คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6565/2544
#41293
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ให้ฟ้องคดีแทนทำขึ้นที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งได้มีการรับรองว่าได้จัดทำกันขึ้นจริงโดยทนายความโนตารีปับลิกผู้ได้รับอนุญาตแห่งสำนักทนายความซึ่งได้รับอนุญาตจากกระทรวงยุติธรรมของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีให้ทำหน้าที่โนตารีปับลิกแล้ว จึงแสดงว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวได้ทำขึ้นถูกต้องตามบทบัญญัติกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีโดยชอบ ดังนั้น แม้จะได้นำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทยก็ย่อมถือได้ว่าเป็นตราสารที่รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ กรณีไม่จำเป็นต้องอยู่ในบังคับที่ให้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรฯ

คำฟ้องเป็นเพียงการสรุปข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อให้เห็นถึงความเกี่ยวพันกันระหว่างโจทก์และจำเลยตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยได้กระทำการใดให้โจทก์ต้องเสียหายพร้อมคำขอให้บังคับจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์พอที่จำเลยจะเข้าใจและต่อสู้คดีได้เท่านั้นส่วนการที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงการที่จำเลยผิดสัญญาเช่าเหมาระวางเรือข้อใด สินค้าสูญหายหรือเสียหายเท่าใด คิดเป็นเงินเท่าใดโจทก์ชดใช้เงินให้ผู้รับตราส่งไปแล้วเท่าใดและได้ชำระเมื่อใดนั้นมิได้เป็นสาระที่จะเป็นเหตุทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแต่อย่างใดเพราะโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาเช่าเหมาระวางเรือแต่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดใช้ค่าเสียหายต่าง ๆ ตามคำสั่งของศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ

แม้อนุญาโตตุลาการ ณ นครลอนดอน ประเทศอังกฤษยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยก็ตามแต่ก็เป็นคนละส่วนกับคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดของศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ เกี่ยวกับคำร้องของจำเลยที่อ้างว่าโจทก์ส่งหมายเรียกเกี่ยวกับการพิพาทกันในชั้นอนุญาโตตุลาการดังกล่าวให้จำเลยในประเทศไทยโดยมิชอบ ซึ่งถึงที่สุดไปแล้วตามคำสั่งของศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ กำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายให้โจทก์(TheDefendants'paythePlaintiffs'costsinanyevent)คำสั่งของศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์จึงเป็นมูลหนี้ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่าศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วยกคำร้องของจำเลย โดยจำเลยมิได้ต่อสู้ว่าศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ไม่มีอำนาจพิจารณาหรือดำเนินกระบวนพิจารณาขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนอย่างไรหรือไม่ ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้จ่ายไปในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ซึ่งต้องรวมค่าใช้จ่ายที่โนตารีปับลิกรับรองเอกสารในการส่งคำสั่งศาลให้แก่จำเลยด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โจทก์และจำเลยเป็นบุคคลอยู่ในประเทศที่เป็นภาคีสมาชิกแห่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศฉบับนครนิวยอร์ค ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2501 จำเลยทำสัญญาเช่าเหมาระวางเรือเดินทะเล ชื่อ "เจียน จิน" ซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ในขณะนั้นเพื่อใช้ขนสินค้าตกลงว่าหากเกิดข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งระหว่างคู่สัญญาให้เสนอข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งต่ออนุญาโตตุลาการโดยให้กำหนดและกระทำขึ้นที่นครลอนดอน ประเทศอังกฤษ และใช้กฎหมายและหลักปฏิบัติของประเทศอังกฤษบังคับ เมื่อเรือ "เจียน จิน" เดินทางถึงท่าปลายทาง ปรากฏว่าสินค้าข้าวสูญหายไปจำนวนหนึ่ง สินค้าขาดน้ำหนักและเปียกชื้น ศาลเมืองดาการ์พิพากษาให้โจทก์ซึ่งรวมถึงบริษัทโคเรีย แอสเสท เมเนจเม้นท์จำกัด เจ้าของเรือ รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้รับตราส่ง บริษัทดังกล่าวได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้รับตราส่ง โจทก์ซึ่งต้องรับผิดต่อเจ้าของเรือตามข้อตกลงที่ทำไว้ได้ชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดต่อบริษัทดังกล่าวแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าความเสียหายเกิดจากการขนถ่ายและการจัดเก็บที่ผิดพลาด จำเลยในฐานะผู้ขนส่งต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นตามสัญญาเช่าเหมาระวางเรือ โจทก์และจำเลยได้นำข้อพิพาทเสนอให้อนุญาโตตุลาการ ณ นครลอนดอน ประเทศอังกฤษตัดสินชี้ขาดในระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการในชั้นแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการของแต่ละฝ่าย จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า โจทก์ได้ออกหมายเรียกเพื่อประโยชน์ในการใช้มาตรา 27 ของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการค.ศ. 1950 (Arbitration Act 1950) ของประเทศอังกฤษ เกี่ยวกับการขยายระยะเวลาการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการโดยส่งหมายเรียกดังกล่าวออกนอกเขตศาลในประเทศอังกฤษมาให้จำเลยซึ่งมีภูมิลำเนาในประเทศไทย โดยโจทก์มอบหมายให้ตัวแทนโจทก์ในประเทศไทยเป็นผู้ส่งให้แก่จำเลยด้วยตนเองซึ่งจำเลยถือว่าเป็นการส่งหมายเรียกโดยไม่ชอบและไม่ถูกต้องตามกฎหมายไทย ต่อมาศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษได้วินิจฉัยคำร้องของจำเลยและมีคำสั่ง เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2536ว่าการส่งหมายเรียกของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายและให้ยกคำร้องของจำเลย กับสั่งให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าทนายความในชั้นศาลแทนโจทก์ ส่วนกระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการของประเทศอังกฤษในประเด็นพิพาทโดยตรงยังคงดำเนินต่อไปจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในชั้นศาลต่อโจทก์ที่จำเลยต้องรับผิด คือค่าใช้จ่ายที่ศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษกำหนด 10,962.37 ปอนด์สเตอร์ลิงหรือ 432,355.87 บาท ค่าใช้จ่ายในการรับรองเอกสาร 1,030.70ดอลลาร์สหรัฐ กับ 227.50 ปอนด์สเตอร์ลิง คิดเป็นเงินไทยรวม35,410.06 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 467,765.93 บาท(อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 25.65 บาท และ1 ปอนด์สเตอร์ลิง เท่ากับ 39.44 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2536 อันเป็นวันที่ศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ มีคำสั่งถึงวันฟ้องรวม 3 ปี กับ 183 วัน คิดเป็นเงิน 122,836.61 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 590,602.54 บาท ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 590,602.54บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 467,765.93 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า นายไอ.ที.ลี. ไม่มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นายรัฐการ บุญเหนือ ดำเนินคดีแทน ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม จำเลยไม่เคยตกลงให้นำข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งใด ๆ ระหว่างคู่สัญญาเสนอต่ออนุญาโตตุลาการที่นครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ข้าวสารที่โจทก์ขนส่งไม่ได้สูญหายหรือเสียหายหรือเปียกชื้นตามที่โจทก์อ้าง หากศาลเมืองดาการ์มีคำสั่งให้จำเลยชำระหนี้จริง กระบวนพิจารณาของศาลไม่ชอบและไม่อาจอ้างมายันหรือบังคับใช้กับจำเลยได้ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตามฟ้องเพราะอนุญาโตตุลาการยังดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นพิพาทโดยตรงต่อไป ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าเหมาระวางเรือในข้อไหนอย่างไร สินค้าสูญหายหรือเสียหายจำนวนเท่าใด โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้รับตราส่งเป็นเงินเท่าใดและชำระไปเมื่อไร ทำให้จำเลยไม่อาจเข้าใจและต่อสู้คดีได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 467,765.93บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องมิให้เกินจำนวน 122,836.61 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีและมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.3 ให้นายรัฐการ บุญเหนือ ฟ้องจำเลยแทนเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2532 จำเลยทำสัญญาเช่าเหมาระวางเรือเดินทะเลชื่อ "เจียน จิน" จากโจทก์ เพื่อให้บรรทุกข้าวสารบรรจุกระสอบจากท่าเรือเกาะสีชังไปยังท่าเรือปลายทางเมืองดาการ์ ประเทศเซเนกัลตามเอกสารหมาย จ.5 ต่อมาผู้รับตราส่งที่ประเทศเซเนกัลฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์และบริษัทโคเรีย แอสเสท เมเนจเม้นท์ จำกัดให้รับผิดที่สินค้าข้าวสารเสียหายระหว่างขนส่ง ซึ่งศาลเมืองดาการ์ประเทศเซเนกัล ให้โจทก์และบริษัทโคเรีย แอสเสท เมเนจเม้นท์ จำกัด รับผิดใช้ค่าเสียหายโจทก์เห็นว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากมิได้เป็นผู้รับขน จึงเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยปฏิเสธโจทก์จึงเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการที่นครลอนดอน ประเทศอังกฤษวินิจฉัยตามข้อกำหนดในเอกสารหมาย จ.5 ระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการดังกล่าว จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ (The High Court of Justice Queen"sBench Division Commercial Court) ว่า โจทก์ส่งหมายเรียกให้จำเลยเกี่ยวกับการพิพาทกันในชั้นอนุญาโตตุลาการดังกล่าวนั้นไม่ชอบ ซึ่งศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าใช้จ่ายแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.8

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาประการแรกว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 นั้น แม้จะทำในต่างประเทศก็ตามแต่เมื่อนำมาใช้ในประเทศไทยก็ต้องปิดอากรแสตมป์ด้วย เพราะหนังสือมอบอำนาจที่ทำในประเทศไทยยังต้องปิดอากรแสตมป์ทั้งตามประมวลรัษฎากรฯ ไม่มีข้อยกเว้นว่าหนังสือมอบอำนาจที่ทำในต่างประเทศแล้วนำมาใช้ในประเทศไทย ไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ การที่โจทก์ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามกฎหมายดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่สามารถอ้างเป็นพยานในศาลได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ที่โจทก์ให้นายรัฐการ บุญเหนือ ฟ้องคดีนี้แทนไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ตามอัตราในบัญชีท้ายประมวลรัษฎากรก็ตาม แต่ปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 โจทก์ทำขึ้นที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ได้มีการรับรองว่าได้จัดทำกันขึ้นจริงโดยทนายความโนตารีปับลิกผู้ได้รับอนุญาตแห่งสำนักทนายความลีแอนด์โกซึ่งเป็นสำนักงานที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงยุติธรรมของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีให้ทำหน้าที่โนตารีปับลิกแล้ว จึงแสดงว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ได้ทำขึ้นถูกต้องตามบทบัญญัติกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีโดยชอบ ดังนั้น แม้จะได้นำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทยก็ย่อมถือได้ว่าเป็นตราสารที่รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ กรณีไม่จำเป็นต้องอยู่ในบังคับที่ให้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรอีกดังเช่นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว นายรัฐการบุญเหนือ จึงมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้

ที่จำเลยฎีกาประการที่สองในเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้นเห็นว่า คำฟ้องเป็นเพียงการสรุปข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อให้เห็นถึงความเกี่ยวพันกันระหว่างโจทก์และจำเลยตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยได้กระทำการใดให้โจทก์ต้องเสียหายพร้อมคำขอให้บังคับจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์พอที่จำเลยจะเข้าใจและต่อสู้คดีได้เท่านั้นการที่โจทก์บรรยายคำฟ้องว่าจำเลยเช่าเหมาระวางเรือจากโจทก์ไปขนข้าวสารที่ท่าเรือเกาะสีชังไปส่งที่ประเทศเซเนกัล แต่มีข้าวสารบางส่วนเสียหาย ผู้รับตราส่งจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์กับพวกศาลเมืองดาการ์ ประเทศเซเนกัลพิพากษาให้โจทก์กับพวกต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายซึ่งโจทก์ได้ชำระค่าเสียหายไปแล้ว โจทก์เห็นว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดต่อผู้รับตราส่งตามสัญญาที่ทำกับจำเลย จึงได้ทวงถามให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยปฏิเสธ โจทก์จำเลยไปยื่นข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ประเทศอังกฤษ ตามข้อตกลงในสัญญาเช่าเหมาระวางเรือ ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษให้ชี้ขาดว่าโจทก์ส่งหมายเรียกเกี่ยวกับการพิพาทกันในชั้นอนุญาโตตุลาการประเทศอังกฤษให้จำเลยในประเทศไทยโดยมิชอบ แต่ศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษได้มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยแล้วให้จำเลยใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้แก่โจทก์ โจทก์จึงได้ทวงถามค่าใช้จ่ายตามคำสั่งศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษจากจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย และขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระหนี้ส่วนนี้ให้แก่โจทก์นั้นเป็นคำฟ้องที่โจทก์แสดงให้เห็นโดยแจ้งชัดถึงสภาพแห่งข้อหารวมทั้งข้อที่โจทก์อ้างอาศัยเป็นหลักในการกล่าวหาให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์พร้อมทั้งมีคำขอให้บังคับจำเลยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ส่วนการที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงการที่จำเลยผิดสัญญาเช่าเหมาระวางเรือข้อใดสินค้าสูญหายหรือเสียหายเท่าใด คิดเป็นเงินเท่าใด โจทก์ชดใช้เงินให้ผู้รับตราส่งไปแล้วเท่าใด และได้ชำระเมื่อใดดังเช่นที่จำเลยฎีกานั้นก็มิได้เป็นสาระที่จะเป็นเหตุทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแต่อย่างใดเพราะโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาเช่าเหมาระวางเรือเกี่ยวกับการที่โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้รับตราส่งตามคำพิพากษาของศาลเมืองดาการ์ ประเทศเซเนกัล ซึ่งข้อพิพาทดังกล่าวโจทก์ได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการ ณ นครลอนดอน ประเทศอังกฤษให้พิจารณาตามข้อตกลงในสัญญาเช่าเหมาระวางเรือแล้ว แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่าง ๆ ตามคำสั่งของศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ เกี่ยวกับกรณีที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ ว่าโจทก์ส่งหมายเรียกเกี่ยวกับการพิพาทกันในชั้นอนุญาโตตุลาการดังกล่าวให้แก่จำเลยในประเทศไทยโดยมิชอบซึ่งเป็นคนละกรณีกัน การที่โจทก์บรรยายไว้ดังเช่นที่จำเลยฎีกานั้น คงเป็นเพียงการอ้างให้เห็นความเกี่ยวพันถึงเหตุที่มาที่โจทก์อาศัยเป็นหลักในการกล่าวหาจำเลยให้ต้องรับผิดต่อโจทก์ว่า จำเลยไม่ชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามคำสั่งของศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษ เท่านั้น ซึ่งไม่เป็นการยากที่จำเลยจะเข้าใจคำฟ้องและต่อสู้คดีได้แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมนั้นชอบแล้ว

ที่จำเลยฎีกาประการที่สามว่า จำเลยได้อุทธรณ์เกี่ยวกับกรณีที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้อยู่ในประเทศที่เป็นภาคีสมาชิกแห่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศฉบับนครนิวยอร์คลงวันที่ 10 มิถุนายน 2501 และที่ว่า สินค้าข้าวสารไม่ได้สูญหายหรือเสียหายดังโจทก์ฟ้อง จำเลยไม่เคยผิดสัญญา จำเลยไม่เคยถูกฟ้องที่ศาลเมืองดาการ์ ประเทศเซเนกัล จำเลยไม่เคยได้รับการบอกกล่าวทวงถาม ไม่เคยรับหมายเรียกของศาลดังที่โจทก์อ้าง อันเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบพิสูจน์ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งทางนำสืบของโจทก์มิได้ความดังฟ้องจึงควรที่จะยกฟ้องนั้นเห็นว่า คดีเรื่องนี้โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ตามสัญญาเช่าเหมาระวางเรือแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในกรณีที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษให้มีคำสั่งในกรณีที่จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ส่งหมายเรียกเกี่ยวกับการพิพาทกันในชั้นอนุญาโตตุลาการให้จำเลยในประเทศไทยโดยมิชอบ ดังวินิจฉัยมาแต่ต้นแล้ว ไม่ใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้บังคับจำเลยรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ณ นครลอนดอน ประเทศอังกฤษตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 หมวด 6 ว่าด้วยการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ดังนั้นคดีเรื่องนี้จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้วินิจฉัยทั้งสองกรณี รวมตลอดเรื่องความถูกต้องของสัญญาเช่าเหมาระวางเรือตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใดการที่ศาลล่างทั้งสองไม่หยิบยกข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยขึ้นวินิจฉัยนั้นเป็นการชอบแล้ว

ที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายเกี่ยวกับที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้องเป็นการไม่ชอบว่า แม้ศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ จะมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าทนายความแทนโจทก์ก็ตาม แต่เนื่องจากอนุญาโตตุลาการ ณ นครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ยังมิได้พิจารณาชี้ขาดตามเอกสารหมาย จ.6 ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิด เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุดโจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกค่าทนายความและค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษให้จำเลยชำระ เพราะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ส่วนค่าใช้จ่ายของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 ก็ไม่สามารถเรียกร้องเอาจากจำเลยได้เพราะเป็นค่ารับรองเอกสารที่โจทก์ให้โนตารีปับลิกรับรองเองเพื่อนำเอกสารมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ซึ่งศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ มิได้วินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินส่วนนี้นั้น เห็นว่าแม้อนุญาโตตุลาการ ณ นครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยก็ตาม แต่ก็เป็นคนละส่วนกับคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดของศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษเกี่ยวกับคำร้องของจำเลยที่อ้างว่า โจทก์ส่งหมายเรียกเกี่ยวกับการพิพาทกันในชั้นอนุญาโตตุลาการดังกล่าวให้จำเลยในประเทศไทยโดยมิชอบซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว ตามคำสั่งของศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ กำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายให้โจทก์ (The Defendants'pay the Plaintiffs' costs in any event) ตามเอกสารหมาย จ.8คำสั่งของศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ เองจึงเป็นมูลหนี้และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่าศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วยกคำร้องของจำเลย โดยจำเลยมิได้ต่อสู้ว่าศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษไม่มีอำนาจพิจารณา หรือดำเนินกระบวนพิจารณาขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนอย่างไรหรือไม่ ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้จ่ายไปในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ ตามเอกสารหมาย จ.9ซึ่งต้องรวมค่าใช้จ่ายที่โนตารีปับลิกรับรองเอกสารในการส่งคำสั่งศาลให้แก่จำเลยด้วย ตามเอกสารหมาย จ.10 การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดชำระเงินให้โจทก์ตามฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกประการฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 194
ป.วิ.พ. ม. 172
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฮันจิน ชิปปิ้ง จำกัด
จำเลย — บริษัท มาริเทรด จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6565/2544
#69602
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีและมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศ สาธารณรัฐเกาหลี หนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ทำขึ้นที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีได้มีการรับรองว่าได้จัดทำขึ้นจริง โดยทนายความโนตารีปับลิกผู้ได้รับอนุญาตแห่งสำนักทนายความที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงยุติธรรมของ ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีให้ทำหน้าที่โนตารีปับลิกถูกต้องตามบัทบัญญัติกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีแล้ว แม้โจทก์จะได้นำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทย ก็เป็นตราสารที่รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ กรณีไม่อยู่ในบังคับที่ให้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรอีก

โจทก์บรรยายคำฟ้องว่าจำเลยเช่าเหมาระวางเรือจากโจทก์ไปขนข้าวสารที่ท่าเรือเกาะสีชังไปส่งที่ประเทศเซเนกัล แต่มีข้าวสารบางส่วนเสียหายผู้รับตราส่งจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์กับพวก ศาลเมืองดาการ์ ประเทศเซเนกัลพิพากษาให้โจทก์กับพวกต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายซึ่งโจทก์ได้ชำระค่าเสียหายไปแล้ว โจทก์เห็นว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดต่อผู้รับตราส่งตามสัญญาที่ทำกับจำเลย จึงได้ทวงถามให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยปฏิเสธ โจทก์จำเลยไปยื่น ข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการประเทศอังกฤษ ตามข้อตกลงในสัญญาเช่าเหมาระวางเรือ ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษ ให้ชี้ขาดว่าโจทก์ส่งหมายเรียกเกี่ยวกับการพิพาทกันในชั้นอนุญาโตตุลาการประเทศอังกฤษให้จำเลยในประเทศไทยโดยมิชอบ แต่ศาลสูง แผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษได้มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยแล้ว ให้จำเลยใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้แก่โจทก์ โจทก์จึงได้ทวงถามค่าใช้จ่ายตามคำสั่งศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษจากจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย และขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระหนี้ส่วนนี้ให้แก่โจทก์นั้น เป็นคำฟ้องที่แสดงให้เห็นโดยแจ้งชัดถึงสภาพแห่งข้อหา รวมทั้งข้อที่โจทก์อ้างอาศัยเป็นหลักในการกล่าวหาให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง

โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ตามสัญญาเช่าเหมาระวางเรือ แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในกรณีที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลสูงแผนกคดีพาณิฃย์ ประเทศอังกฤษ ให้มีคำสั่งในกรณีที่จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ส่งหมายเรียกเกี่ยวกับการพิพาทกันในชั้นอนุญาโตตุลาการให้จำเลยในประเทศไทยโดยมิชอบ ไม่ใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้บังคับจำเลยรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ณ นครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 หมวด 6 ว่าด้วยการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้วินิจฉัยทั้งสองกรณี รวมตลอดเรื่องความถูกต้องของสัญญาเช่าเหมาระวางเรือ การที่ศาลล่างทั้งสองไม่หยิบยกขึ้นวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว

แม้อนุญาโตตุลาการ ณ นครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลย แต่ก็เป็นคนละส่วนกับคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ เกี่ยวกับคำร้องของจำเลยที่อ้างว่าโจทก์ส่งหมายเรียกเกี่ยวกับการพิพาทกันในชั้นอนุญาโตตุลาการดังกล่าวให้จำเลยในประเทศไทยโดยมิชอบ ซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว ตามคำสั่งของศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ กำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายให้โจทก์ ( The Defendant'pay the Plaintiffs' costs in any event) คำสั่งของศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ เองจึงเป็นมูลหนี้ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่าศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วยกคำร้องของจำเลย โดยจำเลยมิได้ต่อสู้ว่าศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ ไม่มีอำนาจพิจารณา หรือดำเนินกระบวนพิจารณาขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงต้องรับผิด ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้จ่ายไปในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งต้องรวมค่าใช้จ่ายที่โนตารีปับลิกรับรองเอกสารในการส่งคำสั่งศาลให้แก่จำเลยด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน ๕๙๐,๖๐๒.๕๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๖๗,๗๖๕.๙๓ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๖๗,๗๖๕.๙๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓ มกราคม ๒๕๓๖ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องมิให้เกินจำนวน ๑๒๒,๘๓๖.๖๑ บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๕,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ ๕,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีและมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.๓ ให้นายรัฐการ บุญเหนือ ฟ้องจำเลยแทน เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๓๒ จำเลยทำสัญญาเช่าเหมาระวางเรือเดินทะเลชื่อ " เจียน จิน" จากโจทก์ เพื่อให้บรรทุกข้าวสารบรรจุกระสอบจากท่าเรือเกาะสีชังไปยังท่าเรือปลายทางเมืองดาการ์ ประเทศเซเนกัล ตามเอกสารหมาย จ.๕ ต่อมาผู้รับตราส่งที่ประเทศเซเนกัลฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์และบริษัทโคเรีย แอสเสท เมเนจเม้นท์ จำกัด ให้รับผิดที่สินค้าข้าวสารเสียหายระหว่างขนส่ง ซึ่งศาลเมืองดาการ์ ประเทศเซเนกัลให้โจทก์และบริษัทโคเรีย แอสเสท เมเนจเม้นท์ จำกัด รับผิดใช้ค่าเสียหาย โจทก์เห็นว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากมิได้เป็นผู้รับขน จึงเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยปฏิเสธ โจทก์จึงเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการที่นครลอนดอนประเทศอังกฤษวินิจฉัยตามข้อกำหนดในเอกสารหมาย จ.๕ ระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการดังกล่าว จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษ ( THE HIGH COURT OF JUSTICE QUEEN' S BENCH DIVISION COMMERCIAL COURT ) ว่า โจทก์ส่งหมายเรียกให้จำเลยเกี่ยวกับการพิพาทกันในชั้นอนุญาโตตุลาการดังกล่าวนั้นไม่ชอบ ซึ่งศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าใช้จ่ายแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.๘

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาประการแรกว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.๓ นั้น แม้จะทำใน ต่างประเทศก็ตาม แต่เมื่อนำมาใช้ในประเทศไทยก็ต้องปิดอากรแสตมป์ด้วย เพราะหนังสือมอบอำนาจที่ทำในประเทศไทยยังต้องปิดอากรแสตมป์ ทั้งตามประมวลรัษฎากรไม่มีข้อยกเว้นว่าหนังสือมอบอำนาจที่ทำในต่างประเทศแล้วนำมาใช้ในประเทสไทย ไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ การที่โจทก์ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามกฎหมายดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่สามารถอ้างเป็นพยานในศาลได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.๓ ที่โจทก์ให้นายรัฐการ บุญเหนือ ฟ้องคดีนี้แทนไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ตามอัตราในบัญชีท้ายประมวลรัษฎากรก็ตาม แต่ปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.๓ โจทก์ทำขึ้นที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ได้มีการรับรองว่าได้จัดทำกันขึ้นจริง โดยทนายความโนตารีปับลิกผู้ได้รับอนุญาต แห่งสำนักทนายความลีแอนด์โกซึ่งเป็นสำนักงานที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงยุติธรรมของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีให้ทำหน้าที่โนตารีปับลิกแล้ว จึงแสดงว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.๓ ได้ทำขึ้นถูกต้องตามบทบัญญัติกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีโดยชอบ ดังนั้น แม้จะได้มีหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทย ก็ย่อมถือได้ว่าเป็นตราสารที่รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ กรณีไม่จำเป็นต้องอยู่ในบังคับที่ให้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฏากรอีกดังเช่นที่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว นายรัฐการ บุญเหนือ จึงมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้

จำเลยฎีกาประการที่สองในเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า คำฟ้องเป็นเพียงการสรุปข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อให้เห็นถึงความเกี่ยวพันระหว่างโจทก์และจำเลยตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยได้กระทำการใดให้โจทก์ต้องเสียหายพร้อมคำขอให้บังคับจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์พอที่จำเลยจะเข้าใจและต่อสู้คดีได้เท่านั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเช่าเหมาระวางเรือจากโจทก์ไปขนข้าวสารที่ท่าเรือเกาะสีชังไปส่งที่ประเทศเซเนกัล แต่มีข้าวสารส่วนเสียหาย ผู้รับตราส่งจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์กับพวก ศาลเมืองดาการ์ ประเทศเซเนกัลพิพากษาให้โจทก์กับพวกต้อง รับผิดใช้ค่าเสียหายซึ่งโจทก์ได้ชำระค่าเสียหายไปแล้ว โจทก์เห็นว่าโจทก์ไม่จำต้องรับผิดต่อผู้รับตราส่งตามสัญญาที่ทำกับจำเลย จึงได้ทวงถามให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยปฏิเสธ โจทก์จำเลยไปยื่นข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ณ นครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตามข้อตกลงในสัญญาเช่าเหมาระวางเรือ ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการดังกล่าว จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษให้ชี้ขาดว่า โจทก์ส่งหมายเรียกเกี่ยวกับการพิพาทกันในชั้นอนุญาโตตุลาการประเทศอังกฤษ ให้จำเลยในประเทศไทยโดยมิชอบ แต่ศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ ได้มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยแล้วให้จำเลยใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้แก่โจทก์ โจทก์จึงได้ ทวงถามค่าใช้จ่ายตามคำสั่งศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษจากจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉยและขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระหนี้ส่วนนี้ให้แก่โจทก์นั้น เป็นคำฟ้องที่โจทก์แสดงให้เห็นโดยแจ้งชัดถึงสภาพแห่งข้อหา รวมทั้งข้อที่โจทก์อ้างอาศัยเป็นหลักในการกล่าวหาให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์พร้อมทั้งมีคำขอให้บังคับจำเลยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง แล้ว ส่วนการที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงการที่จำเลยผิดสัญญาเช่าเหมาระวางเรือข้อใด สินค้าสูญหายหรือเสียหายเท่าใด คิดเป็นเงินเท่าใด โจทก์ชดใช้เงินให้ผู้รับตราส่งไปแล้ว เท่าใดและได้ชำระเมื่อใดดังเช่นที่จำเลยฎีกานั้นก็มิได้เป็นสาระที่จะเป็นเหตุทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแต่อย่างใด เพราะโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาเช่าเหมาระวางเรือเกี่ยวกับการที่โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้รับ ตราส่งตามคำพิพากษาของศาลเมืองดาการ์ ประเทศเซเนกัล ซึ่งข้อพิพาทดังกล่าวโจทก์ได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการ ณ นครลอนดอนประเทศอังกฤษให้พิจารณาตามข้อตกลงในสัญญาเช่าเหมาระวางเรือแล้ว แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่าง ๆ ตามคำสั่งของศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษเกี่ยวกับกรณีที่จำเลยยื่นคำร้อง ต่อศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษว่า โจทก์ส่งหมายเรียกเกี่ยวกับการพิพาทกันในชั้นอนุญาโตตุลาการ ดังกล่าวให้แก่จำเลยในประเทศไทยโดยมิชอบซึ่งเป็นคนละกรณีกัน การที่โจทก์บรรยายไว้ดังเช่นที่จำเลยฎีกานั้น คงเป็นเพียงการอ้างให้เห็นความเกี่ยวพันถึงเหตุที่มาที่โจทก์อาศัยเป็นหลักในการกล่าวหาจำเลยให้ต้องรับผิดต่อโจทก์ว่า จำเลยไม่ชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามคำสั่งของศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษ เท่านั้น ซึ่งไม่เป็นการยากที่จำเลยจะเข้าใจคำฟ้องและต่อสู้คดีได้แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมนั้นชอบแล้ว

ที่จำเลยฎีกาประการที่สามว่า จำเลยได้อุทธรณ์เกี่ยวกับกรณีที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้อยู่ในประเทศที่เป็นภาคีสมาชิกแห่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศฉบับนครนิวยอร์ค ลงวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๐๑ และที่ว่า สินค้าข้าวสารไม่ได้สูญหายหรือเสียหายดังโจทก์ฟ้อง จำเลยไม่เคยผิดสัญญา จำเลยไม่เคยถูกฟ้องที่ศาลเมืองดาการ์ประเทศเซเนกัล จำเลยไม่เคยได้รับการบอกกล่าวทวงถาม ไม่เคยรับหมายเรียกของศาลดังที่โจทก์อ้าง อันเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบพิสูจน์ แต่ ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งทางนำสืบของโจทก์มิได้ความดังฟ้อง จึงควรที่จะยกฟ้องนั้น เห็นว่า คดีเรื่องนี้โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ตามสัญญาเช่าเหมาระวางเรือแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในกรณีที่จำเลยื่นคำร้องต่อศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษให้มีคำสั่งในกรณีที่จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ส่งหมายเรียกเกี่ยวกับการพิพาทกันในชั้นอนุญาโตตุลาการให้จำเลยในประเทศไทยโดยมิชอบ ดังวินิจฉัยมาแต่ต้นแล้ว ไม่ใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้บังคับจำเลยรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ณ นครลอนดอนประเทศอังกฤษตามพระราชบัญญัติอนุญาตโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๓๐ หมวด ๖ ว่าด้วยการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ดังนั้นคดีเรื่องนี้จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้วินิจฉัย ทั้งสองกรณี รวมตลอดเรื่องความถูกต้องของสัญญาเช่าเหมาระวางเรือตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด การที่ศาลล่างทั้งสองไม่หยิบยกข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยขึ้นวินิจฉัยนั้นเป็นการชอบแล้ว

ที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายเกี่ยวกับที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้องเป็นการไม่ชอบว่า แม้ศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษจะมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ก็ตาม แต่เนื่องจากอนุญาโตตุลาการ ณ นครลอนดอนประเทศอังกฤษยังมิได้พิจารณาชี้ขาดตามเอกสารหมาย จ.๖ ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิด เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกค่าทนายความและค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษให้จำเลยชำระ เพราะอยู่ในระหว่างพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ส่วนค่าใช้จ่ายของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.๙ และ จ.๑๐ ก็ไม่สามารถเรียกร้องเอาจากจำเลยได้เพราะเป็นค่ารับรองเอกสารที่โจทก์ให้โนตารีปับลิกรับรองเองเพื่อนำเอกสารมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ซึ่งศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษมิได้วินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินส่วนนี้นั้น เห็นว่า แม้อนุญาโตตุลาการ ณ นครลอนดอนประเทศอังกฤษยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาด ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยก็ตาม แต่ก็เป็นคนละส่วนกับคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดของศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ ประเทศอังกฤษ เกี่ยวกับคำร้องของจำเลยที่อ้างว่าโจทก์ส่งหมายเรียกเกี่ยวกับการกพิพาทกันในชั้นอนุญาโตตุลาการ ดังกล่าวให้จำเลยในประเทศไทยโดยมิชอบซึ่งถึงที่สุดแล้ว ตามคำสั่งของศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายให้โจทก์ ( The Defendant's pay the Plaintiff's cost in any event ) ตามเอกสารหมาย จ.๘ คำสั่งของศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษเองจึงเป็นมูลหนี้ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่าศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษได้ดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วยำคำร้องของจำเลย โดยจำเลยมิได้ต่อสู้ว่า ศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษไม่มีอำนาจพิจารณา หรือดำเนินกระบวนพิจารณาขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนอย่างไรหรือไม่ ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้จ่ายไปในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลสูงแผนกคดีพาณิชย์ประเทศอังกฤษตามเอกสารหมาย จ.๙ ซึ่งต้องรวมค่าใช้จ่ายที่โนตารีปับลิก รับรองเอกสารในการส่งคำสั่งศาลให้แก่จำเลยด้วยตามเอกสารหมาย จ.๑๐ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดชำระเงินให้โจทก์ตามฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกประการฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
ป.วิ.พ. ม. 172
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 19 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฮันจิน ชิปปิ้ง จำกัด
จำเลย — บริษัทมาริเทรด จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมจิตร์ ทองศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายวิบูลย์ มีอาสา
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6563/2544
#69299
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กำหนดให้โอนเงินบำเหน็จที่สมาชิก มีสิทธิที่จะได้รับจากกองทุนเงินบำเหน็จพนักงาน ส่งเข้ากองทุนเป็นเงินสมทบของสมาชิกแต่ละราย ณ วันที่ได้รับอนุมัติให้เข้าเป็นสมาชิกกองทุนตามสิทธิที่พึงได้รับ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์การโอนเงินบำเหน็จส่งเข้ากองทุนเป็นเงินสมทบ ที่จำเลยจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากข้อความในข้อ 23 วรรคสอง ที่กล่าวถึงกรณีจำเลยไม่สามารถโอนเงินจากกองทุนเงินบำเหน็จพนักงานเข้า สมทบกองทุนให้ครบตามวรรคแรกก็ให้จำเลยทยอยโอนเงินส่วนที่ขาดเข้าสมทบกองทุนให้ครบภายใน 5 ปี นับแต่ วันที่กองทุนได้รับการจดทะเบียนข้อบังคับดังกล่าว จึงไม่ใช้บังคับในการพิจารณาจ่ายเงินบำเหน็จ ส่วนการจะจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์หรือไม่ ต้องพิจารณาข้อบังคับดังกล่าวตอนต่อไปของข้อ 23 วรรคแรกที่ว่า การคิดคำนวณ เงินบำเหน็จให้ใช้อัตราเงินเดือนที่สมาชิก (โจทก์) ได้รับในเดือนที่นายทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้รับ จดทะเบียนกองทุนเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตาม พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานมาโดยการนับจำนวนปีที่ทำงานมาให้นับแต่วันที่บรรจุเป็นพนักงาน จนถึงวันที่นายทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้รับจดทะเบียนกองทุนเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตาม พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 และเศษของปีให้นับรวมเข้าด้วย โดยใช้หลักเกณฑ์การคำนวณเงินบำเหน็จตามข้อบังคับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ. 2524 ฉบับที่ 47 ว่าด้วยเงินบำเหน็จ เมื่อข้อบังคับดังกล่าวข้อ 6 (2) กำหนดให้พนักงานที่ลาออกซึ่งมีอายุการทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ และกำหนดว่าการนับเวลาทำงานสำหรับคำนวณเงินบำเหน็จ ให้นับตั้งแต่วันที่ทดลองงาน จนถึงวันสิ้นสุดการเป็นพนักงาน เมื่อโจทก์มีเวลาทำงานหรืออายุการทำงาน 6 ปี 6 เดือน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับ เงินบำเหน็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จจำนวน ๔๖,๖๒๐ บาท และค่าล่วงเวลาจำนวน ๗๔,๙๒๕ บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

วันนัดสืบพยานจำเลย โจทก์แถลงสละประเด็นค่าล่วงเวลา

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๖,๐๒๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ข้อ ๒๓ กำหนดให้โอนเงินบำเหน็จที่สมาชิกมีสิทธิที่จะได้รับจากกองทุนเงินบำเหน็จพนักงาน ส่งเข้ากองทุนเป็นเงินสมทบของสมาชิกแต่ละราย ณ วันที่ได้รับอนุมัติให้เข้าเป็นสมาชิกกองทุนตามสิทธิที่พึงได้รับ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์การโอนเงินบำเหน็จส่งเข้ากองทุนเป็นเงินสมทบที่จำเลยจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพซึ่งจะเห็นได้ชัดจากข้อความในข้อ ๒๓ วรรคสองที่กล่าวถึงกรณีจำเลยไม่สามารถโอนเงินจากกองทุนเงินบำเหน็จพนักงานเข้าสมทบกองทุนให้ครบตามวรรคแรกก็ให้จำเลยทยอยโอนเงินส่วนที่ขาดเข้าสมทบกองทุนให้ครบภายใน ๕ ปี นับแต่วันที่กองทุนได้รับการจดทะเบียน ข้อบังคับดังกล่าวจึงไม่ใช้บังคับในการพิจารณาจ่ายเงินบำเหน็จ ส่วนการจะจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์หรือไม่ต้องพิจารณาข้อบังคับดังกล่าวตอนต่อไปของ ข้อ ๒๓ วรรคแรก ที่ว่า การคิดคำนวณเงินบำเหน็จให้ใช้อัตราเงินเดือนที่สมาชิก (โจทก์) ได้รับในเดือนที่นายทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้รับจดทะเบียนกองทุนเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตาม พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๐ และเศษของปีให้นับรวมเข้าด้วยกัน โดยใช้หลักเกณฑ์การคำนวณเงินบำเหน็จตามข้อบังคับ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ. ๒๕๒๔ ฉบับที่ ๔๗ ว่าด้วยเงินบำเหน็จ เมื่อข้อบังคับดังกล่าวข้อ ๖ (๒) กำหนดให้พนักงานที่ลาออก ซึ่งมีอายุการทำงานไม่น้อยกว่า ๕ ปี มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ และข้อ ๑๐ กำหนดว่าการนับเวลาทำงานสำหรับคำนวณเงินบำเหน็จให้นับตั้งแต่วันทดลองงานจนถึงวันสิ้นสุดการเป็นพนักงาน เมื่อโจทก์มีเวลาทำงานหรือ อายุการทำงาน ๖ ปี ๖ เดือน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 3 ม. 5 ม. 9 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรา แขเกษม
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอร่ามศักดิ์ ไทพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6554/2544
#41292
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องสอดเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยซึ่งเป็นบริษัทจำกัด ความรับผิดของผู้ร้องสอดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ผู้ร้องสอดยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ผู้ร้องสอดถือ หากศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี คำพิพากษาดังกล่าวย่อมกระทบแต่เฉพาะทรัพย์สิน สิทธิประโยชน์ และกิจการของจำเลย หากจะต้องมีการบังคับคดีก็เป็นเพียงจำเลยเท่านั้นที่จะต้องถูกบังคับคดี ผู้ร้องสอดในฐานะผู้ถือหุ้นหาต้องถูกบังคับคดีด้วยไม่ ผู้ร้องสอดย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะได้รับความรับรองคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่จึงไม่มีสิทธิร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความด้วยการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ตั๋วเงิน และสัญญาค้ำประกัน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2132, 18845 (18845, 90564)ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวรวมตลอดทั้งยึดอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นอ้างว่าผู้ร้องสอดมีส่วนได้เสียในคดีนี้ เนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยมีความจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ในบริษัทจำเลยอันได้แก่สิทธิในทรัพย์สินและสิทธิประโยชน์อื่นของจำเลย จึงขอร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ประกอบมาตรา 58

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะขอร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) ได้ ให้ยกคำร้องสอด ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดว่าผู้ร้องสอดมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ได้หรือไม่เห็นว่าผู้ร้องสอดเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยซึ่งเป็นบริษัทจำกัด บรรดาหนี้สินของจำเลยที่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก ผู้ร้องสอดไม่ต้องรับผิดอย่างไม่มีจำกัดจำนวน ความรับผิดของผู้ร้องสอดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ผู้ร้องสอดยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ผู้ร้องสอดถือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1096หากศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี คำพิพากษาดังกล่าวย่อมกระทบแต่เฉพาะทรัพย์สิน สิทธิประโยชน์ และกิจการของจำเลยหากจะต้องมีการบังคับคดีก็เป็นเพียงจำเลยเท่านั้นที่จะต้องถูกบังคับคดี ผู้ร้องสอดในฐานะผู้ถือหุ้นหาต้องถูกบังคับคดีด้วยไม่ผู้ร้องสอดย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ จึงไม่มีสิทธิร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความด้วยการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1)"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1096
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — นาย เกียรติ ธรรมมงคล
จำเลย — บริษัท ชนาธิผล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตน์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6554/2544
#69578
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง บัญชีเดินสะพัด ตั๋วเงิน ค้ำประกัน จำนอง (ชั้นไม่รับคำร้องสอด) ++

ผู้ร้องสอดเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยซึ่งเป็นบริษัทจำกัด บรรดาหนี้สินของจำเลยที่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก จำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ผู้ร้องสอดยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ผู้ร้องสอดถือตาม ป.พ.พ.มาตรา 1096 หากศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี คำพิพากษาดังกล่าวย่อมกระทบแต่เฉพาะทรัพย์สิน สิทธิประโยชน์ และกิจการของจำเลย หากจะต้องมีการบังคับคดี ผู้ร้องสอดในฐานะผู้ถือหุ้นหาต้องถูกบังคับคดีด้วยไม่ ผู้ร้องสอดย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ จึงไม่มีสิทธิร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความด้วยการร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา57(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ตั๋วเงิน และสัญญาค้ำประกัน เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น ๘๗,๙๐๖,๔๓๑.๗๐บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๗๗,๔๘๓,๓๔๔.๖๗ บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระให้บังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว รวมตลอดทั้งยึดอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นอ้างว่าผู้ร้องสอดมีส่วนได้เสียในคดีนี้ เนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลย มีความจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ในบริษัทจำเลยอันได้แก่สิทธิในทรัพย์สินและสิทธิประโยชน์อื่นของจำเลย จึงขอร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗(๑) ประกอบมาตรา ๕๘

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะขอร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗(๑) ได้ให้ยกคำร้องสอด

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗(๑) ได้หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องสอดเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยซึ่งเป็นบริษัทจำกัด บรรดาหนี้สินของจำเลยที่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก ผู้ร้องสอดไม่ต้องรับผิดอย่างไม่มีจำกัดจำนวนความรับผิดของผู้ร้องสอดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ผู้ร้องสอดยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ผู้ร้องสอดถือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๐๙๖ หากศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี คำพิพากษาดังกล่าวย่อมกระทบแต่เฉพาะทรัพย์สิน สิทธิประโยชน์ และกิจการของจำเลย หากจะต้องมีการบังคับคดีก็เป็นเพียงจำเลยเท่านั้นที่จะต้องถูกบังคับคดี ผู้ร้องสอดในฐานะผู้ถือหุ้นหาต้องถูกบังคับคดีด้วยไม่ ผู้ร้องสอดย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ จึงไม่มีสิทธิร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความด้วยการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗(๑)

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1096
ป.วิ.พ. ม. 57 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้องสอด — นายเกียรติ ธรรมมงคล
จำเลย — บริษัทชนาธิผล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางนวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ศาลอุทธรณ์ — อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยต
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6550/2544
#42637
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายสองจำนวน คือเงินที่โจทก์ต้องเพิ่มค่าจ้างบุคคลอื่นทำการก่อสร้าง 856,067.45 บาท และเงินที่โจทก์ต้องจ้างผู้ควบคุมงาน 36,200 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 856,067.45 บาท ยกฟ้องค่าเสียหายส่วนต้องจ้างผู้ควบคุมงาน โดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายในส่วนนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยรับผิดในส่วนที่ศาลยกฟ้อง จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ค่าเสียหายในส่วนต้องจ้างผู้ควบคุมงานโจทก์ได้รับความเสียหายจริง จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยจึงไม่ชอบ ต้องถือว่าปัญหาได้ยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว และไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามฎีกาตาม มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

สัญญาว่าจ้างก่อสร้างข้อ 20 ระบุว่า ถ้าผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาแล้ว ผู้รับจ้างยอมให้ผู้ว่าจ้างดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) ริบหลักประกันสัญญาดังกล่าวในสัญญาข้อ 3 และ (2) ยินยอมให้ผู้ว่าจ้างเรียกเอาค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเพราะจ้างบุคคลอื่นทำการนี้ต่อไป ส่วนสัญญาข้อ 3 ระบุว่า ในวันทำสัญญานี้ผู้รับจ้างได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 3 เป็นเงิน มอบไว้แก่ผู้ว่าจ้างเพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญา ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องตามสัญญา ข้อ 20(1) และ (2) จากจำเลยทั้งสามได้ แต่ข้อตกลงดังกล่าวเป็นวิธีการกำหนดค่าเสียหายวิธีหนึ่งจึงมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ซึ่งศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2527 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการได้ทำสัญญากับโจทก์รับจ้างทำการก่อสร้างคลองส่งน้ำดาดคอนกรีตพร้อมอาคารชลประทานและวางท่อซีเมนต์ใยหินชนิดทนความดันสถานีสูบน้ำบ้านนามน อำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานีรวมความยาวคลอง 3,851.78 เมตร ท่อส่งน้ำถึงบ่อพักยาว 800 เมตรบ้านพักพนักงานสูบน้ำ 1 หลัง รวมเป็นเงิน 3,028,000 บาท มีกำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2528 จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยที่ 1 เป็นเงินไม่เกิน 302,800 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ทำการก่อสร้างคลองส่งน้ำดาดคอนกรีตได้ความยาวคลอง 1,295 เมตร ดาดคอนกรีตยาว 1,164.7 เมตร ซึ่งคิดคำนวณเป็นเงินทั้งสิ้น 1,730,631.40 บาท แต่เนื่องจากคลองส่งน้ำตามแบบและรายการเดินผ่านเข้าไปในเขตที่ดินของโรงพยาบาล อำเภอตาลสุมทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถที่จะทำการก่อสร้างตามสัญญาต่อไปได้ โจทก์จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ระงับการก่อสร้างไว้ก่อน โจทก์ดำเนินการแก้ไขแนวก่อสร้างคลองใหม่เพื่อให้พ้นเขตที่ดินของโรงพยาบาล แต่จะต้องเพิ่มเงินค่าก่อสร้างอีก 304,033 บาท และจะต้องเพิ่มระยะเวลาการทำงานอีก 123 วัน ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ตกลงยินยอม ต่อมาโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ไปลงนามในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย อันเป็นการผิดสัญญาจ้างก่อสร้าง โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาลงวันที่ 31 สิงหาคม 2527 ทำให้โจทก์ต้องว่าจ้างบุคคลอื่นให้ทำการก่อสร้างในส่วนที่เหลือจากที่จำเลยที่ 1 ทำค้างไว้จนแล้วเสร็จ โดยคิดเป็นค่าจ้างทั้งสิ้น 2,575,895.66 บาท เมื่อใช้ราคาต่อหน่วยตามในเสนอราคาเดิมที่จำเลยที่ 1 ได้เสนอราคาไว้จะเป็นเงิน 1,719,828.21 บาท ซึ่งเท่ากับว่าโจทก์จะต้องเพิ่มเงินจ้างบุคคลอื่นเป็นเงิน 856,067.45 บาท โดยต้องใช้เวลาในการก่อสร้าง 181 วัน ซึ่งต้องจ้างผู้ควบคุมงานเป็นรายวันในอัตราวันละ 200 บาท รวมเป็นเงินค่าควบคุมงาน 36,200 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 892,267.45 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 2 มีหน้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ตามสัญญา และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1และที่ 2 ชดใช้เงินจำนวน 302,800 บาท ให้แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันโจทก์ มีหนังสือทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 892,267.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 302,800 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญา เพราะได้บอกเลิกสัญญากับสำนักงานพลังงานแห่งชาติไปแล้วและสำนักงานพลังงานแห่งชาติไม่ได้โต้แย้ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นรายวัน แม้โจทก์จะจ้างบุคคลอื่นเข้าทำงานแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มิได้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และโจทก์มิได้จ้างผู้ควบคุมงาน หากโจทก์แปรสภาพมาจากสำนักงานพลังงานแห่งชาติ โจทก์ก็มีข้าราชการในสังกัดคอยควบคุมงาน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 เพราะจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ผิดสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาได้เพราะเหตุว่า แนวคลองส่งน้ำตามแบบของสัญญาซึ่งโจทก์เป็นผู้ออกแบบได้ผ่านเข้าไปในเขตที่ดินของบุคคลอื่น ต่อมาโจทก์ได้ทำการแก้ไขเพิ่มเติม แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติงานตามส่วนที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่ได้ เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยโจทก์ไม่ยอมจ่ายเงินเพิ่มให้จึงมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 แต่เป็นเพราะโจทก์วางแผนผิดพลาดเองคดีของโจทก์ขาดอายุความ 2 ปีแล้ว ทั้งโจทก์ได้ผ่อนเวลาให้จำเลยที่ 1 โดยมิได้แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงิน 856,067.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง (25 มิถุนายน 2535)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวเป็นเงิน 302,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์สองจำนวน คือจำนวนหนึ่งเป็นเงินที่โจทก์ต้องเพิ่มเงินจ้างบุคคลอื่นเป็นเงิน 856,067.45 บาท และอีกจำนวนหนึ่งเป็นเงินที่โจทก์ต้องจ้างผู้ควบคุมงานเป็นเงิน 36,200 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ 856,067.45 บาท แต่ยกฟ้องค่าเสียหายส่วนต้องจ้างผู้ควบคุมงานเป็นเงิน 36,200 บาท โดยศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับความเสียหายในส่วนนี้ดังนั้น เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในส่วนที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกินห้าหมื่นบาท โจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ค่าเสียหายในส่วนต้องจ้างผู้ควบคุมงานเป็นเงิน 36,200 บาท เป็นค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับความเสียหายจริง ปัญหาว่าค่าเสียหายในส่วนต้องจ้างผู้ควบคุมงานโจทก์ได้รับความเสียหายจริงหรือไม่ จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงในอุทธรณ์ส่วนนี้ให้โจทก์จึงไม่ชอบ ต้องถือว่าปัญหาที่โจทก์ได้รับความเสียหายที่ต้องจ้างผู้ควบคุมงานหรือไม่ได้ยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว และไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 3จะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ หรือต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นจำนวนเงิน 302,800 บาท ต่างหากจากจำนวนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิด เห็นว่าตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างคลองส่งน้ำดาดคอนกรีตพร้อมอาคารชลประทานและบ้านพักพนักงานสูบน้ำบ้านนามน อำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี เอกสารหมาย จ.5 ข้อ 20 ระบุว่า ถ้าผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาแล้ว ผู้รับจ้างยอมให้ผู้ว่าจ้างดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) ริบหลักประกันสัญญาดังกล่าวในสัญญาข้อ 3 และ (2) ยินยอมให้ผู้ว่าจ้างเรียกเอาค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเพราะจ้างบุคคลอื่นทำการนี้ต่อไปจนงานแล้วเสร็จบริบูรณ์ส่วนสัญญาข้อ 3 ระบุว่า ในวันทำสัญญานี้ผู้รับจ้างได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 302,800 บาท มอบไว้แก่ผู้ว่าจ้างเพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญาดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 20(1) และ (2) จากจำเลยทั้งสามได้ทั้งสองจำนวนแต่ข้อตกลงตามสัญญาข้อ 20(1) และ (2) เป็นวิธีการกำหนดค่าเสียหายวิธีหนึ่งจึงมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ซึ่งถ้าหากกำหนดไว้สูงเกินส่วนศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383 การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยถึงความเสียหายที่โจทก์ได้รับแล้วเห็นว่าที่ศาลกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชำระเงินค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเพราะจ้างบุคคลอื่นทำการต่อไปจนงานแล้วเสร็จบริบูรณ์เป็นเงินจำนวน 856,067.45 บาท นั้น ถือว่าเป็นการเพียงพอคุ้มกับความเสียหายที่โจทก์ได้รับแล้วจึงไม่กำหนดให้จำเลยที่ 3 ต้องรับต่อโจทก์แยกต่างหากเป็นอีกจำนวนหนึ่ง แต่เห็นสมควรให้ร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวในวงเงินไม่เกิน 302,800 บาท นั้นนับว่าเหมาะสมและสมควรแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน แต่ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเฉพาะระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งหมดให้แก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พงษ์ไทยอำนาจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6550/2544
#69455
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์สองจำนวน คือจำนวนหนึ่งเป็นเงินที่โจทก์ต้อง เพิ่มเงินจ้างบุคคลอื่นเป็นเงิน 856,067.45 บาท และอีกจำนวนหนึ่งเป็นเงินที่โจทก์ต้องจ้างผู้ควบคุมงานเป็นเงิน 36,200 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ 856,067.45 บาท แต่ยกฟ้องค่าเสียหาย ส่วนต้องจ้างผู้ควบคุมงานเป็นเงิน 36,200 บาท โดยศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย ในส่วนนี้เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในส่วนที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกัน ในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกินห้าหมื่นบาท โจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาว่าค่าเสียหายในส่วนต้องจ้างผู้ควบคุมงานโจทก์ได้รับความเสียหายจริงหรือไม่ เป็นปัญหา ข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงในอุทธรณ์ส่วนนี้ ให้จึงไม่ชอบ ต้องถือว่าปัญหานี้ได้ยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว และไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างคลองส่งน้ำพร้อมอาคารชลประทานและบ้านพักพนักงานสูบน้ำสถานีสูบน้ำ ข้อ 20 ระบุว่า ถ้าผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาแล้วผู้รับจ้างยอมให้ผู้ว่าจ้างดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) ริบหลักประกันสัญญาดังกล่าวในสัญญาข้อ 3 และ (2) ยินยอมให้ผู้ว่าจ้างเรียกเอาค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเพราะจ้างบุคคลอื่นทำการนี้ต่อไปจนงานแล้ว เสร็จบริบูรณ์ ส่วนสัญญาข้อ 3 ระบุว่า ในวันทำสัญญานี้ผู้รับจ้างได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 302,800 บาท มอบไว้แก่ผู้ว่าจ้างเพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญา ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาว่าจ้าง ข้อ 20 (1) และ (2) จากจำเลยทั้งสามได้ทั้งสองจำนวน แต่ข้อตกลงตามสัญญาข้อ 20 (1) และ (2) เป็นวิธีการกำหนดค่าเสียหายวิธีหนึ่งจึงมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ซึ่งถ้าหากกำหนดได้สูงเกินส่วนศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 และเมื่อศาลล่าง ทั้งสองกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวคุ้มกับความเสียหายที่โจทก์ได้รับแล้ว จึงไม่กำหนดให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์แยกต่างหากเป็นอีกจำนวนหนึ่งแต่ให้ร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวงเงินไม่เกิน 302,800 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ๘๙๒,๒๖๗.๔๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ ๓ ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ๓๐๒,๘๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชำระเงิน ๘๕๖,๐๖๗.๔๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (๒๕ มิถุนายน ๒๕๓๕) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวเป็นเงิน ๓๐๒,๘๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท

โจทก์และจำเลยที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์สองจำนวน คือจำนวนหนึ่งเป็นเงินที่โจทก์ต้องเพิ่มเงินจ้างบุคคลอื่นเป็นเงิน ๘๕๖,๐๖๗.๔๕ บาท และอีกจำนวนหนึ่งเป็นเงินที่โจทก์ต้องจ้างผู้ควบคุมงานเป็นเงิน ๓๖,๒๐๐ บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชำระเงินแก่โจทก์ ๘๕๖,๐๖๗.๔๕ บาท แต่ยกฟ้องค่าเสียหายส่วนต้องจ้างผู้ควบคุมงานเป็นเงิน ๓๖,๒๐๐ บาท โดยศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับความเสียหายในส่วนนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับผิดในส่วนที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกินห้าหมื่นบาท โจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ค่าเสียหายในส่วนต้องจ้างผู้ควบคุมงาน เป็นเงิน ๓๖,๒๐๐ บาท เป็นค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับความเสียหายจริง ปัญหาว่าค่าเสียหายในส่วนต้องจ้างผู้ควบคุมงานโจทก์ได้รับความเสียหายจริงหรือไม่ จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงในอุทธรณ์ส่วนนี้ให้โจทก์จึงไม่ชอบ ต้องถือว่าปัญหาที่โจทก์ได้รับ ความเสียหายที่ต้องจ้างผู้ควบคุมงานหรือไม่ได้ยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว และไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงต้องห้ามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ ๓ จะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในจำนวนเงินที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต้องรับผิดต่อโจทก์ หรือต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นจำนวนเงิน ๓๐๒,๘๐๐ บาท ต่างหากจากจำนวนที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต้องรับผิด เห็นว่า ตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างคลองส่งน้ำดาดคอนกรีตพร้อมอาคารชลประทานและบ้านพักพนักงานสูบน้ำสถานีสูบน้ำบ้านนามน อำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี ข้อ ๒๐ ระบุว่า ถ้าผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาแล้ว ผู้รับจ้างยอมให้ผู้ว่าจ้างดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) ริบหลักประกันสัญญาดังกล่าวในสัญญาข้อ ๓ และ (๒) ยินยอมให้ผู้ว่าจ้างเรียกเอาค่าจ้างที่ เพิ่มขึ้นเพราะจ้างบุคคลอื่นทำการนี้ต่อไปจนงานแล้วเสร็จบริบูรณ์ ส่วนสัญญาข้อ ๓ ระบุว่า ในวันทำสัญญานี้ผู้รับจ้างได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ ๓ เป็นเงิน ๓๐๒,๘๐๐ บาท มอบไว้แก่ผู้ว่าจ้างเพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญา ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาและโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิ เรียกร้องตามสัญญาว่าจ้าง ข้อ ๒๐ (๑) และ (๒) จากจำเลยทั้งสามได้ทั้งสองจำนวน แต่ข้อตกลงตามสัญญาข้อ ๒๐ (๑) และ (๒) เป็นวิธีการกำหนดค่าเสียหายวิธีหนึ่งจึงมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ซึ่งถ้าหากกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยถึงความเสียหายที่โจทก์ได้รับแล้วเห็นว่าที่ศาลกำหนดให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับผิดชำระเงินค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเพราะจ้างบุคคลอื่นทำการต่อไปจนงานแล้วเสร็จบริบูรณ์เป็นเงินจำนวน ๘๕๖,๐๖๗.๔๕ บาท นั้น ถือว่าเป็นการเพียงพอคุ้มกับความเสียหายที่โจทก์ได้รับแล้วจึงไม่กำหนดให้จำเลยที่ ๓ ต้องรับต่อโจทก์แยกต่างหากเป็นอีกจำนวนหนึ่ง แต่เห็นสมควรให้ร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดังกล่าวในวงเงินไม่เกิน ๓๐๒,๘๐๐ บาท นั้นนับว่าเหมาะสมและสมควรแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ และยกฎีกาของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเฉพาะระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดพงษ์ไทยอำนาจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นางกาญจนา ชัยคงดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายดุสิต สิทธิฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6549/2544
#41291
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนอง ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้โจทก์วางเงินค่าใช้จ่ายในการประกาศขายทอดตลาด แต่โจทก์ไม่ได้วางเงินภายในกำหนดเวลาดังกล่าวดังนี้ เป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 ทวิชอบที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขอให้ศาลถอนการบังคับคดีนั้นเสีย และการที่ศาลชั้นต้นสั่งถอนการบังคับคดีโดยไม่ได้ไต่สวนคำร้องเพราะข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ ครบกำหนดจำเลยไม่ชำระโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 30425 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 โดยโจทก์นำส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาจำนองแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้โจทก์วางเงินค่าใช้จ่ายในการประกาศขายทอดตลาดจำนวน 3,000 บาท ภายในวันที่ 9 มีนาคม 2542โจทก์ไม่ได้วางเงินภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการยึดทรัพย์เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2542 ครั้นวันที่ 13กรกฎาคม 2542 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่ให้ถอนการบังคับคดี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ปัญหาตามที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดนั้น ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนชัดแจ้งแล้วว่าข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดีลงวันที่ 23 มีนาคม 2542 เอกสารอันดับที่ 25 ในสำนวนว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงนายสุวิชช์ ไชยกูล ผู้แทนโจทก์ถึง 2 ครั้ง ให้วางเงินค่าใช้จ่ายในการประกาศขายทอดตลาดในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542และวันที่ 9 มีนาคม 2542 โดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังที่อยู่เลขที่ 205/16 ถนนประชาสงเคราะห์ ซอยเพิ่มสิน แขวงดินแดงเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร อันเป็นภูมิลำเนาที่ผู้แทนโจทก์ให้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในวันที่นำยึดทรัพย์ ตราบใดที่ยังมิได้เปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาก็ต้องถือว่าการส่งหนังสือให้วางเงินค่าใช้จ่ายในการประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีถึงผู้แทนโจทก์ชอบแล้ว ประกอบกับในวันที่ 29 กันยายน 2541 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำบันทึกรายงานเจ้าหน้าที่ไว้ซึ่งตอนท้ายระบุข้อความว่าผู้แทนโจทก์แถลงขอผัดส่งภูมิลำเนาจำเลย รายชื่อที่ดินข้างเคียงภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างและวางเงินค่าใช้จ่ายในการขายทอดตลาดเพิ่ม2,000 บาท ภายในกำหนด 15 วันแล้วนายสุวิชช์ ไชยกูล ผู้แทนโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ เช่นนี้แสดงว่าผู้แทนโจทก์ทราบดีว่าต้องวางเงินค่าใช้จ่ายในการประกาศขายทอดตลาดภายในกำหนดแล้ว การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งเป็นหนังสือย้ำเตือนให้วางเงินค่าใช้จ่ายในการประกาศขายทอดตลาด แต่ผู้แทนโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดจนเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนการบังคับคดีจึงชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 295 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นสั่งถอนการบังคับคดีโดยไม่ได้ไต่สวนคำร้องเพราะข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งจึงชอบแล้ว ดังนั้น ปัญหาตามฎีกาของโจทก์จึงเป็นปัญหาอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 ม. 295 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย นิคมหรือรณกฤต ชุ่มกระแสร์
ชื่อองค์คณะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6543/2544
#43346
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเคยขอเลื่อนคดีมาครั้งหนึ่งแล้ว ในครั้งหลังจำเลยขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุว่า จำเลยมีอาชีพเลี้ยงสุกรและสุกรล้มป่วยเนื่องจากอากาศเปลี่ยนแปลง จำเลยต้องการดูแลสุกรจึงไม่อาจมาศาลได้ กรณีมิใช่เหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ อีกทั้งตามคำขอเลื่อนคดีมิได้แสดงให้เป็นที่พอใจศาลว่า ถ้าไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีจะทำให้เสียความยุติธรรมศาลจึงไม่อาจให้เลื่อนคดีได้ ดังนั้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงเป็นปัญหาอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนองแก่โจทก์เป็นเงิน 519,570.75 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์เสร็จในวันนัดสืบพยานจำเลยวันที่ 9 พฤศจิกายน 2541ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต งดสืบพยานจำเลยและนัดฟังคำพิพากษาในวันเดียวกัน โดยพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ให้เลื่อนคดีเป็นการไม่ชอบ นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไว้ครบถ้วนชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยเคยขอเลื่อนคดีมาครั้งหนึ่งแล้ว ในครั้งหลังจำเลยขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุว่า จำเลยมีอาชีพเลี้ยงสุกรขายและสุกรล้มป่วยเนื่องจากอากาศเปลี่ยนแปลง จำเลยต้องดูแลสุกรจึงไม่อาจมาศาลได้ กรณีมิใช่เหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ อีกทั้งตามคำขอเลื่อนคดีมิได้แสดงให้เป็นที่พอใจศาลว่า ถ้าไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีจะทำให้เสียความยุติธรรม ศาลจึงไม่อาจให้เลื่อนคดีได้ ดังนั้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงเป็นปัญหาอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นางสาว ฉวีวรรณ สมชิต
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6541/2544
#69510
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบโดยโจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและฟังได้ว่า โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานพร้อมสำเนาแบบขอหมายจริง ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ และการวินิจฉัยความผิดของจำเลยสมควรเป็นไปตามลำดับก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยื่นฎีกาในปัญหาดังกล่าวประกอบกับได้มีการนำสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก

การจับกุมจำเลยเกิดจากเจ้าพนักงานตำรวจให้สายลับติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน เมื่อจำเลยนำเมทแอมเฟ -ตามีนมาส่ง จึงถูกจับกุมได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 100 เม็ด ซึ่งเป็นจำนวนมากเกินกว่าที่บุคคลจะมีไว้เพื่อเสพประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาว่า จำเลยซื้อเมทแอมเฟตามีนเพื่อนำไปให้ช่างซ่อมรถยนต์คน อื่นๆ อันเป็นการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่าย

การแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบในชั้นจับกุมก็เพื่อประสงค์จะให้จำเลยทราบและเข้าใจถึงการกระทำความผิด ของตน แม้ชั้นจับกุมผู้จับกุมแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว ปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์เป็นพิรุธ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗, ๑๐๒ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง จำคุก ๗ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๓ ปี ๖ เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๗ จำคุก ๕ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานมี เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จำนวน ๑๐๐ เม็ด น้ำหนัก ๙.๐๒ กรัม เป็นของกลาง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบโดยไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและฟังได้ว่า โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานพร้อมสำเนาแบบขอหมายจริง ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ และการวินิจฉัยความผิดของจำเลยสมควรเป็นไปตามลำดับ แต่ในคดีนี้โจทก์ยื่นฎีกาในปัญหาดังกล่าวประกอบกับได้มีการนำสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก

พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกันว่าการจับกุมจำเลยเกิดจากเจ้าพนักงานตำรวจให้สายลับติดต่อล่อซื้อ เมทแอมเฟตามีน เมื่อจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนมาส่ง จึงถูกจับกุมตัวได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐๐ เม็ด ซึ่งเป็นจำนวนมากเกินกว่าปกติที่บุคคลจะมีไว้เพื่อเสพ ประกอบกับคำรับสารภาพชั้นพิจารณาตามคำให้การจำเลยฉบับลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๒ ว่าจำเลยซื้อเมทแอมเฟตามีนเพื่อนำไปให้ช่างซ่อมรถยนต์คนอื่น ๆ อันเป็นการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามฟ้อง ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ส่วนที่จำเลยอ้างว่าผู้จับกุมแจ้งข้อหาจำเลยในชั้นจับกุมว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เห็นว่า การแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบในชั้นจับกุมนั้นก็เพื่อประสงค์จะให้จำเลยทราบและเข้าใจถึงการกระทำความผิดของตน แต่เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว ปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์เป็นพิรุธแต่อย่างใด ทั้งพยานหลักฐานโจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยฟังได้เป็นที่พอใจว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ใน ครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยกระทำผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 7 ทวิ ม. 15 ม. 134 ม. 208
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 88 ม. 240 ม. 242 ม. 243
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสรศักดิ์ พรหมงาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายชัยวัฒน์ เตชะวิจิตรชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เตชะกำธร
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6539/2544
#69298
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันระบุว่า จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ ที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง ทั้งตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์จากฐานข้อมูลการทะเบียนสำนักทะเบียนกลางกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งรับรองก่อนวันที่โจทก์ฟ้อง 3 วัน ก็ระบุว่าจำเลยที่ 2 มีที่อยู่บ้านเลขที่ดังกล่าว การส่งสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้แก่จำเลยที่ 2 โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามคำสั่งของศาลแรงงานกลางก็มีบุคคลเดียวกับบุคคลที่เคยรับหนังสือทวงถามไว้แทนจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับไว้แทน น่าเชื่อว่าบ้านเลขที่ตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้องเป็นถิ่นที่อยู่ของจำเลยที่ 2 จริง แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ามีภูมิลำเนาแห่งอื่นอีก หากเป็นความจริงก็ต้องถือว่า จำเลยที่ 2 มีถิ่นที่อยู่หลายแห่ง บ้านเลขที่ตามฟ้องโจทก์ย่อมเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ด้วยแห่งหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 38 การส่งสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้แก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาตามฟ้อง โดยมีผู้รับแทนจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นการส่งหมายโดยชอบ ย่อมถือว่าจำเลยที่ 2 ทราบวันนัดพิจารณาโดยชอบแล้ว

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 ขาดนัดในวันที่ 9 กันยายน 2542 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2543 เกินกำหนด 7 วันนับแต่วันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดตาม พ.ร.บ. จัดตั้ง ศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 41 คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้ยกคำร้องจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างและจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระค่า เสียหายแก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๙๙,๗๗๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๒ จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยที่ ๒ รับผิดในต้นเงินเพียง ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๒ จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องลงวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๓ ขอให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๒ ไม่จงใจขาดนัดเพราะศาลส่งหมายเรียกแก่จำเลยที่ ๒ ที่บ้านเลขที่ ๑๐๒/๓ ถนนประชาธิปัตย์ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งความจริงแล้วจำเลยที่ ๒ มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านพักครูโรงเรียนราษฎร์วิทยา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี จำเลยที่ ๒ จึงไม่ทราบวันนัด หากจำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้คดี จำเลยที่ ๒ สามารถชนะคดีโจทก์ได้

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องเกินกำหนด ๗ วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งว่าขาดนัดตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๑ ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๘ บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลธรรมดามีถิ่นที่อยู่หลายแห่งซึ่งอยู่สับเปลี่ยนกันไป หรือมีหลักแหล่งที่ทำการงานเป็นปกติหลายแห่ง ให้ถือว่าแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น" ปรากฏข้อเท็จจริงจากสำนวนคดีนี้ว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาค้ำประกันรับรองความเสียหาย ระบุว่า จำเลยที่ ๒ มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ ๑๒๐/๓ ถนนประชาธิปัตย์ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๒ ตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง ทั้งตามแบบรับรองรายงานการทะเบียนราษฎร์จากฐานข้อมูลการทะเบียน สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งรับรอง ณ วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๒ ก่อนวันที่โจทก์ฟ้องสามวัน ก็ระบุว่าจำเลยที่ ๒ มีที่อยู่บ้านเลขที่ดังกล่าว การส่งสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามคำสั่งของศาลแรงงานกลางก็มีผู้รับไว้แทนจำเลยที่ ๒ ซึ่งผู้รับแทนนี้ก็เป็นบุคคลเดียวกับที่เคยรับหนังสือทวงถาม และใบตอบรับในประเทศ จึงน่าเชื่อว่าบ้านเลขที่ ๑๒๐/๓ ถนนประชาธิปัตย์ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นถิ่นที่อยู่ของจำเลยที่ ๒ จริง แม้จำเลยที่ ๒ จะอ้างว่าจำเลยที่ ๒ มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านพักครูโรงเรียนราษฎร์วิทยา จังหวัดเพชรบุรี ก็ตาม หากเป็นความจริงก็ต้อง ถือว่าจำเลยที่ ๒ มีถิ่นที่อยู่หลายแห่ง ดังนั้น บ้านเลขที่ ๑๒๐/๓ ถนนประชาธิปปัตย์ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ย่อมเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๒ ด้วยแห่งหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๘ ดังกล่าวข้างต้น เมื่อปรากฏว่ามีการส่งสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้แก่จำเลยที่ ๒ ณ ภูมิลำเนาตามฟ้อง ทั้งมีผู้รับแทนจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการส่งหมายโดยชอบ ย่อมถือว่าจำเลยที่ ๒ ทราบวันที่ศาลแรงงานกลางนัดพิจารณาคดีนี้โดยชอบแล้ว

เมื่อปรากฏว่า ศาลแรงงานกลางพิจารณาคดีนี้และมีคำสั่งว่าจำเลยที่ ๒ ขาดนัดในวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๓ จึงเกินกำหนด ๗ วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๑ คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ ๒ ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 38
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 29 ม. 31 ม. 38 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุรพงษ์ เตชะอังกูร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6536/2544
#41290
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จะเสนอคดีต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องขอได้นั้น หมายถึงกรณีที่ไม่มีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิ แต่มีเหตุที่ผู้เสนอคดีจำต้องใช้สิทธิทางศาล

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลย ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง และให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อโจทก์ โจทก์มิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์เพียงประการเดียวอันจะเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทซึ่งโจทก์ต้องเสนอคดีของตนต่อศาลโดยทำเป็นคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188(1) จึงเป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งโจทก์ชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลโดยทำเป็นคำฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบกับมาตรา 172 วรรคแรก

เอกสารการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุชื่อว่า"หนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ" แต่ไม่ได้ระบุข้อตกลงที่เป็นการแน่นอนว่าจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันหรือไม่เมื่อใด ประกอบกับโจทก์ได้ชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญาและจำเลยได้ส่งมอบที่ดินให้โจทก์เข้าครอบครองนับแต่วันดังกล่าว เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าโจทก์กับจำเลยไม่มีเจตนาจะจดทะเบียนโอนที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แม้จะตกเป็นโมฆะเนื่องจากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคแรก แต่โจทก์เข้าครอบครองโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองตามมาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3011 จำนวนเนื้อที่ 51 ไร่2 งาน 56 ตารางวา มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางสาวสวิงและนางเรือง สถลนันท์ โดยจำเลยครอบครองที่ดินส่วนที่อยู่ทางทิศตะวันตกตลอดแนว ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม2527 จำเลยแบ่งขายที่ดินบางส่วนที่ครอบครองทางด้านทิศเหนือจำนวน 1,200 ส่วน หรือ 3 ไร่ ในราคา 60,000 บาท ให้แก่โจทก์นัดจดทะเบียนโอนภายหลังจากแบ่งแยกโฉนดที่ดิน โดยจำเลยส่งมอบที่ดินที่ขายให้โจทก์ครอบครองทำประโยชน์นับแต่วันทำสัญญาซื้อขาย โจทก์ครอบครองทำประโยชน์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกิน 10 ปีต่อมาเมื่อต้นปี 2540 มีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3011โดยที่ดินส่วนที่จำเลยขายให้แก่โจทก์แบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่26372 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 6 ตารางวา มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โจทก์จึงติดต่อให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 26372 เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า สัญญาจะซื้อขายมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ การครอบครองปรปักษ์ที่ดินต้องทำเป็นคำร้องขอมิใช่คำฟ้อง ทั้งการครอบครองที่ดินของโจทก์สิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อจำเลยกับพวกทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน แล้วโจทก์มิได้คัดค้าน การครอบครองที่ดินของโจทก์ต้องเริ่มต้นนับใหม่ตั้งแต่วันนั้น ซึ่งคำนวณจนถึงวันฟ้องยังไม่ถึง 1 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 26372 เลขที่ดิน288 ตำบลบ้านแหลม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 15ธันวาคม 2527 จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3011 ตำบลบ้านแหลม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนที่จำเลยครอบครองบางส่วนซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของที่ดินซึ่งได้แก่ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 60,000 บาท จำเลยได้รับชำระราคาครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญาตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 และจำเลยได้มอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ครอบครองตั้งแต่วันทำสัญญาโดยมิได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว โดยถมดิน ปลูกสร้างบ้านพักครึ่งตึกครึ่งไม้จำนวน 1 หลัง โรงไม้เพื่อใช้เก็บของจำนวน 2 หลัง ขุดบ่อเลี้ยงปลาจำนวน 1 บ่อ ปลูกต้นไม้ในที่ดินและต้นมะพร้าวกับต้นสะแกเป็นแนวเขตรั้วตามภาพถ่ายหมาย จ.4

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกตามฎีกาข้อ 2 ของจำเลยว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยมิได้ทำเป็นคำร้องขอชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่จะเสนอคดีต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องขอนั้น หมายถึงกรณีที่ไม่มีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิ แต่มีเหตุที่ผู้เสนอคดีจำต้องใช้สิทธิทางศาลส่วนคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องโดยอ้างสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์จำเลยได้กระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลย ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อโจทก์ สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวโจทก์มิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์เพียงประการเดียว อันจะเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทซึ่งโจทก์ต้องเสนอคดีของตนต่อศาลโดยทำเป็นคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188(1)แต่โจทก์ยังขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อโจทก์ อีกทั้งห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกด้วย จึงเป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งโจทก์ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจโดยทำเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบกับมาตรา 172 วรรคแรก คำพิพากษา ศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาข้อ 3 ของจำเลยว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า แม้เอกสารหมาย จ.3 ซึ่งเป็นหลักฐานการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจะระบุชื่อว่า "หนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ" ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าหนังสือดังกล่าวได้ระบุข้อความอันเป็นข้อตกลงที่เป็นการแน่นอนว่าโจทก์กับจำเลยจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกันหรือไม่เมื่อใด ประกอบข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ว่าโจทก์ได้ชำระเงินค่าที่ดินพิพาทจำนวน 60,000 บาท ให้แก่จำเลยรับไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญานั้นเอง และจำเลยก็ได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์เข้าครอบครองนับแต่วันทำหนังสือตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นต้นไปเป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าทั้งฝ่ายโจทก์กับจำเลยไม่มีเจตนาจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด มิใช่เป็นเพียงสัญญาจะซื้อขายตามที่จำเลยอ้างส่วนข้อความที่ระบุชื่อว่าเป็นหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์กับจำเลยได้นำแบบฟอร์มของหนังสือสัญญาดังกล่าวมาใช้เพื่อความสะดวกแก่การทำสัญญาเท่านั้น และแม้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3 จะตกเป็นโมฆะเนื่องจากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคแรกก็ตาม แต่การที่โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนั้นเป็นการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมิใช่เป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนจำเลยตามสัญญาจะซื้อขายดังที่จำเลยกล่าวอ้างแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 188
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ไม้ ฉิมวัยฯ
จำเลย — นาย ทองสืบ สถลนันท์หรือสถอนันท์ฯ
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6536/2544
#43345
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยได้กระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลย ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องและให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อโจทก์ สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวโจทก์มิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์เพียงประการเดียว อันจะเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188(1) แต่โจทก์ยังขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อโจทก์อีกทั้งห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกด้วย จึงเป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งโจทก์ชอบที่จะเสนอคดีโดยทำเป็นคำฟ้องตามมาตรา 55 ประกอบกับมาตรา 172 วรรคหนึ่ง

แม้หลักฐานการซื้อขายที่ดินพิพาทจะระบุชื่อว่า "หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ" ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าหนังสือดังกล่าวได้ระบุข้อความอันเป็นข้อตกลงที่เป็นการแน่นอนว่าโจทก์กับจำเลยจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกันหรือไม่ เมื่อใด ประกอบกับข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ว่าโจทก์ได้ชำระเงินค่าที่ดินพิพาทจำนวน 60,000 บาท ให้แก่จำเลยรับไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญานั้นเอง และจำเลยก็ได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์เข้าครอบครองนับแต่วันทำหนังสือสัญญาดังกล่าวเป็นต้นไป เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าทั้งฝ่ายโจทก์กับจำเลยไม่มีเจตนาจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด มิใช่เป็นเพียงสัญญาจะซื้อขาย

แม้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจะตกเป็นโมฆะเนื่องจากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่การที่โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนั้นเป็นการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว มิใช่เป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนจำเลย โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามมาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 26372 เป็นของโจทก์ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลหมายเรียกนางชำเรือง สถลนันท์ ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 26372 เลขที่ดิน 288ตำบลบ้านแหลม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นของโจทก์ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางอำนวย ฉิมวัย ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายประการแรก ตามฎีกาข้อ 2. ของจำเลยว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยมิได้ทำเป็นคำร้องขอชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่จะเสนอคดีต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องขอนั้น หมายถึงกรณีที่ไม่มีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิ แต่มีเหตุที่ผู้เสนอคดีจำต้องใช้สิทธิทางศาล ส่วนคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องโดยอ้างสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยได้กระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลยขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อโจทก์ สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว โจทก์มิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์เพียงประการเดียวอันจะเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทซึ่งโจทก์ต้องเสนอคดีของตนต่อศาลโดยทำเป็นคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188(1) แต่โจทก์ยังขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อโจทก์ อีกทั้งห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกด้วยจึงเป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งโจทก์ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาล ส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจโดยทำเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 ประกอบกับมาตรา 172 วรรคแรก คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7ในปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาข้อ 3. ของจำเลยว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่าแม้เอกสารหมาย จ.3 ซึ่งเป็นหลักฐานการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจะระบุชื่อว่า "หนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ" ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าหนังสือดังกล่าวได้ระบุข้อความอันเป็นข้อตกลงที่เป็นการแน่นอนว่าโจทก์กับจำเลยจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกันหรือไม่ เมื่อใด ประกอบกับข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ว่าโจทก์ได้ชำระเงินค่าที่ดินพิพาทจำนวน 60,000 บาท ให้แก่จำเลยรับไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญานั้นเอง และจำเลยก็ได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์เข้าครอบครองนับแต่วันทำหนังสือตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นต้นไปเป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าทั้งฝ่ายโจทก์กับจำเลยไม่มีเจตนาจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดมิใช่เป็นเพียงสัญญาจะซื้อขายตามที่จำเลยอ้าง ส่วนข้อความที่ระบุชื่อว่าเป็นหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์กับจำเลยได้นำแบบฟอร์มของหนังสือสัญญาดังกล่าวมาใช้เพื่อความสะดวกแก่การทำสัญญาเท่านั้น และแม้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3จะตกเป็นโมฆะเนื่องจากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคแรกก็ตาม แต่การที่โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนั้นเป็นการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมิใช่เป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายดังที่จำเลยกล่าวอ้างแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172 ม. 188
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ไม้ ฉิมวัย โดยนาง อำนวย ฉิมวัย ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย ทองสืบ สถลนันท์หรือสถอนันท์ โดยนาง ชำเรือง สถลนันท์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6536/2544
#69297
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จะเสนอคดีต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องขอนั้น หมายถึงกรณีที่ไม่มีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิ แต่มีเหตุที่ผู้เสนอคดีจำต้องใช้สิทธิทางศาล

โจทก์บรรยายฟ้องโดยอ้างสภาพแห่งข้อหาว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครอง ปรปักษ์ จำเลยได้กระทำการโต้แย้งสิทธิโดยขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลย ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็น ชื่อโจทก์ เมื่อสภาพแห่งข้อหาของโจทก์มิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง ปรปักษ์เพียงประการเดียว แต่โจทก์ยังขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อโจทก์ อีกทั้งห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกด้วย จึงเป็นคดีมีข้อพิพาท ซึ่งโจทก์ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจโดยทำเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบด้วยมาตรา 172 วรรคแรก

แม้เอกสารฉบับพิพาทซึ่งเป็นหลักฐานการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจะระบุชื่อว่า "หนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ" ก็เป็นผลสืบเนื่องจากการที่โจทก์กับจำเลยได้นำแบบฟอร์มของหนังสือสัญญาดังกล่าวมาใช้เพื่อความสะดวกแก่การทำสัญญาเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อความอันเป็นข้อตกลงที่เป็นการแน่นอนว่าโจทก์กับจำเลยจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกันหรือไม่ เมื่อใด ประกอบกับโจทก์ได้ชำระเงินค่าที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยรับไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญานั้นเอง และจำเลยก็ได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์เข้า ครอบครองนับแต่วันทำเอกสารฉบับพิพาทเป็นต้นไป เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าทั้งฝ่ายโจทก์กับจำเลยไม่มีเจตนา จะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด และแม้สัญญาซื้อขาย ดังกล่าวจะตกเป็นโมฆะเนื่องจากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคแรก แต่การที่โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ มิใช่เป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนจำเลยตามสัญญาจะซื้อขาย เมื่อโจทก์ได้ครอบครอง ที่ดินพิพาทติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๓๗๒ เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลหมายเรียก ช. ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม อ. ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๘๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยมิได้ทำเป็นคำร้องขอชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่จะเสนอคดีต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องขอนั้น หมายถึงกรณีที่ไม่มีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิ แต่มีเหตุที่ผู้เสนอคดีจำต้องใช้สิทธิทางศาล ส่วนคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องโดยอ้างสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยได้กระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลย ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อโจทก์ สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวโจทก์มิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์เพียงประการเดียวอันจะเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทซึ่งโจทก์ต้องเสนอคดีของตนต่อศาลโดยทำเป็นคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๘ (๑) แต่โจทก์ยังขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อโจทก์ อีกทั้งห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกด้วย จึงเป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งโจทก์ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจโดยทำเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ประกอบกับมาตรา ๑๗๒ วรรคแรก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค ๗ ในปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อมาว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า แม้เอกสารฉบับพิพาทซึ่งเป็นหลักฐานการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจะระบุชื่อว่า "หนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ" ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าหนังสือดังกล่าวได้ระบุข้อความอันเป็นข้อตกลงที่เป็นการแน่นอนว่าโจทก์กับจำเลยจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกันหรือไม่ เมื่อใด ประกอบกับข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ว่าโจทก์ได้ ชำระเงินค่าที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยรับไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญาและจำเลยก็ได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ เข้าครอบครองนับแต่วันทำหนังสือดังกล่าวเป็นต้นไป เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าทั้งฝ่ายโจทก์กับจำเลยไมมีเจตนาจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด มิใช่เป็นพียงสัญญาจะซื้อขายตามที่จำเลยอ้าง ส่วนข้อความที่ระบุชื่อว่าเป็นหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์กับจำเลยได้นำแบบฟอร์มของหนังสือสัญญาดังกล่าวมาใช้เพื่อความสะดวกแก่การทำสัญญาเท่านั้น และแม้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจะตกเป็นโมฆะเนื่องจากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรคแรกก็ตาม แต่การที่โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนั้นเป็นการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ มิใช่เป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนจำเลยตามสัญญาจะซื้อขายดังที่จำเลยกล่าวอ้างแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ ครอบครองที่ดินพิพาทต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๘๐๐ บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 456 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172 วรรคแรก ม. 188
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไม้ ฉิมวัย โดยนางอำนวย ฉิมวัย ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
โดย — นายทองสืบ สถลนันท์หรือสถอนันท์
จำเลย — นางชำเรือง สถลนันท์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายสิทธิชัย จงศิริสถาพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประยูร ณ ระนอง
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6532/2544
#42043
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติประมวลกฎหมายที่ดินฯ มาตรา 31 มีเจตนาจะปกป้องราษฎรผู้ได้สิทธิในที่ดินให้มีที่ดินไว้ทำกินเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี และภายในระยะเวลาดังกล่าวทางราชการยังควบคุมที่ดินนั้นอยู่ มิได้ปล่อยให้เป็นสิทธิเด็ดขาดแก่ผู้ครอบครองจนกว่าจะพ้นระยะเวลาที่อยู่ในบังคับห้ามโอน ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจสละหรือโอนสิทธิครอบครองหรือทำนิติกรรมสัญญาประการใดอันมีผลหรือมีลักษณะไปในทางที่สละหรือโอนหรืออาจต้องถูกบังคับให้มีการโอนสิทธิครอบครองดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทภายในระยะเวลาห้ามโอน แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจะกำหนดรับโอนสิทธิครอบครองกันในวันที่พ้นระยะเวลาห้ามโอนแล้วก็ตาม ก็เป็นการจงใจหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ส่วนสัญญาจำนองเป็นประกันเห็นได้ชัดว่า โจทก์และจำเลยจำนองเป็นประกันในวงเงินเท่ากับราคาที่ซื้อขายกัน ส่วนสัญญาก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินก็ทำในวันเดียวกับสัญญาจะซื้อจะขาย เห็นได้ว่าสัญญาจำนองเป็นประกันและสัญญาก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินเป็นเพียงนิติกรรมอำพรางสัญญาจะซื้อจะขายโดยคู่สัญญาไม่มีเจตนาผูกพันในเรื่องจำนองและสิทธิเหนือพื้นดิน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155

โจทก์ไม่มีสิทธิสละหรือโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยภายในระยะเวลาห้ามโอนรวมถึงการเข้าแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทในช่วงเวลานี้ก็ทำไม่ได้ดังนั้น การยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงถือได้ว่าจำเลยครอบครองไว้แทนโจทก์ ไม่ถือว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ กรณีไม่ใช่ฟ้องร้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่จะต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง

เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท สัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันและสัญญาก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดิน เป็นนิติกรรมที่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และมาตรา 155 โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียชอบที่จะยกข้อสัญญาที่เป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างได้การที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่าสัญญาต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นโมฆะจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย สัญญาก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินในที่ดินพิพาทและสัญญาจำนองเป็นประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม2531 ตกเป็นโมฆะให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนสิทธิเหนือพื้นดิน และนิติกรรมจำนองเป็นประกันให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบในค่าใช้จ่ายทั้งหมด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยสัญญาก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินในที่ดินพิพาทและสัญญาจำนองเป็นประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2531 ตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนสิทธิเหนือพื้นดินและนิติกรรมจำนองเป็นประกันให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โจทก์ถึงแก่กรรม นายครรชิตศิริภักดี ทายาทและผู้จัดการมรดกของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 103 ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงรายซึ่งทางราชการออกให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2526 โดยมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปีตามมาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นับตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2526 ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เอกสารหมาย จ.1 เมื่อปี 2528 โจทก์ขายที่ดินพิพาทให้แก่นางสุวิมล ต่ายใหญ่เที่ยง และนางวสุธาพร อุทัยวรวิทย์ แต่เนื่องจากอยู่ในระยะเวลาห้ามโอน โจทก์จึงจำนองเป็นประกันและจดทะเบียนก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินในที่ดินพิพาทให้แก่นางสุวิมลและนางวสุธาพร ต่อมาวันที่ 25 มีนาคม2531 โจทก์ไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนเลิกสิทธิเหนือพื้นดินในที่ดินพิพาทจากนางสุวิมลและนางวสุธาพร ในวันเดียวกันนั้นโจทก์จำนองเป็นประกันและจดทะเบียนก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยมีกำหนด30 ปี ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองเป็นประกันและหนังสือก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินเอกสารหมาย จ.13 และ จ.15 นอกจากนั้นโจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โดยกำหนดโอนสิทธิครอบครองกันภายในวันที่ 6 กันยายน 2536 ตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.16 และโจทก์ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยกับโจทก์ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยนับตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2531 ต่อมาโจทก์ปฏิเสธความผูกพันตามสัญญาต่าง ๆ ที่ได้ทำไว้กับจำเลย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท สัญญาจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันและสัญญาก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินในที่ดินพิพาทเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)ซึ่งออกให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2526 โดยมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปีตามมาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นับตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2526 ซึ่งบทบัญญัติของมาตรานี้เห็นเจตนาได้ว่าประสงค์จะปกป้องราษฎรผู้ได้สิทธิในที่ดินให้มีที่ดินไว้ทำกินเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปีและภายในระยะเวลาดังกล่าวทางราชการยังควบคุมที่ดินนั้นอยู่ มิได้ปล่อยให้เป็นสิทธิเด็ดขาดแก่ผู้ครอบครองจนกว่าจะพ้นระยะเวลาที่อยู่ในบังคับห้ามโอน ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจสละหรือโอนสิทธิครอบครองหรือทำนิติกรรมสัญญาประการใดอันมีผลหรือมีลักษณะไปในทางที่สละหรือโอนหรืออาจต้องถูกบังคับให้มีการโอนสิทธิครอบครองดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2531 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาห้ามโอน แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจะกำหนดรับโอนสิทธิครอบครองกันภายในวันที่ 6 กันยายน 2536 ซึ่งพ้นระยะเวลาห้ามโอนแล้วก็ตาม ก็เป็นการจงใจหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ส่วนสัญญาจำนองเป็นประกันเห็นได้ชัดว่า โจทก์และจำเลยจำนองเป็นประกันในวงเงินเท่ากับราคาที่ซื้อขายกัน ส่วนสัญญาก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินก็ทำในวันเดียวกับสัญญาจะซื้อจะขาย เห็นได้ว่าสัญญาจำนองเป็นประกันและสัญญาก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินเป็นเพียงนิติกรรมอำพรางสัญญาจะซื้อจะขายโดยคู่สัญญาไม่มีเจตนาผูกพันในเรื่องจำนองและสิทธิเหนือพื้นดิน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่าโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกินกว่า 1 ปี อันจะทำให้หมดสิทธิฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 หรือไม่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเข้าครอบครองที่ดิน ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2531โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2535 จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิสละหรือโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยภายในระยะเวลาห้ามโอนรวมถึงการเข้าแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทในช่วงเวลานี้ก็ทำไม่ได้ ดังนั้น การยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2531 จึงถือได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทไว้แทนโจทก์ ไม่ถือว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ กรณีไม่ใช่ฟ้องร้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่จะต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสองที่ศาลล่างทั้งสองพิพาทต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยใช้สิทธิไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท สัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันและสัญญาก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดิน เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและเป็นนิติกรรมอำพรางตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และมาตรา 155 โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียชอบที่จะยกข้อสัญญาที่เป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างได้ การที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่า สัญญาต่าง ๆดังกล่าวเป็นโมฆะ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 150 ม. 155 ม. 1375
ป.ที่ดิน ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมพงศ์ ศิริภักดี โดยนาย ครรชิต ศิริภักดี
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย ชนินทร์ โทณวนิก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6528 -ที่ 6531/2544
#69604
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 บุกรุกเข้าไปในที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์และปลูกบ้านอยู่อาศัย ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสี่ออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่าที่ดิน ที่ปลูกบ้านของจำเลยแต่ละคนเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่ละคนโดยการครอบครองปรปักษ์ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันตามราคาที่ดินที่จำเลยแต่ละคนบุกรุกเข้าไปสร้างบ้านแยกต่างหากจากกันตามที่จำเลยแต่ละคนโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสี่ขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวนเดือนละ 300 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายดังกล่าวเสร็จสิ้น จำเลยทั้งสี่ฎีกาขอให้ยกฟ้อง เมื่อทุนทรัพย์ตามฎีกาของจำเลยแต่ละคนแต่ละสำนวนที่พิพาทกันในชั้นฎีกามีจำนวนไม่เกินจำนวน 200,000 บาท แม้จำเลยทั้งสี่จะได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ก็ห้ามมิให้จำเลยแต่ละคนฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 มีจำนวนเพียง 44,000 บาท ไม่เกินจำนวน 50,000 บาท ห้ามมิให้จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่3 ในข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยที่ 3 ฎีกาในข้อเท็จจริงโต้เถียงการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249

จำเลยทั้งสี่ฎีกาในข้อกฎหมายว่า จำเลยทั้งสี่ให้การโดยชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต ไม่จำต้องบรรยายรายละเอียดในคำให้การเพราะจำเลยทั้งสี่สามารถสืบเหตุแห่งการได้มาโดยไม่สุจริตของโจทก์ในชั้นพิจารณาได้ คำให้การของจำเลยทั้งสี่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง แล้ว ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสี่ครอบครองที่ดินในส่วนพิพาทมายังไม่ถึง 10 ปี จำเลยทั้งสี่ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 และจำเลยทั้งสี่ไม่อาจฎีกาโต้แย้งการฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวของศาลอุทธรณ์ได้ แม้จะวินิจฉัยฎีกาในข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ให้ ก็ไม่มีผลทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป เพราะเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่าจำเลยทั้งสี่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่พิพาทและศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงในข้อดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา แม้จะวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับโอนที่ดินดังกล่าวมาโดยไม่สุจริต ก็ไม่มีผลทำให้จำเลยทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

นอกจากจำเลยทั้งสี่ไม่ได้ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณะแล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยังระบุไว้ในแผนผังท้ายคำให้การว่าที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ดินตามโฉนดที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 เท่ากับจำเลยทั้งสี่ยอมรับว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณะ เพราะถ้าที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นที่สาธารณะจำเลยทั้งสี่จะอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองไม่ได้ เพราะจำเลย ทั้งสี่ไม่อาจยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับแผ่นดินในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1306 ประกอบกับทนายจำเลยทั้งสี่แถลงรับว่า บ้านของจำเลยทั้งสี่อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์จริง และเจ้าหน้าที่ได้ทำแผนที่วิวาทและคำนวณเนื้อที่และตำแหน่งที่ตั้งบ้านถูกต้องตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่นำชี้จริง เช่นนี้ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณะหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสี่ยกประเด็นนี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ที่ไม่ได้ ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

คดีทั้งสี่สำนวนมีทุนทรัพย์พิพาทกันในแต่ละสำนวนแยกต่างหากจากกันได้ ค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดแต่ละสำนวนเกินกว่าอัตราขั้นสูง ตามตาราง 6 อัตราค่าทนายความท้าย ป.วิ.พ. จึงไม่ชอบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหาดังกล่าว แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็น สมควรแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่เข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยแต่ละคนชดใช้ค่าเสียหายจำนวนเดือนละ ๒๐๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่า ที่ดินจำนวน ๒๗ ไร่เศษ ดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ มิได้วางเงินค่าขึ้นศาลตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ทิ้งฟ้องแย้ง และให้จำหน่ายคดีสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามมิให้เกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวนเดือนละ ๓๐๐ บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกไปหมดสิ้น ให้จำเลยทั้งสี่แต่ละคนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ ๓๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่สำนวนว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ บุกรุกเข้าไปในที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์และปลูกบ้านอยู่อาศัยคิดเป็นราคาที่ดินจำนวน ๘๒,๕๐๐ บาท จำนวน ๖๖,๐๐๐ บาท จำนวน ๔๔,๐๐๐ บาท และจำนวน ๑๑๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสี่ออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่าที่ดินที่ปลูกบ้านของจำเลยแต่ละคนเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย แต่ละคนโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ดังนี้ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันตามราคาที่ดินที่จำเลยแต่ละคนบุกรุกเข้าไปสร้างบ้านแยกต่างหากจากกันตามที่จำเลยแต่ละคนโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลย ทั้งสี่ขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน เดือนละ ๓๐๐ บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายดังกล่าวเสร็จสิ้น จำเลยทั้งสี่ฎีกาขอให้ยกฟ้องทุนทรัพย์ตามฎีกาของจำเลยแต่ละคนในแต่ละสำนวนที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท แม้จำเลยทั้งสี่จะได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ก็ห้ามมิให้จำเลยแต่ละคนฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสี่ฎีกาได้เฉพาะในข้อกฎหมาย

ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ มีจำนวนเพียง ๔๔,๐๐๐ บาท ไม่เกินจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท ห้ามมิให้จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ ในข้อเท็จจริงจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ด้วย

จำเลยทั้งสี่ฎีกาในข้อกฎหมายว่า จำเลยทั้งสี่ให้การโดยชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต ไม่จำต้องบรรยายรายละเอียดในคำให้การ เพราะจำเลยทั้งสี่สามารถนำสืบเหตุแห่งการได้มาโดยไม่สุจริตของโจทก์ในชั้นพิจารณาได้ คำให้การของจำเลยทั้งสี่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำให้การของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง จึงไม่มีประเด็นเรื่องนี้ เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสี่ครอบครองที่ดินในส่วนที่พิพาทมายังไม่ถึง ๑๐ ปี จำเลยทั้งสี่ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ และจำเลยทั้งสี่ไม่อาจฎีกาโต้แย้งการฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวของศาลอุทธรณ์ได้ดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว แม้จะวินิจฉัยฎีกาในข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ให้ก็ไม่มีผลทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป เพราะเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่า จำเลยทั้งสี่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่พิพาทและศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงในข้อดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา แม้จะวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับโอนที่ดินดังกล่าวมาโดยไม่สุจริตก็ไม่มีผลทำให้จำเลยทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ฎีกา ข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาในข้อกฎหมายประการสุดท้าย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าประเด็นที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสี่ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินสาธารณะ จำเลยทังสี่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยนั้น ปรากฏตามคำให้การของจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ให้การไว้เลยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณะ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ยังระบุไว้ในแผนผังท้ายคำให้การว่าที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ดินตามโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยทั้งสี่ยังให้การว่า จำเลยทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ เท่ากับจำเลยทั้งสี่ยอมรับว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณะ เพราะถ้าที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นที่ดินสาธารณะ จำเลยทั้งสี่จะอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองไม่ได้ เพราะจำเลยทั้งสี่ไม่อาจยกอายุความขึ้นเป็น ข้อต่อสู้กับแผ่นดินในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๖ ประกอบกับทนายจำเลยทั้งสี่แถลงรับว่า บ้านของจำเลยทั้งสี่อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์จริง เช่นนี้ คดีจึง ไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณะหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการที่จำเลยทั้งสี่ยกปัญหานี้ขึ้นมาอ้างในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นข้อที่ไม้ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยนั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่งที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่แต่ละสำนวนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ ๓๐,๐๐๐ บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ปรากฏว่าคดีทั้งสี่สำนวนมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในแต่ละสำนวนแยกต่างหากจากกันได้ ค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงเกินกว่าอัตราขั้นสูงร้อยละ ๕ ตามตาราง ๖ อัตราค่าทนายความท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การกำหนดค่าทนายความในอัตราดังกล่าวของ ศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหาดังกล่าว แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1306 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 177 วรรคสอง ม. 183 ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 247 ม. 248 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง ม. ตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสุวินทวงศ์แลนด์ จำกัด
จำเลย — นายจรูญ ปรางทอง กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6527/2544
#42636
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อเท็จจริงเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ หากจำเลยประสงค์จะให้มีการรับอุทธรณ์ไว้พิจารณา ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์โดยอ้างเหตุว่าทุนทรัพย์พิพาทควรมีราคาเกินกว่าห้าหมื่นบาท เพื่อให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ แต่จำเลยก็มิได้กระทำกลับยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและให้สอบถามคู่ความทุกฝ่ายเพื่อกำหนดจำนวนทุนทรัพย์แล้วมีคำสั่งรับอุทธรณ์หรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยใหม่ จึงมีผลให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์นั้นเป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง และมาตรา 234 ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและจำเลยฎีกา ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยอย่างไรก็ไม่อาจมีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดแล้วได้ ฎีกาของจำเลยจึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางเม็ง สุวรรณวิสุทธิ์ และนางเม็งยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนศาลชั้นต้นอนุญาต ในวันสืบพยานจำเลยและจำเลยร่วมซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน โจทก์ยื่นคำแถลงว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ โจทก์ขอตีราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน 50,000 บาท และขอเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มอีก 1,050 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับลงบัญชีไว้ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและจำเลยร่วมออกจากที่ดินพิพาทและให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ 200 บาท ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมต่อมาจำเลยและจำเลยร่วมยื่นคำร้องลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 ขอแก้ไขอุทธรณ์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ 50,000 บาท และเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เพิ่มอีก 1,050 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ และสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วม

จำเลยและจำเลยร่วมยื่นคำร้องลงวันที่ 2 มีนาคม 2543 ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ตามคำแถลงของโจทก์โดยไม่ให้โอกาสแก่จำเลยและจำเลยร่วมได้คัดค้านก่อนเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ จำเลยและจำเลยร่วมเพิ่งทราบการพิจารณาที่ผิดระเบียบเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวและให้สอบถามคู่ความทุกฝ่ายเพื่อกำหนดจำนวนทุนทรัพย์แล้วมีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมเสียใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องยังไม่พอให้ถือว่าเป็นเหตุเพิกถอนกระบวนพิจารณา ยกคำร้อง

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบในเรื่องที่ศาลชั้นต้นกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ตามคำแถลงของโจทก์โดยจำเลยและจำเลยร่วมไม่มีโอกาสได้คัดค้านเสียก่อนนั้น เห็นว่า จำเลยและจำเลยร่วมยื่นคำร้องลงวันที่ 2 มีนาคม 2543 ดังกล่าวเพื่อให้จำเลยและจำเลยร่วมมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมแล้ว หากจำเลยและจำเลยร่วมประสงค์จะให้มีการรับอุทธรณ์ไว้พิจารณาจำเลยและจำเลยร่วมก็ชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์โดยอ้างเหตุว่าทุนทรัพย์พิพาทควรมีราคาเกินกว่าห้าหมื่นบาท เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดอันจะมีผลให้รับอุทธรณ์ไว้พิจารณา แต่จำเลยและจำเลยร่วมก็มิได้กระทำ จึงมีผลให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์นั้นเป็นที่สุด ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง และมาตรา 234 ดังนี้ ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมอย่างไรก็ไม่อาจมีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมซึ่งถึงที่สุดแล้วได้ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมจึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัย"

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สัญญา บุดดา
จำเลย — นาย อมร สุวรรณวิสุทธิ์
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — นาง เม็ง สุวรรณวิสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6527/2544
#69296
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะให้มีการรับอุทธรณ์ไว้พิจารณา ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์โดยอ้างเหตุว่าทุนทรัพย์พิพาทมีราคาเกินกว่าห้าหมื่นบาท แต่จำเลยก็มิได้กระทำ จึงมีผลให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์นั้นเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง และมาตรา 234 ดังนี้ ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบในเรื่องที่ศาลชั้นต้นกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ของโจทก์โดยจำเลยไม่มีโอกาสคัดค้านอย่างไร ก็ไม่อาจมีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยซึ่งถึงที่สุดแล้วได้ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัย ศาลฎีกาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ในวันสืบพยานจำเลยและจำเลยร่วมซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน โจทก์ยื่นคำแถลงว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ โจทก์ขอตีราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท และขอเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มอีก ๑,๐๕๐ บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับลงบัญชีไว้ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและจำเลยร่วมออกจากที่ดินพิพาทและให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ๒๐๐ บาท ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วม ต่อมาจำเลยและจำเลยร่วมยื่นคำร้องลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ขอแก้ไขอุทธรณ์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงให้เพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ และสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วม

จำเลยและจำเลยร่วมยื่นคำร้องลงวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๓ ว่าศาลชั้นต้นกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ตามคำแถลงของโจทก์ โดยไม่ให้โอกาสแก่จำเลยและจำเลยร่วมได้คัดค้านก่อนเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ จำเลยและจำเลยร่วมเพิ่งทราบการพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว และให้สอบถามคู่ความทุกฝ่ายเพื่อกำหนดจำนวนทุนทรัพย์แล้วมีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมเสียใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องยังไม่พอให้ถือว่าเป็นเหตุเพิกถอนกระบวนพิจารณา ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมแล้ว หากจำเลยและจำเลยร่วมประสงค์จะให้มีการรับอุทธรณ์ไว้พิจารณา จำเลยและจำเลยร่วมก็ชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์โดยอ้างเหตุว่าทุนทรัพย์พิพาทควรมีราคาเกินกว่าห้าหมื่นบาท เพื่อให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดอันจะมีผลให้รับอุทธรณ์ไว้พิจารณา แต่จำเลยและจำเลยร่วมก็มิได้กระทำ จึงมีผลให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์นั้นเป็นที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง และมาตรา ๒๓๔ ดังนี้ ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมอย่างไร ก็ไม่อาจมีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมซึ่งถึงที่สุดแล้วได้ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมจึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัย

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 132 ม. 147 ม. 234 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสัญญา บุดดา
จำเลย — นายอมร สุวรรณวิสุทธิ์
จำเลยร่วม — นางเม็ง สุวรรณวิสุทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายกฤษดา ภูวรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีระศักดิ์ นิศามณี
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6511/2544
#44645
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ศาลต้องมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินก่อน จึงจะมีคำสั่งในเรื่องขอคืนของกลางได้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และริบรถยนต์ของกลาง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 30 กันยายน2542 โจทก์ไม่อุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2542 ก่อนที่จะมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางจึงมิชอบ และการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ร้องใช้สิทธิขอคืนรถยนต์ของกลางเป็นการใช้สิทธิโดยชอบ มิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดแล้วมีคำพิพากษากลับให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 ทั้งที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยมิได้พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงมิชอบเช่นกัน และแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฎีกา แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว เหตุที่จะพิจารณาคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางย่อมสิ้นไป ศาลฎีกาจึงไม่พิจารณาคำร้องของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14,31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11,69, 73, 74, 74 ทวิ และริบรถยนต์ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า รถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นสตราด้าสีเทา ไม่มีเลขทะเบียนของกลางเป็นทรัพย์สินของผู้ร้อง ผู้ร้องให้บุคคลอื่นเช่าซื้อรถยนต์ของกลางและยินยอมให้ผู้เช่าซื้อนำไปให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อช่วงต่อไป ผู้ร้องมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่ ขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถยนต์ของกลางและผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสี่นำรถยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิด นอกจากนี้ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เช่าซื้อชำระราคารถยนต์ได้ตามสัญญาเช่าซื้อผู้ร้องจึงไม่ได้รับความเสียหายการยื่นคำร้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า กรณีขอคืนทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 กฎหมายวางหลักไว้ว่า ศาลต้องมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินก่อนจึงจะมีคำสั่งในเรื่องของกลางได้แต่คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484นั้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ยกฟ้องเมื่อวันที่ 30 กันยายน2542 โจทก์ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าว ดังนี้การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2542 ก่อนที่จะมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางจึงมิชอบ และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าผู้ร้องใช้สิทธิขอคืนรถยนต์ของกลางเป็นการใช้สิทธิโดยชอบ หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่แล้วมีคำพิพากษากลับให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 ทั้งที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ยกฟ้องโดยมิได้พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลาง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงมิชอบเช่นกัน และแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำของจำเลยทั้งสี่ที่โจทก์อ้างว่าเป็นความผิดตามที่โจทก์ฎีกาแต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว เหตุที่จะพิจารณาคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางของผู้ร้องย่อมสิ้นไปศาลฎีกาจึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางของผู้ร้องอีกต่อไป"

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นและยกคำร้องของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดตะกั่วป่า
ผู้ร้อง — บริษัท เอ็มเอ็มซีสิทธิผล จำกัด
จำเลย — นาย สุพินโย สุขอุ่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6511/2544
#69295
เปิดฉบับเต็ม

กรณีขอคืนทรัพย์สินตาม ป.อ. มาตรา 36 ศาลต้องมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินก่อนจึงจะมีคำสั่งในเรื่องของกลางได้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และ พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางเพื่อประโยชน์ของจำเลย เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องก่อนที่จะมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางจึงมิชอบ

การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้ร้องใช้สิทธิขอคืนรถยนต์ของกลางเป็นการใช้สิทธิโดยชอบ และข้อเท็จจริง ฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยจึงมีคำพิพากษาให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง ทั้งที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยมิได้พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลาง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงมิชอบ ดังนี้แม้ข้อเท็จจริง จะฟังได้ตามที่โจทก์ฎีกาว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าเป็นความผิดก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว เหตุที่จะพิจารณาคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางของผู้ร้องย่อมสิ้นไป ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น และยกคำร้องของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๔, ๖, ๙, ๑๔, ๓๑, ๓๕ พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๗, ๑๑, ๖๙, ๗๓, ๗๔, ๗๔ ทวิ และริบรถยนต์ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า รถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์สินของผู้ร้อง ผู้ร้องให้บุคคลอื่นเช่าซื้อรถยนต์ของกลางและยินยอมให้ผู้เช่าซื้อนำไปให้จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อช่วงต่อไป ผู้ร้องมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่ ขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถยนต์ของกลางและผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสี่นำรถยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิด นอกจากนี้ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เช่าซื้อชำระราคารถยนต์ได้ตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้ร้องจึงไม่ได้รับความเสียหาย การยื่นคำร้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีขอคืนทรัพย์สินตาม ป.อ. มาตรา ๓๖ กฎหมายวางหลักไว้ว่า ศาลต้องมีคำสั่งให้ริบ ทรัพย์สินก่อนจึงจะมีคำสั่งในเรื่องของกลางได้ แต่คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ และ พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ นั้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ยกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าว ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องก่อนที่จะมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางจึงมิชอบ และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ วินิจฉัยว่า ผู้ร้องใช้สิทธิขอคืนรถยนต์ของกลางเป็นการใช้สิทธิโดยชอบ หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่แล้วมีคำพิพากษากลับให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องทั้งที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ยกฟ้องโดยมิได้พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลาง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ จึงมิชอบเช่นกัน และแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วย ในการกระทำของจำเลยทั้งสี่ ที่โจทก์อ้างว่าเป็นความผิดตามที่โจทก์ฎีกา แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว เหตุที่จะพิจารณาคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางของผู้ร้องย่อมสิ้นไป ศาลฎีกาจึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาคำร้อง ขอคืนรถยนต์ของกลางของผู้ร้องอีกต่อไป

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นและยกคำร้องของผู้ร้อง .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 208 ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดตะกั่วป่า
ผู้ร้อง — บริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด
จำเลย — นายสุพินโย สุขอุ่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายวิชัย เดชชุติพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภาติยะ ดวงมณี
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา