คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5916/2544
#69268
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยและจำเลยร่วมยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้น ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานศาลนำสำนวนคดีแพ่งมาผูกติดไว้กับสำนวนคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ทนายจำเลยและทนายจำเลยร่วมซึ่งเป็นคนเดียวกันได้แถลงต่อศาลชั้นต้นขอเลื่อนคดีอ้างว่าต้องตรวจสอบเอกสารหลายฉบับในสำนวนคดีแพ่งดังกล่าวซึ่งต้องใช้เวลา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานจำเลยต่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลย เจ้าพนักงานศาลมิได้นำสำนวนคดีแพ่งมาผูกไว้ในคดีนี้ จำเลยและจำเลยร่วมทราบแล้วก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ทั้งยังนำพยานเข้าเบิกความต่อจนเสร็จสิ้นและแถลงติดใจสืบพยานจำเลยเพียงเท่านี้ จนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีในวันที่ 30 ธันวาคม 2542 การที่จำเลยและจำเลยร่วมมิได้โต้แย้งว่าศาลชั้นต้นพิจารณาผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ดังนั้น ข้อที่ว่าศาลชั้นต้นมิได้สั่งให้เจ้าพนักงานศาลนำสำนวนคดีแพ่งมาผูกติดไว้ทำให้จำเลยและจำเลยร่วมไม่มีโอกาสใช้สำนวนดังกล่าวซักค้านพยานโจทก์เป็นการพิจารณาผิดระเบียบหรือไม่ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินที่กู้ยืมจากโจทก์ พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณานายประกอบ สุพัฒน์ ยื่นคำร้องขออนุญาตเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ ๒ และจำเลยร่วมในฐานะผู้ค้ำประกันชำระแทน กับให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วมคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วม แต่ให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๖๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วมว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วมที่อ้างว่าศาลชั้นต้นมิได้สั่งเจ้าพนักงานศาลนำสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๓๓๔/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้นมาผูกติดกับสำนวนนี้ ทำให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วมไม่มีโอกาสใช้สำนวนดังกล่าวซักค้านพยานโจทก์และสืบพยานจำเลยได้ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้นทั้งหมด ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ใหม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วมเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัยให้ และพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วมนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงตามสำนวนว่าในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยต่อจากนัดที่ผ่านมา จำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วมยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้น ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานศาลนำสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๓๓๔/๒๕๔๐ มาผูกติดไว้กับสำนวนคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตในวันเดียวกันนี้ ทนายจำเลยที่ ๑ และทนายจำเลยร่วมซึ่งเป็นคนเดียวกันได้แถลงต่อศาลชั้นต้นขอเลื่อนคดีอ้างว่าต้องตรวจสอบเอกสารหลายฉบับในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๓๓๔/๒๕๔๐ ซึ่งต้องใช้เวลา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานจำเลยต่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๒ เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลยดังกล่าว เจ้าพนักงานศาลมิได้นำสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๓๓๔/๒๕๔๐ มาผูกไว้ในคดีนี้ ซึ่งจำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วมทราบแล้วว่ามิได้มีการนำสำนวนดังกล่าวมาผูกติดไว้ตามคำแถลงที่ยื่นไว้ แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านที่มิได้มีการนำสำนวนตามที่ขอมาผูกไว้ในคดีนี้ว่าเป็นการมิชอบ ทั้งยังนำพยานเข้าเบิกความต่อจนเสร็จสิ้น และแถลงติดใจสืบพยานจำเลยเพียงเท่านี้ จนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๒ จากพฤติการณ์ดังกล่าวแล้วเห็นว่าจำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วมมิได้โต้แย้งว่าศาลชั้นต้นพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคสอง แต่อย่างใด ดังนั้น ข้อที่ว่าศาลชั้นต้นพิจารณาผิดระเบียบดังกล่าวหรือไม่ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๖๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรศักดิ์ วรจิตร
จำเลย — นางสาววาสนา แดงงาม กับพวก
จำเลยร่วม — นายประกอบ สุพัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายเฉลิม เบ็ญมาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5911/2544
#41255
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่จำเลยตามสัญญาซื้อขาย จำเลยรับสิ่งของไว้แล้วแต่ยังไม่ตั้งคณะกรรมการตรวจรับเพราะยังไม่สามารถทดสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เนื่องจากยังไม่มีการติดตั้งระบบสัญญาณและระบบไฟฟ้าให้เรียบร้อยซึ่งถ้าพิจารณาเฉพาะข้อความตามสัญญาซื้อขายแล้วจะเห็นว่าโจทก์จะต้องรับผิดชอบในการส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์และติดตั้งให้แล้วเสร็จจนกว่าจะใช้งานได้รวมถึงการติดตั้งระบบสายสัญญาณและระบบไฟฟ้าจนกว่าจะทดลองเครื่องคอมพิวเตอร์จนใช้งานได้ด้วย แต่ต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือจ้างโจทก์ให้ติดตั้งระบบสายสัญญาณและสายไฟฟ้าสำหรับติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ จึงทำให้เห็นเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคู่สัญญาได้ว่า ตามสัญญาซื้อขายนั้นมีความหมายเพียงโจทก์จะต้องส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วนำมาติดตั้งคือการมาตั้งเครื่องและเชื่อมโยงต่อเครื่องเข้ากับระบบสายสัญญาณและสายไฟฟ้าที่ฝ่ายจำเลยจะต้องทำเตรียมไว้ให้พร้อม ซึ่งโจทก์และจำเลยเคยทำสัญญาซื้อขายให้ติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ในลักษณะเช่นเดียวกับสัญญาในคดีนี้ โดยจำเลยต้องว่าจ้างโจทก์ให้ติดตั้งระบบสัญญาณและระบบไฟฟ้า เมื่อโจทก์ส่งมอบแล้วติดตั้งให้ทดลองล่าช้าจำเลยก็มิได้ปรับโจทก์แต่ประการใดจึงทำให้เห็นเจตนารมณ์ของคู่สัญญาได้ชัดเจนขึ้นว่ามีการทำสัญญาซื้อขายโดยไม่ได้รวมถึงการติดตั้งระบบสัญญาณและระบบไฟฟ้าเมื่อโจทก์ได้ส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในกำหนดสัญญาจึงมิใช่เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงมิอาจหักค่าปรับตามสัญญาซื้อขาย

แม้จำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะปรับได้ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยปรับได้บางส่วน โจทก์ไม่อุทธรณ์ประเด็นนี้จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ไม่อาจฎีกาได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 2,395,800 บาทและค่าเสียหายเท่ากับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,395,800 บาท นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จ คิดค่าดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นค่าเสียหาย 1,242,616.13 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,095,800 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2536จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน910,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่27 พฤษภาคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความนำสืบรับกันได้ว่าเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2535 จำเลยได้ประกาศประกวดราคาซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 1 ระบบ โจทก์ได้เข้าเสนอราคาและจำเลยได้สนองรับราคาเป็นเงิน 9,900,000 บาท ต่อมามีการลงชื่อในสัญญาเมื่อวันที่ 29เมษายน 2536 โดยลงวันที่ย้อนหลังในสัญญาเป็นวันที่ 29 กันยายน2535 โจทก์ส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ตามสัญญาให้จำเลยแล้วและจำเลยชำระเงินค่าซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่โจทก์ 7,504,200บาท คงหักค่าปรับไว้เป็นเงิน 2,395,800 บาท มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิจะหักค่าปรับตามสัญญาซื้อขายหรือไม่ เพียงใด โจทก์มีนายสันติ สุรรัตน์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า โจทก์ได้ตกลงทำสัญญาขายเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งประกอบด้วยตัวเครื่องเรียกว่าฮาร์ดแวร์กับตัวโปรแกรมที่สั่งให้ตัวเครื่องทำงานเรียกว่า ซอฟแวร์ โดยกำหนดส่งมอบกันภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2535 ซึ่งวันครบกำหนดคือวันที่ 28 มกราคม 2536 และตามสัญญาที่ตกลงกัน จำเลยจะต้องเป็นผู้เตรียมระบบสายสัญญาณและไฟฟ้าให้พร้อมต่อมาวันที่ 18มกราคม 2536 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลย ขอส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่จำเลยในวันที่ 26 มกราคม 2536 ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2536โจทก์ได้ส่งมอบของให้จำเลยครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยมิได้ทักท้วงแต่ประการใดในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2536 โจทก์ได้ดำเนินการติดตั้งให้แล้วเสร็จ แต่จำเลยยังไม่ยอมตรวจรับอ้างว่ายังไม่ได้เดินสายสัญญาณในการต่อเชื่อมระบบอุปกรณ์ ต่อมาโจทก์ได้เร่งรัดให้จำเลยตรวจรับโดยเร็ว จำเลยจึงให้โจทก์เสนอราคาค่าติดตั้งสายสัญญาณและระบบไฟฟ้าให้เรียบร้อย ดังนั้น ในวันที่ 3 มีนาคม2536 โจทก์จึงเสนอราคาไปยังจำเลย และจำเลยตกลงทำสัญญาจ้างโจทก์ในราคา 963,000 บาท โจทก์ได้ติดตั้งระบบสัญญาณและสายไฟฟ้าแล้วเสร็จวันที่ 18 พฤษภาคม 2536 และส่งมอบให้แก่จำเลยแล้ว ส่วนจำเลยมีนางสาวณัติธิรา เกิดสมบุญ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยเบิกความว่าจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายเครื่องคอมพิวเตอร์จากโจทก์จริงตามฟ้องหากผิดนัดจะถูกปรับเป็นรายวันร้อยละ 0.2 ของราคาสิ่งของที่ยังไม่ได้รับมอบ นับแต่วันที่ครบกำหนดส่งมอบจนถึงวันที่ผู้ขายนำมาส่งมอบวันครบกำหนดส่งมอบวันที่ 27 มกราคม 2536 แต่โจทก์ได้ส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์และติดสัญญาณรวมทั้งสายไฟฟ้าแล้วเสร็จวันที่ 27 พฤษภาคม2536 ซึ่งเกินกำหนดไป 121 วัน คิดเป็นเงินค่าปรับทั้งสิ้นจำนวน 2,395,800 บาท เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายข้อ 1 ระบุว่าตกลงซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของดิจิตอล(DIGITAL) รุ่น เดค (DEC System) 5900 จำนวน 1 ระบบ เป็นราคาคอมพิวเตอร์และค่าติดตั้งจำนวน 9,252,337 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 647,633 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,900,000 บาท และข้อ 4ได้ระบุว่า การส่งมอบผู้ขายจะติดตั้งคอมพิวเตอร์ที่ซื้อขายตามสัญญานี้ให้ถูกต้องและครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในข้อ 1 แห่งสัญญานี้ให้พร้อมที่จะใช้งานได้ตามรายละเอียดการทดสอบให้แก่ผู้ซื้อ และส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อภายในวันที่ 26 มกราคม 2536 ตามข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่จำเลยในวันที่ 25 มกราคม 2536ครบถ้วนแล้ว จำเลยรับสิ่งของไว้แล้วแต่ยังไม่ตั้งคณะกรรมการตรวจรับเพราะยังไม่สามารถทดสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เนื่องจากยังไม่มีการติดตั้งระบบสัญญาณและระบบไฟฟ้าให้เรียบร้อยซึ่งถ้าพิจารณาเฉพาะข้อความตามสัญญาซื้อขายแล้ว จะเห็นว่าโจทก์จะต้องรับผิดชอบในการส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์และติดตั้งให้แล้วเสร็จจนกว่าจะใช้งานได้กล่าวคือน่าจะหมายความรวมถึงการติดตั้งระบบสายสัญญาณและระบบไฟฟ้าจนกว่าจะทดลองเครื่องคอมพิวเตอร์จนใช้งานได้ด้วย แต่เมื่อพิจารณาถึงทางนำสืบของคู่ความว่าต่อมาจำเลยได้มีการทำหนังสือจ้างโจทก์ให้ติดตั้งระบบสายสัญญาณและสายไฟฟ้าสำหรับติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ในราคา 963,000 บาท จึงทำให้เห็นเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคู่สัญญาได้ว่า ตามสัญญาซื้อขายนั้นมีความหมายเพียงโจทก์จะต้องส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วนำมาติดตั้งคือการมาตั้งเครื่องและเชื่อมโยงต่อเครื่องเข้ากับระบบสายสัญญาณและสายไฟฟ้าที่ฝ่ายจำเลยจะต้องทำเตรียมไว้ให้พร้อม เมื่อโจทก์ส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ในตอนแรกภายในกำหนดสัญญาคือวันที่ 25 มกราคม2536 จำเลยก็มิได้โต้แย้งคัดค้านไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแต่ประการใดกลับยอมทำสัญญาจ้างโจทก์ติดตั้งระบบสัญญาณและระบบไฟฟ้าอีกฉบับหนึ่งต่างหาก และเมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของนายพลชัย วินิจฉัยกุล ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยซึ่งเบิกความเป็นพยานว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้โจทก์และจำเลยเคยทำสัญญาซื้อขายให้ติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ในลักษณะเช่นเดียวกับสัญญาคดีนี้ ซึ่งตามสัญญานั้นก็มิได้หมายความรวมถึงการติดตั้งระบบสัญญาณและสายไฟฟ้าจึงต้องว่าจ้างโจทก์ให้ติดตั้งระบบสัญญาณและสายไฟฟ้า เมื่อโจทก์ส่งมอบแล้วติดตั้งให้ทดลองล่าช้าจึงมิใช่ความผิดของโจทก์ ฝ่ายจำเลยก็มิได้ปรับโจทก์ตามสัญญาแต่ประการใด จึงทำให้เห็นเจตนารมณ์ของคู่สัญญาได้ชัดเจนขึ้นว่ามีการทำสัญญาซื้อขายเครื่องคอมพิวเตอร์กันโดยไม่ได้รวมถึงการติดตั้งระบบสัญญาณและสายไฟฟ้า เมื่อจำเลยมีหน้าที่ต้องทำระบบสัญญาณและสายไฟฟ้าเพื่อให้โจทก์นำเครื่องคอมพิวเตอร์มาติดตั้งแล้วจำเลยไม่กระทำให้เรียบร้อย โจทก์จึงไม่สามารถติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ จึงเป็นความผิดของจำเลยเองที่ไม่เตรียมพร้อมรับมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ตามสัญญาซื้อขาย เมื่อโจทก์ได้ส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในกำหนดสัญญาคือก่อนวันที่ 26 มกราคม 2536 แล้วโจทก์จึงมิใช่เป็นฝ่ายผิดสัญญา การที่โจทก์และจำเลยมาทำสัญญาว่าจ้างให้ติดตั้งระบบสัญญาณและสายไฟฟ้า รวมทั้งมีการทำสัญญาย้อนหลังไปนั้นล้วนเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่จำเลยไม่อาจรับมอบเครื่องคอมพิวเตอร์จากโจทก์และแก้ไขปัญหาในการเบิกจ่ายเงินตามระเบียบให้ถูกต้องเท่านั้น เมื่อโจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขาย จำเลยจึงมิอาจหักค่าปรับตามสัญญาดังกล่าวได้ ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยมีสิทธิหักค่าปรับตามสัญญาได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยแต่เนื่องจากโจทก์พอใจในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยหักค่าปรับไว้ได้เป็นเงิน 300,000 บาท และไม่อุทธรณ์ ในประเด็นนี้จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และไม่อาจฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 368
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บางกอก ดาต้าเซนเตอร์ จำกัด
จำเลย — องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5904/2544
#41254
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม จำเลยเพียงแต่ได้รับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจาก ส. และกำลังใช้ไขควงไขน็อตยึดฝาครอบไฟท้ายรถจักรยานยนต์เพื่อจะนำเมทแอมเฟตามีน1 เม็ด จากจำนวน 20 เม็ด ซึ่งบรรจุอยู่ในหลอดกาแฟซุกซ่อนอยู่ในฝาครอบไฟท้ายออกมาส่งมอบให้แก่ ส. จำเลยยังมิได้แยกเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ออกจากหลอดกาแฟมาส่งมอบให้แก่ ส. การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยกับ ส. ยังไม่สำเร็จบริบูรณ์จึงเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 20 เม็ด น้ำหนัก 1.790 กรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันจำหน่ายโดยขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ดแก่ผู้มีชื่อในราคา 150 บาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 ประกอบมาตรา 15 (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทั้งฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกคนละกระทงละ 5 ปีรวมเป็นจำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปีริบของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ก่อนรวมโทษ ให้ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78แล้ว ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกกระทงละ 2 ปี6 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 12 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยที่ 2 ฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 เฉพาะข้อ 2.2อันเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้ออื่นเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ คดีจึงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อ 2.2 เพียงข้อเดียวว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องกระทงหลังสำเร็จแล้วหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 222 ทั้งนี้โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า วันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองตกลงจะขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ให้แก่นายสุชาติ ผิวผ่อง ในราคา 150 บาท และรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากนายสุชาติไว้แล้ว แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 กำลังใช้ไขควงไขน็อตยึดฝาครอบไฟท้ายรถจักรยานยนต์ของกลางซึ่งภายในมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด บรรจุอยู่ในหลอดกาแฟซุกซ่อนอยู่เพื่อจะนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ออกมามอบให้แก่นายสุชาติก็ถูกสิบตำรวจโทจีรพนธ์ บริรักษ์ กับพวกจับกุมเสียก่อน ซึ่งจำเลยที่ 2 ฎีกาว่าแม้จะมีการตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด และมีการชำระราคากันแล้ว แต่ยังไม่มีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ซื้อ ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจึงยังไม่สมบูรณ์ ศาลฎีกาเห็นว่า ขณะที่จำเลยทั้งสองถูกสิบตำรวจโทจีรพนธ์กับพวกจับกุมนั้น จำเลยที่ 1 เพียงแต่ได้รับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 150 บาท ไว้จากนายสุชาติและกำลังใช้ไขควงไขน็อตยึดฝาครอบไฟท้ายรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อจะนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด จากจำนวน 20 เม็ด ซึ่งบรรจุอยู่ในหลอดกาแฟซุกซ่อนอยู่ในฝาครอบไฟท้ายออกมาส่งมอบให้แก่นายสุชาติ แต่ขณะถูกจับกุมจำเลยทั้งสองยังมิได้แยกเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ออกจากหลอดกาแฟมาส่งมอบให้แก่นายสุชาติ การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยกับนายสุชาติจึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ดังกล่าวเท่านั้น ทั้งนี้ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 684/2531 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์นายพิชัย ไชยยะนาค จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยว่า การซื้อขายดังกล่าวเกิดขึ้นสมบูรณ์เป็นความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนสำเร็จตามกฎหมายแล้ว จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น แต่เนื่องจากเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ด้วย ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องกระทงหลังเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83จำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานนี้ 1 ปี 8 เดือน เมื่อรวมโทษของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้เข้ากับโทษของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี14 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย สมบัติ คงเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5904/2544
#69267
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองตกลงจะขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ให้แก่ ส. ในราคา 150 บาท และรับเงินค่า เมทแอมเฟตามีนจาก ส. ไว้แล้ว แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 กำลังใช้ไขควงคลายน็อตยึดฝาครอบไฟท้ายรถจักรยานยนต์ของกลางซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในหลอดกาแฟจำนวน 20 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ เพื่อจะนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ออกมามอบให้แก่ ส. ก็ถูกสิบตำรวจโท จ. กับพวกจับกุมเสียก่อน โดยขณะนั้นจำเลยทั้งสองยังมิได้แยกเมทแอมเฟตา-มีนจำนวน 1 เม็ด ออกจากหลอดกาแฟมาส่งมอบให้แก่ ส. การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยกับ ส. จึงยัง ไม่สำเร็จบริบูรณ์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด เท่านั้น และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบด้วย มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๘๓, ๙๑ และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ ประกอบมาตรา ๑๕ (ที่ถูกมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทั้งฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ และฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำคุกคนละกระทงละ ๕ ปี รวมเป็นจำคุกคนละ ๑๐ ปี จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๕ ปี ริบของกลาง

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ก่อนรวมโทษ ให้ลดโทษให้จำเลยที่ ๑ กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ และฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกกระทงละ ๒ ปี ๖ เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๔ ปี ๑๒ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า?คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๒ กระทำความ ผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องกระทงหลังสำเร็จสำเร็จแล้วหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหา ข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๒ ทั้งนี้โดยศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ฟังข้อเท็จจริงว่า วันเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองตกลงจะขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑ เม็ด ให้แก่นายสุชาติ ผิวผ่อง ในราคา ๑๕๐ บาท และรับเงินค่า เมทแอมเฟตามีนจากนายสุชาติไว้แล้ว แต่ขณะที่จำเลยที่ ๑ กำลังใช้ไขควงไขน็อตยึดฝาครอบไฟท้ายรถจักรยานยนต์ของกลาง ซึ่งภายในมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒๐ เม็ด บรรจุอยู่ในหลอดกาแฟซุกซ่อนอยู่เพื่อจะนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑ เม็ด ออกมามอบให้แก่นายสุชาติก็ถูกสิบตำรวจโทจีรพนธ์ บริรักษ์ กับพวกจับกุมเสียก่อน ซึ่งจำเลยที่ ๒ ฎีกาว่าแม้จะมีการตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑ เม็ด และมีการชำระราคากันแล้ว แต่ยังไม่มีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ซื้อ ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจึงยังไม่สมบูรณ์ ศาลฎีกาเห็นว่า ขณะที่จำเลยทั้งสองถูกสิบตำรวจโทจีรพนธ์กับพวกจับกุมนั้น จำเลยที่ ๑ เพียงแต่ได้รับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๕๐ บาท ไว้จากนายสุชาติ และกำลังใช้ ไขควงไขน็อตยึดฝาครอบไฟท้ายรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อจะนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑ เม็ด จากจำนวน ๒๐ เม็ด ซึ่งบรรจุอยู่ในหลอดกาแฟซุกซ่อนอยู่ในฝาครอบไฟท้ายออกมาส่งมอบให้แก่นายสุชาติ แต่ขณะถูกจับกุมจำเลยทั้งสองยังมิได้แยกเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑ เม็ด ออกจากหลอดกาแฟมาส่งมอบให้แก่นายสุชาติ การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยกับนายสุชาติจึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑ เม็ด ดังกล่าวเท่านั้น ทั้งนี้ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๘๔/๒๕๓๑ ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์ นายพิชัย ไชยยะนาค จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า การซื้อขายดังกล่าวเกิดขึ้นสมบูรณ์เป็นความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนสำเร็จบริบูรณ์แล้ว จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น แต่เนื่องจากเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ ๑ ซึ่งมิได้ฎีกาได้ด้วย ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๓ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องกระทงหลังความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่าย เมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๘๓ จำคุกคนละ ๓ ปี ๔ เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ ๑ กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ ๑ สำหรับความผิดฐานนี้ ๑ ปี ๘ เดือน เมื่อรวมโทษของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้เข้ากับโทษของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๓ ปี ๑๔ เดือน และจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๘ ปี ๔ เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๒
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 17 ม. 80 ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายสมบัติ คงเจริญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายอุทิศ สุภาพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5897/2544
#41253
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยทั้งสองจะจ้างโจทก์ทำเพลทแม่พิมพ์หลายครั้งแต่ในการจ้างแต่ละครั้งสามารถแยกออกจากกันได้ ดังนั้น หนี้ค่าจ้างตามสัญญาจ้างทำเพลทแม่พิมพ์ครั้งที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่เกี่ยวกับการว่าจ้างครั้งที่ 4 และไม่เป็นคุณประโยชน์แก่โจทก์เกี่ยวด้วยเพลทแม่พิมพ์ตามสัญญาจ้างครั้งที่ 4 ที่โจทก์ยึดถือไว้ ทั้งหนี้ค่าจ้างทำเพลทแม่พิมพ์ครั้งที่ 4 ก็ยังไม่ถึงกำหนดชำระเนื่องจากโจทก์ให้เครดิตแก่จำเลยทั้งสองเป็นเวลา 90 วัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะยึดหน่วงเพลทแม่พิมพ์ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 415,361 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 584,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2539 ซึ่งเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 พฤศจิกายน 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2539 ถึงเดือนสิงหาคม 2539 จำเลยที่ 1ว่าจ้างโจทก์ทำเพลทแม่พิมพ์ 4 ครั้ง เพื่อนำไปจัดพิมพ์หนังสือไฮสคูลจำหน่ายให้แก่ลูกค้า โดยโจทก์ให้เครดิตในการชำระค่าจ้างเป็นเวลา90 วัน โจทก์ส่งเพลทแม่พิมพ์ให้จำเลยที่ 1 แล้ว 3 ครั้ง และจำเลยที่ 1ได้นำไปพิมพ์หนังสือไฮสคูลฉบับที่ 3 ถึงที่ 5 ออกจำหน่ายแล้วแต่จำเลยทั้งสองยังไม่ได้ชำระค่าจ้างทำเพลทแม่พิมพ์หนังสือไฮสคูลฉบับที่ 3 ถึงที่ 5 ให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 29 สิงหาคม 2539 โจทก์ส่งมอบเพลทแม่พิมพ์หนังสือไฮสคูลฉบับที่ 6 ตามสัญญาครั้งที่ 4 ให้แก่จำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองอ้างว่ายังบกพร่องได้ส่งคืนให้โจทก์ทำการแก้ไข แต่เมื่อโจทก์แก้ไขแล้วได้ยึดหน่วงเพลทแม่พิมพ์ดังกล่าวไว้ทำให้จำเลยทั้งสองไม่อาจนำเพลทแม่พิมพ์ดังกล่าวไปจัดพิมพ์หนังสือฉบับที่ 6ออกจำหน่ายได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างทำเพลทแม่พิมพ์ครั้งที่ 4 ที่โจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าจ้างตามสัญญาจ้างทำเพลทแม่พิมพ์ครั้งก่อน ๆโจทก์จึงมีสิทธิที่จะยึดหน่วงเพลทแม่พิมพ์ตามสัญญาครั้งที่ 4 ได้ นั้นเห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะจ้างโจทก์ทำเพลทแม่พิมพ์หลายครั้ง แต่ในการจ้างแต่ละครั้งสามารถแยกออกจากกันได้ ดังนั้น หนี้ค่าจ้างตามสัญญาจ้างทำเพลทแม่พิมพ์ครั้งที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่เกี่ยวกับการว่าจ้างครั้งที่ 4 และไม่เป็นคุณประโยชน์แก่โจทก์เกี่ยวด้วยเพลทแม่พิมพ์ตามสัญญาจ้างครั้งที่ 4 ที่โจทก์ยึดถือไว้ ทั้งหนี้ค่าจ้างทำเพลทแม่พิมพ์ครั้งที่ 4 ก็ยังไม่ถึงกำหนดชำระเนื่องจากโจทก์ให้เครดิตแก่จำเลยทั้งสองเป็นเวลา 90 วัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะยึดหน่วงเพลทแม่พิมพ์ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 ได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่า ขณะส่งมอบเพลทแม่พิมพ์ตามสัญญาจ้างครั้งที่ 4จำเลยกลั่นแกล้งโจทก์โดยให้แก้ไขตลอดเวลาเท่ากับจำเลยทั้งสองประพฤติผิดสัญญาโจทก์จึงยึดถือเพลทแม่พิมพ์ดังกล่าวไว้โดยถือเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยายนั้น เห็นว่าทางพิจารณาโจทก์นำสืบเพียงว่าจำเลยทั้งสองไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้างโจทก์จึงไม่คืนเพลทแม่พิมพ์ดังกล่าวให้เท่านั้น หาได้นำสืบว่าจำเลยทั้งสองกลั่นแกล้งให้โจทก์แก้ไขเพลทแม่พิมพ์แต่อย่างใดไม่ ทั้งปรากฏว่าหลังจากโจทก์ไม่ยอมมอบเพลทแม่พิมพ์คืนจำเลยทั้งสองแล้ว ยังได้มีการเจรจาเกี่ยวกับหนี้ที่ค้างชำระกันอีกแต่ตกลงกันไม่ได้เนื่องจากโจทก์จะให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ทั้งหมดก่อน แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอม จะขอชำระเฉพาะหนี้ที่ถึงกำหนด ข้ออ้างของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิยึดหน่วงเพลทแม่พิมพ์ตามสัญญาจ้างครั้งที่ 4 การที่โจทก์ยึดเพลทแม่พิมพ์ไว้ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับค่าเสียหายที่โจทก์อ้างว่า พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ของนายภูสิตนวลประดิษฐ์ จำเลยที่ 2 จึงรับฟังไม่ได้นั้น สำหรับค่าขาดรายได้จากการขายหนังสือแม้จำเลยทั้งสองจะมีเพียงตัวจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่าในการพิมพ์หนังสือออกจำหน่ายแต่ละครั้ง จะพิมพ์ออกวางตลาดประมาณเดือนละ 5,000 เล่ม ราคาเล่มละ 68 บาท จะมีรายได้เมื่อหักต้นทุนแล้วประมาณ 120,000 บาท โดยไม่มีหลักฐานอื่นมาแสดง ก็ปรากฏว่าหนังสือของจำเลยทั้งสองได้พิมพ์ออกวางจำหน่ายในท้องตลาดมาแล้วถึง 5 ฉบับย่อมแสดงให้เห็นว่ามีผู้นิยมอ่านพอสมควร ประกอบกับค่าจ้างทำเพลทแม่พิมพ์หนังสือฉบับนี้มีราคาสูงถึง 99,000 บาท หากพิมพ์ออกจำหน่ายได้น้อยย่อมไม่คุ้มกับการลงทุนคำเบิกความของจำเลยที่ 2 จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ มิใช่การกล่าวอ้างลอย ๆ ดังที่โจทก์อ้าง ทั้งการที่โจทก์ยึดหน่วงเพลทแม่พิมพ์จนทำให้จำเลยทั้งสองไม่สามารถพิมพ์หนังสือออกจำหน่ายย่อมทำให้จำเลยทั้งสองเสียหายอยู่ในตัว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน50,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าขาดรายได้จากลูกค้าจ้างลงโฆษณาที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้เป็นเงิน 180,000 บาท นั้น จำเลยทั้งสองมีหลักฐานสัญญาจ้างโฆษณา เอกสารหมาย ล.9 มาแสดง แม้บางฉบับจะคาบเกี่ยวกับสัญญาจ้างโฆษณาในหนังสือฉบับก่อนก็ใช้เป็นพยานหลักฐานได้ทั้งในหนังสือฉบับที่ 1 ถึงที่ 5 ที่จำเลยทั้งสองพิมพ์ออกจำหน่ายก็ปรากฏว่ามีการลงโฆษณามากพอสมควร โจทก์เองก็ไม่ได้นำสืบโต้แย้ง แม้จำเลยทั้งสองไม่นำตัวบุคคลในเอกสารดังกล่าวมาเบิกความยืนยันก็รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ ค่าเสียหายทั้งหมดที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ชดใช้แก่จำเลยทั้งสองเหมาะสมแล้วฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อินเตอร์ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม.พี.บิสิเนส ดีเวลล็อปเมนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5897/2544
#69497
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะจ้างโจทก์ทำเพลทแม่พิมพ์หลายครั้ง แต่ในการจ้างแต่ละครั้งสามารถแยกออกจากกันได้ เมื่อหนี้ ค่าจ้างตามสัญญาจ้างทำเพลทแม่พิมพ์ครั้งที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่เกี่ยวกับการว่าจ้างครั้งที่ 4 และไม่เป็นคุณประโยชน์แก่โจทก์เกี่ยวด้วยเพลทแม่พิมพ์ตามสัญญาจ้างครั้งที่ 4 ที่โจทก์ยึดถือไว้ ทั้งหนี้ค่าจ้างทำเพลทแม่พิมพ์ครั้งที่ 4 ยังไม่ถึงกำหนดชำระ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะยึดหน่วงเพลทแม่พิมพ์ดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 241 การที่โจทก์ยึดเพลทแม่พิมพ์ไว้ ถือว่าโจทก์ผิดสัญญา ทำให้จำเลยไม่สามารถพิมพ์หนังสือออกจำหน่าย ย่อมทำให้จำเลยเสียหายอยู่ในตัว

ค่าขาดรายได้จากลูกค้าจ้างลงโฆษณา จำเลยมีหลักฐานสัญญาจ้างโฆษณามาแสดง แม้บางฉบับจะคาบเกี่ยวกับสัญญาจ้างโฆษณาในหนังสือฉบับก่อนก็ใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ทั้งในหนังสือที่จำเลยพิมพ์ออกจำหน่ายก็ปรากฏว่า มีการลงโฆษณามากพอสมควร โจทก์เองก็ไม่ได้นำสืบโต้แย้ง แม้จำเลยไม่นำตัวบุคคลในเอกสารดังกล่าวมาเบิกความ ยืนยันก็รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๓๙ จำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์ทำเพลทแม่พิมพ์หลายครั้งหลายรายการ วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๓๙ โจทก์ส่งเพลทแม่พิมพ์ให้จำเลยทั้งสองตามสัญญาหลายรายการ พร้อมกับส่งใบวางบิลเพื่อขอรับชำระค่าจ้างจากจำเลยทั้งสอง ซึ่งเมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเป็นเงิน ๑๐๘,๓๙๑ บาท เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๓๙ โจทก์ส่งมอบเพลทแม่พิมพ์ ให้จำเลยทั้งสองตามสัญญาหลายรายการ พร้อมกับส่งใบวางบิลเพื่อขอรับชำระค่าจ้างจากจำเลยทั้งสอง เมื่อรวมภาษี มูลค่าเพิ่มแล้วเป็นเงิน ๑๐๘,๐๗๐ บาท เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๓๙ โจทก์ทำเพลทแม่พิมพ์ตามสัญญาเสร็จแล้วส่งมอบ ให้จำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองให้โจทก์แก้ไขเพลทแม่พิมพ์นอกเหนือจากสัญญา โจทก์แก้ไขและส่งมอบเพลทแม่พิมพ์ให้จำเลยทั้งสอง คิดเป็นค่าทำเพลทแม่พิมพ์เป็นเงิน ๙๙,๙๐๐ บาท เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๙ โจทก์ทำเพลทแม่พิมพ์ตามสัญญาเสร็จแล้วและส่งมอบให้จำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมรับเพลทแม่พิมพ์ตามสัญญา คิดเป็นค่าทำเพลทแม่พิมพ์เป็นเงิน ๙๙,๐๐๐ บาท รวมค่าจ้างทำเพลทแม่พิมพ์เป็นเงินทั้งสิ้น ๔๑๕,๓๖๑ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๔๑๕,๓๖๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ ๑ ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ ๑ การว่าจ้างโจทก์ทำเพลทแม่พิมพ์จำเลยที่ ๒ กระทำการแทนจำเลยที่ ๑ เมื่อประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๓๙ ถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างโจทก์ทำเพลทแม่พิมพ์หลายครั้ง เพื่อทำนิตยสารรายเดือนชื่อไฮสคูลโดยจะต้องทำตามแบบที่จำเลยทั้งสองมอบให้ แต่เพลทแม่พิมพ์ที่โจทก์ทำส่งให้เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๓๙ เมื่อนำไปทำหนังสือตัดเป็นรูปเล่นไม่เท่ากัน และที่ส่งให้เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๓๙ พิมพ์หนังสือเลอะเพราะเพลทแม่พิมพ์ไม่เรียบร้อย ทั้งโจทก์เรียกใช้ชำระหนี้ก่อนถึงกำหนด จำเลยทั้งสองจึงไม่ชำระ ต่อมาเดือนสิงหาคม ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างโจทก์ทำเพลทแม่พิมพ์อีก ซึ่งส่งมอบเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๓๙ และวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๙ แต่โจทก์ทำผิดพลาด ทำให้ไม่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าโฆษณา จำเลยทั้งสองขอให้โจทก์แก้ไขเล็กน้อยมิใช่แก้ไขเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญา แต่โจทก์บ่ายเบี่ยงทั้งโจทก์ยึดหน่วงเพลทแม่พิมพ์พร้อมยึดต้นฉบับแบบพิมพ์และต้นฉบับแบบโฆษณาของลูกค้าไว้ ทั้งเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน ๔๑๕,๓๖๑ บาท โดยไม่ได้วางบิลขอรับชำระหนี้ตามวิธีที่เคยปฏิบัติ ซึ่งเมื่อวางบิลแล้วจะชำระหนี้ภายใน ๑๒๐ วัน เมื่อโจทก์ยึดหน่วงเพลทแม่พิมพ์ต้นฉบับแบบพิมพ์และต้นฉบับแบบโฆษณาของลูกค้า จำเลยทั้งสองมีสิทธิไม่ชำระ หนี้ดังกล่าวให้โจทก์ อีกทั้งเป็นหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระจำเลยที่ ๑ ทวงถามให้โจทก์คืนเพลทแม่พิมพ์ ต้นฉบับแบบพิมพ์และต้นฉบับแบบโฆษณาของลูกค้า เพื่อพิมพ์หนังสือออกวางจำหน่ายในท้องตลาดให้ทันกำหนดและเก็บเงินค่าโฆษณาจากลูกค้า แต่โจทก์เพิกเฉยเนื่องจากโจทก์ทำเพลทแม่พิมพ์ยังไม่เรียบร้อย ทำให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหายต้องขาดรายได้จากการจำหน่ายหนังสือเป็นเงิน ๑๒๕,๐๐๐ บาท ขาดรายได้จากลูกค้าลงโฆษณาเป็นเงิน ๔๒๔,๓๒๐ บาท ต้องจ่าย ค่าใช้จ่ายออกแบบต้นฉบับทำเพลทแม่พิมพ์เป็นเงิน ๓๕,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๕๘๔,๓๒๐ บาท จำเลยที่ ๑ จึงฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน ๕๘๔,๓๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๑

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทำเพลทแม่พิมพ์ส่งมอบให้จำเลยตามสัญญาทุกครั้ง การส่งมอบงานแต่ละครั้งจำเลยที่ ๒ จะต้องทำการตรวจสอบก่อนจึงรับมอบงาน จำเลยทั้งสองได้รับมอบงานและโจทก์เรียกเก็บเงินแล้ว และหนี้ทั้งสองเดือนดังกล่าวถึงกำหนดชำระแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้จำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์ทำเพลทแม่พิมพ์เพิ่มอีก ๒ ครั้ง ซึ่งโจทก์ได้ส่งมอบเพลทแม่พิมพ์ให้จำเลยทั้งสองตามสัญญาแล้วเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๓๙ และวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๙ จำเลยทั้งสองว่าจ้างให้โจทก์ทำเพิ่มเติมจากแบบและโจทก์ทำให้ ตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่มารับเพลทแม่พิมพ์ โจทก์ให้เวลาจำเลยทั้งสองชำระค่าจ้างภายใน ๓๐ วัน ไม่ใช่กำหนด ๑๒๐ วัน ตามที่จำเลยทั้งสองอ้าง โจทก์ไม่เคยส่งมอบเพลทแม่พิมพ์ให้จำเลยทั้งสองล่าช้าจึงไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา หากจำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหายจากการจำหน่ายหนังสือก็ไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท ส่วนที่จำเลยที่ ๑ อ้างว่าขาดรายได้ จากลูกค้าลงโฆษณาก็ไม่เป็นความจริง โจทก์ไม่ต้องรับผิดเพราะเป็นความผิดของจำเลยที่ ๑ เอง และค่าเสียหายไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการออกแบบต้นฉบับเพลทแม่พิมพ์ตามที่จำเลยที่ ๑ อ้างก็ไม่เป็นความจริงและความเสียหายไม่ได้เกิดจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๓๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๓๙ ถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างโจทก์ทำเพลทแม่พิมพ์ ๔ ครั้ง เพื่อนำไปจัดพิมพ์หนังสือไฮสคูลจำหน่ายให้แก่ลูกค้า โดยโจทก์ให้เครดิตในการชำระค่าจ้างเป็นเวลา ๙๐ วัน โจทก์ส่งเพลทแม่พิมพ์ให้จำเลยที่ ๑ แล้ว ๓ ครั้ง และจำเลยที่ ๑ ได้นำไปพิมพ์หนังสือไฮสคูลฉบับที่ ๓ ถึงที่ ๕ ออกจำหน่ายแล้ว แต่จำเลยทั้งสองยังไม่ได้ชำระค่าจ้างทำเพลทแม่พิมพ์หนังสือไฮสคูลฉบับที่ ๓ ถึงที่ ๕ ให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๙ โจทก์ส่งมอบเพลทแม่พิมพ์หนังสือไฮสคูลฉบับที่ ๖ ตามสัญญาครั้งที่ ๔ ให้แก่จำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองอ้างว่ายังบกพร่องได้ส่งคืนให้โจทก์ทำการแก้ไข แต่เมื่อโจทก์แก้ไขแล้วได้ยึดหน่วงเพลทแม่พิมพ์ดังกล่าวไว้ทำให้จำเลยทั้งสองไม่อาจนำเพลทแม่พิมพ์ดังกล่าวไปจัดพิมพ์หนังสือฉบับที่ ๖ ออกจำหน่ายได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างทำเพลทแม่พิมพ์ครั้งที่ ๔ ที่โจทก์นำสืบอ้างว่า จำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าจ้างตามสัญญาจ้างทำเพลทแม่พิมพ์ครั้งก่อน ๆ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะยึดหน่วงเพลทแม่พิมพ์ตามสัญญาครั้งที่ ๔ ได้ นั้น เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะจ้างโจทก์ทำเพลทแม่พิมพ์หลายครั้ง แต่ในการจ้างแต่ละครั้งสามารถแยกออกจากกันได้ ดังนั้น หนี้ค่าจ้างตามสัญญาจ้างทำเพลทแม่พิมพ์ครั้งที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงไม่เกี่ยวกับการว่าจ้างครั้งที่ ๔ และไม่เป็นคุณประโยชน์แก่โจทก์เกี่ยวด้วยเพลทแม่พิมพ์ตามสัญญาจ้างครั้งที่ ๔ ที่โจทก์ยึดถือไว้ ทั้งนี้ค่าจ้างทำเพลทแม่พิมพ์ครั้งที่ ๔ ก็ยังไม่ถึงกำหนดชำระเนื่องจากโจทก์ให้เครดิตแก่จำเลยทั้งสองเป็นเวลา ๙๐ วัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะยึดหน่วงเพลทแม่พิมพ์ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๑ ได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่า ขณะส่งมอบเพลทแม่พิมพ์ตามสัญญาจ้างครั้งที่ ๔ จำเลยกลั่นแกล้งโจทก์โดยให้แก้ไขตลอดเวลาเท่ากับจำเลยทั้งสองประพฤติผิดสัญญา โจทก์จึงยึดถือเพลทแม่พิมพ์ดังกล่าวไว้โดยถือเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยายนั้น เห็นว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบเพียงว่า จำเลยทั้งสองไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้างโจทก์จึงไม่คืนเพลทแม่พิมพ์ดังกล่าวให้เท่านั้น หาได้นำสืบว่าจำเลยทั้งสองกลั่นแกล้งให้โจทก์แก้ไขเพลทแม่พิมพ์แต่อย่างใดไม่ ทั้งปรากฏว่าหลักจากโจทก์ไม่ยอมมอบเพลทแม่พิมพ์คืนจำเลยทั้งสองแล้ว ยังได้มีการเจรจาเกี่ยวกับหนี้ที่ค้างชำระกันอีกแต่ตกลงกันไม่ได้ เนื่องจากโจทก์ จะให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ทั้งหมดก่อน แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอม จะขอชำระเฉพาะหนี้ที่ถึงกำหนด ข้ออ้างของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิยึดหน่วงเพลทแม่พิมพ์ตามสัญญาจ้างครั้งที่ ๔ การที่โจทก์ยึด เพลทแม่พิมพ์ไว้ถือว่าโจทก์ผิดสัญญา ชอบแล้ว

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับค่าเสียหายที่โจทก์อ้างว่า พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ของนายภูสิต นวลประดิษฐ์ จำเลยที่ ๒ จึงรับฟังไม่ได้นั้น สำหรับค่าขาดรายได้จากการขายหนังสือแม้จำเลย ทั้งสองจะมีเพียงตัวจำเลยที่ ๒ มาเบิกความว่า ในการพิมพ์หนังสือออกจำหน่ายแต่ละครั้ง จะพิมพ์ออกวางตลาดประมาณเดือนละ ๕,๐๐๐ เล่ม ราคาเล่มละ ๖๘ บาท จะมีรายได้เมื่อหักต้นทุนแล้วประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ บาท โดยไม่มีหลักฐานอื่นมาแสดง ก็ปรากฏว่าหนังสือของจำเลยทั้งสองได้พิมพ์ออกวางจำหน่ายในท้องตลาดมาแล้วถึง ๕ ฉบับ ย่อมแสดงให้เห็นว่ามีผู้นิยมอ่านพอสมควร ประกอบกับค่าจ้างทำเพลทแม่พิมพ์หนังสือฉบับนี้มีราคาสูงถึง ๙๙,๐๐๐ บาท หากพิมพ์ออกจำหน่ายได้น้อยย่อมไม่คุ้มกับการลงทุน คำเบิกความของจำเลยที่ ๒ จงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ มิใช่การกล่าวอ้างลอย ๆ ดังที่โจทก์อ้าง ทั้งการที่โจทก์ยึดหน่วงเพลทแม่พิมพ์จนทำให้จำเลยทั้งสองไม่สามารถพิมพ์หนังสือออกจำหน่ายย่อมทำให้จำเลยทั้งสองเสียหายอยู่ในตัว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท จึงเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าขาดรายได้จากลูกค้าจ้างลงโฆษณาที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้เป็นเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท นั้น จำเลยทั้งสองมีหลักฐานสัญญาจ้างโฆษณา เอกสารหมาย ล. ๙ มาแสดง แม้บางฉบับจะคาบเกี่ยวกับสัญญาจ้างโฆษณาในหนังสือฉบับก่อนก็ใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ทั้งในหนังสือฉบับที่ ๑ ถึงที่ ๕ ที่จำเลยทั้งสองพิมพ์ออกจำหน่ายก็ปรากฏว่ามีการลงโฆษณามาก พอสมควร โจทก์เองก็ไม่ได้นำสืบโต้แย้ง แม้จำเลยทั้งสองไม่นำตัวบุคคลในเอกสารดังกล่าวมาเบิกความยืนยันก็รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ ค่าเสียหายทั้งหมดที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ชดใช้แก่จำเลยทั้งสองเหมาะสมแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 ม. 241 ม. 369
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอินเตอร์ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม.พี.บิสิเนส ดีเวลล็อปเม้นท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายฐนยศ คีรีนารถ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนทร นาเนกรังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5896/2544
#41252
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายเรื่องกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 54(2) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มีผลเท่ากับจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง คำสั่งดังกล่าวไม่ถึงที่สุด จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้

การใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีอาญาต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 4 ลักษณะ 1 โดยมาตรา 193 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ จึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง, 268 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม ตามมาตรา 268 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 264 วรรคหนึ่ง แต่กระทงเดียว จำคุก 3 ปี จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยมิใช่มีเพียงเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย กรณีไม่เข้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องดังกล่าว เมื่อศาลมีคำสั่งแล้วไม่ว่าจะอนุญาตหรือยกคำร้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ ให้เป็นที่สุด จึงไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายเรื่องกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 54(2) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มีผลเท่ากับจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องคำสั่งดังกล่าวไม่ถึงที่สุด จำเลยจึงชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยก็ดีศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยก็ดีล้วนเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยสามารถยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ทั้งปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง โดยนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญา ซึ่งการใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 4 ลักษณะ 1 โดยมาตรา 193 วรรคหนึ่งได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้จึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้ ชอบที่จะต้องยกคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลยนั้นเสีย"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 กับให้ยกคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลยเสีย ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคสอง แล้วดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 193
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — บริษัทเคหะพัฒนาและการเกษตร จำกัด กับพวก
จำเลย — นายโกสุมภ์ ตาละโสภณ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5896/2544
#69644
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายเรื่องกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 54 (2) ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 มีผลเท่ากับจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อ

ศาลฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง คำสั่งดังกล่าวไม่ถึงที่สุด จำเลยจึงชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยก็ดี ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยก็ดี ล้วนเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

คดีอาญา การใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน

ป.วิ.อ. ภาค 4 ลักษณะ 1 โดยมาตรา 193 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ จึงนำ ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้ ชอบที่จะต้องยกคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกานั้นเสียและศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 วรรคสอง แล้วดำเนินการต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคสอง, ๒๖๘ วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๔ วรรคหนึ่ง แต่กระทงเดียวจำคุก ๓ ปี จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยมิใช่มีเพียงเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย กรณีไม่เข้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อศาลมีคำสั่งแล้ว ไม่ว่าจะอนุญาตหรือยกคำร้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ ให้เป็นที่สุดจึงไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของำจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายเรื่องกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๔ (๒) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ มีผลเท่ากับจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง คำสั่งดังกล่าวไม่ถึงที่สุด จำเลยจึงชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ การที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยก็ดี ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยก็ดี ล้วนเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ วินิจฉัย พิเคราะห์แล้วที่จำเลยจำเลยอ้างว่าจำเลยสามารถยื่นอุทธรณ์ โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ทั้งปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง โดยนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ มาใช้บังคับนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญา ซึ่งการใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค ๔ ลักษณะ ๑ โดยมาตรา ๑๙๓ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้จึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้ชอบที่จะต้องยกคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลยนั้นเสีย

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๕ กับให้ยกคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลยเสีย ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๘ วรรคสอง แล้วดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 193 ม. 198 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 54 (2) ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — บริษัทเคหะพัฒนาและการเกษตร จำกัด
จำเลย — นายโกสุมภ์ ตาละโสภณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายไพฑูรย์ อุ้ยมาก
ศาลอุทธรณ์ ภาค 5 — นายโสฬส สุวรรณเนตร์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5884 -ที่ 5885/2544
#41251
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาซื้อขายระบุว่าในวันทำสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 1ได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 มาวางไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา หลักประกันนี้โจทก์จะคืนให้เมื่อจำเลยที่ 1 พ้นจากข้อผูกพันตามสัญญา ดังนั้น หนังสือค้ำประกันจึงเป็นหลักประกันที่จำเลยที่ 1 นำมาวางไว้เผื่อความเสียหายในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขาย โจทก์จึงมีสิทธิเพียงเรียกให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1รับผิดชำระเงินตามจำนวนในหนังสือค้ำประกันต่อโจทก์ด้วยนั้นไม่ถูกต้อง

สัญญาซื้อขายมีข้อตกลงที่ยินยอมให้โจทก์ปรับจำเลยที่ 1เป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.2 ของราคาสิ่งของที่โจทก์ยังไม่ได้รับมอบนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญา และในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ต้องถูกปรับเป็นรายวันนั้น ถ้าโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ ก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและคงปรับจำเลยที่ 1 เป็นรายวันจนถึงวันบอกเลิกสัญญาด้วยได้กรณีมิใช่เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้วจะไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าปรับ

ความรับผิดของโจทก์ที่จะต้องชำระราคายางแอสฟัลต์ให้แก่จำเลยที่ 1 กับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องชำระค่าปรับและค่าเสียหายให้แก่โจทก์เกิดจากสัญญาซื้อขายรายเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างผูกพันในหนี้อันเดียวกัน ดังนั้นที่โจทก์ขอหักราคายางแอสฟัลต์ที่ส่งมอบบางส่วนออกจากค่าปรับและค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิด จึงไม่ใช่เรื่องหักกลบลบหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่งแต่เพื่อความสะดวกแก่การบังคับตามคำพิพากษา จึงหักหนี้กันเสียโดยให้มีผลนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวน ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินในสำนวนแรก 3,497,363.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 3,234,197.53 บาท นับถัดจากวันฟ้องสำนวนแรกจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินในสำนวนแรก 154,692.13บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 139,050 บาทนับถัดจากวันฟ้องสำนวนแรกจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินในสำนวนหลัง 6,923,757.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องสำนวนหลัง (วันที่ 24มีนาคม 2536) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในวงเงิน 295,661 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องสำนวนหลังจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนให้การและฟ้องแย้งทั้งสองสำนวนเป็นใจความ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ให้โจทก์ในสำนวนแรกชำระเงิน299,469.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4มีนาคม 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 ดอกเบี้ยคิดถึงวันให้การและฟ้องแย้งคดีสำนวนแรกเป็นเงิน 47,135.69 บาท ให้โจทก์ในสำนวนหลังชำระเงิน 130,985 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 29 กันยายน 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จ แก่จำเลยที่ 1 ดอกเบี้ยคิดถึงวันให้การและฟ้องแย้งสำนวนหลังเป็นเงิน 19,889.98 บาท

จำเลยที่ 2 ทั้งสองสำนวนให้การเป็นใจความ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน

โจทก์ในสำนวนแรกและสำนวนหลังให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,662,832.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,216,629 บาท นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 24 มีนาคม 2536 ในต้นเงิน 3,622,832.50 บาท นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในวงเงิน 434,711 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 139,050 บาท นับแต่วันที่ 12มกราคม 2535 ถึงวันที่ 24 มีนาคม 2536 ในต้นเงิน 434,711 บาทนับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ทั้งสองสำนวนและจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน1,216,629.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 12 มกราคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์สำนวนแรก และให้ชำระเงิน 2,406,203.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 24มีนาคม 2536) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์สำนวนหลัง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองสำนวนและจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าสำนวนแรก เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2532 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายยางแอสฟัลต์ อีมัลชั่น จำนวน 360.1 เมตริกตัน เป็นเงิน2,780,981.10 บาท ให้แก่โจทก์ โดยสัญญาจะส่งมอบ ณ สถานที่ส่งมอบตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญาภายในวันที่ 31 ธันวาคม2532 ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 โดยจำเลยที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันเป็นเงินไม่เกิน139,050 บาท มาวางเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 สำนวนหลังเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม2532 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายยางแอสฟัลต์ อีมัลชั่น จำนวน 769.3 เมตริกตัน เป็นเงิน 5,913,215.50 บาท ให้แก่โจทก์ โดยสัญญาจะส่งมอบ ณ สถานที่ส่งมอบตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญาภายในวันที่ 28 มกราคม 2533 ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมายจ.22 จำเลยที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันเป็นเงินไม่เกิน 295,661 บาท มาวางเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมายจ.23 จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบยางแอสฟัลต์ตามสัญญาซื้อขายฉบับแรกให้แก่โจทก์ ส่วนสัญญาซื้อขายฉบับหลังจำเลยที่ 1 ส่งมอบยางแอสฟัลต์ให้แก่โจทก์เพียง 17 เมตริกตัน เป็นเงิน 130,985 บาท โจทก์บอกเลิกสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2534 และวันที่ 15กุมภาพันธ์ 2534 ตามลำดับ ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาเอกสารหมาย จ.7 และ จ.27 โจทก์ดำเนินการประกวดราคาซื้อยางแอสฟัลต์ตามสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับใหม่ บริษัททิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด เป็นผู้ประมูลได้เป็นเงิน 3,558,561 บาท และ 7,392,773 บาท ตามลำดับสูงกว่าราคาที่กำหนดในสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับเป็นเงิน 777,579.90 บาท และ 1,610,542.50 บาท ตามลำดับ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2533 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายยางแอสฟัลต์และส่งมอบยางแอสฟัลต์ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 299,469.70 บาท แต่ยังไม่ได้รับเงินจากโจทก์

ปัญหาข้อแรกเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่ายางแอสฟัลต์ที่จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบให้แก่โจทก์เป็นยางแอสฟัลต์ที่จำเลยที่ 1 สั่งให้บริษัทเชลล์การผลิต (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตยางแอสฟัลต์ที่ได้มาตรฐานตามที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกำหนดเป็นผู้ผลิตและเป็นมาตรฐานที่โจทก์กำหนดไว้ในเรื่องคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเข้าประกวดราคาซื้อขายยางแอสฟัลต์ โจทก์ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปควบคุมการผลิต ซึ่งหากว่าการผลิตไม่ถูกต้องเจ้าหน้าที่ของโจทก์ต้องท้วงติงยางแอสฟัลต์ที่จำเลยที่ 1 จะส่งมอบให้แก่โจทก์จึงเป็นยางแอสฟัลต์ที่ผ่านการผลิตและตรวจสอบที่ได้มาตรฐานตามสัญญาซื้อขาย แต่การวิเคราะห์คุณภาพยางแอสฟัลต์ของเจ้าหน้าที่ของโจทก์ไม่มีมาตรฐานเมื่อบริษัทเชลล์การผลิต (ประเทศไทย) จำกัด ผลิตยางแอสฟัลต์เสร็จกรรมวิธีรอการตรวจรับ เจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงแจ้งว่ายางแอสฟัลต์ไม่ได้มาตรฐาน บริษัทเชลล์การผลิต (ประเทศไทย) จำกัด พยายามแก้ไขเพื่อส่งมอบยางแอสฟัลต์ให้แก่โจทก์ แต่ก็ถูกปฏิเสธเรื่อยมาจนล่วงเลยกำหนดตามสัญญาซื้อขายนั้น เห็นว่า ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ 1ดังกล่าว คงมีนายวิชัย เมฆานันท์ พนักงานตำแหน่งผู้จัดการแผนกยางแอสฟัลต์ของจำเลยที่ 1 เบิกความลอย ๆ จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงว่าบริษัทเชลล์การผลิต (ประเทศไทย) จำกัดได้ผลิตยางแอสฟัลต์ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อส่งมอบให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายแล้วหรือหลักฐานที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับมอบยางแอสฟัลต์จากจำเลยที่ 1 แต่กลับได้ความว่าเมื่อโจทก์มีหนังสือด่วนมากลงวันที่ 7 มิถุนายน 2533 ตามเอกสารหมาย จ.45 ถึงจำเลยที่ 1 ว่า ตามที่จำเลยที่ 1 แจ้งว่าสามารถส่งยางแอสฟัลต์ตามสัญญาซื้อขายปี 2532 ที่ค้างส่งภายในเดือนพฤษภาคม 2533 โจทก์ยังไม่ได้รับยางแอสฟัลต์ดังกล่าว และจำนวนเงินค่าปรับเกินร้อยละ10 ของวงเงินค่ายางแอสฟัลต์ที่ยังไม่ส่งมอบแล้ว จึงให้จำเลยที่ 1ยืนยันกำหนดส่งยางแอสฟัลต์ที่ค้างภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2533จำเลยที่ 1 มีหนังสือตอบลงวันที่ 15 มิถุนายน 2533 ตามเอกสารหมาย จ.46 แผ่นที่ 2 และที่ 3 แจ้งให้โจทก์ทราบว่า จำเลยที่ 1 ได้สอบถามและเร่งรัดบริษัทผู้ผลิตอยู่ตลอดเวลา บริษัทผู้ผลิตได้ชี้แจงถึงเหตุล่าช้าตามสำเนาหนังสือของบริษัทผู้ผลิตซึ่งจำเลยที่ 1 ส่งให้โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.46 แผ่นที่ 3 ว่าเกิดปัญหาในส่วนที่เกี่ยวกับขั้นตอนกระบวนการผลิตบางประการทำให้เกิดความล่าช้าและเมื่อโจทก์มีหนังสือด่วนมากแจ้งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบยางแอสฟัลต์อีก2 ครั้งตามหนังสือลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2533 และวันที่ 14 สิงหาคม2533 จำเลยที่ 1 ก็แจ้งเหตุขัดข้องตามหนังสือของบริษัทผู้ผลิตว่าเกิดปัญหาเกี่ยวกับขั้นตอนกระบวนการผลิต และเกิดปัญหาในส่วนของอุปกรณ์การผลิตในโรงงานซึ่งจะต้องมีการดัดแปลงระบบท่อส่งวัตถุดิบเพิ่มขึ้น เป็นผลทำให้การผลิตยางแอสฟัลต์ต้องล่าช้าออกไปอีก ตามเอกสารหมาย จ.47 ถึง จ.50 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 หรือบริษัทผู้ผลิตยางแอสฟัลต์ให้แก่จำเลยที่ 1 เคยโต้แย้งโจทก์เรื่องการวิเคราะห์คุณภาพยางแอสฟัลต์แต่ประการใด ข้อเท็จจริงที่ว่ากระบวนการผลิตทำให้เกิดความล่าช้า เป็นผลเสียต่อชื่อเสียงและความเชื่อถือในการดำเนินธุรกิจของบริษัทผู้ผลิต ไม่มีเหตุผลใดที่บริษัทผู้ผลิตจะกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่เป็นผลเสียแก่ตนโดยปราศจากความจริง เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับเพราะไม่สามารถส่งมอบยางแอสฟัลต์ตามสัญญาซื้อขายให้แก่โจทก์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนฎีกาข้อที่สองว่า โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับหลังจากครบกำหนดตามสัญญาแล้วเป็นเวลา 1 ปีเศษ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า เมื่อครบกำหนดตามสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับในวันที่ 31 ธันวาคม 2532 และวันที่ 28 มกราคม 2533 ตามลำดับ แต่จำเลยที่ 1 มิได้ส่งมอบยางแอสฟัลต์ตามข้อกำหนดในสัญญาซื้อขายให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1เป็นฝ่ายขอผ่อนผันจะส่งมอบยางแอสฟัลต์ที่ค้างส่งภายในเดือนพฤษภาคม 2533 แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้ส่งมอบยางแอสฟัลต์ โจทก์ได้มีหนังสือด่วนมากแจ้งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบยางแอสฟัลต์ 3 ครั้งซึ่งจำเลยที่ 1 มีหนังสือชี้แจงเหตุที่ยังไม่สามารถส่งมอบยางแอสฟัลต์และรับว่าจะรีบส่งมอบให้แก่โจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.45 ถึง จ.50ดังวินิจฉัยมาแล้ว แสดงว่าโจทก์พยายามให้โอกาสจำเลยที่ 1 ส่งมอบยางแอสฟัลต์โดยไม่บอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ยังมีหนังสือลงวันที่ 17สิงหาคม 2533 ตามเอกสารหมาย จ.6 อ้างเหตุสุดวิสัยที่ยังไม่สามารถส่งมอบยางแอสฟัลต์ได้และขอส่งมอบยางแอสฟัลต์ที่ค้างส่งตามสัญญาซื้อขายปี 2532 ให้ครบตามสัญญาภายในวันที่ 31 ธันวาคม2533 โดยยินยอมชำระค่าปรับในอัตราร้อยละ 0.2 ของราคายางแอสฟัลต์ที่ค้างส่งจนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบยางแอสฟัลต์ครบถ้วน ดังนั้น การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2534 และวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2534 ตามลำดับ จึงไม่มีพฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาด้วยว่า การบอกเลิกสัญญาซื้อขายสองฉบับขัดต่อกฎหมาย เพราะมิได้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 นั้น ปรากฏว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับก่อนระเบียบที่จำเลยที่ 1 อ้างจะใช้บังคับจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับโดยขัดต่อกฎหมายได้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนฎีกาข้อที่สามว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 และ จ.23 ซึ่งจำเลยที่ 1 นำมาวางเป็นหลักประกันแล้ว ยังพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับดังกล่าวด้วย เท่ากับพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายมากกว่าที่ศาลกำหนดนั้น เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 และจ.22 ข้อ 8 ระบุว่าในวันทำสัญญาซื้อขายจำเลยที่ 1 ได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 เป็นจำนวนร้อยละ 5 ของราคาสิ่งของทั้งหมด คิดเป็นเงิน 139,050 บาท และ 295,661 บาท ตามลำดับมาวางไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาหลักประกันนี้โจทก์จะคืนให้เมื่อจำเลยที่ 1 พ้นจากข้อผูกพันตามสัญญา ดังนั้นหนังสือค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.23 จึงเป็นหลักประกันที่จำเลยที่ 1 นำมาวางไว้เผื่อความเสียหายในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขาย โจทก์จึงมีสิทธิเพียงเรียกให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 และ จ.23 เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินตามจำนวนในหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 และ จ.23 ต่อโจทก์ด้วยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนในข้อนี้ฟังขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนฎีกาข้อที่สี่ว่า โจทก์ทั้งสองสำนวนไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องจ่ายเงินซื้อยางแอสฟัลต์จากผู้อื่นในราคาที่สูงกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมายจ.3 และ จ.22 นั้น เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 และ จ.22 ข้อ 9 วรรคสองระบุว่าในกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ฯลฯ และถ้าโจทก์จัดซื้อสิ่งของจากบุคคลอื่นเต็มจำนวน หรือเฉพาะจำนวนที่ขาดส่งแล้วแต่กรณีภายในกำหนด 12 เดือน นับแต่วันที่บอกเลิกสัญญาโดยให้นับวันที่บอกเลิกสัญญาเป็นวันเริ่มต้น จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชดใช้ราคาที่เพิ่มขึ้นจากราคาที่กำหนดไว้ในสัญญานี้ด้วย เมื่อโจทก์ได้ประกวดราคาซื้อยางแอสฟัลต์เต็มจำนวนที่จำเลยที่ 1 มิได้ส่งมอบให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งกำหนดราคาไว้ 2,780,981.10 บาทและซื้อยางแอสฟัลต์เฉพาะที่ขาดส่งตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมายจ.22 ซึ่งกำหนดราคาไว้ 5,913,215.50 บาท โดยหักราคายางแอสฟัลต์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบแล้ว 17 เมตริกตัน เป็นเงิน 130,985 บาท คงเหลือ5,782,230.50 บาท โดยซื้อจากบริษัททิปโก้แอสฟัลต์ จำกัด ในราคา3,558,561 บาท และ 7,392,773 บาท ตามลำดับ ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.9 และ จ.44 จึงเป็นราคายางแอสฟัลต์ที่โจทก์ต้องจ่ายสูงขึ้นเป็นเงิน 777,579.90 บาท และ 1,610,542.50 บาท ตามลำดับอันเป็นจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาโจทก์ดำเนินการซื้อยางแอสฟัลต์ใหม่ด้วยวิธีประกวดราคาแม้จะมีผู้เข้าประกวดราคาเพียง 2 ราย และราคายางแอสฟัลต์สูงขึ้นกว่าที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายให้แก่โจทก์ก็ไม่อาจถือได้ว่ามีการสมยอมระหว่างโจทก์กับผู้ชนะการประกวดราคา ส่วนที่จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนฎีกาว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของโจทก์ถือหุ้นในบริษัทที่เข้าประกวดราคาการประกวดราคาจึงไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม และโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าโจทก์ได้ชำระราคายางแอสฟัลต์ให้แก่ผู้ขายรายใหม่แล้วหรือไม่ จำเลยที่ 1จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายนั้น จำเลยที่ 1 มิได้ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องจ่ายเงินซื้อยางแอสฟัลต์จากผู้อื่นในราคาที่สูงขึ้นเป็นเงิน 777,579.90 บาท และ1,610,542.50 บาท ตามลำดับนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1ทั้งสองสำนวนในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยห้าข้อที่ตามที่จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนฎีกาว่าโจทก์ทั้งสองสำนวนไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าปรับเป็นรายวัน เพราะตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 จำเลยที่ 1 มิได้ส่งมอบยางแอสฟัลต์ตามสัญญา เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแสดงว่าไม่ประสงค์จะให้ปฏิบัติตามสัญญาอีก โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าปรับส่วนสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.22 โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยฝ่าฝืนต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าปรับ ค่าปรับที่โจทก์ทั้งสองสำนวนเรียกร้องมาสูงเกินส่วน และที่โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนชำระค่าปรับเท่าที่โจทก์ทั้งสองสำนวนเรียกร้องมาในฟ้องนั้นเห็นว่า สัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 9 วรรคแรกระบุว่าเมื่อครบกำหนดส่งมอบสิ่งของตามสัญญานี้แล้ว ถ้าจำเลยที่ 1ไม่ส่งมอบสิ่งของที่ตกลงขายให้แก่โจทก์ หรือส่งมอบสิ่งของทั้งหมดไม่ถูกต้องหรือส่งมอบสิ่งของไม่ครบจำนวน โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ข้อ 10 วรรคแรกระบุว่า ในกรณีที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 9 จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ0.2 ของราคาสิ่งของที่ยังไม่ได้รับมอบ นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญาจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ได้นำสิ่งของมาส่งให้แก่โจทก์จนถูกต้องครบถ้วน และในวรรคสามระบุว่า ในระหว่างที่มีการปรับนั้นถ้าโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ โจทก์จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา และริบหลักประกันหรือเรียกร้องจากธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันตามสัญญาข้อ 8 กับเรียกร้องให้ชดใช้ราคาที่เพิ่มขึ้นตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 9 วรรคสอง นอกเหนือจากการปรับจนถึงวันบอกเลิกสัญญาด้วยก็ได้ แสดงว่าในสัญญาดังกล่าวมีข้อตกลงที่ยินยอมให้โจทก์ปรับจำเลยที่ 1 เป็นรายวันในอัตราร้อยละ0.2 ของราคาสิ่งของที่โจทก์ยังไม่ได้รับมอบ นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญา และในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ต้องถูกปรับเป็นรายวันนั้นถ้าโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ ก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและคงปรับจำเลยที่ 1 เป็นรายวันจนถึงวันบอกเลิกสัญญาด้วยได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์ได้มีหนังสือเตือนและสงวนสิทธิที่จะปรับตามสัญญาตามเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.50 ขอผัดผ่อนโดยยินยอมชำระค่าปรับให้แก่โจทก์จึงเป็นการปฏิบัติตามสัญญา กรณีมิใช่เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้วจะไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าปรับดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ส่วนสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.22 นั้น โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่15 กุมภาพันธ์ 2534 ตามเอกสารหมาย จ.27 ก่อนที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 จะใช้บังคับ จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจยกเป็นข้ออ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยฝ่าฝืนต่อระเบียบดังกล่าวได้ ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่าปรับตามสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับเพียงใดนั้น เห็นว่า จำนวนค่าปรับที่โจทก์เรียกร้องตามสัญญาซื้อขายแต่ละฉบับเกือบเท่าราคายางแอสฟัลต์ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยที่ 1 ค่าปรับดังกล่าวจึงเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่งโจทก์บอกเลิกสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับและใช้สิทธิตามสัญญาซื้อยางแอสฟัลต์จากผู้อื่นโดยเรียกให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายในราคายางแอสฟัลต์ที่สูงขึ้นด้วยแล้ว ประกอบกับเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่สามารถส่งมอบยางแอสฟัลต์ให้แก่โจทก์ได้ เป็นเพราะเกิดปัญหาในส่วนที่เกี่ยวกับขั้นตอนกระบวนการผลิตของบริษัทผู้ผลิต ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเบี้ยปรับตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 เพิ่มขึ้น 299,469.70 บาทและกำหนดเบี้ยปรับตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.22 เพิ่มขึ้น 130,985 บาท นั้น เป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินไป เห็นสมควรลดลงเหลือ 300,000 บาท และ 500,000 บาท ตามลำดับฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาของโจทก์ทั้งสองสำนวนในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามที่จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองสำนวนมีสิทธิขอหักกลบลบหนี้หรือไม่นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยการหักกลบลบหนี้กันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ของทั้งสองฝ่ายนั้น เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ฝ่ายหนึ่งจะไม่เปิดช่องให้หักกลบลบหนี้ได้ สำนวนแรกโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2534 ตามเอกสารหมาย จ.12 แจ้งรายการค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 โดยแจ้งด้วยว่าขอหักกลบลบหนี้กับค่ายางแอสฟัลต์ตามสัญญาซื้อขายลงวันที่ 28 กันยายน 2533 ซึ่งโจทก์เป็นลูกหนี้จะต้องชำระค่ายางแอสฟัลต์ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน299,469.70 บาท เป็นการแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิหักกลบลบหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 341 วรรคหนึ่ง เมื่อหักกลบลบหนี้ค่ายางแอสฟัลต์ที่โจทก์เป็นลูกหนี้จำเลยที่ 1 กับค่าปรับ 300,000 บาท และค่าเสียหาย 777,579.90 บาทซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 แล้ว จำเลยที่ 1 คงต้องรับผิดชำระค่าปรับและค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในสำนวนแรกเป็นเงิน 778,110.20 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้หักกลบลบหนี้ในสำนวนแรกชอบแล้ว ส่วนสำนวนหลังปรากฏว่า ความรับผิดของโจทก์ที่จะต้องชำระราคายางแอสฟัลต์ให้แก่จำเลยที่ 1 กับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องชำระค่าปรับและค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เกิดจากสัญญาซื้อขายยางแอสฟัลต์รายเดียวกันตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.22 ต่างฝ่ายต่างผูกพันในหนี้อันเดียวกัน ดังนั้น ที่โจทก์ขอหักราคายางแอสฟัลต์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบบางส่วนออกจากค่าปรับและค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิด จึงไม่ใช่เรื่องหักกลบลบหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์นำค่ายางแอสฟัลต์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบให้แก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 130,985 บาทมาหักกลบลบหนี้ได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เพื่อความสะดวกแก่การบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาจึงหักหนี้กันเสียโดยให้มีผลนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป โดยเมื่อหักหนี้ค่ายางแอสฟัลต์ที่โจทก์เป็นลูกหนี้จำเลยที่ 1 กับค่าปรับ 500,000 บาทและค่าเสียหาย 1,610,542.50 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.22 แล้ว จำเลยที่ 1 คงต้องรับผิดชำระค่าปรับและค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในสำนวนหลังเป็นเงิน 1,979,557.50บาท ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำนวนแรกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับและค่าเสียหายจำนวน 778,110.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนหลังให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับและค่าเสียหายจำนวน 1,979,557.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 24 มีนาคม2536) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341 ม. 368 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
จำเลย — บริษัท เอส.ซี.ดีเวล็อปเม้นท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5876/2544
#42634
เปิดฉบับเต็ม

แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะบัญญัติรับรองสิทธิพื้นฐานของบุคคลผู้ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาไว้หลายประการกล่าวคือให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งให้สิทธิแก่จำเลยที่จะให้การต่อศาลหรือไม่ให้การก็ได้ แต่ในกรณีที่จำเลยให้การต่อศาลแล้วหากประสงค์จะขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การนั้น จำเลยจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 163 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งนี้ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้ โดยพิจารณาถึงเหตุผลที่จำเลยอ้างว่าเป็นเหตุผลอันสมควรหรือไม่

จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นได้บันทึกคำให้การของจำเลยไว้ และได้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาหลายครั้ง เพื่อให้โอกาสจำเลยบรรเทาผลร้ายโดยชดใช้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์ แต่จำเลยกลับผัดผ่อนตลอดมา จนในที่สุดจำเลยได้ยื่นคำให้การขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้อง โดยมิได้ยื่นคำร้องขอแก้คำให้การ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสองดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยแก้คำให้การ จึงต้องถือว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ เมื่อข้อหาตามฟ้อง ไม่ใช่คดีที่มีข้อหาในความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป ซึ่งต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตามมาตรา 176 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 60,000 บาท รวม 3 กระทงเป็นเงิน 180,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 90,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 33 วรรคแรกบัญญัติว่า "ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด" ดังนั้น จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพ และให้การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งสองตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะบัญญัติรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลผู้ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาไว้หลายประการกล่าวคือให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้บริสุทธิ์รวมทั้งให้สิทธิแก่จำเลยที่จะให้การต่อศาลหรือไม่ให้การก็ได้ แต่ในกรณีที่จำเลยให้การต่อศาลแล้วหากประสงค์จะขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การนั้น จำเลยจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 163 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่บัญญัติว่า "เมื่อมีเหตุอันควร จำเลยอาจยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของเขาก่อนศาลพิพากษา ถ้าศาลเห็นสมควรอนุญาต ก็ให้ส่งสำเนาแก่โจทก์" ซึ่งหมายความว่า หากจำเลยประสงค์จะขอแก้คำให้การจำเลยต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลและแสดงเหตุอันสมควรมาในคำร้องขอด้วยว่าจำเลยมีความจำเป็นต้องแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การเพราะเหตุใด ทั้งนี้ศาลย่อมมีอำนาจที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้ โดยพิจารณาถึงเหตุผลที่จำเลยอ้างอิงในคำร้องขอว่าเป็นเหตุผลอันสมควรหรือไม่ สำหรับคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดจริงตามฟ้อง และศาลชั้นต้นได้บันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 ไว้ปรากฏตามคำให้การจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2541 โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นจึงนัดฟังคำพิพากษาและได้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาหลายครั้ง เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 บรรเทาผลร้ายแห่งความผิดที่กระทำโดยชดใช้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยที่ 2 กลับผัดผ่อนตลอดมา จนในที่สุดจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำให้การลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 ขอให้การใหม่เป็นการปฏิเสธฟ้องของโจทก์ทั้งสอง โดยมิได้ยื่นคำร้องขอแก้คำให้การ และมิได้แสดงให้ปรากฏว่ามีเหตุสมควรแก้คำให้การอย่างไร อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้คำให้การจึงชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายข้อต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 โดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไป ทั้งที่จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพและให้การใหม่เป็นปฏิเสธความผิดเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้คำให้การ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ทั้งสอง เมื่อข้อหาในความผิดตามฟ้องของโจทก์ทั้งสอง กฎหมายกำหนดอัตราโทษปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ไม่ใช่คดีที่มีข้อหาในความผิด กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ซึ่งกฎหมายบังคับให้ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไป จึงชอบแล้วฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนปัญหาประการสุดท้ายที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน เป็นการกำหนดโทษที่หนักเกินไปและขอให้ศาลฎีการอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 นั้นเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยที่ 2 ชดใช้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์ทั้งสองตามที่จำเลยที่ 2 ร้องขอ โดยเลื่อนการอ่านคำพิพากษาหลายครั้งเป็นเวลาถึงหนึ่งปีเศษ แต่จำเลยที่ 2 มิได้ชดใช้เงินให้แก่โจทก์ทั้งสองเลยดังนี้แม้จำเลยที่ 2 จะมีภาระในการเลี้ยงดูบิดามารดาและบุตรก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยที่ 2 เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทงเป็นจำคุก 3 ปี และลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน แทนที่จะลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษจำคุกที่ลดแล้วแต่ละกระทงเข้าด้วยกันนั้น ไม่ถูกต้องปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งคงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 18 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 163 ม. 176
พระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สง่า ดีสั้น กับพวก
จำเลย — บริษัท ศุภชาญ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5876/2544
#69636
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี และลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน แทนที่จะลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษจำคุกที่ลดแล้ว แต่ละกระทงเข้าด้วยกันนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายทีเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คงจำคุกจำเลย 18 เดือน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ กระทงละ ๖๐,๐๐๐ บาท รวม ๓ กระทง เป็นเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ กระทงละ ๑ ปี รวม ๓ กระทง เป็นจำคุก ๓ ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๙๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ ปี ๖ เดือน หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๒ ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ กระทงละ ๑ ปี รวม ๓ กระทง เป็นจำคุก ๓ ปี และลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน แทนที่จะลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษจำคุกที่ลดแล้วแต่ละกระทงเข้าด้วยกัน ไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ ๒ มิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ ๒ กระทงละ ๑ ปี จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ ๖ เดือน รวม ๓ กระทง จำคุก ๑๘ เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 21 ม. 78 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสง่า ดีสั้น กับพวก
จำเลย — บริษัทศุภชาญ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงตลิ่งชัน — นายยิ่งศักดิ์ โอฬารสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5875/2544
#41250
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนจับกุมจำเลย พยานผู้จับกุมสืบทราบเพียงว่ามีหญิงคนหนึ่งลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจึงไปที่หมู่บ้านที่เกิดเหตุพบจำเลยยืนอยู่ข้างทางท่าทางมีพิรุธจะเดินหนีจึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นจับกุมพบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในมือจำเลยและเงินสดอยู่ในกระเป๋ากางเกง จึงแจ้งข้อหาว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ชั้นจับกุมและสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ ดังนี้ พยานผู้จับกุมก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าจำเลยจะเป็นหญิงตามที่สืบทราบมาหรือไม่ เหตุที่จับจำเลยได้น่าจะเป็นเหตุบังเอิญมากกว่า นอกจากจำเลยแล้วก็ยังมีการจับกุมผู้ต้องหารายอื่น ๆ อีก ทั้งบันทึกคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนก็มีร่องรอยการแก้ไขในช่องแจ้งข้อหา กรณียังมีเหตุน่าสงสัยอยู่ว่าจำเลยกระทำผิดในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่คงลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 10 เม็ด น้ำหนัก 0.89 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลบ้านฆ้อง อำเภอโพธารามจังหวัดราชบุรี เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวเป็นของกลาง ของกลางหมดไปในการตรวจพิสูจน์ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67

จำเลยให้การรับว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่มิได้มีไว้เพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,67 จำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในคดีนี้ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด เงินสด 1,250 บาทปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ พยานโจทก์มีร้อยตำรวจโทอำนวย ไชยเดชกำจร กับสิบตำรวจโทชิตชัย จิรวัฒนผลเบิกความว่าก่อนจับกุมสืบทราบว่ามีหญิงคนหนึ่งลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่หมู่บ้านหมู่ที่ 8 ตำบลบ้านฆ้อง อำเภอโพธารามจังหวัดราชบุรี วันเกิดเหตุพยานเดินทางไปที่หมู่บ้านดังกล่าวพบจำเลยยืนอยู่ข้างทางท่าทางมีพิรุธจะเดินหนีจึงแสดงตัวขอตรวจค้นจับกุมพบเมทแอมเฟตามีน จำนวน 10 เม็ด อยู่ในมือของจำเลยและเงินสด 1,250 บาท อยู่ในกระเป๋ากางเกงแจ้งข้อหาว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพตามเอกสารหมาย จ.1 และจ.3 แต่พยานโจทก์ทั้งสองกลับเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ก่อนจับกุมทราบเพียงว่าผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นหญิงคนหนึ่งเท่านั้น ตามคำพยานโจทก์ดังกล่าวแสดงว่าพยานผู้จับกุมไม่ทราบโดยแน่ชัดว่าจำเลยจะเป็นหญิงที่ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามที่สืบทราบมาหรือไม่ ในวันจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจก็ไม่ได้เจาะจงไปจับกุมจำเลย เหตุที่จับกุมจำเลยได้น่าจะเป็นโดยเหตุบังเอิญมากกว่า นอกจากนั้นพยานโจทก์ยังรับว่ามีการจับกุมผู้ต้องหารายอื่น ๆ อีก การจับกุมจำเลยไม่มีการใช้ให้สายลับล่อซื้อ อีกทั้งบันทึกคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.3 ก็มีร่องรอยการแก้ไขในช่องแจ้งข้อหา ฉะนั้นจำเลยจะเป็นหญิงที่จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ ยังมีเหตุน่าสงสัยอยู่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกฟ้องโจทก์ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคงลงโทษจำเลยเพียงฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นาง วันเพ็ญ บุญมี
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5874/2544
#41249
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 มีลักษณะเป็นการกำหนดให้ลูกจ้างเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียวกล่าวคือจะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือจะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก็ได้ แต่จะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ หากลูกจ้างเลือกใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานก็เท่ากับสละสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานอยู่ในตัว

การที่ ณ. ลูกจ้างยื่นฟ้องโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างต่อศาลแรงงานขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าจ้างที่ค้างถือว่า ณ. เลือกใช้สิทธิที่จะฟ้องต่อศาลแรงงาน จึงหมดสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 แล้วเมื่อต่อมา ณ. ได้ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานอีกในขณะที่คดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาเพื่อขอให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วและค่าจ้างในเดือนถัดมาต่อเนื่องกัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน พนักงานตรวจแรงงานจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคำร้องของณ. แม้ต่อมา ณ. จะได้ถอนฟ้องคดีดังกล่าว ก็ไม่ทำให้พนักงานตรวจแรงงานกลับมีอำนาจพิจารณาคำร้องนั้นขึ้นมาอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรมในสังกัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ประจำสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่จตุจักร และเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 35/2542 สั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างพร้อมเงินเพิ่มให้แก่นายณรงค์ อินทนิน ลูกจ้างของโจทก์ รวม 1,536,000 บาท โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว เนื่องจากเดิมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2541 นายณรงค์ลูกจ้างได้ไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่จตุจักร ว่าโจทก์ค้างจ่ายค่าจ้างเดือนพฤศจิกายน 2541 อยู่ 10,000 บาท ขณะเรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2542 นายณรงค์ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง ตามคดีหมายเลขดำที่ 398/2542 ขอให้ศาลบังคับให้โจทก์จ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระจำนวน 10,000 บาท และในคดีดังกล่าวได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างหลายครั้ง โดยมียอดเงินอัตราค่าจ้างไม่เหมือนเดิมและเพิ่มขึ้นทุกครั้ง ศาลจึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง นายณรงค์จึงถอนฟ้องไปเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2542 ต่อมาวันที่ 18 มีนาคม 2542 นายณรงค์ยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีใหม่ต่อศาลแรงงานกลาง ตามคดีหมายเลขดำที่ 4391/2542 โดยบรรยายฟ้องว่าได้รับค่าจ้างเดือนละ 43,000 บาท ต่อมาวันที่ 27 กันยายน 2542 ขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล นายณรงค์ได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานว่าโจทก์ค้างชำระค่าจ้างตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 ถึงปัจจุบัน การที่จำเลยที่ 2 วินิจฉัยคำร้องดังกล่าวและออกคำสั่งที่ 35/2542 จึงเป็นการขัดต่อขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 ถึง 125 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยคำร้องดังกล่าวอีก ทั้งการที่โจทก์และนายณรงค์ยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างกันอยู่ ทำให้โจทก์ไม่อาจจ่ายค่าจ้างให้แก่นายณรงค์ได้ จึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์จงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่นายณรงค์โดยปราศจากเหตุอันสมควร คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 35/2542 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2542

จำเลยทั้งสองให้การว่า นายณรงค์ อินทรนิน เป็นลูกจ้างของโจทก์ได้รับค่าจ้างในอัตราเดือนละ 35,000 บาท วันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 โจทก์ลดค่าจ้างของนายณรงค์เหลือ 25,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากนายณรงค์และจ่ายค่าจ้างให้แก่นายณรงค์เพียงจำนวนดังกล่าว ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2541 นายณรงค์มาร้องเรียนโจทก์ต่อพนักงานตรวจแรงงาน เรื่องค่าจ้างสำหรับเดือนพฤศจิกายน 2541 ที่ขาดอยู่จำนวน 10,000 บาท และค่าจ้างเดือนธันวาคม 2541 จำนวน 35,000 บาท ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2542 จำเลยที่ 2 เรียกโจทก์มาไกล่เกลี่ยโจทก์ยอมรับว่าในวันที่ 29 มกราคม 2542 จะนำเงินค่าจ้างจำนวน 45,000 บาท มาชำระให้แก่นายณรงค์ แต่ถึงวันนัดกลับนำเงินมาชำระเพียง 10,000 บาท ซึ่งนายณรงค์ไม่ยินยอมรับเงินจำนวนดังกล่าวและได้ขอถอนคำร้องเพื่อนำคดีไปฟ้องร้องที่ศาลแรงงานกลาง ข้อเรียกร้องของนายณรงค์จึงระงับไปตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2542 และโจทก์ได้ถอนเงินจำนวน 10,000 บาท คืนไปแล้ว ต่อมาวันที่ 27 กันยายน 2542 นายณรงค์มายื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานว่าโจทก์ค้างจ่ายค่าจ้างตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน2541 ถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2542 จำเลยที่ 2 ออกคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 35/2542 ตามคำร้องของนายณรงค์ฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2542 มิใช่ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2541 และตามคำร้องทั้งสองฉบับ มีประเด็นเรื่องค่าจ้างซ้ำกันเพียงเฉพาะเดือนพฤศจิกายน 2541 เท่านั้น ส่วนค่าจ้างตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 ตลอดมา ไม่มีประเด็นในคำร้องเดิม และไม่ใช่ประเด็นที่โจทก์และนายณรงค์เป็นคู่ความกันอยู่ในศาลแรงงานกลาง ทั้งการคำนวณเงินเพิ่มก็ไม่ได้คำนวณจากค่าจ้างในเดือนพฤศจิกายน 2541 อีกทั้งโจทก์เคยจ่ายค่าจ้างให้แก่นายณรงค์ในอัตราเดือนละ 35,000 บาท ดังนั้น ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่ายังไม่ทราบว่าค่าจ้างของนายณรงค์เป็นจำนวนเท่าใดเพราะยังไม่มีคำพิพากษาฟังไม่ขึ้น โจทก์มีเจตนาที่จะไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่นายณรงค์ลูกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 124 เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 35/2542 กับทั้งตามคำฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และข้อเรียกร้องของนายณรงค์ตามคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 4391/2542 กับคำร้องที่ร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแตกต่างกัน ข้อเรียกร้องที่ร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานส่วนใหญ่เป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นภายหลังจากนายณรงค์ยื่นฟ้องแล้ว ประกอบกับไม่มีกฎหมายใดห้ามลูกจ้างที่ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลแล้วมิให้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานอีก การที่นายณรงค์ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเป็นการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 พนักงานตรวจแรงงาน จึงมีอำนาจพิจารณาคำร้องของนายณรงค์ โจทก์รู้อยู่แล้วว่า นายณรงค์ได้รับค่าจ้างในอัตราเดือนละ 35,000 บาท การที่โจทก์ยกเอาการยื่นคำร้องและการฟ้องคดีต่อศาลของนายณรงค์มาเป็นข้ออ้างว่ายังมีการโต้แย้งเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างและยังไม่มีคำพิพากษาของศาลว่านายณรงค์มีสิทธิได้รับค่าจ้างในอัตราเดือนละเท่าใด เพื่อไม่จ่ายค่าจ้างให้นายณรงค์จึงฟังไม่ขึ้น คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 35/2542 จึงชอบแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายณรงค์ อินทนิน เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งผู้ควบคุมงานก่อสร้างตั้งแต่ปี 2531 ต่อมาเดือนมกราคม จนถึงเดือนตุลาคม 2541 โจทก์ได้ลดค่าจ้างของนายณรงค์เหลืออัตราเดือนละ 35,000 บาท โดยนายณรงค์ยอมรับค่าจ้างอัตรานี้ตลอดมา จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2541 โจทก์ได้จ่ายค่าจ้างให้แก่นายณรงค์เพียง 25,000 บาท ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2541 นายณรงค์ไปยื่นคำร้องที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่จตุจักรว่าโจทก์ค้างจ่ายค่าจ้างเดือนพฤศจิกายน 2541 อยู่ 10,000 บาท ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2542 โจทก์โดยนายจรูญสุวรรณฉัตรชัย กรรมการผู้จัดการได้ไปพบพนักงานตรวจแรงงาน และยอมรับที่จะนำเงินค่าจ้างที่ค้างอยู่จำนวน 10,000 บาท และค่าจ้างสำหรับเดือนธันวาคม 2541 จำนวน 35,000บาท รวม 45,000 บาท มาชำระให้แก่นายณรงค์ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่จตุจักร ภายในวันที่ 29 มกราคม 2542 แต่เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2542 นายณรงค์ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลแรงงานกลางตามคดีหมายเลขดำที่ 398/2542 ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระจำนวน 10,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องหลังวันที่ 22 มกราคม 2542 แต่ก่อนวันที่ 29 มกราคม 2542 โจทก์นำเงินไปวางต่อพนักงานตรวจแรงงานเพียง 10,000 บาท ซึ่งนายณรงค์ไม่ยอมรับและขอถอนคำร้องไป โจทก์ได้ถอนเงินจำนวนดังกล่าวกลับคืนไปเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 ในคดีหมายเลขดำที่ 398/2542 นายณรงค์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องรวม 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 28 มกราคม 2541 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นการแก้ไขอัตราค่าจ้างรวมทั้งค่าจ้างของเดือนพฤศจิกายน 2541 ด้วย ซึ่งมีอัตราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และศาลเห็นว่าคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องทั้ง 2 ครั้ง ของนายณรงค์ยอดเงินไม่เคยเหมือนกันและเพิ่มขึ้นทุกครั้ง จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง นายณรงค์ได้ถอนฟ้องคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2542 ปรากฏตามคดีหมายเลขแดงที่ 3257/2542 ต่อมาวันที่ 18 มีนาคม 2542 นายณรงค์ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลแรงงานกลางอีกครั้งตามคดีหมายเลขดำที่ 4391/2542 ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าจ้างบางส่วนของเดือนมกราคม 2541 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2541 และค่าจ้างของเดือนธันวาคม 2541 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 พร้อมดอกเบี้ยแก่นายณรงค์ ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลนายณรงค์ได้ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้โจทก์จ่ายค่าจ้างของเดือนพฤศจิกายน 2541 ถึงเดือนกันยายน 2542 พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายแก่นายณรงค์คือคำร้องที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งในคดีนี้ เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งในคดีนี้แล้ว นายณรงค์จึงได้ถอนฟ้องคดีดังกล่าวที่ศาลแรงงานกลาง ปรากฏตามคดีหมายเลขแดงที่ 16635/2542 อัตราค่าจ้างของนายณรงค์คือเดือนละ 35,000 บาท ถูกต้องตามที่พนักงานตรวจแรงงานวินิจฉัย และโจทก์ได้ค้างจ่ายแก่นายณรงค์ซึ่งเป็นค่าจ้างบางส่วนของเดือนพฤศจิกายน 2541 เป็นเงิน 10,000 บาท และค่าจ้างของเดือนธันวาคม 2541 จนถึงเดือนกันยายน 2542 อีก 10 เดือนรวมเป็นเงิน 360,000 บาท ตามที่พนักงานตรวจแรงงานวินิจฉัยจริง เหตุที่โจทก์ไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้เนื่องจากระหว่างนั้นมีการนำเรื่องไปร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานและนำคดีมาฟ้องศาล ซึ่งยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าอัตราค่าจ้างของนายณรงค์เป็นจำนวนเท่าใด และนายณรงค์ได้เคยติดต่อขอรับค่าจ้างจากโจทก์เรื่อยมา แต่เนื่องจากข้อโต้แย้งยังไม่ยุติเกี่ยวกับจำนวนเงิน ค่าจ้าง โจทก์จึงยังไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้ ในชั้นพนักงานตรวจแรงงาน พนักงานตรวจแรงงานมีความเห็นให้โจทก์ในฐานะนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 360,000 บาท ให้นายณรงค์ และนายณรงค์เคยทำหนังสือขอรับค่าจ้างจากโจทก์ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2542 ครั้งที่ 2 ลงวันที่ 5 เมษายน 2542 มีใจความว่า ขอให้โจทก์จ่ายค่าจ้างแก่นายณรงค์ตามที่ได้เคยเจรจากันที่ศาลแรงงานกลางในคดีหมายเลขดำที่ 4391/2542 แต่โจทก์ในฐานะนายจ้างไม่เคยจ่ายค่าจ้างดังกล่าวให้แก่นายณรงค์จนกระทั่งนายณรงค์ได้ไปร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานในวันที่ 27 กันยายน 2542 และโจทก์ได้ชำระค่าจ้างค้างจำนวน 360,000 บาท ให้แก่นายณรงค์แล้วเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 โดยให้นายณรงค์รับไปจากเงินที่โจทก์นำมาวางต่อศาลพร้อมฟ้องคดีนี้

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การที่นายณรงค์ยื่นฟ้องโจทก์ที่ศาลแรงงานกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 4391/2542 แล้ว ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณานายณรงค์ไปยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยที่ 2 จะมีอำนาจพิจารณาคำร้องของนายณรงค์หรือไม่นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน" แสดงว่า เมื่อเข้ากรณีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 123 นอกจากลูกจ้างจะมีสิทธิฟ้องร้องนายจ้างต่อศาลแรงงานกลางตามแนวทางปกติแล้วกฎหมายยังกำหนดแนวทางใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 ถึงมาตรา 125 โดยให้ลูกจ้างมีสิทธิร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเสียก่อน เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนและมีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว หากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่ง จึงจะนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อให้ศาลแรงงานพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งบทบัญญัติตามมาตรา 123 ดังกล่าวมีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียว กล่าวคือจะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือจะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก็ได้ แต่จะใช้สิทธิพร้อมกันที่เดียวทั้งสองทางไม่ได้ หากลูกจ้างเลือกใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานตามแนวทางปกติก็เท่ากับสละสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นแนวทางใหม่ไปแล้วอยู่ในตัว ดังนั้น การที่นายณรงค์ลูกจ้างยื่นฟ้องโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 4391/2542 ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าจ้างที่ค้างพร้อมดอกเบี้ย จึงถือว่านายณรงค์เลือกใช้สิทธิที่จะดำเนินการต่อโจทก์ด้วยการฟ้องต่อศาลแรงงานกลางจึงหมดสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 แล้ว เมื่อปรากฏว่าต่อมานายณรงค์ได้ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน อีกในขณะที่คดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงาน เพื่อขอให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างที่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลางไว้แล้วและค่าจ้างในเดือนถัดมาต่อเนื่องกัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับค่าจ้างค้างจ่ายที่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง พนักงานตรวจแรงงานจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคำร้องของนายณรงค์ แม้ต่อมานายณรงค์จะได้ถอนฟ้องคดีดังกล่าวไปจากศาลก็ไม่ทำให้พนักงานตรวจแรงงานซึ่งไม่มีอำนาจพิจารณาคำร้องของนายณรงค์อยู่เดิมกลับมีอำนาจพิจารณาคำร้องนั้นขึ้นมาอีก คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานคือจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 35/2542 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2542
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ทรานส์แองโกลเซอร์วิส จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5874/2544
#69266
เปิดฉบับเต็ม

กรณีตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 นอกจากลูกจ้างจะมีสิทธิฟ้องร้องนายจ้างต่อศาลแรงงานตามแนวทางปกติแล้ว กฎหมายยังกำหนดแนวทางใหม่ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 ถึงมาตรา 125 โดยให้ลูกจ้างมีสิทธิร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเสียก่อน เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งตาม มาตรา 124 แล้ว หากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งจึงนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อให้ศาลแรงงานพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

บทบัญญัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 มีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียว กล่าวคือจะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือจะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก็ได้ แต่จะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ หากลูกจ้างเลือกใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานก็เท่ากับสละสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานไปแล้วอยู่ในตัว

การที่ลูกจ้างยื่นฟ้องโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างต่อศาลแรงงาน ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าจ้างที่ค้างพร้อมดอกเบี้ย ถือว่าลูกจ้างเลือกใช้สิทธิที่จะฟ้องต่อศาลแรงงาน ลูกจ้างจึงหมดสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 แล้ว การที่ลูกจ้างได้ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานอีก ในขณะที่คดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงาน เพื่อขอให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างที่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงาน ไว้แล้วและค่าจ้างในเดือนถัดมาต่อเนื่องกัน ถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับค่าจ้างค้างจ่ายที่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงาน พนักงานตรวจแรงงานจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคำร้องของลูกจ้าง แม้ต่อมาลูกจ้างจะถอนฟ้องคดีไปจากศาล ก็ไม่ทำให้พนักงานตรวจแรงงานกลับมีอำนาจพิจารณาคำร้องนั้นขึ้นมาอีก คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ในฐานะนายจ้างฟ้อง การที่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานวินิจฉัยคำร้องของนายณรงค์ ซึ่งเป็นลูกจ้างและออกคำสั่งที่ ๓๕/๒๕๔๒ จึงเป็นการขัดต่อขั้นตอนที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๓ ถึง ๑๒๕ จำเลยที่ ๒ จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยตามคำร้องดังกล่าว ทั้งการที่โจทก์และนายณรงค์ยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างกันอยู่ ทำให้โจทก์ไม่อาจจ่ายค่าจ้างให้แก่นายณรงค์ได้จึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์จงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่นายณงค์ โดยปราศจากเหตุอันสมควร คำวินิจฉัยของจำเลยที่ ๒ จึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน

จำเลยทั้งสองให้การและขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อเรียกร้องของนายณรงค์ลูกจ้างตามคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ๔๓๙๑/๒๕๔๒ กับคำร้องที่ร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแตกต่างกัน ข้อเรียกร้องที่ร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานส่วนใหญ่เป็นสิทธิเรียกร้องที่ เกิดขึ้นภายหลังจากนายณรงค์ยื่นฟ้องแล้ว ประกอบกับไม่มีกฎหมายใดห้ามลูกจ้างที่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแล้วมิให้ยื่น คำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานอีก การที่นายณรงค์ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเป็นการใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๓ พนักงานตรวจแรงงานจึงมีอำนาจพิจารณาคำร้องของนายณรงค์ โจทก์รู้อยู่แล้วว่านายณรงค์ได้รับค่าจ้างในอัตราเดือนละ ๓๕,๐๐๐ บาท การที่โจทก์ยกเอาการยื่นคำร้องและการฟ้องคดีต่อศาลของ นายณรงค์มาเป็นข้ออ้างว่ายังมีการโต้แย้งเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างและยังไม่มีคำพิพากษาศาลว่านายณรงค์มีสิทธิได้รับ ค่าจ้างในอัตราเดือนละเท่าใด เพื่อไม่จ่ายค่าจ้างให้นายณรงค์จึงฟังไม่ขึ้น เมื่อนายณรงค์ทางถามแล้ว โจทก์ปฏิเสธ ไม่ยอมจ่าย จึงเป็นการจงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างโดยปราศจากเหตุอันสมควร คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ที่ ๓๕/๒๕๔๒ จึงชอบแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว การที่นายณรงค์ยื่นฟ้องโจทก์ที่ศาลแรงงานกลางเป็น คดีหมายเลขดำที่ ๔๓๙๑/๒๕๔๒ แล้ว ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณานายณรงค์ไปยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ ๒ ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยที่ ๒ จะมีอำนาจพิจารณาคำร้องของนายณรงค์หรือไม่นั้น เห็นว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๓ บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้ และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน?" แสดงว่า เมื่อเข้ากรณีตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๓ นอกจากลูกจ้างจะมีสิทธิฟ้องร้องนายจ้างต่อศาลแรงงานตามแนวทางปกติแล้วกฎหมายยังกำหนดแนวทางใหม่ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๓ ถึงมาตรา ๑๒๕ โดยให้ลูกจ้างมีสิทธิร้องต่อพนักงาน ตรวจแรงงานเสียก่อน เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนและมีคำสั่งตามมาตรา ๑๒๔ แล้ว หากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งจึงจะนำคดีขึ้นต่อสู้ศาลเพื่อให้ศาลแรงงานพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งบทบัญญัติตามมาตรา ๑๒๓ ดังกล่าว มีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียว กล่าวคือจะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือจะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก็ได้ แต่จะใช้สิทธิพร้อมกันทีเดียวทั้งสองทางไม่ได้ หากลูกจ้างเลือกใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานตามแนวทางปกติก็เท่ากับสละสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นแนวทางใหม่ไปแล้วอยู่ในตัว ดังนั้น การที่นายณรงค์ลูกจ้างยื่นฟ้องโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีหมายเลขดำ ที่ ๔๓๙๑/๒๕๔๒ ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าจ้างที่ค้างพร้อมดอกเบี้ย ถือว่านายณรงค์เลือกใช้สิทธิที่จะดำเนินการต่อโจทก์ด้วยการฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง จึงหมดสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๓ แล้ว เมื่อปรากฏว่าต่อมานายณรงค์ได้ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานอีกในขณะที่คดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานเพื่อขอให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างที่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลางไว้แล้วและค่าจ้างในเดือนถัดมาต่อเนื่องกัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับค่าจ้างค้างจ่ายที่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง พนักงานตรวจแรงงานจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคำร้องของนายณรงค์ แม้ต่อมานายณรงค์จะได้ถอนฟ้องคดีดังกล่าวไปจากศาลก็ไม่ทำให้พนักงานตรวจแรงงานซึ่งไม่มีอำนาจพิจารณาคำร้องของนายณรงค์อยู่เดิมกลับมีอำนาจพิจารณา คำร้องนั้นขึ้นมาอีก คำสั่งของพนักงานตรวนแรงงานที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

พิพากษากลับให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ ๓๕/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๒ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททรานส์แองโกลเซอร์วิส จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิทูร วิมลเศรษฐ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5867/2544
#44629
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นในคดีก่อน ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวโจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ แม้ฟ้องคดีก่อนและฟ้องคดีนี้ต่างอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาตามสัญญาซื้อขายฉบับเดียวกันก็ตาม แต่จำนวนหนี้ที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระตามคำฟ้องทั้งสองคดีเป็นคนละจำนวนกัน กล่าวคือ ฟ้องคดีก่อนโจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระราคาสินค้าร้อยละ 10 ที่จำเลยต้องชำระในวันทำสัญญาและราคาสินค้าที่ต้องผ่อนชำระงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 8ส่วนฟ้องคดีนี้โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระราคาสินค้าที่ต้องผ่อนชำระงวดที่ 9 ถึงงวดที่ 12 และราคาน้ำยาเคมีที่ใช้สำหรับทางการแพทย์ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระเมื่อโจทก์เสนอคำฟ้องคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงมิใช่ฟ้องเรื่องเดียวกับฟ้องคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าสั่งซื้อเครื่องติดตามการทำงานของหัวใจพร้อมอุปกรณ์และค่าสินค้าประเภทน้ำยาเคมีที่ใช้สำหรับทางการแพทย์ พร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องจำนวน2,506,521.86 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,438,331.32 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน2,278,331.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน559,964.08 บาท นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2537 จากต้นเงิน559,964.08 บาท นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2537 จากต้นเงิน559,964.08 บาท นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2537 จากต้นเงิน559,964.08 บาท นับแต่วันที่ 15 กันยายน 2537 และคิดจากต้นเงิน 38,475 บาท นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยซื้อเครื่องติดตามการทำงานของหัวใจพร้อมอุปกรณ์ครบชุดจากโจทก์ ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 516/2537 ให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวโจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 516/2537หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 516/2537และฟ้องคดีนี้ต่างอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 เหมือนกัน แต่จำนวนหนี้ที่ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระตามคำฟ้องทั้งสองคดีเป็นคนละจำนวนกัน กล่าวคือตามฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 516/2537 โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระราคาสินค้าร้อยละ 10 ที่จำเลยต้องชำระในวันทำสัญญาจำนวน 746,618.78 บาท และราคาสินค้าที่ต้องผ่อนชำระงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 8 ส่วนตามฟ้องคดีนี้โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระราคาสินค้าที่ต้องผ่อนชำระงวดที่ 9 ถึงงวดที่ 12 และราคาน้ำยาเคมีที่ใช้สำหรับทางการแพทย์ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระเมื่อโจทก์เสนอคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่516/2537 ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงมิใช่ฟ้องเรื่องเดียวกับฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 516/2537 ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น...."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เมดิทอป จำกัด
จำเลย — บริษัทโรงพยาบาล หริภุญชัย เมโมเรียล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5856/2544
#44003
เปิดฉบับเต็ม

บิดาโจทก์ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์และจำเลยที่ 1 และเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474(1) เมื่อจำเลยที่ 1ได้ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรส นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 1476(1) และเมื่อจำเลยที่ 2เบิกความยอมรับว่าก่อนซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 มีสามีคือโจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนโดยไม่สุจริตโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนิติกรรมที่จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 3เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทได้ตามมาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างจำเลยที่ 1และที่ 2 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2535 สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 439/2538หมายเลขแดงที่ 332/2538 ลงวันที่ 27 เมษายน 2538 การจดทะเบียนซื้อขายและสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม2538 การจดทะเบียนให้ถือกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2538 ให้ขับไล่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายปีละ80,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3และบริวารจะออกจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 2ยินยอมให้จำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ปีละ 5,000 บาท นับแต่วันที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายจนกว่าจะออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2528 ตามใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย จ.2เดิมนายถึง เหมาะตัว มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เลขที่ 27 หมู่ที่ 10 ตำบลเทนมีย์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ 42 ไร่ 3 งาน 9 ตารางวา ตามเอกสารหมาย จ.4 อันเป็นที่ดินพิพาท ต่อมานายถึงถึงแก่ความตายและนายเสนอ เหมาะตัว ผู้จัดการมรดกของนายถึงได้โอนขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 25สิงหาคม 2532 ตามสารบัญจดทะเบียนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.4 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคท้ายบัญญัติว่า "ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส" ดังนี้ เห็นว่า โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส เมื่อจำเลยที่ 1 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1แล้ว จำเลยที่ 1 จะต้องมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวเมื่อจำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ว่าระหว่างอยู่กินกับนายสุขสามีเก่าได้ซื้อที่ดินพิพาทจากนายถึง เหมาะตัว ในราคา360,000 บาท และข้าวเปลือกอีกจำนวน 2 เกวียน ทำสัญญาซื้อขายกันไว้แต่ยังไม่ได้โอน ทำสัญญาซื้อขายกันได้ 4 ปี นายถึงถึงแก่ความตายหลังจากนายถึงถึงแก่ความตายแล้ว 3 ปี นายเสนอในฐานะผู้จัดการมรดกของนายถึงได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 นอกจากนี้แล้วจำเลยทั้งสามไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ให้ศาลเชื่อว่าเป็นความจริงดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความ พยานจำเลยทั้งสามจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนโจทก์นอกจากจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสแล้ว โจทก์ยังอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายถึงซึ่งนายสวอยบิดาโจทก์ได้ซื้อมาเมื่อปี 2517 ในราคา 70,000 บาท ยังมิได้จดทะเบียนโอนกันตามกฎหมาย นายถึงได้ถึงแก่ความตายไปเสียก่อน นายสวอยได้ติดต่อนางเหียมภริยานายถึงจนกระทั่งปี2531 จึงได้พบนางเหียม นางเหียมขอให้ชำระเงินเพิ่มอีก 35,000บาท นายสวอยตกลงจึงได้บอกให้โจทก์หาเงิน ซึ่งโจทก์หาเงินได้นายสวอยจึงยกที่ดินพิพาทให้เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1โดยจดทะเบียนโอนเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2532 และโจทก์มีนายสวอยบิดาโจทก์มาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า นายถึงเคยนำที่ดินพิพาทมาจำนำไว้แก่พยาน โดยนายถึงได้ขอยืมเงินพยานไปจำนวน 20,000 บาทและมอบที่ดินพิพาทให้พยานทำกินต่างดอกเบี้ย นายถึงยังมิได้ชำระหนี้ก็มาถึงแก่ความตายเสียก่อน ต่อมานางเหียมภริยานายถึงนำที่ดินพิพาทมาขายให้แก่พยานในราคา 70,000 บาท ก่อนนายถึงถึงแก่ความตายนายถึงนำที่ดินพิพาทไปจำนองไว้ที่สหกรณ์การเกษตรอำเภอปราสาทพยานเคยไปชำระหนี้แทนนายถึงตามใบรับเงินเอกสารหมาย จ.1พยานได้โอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ขณะโอนนางเหียมเรียกให้ชำระเงินเพิ่มอีก 35,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระเงินจำนวนนี้ให้ พยานจึงยกให้เป็นที่ดินทำกินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1ซึ่งขณะนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้สมรสกันแล้ว และโจทก์ยังมีนายเสนอเหมาะตัว ซึ่งเป็นบุตรชายของนายถึงในฐานะผู้จัดการมรดกของนายถึงและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 มาเบิกความสนับสนุนว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายถึงบิดาพยาน บิดาพยานเคยนำไปจำนองที่สหกรณ์การเกษตรอำเภอปราสาท หลังจากนั้นบิดาพยานได้นำไปขายให้นายสวอยบิดาโจทก์ นายสวอยเป็นผู้ไปไถ่ถอนที่ดินพิพาทออกมาจากสหกรณ์การเกษตรอำเภอปราสาทและได้ยึดถือต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทไว้ แต่เนื่องจากในขณะนั้นบุตรนายถึงซึ่งหมายถึงพยานและพี่น้องอายุยังไม่ถึง 20 ปี บริบูรณ์ นายสวอยจึงยังไม่สามารถจดทะเบียนโอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ในปี 2532 พยานยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งพยานเป็นผู้จัดการมรดกของนายถึงบิดา ในการยื่นคำร้องครั้งนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไปติดตามให้พยานมาดำเนินการโดยแจ้งความประสงค์ว่าต้องการจะให้พยานโอนที่ดินพิพาทให้บุคคลทั้งสอง มารดาพยานได้เรียกเงินเพิ่มเติมอีก 35,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ยินยอม พยานโจทก์ดังกล่าวต่างเบิกความได้สอดคล้องต้องกันจะแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงรายละเอียดมิใช่ข้อสาระสำคัญที่จะทำให้พยานหลักฐานโจทก์เสียไปพยานหลักฐาน โจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง และเมื่อพิเคราะห์ถึงข้อความหลังใบรับเงินเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งระบุว่า นายสวอยได้ชำระหนี้แทนนางเหียมแล้ว เห็นว่า หากนายสวอยไม่ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากนายถึงสามีนางเหียม ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่นายสวอยจะไปชำระหนี้แทนนางเหียมดังนั้น พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่านายสวอยได้ซื้อที่ดินพิพาทจากนายถึงนางเหียม เมื่อนายถึงถึงแก่ความตายแล้ว นายเสนอบุตรได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายถึงและดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 โดยนางเหียมได้เรียกเงินเพิ่มจากโจทก์และจำเลยที่ 1เป็นเงิน 35,000 บาท ส่วน นายสวอยบิดาโจทก์ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์และจำเลยที่ 1 และเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1474(1) เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรสนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476(1) และเมื่อได้ความจากจำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับว่า ก่อนซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 มีสามีคือโจทก์ ดังนั้น ถือได้ว่าจำเลยที่ 2รับโอนโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนิติกรรมที่จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 3 เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการสุดท้ายว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใด นั้น ได้ความจากพยานโจทก์นำสืบว่าที่ดินพิพาทสามารถทำนาได้ข้าวเปลือกปีละ 20 ถึง 25 เกวียน หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วจะคงเหลือเงินจำนวนปีละ 70,000 ถึง 80,000 บาท ปัจจุบันข้าวเปลือกมีราคาเกวียนละ 5,000 บาทเศษ จึงคิดเป็นค่าเสียหายปีละ80,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น ส่วนจำเลยที่ 3 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 3ทำนาในส่วนของจำเลยที่ 3 โดยในปี 2540 จำเลยที่ 3 ทำนาได้ข้าวหอมมะลิจำนวน 7 เกวียน ในปี 2541 ทำนาได้ข้าวหอมมะลิจำนวน5 เกวียน หากขายจะได้ในราคาเกวียนละ 5,000 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาแล้วกำหนดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ปีละ 5,000 บาท นับแต่วันที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์นั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่น ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 ม. 1476 ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุพบ ขอชนะ
จำเลย — นาง เภา ขอชนะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5849/2544
#41248
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายกับความผิดฐานก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่ให้ความช่วยเหลือ มีลักษณะการกระทำที่แตกต่างกันและความผิดฐานหลังเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังจากที่กระทำความผิดฐานแรกสำเร็จไปแล้วจึงเป็นความผิดสองกรรม

จำเลยกระทำความผิดฐานใช้ทางเดินรถที่จัดแบ่งเป็นช่องไม่ถูกต้อง และฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 34,43(8),151,160 วรรคสาม เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 34 อันเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่จำต้องปรับบทมาตรา 33 อันเป็นบททั่วไปซึ่งเป็นความผิดกรณีใช้ทางเดินรถทั่วไปที่มิได้จัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไปอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

(ก) จำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ขับขี่รถทุกประเภทจากนายทะเบียนขนส่ง ได้ขับรถยนต์โดยสารประจำทางสาย 11คันหมายเลขทะเบียน 11 - 4329 กรุงเทพมหานคร บรรทุกคนโดยสารแล่นไปตามถนนเพชรบุรีตัดใหม่จากแยกอโศกมุ่งหน้าไปแยกมิตรสัมพันธ์ ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ กล่าวคือขณะที่จำเลยขับรถมาถึงบริเวณซอยเพชรบุรี 36 ซึ่งขณะนั้นฝนตกและถนนเปียกลื่น อีกทั้งเจ้าพนักงานได้จัดการจราจรแบ่งทางเดินรถให้รถแล่นจากแยกอโศกมุ่งหน้าไปแยกมิตรสัมพันธ์ 2 ช่อง จากแยกมิตรสัมพันธ์มุ่งหน้าไปแยกอโศก 5 ช่อง โดยเจ้าพนักงานจราจรได้ทำเครื่องหมายจราจรดังกล่าวบนพื้นผิวจราจร และจำเลยทราบเครื่องหมายจราจรดังกล่าวแล้ว จำเลยมีหน้าที่ใช้ความระมัดระวังในการขับรถโดยต้องปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรและช่องเดินรถที่เจ้าพนักงานกำหนดไว้ ต้องขับรถไปในช่องเดินรถซ้ายสุด และหากจำเลยประสงค์จะเปลี่ยนช่องเดินรถไปช่องด้านขวาเพื่อเลี้ยวขวาที่แยกมิตรสัมพันธ์ จำเลยต้องใช้ความระมัดระวังขับรถให้อยู่ในช่องเดินรถของตน ไม่ล้ำเข้าไปในช่องเดินรถสำหรับรถที่แล่นสวนทางมาซึ่งจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาใช้ให้เพียงพอไม่โดยจำเลยได้ขับรถล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่สามจากทางซ้ายมือของจำเลยซึ่งเป็นช่องเดินรถสำหรับรถที่แล่นสวนทางจากแยกมิตรสัมพันธ์มุ่งหน้าแยกอโศกอันเป็นการขับรถฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจร และการจัดแบ่งช่องเดินรถที่เจ้าพนักงานจราจรได้จัดทำขึ้นดังกล่าวโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยขับเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียนกจง กรุงเทพมหานคร 759 ซึ่งมีนายวงศ์ทอง หนูทอง ผู้ตายขับสวนทางมาทำให้รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหายและผู้ตายได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา

(ข) เมื่อจำเลยขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินดังกล่าวแล้ว จำเลยได้หลบหนีโดยไม่ให้ความช่วยเหลือนายวงศ์ทอง หนูทอง ผู้ตาย ตามสมควรพร้อมทั้งไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันที

ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 33, 34, 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 78, 157, 160 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ (ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91) ฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 4 ปีฐานก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่ให้ความช่วยเหลือ จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก2 ปี 1 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291) จำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมกับโทษฐานก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นแล้วไม่หยุดให้ความช่วยเหลือเป็นจำคุก 1 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยได้ขับรถยนต์โดยสารประจำทางด้วยความประมาทและไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นโดยไม่ขับรถไปในช่องเดินรถซ้ายสุดและขับล้ำเข้าไปในช่องเดินรถสำหรับรถที่แล่นสวนทางทำให้เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่นายวงศ์ทอง หนูทอง ผู้ตายขับสวนทางมาในช่องเดินรถของตนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและรถจักรยานยนต์ของผู้ตายได้รับความเสียหาย หลังจากจำเลยขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินดังกล่าวแล้วจำเลยได้หลบหนีไปโดยไม่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ตายตามสมควรพร้อมทั้งไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจทันที

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามฟ้องข้อ (ก) และความผิดฐานก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่ให้ความช่วยเหลือตามฟ้องข้อ (ข)เป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้จำเลยอ้างมาในฎีกาว่าความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกัน และสืบเนื่องมาจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย จึงเป็นกรรมเดียวกันนั้น เห็นว่า ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมีลักษณะแห่งการกระทำที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดกล่าวคือ ความผิดฐานแรกเกิดจากจำเลยกระทำโดยประมาทอันเป็นการกระทำความผิดมิใช่โดยเจตนาแต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ส่วนความผิดฐานหลังเป็นการกระทำโดยเจตนาและเป็นการกระทำอีกอันหนึ่งที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังจากที่จำเลยกระทำความผิดฐานแรกสำเร็จไปแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองฐานดังกล่าว จึงเป็นความผิดสองกรรมที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดสองกรรมมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย.....

อนึ่ง คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานใช้ทางเดินรถที่จัดแบ่งเป็นช่องไม่ถูกต้อง และฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 34, 43(8), 151, 160 วรรคสาม แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้พิจารณาปรับบทลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวมาด้วย จึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องโดยไม่เพิ่งเติมโทษจำเลย และเห็นสมควรกล่าวด้วยว่าเมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 34 อันเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่จำต้องปรับบทมาตรา 33อันเป็นบททั่วไปซึ่งเป็นความผิดกรณีใช้ทางเดินรถทั่วไปที่มิได้จัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไปอีกที่ศาลล่างทั้งสองมิได้พิจารณาปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 33มาด้วย จึงชอบแล้ว นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 หลังจากลดโทษแล้วคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นแล้วไม่ให้ความช่วยเหลือตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 78, 160 วรรคหนึ่ง เป็นจำคุก 1 ปี 8 เดือน ทั้ง ๆ ที่ความผิดกระทงหลังนี้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ลงโทษจำเลยหลังจากลดโทษแล้วให้จำคุก 1 เดือนเท่านั้น จึงเป็นการรวมโทษที่ผิดพลาดไปและเป็นผลร้ายแก่จำเลย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับฟ้อง ข้อ (ก) จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 34, 43(4)(8),151, 157, 160 วรรคสาม และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนกำหนดโทษและการลดโทษให้คงเดิม เมื่อรวมโทษจำเลยสองกระทงแล้วเป็นจำคุก1 ปี 7 เดือน และให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมความประพฤติประจำศาลชั้นต้นทุก 2 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี เพื่อพนักงานคุมประพฤติจะได้สอบถาม แนะนำ หรือตักเตือนจำเลยตามที่เห็นควรในเรื่องความประพฤติและการประกอบอาชีพ กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 33 ม. 34 ม. 43 ม. 151 ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ประชิด เนียมพิมาย
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5840/2544
#69265
เปิดฉบับเต็ม

ตอนเช้าก่อนเกิดเหตุพระภิกษุ ว. กับพวกถูกจำเลยตำหนิว่าอยู่วัดแล้วจับกลุ่มคุยกันไม่ทำงานเดี๋ยวจะสาดกระสุนปืนใส่ไม่ให้เห็นหน้าญาติ แสดงว่าจำเลยไม่พอใจและมีความคิดจะทำอันตรายพระภิกษุ ว. กับพวกอยู่แล้ว เมื่อจำเลยเจตนาใช้อาวุธปืนยิงพระภิกษุ ว. จริง แม้จำเลยจะไม่มีเจตนาประสงค์ต่อผลให้พระภิกษุ ว. กับพวกถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตาย แต่ปืนเป็นอาวุธร้ายแรง จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปที่กุฏิของพระภิกษุ ว. ซึ่งอยู่ห่างเพียง 20 เมตร โดยจำเลยรู้ว่าขณะนั้นมีคนอยู่ในกุฏิดังกล่าว จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกคนในกุฏิถึงแก่ความตายได้ เมื่อกระสุนปืนที่จำเลยยิงถูกผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๙๑, ๒๘๘ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๒๘๘ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก ๑ ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก ๑๐ ปี รวมจำคุก ๑๑ ปี คำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๗ ปี ๔ เดือน และริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า?พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมีอาวุธปืนพกขนาด .๓๘ ชนิดลูกโม่จำนวน ๑ กระบอก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ และมีกระสุนปืนขนาด .๓๘ (พิเศษ) จำนวน ๑ นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพระภิกษุไชยวุฒิ ปิยาจาโร ผู้เสียหายถูกกระสุนปืนที่จำเลยยิงได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยขณะกระทำผิด แต่พระภิกษุวีระเดชพยานโจทก์ซึ่งอยู่ในกุฏิ ที่เกิดเหตุเบิกความว่า ตอนเช้าก่อนเกิดเหตุพยานกับพวกถูกจำเลยตำหนิว่า อยู่วัดแล้วจับกลุ่มคุยกันไม่ทำงาน เดี๋ยวจะสาดกระสุนปืนใส่ไม่ให้เห็นหน้าญาติ แสดงว่าจำเลยไม่พอใจและมีความคิดจะทำอันตรายพระภิกษุวีระเดชกับพวกอยู่แล้ว หลังเกิดเหตุเมื่อสิ้นเสียงปืนก็ได้ความจากสามเณรธุรกิจพยานโจทก์อีกปากหนึ่งว่า เห็นจำเลยถืออาวุธปืนเดินจากระเบียงเข้าไปในกุฏิ สามเณรธุรกิจบอกเรื่องนี้แก่ผู้เสียหาย พระภิกษุวีระเดชและแจ้งนายดาบตำรวจอนันต์ วินทะไชย ซึ่งไปยังที่เกิดเหตุ นายดาบตำรวจอนันต์จึงจับจำเลย จำเลยรับว่าเป็นคนยิงและพาไปเอาอาวุธปืนของกลางซึ่งเอาไปซ่อนไว้ที่กอกล้วยหลังห้องน้ำ โดยโจทก์มีนายดาบตำรวจอนันต์เป็นพยานเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว ประกอบกับในชั้นสอบสวนจำเลยรับสารภาพว่าซื้ออาวุธปืนของกลางมาในราคา ๙๐๐ บาท และจำเลยได้ใช้อาวุธปืนนั้นยิงไปที่กุฏิพระภิกษุวีระเดช ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยเจตนาใช้อาวุธปืนยิงไปที่กุฏิพระภิกษุวีระเดชจริง แม้จำเลยจะไม่มีเจตนาประสงค์ต่อผลให้พระภิกษุวีระเดชกับพวกถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตาย แต่ปืนเป็นอาวุธร้ายแรงจำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปที่กุฏิของพระภิกษุวีระเดชซึ่งอยู่ห่างเพียง ๒๐ เมตร โดยจำเลยรู้ว่าขณะนั้นมีคนอยู่ในกุฏิดังกล่าว จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกคนในกุฏิถึงแก่ความตายได้ เมื่อกระสุนปืนที่จำเลยยิงถูกผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย?

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายภูรัตน์ บ้างตำรวจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายวิรัตน์ รีชัยพิชิตกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5821/2544
#41247
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน15 ปีไปเสียจากความปกครองดูแลของบิดา เพื่อการอนาจารต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม แต่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุว่า ขอให้ลงโทษตามมาตราดังกล่าววรรคใด และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 317 วรรคแรก ซึ่งมีระวางโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ 3 ปี ขึ้นไป จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 และไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์เสียก่อน ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 317 วรรคแรกได้

โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน เมื่อความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร เป็นความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากเด็กหญิง ณ. ไปโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจาร การที่จำเลยกระทำอนาจารเด็กหญิง ณ. หลังจากนั้น จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ทั้งจำเลยพรากเด็กหญิง ณ. ไปเพื่อการอนาจารถึง 2 ครั้ง ต่างวันเวลากัน และกระทำอนาจารเด็กหญิง ณ. หลังจากนั้นอีก 2 ครั้งจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ ก. เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยได้พรากเด็กหญิงณภาพรรณ สมภา อายุ 13 ปี 8 เดือน (เกิดวันที่ 19 เมษายน2529) ไปเสียจากความปกครองของนายอุดม สมภา ผู้เป็นบิดา เพื่อการอนาจารโดยปราศจากเหตุอันสมควร ข. ภายหลังจากที่จำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวในฟ้องข้อ ก. แล้ว จำเลยได้กระทำอนาจารแก่เด็กหญิงณภาพรรณ ผู้เสียหายโดยใช้กำลังกายกอดปล้ำ หอมแก้ม และจับบีบกำนมของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม อันเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายและโดยที่ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ค. ภายหลังจากที่จำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวในฟ้องข้อ ข. แล้ว จำเลยได้หน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายโดยบังคับให้ผู้เสียหายอยู่แต่ภายในห้องพัก อันเป็นการทำให้ผู้เสียหายต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ง. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2542 เวลากลางวันและกลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน จำเลยได้พรากผู้เสียหายไปเสียจากความปกครองของนายอุดม สมภาผู้เป็นบิดาเพื่อการอนาจารโดยปราศจากเหตุอันสมควร จ. ภายหลังจากที่จำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวในฟ้องข้อ ง.แล้วจำเลยได้กระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายโดยใช้กำลังกายกอดปล้ำ หอมแก้มและบีบกำนมของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมอันเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายและโดยที่ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ฉ. ภายหลังจากที่จำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวในฟ้อง จ. แล้ว จำเลยได้หน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายโดยบังคับให้ผู้เสียหายอยู่แต่ภายในห้องพัก อันเป็นการทำให้ผู้เสียหายต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลโพนทอง กิ่งอำเภอสีดา และตำบลบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279, 310, 317, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 279 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 317 วรรคแรก ให้เรียงกระลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุกกระทงละ 1 ปี ฐานพรากผู้เยาว์ จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงเหลือกระทงแรก จำคุก 2 ปี กระทงที่สองจำคุก 1 ปี กระทงที่สาม จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก ให้ยกฟ้อง คงลงโทษจำเลยฐานพรากผู้เยาว์และฐานอนาจารรวมจำคุก 5 ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีในฐานความผิดต่อเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา ฟ้องโจทก์ในฐานความผิดดังกล่าว จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ ข้อ 1 ก. โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้บังอาจพรากเด็กหญิงณภาพรรณไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ซึ่งคำฟ้องดังกล่าวเป็นการขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคสาม ซึ่งระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่ทำการสืบพยานโจทก์ก่อน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่าตามฟ้องโจทก์ ข้อ 1 ก. และข้อ 1 ง. แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยพรากเด็กหญิงณภาพรรณ สมภา อายุ 13 ปี 8 เดือน ซึ่งอายุไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากความปกครองดูแลของนายอุดม สมภา ผู้เป็นบิดา เพื่อการอนาจารต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามก็ตาม แต่ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุด้วยว่าโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าววรรคใด และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก ซึ่งมีระวางโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ 3 ปี ขึ้นไป จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์เสียก่อน ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 317 วรรคแรกได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 1 ก. แล้ว ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 1 ง. ถึงข้อ 1 ฉ. อีกไม่ได้ เพราะการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 ก. และข้อ 1 ง. ว่า จำเลยได้พรากเด็กหญิงณภาพรรณผู้เยาว์อายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากนายอุดม สมภา ผู้ปกครองเพื่อการอนาจารต่างวันเวลากัน หลังจากจำเลยกระทำผิดดังกล่าวแต่ละข้อแล้ว จำเลยได้บังอาจกระทำอนาจารเด็กหญิงณภาพรรณโดยใช้กำลังกายกอดปล้ำหอมแก้ม และใช้มือบีบจับนม ของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมอันเป็นการบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ทั้งความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารนั้น เป็นความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากเด็กหญิงณภาพรรณ ไปโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจาร ดังนั้นการที่จำเลยกระทำอนาจารเด็กหญิงณภาพรรณผู้เสียหายหลังจากนั้น จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างกรรมต่างวาระกับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารดังกล่าว ทั้งจำเลยพรากเด็กหญิงณภาพรรณไปเพื่อการอนาจารถึง 2 ครั้ง ต่างวันเวลากัน และกระทำอนาจารเด็กหญิงณภาพรรณผู้เสียหายหลังจากนั้นอีก 2 ครั้ง ตามคำฟ้องโจทก์ข้อ 1 ก. ถึง ข้อ 1 ข. และข้อ 1 ง. ถึง ข้อ 1 จ. การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หาใช่เป็นการกระทำผิดที่เป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ดังที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ซึ่งโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องมาแล้วได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 317
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบัวใหญ่
จำเลย — นาย ชานนท์ ปัญญาค้อ
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5821/2544
#69264
เปิดฉบับเต็ม

ตามฟ้องโจทก์ข้อ 1 ก. และข้อ 1 ง. แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยพรากเด็กหญิง ณ. อายุ 13 ปี 8 เดือน ซึ่งอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากความปกครองดูแลของ อ. ผู้เป็นบิดา เพื่อการอนาจาร ต้องตาม ป.อ.มาตรา 317 วรรคสาม ซึ่งระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี ก็ตาม แต่ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุด้วยว่า โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 317 ดังกล่าววรรคใดจำเลยให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคแรก ซึ่งมีระวางโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ 3 ปี ขึ้นไป จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 176 และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์เสียก่อน ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 317 วรรคแรกได้ โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 ก. และข้อ 1 ง. ว่า จำเลยได้พรากเด็กหญิง ณ. ผู้เยาว์อายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากนาย อ. ผู้ปกครองเพื่อการอนาจารต่างวันเวลากัน หลังจากจำเลยกระทำผิดดังกล่าวแต่ละข้อแล้ว จำเลยได้บังอาจกระทำอนาจารเด็กหญิง ณ. โดยใช้กำลังกายกอดปล้ำ หอมแก้ม และใช้มือบีบ จับนม ของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม อันเป็นการบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ทั้งความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารเป็นความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากเด็กหญิง ณ. ไปโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจารการที่จำเลยกระทำอนาจารเด็กหญิง ณ. ผู้เสียหายหลังจากนั้นจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ต่างกรรมต่างวาระกับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารทั้งจำเลยพรากเด็กหญิง ณ. ไปเพื่อการอนาจารถึง 2 ครั้ง ต่างวันเวลากัน และกระทำอนาจารเด็กหญิง ณ. ผู้เสียหายหลังจากนั้นอีก 2 ครั้ง ตามคำฟ้องโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 เมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ซึ่งโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องมาแล้วได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ , ๓๑๐ , ๓๑๗ , ๙๑

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง , ๓๑๐ วรรคแรก , ๓๑๗ วรรคแรก ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานกระทำอนาจาร จำคุกกระทงละ ๒ ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุกกระทงละ ๑ ปี ฐานพรากผู้เยาว์ จำคุกกระทงละ ๓ ปี รวมจำคุก ๑๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงเหลือกระทงแรก จำคุก ๒ ปี กระทงที่สองจำคุก ๑ ปี กระทงที่สาม จำคุก ๓ ปี รวมจำคุก ๖ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก ให้ยกฟ้อง คงลงโทษจำเลยฐานพรากผู้เยาว์และฐานอนาจาร รวมจำคุก ๕ ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้บังอาจพรากเด็กหญิงณภาพรรณไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ซึ่งคำฟ้องดังกล่าวเป็นขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ซึ่งระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๕ ปี ถึง ๒๐ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่ทำการสืบพยานโจทก์ก่อน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยพรากเด็กหญิงณภาพรรณ สมภา อายุ ๑๓ ปี ๘ เดือน ซึ่งอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากความปกครองดูแลของนายอุดม สมภา ผู้เป็นบิดา เพื่อการอนาจารต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสามก็ตาม แต่ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุด้วยว่า โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าววรรคใด และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคแรก ซึ่งมีระวางโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ ๓ ปี ขึ้นไป จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์เสียก่อน ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๑๗ วรรคแรกได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ ๑ ก. แล้ว ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ ๑ ง. ถึง ข้อ ๑ ฉ. อีกไม่ได้ เพราะการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ ๑ ก. และข้อ ๑ ง. ว่าจำเลยได้พรากเด็กหญิงณภาพรรณผู้เยาว์อายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากนายอุดม สมภา ผู้ปกครองเพื่อการอนาจารต่างวันเวลากัน หลังจากจำเลยกระทำผิดดังกล่าวแต่ละข้อแล้ว จำเลยได้บังอาจกระทำอนาจารเด็กหญิงณภาพรรณโดยใช้กำลังกายกอดปล้ำ หอมแก้ม และใช้มือบีบ จับนม ของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม อันเป็นการบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ทั้งความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารนั้น เป็นความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากเด็กหญิงณภาพรรณไปโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจาร ดังนั้นการที่จำเลยกระทำอนาจารเด็กหญิงณภาพรรณผู้เสียหายหลังจากนั้น จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างกรรมต่างวาระกับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารดังกล่าว ทั้งจำเลยพรากเด็กหญิงณภาพรรณไปเพื่อการอนาจารถึง ๒ ครั้ง ต่างวันเวลากัน และกระทำอนาจารเด็กหญิงณภาพรรณผู้เสียหายหลังจากนั้นอีก ๒ ครั้ง ตามคำฟ้องโจทก์ข้อ ๑ ก. ถึง ข้อ ๑ ข. และข้อ ๑ ง. ถึง ข้อ ๑ จ. การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ เมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ซึ่งโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องมาแล้วได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 317 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบัวใหญ่
จำเลย — นายชานนท์ ปัญญาค้อ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายณัฐกิตติ์ มฤคินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา