป็น "188 บาท 72 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654448 ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542 จากนายสีพยอม คำปิตะ ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "96 บาท87 สตางค์" เป็น "116 บาท 87 สตางค์" ฉบับเลขที่ ญ 3654440ซึ่งออกเพื่อเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2542จากนางสาง สุวรรณชัยรบ ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า แก้ไขจาก "14 บาท83 สตางค์" เป็น "18 บาท 83 สตางค์" ทั้งนี้เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นใบเสร็จรับเงินค่าไฟฟ้าและใบกำกับภาษีดังกล่าวหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารสิทธิที่แท้จริงที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเรียกเก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าจากผู้ใช้กระแสไฟฟ้าเป็นเงินตามจำนวนที่จำเลยแก้ไขขึ้นแต่ละฉบับ แล้วจำเลยนำเอกสารสิทธิที่จำเลยปลอมขึ้นไปใช้อ้างแสดงต่อผู้ใช้กระแสไฟฟ้าดังกล่าว เป็นเหตุให้ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าหลงเชื่อจึงยอมจ่ายเงินตามจำนวนที่จำเลยปลอมขึ้นดังกล่าวให้แก่จำเลยไป แล้วจำเลยนำเงินส่วนที่เกินจากค่ากระแสไฟฟ้าที่แท้จริงที่รับมาใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนของจำเลยโดยทุจริต โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้ใช้กระแสไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคผู้มีชื่อซึ่งรับการประมูลให้เก็บเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าและประชาชนเหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลหนองสนม อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนครขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268 ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก (ที่ถูกมาตรา 265และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง)ความผิดที่จำเลยกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ให้จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 39 กระทง รวมเป็นจำคุก 234 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 117 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 กระทงหนึ่ง และมีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 อีกกระทงหนึ่งให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 แต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91บัญญัติถึงการกระทำความผิดหลายกรรม มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ จริงอยู่ถ้ากระทำความผิดต่างวาระกัน จะต้องกระทำความผิดหลายกรรมแต่ไม่ได้หมายความว่า ในวันเดียวกันหรือวาระเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันจะเป็นความผิดหลายกรรมไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์บรรยายไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยแยกกระทงเรียงเป็นลำดับข้อรวม39 กระทง มีใจความว่าจำเลยได้ปลอมใบเสร็จรับเงินค่าไฟฟ้าและใบกำกับภาษีของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอันเป็นเอกสารสิทธิด้วยการแก้ไขตัวเลขจำนวนเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าที่แท้จริงให้เพิ่มขึ้นจำนวน 39 ฉบับ ซึ่งใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีที่ปลอมดังกล่าวเป็นผู้ใช้กระแสไฟฟ้าต่างรายกัน แล้วจำเลยใช้เอกสารที่ทำปลอมขึ้นทั้งหมดไปเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้กระแสไฟฟ้าทั้ง 39 ราย เป็นเหตุให้ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าทั้ง 39 รายหลงเชื่อจึงยอมจ่ายเงินตามจำนวนที่จำเลยทำปลอมขึ้นให้แก่จำเลย แล้วจำเลยนำเงินส่วนที่เกินจากค่ากระแสไฟฟ้าที่แท้จริงที่รับมานำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนของจำเลยโดยทุจริต แม้ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยกระทำความผิดระหว่างวันที่ 2 สิงหาคม 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2542 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด โดยไม่ได้ระบุว่าการกระทำผิดฐานใดกระทำในวันเวลาใดก็ตามในทันทีที่จำเลยปลอมใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีฉบับหนึ่งก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิสำเร็จแล้ว เพราะโดยสภาพของการกระทำจำเลยต้องแก้ไขจำนวนเงินในใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีดังกล่าวทีละฉบับ การกระทำของจำเลยแยกออกจากกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมรวม 39 กระทง เมื่อจำเลยนำใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีที่ทำปลอมขึ้นดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้กระแสไฟฟ้าทั้ง 39 ราย จึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมรวม 39 กระทงเช่นกัน แต่เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิดังกล่าวแล้วใช้เอกสารปลอมที่จำเลยปลอมขึ้น จึงต้องลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมในแต่ละกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง รวม 39 กระทง ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง เพียงกระทงเดียว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 268 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นาย ไมตรี รักษาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6598/2544
#69300
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 91 มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ จริงอยู่ถ้ากระทำความผิดต่างวาระกัน จะต้องกระทำความผิดหลายกรรม แต่ไม่ได้หมายความว่า ในวันเดียวกันหรือวาระเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันจะเป็นความผิดหลายกรรมไม่ได้

ในทันทีที่จำเลยปลอมใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีฉบับหนึ่งก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิสำเร็จแล้ว เพราะโดยสภาพของการกระทำจำเลยต้องแก้ไขจำนวนเงินในใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีดังกล่าวทีละฉบับ การกระทำของจำเลยแยกออกจากกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรม เมื่อจำเลยนำใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีที่ทำปลอมขึ้นดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้กระแสไฟฟ้าแต่ละราย จึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นความผิดหลายกรรม แต่จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิดังกล่าวแล้วใช้เอกสารปลอมที่จำเลยปลอมขึ้น จึงต้องลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมในแต่ละกระทงตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘, ๙๑

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕, ๒๖๘ ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก (ที่ถูกมาตรา ๒๖๕ และมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ ตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง) ความผิดที่จำเลยกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ให้จำคุกกระทงละ ๖ เดือน รวม ๓๙ กระทง รวมเป็นจำคุก ๒๓๔ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑๑๗ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ กระทงหนึ่ง และมีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ อีกกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ แต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง จำคุก ๖ เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ เดือน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ บัญญัติถึงการกระทำความผิดหลายกรรม มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ จริงอยู่ถ้ากระทำความผิดต่างวาระกัน จะต้องกระทำความผิดหลายกรรม แต่ไม่ได้หมายความว่า ในวันเดียวกันหรือวาระเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันจะเป็นความผิดหลายกรรมไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์บรรยายไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยแยกกระทงเรียงเป็นลำดับข้อรวม ๓๙ กระทง มีใจความว่า จำเลยได้ปลอมใบเสร็จรับเงินค่าไฟฟ้าและใบกำกับภาษีของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอันเป็นเอกสารสิทธิด้วยการแก้ไขตัวเลขจำนวนเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าที่แท้จริงให้เพิ่มขึ้นจำนวน ๓๙ ฉบับ ซึ่งใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีที่ปลอมดังกล่าวเป็นผู้ใช้กระแสไฟฟ้าต่างรายกัน แล้วจำเลยใช้เอกสารที่ทำปลอมขึ้นทั้งหมดไปเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้กระแสไฟฟ้าทั้ง ๓๙ ราย เป็นเหตุให้ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าทั้ง ๓๙ ราย หลงเชื่อจึงยอมจ่ายเงินตามจำนวนที่จำเลยทำปลอมขึ้นให้แก่จำเลย แล้วจำเลยนำเงินส่วนที่เกินจากค่ากระแสไฟฟ้าที่แท้จริงที่รับมานำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนของจำเลยโดยทุจริต แม้ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยกระทำความผิดระหว่างวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๒ เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๒ เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด โดยไม่ได้ระบุว่าการกระทำผิดฐานใดกระทำในวันเวลาใดก็ตาม ในทันทีที่จำเลยปลอมใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีฉบับหนึ่งก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิสำเร็จแล้ว เพราะโดยสภาพของการกระทำจำเลยต้องแก้ไขจำนวนเงินในใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีดังกล่าวทีละฉบับ การกระทำของจำเลยแยกออกจากกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรม รวม ๓๙ กระทง เมื่อจำเลยนำใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีที่ทำปลอมขึ้นดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้กระแสไฟฟ้าทั้ง ๓๙ ราย จึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมรวม ๓๙ กระทง เช่นกัน แต่เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิดังกล่าวแล้วใช้เอกสารปลอมที่จำเลยปลอมขึ้น จึงต้องลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมในแต่ละกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง รวม ๓๙ กระทง ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ และลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง เพียงกระทงเดียว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 91 ม. 265 ม. 268 วรรคแรก ม. 268 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นายไมตรี รักษาวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายสมหวัง กาญจนสันเทียะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสถิตย์ ทาวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6595/2544
#41295
เปิดฉบับเต็ม

ค่าปรับที่คู่กรณีกำหนดไว้ในสัญญาถือได้ว่าเป็นเบี้ยปรับเพื่อการที่จะชดใช้บรรเทาความเสียหายอันอาจจะมีหรือเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เป็นความพอใจแก่ฝ่ายที่มิได้ผิดสัญญาซึ่งต้องปรับด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏชัดแจ้งว่าโจทก์เสียหายเต็มตามจำนวนค่าปรับที่กำหนดไว้ในสัญญา และแม้ว่าจำเลยจะมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่ายินยอมชำระค่าปรับตามสัญญาก็ตาม หากเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดค่าปรับหรือเบี้ยปรับตามสัญญาลงได้

สำหรับราคาสิ่งของที่ซื้อขายกันเป็นเงิน 2,064,606 บาทโจทก์ใช้สิทธิริบหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาไว้เป็นเงิน103,231 บาทแล้ว โจทก์เพิ่งมาบอกเลิกสัญญาภายหลังเป็นเวลานานถึง 307 วัน รวมค่าปรับรายวันเป็นจำนวนเงินสูงถึง 1,267,667.47 บาท จึงนับว่าสูงเกินส่วน ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลดค่าปรับลงนั้น นับว่าเหมาะสมแก่ความเสียหายของโจทก์ตามควรแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2538 โจทก์ทำสัญญาซื้อสารเคมีเมทธิลเซ็นทรัลไลท์ จำนวน 6.10 ตัน ราคา 2,064,606บาท ไว้ใช้ในราชการจากจำเลย โดยจำเลยตกลงส่งมอบสารเคมีดังกล่าวแก่โจทก์ภายในวันที่ 5 เมษายน 2539 และจำเลยได้นำแคชเชียร์เช็คของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเตาปูนจำนวน 103,231 บาท มอบให้โจทก์เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาในสัญญาซื้อขายมีข้อตกลงว่าหากจำเลยไม่ส่งมอบสารเคมีดังกล่าวให้โจทก์หรือส่งมอบไม่ถูกต้องครบถ้วน โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ในกรณีที่โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจำเลยต้องชำระค่าปรับคิดเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.20 ของราคาสารเคมีที่ยังมิได้ส่งมอบ นับถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบจนถึงวันที่จำเลยส่งมอบให้ครบถ้วนและในระหว่างที่โจทก์ยังมิได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา หากโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ โจทก์จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกันทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ และมีสิทธิที่จะปรับจำเลยจนถึงวันบอกเลิกสัญญาได้อีกเมื่อครบกำหนดส่งมอบ จำเลยมิได้ส่งมอบสารเคมีที่ซื้อขายให้โจทก์ โจทก์จึงเรียกให้จำเลยชำระค่าปรับอัตราวันละ4,129.21 บาท ซึ่งเท่ากับอัตราร้อยละ 0.20 ของราคาสารเคมีที่ไม่ส่งมอบนับแต่วันที่ 6 เมษายน 2539 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่ายินยอมชำระค่าปรับแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญากับจำเลยจำเลยทราบการบอกเลิกสัญญาวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2540 โดยโจทก์แจ้งจำเลยด้วยว่าให้นำเงินค่าปรับมาชำระให้โจทก์จนถึงวันบอกเลิกสัญญา เป็นเวลา 307 วัน วันละ 4,129.21 บาท รวมเป็นเงิน1,267,667.47 บาท และแจ้งริบหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาโจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน1,267,667.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มกราคม 2541 อันเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินรวม 60,691.75 บาท

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 600,000 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มกราคม2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า เบี้ยปรับที่โจทก์เรียกร้องตามฟ้องนั้นเกินส่วนที่จะเรียกร้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่ากรณีที่จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาซื้อขายเนื่องจากไม่สามารถส่งมอบสิ่งของให้แก่โจทก์ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 9 ข้อ 10 สามารถแยกได้เป็น3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ในกรณีจำเลยไม่ส่งมอบสิ่งของตามกำหนดโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ริบหลักประกันเรียกราคาที่เพิ่มขึ้น และปรับจำเลยเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.20 ของราคาสิ่งของ 2. ในกรณีที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อจำเลยไม่ส่งมอบสิ่งของ จำเลยยอมให้โจทก์ปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.20 ของราคาสิ่งของ3. ภายหลังที่โจทก์ให้โอกาสจำเลยปฏิบัติตามสัญญา โดยยังไม่บอกเลิกสัญญา แต่จำเลยก็ยังไม่สามารถส่งมอบสิ่งของได้ หากโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาริบหลักประกันเรียกราคาที่เพิ่มขึ้นและปรับจำเลยเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.20 ของราคาสิ่งของ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคู่สัญญาตกลงกันว่าหากมีการผิดสัญญาไม่ส่งมอบสิ่งของตามกำหนด จำเลยยอมเสียค่าปรับเป็นรายวันให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 0.20 ของราคาสิ่งของซึ่งอัตราค่าปรับที่กำหนดไว้ดังกล่าวเป็นอัตราที่เหมาะสมทุกประการและตามทางปฏิบัติในสัญญาซื้อขายทั่วไปก็ได้กำหนดค่าปรับไว้ในอัตราเดียวกันนี้ จำเลยก็ไม่ได้ต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทว่าค่าปรับสูงเกินส่วนแต่อย่างใดอีกทั้งจำเลยยังได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่ายินยอมชำระค่าปรับตามสัญญาให้โจทก์อีกด้วยตามเอกสารหมายจ.4 ดังนั้น เมื่อคดีได้ความว่าโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 แล้ว จำเลยผิดสัญญาไม่ส่งมอบสิ่งของตามกำหนดจำเลยจึงต้องชำระค่าปรับรายวันให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 0.20ของราคาสิ่งของคิดเป็นค่าปรับวันละ 4,129.21 บาท นับแต่วันที่ 6เมษายน 2539 อันเป็นวันถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบสิ่งของจนถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2540 อันเป็นวันบอกเลิกสัญญารวม307 วัน เป็นเงินรวม 1,267,667.47 บาท ทั้งนี้ไม่รวมหลักประกันตามสัญญา ซึ่งโจทก์มีสิทธิริบได้ตามสัญญาข้อ 8 ข้อ 10 เอกสารหมายจ.1 การที่ศาลชั้นต้นนำหลักประกันไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของเบี้ยปรับโจทก์จึงไม่เห็นพ้องด้วยนั้น เห็นว่า แม้จะได้มีการกำหนดค่าปรับกันไว้ในสัญญาดังข้ออ้างของโจทก์ก็ตาม แต่ว่าเงินค่าปรับตามที่คู่กรณีกำหนดไว้นั้น ถือได้ว่าเป็นเบี้ยปรับเพื่อการที่จะชดใช้บรรเทาความเสียหายอันอาจจะมีหรือเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เป็นความพอใจแก่ฝ่ายที่มิได้ผิดสัญญาซึ่งต้องปรับด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคแรก ที่บัญญัติไว้ว่า "ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้....."แสดงว่าเบี้ยปรับนั้น แม้จะได้กำหนดกันไว้ในสัญญาแต่กฎหมายก็มิได้บังคับไว้โดยเด็ดขาดว่าจะต้องให้เป็นไปตามนั้น ทั้งนี้ต้องพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินเท่านั้นก็หาไม่ ดังนั้นเมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏชัดแจ้งว่าโจทก์เสียหายเต็มตามจำนวนค่าปรับที่กำหนดไว้ในสัญญาและแม้ว่าจำเลยจะมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่า ยินยอมชำระค่าปรับตามสัญญาก็ตามหากเบี้ยปรับสูงเกินส่วนศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดค่าปรับหรือเบี้ยปรับตามสัญญาลงได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383 วรรคแรก สำหรับราคาสิ่งของที่ทำการซื้อขายกันเป็นเงิน2,064,606 บาท โจทก์ใช้สิทธิริบหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเป็นแคชเชียร์เช็คของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเตาปูนไว้เป็นเงิน 103,231 บาทแล้ว โจทก์เพิ่งมาบอกเลิกสัญญาภายหลังเป็นเวลานานถึง 307 วัน รวมค่าปรับรายวันเป็นจำนวนเงินสูงถึง1,267,667.47 บาท จึงนับว่าสูงเกินส่วนเห็นสมควรลดลง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลดค่าปรับหรือเบี้ยปรับรายวันลงเป็นกำหนดให้600,000 บาทนั้น นับว่าเหมาะสมแก่ความเสียหายของโจทก์ตามควรแก่พฤติการณ์แห่งคดี จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงกลาโหม
จำเลย — บริษัท ร่มฉัตรอินเตอร์คอมเมอร์เชียล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6590/2544
#42044
เปิดฉบับเต็ม

เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี มุ่งหมายที่จะลงโทษผู้กระทำผิดให้หนักขึ้นเฉพาะผู้ที่มีหรือใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์เท่านั้น มิใช่ว่าผู้ที่ร่วมกระทำการปล้นทรัพย์รายเดียวกันจะต้องระวางโทษหนักขึ้นทุกคน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีและใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์เท่านั้น โดยจำเลยที่ 3 เพียงแต่รู้เห็นร่วมในการปล้นทรัพย์ด้วย จึงถือมิได้ว่าจำเลยที่ 3 มีหรือใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี

หลังจากที่จำเลยทั้งสามลวงผู้เสียหายขับรถยนต์มาแล้วระหว่างทางได้ใช้อาวุธปืนจี้บังคับผู้เสียหายและร่วมกันใช้กระดาษกาวปิดปากและใช้เชือกผู้ข้อมือและเท้าทั้งสองข้างของผู้เสียหายติดกับต้นไม้กับล้วงเอาเงินของผู้เสียหายไป แสดงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายเพื่อสะดวกแก่การปล้นทรัพย์และพาทรัพย์นั้นไป และให้พ้นจากการจับกุมในขณะที่การปล้นทรัพย์ยังไม่ขาดตอนจากกันอันเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำในองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์หาใช่ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังกรรมหนึ่งและทำร้ายร่างกายอีกบทหนึ่งไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนลูกซองพกขนาด 12 ไม่มีหมายเลขทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จำนวน1 กระบอก และกระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 1 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย และพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนน อันเป็นเมืองหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวไปและไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายและจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปพร้อมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันปล้นทรัพย์เอารถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ท - 3408 เชียงใหม่ ราคา 300,000 บาท ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุชาติ แซ่ซือ ขณะอยู่ในความครอบครองของนายไพฑูรย์ ษมาจิตมีชัย ผู้เสียหาย และเงินสดจำนวน 220 บาท ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อาวุธปืนจี้ขู่บังคับผู้เสียหายว่าในทันใดนั้นจะใช้อาวุธปืนยิงประทุษร้ายผู้เสียหายให้ได้รับอันตรายแก่ชีวิตและร่างกาย แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชกต่อยที่ตาข้างขวาของผู้เสียหาย 1 ครั้ง และจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อาวุธปืนตบที่ศีรษะด้านหลังของผู้เสียหาย 1 ครั้ง อันเป็นการกระทำโดยแสดงความทารุณจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจและจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กระดาษกาวสีน้ำตาลปิดปากและใช้เชือกผูกข้อมือและเท้าทั้งสองข้างของผู้เสียหายติดกับต้นไม้ในป่าที่เกิดเหตุ อันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้รถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน น - 5666 อุตรดิตถ์ และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าสีแดงไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิด เพื่อพาทรัพย์นั้นหลบหนีไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม เหตุเกิดที่ตำบลแม่คะตวนอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมด้วยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ท - 3408 เชียงใหม่ เงินสดจำนวน120 บาท อันเป็นเงินส่วนหนึ่งในจำนวน 220 บาท ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นเอาไป อาวุธปืนลูกซองพกขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 1 นัด ซองปืนหนังสีดำ 1 ซอง กระดาษกาวสีน้ำตาล 1 ม้วน เชือก 4 เส้น เศษกระดาษกาวสีน้ำตาล 1 ชิ้น อันเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันมีไว้เป็นความผิดและใช้ในการกระทำผิดเป็นของกลางก่อนคดีนี้จำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 18 ปี ฐานปล้นทรัพย์ตามคดีหมายเลขแดงที่ 184/2529 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษและจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดในคดีก่อนขณะที่มีอายุเกินกว่า 17 ปีแล้ว จำเลยที่ 2 กลับมากระทำความผิดในคดีนี้ซ้ำในอนุมาตราเดียวกันภายในเวลา 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340, 340 ตรี, 310, 295, 93, 91, 83, 32 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ คืนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียนท - 3408 เชียงใหม่ พร้อมเงินสด 120 บาท ของกลางแก่ผู้เสียหายริบอาวุธปืนลูกซองพกขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 1 นัด กระดาษกาวสีน้ำตาล 1 ม้วน เชือก 4 เส้นและเศษกระดาษกาวสีน้ำตาล 1 ชิ้น ของกลาง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 100 บาท แก่ผู้เสียหาย และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2ตามกฎหมายด้วย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี, 295, 310 (ที่ถูก310 วรรคแรก) , 32, 83 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 แต่การกระทำความผิด ตามมาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรีและ 295 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนตามมาตรา 340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรีซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 22 ปี 6 เดือน ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 23 ปี และจำเลยที่ 1ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ(ที่ถูกมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง) ลงโทษฐานมีอาวุธปืนจำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 24 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 กลับมากระทำความผิดซ้ำในอนุมาตราเดียวกันภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 34 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 16 ปี 4 เดือน คืนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ท - 3408 เชียงใหม่ และเงินจำนวน 120 บาท ของกลางแก่เจ้าของ ริบอาวุธปืนลูกซองพกขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 1 นัด กระดาษกาวสีน้ำตาล 1 ม้วน เชือก 4 เส้น และเศษกระดาษกาวสีน้ำตาล 1 ชิ้นของกลาง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 100 บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 15 ปี รวมกับโทษฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังอีก 6 เดือน เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 15 ปี6 เดือน คำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาพิพากษาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี 4 เดือนคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ด้วยหรือไม่ เห็นว่าสำหรับเรื่องใช้ยานพาหนะในการปล้นทรัพย์นั้น ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น - 5666อุตรดิตถ์ ในการหลบหนีโดยเป็นการกระทำหลังจากที่ความผิดฐานปล้นทรัพย์ขาดตอนไปแล้ว จึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะโจทก์มิได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จะฎีกาต่อมาไม่ได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนเรื่องใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 3มิได้มีหรือใช้อาวุธปืน ในการปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายแต่อย่างใด ซึ่งตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี มุ่งหมายที่จะลงโทษให้หนักขึ้นเฉพาะผู้ที่มีหรือใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์เท่านั้นมิใช่ว่าผู้ที่ร่วมกระทำการปล้นทรัพย์รายเดียวกันจะต้องระวางโทษหนักขึ้นทุกคน เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีและใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์ส่วนจำเลยที่ 3 เพียงแต่รู้เห็นร่วมในการปล้นทรัพย์ด้วย ดังนี้ กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ด้วยเหตุดังได้วินิจฉัยมาจำเลยที่ 3 ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ด้วยศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ดี โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กระดาษกาวปิดปากและใช้เชือกผูกข้อมือและเท้าทั้งสองข้างของผู้เสียหายติดกับต้นไม้อันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกายทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์พาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ และคดีได้ความว่าหลังจากที่จำเลยทั้งสามลวงผู้เสียหายขับรถยนต์มาแล้ว ระหว่างทางจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ผู้เสียหายหยุดรถและเปลี่ยนไปนั่งตอนกลางเบาะ จากนั้นจำเลยที่ 1ได้ขับรถต่อมาไม่ห่างจากจุดแรกเท่าใดนักแล้วเลี้ยวเข้าไปทั้งทาง จำเลยทั้งสามได้นำผู้เสียหายลงจากรถยนต์ จำเลยที่ 2 ใช้เชือกมัดผู้เสียหายไขว้หลัง ใช้กระดาษกาวปิดปากและคุมตัวเข้าไปในป่า จำเลยที่ 3 ใช้เชือกมัดมือเท้าผู้เสียหายติดกับต้นไม้จำเลยที่ 2 ใช้เชือกมัดลำตัวติดกับต้นไม้กับล้วงเอาเงินของผู้เสียหายไป 220 บาท จากนั้นพากันขับรถยนต์ของผู้เสียหายหลบหนีไป แสดงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายเพื่อสะดวกแก่การปล้นทรัพย์และพาทรัพย์นั้นไปและให้พ้นจากการจับกุมในขณะที่การปล้นทรัพย์ยังไม่ขาดตอนจากกัน อันเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำในองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้นเอง จึงหาใช่เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายอีกกรรมหนึ่งต่างหากดังที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษมาไม่รวมทั้งการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายในระหว่างทำการปล้นทรัพย์ก็หาใช่เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายอีกบทหนึ่งดังที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทมาด้วยไม่เช่นกัน ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี, 83 และจำเลยที่ 3มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 คนละ 22 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3มีกำหนด 15 ปี และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ความผิดฐานมีอาวุธปืนจำคุก 1 ปี ความผิดฐานพาอาวุธปืนจำคุก 6 เดือน ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ 15 ปี ในความผิดฐานมีอาวุธปืน 8 เดือน และในความผิดฐานพาอาวุธปืน 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี 12 เดือนจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปีคืนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ท - 3408 เชียงใหม่ และเงิน 120 บาทของกลางแก่เจ้าของ ริบอาวุธปืน กระสุนปืน กระดาษกาว เชือก และเศษกระดาษกาวของกลาง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงิน100 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดแม่สะเรียง
จำเลย — นายจักรพันธ์ อถรรกริช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6590/2544
#69579
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 340 ตรี มุ่งหมายที่จะลงโทษให้หนักขึ้นเฉพาะผู้ที่มีหรือใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์เท่านั้น มิใช่ว่าผู้ที่ร่วมกระทำการปล้นทรัพย์รายเดียวกันจะต้องระวางโทษหนักขึ้นทุกคน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีและใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์ส่วนจำเลยที่ 3 เพียงแต่รู้เห็นร่วมในการปล้นทรัพย์ด้วย ดังนี้ จำเลยที่ 3 ไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 ตรี ด้วย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กระดาษกาวปิดปากและใช้เชือกผูกข้อมือและเท้าทั้งสองข้างของผู้เสียหายติดกับต้นไม้อันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์พาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ และคดีได้ความว่าหลังจากที่จำเลยทั้งสามลวงผู้เสียหายขับรถยนต์มาแล้ว ระหว่างทางจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ผู้เสียหายหยุดรถและเปลี่ยนไปนั่งตอนกลางเบาะ จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ขับรถต่อมาไม่ห่างจากจุดแรกเท่าใดนักแล้วเลี้ยวเข้าไปข้างทาง จำเลยทั้งสามได้นำผู้เสียหายลงจากรถยนต์ จำเลยที่ 2 ใช้เชือกมัดผู้เสียหายไขว้หลัง ใช้กระดาษกาวปิดปากและคุมตัวเข้าไปในป่า จำเลยที่ 3 ใช้เชือกมัดมือเท้าผู้เสียหายติดกับต้นไม้ จำเลยที่ 2 ใช้เชือกมัดลำตัวติดกับต้นไม้กับล้วงเอาเงินของผู้เสียหายไป จากนั้นพากันขับรถยนต์ของผู้เสียหายหลบหนีไป แสดงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายเพื่อสะดวกแก่การปล้นทรัพย์และพาทรัพย์นั้นไปและให้พ้นจากการจับกุมในขณะที่การปล้นทรัพย์ยังไม่ขาดตอนจากกัน อันเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำในองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้นเอง จึงหาใช่เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายอีกกรรมหนึ่งต่างหากไม่ การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายในระหว่างทำการปล้นทรัพย์ก็หาใช่เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายอีกบทหนึ่งไม่เช่นกัน ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 จำเลยที่ 1 ที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี , 83 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 83

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ , ๓๔๐ ตรี , ๓๑๐ , ๒๙๕ , ๙๓ , ๙๑ , ๘๓ , ๓๒ พระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา ๗ , ๘ ทวิ , ๗๒ , ๗๒ ทวิ คืนรถยนต์พร้อมเงินสด ๑๒๐ บาท ของกลางแก่ผู้เสียหาย ริบอาวุธปืนลูกซองพก กระสุนปืนลูกซอง? และเพิ่มโทษจำเลยที่ ๒ ตามกฎหมายด้วย

จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ ๒ รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสาม ริบของกลางและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินจำนวน ๑๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคสอง ลงโทษจำคุก ๑๕ ปี รวมกับโทษฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังอีก ๖ เดือน เป็นจำคุกจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๑๕ ปี ๖ เดือน คำให้การของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาพิพากษาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คนละหนึ่งในสาม คงให้จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑๕ ปี ๔ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๑๐ ปี ๔ เดือน คำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ ๒ ให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ ๓ มิได้มีหรือใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายแต่อย่างใด ซึ่งตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ ตรี มุ่งหมายที่จะลงโทษให้หนักขึ้นเฉพาะผู้ที่มีหรือใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์เท่านั้น มิใช่ว่าผู้ที่ร่วมกระทำการปล้นทรัพย์รายเดียวกันจะต้องระวางโทษหนักขึ้นทุกคน เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีและใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ ๓ เพียงแต่รู้เห็นร่วมในการปล้นทรัพย์ด้วย ดังนี้ กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ ตรี ด้วยเหตุดังได้วินิจฉัยมา จำเลยที่ ๓ ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ ตรี ด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ดี โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กระดาษกาวปิดปากและใช้เชือกผูกข้อมือและเท้าทั้งสองข้างของผู้เสียหายติดกับต้นไม้อันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ และคดีได้ความว่าหลังจากที่จำเลยทั้งสามลวงผู้เสียหายขับรถยนต์มาแล้ว ระหว่างทางจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ผู้เสียหายหยุดรถและเปลี่ยนไปนั่งตอนกลางเบาะ จากนั้นจำเลยที่ ๑ ได้ขับรถต่อมาไม่ห่างจากจุดแรกเท่าใดนักแล้วเลี้ยวเข้าไปข้างทาง จำเลยทั้งสามได้นำผู้เสียหายลงจากรถยนต์ จำเลยที่ ๒ ใช้เชือกมัดผู้เสียหายไขว้หลัง ใช้กระดาษกาวปิดปากและคุมตัวเข้าไปในป่า จำเลยที่ ๓ ใช้เชือกมัดมือเท้าผู้เสียหายติดกับต้นไม้ จำเลยที่ ๒ ใช้เชือกมัดลำตัวติดกับต้นไม้กับล้วงเอาเงินของผู้เสียหายไป ๒๒๐ บาท จากนั้นพากันขับรถยนต์ของผู้เสียหายหลบหนีไป แสดงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายเพื่อสะดวกแก่การปล้นทรัพย์และพาทรัพย์นั้นไปและให้พ้นจากการจับกุมในขณะที่การปล้นทรัพย์ยังไม่ขาดตอนจากกัน อันเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำในองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้นเอง จึงหาใช่เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายอีกกรรมหนึ่งต่างหากดังที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษมาไม่ รวมทั้งการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายในระหว่างทำการปล้นทรัพย์ก็หาใช่เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายอีกบทหนึ่งดังที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทมาด้วยไม่เช่นกัน ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๓๔๐ ตรี , ๘๓ และจำเลยที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ จำคุกจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ คนละ ๒๒ ปี ๖ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๑๕ ปี และจำเลยที่ ๑ มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา ๗ , ๗๒ วรรคหนึ่ง , ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๗๒ ทวิ วรรคสอง ความผิดฐานมีอาวุธปืนจำคุก ๑ ปี ความผิดฐานพาอาวุธปืนจำคุก ๖ เดือน ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ ๒ ลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ ๑ ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ ๑๕ ปี ในความผิดฐานมีอาวุธปืน ๘ เดือน และในความผิดฐานพาอาวุธปืน ๔ เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑๕ ปี ๑๒ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑๕ ปี และจำคุกจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๑๐ ปี คืนรถยนต์และเงิน ๑๒๐ บาท ของกลางแก่เจ้าของ ริบอาวุธปืน กระสุนปืน กระดาษกาว เชือก และเศษกระดาษกาวของกลาง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงิน ๑๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340 ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดแม่สะเรียง
จำเลย — นายจักรพันธ์ อถรรกริช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สะเรียง — นายไพฑูรย์ วรสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ — นายเฉลิมชัย ตันตยานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6589/2544
#42638
เปิดฉบับเต็ม

วันที่ 9 มีนาคม 2543 ซึ่งเป็นวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ภายหลังจากศาลแรงงานกลางสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความแล้ว เห็นว่าคดีไม่จำเป็นต้องสืบพยาน จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากศาลแรงงานกลางมีคำสั่งงดสืบพยานเกือบ 2 เดือน จำเลยมีโอกาสที่จะโต้แย้งคำสั่งที่ให้งดสืบพยานซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาได้ แต่จำเลยไม่ได้โต้แย้ง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติการจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31

โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ต่อมาจำเลยได้ลดค่าจ้างผู้บริหารรวมทั้งโจทก์ เฉพาะของโจทก์ลดลงไปเดือนละ 2,022 บาท ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2540 รวม 26 เดือน เป็นเงิน 52,572 บาท การลดเงินเดือนและไม่จ่ายค่าจ้างส่วนที่ลดแก่โจทก์เป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ เป็นการผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและผิดสัญญาจ้าง โจทก์มีสิทธิได้ค่าจ้างส่วนที่ถูกลด เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าจ้างที่จำเลยไม่มีอำนาจจะลดดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2543 ดังนั้นเฉพาะค่าจ้างเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2540 จึงขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่งกำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 70 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี เมื่อจำเลยผิดนัดไม่จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามบทบัญญัติข้างต้น มิใช่เสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2534 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนา และผู้จัดการฝ่ายบริหาร ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 40,440 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน2540 จำเลยได้มีประกาศลดอัตราเงินเดือนของพนักงานระดับผู้บริหารการลดอัตราเงินเดือนดังกล่าว โจทก์มิได้ยินยอมด้วย จำเลยลดเงินเดือนโจทก์จาก 40,440 บาท เหลือ 38,418 บาท เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน2540 ถึงเดือนธันวาคม 2542 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างโจทก์อีกเดือนละ2,022 บาท จำนวน 26 เดือน เป็นเงิน 52,572 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้าง 52,572 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยโดยคณะกรรมการบริหารและผู้บริหารระดับผู้จัดการแผนกได้ประชุมลดอัตราเงินเดือนพนักงานระดับผู้บริหาร และให้ผู้บริหารทุกคนนำมติไปแจ้งให้ผู้ใต้บังคับบัญชา หากไม่ตกลงยินยอมด้วยให้ทำหนังสือคัดค้านภายใน 15 วันนับแต่วันที่ออกประกาศ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 จำเลยได้ประกาศมติดังกล่าวและถือปฏิบัติตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2540 ต่อมาจำเลยได้ขยายเวลาตามมติออกไปตามประกาศฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2541 โจทก์มีส่วนร่วมทั้งในการประชุมและในการลงมติโจทก์ไม่เคยโต้แย้งหรือคัดค้านด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์จำเลยไม่เคยตกลงกันให้จ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า จำเลยไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องขอลดค่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ไม่มีการเจรจาและทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์จำเลย จำเลยลดค่าจ้างโจทก์โดยไม่มีอำนาจ เป็นการผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและผิดสัญญาจ้างพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 52,572 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 5 มกราคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ให้งดสืบพยานจำเลยเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 บัญญัติว่า "ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลนั้นได้มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228

(1) ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา

(2) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งใดให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงาน คู่ความที่โต้แย้งชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้..."บทบัญญัติดังกล่าวต้องนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมในคดีแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนคดีนี้ว่าในวันที่ 9 มีนาคม 2543 ซึ่งเป็นวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ภายหลังจากศาลแรงงานกลางสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความและคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงแล้ว ศาลแรงงานกลางเห็นว่าคดีไม่มีความจำเป็นจะต้องสืบพยาน จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยกับพยานโจทก์และให้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากศาลแรงงานกลางมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยเกือบ 2 เดือน จำเลยมีโอกาสที่จะโต้แย้งคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ให้งดสืบพยานจำเลยซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาได้ แต่จำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อมาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความสองปี...(9) ลูกจ้างไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว หรือลูกจ้างรายวัน รวมทั้งผู้ฝึกงาน เรียกเอาค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป..." ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติได้ความว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ต่อมาจำเลยได้ลดค่าจ้างผู้บริหารรวมทั้งโจทก์ เฉพาะของโจทก์ลดลงไปเดือนละ 2,022 บาท ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2540 รวม 26 เดือน เป็นเงิน 52,572 บาท การลดเงินเดือนโจทก์ดังกล่าวและไม่จ่ายค่าจ้างส่วนที่ลดแก่โจทก์เป็นการที่จำเลยนายจ้างกระทำโดยไม่มีอำนาจ เป็นการผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและผิดสัญญาจ้างโจทก์มีสิทธิได้ค่าจ้างส่วนที่ถูกลด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าจ้างที่จำเลยไม่มีอำนาจจะลดดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2543 ดังนั้นเฉพาะค่าจ้างเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2540 รวมเป็นเงิน 4,044 บาท ซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกเอาจากจำเลยจึงขาดอายุความ 2 ปี ตามบทบัญญัติข้างต้น ฟ้องโจทก์หาได้ขาดอายุความไปเสียทั้งหมดดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า จำเลยจะต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินค่าจ้างที่จะต้องชำระแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง...ไม่จ่ายค่าจ้าง...ภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 70... ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี" เมื่อจำเลยผิดนัดไม่จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามบทบัญญัติข้างต้น หาใช่เสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 48,528 บาท แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34
ป.วิ.พ. ม. 226
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย นพพันธ์ เลาหบุตร
จำเลย — บริษัท นิสสันดีเซล (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6589/2544
#69453
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 ต้องนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมในคดีแรงงานตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ ภายหลังจากศาลแรงงานกลางสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความและคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าคดีไม่มีความจำเป็นจะต้องสืบพยาน จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยกับพยานโจทก์ และให้นัดฟังคำพิพากษาในวันซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากศาลแรงงานกลางมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยเกือบ 2 เดือน จำเลยมีโอกาสที่จะโต้แย้งคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ให้งดสืบพยานจำเลยซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาได้ แต่จำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาที่ว่า คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ให้งดสืบพยานจำเลยเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่

โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ต่อมาจำเลยได้ลดค่าจ้างผู้บริหารรวมทั้งโจทก์ลง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2540 การลดเงินเดือนโจทก์และไม่จ่ายค่าจ้างส่วนที่ลดแก่โจทก์ดังกล่าวเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ เป็นการผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และผิดสัญญาจ้าง โจทก์จึงมีสิทธิได้ค่าจ้างส่วนที่ถูกลด โจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าจ้างที่จำเลยไม่มีอำนาจจะลดดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2543 ดังนั้นเฉพาะค่าจ้างเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2540 ซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกเอาจากจำเลยจึงขาดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34

ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง กรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 70 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี จำเลยผิดนัดไม่จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี ตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนา และผู้จัดการฝ่ายบริหาร ต่อมาเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ จำเลยได้มีประกาศลดอัตราเงินเดือนของพนักงานระดับผู้บริหาร การลดอัตราเงินเดือนดังกล่าวโจทก์มิได้ยินยอมด้วย จำเลยลดเงินเดือนโจทก์เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๐ ถึงเดือนธันวาคม ๒๕๔๒ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างโจทก์อีกเป็นเงิน ๕๒,๕๗๒ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้าง ๕๒,๕๗๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์จำเลยไม่เคยตกลงกันให้จ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่าจำเลยไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องลดค่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ไม่มีการเจรจาและทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์จำเลย จำเลยลดค่าจ้างโจทก์ไม่มีอำนาจ เป็นการผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและผิดสัญญาจ้าง พิพากษา ให้จำเลยชำระเงิน ๕๒,๕๗๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๔๓) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ให้งดสืบพยานเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ บัญญัติว่า "ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลนั้นได้มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๒๗ และ ๒๒๘

(๑) ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา

(๒) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งใดให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงานคู่ความที่โต้แย้งชอบที่จะอุทธรณ์

คำสั่งนั้นได้?" บทบัญญัติดังกล่าวต้องนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมในคดีแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนคดีว่าในวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๓ ซึ่งเป็น วันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ภายหลังจากศาลแรงงานกลางสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงแล้ว ศาลแรงงานกลางเห็นว่าคดีไม่มีความจำเป็นจะต้องสืบพยาน จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยกับพยานโจทก์ และให้ นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากศาลแรงงานกลางมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยเกือบ ๒ เดือน จำเลยมีโอกาสที่จะโต้แย้งคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ให้งดสืบพยานจำเลยซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาได้ แต่จำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม บทบัญญัติข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อมาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความสองปี?(๙) ลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างชั่วคราว หรือลูกจ้างรายวัน รวมทั้งผู้ฝึกงาน เรียกเอาค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป" ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติได้ความว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ต่อมาจำเลยได้ลดค่าจ้าง ผู้บริหารรวมทั้งโจทก์ เฉพาะของโจทก์ลดลงไปเดือนละ ๒,๐๒๒ บาท ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๐ รวม ๒๖ เดือน เป็นเงิน ๕๒,๕๗๒ บาท การลดเงินเดือนโจทก์ดังกล่าวและไม่จ่ายค่าจ้างส่วนที่ลดแก่โจทก์เป็นการที่จำเลยนายจ้างกระทำโดยไม่มีอำนาจเป็นการผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและผิดสัญญาจ้าง โจทก์มีสิทธิได้ค่าจ้างส่วนที่ถูกลด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าจ้างที่จำเลยไม่มีอำนาจจะลดดังกล่าวเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๔๓ ดังนั้นเฉพาะค่าจ้างเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ๒๕๔๐ รวมเป็นเงิน ๔,๐๔๔ บาท ซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกเอาจากจำเลยจึงขาดอายุความ ๒ ปี ตามบทบัญญัติข้างต้น ฟ้องโจทก์หาได้ขาดอายุความไปเสียทั้งหมดดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า จำเลยจะต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของเงิน ค่าจ้างที่จะต้องชำระแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง?ไม่จ่ายค่าจ้าง?ภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา ๗๐?ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี" เมื่อจำเลยผิดนัดไม่จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ตามบทบัญญัติข้างต้น หาใช่เสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน ๔๘,๕๒๘ บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของ ศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34
ป.วิ.พ. ม. 226
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนพพันธ์ เลาหบุตร
จำเลย — บริษัทนิสสันดีเซล (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6567/2544
#41294
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เข้าใจโดยสุจริตว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 1 แจ้งว่าหลักฐานทางทะเบียนและใบคู่มือจดทะเบียนนั้นอยู่ที่จำเลยที่ 2 ต้องรอให้จำเลยที่ 2ส่งมาก่อนเนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ได้ออกหนังสือรับรองการจำหน่ายรถยนต์ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ ดังนี้ ตามพฤติการณ์เชื่อว่าจำเลยที่ 1 กับที่ 2 จะต้องทำการค้ารถยนต์กันมานานหากจำเลยที่ 1 ออกใบรับรองซึ่งหัวกระดาษเป็นชื่อของจำเลยที่ 2ให้แก่ลูกค้าทั่ว ๆ ไป จำเลยที่ 2 น่าจะทราบ หากจำเลยที่ 2 ไม่เชิดหรือยอมให้จำเลยที่ 1 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนจำเลยที่ 2แล้ว จำเลยที่ 2 ก็น่าจะต้องทักท้วงหรือสั่งห้ามจำเลยที่ 1ไม่ให้กระทำเช่นนั้น การที่จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ซึ่งประกอบกิจการขายรถยนต์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ในประการที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1จะนำรถยนต์พิพาทไปขายแก่บุคคลทั่ว ๆ ไป พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้แล้วยอมให้จำเลยที่ 1 เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 อีกเช่นกัน เมื่อโจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต จำเลยที่ 2 อีกเช่นกัน เมื่อโจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์

จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และได้กระทำแทนจำเลยที่ 2 ภายในขอบอำนาจแห่งฐานเป็นตัวแทน จำเลยที่ 1จึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามฟ้องได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์จึงไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1จะขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาคดีให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายให้จำเลยที่ 1ไม่ต้องรับผิดชอบส่งมอบหลักฐานใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบหลักฐานใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ แบบกระบะ สีเขียวหมายเลขเครื่อง เอฟ-10867 หมายเลขตัวถัง เอ 9139008 ให้แก่โจทก์หากไม่สามารถส่งมอบได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน338,595 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1เป็นตัวแทนขายรถ จำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์ที่โจทก์กล่าวอ้างไปจากจำเลยที่ 2 โดยชำระราคาเป็นเช็คและเช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยที่ 2 จึงยึดหน่วงชุดจดทะเบียนไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ และไม่เคยออกหนังสือรับรองการขายรถให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบหลักฐานใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขเครื่อง เอฟ - 10867 หมายเลขตัวถังเอ 9139008 ให้แก่โจทก์ หากส่งมอบไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 338,595 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 13 ตุลาคม 2540) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนจำเลยที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2539 โจทก์ได้ซื้อรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุสีเขียวหมายเลขเครื่อง เอฟ - 10867 หมายเลขตัวถัง เอ 9139008 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 จากจำเลยที่ 1 ในราคา 332,000 บาท โดยชำระราคาครบถ้วน และรับรถยนต์คันดังกล่าวจากจำเลยที่ 1ไปแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมส่งมอบหลักฐานทางทะเบียนและใบคู่มือจดทะเบียนให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 จำหน่ายรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ จำเลยที่ 2 เป็นบริษัทจำกัดตามเอกสารหมาย จ.1 ประกอบกิจการขายรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 28สิงหาคม 2539 โจทก์ได้ซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ 1 ราคา332,000 บาท โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้วนอกจากรถยนต์คันที่โจทก์ซื้อแล้ว ร้านของจำเลยที่ 1 ยังมีรถยนต์อีกหลายคันเป็นรถยนต์ใหม่ยี่ห้ออีซูซุ โจทก์รับรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 มาแล้ว จำเลยที่ 1 แจ้งว่าหลักฐานทางทะเบียนและใบคู่มือจดทะเบียนนั้น อยู่ที่จำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 1เป็นตัวแทนขายรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 2 ต้องใช้เวลาประมาณ1 เดือน โจทก์จึงจะได้รับ ระหว่างรอหลักฐานจำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการจำหน่ายรถยนต์ให้แก่โจทก์ ซึ่งหนังสือเป็นของจำเลยที่ 2ตามเอกสารหมาย จ.4 หลังจากครบกำหนดแล้ว โจทก์ไปทวงถามหลักฐานทางทะเบียนรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1เพิกเฉย โจทก์จึงไปทวงถามจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 บอกโจทก์ว่าต้องจ่ายเงินให้อีก 150,000 บาท จึงจะให้หลักฐานทางทะเบียนโจทก์ไม่ยอมจ่ายให้เพราะจ่ายเงินให้ครบถ้วนแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2มีนางสุดาลักษณ์ วัชรโรทยางกูร ซึ่งมีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 มีวัตถุประสงค์ซื้อขาย ให้เช่า เช่าซื้อ และแลกเปลี่ยนรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุทุกรุ่นทุกแบบในจังหวัดเชียงใหม่ ตามเอกสารหมาย จ.1 สาขาของบริษัทจำเลยที่ 2 จะปรากฏอยู่ในเอกสารหมาย จ.1 แต่จำเลยที่ 2 ไม่มีสาขาตามภูมิลำเนาที่ระบุในใบรับเงินเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ไม่เคยแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนในการจำหน่ายรถยนต์ เอกสารหมาย จ.4ไม่ใช่เอกสารของจำเลยที่ 2 เนื่องจากกระดาษที่จำเลยที่ 2 ใช้จะไม่ใช้แบบเอกสารหมาย จ.4 แต่จะใช้แบบอื่น การลงท้ายหนังสือ กรรมการผู้มีอำนาจจะลงลายมือชื่อและประทับตรา และตราที่ประทับในเอกสารหมาย จ.4 ไม่ใช่ตราประทับของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีชื่อเป็นลูกค้าของจำเลยที่ 2 เมื่อเปรียบเทียบพยานหลักฐานโจทก์และพยานจำเลยที่ 2 แล้ว เห็นว่า ก่อนที่โจทก์จะไปซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ได้ไปพบนายซ้อน พะตัน เพื่อถามขอซื้อรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุจากนายซ้อน แต่ของนายซ้อนไม่มี จึงพาโจทก์ไปซื้อกับจำเลยที่ 1 โดยโจทก์มีนายซ้อนมาเบิกความสนับสนุนว่าพยานประกอบอาชีพขายรถยนต์ ใช้ชื่อร้านว่า "หงษ์ทองบริการ"เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ พยานรู้จักจำเลยที่ 1เนื่องจากเป็นพ่อค้าขายรถยนต์เช่นเดียวกับพยาน จำเลยที่ 1ขายรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ พยานเป็นประธานชมรมพ่อค้ารถยนต์อำเภอสันป่าตอง จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนขายรถยนต์ของจำเลยที่ 2พยานโจทก์ปากนี้เป็นผู้ประกอบอาชีพขายรถยนต์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และยังเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุของจำเลยที่ 2 จึงทำให้น่าเชื่อว่าโจทก์เข้าใจโดยสุจริตว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุของจำเลยที่ 2 และการที่จำเลยที่ 1 แจ้งว่าหลักฐานทางทะเบียนและใบคู่มือจดทะเบียนนั้นอยู่ที่จำเลยที่ 2 ต้องรอให้จำเลยที่ 2 ส่งมาก่อนเนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ได้ออกหนังสือรับรองการจำหน่ายรถยนต์ให้แก่โจทก์หนังสือฉบับนี้เป็นของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.4 นั้น แม้ว่าจำเลยที่ 2 จะปฏิเสธว่าเอกสารหมาย จ.4 ไม่ใช่เอกสารที่จำเลยที่ 2ออกให้แก่ลูกค้า แต่ตามพฤติการณ์เชื่อว่าจำเลยที่ 1 กับที่ 2จะต้องทำการค้ารถยนต์กันมานาน หากจำเลยที่ 1 ออกใบรับรองตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งหัวกระดาษเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 ให้แก่ลูกค้าทั่ว ๆ ไป จำเลยที่ 2 ก็น่าจะทราบ หากจำเลยที่ 2 ไม่เชิดหรือยอมให้จำเลยที่ 1 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2ก็น่าจะต้องทักท้วงหรือสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ไม่ให้กระทำเช่นนั้น และที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์คันพิพาทไปจากจำเลยที่ 2 โดยชำระราคาเป็นเช็คและเช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้นั้นจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีพยานมาสืบสนับสนุนยืนยันให้ได้ความชัดตามข้อต่อสู้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ขายรถยนต์คันพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว นอกจากนี้ยังได้ความจากการนำสืบของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นหนึ่งในสองผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุในจังหวัดเชียงใหม่ ให้แก่บริษัทตรีเพชรอีซูซุเซล จำกัด ชุดจดทะเบียนรถยนต์พิพาทอยู่ที่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จะหาผู้เช่าซื้อไปทำสัญญากับจำเลยที่ 2 หรือจะโทรศัพท์ให้จำเลยที่ 2 ให้คนขับรถมาส่งที่ร้านจำเลยที่ 1 กรณีรถยนต์คันพิพาทจำเลยที่ 1 โทรศัพท์ให้จำเลยที่ 2นำรถยนต์พิพาทมาส่งที่ร้านจำเลยที่ 1 ดังนี้ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1ซึ่งประกอบกิจการขายรถยนต์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ในประการที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 จะนำรถยนต์พิพาทไปขายแก่บุคคลทั่ว ๆ ไปพฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 รู้แล้วยอมให้จำเลยที่ 1เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 อีกเช่นกัน เมื่อโจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ตามคำฟ้องและทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และได้กระทำแทนจำเลยที่ 2 ภายในขอบอำนาจแห่งฐานเป็นตัวแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามฟ้องได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์จึงไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ทั้งไม่อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรพิพากษาคดีให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5)"

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบหลักฐานใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ แบบกระบะสีเขียว หมายเลขเครื่อง เอฟ - 10867หมายเลขตัวถัง เอ - 9139008 ให้แก่โจทก์ หากส่งมอบไม่ได้ ให้จำเลยที่ 2ชำระเงินจำนวน 338,595 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 13 ตุลาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมบูรณ์ สุริยะดี
จำเลย — นาย ฤทธิ์หรือชัยฤทธิ์ ใจกล้า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6567/2544
#99195
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 อ้างแก่โจทก์ว่าเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทประกอบกิจการขายรถยนต์ จำเลยที่ 1 ได้ออกหนังสือรับรองการจำหน่ายรถยนต์ซึ่งหัวกระดาษเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์และลูกค้าทั่ว ๆ ไป ที่มาซื้อรถยนต์ จำเลยที่ 2 ทราบแต่ไม่ได้ทักท้วงหรือสั่งห้ามจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 2 ยังได้ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ซึ่งประกอบกิจการขายรถยนต์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ในประการที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 จะนำรถยนต์พิพาทขายแก่บุคคลทั่ว ๆ ไป พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 รู้แล้วยอมให้จำเลยที่ 1 เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต จำเลยที่ 2 จึงต้อง รับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบหลักฐานใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ แบบกระบะ สีเขียว หมายเลขเครื่อง เอฟ - ๑๐๘๖๗ หมายเลขตัวถัง เอ ๙๑๓๙๐๐๘ ให้แก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งมอบได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๓๓๘,๕๙๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบหลักฐานใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาท ให้แก่โจทก์ หากส่งมอบไม่ได้ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๓๓๘,๕๙๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๐) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๓๙ โจทก์ได้ซื้อรถยนต์กระบะคันพิพาท ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ จากจำเลยที่ ๑ ในราคา ๓๓๒,๐๐๐ บาท โดยชำระราคาครบถ้วน และรับรถยนต์คัน ดังกล่าวจากจำเลยที่ ๑ ไปแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมส่งมอบหลักฐานทางทะเบียน และใบคู่มือจดทะเบียนให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๒ ในการขายรถยนต์พิพาทให้ แก่โจทก์หรือไม่ พยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อโจทก์ซื้อรถยนต์คันพิพาทโดยชำระราคาครบถ้วนและรับรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ ๑ มาแล้ว จำเลยที่ ๑ แจ้งว่าหลักฐานทางทะเบียนและใบคู่มือจดทะเบียนนั้นอยู่ที่จำเลยที่ ๒ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนขายรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ ๒ ต้องใช้เวลาประมาณ ๑ เดือน โจทก์จึงจะได้รับ ระหว่างรอหลักฐานจำเลยที่ ๑ ออกหนังสือรับรองการจำหน่ายรถยนต์ให้แก่โจทก์ และจากคำเบิกความของพยานจำเลยที่ ๒ ฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ แจ้งว่าหลักฐานทางทะเบียนและใบจดทะเบียนนั้นอยู่ที่จำเลยที่ ๒ ต้องรอให้จำเลยที่ ๒ ส่งมาก่อน เนื่องจากจำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๑ ได้ออกหนังสือรับรองการจำหน่ายรถยนต์ให้แก่โจทก์ หนังสือฉบับนี้เป็นของจำเลยที่ ๒ แม้ว่าจำเลยที่ ๒ จะปฏิเสธ แต่ตามพฤติการณ์เชื่อว่าจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ จะต้องทำ การค้ารถยนต์กันมานาน หากจำเลยที่ ๑ ออกใบรับรองซึ่งหัวกระดาษเป็นชื่อของจำเลยที่ ๒ ให้แก่ลูกค้าทั่ว ๆ ไป จำเลยที่ ๒ ก็น่าจะทราบ หากจำเลยที่ ๒ ไม่เชิดหรือยอมให้จำเลยที่ ๑ เชิดตัวเองเป็นตัวแทนจำเลยที่ ๒ แล้ว จำเลยที่ ๒ ก็น่าจะต้องทักท้วงหรือสั่งห้ามจำเลยที่ ๑ ไม่ให้กระทำเช่นนั้น ดังนี้ เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๒ ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ ๑ ซึ่งประกอบกิจการขายรถยนต์เช่นเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในประการที่เห็นได้ว่า จำเลยที่ ๑ จะนำรถยนต์พิพาทไปขายแก่บุคคลทั่ว ๆ ไป พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่า จำเลยที่ ๒ รู้แล้วยอมให้จำเลยที่ ๑ เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๒ อีกเช่นกัน เมื่อโจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ ๑ โดยสุจริต จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ ๒ ส่งมอบหลักฐานใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ยี่ห้ออีซูซุ แบบกระบะสีเขียว หมายเลขเครื่อง เอฟ - ๑๐๘๖๗ หมายเลขตัวถัง เอ-๙๑๓๙๐๐๘ ให้แก่โจทก์ หากส่งมอบไม่ได้ ให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๓๓๘,๕๙๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๐) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบูรณ์ สุริยะดี
จำเลย — นายฤทธิ์หรือชัยฤทธิ์ ใจกล้า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายตุลยวัต พรหมพันธ์ใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายนิยุต สุภัทรพาหิรผล
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา