คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5229/2544
#42018
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 และประกาศข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 มิได้บัญญัติห้ามมิให้ทนายความเข้าเป็นทนายความโดยวิธีสัญญาแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความดังเช่น พระราชบัญญัติทนายความสองฉบับแรก (ที่ยกเลิก) ฉะนั้น สัญญาจ้างว่าความที่พิพาทที่ระบุว่า "คิดค่าทนายความร้อยละ 20 ของยอดทุนทรัพย์ 17,188,356 บาท โดยชำระค่าทนายความเมื่อบังคับคดีได้ กรณีบังคับคดีได้เพียงบางส่วนก็คิดค่าทนายความบางส่วนที่บังคับคดีได้ และถ้าคดีมีการยอมความกันคิดค่าทนายความร้อยละ 10 ของยอดเงินที่ยอมความ" จึงไม่ขัดต่อกฎหมายและข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณค่าทนายความระหว่างโจทก์จำเลย หาเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ สัญญาจ้างว่าความที่พิพาทจึงไม่เป็นโมฆะ

สัญญาจ้างว่าความที่พิพาทไม่มีข้อใดที่มีลักษณะเป็นการเสี่ยงโชคและไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะได้เสียกันโดยอาศัยเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอน เป็นข้อแพ้ชนะกันระหว่างโจทก์จำเลย แต่เป็นสัญญาจ้างทำของที่โจทก์ต้องลงแรงว่าต่างให้แก่จำเลยซึ่งเป็นลูกความ จึงหาใช่เป็นการพนันขันต่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 853 ไม่

เมื่อโจทก์เป็นทนายความฟ้อง ร. และ ค. แล้วมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมา ร. และ ค. ผิดสัญญา โจทก์ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ดำเนินการบังคับคดี ซึ่ง ร. และ ค. ได้นำเงินมาวางชำระที่ศาลแล้ว ดังนี้ โจทก์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยได้ดำเนินการบังคับคดีแล้ว ซึ่งต่อมา ร. และ ค. ได้วางเงินชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะถูกจำเลยฟ้องคดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้โดยการว่าจ้างทนายความคนอื่นหรือเพราะการบังคับคดี ยึดทรัพย์ก็ตาม ถือว่ามีการบังคับคดีและจำเลยได้รับชำระหนี้แล้วโจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าจ้างว่าความจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,260,250 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,835,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางสุขสราญ นะรา ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,810,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมจำเลยได้ว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 15721/2535 ของศาลแพ่ง ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า สัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นโมฆะหรือไม่ รายละเอียดในสัญญาเอกสารหมาย จ.11 ระบุว่า "คิดค่าทนายความร้อยละ 20 ของยอดทุนทรัพย์ 17,188,356 บาท โดยชำระค่าทนายความเมื่อบังคับคดีได้ กรณีบังคับคดีได้เพียงบางส่วนก็คิดค่าทนายความบางส่วนที่บังคับคดีได้ และถ้าคดีมีการยอมความกันคิดค่าทนายความร้อยละ 10 ของยอดเงินที่ยอมความ" ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า สัญญาจ้างว่าความดังกล่าวเป็นโมฆะเพราะคิดค่าจ้างว่าความโดยแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความ อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและเป็นการพนันขันต่อนั้น เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2477 มาตรา 12(2) ระบุห้ามไม่ให้ทนายความว่าต่างแก้ต่างโดยวิธีสัญญาแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความ และตามพระราชบัญญัติทนายความพ.ศ. 2508 ที่มิได้บัญญัติห้ามข้อนี้ไว้โดยตรง แต่บัญญัติไว้ในมาตรา 17 วรรคหนึ่งว่า ทนายความต้องปฏิบัติให้ต้องตามมรรยาททนายความตามที่เนติบัณฑิตยสภากำหนด การกำหนดมรรยาททนายความให้เนติบัณฑิตยสภาตราเป็นข้อบังคับและประกาศในราชกิจจานุเบกษาและวรรคสองว่า ทนายความผู้ใดฝ่าฝืนข้อความที่เนติบัณฑิตยสภาตราขึ้นตามวรรคก่อนทนายความผู้นั้นประพฤติผิดมรรยาททนายความ และพระราชบัญญัติทนายความฉบับดังกล่าว มาตรา 41 บัญญัติว่าในระหว่างที่เนติบัณฑิตยสภายังมิได้ตราข้อบังคับขึ้นตามมาตรา 17 ให้ถือว่าความในมาตรา 12(1)(2)(3) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2477 และข้อบังคับของเนติบัณฑิตยสภาว่าด้วยมรรยาททนายความ... เป็นเสมือนข้อบังคับที่เนติบัณฑิตยสภาได้ตราขึ้นตามมาตา 17 ก็ตามแต่ต่อมามีพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 และประกาศข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2529 ที่คณะกรรมการสภาทนายความออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ออกใช้บังคับโดยมิได้บัญญัติห้ามมิให้ทนายความเข้าเป็นทนายความโดยวิธีสัญญาแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความดังเช่นพระราชบัญญัติทนายความสองฉบับแรกแต่อย่างใด ฉะนั้น สัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ. 11 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2534 จึงไม่ขัดต่อกฎหมายปัญหาว่าข้อกำหนดตามสัญญาจ้างว่าความดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 15721/2535 ของศาลแพ่ง ตามสำเนาเอกสารหมายจ.1 ทุนทรัพย์พิพาทในคดีจำนวน 20,694,520 บาท แต่โจทก์คิดค่าทนายความเพียงร้อยละ 20 ของทุนทรัพย์ 17,188,356 บาท และลดส่วนลงหากบังคับคดีได้เพียงบางส่วน หรือมีการประนีประนอมยอมความกัน เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณค่าทนายความระหว่างโจทก์จำเลยหาเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ สัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.11จึงไม่เป็นโมฆะ ปัญหาประการต่อมาว่าสัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.11 จึงไม่เป็นโมฆะ ปัญหาประการต่อมาว่าสัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นการพนันขันต่อหรือไม่นั้น เห็นว่าตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า การพนัน หมายความว่า การเล่นเอาเงินหรือสิ่งอื่นด้วยการเสี่ยงโชคหรือฝีมือส่วนคำว่า ขันต่อหมายความว่าการต่อรองซึ่งได้เสียกันโดยอาศัยเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอนเป็นข้อแพ้ชนะ สัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.11ไม่มีข้อใดที่มีลักษณะเป็นการเสี่ยงโชคและไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะได้เสียกันโดยอาศัยเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอนเป็นข้อแพ้ชนะกันระหว่างโจทก์จำเลยแต่เป็นสัญญาจ้างทำของที่โจทก์ต้องลงแรงว่าต่างให้แก่จำเลยซึ่งเป็นลูกความจึงหาใช่เป็นการพนันขันต่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 853 ไม่

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์ดำเนินการบังคับคดีแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อโจทก์เป็นทนายความฟ้องนายเริ่มรัฐ จิตรภักดี กับนายคะเน็ต ผดุงชีวิต ตามเอกสารหมาย จ.1 แล้วมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลแพ่งพิพากษาตามยอมตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ต่อมาจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวผิดสัญญา โจทก์ในฐานะทนายความได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ดำเนินการบังคับคดีตามเอกสารหมาย จ.10 เดือนมิถุนายน 2537 จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวได้นำเงินมาวางชำระที่ศาลแพ่งแล้ว เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.10 โจทก์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยได้ดำเนินการบังคับคดีแล้ว ซึ่งต่อมาจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวได้วางเงินชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็นเพราะถูกจำเลยฟ้องคดีอาญา ฐานโกงเจ้าหนี้โดยการว่าจ้างทนายความคนอื่น หรือเพราะการบังคับคดียึดทรัพย์ก็ตามถือว่ามีการบังคับคดีและจำเลยได้รับชำระหนี้แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าจ้างว่าความจากจำเลย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 853
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2477
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เสริมสุข นะรา โดยนาง สุขสราญ นะรา ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาง สมาน เหมศิริ
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5229/2544
#98674
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. 2528 และประกาศข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ที่คณะกรรมการสภาทนายความออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวออกใช้บังคับมิได้บัญญัติห้ามมิให้ทนายความเข้าเป็นทนายความโดยวิธีสัญญาแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความ ฉะนั้น สัญญาจ้างว่าความที่ระบุว่า "คิดค่าทนายความร้อยละ 20 ของยอดทุนทรัพย์ โดยชำระค่าทนายความเมื่อบังคับคดีได้ กรณีบังคับคดีได้เพียงบางส่วนก็คิดค่าทนายความบางส่วนที่บังคับคดีได้ และถ้าคดีมีการยอมความกันคิดค่าทนายความร้อยละ 10 ของยอดเงินที่ยอมความ" จึงไม่ขัดต่อกฎหมาย ส่วนข้อตกลงที่ให้คิดค่าทนายความเป็นร้อยละของทุนทรัพย์ และลดส่วนลงหากบังคับคดีได้เพียงบางส่วน หรือมีการประนีประนอมยอมความกัน เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณค่าทนายความ หาเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ สัญญาจ้างว่าความจึงไม่เป็นโมฆะ และตามสัญญาจ้างว่าความเมื่อไม่มีข้อใดที่มีลักษณะเป็นการเสี่ยงโชค และไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะได้เสียกันโดยอาศัยเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอนเป็นข้อแพ้ชนะกัน แต่เป็นสัญญาจ้างทำของที่ทนายความต้องลงแรงว่าต่างให้แก่ลูกความจึงหาใช่เป็นการพนันขันต่อตาม ป.พ.พ. มาตรา 853 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้เป็นทนายความแก้ต่างในคดีแพ่งของศาลชั้นต้น โดยตกลงค่าทนายความเป็นเงิน 30,000 บาท และว่าต่างในคดีแพ่งของศาลแพ่ง โดยตกลงค่าทนายความเป็นเงินร้อยละ 20 ของยอดทุนทรัพย์ 17,188,356 บาท และถ้าคดีมีการยอมความกันคิดค่าทนายความเพียงร้อยละ 10 ของยอดเงินที่ยอมความกัน ซึ่งต่อมาโจทก์จำเลยในคดีดังกล่าวตกลงยอมความกัน โดยจำเลยในคดีดังกล่าวจะต้องชำระเงินให้แก่จำเลยคดีนี้เป็นเงิน 18,000,000 บาท คิดเป็นค่าทนายความที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,800,000 บาท ต่อมาในคดีดังกล่าว นายมนัสสามีจำเลยได้ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม จำเลยไม่ยินยอม จึงได้ว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความคัดค้านโดยตกลงค่าทนายความเป็นเงิน 1,000,000 บาท ต่อมาจำเลยในคดีดังกล่าวผิดนัดไม่ยอมชำระเงินตามคำพิพากษาตามยอมให้แก่จำเลยคดีนี้ จำเลยจึงได้มอบอำนาจให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการบังคับคดี โจทก์ได้ออกเงินสำรองจ่ายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีเป็นเงิน 5,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,835,000 บาท แต่จำเลยได้ถอนโจทก์ออกจากการเป็นทนายความและถอนการมอบอำนาจในการบังคับคดี เป็นการขัดขวางเพื่อไม่ให้เงื่อนไขในการที่จำเลยจะต้องชำระหนี้ให้โจทก์บรรลุผล จึงเป็นการผิดสัญญากับโจทก์ ในที่สุดจำเลยในคดีดังกล่าวได้ชำระหนี้แล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,260,250 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,835,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางสุขสำราญทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,810,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมจำเลยได้ว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 15721/2535 ของศาลแพ่ง ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า สัญญาจ้างว่าความเป็นโมฆะหรือไม่ รายละเอียดในสัญญาดังกล่าวระบุว่า "คิดค่าทนายความร้อยละ 20 ของยอดทุนทรัพย์ 17,188,356 บาท โดยชำระค่าทนายความเมื่อบังคับคดีได้ กรณีบังคับคดีได้เพียงบางส่วนก็คิดค่าทนายความบางส่วนที่บังคับคดีได้ และถ้าคดีมีการยอมความกันคิดค่าทนายความร้อยละ 10 ของยอดเงินที่ยอมความ" ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าสัญญาจ้างว่าความดังกล่าวเป็นโมฆะเพราะคิดค่าจ้างว่าความโดยแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความ อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและเป็นการพนันขันต่อนั้น เห็นว่า แม้ตาม พ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. 2477 มาตรา 12 (2) ระบุห้ามไม่ให้ทนายความว่าต่างแก้ต่างโดยวิธีสัญญาแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความ และตาม พ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. 2508 ที่มิได้บัญญัติห้ามข้อนี้ไว้โดยตรง แต่บัญญัติไว้ในมาตรา 17 วรรคหนึ่ง ว่า ทนายความต้องปฏิบัติให้ต้องตามมรรยาททนายความตามที่เนติบัณฑิตยสภากำหนด การกำหนดมรรยาททนายความให้เนติบัณฑิตยสภาตราเป็นข้อบังคับและประกาศในราชกิจจานุเบกษา และวรรคสองว่า ทนายความผู้ใดฝ่าฝืนข้อความที่เนติบัณฑิตยสภาตราขึ้นตามวรรคก่อน ทนายความผู้นั้นประพฤติผิดมรรยาททนายความ และ พ.ร.บ. ทนายความฉบับดังกล่าว มาตรา 41 บัญญัติว่า ในระหว่างที่เนติบัณฑิตยสภายังมิได้ตราข้อบังคับขึ้นตามมาตรา 17 ให้ถือว่าความในมาตรา 12 (1) (2) (3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. 2477 และข้อบังคับของเนติบัณฑิตยสภาว่าด้วยมรรยาททนายความ... เป็นเสมือนข้อบังคับที่เนติบัณฑิตยสภาได้ตราขึ้นตามมาตรา 17 ก็ตาม แต่ต่อมามี พ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. 2528 และประกาศข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2529 ที่คณะกรรมการสภาทนายความออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวออกใช้บังคับโดยมิได้บัญญัติห้ามมิให้ทนายความเข้าเป็นทนายความโดยวิธีสัญญาแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความดังเช่น พ.ร.บ. ทนายความสองฉบับแรกแต่อย่างใด ฉะนั้น สัญญาจ้างว่าความดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย ปัญหาว่าข้อกำหนดตามสัญญาจ้างว่าความดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 15721/2535 ของศาลแพ่ง ทุนทรัพย์พิพาทในคดีจำนวน 20,694,520 บาท แต่โจทก์คิดค่าทนายความเพียงร้อยละ 20 ของทุนทรัพย์ 17,188,356 บาท และลดส่วนลงหากบังคับคดีได้เพียงบางส่วน หรือมีการประนีประนอมยอมความกัน เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณค่าทนายความระหว่างโจทก์จำเลย หาเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ สัญญาจ้างว่าความจึงไม่เป็นโมฆะ ปัญหาประการต่อมาว่าสัญญาจ้างว่าความดังกล่าวเป็นการพนันขันต่อหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า การพนัน หมายความว่า การเล่นเอาเงินหรือสิ่งอื่นด้วยการเสี่ยงโชคหรือฝีมือ ส่วนคำว่า ขันต่อ หมายความว่า การต่อรองซึ่งได้เสียกันโดยอาศัยเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอนเป็นข้อแพ้ชนะ สัญญาจ้างว่าความดังกล่าวไม่มีข้อใดที่มีลักษณะเป็นการเสี่ยงโชคและไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะได้เสียกันโดยอาศัยเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอนเป็นข้อแพ้ชนะกันระหว่างโจทก์จำเลย แต่เป็นสัญญาจ้างทำของที่โจทก์ต้องลงแรงว่าต่างให้แก่จำเลยซึ่งเป็นลูกความ จึงหาใช่เป็นการพนันขันต่อตาม ป.พ.พ. มาตรา 853 ไม่

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์ดำเนินการบังคับคดีแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อโจทก์เป็นทนายความฟ้องนายเริ่มรัฐกับนายคะเน็ต แล้วมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลแพ่งพิพากษาตามยอม ต่อมาจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวผิดสัญญา โจทก์ในฐานะทนายความได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ดำเนินการบังคับคดี เดือนมิถุนายน 2537 จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวได้นำเงินมาวางชำระที่ศาลแพ่งแล้ว เห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยได้ดำเนินการบังคับคดีแล้ว ซึ่งต่อมาจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวได้วางเงินชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะถูกจำเลยฟ้องคดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้โดยการว่าจ้างทนายความคนอื่นหรือเพราะการบังคับคดียึดทรัพย์ก็ตาม ถือว่ามีการบังคับคดีและจำเลยได้รับชำระหนี้แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าจ้างว่าความจากจำเลย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 194 ม. 587 ม. 602 ม. 605 ม. 853
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2477 ม. 12 (2)
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2508 ม. 17 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสริมสุข นะรา โดยนางสุขสราญ นะรา ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางสมาน เหมศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายณรงค์ สุธรรมโกศล
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4573 -ที่ 5228/2544
#41211
เปิดฉบับเต็ม

เงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเป็นรางวัลในการปฏิบัติงานเท่านั้น มิใช่เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายเป็นการตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง เงินโบนัสจึงมิใช่ค่าจ้างตามความหมายในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 เมื่อเงินโบนัสไม่ใช่ค่าจ้าง การที่นายจ้างไม่จ่ายเงินโบนัสแก่ลูกจ้างจึงมิใช่กรณีที่นายจ้างจงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างและต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา 9 วรรคสอง

ข้อบังคับของธนาคารจำเลยที่ระบุว่า จำเลยจะพิจารณาจ่ายโบนัสให้ปีละ 2 ครั้ง ภายหลังการปิดบัญชีประจำงวด นั้นแม้จำเลยจะจ่ายโบนัสครั้งแรกพร้อมเงินเดือนในเดือนมิถุนายนโดยตลอดก็เป็นเพียงวิธีปฏิบัติ ถือไม่ได้ว่าเป็นกำหนดเวลาจ่ายเงินโบนัสครั้งแรก หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดชำระ จำเลยจะตกเป็นลูกหนี้ผู้ผิดนัดต่อเมื่อโจทก์บอกกล่าวทวงถามก่อน

จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีอยู่เดิมแล้ว การที่จำเลยยื่นข้อเรียกร้องต่อสหภาพแรงงาน ธ. และต่อมาได้มีการจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเกี่ยวกับเงินโบนัสขึ้นใหม่ ภายหลังที่โจทก์พ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยแล้วข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าว ก็ไม่มีผลผูกพันโจทก์โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามอัตราเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้ากับคดีอื่นอีกหนึ่งสำนวน ซึ่งโจทก์ได้ขอถอนฟ้องในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางโดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 222 และโจทก์ที่ 224 ถึงที่ 656 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งหมดเป็นลูกจ้างของจำเลย ในระหว่างการทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องเงินโบนัสว่า จำเลยจะจ่ายโบนัสให้พนักงานปีละ 2 ครั้ง และพนักงานที่มีสิทธิได้รับโบนัสจะต้องปฏิบัติงานในงวดนั้นไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และต้องอยู่ปฏิบัติงานจนถึงวันสิ้นงวดบัญชี และได้กำหนดอัตราการจ่ายเงินโบนัสแก่ลูกจ้างตามขั้นของตำแหน่งงานของลูกจ้างแต่ละคนและวันสิ้นงวดบัญชีงวดที่ 1 คือวันที่ 30 มิถุนายน และงวดที่ 2คือวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี ดังนี้สำหรับปี 2541 จำเลยจึงต้องจ่ายเงินโบนัสงวดที่ 1 ในวันที่ 28 มิถุนายน 2541 โจทก์ทุกคนอยู่ปฏิบัติงานถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2541 จึงมีสิทธิได้รับโบนัสงวดที่ 1 คนละประมาณ 3 เดือน ซึ่งจำเลยต้องจ่ายในวันที่ 28มิถุนายน 2541 แต่ถึงวันดังกล่าวจำเลยไม่ยอมจ่ายจนกระทั่งวันที่ 10 และ 28 สิงหาคม 2541 จึงจ่ายให้โจทก์ทุกคนในอัตราเพียงคนละหนึ่งเท่าของเงินเดือนคงค้างจ่ายอยู่ประมาณคนละสองเท่าของเงินเดือน ถือว่าจำเลยผิดนัดจ่ายเงินค่าตอบแทนการทำงานหรือเงินโบนัสงวดที่ 1 แก่โจทก์ทุกคนโดยจงใจและไม่มีเหตุผลอันสมควรและโจทก์ทุกคนไม่ได้ตกลงยินยอมด้วยจำเลยจึงต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสิบห้าของเงินโบนัสที่ค้างจ่ายทุกระยะเจ็ดวันนับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2541 คิดถึงวันฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัสและเงินเพิ่มตามฟ้องและจ่ายเงินเพิ่มต่อไป นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทุกคน

จำเลยทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนให้การว่า โจทก์ทุกคนไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสเพราะในปี 2541 จำเลยทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสว่าให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสเพียง 1 งวด โดยแบ่งจ่ายในอัตรา 1 เท่าของเงินเดือนในวันที่ 10 สิงหาคม 2541 และให้จ่ายส่วนที่เหลือตามอัตราที่พนักงานแต่ละลำดับชั้นพึงได้รับต่อ 1 งวดหรือครึ่งหนึ่งตามข้อตกลงร่วมข้อ 1 ปี 2536 ให้แก่พนักงานที่มีสภาพพนักงานถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 โดยจำเลยตกลงจ่ายภายในเดือนธันวาคม 2541 โจทก์ที่เป็นพนักงานระดับผู้บังคับบัญชาก็ไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสเพราะพนักงานเหล่านั้นและจำเลยไม่เคยทำข้อตกลงใด ๆกำหนดอัตราและหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสไว้เลย ทั้งไม่อาจอ้างสิทธิประโยชน์ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างจำเลยและสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นพนักงานที่ไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาจำเลยไม่เคยผิดนัดในการจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์ทุกคน เพราะไม่เคยมีข้อตกลงว่าจะจ่ายเงินดังกล่าวในวันใด สำหรับปี 2541 มีปัญหาเรื่องผลประกอบการที่จำเลยต้องพิจารณาประกอบในการจ่ายเงินโบนัสและได้เจรจากับฝ่ายลูกจ้างมาโดยตลอดจนถึงใกล้สิ้นปีจึงสามารถตกลงกันได้ กรณีไม่ใช่การจงใจผิดนัดโดยไม่มีเหตุอันสมควรทั้งเงินโบนัสก็ไม่ใช่ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดหรือเงินประกันซึ่งลูกจ้างจะเรียกเงินเพิ่มได้ในกรณีที่นายจ้างผิดนัด ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลง โจทก์ที่ 223ขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์โจทก์ทุกคนเคยเป็นลูกจ้างของจำเลย โจทก์บางรายเป็นลูกจ้างระดับพนักงานบางรายเป็นพนักงานระดับผู้บังคับบัญชา ในเรื่องเงินโบนัสจำเลยและสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพได้ทำข้อตกลงร่วมกันตลอดมาตั้งแต่ปี 2523 ถึง 2536 ตามข้อตกลงเอกสารหมาย จ.ล.1ต่อมามีข้อตกลงระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม ถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 และข้อตกลงฉบับล่าสุดระหว่างวันที่ 13 สิงหาคม ถึงวันที่ 25ธันวาคม 2541 ตามข้อตกลงเอกสารหมาย จ.ล.2 และ จ.ล.3ตามลำดับ โดยก่อนทำข้อตกลงฉบับหลังโจทก์ทุกคนพ้นสภาพการเป็นพนักงานแล้วตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย จ.ล.4 ก็ระบุเรื่องเงินโบนัสไว้ในข้อ 6.1 จำเลยและสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกรุงเทพมีข้อตกลงร่วมตามเอกสารหมาย จ.ล.5 โจทก์ทุกคนทำงานกับจำเลยจนพ้นเดือนมิถุนายน 2541 โดยทยอยออกจากงานตั้งแต่เดือนกรกฎาคมสิงหาคม กันยายนและพฤศจิกายน 2541 และจำเลยจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ทุกคน คนละ 1 เดือน เมื่อวันที่ 10 และ 28 สิงหาคม2541 แล้ววินิจฉัยว่า ตามข้อลงร่วมฉบับใหม่เอกสารหมาย จ.ล.3ทำขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2541 เป็นต้นไป ซึ่งขณะทำข้อตกลงโจทก์ทุกคนพ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยแล้ว ข้อตกลงนั้นจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ดังกล่าว ซึ่งต้องมีสิทธิตามข้อตกลงเดิม ส่วนโจทก์ทุกคนมีสิทธิเรียกเงินโบนัสพร้อมเงินเพิ่มตามฟ้องหรือไม่เพียงใดนั้น เห็นว่าอัตราเงินโบนัสที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทุกคนมาโดยตลอดเป็นอัตราแน่นอนตั้งแต่ปี 2537 นั้นเกิดจากข้อตกลงแม้ตามหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสจำเลยมีสิทธินำผลการปฏิบัติงานมาพิจารณาประกอบได้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบไม่ปรากฏว่ามีลูกจ้างรายใดมีผลการปฏิบัติงานไม่น่าพอใจ และต้องคิดเงินโบนัสจากอัตราที่กำหนดแน่นอนไว้แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทุกคนมีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามอัตราที่ฟ้องและที่คู่ความทำบัญชีร่วมเสนอต่อศาล ส่วนในข้อที่มีการกำหนดวันจ่ายเงินโบนัสไว้ชัดเจนหรือไม่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า มีการกำหนดวันจ่ายเงินโบนัสไว้แน่นอนมีเพียงระเบียบข้อบังคับในการทำงานตามเอกสารหมาย จ.ล.4กำหนดเพียงว่าจ่ายภายหลังวันปิดบัญชีประจำงวดสำหรับคดีนี้หมายถึงจ่ายภายหลังวันสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 ซึ่งเป็นวันปิดงวดบัญชีงวดแรก ส่วนที่โจทก์ทุกคนนำสืบว่า จำเลยจ่ายพร้อมเงินเดือนในเดือนมิถุนายนมาโดยตลอด ก็เป็นเพียงวิธีปฏิบัติกรณีถือไม่ได้ว่าเป็นกำหนดจ่ายเงินโบนัส หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่ไม่กำหนดชำระ จำเลยจะตกเป็นลูกหนี้ผู้ผิดนัดเมื่อโจทก์บอกกล่าวทวงถามแล้ว โจทก์ทุกคนไม่ได้นำสืบให้ชัดว่าทวงถามแล้วเมื่อใด จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดต้องจ่ายดอกเบี้ยนับแต่วันใดก่อนวันฟ้อง คงถือได้ว่าจำเลยผิดนัดนับแต่วันฟ้อง ส่วนที่โจทก์ทุกคนเรียกเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าทุกระยะเจ็ดวัน นับแต่วันที่ 28มิถุนายน 2541 ซึ่งอ้างว่าเป็นวันผิดนัด เนื่องจากเงินโบนัสมิใช่ค่าจ้างค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด เงินประกันหรือค่าชดเชยและค่าชดเชยพิเศษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 9 โจทก์ทุกคนจึงไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่ม เนื่องจากโบนัสเป็นหนี้เงินค้างชำระ เห็นสมควรกำหนดดอกเบี้ยให้โจทก์ทุกคนร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินโบนัสนับแต่วันฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 52 พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องแต่ละสำนวนแก่โจทก์ทั้งหกร้อยห้าสิบหกคน (ที่ถูกน่าจะเป็นโจทก์ทั้งหกร้อยห้าสิบห้าคน)รายละเอียดจำนวนเงินโบนัสของโจทก์แต่ละคนอยู่ในช่องโบนัสที่เรียกเพิ่มตามบัญชีท้ายคำพิพากษา

โจทก์และจำเลยทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า ตามข้อบังคับเอกสารหมาย จ.ล.4 กำหนดจ่ายเงินโบนัสภายหลังวันปิดบัญชีประจำงวด ซึ่งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จ่ายภายหลังสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 โจทก์ทุกคนเห็นว่าเงินโบนัสเป็นหนี้ที่มีกำหนดชำระหรือกำหนดจ่ายที่แน่นอนจำเลยจะต้องจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ทุกคนภายในวันที่ 28 มิถุนายน 2541เนื่องจากเป็นข้อตกลงที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 หรือหากเห็นว่าจะต้องชำระตามข้องบังคับเอกสารหมาย จ.ล.4 ก็ต้องจ่ายไม่เกินวันที่ 7 กรกฎาคม2541 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9วรรคสอง เพราะเงินโบนัสถือว่าเป็นค่าจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาการชำระเงินไว้เพียง 7 วัน มิใช่จนกว่าโจทก์ทุกคนจะทวงถาม เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติถือว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2541 และที่โจทก์ทุกคนอุทธรณ์ข้อ 2.2 ว่าโจทก์ทุกคนมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าทุกระยะเจ็ดวันทั้งเงินโบนัสเป็นสภาพการจ้าง เป็นค่าจ้างและเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 5 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2540มาตรา 5 นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อไปพร้อมกัน เห็นว่า ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ให้คำนิยามคำว่า "สภาพการจ้าง"หมายความว่า "เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้างสวัสดิการ การเลิกจ้างหรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน" กับมาตรา 5แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้คำนิยามคำว่า"ค่าจ้าง" หมายความว่า "เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง..." และมาตรา 9แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง...ไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด... ค่าชดเชยตามมาตรา 118 ค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 120 มาตรา 121 และมาตรา 122 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี" และตามมาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างจงใจ... ไม่จ่ายเงินตามวรรคหนึ่งโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนด... จ่ายให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน นั้นเห็นได้ว่าเงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นรางวัลในการปฏิบัติงานเท่านั้น มิใช่เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายเป็นการตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง เงินโบนัสจึงมิใช่ค่าจ้างตามความหมายในมาตรา 5แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2540 และมาตรา 5แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ในคำนิยามของคำว่า สภาพการจ้างเช่นนี้ เมื่อเงินโบนัสไม่ใช่ค่าจ้างแล้วการที่นายจ้างไม่จ่ายเงินโบนัสแก่ลูกจ้าง จึงมิใช่กรณีที่นายจ้างจงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างและต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินค่าจ้างค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน ตามมาตรา 9 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541ดังที่โจทก์ทุกคนอ้างมาในอุทธรณ์ ทั้งกรณีที่จะถือว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินโบนัสวันใดนั้น โจทก์ทุกคนอ้างว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2541 หรือหากจะถือข้อบังคับตามเอกสารหมายจ.ล.4 ก็คือในวันที่ 7 กรกฎาคม 2541 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคสอง เพราะเงินโบนัสเป็นค่าจ้างนั้น เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าเงินโบนัสไม่ใช่ค่าจ้าง กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 9 วรรคสอง ที่จำเลยจะต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ถึงกำหนดจ่าย คดีนี้คู่ความรับข้อเท็จจริงกันว่า ตามเอกสารหมาย จ.2 บทที่ 4 เรื่องค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่น ๆ ข้อ 2 โบนัส ในข้อ 2.1 ธนาคารจ่ายเงินโบนัสให้กับพนักงานปีละ 2 ครั้ง และข้อ 2.2 พนักงานมีสิทธิได้รับโบนัสจะต้องปฏิบัติงานในงวดนั้นไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และอยู่ปฏิบัติงานจนถึงวันสิ้นงวดบัญชี และตามข้อบังคับของจำเลยตามเอกสารหมายจ.ล.4 ข้อ 6 เรื่องผลประโยชน์อื่นนอกเหนือเงินเดือนในข้อ 6.1 โบนัสธนาคารจำเลยจะพิจารณาจ่ายโบนัสให้ปีละ 2 ครั้ง ภายหลังการปิดบัญชีประจำงวด คดีนี้โจทก์ทั้งหมดทำงานกับจำเลยมาก่อนวันที่ 1มกราคม 2541 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2541 อันถือว่าเป็นวันสิ้นสุดในการปิดบัญชีประจำงวดที่หนึ่ง เมื่อพิจารณาเอกสารหมาย จ.2ประกอบข้อบังคับของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.ล.4 ข้อ 6.1แล้วข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่ามีการกำหนดจ่ายเงินโบนัสไว้แน่นอนวันใดที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามเอกสารหมาย จ.ล.4 กำหนดเพียงว่าการจ่ายเงินโบนัสให้จ่ายภายหลังวันปิดบัญชีประจำงวด คดีนี้ หมายถึงจ่ายภายหลังวันสิ้นเดือนมิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นวันปิดงวดบัญชีงวดแรก ที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยจ่ายพร้อมเงินเดือนในเดือนมิถุนายนโดยตลอดเป็นเพียงวิธีปฏิบัติกรณีถือไม่ได้ว่าเป็นกำหนดจ่ายเงินโบนัส หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดชำระ จำเลยจะตกเป็นลูกหนี้ผู้ผิดนัดต่อเมื่อโจทก์บอกกล่าวทวงถาม ซึ่งข้อเท็จจริงโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ชัดแจ้งว่าทวงถามเมื่อใด ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดต้องจ่ายดอกเบี้ยนับแต่วันใดก่อนฟ้อง คงถือได้ว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันฟ้องนั้นชอบแล้ว ส่วนในข้อที่โจทก์ทุกคนอุทธรณ์เรียกเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าทุกระยะเวลาเจ็ดวันนั้น เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่าเงินโบนัสไม่ใช่ค่าจ้าง โจทก์ทุกคนจึงไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มตามบทบัญญัติมาตรา 9 ดังกล่าว

ส่วนในข้อที่จำเลยทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนอุทธรณ์ว่าตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย จ.ล.2 เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งจำเลยได้จัดทำกับสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ ย่อมมีผลผูกพันและก่อให้เกิดสิทธิแก่ลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานดังกล่าว หากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างสิ้นผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ลูกจ้างก็ไม่อาจอ้างสิทธิตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นได้ คดีนี้ภายหลังจำเลยปิดบัญชีงวดแรกปี 2541 จำเลยมีภาระที่จะต้องจ่ายเงินโบนัสแก่พนักงานของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.ล.4 ข้อ 6.1 นับตั้งแต่วันปิดงวดบัญชีคือวันที่ 30มิถุนายน 2541 ซึ่งนับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2541อันเป็นวันที่จำเลยได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ ในเรื่องเงินโบนัสของปี 2541 ตามเอกสารหมาย จ.ล.3 จำเลยยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดการจ่ายเงินโบนัสจำเลยยังสามารถอาศัยขั้นตอนตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างในส่วนของเงินโบนัสตามที่จำเลยได้ยื่นข้อเรียกร้องในเรื่องเงินโบนัสต่อสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2541 ได้ในวันที่โจทก์ทุกคนออกจากงานเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 โจทก์ยังไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสงวดแรกของปี 2541 เนื่องจากอยู่ในระหว่างการพิจารณาและเจรจาต่อรองตามกฎหมาย โจทก์ทุกคนมีสิทธิได้รับเงินโบนัสงวดแรกปี 2541 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 อันเป็นวันทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย จ.ล.3 ทำให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องเงินโบนัสเดิมสิ้นผลไป จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดตกลงกันไว้เดิมนั้น เห็นว่า ตามคู่มือการบริหารงานบุคคลเอกสารหมาย จ.2 ระบุว่า ธนาคารจะจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานปีละ 2 ครั้ง พนักงานที่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสจะต้องปฏิบัติงานในงวดนั้นไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และต้องอยู่ปฏิบัติงานจนถึงวันสิ้นงวดบัญชีงวดแรกคือวันที่ 30 มิถุนายน2541 ปรากฏว่าโจทก์ทุกคนทำงานกับจำเลยมาก่อนวันที่ 1 มกราคม2541 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2541 โจทก์ทุกคนจึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสในงวดบัญชีแรกของจำเลย ตามข้อบังคับของจำเลยเอกสารหมายจ.ล.4 และข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย จ.ล.2เมื่อจำเลยไม่จ่ายให้ครบถ้วนจึงตกเป็นผู้ผิดนัดดังได้วินิจฉัยมาข้างต้นการที่จำเลยยื่นข้อเรียกร้องต่อสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2541 และต่อมาได้มีการจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างขึ้นภายหลังที่โจทก์ทุกคนพ้นสภาพการเป็นนักงานของจำเลยแล้ว ดังนั้น ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 25ธันวาคม 2541 ซึ่งให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2541จึงหามีผลผูกพันโจทก์ทุกคนไม่ โจทก์ทุกคนมีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย จ.ล.2 เดิมที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 224
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 9
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศักดิ์ชัย วิชัยเมฆพัตร
จำเลย — บริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4573 -ที่ 5228/2544
#69236
เปิดฉบับเต็ม

เงินโบนัสที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นรางวัลในการปฏิบัติงานมิใช่เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายเป็นการตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง จึงมิใช่ค่าจ้างตามความหมายในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ในคำนิยามของคำว่าสภาพการจ้าง การที่นายจ้างไม่จ่ายเงินโบนัสแก่ลูกจ้างจึงมิใช่กรณีที่นายจ้างจงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างที่ต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินค่าจ้างค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวันตามมาตรา 9 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

คู่มือการบริหารงานบุคคลระบุว่า ธนาคารนายจ้างจะจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานปีละ 2 ครั้ง พนักงานที่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสจะต้องปฏิบัติงานในงวดนั้นไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และต้องอยู่ปฏิบัติงานจนถึงวันสิ้นงวดบัญชีงวดแรกคือวันที่ 30 มิถุนายน 2541 โจทก์เป็นพนักงานของจำเลย ทำงานกับจำเลยมาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2541 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2541 จึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสในงวดบัญชีแรกของจำเลยตามข้อบังคับของจำเลยและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เมื่อจำเลยไม่จ่ายให้ครบถ้วนจึงตกเป็นผู้ผิดนัด การที่จำเลยยื่นข้อเรียกร้องต่อสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2541 แต่มีการจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างขึ้นภายหลังโจทก์พ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยแล้ว ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จัดทำขึ้นดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้ากับคดีอื่นอีกหนึ่งสำนวน ซึ่งโจทก์ได้ขอถอนฟ้องในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางโดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 222 และโจทก์ที่ 224 ถึงที่ 656 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัสและเงินเพิ่มตามฟ้องแต่ละสำนวนและจ่ายเงินเพิ่มต่อไป นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทุกคน

จำเลยทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ที่ 223 ขอถอนฟ้องศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องแต่ละสำนวนแก่โจทก์ทั้งหกร้อยห้าสิบหกคน (ที่ถูกน่าจะเป็นโจทก์ทั้งหกร้อยห้าสิบห้าคน) รายละเอียดจำนวนเงินโบนัสของโจทก์แต่ละคนอยู่ในช่องโบนัสที่เรียกเพิ่มตามบัญชีท้ายคำพิพากษา

โจทก์และจำเลยทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า ตามข้อบังคับเอกสารหมาย จ.ล. 4 กำหนดจ่ายเงินโบนัสภายหลังวันปิดบัญชีประจำงวด ซึ่งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จ่ายภายหลังสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 โจทก์ทุกคนเห็นว่าเงินโบนัสเป็นหนี้ที่มีกำหนดชำระหรือกำหนดจ่ายที่แน่นอน จำเลยจะต้องจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ทุกคนภายในวันที่ 28 มิถุนายน 2541 เนื่องจากเป็นข้อตกลงที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 หรือหากเห็นว่าจะต้องชำระตามข้อบังคับเอกสารหมาย จ.ล. 4 ก็ต้องจ่ายไม่เกินวันที่ 7 กรกฎาคม 2541 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง เพราะเงินโบนัสถือว่าเป็นค่าจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว มีกำหนดระยะเวลาการชำระเงินไว้เพียง 7 วัน มิใช่จนกว่าโจทก์ทุกคนจะทวงถาม เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติถือว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2541 และที่โจทก์ทุกคนอุทธรณ์ข้อ 2.2 ว่า โจทก์ทุกคนมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าทุกระยะเจ็ดวัน ทั้งเงินโบนัสเป็นสภาพการจ้าง เป็นค่าจ้างและเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อไปพร้อมกันเห็นว่า ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ให้คำนิยามคำว่า "สภาพการจ้าง" หมายความว่า "เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน" กับมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ให้คำนิยามคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า "เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง..." และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง...ไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด... ค่าชดเชยตามมาตรา 118 ค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 120 มาตรา 121 มาตรา 122 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี" และตามมาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างจงใจ...ไม่จ่ายเงินตามวรรคหนึ่งโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรเมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนด...จ่าย ให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน" นั้น เห็นได้ว่า เงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นรางวัลในการปฏิบัติงานเท่านั้น มิใช่เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายเป็นการตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง เงินโบนัสจึงมิใช่ค่าจ้างตามความหมายในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ในคำนิยามของคำว่า สภาพการจ้าง เช่นนี้ เมื่อเงินโบนัสไม่ใช่ค่าจ้างแล้ว การที่นายจ้างไม่จ่ายเงินโบนัสแก่ลูกจ้างจึงมิใช่กรณีที่นายจ้างจงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างและต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินค่าจ้างค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน ตามมาตรา 9 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังที่โจทก์ทุกคนอ้างมาในอุทธรณ์ ทั้งกรณีที่จะถือว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินโบนัสวันใดนั้น เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าเงินโบนัสไม่ใช่ค่าจ้าง กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 9 วรรคสอง ที่จำเลยจะต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ถึงกำหนดจ่าย ...

ตามคู่มือการบริหารงานบุคคล ระบุว่า ธนาคารจะจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานปีละ 2 ครั้ง พนักงานที่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสจะต้องปฏิบัติงานในงวดนั้นไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และต้องอยู่ปฏิบัติงานจนถึงวันสิ้นงวดบัญชีงวดแรกคือวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ปรากฏว่าโจทก์ทุกคนทำงานกับจำเลยมาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2541 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2541 โจทก์ทุกคนจึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสในงวดบัญชีแรกของจำเลย ตามข้อบังคับของจำเลยและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เมื่อจำเลยไม่จ่ายให้ครบถ้วนจึงตกเป็นผู้ผิดนัดดังได้วินิจฉัยมาข้างต้น การที่จำเลยยื่นข้อเรียกร้องต่อสหภาพแรงงานธนารคารกรุงเทพ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2541 และต่อมาได้มีการจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างขึ้นภายหลังที่โจทก์ทุกคนพ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยแล้ว ดังนั้นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ซึ่งให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2541 จึงหามีผลผูกพันโจทก์ทุกคนไม่ โจทก์ทุกคนมีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย จ.ล. 2 เดิม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งหกร้อยห้าสิบห้าสำนวนทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 10 ม. 19 ม. 20
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดิ์ชัย วิชัยเมฆพัตร กับพวก
จำเลย — บริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4565/2544
#69235
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่า โจทก์เบียดบังเอาทรัพย์สินของทางราชการไปขายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวอันเป็นการไม่ชอบทำให้ราชการเสียหายและอาจทำให้จำเลยซึ่งรับราชการในตำแหน่งเดียวกันกับโจทก์และปฏิบัติงานร่วมกันต้องร่วมรับผิดด้วยในการที่ทรัพย์สินของทางราชการขาดหายไป การที่จำเลยมีหนังสือร้องเรียนโจทก์เป็นการกระทำเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม จำเลยจึงไม่มีความผิดฐาน หมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 329 (1)

ประเด็นที่พิจารณาในชั้นศาลมีว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ไม่ได้พิจารณาว่าโจทก์กระทำความผิดหรือไม่ เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท แม้พยานหลักฐานในชั้นสอบสวนทางวินัยจะได้ความว่าโจทก์ไม่มีความผิดทางวินัย ก็ไม่ทำให้จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ ให้จำเลยลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ รายวันทั่วไปเป็นเวลา ๗ วัน เพื่อขอขมาโจทก์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ จำคุก ๓ เดือน และปรับ ๕,๐๐๐ บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษในคดีอาญามาก่อน ประกอบอาชีพราชการ มานาน มีคุณงามความดีอยู่ตามสมควร จึงยกโทษจำคุกจำเลยเสีย คงให้ปรับเพียงอย่างเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๕ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา ๒๙, ๓๐ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทำงานร่วมกันที่ภาควิชาทันตพยาธิวิทยา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ จำเลยมีหนังสือร้องเรียนไปถึงผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทางโทรศัพท์ สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีใจความว่า โจทก์นำสไลด์ฟันมนุษย์ชนิด ฝนแห้ง ๔๒๐ แผ่น และจุลพยาธิสไลด์ ๓๓๐ แผ่น ของภาควิชาทันตพยาธิวิทยา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนไปขายให้แก่คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยใช้ชื่อของ ว. กับ ก. เป็นผู้ขายและให้ค่าตอบแทนเป็นเงิน ๓,๐๐๐ บาท และ ๑,๐๐๐ บาท ตามลำดับ แล้วเก็บเงินผลประโยชน์ไว้ไม่นำส่งเป็นรายได้ของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อันเป็นการทุจริตเบียดบังทรัพย์สินของ ทางราชการไปขาย ซึ่งอาจทำให้จำเลยเสียหาย ขอให้ช่วยขจัดการทุจริตให้หมดสิ้นไป

เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมแล้ว เห็นว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่า โจทก์เบียดบังเอาทรัพย์สินของทางราชการไปขายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวอันเป็นการไม่ชอบ ทำให้ทางราชการเสียหายและอาจทำให้จำเลยซึ่งรับราชการในตำแหน่งเดียวกันกับโจทก์และปฏิบัติงานร่วมกันต้องร่วมรับผิดด้วยในการที่ทรัพย์สินของทางราชการขาดหายไป การที่จำเลยมีหนังสือร้องเรียนโจทก์ เป็นการกระทำเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙ (๑)

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า พยานปากต่าง ๆ ในชั้นสอบสวนทางวินัยของมหาวิทยาลัยมหิดล ให้การยืนยันว่าโจทก์ไม่มีความผิด แต่ทางมหาวิทยาลัยมหิดลผู้ครอบครองเอกสารดังกล่าวได้ส่งเอกสารให้โจทก์หลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้ว โจทก์ไม่มีโอกาสนำคำให้การดังกล่าวมาเป็นพยานในศาลชั้นต้น ขอให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้น สืบพยานใหม่นั้น เห็นว่า ประเด็นที่พิจารณาในชั้นศาลมีว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ไม่ได้พิจารณาว่าโจทก์กระทำความผิดหรือไม่ เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท แม้พยานหลักฐานในชั้นสอบสวนทางวินัยจะได้ความว่าโจทก์ไม่มีความผิดทางวินัย ก็ไม่ทำให้จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามฎีกาของโจทก์ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 329 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสังวาลย์ นาคี
จำเลย — นายโสภณ ปาละกุลหรือปาละกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายวิธูร คลองมีคุณ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน
ชื่อองค์คณะ
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4563/2544
#41210
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแล้ว จำเลยได้พูดผ่านเครื่องกระจายเสียงว่า โจทก์เป็นคนขี้โกงเอาที่สาธารณประโยชน์เป็นของตนเอง เพื่อให้ประชาชนต่อต้านการกระทำที่จำเลยเห็นว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะการที่โจทก์เสนอตัวต่อประชาชนให้เลือกตน เป็นการแสดงว่าตนเป็นคนดีมีความซื่อสัตย์สุจริต ไว้วางใจให้เข้าไปมีส่วนร่วมบริหารกิจการแทนประชาชนได้ และการเรียกร้องเอาที่สาธารณประโยชน์คืนก็เพื่อประโยชน์ของประชาชนและจำเลยเองด้วย จำเลยจึงมีความชอบธรรมที่จะเปิดเผยให้ประชาชนทราบเพื่อป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตลอดจนแสดงความคิดเห็นติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งการกระทำดังกล่าวอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ แม้ขณะจำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าว โจทก์ยังไม่ถูกดำเนินคดีอาญา หากจำเลยเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งใส่ร้ายโจทก์และมีมูลอันควรเชื่อ ก็เป็นการกระทำโดยสุจริตแล้ว จำเลยไม่มีความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 5 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 29เมษายน 2539 เวลากลางวัน ในระหว่างหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแก้งสนามนาง ซึ่งโจทก์และนายสุเทพกิ้มทอง น้องเขยจำเลยที่ 1 ได้สมัครรับเลือกตั้ง จำเลยทั้งสามกับพวกซึ่งสนับสนุนหาเสียงให้นายสุเทพ และเกลียดชังโจทก์ได้ผลัดเปลี่ยนกันประกาศโฆษณาใส่ความโจทก์ทางเครื่องกระจายเสียงต่อหน้าประชาชนว่า "นายสุทัศน์ พลแสน เป็นคนขี้โกง เขาโกงเอาแม้กระทั่งที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านเอาไปเป็นของตนเองอย่างหน้าด้าน ๆหากพี่น้องเลือกเขาเข้าไปในสภาจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนยิ่งขึ้น"ซึ่งเป็นความเท็จเพราะที่ดินของโจทก์ทุกแปลงได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายและต่อมาโจทก์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแก้งสนามนาง ส่วนนายสุเทพไม่ได้รับเลือกตั้ง ทำให้จำเลยทั้งสามกับพวกไม่พอใจ

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันทำหนังสือร้องเรียนใส่ความโจทก์ต่อนายอำเภอแก้งสนามนางว่า "ที่ดินที่โจทก์สร้างตลาดสดอำเภอแก้งสนามนาง(ตลาดบัวเงิน) เป็นที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้าน แต่ถูกโจทก์บุกรุกเอาไปสร้างอาคารพาณิชย์เป็นส่วนตัว ขอให้อำเภอตั้งกรรมการตรวจสอบหลักฐานการได้มา และหากการออกเอกสารสิทธิไม่ถูกต้องก็ให้เพิกถอนด้วย"

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2539 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันทำบันทึกเป็นหนังสือร้องเรียนใส่ความโจทก์ต่อเจ้าหน้าที่แขวงการทางจังหวัดชัยภูมิว่า "นายสุทัศน์ พลแสนผู้มีอิทธิพลกว้านซื้อที่ดินของกรมทางหลวงเอาไปสร้างตลาดสดเป็นของส่วนตัวติดกับถนนสายชัยภูมิ-บัวใหญ่ ในเขตหมู่บ้านฤทธิ์รักษาโดยมีข้าราชการอำเภอและทางหลวงร่วมด้วย จึงขอให้ดำเนินการกับคนขี้โกงด้วย"

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2539 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันทำป้ายประกาศ 2 ป้าย โดยเขียนข้อความว่า "หมาเห่าเครื่องบิน - สาธารณประโยชน์จริง ๆ" และ "บุกรุก - อิทธิพลคับฟ้าท้าทาย - สาธารณประโยชน์ พวกมึงต้องยอม" นำไปปิดประกาศไว้ที่ตลาดสดอำเภอแก้งสนามนาง และร่วมกันแจกแผ่นปลิวให้สัมภาษณ์นักข่าวหนังสือพิมพ์ และโฆษณาข้อความอันเป็นเท็จด้วยเครื่องกระจายเสียงใส่ความโจทก์ต่อหน้านักข่าวและประชาชนจำนวนมากกว่า "นายสุทัศน์ พลแสน เป็นคนขี้โกง เขาโกงเอาแม้กระทั่งที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านไปเป็นของตนเองอย่างหน้าด้าน ๆพวกเราอย่ายอมมัน ลุกขึ้นมาต่อต้านมันให้ถึงที่สุดเพื่อเอาที่สาธารณประโยชน์ของพวกเราคืนมาให้ได้" การกระทำทั้งหมดดังกล่าวทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชังขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 326, 328 กับให้จำเลยทั้งสามออกประกาศด้วยแผ่นปลิว และประกาศโฆษณาทางเครื่องขยายเสียงในบริเวณหมู่บ้านหมู่ที่ 9 และตลาดอำเภอแก้งสนามนางติดต่อกันไม่น้อยกว่า 7 วัน ด้วยข้อความว่า "ที่จำเลยทั้งสามใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ว่าเป็นคนขี้โกง เอาที่สาธารณประโยชน์เป็นของตนเองนั้น เป็นความเท็จทั้งสิ้น" โดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000บาท จำเลยที่ 1 ไม่เคยมีประวัติกระทำความผิดมาก่อน ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2539 หลังจากโจทก์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแก้งสนามนางแล้ว จำเลยที่ 1 ได้พูดผ่านเครื่องกระจายเสียงต่อประชาชนว่า โจทก์เป็นคนขี้โกง เอาที่สาธารณประโยชน์เป็นของตนเองหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1255/2541 ของศาลชั้นต้น กล่าวหาว่าโจทก์นำที่ดินซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันมาขอออกเอกสารสิทธิน.ส.3 ก. โดยที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินบางส่วนใน ส.ค.1 เลขที่ 45โจทก์ไม่ได้ซื้อมา และไม่มีผู้ใดครอบครองทำประโยชน์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ เห็นว่า คำกล่าวของจำเลยที่ 1 เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์เอาที่สาธารณประโยชน์ไปเป็นของตนเอง โดยจำเลยที่ 1 แสดงความคิดเห็นประกอบว่าโจทก์ผู้กระทำการดังกล่าวเป็นคนขี้โกงทั้งนี้ ที่จำเลยที่ 1 กล่าวเช่นนั้นก็โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนต่อต้านการกระทำที่จำเลยที่ 1 เห็นว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย มีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น เพื่อเรียกร้องเอาที่สาธารณประโยชน์ในตำบลที่จำเลยที่ 1 อยู่อาศัยคืน เพราะการที่โจทก์เสนอตัวต่อประชาชนให้เลือกตนเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจนได้รับเลือกตั้ง เป็นการแสดงต่อประชาชนว่าตนเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์สุจริต ประชาชนสามารถไว้วางใจให้โจทก์เข้าไปมีส่วนร่วมบริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบลแทนประชาชนได้ แต่หากปรากฏว่าโจทก์โกงที่สาธารณประโยชน์เป็นของตนเอง โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ประชาชนไม่ควรไว้วางใจให้โจทก์เข้าไปมีส่วนร่วมบริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบลแทนประชาชนเพราะโจทก์อาจทำเพื่อประโยชน์ของตนอย่างที่ประพฤติปฏิบัติมาแล้ว แทนที่จะทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และการเรียกร้องเอาที่สาธารณประโยชน์คืนเพื่อประโยชน์ของประชาชนและจำเลยที่ 1เองด้วย จำเลยที่ 1 จึงมีความชอบธรรมที่จะเปิดเผยให้ประชาชนทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตลอดจนแสดงความคิดเห็นติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งการกระทำดังกล่าวอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ และจากการเปิดเผยข้อเท็จจริงดังกล่าวของจำเลยที่ 1 มีผลให้พนักงานอัยการฟ้องโจทก์กับพวกกล่าวหาว่าโจทก์นำที่ดินซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันมาขอออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. แสดงว่าข้อความที่จำเลยที่ 1 กล่าวนั้นมีมูลความจริง มิใช่เป็นการเสกสรรปั้นแต่งเรื่องขึ้นใส่ร้ายโจทก์โดยไม่มีมูลความจริง การแสดงข้อความและความคิดเห็นของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยสุจริต ที่โจทก์อ้างว่า ขณะจำเลยที่ 1 กล่าวถ้อยคำดังกล่าว โจทก์ยังไม่ถูกดำเนินคดีอาญา ทั้งยังไม่มีคำพิพากษาว่าโจทก์กระทำความผิดจะถือว่าโจทก์กระทำความผิดตามที่ถูกฟ้องร้องยังไม่ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการกระทำโดยสุจริตนั้น เห็นว่า หากจำเลยที่ 1เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าโจทก์ได้เอาที่สาธารณประโยชน์มาเป็นของโจทก์จริง มิได้มีเจตนาจะกลั่นแกล้งใส่ร้ายโจทก์ และเป็นการเชื่อโดยมีมูลอันควรเชื่อว่าเป็นความจริง การกล่าวข้อความของจำเลยที่ 1ก็เป็นการกระทำโดยสุจริตแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องให้โจทก์ถูกดำเนินคดีอาญาหรือต้องคำพิพากษาว่ากระทำความผิดเสียก่อนจึงจะกล่าวได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329(1)(3) นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 329
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุทัศน์ พลแสน
จำเลย — นาย สามารถ คุ้มคง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4563/2544
#69234
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากโจทก์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแล้ว จำเลยได้พูดผ่านเครื่องกระจายเสียงต่อประชาชนว่า โจทก์เป็นคนขี้โกงเอาที่สาธารณประโยชน์เป็นของตนเอง คำกล่าวของจำเลยเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์เอาที่สาธารณประโยชน์ไปเป็นของตนเอง โดยจำเลยแสดงความคิดเห็นประกอบว่าโจทก์ผู้กระทำการดังกล่าวเป็นคนขี้โกง ก็โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนต่อต้านการกระทำที่จำเลยเห็นว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมายมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องเอาที่สาธารณประโยชน์ในตำบลที่จำเลยอยู่อาศัยคืน และหากปรากฏว่าโจทก์โกงที่สาธารณประโยชน์เป็นของตนเอง โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตประชาชนไม่ควรไว้วางใจให้โจทก์เข้าไปมีส่วนร่วมบริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบลแทนประชาชน และการเรียกร้องเอาที่สาธารณประโยชน์คืนเพื่อประโยชน์ของประชาชนและจำเลยเองด้วย จำเลยจึงมีความชอบธรรมที่จะเปิดเผยให้ประชาชนทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมตลอดจนแสดงความคิดเห็นติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งการกระทำดังกล่าวอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ และข้อความที่จำเลยกล่าวมีมูลความจริง มิใช่เป็นการเสกสรรปั้นแต่งเรื่องขึ้นใส่ร้ายโจทก์โดยไม่มีมูลความจริง การแสดงข้อความและความคิดเห็นของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยสุจริต จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 326, 328 กับให้จำเลยทั้งสามออกประกาศด้วยแผ่นปลิวและประกาศโฆษณาทางเครื่องขยายเสียงในบริเวณหมู่บ้านหมู่ที่ 9 และตลาดอำเภอแก้งสนามนางติดต่อกันไม่น้อยกว่า 7 วัน ด้วยข้อความว่า "ที่จำเลยทั้งสามใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ว่าเป็นคนขี้โกง เอาที่สาธารณประโยชน์เป็นของตนเองนั้น เป็นความเท็จทั้งสิ้น" โดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่เคยมีประวัติกระทำความผิดมาก่อน ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2539 หลังจากโจทก์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแก้งสนามนางแล้ว จำเลยที่ 1 ได้พูดผ่านเครื่องกระจายเสียงต่อประชาชนว่า โจทก์เป็นคนขี้โกง เอาที่สาธารณประโยชน์เป็นของตนเอง หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1255/2541 ของศาลชั้นต้น กล่าวหาว่าโจทก์นำที่ดินซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันมาขอออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. โดยที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินบางส่วนใน ส.ค.1 เลขที่ 45 โจทก์ไม่ได้ซื้อมา และไม่มีผู้ใดครอบครองทำประโยชน์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ เห็นว่า คำกล่าวของจำเลยที่ 1 เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์เอาที่สาธารณประโยชน์ไปเป็นของตนเอง โดยจำเลยที่ 1 แสดงความคิดเห็นประกอบว่าโจทก์ผู้กระทำการดังกล่าวเป็นคนขี้โกง ทั้งนี้ ที่จำเลยที่ 1 กล่าวเช่นนั้น ก็โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนต่อต้านการกระทำที่จำเลยที่ 1 เห็นว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมายมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น เพื่อเรียกร้องเอาที่สาธารณประโยชน์ในตำบลที่จำเลยที่ 1 อยู่อาศัยคืน เพราะการที่โจทก์เสนอตัวต่อประชาชนให้เลือกตนเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจนได้รับเลือกตั้ง เป็นการแสดงต่อประชาชนว่าตนเป็นคนดีมีความซื่อสัตย์สุจริต ประชาชนสามารถไว้วางใจให้โจทก์เข้าไปมีส่วนร่วมบริการกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบลแทนประชาชนได้ แต่หากปรากฏว่าโจทก์โกงที่สาธารณประโยชน์เป็นของตนเอง โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ประชาชนไม่ควรไว้วางใจให้โจทก์เข้าไปมีส่วนร่วมบริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบลแทนประชาชน เพราะโจทก์อาจทำเพื่อประโยชน์ของตนอย่างที่ประพฤติปฏิบัติมาแล้ว แทนที่จะทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และการเรียกร้องเอาที่สาธารณประโยชน์คืนก็เพื่อประโยชน์ของประชาชนและจำเลยที่ 1 เองด้วย จำเลยที่ 1 จึงมีความชอบธรรมที่จะเปิดเผยให้ประชาชนทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมตลอดจนแสดงความคิดเห็นติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งการกระทำดังกล่าวอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ และจากการเปิดเผยข้อเท็จจริงดังกล่าวของจำเลยที่ 1 มีผลให้พนักงานอัยการฟ้องโจทก์กับพวกกล่าวหาว่าโจทก์นำที่ดินซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันมาขอออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. แสดงว่าข้อความที่จำเลยที่ 1 กล่าวนั้นมีมูลความจริง มิใช่เป็นการเสกสรรปั้นแต่งเรื่องขึ้นใส่ร้ายโจทก์โดยไม่มีมูลความจริง การแสดงข้อความและความคิดเห็นของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยสุจริต และเมื่อความเชื่อของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เป็นการเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าโจทก์ได้เอาที่สาธารณประโยชน์มาเป็นของโจทก์จริง โดยมิได้มีเจตนาจะกลั่นแกล้งใส่ร้ายโจทก์ และเป็นการเชื่อโดยมีมูลอันควรเชื่อว่าเป็นความจริง การกล่าวข้อความของจำเลยที่ 1 ก็เป็นการกระทำโดยสุจริตแล้ว กรณีไม่จำเป็นจะต้องให้โจทก์ถูกดำเนินคดีอาญาหรือต้องคำพิพากษาว่ากระทำความผิดเสียก่อนจึงจะกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3) นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 329 (1) ม. 329 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุทัศน์ พลแสน
จำเลย — นายสามารถ คุ้มคง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายณัฐกิตติ์ มฤคินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4561/2544
#43332
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสินสมรสต่อท้ายทะเบียนการหย่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ตกลงยกบ้านพิพาทให้แก่บุตรทั้งสามนั้นเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคหนึ่ง แต่บุตรทั้งสามไม่ได้แสดงเจตนาต่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตามมาตรา 374 วรรคสอง กรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทจึงยังเป็นของโจทก์กับจำเลยที่ 1 คนละครึ่ง นอกจากนี้โจทก์ยังอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส ซึ่งหากฟังได้ตามที่โจทก์อ้าง โจทก์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคนละครึ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งโจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมด้วยไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้ยินยอมด้วย ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้

ว. ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ระหว่างปี 2514 ถึง 2516ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 เดิม มาตรา 1466 เพราะการให้มิได้แสดงว่าให้ไว้เป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 1464(3) และกรณีเป็นการยกให้ก่อนปี 2519 จึงไม่อาจใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่พ.ศ. 2519 บังคับ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เคยขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่ ท. เมื่อปี 2525 และมิได้ไถ่คืนภายในกำหนด ต่อมาจึงได้ซื้อคืนจาก ท. เมื่อปี 2526 แม้จะใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว ก็ต้องถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1474(1) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่พ.ศ. 2519

ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 จะทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนสัญญาดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของโจทก์ตามมาตรา 1361 วรรคสอง แต่ยังคงมีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1361 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและบ้านระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินและบ้านกลับคืนให้จำเลยที่ 1 และให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2122ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งว่า เดิมบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสินสมรสต่อท้ายทะเบียนการหย่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ตกลงยกบ้านพิพาทให้แก่บุตรทั้งสามนั้น เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคหนึ่ง แต่บุตรทั้งสามไม่ได้แสดงเจตนาต่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตามมาตรา 374 วรรคสอง กรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทจึงยังเป็นของโจทก์กับจำเลยที่ 1 คนละครึ่ง นอกจากนี้โจทก์ยังอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส ซึ่งหากฟังได้ตามที่โจทก์อ้าง โจทก์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งโจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมด้วยไปขายให้แก่จำเลยที่ 2โดยโจทก์มิได้ยินยอมด้วย ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 หรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4ยังมิได้วินิจฉัย แต่คู่ความได้สืบพยานจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4วินิจฉัย สำหรับปัญหาว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่นั้น โจทก์มีตัวโจทก์และนางแหวน เจริญศรี มารดา จำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2511 แต่เพิ่งจดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2513 หลังจากโจทก์สมรสกับจำเลยที่ 1 ประมาณ 3 ถึง 4 ปีและมีบุตร 1 คนแล้ว นางแหวนจึงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1หลังจากยกที่ดินพิพาทให้แล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันสร้างบ้านขึ้น1 หลัง เป็นการสร้างไปเรื่อย ๆ จนปี 2516 ก็สามารถเข้าพักอาศัยได้และสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2518 เห็นว่า ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.13 แผ่นที่ 9 บุตรสามคนของโจทก์และจำเลยที่ 1 เกิดในปี 2514ปี 2516 และปี 2522 ตามลำดับ เมื่อพิเคราะห์คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองประกอบสำเนาทะเบียนบ้านแล้วน่าเชื่อว่านางแหวนยกที่ดินให้จำเลยที่ 1 ในระหว่างปี 2514 ถึงปี 2516 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดบุตรคนที่หนึ่งแล้ว แต่บุตรคนที่สองยังไม่เกิด และโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ลงมือสร้างบ้านก่อน และในปี 2516 จึงสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ในปีดังกล่าวที่โจทก์ตอบทนายความจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 ได้รับยกให้ที่ดินจากมารดาจำเลยที่ 1 ในวันที่ 11 มีนาคม 2523 ตามเอกสารหมาย ล.1นั้น น่าจะเป็นการเข้าใจผิดเพราะขัดกับคำเบิกความตอนต้นของโจทก์และตามเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งเป็นสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 2368 นั้น ไม่มีรายการจดทะเบียนว่านางแหวนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ในวันที่ 11 มีนาคม 2523 แต่วันที่ 11 มีนาคม 2523 นั้นเป็นวันที่เจ้าพนักงานออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีชื่อของนางแหวนเข้ามาเกี่ยวข้องเลยแสดงว่านางแหวนน่าจะยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ก่อนวันดังกล่าว แต่เพิ่งมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 11 มีนาคม 2523วันดังกล่าวจึงมิใช่ข้อยืนยันว่าเป็นวันที่นางแหวนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1นอกจากนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งเป็นหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางทอง โพธิ์ยันต์ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2525ได้ระบุว่าที่ดินพิพาทที่ขายฝากนี้ จำเลยที่ 1 ได้มาโดยการรับให้และถือครองมา 14 ปี จึงเป็นข้อยืนยันว่ามิใช่เพิ่งจะรับให้เมื่อปี 2523ก่อนจดทะเบียนขายฝากเพียง 2 ปี แต่เป็นการรับให้ก่อนหน้านั้นมากว่า10 ปีแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์และนางแหวน พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า นางแหวนได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ระหว่างปี 2514 ถึง 2516 ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิมมาตรา 1466เพราะการให้มิได้แสดงว่าให้ไว้เป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 1464(3)และกรณีเป็นการยกให้ก่อนปี 2519 จึงไม่อาจใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 บังคับดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา นอกจากนี้ยังปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์จำเลยที่ 1 และสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.4 ว่า จำเลยที่ 1เคยขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่นางทองเมื่อปี 2525 และมิได้ไถ่คืนภายในกำหนดต่อมาจึงได้ซื้อคืนจากนางทองเมื่อปี 2526 แม้จะใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียวก็ต้องถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1474(1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 จึงไม่มีทางโต้แย้งเป็นอื่น นอกจากฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และโจทก์กับจำเลยที่ 1จดทะเบียนการหย่าโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต้องแบ่งสินสมรสคนละส่วนเท่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 แต่เมื่อยังมิได้แบ่งกันจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยกรรมสิทธิ์ ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมได้ทำสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและไม่ได้ให้ความยินยอมด้วย แม้จำเลยที่ 2 จะทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน สัญญาดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคสอง แต่ยังคงมีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1361 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย ล.5 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ของโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2122ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2538 ระหว่างจำเลยทั้งสอง เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หนึ่งในสองส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 1361 ม. 1474
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย กมล สาลาสุตา
จำเลย — นาง กานดา เจริญศรีหรือสาลาสุตา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4558/2544
#41209
เปิดฉบับเต็ม

ป. และ ก. เป็นกรรมการของบริษัทโจทก์และเป็นผู้บริหารงานด้านบริการให้แก่บริษัท ซ. ด้วย เดิมโจทก์กับบริษัท ซ. มีที่ตั้งสำนักงานอยู่ที่เดียวกันมีพนักงานขายกลุ่มเดียวกัน จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์และบริษัท ซ. โดยสั่งจ่ายเงินค่าสินค้าทั้งสองบริษัทให้แก่บริษัท ซ. ซึ่งเป็นการชำระหนี้แก่บริษัท ซ. เกินจำนวนจริง ก. ผู้รับเช็คพบความผิดพลาดแล้วแทนที่จะส่งเช็คไปให้จำเลยออกใหม่ตามที่เรียกเก็บ แต่กลับนำเช็คที่ชำระเกินจำนวนนั้นไปเข้าบัญชีของบริษัท ซ. ทั้งหมดแล้วมาทวงหนี้จากจำเลยในนามโจทก์ ดังนี้ เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตโดยเอาความผิดพลาดที่เกิดจากการบริหารงานของโจทก์และบริษัท ซ. ที่ระคนปนกันจนบุคคลภายนอกเข้าใจว่าเป็นบริษัทเดียวกัน จึงเป็นการเชิดกันและกันออกแสดงเป็นตัวแทนของตนในการติดต่อกับบุคคลภายนอกผู้สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้อสินค้าใช้สำหรับเคลือบและป้องกันสนิมของงานเฟรมเครื่องจักรจากโจทก์ 1 ชุด พร้อมว่าจ้างโจทก์ให้นำสินค้านั้นเคลือบและป้องกันสนิมแก่เครื่องจักรของจำเลยเป็นราคาค่าจ้างและภาษีมูลค่าเพิ่ม 441,696 บาท ตกลงชำระภายใน30 วัน นับแต่วันที่ระบุในใบกำกับภาษี/ใบแจ้งหนี้ จำเลยได้รับสินค้าและใบแจ้งหนี้แล้วกลับเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 487,983 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 441,696 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยว่าจ้างบริษัทเซอร์เฟช โพร-เท็ค แอนด์ เซอร์วิสจำกัด ขัดผิวเครื่องจักรและเคลือบสารป้องกันการขัดกร่อนกันสนิม ไม่ได้ว่าจ้างหรือซื้อสินค้าจากโจทก์ บริษัทผู้รับจ้างกับโจทก์มีผู้จัดการฝ่ายการตลาดเป็นบุคคลเดียวกัน ที่ตั้งสำนักงานแห่งเดียวกัน กรรมการบริษัทก็อยู่ในกลุ่มเดียวกัน จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าเป็นบริษัทในเครือเดียวกันและได้ชำระเงินด้วยเช็คแก่บริษัทผู้รับจ้างจนได้รับใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานแล้ว หากโจทก์ส่งสินค้าให้บริษัทผู้รับจ้างเพื่อใช้ในงานตามสัญญาระหว่างผู้รับจ้างกับจำเลยก็เป็นเรื่องที่ต้องเรียกร้องจากผู้รับจ้างเอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่าจำเลยต้องชำระเงินจำนวน 441,696 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามคำฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์ฎีกาว่า โจทก์กับบริษัทเซอร์เฟซโพร-เท็ค แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นนิติบุคคลต่างหากจากกัน มีกรรมการบริหารคนละชุดกัน โจทก์มิได้เชิดบริษัทเซอร์เฟซ โพร-เท็คแอนด์ เซอร์วิส จำกัด เพื่อรับชำระหนี้แทนโจทก์ จำเลยชำระหนี้ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ชำระหนี้แก่บุคคลไม่ใช่เจ้าหนี้ โจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้จากจำเลยโจทก์ไม่มีสิทธิติดตามหนี้จากบริษัทเซอร์เฟซโพร-เท็ค แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนั้น เห็นว่านายวิชา สุทธิโก พนักงานโจทก์เบิกความว่า ในปี 2538 พยานทำงานกับบริษัทโจทก์ บริษัทเซอร์เฟซ โพร-เท็ค แอนด์ เซอร์วิส จำกัด มีนายประกิต มหาแถลง เป็นกรรมการด้านการเงิน นายการชัย พฤกษานุบาลเป็นกรรมการบริษัทโจทก์และเป็นผู้บริหารงานด้านบริการให้แก่บริษัทเซอร์เฟซ โพร-เท็ค แอนด์เซอร์วิส จำกัด ขณะเกิดเหตุคดีนี้ พยานเป็นพนักงานของบริษัทโจทก์ และบริษัทเซอร์เฟซ โพร-เท็ค แอนด์ เซอร์วิสจำกัด นายการชัย พฤกษานุบาลเบิกความว่าพยานเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อ ประทับตราสำคัญทำการแทนโจทก์แต่ผู้เดียวเดิมบริษัทโจทก์กับบริษัทเซอร์เฟซ โพร-เท็ค เซอร์วิส จำกัด มีที่ตั้งสำนักงานอยู่ที่เดียวกัน มีพนักงานขายกลุ่มเดียวกัน เมื่อเดือนธันวาคม2538 จำเลยติดต่อบริษัทเซอร์เฟซ โพร-เท็ค แอนด์ เซอร์วิส จำกัดเพื่อขอซื้อสารเคลือบและป้องกันสนิมพร้อมว่าจ้างเคลือบสารกับเครื่องจักรจำเลย โดยซื้อสารเคลือบจากบริษัทดังกล่าวและจากโจทก์ตามใบเสนอราคา จำเลยได้ให้บริษัทเซอร์เฟซ โพร-เท็ค แอนด์ เซอร์วิสจำกัด เสนอรายชื่อพนักงานที่จะทำงานเคลือบสารที่บริษัทจำเลยปรากฏตามรายชื่อที่บริษัทดังกล่าวแจ้งไปหลังทำงานเสร็จ มีการแจ้งวางบิลจากโจทก์และบริษัทเซอร์เฟซ โพร-เท็ค แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ไปให้จำเลยจำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงินค่าสินค้าทั้งสองบริษัทจำนวน 747,008 บาทให้แก่บริษัทเซอร์เฟซ โพร-เท็ค แอนด์ เซอร์วิส จำกัด พยานจึงนำเข้าบัญชีบริษัทดังกล่าว แล้วทวงถามจำเลยชำระเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ จำเลยยอมรับว่ามีการผิดพลาดแต่ไม่ยอมชำระ แสดงว่าขณะจำเลยชำระหนี้แก่บริษัทเซอร์เฟซ โพร-เท็ค แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เกินจำนวนจริงนายการชัย กรรมการผู้จัดการโจทก์ผู้รับเช็คพบความผิดพลาดแล้วแทนที่จะส่งเช็คไปให้จำเลยออกใหม่ตามที่เรียกเก็บ แต่กลับนำเช็คที่ชำระเกินจำนวนนั้นไปเข้าบัญชีของบริษัทเซอร์เฟซ โพร-เท็ค แอนด์ เซอร์วิสจำกัด ทั้งหมด แล้วมาทวงหนี้จากจำเลยในนามโจทก์ เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตโดยเอาความผิดพลาดที่เกิดจากการบริหารงานของโจทก์และบริษัทเซอร์เฟซ โพร-เท็ค แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ที่ระคนปนกันจนบุคคลภายนอกเข้าใจว่าเป็นบริษัทเดียวกัน จึงเป็นการเชิดกันและกันออกแสดงเป็นตัวแทนของตนในการติดต่อกับบริษัทภายนอกผู้สุจริตศาลล่างทั้งสองฟังว่า โจทก์กับบริษัทเซอร์เฟซ โพร-เท็ค แอนด์ เซอร์วิสจำกัด เชิดกันและกันเป็นตัวแทนในการติดต่อกับจำเลยชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เซอร์เฟช โพร-เท็ค จำกัด
จำเลย — บริษัท คิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4553/2544
#41208
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลรัษฎากร มาตรา 39 บัญญัติคำว่า "ขาย" ให้หมายความรวมถึง ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าด้วยวิธีใด และไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ ดังนั้น แม้โจทก์จะทำสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินกับผู้อื่นก็มีผลเท่ากับโจทก์ขายที่ดินนั่นเอง จึงต้องถือราคาขายที่ดินเป็นเงินได้ของโจทก์ มิใช่ถือเอาเฉพาะเงินบริจาคบำรุงมูลนิธิโจทก์ที่โจทก์ได้รับมาเป็นรายได้ ที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายตามราคาตลาดในวันที่ดินโอนที่ดินโดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) จึงชอบแล้ว

เงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากรเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายมิได้เกิดจากข้อสัญญาที่ลูกหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ จึงมิใช่เบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ศาลจะใช้ดุลพินิจลดลงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ดำเนินกิจการให้เช่าที่ดินเพื่อเก็บผลประโยชน์บำรุงการศึกษาบาลีของภิกษุสามเณร เดือนกรกฎาคม 2535 บริษัทกรีนทาวน์เรียลเอสเตท จำกัด ผู้เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 365 ของโจทก์เสนอขอแลกเปลี่ยนที่ดินเฉพาะส่วนที่เช่า เนื้อที่ 178 ไร่ 49 ตารางวาโดยจัดหาที่ดินใหม่ให้โจทก์เนื้อที่ 250 ไร่ 19 ตารางวา และบริจาคเงินบำรุงมูลนิธิโจทก์อีกจำนวน 10,000,000 บาท โจทก์กับบริษัทกรีนทาวน์เรียลเอสเตท จำกัด ได้โอนกรรมสิทธิ์แลกเปลี่ยนที่ดินต่อกันเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2535 ต่อมาเดือนธันวาคม 2535 โจทก์ได้แลกเปลี่ยนที่ดินโฉนดเลขที่ 366 กับที่ดินของบริษัทยูพี พรอพเบอร์ตี้จำกัด โดยรับเงินบำรุงเป็นค่าตอบแทนจำนวน 5,500,000 บาท ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2541 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมจำนวน4,455,332 บาท และให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับเดือนพฤศจิกายน 2535 จำนวน 27,629,856 บาทและเดือนธันวาคม 2535 จำนวน 12,855,150 บาท รวมภาษีที่โจทก์ต้องชำระทั้งสิ้นจำนวน 44,940,338 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ปลดภาษีธุรกิจเฉพาะที่เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลเห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานชอบแล้วแต่กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผันจึงพิจารณาลดเบี้ยปรับเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายคงเรียกเก็บเงินภาษีจำนวน 1,528,416 บาท กับเบี้ยปรับจำนวน 458,524.80 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 1,398,500.64 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 3,385,441.44 บาท โจทก์เห็นว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบ เพราะการแลกเปลี่ยนที่ดินไม่ใช่การขายที่ดิน การเสียภาษีเงินได้ต้องมีเงินได้พึงประเมินเสียก่อน การแลกเปลี่ยนไม่มีเงินได้ที่เป็นตัวเงิน ดังนั้นเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่อาจถือเอาการกำหนดราคาที่ดินของโจทก์เป็นเงินได้พึงประเมิน นอกจากนั้นการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องคำนวณจากรายได้ของกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ทำ มูลนิธิโจทก์ดำเนินกิจการให้เช่าทรัพย์สินมิได้ประกอบกิจการการขายอสังหาริมทรัพย์ การประเมินจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 1001010/2/100022ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2541 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/55/2543ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 หรืองดเบี้ยปรับเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การออกหมายเรียกชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่มีเหตุที่จะลดหรืองดเบี้ยปรับกับเงินเพิ่มให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ดำเนินกิจการให้เช่าที่ดินเพื่อเก็บผลประโยชน์บำรุงการศึกษาของภิกษุสามเณร เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2535 โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 365 ตำบลคลองหนึ่งอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เฉพาะส่วนเนื้อที่ 178 ไร่49 ตารางวา แลกเปลี่ยนกับที่ดินของบริษัทกรีนทาวน์เรียลเอสเตทจำกัด กับได้รับเงินจากบริษัทกรีนทาวน์เรียลเอสเตท จำกัด อีกจำนวน10,000,000 บาท และเดือนธันวาคม 2535 โจทก์ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 366 แลกเปลี่ยนกับที่ดินของบริษัทยูพี พรอพเบอร์ตี้ จำกัด กับได้รับเงินจากบริษัทยูพี พรอพเบอร์ตี้ จำกัด อีกจำนวน 5,500,000 บาท โจทก์นำเงินจำนวน 15,500,000บาท ดังกล่าวไปเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่า โจทก์ต้องนำราคาขายหรือมูลค่าของที่ดินทั้งสองแปลงรวมเป็นเงิน 307,841,700 บาท มาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อหักเงินที่โจทก์ได้รับค่าตอบแทนแล้ว จำนวน 15,500,000 บาทซึ่งโจทก์ชำระภาษีแล้วออก จึงยังคงเหลือรายได้ที่โจทก์ไม่ได้นำไปรวมคำนวณเป็นรายได้ในการยื่นแบบและชำระภาษีอีกจำนวน292,341,700 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมจำนวน 4,455,332 บาท และให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับเดือนพฤศจิกายน2535 จำนวน 27,629,856 บาท กับเดือนธันวาคม 2535 จำนวน12,855,150 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ปลดภาษีธุรกิจเฉพาะส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลเห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว แต่ลดเบี้ยปรับลงคงให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการแลกเปลี่ยนที่ดินของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 39บัญญัติคำว่า "ขาย" ให้หมายความรวมถึง ขายฝาก แลกเปลี่ยนให้ โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าด้วยวิธีใดและไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ ดังนั้น แม้โจทก์จะทำสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวกับผู้อื่นก็มีผลเท่ากับโจทก์ขายที่ดินทั้ง 2 แปลง นั่นเอง จึงต้องถือราคาขายที่ดินเป็นเงินได้ของโจทก์หาใช่ถือเอาเฉพาะเงินที่โจทก์ได้รับมาเป็นรายได้ดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายตามราคาตลาดในวันที่โอนที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น...

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่าที่ศาลภาษีอากรกลางงดเงินเพิ่มแก่โจทก์เป็นการชอบหรือไม่เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมินให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ และมาตรา 27 ทวิ บัญญัติว่า เบี้ยปรับตามมาตรา 22 และมาตรา 26 และเงินเพิ่มตามมาตรา 27ให้ถือเป็นเงินภาษีและเบี้ยปรับดังกล่าวอาจงดหรือลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเงินเพิ่มเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายมิได้เกิดจากข้อสัญญาที่ลูกหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้และเฉพาะเบี้ยปรับเท่านั้นที่จะงดหรือลดลงได้ ส่วนเงินเพิ่มไม่อาจกระทำเช่นนั้นได้ เงินเพิ่มจึงมิใช่เบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งศาลอาจใช้ดุลพินิจลดลงได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางงดเงินเพิ่มแก่โจทก์เป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้งดเงินเพิ่มแก่โจทก์เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379
ป.รัษฎากร ม. 27 ม. 39 ม. 65 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ส้มจีน อุณหะนันทน์ มูลนิธิ
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
วิชา มั่นสกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4553/2544
#91351
เปิดฉบับเต็ม

ป. รัษฎากร มาตรา 39 บัญญัติคำว่า "ขาย" ให้หมายความรวมถึง ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าด้วยวิธีใด และไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ ดังนั้น แม้โจทก์จะทำสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินกับผู้อื่นก็มีผลเท่ากับโจทก์ขายที่ดิน จึงต้องถือราคาขายที่ดินเป็นเงินได้ของโจทก์ หาใช่ถือเอาเฉพาะเงินที่โจทก์ได้รับมาเป็นรายได้ไม่ ที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายตามราคาตลาดในวันที่โอนที่ดินโดยอาศัยอำนาจตาม ป. รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) จึงชอบแล้ว

โจทก์มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงการชำระภาษี ทั้งโจทก์ให้ความร่วมมือแก่เจ้าพนักงานประเมินในการตรวจสอบ ประกอบกับโจทก์มีวัตถุประสงค์เพื่ออุดหนุนและบำรุงการศึกษาบาลีของภิกษุสามเณร ที่ศาลภาษีอากรกลางงดเบี้ยปรับแก่โจทก์จึงชอบแล้ว

ป. รัษฎากร มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมินให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ" และมาตรา 27 ทวิ บัญญัติว่า เบี้ยปรับตามมาตรา 22 และมาตรา 26 และเงินเพิ่มตามมาตรา 27 ให้ถือเป็นเงินภาษี และเบี้ยปรับดังกล่าวอาจงดหรือลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีตามบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเงินเพิ่มเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายมิได้เกิดจากข้อสัญญาที่ลูกหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ และเฉพาะเบี้ยปรับเท่านั้นที่จะงดหรือลดลงได้ส่วนเงินเพิ่มไม่อาจกระทำเช่นนั้นได้ เงินเพิ่มจึงมิใช่เบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. ศาลอาจใช้ดุลพินิจลดลงได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางงดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ๑๐๐๑๐๑๐/๒/๑๐๐๐๒๒ ลงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๑ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.๑ (อธ.๓)/๕๕/๒๕๔๓ลงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ หรืองดเบี้ยปรับเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า กรณีไม่มีเหตุที่จะลดหรืองดเบี้ยปรับกับเงินเพิ่มให้โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมดคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์ดำเนินกิจการให้เช่าที่ดินเพื่อเก็บผลประโยชน์บำรุงการศึกษาของภิกษุสามเณร เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๕ ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เฉพาะส่วนเนื้อที่ ๑๗๘ ไร่ ๔๙ ตารางวา แลกเปลี่ยนกับที่ดินของบริษัทกรีนทาวน์เรียลเอสเตท จำกัด กับได้รับเงินจากบริษัทกรีนทาวน์เรียลเอสเตท จำกัด อีกจำนวน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และเดือนธันวาคม ๒๕๓๕ โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๖ แลกเปลี่ยนกับที่ดินของบริษัทยูพี พรอพเบอร์ตี้ จำกัด กับได้รับเงินจากบริษัทยูพี พรอพเบอร์ตี้ จำกัด อีกจำนวน ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์นำเงินจำนวน ๑๕,๕๐๐,๐๐๐ บาทดังกล่าวไปเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าโจทก์ต้องนำราคาขายหรือมูลค่าของที่ดินทั้งสองแปลงรวมเป็นเงิน ๓๐๗,๘๔๑,๗๐๐ บาท มาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เมื่อหักเงินที่โจทก์ได้รับค่าตอบแทนแล้ว จำนวน ๑๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งโจทก์ชำระภาษีแล้วออก จึงยังคงเหลือรายได้ที่โจทก์ไม่ได้นำไปรวมคำนวณเป็นรายได้ในการยื่นแบบและชำระภาษีอีกจำนวน ๒๙๒,๓๔๑,๗๐๐ บาท ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมจำนวน ๔,๔๕๕,๓๓๒ บาท และให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๕ จำนวน ๒๗,๖๒๙,๘๕๖ บาท กับเดือนธันวาคม ๒๕๓๕ จำนวน ๑๒,๘๕๕,๑๕๐ บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ปลดภาษีธุรกิจเฉพาะ ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลเห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว แต่ลดเบี้ยปรับลงคงให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ ๓๐ ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการแลกเปลี่ยนที่ดินของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ป. รัษฎากร มาตรา ๓๙ บัญญัติคำว่า "ขาย" ให้หมายความรวมถึง ขายฝาก แลกเปลี่ยนให้ โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าด้วยวิธีใด และไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ ดังนั้น แม้โจทก์จะทำสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินทั้ง ๒ แปลงดังกล่าวกับผู้อื่นก็มีผลเท่ากับโจทก์ขายที่ดินทั้ง ๒ แปลง นั่นเอง จึงต้องถือราคาขายที่ดินเป็นเงินได้ของโจทก์ หาใช่ถือเอาเฉพาะเงินทื่โจทก์ได้รับมาเป็นรายได้ดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายตามราคาตลาดในวันที่โอนที่ดินทั้ง ๒ แปลงดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจตาม ป. รัษฎากร มาตรา ๖๕ ทวิ (๔) จึงชอบแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกมีว่าสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า โจทก์มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงการชำระภาษี ทั้งโจทก์ให้ความร่วมมือแก่เจ้าพนักงานประเมินในการตรวจสอบ ประกอบกับโจทก์มีวัตถุประสงค์เพื่ออุดหนุนและบำรุงการศึกษาบาลีของภิกษุสามเณร ที่ศาลภาษีอากรกลางงดเบี้ยปรับแก่โจทก์จึงชอบแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางงดเงินเพิ่มแก่โจทก์เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ป. รัษฎากร มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมินให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ" และมาตรา ๒๗ ทวิ บัญญัติว่า เบี้ยปรับตามมาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๖ และเงินเพิ่มตามมาตรา ๒๗ ให้ถือเป็นเงินภาษี และเบี้ยปรับดังกล่าวอาจงดหรือลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เงินเพิ่มเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายมิได้เกิดจากข้อสัญญาที่ลูกหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้และเฉพาะเบี้ยปรับเท่านั้นที่จะงดหรือลดลงได้ ส่วนเงินเพิ่มไม่อาจกระทำเช่นนั้นได้ เงินเพิ่มจึงมิใช่เบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. ซึ่งศาลอาจใช้ดุลพินิจลดลงได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางงดเงินเพิ่มแก่โจทก์เป็นการไม่ชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้งดเงินเพิ่มแก่โจทก์เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 27 ม. 27 ทวิ ม. 39 ม. 65 ทวิ (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ส้มจีน อุณหะนันทน์ มูลนิธิ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
วิชา มั่นสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4551/2544
#41207
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าตึกแถวพิพาทกำหนดระยะเวลาเช่า 8 เดือนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนตุลาคม 2539 ถ้าผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าถือว่าสัญญาเช่าระงับลงโดยไม่ต้องบอกกล่าว จำเลยชำระค่าเช่าถึงเดือนสิงหาคม2539 แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าอีก ดังนี้ สัญญาเช่าตึกแถวพิพาทเป็นสัญญาเช่ามีกำหนดระยะเวลาแน่นอน เมื่อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าต้องถือว่าสัญญาเช่าระงับโดยไม่ต้องบอกกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 ฉะนั้น โจทก์จึงไม่จำต้องบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่าให้จำเลยทราบก่อนชั่วระยะเวลาเช่าตามมาตรา 566

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1412 พร้อมตึกแถวเลขที่ 1108, 1110, 1112, 1114,1116 และ 1118 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวที่เช่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าเสียหายถึงวันฟ้องจำนวน 580,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 120,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทตามฟ้อง โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวเลขที่ 1108, 1110, 1112, 1114, 1116 และ 1118ถนนทรงวาด แขวงจักรวรรดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าจำนวน 100,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 40,000 บาท นับแต่เดือนพฤษภาคม 2539 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 160,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 40,000 บาท นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ5,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าให้จำนวน 100,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 70,000 บาท นับแต่เดือนตุลาคม 2539 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 280,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 70,000 บาท นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวพิพาทแก่โจทก์ทั้งสี่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสี่ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์

โจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2539 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวเลขที่ 1108, 1110, 1112, 1114, 1116 และ 1118 จากโจทก์ทั้งสี่ ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวพิพาท มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1ประเด็นแรกว่าโจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงโจทก์ทั้งสี่นำสืบว่าโจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1412 ตำบลจักรวรรดิ์อำเภอสัมพันธวงศ์ ตามโฉนดเอกสารหมาย จ.9 ตึกแถวทั้ง 6 คูหาปลูกสร้างอยู่บนที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ 2 เบิกความรับว่าเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทกับโจทก์ที่ 2 มาประมาณ 20 ถึง 30 ปี แล้ว โดยทำสัญญาเช่าครั้งละ 2 ถึง 3 ปีฉะนั้นเมื่อโจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดินที่ตึกแถวพิพาทปลูกสร้างอยู่จึงย่อมมีกรรมสิทธิ์ในตึกแถวด้วยจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าทำสัญญากับโจทก์จริง โจทก์ทั้งสี่จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ได้

ปัญหาว่าการบอกเลิกสัญญาเช่าของโจทก์ทั้งสี่จะต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าทราบล่วงหน้าก่อนชั่วระยะเวลาการเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 566 หรือไม่ เห็นว่าตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 1 กำหนดระยะเวลาเช่า8 เดือนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2539 ถึงเดือนตุลาคม 2539 ค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท ข้อ 3 กำหนดให้ผู้เช่าชำระค่าเช่าภายในวันที่ 1ของทุก ๆ เดือน ถ้าผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า ถือว่าสัญญาเช่าระงับลงโดยไม่ต้องบอกกล่าว ข้อเท็จจริงโจทก์ทั้งสี่ยืนยันว่า จำเลยที่ 1ชำระค่าเช่าถึงเดือนสิงหาคม 2539 แล้ว ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าอีกเห็นว่าสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นสัญญาเช่ามีกำหนดระยะเวลาแน่นอนเมื่อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าต้องถือว่าสัญญาเช่าระงับโดยไม่ต้องบอกกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 ฉะนั้นโจทก์ทั้งสี่จึงไม่จำต้องบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่าให้จำเลยที่ 1 ทราบก่อนชั่วระยะเวลาเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 566 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาค่าเสียหายนั้นเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 รวมกันไป โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 1ผิดสัญญาเช่าแล้วตามสัญญาข้อ 4 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละไม่น้อยกว่า 120,000 บาท โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระเป็นเงิน 50,000 บาท และค่าเสียหายอีก120,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ 70,000 บาทนั้นน้อยเกินควร แต่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวมากเกินควรและไม่ควรเกินเดือนละ 30,000 บาท เห็นว่า การกำหนดค่าเสียหายตามสัญญาข้อ 4 นั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 379 ซึ่งถ้าศาลเห็นว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินควรจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตึกแถวทั้ง 6 คูหาตั้งอยู่ที่ถนนทรงวาด แขวงจักรวรรดิ์เขตสัมพันธวงศ์ อันเป็นเขตย่านการค้า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าเดือนละ 70,000 บาท โดยคิดค่าเช่าที่ค้างชำระรวมกับค่าเสียหายตามสัญญาข้อ 4 นั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 388 ม. 566
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วัชระ พฤกษยาชีวะ กับพวก
จำเลย — บริษัท นานาพรรณ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4548/2544
#41206
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์อ้างว่ามีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากบิดาโจทก์ โจทก์ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ได้รับมรดกมาจากบิดา คดีจึงมีประเด็นว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ คู่ความในคดีดังกล่าวท้ากันว่าลายมือชื่อผู้ขายในสัญญาขายที่ดินเป็นของบิดาโจทก์หรือไม่ ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่ามิใช่ลายมือชื่อของบิดาโจทก์ จำเลยที่ 1 แพ้คดีตามคำท้าโดยศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว จึงมีผลว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 และแม้จำเลยที่ 2 จะมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1ในฐานะเจ้าของรวมใช้สิทธิความเป็นเจ้าของครอบไปถึงที่ดินพิพาททั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 อันเป็นการใช้สิทธิฟ้องแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งด้วยผลแห่งคดีก่อนย่อมผูกพันถึงจำเลยที่ 2 เช่นกัน จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจโต้เถียงได้ว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเลขที่ /150 เนื้อที่ 20 ไร่40 ตารางวา ซึ่งโจทก์รับโอนมรดกมาจากนายครื้น สนิท บิดาโจทก์ โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา จำเลยทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน2536 จำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 685/2538 ของศาลชั้นต้น อ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 12 ไร่เศษอันเป็นที่ดินพิพาทได้มาโดยการซื้อจากบิดาโจทก์ซึ่งคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง วันที่ 6 ตุลาคม 2538จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 90/2539 ของศาลชั้นต้นอ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้มาโดยบิดาโจทก์โอนสิทธิครอบครองให้จำเลยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2510 ซึ่งคดีดังกล่าวต่อมาจำเลยที่ 2 ขอถอนฟ้อง และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้องหลังจากจำเลยทั้งสองทราบคำพิพากษาทั้งสองคดีดังกล่าว จำเลยทั้งสองยังเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าไปรบกวนการครอบครอง และให้เลิกยุ่งเกี่ยวในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ /150 ตำบลฉวางอำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อประมาณต้นปี 2510 นายครื้นสนิท บิดาโจทก์กู้เงินนายกล่อม ช่วยอักษร บิดาจำเลยทั้งสองจำนวน2,000 บาท บิดาโจทก์ยกที่ดินพิพาทจำนวน 11 ไร่เศษ ให้บิดาจำเลยทั้งสองเป็นการตีใช้หนี้เงินกู้ ในปีเดียวกันนั้นบิดาจำเลยทั้งสองยกที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองครอบครองทำประโยชน์มาจนปัจจุบัน โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครองเมื่อปี 2510เป็นต้นมา จึงขาดอายุความฟ้องร้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารเข้าไปรบกวนการครอบครอง และให้เลิกยุ่งเกี่ยวในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ /150 เล่ม 6 หน้า 30 หมู่ที่ 8 (เดิมเป็นหมู่ 14) ตำบลฉวาง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ของโจทก์(เฉพาะที่ดินพิพาทเนื้อที่ 11 ไร่เศษ)

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองได้พิพาทกันเกี่ยวกับที่ดินพิพาทแปลงนี้กันมาแล้ว โดยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2536 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากนายครื้นสนิท บิดาโจทก์ โจทก์ให้การต่อสู้คดีนั้นว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ซึ่งได้รับมรดกมาจากบิดา บิดาโจทก์ไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ท้ากันและโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีตามคำท้า คดีถึงที่สุดตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 685/2538 ของศาลชั้นต้น หลังจากโจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 1 แล้ววันที่ 6 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้นายขิน เหลือสมสามีฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้รับที่ดินพิพาทมาจากการที่บิดาโจทก์โอนให้ โจทก์ให้การต่อสู้คดี แต่จำเลยที่ 2 ขอถอนฟ้องคดีดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ให้ออกไปจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในสองคดีก่อน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 685/2538 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์อ้างว่ามีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยการซื้อมาจากบิดาโจทก์ แต่โจทก์ให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ได้รับมรดกมาจากบิดาคดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ คู่ความในคดีดังกล่าวท้ากันว่าลายมือชื่อผู้ขายในสัญญาขายที่ดินเป็นของบิดาโจทก์หรือไม่ ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่ามิใช่ลายมือชื่อของบิดาโจทก์ จำเลยที่ 1 แพ้คดีตามคำท้าโดยศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จึงมีผลว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามข้ออ้างของตนนั่นเองคำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 และแม้จำเลยที่ 2 ผู้ฎีกาจะมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีนี้เป็นอย่างเดียวกันว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งในที่ดินพิพาทได้ใช้สิทธิฟ้องคดีเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในคดีก่อนดังกล่าวไปแล้ว จึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของรวมใช้สิทธิความเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองไปถึงที่ดินพิพาททั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 อันเป็นการใช้สิทธิฟ้องแทนจำเลยที่ 2 ด้วย ผลแห่งคดีตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 685/2538 ของศาลชั้นต้นย่อมต้องผูกพันถึงจำเลยที่ 2 เจ้าของรวมอีกคนหนึ่งเช่นกัน จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจโต้เถียงได้ว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นิด หวานสนิท
จำเลย — นาย สำฤทธิ์ ช่วยอักษร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4548/2544
#98452
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ จำเลยที่ 1 แพ้คดีตามคำท้าโดยศาลชั้นต้นพิพากยกฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว จึงมีผลว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 และคดีก่อนจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของรวมได้ใช้สิทธิความเป็นเจ้าของครอบไปถึงที่ดินพิพาททั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 อันเป็นการใช้สิทธิฟ้องแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งด้วย ผลแห่งคดีก่อนย่อมผูกพันถึงจำเลยที่ 2 เช่นกัน จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจโต้เถียงโจทก์ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินซึ่งโจทก์รับโอนมรดกมาจากบิดา โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทบางส่วนซึ่งได้มาโดยการซื้อจากบิดาโจทก์ โดยคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ต่อมาจำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ โดยอ้างว่าได้มาโดยบิดาโจทก์โอนสิทธิครอบครองให้จำเลยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2510 ซึ่งคดีดังกล่าวต่อมาจำเลยที่ 2 ขอถอนฟ้องและศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้อง หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองยังเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว โจทก์จึงมอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้ออกจากที่ดิน แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าไปรบกวนการครอบครอง และให้เลิกยุ่งเกี่ยวในที่ดินดังกล่าวของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า บิดาโจทก์กู้เงินบิดาจำเลยทั้งสองและยกที่ดินพิพาทให้บิดาจำเลยทั้งสองเป็นการตีใช้หนี้เงินกู้ ในปีเดียวกันนั้นบิดาจำเลยทั้งสองยกที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองครอบครองทำประโยชน์มาจนปัจจุบัน โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครองเมื่อปี 2510 เป็นต้นมา จึงขาดอายุความฟ้องร้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารเข้าไปรบกวนการครอบครอง และให้เลิกยุ่งเกี่ยวในที่ดิน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา ให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 5,000 บาท

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา ให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาจำนวน 5,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองได้พิพาทกันเกี่ยวกับที่ดินพิพาทแปลงนี้กันมาแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์และโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีตามคำท้า คดีถึงที่สุด และหลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์ แต่ต่อมาจำเลยที่ 2 ขอถอนฟ้องคดีดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ให้ออกไปจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในสองคดีก่อน

มีปัญหาว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์นั้น คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จึงมีผลว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 และแม้จำเลยที่ 2 จะมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีนี้เป็นอย่างเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งในที่ดินพิพาทได้ใช้สิทธิฟ้องคดีเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในคดีก่อนดังกล่าวไปแล้ว จึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของรวมใช้สิทธิความเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองไปถึงที่ดินพิพาททั้งหมด เพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 อันเป็นการใช้สิทธิฟ้องแทนจำเลยที่ 2 ด้วย ผลแห่งคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ย่อมต้องผูกพันถึงจำเลยที่ 2 เจ้าของรวมอีกคนหนึ่งเช่นกัน จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจโต้เถียงได้ว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่เวลาที่จำเลยที่ 2 บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือครอบครอง ซึ่งเป็นการฎีกาว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกินกว่า 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองเป็นการไม่ชอบนั้น คดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การว่าที่ดินเป็นของจำเลยทั้งสองมาแต่ต้น กรณีจึงไม่เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องคดีภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยประเด็นนี้ให้จึงชอบแล้ว การที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าคดีมีประเด็นดังกล่าว และศาลอุทธรณ์ยอมรับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวให้จึงมิชอบ เพราะเป็นการรับวินิจฉัยในข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ยกปัญหาดังกล่าวฎีกาต่อศาลฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิด หวานสนิท
จำเลย — นายสำฤทธิ์ ช่วยอักษร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายธีรทัย เจริญวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4519/2544
#67150
เปิดฉบับเต็ม

ในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ การที่ศาลชั้นต้นยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 เฉพาะความผิดข้อหานี้ไม่มีผลทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ในข้อหาอื่น

ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังไปด้วย

จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำกรรมเดียวคือการขายตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 (เหตุเกิดวันที่ 11 สิงหาคม 2538)

โจทก์มีคำขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางกับผ้าห่มและถุงย่ามของกลางที่ใช้บรรจุและซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลาง แม้โจทก์จะอ้างบทมาตราตาม ป.อ. มาตรา 32 , 33 โดยมิได้อ้างมาตรา 116 แห่ง พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 แต่เมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 89 จึงต้องริบเมทแอมเฟตามีนของกลางกับผ้าห่มและถุงย่ามของกลางที่ใช้บรรจุและซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลาง อันเป็นภาชนะหรือหีบห่อที่บรรจุเกี่ยวเนื่องกับความผิดในคดีให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อทำลายหรือจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควรตามมาตรา 116 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเพียงว่า ให้ริบเมทแอมเฟตามีน ผ้าห่ม และถุงย่ามของกลางเท่านั้น จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 138, 289, 371 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 89 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ป.อ. มาตรา 371, 83 เรียงกระทงลงโทษฐานร่วมกันขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 20 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน คำรับชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองในข้อหาขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษในข้อหานี้ให้หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 จำคุกคนละ 15 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกคนละ 15 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน ผ้าห่มและถุงย่ามของกลาง ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจเอก ส. เจ้าพนักงานตำรวจตระเวนชายแดนกับพวก ร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองจากบริเวณร้านอาหารซึ่งเป็นที่เกิดเหตุ และยึดได้เมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 49,967 เม็ด คำนวณเป็นปริมาณสารบริสุทธิ์หนัก 1,043 กรัม เป็นของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองประการเดียวว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ พยานโจทก์ทั้งห้าปากนี้เบิกความเชื่อมโยงและสอดคล้องกันในข้อสาระสำคัญว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 11.10 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาจอดต่อท้ายรถยนต์กระบะของสายลับ สักครู่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะตามเข้ามา แล้วจำเลยทั้งสองเข้าไปในห้องกระจกซึ่งสายลับนั่งรออยู่ นายดาบตำรวจ ว. ได้ยินเสียงจากเครื่องดักฟังว่า จำเลยที่ 1 กับสายลับตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีน 50,000 เม็ด และจะส่งมอบกันที่ร้านอาหารนั้น จำเลยที่ 1 ขอดูเงินก่อน สายลับกับจำเลยทั้งสองจึงเดินไปที่รถยนต์กระบะของสายลับ จำเลยที่ 1 กับสายลับเข้าไปดูเงินในรถแล้วจำเลยที่ 1 ลงจากรถไปพูดกับจำเลยที่ 2 ซึ่งยืนอยู่ท้ายรถ จากนั้นจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์กระบะออกไป เวลาประมาณ 11.45 นาฬิกา อ. ผู้ต้องหาที่ยังจับกุมไม่ได้ขับรถจักรยานยนต์มีผ้าห่มม้วนเป็นห่อวางอยู่ที่ช่องระหว่างเบาะกับบังโคลนหน้าเข้ามาจอดใกล้รถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แล้วนำห่อผ้าห่มดังกล่าวไปวางที่กระบะรถของสายลับ โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งขับรถยนต์กระบะตามมาและได้จอดรถอยู่ที่ริมถนนโชตนาตรงข้ามร้านอาหาร เมื่อสายลับนำห่อผ้าห่มไปแกะดูในรถยนต์กระบะของสายลับและส่งสัญญาณให้จับกุมด้วยการนับห่อเมทแอมเฟตามีน ส. กับพวกจึงเข้าจับกุมจำเลยทั้งสอง และยึดเมทแอมเฟตามีนซึ่งอยู่ในห่อผ้าห่มเป็นของกลาง เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งห้าซึ่งกระจายกำลังซุ่มดูการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางเบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันโดยตลอด แม้การเบิกความบางตอนจะแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงพลความ มิใช่สาระสำคัญที่จะทำให้คำพยานโจทก์เหล่านั้นมีน้ำหนักน้อยลงถึงกับรับฟังไม่ได้ โดยเฉพาะพยานโจทก์ทั้งห้าต่างเป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ไม่รู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อน จึงไม่มีเหตุน่าระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสองให้ต้องรับโทษตามคำพยานโจทก์ยืนยันว่า จำเลยทั้งสองเข้าไปหาสายลับในห้องกระจกด้วยกัน ขณะจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับสายลับจำเลยที่ 2 ก็นั่งอยู่ด้วย และขณะจำเลยที่ 1 เดินไปดูเงินในรถยนต์กระบะของสายลับจำเลยที่ 2 ก็เดินไปด้วย แม้ขณะ อ. นำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาส่งที่ร้านอาหาร จำเลยที่ 2 จะมิได้ขับรถยนต์กระบะตามเข้ามาในร้านอาหารด้วย แต่จำเลยที่ 2 ก็ได้จอดรถรออยู่ที่ริมถนนตรงข้ามร้านอาหารนั้นเอง เป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยทั้งสองร่วมรู้เห็นในการขายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่สายลับ ในชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองก็ให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (เมทแอมเฟตามีน)ไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย ตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเจ้าพนักงานบันทึกไว้ในระยะเวลาใกล้ชิดกับที่จำเลยทั้งสองถูกจับกุม คำรับของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักในการรับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 เฉพาะความผิดข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่ไม่มีผลทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ในข้อหาอื่นไม่มีน้ำหนักให้รับฟังไปด้วย น้ำหนักพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่สามารถรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำกรรมเดียวคือ การขายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์มีคำขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางกับผ้าห่มและถุงย่ามของกลางที่ใช้บรรจุและซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลาง แม้โจทก์จะอ้างบทมาตราตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 โดยมิได้อ้าง มาตรา 116 แห่ง พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ด้วย แต่เมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 89 จึงต้องริบเมทแอมเฟตามีนของกลางกับผ้าห่มและถุงย่ามของกลาง ที่ใช้บรรจุและซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลาง อันเป็นภาชนะหรือหีบห่อที่บรรจุเกี่ยวเนื่องกับความผิดในคดีให้แก่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อทำลายหรือจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควรตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 116 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเพียงว่า ให้ริบเมทแอมเฟตามีน ผ้าห่มและถุงย่ามของกลางเท่านั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรให้แก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเมทแอมเฟตามีน ผ้าห่มและถุงย่ามของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข ตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 116 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 วรรคสอง ม. 226 ม. 227
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 89 ม. 116
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดฝาง
จำเลย — นายพิสน คู้จ้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฝาง — นายราเชนทร์ วัชรพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชุติมนต์ โพธิเดช
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4508/2544
#41205
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์กับพวกมีสิทธิใช้ถนนพิพาทในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลยที่ 1 เป็นทางจำเป็นโดยผลของคำพิพากษาฎีกาย่อมต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 1349 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กล่าวคือโจทก์กับพวกสามารถใช้ถนนพิพาทโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือทำให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดได้ หากโจทก์กับพวกจะใช้รถยนต์บรรทุกหกล้อเพื่อให้เหมาะสมแก่ถนนพิพาทซึ่งรับน้ำหนักบรรทุกได้ไม่เกิน 10 ตันทั้งยังไม่เป็นการรบกวนการอยู่อาศัยโดยปกติสุขของประชาชนที่พักอาศัยในหมู่บ้านที่ถนนพิพาทผ่านย่อมเป็นการใช้ทางจำเป็นตามสมควรแก่กรณี แต่โจทก์กับพวกกลับจะใช้รถบรรทุกสิบล้อผ่านเข้าออกถนนพิพาทย่อมทำให้ถนนพิพาทและรั้วบ้านที่รถผ่านได้รับความเสียหายรวมทั้งประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจะถูกรบกวนการอยู่อาศัยโดยปกติสุข จึงยังไม่สมควรให้จำเลยที่ 1 เปิดคานเหล็กกั้นถนนพิพาทอันเป็นทางจำเป็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เปิดทางพิพาทบนที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 696 ให้จำเลยที่ 2และที่ 3 เปิดทางพิพาทบนที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โฉนดเลขที่55725 เพื่อเป็นทางจำเป็นออกสู่ทางสาธารณะแก่ที่ดินโฉนดเลขที่62551, 109674, 62552 และ 62553 ตำบลทุ่งสองห้อง (สีกัน)อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ทั้งเก้า และให้โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 3 โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 9 ร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน ต่อมาโจทก์ทั้งเก้าได้ชำระเงินตามคำพิพากษาให้แก่ฝ่ายจำเลยที่ 2 และที่ 3แล้วและได้ขอออกคำบังคับแจ้งให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำพิพากษาแต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ทั้งเก้าจึงยื่นคำขอออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อมเพื่อสอบถามในวันที่18 ธันวาคม 2540 ถึงวันนัด โจทก์ทั้งเก้าและจำเลยที่ 2 และที่ 3แถลงรับกันว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ขัดขวางในการเปิดทางจำเป็นแต่อย่างใด มีแต่เพียงจำเลยที่ 1 เท่านั้น ที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยเอาลวดหนามมาปิดกั้นรวมทั้งเสาคอนกรีต ขัดขวางไม่ให้ฝ่ายโจทก์ใช้ทางจำเป็น ทนายความของจำเลยที่ 1 แถลงว่ายินดีที่จะให้จำเลยที่ 1ปฏิบัติตามคำพิพากษา โดยคู่ความทุกฝ่ายจะไปดูสถานที่พิพาทแล้วจะมาแถลงต่อศาลนัดหน้า ศาลชั้นต้นจึงเลื่อนนัดพร้อมไปในวันที่ 6กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันนัด ทนายความของโจทก์ทั้งเก้าแถลงว่าขณะนี้มีต้นไม้ขึ้นบนทางพิพาท ไม่สามารถตัดออกได้ เพราะมีผู้อ้างว่าได้ขออนุญาตฝ่ายจำเลยปลูกทนายความของจำเลยที่ 1 แถลงว่า ยินดีที่จะไปนำชี้บริเวณที่มีต้นไม้ขึ้น เพื่อให้ฝ่ายโจทก์ดำเนินการตัด หากมีการโต้แย้งเกิดขึ้นฝ่ายจำเลยที่ 1 ยินดีดำเนินการให้ลุล่วงไปและจะรับผิดชอบการที่ฝ่ายโจทก์ตัดต้นไม้ดังกล่าว หากมีปัญหาเกิดขึ้น จำเลยที่ 1 จะดำเนินการแก้ไขให้ลุล่วงไปเพื่อประโยชน์ที่จะใช้ทางจำเป็นและฝ่ายจำเลยที่ 1 ยินดีให้ฝ่ายโจทก์ดำเนินการปรับปรุงทางจำเป็นให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดีรวมทั้งการเทพื้นคอนกรีต โดยฝ่ายโจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

วันที่ 11 มิถุนายน 2541 โจทก์ทั้งเก้ายื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1ได้ให้ลูกจ้างไปปักเสาเหล็ก สูงประมาณ 3 เมตร และกั้นคานเหล็กขวางทางจำเป็นทำให้โจทก์ทั้งเก้าไม่สามารถนำรถบรรทุกเข้าไปดำเนินการปรับปรุงเทพื้นคอนกรีตทางจำเป็นได้ขอให้ศาลชั้นต้นสั่งนัดพร้อมเพื่อสอบถาม

ศาลชั้นต้นนัดพร้อมสอบถามคู่ความแล้วมีคำสั่งว่า ในชั้นนี้เห็นว่ายังไม่สมควรเปิดเหล็กกั้นจนกว่าทั้งสองฝ่ายจะมีมาตรการในการบรรเทาความเสียหายให้ประชาชนในหมู่บ้าน

โจทก์ทั้งเก้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งเก้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเก้าว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยังไม่สมควรให้จำเลยที่ 1 เปิดเหล็กกั้นทางพิพาทอันเป็นทางจำเป็นนั้นชอบด้วยกฎหมายและถูกต้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาหรือไม่เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1224/2539 คงวินิจฉัยเพียงว่าเมื่อทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแล้วโจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิใช้ทางดังกล่าวได้โดยอำนาจของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1349 ซึ่งหมายความว่า โจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิใช้ทางพิพาทได้แต่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของบทกฎหมาย ดังกล่าว เมื่อตามวรรคสามของมาตรา 1349 บัญญัติว่า "ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยสุดที่จะเป็นได้ ถ้าจำเป็นผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้" ข้อเท็จจริงได้ความว่าทางพิพาทเป็นถนนในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลยที่ 1 กว้าง 6 เมตร พื้นถนนเป็นพื้นคอนกรีตหนาประมาณ 15 เซนติเมตร ชั้นล่างบดอัดธรรมดา รับน้ำหนักได้สำหรับรถส่วนบุคคลหรือรถปิกอัพน้ำหนักไม่เกิน 10 ตันน้ำหนักที่บรรทุก 10 ตันใช้ได้เฉพาะรถบรรทุกหกล้อ ไม่สามารถให้รถบรรทุกสิบล้อซึ่งจะบรรทุกน้ำหนักประมาณ 20 ตัน ขึ้นไปผ่านได้หากให้รถบรรทุกสิบล้อผ่านจะเกิดความเสียหาย เช่น พื้นถนน แตกร้าวบริเวณบ้านจัดสรรโดยรอบและรั้วบริเวณที่รถผ่านจะแตกร้าวได้ ทั้งจะทำให้ประชาชนในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลยที่ 1 ถูกรบกวนการอยู่อาศัยตามปกติ เช่นนอนไม่หลับ เด็กนักเรียนทำการบ้านไม่ได้ ดินที่หล่นบนถนนเมื่อตกบนถนนแล้วจะทำให้ถนนลื่นและเคยเกิดอุบัติเหตุมาแล้ว จำเลยที่ 1 จึงสร้างคานเหล็กซึ่งมีความสูงจากพื้นผิวถนน 2.50 เมตรปิดกั้นทางพิพาทมิให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ผ่านเข้าออกในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ทั้งเก้าก็ยืนยันว่าการเข้าไปถมดินจะต้องใช้รถบรรทุกสิบล้อผ่านทางพิพาทเท่านั้น หากไม่ใช้รถบรรทุกสิบล้อจะไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายความเสียหายที่เกิดขึ้นโจทก์ทั้งเก้าจะรับผิดชอบเอง แสดงให้เห็นว่าหากโจทก์ทั้งเก้าใช้รถบรรทุกสิบล้อผ่านเข้าออกทางพิพาทย่อมทำให้ทางพิพาทบริเวณบ้านจัดสรรและรั้วบ้านที่รถผ่านได้รับความเสียหายและประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจะถูกรบกวนการอยู่อาศัยโดยปกติจริง ซึ่งโจทก์ทั้งเก้าสามารถใช้ทางพิพาทโดยไม่ให้เกิดความเสียหายหรือทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางพิพาทน้อยที่สุดได้ โดยใช้รถบรรทุกหกล้อบรรทุกดินผ่านเข้าออกทางพิพาทเพื่อให้เหมาะสมแก่ทางพิพาทซึ่งรับน้ำหนักบรรทุกได้ไม่เกิน 10 ตัน ทั้งยังไม่เป็นการรบกวนการอยู่อาศัยโดยปกติของประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ทางพิพาทผ่านด้วย หากโจทก์ทั้งเก้ากระทำเช่นนี้ต่างหากจึงจะชอบด้วยกฎหมายและถูกต้องตามคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยังไม่สมควรให้จำเลยที่ 1 เปิดเหล็กกั้นทางพิพาทอันเป็นทางจำเป็นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งยกคำร้องของโจทก์ทั้งเก้านั้นไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อศาลชั้นต้นมิได้สั่งให้บังคับคดีเป็นไปตามคำร้องของโจทก์ทั้งเก้าแล้ว ก็ชอบที่จะสั่งยกคำร้องของโจทก์ทั้งเก้าเสียศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำร้องของโจทก์ทั้งเก้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุชาติ วุฒิวิชัย กับพวก
จำเลย — บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4508/2544
#69491
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำพิพากษาศาลฎีกาคงวินิจฉัยเพียงว่า เมื่อทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแล้วโจทก์มีสิทธิใช้ทางดังกล่าวได้ โดยอำนาจของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 หมายความว่า โจทก์มีสิทธิใช้ทางพิพาทได้แต่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของบทกฎหมายดังกล่าว รวมทั้งตามวรรคสามของมาตรา 1349 ที่บัญญัติว่า "ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้ พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยสุดที่จะเป็นได้ ถ้าจำเป็น ผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้ด้วย"

ทางพิพาทเป็นถนนในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลย กว้าง 6 เมตร พื้นถนนรับน้ำหนักได้สำหรับรถส่วนบุคคลหรือรถปิกอัพน้ำหนักไม่เกิน 10 ตัน น้ำหนักที่บรรทุก 10 ตัน ใช้ได้เฉพาะรถบรรทุกหกล้อ ไม่สามารถให้รถบรรทุกสิบล้อซึ่งจะบรรทุกน้ำหนักประมาณ 20 ตัน ขึ้นไปผ่านได้ หากให้รถบรรทุกสิบล้อผ่านจะเกิดความเสียหายแก่พื้นถนนและรั้วบริเวณที่รถผ่านจะแตกร้าวได้ ทั้งจะทำให้ประชาชนในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลยถูกรบกวนการอยู่อาศัยตามปกติ จำเลยจึงสร้างคานเหล็กซึ่งมีความสูงจากพื้นผิวถนน 2.50 เมตร ปิดกั้นทางพิพาทมิให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ผ่านเข้าออกในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลย ซึ่งโจทก์สามารถใช้ทางพิพาทโดยไม่ให้เกิดความเสียหายหรือทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางพิพาทน้อยที่สุดได้ โดยใช้รถบรรทุกหกล้อบรรทุกดินผ่านเข้าออกทางพิพาทเพื่อให้เหมาะสมแก่ทางพิพาท ซึ่งรับน้ำหนักบรรทุกได้ไม่เกิน 10 ตัน ทั้งยังไม่เป็นการรบกวนการอยู่อาศัยโดยปกติของประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ทางพิพาทผ่านด้วย จึงยังไม่สมควรให้จำเลยเปิดเหล็กกั้นทางพิพาทอันเป็นทางจำเป็น

เมื่อศาลชั้นต้นมิได้สั่งให้บังคับคดีเป็นไปตามคำร้องของโจทก์แล้ว ก็ชอบที่จะสั่งยกคำร้องของโจทก์เสีย แต่ศาลชั้นต้นมิได้สั่ง ศาลฎีกาเห็นพ้องสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเปิดทางพิพาทบนที่ดินของจำเลยทั้งสามเพื่อเป็นทางจำเป็นออกสู่ทางสาธารณะแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเก้า และให้โจทก์ทั้งเก้าชำระค่าทดแทนแก่จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียม ให้เป็นพับ ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน ต่อมาโจทก์ทั้งเก้าได้ชำระเงินตามคำพิพากษาแล้วและได้ขอออก คำบังคับแจ้งให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำพิพากษา แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ทั้งเก้าจึงยื่น คำขอออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อมเพื่อสอบถามในวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๐ถึงวันนัด โจทก์ทั้งเก้าและจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แถลงรับกันว่า มีแต่เพียงจำเลยที่ ๑ เท่านั้นที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยเอาลวดหนามมา ปิดกั้นรั้วรวมทั้งเสาคอนกรีตขัดขวางไม่ให้ฝ่ายโจทก์ใช้ทางจำเป็น ทนายความของจำเลยที่ ๑ แถลงว่ายินดีที่จะให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติตามคำพิพากษา โดยคู่ความทุกฝ่ายจะไปดูสถานที่พิพาทแล้วจะมาแถลงต่อศาลนัดหน้า ศาลชั้นต้น จึงเลื่อนนัดพร้อมไปในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ถึงวันนัดทนายความของโจทก์ทั้งเก้าแถลงว่า ขณะนี้มีต้นไม้ขึ้น บนทางพิพาท ไม่สามารถตัดออกได้ เพราะมีผู้อ้างว่าได้ขออนุญาตฝ่ายจำเลยปลูก ทนายความของจำเลยที่ ๑ แถลงว่า ยินดีที่จะไปนำชี้บริเวณที่มีต้นไม้ขึ้น เพื่อให้ฝ่ายโจทก์ดำเนินการตัดและจะรับผิดชอบหากมีปัญหาเกิดขึ้น

วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๑ โจทก์ทั้งเก้ายื่นคำร้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้ให้ลูกจ้างไปปักเสาเหล็ก สูงประมาณ ๓ เมตร และกั้นคานเหล็กขวางทางจำเป็นทำให้โจทก์ทั้งเก้าไม่สามารถนำรถบรรทุกเข้าไปดำเนินการปรับปรุงเทพื้นคอนกรีตทางจำเป็นได้ ขอให้ศาลชั้นต้นสั่งนัดพร้อมเพื่อสอบถาม

ศาลชั้นต้นนัดพร้อมสอบถามคู่ความแล้วมีคำสั่งว่า ในชั้นนี้เห็นว่ายังไม่สมควรเปิดเหล็กกั้นจนกว่าทั้งสองฝ่ายจะมีมาตรการในการบรรเทาความเสียหายให้ประชาชนในหมู่บ้าน

โจทก์ทั้งเก้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเก้าฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเก้าว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่ง ศาลชั้นต้นที่ยังไม่สมควรให้จำเลยที่ ๑ เปิดเหล็กกั้นทางพิพาทอันเป็นทางจำเป็นนั้น ชอบด้วยกฎหมายและถูกต้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๒๔/๒๕๓๙ คงวินิจฉัยเพียงว่า เมื่อทางพิพาทเป็น ทางจำเป็นแล้วโจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิใช้ทางดังกล่าวได้โดยอำนาจของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ ซึ่งหมายความว่า โจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิใช้ทางพิพาทได้แต่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อตามวรรคสามของมาตรา ๑๓๔๙ บัญญัติว่า "ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอสมควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยสุดที่จะเป็นไปได้ ถ้าจำเป็นผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านได้" ข้อเท็จจริงได้ความว่าทางพิพาทเป็นถนนในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลยที่ ๑ กว้าง ๖ เมตร พื้นถนนเป็นพื้นคอนกรีตหนาประมาณ ๑๕ เซนติเมตร ชั้นล่างบดอัดธรรมดา รับน้ำหนักได้สำหรับรถส่วนบุคคลหรือรถปิกอัพ น้ำหนักไม่เกิน ๑๐ ตัน ใช้ได้เฉพาะรถบรรทุกหกล้อ ไม่สามารถให้รถบรรทุกสิบล้อซึ่งจะบรรทุกน้ำหนักประมาณ ๒๐ ตันขึ้นไปผ่านได้ หากให้รถบรรทุกสิบล้อผ่านจะเกิดความเสียหาย เช่น พื้นถนนแตกร้าว บริเวณบ้านจัดสรร โดยรอบและรั้วบริเวณที่รถผ่านจะแตกร้าวได้ จำเลยที่ ๑ จึงสร้างคานเหล็กซึ่งมีความสูงจากพื้นผิวถนน ๒.๕๐ เมตร ปิดกั้นทางพิพาทมิให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ผ่านเข้าออกในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลยที่ ๑ แต่โจทก์ทั้งเก้าก็ยืนยันว่า การเข้าไปถมดินจะต้องใช้รถบรรทุกสิบล้อผ่านทางพิพาทเท่านั้น หากไม่ใช้รถบรรทุกสิบล้อจะไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย ความเสียหายที่เกิดขึ้นโจทก์ทั้งเก้าจะรับผิชอบเอง แสดงให้เห็นว่า หากโจทก์ทั้งเก้าใช้รถบรรทุกสิบล้อผ่านเข้าออกทางพิพาทย่อมทำให้ทางพิพาทบริเวณบ้านจัดสรรและรั้วบ้านที่รถผ่านได้รับความเสียหายและประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจะถูกรบกวนการอยู่อาศัยโดยปกติจริง ซึ่งโจทก์ทั้งเก้าสามารถให้ทางพิพาทโดยไม่ให้เกิดความเสียหาย หรือทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางพิพาทน้อยที่สุดได้ โดยใช้รถบรรทุกดินผ่านเข้าออกทางพิพาทเพื่อให้เหมาะสม แก่ทางพิพาทซึ่งรับน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน ๑๐ ตัน ทั้งยังไม่เป็นการรบกวนการอยู่อาศัยโดยปกติของประชาชน ที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ทางพิพาทผ่านด้วย หากโจทก์ทั้งเก้ากระทำเช่นนี้ ต่างหากจึงชอบด้วยกฎหมายและถูกต้องตามคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยังไม่ควรให้จำเลยที่ ๑ เปิดเหล็กกั้นทางพิพาทอันเป็นทางจำเป็น จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งยกคำร้องของโจทก์ทั้งเก้านั้น ไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อศาลชั้นต้นมิได้สั่งให้บังคับคดีเป็นไปตามคำร้องของโจทก์ทั้งเก้าแล้ว ก็ชอบที่จะสั่งยกคำร้อง ของโจทก์ทั้งเก้าเสีย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำร้องของโจทก์ทั้งเก้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ป.วิ.พ. ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุชาติ วุฒิวิชัย กับพวก
จำเลย — บริษัทมั่นคงเคหะการ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ศรไชย
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4507/2544
#69233
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งเลิกจ้างของจำเลยระบุเหตุเลิกจ้างว่าโจทก์มีพฤติการณ์ปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริต สอบสวนรับบุคคลที่ ขาดคุณสมบัติขึ้นทะเบียนเป็นลูกจ้างของจำเลย บันทึกรายการขอขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้าที่เป็นเท็จ จัดทำคำขอกู้ให้ แก่บุคคลดังกล่าวด้วยวงเงินกู้สูง และมีพฤติการณ์มีส่วนรู้เห็นกับการที่มีบุคคลภายนอกเรียกหรือรับผลประโยชน์จากลูกค้าเป็นค่าวิ่งเต้นในการเข้าเป็นลูกค้าเพื่อกู้เงินจากจำเลยซึ่งจำเลยอาจปรับเข้ากับข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยวินัย การสอบสวนและการลงโทษสำหรับพนักงานและลูกจ้าง ข้อ 5 (4) ว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงด้วยการทุจริตต่อหน้าที่ได้ แต่กลับปรากฎตามรายงานผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนที่จำเลยตั้งขึ้นว่าโจทก์กระทำผิดวินัยตาม ข้อ 3 (4) (6) (7) (10) แต่ไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ สมควรเลิกจ้างโจทก์ตามข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือน การถอดถอนสำหรับพนักงาน ข้อ 19 (2) ด้วยเหตุไม่อาจไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และต่อมาจำเลยก็มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสอบสวนโดยอ้างเหตุว่าการกระทำของโจทก์ทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่และชื่อเสียง ของจำเลย ซึ่งตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 6 ระบุว่าไม่เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอาศัยข้อบังคับของจำเลย หมวด 4 การถอดถอนข้อ 19 (2) เพราะไม่อาจไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้อันเป็นการใช้สิทธิเลิกสัญญาจ้างเท่านั้น ต้องถือว่าจำเลยไม่ได้ประสงค์ลงโทษทางวินัยด้วยการไล่ออกหรือปลดออกเนื่องจากโจทก์กระทำผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงอันจะทำให้จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ แต่จำเลยประสงค์เลิกสัญญาจ้างเพราะเหตุไม่อาจไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ซึ่งไม่เข้าข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 46 ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ. พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง แม้ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 ก็ตาม แต่ตามระเบียบดังกล่าวข้อ 45 ก็ให้รัฐวิสาหกิจจ่ายค่าชดเชยแก่พนักงานซึ่งเลิกจ้างในหลักเกณฑ์เดียวกับประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 เป็นเพียงการปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้องเท่านั้น จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ และศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทการจ่ายค่าชดเชยดังกล่าวเสียให้ถูกต้อง

ระเบียบฉบับที่ 33 ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสประจำปีสำหรับพนักงานของจำเลย ข้อ 2 กำหนดว่าพนักงานที่ได้ปฏิบัติงานมาครบในรอบปีใดจะได้รับเงินโบนัสในรอบปีนั้นตามกฎเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ถ้าพนักงาน ผู้ใดไม่เคยลา?จะได้รับเงินโบนัสเต็มจำนวน? ส่วนข้อ 3 ถึง 9 ของระเบียบดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์การจ่าย เงินโบนัสสำหรับพนักงานของจำเลยที่ทำงานไม่ครบรอบปีบัญชีจากสาเหตุกรณีต่าง ๆ เช่น ลาออก ได้รับทุนไปศึกษาต่อ ต้องออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ถูกเลิกจ้างเป็นต้น สำหรับหลักเกณฑ์ตามข้อ 10 วรรคสอง ก็เป็นกรณีที่พนักงานที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยในระหว่างรอบบัญชีของปีนั้น ๆ หาได้หมายความถึงพนักงานที่ทำงานครบรอบปีจนมีสิทธิได้รับเงินโบนัสเต็มจำนวนดังที่ระบุไว้ในข้อ 2 (1) ไม่ โจทก์ทำงานครบรอบปีบัญชี 1 เมษายน 2539 ถึง 31 มีนาคม 2540 แล้ว จำเลยตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2540 และโจทก์ถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งอยู่ในระหว่างรอบปีบัญชี 1 เมษายน 2540 ถึง 31 มีนาคม 2541 โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินโบนัสเต็มจำนวนสำหรับรอบปีบัญชี 1 เมษายน 2539 ถึง 31 มีนาคม 2540 ตามระเบียบของจำเลยข้อ 2 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้คำฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นพนักงาน ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานสินเชื่อ ๖ สาขาจันดี สังกัดสาขาระดับจังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและโจทก์ไม่ได้กระทำผิด ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดิม หากไม่อาจกระทำได้ให้บังคับจำเลยจ่าย เงินโบนัสของปีบัญชี ๑ เมษายน ๒๕๓๙ ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๐ จำนวน ๔๕,๑๒๐ บาท ค่าชดเชยจำนวน ๕๗,๖๐๐ บาท และ ค่าเสียหายจำนวน ๓,๘๔๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบวิธีปฏิบัติของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง จึงถูกลงโทษเลิกจ้างและเป็นการ เลิกจ้างที่เป็นธรรม โจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสของปีบัญชี ๒๕๓๙ เพียงกึ่งหนึ่งจำนวน ๒๓,๕๐๖ บาท ซึ่งจำเลยโอนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน ๕๗,๖๐๐ บาท และเงินโบนัสจำนวน ๒๑,๖๑๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๗๙,๒๑๔ บาท นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางพิจารณาหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วฟัง ข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้บันทึกและสอบสวนรายการขอขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้าประจำสาขาจันดีของจำเลย (แบบ ๑๑ - ๐๓๐) รวมลูกค้า ๙ ราย ซึ่งปรากฏจากสำเนาทะเบียนบ้านว่าลูกค้าทั้ง ๙ ราย เข้ามาอยู่ในบ้านของลูกค้า แต่ละรายไม่ถึง ๑ ปี และบางรายก็มิใช่เจ้าของบ้าน โจทก์ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อของจำเลยซึ่งมีหน้าที่สอบสวนรายการตามแบบ ๑๑ - ๐๓๐ ควรจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันดังกล่าวให้ได้ความว่าข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ก่อนที่จะสรุปความเห็นเสนอผู้จัดการสาขาพิจารณาว่าควรรับหรือไม่รับบุคคลขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้า แต่โจทก์กลับสรุปความเห็นว่าควรให้รับขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้าโดยละเลยไม่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ถูกต้องก่อนตามระเบียบขั้นตอนและคำเตือนที่จำเลยกำหนดให้ปฏิบัติ การที่โจทก์ละเลยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวน่าเชื่อว่าโจทก์กระทำโดยมีเจตนาที่จะบันทึกรายการขอขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้าประจำสาขาเป็นเท็จ ถือว่าโจทก์รายงานเท็จหรือเสนอความเห็นที่ไม่สุจริตต่อผู้บังคับบัญชา และไม่ปฏิบัติตามระเบียบวิธีปฏิบัติของจำเลย ดังนั้นที่โจทก์อุทธรณ์ ยืนยันว่าลูกค้าทั้ง ๙ ราย มีถิ่นที่อยู่และประกอบอาชีพเกษตรกรรมของตนในท้องที่ดำเนินงานของสาขาจันดีเกินกว่า ๑ ปี ทุกราย เท่ากับให้ศาลฎีการับฟังว่าโจทก์มิได้ละเลยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของลูกค้าให้ถูกต้องตามระเบียบ เป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงาน จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกา ไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำสั่งเลิกจ้างของจำเลย ระบุเหตุเลิกจ้างว่าโจทก์มีพฤติการณ์ปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริต สอบสวนรับบุคคลที่ขาด คุณสมบัติขึ้นทะเบียนเป็นลูกจ้างของจำเลย บันทึกรายการขอขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้าที่เป็นเท็จ จัดทำคำขอกู้ให้แก่บุคคลดังกล่าวด้วยวงเงินกู้สูง และมีพฤติการณ์มีส่วนรู้เห็นกับการที่บุคคลภายนอกเรียกหรือรับผลประโยชน์จากลูกค้าเป็น ค่าวิ่งเต้นในการเข้าเป็นลูกค้าเพื่อกู้เงินจากจำเลย ซึ่งจำเลยอาจจะปรับเข้ากับข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ ๙ ว่าด้วย วินัย การสอบสวน และการลงโทษสำหรับพนักงานและลูกจ้าง ข้อ ๕ (๔) ว่า โจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงด้วยการทุจริตต่อหน้าที่ได้ แต่กลับปรากฏตามรายงานผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนที่จำเลยตั้งขึ้นว่า โจทก์กระทำผิดวินัยตามข้อ ๓ (๔) (๖) (๗) (๑๐) แต่ไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ สมควรเลิกจ้างโจทก์ตามข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ ๔ ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือน และการถอดถอนสำหรับพนักงาน ข้อ ๑๙ (๒) ด้วยเหตุไม่อาจไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และต่อมาจำเลยก็มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสอบสวน โดยอ้างเหตุว่าการกระทำของโจทก์ทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่และ ชื่อเสียงของจำเลย ซึ่งตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ ๖ ระบุว่าไม่เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอาศัยข้อบังคับของจำเลย หมวด ๔ การถอดถอน ข้อ ๑๙ (๒) เพราะไม่อาจไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ อันเป็นการใช้สิทธิเลิกสัญญาจ้างเท่านั้น ไม่ใช่เลิกจ้างด้วยโทษทางวินัยด้วยการไล่ออกหรือ ปลดออกตาม ข้อ ๔ (๑) (๒) ต้องถือว่าจำเลยไม่ได้ประสงค์ลงโทษทางวินัยด้วยการไล่ออกหรือปลดออกเนื่องจากโจทก์กระทำผิดทางวินัยอย่าง ร้ายแรงอันจะทำให้จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ แต่จำเลยประสงค์เลิกสัญญาจ้างเพราะเหตุไม่อาจไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ซึ่งไม่เข้าข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อ ๔๖ ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑ (๑) และมาตรา ๑๑ วรรคสอง แม้ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๖ ก็ตาม แต่ตามระเบียบดังกล่าวข้อ ๔๕ ก็ให้รัฐวิสาหกิจจ่ายค่าชดเชยแก่พนักงานซึ่งเลิกจ้างในหลักเกณฑ์เดียวกับประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ ๔๖ การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามประกาศ กระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๖ เป็นเพียงการปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้องเท่านั้น จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่เห็นสมควรปรับบทการจ่ายค่าชดเชยดังกล่าวเสียให้ถูกต้อง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องจ่ายเงินโบนัสของปีบัญชี ๑ เมษายน ๒๕๓๙ ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๐ เพิ่มให้โจทก์อีก ๒๑,๖๑๔ บาท หรือไม่ เห็นว่า ระเบียบฉบับที่ ๓๓ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสประจำปีสำหรับพนักงานของจำเลย ข้อ ๒ กำหนดว่าพนักงานที่ได้ปฏิบัติงานมาครบในรอบปีใดจะได้รับ เงินโบนัสในรอบปีนั้นตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(๑) ถ้าพนักงานผู้ใดไม่เคยลา ? จะได้รับเงินโบนัสเต็มจำนวน ?

ส่วนข้อ ๓ ถึงข้อ ๙ ของระเบียบดังกล่าวจะเห็นได้ว่าล้วนแต่กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสสำหรับพนักงานของจำเลยที่ทำงานไม่ครบรอบปีบัญชีจากสาเหตุกรณีต่าง ๆ เช่น ลาออก ได้รับทุนไปศึกษาต่อ ต้องออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ถูกเลิกจ้าง เป็นต้น สำหรับหลักเกณฑ์ตามข้อ ๑๐ วรรคสอง ก็เป็นกรณีที่พนักงานที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยในระหว่างรอบบัญชีของปีนั้น ๆ หาได้หมายความถึงพนักงานที่ทำงานครบรอบปีจนมีสิทธิได้รับเงินโบนัสเต็มจำนวนดังที่ระบุไว้ในข้อ ๒ (๑) ดังความหมายที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางฟังได้ความว่าโจทก์ทำงานครบรอบปีบัญชี ๑ เมษายน ๒๕๓๙ ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๐ แล้ว จำเลยตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ และโจทก์ถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ซึ่งอยู่ในระหว่างรอบปีบัญชี ๑ เมษายน ๒๕๔๐ ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินโบนัสเต็มจำนวนสำหรับรอบปีบัญชี ๑ เมษายน ๒๕๓๙ ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๐ ตามระเบียบของจำเลยข้อ ๒ (๑) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสจำนวน ๒๑,๖๑๔ บาท ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อ ๔๕ (๓) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 11 (1) ม. 11 วรรคสอง
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยยันต์ เบญจกุล
จำเลย — ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง(สงขลา) — นายธงชัย อยู่ถนอม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4504/2544
#41204
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของจำเลยที่ว่า โจทก์จะเป็นนิติบุคคลหรือไม่และ อ. จะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่จำเลยไม่รับรอง เพราะหนังสือรับรองออกมาก่อนฟ้องถึง 7 เดือนนั้นจำเลยไม่ได้ให้เหตุแห่งการปฏิเสธ โดยชัดแจ้งว่าหนังสือรับรองออกมาก่อนฟ้อง 7 เดือน เหตุใดจึงทำให้โจทก์ไม่เป็นนิติบุคคลและ อ. ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง ถือว่าจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยในประเด็นนี้มาก็ตาม ก็เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากข้อต่อสู้ของจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องนั้นชอบแล้ว

เดิมจำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี มีสิทธิเพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่กลับฎีกาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเพราะเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ แม้ปัญหานี้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่จำเลยก็มิได้อ้างเหตุผลว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ขัดต่อกฎหมายดังกล่าวอย่างไร ทั้งโจทก์เป็นสถาบันการเงิน การกำหนดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ตกอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติดอกเบี้ยให้กู้ยืมของสถาบันการเงินฯ ไม่ใช่ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ แต่จำเลยก็มิได้แสดงเหตุผลเช่นกันว่าโจทก์ปฏิบัติผิดต่อกฎหมายดังกล่าวนี้อย่างไร ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน6,074,813.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปีในต้นเงิน 5,495,014.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากบังคับจำนองได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,201,558.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี แบบไม่ทบต้นตั้งแต่วันที่ 1ธันวาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองโฉนดเลขที่ 203 และ 33742 ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพงจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนกว่าจะครบ

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์ สาขาท่าแพ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2533 จำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน 4,000,000 บาท มีกำหนด 12 เดือนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี และยินยอมให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ตามประกาศของโจทก์ แต่ไม่เกินกว่าอัตราสูงสุดของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีต่อมาเมื่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีครบกำหนดแล้วมีการตกลงต่อสัญญาออกไปอีก 12 เดือน และมีข้อตกลงอีกด้วยว่าเมื่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่ต่อครบกำหนดแล้ว ถ้าจำเลยไม่ชำระเงินทั้งหมดและโจทก์ยินยอมให้จำเลยเบิกเงินต่อไปอีกให้ถือว่าทั้งสองฝ่ายตกลงต่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีออกไปอีกครั้งละ 12 เดือน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะบอกเลิกสัญญา ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของจำเลยมีว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์เมื่อใด ตลอดจนมีจำนวนเงินที่จำเลยขอเบิกเงินเกินบัญชี ข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาในการหักทอนบัญชีแต่ละครั้ง และวันครบกำหนดแห่งสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี นอกจากนี้โจทก์ยังแนบสำเนาสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมีรายละเอียดต่าง ๆ ของข้อตกลงชัดเจน และแนบสำเนาบัญชีกระแสรายวันแสดงหลักฐานการเดินสะพัดทางบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยมาในท้ายคำฟ้องอีกด้วยเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม ที่จำเลยฎีกาว่าคำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์ไม่บรรยายให้แจ้งชัดว่าจำเลยเบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์เมื่อใด เป็นจำนวนเท่าใดและคิดดอกเบี้ยทบต้นกันอย่างไรจำเลยจึงไม่อาจต่อสู้คดีได้ นั้น ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ตามคำให้การของจำเลยก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเรื่องอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าที่จำเลยให้การว่าโจทก์จะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ และนายอมร จันทรสมบูรณ์จะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่จำเลยไม่รับรอง เพราะหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้องออกมาก่อนฟ้องถึง 7 เดือน เป็นคำให้การที่แจ้งชัดแล้ว เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่าให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น คำให้การของจำเลยดังกล่าวไม่ได้ให้เหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าที่หนังสือรับรองออกมาก่อนฟ้อง 7 เดือน เหตุใดจึงทำให้โจทก์ไม่เป็นนิติบุคคลและนายอมร จันทรสมบูรณ์ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ถือว่าจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวแม้ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยในประเด็นนี้มาก็ตาม ก็เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากข้อต่อสู้ของจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องให้จำเลยนั้นชอบแล้ว

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ในวันสิ้นสุดแห่งสัญญาบัญชีเดินสะพัดจำนวน 5,201,558.50 บาทหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวโดยไม่ทบต้นได้หรือไม่ เห็นว่าโจทก์มีนายสุกฤษฎิ์ เมฆประภามงคลหัวหน้าหน่วยสินเชื่อของโจทก์เบิกความประกอบบัญชีกระแสรายวันว่าเมื่อมีสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วได้มีการเดินสะพัดทางบัญชีมาโดยตลอด จำเลยเองเบิกความรับว่าได้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์หลายครั้ง ทางธนาคารโจทก์ได้แจ้งรายการบัญชีให้ทราบด้วยเจือสมกับพยานโจทก์ นอกจากนี้ยังได้ความจากทางนำสืบโจทก์ว่าเมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้ว มีการต่ออายุสัญญาออกไปอีกและจำเลยยอมรับว่า ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2534 จำเลยเป็นหนี้โจทก์4,738,227.27 การที่จำเลยยอมรับยอดหนี้ดังกล่าวเป็นข้อยืนยันอีกประการหนึ่งว่าจำเลยยอมรับว่าการนำเงินเข้าและการเบิกเงินจากบัญชีกระแสรายวันรวมตลอดถึงรายการหักทอนบัญชีและการคิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นไปโดยถูกต้อง มิฉะนั้นผู้ประกอบการค้าเช่นจำเลยคงไม่ลงลายมือชื่อไว้ ที่จำเลยอ้างว่าไม่รู้ไม่เข้าใจนั้น เป็นเพียงคำกล่าวลอย ๆ และง่ายต่อการที่จะยกขึ้นอ้าง พยานโจทก์มีน้ำหนักกว่าพยานจำเลย จึงฟังว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ในวันที่สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดจำนวน 5,201,558.50 บาท จริงส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12ต่อปีนับแต่วันสิ้นสุดสัญญานั้น เห็นว่า เดิมจำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี มีสิทธิเพียงร้อยละ7.5 ต่อปี แต่ในชั้นฎีกากลับฎีกาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเพราะเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 แม้ปัญหานี้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่จำเลยก็มิได้อ้างเหตุผลว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ12 ต่อปี ขัดต่อกฎหมายดังกล่าวอย่างไร ทั้งโจทก์เป็นสถาบันการเงินการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ตกอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติดอกเบี้ยให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523ไม่ใช่พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 แต่จำเลยก็มิได้แสดงเหตุผลเช่นกันว่าโจทก์ปฏิบัติผิดต่อกฎหมายดังกล่าวนี้อย่างไร ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ สรุปแล้วฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 177 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ส่งนิ้ง แซ่ฉั่ว
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4476/2544
#41203
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์โจทก์ขอรังวัดตรวจสอบแนวเขต จำเลยทั้งสองคัดค้านขอให้พิพากษาว่าที่ดินเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดสอบเขตจำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งในตอนแรกว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยซื้อมาจาก น. แต่จำเลยทั้งสองกลับให้การและฟ้องแย้งในตอนหลังว่า กรณีจะเป็นประการใดก็ตามหากฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1ก็ได้ครอบครองทำประโยชน์โดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนานกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ จึงขัดแย้งกับคำให้การและฟ้องแย้งตอนแรก ซึ่งอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 เพราะซื้อมา จึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้อื่นในที่ดินโฉนดเลขที่ 5847 เนื้อที่ 72 ไร่ 3 งาน 56 ตารางวา มีอาณาเขตทิศเหนือติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามโฉนดเลขที่ 5833 วันที่ 24ตุลาคม 2537 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองคัดค้าน ต่อมาวันที่ 13กรกฎาคม 2538 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดอีกแต่จำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ 78 ตารางวาเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินจำเลยที่ 1 ตามโฉนดที่ดินดังกล่าวทำให้โจทก์เสียค่าใช้จ่ายทำการรังวัดถึงสองครั้งเป็นเงิน 10,000 บาท และขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทซึ่งอาจให้บุคคลอื่นเช่าได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 2,000 บาท ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปและค่าเสียหายต่อไปอีกปีละ 2,000บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินจำเลยที่ 1 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 5833 โดยจำเลยที่ 1ซื้อมาจากนางนัฎฐา วัตตะเสรี เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2527 จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา หากฟังว่าที่ดินพิพาทอยู่ในโฉนดที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนานกว่า10 ปีแล้ว จำเลยที่ 1 จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 5847ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี แก่จำเลยที่ 1เพื่อนำไปใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดิน กับห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทติดต่อกันจนถึงปัจจุบันโดยสงบ เปิดเผย หรือมีเจตนาเป็นเจ้าของและมิได้ครอบครองเกินกว่า 10 ปี ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 5847 ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้าจังหวัดสุพรรณบุรีของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการคัดค้านการรังวัดที่ดินดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป คำขออื่นให้ยก สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า คำให้การและฟ้องแย้งมีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ โจทก์ขอรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดิน จำเลยทั้งสองคัดค้าน ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดสอบเขตและห้ามเกี่ยวข้องกับเรียกค่าเสียหายจำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งในตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 อยู่ในเขตโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยซื้อมาจากนางนัฏฐา วัตตะเสรี เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2527 จากนั้นได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา เท่ากับจำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยได้รับโอนกรรมสิทธิ์จากเจ้าของเดิม แต่จำเลยทั้งสองกลับให้การและฟ้องแย้งในตอนหลังว่า กรณีจะเป็นประการใดก็ตามหากฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1ก็ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนานกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงขัดแย้งกับคำให้การและฟ้องแย้งตอนแรก ซึ่งอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 เพราะซื้อมารูปคดีตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งดังกล่าวจึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว หนูแดง สุวรรณหงษ์หรือศรีเพียงจันทร์
จำเลย — นาง วาสนา ทรงสังข์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา