คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5312 -ที่ 5313/2544
#69554
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้จำนวนอื่นใดต่อโจทก์อีกนอกจากหนี้ตามเช็คพิพาท ทั้งพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยมีหนี้สินอื่น เมื่อเช็คพิพาทถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้ดำเนินการโอนที่ดินของจำเลยเป็นชื่อโจทก์ โดยไม่ปรากฏว่าได้ตกลงกำหนดราคาที่ดินเป็นอย่างอื่น ย่อมถือเสมือนว่าโจทก์ ผู้เป็นเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระเงินตามที่ได้ตกลงกันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคแรก ทำให้ หนี้ตามเช็คพิพาทเป็นอันระงับสิ้นไป โจทก์ย่อมไม่มีสิทธินำเช็คพิพาทมาฟ้องเรียกจากจำเลยอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คเป็นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๓๔ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินตามเช็คเป็นเงิน ๕,๔๑๒,๓๑๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การทั้งสองสำนวนว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับมอบให้โจทก์จริง ต่อมาจำเลยโอนที่ดิน ๓ แปลง ชำระหนี้แก่โจทก์ มูลหนี้ตามเช็คจึงระงับลงแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๔,๖๕๐,๖๔๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๔ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์จำเลยลงทุนร่วมกันเพื่อซื้อที่ดินของนายขจร ศรเนตร บริเวณสี่แยกข่วงสิงห์ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๑ งาน ๒๐ ตารางวา เพื่อนำไปขายแบ่งกำไรกัน จำเลยรับเงินลงทุนจากโจทก์ ๒ ครั้ง เป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท และ ๓,๓๓๓,๔๐๐ บาท ทั้งยืมเงินโจทก์เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในส่วนของจำเลยด้วยเป็นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามเช็คและบันทึกการรับเช็ค เอกสารหมาย จ. ๑๔ จ. ๑๕ และ ล. ๑๐ ล. ๑๑ จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทฉบับแรก เป็นเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาแม่ริม ลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๓๔ เพื่อ ชำระหนี้เงินยืมโจทก์เป็นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๓๔ ตามเช็คและใบคืนเช็ค เอกสารหมาย จ. ๖ ต่อมาจำเลยไม่สามารถซื้อที่ดินของนายขจรได้สำเร็จ เป็นเหตุให้นายขจร ริบเงินมัดจำที่วางไว้จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ขอเงินลงทุนที่จำเลยรับไปแล้วทั้งหมดคืน จำเลยจึงสั่งจ่ายเช็คพิพาทฉบับที่ ๒ เป็นเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาแม่ริม ลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๔ ชำระหนี้เงินลงทุนที่จำเลยรับไปจากโจทก์ทั้งสองครั้งโดยหักค่าใช้จ่ายกับเงินมัดจำที่นายขจรริบไปแล้วเป็นเงิน ๕,๔๑๒,๓๑๒ บาท ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทฉบับที่ ๒ ในวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ ตามเช็คและใบคืนเช็ค เอกสารหมาย จ. ๒๐ จำเลยชำระหนี้ แก่โจทก์ ๒ ครั้ง ครั้งแรกในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๔ โดยโอนเงินเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด สาขา ตลาดหนองหอย เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท และครั้งที่ ๒ ในวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๓๔ โดยชำระเงินให้โจทก์เป็นเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารการโอนเงินและบันทึกเอกสารหมาย ล. ๑๓ และ ล. ๑๔ ต่อมาวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๔ โจทก์ได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินของจำเลยพร้อมทะเบียนบ้านกับบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยและหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ไปดำเนินการโอนที่ดินตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล. ๑๕ หรือ จ. ๒๔ หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ทะเบียนเลขที่ ๓๑๖๖ เลขที่ดิน ๔๐๘ กับทะเบียนเลขที่ ๓๑๖๗ เลขที่ดิน ๔๐๙ และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ทะเบียนเลขที่ ๓๒๓ ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เอกสารหมาย ล. ๓ ล. ๔ และ ล. ๖ ตามลำดับเป็นของโจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องทั้งสองสำนวนของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้จำนวนอื่นใดต่อโจทก์อีกนอกจากหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ ทั้งพยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยยังมีหนี้สินอื่นคงค้างที่โจทก์จัดนำที่ดินทั้งสามแปลงของจำเลยตีใช้หนี้ได้นอกจากมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับตามฟ้องเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนแล้ว เป็นเงินถึง ๗๕๐,๐๐๐ บาท และเมื่อเช็คพิพาทฉบับที่สองถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้ดำเนินการโอนที่ดินทั้งสามแปลงของจำเลยเป็นชื่อโจทก์ โดยไม่ปรากฏว่าได้ตกลงกำหนดราคาที่ดินทั้งสามแปลงเป็นอย่างอื่น ย่อมถือเสมือนว่าโจทก์ ผู้เป็นเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระเงินตามที่ได้ตกลงกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑ วรรคแรก ทำให้หนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นอันระงับสิ้นไป โจทก์ย่อมไม่มีสิทธินำเช็คพิพาท ทั้งสองฉบับมาฟ้องเรียกจากจำเลยอีก คดีไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าที่ดินทั้งสามแปลงมีราคาคุ้มกับจำนวนหนี้ตาม เช็คพิพาททั้งสองฉบับหรือไม่

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 ม. 900
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลโทพร้อม ผิวนวล
จำเลย — นางเทพิน วงศ์ประเสริฐหรือมะโนจิตต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวอุไรวรรณ อุดมวัฒนกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจิระ โชติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5311/2544
#41220
เปิดฉบับเต็ม

ธ. และ ย. ยื่นคำร้องต่อศาลขอรับชำระหนี้จำนองที่มีอยู่เหนือทรัพย์จำนองของผู้ร้องสอดจำนวน 13,950,000 บาทแต่เงินสุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมีเพียง7,601,977 บาท การที่ ธ. และ ย. แถลงต่อศาลว่า เมื่อได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดในคดีนี้แล้ว ก็ไม่ติดใจที่จะเรียกหนี้สินจากผู้ร้องสอดอีกต่อไป ย่อมหมายถึง ตกลงรับชำระหนี้เพียงเงินจำนวนสุทธิทั้งหมดที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวเท่านั้น ส่วนการที่ ธ. และ ย. จะมอบเงินให้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์เป็นเงิน1,101,977 บาท นั้นก็เป็นเงินของ ธ. และ ย. ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดหักไว้เพื่อจ่ายให้แก่โจทก์ตามที่ธ. และ ย. ได้ตกลงกับโจทก์นั่นเอง มิใช่เงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดหรือเหลือจากการชำระหนี้จำนองให้แก่ ธ. และย. ซึ่งจะต้องนำมาเฉลี่ยให้แก่โจทก์และกรมสรรพากรผู้ร้อง ซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 253(3) เมื่อ ธ. และ ย. ได้รับเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปหมดแล้ว ย่อมไม่เหลือทรัพย์ที่ผู้ร้องจะเข้ามามีส่วนเฉลี่ยได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้ผู้ร้องสอดทั้งสองร่วมกันชำระเงิน2,400,000 บาท แก่โจทก์ทั้งห้า ต่อมาผู้ร้องสอดทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ทั้งห้านำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8066 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของผู้ร้องสอดที่ 2 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งห้า

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสอดทั้งสองซึ่งเป็นสามีภรรยากันค้างชำระค่าภาษีอากรตลอดจนเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับปีภาษี2523 ถึง 2525 แก่ผู้ร้องรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,373,939.55 บาทนอกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องสอดทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่ผู้ร้องสามารถเอาชำระหนี้ดังกล่าวได้อีก ผู้ร้องจึงขอเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ดังกล่าว

โจทก์ทั้งห้ายื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องสอดทั้งสองมิได้เป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องสอดที่ 2 ในส่วนหนี้ของผู้ร้องสอดที่ 1 ผู้ร้องยังมิได้แจ้งค่าภาษีอากรที่ผู้ร้องสอดที่ 1 ค้างชำระให้ผู้ร้องสอดที่ 2 ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรีผู้ร้องสอดที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ในส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้ร้องสอดที่ 1 ค้างชำระ มูลหนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าวได้มีการฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางและศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้ลดยอดหนี้ลงมาเหลือประมาณ 3,000,000 บาท การที่ผู้ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์โดยใช้ยอดหนี้ตามที่เจ้าพนักงานประเมินไว้ จึงไม่ชอบผู้ร้องสอดทั้งสองยังมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องสามารถเอาชำระหนี้ได้ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะขอเฉลี่ยทรัพย์ ขอให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องสอดที่ 2 ได้หย่ากับผู้ร้องสอดที่ 1 ตั้งแต่ปี 2529 ทรัพย์ที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเป็นทรัพย์ของผู้ร้องสอดที่ 2 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะนำหนี้ของผู้ร้องสอดที่ 1 มาขอเฉลี่ยได้ ผู้ร้องสอดที่ 2 ได้ยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลภาษีอากรกลางและศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ลดยอดหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างลงเหลือ 3,954,944.23 บาท ผู้ร้องได้อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวต่อศาลฎีกาและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ยอดหนี้จึงยังไม่อาจทราบได้แน่ชัดว่าเป็นจำนวนเท่าใดและหนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าวค้างชำระมาตั้งแต่ปี 2523 และ 2524 จึงไม่เป็นหนี้บุริมสิทธิ ผู้ร้องสอดที่ 2 ยังมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องสามารถเอาชำระหนี้ได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของผู้ร้องสอดที่ 2 และมีเงินคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีแล้วจำนวน7,601,977 บาท นายธีระพร อุวรรณโณ และนางเยาวลักษณ์จันทนินทร ซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของผู้ร้องสอดที่ 2 ดังกล่าว และได้ยื่นคำร้องขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน13,950,000 บาท แก่บุคคลทั้งสองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น โจทก์ทั้งห้าและผู้ร้องสอดทั้งสองคัดค้าน แต่บุคคลทั้งสองสามารถทำความตกลงกับโจทก์ทั้งห้าและผู้ร้องสอดทั้งสองได้ โดยโจทก์ทั้งห้าและผู้ร้องสอดทั้งสองไม่คัดค้านคำร้องที่บุคคลทั้งสองขอรับชำระหนี้จำนองและบุคคลทั้งสองตกลงว่าเมื่อได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์เป็นเงินเกินกว่า 7,000,000 บาท แล้วก็ไม่ติดใจในหนี้ที่ผู้ร้องสอดทั้งสองค้างชำระอีก และบุคคลทั้งสองตกลงจะมอบเงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้แก่โจทก์ทั้งห้าจำนวน 1,101,977 บาท ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2540 และมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของผู้ร้องว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ที่นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ขอรับชำระหนี้จำนองไว้ นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ได้รับชำระหนี้จำนองไปจนหมดสิ้นแล้วไม่เหลือทรัพย์ที่ผู้ร้องจะเข้ามามีส่วนเฉลี่ยอีก การพิจารณาคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอีกต่อไปจึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 17 ธันวาคม 2540

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกมีว่า เงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดหักไว้เพื่อจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งห้าจำนวน 1,101,977 บาท ตามที่ปรากฏในบัญชีรับจ่ายเงินในคดีในสำนวนนั้น เป็นเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดหรือจากการชำระหนี้จำนองให้แก่นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ซึ่งจะต้องนำมาเฉลี่ยให้แก่โจทก์ทั้งห้าและผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่าหนี้จำนองทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยที่นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ยื่นขอรับชำระหนี้ต่อศาลชั้นต้นมีจำนวนถึง 13,950,000 บาท แต่เงินสุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมีเพียง 7,601,977 บาท การที่บุคคลทั้งสองแถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม2540 ว่าเมื่อได้รับชำระนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินในคดีนี้ซึ่งเป็นเงินกว่า 7,000,000 บาท แล้ว ก็ไม่ติดใจที่จะว่ากล่าวเรียกหนี้สินประการอื่นใดจากผู้ร้องสอดทั้งสองอีกต่อไปนั้น ย่อมหมายถึงนายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ตกลงรับชำระหนี้เพียงเงินจำนวนสุทธิทั้งหมดที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวเท่านั้น ส่วนการที่บุคคลทั้งสองจะมอบเงินให้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งห้าเป็นเงิน1,101,977 บาท นั้น ตามที่ปรากฏในบัญชีรับจ่ายเงินในคดีในสำนวนก็เป็นเงินของบุคคลทั้งสองที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดหักไว้เพื่อจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งห้าตามที่บุคคลทั้งสองได้ตกลงกับโจทก์ทั้งห้าไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2540 นั่นเองเงินจำนวนดังกล่าวจึงหาใช่เงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดหรือเหลือจากการชำระหนี้จำนองให้แก่นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ซึ่งจะต้องนำมาเฉลี่ยให้แก่โจทก์ทั้งห้าและผู้ร้องดังที่ผู้ร้องฎีกาไม่เมื่อฟังได้ว่านายธีระพรและนางเยาวลักษณ์เจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองได้รับเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปหมดแล้ว ย่อมไม่เหลือทรัพย์ที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 253(3) จะเข้ามามีส่วนเฉลี่ยได้อีก การพิจารณาคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องต่อไป จึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดี ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 253
ป.วิ.พ. ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เง็กเล้ง แซ่ลิ้ม กับพวก
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — นาย วิโรจน์ ศิริโชติ กับพวก
ผู้ร้อง — กรมสรรพากร
จำเลย — นาง อุษา จันทร์สุวรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5311/2544
#99410
เปิดฉบับเต็ม

หนี้จำนองทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองยื่นขอรับชำระหนี้ต่อศาลชั้นต้นมีจำนวนถึง 13,950,000 บาท แต่เงินสุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมีเพียง 7,601,977 บาท การที่เจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินในคดีนี้ ซึ่งเป็นเงินกว่า 7,000,000 บาท แล้ว ก็ไม่ติดใจที่จะว่ากล่าวเรียกหนี้สินประการอื่นใดจากผู้ร้องสอดทั้งสองอีกต่อไป ย่อมหมายถึง เจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองตกลงรับชำระหนี้เพียงเงินจำนวนสุทธิทั้งหมดที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวเท่านั้น ส่วนเงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ ตามที่ปรากฏในบัญชีรับจ่ายเงินในคดีในสำนวนเป็นเงินของเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดหักไว้เพื่อจ่ายให้แก่โจทก์ ตามที่เจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองได้ตกลงกับโจทก์ไว้ เงินจำนวนดังกล่าวหาใช่เงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดหรือเหลือจากการชำระหนี้จำนองให้แก่เจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองซึ่งจะต้องนำมาเฉลี่ยให้แก่โจทก์และผู้ร้องไม่ เมื่อฟังได้ว่าเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองได้รับเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปหมดแล้ว ย่อมไม่เหลือทรัพย์ที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิสามัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 253 (3) จะเข้ามามีส่วนเฉลี่ยได้อีก การพิจารณาคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องต่อไป จึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้ผู้ร้องสอดทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,400,000 บาท แก่โจทก์ทั้งห้า ต่อมาผู้ร้องสองทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ทั้งห้านำ เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างของผู้ร้องสอดที่ 2 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งห้า

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ดังกล่าว

โจทก์ทั้งห้าและผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ผู้ร้องสอดที่ 2 และมีเงินคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีแล้วจำนวน 7,601,977 บาท นายธีระพร และ นางเยาวลักษณ์ ซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของผู้ร้องสอดที่ 2 ดังกล่าว ได้ยื่นคำร้องขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 13,950,000 บาท แก่บุคคลทั้งสองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น โจทก์ทั้งห้าและผู้ร้องสอดทั้งสองคัดค้าน แต่บุคคลทั้งสองสามารถทำความตกลงกับโจทก์ทั้งห้าและผู้ร้องสอดทั้งสองได้ ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น และมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของผู้ร้องว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ที่นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ขอรับชำระหนี้จำนองไว้ นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ได้รับชำระหนี้จำนองไปจนหมดสิ้นแล้ว ไม่เหลือทรัพย์ที่ผู้ร้องจะเข้ามา มีส่วนเฉลี่ยอีก การพิจารณาคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอีกต่อไป จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้จำนองทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยที่นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ยื่นขอรับชำระหนี้ต่อ ศาลชั้นต้นมีจำนวนถึง 13,950,000 บาท แต่เงินสุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมีเพียง 7,601,977 บาท การที่บุคคลทั้งสองแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินในคดีนี้ ซึ่งเป็นเงินกว่า 7,000,000 บาท แล้ว ก็ไม่ติดใจที่จะว่ากล่าวเรียกหนี้สินประการอื่นใดจากผู้ร้องสอดทั้งสองอีกต่อไปนั้น ย่อมหมายถึง นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ตกลงรับชำระหนี้เพียงเงินจำนวนสุทธิทั้งหมดที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวเท่านั้น ส่วนการที่บุคคลทั้งสองจะมอบเงินให้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งห้าเป็นเงิน 1,101,977 บาท นั้น ตามที่ปรากฏในบัญชีรับจ่ายเงินในคดีในสำนวนก็เป็นเงินของบุคคลทั้งสองที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดหักไว้เพื่อจ่าย ให้แก่โจทก์ทั้งห้า ตามที่บุคคลทั้งสองได้ตกลงกับโจทก์ทั้งห้าไว้ เงินจำนวนดังกล่าวจึงหาใช่เงินที่เหลือจากการ ขายทอดตลาดหรือเหลือจากการชำระหนี้จำนองให้แก่นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ซึ่งจะต้องนำมาเฉลี่ยให้ แก่โจทก์ทั้งห้าและผู้ร้องไม่ เมื่อฟังได้ว่านายธีระพรและนางเยาวลักษณ์เจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองได้รับเงินจาก การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปหมดแล้ว ย่อมไม่เหลือทรัพย์ที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิสามัญ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 253 (3) จะเข้ามามีส่วนเฉลี่ยได้อีก การพิจารณาคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องต่อไป จึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดี

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 253 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเง็กเล้ง แซ่ลิ่ม กับพวก
ผู้ร้องสอด — นายวิโรจน์ ศิริโชติ กับพวก
ผู้ร้อง — กรมสรรพากร
จำเลย — นางอุษา จันทร์สุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายสรารักษ์ สุวรรณเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุภิญโญ ชยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5310/2544
#42019
เปิดฉบับเต็ม

นอกจากโจทก์ได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่โจทก์พร้อมค่าเสียหายแล้ว โจทก์ยังอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยเป็นการตอบแทนเพื่อให้การซื้อขายที่ดินเสร็จสิ้นไปสมเจตนาของโจทก์ และจำเลยด้วย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้จำเลยเช่นกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากมีคำพิพากษาถึงที่สุดจำเลยได้เสนอชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์แล้วและได้นำโฉนดที่ดินที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์พร้อมค่าเสียหายกับดอกเบี้ยมาวางศาลเพื่อให้โจทก์มารับไปดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา เมื่อจำเลยได้ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาแล้ว ก็ไม่มีหนี้ที่โจทก์จะขอบังคับเอาจากจำเลยทั้งสองอีกต่อไป แต่โจทก์ยังคงมีหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาคือ เงินค่าที่ดินที่เหลือเป็นการตอบแทนเพื่อให้การซื้อขายที่ดินเป็นอันเสร็จสิ้นไป ด้วยเหตุนี้เมื่อโจทก์ได้รับคำบังคับโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่จำเลยภายในกำหนดตามคำบังคับเมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขอหมายบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275

การที่โจทก์ไม่ปฏิบัติชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยภายในกำหนดตามคำบังคับ ถือได้ว่าโจทก์สละสิทธิในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลย หนี้ตามคำพิพากษาเฉพาะเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันย่อมเป็นอันระงับไป แม้คำพิพากษามิได้กำหนดระยะเวลาให้โจทก์ปฏิบัติชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือไว้ก็ตาม เพราะมิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายแก่จำเลยได้ ทั้งกรณีไม่ใช่เป็นการย่นระยะเวลาบังคับคดีอันจะขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3904 3905และ 3906 ตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา แต่ในกรณีถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้โจทก์วางเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือแก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 3,640,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2540 จำเลยทั้งสองยื่นคำแถลงว่าพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษา โดยนำโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงมาวางศาลแล้ว ส่วนค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองต้องชำระให้แก่โจทก์นั้นยอมให้โจทก์หักเอาจากจำนวนเงินที่โจทก์จะชำระให้แก่จำเลยทั้งสอง ขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแก่โจทก์เพื่อปฏิบัติชำระหนี้ให้จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษา ซึ่งศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับและโจทก์ได้รับไว้โดยชอบแล้ว แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2541 จำเลยทั้งสองยื่นคำขอออกหมายบังคับคดี

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าตามที่จำเลยทั้งสองได้วางโฉนดที่ดินทั้งสามฉบับไว้ต่อศาลแล้ว เพื่อให้การบังคับคดีเสร็จสิ้นไปโดยรวดเร็ว จำเลยทั้งสองพร้อมชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษาจำนวน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์โดยเตรียมพร้อมที่จะนำมาวางศาลเพื่อให้โจทก์รับไปภายใน 30 วัน โดยขอให้แจ้งโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมค่าเสียหายภายใน 30 วัน และชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยทั้งสอง หากโจทก์เพิกเฉย ให้ศาลมีคำสั่งว่าคดีถึงที่สุดโดยโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะรับโอนที่ดิน ทำให้คำพิพากษาส่วนที่จำเลยทั้งสองต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่โจทก์เป็นอันระงับไป ซึ่งต่อมาวันที่ 6 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 นำค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาทและดอกเบี้ยจำนวน 109,758.06 บาท ที่จะชำระให้แก่โจทก์มาวางศาลแล้ว

วันที่ 14 พฤษภาคม 2541 นายบรรพต วรอาจ ยื่นคำร้องขอยืมโฉนดที่ดินเลขที่ 3904 ที่จำเลยทั้งสองนำมาวางศาลไว้ ซึ่งนายบรรพตถือกรรมสิทธิ์รวมไปจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนของนายบรรพตให้แก่ผู้ซื้อ

จำเลยทั้งสองคัดค้านที่นายบรรพตขอยืมโฉนดที่ดินดังกล่าวเพราะจะทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคำร้องของจำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอบังคับให้โจทก์มารับโอนที่ดินและรับเงินค่าเสียหายพร้อมชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยทั้งสอง หากเพิกเฉยให้ถือว่าคดีถึงที่สุดโดยโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะรับโอนที่ดินจากจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาอีกต่อไป และคำพิพากษาในส่วนที่จำเลยทั้งสองต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์สิ้นสุดนั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เพราะเป็นการย่นระยะเวลาการบังคับคดี แม้ตามคำพิพากษาไม่ได้กำหนดเวลาให้โจทก์และจำเลยทั้งสองปฏิบัติการชำระหนี้ กรณีต้องถือว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองมีสิทธิบังคับคดีได้ภายในกำหนด 10 ปี จึงให้ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ และมีคำสั่งอนุญาตให้นายบรรพตยืมโฉนดที่ดินเลขที่ 3904 ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายให้แก่ผู้ซื้อได้ตามขอ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสองจะยกเหตุที่กล่าวมาในคำร้องขอให้ถือว่าคดีถึงที่สุดโดยโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะรับโอนที่ดินจากจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาต่อไป และคำพิพากษาในส่วนที่จำเลยทั้งสองต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้สิ้นสุดลงแล้วไม่ได้ เพราะคำพิพากษามิได้กล่าวไว้เช่นนั้น เป็นแต่มีผลบังคับให้โจทก์และจำเลยทั้งสองต้องปฏิบัติตามโดยต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ต่อกัน เมื่อจำเลยทั้งสองมีคำขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแจ้งไปยังโจทก์แจ้งชัดแล้ว โจทก์ทราบคำบังคับโดยชอบ แต่ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิที่จะขอให้ดำเนินการบังคับคดีเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เห็นด้วยในผลที่ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ส่วนอุทธรณ์ที่ว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายบรรพตยืมโฉนดที่ดินเลขที่ 3904 ไปเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น นายบรรพต ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเสร็จเรียบร้อยและได้ส่งมอบโฉนดที่ดินนี้คืนต่อศาลชั้นต้นแล้ว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระสำคัญแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่จำเลยทั้งสองฎีกา สรุปได้ว่า คำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดไปแล้วนั้นกำหนดให้ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ปฏิบัติตอบแทนกันเมื่อจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว โจทก์ก็ต้องมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตอบแทนแก่จำเลยทั้งสอง แต่เมื่อศาลออกคำบังคับให้โจทก์ปฏิบัติภายใน 30 วัน โจทก์กลับเพิกเฉย เช่นนี้ต้องถือว่าโจทก์สละสิทธิบังคับคดีไม่ประสงค์ที่จะรับโอนที่ดินพิพาทต่อไป การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิบังคับคดีภายใน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้วยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีเรื่องนี้โจทก์กับจำเลยทั้งสองพิพาทกันตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วกำหนดให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา แต่ในกรณีถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้โจทก์วางเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือเป็นเงิน 3,640,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสองรับไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งเป็นคำพิพากษากำหนดให้ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างมีหน้าที่ปฏิบัติต่อกันเป็นการตอบแทนเพื่อให้การซื้อขายที่ดินที่ตกลงกันไว้ในสัญญาจะซื้อขายตามฟ้องได้สำเร็จลุล่วงไปสมเจตนาของทั้งสองฝ่าย ดังนั้น แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติให้คู่ความฝ่ายชนะคดีเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีคือลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาก็ตาม แต่ด้วยผลของคำพิพากษาคดีนี้ปรากฏว่า นอกจากโจทก์ได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่โจทก์พร้อมค่าเสียหายแล้ว โจทก์ยังอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นการตอบแทนเพื่อให้การซื้อขายที่ดินเสร็จสิ้นไปสมเจตนาของโจทก์และจำเลยทั้งสองด้วย จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสองเช่นกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากมีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยทั้งสองได้เสนอชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์แล้ว และได้นำโฉนดที่ดินที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์พร้อมค่าเสียหายกับดอกเบี้ยมาวางศาลเพื่อให้โจทก์มารับไปดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาทั้งศาลได้มีคำบังคับให้โจทก์ชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสองด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองได้ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาแล้วก็ไม่มีหนี้ที่โจทก์จะขอบังคับเอาจากจำเลยทั้งสองอีกต่อไป แต่โจทก์ยังคงมีหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาคือ เงินค่าที่ดินที่เหลือเป็นการตอบแทนเพื่อให้การซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นอันเสร็จสิ้นไป ด้วยเหตุนี้เมื่อโจทก์ได้รับคำบังคับโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนดตามคำบังคับเมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะขอหมายบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ปฏิบัติชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนดตามคำบังคับ ถือได้ว่าโจทก์สละสิทธิในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลยทั้งสอง หนี้ตามคำพิพากษาระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองเฉพาะเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันย่อมเป็นอันระงับไป แม้คำพิพากษามิได้กำหนดระยะเวลาให้โจทก์ปฏิบัติชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือไว้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยก็ตาม เพราะมิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสองได้ ทั้งกรณีไม่ใช่เป็นการย่นระยะเวลาบังคับคดีอันจะขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2541 ให้นายบรรพต วรอาจ ยืมโฉนดที่ดินเลขที่ 3904ไปจากศาลเป็นการไม่ชอบ เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า นายบรรพตเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3904 ด้วย นายบรรพตย่อมมีสิทธิที่จะทำนิติกรรมใด ๆ ในที่ดินเฉพาะส่วนของนายบรรพตได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองนำโฉนดที่ดินเลขที่ 3904มาวางศาลไว้เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา นายบรรพตก็มีสิทธิขอยืมโฉนดที่ดินฉบับนี้ไปทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินเฉพาะส่วนของตนได้ ซึ่งปรากฏว่าเมื่อดำเนินการเสร็จนายบรรพตก็ได้นำโฉนดที่ดินดังกล่าวส่งคืนแก่ศาลแล้วการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายบรรพตยืมโฉนดที่ดินเลขที่ 3904 ไป จึงไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ แก่จำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยปัญหานี้ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขอเลื่อนการอ่านคำสั่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม2541 เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนนัดการอ่านคำสั่งหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาตามพฤติการณ์เป็นเรื่อง ๆ ไป ซึ่งตามคำร้องขอเลื่อนนัดของจำเลยที่ 1 ฉบับ ดังกล่าวเป็นแต่กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสองมีหนังสือไปถึงโจทก์เพื่อแจ้งให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา อันเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสองส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอยืมโฉนดที่ดินเลขที่ 3904 ของนายบรรพตหรือคำร้องของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2541 แต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนการอ่านคำสั่งตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ย่อมกระทำได้ ทั้งมิได้ทำให้จำเลยทั้งสองเสียหายด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้เป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีจึงไม่วินิจฉัยให้นั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คำพิพากษาเฉพาะส่วนเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3904, 3905 และ 3906 ตำบลลำพยา อำเภอบางเลน (บางปลา) จังหวัดนครชัยศรี (นครปฐม) ตามสัญญาจะซื้อขายเป็นอันระงับไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 271 ม. 275
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บวร วงศ์เบญจรัตน์
จำเลย — นาย ชลอ ลักษณะวิลัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5310/2544
#69503
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยทั้งสองพิพาทกันตามสัญญาจะซื้อขายที่ดิน และมีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วกำหนดให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา แต่ในกรณีถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้โจทก์วางเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือเป็นเงิน 3,640,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสองรับไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เป็นคำพิพากษากำหนดให้ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างมีหน้าที่ปฏิบัติต่อกันเป็นการตอบแทนเพื่อให้การซื้อขายที่ดินที่ตกลงกันไว้ในสัญญาจะซื้อขายตามฟ้องได้สำเร็จลุล่วงไปสมเจตนาของทั้งสองฝ่าย

แม้ ป.วิ.พ. มาตรา 271 บัญญัติให้คู่ความฝ่ายชนะคดีเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี คือลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาก็ตาม แต่ด้วยผลของคำพิพากษา นอกจากโจทก์ได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่โจทก์พร้อมค่าเสียหายแล้ว โจทก์ยังอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นการตอบแทนจำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสองเช่นกัน ดังนี้ เมื่อจำเลยทั้งสองได้เสนอชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์แล้ว และได้นำโฉนดที่ดินที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์พร้อมค่าเสียหายกับดอกเบี้ยมาวางศาลเพื่อให้โจทก์มารับไปดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา ทั้งศาลได้มีคำบังคับให้โจทก์ชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสองด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองได้ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาแล้วก็ไม่มีหนี้ที่โจทก์จะขอบังคับเอาจากจำเลยทั้งสองอีกต่อไป แต่โจทก์ยังคงมีหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาคือ เงินค่าที่ดินที่เหลือเป็นการตอบแทนเพื่อให้การซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นอันเสร็จสิ้นไป เมื่อโจทก์ได้รับคำบังคับโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนดตามคำบังคับ แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะขอหมายบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275

การที่โจทก์ไม่ปฏิบัติชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนดตามคำบังคับ ถือได้ว่าโจทก์สละสิทธิในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลยทั้งสอง หนี้ตามคำพิพากษาระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองเฉพาะเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันย่อมเป็นอันระงับไป แม้คำพิพากษามิได้กำหนดระยะเวลาให้โจทก์ปฏิบัติชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือไว้ก็ตาม เพราะมิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสองได้ ทั้งกรณีไม่ใช่เป็นการย่นระยะเวลาบังคับคดีอันจะขัดกับ ป.วิ.พ. มาตรา 271

ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินย่อมมีสิทธิที่จะทำนิติกรรมใด ๆ ในที่ดินเฉพาะส่วนของตนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยเป็นผู้นำโฉนดที่ดินมาวางศาลไว้เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมก็มีสิทธิขอยืมโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวไปทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินเฉพาะส่วนของตนได้ เมื่อดำเนินการเสร็จผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมก็ได้นำโฉนดที่ดินดังกล่าวส่งคืนแก่ศาล การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมยืมโฉนดที่ดินไป จึงไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ แก่จำเลย

ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนนัดการอ่านคำสั่งหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาตามพฤติการณ์เป็นเรื่อง ๆ ไป

ตามคำร้องขอเลื่อนนัดการอ่านคำพิพากษากล่าวอ้างว่า จำเลยมีหนังสือไปถึงโจทก์เพื่อแจ้งให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา อันเป็นสิทธิของจำเลยส่วนหนึ่งเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนการอ่านคำสั่งตามคำร้องของจำเลยย่อมกระทำได้ ทั้งมิได้ทำให้จำเลยเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้เป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีจึงไม่วินิจฉัยให้นั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๐๔ ๓๙๐๕ และ ๓๙๐๖ ตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา แต่ในกรณีถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้โจทก์วางเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือแก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน ๓,๖๔๐,๐๐๐ บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท ต่อมาวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ จำเลยทั้งสองยื่นคำแถลงว่าพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษา โดยนำโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงมาวางศาลแล้ว ส่วนค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองต้องชำระให้แก่โจทก์นั้นยอมให้โจทก์หักเอาจากจำนวนเงินที่โจทก์จะชำระให้แก่จำเลยทั้งสอง ขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแก่โจทก์เพื่อปฏิบัติชำระหนี้ให้จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษา ซึ่งศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับและโจทก์ได้รับไว้โดยชอบแล้ว แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๑ จำเลยทั้งสองยื่นคำขอออกหมายบังคับคดี

วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าตามที่จำเลยทั้งสองได้วางโฉนดที่ดินทั้งสามฉบับไว้ต่อศาลแล้ว เพื่อให้การบังคับคดีเสร็จสิ้นไปโดยรวดเร็ว จำเลยทั้งสองพร้อมชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษาจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ โดยเตรียมพร้อมที่จะนำมาวางศาลเพื่อให้โจทก์รับไปภายใน ๓๐ วัน โดยขอให้แจ้งโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมค่าเสียหายภายใน ๓๐ วัน และชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยทั้งสอง หากโจทก์เพิกเฉย ให้ศาลมีคำสั่งว่าคดีถึงที่สุดโดยโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะรับโอนที่ดิน ทำให้คำพิพากษาส่วนที่จำเลยทั้งสองต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่โจทก์เป็นอันระงับไป ซึ่งต่อมาวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ นำค่าเสียหายจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ยจำนวน ๑๐๙,๗๕๘.๐๖ บาท ที่จะชำระให้แก่โจทก์มาวางศาลแล้ว

วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๔๑ นายบรรพต วรอาจ ยื่นคำร้องขอยืมโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๐๔ ที่จำเลยทั้งสองนำมาวางศาลไว้ ซึ่งนายบรรพตถือกรรมสิทธิ์รวมไปจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนของนายบรรพตให้แก่ผู้ซื้อ

จำเลยทั้งสองคัดค้านที่นายบรรพตขอยืมโฉนดที่ดินดังกล่าวเพราะจะทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยคำร้องของจำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอบังคับให้โจทก์มารับโอนที่ดินและรับเงินค่าเสียหายพร้อมชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยทั้งสอง หากเพิกเฉยให้ถือว่าคดีถึงที่สุดโดยโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะรับโอนที่ดินจากจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาอีกต่อไป และคำพิพากษาในส่วนที่จำเลยทั้งสองต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์สิ้นสุดนั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ เพราะเป็นการย่นระยะเวลาการบังคับคดีแม้ตามคำพิพากษาไม่ได้กำหนดเวลาให้โจทก์และจำเลยทั้งสองปฏิบัติการชำระหนี้ กรณีต้องถือว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองมีสิทธิบังคับคดีได้ภายในกำหนด ๑๐ ปี จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และมีคำสั่งอนุญาตให้นายบรรพตยืมโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๐๔ ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายให้แก่ผู้ซื้อได้ตามขอ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสองจะยกเหตุที่กล่าวมาในคำร้องขอให้ถือว่าคดีถึงที่สุดโดยโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะรับโอนที่ดินจากจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาต่อไป และคำพิพากษาในส่วนที่จำเลยทั้งสองต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้สิ้นสุดลงแล้วไม่ได้ เพราะคำพิพากษามิได้กล่าวไว้เช่นนั้น เป็นแต่มีผลบังคับให้โจทก์และจำเลยทั้งสองต้องปฏิบัติตามโดยต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ต่อกัน เมื่อจำเลยทั้งสองมีคำขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแจ้งไปยังโจทก์แจ้งชัดแล้ว โจทก์ทราบคำบังคับโดยชอบแต่ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิที่จะขอให้ดำเนินการบังคับคดีเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ เห็นด้วยในผลที่ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ส่วนอุทธรณ์ที่ว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายบรรพตยืมโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๐๔ ไปเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น นายบรรพตดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเสร็จเรียบร้อยและได้ส่งมอบโฉนดที่ดินนี้คืนต่อศาลชั้นต้นแล้ว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระสำคัญแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาสรุปได้ว่า คำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดไปแล้วนั้นกำหนดให้ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ปฏิบัติตอบแทนกัน เมื่อจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว โจทก์ก็ต้องมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตอบแทนแก่จำเลยทั้งสอง แต่เมื่อศาลออกคำบังคับให้โจทก์ปฏิบัติภายใน ๓๐ วัน โจทก์กลับเพิกเฉย เช่นนี้ต้องถือว่าโจทก์สละสิทธิบังคับคดีไม่ประสงค์ที่จะรับโอนที่ดินพิพาทต่อไป การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิบังคับคดีภายใน ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ แล้วยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีเรื่องนี้โจทก์กับจำเลยทั้งสองพิพาทกันตามสัญญาจะซื้อขายที่ดิน และมีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วกำหนดให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา แต่ในกรณีถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้โจทก์วางเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือเป็นเงิน ๓,๖๔๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยทั้งสองรับไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งเป็นคำพิพากษากำหนดให้ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างมีหน้าที่ปฏิบัติต่อกันเป็นการตอบแทนเพื่อให้การซื้อขายที่ดินที่ตกลงกันไว้ในสัญญาจะซื้อขายตามฟ้องได้สำเร็จลุล่วงไปสมเจตนาของทั้งสองฝ่าย ดังนั้น แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ บัญญัติให้คู่ความฝ่ายชนะคดีเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีคือลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาก็ตาม แต่ด้วยผลของคำพิพากษาคดีนี้ปรากฏว่า นอกจากโจทก์ได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่โจทก์พร้อมค่าเสียหายแล้ว โจทก์ยังอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นการตอบแทนเพื่อให้การซื้อขายที่ดินเสร็จสิ้นไปสมเจตนาของโจทก์และจำเลยทั้งสองด้วย จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสองเช่นกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากมีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยทั้งสองได้เสนอชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์แล้ว และได้นำโฉนดที่ดินที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์พร้อมค่าเสียหายกับดอกเบี้ยมาวางศาล เพื่อให้โจทก์มารับไปดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา ทั้งศาลได้มีคำบังคับให้โจทก์ชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสองด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองได้ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาแล้วก็ไม่มีหนี้ที่โจทก์จะขอบังคับเอาจากจำเลยทั้งสองอีกต่อไป แต่โจทก์ยังคงมีหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาคือ เงินค่าที่ดินที่เหลือเป็นการตอบแทนเพื่อให้การซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นอันเสร็จสิ้นไป ด้วยเหตุนี้เมื่อโจทก์ได้รับคำบังคับโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนดตามคำบังคับ เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามจำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะขอหมายบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๕ ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ปฏิบัติชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนดตามคำบังคับ ถือได้ว่าโจทก์สละสิทธิในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลยทั้งสอง หนี้ตามคำพิพากษาระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองเฉพาะเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันย่อมเป็นอันระงับไป แม้คำพิพากษามิได้กำหนดระยะเวลาให้โจทก์ปฏิบัติชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือไว้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยก็ตาม เพราะมิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสองได้ ทั้งกรณีไม่ใช่เป็นการย่นระยะเวลาบังคับคดีอันจะขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ แต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ให้นายบรรพต วรอาจ ยืมโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๐๔ ไปจากศาลเป็นการไม่ชอบ เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า นายบรรพตเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๐๔ ด้วย นายบรรพตย่อมมีสิทธิที่จะทำนิติกรรมใด ๆ ในที่ดินเฉพาะส่วนของนายบรรพตได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองนำโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๐๔ มาวางศาลไว้เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา นายบรรพตก็มีสิทธิขอยืมโฉนดที่ดินฉบับนี้ไปทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินเฉพาะส่วนของตนได้ ซึ่งปรากฏว่าเมื่อดำเนินการเสร็จนายบรรพตก็ได้นำโฉนดที่ดินดังกล่าวส่งคืนแก่ศาลแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายบรรพตยืมโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๐๔ ไป จึงไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ แก่จำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยปัญหานี้ชอบแล้ว

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ที่อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ขอเลื่อนการอ่านคำสั่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๑ เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนนัดการอ่านคำสั่งหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาตามพฤติการณ์เป็นเรื่อง ๆ ไป ซึ่งตามคำร้องขอเลื่อนนัดของจำเลยที่ ๑ ฉบับดังกล่าวเป็นแต่กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสองมีหนังสือไปถึงโจทก์เพื่อแจ้งให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา อันเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสองส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอยืมโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๐๔ ของนายบรรพตหรือคำร้องของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๔๑ แต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนการอ่านคำสั่งตามคำร้องของจำเลยที่ ๑ ย่อมกระทำได้ ทั้งมิได้ทำให้จำเลยทั้งสองเสียหายด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้เป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีจึงไม่วินิจฉัยให้นั้นชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คำพิพากษาเฉพาะส่วนเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๐๔ ๓๙๐๕ และ ๓๙๐๖ ตำบลลำพยา อำเภอบางเลน (บางปลา) จังหวัดนครชัยศรี (นครปฐม) ตามสัญญาจะซื้อขายเป็นอันระงับไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/32 ม. 369 ม. 1361
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 140 (3) ม. 225 ม. 271 ม. 275
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบวร วงศ์เบญจรัตน์
จำเลย — นายชลอ ลักษณะวิลัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — หม่อมหลวงนารีธรรม ศรีธวัช
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอภิชัย ประเสริฐสรรพกิจ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5307/2544
#41219
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมแต่เพียงว่า"เสนอวันนี้ศาลอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ จึงรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมสำเนาให้โจทก์และจำเลย การส่งไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมาย" และข้อความในหมายนัดที่ส่งถึงจำเลยมีเพียงว่า "โจทก์ร่วมอุทธรณ์ได้ส่งสำเนาอุทธรณ์มาพร้อมหมายนัดนี้แล้ว เพราะฉะนั้นจึงแจ้งมาเพื่อทราบ" ซึ่งข้อความในหมายนัดนั้นไม่ชอบเพราะศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 200 แต่เมื่อหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ส่งให้ไม่ได้เพราะไม่ได้ระบุเลขที่บ้านจำเลย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ว่า ให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์โจทก์ร่วมให้แก่ทนายจำเลยการส่งถ้าไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมาย และในหมายนัดที่ศาลชั้นต้นส่งถึงทนายจำเลยใหม่นี้มีข้อความว่า"โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ให้จำเลยแก้อุทธรณ์ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหมายนี้ ได้ส่งสำเนาอุทธรณ์มาพร้อมหมายนี้จึงแจ้งมาเพื่อทราบ" แล้วมีการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์โจทก์ร่วมให้แก่ทนายจำเลยโดยวิธีปิดหมายดังนั้นไม่ว่าบ้านที่ถูกระบุในรายงานการเดินหมายว่าเป็นบ้านใกล้เคียงกับบ้านที่ปิดหมายนั้นจะอยู่ห่างไกลจากบ้านของทนายจำเลยดังที่อ้างหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อการดำเนินการของศาลชั้นต้นในการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ตลอดจนข้อความที่ปรากฏในหมายนัดที่ส่งให้แก่ทนายจำเลยเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมายและเมื่อตรวจดูรายงานการเดินหมายแล้วเชื่อว่ามีการปิดหมายไว้ที่บ้านของทนายจำเลยตามที่อยู่ที่แจ้งไว้จริงถือได้ว่าศาลชั้นต้นดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์โจทก์ร่วมให้อีกฝ่ายหนึ่งแก้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198,200 และ 201 โดยชอบแล้ว

จำเลยไม่เคยกระทำความผิดถึงต้องโทษจำคุกมาก่อนจำนวนเงินตามเช็คไม่สูงมากนัก จำเลยประกอบอาชีพธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเคยร่วมงานกับโจทก์ร่วมรับเหมาก่อสร้างให้แก่รัฐภายใต้ภาวะทางเศรษฐกิจของบ้านเมืองกำลังตกต่ำเช่นปัจจุบันหากจำเลยจะต้องถูกลงโทษถึงจำคุกและอยู่ในเรือนจำภายในระยะเวลาอันสั้นแล้วน่าจะไม่เป็นผลดีต่อการแก้ไขให้จำเลยเป็นคนดีของสังคมได้ โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้โดยให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2539 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับห้างหุ้นส่วนจำกัดสุรพรการโยธาร่วมกันออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยตลาดพงษ์เพชร จำนวนเงิน 139,500 บาท มอบให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางกอกเซิฟเวอร์ ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่ายางมะตอย (แอสฟัลต์)อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อถึงกำหนดเวลาใช้เงินตามเช็ค ผู้เสียหายได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คตามวิธีการของธนาคารปรากฏว่าธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2539 เวลากลางวัน โดยให้เหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" ทั้งนี้ จำเลยกับห้างหุ้นส่วนจำกัดสุรพรการโยธาร่วมกันออกเช็คฉบับดังกล่าวโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้นและออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1)(3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางกอกเซิฟเวอร์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4(1)(3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 2 เดือน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2539 จำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสุรพรการโยธา ได้ออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงินจำนวน 139,500 บาท ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2539 ให้โจทก์ร่วม เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดโจทก์ร่วมนำเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินให้เหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ สมควรวินิจฉัยตามฎีกาข้อ 5 ของจำเลยเป็นประการแรกว่า ในการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์นั้นได้มีการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์โจทก์ร่วมเพื่อให้จำเลยแก้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า ปรากฏในสำนวนเกี่ยวกับคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์โจทก์ร่วมตลอดจนรายงานการเดินหมาย ผลการส่งหมายและคำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการสั่งให้ส่งหมายว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ร่วมแต่เพียงว่า "เสนอวันนี้ศาลอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ จึงรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม สำเนาให้โจทก์และจำเลย การส่งไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมาย" และมีข้อความในหมายนัดที่ส่งถึงจำเลยว่า "โจทก์ร่วมอุทธรณ์ได้ส่งสำเนาอุทธรณ์มาพร้อมหมายนัดนี้แล้ว เพราะฉะนั้นจึงแจ้งมาเพื่อทราบ" ซึ่งข้อความในหมายนัดนั้นไม่ชอบ เพราะศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 200 แต่ก็ได้มีการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมให้แก่จำเลยตามที่อยู่ที่ปรากฏในคำฟ้องซึ่งปรากฏว่าส่งให้ไม่ได้เพราะไม่ได้ระบุในหมายนัดว่าบ้านจำเลยอยู่หมู่ที่เท่าใด แต่อย่างใดก็ตาม เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ว่า ให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์โจทก์ร่วมให้แก่ทนายจำเลย การส่งถ้าไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมายและในหมายนัดที่ศาลชั้นต้นส่งถึงทนายจำเลยใหม่นี้มีข้อความว่า "โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ให้จำเลยแก้อุทธรณ์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมายนี้ ได้ส่งสำเนาอุทธรณ์มาพร้อมหมายนี้จึงแจ้งมาเพื่อทราบ" แล้วได้มีการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์โจทก์ร่วมให้แก่ทนายจำเลยตามที่อยู่ที่ปรากฏในใบแต่งทนายความของจำเลย การส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ครั้งนี้ส่งได้โดยการปิดหมาย ดังนั้น ไม่ว่าบ้านที่ถูกระบุในรายงานการเดินหมายว่าเป็นบ้านใกล้เคียงกับบ้านที่ปิดหมายนั้นจะอยู่ห่างไกลจากบ้านของทนายจำเลยตามที่จำเลยอ้างในฎีกาหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อการดำเนินการของศาลชั้นต้นในการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ตลอดจนข้อความที่ปรากฏในหมายนัดที่ส่งให้แก่ทนายจำเลยเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมายและรายงานการส่งหมายซึ่งผู้ส่งหมายได้วางแผนที่ตำแหน่งที่ตั้งบ้านที่ปิดหมายประกอบไว้ เมื่อตรวจดูทั้งหมดแล้วน่าเชื่อว่ามีการปิดหมายไว้ที่บ้านของทนายจำเลยตามที่อยู่ที่แจ้งไว้จริงถือได้ว่าศาลชั้นต้นดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์โจทก์ร่วมเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งแก้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198, 200 และ 201 โดยชอบแล้วเมื่อครบกำหนดแก้อุทธรณ์ปรากฏว่า จำเลยไม่แก้อุทธรณ์ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนขึ้นมาให้ศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษานั้น จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นได้ปฏิบัติโดยชอบในการสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ร่วมและส่งให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งโดยชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจที่จะพิจารณาและพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมต่อไปได้ โดยไม่เป็นการขัดต่อวิธีการตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวนี้ไว้ในคำร้องขอคัดค้านการพิจารณาอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นของศาลอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2542 ไว้ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นแต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดถึงต้องโทษจำคุกมาก่อนจำนวนเงินตามเช็คพิพาทก็ไม่สูงมากนัก จำเลยประกอบอาชีพธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเคยร่วมงานกับโจทก์ร่วมทำงานรับเหมาก่อสร้างให้แก่รัฐ ภายใต้ภาวะทางเศรษฐกิจของบ้านเมืองกำลังตกต่ำเช่นปัจจุบันนี้ หากจำเลยจะต้องถูกต้องโทษถึงจำคุกและอยู่ในเรือนจำของกรมราชทัณฑ์ภายในระยะเวลาอันสั้นแล้ว น่าจะไม่เป็นผลดีต่อการที่จะแก้ไขอบรมให้จำเลยเป็นคนดีของสังคมได้ จึงสมควรให้โอกาสจำเลยได้ประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไปแต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ สมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 3,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ถ้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 200
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด บางกอกเซิฟเวอร์
จำเลย — นาย จตุพร เสาร์รักษา
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5303/2544
#41218
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษและฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้จำคุกกระทงละ 5 ปี แม้ศาลชั้นต้นรวมโทษเข้าด้วยกันเป็นจำคุก 10 ปี แต่การพิจารณาสิทธิฎีกาจะต้องแยกโทษแต่ละกระทงเป็นเกณฑ์ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง

ฎีกาของจำเลยที่ว่า พยานโจทก์เบิกความมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือว่ามีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้จากจำเลย และมีการค้นพบเมทแอมเฟตามีนในบ้านจำเลย พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีพิรุธและน่าสงสัยหลายประการ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 นั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ฎีกาของจำเลยที่ว่า เจ้าพนักงานตำรวจไม่มีหมายค้นและไม่ได้เป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า การตรวจค้นบ้านและจับกุมจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย บันทึกการตรวจค้นและจับกุมจึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยได้นั้นการที่จะวินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานตำรวจค้นบ้านจำเลยโดยมีหมายค้นหรือไม่ และมีอำนาจจับกุมจำเลยโดยไม่มีหมายจับได้หรือไม่ จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า เจ้าพนักงานตำรวจพบพฤติกรรมซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดมาแล้วสด ๆ อันถือได้ว่าเป็นความผิดซึ่งหน้าหรือไม่ จึงเป็นการฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 17 เม็ด หนัก 1.36 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตและจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 7 เม็ด อันเป็นส่วนหนึ่งที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อเป็นเงิน 560 บาทโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปีฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 5 ปี รวมจำคุก10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปีห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี แม้ศาลชั้นต้นรวมโทษเข้าด้วยกันเป็นจำคุกจำเลย 10 ปี แต่การพิจารณาสิทธิฎีกาของคู่ความนั้นจะต้องแยกพิจารณาโทษแต่ละกระทงเป็นเกณฑ์ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทกฎหมายข้างต้น ฎีกาของจำเลยที่ว่า พยานโจทก์เบิกความมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือว่ามีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้จากจำเลย และมีการค้นพบเมทแอมเฟตามีนในบ้านจำเลย พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีพิรุธและน่าสงสัยหลายประการ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 นั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า การตรวจค้นและจับกุมจำเลยนั้นเจ้าพนักงานตำรวจไม่มีหมายค้นและไม่ได้เป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า การตรวจค้นบ้านจำเลยและจับกุมจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย บันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย จ.5จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า การที่จะวินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานตำรวจค้นบ้านจำเลยโดยมีหมายค้นหรือไม่และเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจจับกุมจำเลยโดยไม่มีหมายจับได้หรือไม่ จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า เจ้าพนักงานตำรวจพบพฤติกรรมซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยว่า จำเลยได้กระทำความผิดมาแล้วสด ๆ อันถือได้ว่าเป็นความผิดซึ่งหน้าหรือไม่ จึงเป็นการฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น ฎีกาของจำเลยทั้งหมดจึงล้วนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้นแม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษาให้ยกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — นาย โกมน ศรีเนตร
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5303/2544
#69242
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าการตรวจค้นและจับกุมจำเลยเจ้าพนักงานตำรวจไม่มีหมายค้นและไม่ได้เป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า การตรวจค้นบ้านจำเลยและจับกุมจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย บันทึกการตรวจค้นและ จับกุมจึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยได้นั้น จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่าเจ้าพนักงานตำรวจพบพฤติกรรมซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าจำเลยได้กระทำความผิดมาแล้วสด ๆ อันถือได้ว่าเป็นความผิด ซึ่งหน้าหรือไม่ จึงเป็นการฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๑๕, ๖๖, ๖๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๕ ปี ฐานจำหน่ายเสพติดให้โทษ ในประเภท ๑ จำคุก ๕ ปี รวมจำคุก ๑๐ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ และฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ใน ครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้จำคุกกระทงละ ๕ ปี แม้ศาลชั้นต้นรวมโทษเข้าด้วยกันเป็นจำคุกจำเลย ๑๐ ปี แต่การพิจารณาสิทธิฎีกาของคู่ความนั้นจะต้องแยกพิจารณาโทษแต่ละกระทงเป็นเกณฑ์ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ตามศาลชั้นต้น คดีจึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทกฎหมายข้างต้น ฎีกาของจำเลยที่ว่า การตรวจค้นและจับกุมจำเลยนั้น เจ้าพนักงานตำรวจไม่มีหมายค้นและไม่ได้เป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า การตรวจค้นบ้านจำเลยและจับกุมจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย บันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย จ.๕ จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยาน หลักฐานลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า การที่จะวินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานตำรวจค้นบ้านจำเลยโดยมีหมายค้นหรือไม่ และ เจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจจับกุมจำเลยโดยไม่มีหมายจับได้หรือไม่ จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า เจ้าพนักงานตำรวจพบพฤติกรรมซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยว่า จำเลยได้กระทำความผิดมาแล้วสด ๆ อันถือได้ว่าเป็นความผิดซึ่งหน้าหรือไม่ จึงเป็นการฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว อันเป็นฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาให้ยกฎีกาจำเลย

(โนรี จันทร์ทร - พินิจ เพชรรุ่ง - ทวีวัฒน์ แดงทองดี)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — นายโกมน ศรีเนตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายธีระวัฒน์ สินธุวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายลาชิต ไชยอนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5286/2544
#41217
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 161 อัตราโทษสูงสุดที่จะลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ส่วนมาตรา 162อัตราโทษสูงสุดที่จะลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุก 4 ปี 8 เดือน อายุความฟ้องคดีอาญาดังกล่าวจึงมีกำหนด 10 ปี ตามมาตรา 95(3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2527 ถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2527 เวลากลางวัน จำเลยได้ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินกระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกระทงกล่าวคือ จำเลยได้ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินปลอมข้อความในคำขอโอนมรดกของนางแผ้ว กรลักษณ์ ผู้จัดการมรดก ของนางสาวผกา ศรีวณิช โดยเพิ่มเติมว่า การโอนมรดกรายนี้ รวมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวสามชั้นรวม 7 คูหา เลขที่ 426, 428, 430, 432, 436 และ 438 ซึ่งเจ้าพนักงานทราบดีอยู่แล้วว่า นางสาวผกามิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ การกระทำของจำเลยเป็นการร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตกรอกบันทึกข้อความอันเป็นเท็จและปลอมเอกสาร ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินผู้มีอำนาจหลงเชื่อจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์มาเป็นของนางแผ้ว ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2527 เวลากลางวัน จำเลยได้ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินกระทำผิดต่อกฎหมายทำให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ โดยจำเลยและเจ้าพนักงานที่ดินทราบดีว่าการจดทะเบียนรับโอนมรดกเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมาย แต่จำเลยยังร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนที่นางแผ้วได้รับมรดกมาจากนางสาวผกาให้แก่จำเลยเจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อจึงจดทะเบียนการยกให้ที่ดินเฉพาะส่วนพร้อมตึกแถวดังกล่าวให้แก่จำเลยจนเสร็จสิ้น และในวันเดียวกันนั้น จำเลยทราบดีว่าการโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมาย จำเลยยังนำเอกสารเท็จและปลอมมาใช้ต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อโอนที่ดินเฉพาะส่วนที่จำเลยได้รับมาโอนให้แก่เด็กชายพงษ์เผดิม กรลักษณ์ และเด็กชายเสริมเผด็จ กรลักษณ์ ซึ่งเป็นบุตรของตนโดยเสน่หา เจ้าพนักงานหลงเชื่อจึงจดทะเบียนดำเนินการให้ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 161, 162, 90, 86, 83

ศาลชั้นต้นงดไต่สวนมูลฟ้อง แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์อ้างว่าโจทก์ฟ้องจำเลยร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินปลอมข้อความในคำขอโอนมรดกของนางแผ้วกรลักษณ์ ผู้จัดการมรดกของนางสาวผกา ศรีวณิช โดยเพิ่มเติมข้อความว่า "การโอนมรดกรายนี้รวมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวสามชั้นรวม 7 คูหา ซึ่งเจ้าพนักงานทราบดีอยู่แล้วว่า นางสาวผกามิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์" การกระทำของจำเลยเป็นการร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต กรอกข้อความอันเป็นเท็จและปลอมเอกสาร ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินผู้มีอำนาจหลงเชื่อและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์มาเป็นของนางแผ้ว และจำเลยยังร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนที่นางแผ้วรับมรดกมาให้แก่จำเลยและจำเลยยังใช้เอกสารปลอมต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อโอนที่ดินต่อไปอีก และขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 161 และ 162 ซึ่งตามมาตรา 157 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึงสิบปี มาตรา 161 ระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีและมาตรา 162 ระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งจำเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงาน จึงไม่อาจร่วมกระทำกับเจ้าพนักงานในลักษณะตัวการร่วมได้ จำเลยจึงเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 นอกจากนี้ตามฟ้องของโจทก์ยังระบุมาตรา 86 ไว้ด้วยจึงแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยในฐานะผู้สนับสนุนด้วย เมื่อจำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามมาตรา 157 และ 161 อัตราโทษสูงสุดที่จะลงโทษจำเลยได้เพียง 6 ปี 8 เดือน ส่วนมาตรา 162 อัตราโทษสูงสุดที่จะลงโทษจำเลยได้เพียง 4 ปี 8 เดือน ดังนั้นอายุความฟ้องคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(3) กำหนดอายุความไว้ 10 ปีเมื่อเหตุคดีนี้เกิดระหว่างวันที่ 27 ถึง 28 ธันวาคม 2527 โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2542 ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ดอกเตอร์ สุธีรพันธ์ กรลักษณ์
จำเลย — ร้อยตำรวจตรี เผ่าศิริ กรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5281/2544
#41216
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานทำ มี และใช้โทรศัพท์มือถืออันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคมฯ มาตรา 23 และความผิดฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมตามมาตรา 26 มีองค์ประกอบความผิดที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ความผิดตามมาตรา 23 นั้นเป็นความผิดเพราะจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตส่วนความผิดตามมาตรา 26เป็นความผิดเพราะจำเลยจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม ซึ่งความผิดฐานนี้แม้จำเลยจะมีเครื่องรับวิทยุคมนาคมโดยได้รับหรือไม่ได้รับอนุญาตก็ตาม หากจำเลยจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดตามมาตรา 26 ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 23 กระทงหนึ่ง และการที่จำเลยลักลอบปรับคลื่นวิทยุคมนาคมของโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบุคคลอื่นและของจำเลยเองรวม 3 เครื่องอันเป็นความผิดตามมาตรา 26 แม้การที่จำเลยลักลอบปรับคลื่นวิทยุคมนาคมและนำออกให้ประชาชนเช่าบริการสาธารณะดังกล่าวจะกระทำในเวลาเดียวกันแต่ก็เป็นการกระทำที่สามารถแยกจากกันเป็นราย ๆ ไปได้ ตามจำนวนโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยลักลอบปรับคลื่นและนำออกให้ประชาชนเช่าบริการสาธารณะ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 3 กระทง ไม่ใช่เป็นความผิดเพียงกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยได้ซื้อหรือรับไว้ซึ่งวิทยุคมนาคม ประเภทโทรศัพท์เคลื่อนที่ชนิดมือถือจำนวน 3 เครื่อง และช่วยซ่อนเร้นซึ่งของดังกล่าวโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ผู้อื่นนั้นลักลอบนำและพาหนีศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรที่จะต้องเสียสำหรับของนั้นโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยได้ทำเครื่องวิทยุคมนาคมประเภทเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ชนิดมือถือระบบเซลลูลาร์ 800 จำนวน3 เครื่อง ซึ่งไม่มีหมายเลขทะเบียนกรมไปรษณีย์โทรเลข ซึ่งเป็นเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ชนิดมือถือที่จำเลยรับไว้และซ่อนเร้นเป็นความผิดแล้วนำมาทำการปรับเปลี่ยนและแต่งคลื่นความถี่รับส่งที่มีประจำเครื่องเดิมให้มีคลื่นความถี่ของช่องสัญญาณการรับส่งใหม่ เป็นคลื่นสัญญาณระบบเซลลูลาร์ 800 ของหมายเลขโทรศัพท์ในช่องสัญญาณ ซึ่งมีผู้มีชื่อได้จดทะเบียนการเช่าใช้อย่างถูกต้อง จำเลยได้มีเครื่องวิทยุคมนาคมประเภทเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ชนิดมือถือระบบเซลลูลาร์ 800 ที่มียี่ห้อรุ่นและหมายเลขประจำเครื่องกับไม่มีหมายเลขประจำเครื่องจำนวน 3เครื่อง ที่จำเลยได้ทำขึ้นโดยแปรสภาพใหม่ดังกล่าว พร้อมด้วยเครื่องชาร์จแบตเตอรี่จำนวน 1 ชุด และอุปกรณ์แบตเตอรี่จำนวน8 ก้อน ซึ่งเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมรับส่งตามกฎหมายที่ไม่มีหมายเลขทะเบียนกรมไปรษณีย์โทรเลขและลักลอบใช้ช่องสัญญาณสื่อสารวิทยุคมนาคมรับส่งของโทรศัพท์เคลื่อนที่ชนิดมือถือระบบเซลลูลาร์ 800 หมายเลขเครื่อง 01-4384962, 01-4904334 ซึ่งเป็นหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ชนิดมือถือของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตและจดทะเบียนการเช่าใช้อย่างถูกต้องที่จำเลยทำขึ้นโดยทุจริตดังกล่าวและหมายเลข 01-6725805 ที่เป็นหมายเลขเดิมประจำเครื่องโทรศัพท์มือถือยี่ห้อที่จดทะเบียนในนามจำเลยไว้ในความครอบครองของจำเลยทั้งนี้ โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานผู้ออกใบอนุญาต จำเลยได้ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมที่จำเลยทำ มีไว้ในครอบครองดังกล่าวเป็นความผิด โดยนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ชนิดมือถือซึ่งเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวออกให้ผู้อื่นเช่าใช้วิทยุคมนาคมรับส่งติดต่อสื่อสารจากเครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าว เพื่อเก็บค่าเช่าใช้หากำไรจากผู้ที่เช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวรับส่งสื่อสารโดยทุจริต ทั้งนี้ โดยจำเลยจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมของผู้ที่ได้รับใบอนุญาตและจดทะเบียนเช่าใช้อย่างถูกต้อง อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่การสื่อสารแห่งประเทศไทย บริษัทโทเทิ่ลแอ็กเซ๊สคอมมูนิเคชั่นจำกัด (มหาชน) นางสาวบัวภา สวัสดีและบริษัทเคหเซนเตอร์จำกัด เหตุเกิดที่ตำบลแม่จัน อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงรายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 4,6, 22, 23, 26 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 และริบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์วิทยุคมนาคมของกลางทั้งหมดไว้เพื่อใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข กับของกลางอื่นทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 22, 23, 26พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ต้องลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำหรือมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยมิได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยมิได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานจงใจทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมลงโทษฐานใช้เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน และฐานรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรปรับ81,900 บาท รวมจำคุก 6 เดือน ปรับ 81,900 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 40,950 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ริบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์วิทยุคมนาคมของกลาง เพื่อไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขและริบของกลางอื่นทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดค่าปรับและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง,22, 23, 26 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานทำหรือมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยมิได้รับอนุญาตจำคุก 4 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่าจำเลยนำเครื่องวิทยุคมนาคมจำนวนถึง 3 เครื่อง มาปรับสัญญาณในช่องสัญญาณซึ่งมีผู้จดทะเบียนการเช่าอย่างถูกต้องแล้วจำเลยนำออกให้ผู้อื่นเช่าเพื่อเก็บค่าเช่าใช้หากำไรจากผู้ที่เช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวรับส่งสื่อสาร เป็นการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเจ้าของคลื่นซึ่งได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต และระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ทั้งยังฉ้อค่าภาษีอากร ซึ่งเป็นรายได้ที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง จึงนับเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าสำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 22,23, 26 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานทำหรือมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เห็นได้ชัดว่าความผิดฐานทำมีและใช้โทรศัพท์มือถืออันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 23 และความผิดฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมตามมาตรา 26 นั้น มีองค์ประกอบความผิดแตกต่างกัน กล่าวคือ ความผิดตามมาตรา 23 นั้น เป็นความผิดเพราะจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจออกใบอนุญาต ส่วนความผิดตามมาตรา 26 นั้น เป็นความผิดเพราะจำเลยจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม ซึ่งความผิดฐานนี้แม้จำเลยจะมีเครื่องรับวิทยุคมนาคมโดยได้รับหรือไม่ได้รับอนุญาตก็ตามหากจำเลยจงใจกระทำการให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมการกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดตามมาตรา 26 เช่นกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำมี และใช้วิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตกระทงหนึ่ง ส่วนการที่จำเลยลักลอบปรับคลื่นวิทยุคมนาคมของโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบุคคลอื่นและของจำเลยเองรวม 3 เครื่อง อันเป็นการจงใจทำให้เกิดการรบกวนและขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้การที่จำเลยลักลอบปรับคลื่นวิทยุคมนาคมและนำออกให้ประชาชนเช่าบริการสาธารณะดังกล่าวจะกระทำในวันเวลาเดียวกันแต่ก็เป็นการกระทำที่สามารถแยกจากกันเป็นราย ๆ ไปได้ ตามจำนวนโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยลักลอบปรับคลื่นและนำออกให้ประชาชนเช่าบริการสาธารณะ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดแยกเป็นราย ๆ ไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 3 กระทง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้แม้โจทก์จะมิได้ฎีกาข้อนี้มา ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษและแก้ไขเสียให้ถูกต้อง โดยไม่แก้โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามา"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ฐานทำ มี และใช้วิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23 กระทงหนึ่ง ฐานทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมตามมาตรา 26 อีกสามกระทง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม. 23 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นางสาว ศริญญา แสนชมภู
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5280/2544
#41215
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับนาง ส. มารดาโจทก์เป็นโมฆะ โดยอ้างว่า จำเลยจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่น โดยหญิงนั้นแอบอ้างชื่อว่าเป็นนาง ส. เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการจดทะเบียนสมรสไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยนาง ส. ไม่ได้ให้ความยินยอมอันเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งจะต้องมีคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ โดยคู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสอาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสเป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1496 ดังนั้น แม้นาง ส. ถึงแก่ความตายทำให้การสมรสสิ้นสุดลงก่อนโจทก์ฟ้อง แต่เมื่อยังปรากฏความเป็นโมฆะอยู่โดยยังไม่มีคำพิพากษาให้เป็นโมฆะ ย่อมกระทบกระเทือนสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสเป็นโมฆะได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรนายจันทร์ ทิพย์สม กับนางสุดาทิพย์สมหรือกายสะอาด บิดามารดาหย่าขาดจากกันแล้ว ต่อมาเมื่อปี 2515 จำเลยกับหญิงอื่นที่อ้างชื่อเป็นมารดาโจทก์ดำเนินการจดทะเบียนสมรสโดยมารดาโจทก์ไม่ทราบและไม่ได้ลงชื่อในฐานะคู่สมรสฝ่ายหญิง ทั้งบันทึกท้ายทะเบียนสมรสผิดจากความเป็นจริง การจดทะเบียนสมรสจึงเป็นโมฆะ ขอให้ศาลพิพากษาให้การจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับมารดาโจทก์เป็นโมฆะ

จำเลยให้การว่า จำเลยและมารดาโจทก์ได้จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย และฟ้องโจทก์ข้อที่ 3 เป็นฟ้องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสเป็นโมฆะ จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับนางสุดา ทิพย์สมหรือกายสะอาด มารดาโจทก์เป็นโมฆะ โดยอ้างว่า จำเลยจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่น โดยหญิงนั้นแอบอ้างชื่อว่าเป็นนางสุดา แต่นางสุดามิเคยทราบเรื่องนี้และไม่เคยลงลายมือชื่อในฐานะคู่สมรสฝ่ายหญิงแต่อย่างใด และเด็กหญิงมยุรา คันธรส ไม่ได้เป็นบุตรของนางสุดาและจำเลย ดังนี้ เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการจดทะเบียนสมรสไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยนางสุดาไม่ได้ไปให้ความยินยอมโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้อันจะก่อให้เกิดสถานะความเป็นสามีภริยา หากเป็นจริงตามคำฟ้องก็เป็นกรณีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1458 เรื่องให้ความยินยอมในการสมรส ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งจะต้องมีคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะโดยคู่สมรส บิดามารดาหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสอาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสเป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1496 ดังนั้นแม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่า นางสุดาถึงแก่ความตายอันเป็นเหตุให้การสมรสระหว่างจำเลยกับนางสุดาสิ้นสุดลงก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็ตาม แต่เมื่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับนางสุดายังปรากฏความเป็นโมฆะอยู่โดยยังไม่มีคำพิพากษาให้เป็นโมฆะเช่นนี้ย่อมกระทบกระเทือนสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสระหว่างจำเลยกับนางสุดาเป็นโมฆะได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่ายังไม่มีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่เนื่องจากคดีนี้ได้มีการสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยว่าการสมรสระหว่างนางสุดาและจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ โดยไม่ต้องย้อนสำนวน ซึ่งในปัญหานี้ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ มีเพียงโจทก์เบิกความประกอบเอกสารว่า เมื่อปี 2515 จำเลยมาติดพันนางสุดา ต่อมาจำเลยดำเนินการให้มีการจดทะเบียนสมรสกับนางสุดาที่สำนักงานทะเบียนอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ตามทะเบียนสมรสเอกสารหมาย จ.3 โดยนางสุดาไม่ได้ไปดำเนินการจดทะเบียนสมรสกับจำเลยแต่อย่างใดลายมือชื่อคู่สมรสฝ่ายหญิงตามทะเบียนสมรสเอกสารหมาย จ.3 ไม่ใช่ลายมือชื่อของนางสุดา เห็นว่า คงมีแต่โจทก์เบิกความเพียงลอย ๆ ว่า นางสุดาไม่เคยจดทะเบียนสมรสกับจำเลยจึงปราศจากน้ำหนักทั้งไม่ปรากฏว่า หญิงที่อ้างแสดงตนว่าเป็นนางสุดาเป็นบุคคลใดแต่ข้อเท็จจริงกลับรับฟังได้จากทะเบียนสมรสว่า จำเลยและนางสุดาจดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี 2515 หลังจากนั้นนางสุดาได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามเอกสารหมาย จ.5 ก็ใช้ชื่อว่าสุดา คันธรส ยกที่ดินให้แก่โจทก์เพียงผู้เดียว เมื่อนางสุดาถึงแก่ความตาย โจทก์ได้ดำเนินการขอเป็นผู้จัดการมรดก ตามคำสั่งศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีหมายเลขแดงที่ 6130/2540 เอกสารหมาย จ.6 โจทก์ระบุว่าขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุดา ทิพย์สม หรือคันธรส ผู้ตาย กรณีมีเหตุผลน่าเชื่อว่า นางสุดากับจำเลยสมรสกันจริงเป็นเหตุให้นางสุดาใช้นามสกุล "คันธรส" ซึ่งเป็นนามสกุลของจำเลยตลอดมา พยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า นางสุดาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยโดยไม่ยินยอม อันเป็นเหตุให้การจดทะเบียนสมรสของจำเลยกับนางสุดามารดาโจทก์เป็นโมฆะ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1458 ม. 1496
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย มานพ ทิพย์สม
จำเลย — นาย เจริญ คันธรส
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ศรีสง่า
วิชา มหาคุณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5280/2544
#69241
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรของ จ. กับ ส. มารดาโจทก์ซึ่งหย่าขาดกันแล้ว ต่อมาจำเลยกับหญิงอื่นที่อ้างชื่อเป็น ส. มารดาโจทก์จดทะเบียนสมรสกันโดยมารดาโจทก์มิได้ทราบและมิได้ลงชื่อในฐานะคู่สมรสฝ่ายหญิง และ เด็กหญิง ม. ไม่ได้เป็นบุตรของ ส. และจำเลย ดังนี้ เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการจดทะเบียนสมรสไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดย ส. ไม่ได้ไปให้ความยินยอมโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้อันจะก่อให้เกิดสถานะความเป็นสามีภริยา หากเป็นจริงก็เป็นกรณีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1458 เรื่องให้ความยินยอมในการสมรสย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งจะต้องมีคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ โดยคู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสอาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1496 ดังนั้น แม้ ส. จะถึงแก่ความตายไปแล้วอันเป็นเหตุให้การสมรสระหว่างจำเลยกับ ส. มารดาโจทก์เป็นอันสิ้นสุดลงก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็ตาม แต่เมื่อการสมรสระหว่างจำเลยกับ ส. ยังปรากฏความเป็นโมฆะอยู่โดยยังไม่มีคำพิพากษาให้เป็นโมฆะเช่นนี้ย่อมกระทบกระเทือนสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานของ ส. โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสระหว่างจำเลยกับ ส. เป็นโมฆะได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษาให้การจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับมารดาโจทก์เป็นโมฆะ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับนางสุดา มารดาโจทก์เป็นโมฆะ โดยอ้างว่า จำเลยจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่น โดยหญิงนั้นแอบอ้างชื่อว่าเป็นนางสุดา แต่นางสุดามิเคยทราบเรื่องนี้และไม่เคยลงลายมือชื่อในฐานะคู่สมรสฝ่ายหญิงแต่อย่างใด และเด็กหญิงมยุรา ไม่ได้เป็นบุตรของนางสุดาและจำเลย ดังนี้ เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการจดทะเบียนสมรสไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยนางสุดา ไม่ได้ไปให้ความยินยอมโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้อันจะก่อให้เกิดสถานะความเป็นสามีภริยา หากเป็นจริงตามคำฟ้องก็เป็นกรณีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1458 เรื่องให้ความยินยอมในการสมรส ย่อมตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1495 ซึ่งจะต้องมีคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่า การสมรสเป็นโมฆะโดยคู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสอาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสเป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1496 ดังนั้นแม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่า นางสุดาถึงแก่ความตายอันเป็นเหตุให้การสมรสระหว่างจำเลยกับนางสุดาสิ้นสุดลงก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็ตาม แต่เมื่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับนางสุดา ยังปรากฏความเป็นโมฆะอยู่โดยยังไม่มีคำพิพากษาให้เป็นโมฆะเช่นนี้ย่อมกระทบกระเทือนสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็น ผู้สืบสันดาน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสระหว่างจำเลยกับนางสุดาเป็นโมฆะได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1458 ม. 1495 ม. 1496 ม. 1501
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานพ ทิพย์สม
จำเลย — นายเจริญ คันธรส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชี — นางนิธิมณี ศังขมณี ยงเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ศรีสง่า
วิชา มหาคุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5273/2544
#41214
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว อำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยย่อมเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านแต่ผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22ไม่มีบทบัญญัติให้บุคคลอื่นมีอำนาจหน้าที่ในการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยด้วย ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ฟ้องเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เป็นคดีอื่น จึงไม่มีหน้าที่และความรับผิดใด ๆ เป็นส่วนตัวตามกฎหมายล้มละลายในเรื่องค่าธรรมเนียมในคดีนี้ การที่ผู้ร้องเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือผู้คัดค้านในการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลย และผู้คัดค้านเห็นชอบด้วยกับข้อเสนอของผู้ร้องต้องถือว่าผู้คัดค้านได้ใช้ดุลพินิจดำเนินการยึดทรัพย์สินเองผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจที่จะอาศัยพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาออกคำสั่งให้ผู้ร้องนำค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายมาชำระต่อผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายมีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้รวม 2 ราย คือเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์และกรมสรรพากร ต่อมาเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ถูกผู้ร้องฟ้องเป็นคดีล้มละลายในคดีหมายเลขแดงที่ ล.298/2530 ของศาลชั้นต้นที่ประชุมเจ้าหนี้คดีนี้จึงมีมติแต่งตั้งกรมสรรพากรเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์แทน ผู้คัดค้านได้ทำการแบ่งทรัพย์สินแก่เจ้าหนี้เป็นครั้งที่สุดและรายงานศาลขอสั่งปิดคดีจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งปิดคดีแล้วต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2532 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเปิดคดีตามรายงานของผู้คัดค้านที่อ้างว่าจำเลยมีทรัพย์สินขึ้นใหม่อีกและผู้ร้องนำผู้คัดค้านยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 13725 อ้างว่าเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับนายมิลินท์ อัจฉริยกุล แต่นายมิลินท์ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านปล่อยทรัพย์ที่ยึด คดีถึงที่สุด ผู้คัดค้านได้ถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าวและมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำค่าฤชาธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวน 54,600 บาท ไปชำระต่อผู้คัดค้านผู้ร้องได้นำค่าธรรมเนียมดังกล่าวไปชำระต่อผู้คัดค้าน แต่ต่อมาผู้ร้องเห็นว่าผู้ร้องไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมดังกล่าวจึงยื่นคำร้องขอคืนเงินที่ผู้ร้องชำระ ผู้คัดค้านพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้คืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ร้อง และมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวแทน แต่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ไม่ชำระผู้คัดค้านจึงรายงานขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 143 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าค่าธรรมเนียมดังกล่าวผู้ขอให้ยึดต้องเป็นผู้รับผิดแทนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 ตรี ผู้คัดค้านจึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำค่าธรรมเนียมดังกล่าวไปชำระต่อผู้คัดค้านอีกผู้ร้องเห็นว่าผู้ร้องไม่ต้องรับผิด จึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งงดค่าธรรมเนียมดังกล่าวเสีย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่ได้เป็นเจ้าหนี้จำเลย การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านอ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของจำเลยและนำผู้คัดค้านไปยึดทรัพย์สินดังกล่าว โดยในการยึดผู้ร้องแถลงยอมรับผิดค่าธรรมเนียมและค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นทั้งสิ้นผู้คัดค้านจึงได้ยึดทรัพย์สินดังกล่าว ผู้ร้องจึงเป็นผู้ขอให้ยึดมีหน้าที่เสียค่าธรรมเนียม ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับว่า ให้ยกคำสั่งของผู้คัดค้านที่สั่งให้ผู้ร้องนำเงินค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่าย จำนวน54,600 บาท ไปชำระต่อผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องชำระค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยแล้ว อำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยในคดีล้มละลายย่อมเป็นของผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22พระราชบัญญัติล้มละลายฯ ไม่ได้มีบทบัญญัติให้บุคคลอื่นเข้ามามีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยด้วยแต่อย่างใด ดังนั้นการที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเพียงบุคคลภายนอกที่ฟ้องคดีล้มละลายเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เดิมจึงไม่มีหน้าที่และความรับผิดใด ๆเป็นส่วนตัวโดยตรงตามกฎหมายล้มละลายในเรื่องค่าธรรมเนียมในคดีนี้เลย การที่ผู้ร้องเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือผู้คัดค้านในการรวบรวมทรัพย์สินโดยปราศจากอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายล้มละลายและผู้คัดค้านเห็นชอบด้วยกับข้อเสนอของผู้ร้องเช่นนี้ จึงต้องถือว่าผู้คัดค้านได้ใช้ดุลพินิจดำเนินการยึดทรัพย์สินเองโดยเชื่อตามคำเสนอแนะของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายล้มละลายแต่อย่างใดเลย ผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจจะอ้างอิงอาศัยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาออกคำสั่งให้ผู้ร้องซึ่งไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องนำค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายมาชำระต่อผู้คัดค้านได้ตามนับแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 906/2519 คดีระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามโลหพันธ์ โจทก์ ธนาคารกรุงไทยจำกัด ผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้าน บริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นมจำกัด จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 143 ม. 153
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิรัช ธีรภากร
ผู้ร้อง — นาง สมเพลิน เกษมรัตนสันติ
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นาง กระจ่างจิตต์ อัจฉริยกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
พิชัย เตโชพิทยากูล
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5273/2544
#69240
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยแล้ว อำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยในคดีล้มละลายย่อมเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 ผู้ร้องซึ่งเป็นเพียงบุคคลภายนอก ที่ฟ้องคดีล้มละลายเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เดิม จึงไม่มีหน้าที่และความรับผิดใด ๆ เป็นส่วนตัวโดยตรงตามกฎหมาย ล้มละลายในเรื่องค่าธรรมเนียมในคดี การที่ผู้ร้องเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือผู้คัดค้าน(เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์)ในการรวบรวมทรัพย์สินโดยปราศจากอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายล้มละลาย และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นชอบด้วยกับ ข้อเสนอของผู้ร้องเช่นนี้ จึงต้องถือว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ใช้ดุลพินิจดำเนินการยึดทรัพย์สินเองโดยเชื่อตาม คำเสนอแนะของผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจจะอ้างอิงอาศัย พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาออก คำสั่งให้ผู้ร้องต้องนำค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายมาชำระ ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคล ล้มละลาย มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้รวม ๒ ราย คือ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ และกรมสรรพากร ต่อมาเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ถูกผู้ร้องฟ้องเป็นคดีล้มละลาย ที่ประชุมเจ้าหนี้คดีนี้จึงมีมติแต่งตั้งกรมสรรพากรเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์แทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้านได้ทำการแบ่งทรัพย์สินแก่เจ้าหนี้เป็นครั้งที่สุดและรายงานศาลขอสั่งปิดคดีจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งปิดคดีแล้ว ต่อมา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเปิดคดีตามรายงานของผู้คัดค้านที่อ้างว่าจำเลยมีทรัพย์สินขึ้นใหม่อีกและผู้ร้องนำผู้คัดค้านยึดที่ดิน โดยอ้างว่าเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับนายมิลินท์ แต่นายมิลินท์ ยื่นคำร้องขอให้ ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านปล่อยทรัพย์ที่ยึด คดีถึงที่สุดผู้คัดค้านได้ถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าวและมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำค่าฤชาธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่าย ไปชำระต่อ ผู้คัดค้าน ผู้ร้องได้นำค่าธรรมเนียมดังกล่าวไปชำระต่อผู้คัดค้าน แต่ต่อมาผู้ร้องเห็นว่าผู้ร้องไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดใน ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจึงยื่นคำร้องขอคืนเงินที่ผู้ร้องชำระ ผู้คัดค้านพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้คืนเงินจำนวนดังกล่าว แก่ผู้ร้อง และมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวแทน แต่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ไม่ชำระ ผู้คัดค้านจึง รายงานขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๑๔๓ แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าค่าธรรมเนียมดังกล่าว ผู้ขอให้ยึดต้องเป็นผู้รับผิดแทนตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๕๓ ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๕ ตรี ผู้คัดค้านจึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำค่าธรรมเนียมดังกล่าวไปชำระต่อผู้คัดค้านอีก ผู้ร้องเห็นว่าผู้ร้องไม่ต้องรับผิด จึงยื่นคำร้องต่อ ศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งงดค่าธรรมเนียมดังกล่าวเสีย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่ได้เป็นเจ้าหนี้จำเลย การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านอ้างว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของจำเลย และนำผู้คัดค้านไปยึดทรัพย์สินดังกล่าว โดยในการยึดผู้ร้องแถลงยอมรับผิด ค่าธรรมเนียมและค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นทั้งสิ้นผู้คัดค้านจึงได้ยึดทรัพย์สินดังกล่าว ผู้ร้องจึงเป็น ผู้ขอให้ยึดมีหน้าที่ เสียค่าธรรมเนียมให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับว่า ให้ยกคำสั่งของผู้คัดค้านที่สั่งให้ผู้ร้องนำเงินค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่าย จำนวน ๕๔,๖๐๐ บาท ไปชำระต่อผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยแล้ว อำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยในคดีล้มละลายย่อมเป็นของผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๒๒ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ ไม่ได้มีบทบัญญัติให้บุคคลอื่นเข้ามามีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยด้วยแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเพียงบุคคลภายนอกที่ฟ้องคดีล้มละลายเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เดิมจึงไม่มีหน้าที่และความรับผิดใด ๆ เป็นส่วนตัวโดยตรงตามกฎหมายล้มละลายในเรื่องค่าธรรมเนียมในคดีนี้เลย การที่ผู้ร้องเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือผู้คัดค้านในการรวบรวมทรัพย์สินโดยปราศจากอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ล้มละลาย และผู้คัดค้านเห็นชอบด้วยกับข้อเสนอของผู้ร้องเช่นนี้ จึงต้องถือว่าผู้คัดค้านได้ใช้ดุลพินิจดำเนินการ ยึดทรัพย์สินเองโดยเชื่อตามคำเสนอและของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายล้มละลายแต่อย่างใดเลย ผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจจะอ้างอิงอาศัย พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาออกคำสั่งให้ผู้ร้องซึ่งไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องนำค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายมาชำระต่อผู้คัดค้านได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 179
ป.วิ.พ. ม. ตาราง 5 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิรัช ธีรภากร
ผู้ร้อง — นางสมเพลิน เกษมรัตนสันติ
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นางกระจ่างจิตต์ อัจฉริยกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุชาติ เตชะสวัสดิ์วิทย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมควร วิเชียรวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
พิชัย เตโชพิทยากูล
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5272/2544
#44618
เปิดฉบับเต็ม

เหตุไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 14 เป็นเรื่องที่ต้องยกขึ้นว่ากล่าวก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ดังนั้น เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด คดีส่วนดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้วจนถึงขั้นพิจารณาคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย จึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนที่จะหยิบยกเหตุดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย เมื่อศาลชั้นต้นไม่เห็นชอบด้วยการประนอมหนี้จึงต้องพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายตามมาตรา 61

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จำเลยทำคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย และที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ลงมติพิเศษยอมรับคำขอประนอมหนี้ของจำเลยแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสนอรายงานการประนอมหนี้ กิจกรรมทรัพย์สินและความประพฤติของจำเลยต่อศาลชั้นต้น เพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยการประนอมหนี้และพิพากษาให้จำเลยล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 61

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้หยิบยกเหตุที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 14 มาพิพากษายกฟ้องโจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ในการยื่นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์ขึ้นมา2 ประการ กล่าวคือ ไม่มีเหตุที่จะถือว่าจำเลยทุจริตดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประการหนึ่ง และคดีมีเหตุไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายเนื่องจากมีการแก้ไขกฎหมายล้มละลายโดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 กำหนดจำนวนหนี้ขั้นต่ำที่จะฟ้องคดีล้มละลายไว้ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท และในคดีมีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพียง 4 ราย ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8หยิบยกมาตรา 14 ขึ้นพิจารณาอีกประการหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8ได้วินิจฉัยเฉพาะปัญหาประการแรก ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทุจริตที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยการประนอมหนี้นั้นชอบแล้วแต่ยังมิได้วินิจฉัยในปัญหาที่สองว่าจำเลยจะสามารถขอให้ศาลยกเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามมาตรา 14 มาพิจารณาในชั้นขอประนอมหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตาม มาตรา 243(1) และมาตรา 247ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็วสมดั่งเจตนารมณ์ของกฎหมายล้มละลาย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยก่อน และเห็นว่า ในการพิจารณาคดีล้มละลายนั้น กฎหมายได้กำหนดลำดับขั้นตอนไว้อย่างชัดเจนแล้วกล่าวคือ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 14 ลูกหนี้มีสิทธิทำคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายตามมาตรา 45 เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติพิเศษยอมรับคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจขอต่อศาลให้สั่งว่าจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ ซึ่งการพิจารณาในชั้นนี้ ห้ามมิให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายหากมีข้อเท็จจริงตามมาตรา 53 และมาตรา 54 ในคดีนี้หลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว จำเลยทำคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายและที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ลงมติพิเศษยอมรับ ในชั้นพิจารณาว่าจะเห็นชอบกับการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายหรือไม่นั้น จึงต้องพิจารณาเพียงแต่ว่ามีเหตุที่ห้ามมิให้ศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหรือไม่เท่านั้นซึ่งในปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับจำเลยทุจริตหรือไม่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยกระทำการทุจริต จำเลยมิได้ฎีกา จึงเป็นอันยุติไป ส่วนที่ว่าจะมีเหตุไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ตามมาตรา 14 นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องยกขึ้นว่ากล่าวก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เช่นนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด คดีส่วนดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้วจนถึงขั้นพิจารณาคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย จึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนที่จะหยิบยกเหตุดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นไม่เห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ แล้วจึงพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 61 จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จันทร์แดง วัชรินทร์
จำเลย — นาง เยาวพา จันทศรี
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
พิชัย เตโชพิทยากูล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5272/2544
#69239
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นพิจารณาคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายจำเลยอุทธรณ์ 2 ประการ คือไม่มีเหตุที่จะถือว่าจำเลยทุจริตดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประการหนึ่ง และคดีมีเหตุไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายเนื่องจากมีการแก้ไขกฎหมายล้มละลายโดย พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 กำหนดจำนวนหนี้ขั้นต่ำที่จะฟ้องคดีล้มละลายไว้ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท และในคดีมีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพียง 4 ราย ขอให้ศาลอุทธรณ์หยิบยกมาตรา 14 ขึ้นพิจารณาอีกประการหนึ่ง แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในปัญหาที่สองว่าจำเลยจะสามารถขอให้ศาลยกเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มลายตามมาตรา 14 มาพิจารณาในชั้นขอประนอมหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามมาตรา 243 (1) และมาตรา 247 ประกอบด้วย พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 แต่เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็วสมดั่งเจตนารมณ์ของกฎหมายล้มละลาย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวนี้ไปเสียทีเดียว

ในการพิจารณาคดีล้มละลายนั้น กฎหมายได้กำหนดลำดับขั้นตอนไว้อย่างชัดเจนแล้วกล่าวคือ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย มาตรา 14 ลูกหนี้มีสิทธิทำคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายตามมาตรา 45 เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติพิเศษยอมรับคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจขอต่อศาลให้สั่งว่าจะเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งการพิจารณาในชั้นนี้ ห้ามมิให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย หากมีข้อเท็จจริงตามมาตรา 53 และมาตรา 54 ในชั้นพิจารณาว่าจะเห็นชอบกับการประนอมหนี้ก่อน ล้มละลายหรือไม่นั้น จึงต้องพิจารณาเพียงแต่ว่ามีเหตุที่ห้ามมิให้ศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้หรือไม่เท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำการทุจริต จำเลยมิได้ฎีกาจึงเป็นอันยุติไป ส่วนที่ว่าจะมีเหตุไม่ควรให้จำเลย ล้มละลายหรือไม่เป็นเรื่องที่จะต้องยกขึ้นว่ากล่าวก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด คดีส่วนดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้วจนถึงขั้นพิจารณาคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย จึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนที่จะหยิบยกเหตุดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จำเลยทำคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย และที่ประชุมเจ้าหน้าที่ได้ลงมติพิเศษยอมรับคำขอประนอมหนี้ของจำเลยแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสนอรายงานการประนอมหนี้กิจการทรัพย์สินและความประพฤติของจำเลยต่อศาลชั้นต้น เพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ ศาลชั้นต้น ไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยแล้ว

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายแล้ว มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยการประนอมหนี้และพิพากษาให้จำเลยล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๖๑

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ในการยื่นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์ขึ้นมา ๒ ประการ กล่าวคือ ไม่มีเหตุที่จะถือว่าจำเลยทุจริตดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประการหนึ่ง และคดีมีเหตุไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายเนื่องจากมีการแก้ไขกฎหมายล้มละลายโดย พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดจำนวนหนี้ขั้นต่ำที่จะฟ้องคดีล้มละลายไว้ ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท และในคดีมีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพียง ๔ ราย ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ หยิบยกมาตรา ๑๔ ขึ้นพิจารณา อีกประการหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ได้วินิจฉัยเฉพาะปัญหาประการแรก ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทุจริต ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยประนอมหนี้นั้นชอบแล้ว แต่ยังมิได้วินิจฉัยในปัญหาที่สองว่า จำเลยจะสามารถ ขอให้ศาลยกเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามมาตรา ๑๔ มาพิจารณาในชั้นขอประนอมหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ.ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามมาตรา ๒๔๓ (๑) และมาตรา ๒๔๗ประกอบด้วย พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๕๓ แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็วสมดั่งเจตนารมณ์ของกฎหมายล้มละลาย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ วินิจฉัยก่อน

การพิจารณาคดีล้มละลายนั้น กฎหมายได้กำหนดลำดับขั้นตอนไว้อย่างชัดเจนกล่าวคือ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา ๑๔ ลูกหนี้มีสิทธิทำคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย ตาม มาตรา ๔๕ เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติพิเศษยอมรับคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจขอต่อศาลให้สั่งว่าจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ ซึ่งการพิจารณาในชั้นนี้ ห้ามมิให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อน ล้มละลาย หากมีข้อเท็จจริงตามมาตรา ๕๓ และมาตรา ๕๔ ในคดีนี้หลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว จำเลยทำคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายและที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ลงมติพิเศษยอมรับในชั้นพิจารณาว่าจะเห็นชอบ กับการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายหรือไม่นั้น จึงต้องพิจารณาเพียงแต่ว่ามีเหตุที่ห้ามมิให้ศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้หรือไม่เท่านั้น ซึ่งในปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับจำเลยทุจริตหรือไม่ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาว่า จำเลยกระทำการทุจริต จำเลยมิได้ฎีกา จึงเป็นอันยุติไป ส่วนที่ว่าจะมีเหตุไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ตามมาตรา ๑๔ นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องยกขึ้นว่ากล่าวก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เช่นนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด คดีส่วนดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้วจนถึงขั้นพิจารณาคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย จึงเป็นการล่วงเลย ขั้นตอนที่จะหยิบยกเหตุดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นไม่เห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ แล้วจึงพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๖๑ จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 247
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 ม. 45 ม. 53 ม. 54 ม. 61 ม. 153
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจันทร์แดง วัชรินทร์
จำเลย — นางเยาวพา จันทศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายวินิจ แกล้วทนงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
พิชัย เตโชพิทยากูล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5265/2544
#41213
เปิดฉบับเต็ม

เนื้อหาของคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีเพียงคำบังคับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เท่านั้น มิได้กล่าวถึงปัญหาเรื่องอายุความอันเป็นประเด็นแห่งคดีซึ่งเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยแม้จะเป็นคดีมโนสาเร่ที่ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาคดีได้ด้วยวาจาซึ่งไม่จำต้องจดแจ้งรายการแห่งคดีหรือเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้ แต่ก็ต้องมีคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีเรื่องอายุความนั้นด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 141(5) คำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 62,797.94 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 27 ต่อปี ของต้นเงิน29,195.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยนำบัตรเครดิตไปใช้ตามที่โจทก์ฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว เพราะมิได้ฟ้องภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2540 อันเป็นวันที่โจทก์ทวงถามและกำหนดให้จำเลยชำระหนี้ และฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย ทนายจำเลยแถลงขอสละประเด็นตามคำให้การจำเลย คงเหลือข้อต่อสู้เพียงประเด็นเดียวว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ คู่ความรับกันว่าจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์2541 เป็นเงิน 600 บาท หลังจากนั้นไม่ได้ชำระอีกเลย และคู่ความไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 44,203.16 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 7กุมภาพันธ์ 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น ปรากฏว่าในประเด็นข้อนี้ศาลชั้นต้นมิได้ยกขึ้นวินิจฉัยเนื้อหาของคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงมีเพียงคำบังคับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมเท่านั้น หาได้กล่าวถึงปัญหาเรื่องอายุความอันเป็นประเด็นแห่งคดีซึ่งเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยไม่ แม้ศาลชั้นต้นจะมีอำนาจพิพากษาคดีได้ด้วยวาจาซึ่งไม่จำต้องจดแจ้งรายการแห่งคดีหรือเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้ก็ตาม แต่ก็ต้องมีคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141(5) ด้วย มิฉะนั้นคู่ความย่อมไม่อาจอุทธรณ์ได้โดยชัดแจ้งเนื่องจากไม่ทราบว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีอย่างไร เมื่อปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง จึงต้องส่งสำนวนคืนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) ประกอบมาตรา 247 และยังรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นเรื่องอายุความตามข้อต่อสู้ของจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 141 ม. 194
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นางสาว เสาวณี สุมน
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5265/2544
#69238
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เนื้อหาของคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงมีเพียงคำบังคับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยและ ค่าฤชาธรรมเนียมเท่านั้น หาได้กล่าวถึงปัญหาเรื่องอายุความอันเป็นประเด็นแห่งคดีซึ่งเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยไม่ แม้ศาลชั้นต้นจะมีอำนาจพิพากษาคดีได้ด้วยวาจาซึ่งไม่จำต้องจดแจ้งรายการแห่งคดีหรือเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้ก็ตาม แต่ก็ต้องมีคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 (5) ด้วย มิฉะนั้นคู่ความย่อมไม่อาจอุทธรณ์ได้โดยชัดแจ้งเนื่องจากไม่ทราบว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีอย่างไร เมื่อปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง จึงต้องส่งสำนวนคืนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 และยังรับวินิจฉัยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรง ต่อศาลฎีกาของจำเลยที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๖๒,๗๙๗.๙๔ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๒๗ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๙,๑๙๕.๗๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๔๔,๒๐๓.๑๖ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๙๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า เนื้อหาของคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงมีเพียงคำบังคับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมเท่านั้น หาได้กล่าวถึงปัญหาเรื่องอายุความอันเป็นประเด็นแห่งคดีซึ่งเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยไม่ แม้ศาลชั้นต้นจะมีอำนาจพิพากษาคดีได้ด้วยวาจาซึ่งไม่จำต้องจดแจ้งรายการแห่งคดีหรือเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้ก็ตาม แต่ก็ต้องมีคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๑ (๕) ด้วย มิฉะนั้นคู่ความย่อมไม่อาจอุทธรณ์ได้โดยชัดแจ้ง เนื่องจากไม่ทราบว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีอย่างไร เมื่อปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง จึงต้องส่งสำนวนคืนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๑) ประกอบมาตรา ๒๔๗ และยังรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นเรื่องอายุความตามข้อต่อสู้ของจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ ม. 141 (5) ม. 243 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวเสาวณี สุมน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายปกรณ์ รัตนพิทย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5248/2544
#69237
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานรับของโจร จำคุก 6 เดือนโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ จำคุก 3 ปี โดยพิพากษาแก้เฉพาะอัตราโทษ ส่วนบทลงโทษคงลงโทษฐานรับของโจรตามเดิม เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานรับของโจร และศาลอุทธรณ์ไม่ควรเพิ่มโทษจำคุกจำเลย 3 ปี เป็นการโต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๓๓๔ , ๓๓๕ , ๓๕๗

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๗ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ จำคุก ๙ เดือน คำให้การของจำเลยชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก ๖ เดือน สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด ๔ ปี ๖ เดือน คำรับสารภาพชั้นจับกุมมีประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงเหลือโทษจำคุก ๓ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานรับของโจร จำคุก ๖ เดือน โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้ จำคุก ๓ ปี โดยพิพากษาแก้เฉพาะอัตราโทษ ส่วนบทลงโทษคงลงโทษฐานรับของโจรตามเดิม เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๕ ปี ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานรับของโจร และศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ไม่ควรเพิ่มโทษจำคุกจำเลย ๓ ปี เป็นการโต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค ๙ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคแรก ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยมานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายสุพจน์ กริ้วกราย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสุชาติ สุวินิจฉัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพิศาล อัยยะวรากูล
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5243/2544
#41212
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพตามฟ้องว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่โจทก์ต้องสืบพยานให้ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่งแม้โจทก์จะมีเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมมาเบิกความ แต่คำเบิกความดังกล่าวคงรับฟังได้เพียงว่าได้เป็นผู้จับกุมจำเลย ส่วนที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้บุคคลอื่นเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ จึงมีเพียงคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเท่านั้นที่นำมาใช้ประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเป็นที่พอใจว่าจำเลยทั้งสองมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย คงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2541 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 12 1/2 เม็ด ไม่ทราบปริมาณน้ำหนักที่แน่ชัดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อจำนวน 6 เม็ด ไม่ทราบปริมาณน้ำหนักที่แน่ชัดในราคา 1,700 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเหตุเกิดที่ตำบลหินดาด อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมาเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมธนบัตรรวมเป็นเงิน 1,700 บาทซึ่งเป็นเงินที่จำเลยทั้งสองได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายที่เหลือจากการจำหน่ายจำนวน 6 1/2 เม็ด และยึดรถจักรยานยนต์ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำผิดเป็นของกลางเมทแอมเฟตามีนของกลางหมดไปในการตรวจพิสูจน์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8,15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบเงินจำนวน 1,700 บาท และรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธแต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 2 กลับให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี และฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุกคนละ 11 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 5 ปี 6 เดือน ริบเงินสดจำนวน 900 บาท และรถจักรยานยนต์ของกลาง คืนเงินสดของกลางจำนวน 800 บาท แก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,67 จำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 10,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ6 เดือน ปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ยกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คำขออื่นให้ยกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน2541 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา จับกุมได้พร้อมกับธนบัตรและเมทแอมเฟตามีนจำนวนหนึ่งเป็นของกลางปรากฏตามบันทึกการจับกุมและบัญชีของกลางคดีอาญา เมทแอมเฟตามีนของกลางตรวจพิสูจน์แล้วปรากฏว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์จริงหรือไม่ โจทก์ก็มีร้อยตำรวจเอกคัมภีร์และจ่าสิบตำรวจพงษ์สันติ ศรีนาค พยานผู้จับกุมยืนยันว่าก่อนจับกุมจำเลยทั้งสองนั้นได้สืบทราบมาก่อนว่า จำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่บุคคลภายในหมู่บ้านจึงได้เดินทางไปที่บ้านหนองพลอง ตำบลหินดาด อำเภอห้วยแถลงจังหวัดนครราชสีมา ได้พบจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาจึงได้โบกรถให้หยุดทำการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน4 เม็ด อยู่ในกระเป๋ากางเกงของจำเลยที่ 1 และพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 1/2 เม็ด อยู่ในกระเป๋าสตางค์ของจำเลยที่ 2 พร้อมเงินสด1,700 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ให้การรับสารภาพว่า ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 6 เม็ด ให้แก่นายอ๋า (ไม่ทราบนามสกุล)และส่วนที่เหลืออีก 6 1/2 เม็ด ของกลางนั้นมีไว้เพื่อจำหน่ายจึงได้ยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว เงินสดจำนวน 1,700 บาท และรถจักรยานยนต์ไว้เป็นของกลาง และโจทก์ยังมีพันตำรวจโทศุภวัฒน์ รังคะวัต พนักงานสอบสวนเบิกความว่า จำเลยทั้งสองได้รับสารภาพว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยสมัครใจ เห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพก็เป็นเรื่องที่โจทก์และศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง นั่นคือ โจทก์ต้องสืบพยานให้ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง แม้โจทก์จะมีร้อยตำรวจเอกคัมภีร์และจ่าสิบตำรวจพงษ์สันติ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเป็นพยานเบิกความดังโจทก์ฎีกามาก็ตาม แต่ตามคำเบิกความดังกล่าวนั้นก็ฟังได้แต่เพียงว่าพยานโจทก์ทั้งสองเป็นผู้จับกุมจำเลยในวันที่ 9 เมษายน 2541 ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 จริงเท่านั้น ส่วนพฤติการณ์ที่อ้างว่าสืบทราบว่าจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้กับบุคคลในหมู่บ้านนั้นเป็นเพียงกล่าวอ้างลอย ๆ ของเจ้าพนักงานผู้จับกุมไม่มีพยานอื่นสนับสนุนให้ฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และในขณะที่จับกุมจำเลยทั้งสองก็ไม่มีพฤติการณ์ใด ๆ ที่จะแสดงให้เป็นเหตุให้น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้อื่นไป พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีแต่เพียงคำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเท่านั้นที่โจทก์ใช้นำมาประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณา จึงเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเป็นที่พอใจว่าจำเลยทั้งสองมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นาย วรวุฒิ ราชวงศ์รัมย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ