คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6041 -ที่ 6048/2544
#41260
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องของโจทก์จะบรรยายฟ้องไว้ตอนหนึ่งว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 123 แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องด้วยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้ประสบภาวะการขาดทุน แต่จำเลยมีกำไรและมีทรัพย์สินนับพันล้านบาทสามารถหามาตรการหรือวิธีการอื่นแทนการเลิกจ้างได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและไม่มีเหตุผลเพียงพอเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมและรับผิดจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ อันเป็นการกล่าวหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 49 ด้วย ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้โจทก์ต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการอย่างใดก่อนโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางได้ โดยไม่ต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนตามมาตรา 124แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ ก่อน และไม่เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 8 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งแปดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 8 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งแปดฟ้องว่า โจทก์ทั้งแปดเป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ทั้งแปดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยื่นข้อเรียกร้องและทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่สหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ทำกับจำเลยเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2539 ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2540ขณะที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวยังมีผลใช้บังคับจำเลยได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2541 อ้างว่าจำเลยจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างโดยลดพนักงานเนื่องจากคนล้นงานและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำซึ่งไม่เป็นความจริงจำเลยมีกำไรและทรัพย์สินนับพันล้านบาท การกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดโดยไม่เป็นธรรม เนื่องจากจำเลยมิได้ขาดทุนและยังสามารถหามาตรการอื่นแทนการเลิกจ้างได้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดและลูกจ้างอื่นที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานนั้นเป็นแผนที่จะล้มล้างสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และเลิกจ้างในขณะที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างลงวันที่ 15 มีนาคม 2539 ระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์มีผลใช้บังคับ จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ทั้งแปดได้รับความเสียหายเป็นค่าจ้างนับจากวันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันฟ้อง และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าคนละ 1 เดือน ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งแปดเข้าทำงานตามเดิมให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งแปดนับถัดจากวันฟ้องไปจนถึงวันรับโจทก์ทั้งแปดกลับเข้าทำงานพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันสิ้นเดือนอันเป็นวันครบกำหนด จ่ายค่าจ้างแต่ละเดือนและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทั้งแปดคนละ 1 เดือนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งแปด

จำเลยทั้งแปดสำนวนให้การว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งแปดเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121, 123 โจทก์ทั้งแปดต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เพื่อพิจารณามีคำสั่งชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีการฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวตามมาตรา 124 เมื่อโจทก์ทั้งแปดมิได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ โจทก์ทั้งแปดจึงไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคท้าย จำเลยมิได้มีเจตนากลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปด จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดเพราะจำเลยมีเหตุจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานของจำเลยที่ซ้ำซ้อนและประสบการขาดทุน จำเลยมิได้เลิกจ้างเฉพาะลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานฯ จำเลยมิได้กลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดโดยวางแผนตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อล้มล้างสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ การกระทำของจำเลยจึงมิได้เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและมิใช่เป็นการเลิกจ้างอันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม จำเลยได้จ่ายค่าชดเชยและเงินต่าง ๆ ตามกฎหมายให้แก่โจทก์ทั้งแปดครบถ้วนแล้วขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งแปดเป็นลูกจ้างของจำเลย วันเข้าทำงาน อัตราค่าจ้างตรงตามฟ้อง จำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือนจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 30 ธันวาคม 2540 ให้เลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งแปดฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123แต่โจทก์ทั้งแปดมิได้มีการนำเรื่องนี้ไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ก่อนภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ฝ่าฝืนตามมาตรา 124 ตามขั้นตอนในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคท้ายเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดโดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งแปดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 8,028บาท ให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 6,727.50 บาท ให้โจทก์ที่ 2 จำนวน4,780 บาท ให้โจทก์ที่ 3 จำนวน 5,152.50 บาท ให้โจทก์ที่ 4จำนวน 9,817 บาท ให้โจทก์ที่ 5 จำนวน 5,995 บาท ให้โจทก์ที่ 6จำนวน 10,655 บาท ให้โจทก์ที่ 7 และจำนวน 6,690 บาทให้โจทก์ที่ 8 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 21เมษายน 2541 (วันฟ้อง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์แต่ละคนเสร็จ คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งแปดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งแปดว่า โจทก์ทั้งแปดมีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 หรือไม่โดยโจทก์ทั้งแปดอุทธรณ์ว่าแม้คำฟ้องของโจทก์ทั้งแปดจะบรรยายไว้ตอนหนึ่งว่า โจทก์ทั้งแปดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 30 ธันวาคม 2540 ให้เลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดมีผลนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 ในขณะที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2539 ระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์มีผลใช้บังคับ แต่โจทก์ทั้งแปดก็ได้บรรยายฟ้องไว้ด้วยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดโดยไม่มีความผิดและไม่มีเหตุผลเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้โจทก์ทั้งแปดต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือต้องปฏิบัติตามขั้นตอนก่อนที่จะฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน โจทก์ทั้งแปดฟ้องคดีนี้โดยมิได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคท้าย โจทก์ทั้งแปดจึงมีอำนาจฟ้องนั้นเห็นว่า แม้คำฟ้องของโจทก์ทั้งแปดจะบรรยายฟ้องไว้ตอนหนึ่งว่าโจทก์ทั้งแปดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานซึ่งได้เกี่ยวข้องกับการยื่นข้อเรียกร้องจนเป็นเหตุให้มีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสหภาพการจ้างลงวันที่ 15 มีนาคม 2539 ระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ จำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 30ธันวาคม 2540 ให้เลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดมีผลนับแต่วันที่ 1 มกราคม2541 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวยังมีผลบังคับ การเลิกจ้างเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 แต่โจทก์ทั้งแปดก็ได้บรรยายฟ้องไว้ด้วยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดโดยมิได้ประสบภาวะการขาดทุน แต่จำเลยมีกำไรและมีทรัพย์สินนับพันล้านบาท จำเลยสามารถหามาตรการหรือวิธีการอื่นแทนการเลิกจ้างได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดโดยไม่มีความผิดและไม่มีเหตุผลเพียงพอเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งแปดกลับเข้าทำงานกับจำเลยตามเดิมและรับผิดจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งแปด อันเป็นการกล่าวหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดโดยไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ด้วย ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้โจทก์ทั้งแปดต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการอย่างใดก่อนที่จะดำเนินการในศาลแรงงานในกรณีนี้ ดังนั้น โจทก์ทั้งแปดย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยในกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมดังกล่าวนี้ต่อศาลแรงงานกลางได้ โดยไม่ต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนตามมาตรา 124แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เสียก่อน กรณีไม่เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคท้ายที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งแปดไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและพิพากษายกคำขอในส่วนนี้เสียนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งแปดฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเฉพาะข้อที่โจทก์ทั้งแปดกล่าวอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดโดยไม่เป็นธรรมต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 วรรคท้าย ม. 49
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 123 ม. 124
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พงษ์ศักดิ์ อินทร์อักษร กับพวก
จำเลย — บริษัท โพสต์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6000 -ที่ 6040/2544
#69273
เปิดฉบับเต็ม

ลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับผลประโยชน์จากจำเลยเพิ่มตามอัตราที่ระบุไว้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนปีของการทำงานจนกระทั่งถึงวันที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง แม้จะใช้ถ้อยคำว่า "ข้อบังคับเกี่ยวกับแผนการเงินบำเหน็จเมื่อเกษียณอายุ" ส่วนตามบันทึกข้อตกลงระหว่างจำเลยกับตัวแทนลูกจ้างของจำเลยซึ่งกรมแรงงานได้รับจดทะเบียนไว้จะใช้ถ้อยคำว่า"ข้อบังคับเกี่ยวกับผลประโยชน์เมื่อออกจากงาน" ซึ่งแตกต่างกันก็ตาม แต่สาระสำคัญของข้อบังคับเป็นอย่างเดียวกันคือ จำเลยจะจ่ายเงินพิเศษให้แก่ลูกจ้างที่สิ้นสุดสัญญาจ้างโดยไม่มีความผิดคำนวณตามระยะเวลาการทำงาน ทั้งได้กำหนดไว้ในภาคผนวก 3เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ตามบันทึกการเจรจาข้อเรียกร้องระหว่างสหภาพแรงงานลูกจ้างเค.แอล.เอ็ม. ในประเทศไทยกับจำเลย ซึ่งบันทึกไว้เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2538 ก็มีความว่า จำเลยจะโอนเงินบำเหน็จเมื่อเกษียณอายุของลูกจ้างไปเข้าเป็นเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยมีคำชี้แจงว่าสืบเนื่องมาจากเดิมที่จำเลยได้ใช้ภาคผนวก 3 ตามสภาพการจ้างเป็นแผนการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้างทุกคนในประเทศไทย ซึ่งเป็นผลประโยชน์เพิ่มเมื่อลูกจ้างออกจากงาน เมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลงโดยลูกจ้างไม่มีความผิด ต่อมาได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 นายจ้างจึงตกลงยกเลิกภาคผนวก 3 และให้ยกเลิกผลประโยชน์เพิ่มและให้โอนเงินตามสิทธิของลูกจ้างไปเข้าระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแทน จึงเห็นชัดเจนว่า ข้อบังคับเกี่ยวกับแผนการเงินบำเหน็จเมื่อเกษียณอายุกับข้อบังคับเกี่ยวกับผลประโยชน์เมื่อออกจากงานของจำเลยเป็นเรื่องเดียวกัน จำนวนเงินหรือผลประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับเมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลง เมื่อคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้วเป็นจำนวนเดียวกัน เมื่อจำเลยและสหภาพแรงงานลูกจ้างได้ตกลงกันโอนเงินบำเหน็จเมื่อเกษียณอายุของลูกจ้างไปเข้าเป็นเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและจำเลยได้จ่ายเงินตามสิทธิของโจทก์ที่มีสิทธิได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินตามข้อบังคับเกี่ยวกับผลประโยชน์เมื่อออกจากงานให้แก่โจทก์ดังกล่าวอีก

งานในแผนกครัวการบินของจำเลยเป็นกิจการซึ่งมีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากลักษณะงานในแผนกอื่น ๆ ของจำเลย ถึงแม้ว่าจำเลยยังคงประกอบกิจการแผนกอื่น ๆ ที่เหลืออยู่เช่น ธุรกิจการบินและการให้บริการพิธีการทางสนามบินก็ตาม จำเลยก็ไม่สามารถจะโอนย้ายลูกจ้างในแผนกครัวการบินของจำเลยไปทำงานในแผนกอื่น ๆ ที่เหลืออยู่ได้ ประกอบกับจำเลยได้เลิกจ้างลูกจ้างในแผนกครัวการบินทั้งหมดประมาณ 200 คน โดยมิได้เจาะจงเลิกจ้างเฉพาะโจทก์ทั้งสี่สิบเอ็ดเท่านั้น ส่วนสาเหตุที่จำเลยขายกิจการแผนกครัวการบินให้แก่ผู้อื่น ทั้ง ๆ ที่กิจการดังกล่าวยังไม่ได้ประสบปัญหาการขาดทุน ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจการดำเนินกิจการของจำเลยในการประกอบการค้าโดยเสรี ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่สิบเอ็ดดังกล่าว เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรแล้ว มิใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สิบเอ็ดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 41 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสี่สิบเอ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินผลประโยชน์เพิ่มเมื่ออกจากงาน พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 เป็นเงิน 576,034 บาท 502,023 บาท 146,810 บาท 560,452 บาท 431,334 บาท 450,940 บาท 906,285 บาท 444,403 บาท 501,620 บาท 211,827 บาท 421,980 บาท 833,782 บาท ตามลับดับ และแก่โจทก์ที่ 17 ถึง 41 เป็นเงิน 496,860 บาท 325,057 บาท 819,917 บาท 592,824 บาท 661,226 บาท 35,129 บาท 48,081 บาท 107,976 บาท 208,561 บาท 528,224 บาท 1,003,972 บาท 289,158 บาท 48,081 บาท 1,013,780 บาท 561,628 บาท 618,343 บาท638,425 บาท 570,023 บาท 354,628 บาท 60,265 บาท 501,620 บาท 59,460 บาท 56,800 บาท 270,246 บาท และ 34,489 บาท ตามลำดับ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่หากศาลเห็นว่าโจทก์ดังกล่าวไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว ก็ขอให้ศาลบังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ดังกล่าวเท่าจำนวนเงินผลประโยชน์เพิ่ม และใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 93,118 บาท โจทก์ 14 เป็นเงิน 80,984 บาท โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน 55,468 บาท และโจทก์ที่ 16 เป็นเงิน 38,091 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่สิบเอ็ดสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสี่สิบเอ็ดเป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 โจทก์ที่ 12 ถึงที่ 27 โจทก์ที่ 29 ถึงที่ 31 โจทก์ 33 ถึงที่ 41 มีวันเข้าทำงานตามที่ระบุในคำฟ้อง ส่วนโจทก์ที่ 11 ที่ 28 และที่ 32 เข้าทำงานวันที่ 1 มิถุนายน 2514 วันที่ 16 ตุลาคม 2522 และวันที่ 9 สิงหาคม 2503 ตามลำดับ โจทก์แต่ละคนทำงานแผนกครัวการบินของจำเลยและได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามฟ้อง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 10 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2539 ส่วนโจทก์คนอื่น ๆ จำเลยเลิกจ้างเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2539 เนื่องจากจำเลยขายกิจการแผนกครัวการบินของจำเลยให้แก่บริษัทเกท กูร์เมท์ (ไทยแลนด์) จำกัด ก่อนที่โจทก์ทั้งสี่สิบเอ็ดจะฟ้องคดีนี้ โจทก์ที่ 13 ถึงที่ 16 ได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่าการที่จำเลยเลิกจ้างดังกล่าวเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 13 ถึงที่ 16 เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ดังกล่าว จำเลยได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และศาลฎีกาได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวแล้ว คดีนี้โจทก์ที่ 13 ถึงที่ 16 ฟ้องขอให้จำเลยรับโจทก์ดังกล่าวกลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าเสียหายซึ่งเป็นกรณีเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายที่แตกต่างจากการกระทำอันไม่เป็นธรรม ฟ้องของโจทก์ที่ 13 ถึงที่ 16 จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ข้อบังคับเกี่ยวกับผลประโยชน์เมื่อออกจากงานของจำเลยและข้อบังคับเกี่ยวกับแผนการเงินบำเหน็จเมื่อเกษียณอายุของจำเลยมีหลักเกณฑ์การคำนวณเงินที่จะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นอย่างเดียวกัน จึงเชื่อว่าเป็นจำนวนเงินเดียวกัน สำหรับเงินบำเหน็จเมื่อเกษียณอายุดังกล่าวจำเลยได้โอนไปเป็นเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและได้จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่สิบเอ็ดไปตามสิทธิของโจทก์แต่ละคนครบถ้วนแล้ว การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่สิบเอ็ดเนื่องจากจำเลยโอนขายแผนกครัวการบินซึ่งเป็นแผนกที่โจทก์ทั้งสี่สิบเอ็ดสังกัดให้แก่บริษัทเกท กูร์เมท์ (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมทั้งพยายามดำเนินการให้บริษัทดังกล่าวรับโจทก์ทั้งหมดเข้าทำงานต่อไปแล้ว จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่สิบเอ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยต้องจ่ายเงินเกี่ยวกับผลประโยชน์เมื่อออกจากงานที่ระบุไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 และโจทก์ที่ 17 ถึงที่ 41 หรือไม่ แม้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในส่วนภาคผนวก 3 จะใช้ถ้อยคำว่า "ข้อบังคับเกี่ยวกับแผนการเงินบำเหน็จเมื่อเกษียณอายุ" ส่วนตามบันทึกข้อตกลงระหว่างจำเลยกับตัวแทนลูกจ้างของจำเลยซึ่งกรมแรงงานได้รับจดทะเบียนไว้จะใช้ถ้อยคำว่า "ข้อบังคับเกี่ยวกับผลประโยชน์เมื่อออกจากงาน" ซึ่งเป็นถ้อยคำที่แตกต่างกัน แต่สาระสำคัญของข้อบังคับดังกล่าวนั้นเป็นอย่างเดียวกันคือ จำเลยจะจ่ายเงินพิเศษให้แก่ลูกจ้างที่สิ้นสุดสัญญาจ้างโดยไม่มีความผิดคำนวณตามระยะเวลาการทำงาน ทั้งข้อบังคับดังกล่าวได้กำหนดไว้ในภาคผนวก 3 เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ตามบันทึกการเจรจาข้อเรียกร้องระหว่างสหภาพแรงงานลูกจ้าง เค. แอล. เอ็ม. ในประเทศไทย กับจำเลยซึ่งบันทึกไว้เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2538 ก็มีความว่า จำเลยจะโอนเงินบำเหน็จเมื่อเกษียณอายุของลูกจ้างเข้าไปเป็นเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยมีคำชี้แจงว่า สืบเนื่องจากเดิมที่จำเลยได้ใช้ภาคผนวก 3 ตามสภาพการจ้างเป็นแผนการที่นายจ้างจัดให้ลูกจ้างทุกคนในประเทศไทย ซึ่งเป็นผลประโยชน์เพิ่มเมื่อลูกจ้างออกจากงานตามที่ระบุไว้ในข้อ 4.3 (สัญญาจ้างสิ้นสุดลงโดยลูกจ้างไม่มีความผิด) ต่อมาได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 นายจ้างจึงตกลงยกเลิกภาคผนวก 3 และให้ยกเลิกผลประโยชน์เพิ่มและให้โอนเงินตามสิทธิของลูกจ้างไปเข้าระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแทน จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดว่า ข้อบังคับเกี่ยวกับแผนการเงินบำเหน็จเมื่อเกษียณอายุกับข้อบังคับเกี่ยวกับผลประโยชน์เมื่อออกจากงานของจำเลยนั้น เป็นเรื่องเดียวกัน จำนวนเงินหรือผลประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับเมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลง เมื่อคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้วเป็นจำนวนเดียวกัน ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติแล้วว่า จำเลยและสหภาพแรงงานลูกจ้าง เค. แอล. เอ็ม. ในประเทศไทย ได้ตกลงกันโอนเงินบำเหน็จเมื่อเกษียณอายุของลูกจ้างไปเข้าเป็นเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและจำเลยได้จ่ายเงินตามสิทธิของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 และโจทก์ที่ 17 ถึงที่ 41 ที่มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ดังกล่าวครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินตามข้อบังคับเกี่ยวกับผลประโยชน์เมื่ออกจากงานให้แก่โจทก์ดังกล่าวอีก อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหมดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า สาเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหมดสืบเนื่องมาจากจำเลยขายกิจการแผนกครัวการบินของจำเลยซึ่งโจทก์ทั้งหมดทำงานอยู่ให้แก่บริษัทเกท กูร์เมท์ (ไทยแลนด์) จำกัด เห็นว่า งานในแผนกครัวการบินของจำเลยเป็นกิจการซึ่งมีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากลักษณะงานในแผนกอื่น ๆ ของจำเลย ถึงแม้ว่าจำเลยยังคงประกอบกิจการแผนกอื่น ๆ ที่เหลืออยู่ธุรกิจการบินและการให้บริการพิธีการทางสนามบินก็ตาม จำเลยก็ไม่สามารถจะโอนย้ายลูกจ้างในแผนกครัวการบินของจำเลยไปทำงานในแผนกอื่น ๆ ที่เหลืออยู่ได้ ประกอบกับการที่จำเลยเลิกจ้างลูกจ้างในแผนกครัวการบินนั้น จำเลยก็ได้เลิกจ้างลูกจ้างในแผนกดังกล่าวทั้งหมด (ประมาณ 200 คน) โดยมิได้เจาะจงเฉพาะโจทก์ทั้งสี่สิบเอ็ดเท่านั้น ส่วนสาเหตุที่จำเลยขายกิจการแผนกครัวการบินให้แก่ผู้อื่น ทั้ง ๆ ที่กิจการดังกล่าวยังไม่ได้ประสบปัญหาการขาดทุนนั้นก็เป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจการดำเนินกิจการของจำเลยในการประกอบการค้าโดยเสรี ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่สิบเอ็ดดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรแล้ว มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งหมดฟังไม่ขึ้นอีกเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 11 ม. 18 ม. 22
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิด จงเกษกรรม กับพวก
จำเลย — บริษัทเค.แอล.เอ็ม.รอยัล ดัทช์ แอร์ไลนส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5999/2544
#41259
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ระบุเพียงว่า ก่อนชิงทรัพย์จำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกในการเดินทางมาทำการชิงทรัพย์ จะแปลข้อความไปในทางที่เป็นผลร้ายว่า จำเลยใช้รถจักรยานยนต์เพื่อกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ไม่ได้ เพราะจำเลยอาจเพียงแต่ใช้รถจักรยานยนต์เดินทางมาและจอดรถไว้แล้วเดินไปยังที่เกิดเหตุซึ่งอยู่อีกแห่งหนึ่งแล้วทำการชิงทรัพย์โดยไม่ใช้รถจักรยานยนต์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยก็ได้ คำฟ้องโจทก์จึงไม่อาจแปลได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เพื่อกระทำผิดฐานชิงทรัพย์ที่จะต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก2 สลึง 1 เส้น ราคา 2,000 บาท พร้อมพระนางกวักเลี่ยมทอง 1 องค์ ราคา2,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,000 บาท ของนางสาวเพ็ญนภา อำพร ผู้เสียหายโดยใช้รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกในการเดินทางมาทำการชิงทรัพย์ และใช้กำลังประทุษร้ายกระชากสร้อยคอดังกล่าวจากคอผู้เสียหายแล้วดึงผู้เสียหายจนตกจากรถจักรยานยนต์เป็นเหตุให้ร่างกายของผู้เสียหายครูดไปกับพื้นถนนได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ เจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์ที่จำเลยทั้งสองใช้เป็นยานพาหนะในการเดินทางมากระทำผิดเป็นของกลางและยึดสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง ครึ่งเส้นได้จากจำเลยที่ 1 ซึ่งผู้เสียหายได้รับคืนไปแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339, 340 ตรี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 3,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, 340 ตรี ประกอบด้วยมาตรา 83 จำเลยที่ 1 อายุ 19 ปี มีความรู้ผิดชอบ ไม่มีเหตุสมควรลดมาตราส่วนโทษให้ จำคุกคนละ 18 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 3,000 บาทแก่ผู้เสียหาย ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสามเท่านั้นให้ลงโทษจำคุกคนละ 12 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การเดินทางมาทำการชิงทรัพย์ เป็นการบรรยายที่ระบุชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายแล้ว โดยเป็นการบรรยายตอกย้ำให้เห็นว่าจำเลยร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหาย โดยเพิ่มความสะดวกในการเดินทางมาเพื่อกระทำผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายยิ่งกว่าการเดินทางธรรมดาที่ปราศจากยานพาหนะมากระทำความผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายในลักษณะเดียวกันกับการใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ เพื่อกระทำผิดชิงทรัพย์นั้นเองคำฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรีแล้ว นั้น เห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่สามารถแปลความหมายว่า จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดชิงทรัพย์ดังโจทก์ฎีกาได้ เพราะตามคำฟ้องได้ความเพียงว่า ก่อนชิงทรัพย์ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การเดินทางมาทำการชิงทรัพย์เท่านั้น จะแปลข้อความดังกล่าวไปในทางที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเพื่อกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ไม่ได้ เพราะจำเลยทั้งสองอาจเพียงแต่ใช้รถจักรยานยนต์เดินทางมา และจอดรถไว้แล้วเดินไปยังที่เกิดเหตุซึ่งอยู่อีกแห่งหนึ่งแล้วทำการชิงทรัพย์โดยไม่ใช้รถจักรยานยนต์คันนี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยก็ได้ คำฟ้องโจทก์จึงไม่อาจแปลหรือเข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อกระทำผิดฐานชิงทรัพย์ดังที่โจทก์ฎีกาฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงายอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายสุพจน์ ไหมธรรมจักร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5999/2544
#69508
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ชิงทรัพย์ ++

โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การเดินทางมาทำการชิงทรัพย์ยังไม่สามารถแปลความหมายว่า จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดชิงทรัพย์เพราะตามคำฟ้องได้ความเพียงว่า ก่อนชิงทรัพย์ผู้เสียหายจำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การเดินทางมาทำการชิงทรัพย์เท่านั้น จำเลยทั้งสองอาจเพียงแต่ใช้รถจักรยานยนต์เดินทางมาและจอดรถไว้แล้วเดินไปยังที่เกิดเหตุซึ่งอยู่อีกแห่งหนึ่งแล้วทำการชิงทรัพย์โดยไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์คันนี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยก็ได้ คำฟ้องโจทก์จึงไม่อาจแปลหรือเข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อกระทำผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 340 ตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๒ เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก ๒ สลึง ๑ เส้น ราคา ๒,๐๐๐ บาท พร้อมพระนางกวักเลี่ยมทอง ๑ องค์ ราคา ๒,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท ของนางสาวเพ็ญนภา อำพร ผู้เสียหายโดยใช้รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกในการเดินทางมาทำการชิงทรัพย์ และใช้กำลังประทุษร้ายกระชากสร้อยคอดังกล่าวจากคอผู้เสียหาย แล้วดึงผู้เสียหายจนตกจากรถจักรยานยนต์เป็นเหตุให้ร่างกายของผู้เสียหายครูดไปกับพื้นถนนได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจเจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์ที่จำเลยทั้งสองใช้เป็นยานพาหนะในการเดินทางมากระทำผิดเป็นของกลาง และยึดสร้อยคอทองคำหนัก ๒ สลึง ครึ่งเส้น ได้จากจำเลยที่ ๑ซึ่งผู้เสียหายได้รับคืนไปแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓,๓๓๙, ๓๔๐ ตรี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน๓,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม, ๓๔๐ ตรี ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ จำเลยที่ ๑ อายุ๑๙ ปี มีความรู้ผิดชอบ ไม่มีเหตุสมควรลดมาตราส่วนโทษให้ จำคุกคนละ ๑๘ ปีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ ๙ ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน ๓,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม ให้ลงโทษจำคุกคนละ ๑๒ ปีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๗๘ คงจำคุกคนละ ๖ ปี ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายแล้ว โดยเป็นการบรรยายตอกย้ำให้เห็นว่าจำเลยร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายโดยเพิ่มความสะดวกในการเดินทางมาเพื่อกระทำผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายยิ่งกว่าการเดินทางธรรมดาที่ปราศจากยานพาหนะมากระทำความผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายในลักษณะเดียวกันกับการใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิดชิงทรัพย์นั้นเองคำฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ ตรี แล้ว นั้นเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่สามารถแปลความหมายว่า จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดชิงทรัพย์ดังโจทก์ฎีกาได้ เพราะตามคำฟ้องได้ความเพียงว่า ก่อนชิงทรัพย์ผู้เสียหายจำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การเดินทางมาทำการชิงทรัพย์เท่านั้น จะแปลข้อความดังกล่าวไปในทางที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเพื่อกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ไม่ได้ เพราะจำเลยทั้งสองอาจเพียงแต่ใช้รถจักรยานยนต์เดินทางมา และจอดรถไว้แล้วเดินไปยังที่เกิดเหตุซึ่งอยู่อีกแห่งหนึ่งแล้วทำการชิงทรัพย์โดยไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์คันนี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยก็ได้ คำฟ้องโจทก์จึงไม่อาจแปลหรือเข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อกระทำผิดฐานชิงทรัพย์ดังที่โจทก์ฎีกา

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 339 วรรคสาม ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายสุพจน์ ไหมธรรมจักร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ — นายปกรณ์ บุญญกูล
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5996/2544
#44630
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคารโจทก์ สาขาบางขุนเทียน มีหนังสือลงวันที่ 3 ตุลาคม2538 ถึงธนาคารโจทก์ สาขาพัทลุง โดยมีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 1ถึงแก่ความตายแล้วและขอให้ธนาคารโจทก์สาขาพัทลุง ช่วยคัดสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยที่ 1 เพื่อที่จะดำเนินคดีแก่ทายาทต่อไป ดังนี้ แสดงว่าธนาคารโจทก์ สาขาบางขุนเทียน ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้วกรณีจึงถือได้ว่าอย่างช้าในวันที่ 3 ตุลาคม 2538 โจทก์รู้ถึงความตายของจำเลยที่ 1 แล้วเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองวันที่ 11 ธันวาคม 2540 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อกองมรดกของจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ย่อมยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงยุติธรรมขอใช้บริการสินเชื่อและทำสัญญากู้กรุงไทยธนวัฎกับโจทก์ สาขาบางขุนเทียน เพื่อเบิกเงินเกินบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งทำไว้กับโจทก์เป็นเงิน 63,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน กำหนดชำระหนี้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมากระทรวงยุติธรรมไม่โอนเงินเดือนและผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1เข้าบัญชีออมทรัพย์ตามข้อตกลงเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์เพียงวันที่ 3ธันวาคม 2534 จำเลยที่ 1 มียอดหนี้ค้างชำระเป็นเงิน 40,769.79 บาท และจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ต่อไปอีกขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 85,102.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,769.79 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายก่อนฟ้องคดี ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 10มกราคม 2535 ทายาทของจำเลยที่ 1 จัดการมรดกไปแล้ว จำเลยที่ 2ได้แจ้งให้โจทก์ทราบการตายของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่ฟ้องกองมรดกการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้เสร็จภายใน 1 ปี และกระทรวงยุติธรรมไม่โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาโจทก์ทราบการตายของจำเลยที่ 1 แล้ว ไม่ฟ้องคดีภายใน 1 ปี ฟ้องโจทก์ในหนี้ประธานขาดอายุความ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน40,769.79 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1เปิดบัญชีออมทรัพย์ไว้กับโจทก์สาขาบางขุนเทียนเพื่อให้กระทรวงยุติธรรมที่จำเลยที่ 1 รับราชการอยู่ในสังกัดโอนเงินเดือนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2532 จำเลยที่ 1 ขอใช้บริการสินเชื่อกรุงไทยธนวัฎและทำสัญญากู้กรุงไทยธนวัฎไว้กับโจทก์สาขาบางขุนเทียนเพื่อเบิกเงินเกินบัญชีจากบัญชีออมทรัพย์เป็นเงิน 63,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันกรุงไทยธนวัฎไว้กับโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหลังจากนั้นกระทรวงยุติธรรมได้โอนเงินเดือนและผลประโยชน์พึงได้ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเข้าบัญชีออมทรัพย์ดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้เบิกถอนเงินจากบัญชีด้วยตนเองและใช้บัตรกรุงไทย เอ.ที.เอ็ม. ถอนเงินจากเครื่องอัตโนมัติ ต่อมากระทรวงยุติธรรมไม่มีการโอนเงินเดือนหรือเงินผลประโยชน์อื่นใดเข้าบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 วันที่ 3 ธันวาคม 2534 จำเลยที่ 1มียอดค้างชำระโจทก์เป็นต้นเงิน 40,769.79 บาท ในวันที่ 10 มกราคม 2535จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม2540 ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นพร้อมกับแนบสำเนาเอกสารท้ายคำแถลงซึ่งเป็นหนังสือของธนาคารโจทก์ สาขาบางขุนเทียนที่จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีไว้ มีไปถึงธนาคารโจทก์ สาขาพัทลุง ลงวันที่ 3ตุลาคม 2538 โดยมีข้อความระบุไว้ใจความว่า โจทก์ได้อนุมัติให้ธนาคารโจทก์ สาขาบางขุนเทียน ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และธนาคารโจทก์ สาขาบางขุนเทียน ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการแล้ว แต่จากการสืบทราบของทนายความปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่ความตายแล้วจึงขอให้ธนาคารโจทก์สาขาพัทลุง ช่วยคัดสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยที่ 1 เพื่อที่จะดำเนินคดีแก่ทายาทของจำเลยที่ 1 ต่อไป จากข้อความในหนังสือดังกล่าวแสดงว่า ธนาคารโจทก์สาขาบางขุนเทียนซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของโจทก์ทราบว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้วจึงให้ธนาคารโจทก์ สาขาพัทลุงตรวจสอบหาทายาทของจำเลยที่ 1จากทะเบียนบ้านจึงถือได้ว่าอย่างช้าในวันที่ 3 ตุลาคม 2538 โจทก์รู้แล้วว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทราบการตายของจำเลยที่ 1 ในขณะยื่นฟ้องนั้นเป็นการวินิจฉัยผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวนผิดต่อกฎหมายศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238, 243(3) ประกอบมาตรา 247 เป็นว่าโจทก์รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของจำเลยที่ 1เจ้ามรดกเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2538 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองวันที่ 11 ธันวาคม2540 จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกของจำเลยที่ 1นับแต่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายภายในอายุความ 1 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อกองมรดกของจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ฉะนั้นที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ย่อมยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 694 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 694 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย โกเวทย์ ภิรมยาภรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5996/2544
#99415
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏไว้กับโจทก์ สาขาบางขุนเทียน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2535 จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ธนาคารโจทก์ สาขาบางขุนเทียน ได้ทำหนังสือไปถึงธนาคารโจทก์ สาขาพัทลุง ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2538 แจ้งว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้ว ขอให้ธนาคารโจทก์ สาขาพัทลุง ช่วยคัดสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยที่ 1 เพื่อที่จะดำเนินคดีแก่ทายาทของจำเลยที่ 1 ต่อไป แสดงให้เห็นว่า ธนาคารโจทก์ สาขาบางขุนเทียน ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของโจทก์ทราบแล้วว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จึงถือได้ว่าอย่างช้าในวันที่ 3 ตุลาคม 2538 โจทก์รู้แล้วว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทราบการตายของจำเลยที่ 1 ในขณะยื่นฟ้องคือวันที่ 11 ธันวาคม 2540 นั้น เป็นการวินิจฉัยผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวน ผิดต่อกฎหมาย ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 238 , 243 (3) ประกอบมาตรา 247 การที่โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกของจำเลยที่ 1 นับแต่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมภายในอายุความ 1 ปี สิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกของจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันย่อมยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นอ้างได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 694 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 85,102.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,769.79 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายก่อนฟ้องคดี ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 40,769.79 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีออมทรัพย์ไว้กับโจทก์ สาขาบางขุนเทียน เพื่อให้กระทรวงยุติธรรม ที่จำเลยที่ 1 รับราชการอยู่ในสังกัดโอนเงินเดือนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2532 จำเลยที่ 1 ขอใช้บริการสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏและทำสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏไว้กับโจทก์สาขาบางขุนเทียนเพื่อเบิกเงินเกินบัญชีจากบัญชีออมทรัพย์เป็นเงิน 63,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันกรุงไทยธนวัฏไว้กับโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากนั้นกระทรวงยุติธรรมได้โอนเงินเดือนและผลประโยชน์พึงได้ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเข้าบัญชีออมทรัพย์ดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้เบิกถอนเงินจากบัญชีด้วยตนเองและใช้บัตรกรุงไทย เอ. ที. เอ็ม. ถอนเงินจากเครื่องอัตโนมัติ ต่อมากระทรวงยุติธรรมไม่มีการโอนเงินเดือนหรือเงินผลประโยชน์อื่นใดเข้าบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 วันที่ 3 ธันวาคม 2534 จำเลยที่ 1 มียอดค้างชำระโจทก์เป็นต้นเงิน 40,769.79 บาท ในวันที่ 10 มกราคม 2535 จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2540 ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นพร้อมกับแนบสำเนาเอกสารท้ายคำแถลงซึ่งเป็นหนังสือของธนาคารโจทก์ สาขาบางขุนเทียน ที่จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีไว้ มีไปถึงธนาคารโจทก์ สาขาพัทลุง ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2538 โดยมีข้อความระบุไว้ใจความว่า โจทก์ได้อนุมัติให้ธนาคารโจทก์ สาขาบางขุนเทียน ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และธนาคารโจทก์ สาขาบางขุนเทียน ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการแล้ว แต่จากการสืบทราบของทนายความปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่ความตายแล้ว จึงขอให้ธนาคารโจทก์ สาขาพัทลุง ช่วยคัดสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยที่ 1 เพื่อที่จะดำเนินคดีแก่ทายาทของจำเลยที่ 1 ต่อไป จากข้อความในหนังสือดังกล่าวแสดงว่า ธนาคารโจทก์ สาขาบางขุนเทียน ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของโจทก์ทราบว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้ว จึงให้ธนาคารโจทก์ สาขาพัทลุง ตรวจสอบหาทายาทของจำเลยที่ 1 จากทะเบียนบ้าน จึงถือได้ว่าอย่างช้าในวันที่ 3 ตุลาคม 2538 โจทก์รู้แล้วว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทราบการตายของจำเลยที่ 1 ในขณะยื่นฟ้องนั้น เป็นการวินิจฉัยผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวนผิดต่อกฎหมาย ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 238 , 243 (3) ประกอบมาตรา 247 เป็นว่า โจทก์รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของจำเลยที่ 1 เจ้ามรดกเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2538 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง วันที่ 11 ธันวาคม 2540 จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกของจำเลยที่ 1 นับแต่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ภายในอายุความ 1 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อกองมรดกของจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ฉะนั้นที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ย่อมยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นอ้างได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 694 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 694 ม. 1754 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 238 ม. 243 (3) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายโกเวทย์ ภิรมยาภรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวเพียงจิตต์ คล้ายสวน
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5993/2544
#69272
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ.มาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อันเป็นเวลาก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมป.วิ.พ. (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2543 ใช้บังคับ แบ่งการขอพิจารณาใหม่เป็นสองกรณีกรณีแรกเป็นเรื่องขอพิจารณาใหม่ในกรณีปกติ ให้ยื่นคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษา กรณีที่สองเป็นเรื่องขอพิจารณาใหม่ในกรณีมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ให้ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง

จำเลยทราบฟ้องโจทก์แล้วตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์จำเลย แต่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 จึงล่วงพ้นกำหนดสิบห้าวันไปแล้ว ทั้งในกรณีปกติและกรณีที่อ้างว่ามีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ.มาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม)

ปัญหาว่าคำขอให้พิจารณาใหม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 208 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางไพรัตน์ ยืนนาน
จำเลย — นายวิรัช คุณความดี หรือนายนฤเทพ ปัทมภูมิพัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายพิทักษ์ เริ่มก่อกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ — นายสิงห์พล ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5981/2544
#41258
เปิดฉบับเต็ม

การระบุหมายเลขคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เห็นได้ชัดแจ้งว่าเป็นการพิมพ์หมายเลขคดีแดงผิดพลาดจาก 566/2542 เป็น 556/2542ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อย ทั้งจำเลยให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ซึ่งได้ระบุรายละเอียดทั้งฐานความผิดและโทษที่พิพากษามาด้วย อันเป็นการแสดงว่าจำเลยเข้าใจคำขอให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ จึงหาทำให้ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่การที่ศาลนำโทษจำคุกในคดีก่อนที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ จึงมิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 58 และนำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 556/2542 และหมายเลขคดีแดงที่ 1416/2542 ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือนบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุก15 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าตามคำฟ้องระบุหมายเลขคดีที่ขอให้ศาลบวกโทษคือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 566/2542 ของศาลชั้นต้น แต่ในคำขอท้ายฟ้องกลับระบุเป็นเลขคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 556/2542 จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ทำให้จำเลยไม่เข้าใจคำขอของโจทก์ หลงสารภาพว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวมาบวกเข้ากับคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบและเกินคำขอนั้น เห็นว่า การระบุหมายเลขคดีที่โจทก์ขอให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เห็นได้ชัดแจ้งว่า เป็นการพิมพ์หมายเลขคดีแดงผิดพลาดซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อย อีกทั้งจำเลยก็ให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ซึ่งได้ระบุรายละเอียดทั้งฐานความผิดและโทษที่พิพากษามาด้วย อันเป็นการแสดงว่าจำเลยเข้าใจคำขอให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีดีแล้วว่าเป็นคดีใด หาทำให้ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้เป็นฟ้องเคลือบคลุมแต่อย่างใดไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยโดยนำโทษจำคุกในคดีก่อนที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้จึงมิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายอำไพ จันทสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5979/2544
#69271
เปิดฉบับเต็ม

ทนายจำเลยทราบวันนัดฟังคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยชอบแล้วไม่มาศาล ต้องถือว่าจำเลยทราบคำพิพากษา ศาลชั้นต้นโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษา เมื่อนับแต่วันพิพากษาถึงวันครบกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยในครั้งที่สองรวมแล้วเป็นเวลาถึง 86 วัน และ เมื่อทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่สาม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเตือนทนายจำเลยในคำร้อง ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่สามของทนายจำเลยแล้วว่าการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์โดยอ้าง เหตุเดิมเป็นความเฉื่อยชาของจำเลย ไม่ยุติธรรมแก่ฝ่ายโจทก์ แต่ก็ยังให้โอกาสจำเลยอีกครั้ง ทนายจำเลยกลับมายื่น คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีกเป็นครั้งที่สี่อ้างเหตุเดิมอย่างลอย ๆ ทั้งฎีกาของจำเลยก็ยอมรับว่า การอ้างเหตุเดิม เพื่อขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เนื่องจากเป็นแบบพิมพ์ของพนักงานอัยการที่ใช้ร่างขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ซึ่งในบางครั้งอาจมีข้อความที่คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงไปเพราะความพลั้งเผลอในการตรวจสอบข้อความโดยไม่ได้อ้างว่ามีพฤติการณ์พิเศษอย่างไร เห็นได้ว่าฝ่ายจำเลยไม่ได้ให้ความสำคัญต่อคำสั่งของศาลชั้นต้นและระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ที่ศาลชั้นต้นขยายให้ การที่จำเลยไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้ เป็นเพราะความบกพร่องของฝ่ายจำเลย จึงมิใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๒ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๔,๑๗๕,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ทั้งสิบ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลา ยื่นอุทธรณ์ครั้งแรกเป็นเวลา ๓๐ วัน นับแต่วันครบกำหนดอ้างว่ายังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาที่ขอถ่าย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๒ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่สองอีก ๓๐ วัน อ้างว่าจำเลยที่ ๑ เป็นกรมในรัฐบาล จำเลยที่ ๑ จะต้องเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ ซึ่งต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ทนายจำเลยทั้งสองยังไม่ได้รับแจ้งจากจำเลยทั้งสองว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ ศาลชั้นต้น มีคำสั่งอนุญาตโดยให้จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ แต่ในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่สามอีก ๓๐ วัน อ้างเหตุเดิม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลาให้จนถึงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ต่อมาวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลา ยื่นอุทธรณ์ครั้งที่สี่อีก ๓๐ วัน โดยอ้างเหตุอย่างเดิมอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ข้ออ้างทนายจำเลยเป็นข้ออ้างเดิม ไม่มีเหตุผลเพียงพอ ไม่อนุญาต ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองพิจารณาแล้ว เห็นว่า ทนายจำเลยทั้งสองทราบวันนัดฟังคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว ไม่มาศาล ต้องถือว่าจำเลยทั้งสองทราบคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วตั้งแต่วันที่ ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาในวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๒ ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเมื่อนับแต่วันพิพากษาถึงวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ของระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้เป็นเวลาถึง ๘๖ วัน จึงไม่ได้คลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง และเห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเตือนทนายจำเลยทั้งสองในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่สามของทนายจำเลยทั้งสองแล้วว่า การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่สามของทนายจำเลยทั้งสองโดยอ้างเหตุเดิมนั้นเป็นความเฉื่อยชาของจำเลยทั้งสอง ไม่ยุติธรรมแก่ฝ่ายโจทก์ แต่ก็ยังให้โอกาสจำเลยทั้งสองอีกครั้งโดยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้ จนถึงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ครั้นวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ทนายจำเลยทั้งสองกลับมายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลา ยื่นอุทธรณ์อีกเป็นครั้งที่สี่อ้างเหตุเดิมอย่างลอย ๆ โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าทนายจำเลยทั้งสองกับจำเลยทั้งสองติดต่อกันอย่างไร เมื่อใดบ้าง มีเหตุขัดข้องตามระเบียบข้อบังคับของฝ่ายจำเลยอย่างไรที่ทำให้ไม่อาจพิจารณาชี้ขาดว่า จะอุทธรณ์หรือไม่ หรือมีข้อขัดข้องอย่างไรจึงดำเนินการเบิกจ่ายเงินค่าธรรมเนียมในการดำเนินคดีไม่ได้ ทั้งฎีกาของจำเลยทั้งสองกลับยอมรับว่า การอ้างเหตุเดิมเพื่อขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก็เนื่องจากเป็นแบบพิมพ์ของพนักงานอัยการที่ใช้ร่างขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ซึ่งในบางครั้งอาจมีข้อความที่คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงไปเพราะ ความพลั้งเผลอในการตรวจสอบข้อความ โดยไม่ได้อ้างว่ามีพฤติการณ์พิเศษอย่างไร แสดงให้เห็นได้ว่าฝ่ายจำเลยไม่ได้ให้ความสำคัญต่อคำสั่งของศาลชั้นต้นและระยะเวลายื่นอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นขยายให้ การที่จำเลยทั้งสองไม่สามารถ ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้ในครั้งที่สามเป็นเพราะความบกพร่องของฝ่ายจำเลย มิใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่สี่ของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 23 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรัตติยา เซะวิเศษ กับพวก
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวีระวัตร บุญยบุตร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5975/2544
#41257
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นมารดาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นมารดาจำเลยที่ 2 และบรรยายฟ้องเกี่ยวกับถ้อยคำต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 1 กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ให้เห็นเหตุประพฤติเนรคุณต่อโจทก์อย่างไรด้วย และว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินที่โจทก์ยกให้จำเลยที่ 1 โดยขายให้จำเลยที่ 2 เป็นการทำนิติกรรมที่มีเจตนาไม่สุจริตและฉ้อฉลที่จะไม่ให้ที่ดินกลับคืนเป็นของโจทก์ ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดิน จำเลยทั้งสองย่อมเข้าใจได้ว่าการไม่สุจริตและฉ้อฉลคือการที่จำเลยที่ 1 สมรู้กับจำเลยที่ 2 โอนขายที่ดิน เพื่อมิให้โจทก์เรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณ จึงเป็นคำฟ้องที่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง

โจทก์ฟ้องเรียกถอนคืนการให้เพราะจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณด้วยการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงรวม 3 ครั้ง ต่างวันเวลากันจำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยดูหมิ่นโจทก์อย่างร้ายแรง ย่อมหมายความว่า ไม่เคยกล่าวคำหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงไม่ว่าจะเป็นวันเวลาใด ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องแล้วจำเลยที่ 1 เบิกความเพียงว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยด่าว่าโจทก์ โดยมิได้เบิกความถึงวันเวลาที่มีการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง อันเป็นการแสดงให้เห็นด้วยว่า วันเวลาดังกล่าวมิได้เป็นสาระสำคัญในการต่อสู้คดี แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องโดยมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่จำเลยทั้งสองทราบล่วงหน้าอย่างน้อยสามวันก่อนกำหนดนัดพิจารณาคำร้อง ก็ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นมารดาจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาจำเลยที่ 2 โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์รวมจำนวน 6,000ส่วน ในจำนวน 9,588 ส่วน โดยไม่มีค่าตอบแทนในที่ดินโฉนดเลขที่ 1884และจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9516 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หา ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม2540 จำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง กล่าวคือ เมื่อโจทก์จะหยิบสิ่งของมาใช้ จำเลยที่ 1 ด่าโจทก์ว่า "อีห่ารากมึงจะมาค้นอะไรอีจัญไรฉิบหาย มึงจะเอาของกูไปใช้ทำไม มึงจะไปอยู่ที่ไหนก็ไป" และระหว่างวันที่ 5 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์เจ็บป่วย จำเลยที่ 1 ไม่เคยดูแล ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ขอเงินจำเลยที่ 1 เพื่อเป็นค่ายาและค่ารักษาพยาบาล จำเลยที่ 1 ไม่ยอมให้เงินแก่โจทก์ทั้งยังได้ด่าโจทก์ว่า "ไม่ให้มึงอยากเป็นจะตายห่า มันก็ไม่ตาย จะมายุ่งกูทำไม" นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2540 ขณะที่โจทก์กำลังรับประทานอาหารอยู่ จำเลยที่ 1 ยังด่าโจทก์อีกว่า "อีห่าแดกแดกห่าแล้วมึงล้างถ้วยล้างจานด้วย" และพูดต่อไปว่า "มึงจะไปแดกที่ไหนก็ไป กูไม่เลี้ยงมึงแล้ว มึงจะไปอยู่ที่ไหนก็ไป" การกระทำของจำเลยที่ 1เป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ผู้ให้ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 คืนทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้ จำเลยที่ 1 ท้าทายให้ไปฟ้อง ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9516 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริตและฉ้อฉล ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินกลับคืนมาเป็นของโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะประพฤติเนรคุณ ขอให้ถอนคืนการให้และบังคับจำเลยที่ 1 โอนที่ดินที่จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1884 ตำบลโพนทอง อำเภอบ้านหมี่(สนามแจง) จังหวัดลพบุรี จำนวน 6,000 ส่วน ในจำนวน 9,588 ส่วน คืนแก่โจทก์ ให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9516 ตำบลโพนทอง อำเภอบ้านหมี่(สนามแจง) จังหวัดลพบุรีระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แล้วให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9516 กลับคืนแก่โจทก์ ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 ถือเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1884 และให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 9516 แต่เป็นการให้โดยมีค่าตอบแทนจำเลยที่ 1 ไม่เคยประพฤติเนรคุณให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่โจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์หลงเชื่อตามคำยุยงของบุคคลภายนอกที่เสียประโยชน์จึงมาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9516 โดยสุจริตมิได้ฉ้อฉลโจทก์ และฟ้องโจทก์ในส่วนที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9516 ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นฟ้องเคลือบคลุม เพราะไม่มีการระบุว่าเป็นการฉ้อฉลอย่างไร ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 9516 จากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตปราศจากการฉ้อฉลใด ๆ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากไม่ได้บรรยายว่าจำเลยที่ 2 มีการฉ้อฉลกับจำเลยที่ 1 อย่างไรขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9516 ตำบลโพนทอง อำเภอบ้านหมี่ (สนามแจง)จังหวัดลพบุรี กลับคืนเป็นของจำเลยที่ 1 แล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกลับคืนแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1884 ตำบลโพนทอง อำเภอบ้านหมี่ (สนามแจง)จังหวัดลพบุรี จำนวน 6,000 ส่วน ในจำนวน 9,588 ส่วนกลับคืนแก่โจทก์หากจำเลยทั้งสองไม่ไปจดทะเบียนโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นมารดาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นมารดาจำเลยที่ 2 และบรรยายฟ้องเกี่ยวกับถ้อยคำต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 1 กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ในลักษณะให้เห็นเหตุประพฤติเนรคุณต่อโจทก์อย่างไรด้วย และว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2540 จึงทราบว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9516 ตำบลโพนทอง อำเภอบ้านหมี่ (สนามแจง) จังหวัดลพบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้จำเลยที่ 1 โดยขายให้จำเลยที่ 2เป็นการทำนิติกรรมที่มีเจตนาไม่สุจริตและฉ้อฉล โดยร่วมกันที่จะไม่ให้ทรัพย์สินตกกลับคืนเป็นของโจทก์ ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ศาลฎีกาเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่บรรยายว่าการทำนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาไม่สุจริตและฉ้อฉลนั้น จำเลยทั้งสองย่อมสามารถเข้าใจฟ้องได้ว่าความหมายของการไม่สุจริตและฉ้อฉลคือการที่จำเลยที่ 1 สมรู้กับจำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อมิให้โจทก์เรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยที่ 1ประพฤติเนรคุณ จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์หาเคลือบคลุมไม่ มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อมาว่าที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องตามคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 ชอบหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ไม่ดูแลและหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงครั้งที่ 2 จากระหว่างวันที่ 7 มีนาคม 2540 ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2540 และวันที่ 20มีนาคม 2540 ตามฟ้องเดิมเป็นระหว่างวันที่ 5 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 และวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองทราบล่วงหน้าอย่างน้อยสามวันก่อนกำหนดนัดพิจารณาคำร้อง ทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบในการต่อสู้คดีเพราะเป็นการแก้ไขคำฟ้องในสาระสำคัญ และทำให้จำเลยทั้งสองไม่มีโอกาสบริบูรณ์ในอันที่จะตรวจโต้แย้งและหักล้างข้อต่อสู้ใหม่ของโจทก์ เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 181ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกถอนคืนการให้เพราะจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณด้วยการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงรวม 3 ครั้ง ต่างวันเวลากัน จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยประพฤติเนรคุณให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่โจทก์ ไม่เคยดูหมิ่นโจทก์อย่างร้ายแรงตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด คำฟ้องของโจทก์เป็นเท็จทั้งสิ้น คำให้การของจำเลยที่ 1 ย่อมหมายความว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยกล่าวคำหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องไม่ว่าจะเป็นวันเวลาใด ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในระหว่างการสืบพยานโจทก์แล้ว ในการนัดสืบพยานจำเลยทั้งสองในเวลาต่อมา จำเลยที่ 1 เบิกความเพียงว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยด่าว่าหยาบคายแก่โจทก์แต่อย่างใด โดยมิได้เบิกความถึงวันเวลาที่มีการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงทั้ง 3 ครั้ง ตามฟ้องอันเป็นการแสดงให้เห็นด้วยว่า วันเวลาในการกล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง มิได้เป็นสาระสำคัญในการต่อสู้คดีของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องโต้แย้งหักล้างคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับวันเวลาที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องตามคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ โดยมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่จำเลยทั้งสองทราบล่วงหน้าอย่างน้อยสามวันก่อนกำหนดนัดพิจารณาคำร้องก็ตาม แต่การที่จะให้มีการแก้ไขในข้อนี้ย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป เพราะเป็นการมีคำสั่งให้แก้ไขในประเด็นที่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญในคดีทั้งศาลล่างทั้งสองก็มิได้หยิบยกประเด็นเกี่ยวกับวันเวลา ที่มีการแก้ไขดังกล่าวมาเป็นประเด็นชี้ขาดพิพากษาให้เพิกถอนคืนการให้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยฎีกาข้อกฎหมายทั้งสองประการมานั้น ชอบแล้วฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 181
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จำรัส ศรีสุพรรณ
จำเลย — นาง วงเดือน ไกรถาวร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5975/2544
#69270
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยบรรยายว่า โจทก์เป็นมารดาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นมารดาจำเลยที่ 2 และบรรยายถ้อยคำต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 1 กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ในลักษณะให้เห็นเหตุประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินโฉนดพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้จำเลยที่ 1 โดยขายให้จำเลยที่ 2 เป็นการทำนิติกรรมที่มีเจตนาไม่สุจริตและฉ้อฉล โดยร่วมกันที่จะไม่ให้ทรัพย์สินตกกลับคืนเป็นของโจทก์ จำเลยทั้งสองย่อมเข้าใจได้ว่า การไม่สุจริตและฉ้อฉลคือการที่จำเลยที่ 1 สมรู้กับจำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อมิให้โจทก์เรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณ จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์หาเคลือบคลุมไม่

โจทก์ฟ้องเรียกถอนคืนการให้เพราะจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณด้วยการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงรวม 3 ครั้ง ต่างวันเวลากัน จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีว่าไม่เคยประพฤติเนรคุณให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่โจทก์ ไม่เคยดูหมิ่นโจทก์อย่างร้ายแรง ย่อมหมายความว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยกล่าวคำหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงไม่ว่าจะเป็นวันเวลาใด ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในระหว่างการสืบพยานโจทก์แล้ว ในการนัดสืบพยานจำเลยทั้งสองในเวลาต่อมาจำเลยที่ 1 เบิกความเพียงว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยด่าว่าหยาบคายแก่โจทก์ โดยมิได้เบิกความถึงวันเวลาที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงทั้ง 3 ครั้ง แสดงให้เห็นว่า วันเวลาในการกล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงมิได้เป็นสาระสำคัญในการต่อสู้คดีของจำเลยทั้งสอง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องโดยมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่จำเลยทั้งสองทราบล่วงหน้าอย่างน้อยสามวันก่อนกำหนดนัดพิจารณาคำร้องก็ตาม แต่การที่จะให้มีการแก้ไขในข้อนี้ย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป เพราะเป็นการมีคำสั่งให้แก้ไขในประเด็นที่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญในคดี ทั้งศาลล่างทั้งสองก็มิได้หยิบยกประเด็นเกี่ยวกับวันเวลาที่มีการแก้ไขดังกล่าวมาเป็นประเด็นชี้ขาดพิพากษาให้เพิกถอนคืนการให้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ถอนคืนการให้และบังคับจำเลยที่ ๑ โอนที่ดินที่จำเลยที่ ๑ มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๘๔ คืนแก่โจทก์ ให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๕๑๖ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ แล้วให้จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๕๑๖ กลับคืนแก่โจทก์ ทั้งนี้ให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ ๑

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๕๑๖ กลับคืนเป็นของจำเลยที่ ๑ แล้วให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกลับคืนแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๘๔ กลับคืนแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ไปจดทะเบียนโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นมารดาของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ เป็นมารดาจำเลยที่ ๒ และบรรยายฟ้องเกี่ยวกับถ้อยคำต่าง ๆ ที่จำเลยที่ ๑ กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ในลักษณะให้เห็นเหตุประพฤติเนรคุณต่อโจทก์อย่างไรด้วย และว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน ๒๕๔๐ จึงทราบว่าจำเลยที่ ๑ ขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๕๑๖ พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้จำเลยที่ ๑ โดยขายให้จำเลยที่ ๒ เป็นการทำนิติกรรมที่มีเจตนาไม่สุจริตและฉ้อฉล โดยร่วมกันที่จะไม่ให้ทรัพย์สินตกกลับคืนเป็นของโจทก์ ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ศาลฎีกาเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่บรรยายว่าการทำนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีเจตนาไม่สุจริตและฉ้อฉลนั้น จำเลยทั้งสองย่อมสามารถเข้าใจฟ้องได้ว่าความหมายของการไม่สุจริตและฉ้อฉลคือการที่จำเลยที่ ๑ สมรู้กับจำเลยที่ ๒ ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อมิให้โจทก์เรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยที่ ๑ ประพฤติเนรคุณ จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง ฟ้องโจทก์หาเคลือบคลุมไม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อมาว่า ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องตามคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องฉบับลงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ชอบหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับวัน เวลา ที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ดูแลและหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์ไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองทราบล่วงหน้าอย่างน้อยสามวันก่อนกำหนดนัดพิจารณาคำร้อง ทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบในการต่อสู้คดีเพราะเป็นการแก้ไขคำฟ้องในสาระสำคัญ และทำให้จำเลยทั้งสองไม่มีโอกาสบริบูรณ์ในอันที่จะตรวจโต้แย้งและหักล้างข้อต่อสู้ใหม่ของโจทก์ เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๑ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกถอนคืนการให้เพราะจำเลยที่ ๑ ประพฤติเนรคุณด้วยการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงรวม ๓ ครั้ง ต่างวันเวลากัน จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยที่ ๑ ไม่เคยประพฤติเนรคุณให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่โจทก์ ไม่เคยดูหมิ่นโจทก์อย่างร้ายแรงตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด คำฟ้องของโจทก์เป็นเท็จทั้งสิ้น คำให้การของจำเลยที่ ๑ ย่อมหมายความว่าจำเลยที่ ๑ ไม่เคยกล่าวคำหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องไม่ว่าจะเป็นวันเวลาใด ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในระหว่างการสืบพยานโจทก์แล้ว ในการนัดสืบพยานจำเลยทั้งสองในเวลาต่อมา จำเลยที่ ๑ เบิกความเพียงว่า จำเลยที่ ๑ ไม่เคยด่าว่าหยาบคายแก่โจทก์แต่อย่างใด โดยมิได้เบิกความถึงวันเวลาที่มีการกล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ หมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงทั้ง ๓ ครั้ง ตามฟ้อง อันเป็นการแสดงให้เห็นด้วยว่า วันเวลาในการกล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง มิได้เป็นสาระสำคัญในการต่อสู้คดีของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องโต้แย้งหักล้างคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับวัน เวลาที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องตามคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ โดยมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่จำเลยทั้งสองทราบล่วงหน้าอย่างน้อยสามวันก่อนกำหนดนัดพิจารณาคำร้องก็ตาม แต่การที่จะให้มีการแก้ไขในข้อนี้ย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปเพราะเป็นการมีคำสั่งให้แก้ไขในประเด็นที่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญในคดี ทั้งศาลล่างทั้งสอง ก็มิได้หยิบยกประเด็นเกี่ยวกับวัน เวลา ที่มีการแก้ไขดังกล่าวมาเป็นประเด็นชี้ขาดพิพากษาให้เพิกถอนคืนการให้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 181
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำรัส ศรีสุพรรณ
จำเลย — นางวงเดือน ไกรถาวร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายศุภชาติ ถิ่นพังงา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางนวลน้อย ผลทวี
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5974/2544
#110327
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะฟังได้ว่าโจทก์ทั้งหกได้ส่งหนังสือบอกเลิกการเช่านาให้จำเลยทั้งสองทราบโดยชอบแล้ว และส่งสำเนาหนังสือบอกเลิกการเช่านาดังกล่าวให้แก่กำนันตำบลท่าเสา ประธาน คชก. ตำบลท่าเสา ที่ซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่แล้วก็ตาม แต่ตามที่โจทก์ทั้งหกนำสืบมาไม่ปรากฏว่า คชก. ตำบลท่าเสา ได้มีการพิจารณาการบอกเลิกการเช่าตามหนังสือบอกเลิกการเช่าของโจทก์ทั้งหกตามขั้นตอนที่ พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 37 บัญญัติไว้แต่อย่างใด การเช่าระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่สิ้นสุด โจทก์ทั้งหกไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๒๑ ตำบลท่าเสา อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร กับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งหกปีละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งหก

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองเช่าที่ดินพิพาทจากนางสาวอุบล ทองสิมา เพื่อทำนามีกำหนด ๖ ปี จำเลยทั้งสองทำนาในที่ดินพิพาทจนถึงปัจจุบัน ประมาณปี ๒๕๓๐ นางสาวอุบลขายที่ดินพิพาทให้แก่นางสุนีย์ ทองโอชัย และมีการโอนขายต่อกันมาหลายทอด จนสุดท้ายเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๓๒ โจทก์ทั้งหกซื้อที่ดินพิพาทต่อจากนายวิชัย สุทธินิติวงศ์ และนายสันติ ศักดาสุคนธ์ ในราคา ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก่อนการโอนขายที่ดินพิพาทเป็นทอด ๆ ดังกล่าว เจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้ขาย ไม่เคยมีหนังสือแสดงความจำนงจะขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองทราบมาก่อน ทั้งไม่ได้แจ้งราคาที่จะขายเพื่อให้โอกาสจำเลยทั้งสองในฐานะผู้เช่าแสดงความจำนงที่จะซื้อที่ดินก่อนบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลท่าเสา (คชก. ตำบลท่าเสา) แต่คณะกรรมการดังกล่าวมีมติยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำสั่งไปยังประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดสมุทรสาคร ต่อมาคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดสมุทรสาครมีมติว่า การเช่าที่ดินของจำเลยทั้งสองยังมีผลใช้บังคับตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ กับได้มอบให้อำเภอกระทุ่มแบนมีหนังสือแจ้งมติดังกล่าวให้โจทก์ทั้งหกทราบตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๓๔ โจทก์ทั้งหกไม่ได้คัดค้านหรือโต้แย้งคำสั่งของคณะกรรมการการเช่าที่ดินประจำจังหวัดสมุทรสาครต่อศาลภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัย เมื่อคำวินิจฉัยถึงที่สุดแล้วจำเลยทั้งสองติดต่อขอซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ทั้งหกในราคา ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นราคาที่โจทก์ทั้งหกซื้อจากเจ้าของที่ดิน แต่โจทก์ทั้งหกปฏิเสธ ขอให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งหกไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและรับเงินค่าที่ดิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไปจากจำเลยทั้งสอง หากเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งหก

โจทก์ทั้งหกให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ผู้ขายที่ดินต่างปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ถูกต้องแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่สามารถหาเงินมาซื้อตามราคาท้องตลาดได้ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองไม่เคยชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งหกหรือเจ้าของที่ดินเดิมรายใด โจทก์ทั้งหกซื้อที่ดินพิพาทมาในราคา ๑๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดสมุทรสาครมีมติแต่เพียงว่า การเช่านาของจำเลยทั้งสองยังมีผลบังคับตามกฎหมาย ซึ่งจำเลยทั้งสองมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทเพียงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๖ อันเป็นวันครบกำหนด ๖ ปี ตามสัญญาเช่านา จำเลยทั้งสองไม่ได้ใช้สิทธิซื้อที่ดินพิพาทภายในกำหนด ๒ ปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองรู้หรือควรจะรู้หรือภายในกำหนด ๓ ปี นับแต่วันที่เจ้าของที่ดินพิพาทเดิมโอนขายต่อมาเป็นทอด ๆ จนถึงโจทก์ทั้งหก ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๒๑ เลขที่ดิน ๔๑ ตำบลท่าเสา อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ในอัตราปีละ ๓๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๓๘) จนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกว่า โจทก์ทั้งหกมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ว่า จำเลยที่ ๑ เช่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๒๑๒๑ ตำบลท่าเสา อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล. ๒ จากนางสาวอุบล ทองสิมา เจ้าของที่ดินเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๒๑ เพื่อใช้ทำนามีกำหนด ๖ ปี ตามสัญญาเช่านาเอกสารหมาย ล. ๑ หลังจากครบ ๖ ปี แล้วได้ต่อสัญญาอีก ๖ ปี ในช่วงต่อสัญญาเช่า จำเลยที่ ๑ ทำนาได้เพียง ๓ ปี นางสาวอุบลได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นางสุนีย์ ทองโอชัย เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๓๐ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ก็รู้แล้วเพราะได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับนางสุนีย์ในวันเดียวกันโดยมีข้อตกลงว่าเมื่อครบกำหนด ๓ ปี แล้ว จำเลยที่ ๑ ยอมออกไปจากที่ดินพิพาทและไม่เรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ตามบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คชก.) ตำบลท่าเสา ครั้งที่ ๓/๒๕๓๓ ลงวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๓๓ เอกสารหมาย จ. ๒๐ ได้มีการโอนขายที่ดินพิพาทต่อไปอีกหลายทอดจนถึงโจทก์ทั้งหกซึ่งซื้อที่ดินพิพาทต่อจากนายวิชัย สุทธินิติวงศ์ และนายสันติ ศักดาสุคนธ์ เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๓๒ ต่อมาวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๓๓ และวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๓๓ ซึ่งเป็นเวลาล่วงพ้น ๒ ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ รู้ว่านางสาวอุบลขายที่ดินพิพาทให้แก่นางสุนีย์ผู้ซื้อคนแรกแล้ว จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง แต่จำเลยที่ ๑ ได้ยื่นคำร้องขอซื้อที่ดินพิพาทต่อ คชก. ตำบลท่าเสา คชก. ตำบลท่าเสาพิจารณาแล้วมีมติให้ยกคำร้องของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ไปยัง คชก. จังหวัดสมุทรสาคร คชก. จังหวัดสมุทรสาคร มีมติเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๓๔ เพียงว่า การเช่านาของจำเลยที่ ๑ ยังมีผลบังคับตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ ตามเอกสารหมาย ล. ๘ ซึ่งมติของ คชก. จังหวัดสมุทรสาครดังกล่าว ถือว่าเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ มาตรา ๕๗ เพราะไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดสมุทรสาครต่อศาลภายในกำหนดเวลาตามที่มาตรา ๕๗ บัญญัติไว้ ต่อมาโจทก์ทั้งหกมีหนังสือลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๗ บอกเลิกการเช่านาถึงจำเลยทั้งสองทางไปรษณีย์ตอบรับ แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมรับตามเอกสารหมาย จ. ๘ ถึง จ. ๑๐ โจทก์ทั้งหกจึงให้ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๔ ซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่รับไว้แทนตามเอกสารหมาย จ. ๑๑ และส่งสำเนาหนังสือบอกเลิกสัญญาการเช่านาให้แก่นายอำเภอกระทุ่มแบน กำนันตำบลท่าเสา ตามเอกสารหมาย จ. ๑๘ และ จ. ๑๙ ตามลำดับ เห็นว่า การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ทั้งหกเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ มาตรา ๓๗ เมื่อสิ้นระยะเวลาการเช่านาตามมาตรา ๒๖ ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ระบุถึงเหตุที่ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาได้ ตาม (๑) ถึง (๔) เท่านั้น และระบุถึงขั้นตอนแห่งการบอกเลิกสัญญาว่า ผู้ให้เช่านาจะต้องมีหนังสือบอกเลิกสัญญาให้ผู้เช่านาทราบล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑ ปี และต้องส่งสำเนาการบอกเลิกสัญญาการเช่านาพร้อมทั้งแสดงเหตุแห่งการบอกเลิกการเช่านาไปยัง คชก. ตำบลภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันที่ส่งหนังสือบอกเลิกการเช่านาให้ผู้เช่านาทราบ เมื่อ คชก. ตำบลได้รับสำเนาหนังสือบอกเลิกสัญญาการเช่านาดังกล่าวแล้ว ให้ คชก. ตำบลพิจารณาวินิจฉัย ถ้า คชก. ตำบลเห็นว่าผู้ให้เช่านายังไม่มีความจำเป็นรีบด่วนที่จะใช้นาและการบอกเลิกการเช่านาจะทำให้ผู้เช่านาเดือดร้อน คชก. ตำบลมีอำนาจวินิจฉัยยับยั้งการบอกเลิกการเช่านาไว้ทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นเวลาตามที่เห็นสมควรไม่เกิน ๒ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน ๒ ปี ก็ได้ ซึ่งคำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลอาจอุทธรณ์ไปยัง คชก. จังหวัดและศาลได้ตามมาตรา ๕๖ และมาตรา ๕๗ ตามลำดับ ดังนั้น แม้จะฟังได้ว่าโจทก์ทั้งหกได้ส่งหนังสือบอกเลิกการเช่านาให้จำเลยทั้งสองทราบโดยชอบแล้ว และส่งสำเนาหนังสือบอกเลิกการเช่านาดังกล่าวให้แก่กำนันตำบลท่าเสา ซึ่งเป็นประธาน คชก. ตำบลท่าเสา ที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่แล้วก็ตาม แต่ตามที่โจทก์ทั้งหกนำสืบมาไม่ปรากฏว่า คชก. ตำบลท่าเสา ได้มีการพิจารณาการบอกเลิกการเช่าตามหนังสือบอกเลิกการเช่าของโจทก์ทั้งหกตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ มาตรา ๓๗ บัญญัติไว้ โจทก์ทั้งหกจึงยังไม่มีสิทธิเสนอคดีต่อศาล การเช่านาระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ ๑ ยังไม่สิ้นสุด โจทก์ทั้งหกไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งหกฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชิต สุเมธาวีนันท์ ที่ 1 กับพวก
จำเลย — นายพิศิษฐ์ ทองเขม่น ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายชัยยันต์ ขวัญสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5971/2544
#41256
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทคนละ 1 ส่วน รวม 4 ส่วน ใน 9 ส่วนคิดเป็นเงินรวม 279,632 บาท จำเลยให้การว่าที่ดินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดก แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกเป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสำรวม สุ่มพวง โดยคำสั่งศาลไม่แบ่งปันที่ดินมรดกตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1982 ตำบลหันคา อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท แก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทและทายาทอื่น ๆ รวม 9 คน ขอให้บังคับจำเลยแบ่งปันมรดกแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ใน 9 ส่วนหากตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินออกประมูลขายนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์ทั้งสี่ตามส่วน

จำเลยให้การว่า เจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยตั้งแต่จำเลยอายุ 20 ปีเศษ โดยส่งมอบการครอบครองแก่จำเลยในเวลานั้น แต่เจ้ามรดกล้มป่วยด้วยโรคเบาหวาน จำเลยจึงยังไม่ได้จดทะเบียนรับโอนการครอบครอง หลังจากเจ้ามรดกตาย จำเลยต้องการไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย เจ้าพนักงานที่ดินแนะนำให้จำเลยร้องขอจัดการมรดกเสียก่อน จึงจะดำเนินการได้ตามความประสงค์ การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกไม่แบ่งปันที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสี่และทายาทอื่นจึงชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยแบ่งปันที่ดินมรดกตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1982 ตำบลหันคา อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท แก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ใน 9 ส่วน หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขอให้นำที่ดินมรดกออกประมูลขายหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์ทั้งสี่ตามส่วนนั้นเป็นเรื่องของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม จึงไม่จำต้องวินิจฉัยค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ส่วน รวม 4 ส่วน ใน 9 ส่วน คิดเป็นเงิน 279,632 บาท ดังนี้ ศาลฎีกาโดยมติของที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดิน 4 ส่วน ที่โจทก์ทั้งสี่ตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมานั้นมีราคา 279,632 บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกเป็นฎีกาโต้เถียงในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จาง สุ่มพ่วง ที่ 1
โจทก์ — นาง เจิย สุ่มพ่วง ที่ 2
โจทก์ — นาย เจือ สุ่มพ่วง ที่ 3
โจทก์ — นาง เหนียม สุ่มพ่วง ที่ 4
จำเลย — นางสาว บุญปลูก สุ่มพ่วง
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5971/2544
#69650
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินแปลงพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ส่วน รวม 4 ส่วน ใน 9 ส่วน คิดเป็นเงินรวม 279,632 บาท แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกเป็นฎีกาโต้เถียงในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 1/2544)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสำรวม สุ่มพ่วง โดยคำสั่งศาลไม่แบ่งปันที่ดินมรดกตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๙๘๒ แก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทและทายาทอื่น ๆ รวม ๙ คน ขอให้บังคับจำเลยแบ่งปันมรดกแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ ๑ ใน ๙ ส่วน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินออกประมูลขายนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์ทั้งสี่ตามส่วน

จำเลยให้การว่า เจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยตั้งแต่จำเลยอายุ ๒๐ ปีเศษ โดยส่งมอบการครอบครองแก่จำเลยในเวลานั้น แต่เจ้ามรดกล้มป่วยด้วยโรคเบาหวาน จำเลยจึงยังไม่ได้จดทะเบียนรับโอนการครอบครองหลังจากเจ้ามรดกตาย จำเลยต้องการไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย เจ้าพนักงานที่ดินแนะนำให้จำเลยร้องขอจัดการมรดกเสียก่อน จึงจะดำเนินการได้ตามความประสงค์ การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกไม่แบ่งปันที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสี่และทายาทอื่นจึงชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งปันที่ดินมรดกตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๙๘๒ แก่โจทก์ทั้งสี่คนละ ๑ ใน ๙ ส่วน หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขอให้นำที่ดินมรดกออกประมูลขายหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์ทั้งสี่ตามส่วนนั้นเป็นเรื่องของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ ๑ ส่วน รวม ๔ ส่วน ใน ๙ ส่วน คิดเป็นเงินรวม ๒๗๙,๖๓๒ บาท ดังนี้ ศาลฎีกาโดยมติของที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดิน ๔ ส่วน ที่โจทก์ทั้งสี่ตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมานั้นมีราคา ๒๗๙,๖๓๒ บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกเป็นฎีกาโต้เถียงในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวแม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจาง สุ่มพ่วง กับพวก
จำเลย — นางสาวบุญปลูก สุ่มพ่วง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นายสมพงศ์ เผือกประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5960/2544
#42030
เปิดฉบับเต็ม

ช. ขายที่ดินคืนให้โจทก์เนื่องจากโจทก์ไปร้องทุกข์ต่อจำเลยที่ 1 และมีการไกล่เกลี่ยจน ช. ตกลงโอนที่ดินพิพาทคืนโจทก์โดยให้โจทก์ชำระเงิน 300,000 บาท แต่โจทก์ไม่สามารถหาเงินได้ทัน จึงขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ช่วยเหลือหาเงินให้ โดยจะตอบแทนด้วยการโอนที่ดินให้จำนวน 3 ไร่ ดังนี้ เมื่อปรากฏว่าในการขายที่ดินพิพาทคืนโจทก์ดังกล่าว ช. กลับโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แทนการซื้อขายที่ดินพิพาทจึงมิได้เป็นไปตามที่ ช. กับโจทก์และจำเลยที่ 1ที่ 2 ตกลงกัน การที่ ช. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ย่อมทำให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์ย่อมขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่าง ช. กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หรือติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ได้ แต่การเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวย่อมกระทบกระเทือนถึงสิทธิของ ช. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องช. เป็นจำเลย ผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกคดีศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2145 (ที่ถูก 2045) ตำบลในเมือง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ระหว่างนายชัยเรืองวุฒิชัย ผู้ขาย กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ซื้อและให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวกับคืนโฉนดที่ดินให้โจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสี่เข้าเกี่ยวข้องอีก

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2045 ตำบลในเมือง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ เดิมมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และปรากฏหลักฐานทางทะเบียนตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.3 ว่าเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2529 โจทก์ขายที่ดินพิพาทให้นายชัย เรืองวุฒิชัย ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2529 นายชัยขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายชัยกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนายจันทร์ อัคลา สามีโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ได้กู้ยืมเงินจากนายชัยจำนวน 150,000 บาท โดยใช้โฉนดที่ดินพิพาทวางเป็นประกัน ต่อมานายชัยได้หลอกลวงโจทก์ให้ลงชื่อในเอกสารหลังจากนั้นประมาณ 6 เดือน นายชัยได้นำรถไถนาไถที่ดินพิพาท โจทก์จึงทราบว่าถูกนายชัยหลอกลวงปลอมแปลงเอกสารโอนที่ดินพิพาทเป็นของนายชัยโจทก์และนายจันทร์จึงไปแจ้งความต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งสารวัตรสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านไผ่ให้ดำเนินคดีแก่นายชัย ส่วนจำเลยทั้งสี่นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยรับแจ้งความจากโจทก์หลังจากถูกโจทก์ฟ้องคดีแล้ว จึงได้ทราบจากการสอบถามว่าร้อยตำรวจเอกเดชศักดิ์ อัมรินทร์ เป็นผู้รับแจ้งความเกี่ยวกับเรื่องที่นายชัยเข้าไปปรับปรุงที่ดินของโจทก์ เจ้าพนักงานตำรวจเรียกนายชัยมาสอบถาม ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า โจทก์ได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่นายชัย นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายอุ้ยภูหัตถการ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2529 นายอุ้ยได้ไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อคัดค้านเรื่องโอนที่ดิน จำเลยที่ 3 เรียกนายอุ้ยไปพบแล้วจำเลยที่ 3 ได้เขียนเอกสารยกที่ดินพิพาทส่วนที่ทับที่ดินของนายอุ้ยเนื้อที่ 1 งาน 81 ตารางวา ให้นายอุ้ยตามเอกสารหมาย จ.8 นายอุ้ยเห็นจำเลยทั้งสี่กับโจทก์คุยกันอยู่ที่สำนักงานที่ดินด้วย ซึ่งฝ่ายจำเลยทั้งสี่ก็ยอมรับว่าในวันดังกล่าวนายอุ้ยไปที่สำนักงานที่ดิน คำเบิกความของนายอุ้ยจึงเป็นข้อยืนยันว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้พบกันแล้วตั้งแต่วันที่ 1ตุลาคม 2529 พยานโจทก์ที่ว่ามีการแจ้งความแก่จำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปคือขั้นตอนการซื้อที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 และราคาที่ดินพิพาทที่แท้จริง จำเลยทั้งสี่พยายามนำสืบว่าการซื้อขายที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 กับพวกไม่เกี่ยวกับโจทก์ โดยนำนายเหล็กมาเบิกความเป็นพยานว่า นายเหล็กเป็นนายหน้าแนะนำให้จำเลยที่ 2ซื้อที่ดินจากนายชัยแต่คำเบิกความของนายเหล็กซึ่งอ้างว่าเป็นนายหน้านั้นไม่อยู่กับร่องกับรอย นายเหล็กตอบทนายความโจทก์ถามค้านว่าบ้านนายชัยเปิดเป็นร้านซ่อม แต่ไม่ทราบว่าซ่อมอะไรเพราะไม่เคยไปที่บ้านนายชัยที่ดินที่ขายไม่มีบ้านปลูกอยู่ ช่วงปี 2529 ขายไร่ละไม่เกิน 10,000 บาทซึ่งนายเหล็กคิดว่าเป็นราคาปกติ แต่คนอื่นบอกว่าแพง แสดงว่า นายเหล็กไม่เคยไปบ้านนายชัยและไม่รู้จักหรือไม่เคยไปที่ที่ดินพิพาท จึงไม่รู้ว่าในที่ดินพิพาทมีบ้านโจทก์ปลูกอยู่ อีกทั้งนายเหล็กยังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับที่ดินพิพาทไม่ว่าจะเป็นจำนวนเนื้อที่หรือราคาที่ดินพิพาทนายเหล็กจึงได้เบิกความว่าที่ดินพิพาทขายไร่ละไม่เกิน 10,000 บาท ข้อเท็จจริงจึงไม่น่าเชื่อว่านายเหล็กเป็นนายหน้าขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ข้ออ้างว่านายเหล็กเป็นนายหน้าจึงเป็นพิรุธ สำหรับเรื่องราคาที่ดินนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 สำเนาโฉนดที่ดินและสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.3 และ 5 และ ล.6 ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซื้อที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ในราคา 350,000 บาท แต่สามารถจำนองธนาคารในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 2 ตุลาคม 2529 เป็นเงินจำนวน 460,000 บาท ต่อมาวันที่ 3 ธันวาคม 2530 จำนองธนาคารเป็นเงินจำนวน 650,000 บาท และวันที่ 23 พฤศจิกายน 2531 จำนองธนาคารเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท แสดงว่าที่ดินพิพาทน่าจะมีราคาสูงกว่าราคาซื้อขายระหว่างนายชัยกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มาก จึงสามารถจำนองธนาคารได้เป็นเงินจำนวนสูงดังกล่าวแล้ว ประกอบกับจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าในปี 2534 ได้ประกาศขายที่ดินพิพาทในราคาไร่ละ 250,000 บาท ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าในปี 2529 ที่ดินพิพาทมีราคาใกล้เคียงกับไร่ละ 250,000 บาท มากกว่าไร่ละ 20,000 บาทถึง 30,000 บาท ทำให้น่าเชื่อว่าเป็นการขายที่ดินพิพาทคืนให้โจทก์มากกว่าการซื้อขายธรรมดาอีกประการหนึ่ง หากเป็นการซื้อขายกันปกติธรรมดาระหว่างนายชัยกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แล้ว ก็ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งไม่เคยรู้จักโจทก์มาก่อนจะกู้เงินธนาคารโดยเสียดอกเบี้ยมาซื้อที่ดินให้โจทก์อยู่เปล่า ๆ โดยไม่คิดค่าเช่าเป็นเวลาหลายปีและมิได้ทำหลักฐานใด ๆ ไว้เลย อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีการสอบถามหรือตกลงเกี่ยวกับผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ดินที่ซื้อขายกัน และข้อเท็จจริงยังไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 จะเป็นผู้ร่วมซื้อที่ดินกับจำเลยที่ 2 เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้มาเบิกความสนับสนุนส่วนจำเลยที่ 3 ก็เบิกความไม่อยู่กับร่องกับรอย ตอนแรกว่าซื้อรวมทั้งบ้านโจทก์ แต่กลับตอบทนายความจำเลยทั้งสี่ถามติงว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นการซื้อเฉพาะที่ดิน ไม่ได้ซื้อบ้านของโจทก์ด้วย นอกจากนี้ จำเลยที่ 3 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2 จะเอาเงินจำนอง 1,000,000บาท ไปทำอะไรบ้าง ซึ่งผิดวิสัยของผู้เป็นเจ้าของร่วม ยิ่งกว่านั้น หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซื้อที่ดินพิพาทจากนายชัยโดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 3 จะลงชื่อยกที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 81 ตารางวาให้แก่นายอุ้ยตามเอกสารหมาย จ.8 การยกให้ดังกล่าวซึ่งมีลักษณะรีบร้อนส่อแสดงพิรุธว่า ฝ่ายจำเลยทั้งสี่ไม่ต้องการให้นายอุ้ยคัดค้านการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เพราะหากมีการคัดค้านโจทก์ต้องทราบเรื่องที่เกิดขึ้นและคัดค้านการโอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 พฤติการณ์ต่าง ๆ ตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วมีเหตุผลเชื่อได้ว่า นายชัยไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในราคา350,000 บาท แต่เป็นการขายที่ดินคืนให้โจทก์เนื่องจากโจทก์ไปร้องทุกข์ต่อจำเลยที่ 1 และมีการไกล่เกลี่ยจนนายชัยตกลงโอนที่ดินพิพาทคืนโจทก์โดยให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท แต่โจทก์ไม่สามารถหาเงินได้ทันจึงขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ช่วยเหลือหาเงินให้ โดยจะตอบแทนด้วยการโอนที่ดินให้จำนวน 3 ไร่ สรุปแล้วพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่ คดีฟังได้ว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทจากนายชัยมิได้เป็นไปตามที่นายชัยกับโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ตกลงกัน การที่นายชัยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ย่อมทำให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์ย่อมขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายชัยกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หรือติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ได้ แต่การเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวย่อมกระทบกระเทือนถึงสิทธิของนายชัยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องนายชัยเป็นจำเลย ผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกคดีได้ ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เสน อัคลา
จำเลย — พันตำรวจโท ไพศาล จันทรมงคล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5959/2544
#43337
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งที่พิพาทมีข้อความและรายละเอียดเช่นสัญญาเช่าทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าคู่สัญญาได้ตกลงซื้อหรือเช่าซื้อทรัพย์สินที่เช่าและไม่ปรากฏว่าค่าเช่าที่ชำระให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาทรัพย์สินที่เช่าแม้จะมีข้อตกลงที่ให้ผู้เช่ามีสิทธิเลือกซื้อทรัพย์สินที่เช่าก็เป็นเพียงคำมั่นจะขายทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ผู้เช่า หากผู้เช่าประสงค์จะซื้อในอนาคตโดยเสนอราคาจะขายไว้ล่วงหน้า สัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งที่พิพาทจึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 537

บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรฯ ลักษณะแห่งตราสาร 1 กำหนดให้สัญญาเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นหรือแพเท่านั้นที่ต้องปิดอากรแสตมป์ สัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งที่พิพาทเป็นสัญญาเช่าทรัพย์สินประเภทรถยนต์ จึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118

สัญญาค้ำประกันพิพาทเป็นการค้ำประกันสำหรับกรณีที่มิได้จำกัดจำนวนเงินไว้ต้องปิดอากรแสตมป์ 10 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรฯ ลักษณะแห่งตราสาร 17(ก) โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกัน เมื่อสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำสืบเป็นพยานหลักฐานมิได้ปิดอากรแสตมป์ จึงไม่อาจใช้สัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานฟังว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3เป็นผู้ค้ำประกันตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118 เป็นผลให้โจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการค้ำประกันเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้จำเลยที่ 2และที่ 3 รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน235,844 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7พฤศจิกายน 2538 โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งตามเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งระบุว่า จำเลยที่ 1 ร้องขอให้โจทก์ซื้อรถยนต์คันพิพาทจากผู้ขายเพื่อนำมาให้เช่าแบบลิสซิ่งแก่จำเลยที่ 1มีระยะเวลาการเช่า 48 เดือน ค่าเช่าอัตราเดือนละ 9,150 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าครบถ้วนตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 มีสิทธิเลือกซื้อรถยนต์คันพิพาทได้ในราคา 35,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.7 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งตามเอกสารหมาย จ.6 เป็นสัญญาเช่าทรัพย์สินประเภทรถยนต์มิใช่สัญญาเช่าซื้อ สัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งตามเอกสารหมาย จ.6 และสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.7ซึ่งมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรจึงใช้เป็นพยานหลักฐานได้นั้นเห็นว่า สัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งตามเอกสารหมาย จ.6 มีข้อความและรายละเอียดเช่นสัญญาเช่าทรัพย์คือ ข้อ 1. ว่าด้วยทรัพย์สินที่เช่าข้อ 2. ระยะเวลาการเช่า ข้อ 3. ค่าเช่าที่ผู้เช่าตกลงจะชำระเป็นรายเดือนข้อ 6. หน้าที่ของผู้เช่า เช่น ผู้เช่าตกลงจะไม่ให้เช่าช่วง เป็นต้น ข้อ 7. ถึงข้อ 9. การสูญหายและเสียหายของทรัพย์สินที่เช่า การผิดสัญญา และการยกเลิกสัญญาของผู้ให้เช่าซึ่งล้วนแต่เป็นลักษณะของการเช่าทรัพย์ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 ถึงมาตรา 571ในสัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งตามเอกสารหมาย จ.6 ไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าคู่สัญญาได้ตกลงซื้อหรือเช่าซื้อทรัพย์สินที่เช่า และไม่ปรากฏว่าค่าเช่าที่ชำระให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาทรัพย์สินที่เช่า แม้จะมีข้อตกลงตามสัญญาข้อ 3.2 ที่ให้ผู้เช่ามีสิทธิเลือกซื้อทรัพย์สินที่เช่า ก็เป็นเพียงคำมั่นจะขายทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ผู้เช่าหากผู้เช่าประสงค์จะซื้อในอนาคตโดยเสนอราคาจะขายไว้ล่วงหน้า ส่วนที่มีข้อตกลงด้วยว่าในกรณีที่ผู้เช่าไม่ซื้อทรัพย์สินที่เช่า และผู้ให้เช่าได้ขายทรัพย์สินที่เช่าในราคาต่ำกว่าที่กำหนดไว้ ผู้เช่าต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่ผู้ให้เช่าเป็นเงินจำนวนเท่ากับผลต่างระหว่างราคาขายสุทธิกับราคาที่กำหนดไว้ ก็เป็นเพียงข้อตกลงกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้า ซึ่งมิใช่เรื่องที่คู่สัญญามีเจตนาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าให้แก่กันมาตั้งแต่เริ่มแรกดังสัญญาเช่าซื้อ สัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งตามเอกสารหมาย จ.6 จึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 และตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ลักษณะแห่งตราสาร 1 กำหนดให้สัญญาเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นหรือแพ เท่านั้น ที่ต้องปิดอากรแสตมป์สัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งตามเอกสารหมาย จ.6เป็นสัญญาเช่าทรัพย์สินประเภทรถยนต์ จึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งเป็นการค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จึงเป็นการค้ำประกันสำหรับกรณีที่มิได้จำกัดจำนวนเงินไว้ ต้องปิดอากรแสตมป์ 10 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ลักษณะแห่งตราสาร 17.(ก) โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกัน เมื่อสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำสืบเป็นพยานหลักฐานโดยอ้างว่าเป็นสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำไว้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7 มิได้ปิดอากรแสตมป์จึงไม่อาจใช้สัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานฟังว่า จำเลยที่ 2และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เป็นผลให้โจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการค้ำประกันเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้จำเลยที่ 2และที่ 3 รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 ได้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

เนื่องจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดตามสัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด แม้คู่ความจะได้นำสืบข้อเท็จจริงมาเสร็จสิ้นเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวได้ก็ตาม แต่เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้วินิจฉัยในปัญหาข้อนี้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 680
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส.เอ็ม.ที.ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี.แอล.เทเลคอมมูนิเคชั่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
วิเทพ ศิริพากย์
สายันต์ สุรสมภพ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5957/2544
#42029
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยปลูกโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยมิได้ปลูกโรงเรือนรุกล้ำ หากจำเลยปลูกโรงเรือนรุกล้ำไปในที่ดินของโจทก์โดยสุจริต กรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 และหากที่ดินเป็นของโจทก์ จำเลยก็ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ดังนี้เป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินและขัดแย้งกันเอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสองจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 33897เลขที่ดิน 1791 จังหวัดกรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 18 ตารางวาเศษ เมื่อปี 2538โจทก์ทราบว่า จำเลยปลูกโรงเรือน (โรงเก็บเรือ) ของสถานีตำรวจนครบาลจรเข้น้อยรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศเหนือประมาณ 9 ตารางวาโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนออกไปแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของโรงเรือน โรงเรือนดังกล่าวไม่ได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ และโจทก์มิได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน หากจำเลยปลูกโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของโจทก์โดยสุจริต กรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1312 หากฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยก็ได้ครอบครองที่ดินพิพาทในส่วนที่ปลูกสร้างโรงเรือนโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเวลานานกว่าสิบปีแล้ว จำเลยย่อมได้สิทธิในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ตามฟ้องให้จำเลยรื้อถอนโรงเก็บเรือพิพาทตามฟ้องออกไปจากที่ดินของโจทก์ด้วย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาเพียงข้อเดียวว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้วนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยปลูกโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินจำเลยมิได้ปลูกโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของโจทก์ หากจำเลยปลูกโรงเรือนรุกล้ำไปในที่ดินของโจทก์โดยสุจริต กรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 และหากที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยก็ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว เป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และขัดแย้งกันเองไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจึงไม่ชอบถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อัศวสามมือทอง จำกัด
จำเลย — กรมตำรวจ
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ชนะ ภาสกานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5952/2544
#69269
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 วรรคสอง และมาตรา 73 วรรคสอง หมายความว่า ผู้กระทำความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยมิชอบและความผิดฐานมีไว้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตนั้นหากเป็นไม้สัก ไม้ยาง หรือไม้หวงห้ามประเภท ข. ไม่ว่าจำนวนมากน้อยเพียงใดก็มีความผิด หากเป็นไม้ประเภทอื่นจะมีความผิดต่อเมื่อทำไม้หรือมีไม้เป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างรวมกันเกินยี่สิบต้นหรือท่อน หรือรวมปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร

จำเลยมีไม้แดง ไม้รัง และไม้ประดู่ รวมไม้ทั้งหมด 284 ท่อน ซึ่งเกิน 20 ท่อน และรวมปริมาตรไม้ทั้งสิ้น 6.47 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกิน 4 ลูกบาศก์เมตร เป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ ฯ มาตรา 69 วรรคสอง (2) และมาตรา 73 วรรคสอง (2) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๑๑ , ๖๙ , ๗๓ , ๗๔ จัตวา ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๑๑ , ๖๙ วรรคสอง , ๗๓ (๒) วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา ๖๙ วรรคสอง (๒) , ๗๓ วรรคสอง (๒)) , ๗๔ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก ๓ ปี ความผิดฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย จำคุก ๓ ปี รวมจำคุก ๖ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ ปี ริบของกลาง ส่วนเงินสินบนเนื่องจากศาลมิได้พิพากษาปรับ จึงให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานทำไม้หวงห้าม จำคุก ๒ ปี ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุก ๒ ปี รวมจำคุก ๔ ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๖๙ วรรคสอง (๒) และมาตรา ๗๓ วรรคสอง (๒) หรือไม่ พิเคราะห์แล้วพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๖๙ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ถ้าไม้ที่มีไว้ในครอบครองเป็น (๑) ไม้สัก ไม้ยาง หรือไม้หวงห้ามประเภท ข. หรือ (๒) ไม้อื่นเป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างรวมกันเกินยี่สิบต้นหรือท่อน หรือรวมปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองแสนบาท และมาตรา ๗๓ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าการกระทำผิดนั้นเกี่ยวกับ (๑) ไม้สัก ไม้ยาง หรือไม้หวงห้ามประเภท ข. หรือ (๒) ไม้อื่นเป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างรวมกันเกินยี่สิบต้นหรือท่อน หรือรวมปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตรหรือไม้ที่ได้แปรรูปรวมปริมาตรไม้เกินสองลูกบาศก์เมตร ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองแสนบาท" หมายความว่าผู้กระทำความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยมิชอบและความผิดฐานมีไว้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตนั้น หากเป็นไม้สัก ไม้ยาง หรือไม้หวงห้ามประเภท ข. ไม่ว่าจำนวนมากน้อยเพียงใดก็มีความผิด หากเป็นไม้ประเภทอื่นจะมีความผิดต่อเมื่อทำไม้หรือมีไม้เป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างรวมกันเกินยี่สิบต้นหรือท่อน หรือรวมปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร คดีนี้จำเลยมีไม้แดง ไม้รัง และไม้ประดู่ รวมไม้ทั้งหมด ๒๘๔ ท่อน ซึ่งเกิน ๒๐ ท่อน และรวมปริมาตรไม้ทั้งสิ้น ๖.๔๗ ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกิน ๔ ลูกบาศก์เมตร เป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิดมาตรา ๖๙ วรรคสอง (๒) และมาตรา ๗๓ วรรคสอง (๒) แล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ไม้ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเป็นจำนวนมากเป็นภัยต่อป่าไม้อันเป็นทรัพยากรสำคัญของชาติ นับเป็นการกระทำผิดที่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ใช้ดุลพินิจลดโทษให้นั้น นับเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่แก้ไขเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 69 วรรคสอง (2) ม. 73 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นางเข็มทอง ทองปิ่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาวพรพิมล โศจิรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ — นายอัครศักย์ จิตธรรมมา
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5949/2544
#44004
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 34273 จากชื่อบิดาจำเลยเป็นชื่อโจทก์ทั้งห้าและจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน และให้เพิกถอนการจดทะเบียนการให้ที่ดินระหว่างบิดาจำเลยกับจำเลยในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 33900 และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 33900 ดังกล่าวเป็นชื่อโจทก์ทั้งห้าและจำเลยร่วมกัน กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งห้าได้รับส่วนแบ่งข้าวลดลง โจทก์ทั้งห้าเสียค่าขึ้นศาลโดยตีราคาที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวรวมกับค่าเสียหายแล้ว เป็นทุนทรัพย์ตามคำฟ้องทั้งสิ้น226,800 บาท ปรากฏตามที่โจทก์ทั้งห้าอ้างในคำฟ้องว่าบิดาจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 33900 และ 34273ดังกล่าวไว้แทนทายาททุกคนด้วย ซึ่งจำเลยก็ทราบดีเพราะจำเลยได้เข้าทำนาในที่ดินนั้นแทนบิดาจำเลย โจทก์ทั้งห้าในฐานะทายาทซึ่งมีสิทธิในที่ดินดังกล่าวจึงขอให้จำเลยแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงโดยใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยด้วย จึงเท่ากับโจทก์ทั้งห้าอ้างว่าโจทก์แต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงนั้นร่วมกับจำเลยโดยมีส่วนคนละเท่า ๆ กัน ทุนทรัพย์ตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนย่อมคำนวณแบ่งแยกจากกันได้เป็นจำนวนเท่า ๆกัน คนละ 45,360 บาท ซึ่งไม่เกินจำนวน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ในข้อดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าและพิพากษายืนจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

เมื่อปรากฏตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวในข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1วินิจฉัยทุนทรัพย์ที่พิพาทกันชั้นฎีกาตามฎีกาของโจทก์แต่ละคนจึงมีจำนวนเพียง 45,360 บาท หาใช่จำนวน 226,800 บาทไม่ซึ่งเป็นจำนวนไม่เกิน 200,000 บาท จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งทั้งเป็นข้อฎีกาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1อันเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 249 วรรคหนึ่งด้วย ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 34273 ตำบลตำแย อำเภอเมืองศรีสะเกษ (ปัจจุบันกิ่งอำเภอพยุห์) จังหวัดศรีสะเกษ จากชื่อบิดาจำเลยเป็นชื่อโจทก์ทั้งห้าและจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันและให้เพิกถอนการจดทะเบียนการให้ที่ดินระหว่างบิดาจำเลยกับจำเลยในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 33900 ตำบลตำแยอำเภอเมืองศรีสะเกษ (ปัจจุบันกิ่งอำเภอพยุห์) จังหวัดศรีสะเกษ และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 33900ดังกล่าว เป็นชื่อโจทก์ทั้งห้าและจำเลยร่วมกัน กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งห้าเป็นเงินจำนวน 16,800 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 34273 ตำบลตำแยอำเภอเมืองศรีสะเกษ (ปัจจุบันกิ่งอำเภอพยุห์) จังหวัดศรีสะเกษ จากชื่อบิดาจำเลยเป็นชื่อโจทก์ทั้งห้าและจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน และให้เพิกถอนการจดทะเบียนการให้ที่ดินระหว่างบิดาจำเลยกับจำเลยในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 33900 ตำบลตำแย อำเภอเมืองศรีสะเกษ (ปัจจุบันกิ่งอำเภอพยุห์)จังหวัดศรีสะเกษ และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 33900 ดังกล่าวเป็นชื่อโจทก์ทั้งห้าและจำเลยร่วมกันกับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งห้าได้รับส่วนแบ่งข้าวในปี 2539ลดลงแก่โจทก์ทั้งห้าเป็นเงินจำนวน 16,800 บาท โจทก์ทั้งห้าเสียค่าขึ้นศาลโดยตีราคาที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวรวมกับค่าเสียหายจำนวน 16,800บาท แล้วเป็นทุนทรัพย์ตามคำฟ้องทั้งสิ้นจำนวน 226,800 บาท ปรากฏตามที่โจทก์ทั้งห้าอ้างในคำฟ้องว่า บิดาจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 33900 และ 34273 ดังกล่าวไว้แทนทายาททุกคนด้วยซึ่งจำเลยก็ทราบดีเพราะจำเลยได้เข้าทำนาในที่ดินนั้นแทนบิดาจำเลยโจทก์ทั้งห้าในฐานะทายาทซึ่งมีสิทธิในที่ดินดังกล่าว จึงขอให้จำเลยแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงโดยใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยด้วย ดังนี้ ที่โจทก์ทั้งห้าอ้างในคำฟ้องดังกล่าวจึงเท่ากับโจทก์ทั้งห้าอ้างว่าโจทก์แต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงนั้นร่วมกับจำเลยโดยมีส่วนคนละเท่า ๆ กัน และมีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามคำฟ้องจากจำเลยคนละเท่า ๆ กัน ทุนทรัพย์ตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนย่อมคำนวณแบ่งแยกจากกันได้เป็นจำนวนเท่า ๆ กัน คนละ 45,360 บาทเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และโจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำขอท้ายคำฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ของโจทก์แต่ละคนจึงมีจำนวน 45,360 บาทซึ่งไม่เกินจำนวน 50,000 บาท ห้ามมิให้โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ในข้อดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าและพิพากษายืน โดยให้โจทก์ทั้งห้าใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์3,000 บาท แทนจำเลยนั้น จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตราดังกล่าวเมื่อปรากฏตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่าโจทก์ทั้งห้าฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าว ในข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1วินิจฉัยทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามฎีกาของโจทก์แต่ละคนจึงมีจำนวนเพียง 45,360 บาท หาใช่จำนวน 226,800 บาทไม่ ซึ่งเป็นจำนวนไม่เกิน 200,000 บาท จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งทั้งเป็นข้อฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1อันเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่งด้วย ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของโจทก์ทั้งห้าให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งห้า
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 248 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ลา ศรีทน กับพวก
จำเลย — นาย พรม เกษหงษ์
ชื่อองค์คณะ
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5916/2544
#42028
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการสืบพยานจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานศาลนำสำนวนคดีแพ่งอีกคดีหนึ่งมาผูกติดไว้กับสำนวนคดีตามที่ทนายจำเลยยื่นคำแถลงขอและอนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาออกไปตามที่ทนายจำเลยแถลงขอเวลาในการตรวจสอบสำนวนคดีที่มาผูกติดไว้ เมื่อถึงวันนัดสืบพยานถัดไป เจ้าพนักงานศาลมิได้นำสำนวนคดีแพ่งดังกล่าวมาผูกติดไว้ แต่ทนายจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านทั้งยังนำพยานเข้าเบิกความต่อจนเสร็จสิ้น จนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีต่อมา จากพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยมิได้โต้แย้งว่าศาลชั้นต้นพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสองแต่อย่างใดข้อที่ว่าศาลชั้นต้นพิจารณาผิดระเบียบหรือไม่ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินไปจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันนับแต่ทำสัญญาจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินคืนแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 43,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 35,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า สัญญากู้และสัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาปลอม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณานายประกอบ สุพัฒน์ ยื่นคำร้องขออนุญาตเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า สัญญากู้และสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอมขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 35,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2539เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 เมษายน 2541) ต้องไม่เกิน 8,750 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมในฐานะผู้ค้ำประกันชำระแทน

จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม

จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมที่อ้างว่าศาลชั้นต้นมิได้สั่งให้เจ้าพนักงานศาลนำสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1334/2540 ของศาลชั้นต้นมาผูกติดกับสำนวนนี้ ทำให้จำเลยที่ 1และจำเลยร่วมไม่มีโอกาสใช้สำนวนดังกล่าวซักค้านพยานโจทก์และสืบพยานจำเลยได้ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้นทั้งหมด ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ใหม่ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งจึงไม่รับวินิจฉัยให้ และพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงตามสำนวนว่าในวันที่ 26 พฤศจิกายน2542 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยต่อจากนัดที่ผ่านมา จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้น ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานศาลนำสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1334/2540 มาผูกติดไว้กับสำนวนคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้วันเดียวกันนี้ ทนายจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยร่วมซึ่งเป็นคนเดียวกันได้แถลงต่อศาลชั้นต้นขอเลื่อนคดีอ้างว่าต้องตรวจสอบเอกสารหลายฉบับในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1334/2540 ซึ่งต้องใช้เวลา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานจำเลยต่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลยดังกล่าวเจ้าพนักงานศาลมิได้นำสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1334/2540มาผูกไว้ในคดีนี้ ซึ่งจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทราบแล้วว่ามิได้มีการนำสำนวนดังกล่าวมาผูกติดไว้ตามคำแถลงที่ยื่นไว้ แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านที่มิได้มีการนำสำนวนที่ขอมาผูกไว้ในคดีนี้ว่าเป็นการมิชอบทั้งยังนำพยานเข้าเบิกความต่อจนเสร็จสิ้น และแถลงติดใจสืบพยานจำเลยเพียงเท่านี้ จนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีในวันที่ 30 ธันวาคม 2542จากพฤติการณ์ดังกล่าวแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมมิได้โต้แย้งว่าศาลชั้นต้นพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 วรรคสองแต่อย่างใด ดังนั้น ข้อที่ว่าศาลชั้นต้นพิจารณาผิดระเบียบดังกล่าวหรือไม่ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3ไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุรศักดิ์ วรจิตร
จำเลย — นางสาว วาสนา แตงงาม กับพวก
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — นาย ประกอบ สุพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ