คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6785/2544
#41307
เปิดฉบับเต็ม

การช่วยเหลือคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายเป็นการสร้างปัญหาให้แก่ประเทศชาติทั้งทางตรงและทางอ้อมหลายประการ ทางด้านความมั่นคงคนต่างด้าวจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาประกอบอาชญากรรมซึ่งเป็นภัยต่อสังคมและประเทศชาติ และโดยที่คนต่างด้าวดังกล่าวไม่มีเอกสารหลักฐานประจำตัวของทางราชการไทยและไม่อยู่ในฐานะที่จะแจ้งที่อยู่ในทะเบียนบ้านได้จึงยากแก่การควบคุมดูแลตลอดจนสืบหาติดตามตัวอันทำให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมซึ่งก่อโดยคนต่างด้าวเป็นไปได้ด้วยความยากลำบากยิ่งขึ้นทางด้านสาธารณสุขนอกจากคนต่างด้าวจะนำเชื้อโรคซึ่งแพร่ระบาดอยู่ในประเทศของตนเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทยแล้ว เมื่อคนต่างด้าวเหล่านั้นเจ็บป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลสถานพยาบาลและโรงพยาบาลของรัฐย่อมไม่อาจปฏิเสธการรักษาพยาบาลได้ทั้งนี้ด้วยเหตุผลทางด้านมนุษยธรรม ทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียเงินงบประมาณด้านสาธารณสุขในแต่ละปีโดยไม่จำเป็นเป็นจำนวนมากและทางด้านสังคมคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรมักจะเข้ามาแย่งอาชีพของคนไทยในด้านแรงงานทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมโดยมีผู้ประกอบการและนายจ้างบางรายที่มุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนในการจ้างแรงงานราคาถูกเพื่อประสงค์จะลดต้นทุนการผลิตโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านอื่น ๆ ที่ตามมา ทำให้คนไทยต้องกลายเป็นผู้ไม่มีอาชีพหรือตกงานเป็นจำนวนมาก การที่จำเลยทั้งสามช่วยเหลือคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายเป็นจำนวนมากถึง 1,661 คนถือเป็นต้นเหตุของการเกิดปัญหาดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ซึ่งมีคนต่างด้าวลักลอบเข้ามา อันส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศ มิใช่เป็นความผิดเฉพาะของผู้เป็นเจ้าของโรงงานชั้นในดังที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างในฎีกา พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2มีกำหนดคนละ 3 ปี และปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 50,000 บาทจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 25,000 บาท หากจำเลยที่ 3ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า สมควรลงโทษจำคุกสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับมีเหตุลงโทษปรับจำเลยที่ 3 สถานเบาหรือไม่เห็นว่า การช่วยเหลือคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายนั้น เป็นการสร้างปัญหาให้แก่ประเทศชาติทั้งทางตรงและทางอ้อมหลายประการ ทางด้านความมั่นคงคนต่างด้าวจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาประกอบอาชญากรรมซึ่งเป็นภัยต่อสังคมและประเทศชาติ และโดยที่คนต่างด้าวดังกล่าวไม่มีเอกสารหลักฐานประจำตัวของทางราชการไทยและไม่อยู่ในฐานะแจ้งที่อยู่ในทะเบียนบ้านได้ จึงยากแก่การควบคุมดูแลตลอดจนสืบหาติดตามตัวอันทำให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมซึ่งก่อโดยคนต่างด้าวเป็นไปได้ด้วยความยากลำบากยิ่งขึ้นทางด้านสาธารณสุขนอกจากคนต่างด้าวจะนำเชื้อโรคซึ่งแพร่ระบาดอยู่ในประเทศของตนเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทยแล้ว เมื่อคนต่างด้าวเหล่านั้นเจ็บป่วย จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล สถานพยาบาลและโรงพยาบาลของรัฐย่อมไม่อาจปฏิเสธการรักษาพยาบาลได้ทั้งนี้ด้วยเหตุผลทางด้านมนุษยธรรม ทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียเงินงบประมาณด้านสาธารณสุขในแต่ละปีไปโดยไม่จำเป็นจำนวนมากและทางด้านสังคมคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรมักจะเข้ามาแย่งอาชีพของคนไทยในด้านแรงงานทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม โดยมีผู้ประกอบการและนายจ้างบางรายที่มุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนในการจ้างแรงงานราคาถูกเพื่อประสงค์จะลดต้นทุนการผลิตโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบอื่น ๆ ที่ตามมา ทำให้คนไทยต้องกลายเป็นผู้ไม่มีอาชีพหรือตกงานเป็นจำนวนมาก การที่จำเลยทั้งสามช่วยเหลือคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายเป็นจำนวนมากถึง 1,661 คน ถือเป็นต้นเหตุของการเกิดปัญหาดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ซึ่งมีคนต่างด้าวลักลอบเข้ามาอันส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศ มิใช่เป็นความผิดเฉพาะของผู้เป็นเจ้าของโรงงานชั้นในดังที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างในฎีกา พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรงที่จำเลยทั้งสามอ้างในฎีกาความว่า เดิมนโยบายของรัฐบาลผ่อนผันให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเช่นจำเลยที่ 3 จ้างแรงงานคนต่างด้าวได้ ต่อมารัฐบาลเปลี่ยนนโยบายไม่ยอมให้แรงงานต่างด้าวทำงานในประเทศไทยจำเลยที่ 3 ต้องผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อจากต่างประเทศหากส่งมอบสินค้าไม่ทันตามกำหนด จำเลยที่ 3 ต้องถูกปรับทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงจำเลยที่ 3 ไม่อาจหาแรงงานคนไทยมาทดแทนได้ จึงต้องจ้างแรงงานคนต่างด้าวนั้น เห็นว่า เหตุที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างเป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยที่ 3 เท่านั้น จำเลยทั้งสามจะอ้างเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าวในการแก้ปัญหาหนึ่ง แต่ก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ แก่ประเทศชาติซึ่งใหญ่หลวงยิ่งกว่า มาเป็นเหตุในการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายมิได้ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2กับลงโทษปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 50,000 บาท ก่อนลดโทษให้จำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 25,000 บาท นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาความว่า ที่อำเภอแม่สอดมีการจ้างแรงงานคนต่างด้าวกันทุกบ้านมาเป็นเวลานานแต่ไม่มีผู้ใดไปจับกุมนั้น การที่มีผู้อื่นกระทำความผิดในทำนองเดียวกันกับจำเลยทั้งสาม แต่ไม่มีเจ้าพนักงานจับกุม ก็เป็นกรณีที่ฝ่ายรัฐบาลต้องกวดขันดูแลเอาแก่เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง หาได้ทำให้การกระทำของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นความผิดต่อกฎหมายกลับไม่เป็นความผิด ทั้งไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองดังกล่าวได้ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2493 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นาย ประจวบ อินยิ้ม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6782/2544
#98430
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลอมพินัยกรรมของเจ้ามรดก จำเลยจึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดก แต่การถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรนั้นเป็นการเฉพาะตัว บุตรของจำเลยซึ่งไม่ได้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกย่อมสืบมรดกต่อไปได้เหมือนหนึ่งว่าจำเลยตายแล้ว ตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1607, 1639

เจ้ามรดกมีบุตร 2 คน คือโจทก์และจำเลย เมื่อจำเลยถูกกำจัดมิให้รับมรดกและบุตรของจำเลยรับมรดกแทนที่แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิรับมรดกเพียงกึ่งหนึ่ง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายทอง ศรีบุญเรือง และนางแพง ศรีบุญเรือง เป็นบิดามารดาของโจทก์กับจำเลย ต่อมานายทองและนางแพงได้รับนายชัยณรงค์ ศรีบุญเรือง บุตรของโจทก์เป็นบุตรของนายทองและนางแพงอีกคนหนึ่ง นายทองและนางแพงมีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันโดยระบุชื่อในเอกสารสิทธิว่านางแพงเป็นเจ้าของ คือ ที่ดิน 6 แปลง นายทองถึงแก่ความตายเมื่อปี 2526 ส่วนนางแพงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ระหว่างวันที่ 8 ตุลาคม 2536 ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมพินัยกรรมของนางแพงโดยระบุว่านางแพงยกทรัพย์สินทั้งหมดให้จำเลยและตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก เนื่องจากนางแพงป่วยหนักและเมื่อนางแพงถึงแก่ความตายจำเลยกับพวกประทับลายพิมพ์นิ้วมือของนางแพงลงในพินัยกรรม พินัยกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2537 จำเลยยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้น ขอให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางแพงเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 410/2537 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2537 และวันที่ 7 เมษายน 2538 จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่ 3 และที่ 1 ตามลำดับเป็นของตน จำเลยจึงถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางแพง ทรัพย์สินทั้งหมดของนางแพงจึงตกเป็นของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมของนางแพง ฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2536 เป็นโมฆะ และให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนางแพงในที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าวโดยให้ที่ดินดังกล่าวตกแก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียว และให้เพิกถอนคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกของนางแพง คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 410/2537 ของศาลชั้นต้น เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่ 3 และแปลงที่ 1 ระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยในฐานะส่วนตัว และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดิน ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงที่ 10

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาเป็นว่า ให้พินัยกรรมของนางแพง ฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2536 ตกเป็นโมฆะ และกำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนางแพง ศรีบุญเรือง ฐานเป็นผู้ไม่สมควร เฉพาะมรดกตามเอกสารหมาย จ. 1 และให้ที่ดินทั้ง 6 แปลง ตกแก่โจทก์ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนรับมรดกของจำเลยในที่ดินแปลงที่ 3 และที่ 1

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องกันโดยต่างเป็นบุตรของนายทองกับนางแพง นายทองถึงแก่ความตายเมื่อปี 2526 ส่วนนางแพงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 นางแพงมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 6 แปลง? และพินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ. 1 นั้นเป็นพินัยกรรมที่จำเลยกับพวกทำปลอมขึ้น จึงตกเป็นโมฆะไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนางแพงฐานเป็นผู้ไม่สมควร เฉพาะมรดกตามพินัยกรรมนั้นได้ความจากพยานโจทก์ว่า จำเลยมีบุตรเป็นผู้สืบสันดาน ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยปลอมพินัยกรรมของนางแพงเจ้ามรดก จำเลยจึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางแพงก็ตาม แต่การถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรนั้นเป็นการเฉพาะตัว บุตรของจำเลยซึ่งไม่ได้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางแพงย่อมสืบมรดกของนางแพงต่อไปได้เหมือนหนึ่งว่าจำเลยตายแล้วตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1607, 1639 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นางแพงเจ้ามรดกมีบุตร 2 คน คือโจทก์และจำเลย เมื่อจำเลยถูกกำจัดมิให้รับมรดก และบุตรของจำเลยรับมรดกแทนที่ดังวินิจฉัยมาแล้ว ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิรับมรดกเพียงกึ่งหนึ่ง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลงตกแก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1606 (5) ม. 1607 ม. 1639
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญเลี้ยง หมื่นสีพรม
จำเลย — นางวิรัตน์ จันทรสามารถ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายนรินทร์ ตงศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอัครศักย์ จิตธรรมมา
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6775/2544
#43348
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้มีสิทธิจะได้รับเงินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา ราคาที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ประกอบกับสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น พร้อมทั้งเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนรวม 5 ข้อ ประกอบกัน มิใช่พิจารณาข้อใดข้อหนึ่งแต่เพียงข้อเดียวเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งผู้ถูกเวนคืนและสังคม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 182965 ตำบลคันนายาว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 43 ตารางวา เมื่อปี 2536 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางพลี) บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (วังน้อย) พ.ศ. 2536 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่ 5.1 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ตารางวาละ 40,000 บาท รวมเป็นเงิน204,000 บาท เป็นราคาต่ำและไม่เป็นธรรม โจทก์อุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแล้วแต่รัฐมนตรีฯ ยังไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนติดถนนรามอินทราอยู่บริเวณด้านหน้าอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น 1 คูหา โจทก์ใช้ประกอบธุรกิจการค้า บริเวณที่ถูกเวนคืนใช้เป็นที่จอดรถยนต์ของลูกค้า เมื่อไม่มีที่จอดรถยนต์ โจทก์ไม่สามารถประกอบการค้าได้ จึงขอเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 170,000 บาท รวมเป็นเงิน867,000 บาท เมื่อหักกับส่วนที่ได้รับไว้แล้ว จำเลยทั้งสองจะต้องชำระอีกจำนวน 663,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2539 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินบางส่วนจากจำเลยทั้งสอง รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 728,333บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 728,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี ของต้นเงิน 663,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตามหลักเกณฑ์พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 และประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44เงินค่าทดแทนที่ดินถูกต้องเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 182965 ตำบลคันนายาว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 43 ตารางวา ซึ่งมีเนื้อที่บางส่วนจำนวน5.1 ตารางวา อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34(บางพลี) บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (วังน้อย) พ.ศ. 2536 ซึ่งมีผลใช้บังคับวันที่ 2 พฤศจิกายน 2536 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 40,000 บาท เป็นเงิน204,000 บาท โจทก์ได้รับเงินแล้ว แต่เห็นว่าต่ำไปจึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่ม รัฐมนตรีฯมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ ต่อมารัฐมนตรีฯ ได้วินิจฉัยอุทธรณ์เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 52,500 บาท ศาลชั้นต้นเห็นว่า เงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวเหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์ ทั้งโจทก์ชอบที่จะขอรับเงินค่าทดแทนที่ดินที่รัฐมนตรีฯ กำหนดเพิ่มให้ได้อยู่แล้ว พิพากษายกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าโจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีฯ กำหนดหรือไม่เพียงใด เห็นว่า การพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้มีสิทธิจะได้รับเงินอย่างโจทก์นี้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่าให้คำนึงถึงราคาของอสังหาริมทรัพย์นั้น 3 อย่าง ได้แก่ ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ สำหรับคดีนี้คือวันที่ 2 พฤศจิกายน 2536 ราคาที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ประกอบกับสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น พร้อมทั้งเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน รวม5 ข้อ ที่ต้องพิจารณาประกอบกัน มิใช่พิจารณาข้อใดข้อหนึ่งแต่เพียงข้อเดียวเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งผู้ถูกเวนคืนและสังคม แต่ตามบันทึกผลการพิจารณาอุทธรณ์ฯ ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ คณะที่ 1ในการประชุมครั้งที่ 12/2540 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2540 เอกสารหมายล.9 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ มุ่งเน้นการพิจารณาไปในเรื่องสภาพและที่ตั้ง และประโยชน์ที่ได้รับหลังจากถูกเวนคืน แล้ววางหลักเกณฑ์กำหนดราคาเพิ่มสำหรับที่ดินที่อยู่ติดถนนรามอินทราเท่า ๆ กันหมดถ้าแปลงใดมีส่วนที่ถูกเวนคืนอยู่ไม่ลึกจากถนนรามอินทรามากนัก ไม่เกิน80 เมตร ก็กำหนดเพิ่มให้เป็นตารางวาละ 52,500 บาท ถ้าอยู่ลึกเข้าไปมากกว่านั้นก็กำหนดราคาให้ต่ำลงไปอีก ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์เพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละ 52,500 บาทโดยใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้นยังคำนึงไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ส่วนโจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 11 ใกล้ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ฝั่งเดียวกันกับห้างฯ ห่างประมาณ 300 เมตร ในปี 2535 มีการซื้อขายที่ดินกันในราคาตารางวาละ 176,000 บาท ตามสำเนาหนังสือขายที่ดินและสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 และตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองว่าบริเวณที่เป็นชุมชนหนาแน่นของถนนรามอินทราอยู่ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 8 และที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 นั้น ผู้ซื้อเป็นธนาคารซื้อเพื่อทำเป็นสาขาของธนาคารทั้งสิ้น ทั้งหมดตั้งอยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 8 และทุกสัญญาเป็นการซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างด้วย เห็นว่าที่ดินที่ซื้อขายกันตามเอกสารดังกล่าวรวม 7 แปลงนั้น อยู่ห่างจากที่ดินของโจทก์ถึงประมาณ 3 กิโลเมตร ทั้งหมดตั้งอยู่ในบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 8 ซึ่งโจทก์เบิกความรับอยู่แล้วว่าเป็นบริเวณที่เจริญกว่าที่ดินของโจทก์เพราะมีชุมชนหนาแน่น ทั้งเป็นการซื้อที่ดินพร้อมตึกแถว ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบหลักเกณฑ์การคิดหักราคาตึกแถวให้เหลือแต่ราคาที่ดินมาให้เห็นชัดเจนด้วยราคาซื้อขายที่ปรากฏตามสำเนาหนังสือขายที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ย่อมต้องสูงกว่าราคาที่ดินของโจทก์มาก แต่อย่างไรก็ตามที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินแปลงเล็กมีเนื้อที่เพียง 43 ตารางวา จะต้องเวนคืน 5.1 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนที่ดีที่สุดคืออยู่ติดกับถนนรามอินทราอันเป็นถนนใหญ่สายสำคัญสายหนึ่งและอยู่ในทำเลที่ไม่ไกลจากแหล่งที่มีความเจริญมากแล้ว เมื่อคำนึงถึงสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ดังกล่าว ประกอบเหตุต่าง ๆ ตามมาตรา 21วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เท่าที่ปรากฏจากพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้วเห็นว่า เงินค่าตอบแทนที่ดินของโจทก์ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯเพิ่มให้เป็นตารางวาละ 52,500 บาท ยังต่ำไป และเห็นว่าเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่เป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมคือตารางวาละ 65,000 บาทเพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดอีกตารางวาละ25,000 บาท เนื้อที่ 5.1 ตารางวา เป็นเงิน 127,500 บาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และเนื่องจากยังไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ กำหนดเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์ไปแล้วหรือไม่ ในชั้นนี้จึงยังไม่เอาเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ กำหนดเพิ่มขึ้นดังกล่าวมาหักออกจากเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลฎีกากำหนดให้ข้างต้น แต่หากมีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ กำหนดเพิ่มขึ้นกับดอกเบี้ยของเงินที่กำหนดเพิ่มให้แก่โจทก์ไปแล้วก็ต้องนำเอามาหักกันในชั้นบังคับคดี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นข้อที่สองตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวหรือไม่ เพียงใดในเรื่องดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นนี้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า"ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว แต่ต้องไม่เกินคำขอของโจทก์ด้วย ส่วนจะได้รับตั้งแต่วันใดนั้น ปรากฏว่าโจทก์เบิกความว่า โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดิน240,000 บาท ไปแล้ว ซึ่งจำนวนดังกล่าวเป็นยอดเงินค่าทดแทนที่ดินที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้แก่โจทก์ตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนด โดยปรากฏตามตารางแสดงข้อเท็จจริงของผู้อุทธรณ์แต่ละรายที่แนบท้ายรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ เอกสารหมายล.12 ว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2539และรับเงินไปเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2539 โดยไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยกำหนดให้โจทก์มารับเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวในวันใด ถือได้ว่าวันที่โจทก์รับเงินไปดังกล่าวเป็นวันที่จำเลยที่ 1 กำหนดให้โจทก์ไปรับเงินอันเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินตามมาตรา 26 วรรคสาม ดังนั้น วันเริ่มคิดดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นคือวันที่ 16 มิถุนายน 2539 แต่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2539 จึงต้องเป็นไปตามที่โจทก์ขอ"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดอีก 127,500บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 19มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บุญภพ อังชวาลา
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6775/2544
#69493
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้มีสิทธิจะได้รับเงินค่าทดแทนที่ดิน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คำนึงถึงราคาของอสังหาริมทรัพย์นั้น 3 อย่าง ได้แก่ ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ สำหรับคดีนี้คือวันที่ 2 พฤศจิกายน 2536 ราคาที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ประกอบกับสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น พร้อมทั้งเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน รวม 5 ข้อ ที่ต้องพิจารณาประกอบกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งผู้ถูกเวนคืนและสังคม แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ มุ่งเน้นการพิจารณาไปในเรื่องสภาพและที่ตั้ง และประโยชน์ที่ได้รับหลังจากถูกเวนคืน แล้ววางหลักเกณฑ์กำหนดราคาเพิ่มสำหรับที่ดินที่อยู่ติดถนนรามอินทราเท่า ๆ กันหมด ถ้าแปลงใดมีส่วนที่ถูกเวนคืนอยู่ไม่ลึกจากถนนรามอินทรามากนัก ไม่เกิน 80 เมตร ก็กำหนดเพิ่มให้ ถ้าอยู่ลึกเข้าไปมากกว่านั้น ก็กำหนดราคาให้ต่ำลงไปอีก ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์เพิ่มขึ้น จึงยังไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง

เมื่อศาลเห็นว่าเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ เพิ่มให้ยังต่ำไป และกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่เป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมเพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนด เมื่อไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยได้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ กำหนดเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์ไปแล้วหรือไม่ ศาลจึงยังไม่เอาเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ กำหนดเพิ่มขึ้นดังกล่าวมาหักออกจากเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลกำหนดให้ข้างต้นแต่หากมีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ กำหนดเพิ่มขึ้นกับดอกเบี้ยของเงินที่กำหนดเพิ่มให้แก่โจทก์ไปแล้วก็ต้องนำเอามาหักกันในชั้นบังคับคดี

ในเรื่องดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้น พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว แต่ต้องไม่เกินคำขอของโจทก์ เมื่อไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยกำหนดให้โจทก์มารับเงินค่าทดแทนที่ดินในวันใด ถือได้ว่าวันที่โจทก์รับเงินไปเป็นวันที่จำเลยกำหนดให้โจทก์ไปรับเงินอันเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินตามมาตรา 26วรรคสาม วันเริ่มคิดดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นคือวันที่โจทก์รับเงินไปดังกล่าว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญภพ อังชวาลา
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายฐนยศ คีรีนารถ
ศาลอุทธรณ์ — นายไพรัช เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6761/2544
#42641
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ภรรยาของโจทก์ซึ่งมีชื่อในโฉนดที่ดินได้ร่วมกันขายที่ดินอันเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้กับผู้อื่นภายหลังที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ขอหย่าแบ่งสินสมรส และฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่ง ขอให้โอนที่ดินแปลงพิพาทให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้มีนิติกรรมผูกพันที่จะต้องขายมาก่อน มิใช่เป็นการขายไปในลักษณะปกติแม้คดีแพ่งจะยังมีข้อโต้เถียงกรรมสิทธิ์ และอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นก็ตาม ก็ถือว่าโจทก์อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่มีอำนาจจะฟ้องจำเลยทั้งสองแล้ว เข้าองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 29344 ตำบลตลาดขวัญ(บางแพรก) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี โดยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องชายจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ขอหย่าและแบ่งสินสมรสหลายรายการรวมทั้งที่ดินแปลงดังกล่าว ในระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น 5 แปลง รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 157146ตำบลตลาดขวัญ (บางแพรก) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ให้โอนที่ดินทั้ง 5 แปลง ให้โจทก์ครึ่งหนึ่งแต่เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2530 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามโดยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิทางศาลเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินคืนให้โจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 157146 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 3 ในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2ได้รับชำระหนี้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 83นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4620/2530,4621/2530 และ 4623/2530 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1และที่ 2 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 350 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 83 จำคุก 1 ปี และปรับ4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในกรณีแรกว่า ในคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2ขอให้โอนที่ดินตามฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1198/2530 และในกรณีหลัง ในคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ขอหย่าและแบ่งสินสมรสต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2538 ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 29344 เป็นสินสมรส ตามคดีหมายเลขแดงที่ 4852/2538ซึ่งในระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 157146ที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 29344 ไปเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2530ก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาในคดีฟ้องหย่า ซึ่งในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองคดีดังกล่าวข้างต้นนั้น จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ยังไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่จะมายื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ เพราะผู้กระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จะต้องมีเจตนาพิเศษเนื่องจากในการพิจารณาคดีแพ่งทั้งสองในศาลชั้นต้นนั้นคดียังมีประเด็นโต้เถียงเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ในการพิจารณาคดีแพ่งทั้งสองคดีดังกล่าวนั้นมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 29344 เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ หรือเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งการวินิจฉัยในคดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ศาลต้องวินิจฉัยในปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์อันเป็นประเด็นเดียวกับในคดีแพ่งด้วยเช่นกัน การพิจารณาคดีอาญาไม่จำต้องรอคำวินิจฉัยทางแพ่งของศาลฎีกาเสมอไป เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบในคดีอาญารับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขายที่ดินสินสมรสของโจทก์โฉนดเลขที่ 157146 ไปในระหว่างการพิจารณาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นความสำคัญอยู่ตรงที่ว่าจำเลยทั้งสองขายที่ดินไปโดยมีเจตนาเพื่อว่าเมื่อโจทก์ชนะคดีแพ่งแล้ว โจทก์อาจไม่สามารถบังคับชำระหนี้เรียกที่ดินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายไปจากผู้ซื้อที่รับโอนโดยสุจริตได้ อันเป็นเจตนาพิเศษ ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 157146 อันเป็นสินสมรสของโจทก์ให้ผู้อื่นภายหลังที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งโดยที่มิได้มีนิติกรรมผูกพันที่จะต้องขายกันมาก่อน จึงมิใช่การขายไปในลักษณะปกติ แม้คดีแพ่งจะยังมีข้อโต้เถียงกรรมสิทธิ์และอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นก็ตาม ถือว่าโจทก์อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่มีอำนาจจะฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วจึงเข้าองค์ประกอบของความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 350 คำพิพากษาฎีกาที่ 1675/2532 นั้นเป็นกรณีที่จำเลยขายทรัพย์จำนองเพื่อชำระหนี้จำนองตามปกติ ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยที่ 2มีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้ออื่นไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไม่เป็นสาระแก่คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัย..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง วิรัชหรือพูลสุข วงศ์ชัยชาญหรือเพาะทรัพย์หรือณรงค์ฤทธิ์เดโช
จำเลย — นาย พิสัย ณรงค์ฤทธิ์เดโชหรือแซ่ลิ้ม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6759/2544
#42640
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกันในปี 2536แต่จำเลยเพิ่งได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินจากคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดินเมื่อปี 2538 ดังนั้น ขณะจำเลยจัดสรรที่ดินในโครงการออกเสนอขายต่อโจทก์และบุคคลทั่วไป จำเลยยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286ข้อ 10 ประกอบข้อ 35 แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นเรื่องของรัฐที่จะเข้าไปควบคุมให้จำเลยหรือผู้จะจัดสรรที่ดินได้ดำเนินการด้านสาธารณูปโภคให้เป็นไปตามที่ทางราชการกำหนดเพื่อความสะดวกสบายของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเท่านั้น ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท และตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทก็ไม่ปรากฏว่ามีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งใด ๆตามกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันจะทำให้เป็นโมฆะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ทั้งจำเลยมิได้กระทำการใดอันเป็นกลฉ้อฉลทำให้โจทก์ต้องเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลย การที่จำเลยยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินในขณะที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกันนั้น แม้จำเลยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบก็ไม่ถึงกับให้รับฟังว่าเป็นกลฉ้อฉลของจำเลยอันจะทำให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆียะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกำหนดให้โจทก์ชำระเงินเป็นงวด งวดละเดือนรวม 20 งวด และชำระเงินส่วนที่เหลือในวันที่จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยปฏิบัติต่อกันเป็นลักษณะผ่อนผันให้แก่กันเกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาที่ต่างฝ่ายต่างต้องปฏิบัติต่อกันตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทนั้น มิได้เป็นสาระสำคัญที่จะให้ถือว่าอีกฝ่ายผิดสัญญาทันทีตามกำหนดไว้แต่อย่างใด แต่การที่โจทก์ชำระเงินค่างวดที่ 16 ให้แก่จำเลยแล้วไม่ชำระเงินค่างวดต่อไปให้แก่จำเลยให้ครบ 20 งวดอีกจนกระทั่งจำเลยมีหนังสือเตือนให้โจทก์ชำระเงินที่เหลือภายใน 7 วันนับแต่วันรับหนังสือ โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ย่อมถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและริบเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไว้แล้วตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทได้โดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเนื้อที่ 75 ตารางวาจากจำเลยในราคา 618,750 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญา 60,000 บาทกำหนดผ่อนชำระอีกจำนวน 311,250 บาท แบ่งชำระเป็น 20 งวดโดยชำระทุกวันที่ 16 ของทุกเดือน ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 247,500 บาทให้โจทก์ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ได้ชำระเงินค่าที่ดินให้แก่จำเลยจำนวน 288,960 บาทแล้ว แต่จำเลยไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์ทวงถามขอเงินคืน จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 261,139.86 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 228,960 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ผิดสัญญา มิได้ผ่อนชำระเงินดาวน์ 20 งวด งวดละเดือน เดือนละ 15,560 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนจำเลยทวงถามโจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงบอกเลิกสัญญา จำเลยมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ได้ชำระมาแล้วทั้งหมดตามข้อตกลงในสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 228,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 217,840 บาทนับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2538 ของต้นเงิน 5,560 บาท นับแต่วันที่ 24กรกฎาคม 2538 และของต้นเงิน 5,560 บาท นับแต่วันที่ 23 สิงหาคม2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงซื้อขายที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นที่ดินที่จำเลยจัดสรรขายในโครงการมีนบุรีการ์เด้นโฮม1 แปลง อยู่ในผังโครงการเลขที่ ดี 75 (ภายหลังแบ่งแยกแล้วเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 12335 ตำบลแสนแสบ อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร) เนื้อที่75 ตารางวา ราคา 1,237,500 บาท ทั้งนี้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2516โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกันในราคา 618,750บาท โดยให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยในวันทำสัญญา 60,000 บาท และต้องชำระอีก 311,250 บาท ด้วยการแบ่งชำระเป็น 20 งวด งวดละเดือนภายในวันที่ 16 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 16 กรกฎาคม2536 ถึงงวดสุดท้ายวันที่ 16 มีนาคม 2538 งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 19 งวดละ15,560 บาท และงวดที่ 20 จำนวน 15,610 บาท ส่วนเงินที่เหลือโจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยในวันจดทะเบียนซื้อขายโอนที่ดินพิพาทกัน ซึ่งประมาณว่าจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยภายใน 2 ปีนับแต่วันทำสัญญา และมีเงื่อนไขที่โจทก์และจำเลยต้องปฏิบัติต่อกันอีกหลายประการตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเปล่าและบันทึกเพิ่มเติมหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเปล่า ฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคม2536 และโจทก์ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทมามีน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัดพัฒนาที่ดินพิพาทอีก 618,750 บาท โดยกำหนดให้โจทก์ชำระเงินในวันที่มีการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกัน หลังจากโจทก์และจำเลยทำสัญญาแล้ว โจทก์ผ่อนชำระเงินให้แก่จำเลยในงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 8งวดละ 15,560 บาท งวดที่ 9 ถึงงวดที่ 16 งวดละ 5,560 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ชำระให้จำเลยทั้งสิ้น 228,960 บาท ซึ่งหลังจากโจทก์ชำระเงินงวดที่ 16 วันที่ 16 สิงหาคม 2538 ให้แก่จำเลยแล้ว โจทก์ก็มิได้ชำระเงินให้แก่จำเลยอีกเลย ต่อมาจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 27 มิถุนายน 2539 ถึงโจทก์แจ้งให้นำเงินที่ค้างไปชำระให้แก่จำเลยในกำหนด 7 วัน นับแต่วันรับหนังสือมิฉะนั้นขอเลิกสัญญา และเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2539 และวันที่ 5 สิงหาคม 2539 จำเลยได้มีหนังสือถึงโจทก์ขอเลิกสัญญาตามลำดับ ส่วนโจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่ 24 มกราคม 2540 ถึงจำเลยขอเลิกสัญญาและให้คืนเงินแก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้เกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามที่โจทก์ฎีกาก่อนว่า หลังจากอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วโจทก์ได้ตรวจรายละเอียดประกาศคณะปฏิบัติ ฉบับที่ 286 ปรากฏว่าการที่ผู้ใดจัดสรรที่ดินโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดิน จะต้องมีความผิดตามข้อ 10 ประกอบข้อ 35 ของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกัน จำเลยยังไม่ได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดิน จำเลยจึงไม่สามารถนำที่ดินมาจัดสรรขายให้แก่โจทก์หรือบุคคลภายนอกได้ หากโจทก์ทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินขายแล้ว โจทก์ก็จะไม่ยอมเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยแน่นอน อันถือได้ว่าการที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยดังกล่าวนั้นเกิดจากการที่ถูกกลฉ้อฉล สัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นโมฆียะกรรมซึ่งโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้วนั้น เห็นว่า แม้ปัญหาที่ว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวตกเป็นโมฆียะกรรมหรือไม่ จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแต่ศาลล่างทั้งสองดังที่จำเลยยื่นคำแก้ฎีกาก็ตาม แต่การที่นิติกรรมตกเป็นโมฆียะกรรมหรือไม่นั้นเป็นกรณีเกี่ยวกับความรับผิดของคู่กรณีเพราะหากตกเป็นโมฆียะกรรมและมีการบอกล้างแล้วย่อมทำให้นิติกรรมนั้นไม่มีผลผูกพันคู่กรณีอันเกี่ยวกับเรื่องอำนาจฟ้องและการให้การต่อสู้คดีได้ ปัญหาดังกล่าวจึงเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่โจทก์จะยกขึ้นมาว่ากันในชั้นนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ซึ่งเรื่องนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกันเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2536 แต่จำเลยเพิ่งได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินจากคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดินเมื่อวันที่ 24 มีนาคม2538 ดังนั้น จึงเห็นได้แน่ชัดว่าขณะจำเลยจัดสรรที่ดินโดยนำที่ดินในโครงการมีนบุรี การ์เด้นโฮม ออกเสนอขายต่อโจทก์และบุคคลทั่วไปโดยเฉพาะที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์นั้น จำเลยยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 10 ประกอบข้อ 35 แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นเรื่องของรัฐที่จะเข้าไปควบคุมให้จำเลยหรือผู้จะจัดสรรที่ดินได้ดำเนินการด้านสาธารณูปโภคให้เป็นไปตามที่ทางราชการกำหนดเพื่อความสะดวกสบายของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเท่านั้น ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท และตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทก็ไม่ปรากฏว่ามีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งใด ๆ ตามกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัยหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้เป็นโมฆะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150ทั้งทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าจำเลยได้กระทำการใดอันเป็นกลฉ้อฉลทำให้โจทก์ต้องเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลย การที่จำเลยยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินในขณะที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกันนั้น แม้จำเลยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบก็ไม่ถึงกับให้รับฟังว่าเป็นกลฉ้อฉลของจำเลยอันจะทำให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆียะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 ดังที่โจทก์ฎีกาสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทข้อ 2 และหมายเหตุที่ว่า "พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ในงวดที่ 20" ซึ่งจำเลยให้โจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบไว้ย่อมแสดงว่าจำเลยต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ภายใน 2 ปี นับแต่วันทำสัญญา การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าระยะเวลาตามข้อ 2 เป็นเพียงการประมาณเวลาที่จำเลยจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และว่าโจทก์ยังไม่ชำระเงินให้แก่จำเลยครบ 311,250 บาท ตามสัญญาข้อ 2.2 ก็เป็นการไม่ชอบอีกเช่นกันเพราะเงื่อนไขชำระเงินดังกล่าว โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันใหม่แล้วโดยโจทก์ไม่จำต้องส่งเงินให้แก่จำเลยครบจำนวน 311,250 บาท เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นสัญญาต่างตอบแทน คือโจทก์มีหน้าที่ชำระเงินให้แก่จำเลย ส่วนจำเลยมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยต้องแบ่งแยกที่ดินและพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับโครงการเพื่อประโยชน์ของที่ดินพิพาท แต่ก่อนวันที่ 16 มีนาคม 2538 หรือก่อน 2 ปี (วันที่ 16 กรกฎาคม2538) นับแต่วันทำสัญญา จำเลยหาได้แจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าถึงวันไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาข้อ 5 ไม่ อันแสดงว่าจำเลยพัฒนาสิ่งอำนวยต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับโครงการเพื่อประโยชน์ของที่ดินพิพาทไม่เสร็จภายในกำหนดตามสัญญาที่จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะไม่ชำระค่างวดที่เหลือให้แก่จำเลย เมื่อโจทก์และจำเลยต่างบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทแล้ว ต่างต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินจำนวน 228,960 บาท ให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทข้อ 2.2 ที่กำหนดให้โจทก์ชำระเงินเป็นงวดงวดละเดือน รวม 20 งวด เป็นเงิน 311,250 บาท โดยงวดที่ 20 เป็นวันที่ 16 มีนาคม 2538 และข้อ 4 ที่ว่า "ผู้จะขายประมาณว่าจะทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ซื้อขายให้แก่ผู้จะซื้อภายในเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญานี้ ซึ่งผู้จะขายมีสิทธิขยายเวลาออกไปเท่ากับระยะเวลาที่ผู้จะขายจะต้องล่าช้าในการดำเนินโครงการหรือไม่สามารถดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จอันเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ระเบียบข้อบังคับของทางราชการใด ๆ ความล่าช้าในการรับใบอนุญาตหรือการอนุมัติจากทางราชการใด ๆ ที่จำเป็นการผิดสัญญาหรือไม่ปฏิบัติตามสัญญาของผู้จัดส่งวัสดุหรือผู้รับเหมา หรือสถานการณ์และเหตุการณ์ที่อยู่เหนือความควบคุมของผู้จะขาย" ประกอบกับหมายเหตุท้ายสัญญาที่จำเลยให้โจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบไว้ว่า "พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ในงวดที่ 20"ย่อมเห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยปฏิบัติต่อกันตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยถูกต้องแล้ว โจทก์ต้องชำระค่างวดให้แก่จำเลยครบถ้วนทุกงวด ซึ่งงวดสุดท้ายคืองวดที่ 20เป็นวันที่ 16 มีนาคม 2538 ที่จำเลยต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ พร้อมกันนั้นโจทก์ต้องชำระเงินที่เหลือทั้งหมดให้แก่จำเลยเช่นกัน หากจำเลยไม่พร้อมที่จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วย่อมถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณากลับได้ความว่า โจทก์ชำระค่างวดให้แก่จำเลยไม่ตรงกับวันที่ได้ตกลงชำระให้แก่จำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเลย โดยโจทก์ผิดนัดชำระให้แก่จำเลยตั้งแต่งวดที่ 1 เรื่อยไปจนถึงงวดที่ 16 ที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยแล้ว ซึ่งงวดที่ 16 ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 16 พฤศจิกายน 2537 แต่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยในวันที่ 16 สิงหาคม 2538 แม้จำนวนเงินค่างวดตั้งแต่งวดที่ 9 ถึงงวดที่ 16 ที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยแต่ละงวดเป็นเงิน 5,560 บาท จากคำเบิกความของนายอิทธิพลจะได้ความว่า จำเลยยอมให้โจทก์ชำระค่างวดได้ดังเช่นที่โจทก์ฎีกาก็ตาม ก็ทำให้เห็นได้ชัดว่าค่างวดที่ 16 ที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยในวันที่ 16 สิงหาคม 2538 นั้นเป็นเวลาที่เกินกำหนดวันที่ 16 มีนาคม 2537 ตามหมายเหตุท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทว่า "พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ในงวดที่ 20"ดังเช่นที่โจทก์ฎีกาแล้ว ตามคำเบิกความของโจทก์ก็ไม่ได้ความว่าโจทก์ได้ไปขอให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในวันดังกล่าวซึ่งโดยข้อเท็จจริงที่โจทก์ไปขอผ่อนค่างวดให้แก่จำเลยลดน้อยลงกว่าที่ตกลงกันไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเช่นนี้ จึงเห็นได้ว่าโจทก์ไม่มีเงินพอที่จะชำระให้แก่จำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายในการที่จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่กันได้ โจทก์ย่อมไม่อาจอ้างได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาที่ไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยได้ในวันที่ 16 มีนาคม 2537 ดังที่โจทก์ฎีกา แต่โจทก์เสียอีกที่ต้องเป็นฝ่ายที่มีหน้าที่ต้องชำระค่างวดให้แก่จำเลยต่อไปจนครบ 20 งวด ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทในจำนวนเงินค่างวดที่จำเลยยอมลดให้แก่โจทก์แม้จะไม่ตรงตามงวดที่ระบุในสัญญาก็ตาม พฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยปฏิบัติต่อกันเป็นลักษณะผ่อนผันให้แก่กันเกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาที่ต่างฝ่ายต่างต้องปฏิบัติต่อกันตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.2 นั้นมิได้เป็นสาระสำคัญที่จะให้ถือว่าอีกฝ่ายผิดสัญญาทันทีตามกำหนดไว้แต่อย่างใด แต่การที่โจทก์ชำระเงินค่างวดที่ 16 ให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2538 แล้ว ไม่ชำระเงินค่างวดต่อไปให้แก่จำเลยให้ครบ 20 งวด อีก จนกระทั่งจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 27 มิถุนายน 2539 เตือนให้โจทก์ชำระเงินที่เหลือภายใน 7 วันนับแต่วันรับหนังสือ โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ย่อมถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและริบเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไว้แล้วตามสัญญาจะซื้อจะขายข้อ 10 ได้โดยชอบที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 159
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว นุสรา บุญกนิฐ
จำเลย — บริษัท เวิลด์ แลนด์ แอนด์เฮ้าส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6756/2544
#43347
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะเข้าใจผิดว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 2749ที่จำเลยซื้อมาตั้งแต่ปี 2472 ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ที่ดินแปลงดังกล่าว จึงไม่ใช่การครอบครองที่ดินของตนเองอันจะอ้างครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ เมื่อจำเลยครอบครองที่ดินซึ่งเป็นของโจทก์อันเป็นการครอบครองที่ดินของผู้อื่น ลักษณะครอบครองของจำเลยแสดงออกโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลานานกว่า10 ปีแล้ว จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และการนับระยะเวลาครอบครองนั้นนับตั้งแต่เวลาที่จำเลยเข้ายึดถือครอบครองที่ดินตลอดมา หาใช่นับแต่วันที่ทำการรังวัดแล้วทราบว่าครอบครองที่ดินสลับแปลงกันไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองกับบริวารรื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2750 ของโจทก์ห้ามยุ่งเกี่ยวอีกต่อไปและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาทนับจากวันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2750 ทางด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ 49 ไร่ 75 ตารางวาของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 และให้โจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนจากโจทก์มาเป็นจำเลยที่ 1 ในส่วนที่จำเลยที่ 1 ครอบครองดังกล่าว หากโจทก์ไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ และห้ามมิให้โจทก์จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใด ๆ หรือก่อภาระผูกพันใด ๆ ในที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 1 ครอบครองดังกล่าว

โจทก์ให้การแก่ฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายอุดม โซ๊ะมณีนางสาวสมัย โซ๊ะมณี นางเจริญ บัวเจริญ นายสอาด โซ๊ะมณี นายกมลโซ๊ะมณี นางฮับเซาะ อาบัส และนางอาซ๊ะ มิตรมานะ บุตรจำเลยที่ 1ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2750 ตำบลบ้านดอนเกาะกา(คลองซอยที่ 21 ฝั่งเหนือ) อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา บางส่วนตามแผนที่วิวาทภายในกรอบเส้นสีแดงเนื้อที่ประมาณ 49 ไร่ 3 งาน 32 ตารางวา(เว้นแต่ส่วนที่หักเป็นถนนสาธารณะ) เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 คำขอตามฟ้องแย้ง นอกจากนี้ให้ และให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าที่ดินพิพาทบริเวณภายในกรอบเส้นสีแดงตามแผนที่วิวาทเอกสารหมายล.3 จำเลยที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ปลูกบ้านอยู่อาศัยและมีบ้านของจำเลยที่ 2 อยู่ด้วย ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 2750 ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะเข้าใจผิดว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 2749 ที่จำเลยที่ 1 ซื้อมาตั้งแต่ปี 2472 ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ที่ดินแปลงดังกล่าว จึงไม่ใช่การครอบครองที่ดินของตนเองอันจะอ้างครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ตามที่โจทก์ฎีกา เมื่อจำเลยที่ 1ครอบครองที่ดินซึ่งเป็นของโจทก์อันเป็นการครอบครองที่ดินของผู้อื่นลักษณะครอบครองของจำเลยที่ 1 กับพวกแสดงออกโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลามากกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยที่ 1จึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และการนับระยะเวลาครอบครองนั้น นับตั้งแต่เวลาที่จำเลยที่ 1 เข้ายึดถือครอบครองที่ดินตลอดมาหาใช่นับแต่วันที่ทำการรังวัดแล้วทราบว่าครอบครองที่ดินสลับแปลงกันไม่อีกทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นการแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดโดยชัดแจ้งไม่เป็นการครอบครองแทนบุคคลอื่น และแม้บุคคลอื่นจะยอมคืนที่ดินให้ถูกต้องตามโฉนดที่ดินก็หากระทบต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 ไม่ เมื่อการครอบครองของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นการครอบครองโดยชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บุญสืบ ยอดงามยิ่ง
จำเลย — นาง อ๊ะ โซ๊ะมณี โดยนาย อุดม โซ๊ะมณี กับพวก ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6754/2544
#42048
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดสองฐานรวมกันมาในข้อเดียวกัน โดยมิได้บรรยายฟ้องให้เห็นชัดเจนว่าการกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้จำเลยทั้งสองกระทำโดยมีเจตนาแยกต่างหากจากหรือกระทำผิดสำเร็จเป็นความผิดแต่ละกรรมเป็นกระทงความผิดอย่างไรอีกทั้งโจทก์ยังมีคำขอให้ลงโทษเป็นกรรมเดียวกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มาท้ายคำฟ้องด้วย แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวกัน จึงต้องถือตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาใช่เป็นความผิดสองกรรมต่างกันไม่

จำเลยทั้งสองกระทำความผิดโดยเป็นตัวการร่วมกันและจำเลยที่ 1เป็นนิติบุคคล จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเรื่องการกักขังแทนค่าปรับมาใช้บังคับแก่จำเลยที่ 1 ได้ที่ศาลชั้นต้นให้บังคับชำระค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 ด้วยจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสี่อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่ผู้เสียหายทั้งสี่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และได้ร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งแว่นตากันแดดที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมดังกล่าวข้างต้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 108, 110, 115,117 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 90 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 มาตรา 108 และมาตรา 110(1) ประกอบมาตรา 108 เป็นการกระทำสองกรรมต่างกัน ลักษณะและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิด มีของกลางจำนวนกว่า 30,000 ชิ้น พร้อมเครื่องมือในการผลิตของที่เป็นความผิด การกระทำดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความเสียหายได้มาก เนื่องจากถือได้ว่าเป็นแหล่งผลิต สมควรลงโทษสถานหนัก ให้เรียงกระทงลงโทษฐานปลอมเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 1 ปรับ 400,000บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 400,000 บาทจำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมลงโทษจำเลยที่ 1ปรับ 800,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 4 ปี และปรับ 800,000 บาทจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก2 ปี และปรับ 400,000 บาท พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และลักษณะของจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 มีบุตรที่จะต้องเลี้ยงดูหลายคนไม่ปรากฏว่าเคยกระทำความผิดมาก่อน การจำคุกไม่เหมาะสมแก่จำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 2ลุแก่โทษให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องและยินยอมชดใช้สังคมโดยการทำงานบริการให้ชุมชน เห็นสมควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคม โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 2รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ให้พนักงานคุมประพฤติจัดให้จำเลยที่ 2 ทำกิจกรรมบริการสังคมด้านคนชราหรือผู้ด้อยโอกาสในสังคมเป็นเวลา 100 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56(1)หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ปลอมเครื่องหมายการค้า จำเลยทั้งสองเพียงแต่ประมูลกรอบแว่นตาหรือแว่นตาสำเร็จรูปซึ่งเป็นสินค้าตามฟ้องจากต่างประเทศแล้วนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมาย และเครื่องมือของกลางเป็นเพียงอุปกรณ์ใช้ซ่อมแซมความชำรุดของสินค้า ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้ในการผลิตนั้นเป็นการอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำความผิด และของกลางดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้อง แต่คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดและของกลางดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้อง ดังนี้ จำเลยทั้งสองจะอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ให้การรับสารภาพดังกล่าวแล้วหาได้ไม่ ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ลงโทษในสถานเบาโดยปรับในอัตราขั้นต่ำนั้น เห็นว่า นอกจากจำเลยทั้งสองจะร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายถึง 4 รายแล้ว ยังร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมอีกด้วย โดยเจ้าพนักงานยึดได้สินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมดังกล่าวติดอยู่เป็นจำนวนมากกว่า 30,000 ชิ้น พร้อมด้วยเครื่องมือที่จำเลยทั้งสองใช้และมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องอีกหลายรายการเป็นของกลาง พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองนับว่าก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าเป็นอย่างมาก ถือได้ว่าเป็นกรณีร้ายแรง จึงไม่มีเหตุสมควรวางโทษให้เบาลงอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ดีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานปลอมเครื่องหมายการค้าและฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเป็นความผิดสองกรรมนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้รวมกันมาในคำฟ้องข้อ 2 โดยมิได้บรรยายฟ้องให้เห็นชัดเจนว่าการกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้จำเลยทั้งสองกระทำโดยมีเจตนาแยกต่างหากจากกันหรือกระทำผิดสำเร็จเป็นความผิดแต่ละกรรมเป็นกระทงความผิดอย่างไร อีกทั้งโจทก์ยังมีคำขอให้ลงโทษเป็นกรรมเดียวกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มาท้ายคำฟ้องด้วยแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวกัน จึงต้องถือตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาใช่เป็นความผิดสองกรรมต่างกันไม่ นอกจากนี้คดีนี้จำเลยทั้งสองกระทำความผิดโดยเป็นตัวการร่วมกัน และจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเรื่องการกักขังแทนค่าปรับมาใช้บังคับแก่จำเลยที่ 1 ได้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้ปรับบทความผิดของจำเลยทั้งสองฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และที่ให้บังคับชำระค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 ด้วย จึงไม่ถูกต้องปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องเองได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 และมาตรา 110(1) ประกอบมาตรา 108 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90แต่เนื่องจากความผิดแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันจึงให้ลงโทษฐานปลอมเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 มาตรา 108 จำเลยที่ 1 ปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 2จำคุก 2 ปี และปรับ 400,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ200,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี และปรับ 200,000 บาทหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 30 ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท เซ้าท์อีสท์ ออพติก จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6753/2544
#69511
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท น. ซึ่งประกอบกิจการน้ำดื่มโดยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะเป็นคำและรูป คดีก่อนศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 272 (1) ฐานเอาชื่อ รูปรอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของโจทก์มาใช้ เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของโจทก์ แต่ในช่วงระยะเวลาที่จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์กิจการของโจทก์มีกำไรมากขึ้นจากเดิม โจทก์จึงไม่เสียหายในผลกำไรที่โจทก์ควรได้จากการจำหน่ายน้ำดื่ม

จำเลยระบุเหตุในคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมว่า จำเลยเพิ่งทราบว่ามีพยานดังกล่าวที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับงบกำไรขาดทุนของบริษัท น.ซึ่งมีโจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการว่าระหว่างปี 2537 ถึงปี 2540 บริษัทมีกำไรเฉลี่ยเดือนละประมาณ 600,000 บาทข้อเท็จจริงเหล่านั้นจะปรากฏอยู่ในเอกสารเกี่ยวกับการเงินและการบัญชี เช่นงบดุล แบบแสดงรายการภาษีเงินได้ รายงานของผู้สอบบัญชี เป็นต้น ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้จัดทำขึ้นและยื่นต่อสำนักงานสรรพากรจังหวัดขอนแก่น พยานบุคคลและเอกสารที่จำเลยระบุอ้างเพิ่มเติมก็เป็นสรรพากรจังหวัดขอนแก่นกับงบดุลและงบกำไรขาดทุนของบริษัทดังกล่าวตั้งแต่ปี 2537 ถึงปัจจุบันซึ่งอยู่ในความครอบครองของสำนักงานสรรพากรจังหวัดขอนแก่นทั้งสิ้น หาได้อยู่ในความครอบครองของจำเลยผู้อ้างที่ต้องแนบสำเนามาท้ายคำให้การดังที่กำหนดไว้ในข้อ 7 แห่งข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ไม่ การอนุญาตให้จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมดังกล่าวซึ่งเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญที่เกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีย่อมทำให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับงบกำไรขาดทุนของบริษัทดังกล่าวเป็นไปโดยเที่ยงธรรม การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าว จึงอนุญาตให้จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม จึงชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ.มาตรา 87 (2) ย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ กรณีไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อข้อกำหนดหรือเป็นการที่จำเลยจงใจดำเนินกระบวนพิจารณาอันเป็นการเอาเปรียบคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 3

โจทก์ดำเนินกิจการน้ำดื่มโดยใช้เครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะเป็นคำและรูปมากว่า 20 ปี ด้วยความซื่อสัตย์ จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในหมู่ผู้บริโภคว่าน้ำดื่มของโจทก์มีคุณภาพ การที่จำเลยผลิตน้ำดื่มไม่มีคุณภาพออกจำหน่ายโดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง แม้โจทก์ไม่อาจสืบให้เห็นได้แจ้งชัดว่าน้ำดื่มที่จำเลยผลิตไม่มีคุณภาพ และโจทก์เสียหายมากน้อยเพียงใด แต่การกระทำของจำเลยย่อมทำให้โจทก์เสียหาย ศาลจึงมีอำนาจวินิจฉัยกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเรียกค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จากโจทก์เกินไปจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539มาตรา 26 ประกอบด้วยตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,721,043 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,629,396 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยเลิกใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยเลิกใช้เครื่องหมายการค้า "โคโรลิส" (ที่ถูกเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะเป็นคำและรูปคือเครื่องหมาย ) ทันที ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทนอร์ทอีสต์โคโรลิส จำกัด ประกอบกิจการน้ำดื่มโดยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะเป็นคำและรูปคือเครื่องหมาย จำเลยเช่าโรงงานผลิตน้ำดื่มและขออนุญาตใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีกำหนด 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 เป็นต้นไป ต่อมาโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวจำเลยให้งดใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ จำเลยได้รับแล้วคงเพิกเฉย โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในข้อหาความผิดฐานเอาชื่อ รูปรอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ไปใช้โดย ไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) ครั้นวันที่ 5 กันยายน 2540 ศาลแขวงขอนแก่นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) คดีถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า แม้พยานหลักฐานของโจทก์จะมีตัวโจทก์และพยานโจทก์เบิกความประกอบเอกสารซึ่งมีบัญชียอดขายปี 2535 ถึงปี 2537 และปี 2540 กับบัญชีส่งสินค้าแก่ลูกค้าในจังหวัดขอนแก่นและต่างจังหวัดก็ตาม ปรากฏว่าเอกสารทั้งหมดดังกล่าวฝ่ายโจทก์จัดทำขึ้นเอง และเป็นเพียงประมาณการซึ่งเป็นการคาดหวังของโจทก์ฝ่ายเดียว จึงยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ายอดจำหน่ายน้ำดื่มของโจทก์ระหว่างปี 2537 ถึงปี 2540 มีจำนวนเท่าใดและโจทก์มีกำไรหรือขาดทุนหรือไม่ เพียงใด พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ พยานโจทก์เบิกความรับว่าระหว่างปี 2535 ถึงปี 2537 โจทก์มีกำไรเดือนละประมาณ 600,000 บาท ปี 2538 ถึงปี 2539 ซึ่งจำเลยเช่ากิจการของโจทก์นั้น มีกำไรเดือนละประมาณ 700,000 บาท และระหว่างเดือนมีนาคม 2540 ถึงเดือนพฤษภาคม 2540 ซึ่งโจทก์กลับเข้าดำเนินการเองมีกำไรเดือนละประมาณ 200,000 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับงบกำไรขาดทุนของบริษัทนอร์ทอีสต์โคโรลิส จำกัด เอกสารหมาย ป.ล.2 (ศาลจังหวัดขอนแก่น) ที่ระบุว่าเฉพาะปี 2537 ซึ่งเป็นปีที่โจทก์ดำเนินกิจการเองก่อนจะให้จำเลยเช่านั้น ปรากฏว่าโจทก์มีกำไรเฉลี่ยจำนวนเพียงเดือนละ 5,221.09 บาท เห็นได้ชัดว่าในช่วง 3 เดือน คือระหว่างเดือนมีนาคม 2540 ถึงเดือนพฤษภาคม 2540 ที่จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์นั้นกิจการของโจทก์มีกำไรมากขึ้นจากเดิมที่โจทก์ดำเนินกิจการเองในปี 2537 ช่วงเดียวกันเดือนละเพียง 5,221.09 บาท เป็นเดือนละประมาณ 200,000 บาท ดังนั้น โจทก์จึงไม่เสียหายในผลกำไรที่โจทก์ควรได้จากการจำหน่ายน้ำดื่มแต่อย่างใด

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยเพิ่งยื่นคำร้องขออ้างพยานเพิ่มเติมเรื่องงบกำไรขาดทุนเอกสารหมาย ป.ล.2 ถึง ป.ล.5 (ศาลจังหวัดขอนแก่น) และอ้างสรรพากรจังหวัดขอนแก่นเป็นพยานหลังจากที่โจทก์เบิกความแล้วประมาณ 1 ปีเศษ เป็นการเอาเปรียบโจทก์ในเชิงคดี ตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 3 และข้อ 7 จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น จำเลยได้ระบุเหตุในคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมว่า จำเลยเพิ่งทราบว่ามีพยานดังกล่าวที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ เห็นว่า โจทก์ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับงบกำไรขาดทุนของบริษัทนอร์ทอีสต์โคโรลิส จำกัด ซึ่งมีโจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการว่า ระหว่างปี 2537 ถึงปี 2540 บริษัทดังกล่าวมีกำไรเฉลี่ยเดือนละประมาณ 600,000 บาท ข้อเท็จจริงเหล่านั้นจะปรากฏอยู่ในเอกสารเกี่ยวกับการเงินและการบัญชี เช่น งบดุล แบบแสดงรายการภาษีเงินได้ รายงานของผู้สอบบัญชี เป็นต้น ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้จัดทำขึ้นและยื่นต่อสำนักงานสรรพากรจังหวัดขอนแก่น พยานบุคคลและเอกสารที่จำเลยระบุอ้างเพิ่มเติมก็เป็นสรรพากรจังหวัดขอนแก่นกับงบดุลและงบกำไรขาดทุนของบริษัทดังกล่าวตั้งแต่ปี 2537 ถึงปัจจุบันซึ่งอยู่ในความครอบครองของสำนักงานสรรพากรจังหวัดขอนแก่นทั้งสิ้น หาได้อยู่ในความครอบครองของจำเลยผู้อ้างที่ต้องแนบสำเนามาท้ายคำให้การดังที่กำหนดไว้ในข้อ 7 แห่งข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ไม่ การอนุญาตให้จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมดังกล่าวซึ่งเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญที่เกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีย่อมทำให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับงบกำไรขาดทุนของบริษัทดังกล่าวเป็นไปโดยเที่ยงธรรม การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าวจึงอนุญาตให้จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมนั้นจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) แล้ว งบกำไรขาดทุนเอกสารหมาย ป.ล.2 ถึง ป.ล.5 (ศาลจังหวัดขอนแก่น) ย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ กรณีไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อข้อกำหนดหรือเป็นการที่จำเลยจงใจดำเนินกระบวนพิจารณาอันเป็นการเปรียบคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 3 ดังที่โจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใด

ส่วนที่โจทก์เรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงนั้น โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ดำเนินกิจการน้ำดื่มโดยใช้เครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะเป็นคำและรูปคือเครื่องหมาย มากว่า 20 ปี ด้วยความซื่อสัตย์จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในหมู่ผู้บริโภคว่าน้ำดื่มของโจทก์มีคุณภาพ การที่จำเลยผลิตน้ำดื่มไม่มีคุณภาพออกจำหน่ายโดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง กว่าโจทก์จะชี้แจงให้ลูกค้าทราบความเป็นจริงและกลับมาบริโภคน้ำดื่มของโจทก์ก็คงต้องใช้เวลาหลายเดือน จำเลยจึงควรต้องชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์จำนวน 1,000,000 บาท นั้น ในปัญหาข้อนี้พยานโจทก์คงมีตัวโจทก์และผู้จัดการโรงงานน้ำดื่ม โคโรลิสเบิกความเพียงว่า จำเลยลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยผลิตและจำหน่ายน้ำดื่มไม่มีคุณภาพ จึงถูกลูกค้าต่อว่า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวไม่อาจนำสืบให้เห็นได้แจ้งชัดว่าน้ำดื่มที่จำเลยผลิตไม่มีคุณภาพ และกรณีนี้โจทก์เสียหายมากน้อยเพียงใด ที่โจทก์เรียกให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 1,000,000 บาท นั้น เป็นการประเมินของโจทก์ฝ่ายเดียว จึงมิใช่ความเสียหายตามความเป็นจริง แต่การกระทำของจำเลยย่อมทำให้โจทก์เสียหายและเป็นความเสียหายที่ศาลต้องวินิจฉัยกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์เป็นเงินจำนวน 30,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้มีทุนทรัพย์ตามคำฟ้องจำนวน 2,721,043 บาท ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยชำระเงินเพิ่มเพื่อให้เต็มจำนวนตามคำฟ้องแก่โจทก์อีกจำนวน 2,691,043 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาจึงมีจำนวน 2,691,043 บาท ดังนี้ ที่ศาลดังกล่าวเรียก ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จากโจทก์โดยคิดคำนวณจากทุนทรัพย์จำนวน 2,721,043 บาท เป็นการเรียกค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จากโจทก์เกินไปจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เป็นจำนวน 30,000 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในอัตราร้อยละ 2.5 ของทุนทรัพย์จำนวน 30,000 บาท คิดเป็นเงินจำนวน 750 บาท แก่โจทก์ ตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่โจทก์เสียเกินมาจำนวน 750 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 272 (1)
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางยุวดี ไชยเวช
จำเลย — นายสมเกียรติ ทวีจักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นางกรกันยา สุวรรณพาณิช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6744/2544
#41306
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364,365 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานบุกรุกจำคุก 6 เดือน ในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง ฯลฯจำคุก 3 เดือน ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้รอการลงโทษจำคุกไว้โจทก์ร่วมฎีกา ดังนี้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีได้ น่าจะหมายถึงการอนุญาตเฉพาะในข้อหาบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364,365 เท่านั้น ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายจึงเป็นโจทก์ร่วมในข้อหาดังกล่าวไม่ได้ โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยในข้อหาดังกล่าว

ความผิดในข้อหาบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 364,365 แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้ไขรอการลงโทษจำคุกจำเลยอันเป็นการแก้ไขมากแต่ก็ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน2 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาท ย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีอาวุธปืนพกขนาด .357 จำนวน 1 กระบอกเลขหมายทะเบียนที่ กท 2311138 ของนายดาบตำรวจอุดร จันทะลือซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้จากนายทะเบียนท้องที่แล้ว และมีเครื่องกระสุนปืนขนาด .357 จำนวน 5 นัด ซึ่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวสามารถใช้ยิงร่วมกันได้ ไว้ในครอบครองโดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายและจำเลยพาอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ดังกล่าวติดตัวไปตามถนนในหมู่บ้านซึ่งเป็นทางสาธารณะหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุสมควร ทั้งนี้ โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธติดตัวไปและไม่ใช่กรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งจำเลยไม่ใช่เจ้าพนักงาน และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย และจำเลยโดยไม่มีเหตุอันสมควรและมีอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปด้วยได้บุกรุกเข้าไปภายในบริเวณบ้านพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางนภาพรคำทะเนตร ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามวันเวลาดังกล่าว เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดอาวุธปืนจำนวน1 กระบอก และเครื่องกระสุนปืนจำนวน 5 นัด ที่จำเลยมีไว้และพาไปกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง เหตุเกิดที่ตำบลขมิ้น อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 364, 365, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางนภาพร คำทะเนตร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ (ที่ถูกมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง),72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365(2)(3)(ที่ถูกมาตรา 365(2)(3) ประกอบมาตรา 364 และ มาตรา 371) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 2,000 บาทฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 4,000 บาท และฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน โดยมีอาวุธ 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมโทษทุกกระทงปรับ10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78แล้ว คงปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้งมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้ น่าจะหมายถึงอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะในข้อหาบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365 เท่านั้น เพราะโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในข้อหานี้ ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหาย จึงเป็นโจทก์ร่วมในข้อหาดังกล่าวไม่ได้ ดังนั้น โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกาในข้อหาดังกล่าวนี้สำหรับข้อหาบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365นั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะพิพากษาแก้เป็นให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยอันเป็นการแก้ไขมาก แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาท ย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ดังนี้ ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกอันเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 30 ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาง นภาพร คำทะเนตร
จำเลย — นาง วิภา จันทะลือ
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6744/2544
#69459
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการหมายถึงอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะในข้อหาที่โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหาย

ข้อหาตาม ป.อ. มาตรา 371 และความผิดต่อ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหาย แม้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ โจทก์ร่วมก็ไม่มีสิทธิฎีกาในข้อหาดังกล่าวนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๓๖๔, ๓๖๕, ๓๗๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้ น่าจะหมายถึงอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะในข้อหาบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔, ๓๖๕ เท่านั้น เพราะโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในข้อหานี้ ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหาย จึงเป็นโจทก์ร่วมในข้อหาดังกล่าวไม่ได้ ดังนั้น โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกาในข้อหาดังกล่าวนี้ สำหรับข้อหาบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔, ๓๖๕ นั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ จะพิพากษาแก้เป็นให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยอันเป็นการแก้ไขมาก แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๒ ปี และปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท ย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ ดังนี้ ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกอันเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ในการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ร่วม.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 2 (14) ม. 28 (2) ม. 30 ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
โจทก์ร่วม — นางนภาพร คำทะเนตร
จำเลย — นางวิภา จันทะลือ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายยอดชาย ชอบทางศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางเมทินี ชโลธร
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6742/2544
#41305
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อหาใดข้อหาเดียวเท่านั้น การที่จำเลยให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องโจทก์ทุกประการจึงเป็นคำรับสารภาพที่ไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดในข้อหาใดโจทก์จึงต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความว่าจำเลยกระทำผิดในข้อหาใดข้อหาหนึ่ง แต่โจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความเช่นนั้น และแม้ว่าในคำร้องขอบรรเทาโทษของจำเลยจะมีเนื้อหาว่าจำเลยรับซื้อไมโครโฟนของกลางไว้เพื่อให้หลานใช้ร้องเพลงเล่นก็ตามแต่คำร้องขอบรรเทาโทษมิใช่คำให้การ แต่เป็นเพียงการขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและบรรยายเหตุผลต่าง ๆ ให้ศาลปรานีถึงแม้จะมีถ้อยคำที่อาจแสดงว่าจำเลยรับสารภาพในความผิดฐานใดฐานหนึ่งหรือมิได้รับสารภาพในความผิดฐานใดเลยก็มิอาจถือได้ว่าเป็นคำให้การของจำเลย เมื่อคำให้การของจำเลยไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาใด ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายหรือมิฉะนั้นภายหลังเวลาที่มีการลักทรัพย์ถึงเวลาที่ยึดทรัพย์ดังกล่าว จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย และรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งเครื่องเล่นวีดีโอเทปและไมโครโฟนของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335, 336 ทวิ, 357, 83 และให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 2,870 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร จำเลยที่ 2ให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องโจทก์ทุกประการ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (ที่ถูก 335(3)(4)(7)(8) วรรคสอง)ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ จำคุก 6 ปี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อายุ 18 ปีเศษรู้สึกผิดชอบแล้วไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสี่คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1ที่ 3 และที่ 4 คนละ 2 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แล้ว ไม่สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน2,870 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1และที่ 3 คนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ1 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 4 และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1และที่ 3 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 2,870 บาทแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าคดีนี้จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 ได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 4 ในข้อหาใดข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาหนึ่งเดียวเท่านั้น หากจำเลยที่ 4 กระทำผิดในข้อหาลักทรัพย์ จำเลยที่ 4 ย่อมไม่มีความผิดในข้อหารับของโจร หรือหากจำเลยที่ 4กระทำผิดในข้อหารับของโจรแล้วจำเลยที่ 4 ย่อมไม่มีความผิดในข้อหาลักทรัพย์ การที่จำเลยที่ 4 ให้การว่ารับสารภาพผิดตามฟ้องโจทก์ทุกประการ จึงเป็นคำรับสารภาพที่ไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 กระทำผิดในข้อหาใด เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์ต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความว่า จำเลยที่ 4 กระทำผิดในข้อหาใดข้อหาหนึ่งแต่โจทก์มิได้นำสืบพยานให้ได้ความเช่นว่านั้น คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 กระทำผิดข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 4 ได้ยื่นคำร้องขอบรรเทาโทษว่า จำเลยที่ 4 รับซื้อไมโครโฟนไว้2 อันในราคา 150 บาท อันหนึ่งดีอันหนึ่งเสีย โดยตั้งใจรับซื้อไว้เพื่อให้หลานใช้ร้องเพลงเล่นจึงขอความกรุณาได้โปรดพิจารณาโทษในสถานเบา... เช่นนี้ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 4 เข้าใจฟ้องและรับสารภาพในข้อหารับของโจร ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 ในข้อหารับของโจรได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คำร้องขอบรรเทาโทษมิใช่คำให้การคำร้องนั้นเป็นการขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและบรรยายเหตุผลต่าง ๆเพื่อให้ศาลปรานี ถึงแม้จะมีถ้อยคำที่อาจแสดงว่ารับสารภาพในความผิดฐานใดฐานหนึ่งหรือมิได้รับสารภาพในความผิดฐานใดเลยก็มิอาจถือได้ว่าเป็นคำให้การของจำเลยที่ 4 ดังนั้น เมื่อคำให้การของจำเลยที่ 4ไม่สามารถรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 กระทำผิดในข้อหาลักทรัพย์หรือข้อหารับของโจร ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 ไม่ได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย นพพรหรือเอ ศรีเพ็ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6737/2544
#41304
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ใช้บัตรเครดิตซิตี้แบงก์วีซ่าครั้งสุดท้ายวันที่ 13สิงหาคม 2540 จากนั้นมิได้ใช้อีกต่อไป แต่ได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์รวม 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2540 และวันที่ 6ตุลาคม 2540 โดยยอดหนี้ที่เหลือ จำเลยจะต้องชำระภายในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิใช้สิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 ส่วนหนี้ตามบัตรเครดิตซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ด จำเลยใช้ครั้งสุดท้ายวันที่ 4 ตุลาคม 2510 และไม่เคยผ่อนชำระหนี้ที่เหลือแก่โจทก์ หนี้ถึงกำหนดชำระวันที่ 1ธันวาคม 2540 ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 2ธันวาคม 2540 อายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(7) ย่อมเริ่มนับตั้งแต่วันที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวได้

ข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญาซึ่งระบุว่าหากลูกหนี้ไม่ชำระตามใบแจ้งยอดบัญชีถือว่าลูกหนี้ขอผัดผ่อนการชำระหนี้ เป็นเพียงการที่โจทก์ผ่อนปรนยังไม่ใช้สิทธิเรียกร้องแก่จำเลยเท่านั้น แต่หาเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกเพื่อใช้บัตรซิตี้แบงก์วีซ่า และบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดของโจทก์เพื่อนำไปชำระหนี้ค่าสินค้า บริการ ตลอดจนเบิกเงินสดจากสถานประกอบการต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิกของโจทก์ หลังจากที่โจทก์ออกบัตรเครดิตให้จำเลยแล้วจำเลยได้นำบัตรดังกล่าวออกใช้ โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยให้แก่สถานประกอบกิจการค้าต่าง ๆ ไปก่อนแล้ว โจทก์ได้ส่งใบแจ้งยอดบัญชีรายเดือนให้แก่จำเลยเพื่อเรียกให้ชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรทั้งสองดังกล่าว จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินคืนตามที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายไป โจทก์บอกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 576,550.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 35 ต่อปีของต้นเงิน 307,125.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจและของผู้มอบอำนาจช่วงมิใช่ลายมือชื่อที่แท้จริง หนังสือมอบอำนาจจึงไม่สมบูรณ์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันครบกำหนดชำระหนี้หลังจากที่จำเลยได้ใช้บัตรซื้อสินค้าและบริการครั้งสุดท้าย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ 2 ประเภท คือ บัตรซิตี้แบงก์วีซ่าและบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดมาตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคม2537 และวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 ตามลำดับจำเลยใช้บัตรเครดิตทั้งสองประเภทมาโดยตลอด โดยสำหรับบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าจำเลยได้ชำระเงินคืนครั้งสุดท้ายเป็นการชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2540 เหลือยอดหนี้ค้างชำระคำนวณถึงวันที่ 12เดือนเดียวกันจำนวน 153,882.96 บาท ซึ่งจำเลยจะต้องชำระภายในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 แต่จำเลยมิได้ชำระและมิได้ใช้บัตรอีกต่อไปโจทก์คำนวณยอดหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2541 จำนวน190,762.03 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2541 และสำหรับบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดจำเลยได้ใช้บัตรดังกล่าวครั้งสุดท้ายเบิกเงินจำนวน 10,000 บาท เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2540 คงมียอดหนี้คำนวณถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2540 จำนวน 162,139.14 บาทครบกำหนดชำระภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2540 แต่จำเลยมิได้ชำระและมิได้ใช้บัตรอีกต่อไป โจทก์คำนวณยอดหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5พฤษภาคม 2541 จำนวน 196,709.67 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2541 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า สัญญาการใช้บัตรเครดิตทั้งสองประเภทซึ่งมีอายุความ 2 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน2541 สำหรับบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าและตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2541สำหรับบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ด คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9บัญญัติให้เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดมิฉะนั้นเป็นอันขาดอายุความ เว้นแต่ลูกหนี้จะกระทำการในกรณีใดกรณีหนึ่งดังที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14 ซึ่งจะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ปรากฏว่าสำหรับบัตรเครดิตซิตี้แบงก์วีซ่า จำเลยได้ใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13สิงหาคม 2540 เบิกเงินจำนวน 3,000 บาท จากนั้นจำเลยมิได้ใช้อีกต่อไปแต่ได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์รวม 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 3 กันยายน2540 จำนวน 7,500 บาท และวันที่ 6 ตุลาคม 2540 จำนวน 7,200บาท โดยยอดหนี้ที่เหลือจำเลยจะต้องชำระภายในวันที่ 6 พฤศจิกายน2540 ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิใช้สิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน2540 ส่วนหนี้ตามบัตรเครดิตซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ด จำเลยใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2540 และจำเลยไม่เคยผ่อนชำระหนี้ที่เหลือให้แก่โจทก์ หนี้ถึงกำหนดชำระวันที่ 1 ธันวาคม 2540 ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2540 อายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) ย่อมเริ่มนับตั้งแต่วันที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีสิทธิใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวได้ฉะนั้นสำหรับบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าย่อมขาดอายุความตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน2542 และสำหรับบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดย่อมขาดอายุความตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2542 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ส่วนข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญา ข้อ 7.ซึ่งระบุว่า หากลูกหนี้ไม่ชำระตามใบแจ้งยอดบัญชีถือว่าลูกหนี้ขอผัดผ่อนการชำระหนี้ เป็นเพียงการที่โจทก์ผ่อนปรนยังไม่ใช้สิทธิเรียกร้องแก่จำเลยเท่านั้น แต่หาเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงไม่ และสำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5924/2540 ซึ่งโจทก์ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ เพราะคดีดังกล่าวโจทก์สืบพยานเพียงฝ่ายเดียวว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2537โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 คดีดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความดังนี้ จึงจะนำข้อวินิจฉัยมาปรับใช้กับคดีนี้มิได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความและพิพากษายกฟ้องมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ซิตี้แบงก์
จำเลย — นาย กำลูน สมทบบูรณะ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
วิเทพ ศิริพากย์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6729/2544
#41303
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยแถลงต่อศาลในคดีอาญา ขอให้สัญญาแก่ผู้เสียหายว่าจะนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้เสียหายภายใน 3 เดือนโดยขอให้ศาลชั้นต้นเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไป และผู้เสียหายก็แถลงรับต่อศาลว่า หากจำเลยสามารถปฏิบัติได้ตามที่ให้สัญญา ผู้เสียหายก็จะถอนคำร้องทุกข์และไม่เรียกร้องหนี้จำนวนใดอีก ดังนี้คำแถลงของผู้เสียหายเป็นเพียงการให้คำมั่นต่อศาลมิได้สนองรับคำเสนอของจำเลยแต่อย่างใดและเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลจะนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการเลื่อนคดีออกไปตามที่จำเลยแถลง คำแถลงของจำเลยและผู้เสียหายในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ถือว่าเป็นการยอมความตามกฎหมาย แม้ต่อมาผู้เสียหายจะได้นำเอาข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาไปอ้างในการยื่นฟ้องคดีแพ่งและได้ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องคดีแพ่งไปโดยอ้างเหตุผลว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยในมูลหนี้เดิมซึ่งเป็นจำนวนเดียวกับหนี้ตามเช็คในคดีนี้เพื่อแสดงว่าสิทธิเรียกร้องทางแพ่งของผู้เสียหายยังไม่ขาดอายุความก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้เห็นว่าผู้เสียหายไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยย่อมฟังได้แต่เพียงว่าผู้เสียหายไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีแพ่งเท่านั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงยังหาได้ระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)สาขาแพร่ จำนวน 2 ฉบับ มอบให้แก่นางจุรีรัตน์ อเนกศิริกุล ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่าซื้อทองรูปพรรณ เมื่อเช็คถึงกำหนดธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสองฉบับโดยให้เหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" ทั้งนี้ โดยจำเลยออกเช็คทั้งสองฉบับโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คเหตุเกิดที่ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ อนึ่งจำเลยในคดีนี้เป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 483/2541 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 483/2541 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 กระทงแรก จำคุก 5 เดือน กระทงที่สอง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก1 ปี 5 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน 15 วัน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 483/2541ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษาจึงให้ยกคำขอในส่วนนี้เสีย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษกระทงแรกจำคุก 1 เดือน กระทงที่สอง จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก1 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ได้ระงับไปเพราะมีการยอมความกันแล้วจริงหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าการที่จำเลยให้สัญญากับผู้เสียหายว่าจะขอชำระหนี้เพียง 110,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายภายใน3 เดือน และผู้เสียหายแถลงว่าหากจำเลยนำเงินจำนวน 110,000 บาทมาชำระให้แก่ผู้เสียหายภายใน 3 เดือน ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์และถ้าจำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวครบถ้วนก็จะไม่ติดใจเรียกร้องหนี้ตามเช็คเกินกว่าจำนวนที่จำเลยเสนอซึ่งศาลได้จดรายงานกระบวนพิจารณา โดยจำเลยและผู้เสียหายลงลายมือชื่อไว้ ถือว่าเป็นคำเสนอของจำเลย และผู้เสียหายได้มีคำสนองรับคำเสนอของจำเลยแล้วและต่อมาผู้เสียหายได้นำคำเสนอของจำเลยในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวไปใช้กล่าวอ้างและถือเอาประโยชน์โดยนำไปยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งเรียกให้จำเลยชำระเงินในมูลหนี้เดียวกันกับเช็คตามฟ้องคดีนี้และต่อมาผู้เสียหายได้ถอนฟ้องคดีแพ่งดังกล่าวโดยอ้างเหตุผลว่าไม่ประสงค์ดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป ย่อมถือเป็นการยอมความโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว นั้น เห็นว่า การยอมความคือการตกลงระงับคดีอาญาที่มีต่อกัน การที่จำเลยแถลงต่อศาลว่าขอให้สัญญาแก่ผู้เสียหายว่าจะนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้เสียหายภายใน3 เดือน โดยขอให้ศาลชั้นต้นเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปและผู้เสียหายก็แถลงต่อศาลรับว่าหากจำเลยสามารถปฏิบัติได้ตามที่ให้สัญญา ผู้เสียหายก็จะถอนคำร้องทุกข์และไม่เรียกร้องหนี้จำนวนใดแก่ผู้เสียหายอีก เห็นได้ชัดว่าผู้เสียหายมิได้สนองรับคำเสนอของจำเลยแต่อย่างใด เพียงแต่ให้คำมั่นต่อศาลว่า ถ้าจำเลยสามารถปฏิบัติได้ตามที่ให้สัญญาผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์และไม่เรียกร้องหนี้ส่วนที่ยังขาดอยู่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นนำมาประกอบดุลพินิจในการเลื่อนคดีออกไปตามที่จำเลยแถลง เพราะจำเลยกับผู้เสียหายอาจตกลงยอมความกันได้ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป โดยไม่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยมีความผิดและพิพากษาลงโทษจำเลย ซึ่งจะก่อให้เกิดผลที่ดีแก่ทั้งผู้เสียหายและจำเลยคำแถลงของจำเลยและผู้เสียหายในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงไม่ถือเป็นการยอมความกันตามกฎหมายแม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าต่อมาผู้เสียหายได้นำเอาข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณามาอ้างในการยื่นฟ้องคดีแพ่งเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าซื้อทองรูปพรรณจำนวนเดียวกับหนี้ตามเช็คคดีนี้และได้ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องคดีแพ่งดังกล่าวไป โดยอ้างเหตุผลว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลย ก็เป็นเรื่องการฟ้องร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิม ซึ่งยังมิได้ระงับไปเพราะการออกเช็คตามฟ้องทั้งสองฉบับ และกล่าวอ้างข้อเท็จจริงในส่วนคำแถลงของจำเลยเพื่อแสดงถึงสิทธิเรียกร้องทางแพ่งของผู้เสียหายที่ยังไม่ขาดอายุความเพราะจำเลยได้สละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลา หรืออายุความ และการรับสภาพความรับผิด มิใช่เป็นพฤติการณ์ที่ผู้เสียหายยอมตกลงรับคำเสนอของจำเลยโดยไม่ประสงค์จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยและการที่ผู้เสียหายยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องคดีแพ่งดังกล่าวโดยอ้างเหตุผลว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้เห็นว่าผู้เสียหายไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย ย่อมฟังได้แต่เพียงว่าผู้เสียหายไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีแพ่งในคดีดังกล่าวแก่จำเลยเท่านั้น กรณีจึงถือไม่ได้ว่ามีการยอมความกันแล้วตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ จึงยังหาได้ระงับไป ดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นาง จันทนา พรมเกตุ
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6724/2544
#41302
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่ผู้เสียหายทั้งสามเดินไปตามทางเท้า จำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้ามาจอดเทียบใกล้ ๆ และแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจบัตรประจำตัวและขอค้นตัวหรือตรวจหายาเสพติดให้โทษ แล้วพูดจาขู่บังคับให้ส่งมอบเงินและทรัพย์สินมีค่าแก่ตนหากขัดขืนจะยิงให้ตาย พร้อมกับทำท่าจะล้วงเอาอาวุธออกมาผู้เสียหายทั้งสามเกิดความกลัวผู้เสียหายที่ 2 กับที่ 3 จึงส่งกระเป๋าเงินให้จำเลยล้วงหยิบเอาเงินสดในกระเป๋าไป ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ถอดนาฬิกาข้อมือให้จำเลย จากนั้นจำเลยก็หลบหนีไปการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคหนึ่งแล้ว จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์ มิใช่กรรโชกทรัพย์ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยจะเป็นผู้ล้วงหยิบเอาทรัพย์นั้นเองหรือผู้เสียหายเป็นผู้หยิบส่งให้ไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ลักทรัพย์นาฬิกาข้อมือยี่ห้อมิโด 1 เรือนราคา 3,000 บาท ของนายฐกัด แสงปัญญาทีป ผู้เสียหายที่ 1 กับเงินสด 360 บาท ของนายทักษิณ ประทุมสัย ผู้เสียหายที่ 2 และเงินสด 190 บาท ของนายไกรศร พรหมศรีทอง ผู้เสียหายที่ 3 ไปโดยทุจริตและด้วยการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือให้พ้นจากการจับกุมโดยในการชิงทรัพย์ดังกล่าวจำเลยได้ลวงว่าตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและได้ใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93, 335, 339, 340 ตรี และเพิ่มโทษจำเลย กับให้จำเลยคืนเงิน 360 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 และ 190 บาทแก่ผู้เสียหายที่ 3

จำเลยให้การรับสารภาพ กับรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง แต่ปฏิเสธว่ามิได้กระทำผิดโดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานและเมื่อสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุก 20 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก 30 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว คำรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 20 ปีให้จำเลยคืนเงิน 360 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 และจำนวน 190 บาทแก่ผู้เสียหายที่ 3

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 6 ปีเพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก9 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ยกฟ้องความผิดฐานชิงทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 13 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายทั้งสามเดินไปตามทางเท้าซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับกองปราบปราม แขวงลาดยาวเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาจอดเทียบใกล้ ๆ ผู้เสียหายทั้งสามและแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจบัตรประจำตัวและขอค้นตัวหรือตรวจหายาเสพติดให้โทษจากผู้เสียหายทั้งสาม แล้วพูดจาขู่บังคับให้ส่งมอบเงินและทรัพย์สินมีค่าแก่ตน หากขัดขืนจะยิงให้ตาย พร้อมกับทำท่าจะล้วงเอาอาวุธออกมา ผู้เสียหายทั้งสามเกิดความกลัว ผู้เสียหายที่ 2 กับที่ 3จึงส่งกระเป๋าเงินให้ จำเลยล้วงหยิบเอาเงินสดในกระเป๋าไปจำนวน 360 บาท และ 190 บาท ตามลำดับ ส่วนผู้เสียหายที่ 1ก็ถอดนาฬิกาข้อมือให้จำเลยไปด้วย จากนั้นจำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคหนึ่งแล้ว จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์ ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยจะเป็นผู้ล้วงหยิบเอาทรัพย์นั้นเองหรือผู้เสียหายเป็นผู้หยิบส่งให้ไป และเมื่อจำเลยได้ทรัพย์แล้ว จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปก็เป็นการใช้ยานพาหนะเพื่อทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์และไม่เป็นความผิดในลักษณะฉกรรจ์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุก 16 ปีเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก24 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 339
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ธงชัย ผุดผ่อง
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6722/2544
#42047
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ เจ้าหนี้มีประกันมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ 2 วิธี วิธีแรก เจ้าหนี้มีประกันใช้สิทธิตามมาตรา 95 โดยถือสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันโดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย แต่ต้องยอมให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจดูทรัพย์สินนั้น และหากบังคับชำระหนี้เหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้เจ้าหนี้มีประกันย่อมหมดสิทธิขอรับชำระหนี้ที่ขาดอยู่จากทรัพย์สินอื่นวิธีที่สอง เจ้าหนี้มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใต้เงื่อนไข 4 ประการ ประการใดประการหนึ่งตามมาตรา 96ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามมาตรา 91 และในคดีนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96 หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ขาดอยู่ได้ ซึ่งเจ้าหนี้มีประกันชอบที่จะเลือกใช้สิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 95 หรือมาตรา 96 มาตราใดมาตราหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นเมื่อผู้ร้องเลือกใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96(3) แล้ว ผู้ร้องย่อมหมดสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา 95อีกต่อไป

การใช้สิทธิตามมาตรา 95 เจ้าหนี้มีประกันไม่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เพียงแจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบว่าจะถือเอาสิทธิเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน และจะต้องยอมให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าตรวจดูทรัพย์สินเท่านั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจออกคำสั่งให้เจ้าหนี้มีประกันผู้เลือกใช้สิทธิตามมาตรา 95 ได้รับชำระหนี้หรือไม่ คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่เคยอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 95 จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลายศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 19พฤศจิกายน 2530 คดีอยู่ระหว่างการรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินจำนวน16 โฉนด ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ในขณะทำสัญญาจำนองจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้องอยู่ 4 ประเภท คือ1. หนี้เงินกู้ (เงินกู้ส่วนที่เป็นเงินไทยและเงินกู้ส่วนที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐ)2. หนี้เงินกู้ระยะสั้น 3. หนี้ค่าปรับในการยกเลิกสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศ 4. หนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทสยามราษฎร์ จำกัดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2531 ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้คัดค้านในมูลหนี้เงินกู้ส่วนที่เป็นเงินไทย หนี้เงินกู้ระยะสั้นและหนี้ค่าปรับในการยกเลิกสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96(3) และเมื่อวันที่ 16มิถุนายน 2531 ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้คัดค้านในมูลหนี้เงินกู้ส่วนที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ และหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทสยามราษฎร์ จำกัด อย่างเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 95 สำหรับคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 95นั้น ผู้คัดค้านมีหมายแจ้งคำสั่งลงวันที่ 13 กันยายน 2532 ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ ส่วนคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96(3) ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2534 อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้คดีถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2541 ผู้ร้องได้รับหมายนัดลงวันที่ 2มิถุนายน 2541 จากผู้คัดค้านแจ้งว่าผู้ร้องเลือกใช้สิทธิตามมาตรา 96แล้ว ย่อมหมดสิทธิที่จะถือสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา 95 อีกต่อไป ผู้คัดค้านจึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 95 เสียทั้งสิ้นซึ่งผู้คัดค้านไม่มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านและให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 95

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 แล้ว ย่อมหมดสิทธิที่จะถือสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันอีกต่อไป ผู้ร้องมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในมูลหนี้เงินกู้ส่วนที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ และหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินภายในกำหนดเวลาที่ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 91 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้อีกต่อไป คงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 96(3) เท่านั้น คำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้เพิกถอนคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้เป็นคำสั่งที่ชอบ ส่วนคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 96(3) นั้น ได้พิจารณาแต่เพียงสิทธิในการได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 96(3) มิได้พิจารณาถึงสิทธิในการได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 95 ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้มีประกัน มีสิทธิที่จะเลือกใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 95 หรือมาตรา 96 เหนือทรัพย์อันเป็นหลักประกันเพียงมาตราเดียว คือหากใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96 แล้วก็ย่อมหมดสิทธิที่จะถือสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา 95 อีกต่อไป ผู้ร้องชอบที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ส่วนที่เหลือภายในกำหนดเวลา 2 เดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามมาตรา 91 เมื่อผู้ร้องยื่นคำขอครั้งที่ 2 หลังจากการยื่นครั้งแรกถึง 4 เดือน ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้อีก ผู้คัดค้านอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้โดยเข้าใจข้อกฎหมายผิดหลงก็ย่อมมีสิทธิที่จะเพิกถอนได้คำสั่งของผู้คัดค้านชอบแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้สำหรับหนี้เงินกู้ส่วนที่เป็นเงินไทย หนี้เงินกู้ระยะสั้น และหนี้ค่าปรับในการยกเลิกสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศ 3 รายการ อย่างเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96(3) แล้วผู้ร้องจะใช้สิทธิขอรับชำระหนี้เงินกู้ส่วนที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐ และหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินอีก 2 รายการ อย่างเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 95 ได้หรือไม่ เห็นว่าพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 95 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันซึ่งลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้แต่ต้องยอมให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจดูทรัพย์สินนั้น"มาตรา 96 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ภายในเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) เมื่อยินยอมสละทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายแล้วขอรับชำระหนี้ได้เต็มจำนวน(2) เมื่อได้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ (3) เมื่อได้ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ (4) เมื่อตีราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่..." บทบัญญัติของมาตราทั้งสองนี้แสดงให้เห็นว่าเจ้าหนี้มีประกันมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ 2 วิธี วิธีแรก เจ้าหนี้มีประกันใช้สิทธิตามมาตรา 95 โดยถือสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันโดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย แต่ต้องยอมให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจดูทรัพย์สินนั้น ดังนี้ กำหนดเวลาให้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามมาตรา 91 จึงไม่มี และหากบังคับชำระหนี้เหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ เจ้าหนี้มีประกันย่อมหมดสิทธิขอรับชำระหนี้ที่ยังขาดอยู่จากทรัพย์สินอื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายวิธีที่สอง โดยเจ้าหนี้มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายภายใต้เงื่อนไขมาตรา 96 ซึ่งมีอยู่ 4 ประการ ในประการใดประการหนึ่งกล่าวโดยเฉพาะผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันในคดีนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96(3) ในกรณีนี้หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วได้เงินมายังไม่พอชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้และการขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96ต้องยื่นภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามมาตรา 91 บทบัญญัติทั้งสองมาตราแยกให้เห็นข้อแตกต่างในวิธีการขอรับชำระหนี้และข้อแตกต่างในผลของการใช้สิทธิมาตราใดมาตราหนึ่ง ดังนั้น เจ้าหนี้มีประกันชอบที่จะเลือกใช้สิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 95 หรือมาตรา 96 มาตราใดมาตราหนึ่งเท่านั้นเมื่อผู้ร้องเลือกใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96(3) แล้ว ผู้ร้องย่อมหมดสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา 95 อีกต่อไปที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้เงินกู้ส่วนที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐและหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินตามมาตรา 95 นั้น ชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการต่อไปมีว่า การที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 95 แล้วผู้คัดค้านจะเพิกถอนคำสั่งเดิมนี้ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ โดยมีหมายแจ้งคำสั่งลงวันที่ 13 กันยายน 2532 ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 95 ก่อนที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 96(3) ตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 50/2534 ของศาลอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2541 ผู้คัดค้านจึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 95 นั้นเสียซึ่งผู้ร้องฎีกาในข้อนี้ว่า คำสั่งที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 95 ล่วงเลยมานานเกือบ 10 ปี และคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งเดิมนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 95 เจ้าหนี้มีประกันไม่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย เพียงแจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบว่าจะถือเอาสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและจะต้องยอมให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าตรวจดูทรัพย์สินเท่านั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจออกคำสั่งว่าให้ได้รับชำระหนี้หรือไม่แต่ประการใด ดังนั้น คำสั่งของผู้คัดค้านในคดีนี้ที่เคยอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 95 เมื่อวันที่ 13กันยายน 2532 จึงไม่ถูกต้อง แม้จะกลับมามีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่อนุญาตในภายหลังซึ่งล่วงเลยมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี คำสั่งของผู้คัดค้านในครั้งก่อนและในครั้งหลังจึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสิทธิของผู้ร้องตามกฎหมาย เพราะไม่ทำให้ผู้ร้องได้สิทธิหรือเสียสิทธิแต่ประการใดเมื่อผู้ร้องได้ใช้สิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันโดยขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายตามมาตรา 96 แล้วผู้ร้องย่อมหมดสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันสำหรับหนี้เงินกู้ส่วนที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐ และหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินตามมาตรา 95ดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้น เมื่อวินิจฉัยมาดังนี้แล้ว ฎีกาของผู้ร้องในปัญหาอื่นนอกจากนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีและไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91 ม. 95 ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแน้นซ์ จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัท สิทธิอำนวย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พิชัย เตโชพิทยากูล
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6722/2544
#69492
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 95 และ 96 แสดงให้เห็นว่าเจ้าหนี้มีประกันมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ 2 วิธี วิธีแรก เจ้าหนี้มีประกันใช้สิทธิตามมาตรา 95 โดยถือสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันโดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย แต่ต้องยอมให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจดูทรัพย์สินนั้น ดังนี้ กำหนดเวลาให้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามมาตรา 91 จึงไม่มี และหากบังคับชำระหนี้เหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ เจ้าหนี้มีประกันย่อมหมดสิทธิขอรับชำระหนี้ที่ยังขาดอยู่จากทรัพย์สินอื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย วิธีที่สอง โดยเจ้าหนี้มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายภายใต้เงื่อนไขมาตรา 96 ซึ่งมีอยู่ 4 ประการในประการใดประการหนึ่ง

ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96 (3) หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วได้เงินมายังไม่พอชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ และการขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96 ต้องยื่นภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามมาตรา 91

พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 95 และ 96 แยกให้เห็นข้อแตกต่างในวิธีการขอรับชำระหนี้และข้อแตกต่างในผลของการใช้สิทธิมาตราใดมาตราหนึ่ง เจ้าหนี้มีประกันชอบที่จะเลือกใช้สิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 95 หรือมาตรา 96 มาตราใดมาตราหนึ่งเท่านั้น เมื่อผู้ร้องเลือกใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96 (3) แล้ว ผู้ร้องย่อมหมดสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา 95 อีกต่อไป

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 95 เจ้าหนี้มีประกันไม่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย เพียงแจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบว่าจะถือเอาสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็น หลักประกันและจะต้องยอมให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าตรวจดูทรัพย์สินเท่านั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจออกคำสั่งว่าให้ได้รับชำระหนี้หรือไม่ ดังนั้น คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านในคดีนี้ที่เคยอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 95 จึงไม่ถูกต้องแม้จะกลับมามีคำสั่งใหม่เป็นว่า ไม่อนุญาตในภายหลังซึ่งล่วงเลยมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี คำสั่งของผู้คัดค้านในครั้งก่อนและในครั้งหลังจึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสิทธิของผู้ร้องตามกฎหมาย เพราะไม่ทำให้ผู้ร้องได้สิทธิหรือเสียสิทธิ เมื่อผู้ร้องได้ใช้สิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันโดยขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายตามมาตรา 96 แล้ว ผู้ร้องย่อมหมดสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ คดีอยู่ระหว่างการรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินจำนวน ๑๖ โฉนด ในขณะทำสัญญาจำนองจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ผู้ร้องอยู่ ๔ ประเภท คือ ๑. หนี้เงินกู้ (เงินกู้ส่วนที่เป็นเงินไทยและเงินกู้ส่วนที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐ) ๒. หนี้เงินกู้ระยะสั้น ๓. หนี้ค่าปรับในการยกเลิกสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ๔. หนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทสยามราษฎร์ จำกัด เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๑ ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้คัดค้านในมูลหนี้เงินกู้ส่วนที่เป็นเงินไทย หนี้เงินกู้ระยะสั้นและหนี้ค่าปรับในการยกเลิกสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๖ (๓) และเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๓๑ ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้คัดค้านในมูลหนี้เงินกู้ส่วนที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐ และหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทสยามราษฎร์ จำกัด อย่างเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๕ สำหรับคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๕ นั้น ผู้คัดค้านมีหมายแจ้งคำสั่งลงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๒ ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ ส่วนคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๖ (๓) ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๔ อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ คดีถึงที่สุด ต่อมาวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๑ ผู้ร้องได้รับหมายนัดลงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๑ จากผู้คัดค้านแจ้งว่าผู้ร้องเลือกใช้สิทธิตามมาตรา ๙๖ แล้ว ย่อมหมดสิทธิที่จะถือสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา ๙๕ อีกต่อไป ผู้คัดค้านจึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา ๙๕ เสียทั้งสิ้น ซึ่งผู้คัดค้านไม่มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านและให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๕

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา ๙๖ แล้ว ย่อมหมดสิทธิ ที่จะถือสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันอีกต่อไป ผู้ร้องมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในมูลหนี้เงินกู้ส่วนที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐและหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินภายในกำหนดเวลาที่ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๑ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้อีกต่อไป คงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา ๙๖ (๓) เท่านั้น คำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้เพิกถอนคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้เป็นคำสั่งที่ชอบ ส่วนคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๖ (๓) นั้น ได้พิจารณาแต่เพียงสิทธิในการได้รับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๖ (๓) มิได้พิจารณาถึงสิทธิในการได้รับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๕ ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้มีประกัน มีสิทธิที่จะเลือกใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๕ หรือมาตรา ๙๖ เหนือทรัพย์อันเป็นหลักประกันเพียงมาตราเดียว คือหากใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๖ แล้ว ก็ย่อมหมดสิทธิที่จะถือสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา ๙๕ อีกต่อไป ผู้ร้องชอบที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ส่วนที่เหลือภายในกำหนดเวลา ๒ เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามมาตรา ๙๑ เมื่อผู้ร้องยื่นคำขอครั้งที่ ๒ หลังจากการยื่นครั้งแรกถึง ๔ เดือน ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้อีก ผู้คัดค้านอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้โดยเข้าใจข้อกฎหมายผิดหลงก็ย่อมมีสิทธิที่จะเพิกถอนได้ คำสั่งของผู้คัดค้านชอบแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้สำหรับหนี้เงินกู้ส่วนที่เป็นเงินไทย หนี้เงินกู้ระยะสั้น และหนี้ค่าปรับในการยกเลิกสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ๓ รายการ อย่างเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๖ (๓) แล้ว ผู้ร้องจะใช้สิทธิขอรับชำระหนี้เงินกู้ส่วนที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐและหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินอีก ๒ รายการ อย่างเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๕ ได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๕ บัญญัติว่า "เจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันซึ่งลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ แต่ต้องยอมให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจดูทรัพย์สินนั้น" มาตรา ๙๖ บัญญัติว่า "เจ้าหนี้มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ภายในเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (๑) เมื่อยินยอมสละทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายแล้วขอรับชำระหนี้ได้เต็มจำนวน (๒) เมื่อได้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ (๓) เมื่อได้ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ (๔) เมื่อตีราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่?" บทบัญญัติของมาตราทั้งสองนี้แสดงให้เห็นว่าเจ้าหนี้มีประกันมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ ๒ วิธี วิธีแรก เจ้าหนี้มีประกันใช้สิทธิตามมาตรา ๙๕ โดยถือสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันโดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย แต่ต้องยอมให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจดูทรัพย์สินนั้น ดังนี้ กำหนดเวลาให้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน ๒ เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามมาตรา ๙๑ จึงไม่มี และหากบังคับชำระหนี้เหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ เจ้าหนี้มีประกันย่อมหมดสิทธิขอรับชำระหนี้ที่ยังขาดอยู่จากทรัพย์สินอื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย วิธีที่สอง โดยเจ้าหนี้มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายภายใต้เงื่อนไขมาตรา ๙๖ ซึ่งมีอยู่ ๔ ประการ ในประการใดประการหนึ่งกล่าวโดยเฉพาะผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันในคดีนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๖ (๓) ในกรณีนี้หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วได้เงินมายังไม่พอชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ และการขอรับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๖ ต้องยื่นภายใน ๒ เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตามมาตรา ๙๑ บทบัญญัติทั้งสองมาตราแยกให้เห็นข้อแตกต่างในวิธีการขอรับชำระหนี้และข้อแตกต่างในผลของการใช้สิทธิมาตราใดมาตราหนึ่ง ดังนั้น เจ้าหนี้มีประกันชอบที่จะเลือกใช้สิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา ๙๕ หรือมาตรา ๙๖ มาตราใดมาตราหนึ่งเท่านั้น เมื่อผู้ร้องเลือกใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๖ (๓) แล้ว ผู้ร้องย่อมหมดสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา ๙๕ อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้เงินกู้ส่วนที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐและหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินตามมาตรา ๙๕ นั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการต่อไปมีว่า การที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา ๙๕ แล้วผู้คัดค้านจะเพิกถอนคำสั่งเดิมนี้ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ โดยมีหมายแจ้งคำสั่งลงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๒ ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๕ ก่อนที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๖ (๓) ตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ๕๐/๒๕๓๔ ของศาลอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ผู้คัดค้านจึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๕ นั้นเสีย ซึ่งผู้ร้องฎีกาในข้อนี้ว่า คำสั่งที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๕ ล่วงเลยมานานเกือบ ๑๐ ปี และคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งเดิมนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๕ เจ้าหนี้มีประกันไม่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย เพียงแจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบว่าจะถือเอาสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและจะต้องยอมให้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าตรวจดูทรัพย์สินเท่านั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจออกคำสั่งว่าให้ได้รับชำระหนี้หรือไม่แต่ประการใด ดังนั้น คำสั่งของผู้คัดค้านในคดีนี้ที่เคยอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๕ เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๒ จึงไม่ถูกต้อง แม้จะกลับมามีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่อนุญาตในภายหลังซึ่งล่วงเลยมาเป็นเวลาเกือบ ๑๐ ปี คำสั่งของผู้คัดค้านในครั้งก่อนและในครั้งหลังจึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสิทธิของผู้ร้องตามกฎหมาย เพราะไม่ทำให้ผู้ร้องได้สิทธิหรือเสียสิทธิแต่ประการใด เมื่อผู้ร้องได้ใช้สิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันโดยขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายตามมาตรา ๙๖ แล้ว ผู้ร้องย่อมหมดสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันสำหรับหนี้เงินกู้ส่วนที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐและหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินตามมาตรา ๙๕ ดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้น เมื่อวินิจฉัยมาดังนี้แล้ว ฎีกาของผู้ร้องในปัญหาอื่นนอกจากนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีและไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 95 ม. 96 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแน้นซ์ จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทสิทธิอำนวย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิโรม อินทสโร
ศาลอุทธรณ์ — นายพิทยา บุญชู
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พิชัย เตโชพิทยากูล
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6721/2544
#42639
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์วันที่ 13 กันยายน 2543 จำเลยทราบนัดแล้วไม่มาศาลในวันดังกล่าว จึงต้องถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 200 วรรคหนึ่ง และศาลชั้นต้นชอบที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 204 ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จนแล้วเสร็จโดยจำเลยมิได้อยู่ในศาล ก็มีอำนาจพิพากษาคดีไปเสียทีเดียวตามมาตรา 204 กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 206 วรรคสาม และวรรคสี่(1) ที่ให้สิทธิแก่คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณานำพยานเข้าสืบได้หากมาศาลยังไม่พ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบ เพราะจำเลยมิได้มาศาลในวันสืบพยานฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามมาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน11,271,875.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 บาท ของต้นเงินจำนวน 10,623,109.23 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หากไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ชั้นพิจารณา จำเลยทั้งสองไม่มาศาลในวันสืบพยาน ถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 204 โจทก์นำพยานเข้าสืบ 1 ปากและแถลงหมดพยาน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน9,888,031.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,816,841.60 บาท นับตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2543 แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2543) ต้องไม่เกินจำนวน444,092.75 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 11.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน7,071,190.01 บาท นับตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 134878 และ 134879 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์แล้วเสร็จในวันที่ 13 กันยายน 2543 ตามที่มีคำสั่งนัดไว้ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปเพื่อให้จำเลยที่ 1 สืบพยานตามที่ได้ยื่นคำให้การไว้แล้วจึงจะพิพากษาตามรูปคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นเอง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 88 ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การภายในกำหนด ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การศาลจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 2 ลักษณะ 2 หมวด 2 การพิจารณาโดยขาดนัดซึ่งบัญญัติใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2543 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15มีนาคม 2543 แก่คดีที่ยื่นฟ้องตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลมีคำสั่งนัดชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์วันที่ 13 กันยายน 2543 จำเลยที่ 1 ทราบนัดแล้วไม่มาศาลในวันดังกล่าวจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 วรรคหนึ่ง และศาลชอบที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 204 ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จนแล้วเสร็จโดยจำเลยที่ 1 มิได้อยู่ในศาล ก็ย่อมที่จะมีอำนาจพิพากษาคดีไปเสียทีเดียวตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 204 ดังกล่าว ข้อเท็จจริงในคดีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 206 วรรคสาม และวรรคสี่(1) ที่ให้สิทธิแก่คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณา นำพยานเข้าสืบได้หากมาศาลยังไม่พ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบ เพราะคดีนี้จำเลยที่ 1 มิได้มาศาลในวันสืบพยาน ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นจึงหาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 88 ดังที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 204
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สุวิทย์ พงศ์จรัสพันธุ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
อำนวย เต้พันธ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6721/2544
#69301
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การภายในกำหนด ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การ ศาลจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ภาค 2 ลักษณะ 2 หมวด 2 การพิจารณาโดยขาดนัดซึ่งบัญญัติใหม่ตาม พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2543 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2543 แก่คดีที่ยื่นฟ้องตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ

ศาลมีคำสั่งนัดชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์วันที่ 13 กันยายน 2543 จำเลยที่ 1 ทราบนัดแล้วไม่มาศาล จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 200 วรรคหนึ่ง ศาลชอบที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 204 เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จนแล้วเสร็จก็ย่อมที่จะมีอำนาจพิพากษาคดีไปเสียทีเดียว กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 206 วรรคสาม และวรรคสี่ (1) ที่ให้สิทธิแก่คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณานำพยานเข้าสืบได้หากมาศาลยังไม่พ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบ เพราะจำเลยที่ 1 มิได้มาศาลในวันสืบพยานฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นจึงหาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณา ผิดระเบียบตาม มาตรา 27 ประกอบมาตรา 88 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน ๑๑,๒๗๑,๘๗๕.๙๐ บาท พร้อมอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔.๕๐ บาท ของต้นเงินจำนวน ๑๐,๖๒๓,๑๐๙.๒๓ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

ชั้นพิจารณา จำเลยทั้งสองไม่มาศาลในวันสืบพยาน ถือว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปฝ่ายเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๔ โจทก์นำพยานเข้าสืบ ๑ ปากและแถลงหมดพยาน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่า เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์แล้วเสร็จใน วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๓ ตามที่มีคำสั่งนัดไว้ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปเพื่อให้จำเลยที่ ๑ สืบพยานตามที่ได้ยื่นคำให้การไว้ แล้วจึงจะพิพากษาตามรูปคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดไว้ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปเพื่อให้จำเลยที่ ๑ สืบพยานตามที่ได้ยื่นคำให้การไว้ แล้วจึงจะพิพากษาตามรูปคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นเอง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ประกอบมาตรา ๘๘ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษา ศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำให้การภายในกำหนด ส่วนจำเลยที่ ๒ ไม่ยื่นคำให้การศาลจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค ๒ ลักษณะ ๒ หมวด ๒ การพิจารณาโดยขาดนัด ซึ่งบัญญัติใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๔๓ มีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๓ แก่คดีที่ยื่นฟ้องตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลมีคำสั่งนัดชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ ทราบนัดแล้วไม่มาศาลในวันดังกล่าว จึงต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๐ วรรคหนึ่ง และศาลชอบที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๔ ซี่งเมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จนเสร็จโดยจำเลยที่ ๑ มิได้อยู่ในศาล ก็ย่อมที่จะมีอำนาจพิพากษาคดีไป เสียทีเดียวตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๐๔ ดังกล่าว ข้อเท็จจริงในคดีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๖ วรรคสาม และวรรคสี่ (๑) ที่ให้สิทธิแก่คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณานำพยานเข้าสืบได้ หากศาลยังไม่พ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบ เพราะคดีนี้จำเลยที่ ๑ มิได้มาศาลในวันสืบพยาน ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นจึงหาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ประกอบมาตรา ๘๘ ดังที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 200 วรรคหนึ่ง ม. 204 ม. 206 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุวิทย์ พงศ์จรัสพันธุ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายไตรรัตน์ เกื้อสกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
อำนวย เต้พันธ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6720/2544
#42046
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ มิฉะนั้นย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสองโจทก์ฟ้องว่าจำเลยออกเช็คพิพาทให้ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อไปจากผู้เสียหาย ดังนี้ เมื่อสำเนาใบขอเช่าซื้อรถยนต์ที่จำเลยทำขึ้นเสนอต่อผู้เสียหายเป็นเพียงคำเสนอขอเช่าซื้อรถยนต์เท่านั้นมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาเช่าซื้อ ส่วนหนังสือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เป็นสัญญาเช่าซื้อระหว่างบริษัท ธ. กับจำเลยซึ่งแม้เป็นรถยนต์คันเดียวกับรถยนต์ตามสำเนาใบขอเช่าซื้อรถยนต์ก็ตาม แต่ผู้เสียหายก็มิได้เป็นคู่สัญญาเช่าซื้อกับจำเลย ข้อตกลงระหว่างผู้เสียหายกับบริษัท ธ. จะมีอยู่อย่างไรก็ไม่ทำให้ผู้เสียหายกลายเป็นคู่สัญญากับจำเลยไปได้ เมื่อโจทก์ไม่มีสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยมาแสดง จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทให้ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่บังคับได้ตามกฎหมายการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1) จำคุก2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าเช็คพิพาทคือเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2539 จำนวนเงิน 188,000 บาท มีจำเลยเป็นผู้ออกเช็คโดยลงชื่อเป็นผู้สั่งจ่าย ต่อมาวันที่ 17 มิถุนายน 2539 ผู้เสียหายซึ่งครอบครองเช็คพิพาทนำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินแล้ว แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย ระหว่างวันที่ 25พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2539 จำเลยมีเงินอยู่ในบัญชีเพียง 343 บาท คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้เห็นว่า โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าจำเลยออกเช็คพิพาทให้ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อไปจากผู้เสียหาย แต่สัญญาเช่าซื้อนั้นต้องทำเป็นหนังสือมิฉะนั้นย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 572 วรรคสอง สำหรับสำเนาใบขอเช่าซื้อรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.3 ที่จำเลยทำขึ้นเสนอต่อผู้เสียหายคงเป็นเพียงคำเสนอขอเช่าซื้อรถยนต์เท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาเช่าซื้อแต่อย่างใด ส่วนหนังสือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ตามเอกสารหมาย ล.1 เป็นสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างบริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด กับจำเลย ซึ่งแม้จะปรากฏว่ารถยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อจากบริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด เป็นรถยนต์ยี่ห้อ สี หมายเลขเครื่องและหมายเลขตัวถังอย่างเดียวกันกับรถยนต์ตามสำเนาใบขอเช่าซื้อรถยนต์ เอกสารหมาย จ.3 ก็ตาม แต่ผู้เสียหายก็มิได้เป็นคู่สัญญาเช่าซื้อกับจำเลย ข้อตกลงระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด จะมีอยู่อย่างไร ก็ไม่ทำให้ผู้เสียหายกลายเป็นคู่สัญญากับจำเลยไปได้ เมื่อโจทก์ไม่มีสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยมาแสดง จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทให้ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่บังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอฟังว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระเงินดาวน์หรือค่าเช่าซื้อรถยนต์ให้ผู้เสียหาย และพิพากษายกฟ้องเสียนั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นาย ธาดา หะยีมะ
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ