คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6510/2544
#41289
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะปรากฏจากพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ว่าจำเลยยังมิได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่จำเลยพาผู้เสียหายเข้าไปในโรงแรมแล้วกอดปล้ำผู้เสียหาย ถอดเสื้อผ้าเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเรา โดยมีเจตนาจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย อวัยวะเพศของจำเลยคงจะเสียดสีกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายจนทำให้เกิดรอยแดงด้านนอกของอวัยวะเพศของผู้เสียหาย และหากอวัยวะเพศของจำเลยล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายเยื่อพรหมจารีของผู้เสียหายคงต้องมีร่องรอยฉีกขาด การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการลงมือกระทำความผิด แต่กระทำไปไม่ตลอดหรือกระทำไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล จึงเป็นความผิดเพียงฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสุวรรณี มูละ มารดาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสามการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราจำคุก 6 ปี ฐานพรากผู้เยาว์จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 11 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่าจำเลยพาผู้เสียหายไปที่โรงแรมลิฟว์อินน์แล้วใช้กำลังกอดปล้ำถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายออกแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย 2 ครั้ง หลังจากนั้นจำเลยได้นำผู้เสียหายมาส่งไว้ในเมือง และกำชับห้ามมิให้บอกเรื่องนี้แก่ผู้อื่นเห็นว่า ผู้เสียหายเคยเป็นลูกศิษย์ของจำเลยมาก่อน ย่อมมีความเคารพยำเกรงตามวัฒนธรรมไทยอยู่แล้ว เมื่อไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีสาเหตุอันใดที่ผู้เสียหายจะแกล้งกล่าวหาปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ อีกทั้งการนำเรื่องนี้มาเปิดเผย หากไม่เป็นความจริงมีแต่จะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้หญิงยิ่งขึ้น จึงเชื่อได้ว่าผู้เสียหายเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่ได้ประสบมาแต่ที่ผู้เสียหายเบิกความว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น นายแพทย์ยงยุทธภูมิชาติ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความประกอบผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.2 ว่า พยานเป็นผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายภายหลังเกิดเหตุ พบว่ามีรอยแดงเล็กน้อยบริเวณแคมเล็กด้านหลังตำแหน่ง 6 นาฬิกา ทั้งด้านซ้ายและด้านขวามีจุดห้อเลือด ลักษณะบาดแผลเป็นทางยาว รอยถลอกไม่ลึก เยื่อพรหมจารีไม่ฉีกขาด ไม่พบร่องรอยถลอกหรือฟกช้ำที่เยื่อพรหมจารีร่องรอยถลอกอยู่ห่างจากเยื่อพรหมจารีประมาณ 1 เซนติเมตร และยังไม่ได้ล้ำเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหาย ผลการตรวจทางเคมีไม่พบเชื้ออสุจิในช่องคลอด สรุปความเห็นว่า ไม่พบหลักฐานที่เกิดจากการร่วมประเวณีเห็นว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นหลักฐานทางวิชาการที่น่าเชื่อถือจากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงเชื่อได้ว่าจำเลยยังมิได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่การที่จำเลยพาผู้เสียหายเข้าไปในโรงแรมแล้วกอดปล้ำผู้เสียหาย ถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายออกเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเราโดยมีเจตนาจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย อวัยวะเพศของจำเลยคงจะเสียดสีกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายจนทำให้เกิดรอยแดงด้านนอกของอวัยวะเพศของผู้เสียหายและหากอวัยวะเพศของจำเลยล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย เยื่อพรหมจารีของผู้เสียหายคงต้องมีร่องรอยฉีกขาด การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอดหรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล จึงเป็นเพียงความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย

อนึ่ง ปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดสำเร็จหรืออยู่ในขั้นพยายามกระทำความผิดเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 วางโทษจำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 5 ปี ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์แล้ว รวมเป็นจำคุก 9 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 276
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาง สุวรรณี มูละ
จำเลย — นาย จำรูญ นวเวชากุล
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6510/2544
#69529
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายเบิกความว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นหลักฐานทางวิชาการที่ น่าเชื่อถือและเชื่อได้ว่าจำเลยยังมิได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย การที่จำเลยพาผู้เสียหายเข้าไปในโรงแรมแล้วกอดปล้ำ ผู้เสียหาย ถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายออกเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเราโดยมีเจตนาจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย อวัยวะเพศของจำเลยคงจะเสียดสีกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายจนทำให้เกิดรอยแดงด้านนอกของอวัยวะเพศของผู้เสียหายและหากอวัยวะเพศของจำเลยล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายเยื่อพรหมจารีของผู้เสียหายคงต้องมีร่องรอยฉีกขาด การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการลงมือกระทำความผิด แต่กระทำไปไม่ตลอดหรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล จึงเป็นเพียงความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย

ปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดสำเร็จหรืออยู่ในขั้นพยายามกระทำความผิดเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจขึ้นวินิจฉัยได้เองตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสุวรรณี มูละ มารดาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก 6 ปี ฐานพรากผู้เยาว์ จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 11 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยซึ่งเคยเป็นครูของผู้เสียหายได้พาผู้เสียหายให้ไปพักนอนค้างคืนอยู่ที่โรงแรมลิฟว์อินน์หนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นจำเลยพาผู้เสียหายไปส่งเพื่อให้กลับบ้าน ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ ผู้เสียหายเบิกความว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย นายแพทย์ยงยุทธ ภูมิชาติ พยานโจทก์เป็นผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายภายหลังเกิดเหตุและโจทก์ร่วมเบิกความประกอบผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ สรุปความเห็นว่า ไม่พบหลักฐานที่เกิดจากการร่วมประเวณี เห็นว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นหลักฐานทางวิชาการที่น่าเชื่อถือจากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่าจำเลยยังมิได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่การที่จำเลยพาผู้เสียหายเข้าไปในโรงแรมแล้วกอดปล้ำผู้เสียหาย ถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายออกเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเรา โดยมีเจตนาจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอวัยวะเพศของจำเลยคงจะเสียดสีกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายจนทำให้เกิดรอยแดงด้านนอกอวัยวะเพศของผู้เสียหายและหากอวัยวะเพศของจำเลยล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย เยื่อพรหมจารีของผู้เสียหายคงต้องมีร่องรอยฉีกขาด การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการลงมือกระทำความผิด แต่กระทำไปไม่ตลอดหรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล จึงเป็นเพียงความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย

ปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดสำเร็จหรือยู่ในขั้นพยายามกระทำความผิดเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 วางโทษจำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 5 ปี ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์แล้ว รวมเป็นจำคุก 9 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 277
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 226 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
โจทก์ร่วม — นางสุวรรณี มูละ
จำเลย — นายจำรูญ นวเวชากูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายศักดิ์ เกียรติชัยศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6509/2544
#41288
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท และให้รอการลงโทษไว้แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี แต่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมากคือนอกจากแก้โทษจำคุกให้เบาลงและเพิ่มโทษปรับแล้วยังให้รอการลงโทษไว้ด้วย จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

จำเลยใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมเพื่อประโยชน์สำหรับการใช้รถยนต์ที่มิได้ขออนุญาตนำเข้าผ่านกรมการค้าต่างประเทศโดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายและเป็นความผิดร้ายแรงที่สมควรกำราบปราบปรามมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ทั้งจำเลยไม่รู้สึกตัวกลัวผิดกลับต่อสู้คดีมาตลอด กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือจำเลยปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน8 ฌ - 2471 กรุงเทพมหานคร จำนวน 2 แผ่น และปลอมแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2538 จำนวน 1 แผ่นหลังจากได้กระทำผิดดังกล่าวจำเลยนำแผ่นป้ายทะเบียนปลอมทั้งสองแผ่นนั้นไปติดที่ด้านหน้าและด้านหลังของรถยนต์ตู้ ยี่ห้อโตโยต้า ส่วนแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมนำไปติดไว้ที่กระจกหน้าของรถยนต์คันดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 91, 32, 33ริบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอม

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ฐานใช้เอกสารราชการปลอม วางโทษจำคุก 3 ปี ริบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือน ต่อครั้ง มีกำหนด 3 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรจำนวน 120 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะอัตราโทษโดยให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี แม้ศาลอุทธรณ์จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามโจทก์ฎีกา ขอให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 นั้น เห็นว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท และให้รอการลงโทษไว้ ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปีแต่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก กล่าวคือ นอกจากแก้โทษจำคุกให้เบาลงและเพิ่มโทษปรับแล้วยังให้รอการลงโทษไว้ด้วย จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สมควรไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยหรือไม่เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดี จำเลยกระทำความผิดโดยการใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ ซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมเพื่อประโยชน์สำหรับการใช้รถยนต์ที่มิได้ขออนุญาตนำเข้าผ่านกรมการค้าต่างประเทศ โดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายและเป็นความผิดร้ายแรงที่สมควรกำราบปราบปรามมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ทั้งจำเลยไม่รู้สึกสำนึกตัวกลัวผิดกลับต่อสู้คดีมาตลอด กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษและคุมความประพฤติจำเลยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษ ไม่ลงโทษปรับและไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ภูมิอนันต์ เพ็ชรหัสณะโยธิน
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6504/2544
#41287
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนแก่ประชาชน รวมเป็นเงิน 13,620,000 บาท ซึ่งเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีทรัพย์สินให้ยึดและอายัดเพียงประมาณ 100,000 บาท เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าจำนวนหนี้ที่ต้องรับผิดอยู่เป็นจำนวนมาก พนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 มาดำเนินคดี แต่จำเลยที่ 2หลบหนี และในระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นยังติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 ไม่ได้ พฤติการณ์แสดงว่า จำเลยที่ 2 ได้ไปเสียจากเคหสถานที่เคยอยู่หรือหลบหนีไป กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 8(4) ข. ว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว และมีหน้าที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐาน แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่นำสืบพยานหลักฐานใด จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2มีหนี้สินล้นพ้นตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527มาตรา 10 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล ประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2เป็นกรรมการลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัทมีอำนาจกระทำการผูกพันจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นภรรยาของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสามโดยมีเจตนาทุจริตได้ร่วมกันหลอกลวงประชาชน โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้งด้วยการโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียง แผ่นป้ายและแผ่นพับ แพร่ข่าวชักชวนด้วยวาจา ทั้งจัดตั้งตัวแทนตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไป แนะนำชักชวนประชาชนทั่วไปตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปว่าจำเลยทั้งสามประกอบธุรกิจเลี้ยงนากหญ้าให้ผลตอบแทนสูงผู้ใดประสงค์จะรับพันธุ์นากหญ้าไปเลี้ยงให้มาทำสัญญากับจำเลยทั้งสามโดยจำเลยทั้งสามเป็นคู่สัญญาในฐานะผู้ว่าจ้างเลี้ยง และประชาชนผู้สนใจเป็นคู่สัญญาในฐานะผู้รับจ้างเลี้ยงแต่ผู้รับจ้างเลี้ยงจะต้องมอบเงิน 20,000 บาทให้แก่จำเลยทั้งสามเป็นการค้ำประกันการนำพ่อแม่พันธุ์นากหญ้า 1 คู่ ไปเลี้ยงโดยกำหนดระยะเวลารับจ้างเลี้ยงเป็นปี เมื่อครบกำหนดจำเลยทั้งสามจะคืนเงินค้ำประกันบางส่วนให้แก่ผู้รับจ้างเลี้ยง จำเลยทั้งสามสัญญาว่าจะรับซื้อลูกนากหญ้าคืนในราคาตัวละ 4,000 บาท ปีหนึ่งนากหญ้าจะออกลูกอย่างต่ำจำนวน 10 ตัว ผู้รับจ้างเลี้ยงจะได้รับผลตอบแทนจากการขายลูกนากหญ้าเป็นเงิน 40,000 บาท คิดเป็นค่าตอบแทนเท่ากับร้อยละ 200 ต่อปี ซึ่งสูงเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายจะพึงจ่ายได้ ความจริงแล้วจำเลยทั้งสามไม่มีเจตนาจะรับซื้อลูกนากหญ้าและนากหญ้าดังกล่าวไม่สามารถนำไปซื้อขายเป็นสัตว์เศรษฐกิจได้ ทั้งจำเลยทั้งสามมิได้ประกอบธุรกิจใด ๆ อันชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงเพียงพอที่จะนำไปจ่ายในอัตรานั้นได้แต่จำเลยทั้งสามใช้วิธีการนำเงินของผู้รับจ้างเลี้ยงรายหลัง ๆ ไปจ่ายรับซื้อลูกนากหญ้าบางส่วนคืนจากผู้รับจ้างเลี้ยงในรายแรก ๆ ในลักษณะเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกันไป หากไม่มีผู้รับจ้างเลี้ยงในรายหลัง จำเลยทั้งสามก็จะไม่มีเงินรับซื้อลูกนากหญ้าที่เกิดขึ้นในภายหลัง และในที่สุดก็จะหยุดกิจการหลบหนีไปไม่คืนเงินค่าค้ำประกันให้แก่ผู้รับจ้างเลี้ยงอันเข้าลักษณะเป็นการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 เป็นเหตุให้ประชาชนหลงเชื่อและเข้าทำสัญญากับจำเลยทั้งสามอย่างน้อย 681 ราย คิดเป็นเงินกู้ยืมจำนวน13,620,000 บาท จำเลยทั้งสามเป็นผู้ต้องหาว่าร่วมกันกระทำความผิดต่อพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527และจำเลยทั้งสามเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือมีสินทรัพย์ไม่พอชำระหนี้ได้ และเป็นหนี้ผู้ให้กู้ยืมเงินรายหนึ่งหรือหลายรายเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า 100,000 บาท และหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 กระทำการในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2ได้ประกอบธุรกิจว่าจ้างให้ประชาชนรับจ้างเลี้ยงนากหญ้า จำเลยที่ 1ได้ปฏิบัติตามสัญญาตลอดมา ต่อมาถูกสื่อมวลชนและส่วนราชการกล่าวหาว่าเป็นธุรกิจหลอกลวงประชาชน ทำให้ธุรกิจของจำเลยที่ 1หยุดชะงักไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ จำเลยที่ 1 มิได้หลอกลวงประชาชนคดีจำเลยที่ 1 อยู่ระหว่างสอบสวนของพนักงานสอบสวนจำเลยที่ 1 จึงยังไม่อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ และหากเป็นลูกหนี้ หนี้ดังกล่าวก็ยังไม่อาจกำหนดได้โดยแน่นอนทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่เคยถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1และที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14(ที่ถูกประกอบพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนพ.ศ. 2527 มาตรา 10) ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "... มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัวสมควรให้เป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่ เห็นว่าโจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1กระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนดังกล่าว จำเลยที่ 2มิได้นำสืบโต้แย้งเป็นประการอื่นข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามนั้นจำเลยที่ 2จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนแก่ประชาชนจำนวน 681 รายรวมเป็นเงิน 13,620,000 บาท ซึ่งเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ได้ความตามคำเบิกความของนางรัตนา แสนประสิทธิ์พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ว่า โดยอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เห็นสมควรให้มีการดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้ก่อนเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนผู้ให้กู้ยืมเงิน ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีทรัพย์สินให้ยึดและอายัดเพียงประมาณ 100,000 บาท เท่านั้น ตามประกาศยึดทรัพย์สินและแบบคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวมีมูลค่าต่ำกว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2ต้องรับผิดต่อประชาชนผู้ให้กู้ยืมเงินอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งยังได้ความตามคำเบิกความของพันตำรวจตรีดำรงค์ ม่วงอยู่ และร้อยตำรวจเอกเลอศักดิ์ บรรจง พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า เมื่อมีประชาชนมาร้องทุกข์แล้ว พนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 มาดำเนินคดีแต่จำเลยที่ 2 หลบหนี และในระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นยังติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 ไม่ได้ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 2 ได้ไปเสียจากเคหสถานที่เคยอยู่หรือหลบหนีไป กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8(4) ข. ว่าจำเลยที่ 2มีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่จำเลยที่ 2 ไม่นำสืบพยานหลักฐานแต่อย่างใดข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัวสมควรให้เป็นบุคคลล้มละลายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 ข (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — บริษัท ส. ไทยรุ่งการเกษตร จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
พิชัย เตโชพิทยากูล
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6501 -ที่ 6502/2544
#44644
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาท โดยโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วย และคดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ากรณียังถือไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่มีความผิดฐานบุกรุก เมื่อโจทก์นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นคดีแพ่ง ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังนั้นแม้จำเลยร่วมซึ่งซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 มิใช่จำเลยในคดีส่วนอาญาที่ถูกพนักงานอัยการฟ้องในข้อหาบุกรุกด้วย แต่โจทก์ในคดีนี้หาใช่บุคคลภายนอกคดีไม่เพราะเป็นโจทก์ร่วมในคดีส่วนอาญา ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาจึงมีผลผูกพันโจทก์ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งว่าพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักดีกว่าพยานจำเลยร่วมฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาและพิพากษารวมกัน

โจทก์สำนวนแรกฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 400 ไร่ อยู่ที่หมู่ที่ 7 ตำบลวังน้ำเขียวอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 23 ถึง 25 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ใช้ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 นำรถแทรกเตอร์เข้าไปขุดไถที่ดินของโจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ ราคาประมาณ 200,000 บาท เป็นเหตุให้มันสำปะหลังที่โจทก์ ปลูกไว้ได้รับความเสียหาย คิดเป็นเงิน 16,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งหกและบริวารเข้ามาบุกรุกทำประโยชน์และเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งหกชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 16,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสมใจหรือโข่พันธ์เกษม เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งหกและจำเลยร่วมสำนวนแรกให้นายทำนองเดียวกันว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ เป็นของจำเลยร่วมโดยได้รับมอบการครอบครองจากจำเลยที่ 2 เพื่อเป็นการชำระหนี้ตั้งแต่ปี 2522 นับแต่นั้นมาจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรจำเลยร่วมและจำเลยร่วมได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินในฐานะเจ้าของติดต่อกันตลอดมา โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปีนับแต่จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทคดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์สำนวนหลังฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ โดยได้รับมอบการครอบครองมาจากนายจรูญศรสูงเนิน เพื่อเป็นการชำระหนี้ตั้งแต่ปี 2522 หลังจากนั้นโจทก์ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2532 นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม บุตรโจทก์ได้นำรถแทรกเตอร์ไปรับไถที่ดินเพื่อปลูกพืชไร่ แต่ถูกจำเลยแจ้งความดำเนินคดีข้อหาบุกรุก หลังจากนั้นจำเลยกับพวกได้เข้าไปปลูกพืชไร่แทน โจทก์ห้ามปรามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์จากการให้เช่าที่ดินในอัตราไร่ละ 500 บาท ต่อปี คิดเป็นเงิน 100,000 บาท ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลวังน้ำเขียวอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เป็นของโจทก์ห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ให้จำเลยเก็บเกี่ยวหรือขุดถอนพืชไร่ออกไปจากที่ดินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ให้จำเลยปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม หากจำเลยไม่ยอมเก็บเกี่ยวหรือขุดถอนพืชไร่ให้โจทก์เป็นผู้เก็บเกี่ยวขุดถอนโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7.5 ต่อปี และค่าเสียหายปีละ 100,000 บาท ให้แก่โจทก์นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะเก็บเกี่ยว ขุดถอน หรือขนย้ายบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยสำนวนหลังให้การว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2531 จำเลยซื้อที่ดินซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทจากนางอนงค์ นิลเนาวรัตน์โชติจากนั้นจำเลยได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา นายจรูญ ศรสูงเนินไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทจึงไม่เคยมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์ครอบครองตั้งแต่ปี 2532 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกและเป็นจำเลยในสำนวนหลังว่าโจทก์ เรียกโจทก์ในสำนวนหลังซึ่งเป็นจำเลยร่วมในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 7 ส่วนจำเลยอื่นให้เรียกจำเลยตามลำดับคงเดิม

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 6 ถึงแก่กรรม ไม่มีคำขอของทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 7 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องหมายเลข 1 ในสำนวนคดีหลัง ให้โจทก์เก็บเกี่ยวขุดถอนพืชไร่ออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกและให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายจำนวน 7,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2533)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 7 กับค่าเสียหายอีกปีละ 7,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะเก็บเกี่ยวขุดถอนพืชไร่และขนย้ายบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้ยกฟ้องโจทก์ในสำนวนคดีแรก

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 ถึงแก่กรรม นางบานเย็น ชุ่มกิ่งทายาทของจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของจำเลยที่ 7 ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นคดีอาญาข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาทโดยโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีดังกล่าวขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วย และคดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่ากรณียังถือไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกดังที่โจทก์ฟ้อง ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 725/2535 ของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เมื่อโจทก์นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นคดีส่วนแพ่ง ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังนั้น แม้จำเลยที่ 7 มิใช่จำเลยในคดีส่วนอาญาที่ถูกพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องในข้อหาบุกรุกด้วยแต่โจทก์ในคดีนี้หาใช่บุคคลภายนอกคดีไม่ เพราะเป็นโจทก์ร่วมในคดีส่วนอาญาข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาจึงมีผลผูกพันโจทก์ ทั้งมีประเด็นโดยตรงที่ต้องพิจารณาในคดีนี้ด้วยว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 7 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยถึงประเด็นดังกล่าวไว้ในคดีส่วนอาญาว่า "ตามคำเบิกความของนางอนงค์ แสดงชัดว่าที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตที่ดินซึ่งนางอนงค์ขายให้แก่โจทก์ร่วม อันเป็นการเจือสมกับข้อนำสืบของฝ่ายจำเลย ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 3 และที่ 4ต่อมาเมื่อปี 2522 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ขายให้แก่นางสมใจ พันธ์เกษมมารดาของจำเลยที่ 6 ดังนี้ กรณีจึงยังฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม" ศาลจึงชี้ขาดว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่ได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ กรณีเป็นที่เห็นได้ว่า ศาลไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นประการอื่นให้ผิดแผกแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาได้ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักดีกว่าพยานจำเลยที่ 7 ฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงไม่ชอบเพราะขัดกับข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาเฉพาะที่เกี่ยวกับโจทก์อันเป็นที่ยุติว่า กรณียังฟังไม่ได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 7 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เห็นว่าตามทางนำสืบของฝ่ายจำเลย จำเลยที่ 2 และที่ 5 ซึ่งเป็นสามีภริยากันได้เบิกความเป็นพยานจำเลยยืนยันว่า พยานทั้งสองร่วมกันแผ้วถางทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ประมาณ 220 ไร่ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.3และแผนที่สังเขปเอกสารหมาย ล.2 จนถึงปี 2522 จึงขายที่ดินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้แก่จำเลยที่ 7 และจำเลยที่ 7 ได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้ว พยานหลักฐานของจำเลยที่ 7 จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์และรับฟังได้มั่นคงว่า จำเลยที่ 7เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1ถึงที่ 5 และที่ 7 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พงษ์ศักดิ์ น้อยนาม
จำเลย — นาย สมศักดิ์ พันธ์เกษม กับพวก
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — นาง สมใจหรือโข่ พันธ์เกษม
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6501 -ที่ 6502/2544
#69294
เปิดฉบับเต็ม

เดิมพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นคดีอาญาข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาท โดยโจทก์คดีนี้ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวด้วย คดีถึงที่สุด โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า กรณียังถือไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกดังที่โจทก์ฟ้อง เมื่อโจทก์นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาฟ้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นคดีส่วนแพ่ง ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ดังนั้น แม้จำเลยที่ 7 มิใช่จำเลยในคดีส่วนอาญาที่ถูกพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องในข้อหาบุกรุกด้วย แต่โจทก์ในคดีนี้เป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญา ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาที่เกี่ยวข้องกับโจทก์จึงมีผลผูกพันโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาและพิพากษารวมกัน

โจทก์สำนวนแรกฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งหกและบริวารเข้ามาบุกรุกทำประโยชน์และเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าเสียหายจำนวน 16,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสมใจหรือโข่ พันธ์เกษม เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งหกและจำเลยร่วมสำนวนแรกให้การ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์สำนวนหลังฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาท เป็นของโจทก์ห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ให้จำเลยเก็บเกี่ยวหรือขุดถอนพืชไร่ออกไปจากที่ดินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ให้จำเลยปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม หากจำเลยไม่ยอมเก็บเกี่ยวหรือขุดถอนพืชไร่ให้โจทก์เป็นผู้เก็บเกี่ยวขุดถอนโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าเสียหายปีละ 100,000 บาท ให้แก่โจทก์นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะเก็บเกี่ยว ขุดถอน หรือขนย้ายบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยสำนวนหลังให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกและเป็นจำเลยในสำนวนหลังว่าโจทก์เรียกโจทก์ในสำนวนหลังซึ่งเป็นจำเลยร่วมในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 7 ส่วนจำเลยอื่นให้เรียกจำเลยตามสำนวนคงเดิม

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 6 ถึงแก่กรรม ไม่มีคำขอของทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 7 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ในสำนวนคดีหลัง ให้โจทก์เก็บเกี่ยวขุดถอนพืชไร่ออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีก และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายจำนวน 7,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 7 กับค่าเสียหายอีกปีละ 7,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะเก็บเกี่ยวขุดถอนพืชไร่และขนย้ายบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้ยกฟ้องโจทก์ในสำนวนคดีแรก ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ทั้งสองสำนวนโดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ถึงแก่กรรม ทายาทของจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของจำเลยที่ 7 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลของทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องด้วยคดีอาญาซึ่งพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นคดีอาญาข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาท โดยโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีดังกล่าวขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วย และคดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า กรณียังถือไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วมการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกดังที่โจทก์ฟ้อง เมื่อโจทก์นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นคดีส่วนแพ่ง ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังนั้น แม้จำเลยที่ 7 มิใช่จำเลยในคดีส่วนอาญาที่ถูกพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องในข้อหาบุกรุกด้วย แต่โจทก์ในคดีนี้หาใช่บุคคลภายนอกคดีไม่ เพราะเป็นโจทก์ร่วมในคดีส่วนอาญา ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาจึงมีผลผูกพันโจทก์ ทั้งมีประเด็นโดยตรงที่ต้องพิจารณาในคดีนี้ด้วยว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 7 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยถึงประเด็นดังกล่าวไว้ในคดีส่วนอาญาว่า "? กรณีจึงยังฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม?" ศาลจึงชี้ขาดว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่ได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ กรณีเป็นที่เห็นได้ว่า ศาลไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นประการอื่นให้ผิดแผกแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาได้ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักดีกว่าพยานจำเลยที่ 7 ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงไม่ชอบ เพราะขัดกับข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาเฉพาะที่เกี่ยวกับโจทก์อันเป็นที่ยุติว่า กรณียังฟังไม่ได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์ศักดิ์ น้อยนาม
จำเลย — นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายอุเทน วิภาณุรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6493/2544
#41286
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อกรณีเข้าข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 29วรรคสอง ว่าเงินสดและเงินฝากในธนาคารเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านมีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงเป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านที่จะต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ศาลเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าว ผู้คัดค้านมีอยู่หรือได้มาจากการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริตเป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยทั้งสามพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 4,930 เม็ด และทรัพย์สินอื่นอีกหลายรายการเป็นของกลางต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจึงมีคำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 พบทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 รวม 3 รายการคือ เงินสดจำนวน 324,270บาท เงินฝากในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขาคลองตัน ชื่อบัญชีจำเลยที่ 1 มียอดเงิน ณ วันที่ 25มีนาคม 2540 จำนวนเงิน 1,716,866.04 บาท และเงินฝากในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองตันชื่อบัญชีจำเลยที่ 2 มียอดเงิน ณ วันที่ 25 มีนาคม 2540 จำนวนเงิน221,943.81 บาท จึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินพิจารณาหลักฐานและความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าว โจทก์จึงมายื่นคำร้องเป็นคดีนี้ ขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534มาตรา 29, 31

พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ปิดประกาศและมีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยที่ 1และที่ 2

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มิได้เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดทรัพย์สินดังกล่าวจึงมิใช่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้ถอนการยึดทรัพย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบเงินสดจำนวน 324,270 บาท เงินฝากในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองตัน เลขที่บัญชี 135-4-01124-7 ชื่อบัญชีนายสมศักดิ์ด้วงธรรม ยอดเงินคงเหลือ 1,716,866.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากในบัญชีดังกล่าวและเงินฝากในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองตัน เลขที่บัญชี 135-4-05700-0ชื่อบัญชีนางสร้อย จันทนูเดช ยอดเงินคงเหลือ 221,943.81 บาทพร้อมดอกเบี้ยเงินฝากในบัญชีดังกล่าว ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2540 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 กับนายโกญจนาจ ภีประเสริฐหรือภีประเสริฐ์ พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4,930 เม็ดและทรัพย์สินอื่นอีกหลายรายการเป็นของกลาง ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กับนายโกญจนาจเป็นจำเลย ขอให้ลงโทษในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ขณะเดียวกันเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษได้มอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 พบว่า ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 รวม 3 รายการคือ เงินสดจำนวน324,270 บาท เงินฝากในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) สาขาคลองตัน เลขที่ 135-4-01124-7 ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 มียอดเงิน ณ วันที่ 25 มีนาคม 2540 จำนวน1,716,866.04 บาท และเงินฝากในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองตัน เลขที่บัญชี135-4-05700-0 ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 มียอดเงิน ณ วันที่ 25มีนาคม 2540 จำนวน 221,943.81 บาท เป็นทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้พิจารณารายงานการตรวจสอบทรัพย์สินดังกล่าวแล้วเชื่อว่า ทรัพย์สินทั้ง 3 รายการ เป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2ได้มาหรือมีอยู่เกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินทั้ง 3 รายการ โดยให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวสำหรับการดำเนินคดีแก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ในความผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติยาเสพติดดังกล่าว ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน รวมจำคุกคนละ 35 ปี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามว่า ทรัพย์สินที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดไว้ทั้ง 3 รายการ ดังกล่าว เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่

เห็นว่า เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ถูกจับกุมและฟ้องร้องจนศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่าย กรณีจึงเข้าข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29 วรรคสองว่า เงินสดจำนวน324,270 บาท เงินฝากจำนวน 1,716,866.04 บาท ในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองตันชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 และเงินฝากจำนวน 221,943.81 บาท ในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาคลองตันชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 เป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงเป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านทั้งสามที่จะต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ศาลเห็นว่า ทรัพย์สินทั้ง3 รายการ ดังกล่าว ผู้คัดค้านทั้งสามมีอยู่หรือได้มาจากการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต เป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้คัดค้านทั้งสามนำสืบว่าทรัพย์สินรายการที่ 1 เงินสด 324,270 บาท นั้น เงินจำนวน200,000 บาท เป็นเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยืมมาจากผู้คัดค้านที่ 3 เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้ออาหารให้เป็ดและไก่ส่วนที่เหลือเป็นเงินที่ลูกค้านำมาชำระค่าซื้อเป็ดและไก่ ทรัพย์สินรายการที่ 2 เงินฝากในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ของจำเลยที่ 1จำนวน 1,716,866.04 บาท เป็นเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 ขอยืมมาจากผู้คัดค้านที่ 3 จำนวน 1,000,000 บาท โดยผู้คัดค้านที่ 3 โอนเงินมาให้ผู้คัดค้านที่ 1 หลายครั้ง ทางบัญชีของธนาคารและทางไปรษณีย์เพื่อสำรองเป็นเงินทุนหมุนเวียนซื้ออาหารให้เป็ดและไก่และส่วนหนึ่งนำไปซื้อบ้าน 2 หลัง โดยมีผู้คัดค้านทั้งสามมาเบิกความเป็นพยานประกอบหลักฐานการโอนเงินเอกสารหมาย ค.8 หรือ ล.8 เห็นว่า นอกจากจำนวนเงินตามหลักฐานการโอนเงินเอกสารหมาย ค.8 หรือล.8 ซึ่งมีทั้งหมด 6 รายการ จำนวน 400,000 บาท 100,000 บาท50,000 บาท 50,000 บาท 400,000 บาท และ 500,000 บาทจะไม่ปรากฏอยู่ในรายการบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ของผู้คัดค้านที่ 1ในเอกสารหมาย ร.2 ซึ่งเป็นทรัพย์สินรายการที่ 2 ซึ่งถือเป็นพิรุธดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว ยังมีข้อที่น่าเคลือบแคลงสงสัยว่าผู้คัดค้านที่ 3 มีฐานะการเงินมั่นคงเพียงใด จึงสามารถให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมโดยไม่ต้องทำหลักฐานหรือมีหลักประกันผู้คัดค้านที่ 3 เบิกความแต่เพียงว่า เงินที่นำมาให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยืม เป็นเงินที่ผู้คัดค้านที่ 3 ได้มาจากการประกอบอาชีพทำแหนมขายที่จังหวัดลำปาง ซึ่งมีรายได้เดือนละประมาณ 10,000 บาทและเป็นเงินที่บุตรสาวของผู้คัดค้านที่ 3 ส่งมาให้จากการไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น โดยไม่ปรากฏหลักฐานให้เห็นว่าบ้านที่อยู่อาศัยหรือที่ทำการค้าของผู้คัดค้านที่ 3 นั้นมีลักษณะอย่างไรมีลูกจ้างมาช่วยทำงานหรือไม่ ไม่มีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานทางการเงินว่าผู้คัดค้านที่ 3มีฐานะทางการเงินอย่างไร มีความสามารถที่จะให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมไปตามที่นำสืบหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 เอกสารหมาย ปจ.4 ว่า ผู้คัดค้านที่ 3มีบุตรทั้งหมดรวม 4 คน และจำเลยที่ 3 เป็นบุตรคนที่สองของผู้คัดค้านที่ 3 แต่ต้องมาทำงานเป็นลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2และร่วมกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จำหน่ายยาเสพติด ในขณะที่บุตรคนอื่นอีก 3 คน ของผู้คัดค้านที่ 3 ก็ทำงานรับจ้างบุคคลอื่นเช่นเดียวกัน แม้บุตรคนที่สามซึ่งเป็นผู้หญิงจะไปทำงานรับจ้างอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ดังที่ผู้คัดค้านที่ 3 เบิกความ แต่ก็ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าไปทำงานอะไร มีรายได้มากน้อยเพียงใด ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีศักดิ์เป็นเพียงหลานเขยและหลานของผู้คัดค้านที่ 3ไม่ปรากฏว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากน้อยเพียงใด จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 3 จะมีเงินมาให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยืนตามที่ผู้คัดค้านทั้งสามนำสืบ ในขณะที่บุตรของผู้คัดค้านที่ 3 คงต้องทำงานรับจ้างคนอื่นอยู่ พยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งสามยังไม่พอให้รับฟังได้ว่าเงินสดจำนวน 200,000 บาท และเงินในบัญชีของผู้คัดค้านที่ 1จำนวน 1,000,000 บาท เป็นเงินของผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งให้ผู้คัดค้านที่ 1และที่ 2 ขอยืมมา ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นำสืบว่าประกอบอาชีพเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ มีกำไรวันละประมาณ 20,000 บาท ทำบ่อปลาเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ จับปลาขายเดือนละ 2 ครั้ง มีรายได้จากการขายปลาครั้งละ 40,000 บาท ถึง 50,000 บาท และเปิดร้านให้เช่าวีดีโอ ชื่อร้านสิงห์โตวีดีโออยู่ที่แขวงคลองตัน เขตคลองเตยกรุงเทพมหานคร โดยมีผู้คัดค้านทั้งสาม นายสัญญา จันทร์เถื่อนและนายพิชิต ด้วงธรรม มาเบิกความเป็นพยาน และอ้างส่งภาพถ่ายหมาย ล.1 ถึง ล.3 หรือ ค.4 หรือ ค.6 กับสมุดบัญชีซื้อขายเป็ดไก่รวม3 เล่ม เอกสารหมาย ค.1 ถึง ค.3 เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2ไม่มีพยานมาเบิกความยืนยันว่ามีรายได้จากการประกอบกิจการร้านให้เช่าวีดีโอเดือนละเท่าใด ส่วนรายได้จากการทำบ่อปลา ก็มีเพียงผู้คัดค้านที่ 1 มาเบิกความลอย ๆ เพียงปากเดียวโดยไม่มีหลักฐานอื่นใดสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง สำหรับรายได้จากการซื้อขายเป็ดไก่ แม้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะแสดงบัญชีซื้อขายเป็ดไก่รวม3 เล่ม ซึ่งสมุดบัญชีแต่ละเล่มแต่ละหน้าจะระบุวันที่เดือนและปีส่วนด้านล่างตีเป็นช่องตามแนวตั้ง 4 ช่อง ลงแต่ตัวเลขเป็นส่วนใหญ่เมื่อพิจารณารายการในสมุดบัญชีดังกล่าวแต่ละวันแล้ว ก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่ามีการซื้อขายเป็ดไก่ในแต่ละวันกันเป็นจำนวนเท่าใดและมีกำไรเท่าใดจากภาพถ่ายหมาย ล.1 หรือ ค.4 จะเห็นฟาร์มเลี้ยงเป็ดไก่ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ก็มิได้ใหญ่โตเป็นเพิงขนานไปกับตัวบ้านมีความยาวพอ ๆ กับความยาวของบ้านจึงไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถเลี้ยงเป็ดและไก่ออกขายได้ทุกวัน โดยมีกำไรวันละประมาณ 20,000บาท ดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความ ทั้งเมื่อพิจารณาจากสมุดบัญชีซื้อขายเป็ดไก่ในวันที่ 12 มีนาคม 2540 อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กับนายโกญจนาจที่ฟาร์มเป็ดไก่ ปรากฏตามสมุดบัญชีเอกสารหมาย ค.2 ว่ายังมีการลงบัญชีตัวเลขเป็นปกติเช่นเดียวกับวันก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการลงบัญชีซื้อขายกันเป็นปกติในวันที่ 13 และวันต่อ ๆ มา โดยลักษณะของลายมือเป็นของคน ๆ เดียวกัน ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ก็มิได้นำสืบว่ารายการในสมุดบัญชีซื้อขายเป็ดไก่ดังกล่าว ลูกจ้างคนใดเป็นผู้ลงรายการบัญชี ซึ่งตามปกติแล้ว บุคคลซึ่งเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการกิจการดังกล่าวควรจะต้องเป็นผู้ลงบัญชีเพราะต้องเป็นผู้ควบคุมเรื่องการเงิน แต่ตามสภาพของสมุดบัญชีก่อนและหลังวันเกิดเหตุคดีนี้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ใช่คนลงบัญชีซื้อขายในสมุดบัญชีดังกล่าวแน่นอน จึงนับเป็นพิรุธและเคลือบแคลงสงสัยว่าสมุดบัญชีเอกสารหมาย ค.1 ถึง ค.3 เป็นรายการบัญชีซื้อขายเป็ดไก่จากฟาร์มของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นำสืบจริงหรือไม่ ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 3 เป็นเงินฝากในบัญชีของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 221,943.81 บาท นั้น ก็มีผู้คัดค้านที่ 2เบิกความลอย ๆ เพียงปากเดียวว่า เป็นเงินที่มารดาแบ่งให้จากเงินของบิดาซึ่งเสียชีวิต โดยไม่มีหลักฐานหรือรายละเอียดของข้อเท็จจริงดังกล่าวให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งสามจึงยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่า ทรัพย์สินทั้ง 3 รายการผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีอยู่หรือได้มาจากการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าทรัพย์สินทั้ง3 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายสมศักดิ์ ด้วงธรรม กับพวก
จำเลย — นายสมศักดิ์ ด้วงธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6470/2544
#99197
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ให้การปฏิเสธ ถือว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 รับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันตามฟ้อง ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันตามที่โจทก์ฟ้องโดยโจทก์ไม่ต้องอาศัยสัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐานอีกแต่อย่างใด ที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า สัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ. 56 ต้องปิดอากรแสตมป์ 20 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์มาเพียง 10 บาท จึงไม่ครบถ้วน ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ จึงไม่เป็นสาระแก่คดี

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่างเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนจำเลยที่ 4 เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อร่วมกัน และประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 4 ในสัญญาค้ำประกันแทนจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันอันเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 4 ตรงตามข้อบังคับของจำเลยที่ 4 ที่ได้จดทะเบียนไว้ในหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ. 5 ทั้งในหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ. 5 ก็มิได้มีข้อความจำกัดอำนาจของกรรมการผู้มีอำนาจไว้ การลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันในฐานะกรรมการจำเลยที่ 4 พร้อมประทับตราจำเลยที่ 4 ดังกล่าว ย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 4 ส่วนการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ โดยไม่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการของจำเลยที่ 4 ก็เป็นเรื่องระเบียบข้อบังคับภายในของจำเลยที่ 4 ไม่มีผลทำให้อำนาจของกรรมการในการกระทำการแทนจำเลยที่ 4 ตามที่จดทะเบียนไว้แก่นายทะเบียนเปลี่ยนแปลงไป จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๕๐๓,๕๗๓,๘๐๓.๑๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๒๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๔๕๙,๑๔๑,๐๑๑.๓๘ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ โดยมิได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการของจำเลยที่ ๔ จึงไม่ผูกพันจำเลยที่ ๔ จำเลยที่ ๔ จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๕๐๓,๕๗๓,๘๐๓.๑๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๔๕๙,๑๔๑,๐๑๑.๓๘ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๖๐,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกค้าโจทก์สำนักงานสาธร อันเป็นสำนักงานใหญ่ของโจทก์ ได้ขอสินเชื่อกับโจทก์หลายประเภทรวมทั้งสินเชื่อทรัสต์รีซีท ระหว่างวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๓๙ ถึงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อรับมอบเอกสารสิทธิในสินค้าที่ส่งมาจากต่างประเทศจำนวน ๑๓ ฉบับ ซึ่งโจทก์ได้เปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ ๑ สำหรับการสั่งสินค้าและชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ได้รับเอกสารจากโจทก์เพื่อไปรับสินค้าไปจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ ๑ ตกลงชำระค่าสินค้าตามจำนวนที่ระบุในสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับให้แก่โจทก์พร้อมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ อันเกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท ต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาทรัสต์รีซีททั้ง ๑๓ ฉบับ รวมจำนวนเงินที่จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญา ทรัสต์รีซีททั้งหมดคำนวณถึงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นเงินจำนวน ๔๕๙,๑๔๑,๐๑๑.๓๘ บาท และดอกเบี้ยจำนวน ๒๓,๐๔๘,๑๔๑.๙๑ บาท รวมเป็นเงินจำนวน ๔๘๒,๑๘๙,๑๕๓.๒๙ บาท วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๓๐ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ที่มีต่อธนาคารโจทก์จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ร่วมกันทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ที่มีกับโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม ในต้นเงินจำนวน ๗๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ยพร้อมอุปกรณ์แห่งหนี้ดังกล่าว ในวันเดียวกันจำเลยที่ ๔ ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ที่มีกับโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมในต้นเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ยพร้อมอุปกรณ์แห่งหนี้ดังกล่าว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ หรือไม่ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า สัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ. ๕๖ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกัน ต้องปิดอากรแสตมป์รายละ ๑๐ บาท รวม ๒๐ บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์มาเพียง ๑๐ บาท จึงไม่ครบถ้วน ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า ในข้อที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มิได้ให้การปฏิเสธ ถือว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ รับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันตามฟ้องจริง ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกันตามที่โจทก์ฟ้องโดยโจทก์ไม่ต้องอาศัยหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. ๕๖ เป็นพยานหลักฐานอีกแต่อย่างใด ข้อที่จำเลยทั้งสี่ยกขึ้นอุทธรณ์ว่าสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ. ๕๖ รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยังคงต้องรับผิดในฐานะ ผู้ค้ำประกันตามฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ ๔ ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันตามฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. ๕๗ แทนจำเลยที่ ๔ โดยไม่มีอำนาจ เพราะที่ประชุมใหญ่ของจำเลยที่ ๔ ไม่เคยอนุมัติให้ทำนิติกรรมดังกล่าว สัญญาค้ำประกันจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ ๔ นั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต่างเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนจำเลยที่ ๔ เมื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ลงลายมือชื่อร่วมกัน และประทับตราสำคัญของจำเลยที่ ๔ ในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. ๕๗ แทนจำเลยที่ ๔ ในฐานะผู้ค้ำประกันอันเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ ๔ ตรงตามข้อบังคับของจำเลยที่ ๔ ที่ได้จดทะเบียนไว้ในหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ. ๕ ทั้งในหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ. ๕ ก็มิได้มีข้อความจำกัดอำนาจของกรรมการผู้มีอำนาจไว้ การลงลายมือชื่อของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันในฐานะกรรมการจำเลยที่ ๔ พร้อมประทับตราจำเลยที่ ๔ ดังกล่าว ย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ ๔ ส่วนการที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ที่มีต่อโจทก์ โดยไม่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการของจำเลยที่ ๔ ก็เป็นเรื่องระเบียบข้อบังคับภายในของจำเลยที่ ๔ ไม่มีผลทำให้อำนาจของกรรมการในการกระทำการแทนจำเลยที่ ๔ ตามที่จดทะเบียนไว้แก่นายทะเบียนตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ. ๕ เปลี่ยนแปลงไป จำเลยที่ ๔ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. ๕๗?

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนโจทก์ ๑๐,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70 ม. 680 ม. 1144
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทไทยเซ็นทรัล สตีล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นางสุวิชา นาควัชระ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พินิจ เพชรรุ่ง
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6463/2544
#41285
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำผิดอาญาฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ซึ่งมีประเด็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่าทำสัญญากู้และรับเงินกู้ไปจากโจทก์แล้วจำเลยผิดสัญญา ขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ คดีอาญาถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยว่า สัญญากู้มิได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งจึงฟังไม่ได้ว่ามีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้กู้ หนี้ตามเช็คเป็นหนี้ที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายพิพากษายกฟ้องแต่คดีนี้มีประเด็นว่าจำเลยทำสัญญากู้และรับเงินกู้ไปจากโจทก์หรือไม่จำเลยผิดสัญญาหรือไม่ เมื่อโจทก์ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ในสัญญากู้แล้ว จึงมิใช่ประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

คดีก่อนศาลวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เพราะเป็นหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย แต่คดีนี้มีประเด็นวินิจฉัยว่าจำเลยทำสัญญากู้และรับเงินกู้จากโจทก์หรือไม่ จำเลยผิดสัญญาหรือไม่ซึ่งประเด็นเหล่านี้ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาด จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2536 จำเลยกู้เงินโจทก์จำนวน 300,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และจะชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 28 ตุลาคม 2536 ต่อมาจำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ และเมื่อถึงกำหนดชำระต้นเงินคืนจำเลยก็ไม่ชำระรวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น520,808.22 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 520,808.22 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กู้เงินจากโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังให้จำเลยสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้า จำนวน 300,000 บาท ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันต่อมาโจทก์แก้ไขเดือนที่ลงในเช็คแล้วนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยและได้นำเอกสารสัญญากู้ท้ายฟ้องหมายเลข 1 ซึ่งปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ไปอ้างเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีของศาล ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3262/2538 ของศาลชั้นต้น ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ เนื่องจากสัญญากู้มิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยคดีนี้ จึงเป็นการฟ้องซ้ำ และเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระต้นเงินเสร็จสิ้นแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้เอกสารหมาย จ.3 และออกเช็คเอกสารหมาย จ.4 ให้แก่โจทก์ ธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวโจทก์จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3262/2538 ของศาลชั้นต้น ในข้อหาออกเช็คโดยเจตนาที่จะมิให้มีการใช้เงินตามเช็ค ศาลฎีกาพิพากษาว่า สัญญากู้เอกสารหมาย จ.3 ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ไม่มีการขีดฆ่าอากรแสตมป์ ถือว่าสัญญากู้มิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง จึงฟังไม่ได้ว่ามีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้กู้ ดังนั้น หนี้ตามเช็คที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นหนี้ที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิด พิพากษายกฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3262/2538 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3262/2538 ดังกล่าวนั้น โจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คซึ่งมีประเด็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่าจำเลยทำสัญญากู้และรับเงินกู้ไปจากโจทก์แล้ว จำเลยผิดสัญญา ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ กรณีในคดีอาญานั้น คดีถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยว่า สัญญากู้มิได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ เอกสารจึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง จึงฟังไม่ได้ว่ามีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้กู้หนี้ตามเช็คเป็นหนี้ที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยขาดองค์ประกอบความผิด พิพากษายกฟ้อง แต่คดีนี้มีประเด็นวินิจฉัยเพียงว่า จำเลยทำสัญญากู้และรับเงินกู้ไปจากโจทก์หรือไม่ จำเลยผิดสัญญาหรือไม่ เมื่อโจทก์ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ในสัญญากู้แล้ว กรณีจึงมิใช่ประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3262/2538 ของศาลชั้นต้น และที่จำเลยฎีกาว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3262/2538 ของศาลชั้นต้นนั้น ในคดีก่อนศาลวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เพราะเป็นหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย แต่คดีนี้มีประเด็นวินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญากู้และรับเงินกู้จากโจทก์หรือไม่ จำเลยผิดสัญญาหรือไม่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาด จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุวรรณี งานทวี
จำเลย — นาย สุชล ชอบดี
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6463/2544
#99413
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาเรื่องก่อน ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มี การใช้เงินตามเช็ค ซึ่งมีประเด็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ คดีถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยว่า สัญญากู้มิได้ ขีดฆ่าอากรแสตมป์ เอกสารจึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง จึงฟังไม่ได้ว่ามีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้กู้ หนี้ตามเช็คเป็นหนี้ที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยขาดองค์ประกอบความผิด พิพากษายกฟ้อง แต่คดีนี้มีประเด็นวินิจฉัยเพียงว่า จำเลยทำสัญญากู้และรับเงินกู้ไปจากโจทก์หรือไม่ จำเลยผิดสัญญาหรือไม่ ดังนี้ คดีนี้ เมื่อโจทก์ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ในสัญญากู้แล้ว กรณีจึงมิใช่ประเด็นที่วินิจฉัย โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญา และในคดีก่อนศาลวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เพราะเป็นหนี้ ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย แต่คดีนี้มีประเด็นวินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญากู้และรับเงินกู้จากโจทก์หรือไม่ จำเลยผิดสัญญาหรือไม่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้เงินแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระต้นเงินเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท และค่าขึ้นศาลให้โจทก์ได้รับชดใช้เท่ากับทุนทรัพย์ที่ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3262/2538 ของศาลชั้นต้นนั้นในคดีดังกล่าว โจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ซึ่งมีประเด็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่า จำเลยทำสัญญากู้และรับเงินกู้ไปจากโจทก์แล้วจำเลยผิดสัญญา ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ กรณีในคดีอาญานั้น คดีถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยว่า สัญญากู้มิได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ เอกสารจึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง จึงฟังไม่ได้ว่ามีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้กู้ หนี้ตามเช็คเป็นหนี้ที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยขาดองค์ประกอบความผิด พิพากษายกฟ้อง แต่คดีนี้มีประเด็นวินิจฉัยเพียงว่า จำเลยทำสัญญากู้และรับเงินกู้ไปจากโจทก์หรือไม่ จำเลยผิดสัญญาหรือไม่ เมื่อโจทก์ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ในสัญญากู้แล้ว กรณีจึงมิใช่ประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 3262/2538 ของศาลชั้นต้นและที่จำเลยฎีกาว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3262/2538 ของศาลชั้นต้นนั้นในคดีก่อนศาลวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เพราะเป็นหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย แต่คดีนี้มีประเด็นวินิจฉัยว่าจำเลยทำสัญญากู้และรับเงินกู้จากโจทก์หรือไม่จำเลยผิดสัญญาหรือไม่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 วรรคหนึ่ง ม. 148
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุวรรณี งานทวี
จำเลย — นายสุชล ชอบดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายสมเลข สุวรรณนิมิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระยุทธ ทรัพย์ยินภาพร
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6458 -ที่ 6461/2544
#43344
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเคยจ่ายค่าเชื่อมมิกซ์ในอัตราวันละ 30 บาท โจทก์แต่ละคนได้รับเฉลี่ยเดือนละ 780 บาท ต่อมาจำเลยไม่จ่ายซึ่งคำนวณแล้วเป็นเงินเดือนละไม่ต่ำกว่า 500 บาท ตั้งแต่เดือนมกราคม2543 อันเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับการทำงาน และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย แม้คำขอท้ายฟ้องจะขอให้จำเลยจ่ายเพียงอัตราเดือนละ 500 บาท ทั้งที่กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเดือนละ 780 บาท แต่ต้องถือได้แน่นอนว่าโจทก์เรียกร้องเงินจำนวนนี้ตามคำขอท้ายฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องที่แจ้งชัดไม่เคลือบคลุม

แม้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 39 จะใช้คำว่า "ให้ศาลแรงงานจดประเด็นข้อพิพาท"ก็ไม่ใช่บทบังคับเด็ดขาดให้ต้องจดประเด็นข้อพิพาททุกคดี คงให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะจดประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ก็ได้

การที่ศาลแรงงานกลางพิจารณาเห็นว่าข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับมาพอให้วินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงสั่งงดสืบพยาน เป็นการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาพิพากษาคดี อุทธรณ์จำเลยที่โต้แย้งดุลพินิจดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

การแถลงรับข้อเท็จจริงต่อศาลเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งที่คู่ความทำได้ เมื่อจำเลยตั้ง ภ. เป็นทนายความของจำเลยภ. จึงมีฐานะเป็นคู่ความ มีสิทธิกระทำการแทนจำเลยเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาอันรวมถึงการแถลงรับข้อเท็จจริงด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 คำแถลงรับของ ภ. จึงผูกพันจำเลยด้วย

โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางและชักชวนให้ลูกจ้างอื่นร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานและฟ้องต่อศาลแรงงานกลางเนื่องจากจำเลยปรับลดค่าจ้างโดยไม่มีอำนาจ การกระทำของโจทก์เป็นการใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าจ้างส่วนที่จำเลยปรับลดอันเป็นค่าจ้างค้างจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และมาตรา 54 และใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามมาตรา 123 วรรคหนึ่ง อันเป็นการใช้สิทธิที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ทั้งการชักชวนให้ลูกจ้างอื่นของจำเลยกระทำตามก็เป็นการชักชวนให้ลูกจ้างอื่นใช้สิทธิตามกฎหมายเช่นกัน การกระทำดังกล่าวย่อมไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ค่าชดเชยและค่าจ้างค้างจ่ายเป็นหนี้เงิน ซึ่งจำเลยต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมไม่ใช่หนี้เงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายเมื่อเลิกจ้าง นายจ้างจะตกเป็นผู้ผิดนัดและรับผิดชำระดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ต่อเมื่อลูกจ้างทวงถามเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เมื่อใดจำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

โจทก์มีสิทธิได้ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในเงินค่าจ้างค้างจ่ายและค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แม้ในคำฟ้องของโจทก์จะขอดอกเบี้ยมาในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่เพื่อความเป็นธรรมศาลฎีกาให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎหมาย โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 52

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางให้รวมพิจารณาพิพากษาโดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสี่เข้าทำงานเมื่อวันที่ 20มีนาคม 2537 วันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 วันที่ 11 มกราคม 2537 และวันที่ 24 มิถุนายน 2541 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,200 บาท8,500 บาท 10,200 บาท และ 8,500 บาท ตามลำดับ กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 8 ของเดือน ต่อมาวันที่ 24 กรกฎาคม 2543 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่โดยโจทก์ทั้งสี่มิได้กระทำผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า อันเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยยังค้างจ่ายค่าจ้าง ค่าเชื่อมมิกซ์แก่โจทก์ทั้งสี่เป็นเงิน 3,690 บาท 6,060 บาท 3,690 บาท และ 10,890 บาท ตามลำดับขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และค่าจ้างค้างจ่าย แก่โจทก์ทั้งสี่ตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่เคลือบคลุม ค่าเชื่อมมิกซ์เป็นเบี้ยขยัน ลูกจ้างได้รับเฉพาะวันที่ต้องทำงานด้วยเครื่องเชื่อมมิกซ์เท่านั้นจำเลยยกเลิกค่าเชื่อมมิกซ์ได้ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการปฏิบัติงานและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างของจำเลยโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง โจทก์ทั้งสี่ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกระหว่างจำเลยและลูกจ้างจงใจทำให้จำเลยเสื่อมเสียชื่อเสียงโดยโจทก์ทั้งสี่ยุยงให้ลูกจ้างของจำเลยร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน และโจทก์ทั้งสี่กับลูกจ้างของจำเลยฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง (ธัญบุรี) รวม 2 ครั้ง เกี่ยวกับที่จำเลยปรับลดค่าจ้างอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน กรณีที่ร้ายแรง จงใจทำให้จำเลยเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสี่และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ค่าเชื่อมมิกซ์เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นช่างเชื่อมในอัตราวันละ 30 บาท ทุกวันที่โจทก์ทั้งสี่มาทำงานจึงเป็นค่าจ้าง จำเลยไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงค่าจ้างอันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในทางที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสี่โดยโจทก์ทั้งสี่ไม่ยินยอม จำเลยต้องจ่ายค่าเชื่อมมิกซ์ที่ค้างซึ่งโจทก์ทั้งสี่และจำเลยรับว่าเป็นเงินคนละ 3,200 บาท การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางและชักชวนให้ลูกจ้างอื่นร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานและฟ้องต่อศาลแรงงานกลางเนื่องจากจำเลยปรับลดค่าจ้างโดยไม่มีอำนาจเป็นการใช้สิทธิทางศาลและทางเจ้าพนักงานของรัฐตามปกตินิยมซึ่งกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการชักชวนให้ลูกจ้างอื่นใช้สิทธิตามกฎหมายโดยไม่ได้ยุยงส่งเสริมให้กระทำผิดกฎหมายย่อมกระทำได้โดยชอบ เช่นกันจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ทั้งสี่ไม่ได้กระทำผิดและไม่มีเหตุเพียงพอที่จะเลิกจ้าง เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ส่วนประเด็นข้อพิพาทอื่นโจทก์ที่ 2 และที่ 4สละไม่ติดใจเรียกร้องจึงไม่ต้องวินิจฉัยพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม แก่โจทก์ทั้งสี่และจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 3,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้อง (โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3ฟ้องวันที่ 26 กรกฎาคม 2543 โจทก์ที่ 4 ฟ้องวันที่ 27 กรกฎาคม 2543)จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่บรรยายฟ้องว่าจำเลยเคยจ่ายค่าเชื่อมมิกซ์ในอัตราวันละ 30 บาท โจทก์แต่ละคนได้รับเฉลี่ยเดือนละ 780บาท ต่อมาจำเลยไม่จ่ายค่าเชื่อมมิกซ์ซึ่งคำนวณแล้วโจทก์แต่ละคนได้รับเป็นเงินเดือนละไม่ต่ำกว่า 500 บาท ตั้งแต่เดือนมกราคม 2543 อันเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับการทำงาน และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย แม้คำขอท้ายฟ้องจะขอให้จำเลยจ่ายค่าเชื่อมมิกซ์เพียงอัตราเดือนละ 500 บาท ทั้งที่กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าโจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับเดือนละ 780 บาท ดังจำเลยอุทธรณ์ก็ตามแต่ต้องถือได้แน่นอนว่าโจทก์เรียกร้องเงินจำนวนนี้ตามคำขอท้ายฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งสี่ และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ไม่เคลือบคลุม

จำเลยอุทธรณ์ประการที่สองว่า ศาลแรงงานกลางไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 39 จะใช้คำว่า "ให้ศาลแรงงานจดประเด็นข้อพิพาท" ก็ไม่ใช่บทบังคับศาลเด็ดขาดให้ต้องจดประเด็นข้อพิพาททุกคดี คงให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะจดประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ก็ได้ เพราะการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานต้องเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็ว และเที่ยงธรรมดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 29 หากศาลแรงงานพิจารณาวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามข้อต่อสู้ของคู่ความครบถ้วนแล้วก็ถือว่าศาลแรงงานได้ดำเนินกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยอุทธรณ์ประการที่สามว่า ศาลแรงงานกลางสั่งให้งดสืบพยานเนื่องจากเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยคู่ความมิได้ยินยอมด้วย เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบและไม่เป็นธรรมเนื่องจากยังมีข้อมูลรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงอีกมากมาย เช่น พฤติกรรมในอดีตของโจทก์ ฐานะแห่งกิจการของจำเลยตลอดจนสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมทั่วไปนั้น เห็นว่า การที่ศาลแรงงานกลางพิจารณาเห็นว่าข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับมานั้นพอให้วินิจฉัยคดีได้แล้วเป็นการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาพิพากษาคดี อุทธรณ์จำเลยดังกล่าวโต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยอุทธรณ์ประการที่สี่ว่า ทนายจำเลยเป็นเพียงทนายความมีหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลย ไม่มีหน้าที่แถลงรับข้อเท็จจริงแทนจำเลยข้อเท็จจริงที่ทนายจำเลยแถลงรับจึงไม่ผูกพันจำเลยนั้น เห็นว่า การแถลงรับข้อเท็จจริงต่อศาลเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งที่คู่ความทำได้เมื่อจำเลยตั้งนายภาสกร เทวา เป็นทนายความของจำเลย นายภาสกรจึงมีฐานะเป็นคู่ความ มีสิทธิกระทำการแทนจำเลยเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาอันรวมถึงการแถลงรับข้อเท็จจริงด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 คำแถลงรับของนายภาสกรทนายจำเลย จึงต้องผูกพันจำเลยด้วย อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยอุทธรณ์ประการที่ห้าว่า ก่อนโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสี่ได้ร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานหลายครั้ง แต่พนักงานตรวจแรงงานยกคำร้องทุกครั้ง ต่อมาโจทก์ทั้งสี่ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลางถึง 2 ครั้งซึ่งศาลแรงงานกลางยกฟ้อง โจทก์ทั้งสี่กลั่นแกล้งฟ้องจำเลยตลอดมา ทั้งพยายามยุยงให้ลูกจ้างอื่นไปร้องเรียนต่อสำนักงานแรงงานจังหวัดและฟ้องต่อศาลแรงงานกลางอันเป็นการก่อให้เกิดความแตกแยกภายในบริษัทจำเลย กรณีจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสี่เคยฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางและชักชวนให้ลูกจ้างอื่นร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานและฟ้องต่อศาลแรงงานกลางเนื่องจากจำเลยปรับลดค่าจ้างโดยไม่มีอำนาจ การกระทำของโจทก์ทั้งสี่เป็นการใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าจ้างส่วนที่จำเลยปรับลดอันเป็นค่าจ้างค้างจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และมาตรา 54 และใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามมาตรา 123 วรรคหนึ่ง อันเป็นการใช้สิทธิที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ทั้งการชักชวนให้ลูกจ้างอื่นของจำเลยกระทำตามก็เป็นการชักชวนให้ลูกจ้างอื่นใช้สิทธิตามกฎหมายเช่นกัน การกระทำดังกล่าวย่อมไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยอ้างว่าศาลแรงงานกลางยกฟ้องโจทก์นั้นก็ไม่เป็นความจริงข้อเท็จจริงปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาคดีหมายเลขแดงที่ ธบ.152-155/2543 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 ของศาลแรงงานกลาง(ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ระบุว่าโจทก์ทั้งสี่ขอถอนฟ้องเพื่อดำเนินการให้ถูกต้อง (ฟ้องใหม่) โดยจำเลยไม่ค้าน ศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา) อนุญาตและสั่งจำหน่ายคดี มิได้พิพากษายกฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า จำนวนเงินตามคำพิพากษาเป็นสิทธิที่ศาลกำหนดให้และสิทธิดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันที่คดีถึงที่สุดอีกทั้งมิใช่หนี้เงินโจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยนั้น เห็นว่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยค่าจ้างค้างจ่ายและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามที่โจทก์ฟ้องเรียกมาศาลแรงงานกลางได้พิพากษากำหนดเป็นจำนวนเงินไว้แล้ว ทั้งหนี้ดังกล่าวล้วนต้องชำระเป็นเงินทั้งสิ้น จึงเป็นหนี้เงินที่จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดซึ่งจำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในค่าชดเชยและค่าจ้างค้างจ่ายนับแต่วันผิดนัดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่งส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมไม่ใช่หนี้เงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายเมื่อเลิกจ้างนายจ้างจะตกเป็นผู้ผิดนัดและรับผิดชำระดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ต่อเมื่อลูกจ้างทวงถามเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสี่ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เมื่อใดจำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสี่จึงชอบแล้วอุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในเงินค่าจ้างค้างจ่ายและค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แม้ในคำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่จะขอดอกเบี้ยมาในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่เพื่อความเป็นธรรมศาลฎีกาเห็นสมควรให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎหมายทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 52"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในส่วนของค่าจ้างค้างจ่ายและค่าชดเชยร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ทั้งสี่ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 62 ม. 172
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 39 ม. 52 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ทองอ่อน พวกซื่อ กับพวก
จำเลย — บริษัท เอ็ม.ซี.เอส.โฮโกกุ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6458 -ที่ 6461/2544
#69293
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่บรรยายฟ้องว่าจำเลยเคยจ่ายค่าเชื่อมมิกซ์ในอัตราวันละ 30 บาท โจทก์แต่ละคนได้รับเฉลี่ยเดือนละ 780 บาท ต่อมาจำเลยไม่จ่ายค่าเชื่อมมิกซ์ซึ่งคำนวณแล้วโจทก์แต่ละคนได้รับเป็นเงินเดือนละไม่ต่ำกว่า 500 บาท ตั้งแต่เดือนมกราคม 2543 อันเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับการทำงานและมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยจ่ายเงิน ดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย แม้คำขอท้ายฟ้องจะขอให้จำเลยจ่ายค่าเชื่อมมิกซ์เพียงอัตราเดือนละ 500 บาท ทั้งที่ในคำฟ้องว่าโจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับเดือนละ 780 บาท ก็ตาม ก็ถือได้แน่นอนว่าโจทก์เรียกร้องเงินจำนวนนี้ตามคำขอท้ายฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ไม่เคลือบคลุม

แม้ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 39 จะใช้คำว่า "ให้ศาลแรงงาน จดประเด็นข้อพิพาท" ก็มิใช่บทบังคับศาลเด็ดขาดให้ต้องจดประเด็นข้อพิพาททุกคดี คงให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะจดประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ก็ได้ เพราะการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานต้องเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรมดังที่บทบัญญัติไว้ในมาตรา 29 หากศาลแรงงานพิจารณาวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามข้อต่อสู้ของคู่ความครบถ้วนแล้วก็ถือว่าศาลแรงงานได้ดำเนินกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมายแล้ว

การแถลงรับข้อเท็จจริงต่อศาลเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งที่คู่ความทำได้ เมื่อจำเลยตั้ง ภ. เป็นทนายความ ภ. จึงมีฐานะเป็นคู่ความมีสิทธิกระทำการแทนจำเลยเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณา อันรวมถึงการแถลงรับข้อเท็จจริงด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 คำแถลงรับของ ภ. ทนายจำเลยจึงต้องผูกพันจำเลยด้วย

โจทก์ทั้งสี่เคยฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางและชักชวนให้ลูกจ้างอื่นร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานตรวจแรงงานและฟ้องต่อศาลแรงงานกลางเนื่องจากจำเลยปรับลดค่าจ้างโดยไม่มีอำนาจ การกระทำของโจทก์ทั้งสี่เป็นการใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าจ้าง ส่วนที่จำเลยปรับลดอันเป็นค่าจ้างค้างจ่ายตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และ 54 และใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามมาตรา 123 วรรคหนึ่ง อันเป็นการใช้สิทธิที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ทั้งการชักชวนให้ลูกจ้างอื่นของจำเลยกระทำตามก็เป็นการชักชวนให้ลูกจ้างอื่นใช้สิทธิตามกฎหมายเช่นกัน การกระทำดังกล่าวย่อมไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อุทธรณ์ของจำเลยซึ่งบิดเบือนข้อเท็จจริงถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาล แรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามที่โจทก์ฟ้องเรียกมา ศาลแรงงานกลางได้พิพากษากำหนดเป็นจำนวนเงินไว้แล้ว หนี้ดังกล่าวต้องชำระเป็นเงินจึงเป็นหนี้เงินที่จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ซึ่งจำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในค่าชดเชยและค่าจ้างค้างจ่ายนับแต่วัน ผิดนัดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมไม่ใช่หนี้เงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายเมื่อเลิกจ้าง นายจ้างจะตกเป็น ผู้ผิดนัดและรับผิดชำระดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ต่อเมื่อลูกจ้างทวงถาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสี่ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เมื่อใด จึงต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างมีสิทธิได้ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในเงินค่าจ้างค้างจ่ายและค่าชดเชยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แม้ในคำฟ้องของโจทก์จะขอดอกเบี้ยมาในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่เพื่อความเป็นธรรมศาลฎีกาเห็นสมควรให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางให้รวมพิจารณาพิพากษา โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ ๑ ถึงโจทก์ที่ ๔ และเรียกจำเลยทั้งสี่สำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๑๐,๒๐๐ บาท ๘,๕๐๐ บาท ๑๐,๒๐๐ บาท และ ๘,๕๐๐ บาท ค่าชดเชย ๘๑,๖๐๐ บาท ๒๕,๔๙๙ บาท ๘๑,๖๐๐ บาท และ ๒๕,๔๙๙ บาท ค่าเสียหายจากการ เลิกจ้างไม่เป็นธรรม ๗๑,๔๐๐ บาท ๑๗,๐๐๐ บาท ๗๑,๔๐๐ บาท และ ๑๗,๐๐๐ บาท และค่าจ้างค้างจ่าย ๓,๖๙๐ บาท ๖,๐๖๐ บาท ๓,๖๙๐ บาท และ ๑๐,๘๙๐ บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่โดยโจทก์ทั้งสี่ไม่ได้กระทำผิดและไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเลิกจ้าง เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้องจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ส่วนประเด็นข้อพิพาทอื่นโจทก์ที่ ๒ และที่ ๔ สละไม่ติดใจเรียกร้องจึงไม่ต้องวินิจฉัย พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๑๐,๒๐๐ บาท ๘,๕๐๐ บาท ๑๐,๒๐๐ บาทและ ๘,๕๐๐ บาท ค่าชดเชย ๘๑,๖๐๐ บาท ๒๕,๔๙๙ บาท ๘๑,๖๐๐ บาท และ ๒๕,๔๙๙ บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ๖๑,๒๐๐ บาท ๑๒,๐๐๐ บาท ๖๑,๒๐๐ บาท และ ๑๗,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ตามลำดับ และจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ ๓,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้อง (โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฟ้องวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๔๓ โจทก์ที่ ๔ ฟ้องวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๔๓) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่บรรยายฟ้องว่าจำเลยเคยจ่ายค่าเชื่อมมิกซ์ในอัตราวันละ ๓๐ บาท โจทก์แต่ละคนได้รับเฉลี่ยเดือนละ ๗๘๐ บาท ต่อมาจำเลยไม่จ่ายค่าเชื่อมมิกซ์ซึ่งคำนวณแล้วโจทก์แต่ละคนได้รับเป็นเงินเดือนละไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ บาท ตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๔๓ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับการทำงาน และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย แม้ คำขอท้ายฟ้องจะขอให้จำเลยจ่ายค่าเชื่อมมิกซ์เพียงอัตราเดือนละ ๕๐๐ บาท ทั้งที่กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าโจทก์แต่ละคน มีสิทธิได้รับเดือนละ ๗๘๐ บาท ดังจำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่ต้องถือได้แน่นอนว่าโจทก์เรียกร้องเงินจำนวนนี้ตามคำขอท้ายฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งสี่และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่ง ข้อหาเช่นว่านั้น ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ไม่เคลือบคลุม

จำเลยอุทธรณ์ประการที่สองว่า ศาลแรงงานกลางไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณา ที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๓๙ จะใช้คำว่า "ให้ศาลแรงงานจดประเด็นข้อพิพาท" ก็ไม่ใช่บทบังคับเด็ดขาดให้ต้องจดประเด็นข้อพิพาททุกคดี คงให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะจดประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ก็ได้ เพราะการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานต้องเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรมดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙ หากศาลแรงงานพิจารณาวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตาม ข้อต่อสู้ของคู่ความครบถ้วนแล้วก็ถือว่าศาลแรงงานกลางได้ดำเนินกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

จำเลยอุทธรณ์ประการที่สี่ว่า ทนายจำเลยเป็นเพียงทนายความมีหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลย ไม่มีหน้าที่แถลงรับข้อเท็จจริงแทนจำเลย ข้อเท็จจริงที่ทนายจำเลยแถลงรับจึงไม่ผูกพันจำเลยนั้น เห็นว่า การแถลง รับข้อเท็จจริงต่อศาลเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งที่คู่ความทำได้ เมื่อจำเลยตั้งนายภาสกร เทวา เป็นทนายความของจำเลยนายภาสกรจึงมีฐานะเป็นคู่ความมีสิทธิกระทำการแทนจำเลยเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาอันรวมถึงการแถลงรับข้อเท็จจริงด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑(๑๑) ประกอบพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ คำแถลงรับของนายภาสกรทนายจำเลยจึงต้อง ผูกพันจำเลยด้วย อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยอุทธรณ์ประการที่ห้าว่า ก่อนโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสี่ได้ร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน หลายครั้งแต่พนักงานตรวจแรงงานยกคำร้องทุกครั้ง ต่อมาโจทก์ทั้งสี่ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลางถึง ๒ ครั้ง ซึ่งศาลแรงงานกลางยกฟ้อง โจทก์ทั้งสี่กลั่นแกล้งฟ้องจำเลยตลอดมา ทั้งพยายามยุยงให้ลูกจ้างอื่นไปร้องเรียนต่อสำนักงานแรงงานจังหวัดและฟ้องต่อศาลแรงงานกลางอันเป็นการก่อให้เกิดความแตกแยกภายในบริษัทจำเลย กรณีจึงเป็นการใช้สิทธิโดย ไม่สุจริต จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสี่เคยฟ้องจำเลย ต่อศาลแรงงานกลางและชักชวนให้ลูกจ้างอื่นร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานและฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง เนื่องจากจำเลยปรับลดค่าจ้างโดยไม่มีอำนาจ การกระทำของโจทก์ทั้งสี่เป็นการใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าจ้างส่วนที่จำเลยปรับลดอันเป็นค่าจ้างค้างจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๕๔ และใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามมาตรา ๑๒๓ วรรคหนึ่ง อันเป็นการใช้สิทธิที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ทั้งการชักชวนให้ลูกจ้างอื่นของจำเลยกระทำตามก็เป็นการชักชวนให้ลูกจ้างอื่นใช้สิทธิตามกฎหมายเช่นกัน การกระทำดังกล่าวย่อมไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอ้างว่าศาลแรงงานกลางยกฟ้องโจทก์นั้นก็ไม่เป็นความจริง ข้อเท็จจริงปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาคดีหมายเลขแดงที่ ธบ.๑๕๒-๑๕๕/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ของศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ระบุว่าโจทก์ทั้งสี่ขอถอนฟ้องเพื่อดำเนินการให้ถูกต้อง (ฟ้องใหม่) โดยจำเลยไม่ค้าน ศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา) อนุญาตและสั่งจำหน่ายคดี มิได้พิพากษายกฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ถือว่าเป็นอุทธรณ์ใน ข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า จำนวนเงินตามคำพิพากษาเป็นสิทธิที่ศาลกำหนดให้และสิทธิดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด อีกทั้งมิใช่หนี้เงิน โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยนั้น เห็นว่า สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามที่โจทก์ฟ้องเรียกมา ศาลแรงงานกลางได้พิพากษากำหนดเป็นจำนวนเงินไว้แล้ว ทั้งหนี้ดังกล่าวล้วนต้องชำระเป็นเงินทั้งสิ้น จึงเป็นหนี้เงินที่จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ซึ่งจำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในค่าชดเชยและค่าจ้างค้างจ่ายนับแต่วันผิดนัดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมไม่ใช่หนี้เงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายเมื่อเลิกจ้าง นายจ้างจะตกเป็นผู้ผิดนัดและรับผิดชำระดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ต่อเมื่อลูกจ้างทวงถาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสี่ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เมื่อใดจำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสี่จึงชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในเงินค่าจ้างค้างจ่ายและค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แม้ในคำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่จะขอดอกเบี้ยมาในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แต่เพื่อความเป็นธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๒

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในส่วนของค่าจ้างค้างจ่ายและค่าชดเชยร้อยละ ๑๕ ต่อปี แก่โจทก์ทั้งสี่ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 61 ม. 172
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 ม. 54 ม. 123
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 39 ม. 52 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทองอ่อน พวกซื่อ กับพวก
จำเลย — บริษัท เอ็ม.ซี.เอส โฮโกกุ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6453/2544
#41284
เปิดฉบับเต็ม

การว่าจ้างโจทก์ลงพิมพ์โฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ฉบับหน้าเหลืองภาษาอังกฤษเป็นการโฆษณาของบริษัท ย. ไม่ใช่บริษัทจำเลยที่ 1 แต่เป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 และกระทำไปโดยปราศจากอำนาจและจำเลยที่ 1 ไม่ให้สัตยาบันจำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยลำพังตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 มูลความแห่งคดีจึงมิได้เป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้อันจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59(1) มาใช้บังคับจึงนำเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ให้การต่อสู้ไว้มิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 104,121 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 70,830 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดใช้เงินตามฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 75,789 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน70,830 บาท นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่จำเลยที่ 1 ยกอายุความขึ้นต่อสู้คดีมีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้คดีไว้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 59(1) จึงต้องฟังว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความไปด้วยหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238ประกอบมาตรา 247 ว่า การโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ฉบับหน้าเหลืองภาษาอังกฤษ เป็นการโฆษณาของบริษัทยูบีทีเอนจิเนียริ่งจำกัด ไม่ใช่บริษัทจำเลยที่ 1 แต่เป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 และกระทำไปโดยปราศจากอำนาจและจำเลยที่ 1 ไม่ให้สัตยาบัน จำเลยที่ 2จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยลำพังตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 ซึ่งจำเลยที่ 1ก็ให้การต่อสู้คดีไว้ตั้งแต่แรกว่าไม่เคยมอบหมายให้จำเลยที่ 2ทำการใด ๆ แทนจำเลยที่ 1 ผลแห่งการวินิจฉัยดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 มูลความแห่งคดีจึงมิได้เป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้อันจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59(1) มาใช้บังคับ จึงนำเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ให้การต่อสู้ไว้มิได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2537แต่ศาลอุทธรณ์กลับพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6กรกฎาคม 2537 จึงเป็นการพิพากษากำหนดดอกเบี้ยให้เกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ก็ตามแต่ก็เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 75,789 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 70,830 บาทนับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 823
ป.วิ.พ. ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ชินวัตร ไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด
จำเลย — บริษัท ยูบีที จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6453/2544
#69603
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าการโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ฉบับหน้าเหลืองภาษาอังกฤษเป็นการโฆษณาของบริษัทอื่นไม่ใช่ของบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 กระทำไปโดยปราศจากอำนาจ และจำเลยที่ 1 ไม่ให้สัตยาบัน จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยลำพังตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ให้การต่อสู้คดีไว้ตั้งแต่แรกว่าไม่เคยมอบหมายให้จำเลยที่ 2 ทำการใด ๆ แทนจำเลยที่ 1 ผลแห่งการวินิจฉัยดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 มูลความแห่งคดีจึงมิได้เป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ อันจะนำ ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) มาใช้บังคับจึงนำเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ให้การต่อสู้ไว้มิได้

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2537 ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2537 จึงเป็นการพิพากษากำหนดดอกเบี้ยให้เกินไปกว่า ที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๓๗ จำเลยทั้งสองร่วมกันว่าจ้างโจทก์ลงโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์เล่มรวมหมวดธุรกิจฉบับหน้าเหลืองภาษาอังกฤษเขตพระนครหลวง ประจำปี ประเภทธุรกิจดูดความชื้น - อุปกรณ์ ซึ่งเป็นธุรกิจของจำเลยทั้งสอง ตกลงค่าจ้างจำนวน ๗๐,๘๓๐ บาท และจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์เมื่อได้มีการตีพิมพ์โดยแบ่งชำระเป็น ๓ งวดเท่า ๆ กัน งวดแรกชำระในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๗ งวดที่สองชำระในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๓๗ และงวดที่สามชำระในวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๗ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากยอดที่ค้างชำระ ในการว่าจ้างโจทก์ ลงโฆษณาดังกล่าวได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือโดยมีจำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อในใบสั่งโฆษณา โจทก์พิมพ์โฆษณา ใส่สมุดโทรศัพท์ให้จำเลยทั้งสองเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยทั้งสองเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าจ้างจำนวน ๗๐,๘๓๐ บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ ๗ จากยอดเงินค่าจ้างจำนวน ๔,๙๕๙ บาท และโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างตั้งแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๒๘,๓๓๒ บาท รวมต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มและดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๐๔,๑๒๑ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสอง ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๐๔,๑๒๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๗๐,๘๓๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ ๒ รับผิดใช้เงินตามฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๗๕,๗๘๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ เจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๗๐,๘๓๐ บาท นับแต่วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ ๒ เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า การที่จำเลยที่ ๑ ยกอายุความขึ้นต่อสู้คดีมีผลไปถึงจำเลยที่ ๒ ซึ่งมิได้ยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้คดีไว้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๙ (๑) จึงต้องฟังว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ขาดอายุความไปด้วยหรือไม่ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๘ ประกอบมาตรา ๒๔๗ ว่า การโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ฉบับหน้าเหลืองภาษาอังกฤษตามเอกสารหมาย จ.๗ แผ่นที่ ๒ เป็นการโฆษณาของบริษัทยูบีทีเอนจิเนียริ่ง จำกัด ไม่ใช่บริษัทจำเลยที่ ๑ แต่เป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทของจำเลยที่ ๑ และกระทำไปโดยปราศจากอำนาจ และจำเลยที่ ๑ ไม่ให้สัตยาบัน จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยลำพังตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๓ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ก็ให้การต่อสู้คดีไว้ตั้งแต่แรกว่าไม่เคยมอบหมายให้จำเลยที่ ๒ ทำการใด ๆ แทน จำเลยที่ ๑ ผลแห่งการวินิจฉัยกล่าวทำให้จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๒ มูลแห่งคดีจึงมิได้เป็นการชำระหนี้แบ่งแยกกันมิได้ อันจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๙ (๑) มาใช้บังคับ จึงนำเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ซึ่งมิได้ให้การต่อสู้ไว้มิได้

อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๒ ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ แต่ศาลอุทธรณ์กลับพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จึงเป็นการพิพากษากำหนดดอกเบี้ยให้เกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ ๒ จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกา มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๗๕,๗๘๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน ๗๐,๘๓๐ บาทนับแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/29 ม. 295 ม. 823
ป.วิ.พ. ม. 59 (1) ม. 142 (5) ม. 183 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชินวัตร ไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทยูบีที จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิทยา วิมลสุรนาถ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนทร นาเนกรังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6449/2544
#41283
เปิดฉบับเต็ม

ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ป. เมื่อวันที่ 21พฤษภาคม 2540 นับแต่วันดังกล่าวทายาทย่อมหมดอำนาจจัดการทรัพย์มรดกและกระทำนิติกรรมใด ๆ กับบุคคลภายนอกโจทก์เท่านั้นที่มีอำนาจรับชำระหนี้เงินกู้ยืมแทน ป. จำเลยโอนที่ดินเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวแก่จำเลยร่วมเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2540แม้จำเลยร่วมจะเป็นทายาทของ ป. ก็ไม่มีสิทธิรับชำระหนี้แทน ป. ประกอบกับการโอนที่ดินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมไม่มีการคิดเป็นหนี้เงินที่ค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งที่ดินในวันที่จดทะเบียนอันเป็นการส่งมอบ ขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 656 วรรคหนึ่ง และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 656 วรรคท้ายจึงไม่ทำให้หนี้เงินกู้ระงับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินไปจากนายประเสริฐ นามเสนาะรวม 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2537 เป็นเงิน 150,000 บาทครั้งที่สองเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2537 เป็นเงิน 130,000 บาททั้งสองครั้งกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายและไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้คืน จำเลยได้รับเงินที่กู้ไปแล้ว หลังจากกู้ยืมไปแล้วจำเลยไม่เคยชำระหนี้และค้างชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันกู้ยืมเงินถึงวันฟ้องตามหนังสือสัญญากู้เงินฉบับแรกเป็นดอกเบี้ย 49,687.50 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงินฉบับหลังเป็นดอกเบี้ย 40,625 บาท นายประเสริฐได้ถึงแก่ความตายไปแล้วจำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 370,312.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 280,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยชำระดอกเบี้ยเป็นเงิน 80,000 บาทเศษให้นายประเสริฐและนางพิศมัย นามเสนาะ ไปแล้ว และจำเลยได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18050 ให้นางพิสมัยภริยานายประเสริฐ เป็นการชำระหนี้ต้นเงินกู้ 280,000 บาท หนี้เงินกู้ตามฟ้องระงับแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางพิสมัยนามเสนาะ เข้าเป็นจำเลยร่วมเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ย ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยไม่เคยชำระหนี้ตามฟ้องให้จำเลยร่วมขอให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 370,312.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 280,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสำหรับจำเลยร่วมให้ยกฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินจากนายประเสริฐ นามเสนาะ ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 จำเลยร่วมเป็นภริยาของนายประเสริฐ ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2539 และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยได้ชำระหนี้ต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินโดยถูกต้องครบถ้วนแล้วหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวจำเลยฎีกาว่าจำเลยได้ชำระดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่นายประเสริฐไปแล้วประมาณ 80,000 บาท และได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18050 ตำบลบ้านเขว้า อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ ให้แก่จำเลยร่วมเป็นการตีใช้หนี้ที่กู้ยืมจากนายประเสริฐแล้วนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยรับว่าการกู้ยืมเงินตามฟ้องมีการทำหนังสือสัญญากู้เงินกันไว้เป็นหลักฐานและจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า การชำระดอกเบี้ยไม่ได้ทำสัญญาหรือหลักฐานใดไว้โดยไม่มีพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานใด ๆ มาแสดงเพื่อสนับสนุนคำเบิกความของจำเลย คำเบิกความของจำเลยจึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ รับฟังไม่ได้ว่าได้มีการชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินดังกล่าว ส่วนที่จำเลยอ้างว่าได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้จำเลยร่วมเป็นการตีใช้หนี้ต้นเงินกู้ยืมให้แก่นายประเสริฐตามเอกสารหมาย ล.1 แล้วนั้น เห็นว่า แม้การชำระหนี้เงินกู้ด้วยการโอนที่ดินตีใช้หนี้ จะเป็นการชำระหนี้อย่างอื่น ซึ่งมิใช่การชำระหนี้ด้วยเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 321 ก็ตามแต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 315 บัญญัติไว้ว่า "อันการชำระหนี้นั้นต้องทำให้แก่ตัวเจ้าหนี้หรือแก่บุคคลผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนเจ้าหนี้ การชำระหนี้ทำให้แก่บุคคลผู้ไม่มีอำนาจรับชำระหนี้นั้น ถ้าเจ้าหนี้ให้สัตยาบันก็นับว่าสมบูรณ์" ได้ความจากเอกสารหมาย จ.1 ว่า ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐผู้ตายเมื่อวันที่ 21พฤษภาคม 2540 ดังนั้นนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแล้วทายาทย่อมหมดอำนาจจัดการทรัพย์มรดกและกระทำนิติกรรมใด ๆ กับบุคคลภายนอก ทั้งนี้จนกว่าจะแบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จเรียบร้อยแล้ว โจทก์เท่านั้นที่เป็นบุคคลรับชำระหนี้แทนนายประเสริฐผู้ตาย ปรากฏว่าจำเลยเพิ่งโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่อ้างว่าโอนเพื่อชำระหนี้ตามฟ้องแก่จำเลยร่วมตามหนังสือขายที่ดินเอกสารหมาย จ.7 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2540 ภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐผู้ตายไปแล้วแม้จำเลยร่วมจะเป็นทายาทของนายประเสริฐผู้ตายก็เป็นบุคคลที่ไม่มีสิทธิรับชำระหนี้แทนนายประเสริฐผู้ตาย ประกอบกับเอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยอ้างว่าเป็นข้อตกลงการโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมตามฟ้องแทนการชำระเงินนั้น ไม่ปรากฏว่าได้มีการคิดเป็นหนี้เงินที่ค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งที่ดินในวันที่จดทะเบียนอันเป็นการส่งมอบ ฉะนั้นข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล.1 จึงเป็นการตกลงชำระหนี้เงินกู้ยืมด้วยทรัพย์สินอื่นแทนจำนวนเงินที่กู้ยืม โดยไม่มีการคำนวณหนี้เงินที่ค้างชำระเท่ากับราคาท้องตลาดของที่ดินที่อ้างว่าโอนเพื่อใช้หนี้แทนในวันที่ 10 มิถุนายน2540 ซึ่งเป็นวันที่ชำระหนี้แทนและเป็นวันส่งมอบให้จำเลยร่วม ข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล.1 จึงเป็นข้อตกลงที่ขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 656 วรรคหนึ่ง และตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 656 วรรคท้าย ฉะนั้นการจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยร่วมตามเอกสารหมาย จ.7 และมีการทำหนังสือเอกสารหมาย ล.1 จึงไม่ทำให้หนี้เงินกู้ตามฟ้องระงับลงแต่ประการใด ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 315 ม. 656
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เบญจางค์ คำพรม ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นาย ประเสริฐ นามเสนาะ
จำเลย — นาย อดิศักดิ์ เด่นวงษ์
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — นาง พิสมัย นามเสนาะ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6449/2544
#99416
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลได้มีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว ทายาทย่อมหมดอำนาจจัดการทรัพย์มรดกและกระทำ นิติกรรมใด ๆ กับบุคคลภายนอก ทั้งนี้จนกว่าจะแบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จ ผู้จัดการมรดกเท่านั้นที่รับชำระหนี้ แทนผู้ตายได้ จำเลยเพิ่งโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่อ้างว่าโอนเพื่อชำระหนี้ตามฟ้องภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็น ผู้จัดการมรดกแล้ว แม้จำเลยร่วมจะเป็นทายาทของผู้ตายก็ไม่มีสิทธิรับชำระหนี้แทนผู้ตาย

เอกสารที่จำเลยอ้างว่าเป็นข้อตกลงการโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อชำระหนี้เงินกู้แทนการชำระเงินที่จำเลยทำกับจำเลยร่วมไม่ปรากฏว่าได้มีการคิดเป็นหนี้เงินที่ค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งที่ดินใน วันที่จดทะเบียนอันเป็นการส่งมอบ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการตกลงชำระหนี้เงินกู้ยืมด้วยทรัพย์สินอื่นแทน จำนวนเงินที่กู้ยืมโดยไม่มีการคำนวณหนี้เงินที่ค้างชำระเท่ากับราคาท้องตลาดของที่ดิน จึงเป็นข้อตกลงที่ขัดกับ ป.พ.พ.มาตรา 656 วรรคหนึ่ง และตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 656 วรรคท้าย ดังนั้นการจดทะเบียนโอน ขายกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยร่วมและการทำข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ทำให้หนี้เงินกู้ระงับลง จำเลยต้องชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ๓๗๐,๓๑๒.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน ๒๘๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางพิสมัย เข้าเป็นจำเลยร่วมเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ย ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ๓๗๐,๓๑๒.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๒๘๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนด ค่าทนายความ ๗,๐๐๐ บาท สำหรับจำเลยร่วมให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินจากนายประเสริฐ จำเลยร่วมเป็นภริยาของ นายประเสริฐ ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๓๙ และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐ ที่จำเลยอ้างว่าได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้จำเลยร่วมเป็นการตีใช้หนี้ต้นเงินกู้ยืมให้แก่นายประเสริฐ แล้วนั้น เห็นว่า แม้การชำระหนี้เงินกู้ด้วยการโอนที่ดินตีใช้หนี้ จะเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นซึ่งมิใช่การชำระหนี้ด้วยเงิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๒๑ ก็ตาม แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๑๕ บัญญัติไว้ว่า "อันการชำระหนี้นั้นต้องทำให้แก่ตัว เจ้าหนี้หรือแก่บุคคลผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนเจ้าหนี้ การชำระหนี้ทำให้แก่บุคคลผู้ไม่มีอำนาจรับชำระหนี้นั้น ถ้าเจ้าหนี้ให้สัตยาบันก็นับว่าสมบูรณ์" เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐ ผู้ตายเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ดังนั้น นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ทายาทย่อมหมดอำนาจ จัดการทรัพย์มรดกและกระทำนิติกรรมใด ๆ กับบุคคลภายนอก ทั้งนี้จนกว่าจะแบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จเรียบร้อยแล้ว โจทก์เท่านั้นที่เป็นบุคคลรับชำระหนี้แทนนายประเสริฐผู้ตาย ปรากฏว่าจำเลยเพิ่งโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่อ้างว่าโอน เพื่อชำระหนี้ตามฟ้องแก่จำเลยร่วมตามหนังสือขายที่ดิน เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ ภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐผู้ตายไปแล้ว แม้จำเลยร่วมจะเป็นทายาทของนายประเสริฐผู้ตายก็เป็นบุคคลที่ไม่มีสิทธิรับชำระหนี้แทนนายประเสริฐผู้ตาย ประกอบกับเอกสารหมาย ล. ๑ ที่จำเลยอ้างว่าเป็นข้อตกลงการโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมตามฟ้องแทนการชำระเงินนั้น ไม่ปรากฏว่าได้มีการคิดเป็นหนี้เงินที่ค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งที่ดินในวันที่จดทะเบียนอันเป็นการส่งมอบ ฉะนั้นข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล. ๑ จึงเป็นการตกลงชำระหนี้เงินกู้ยืมด้วยทรัพย์สินอื่นแทนจำนวนเงินที่กู้ยืม โดยไม่มีการคำนวณหนี้เงินที่ค้างชำระเท่ากับราคาท้องตลาดของที่ดินที่อ้างว่า โอนเพื่อใช้หนี้แทนในวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันที่ชำระหนี้แทนและ เป็นวันส่งมอบให้จำเลยร่วมข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล. ๑ จึงเป็นข้อตกลงที่ขัดกับ ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๖ วรรคสอง และตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๖ วรรคท้าย ฉะนั้น การจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยร่วมตามเอกสารหมาย จ. ๗ และมีการทำหนังสือเอกสารหมาย ล. ๑ จึงไม่ทำให้หนี้เงินกู้ตามฟ้องระงับลงแต่ประการใด ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลย ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 315 ม. 321 ม. 656
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเบญจางค์ คำพรม
นามเสนาะ — นายประเสริฐ
จำเลย — นายอดิศักดิ์ เด่นวงษ์
จำเลยร่วม — นางพิสมัย นามเสนาะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายวัฒนศักดิ์ วงษ์วัฒนพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนินนาท สาครรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6443/2544
#41282
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การยอมรับว่าได้ซื้อสินค้าตามฟ้องจริง จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์ การที่จำเลยต่อสู้ว่าไม่มีภาระหน้าที่จะต้องชำระราคาสินค้าที่ซื้อขายกันให้แก่โจทก์โดยอ้างเหตุว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาที่แต่งตั้งให้จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์แต่ผู้เดียวในประเทศไทยแล้วโจทก์กลับจำหน่ายสินค้าให้แก่นิติบุคคลหลายรายในประเทศไทยในราคาที่ต่ำกว่าจำหน่ายให้แก่จำเลย ทั้งโจทก์ได้รับประกันสินค้าเป็นเวลา 1 ปี นับจากวันที่ผู้ซื้อสินค้ารับสินค้าไปแต่โจทก์บ่ายเบี่ยงไม่ดำเนินการเปลี่ยนสินค้าให้ใหม่โดยไม่คิดมูลค่า จึงเป็นการที่จำเลยได้ยกข้อต่อสู้ขึ้นมาใหม่เพื่อปัดความรับผิดที่จะไม่ชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย

โจทก์ส่งสินค้าให้จำเลยรับไปแล้ว ถือได้ว่ามีการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายแม้ว่าคำฟ้องหรือตามทางนำสืบของโจทก์จะไม่ได้ความว่า การสั่งซื้อสินค้าคดีนี้มีการทำสัญญาซื้อขายกัน หรือมีหลักฐานซื้อขายเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับให้จำเลยชำระราคาสินค้าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ในระหว่างประมาณเดือนมิถุนายน 2540 ถึงเดือนสิงหาคม 2540 จำเลยสั่งซื้อสินค้าไปจากโจทก์หลายครั้งแล้ว จำเลยค้างชำระหนี้โจทก์ทั้งสิ้น 1,153,446.23 ดอลลาร์สหรัฐ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,153,446.23 ดอลลาร์สหรัฐ และชำระดอกเบี้ยร้อยละ1 ต่อเดือน ในเงินต้น 977,337.12 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าตามฟ้องจริง แต่โจทก์ปฏิบัติผิดเงื่อนไขสัญญาทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเป็นมูลค่าประมาณ30,000,000 บาท และยังเสียหายต่อไปอีกในอนาคต โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินค้าจากจำเลย จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ค่าสินค้าและดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า (1) โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่(2) จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายหรือไม่ (3) จำเลยต้องชำระเงินให้โจทก์เพียงใด โดยเห็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างจำเลยปฏิเสธภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ และให้โจทก์นำสืบก่อนแล้วให้จำเลยสืบแก้ต่อมาเมื่อโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนหมดพยานโจทก์แล้ว ในระหว่างสืบพยานจำเลยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้สอบถามโจทก์จำเลยเกี่ยวกับที่จำเลยขอให้หมายเรียกกรรมการผู้จัดการของบริษัท เอ แอนด์ แอล คอมพิวเตอร์ จำกัด มาสอบถามเกี่ยวกับการที่โจทก์ขายสินค้าให้บริษัท เอ แอนด์ แอล คอมพิวเตอร์ จำกัด ในราคาที่ต่ำกว่าขายให้แก่จำเลยอันเป็นการผิดสัญญาที่ตกลงไว้กับจำเลย ซึ่งเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังคำแถลงของโจทก์จำเลยแล้ว วินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยนั้น ในประเด็นข้อพิพาทที่ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายหรือไม่คลาดเคลื่อน น่าจะเป็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยกล่าวอ้างขึ้นมาใหม่ภาระการพิสูจน์ย่อมควรตกแก่จำเลย อย่างไรก็ดีสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์เป็นราคา 500 บาท หรือกว่านั้นขึ้นไป ซึ่งทำกันเป็นหนังสือ มีทั้งโจทก์ จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในสัญญาต้องตามบทบัญญัติมาตรา 456 วรรคสอง และวรรคสามแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ว่าสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาห้าร้อยบาทหรือกว่านั้นขึ้นไป ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงตามมาตรา 94แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งคู่ความ (รวมทั้งจำเลย)จะขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างหนึ่งอย่างใด เมื่อนำเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอีกไม่ได้โดยไม่เข้าข้อยกเว้นตามวรรคท้ายของมาตรา 94 ที่ว่า เป็นการนำสืบว่าเอกสารไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายตีความผิดเพราะในคำให้การของจำเลยไม่ปรากฏข้อต่อสู้ดังนี้ไว้ ฉะนั้น ถึงแม้จะเป็นข้อเท็จจริง ที่จำเลยยกขึ้นมากล่าวอ้างใหม่และมีภาระการพิสูจน์แต่จำเลยก็ไม่มีสิทธินำพยานบุคคลมาสืบประกอบตามภาระการพิสูจน์ จึงไม่จำต้องตั้งประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวส่วนประเด็นข้อพิพาทที่ว่าจำเลยต้องชำระเงินให้โจทก์เพียงใดนั้นเมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องราคาสินค้าจากจำเลย และจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระราคาสินค้าพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามฟ้อง แต่เมื่อไม่จำเป็นต้องตั้งประเด็นว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเสียแล้วก็ไม่จำเป็นต้องตั้งประเด็นนี้อีก จึงให้ยกเลิกประเด็นข้อพิพาททั้งสองนี้ คดีคงเหลือประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องสืบพยานจำเลยเกี่ยวกับประเด็นที่ยกเลิกแล้วส่วนประเด็นข้อพิพาทที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ทนายจำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยานและได้คัดค้านคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้ว

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,153,446.23 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ในเงินต้น 977,337.12 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤศจิกายน 2541) เป็นต้นไปแก่โจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกเลิกประเด็นข้อพิพาททั้งสองดังกล่าวชอบหรือไม่ เห็นว่า ในสัญญาซื้อขายนั้นนอกจากผู้ขายมีหน้าที่ต้องส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายให้แก่ผู้ซื้อแล้ว ผู้ซื้อก็มีหน้าที่ต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขายเป็นการตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 486 ดังนั้น เมื่อจำเลยให้การยอมรับว่าได้ซื้อสินค้าตามฟ้องโจทก์จริง จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระราคาสินค้าที่ซื้อให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาที่โจทก์ให้สินเชื่อแก่จำเลย การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่มีภาระหน้าที่จะต้องชำระราคาสินค้าที่ซื้อขายกันให้แก่โจทก์ โดยอ้างเหตุว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาที่ตั้งให้จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์แต่ผู้เดียวในประเทศไทยแล้วโจทก์กลับจำหน่ายสินค้าให้แก่นิติบุคคลหลายรายในประเทศไทยในราคาที่ต่ำกว่าจำหน่ายให้แก่จำเลย ทั้งโจทก์ได้รับประกันสินค้าเป็นเวลา 1 ปี นับจากวันที่ผู้ซื้อสินค้ารับสินค้าไปแต่โจทก์บ่ายเบี่ยงไม่ดำเนินการเปลี่ยนสินค้าให้ใหม่โดยไม่คิดมูลค่า จึงเป็นการที่จำเลยได้ยกข้อต่อสู้ขึ้นมาใหม่เพื่อปัดความรับผิดที่จะไม่ชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยดังเช่นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว แต่การที่จำเลยจะนำพยานเข้าสืบไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคลหรือพยานเอกสารถึงการซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์จำเลยตามฟ้องนั้นว่ามีข้อตกลงกันไว้ดังกล่าวและโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ดังเช่นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยหรือไม่นั้น เห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456วรรคสองและวรรคสามเกี่ยวกับการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาห้าร้อยบาทหรือกว่านั้นขึ้นไปนั้นนอกจากจะบัญญัติให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้แล้ว ยังได้บัญญัติไว้อีกว่า"...หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว..." ก็ย่อมฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้เช่นกัน ซึ่งตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์แม้จะไม่ได้ความว่าในการสั่งซื้อสินค้าคดีนี้ โจทก์จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายกัน หรือได้มีหลักฐานการซื้อขายเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายโจทก์หรือจำเลยผู้ต้องรับผิดไว้เป็นสำคัญไว้ แต่ได้ความว่าโจทก์ได้ส่งสินค้าตามฟ้องให้จำเลยรับไปแล้วตามที่จำเลยสั่งซื้อ อันถือได้ว่าได้มีการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายคือโจทก์ส่งมอบสินค้าให้จำเลยไปแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับให้จำเลยชำระราคาสินค้าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456... "

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และให้ยกคำสั่งที่ให้ยกเลิกประเด็นข้อพิพาทข้อ (2) และข้อ (3) ด้วย ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้จำเลยนำพยานหลักฐานเข้าสืบต่อในประเด็นข้อพิพาททั้งสองจนสิ้นกระแสความก่อนแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ครีเอทีฟ เทคโนโลยี จำกัด
จำเลย — บริษัท ไทยซอฟท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6443/2544
#69646
เปิดฉบับเต็ม

ในสัญญาซื้อขายนั้นนอกจากผู้ขายมีหน้าที่ต้องส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายให้แก่ผู้ซื้อแล้ว ผู้ซื้อก็มีหน้าที่ต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขายเป็นการตอบแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 486 เมื่อจำเลยให้การยอมรับว่าได้ซื้อสินค้าตามฟ้องโจทก์จริง จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระราคาสินค้าที่ซื้อให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาที่โจทก์ให้สินเชื่อแก่จำเลย การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยไม่มีภาระหน้าที่จะต้องชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์ โดยอ้างเหตุว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาที่ตั้งให้จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์แต่ผู้เดียวในประเทศไทยแล้วโจทก์กลับจำหน่ายสินค้าให้แก่นิติบุคคลหลายรายในประเทศไทยในราคาที่ต่ำกว่าจำหน่ายให้แก่จำเลย ทั้งโจทก์ได้รับประกันสินค้าเป็นเวลา 1 ปี นับจากวันที่ ผู้ซื้อสินค้ารับสินค้าไปแต่โจทก์บ่ายเบี่ยงไม่ดำเนินการเปลี่ยนสินค้าให้ใหม่โดยไม่คิดมูลค่า จึงเป็นการที่จำเลยได้ยกข้อต่อสู้ขึ้นมาใหม่เพื่อปัดความรับผิดที่จะไม่ชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม เกี่ยวกับการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาห้าร้อยบาทหรือกว่านั้นขึ้นไปนั้น เมื่อได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว ก็ย่อมฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ โจทก์ได้ส่งมอบสินค้าตามฟ้องให้จำเลยรับไปแล้วตามที่จำเลยสั่งซื้อ ถือได้ว่าได้มีการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายให้จำเลยไปแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับให้จำเลยชำระราคาสินค้าได้

ในการติดต่อซื้อขายสินค้า โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาจัดจำหน่าย (DISTRIBUTION AGREEMENT) กันครั้งแรกตั้งแต่ปี 2537 และครั้งหลังสุดได้ทำสัญญาจัดจำหน่ายในปี 2540 โดยการตั้งจำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ในประเทศไทย และโจทก์รับประกันที่จะซ่อมแซมหรือเปลี่ยนสินค้าสำหรับสินค้าที่จำเลยส่งคืนในกรณีที่จำเลยขายสินค้าให้แก่ลูกค้าแล้วเกิดชำรุดบกพร่องในระยะเวลาประกัน 1 ปี ตามสัญญาในเรื่องคืนสินค้าที่ชำรุดบกพร่องระบุว่า ให้ปฏิบัติตามนโยบายของโจทก์เกี่ยวกับการคืนสินค้าที่ชำรุดบกพร่อง (Returned Merchandise Authority หรือ RMA Policy) การที่จำเลยจะขอนำสืบถึงการซื้อสินค้าคดีนี้ว่ามีข้อตกลงกันไว้ดังกล่าวและโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญานั้น จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะนำสืบได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 94

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จดทะเบียนและมีสำนักงานอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ประกอบธุรกิจผลิต ค้าและซ่อมแซมเครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อมูลและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ โจทก์มอบอำนาจให้นางสาววารี ชินสิริกุล และหรือนายสุเมธ บุญรัตพันธุ์ ฟ้องคดีแทน จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายไทย ประกอบกิจการค้าเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องมือ เครื่องใช้และอุปกรณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์โดยสั่งซื้ออุปกรณ์เกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์หลายครั้งในระหว่างประมาณเดือนมิถุนายน ๒๕๔๐ ถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๔๐ กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๐ จำเลยสั่งซื้อสินค้าตามใบกำกับภาษี เลขที่ ๑๔๘๖๐๔ เป็นเงินราคา ๒๐๖,๔๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ ตามใบกำกับภาษี เลขที่ ๑๔๘๖๖๘ เป็นเงิน ๑๙๒,๘๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ตามใบกำกับภาษี เลขที่ ๑๔๙๔๓๒, ๑๔๙๔๓๓ และ ๑๔๙๔๓๔ รวมเป็นเงิน ๑๑๑,๗๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ตามใบกำกับภาษี เลขที่ ๑๔๙๕๒๘ เป็นเงิน ๓๒,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ และวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๔๐ ตามใบกำกับภาษี เลขที่ ๑๔๙๘๕๖, ๑๔๙๘๕๗ และ ๑๔๙๘๕๙ รวมเป็นเงิน ๕๐๗,๙๗๕ ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงินค่าสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อจากโจทก์ทั้งสิ้น ๑,๐๕๐,๘๗๕ ดอลลาร์สหรัฐ โดยจำเลยตกลงชำระราคาสินค้าแก่โจทก์ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ระบุในใบกำกับภาษีแต่ละครั้ง โจทก์ตกลงขายและจัดส่งสินค้าดังกล่าวจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ให้จำเลยในประเทศไทยโดยทางอากาศและทางเรือ ซึ่งจำเลยผู้ซื้อได้รับสินค้าแล้วครบถ้วนในสภาพเรียบร้อย แต่เมื่อถึงกำหนดเวลาชำระราคา จำเลยผิดนัดไม่ชำระ โจทก์เรียกร้องและมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉย อย่างไรก็ดี โจทก์ตกลงให้ส่วนลดพิเศษแก่จำเลยเป็นเงิน ๕๓,๕๓๗.๘๘ ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อหักส่วนลดแล้ว จำเลยคงค้างค่าสินค้าจำนวน ๙๙๗,๓๓๗.๑๒ ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละ ๑ ต่อเดือน คำนวณดอกเบี้ยในหนี้รายการแรกถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๓๓,๑๑๔.๔๘ ดอลลาร์สหรัฐ รวมกับเงินต้นเป็นเงิน ๒๓๙,๕๑๔.๔๘ ดอลลาร์สหรัฐ คำนวณในหนี้รายการที่ ๒ ถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย ๓๐,๖๗๘.๙๗ ดอลลาร์สหรัฐ รวมกับเงินต้นเป็นเงิน ๒๒๓,๔๗๘.๙๗ ดอลลาร์สหรัฐ คำนวณในหนี้รายการที่ ๓ ถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย ๑๖,๖๓๕.๖๕ ดอลลาร์สหรัฐ รวมกับเงินต้นเป็นเงิน ๑๒๘,๓๓๕.๖๕ ดอลลาร์สหรัฐ คำนวณในหนี้รายการที่ ๔ ถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย ๔,๗๐๒.๖๘ ดอลลาร์สหรัฐ รวมกับเงินต้นเป็นเงิน ๓๖,๗๐๒.๖๘ ดอลลาร์สหรัฐ และคำนวณในหนี้รายการที่ ๕ ถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย ๗๐,๙๗๗.๓๓ ดอลลาร์สหรัฐ รวมกับเงินต้นเป็นเงิน ๕๗๘,๙๕๒.๓๓ ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์จนถึงวันฟ้องทั้งสิ้น ๑,๒๐๖,๙๘๔.๑๑ ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อหักส่วนลดที่โจทก์ตกลงลดให้จำเลย จำนวน ๕๓,๕๓๗.๘๘ ดอลลาร์สหรัฐ แล้ว จำเลยคงค้างชำระหนี้โจทก์ทั้งสิ้น ๑,๑๕๓,๔๔๖.๒๓ ดอลลาร์สหรัฐ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๑,๑๕๓,๔๔๖.๒๓ ดอลลาร์สหรัฐ และชำระดอกเบี้ยร้อยละ ๑ ต่อเดือน ในเงินต้น ๙๗๗,๓๓๗.๑๒ ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะนายซิม วอง ฮู และนายซี ซี ถัง ไม่มีอำนาจลงนามพร้อมประทับตราสำคัญของโจทก์ ไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ดังนั้นนางสาววารี ชินสิริกุล และหรือนายสุเมธ บุญรัตพันธุ์ จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ จำเลยรับว่าเป็นลูกค้าของโจทก์และสั่งซื้อสินค้าตามฟ้องจริง แต่มีเงื่อนไขในการซื้อว่าโจทก์ตกลงแต่งตั้งให้จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยแล้วโจทก์ผิดสัญญาโดยจำหน่ายสินค้าประเภทเดียวกับที่จำหน่ายให้จำเลยให้นิติบุคคลหลายรายในประเทศไทยในราคาที่ต่ำกว่าที่จำหน่ายให้จำเลยทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขให้โจทก์รับประกันการซ่อมและเปลี่ยนตัวสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อจากโจทก์เป็นเวลา ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้ซื้อสินค้าจากจำเลยรับสินค้าไป แต่โจทก์บ่ายเบี่ยงไม่เปลี่ยนสินค้าให้ลูกค้าของจำเลย โดยให้จำเลยเปลี่ยนสินค้าชนิดเดียวกันที่คุณภาพสูงกว่าให้ลูกค้าไป ทั้งยังมีสินค้าบางรายการที่โจทก์แจ้งหลังจากจำหน่ายให้จำเลยแล้วว่าโจทก์หยุดให้บริการหลังการขายเพราะสินค้าบกพร่อง การที่โจทก์ปฏิบัติผิดเงื่อนไขสัญญาดังกล่าวทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเป็นมูลค่าประมาณ ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และยังเสียหายต่อไปอีกในอนาคต โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินค้าจากจำเลย จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ค่าสินค้าและดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า (๑) โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ (๒) จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายหรือไม่ (๓) จำเลยต้องชำระเงินให้โจทก์เพียงใด โดยเห็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง จำเลยปฏิเสธภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ และให้โจทก์นำสืบก่อนแล้วให้จำเลยสืบแก้ต่อมาเมื่อโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนหมดพยานโจทก์แล้ว ในระหว่างสืบพยานจำเลย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้สอบถามโจทก์จำเลยเกี่ยวกับที่จำเลยขอให้หมายเรียกกรรมการผู้จัดการของบริษัท เอ แอนด์ แอล คอมพิวเตอร์ จำกัด มาสอบถามเกี่ยวกับการที่โจทก์ขายสินค้าให้บริษัท เอ แอนด์ แอล คอมพิวเตอร์ จำกัด ในราคาที่ต่ำกว่าขายให้แก่จำเลยอันเป็นการผิดสัญญาที่ตกลงไว้กับจำเลย ซึ่งเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังคำแถลงของโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยนั้น ในประเด็นข้อพิพาทที่ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายหรือไม่คลาดเคลื่อน น่าจะเป็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยกล่าวอ้างขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมควรตกแก่จำเลย อย่างไรก็ดีสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์เป็นราคา ๕๐๐ บาท หรือกว่านั้น ซึ่งทำกันเป็นหนังสือ มีทั้งโจทก์ จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในสัญญาต้องตามบทบัญญัติมาตรา ๔๕๖ วรรคสอง และวรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ว่าสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาห้าร้อยบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงตามมาตรา ๙๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งคู่ความ (รวมทั้งจำเลย) จะขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างหนึ่งอย่างใด เมื่อนำเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอีกไม่ได้โดยไม่เข้าข้อยกเว้นตามวรรคท้ายของมาตรา ๙๔ ที่ว่า เป็นการนำสืบว่าเอกสารไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายตีความหมายผิด เพราะในคำให้การของจำเลยไม่ปรากฏข้อต่อสู้ดังนี้ไว้ ฉะนั้น ถึงแม้จะเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นมากล่าวอ้างใหม่และมีภาระการพิสูจน์ แต่จำเลยก็ไม่มีสิทธินำพยานบุคคลมาสืบประกอบตามภาระการพิสูจน์ จึงไม่จำต้องตั้งประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว ส่วนประเด็นข้อพิพาทที่ว่าจำเลยต้องชำระเงินให้โจทก์เพียงใดนั้น เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องราคาสินค้าจากจำเลย และจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระราคาสินค้าพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามฟ้อง แต่เมื่อไม่จำเป็นต้องตั้งประเด็นว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเสียแล้วก็ไม่จำเป็นต้องตั้งประเด็นนี้อีก จึงให้ยกเลิกประเด็นข้อพิพาททั้งสองนี้ คดีคงเหลือประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องสืบพยานจำเลยเกี่ยวกับประเด็นที่ยกเลิกแล้ว ส่วนประเด็นข้อพิพาทที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ทนายจำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน และได้คัดค้านคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้ว

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๑๕๓,๔๔๖.๒๓ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑ ต่อเดือน ในเงินต้น ๙๗๗,๓๓๗.๑๒ ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มีคำสั่งยกเลิกประเด็นข้อพิพาททั้งสอง ดังกล่าวชอบหรือไม่ เห็นว่า ในสัญญาซื้อขายนั้นนอกจากผู้ขายมีหน้าที่ต้องส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายให้แก่ผู้ซื้อแล้ว ผู้ซื้อก็มีหน้าที่ต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขายเป็นการตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๘๖ ดังนั้น เมื่อจำเลยให้การยอมรับว่าได้ซื้อสินค้าตามฟ้องโจทก์จริง จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระราคาสินค้าที่ซื้อให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาที่โจทก์ให้สินเชื่อแก่จำเลย การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยไม่มีภาระหน้าที่จะต้องชำระราคาสินค้าที่ซื้อขายกันให้แก่โจทก์ โดยอ้างเหตุว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาที่ตั้งให้จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์แต่ผู้เดียวในประเทศไทยแล้วโจทก์กลับจำหน่ายสินค้าให้แก่นิติบุคคลหลายรายในประเทศไทยในราคาที่ต่ำกว่าจำหน่ายให้แก่จำเลย ทั้งโจทก์ได้รับประกันสินค้าเป็นเวลา ๑ ปี นับจากวันที่ผู้ซื้อสินค้ารับสินค้าไปแต่โจทก์บ่ายเบี่ยงไม่ดำเนินการเปลี่ยนสินค้าให้ใหม่โดยไม่คิดมูลค่า จึงเป็นการที่จำเลยได้ยกข้อต่อสู้ขึ้นมาใหม่เพื่อปัดความรับผิดที่จะไม่ชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยดังเช่นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว แต่การที่จำเลยจะนำพยานเข้าสืบไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคลหรือพยานเอกสารถึงการซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์จำเลยตามฟ้องนั้นว่ามีข้อตกลงกันไว้ดังกล่าวและโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ ดังเช่นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรคสองและวรรคสามเกี่ยวกับการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาห้าร้อยบาทหรือกว่านั้นขึ้นไปนั้น นอกจากจะบัญญัติให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้แล้ว ยังได้บัญญัติไว้อีกว่า "?หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว?" ก็ย่อมฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้เช่นกัน ซึ่งตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์แม้จะไม่ได้ความว่าในการสั่งซื้อสินค้าคดีนี้ โจทก์จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายกัน หรือได้มีหลักฐานการซื้อขายเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายโจทก์หรือจำเลยผู้ต้องรับผิดไว้เป็นสำคัญไว้ แต่ได้ความว่าโจทก์ได้ส่งสินค้าตามฟ้องให้จำเลยรับไปแล้วตามที่จำเลยสั่งซื้อ อันถือได้ว่าได้มีการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายคือโจทก์ส่งมอบสินค้าให้จำเลยไปแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับให้จำเลยชำระราคาสินค้าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ ซึ่งในการที่โจทก์จำเลยติดต่อ ซื้อขายสินค้าตามฟ้องกันนี้ได้ความตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายชัย โฮ ยี หรือจาสเปอร์ ชัน ว่าโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาจัดจำหน่าย (DISTRIBUTION AGREEMENT) กันครั้งแรกตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ และครั้งหลังสุด ได้ทำสัญญาจัดจำหน่ายในปี ๒๕๔๐ ตามเอกสารหมาย จ. ๑๔ โดยการตั้งจำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ในประเทศไทย และโจทก์รับประกันที่จะซ่อมแซมหรือเปลี่ยนสินค้าสำหรับสินค้าที่จำเลยส่งคืนในกรณีที่จำเลยขายสินค้าให้แก่ลูกค้าแล้วเกิดชำรุดบกพร่องในระยะเวลาประกัน ๑ ปี ตามข้อ ๔.๓ เอกสารหมาย จ. ๑๔ ซึ่งระบุในเรื่องคืนสินค้าที่ชำรุดบกพร่องว่าให้ปฏิบัติตามนโยบายของโจทก์เกี่ยวกับการคืนสินค้าที่ชำรุดบกพร่อง (Returned Merchandise Authority หรือ RMA Policy) เอกสารหมาย จ. ๑๓ ดังนั้น การที่จำเลยจะขอนำสืบถึงการซื้อสินค้าคดีนี้ว่ามีข้อตกลงกันไว้ดังกล่าว และโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญานั้น จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะนำสืบตามประเด็นข้อพิพาทข้อ (๒) ได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และให้ยกคำสั่งที่ให้ยกเลิกประเด็นข้อพิพาทข้อ (๒) และข้อ (๓) ด้วย ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้จำเลยนำพยานหลักฐานเข้าสืบต่อในประเด็นข้อพิพาททั้งสองจนสิ้นกระแสความก่อนแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 486
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทครีเอทีฟ เทคโนโลยี จำกัด
จำเลย — บริษัทไทยซอฟท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวันชัย ศศิโรจน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6434/2544
#43343
เปิดฉบับเต็ม

แม้พฤติการณ์ในการประวิงคดีจะสืบเนื่องมาจากการกระทำของทนายความ แต่จำเลยก็ต้องรับรู้และหาหนทางแก้ไขในฐานะที่เป็นผู้แต่งตั้งทนายความให้กระทำการแทนตน เมื่อจำเลยเพิกเฉยปล่อยให้ทนายความของตนที่ยืนยันว่าไม่อาจมาศาลได้ในวันนัดสืบพยานโจทก์ที่ศาลชั้นต้นนัดไว้ล่วงหน้าทั้งสามครั้ง ยังคงรับผิดชอบคดีของตนต่อไปอีก ถือได้ว่าเป็นการประวิงคดี ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีนั้นชอบแล้ว

บริษัท ส. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยร่วมและโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินแล้วสร้างสถานีบริการจำหน่ายน้ำมัน โดยมีบริษัท ส. ร่วมลงทุนและเป็นผู้บริหารสถานีบริการจำหน่ายน้ำมัน ต่อมาจำเลยร่วมเสนอเงื่อนไขขอเป็นผู้บริหารโดยตกลงชำระเงินร่วมลงทุนแก่โจทก์ แต่จำเลยร่วมไม่อาจชำระเงินร่วมลงทุนได้ครบถ้วนจึงเสนอให้จำเลยเป็นผู้ร่วมลงทุนแทน ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญคือ จำเลยต้องเปิดบัญชีกับโจทก์และจัดตั้งเป็นนิติบุคคลรวมทั้งต้องชำระเงินร่วมลงทุนที่จำเลยร่วมค้างชำระจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่โจทก์เสียก่อน แต่จำเลยก็ไม่อาจปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ครบถ้วน ดังนั้น สัญญาร่วมลงทุนระหว่างโจทก์และจำเลยยังมิได้มีต่อกัน เพราะข้อความแห่งสัญญาอันโจทก์ได้แสดงไว้ว่าเป็นสาระสำคัญซึ่งจะต้องตกลงกันหมดทุกข้อนั้นยังมิได้ตกลงกันได้หมดทุกข้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 366 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงอยู่ในที่ดินและเข้าบริหารสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันโดยไม่มีสิทธิ โจทก์ย่อมฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้จนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดิน

จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์เนื่องจากจำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันแม้มีอยู่จริงตามข้ออ้าง ก็มิใช่เป็นผลโดยตรงและโดยใกล้ชิดจากการกระทำของโจทก์ หากเกิดจากการที่จำเลยยอมตนเข้าเสี่ยงภัยรับภาระแทนจำเลยร่วม โดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยร่วมไม่มีสิทธิที่จะทำข้อตกลงให้จำเลยเข้าบริหารกิจการสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันได้โดยลำพังตนเอง ดังนั้น หากมีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้น จำเลยก็ต้องว่ากล่าวเอาแก่จำเลยร่วมซึ่งเป็นคู่สัญญาของตน หาใช่มาเรียกร้องเอาแก่โจทก์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซของคาลเท็กซ์ เลขที่ 162 หมู่ที่ 3 ถนนเพชรเกษม อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง และให้หยุดใช้สถานีบริการดังกล่าวและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ พร้อมทั้งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายจำนวน 1,842,800 บาท และชำระค่าเสียหายอีกจำนวนเดือนละ 105,350 บาท แก่โจทก์ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารออกจากสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันดังกล่าวเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ยินยอมให้จำเลยทั้งสองดำเนินกิจการในสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันและส่งน้ำมันให้จำเลยที่ 1ต่อไป ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 2,351,789.30บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คิดจากต้นเงินจำนวน1,866,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะยอมส่งน้ำมันตามที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อ และยอมให้จำเลยทั้งสองดำเนินกิจการในสถานีบริการจำหน่ายน้ำมัน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

ระหว่างการพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย หรือขอให้เรียกนายธนัตต์ ตันลือเกียรติ เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(3) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกนายอนันต์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่ในที่ดินและสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซของคาลเท็กซ์ของโจทก์โดยละเมิด สัญญาเช่าดำเนินกิจการสถานีบริการดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังไม่เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดในค่าร่วมลงทุนจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ แต่ในส่วนทรัพย์สินของโจทก์ เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากที่ดินและสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่ในที่ดินและสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันของโจทก์โดยไม่มีสิทธิอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ต้องขาดกำไรจากการจำหน่ายน้ำมันรวม 8 เดือน จำนวน509,008 บาท และอีกจำนวนเดือนละ 63,626 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2ต้องรับผิดต่อโจทก์จนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะออกจากสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันของโจทก์ สำหรับค่าเสียหายเนื่องจากการที่จำเลยที่ 1และที่ 2 ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์ไม่มีหลักฐานว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ จำเลยร่วมมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ส่วนตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 เฉพาะค่าเสียหายในส่วนที่จำเลยที่ 1 เข้าปรับปรุงสถานที่และน้ำใช้ในที่ดินกับสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันของโจทก์เท่านั้น ส่วนค่าเสียหายอื่นตามฟ้องแย้งโจทก์ไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2พร้อมบริวารออกจากสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซของคาลเท็กซ์ตามคำฟ้องและให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 509,008 บาท และจำนวนอีกเดือนละ63,626 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1และบริวารจะออกจากสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันดังกล่าว และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะชำระให้แก่จำเลยที่ 1 เสร็จสิ้น ให้ยกฟ้องเฉพาะจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องแย้งและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวนตามฟ้องแย้งแก่จำเลยที่ 1

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวนตามฟ้องแย้งแก่จำเลยที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...แม้พฤติการณ์ในการประวิงคดีจะสืบเนื่องมาจากการกระทำของทนายความ แต่จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับรู้ และหาทางแก้ไขในฐานะที่เป็นผู้แต่งตั้งทนายความให้กระทำการแทนตนเมื่อจำเลยที่ 1 เพิกเฉยปล่อยให้ทนายความของตนที่ยืนยันว่าไม่อาจมาศาลได้ในวันนัดสืบพยานโจทก์ที่ศาลชั้นต้นนัดไว้ล่วงหน้าทั้งสามครั้งยังคงรับผิดชอบคดีของตนต่อไปอีก ถือได้ว่าเป็นการประวิงคดีที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาเป็นประการต่อไปว่า โจทก์ไม่อาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ได้ เพราะโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิอยู่ในที่ดินและสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซของคาลเท็กซ์เป็นเวลา 15 ปี กับมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ตามฟ้องแย้งด้วยนั้น ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 และมอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดูแลที่ดินที่ตั้งสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันดังกล่าว โดยเดิมที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยร่วมจำเลยร่วมขายที่ดินนั้นให้บริษัทสตาร์โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งอยู่ในเครือของโจทก์ โจทก์เช่าที่ดินนั้นแล้วเข้าดำเนินการก่อสร้างสถานีบริการจำหน่ายน้ำมัน ต่อมาบริษัทดังกล่าวเข้าบริหารงานในสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันนั้นโดยชำระเงินร่วมลงทุนให้โจทก์ จากนั้นจำเลยร่วมเข้าบริหารงานในสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันดังกล่าวแทนและสัญญาจะชำระเงินร่วมลงทุนแก่โจทก์ แต่ไม่ชำระ ต่อมาจำเลยร่วมให้จำเลยที่ 1 ร่วมลงทุนด้วยและจะชำระเงินที่ค้างให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 1กลับต้องการซื้อที่ดินนั้นคืน หากโจทก์ไม่ขาย ก็จะไม่ร่วมลงทุนด้วยอย่างไรก็ดี ต่อมาจำเลยที่ 1 ตกลงจะเข้าร่วมลงทุนด้วย โจทก์จึงอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เข้าดำเนินกิจการในสถานีบริการจำหน่ายน้ำมัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ก็ขอผัดผ่อนการชำระเงินร่วมลงทุนแต่โจทก์ไม่ยินยอมและแจ้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันของโจทก์แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉย โจทก์จึงหยุดส่งน้ำมันให้จำเลยที่ 1ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามคำฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับความเสียหาย ไม่อาจเรียกค่าเสียหายตามฟ้องแย้งจากโจทก์ได้ส่วนจำเลยที่ 1นำสืบว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลกิจการในสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันดังกล่าว จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อที่ดินพร้อมสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันนั้นจากจำเลยร่วมโดยจำเลยร่วมแจ้งว่าได้ขายที่ดินดังกล่าวแก่บริษัทสตาร์โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์เพื่อประกันหนี้ที่จำเลยร่วมมีต่อโจทก์ และโจทก์ตกลงให้จำเลยร่วมซื้อที่ดินและสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันนั้นคืนได้ภายใน 3 ปี ต่อมาโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินและสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันจากโจทก์โดยตรง จำเลยที่ 1 ไม่ยอม โจทก์จึงให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำมันให้โจทก์ ต่อมาโจทก์ไม่ตกลงขายที่ดินและสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันแก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายน้ำมันของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ยินยอม โจทก์ไม่ส่งน้ำมันให้จำเลยที่ 1เป็นต้นมาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายตามฟ้องแย้ง เห็นว่าจำเลยที่ 1 อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานยอมรับว่า จำเลยร่วมได้โอนขายที่ดินที่ตั้งสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซของคาลเท็กซ์ให้บริษัทสตาร์โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งอยู่ในเครือของโจทก์ เพื่อค้ำประกันหนี้ที่จำเลยร่วมเป็นหนี้โจทก์อยู่จำนวน 2,500,000 บาท แต่ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.12 ว่าจำเลยที่ 1 ก็ยังทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างและทำสัญญาซื้อขายธุรกิจน้ำมันกับจำเลยร่วมโดยจำเลยที่ 1 วางเงินมัดจำค่าที่ดินให้แก่จำเลยร่วม และปรากฏข้อเท็จจริงตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายยอมรับกันว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าบริหารกิจการในสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันในนามของจำเลยที่ 2ทั้งที่จำเลยร่วมไม่มีอำนาจโอนขายที่ดินและโอนการบริหารกิจการสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันที่ตั้งอยู่ในที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ได้พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 จึงเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ที่ยืนยันว่า บริษัทสตาร์โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ได้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากจำเลยร่วม ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินและโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.19 และโจทก์เป็นผู้สร้างสถานีบริการจำหน่ายน้ำมัน โดยมีบริษัทสตาร์โฮลดิ้งส์ จำกัด ร่วมลงทุนและเป็นผู้บริหารสถานีบริการจำหน่ายน้ำมัน ต่อมาจำเลยร่วมเสนอเงื่อนไขขอเป็นผู้บริหารโดยตกลงชำระเงินร่วมลงทุนแก่โจทก์ แต่ในที่สุดจำเลยร่วมไม่อาจชำระเงินร่วมลงทุนได้ครบถ้วน จึงเสนอให้จำเลยที่ 1เป็นผู้ร่วมลงทุนแทน ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญ คือ จำเลยที่ 1 ต้องเปิดบัญชีกับโจทก์และจัดตั้งเป็นนิติบุคคลรวมทั้งต้องชำระเงินร่วมลงทุนที่จำเลยร่วมค้างชำระจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่โจทก์เสียก่อนแต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ครบถ้วน ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงปรากฏชัดแจ้งว่า สัญญาร่วมลงทุนระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังมิได้มีต่อกัน เพราะข้อความแห่งสัญญาอันโจทก์ได้แสดงไว้ว่าเป็นสาระสำคัญซึ่งจะต้องตกลงกันหมดทุกข้อนั้นยังมิได้ตกลงกันได้หมดทุกข้อ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในที่ดินดังกล่าวและเข้าบริหารกิจการในสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันในที่ดินนั้นโดยไม่มีสิทธิ โจทก์ย่อมฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ได้จนกว่าจำเลยที่ 1จะออกจากที่ดินที่ตั้งสถานีบริการจำหน่ายน้ำมัน ส่วนที่จำเลยที่ 1ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์อันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันที่ตั้งอยู่ในที่ดินดังกล่าวนั้น เห็นว่า ความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ได้รับแม้มีอยู่จริงตามข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ก็มิใช่เป็นผลโดยตรงและโดยใกล้ชิดจากการกระทำของโจทก์ หากเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ยอมตนเข้าเสี่ยงภัยรับภาระแทนจำเลยร่วม โดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยร่วมไม่มีสิทธิที่จะทำข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 เข้าบริหารกิจการสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันได้โดยลำพังตนเอง ดังนั้น หากมีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้น จำเลยที่ 1ก็ต้องว่ากล่าวเอาแก่จำเลยร่วมซึ่งเป็นคู่สัญญาของตนหาใช่มาเรียกร้องเอาแก่โจทก์ไม่ เหตุนี้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 1พร้อมให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 ม. 366
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท น้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด
จำเลย — นาย สมพงษ์ ชวาลตันพิพัทธ์ กับพวก
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — นาย ธนัตต์ ตันลือเกียรติ
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6432/2544
#496039
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิการเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสของโจทก์ที่ 1 กับ น. แม้จะปรากฏว่า น. โอนสิทธิการเช่าดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่การโอนดังกล่าวมิใช่การโอนโดยเสน่หา น. จึงสามารถกระทำได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 (5) โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 กับ น. เมื่อ น. ถึงแก่ความตาย ก็ไม่มีสิทธิการเช่าตกทอดเป็นมรดกแก่โจทก์ที่ 2 ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ ขาดองค์ประกอบความผิดที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งรับโอนสิทธิการเช่าต่อมาจากจำเลยที่ 1 ให้ร่วมรับผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตาม ป.อ. มาตรา 350

เมื่อคดีที่โจทก์ฟ้องไม่มีมูลความผิดทางอาญา คำขอส่วนแพ่งของโจทก์ทั้งสองย่อมไม่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350 เพิกถอนสัญญาเช่าที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสี่ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ กับให้จำเลยทั้งสี่ส่งมอบการครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าหนี้และมีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับนายนิกรเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2528 มีบุตร 1 คน คือโจทก์ที่ 2 ระหว่างการสมรสนายนิกรทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับวัดกิตติสังฆาราม (วัดกะตะ) เพื่อดำเนินการเปิดร้านอาหาร ตามสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2530 สิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างนายนิกรกับโจทก์ที่ 1 วันที่ 25 มีนาคม 2536 นายนิกรหย่ากับโจทก์ที่ 1 โดยยังไม่มีการแบ่งสินสมรส วันที่ 17 มีนาคม 2541 นายนิกรจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 และนายนิกรถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2541 ก่อนหย่ากับโจทก์ที่ 1 นายนิกรโอนสิทธิการเช่าข้างต้นให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ให้ความยินยอม และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับวัดกิตติสังฆาราม (วัดกะตะ) ขึ้นใหม่ ลงวันที่ 1 มกราคม 2536 โจทก์ที่ 1 ทราบเรื่องเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2541 จึงมอบให้ทนายความแจ้งเป็นหนังสือลงวันที่ 4 สิงหาคม 2541 ไปยังจำเลยที่ 1 ระบุว่าจำเลยที่ 1 สมคบกับนายนิกรโอนสิทธิการเช่าซึ่งเป็นสินสมรสในส่วนของโจทก์ที่ 1 ด้วยให้แก่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบสิทธิการเช่าพร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างในที่ดินคืนแก่โจทก์ที่ 1 เพื่อจัดการแบ่งปันให้แก่ทายาทต่อไป และวันเดียวกันนั้นโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งเป็นหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้ระงับการรับโอนสิทธิการเช่าจากจำเลยที่ 1 ไว้ชั่วคราว จนกว่าคดีที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 1 จะถึงที่สุด แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย และในวันที่ 23 กันยายน 2541 อันเป็นวันเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ในนามวัดกิตติสังฆาราม (วัดกะตะ) ก็ได้ทำสัญญาเช่าขึ้นใหม่กับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้กระทำการแทน ศาลฎีกาเห็นว่า ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว แม้นายนิกรโอนสิทธิการเช่าอันเป็นสินสมรสระหว่างนายนิกรกับโจทก์ที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในระหว่างที่นายนิกรกับโจทก์ที่ 1 ยังเป็นสามีภริยาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 แต่ก็ไม่ปรากฏว่า นายนิกรโอนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยที่ 1 ในลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หา กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (5) ที่นายนิกรกับโจทก์ที่ 1 ในฐานะสามีภริยาจะต้องจัดการสินสมรสสิทธิการเช่าร่วมกัน หรือนายนิกรต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 ในการโอนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าระหว่างนายนิกรกับจำเลยที่ 1 ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1480 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ และจำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิโอนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อไปได้ โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ ส่วนโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายนิกรนั้น เมื่อวินิจฉัยมาแล้วว่าโจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าระหว่างนายนิกรกับจำเลยที่ 1 ครั้นนายนิกรถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาจึงไม่มีสิทธิการเช่าตกทอดเป็นมรดกของนายนิกรแก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ไม่มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ของนายนิกรและจำเลยทั้งสี่ที่จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนจึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำเลยทั้งสี่ไม่มีความผิดตามฟ้อง คดีของโจทก์ทั้งสองไม่มีมูล คำขอส่วนแพ่งของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้เกิดจากการกระทำความผิดทางอาญา คดีนี้ย่อมไม่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1476 (5) ม. 1480
ป.อ. ม. 350
ป.วิ.อ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุวิมล สืบจุ้ยหรือตุงคะเสระนีย์ กับพวก
จำเลย — นายถนอม สืบจุ้ยหรือเยาวรสหรือขันภักดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางมนสิการ ดิษเณร วัชชวัลคุ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา