คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4476/2544
#69232
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ โจทก์ขอรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดิน จำเลยคัดค้าน ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยคัดค้านการรังวัดสอบเขตและห้ามเกี่ยวข้อง จำเลยให้การและฟ้องแย้งในตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของจำเลยโดยซื้อมาจากผู้มีชื่อ จากนั้นได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา เท่ากับจำเลยอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ จากเจ้าของเดิม แต่จำเลยกลับให้การและฟ้องแย้งในตอนหลังว่า หากฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยก็ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนานกว่า 10 แล้ว จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงขัดแย้งกับคำให้การและฟ้องแย้งตอนแรกซึ่งอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นเจ้าของจำเลยเพราะซื้อมา รูปคดีตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การและฟ้องแย้งดังกล่าวจึงไม่มีประเด็นเรื่องการครองครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้อื่นในที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๘๔๗ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๒ ไร่ ๗๘ ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน จำเลยที่ ๑ ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัด สอบเขตที่ดินของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาท และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และค่าเสียหายต่อไปอีกปีละ ๒,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวาร จะออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การกับฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้าน ทิศเหนือเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ ซื้อมา จากนั้นจำเลยที่ ๑ ได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา หากฟังว่าที่ดินพิพาทอยู่ในโฉนดที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ก็ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนานกว่า ๑๐ ปีแล้ว จำเลยที่ ๑ จึงได้กรรมสิทธิ์การครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ โดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๘๔๗ แก่จำเลยที่ ๑ เพื่อนำไปใส่ชื่อจำเลยที่ ๑ ในโฉนดที่ดิน กับห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๘๔๗ ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการคัดค้านการรังวัดที่ดินดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวาร เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป คำขออื่นให้ยก สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๘๔๗ มีชื่อโจทก์กับพวกเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดินมีอาณาเขตทิศเหนือติดกับที่ดินของจำเลยที่ ๑ โฉนดที่ดินเลขที่ ๕๘๓๓ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ประการแรกว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทได้ความว่า พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๘๔๗ โจทก์จึงเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า คำให้การและฟ้องแย้งมีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ โจทก์ขอรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดิน จำเลยทั้งสองคัดค้าน ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดสอบเขตและห้ามเกี่ยวข้อง กับเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งในตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ อยู่ในเขตโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๑ โดยซื้อมาจากนางนัฏฐา วัตตะเสรี เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๒๗ จากนั้นได้ครอบครองทำประโยชน์ ตลอดมา เท่ากับจำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยได้รับโอนกรรมสิทธิ์จากเจ้าของที่ดิน แต่จำเลยทั้งสองกลับให้การและฟ้องแย้งในตอนหลังว่า กรณีจะเป็นประการใดก็ตามหากฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ก็ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนานกว่า ๑๐ ปีแล้ว จำเลยที่ ๑ ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงขัดแย้งกับคำให้การและฟ้องแย้งตอนแรก ซึ่งอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ เพราะซื้อมา รูปคดีตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งดังกล่าวจึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ เพราะการครอบครอง ปรปักษ์จะมิได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 177 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวหนูแดง สุวรรณหงษ์หรือศรีเพียงจันทร์
จำเลย — นางวาสนา ทรงสังข์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายขรรค์ชัย สุนทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพินิจ บุญชัด
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4470/2544
#41202
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 37 ตรีซึ่งห้ามมิให้เรือที่อยู่ในเขตต่อเนื่องขนถ่ายสิ่งของใด ๆ โดยไม่มีเหตุสมควรหรือไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และความผิดตามมาตรา 27 ทวิ ซึ่งห้ามผู้ใดช่วยซ่อนเร้นช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามหรือข้อจำกัดนั้น บทบัญญัติทั้งสองได้ระบุเน้นชัดไว้แล้วว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งรวมอากรเข้าด้วย และปรับสองเท่าของราคาของ ตามลำดับ ดังนั้น หากศาลจะปรับจำเลยแต่ละคน คนละสี่เท่าและสองเท่า ก็จะเป็นการปรับเกินกว่าโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้และมาตรา 120 แห่ง พระราชบัญญัติศุลกากรฯ ได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษว่า เมื่อบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้แตกต่างกับกฎหมายอื่นให้ยกเอาพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ดังนี้ จึงจะนำประมวลกฎหมายอาญามาตรา 31 ซึ่งบัญญัติให้ศาลลงโทษปรับผู้กระทำผิดหลายคนในความผิดเดียวกัน ในกรณีเดียวกันเรียงตามตัวบุคคลมาใช้บังคับไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 เวลากลางวันจำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ

ก. ตามวันเวลาดังกล่าว ได้มีผู้มีชื่อหลายคน ร่วมกันใช้เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่นำพาน้ำมันเชื้อเพลิงดีโซลีนจำนวน110,000 ลิตร ซึ่งเป็นของที่ผลิตในต่างประเทศที่ยังมิได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง เข้ามาในเขตต่อเนื่องกับทะเลอาณาเขตของราชอาณาจักรไทย โดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรและโดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษี ตามวันเวลาดังกล่าว ภายหลังที่มีผู้ลักลอบนำพาน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวเข้ามาในเขตต่อเนื่อง จำเลยทั้งสี่ร่วมกันขนถ่ายน้ำมันดังกล่าวลงสู่เรือของจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นเรือกลประมงที่ใช้เครื่องจักรกลโดยไม่มีเหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

ข. จำเลยทั้งสี่ร่วมกันซื้อ หรือช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสียหรือรับไว้ซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวจำนวน 7,144 ลิตร ราคา 30,290.56 บาทซึ่งเป็นจำนวนบางส่วนที่มีผู้นำพาเข้ามาในราชอาณาจักรดังกล่าว โดยจำเลยทั้งสี่รู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ได้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยหลีกเลี่ยงอากร ซึ่งอากรที่จะต้องเสียสำหรับน้ำมันในส่วนนี้เป็นเงิน71 บาท ซึ่งรวมราคาของและค่าอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงิน 30,361.56 บาทอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ค. จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยการร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงดีโซลีนดังกล่าวที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดมีปริมาณตั้งแต่สองร้อยลิตรขึ้นไปเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ง. จำเลยที่ 1 มีเครื่องรับ-ส่งวิทยุคมนาคม และเครื่องมือหาที่เรือดาวเทียมอย่างละ 1 เครื่อง อันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

จ. จำเลยที่ 1 นำเครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวมาตั้งสถานีวิทยุคมนาคมขึ้นในเรือกลประมงเพื่อรับส่งสัญญาณโดยไม่ได้รับอนุญาต

ฉ. จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวรับส่งสัญญาณโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ช. จำเลยที่ 1 ทำการในเรือประมงในตำแหน่งนายท้ายควบคุมเรือและเครื่องจักรกลเรือโดยมิได้รับประกาศนียบัตรรับรอง

เหตุทั้งหมดเกิดในทะเลบริเวณเขตต่อเนื่องกับทะเลอาณาเขตของราชอาณาจักรไทย ห่างจากฝั่งทะเลด้านอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 59 ไมล์ และเหตุเกิดในเรือไทย ซึ่งตามกฎหมายถือว่ากระทำผิดในราชอาณาจักร วันเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสี่พร้อมทรัพย์ทั้งหมดตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้อง ได้แก่ เรือประมง 1 ลำ น้ำมันเชื้อเพลิงดีโซลีน 7,144 ลิตร วิทยุรับส่ง และเครื่องมือหาที่เรือดาวเทียมอย่างละ 1 เครื่อง ที่จำเลยทั้งสี่ใช้ในการกระทำความผิด มีไว้เป็นความผิด และได้มาจากการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 27, 27 ทวิ, 32, 37 ตรี พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิงพ.ศ. 2521 มาตรา 25 ตรี พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498มาตรา 4, 6, 11, 22, 23 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยพ.ศ. 2456 มาตรา 3, 277, 282 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4,5, 32, 83, 91 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลางส่วนเครื่องวิทยุคมนาคมให้ริบไว้เพื่อใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขและจ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้แยกฟ้องต่างหาก

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 มาตรา 25 ตรี (ที่ถูกมาตรา 25 ตรี วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) ฐานซ่อนเร้น ปรับคนละ 121,446.24 บาท ฐานปลอมปนน้ำมันปรับคนละ20,000 บาท รวมปรับคนละ 141,446.24 บาท จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ70,723.12 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ริบเรือและน้ำมันเชื้อเพลิงของกลาง ส่วนของกลางที่เหลือเป็นของกลางที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งปฏิเสธ จึงไม่ริบ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 37 ตรีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันใช้เรือที่อยู่ในเขตต่อเนื่องในราชอาณาจักรไทยขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอีกกระทงหนึ่งให้ปรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 รวมกันเป็นเงิน 60,581.12 บาท และให้ปรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฐานร่วมกันซื้อรับไว้ซึ่งของต้องห้ามที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรตามมาตรา 27 ทวิรวมกันเป็นเงิน 121,446.24 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 รวมกันเป็นเงิน 30,290.56 บาท และ 60,723.12 บาท ตามลำดับเมื่อรวมกับความผิดฐานปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับจำเลยแต่ละคนโดยลดโทษแล้วจำเลยทั้งสาม (ที่ถูกจำเลยที่ 2 ที่ 3และที่ 4) จะต้องชำระค่าปรับรวมกันเป็นเงิน 91,013.68 บาท และปรับจำเลยทั้งสาม (ที่ถูกจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4) อีกคนละ 10,000 บาทให้จ่ายสินบนร้อยละสามสิบและจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบห้าของราคาของกลางที่ศาลสั่งริบ อันเกิดจากการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ และ 37 ตรี ไม่ชำระค่าปรับ จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในกรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปีได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 37 ตรี ที่ห้ามมิให้เรือที่อยู่ในเขตต่อเนื่องขนถ่ายสิ่งของใด ๆ โดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และมาตรา 27 ทวิ ที่ห้ามผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่ายช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามหรือข้อจำกัด กฎหมายดังกล่าววางบทลงโทษผู้กระทำความผิดจะต้องรับโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ มิได้ใช้ถ้อยคำว่าร่วมกันรับผิดปรับไม่เกินสองเท่าหรือปรับไม่เกินสี่เท่า การลงโทษจึงต้องใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลจะพิพากษาให้ปรับผู้กระทำความผิดหลายคนในความผิดอันเดียวกัน ในกรณีเดียวกันให้ศาลลงโทษปรับเรียงตามรายตัวบุคคล" นั้น เห็นว่าตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในหมวดเดียวกับมาตรา 27 ทวิและมาตรา 37 ตรี ซึ่งเป็นหมวดต่อเนื่องกัน ได้บัญญัติเกี่ยวกับโทษว่า"สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งจำทั้งปรับ"ส่วนมาตรา 37 ตรี บัญญัติเกี่ยวกับโทษไว้ว่า "ถ้านายเรือหรือบุคคลใดฝ่าฝืนมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับเป็นเงินสองเท่าของราคาของหรือปรับเป็นเงินห้าหมื่นบาทแล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า หรือทั้งจำทั้งปรับ" และมาตรา 27 ทวิ บัญญัติไว้ว่า"ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย...หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามหรือข้อจำกัด มีความผิดต้องระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวกฎหมายระบุเน้นชัดไว้แล้วว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของ ซึ่งรวมค่าอากรเข้าด้วย และปรับสองเท่าของราคาของ ตามมาตรา 27 ทวิ และ 37 ตรี ตามลำดับ ดังนั้น หากศาลจะปรับจำเลยแต่ละคนคนละสี่เท่า และสองเท่าตามกฎหมายดังกล่าวก็จะเป็นการปรับเกินกว่าโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษว่า เมื่อบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้แตกต่างกับกฎหมายอื่น ให้ยกเอาพระราชบัญญัตินี้ขึ้นบังคับจึงนำบทบัญญัติมาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาบังคับไม่ได้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 31
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 27 ทวิ ม. 37 ตรี ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายพิชัย คะเนสม
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4470/2544
#257585
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในหมวดเดียวกับมาตรา 27 ทวิ และมาตรา 37 ตรี ซึ่งเป็นหมวดต่อเนื่องกัน ได้บัญญัติเกี่ยวกับโทษว่า "สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ" ส่วนมาตรา 37 ตรี บัญญัติเกี่ยวกับโทษไว้ว่า "ถ้านายเรือหรือบุคคลใดฝ่าฝืนมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับเป็นเงินสองเท่าของราคาของหรือปรับเป็นเงินห้าหมื่นบาท แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า หรือทั้งจำทั้งปรับ" และมาตรา 27 ทวิ บัญญัติไว้ "ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ? หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามหรือข้อจำกัด มีความผิดต้องระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวกฎหมายระบุเน้นชัดไว้แล้วว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งรวมค่าอากรเข้าด้วย และปรับสองเท่าของราคาของ ตามมาตรา 27 ทวิ และ 37 ตรีตามลำดับ หากศาลจะปรับจำเลยแต่ละคน คนละสี่เท่า และสองเท่า ตามกฎหมายดังกล่าวก็จะเป็นการปรับเกินกว่าโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และมาตรา 120 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร ฯ ได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษว่า เมื่อบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้แตกต่างกับกฎหมายอื่น ให้ยกเอาพระราชบัญญัตินี้ขึ้นบังคับ จึงนำบทบัญญัติมาตรา 31 แห่ง ป.อ. ที่ให้ศาลปรับเรียงตามรายตัวบุคคลมาใช้บังคับไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗, ๒๗ ทวิ, ๓๒, ,๓๗ ตรี พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๒๕ ตรี พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๔, ๖, ๑๑, ๒๒, ๒๓ พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖ มาตรา ๓, ๒๗๗, ๒๘๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๔, ๕, ๓๒, ๓๓, ๘๓, ๙๑ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙ ริบของกลาง ส่วนเครื่องวิทยุคมนาคมให้ริบไว้เพื่อใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข และจ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้แยกฟ้องต่างหาก

จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิ พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๒๕ ตรี (ที่ถูก มาตรา ๒๕ ตรี วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓) ?

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๓๗ ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ?

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๓๗ ตรี เป็นบทลงโทษผู้กระทำความผิดจะต้องรับโทษ จำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ มิได้ใช้ถ้อยคำว่า ร่วมกันริบผิดปรับไม่เกินสองเท่า หรือปรับไม่เกินสี่เท่า การลงโทษจึงต้องใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑ นั้นเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ซึ่งเป็นบทบัญญัติในหมวดเดียวกับมาตรา ๒๗ ทวิ และ มาตรา ๓๗ ตรี ซึ่งเป็นหมวดต่อเนื่องกัน ได้บัญญัติเกี่ยวกับโทษว่า "สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งจำทั้งปรับ" ส่วนมาตรา ๓๗ ตรี บัญญัติเกี่ยวกับโทษว่า "ถ้านายเรือหรือบุคคลใด่ฝ่าฝืนมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับเป็นเงินสองเท่าของราคาของหรือปรับเป็นเงินห้าหมื่นบาทแล้ว แต่จำนวนใดจะมากกว่า หรือทั้งจำทั้งปรับ" และมาตรา ๒๗ ทวิ บัญญัติไว้ว่า "ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย? หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรหรือข้อจำกัด มีความผิดต้องระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินห้าปีหรือทั้งปรับทั้งจำ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวกฎหมายระบุเน้นชัดไว้แล้วว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของ ซึ่งรวมค่าอากรเข้าด้วยกัน และปรับสองเท่าของราคาของ ตามมาตรา ๒๗ ทวิ และ ๓๗ ตรี ตามลำดับ ดังนั้น หากศาลจะปรับจำเลยแต่ละคน คนละสี่เท่า และสองเท่า ตามกฎหมายดังกล่าวก็จะเป็นการปรับเกินกว่าโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และมาตรา ๑๒๐ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษว่า เมื่อบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้แตกต่างกับกฎหมายอื่น ให้ยกเอาพระราชบัญญัตินี้ขึ้นบังคับ จึงนำบทบัญญัติ มาตรา ๓๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญามาบังคับไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาชอบแล้ว ฎีกา ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายพิชัย คะเนสม กับพวก
31 — ป.อ.มาตรา
120 — พ. ร. บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, 27 ทวิ , 37 ตรี ,
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายนวพงษ์ บุญสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปกรณ์ บุญญกูล
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4461 -ที่ 4462/2544
#41201
เปิดฉบับเต็ม

กฎหมายมิได้บัญญัติว่าการขอให้นับโทษต่อจะต้องกล่าวมาในคำฟ้องโจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้นับโทษต่อในภายหลังได้ คดีทั้งสองเรื่องโจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองสำนวนเป็นบุคคลเดียวกันกระทำผิดข้อหาเดียวกัน แม้จำเลยจะเพียงแต่ไม่คัดค้านคำร้องไม่เคยรับไว้ในที่ใดว่าเป็นความจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่คดีสองเรื่องนี้เป็นเรื่องโจทก์คนเดียวกันฟ้องจำเลยที่ศาลชั้นต้นแห่งเดียวกัน ในเวลาใกล้เคียงกัน และต่อมาศาลสั่งให้รวมการพิจารณาเข้าด้วยกัน เมื่อโจทก์ได้แสดงความประสงค์ขอให้นับโทษต่อมาชัดเจนและจำเลยทั้งสองคดีเป็นบุคคลคนเดียวกันแน่นอน การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งอย่างใดจนกระทั่งพิพากษา ต้องถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำร้องขอให้นับโทษต่อโดยปริยายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องทั้งสองสำนวนแล้วเห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยแต่ละสำนวนเป็นความผิดสำนวนละ 2 กรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำนวนแรกตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.10 จำคุก 1 ปี ตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.12 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 1 ปี สำนวนหลังตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4/2 จำคุก 1 ปี ตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.5/2จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 1 ปี ฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำนวนไม่ได้ขอให้พิพากษานับโทษของจำเลยติดต่อกันจึงนับโทษติดต่อกันให้ไม่ได้

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ทั้งสองสำนวน

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลย สำนวนแรกตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.12 จำคุก 4 เดือน สำนวนหลังตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.5/2 จำคุก 2 เดือน รวมลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองสำนวนมีกำหนด 2 ปี 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีตามฟ้องทั้งสองสำนวนด้วยตนเองหรือไม่ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์กล่าวอ้างเรื่องนางเสงี่ยมมารดาโจทก์ยกที่ดินให้โจทก์โดยยังไม่จดทะเบียนมาลอย ๆ เป็นการนำสืบหักล้างพยานเอกสารต้องห้ามตามกฎหมาย โจทก์มิได้กระทำในฐานะที่เป็นเจ้าของที่ดิน แต่รับเช็คพิพาทในฐานะเป็นตัวแทนของนางเสงี่ยม เมื่อมิได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากนางเสงี่ยมผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนนั้น เห็นว่าที่โจทก์ฟ้องจำเลยก็เพราะโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คของจำเลยทั้งสี่ฉบับตามฟ้องเช็คทุกฉบับเป็นเช็คระบุชื่อ มีชื่อ และนามสกุลของโจทก์ปรากฏอยู่ในช่องซึ่งแบบฟอร์มเช็คเว้นว่างไว้ให้กรอกข้อความว่าจ่ายให้แก่ผู้ใดในบริเวณด้านบนเมื่อเขียนไว้ว่าจ่ายเจริญ อิงควัฒน์ คือโจทก์ แล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินย่อมเห็นได้ชัดว่าโจทก์เสียหาย เพราะไม่ได้รับเงินตามที่ควรจะได้รับ ต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยตรงและมีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลยได้ ส่วนเรื่องนางเสงี่ยมและที่ดินนั้น เป็นเรื่องมูลหนี้ ซึ่งโจทก์จำเป็นจะต้องนำสืบให้ปรากฏเพราะตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 จะต้องเป็นการออกเช็ค เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จึงจะเป็นความผิดและศาลอุทธรณ์ก็ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงไว้แล้วว่า จำเลยออกเช็คทั้งสี่ฉบับตามฟ้องเพื่อชำระหนี้ค่าที่ดินซึ่งต้องถือว่าโจทก์เป็นเจ้าของ รวมทั้งค่าเสียหาย คดีนี้เป็นคดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และมีปัญหาพิจารณาแต่เฉพาะข้อกฎหมาย ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 จึงไม่อาจฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นได้อีก ที่โจทก์นำสืบเรื่องนางเสงี่ยมและที่ดินเป็นการนำสืบให้เห็นมูลหนี้ ว่ามีหนี้อยู่จริงและบังคับได้ เป็นการนำสืบในขอบเขตอันจำเป็นที่จะต้องกระทำไม่ขัดต่อกฎหมาย โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวน ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลพิพากษาให้นับโทษของจำเลยทั้งสองสำนวนต่อกันไปได้หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าการที่จำเลยไม่คัดค้านเมื่อโจทก์ยื่นคำร้อง จะถือว่าจำเลยยอมรับไม่ได้และศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งอนุญาตในคำร้องของโจทก์ทั้งมิได้สั่งเรื่องนี้ไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาด้วยนั้น ปรากฏว่าคดีทั้งสองสำนวนนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยโดยมิได้ขอมาในคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษต่อแต่โจทก์ยื่นคำร้องเข้ามาในคดีทั้งสองสำนวนเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2541อ้างว่าจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นบุคคลคนเดียวกัน กระทำผิดข้อหาเดียวกันเมื่อพิพากษาลงโทษจำเลย ขอให้นับโทษในคดีทั้งสองเรื่องต่อกันไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องฉบับหนึ่งว่า "สำเนาให้จำเลย สั่งในรายงาน" จำเลยได้รับสำเนาคำร้องทั้งสองฉบับแล้วมิได้คัดค้าน แต่หลังจากนั้นศาลชั้นต้นก็มิได้มีคำสั่งว่า อนุญาตหรือไม่อนุญาตไม่ว่าจะในคำร้องหรือในรายงานกระบวนพิจารณา เห็นว่า การขอให้นับโทษต่อนี้ มิได้มีกฎหมายบัญญัติว่าจะต้องกล่าวมาในคำฟ้อง โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้นับโทษต่อในภายหลังได้ คดีทั้งสองเรื่องนี้ โจทก์ยื่นคำร้องบรรยายมาแล้วว่า จำเลยทั้งสองสำนวนเป็นบุคคลเดียวกันกระทำผิดข้อหาเดียวกัน แม้จำเลยจะเพียงแต่ไม่คัดค้านคำร้องไม่เคยรับไว้ในที่ใดว่าเป็นความจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่คดีสองเรื่องนี้เป็นเรื่องโจทก์คนเดียวกันฟ้องจำเลย ที่ศาลชั้นต้นแห่งเดียวกันในเวลาใกล้เคียงกัน และต่อมาศาลสั่งให้รวมการพิจารณาด้วยกันข้อเท็จจริงเป็นที่แน่ชัดอยู่แล้วว่า ที่โจทก์อ้างมาในคำร้องนั้นเป็นความจริงทุกอย่าง ไม่มีปัญหาว่าจำเลยแต่ละคนอาจจะมิได้เป็นบุคคลคนเดียวกันอันจะทำให้ไม่อาจนับโทษต่อได้ เมื่อโจทก์ได้แสดงความประสงค์ขอให้นับโทษต่อมาชัดเจนและจำเลยทั้งสองคดีเป็นบุคคลคนเดียวกันแน่นอนแม้จะมิได้แถลงรับก็เห็นประจักษ์อยู่แล้วเช่นนี้ย่อมไม่มีทางที่ศาลชั้นต้นจะสั่งคำร้องของโจทก์เป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากสั่งอนุญาต การที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งอย่างใดจนกระทั่งพิพากษา ต้องถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำร้องขอให้นับโทษต่อโดยปริยายมิได้ท้วงติงแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้นับโทษต่อมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เจริญ สิงควัฒน์
จำเลย — นาย สุชัย บัญชากิติคุณ
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4461 -ที่ 4462/2544
#69231
เปิดฉบับเต็ม

การขอให้นับโทษต่อมิได้มีกฎหมายบัญญัติว่าจะต้องกล่าวมาในคำฟ้อง โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้นับโทษต่อในภายหลังได้

คดีทั้งสองสำนวนนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยโดยมิได้มีคำขอท้ายคำฟ้องแต่ละสำนวนให้นับโทษต่อ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองสำนวนเป็นบุคคลเดียวกันกระทำผิดข้อหาเดียวกัน ขอให้นับโทษในคดีทั้งสองสำนวนต่อกันไป แม้จำเลยไม่คัดค้านคำร้องและไม่เคยรับไว้ในที่ใดว่าเป็นความจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่คดี สองสำนวนนี้เป็นเรื่องโจทก์คนเดียวกันฟ้องจำเลยที่ศาลชั้นต้นแห่งเดียวกันในเวลาใกล้เคียงกัน และต่อมาศาลสั่งให้รวมการพิจารณาด้วยกัน ข้อเท็จจริงเป็นที่แน่ชัดว่าที่โจทก์อ้างมาในคำร้องนั้นเป็นความจริง ไม่มีปัญหาว่าจำเลยแต่ละคนอาจจะมิได้เป็นบุคคลคนเดียวกันอันจะทำให้ไม่อาจนับโทษต่อได้ เมื่อโจทก์ได้แสดงความประสงค์ขอให้นับโทษ ต่อมาชัดเจนและจำเลยทั้งสองคดีเป็นบุคคลคนเดียวกัน แม้จำเลยจะมิได้แถลงรับก็เห็นประจักษ์อยู่แล้วย่อมไม่มีทาง ที่ศาลชั้นต้นจะสั่งคำร้องของโจทก์เป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากสั่งอนุญาต การที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งอย่างใดจนกระทั่งพิพากษา ต้องถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำร้องขอให้นับโทษต่อโดยปริยายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐, ๙๑

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องทั้งสองสำนวนแล้วเห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ การกระทำของจำเลยแต่ละสำนวนเป็นความผิดสำนวนละ ๒ กรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ สำนวนแรกตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ. ๑๐ จำคุก ๑ ปี ตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ. ๑๒ จำคุก ๖ เดือน รวมจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ ๑ ใน ๓ คงจำคุก ๑ ปี สำนวนหลังตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ. ๔/๒ จำคุก ๑ ปี ตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ. ๕/๒ จำคุก ๖ เดือน รวมจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ ๑ ใน ๓ คงจำคุก ๑ ปี ฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำนวนไม่ได้ขอให้พิพากษานับโทษของจำเลยติดต่อกัน จึงนับโทษติดต่อกันให้ไม่ได้

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ทั้งสองสำนวน

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลย สำนวนแรกตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ. ๑๒ จำคุก ๔ เดือน สำนวนหลังตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ. ๕/๒ จำคุก ๒ เดือน รวมลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองสำนวนมีกำหนด ๒ ปี ๖ เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๑ ปี ๘ เดือน นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลพิพากษาให้นับโทษของจำเลยทั้งสองสำนวนต่อกันไปได้หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยไม่คัดค้านเมื่อโจทก์ยื่นคำร้อง จะคือว่าจำเลยยอมรับไม่ได้ และศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งอนุญาตในคำร้องของโจทก์ ทั้งมิได้สั่งเรื่องนี้ไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาด้วยนั้น ปรากฏว่าคดีทั้งสองสำนวนนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยโดยมิได้ขอมาในคำขอท้ายคำฟ้องให้นับโทษต่อ แต่โจทก์ยื่นคำร้องเข้ามาในคดีทั้งสองสำนวนเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ อ้างว่าจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นบุคคลคนเดียวกัน กระทำผิดข้อหาเดียวกัน เมื่อพิพากษาลงโทษจำเลย ขอให้นับโทษในคดีทั้งสองเรื่องต่อกันไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องฉบับหนึ่งว่า "สำเนาให้จำเลย สั่งในรายงาน" จำเลยได้รับสำเนาคำร้องทั้งสองฉบับแล้วมิได้คัดค้าน แต่หลังจากนั้นศาลชั้นต้นก็มิได้มีคำสั่งว่า อนุญาตหรือไม่อนุญาต ไม่ว่าจะในคำร้องหรือในรายงานกระบวนพิจารณา เห็นว่า การขอให้นับโทษต่อนี้ มิได้มีกฎหมายบัญญัติว่าจะต้องกล่าวมาในคำฟ้อง โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้นับโทษต่อในภายหลังได้ คดีทั้งสองเรื่องนี้ โจทก์ยื่นคำร้องบรรยายมาแล้วว่า จำเลยทั้งสองสำนวนเป็นบุคคลเดียวกันกระทำผิดข้อหาเดียวกัน แม้จำเลยจะเพียงแต่ไม่คัดค้านคำร้อง ไม่เคยรับไว้ในที่ใดว่าเป็นความจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่คดีสองเรื่องนี้เป็นเรื่องโจทก์คนเดียวกันฟ้องจำเลย ที่ศาลชั้นต้นแห่งเดียวกัน ในเวลาใกล้เคียงกัน และต่อมาศาลสั่งให้รวมการพิจารณาด้วยกัน ข้อเท็จจริงเป็นที่แน่ชัดอยู่แล้วว่า ที่โจทก์อ้างมาในคำร้องนั้นเป็นความจริงทุกอย่าง ไม่มีปัญหาว่าจำเลยแต่ละคนอาจจะมิได้เป็นบุคคลคนเดียวกัน อันจะทำให้ไม่อาจนับโทษต่อได้ เมื่อโจทก์ได้แสดงความประสงค์ขอให้นับโทษต่อมาชัดเจนและจำเลยทั้งสองคดีเป็นบุคคลคนเดียวกันแน่นอน แม้จะมิได้แถลงรับก็เห็นประจักษ์อยู่แล้วเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางที่ศาลชั้นต้นจะสั่งคำร้องของโจทก์เป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากสั่งอนุญาต การที่ศาลชั้นต้น มิได้มีคำสั่งอย่างใดจนกระทั่งพิพากษา ต้องถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำร้องขอให้นับโทษต่อโดยปริยายมิได้ท้วงติงแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้นับโทษต่อมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28 ม. 158 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเจริญ สิงควัฒน์
จำเลย — นายสุชัย บัญชากิติคุณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงตลิ่งชัน — นายคมกริช วรรณไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4371 -ที่ 4451/2544
#41200
เปิดฉบับเต็ม

สหภาพแรงงานได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยที่ 8 ซึ่งเป็นนายจ้างขอให้พิจารณาจัดเงินช่วยเหลือค่าดำรงชีพแก่พนักงานและจำเลยที่ 8ยืนยันความมั่นคงในเรื่องโบนัส เปอร์เซ็นต์การขึ้นเงิน อัตรากำลังคนกับปรับปรุงสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลด้วยที่ประชุมใหญ่สมาชิกสหภาพแรงงาน ท. ได้ให้การรับรองและแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7เป็นตัวแทนเข้าร่วมเจรจากับจำเลยที่ 8 จึงเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 103(2)มาตรา 13 วรรคสามและมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1ถึงที่ 7 ได้เข้าร่วมเจรจากับจำเลยที่ 8 ตามมาตรา 16 จนทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 ได้ โดยเฉพาะเงินโบนัส ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบอำนาจที่ได้รับมอบหมายให้ไปเจรจาย่อมทำข้อตกลงเกี่ยวกับเงินโบนัสกับจำเลยที่ 8 ได้ตามมาตรา 18 โดยมิจำต้องให้ที่ประชุมใหญ่ของสหภาพแรงงานท. มีมติให้การรับรองอีกครั้ง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวจึงมีผลบังคับและผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ท. ตามมาตรา 19 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งแปดสิบเอ็ดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้ากับคดีอื่นอีก 19 สำนวน โจทก์ทั้งแปดสิบเอ็ดสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันจ่ายโบนัสส่วนที่ขาดแก่โจทก์ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งแปดรวมแปดสิบเอ็ดสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งแปดสิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าสหภาพแรงงานเทยินโพลีเอสเตอร์ได้จัดประชุมใหญ่สมาชิกเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2541 ซึ่งที่ประชุมใหญ่มีมติให้สหภาพแรงงานเทยินโพลีเอสเตอร์ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยที่ 8 ซึ่งเป็นนายจ้างและแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7เป็นตัวแทนเข้าร่วมเจรจาต่อรองกับจำเลยที่ 8 ต่อมาสหภาพแรงงานเทยินโพลีเอสเตอร์ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยที่ 8 และในวันเดียวกันจำเลยที่ 8 ได้ยื่นข้อเรียกร้องสวนทางแล้วมีการเจรจาต่อรองกันรวม 15 ครั้ง จนในที่สุดทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับจำเลยที่ 8 ให้ลดเงินโบนัสของพนักงานจากอัตรา 1.6 เท่าของเงินเดือนลงเหลือ 1.4 เท่าของเงินเดือนโดยไม่ได้เรียกประชุมใหญ่สหภาพแรงงานเทยินโพลีเอสเตอร์เพื่อรับรองการทำข้อตกลงดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 8นำข้อตกลงดังกล่าวไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เห็นว่าสหภาพแรงงานเทยินโพลีเอสเตอร์ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยที่ 8 ขอให้จำเลยที่ 8 พิจารณาจัดเงินช่วยเหลือค่าดำรงชีพแก่พนักงานให้จำเลยที่ 8 ยืนยันความมั่นคงในเรื่องโบนัส เปอร์เซ็นต์การขึ้นเงินอัตรากำลังคนและให้ปรับปรุงสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลด้วย ซึ่งในการดำเนินกิจการอันกระทบกระเทือนถึงส่วนได้เสียของสมาชิกเป็นส่วนรวมดังกล่าว ที่ประชุมใหญ่สมาชิกสหภาพแรงงานฯ ได้ให้การรับรองและแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7เป็นตัวแทนเข้าร่วมเจรจาต่อรองกับจำเลยที่ 8 กรณีที่กล่าวมาจึงเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 103 (2) มาตรา 13 วรรคสามและมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แล้วดังนั้นเมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ได้เข้าร่วมเจรจาต่อรองกับจำเลยที่ 8หลายครั้งตามมาตรา 16 จนทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 ได้ โดยเฉพาะเงินโบนัสจำเลยที่ 8 ตกลงจ่ายเงินโบนัสประจำปี เฉพาะงวดการจ่ายวันที่ 30 มิถุนายน 2542 อัตราเฉลี่ย 1.4 เท่าของเงินเดือน ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบอำนาจที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ได้รับมอบหมายให้ไปเจรจากับจำเลยที่ 8 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ในฐานะผู้แทนของสหภาพแรงงานเทยินโพลีเอสเตอร์ที่เข้าร่วมเจรจาตกลงดังกล่าวย่อมมีสิทธิทำข้อตกลงเกี่ยวกับเงินโบนัสอันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับจำเลยที่ 8 ได้ตามมาตรา 18 โดยมิจำต้องให้ที่ประชุมใหญ่ของสหภาพแรงงานเทยินโพลีเอสเตอร์มีมติให้การรับรองอีกครั้ง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวจึงมีผลบังคับและผูกพันโจทก์ทั้งแปดสิบเอ็ดสำนวนซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเทยินโพลีเอสเตอร์ ตามมาตรา 19 วรรคสอง เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 8ได้จ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ดังกล่าวไปครบถ้วนในอัตรา 1.4 เท่าของเงินเดือนตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่กล่าวมาแล้ว จำเลยที่ 8 จึงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งแปดสิบเอ็ดสำนวนอีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งแปดสิบเอ็ดสำนวนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 13 ม. 15 ม. 16 ม. 18 ม. 19 ม. 103
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแผ้ว อยู่เปรม กับพวก
จำเลย — นายกฤตพล ธรรมมาวิวัฒน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4371 -ที่ 4451/2544
#69230
เปิดฉบับเต็ม

การที่สหภาพแรงงาน ท. ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยที่ 8 (นายจ้าง) ขอให้จำเลยที่ 8 พิจารณาจัดเงินช่วยเหลือค่าดำรงชีพแก่พนักงาน ให้จำเลยที่ 8 ยืนยันความมั่นคงในเรื่องโบนัส เปอร์เซ็นต์การขึ้นเงิน อัตรากำลังคน และให้ปรับปรุงสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลด้วย ซึ่งในการดำเนินกิจการอันกระทบกระเทือนถึงส่วนที่เสียของสมาชิกเป็นส่วนรวมดังกล่าว ที่ประชุมใหญ่สมาชิกสหภาพแรงงานฯ ได้ให้การรับรองและแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 เป็นตัวแทนเข้าร่วมเจรจาต่อรองกับจำเลยที่ 8 กรณีที่กล่าวมาจึงเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 103 (2) มาตรา 13 วรรคสาม และมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แล้ว ดังนั้นเมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ได้เข้าร่วมเจรจาต่อรองกับจำเลยที่ 8 หลายครั้งตามมาตรา 16 จนทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 ได้ โดยเฉพาะเงินโบนัสจำเลยที่ 8 ตกลงจ่ายเงินโบนัสประจำปี เฉพาะงวดการจ่ายวันที่ 30 มิถุนายน 2542 อัตราเฉลี่ย 1.4 เท่าของเงินเดือนตามเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบอำนาจที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ได้รับมอบหมายให้ไปเจรจากับจำเลยที่ 8 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ในฐานะผู้แทนของสหภาพแรงงาน ท. ที่เข้าร่วมเจรจาตกลงดังกล่าวย่อมมีสิทธิทำข้อตกลงเกี่ยวกับเงินโบนัสอันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับจำเลยที่ 8 ได้ตามมาตรา 18 โดยมิจำต้องให้ที่ประชุมใหญ่ของสหภาพแรงงาน ท. มีมติให้การรับรองอีกครั้ง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวจึงมีผลบังคับและผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ท.ตามมาตรา 19 วรรคสอง เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 8 ได้จ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ดังกล่าวไปครบถ้วนในอัตรา 1.4 เท่าของเงินเดือนตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย จ.3 แล้ว จำเลยที่ 8 จึงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งแปดสิบเอ็ดสำนวนอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งแปดสิบเอ็ดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้ากับคดีอื่นอีก 19 สำนวน โจทก์ทั้งแปดสิบเอ็ดสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันจ่ายโบนัสส่วนที่ขาดแก่โจทก์ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งแปดรวมแปดสิบเอ็ดสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งแปดสิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าสหภาพแรงงานเทยินโพลีเอสเตอร์ได้จัดประชุมใหญ่สมาชิกเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2541 ซึ่งที่ประชุมใหญ่มีมติให้สหภาพแรงงานเทยินโพลีเอสเตอร์ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยที่ 8 ซึ่งเป็นนายจ้างและแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 เป็นตัวแทนเข้าร่วมเจรจาต่อรองกับจำเลยที่ 8 ต่อมาสหภาพแรงงานเทยินโพลีเอสเตอร์ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยที่ 8 และในวันเดียวกันจำเลยที่ 8 ได้ยื่นข้อเรียกร้องสวนทางแล้วมีการเจรจาต่อรองกันรวม 15 ครั้ง จนในที่สุดทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับจำเลยที่ 8 ให้ลดเงินโบนัสของพนักงานจากอัตรา 1.6 เท่าของเงินเดือนลงเหลือ 1.4 เท่าของเงินเดือนโดยไม่ได้เรียกประชุมใหญ่สหภาพแรงงานเทยินโพลีเอสเตอร์เพื่อรับรองการทำข้อตกลงดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 8 นำข้อตกลงดังกล่าวไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เห็นว่า สหภาพแรงงานเทยินโพลีเอสเตอร์ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยที่ 8 ขอให้จำเลยที่ 8 พิจารณาจัดเงินช่วยเหลือค่าดำรงชีพแก่พนักงาน ให้จำเลยที่ 8 ยืนยันความมั่นคงในเรื่องโบนัส เปอร์เซ็นต์การขึ้นเงิน อัตรากำลังคนและให้ปรับปรุงสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลด้วย ซึ่งในการดำเนินกิจการอันกระทบกระเทือนถึงส่วนได้เสียของสมาชิกเป็นส่วนรวมดังกล่าว ที่ประชุมใหญ่สมาชิกสหภาพแรงงานฯ ได้ให้การรับรองและแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 เป็นตัวแทนเข้าร่วมเจรจาต่อรองกับจำเลยที่ 8 กรณีที่กล่าวมาจึงเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 103 (2) มาตรา 13 วรรคสามและมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แล้ว ดังนั้นเมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ได้เข้าร่วมเจรจาต่อรองกับจำเลยที่ 8 หลายครั้งตามมาตรา 16 จนทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 ได้ โดยเฉพาะเงินโบนัสจำเลยที่ 8 ตกลงจ่ายเงินโบนัสประจำปี เฉพาะงวดการจ่ายวันที่ 30 มิถุนายน 2542 อัตราเฉลี่ย 1.4 เท่าของเงินเดือน ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบอำนาจที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ได้รับมอบหมายให้ไปเจรจากับจำเลยที่ 8 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ในฐานะผู้แทนของสหภาพแรงงานเทยินโพลีเอสเตอร์ที่เข้าร่วมเจรจาตกลงดังกล่าวย่อมมีสิทธิทำข้อตกลงเกี่ยวกับเงินโบนัสอันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับจำเลยที่ 8 ได้ตามมาตรา 18 โดยมิจำต้องให้ที่ประชุมใหญ่ของสหภาพแรงงานเทยินโพลีเอสเตอร์มีมติให้การรับรองอีกครั้ง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวจึงมีผลบังคับและผูกพันโจทก์ทั้งแปดสิบเอ็ดสำนวนซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเทยินโพลีเอสเตอร์ ตามมาตรา 19 วรรคสอง เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 8 ได้จ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ดังกล่าวไปครบถ้วนในอัตรา 1.4 เท่าของเงินเดือนตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่กล่าวมาแล้ว จำเลยที่ 8 จึงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งแปดสิบเอ็ดสำนวนอีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 13 วรรคสาม ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 16 ม. 18 ม. 19 วรรคสอง ม. 103 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแผ้ว อยู่เปรม กับพวก
จำเลย — นายกฤตพล ธรรมมาวิวัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4370/2544
#41199
เปิดฉบับเต็ม

การจับกุมกับการสอบสวนเป็นคนละขั้นตอนกันการจับกุมที่ไม่ชอบนั้นไม่มีกฎหมายบทใดบัญญัติให้มีผลกระทบไปถึงการสอบสวนของพนักงานสอบสวนหรืออำนาจฟ้องของโจทก์ ดังนั้น ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าการจับกุมจำเลยในคดีนี้จะเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคดีได้

โจทก์มีประจักษ์พยานสองปากเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยทั้งสองกำลังนั่งนับเมทแอมเฟตามีนอยู่ โดยไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์รู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อน มีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์อย่างไรในการแกล้งกล่าวหาให้จำเลยได้รับโทษในคดีนี้ จึงไม่มีข้อระแวงว่าพยานโจทก์จะสร้างหลักฐานขึ้นมาเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสอง ทั้งไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปหาเมทแอมเฟตามีนมาถึง 29 เม็ด ซึ่งมีราคานับพันบาทมากลั่นแกล้งจำเลยทั้งสองขณะเกิดเหตุและก่อนเกิดเหตุก็ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นอยู่ภายในที่เกิดเหตุด้วย หลังเกิดเหตุพยานโจทก์ก็แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบเพื่อไปรับตัวจำเลยทั้งสองและของกลางทันทีโดยมีพันตำรวจตรี น. และนายดาบตำรวจ ว. เบิกความสนับสนุนพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 29 เม็ด หนัก2.60 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66, 67, 102 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 มิได้ให้การ ถือว่าจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุกคนละ 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยทั้งสองหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้วคงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นข้อแรกว่าการจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า การจับกุมกับการสอบสวนเป็นคนละขั้นตอนกัน การจับกุมที่ไม่ชอบนั้นไม่มีกฎหมายบทใดบัญญัติให้มีผลกระทบไปถึงการสอบสวนของพนักงานสอบสวนหรืออำนาจฟ้องของโจทก์ ดังนั้น ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าการจับกุมจำเลยทั้งสองในคดีนี้เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อย่างไร ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคดี ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้โจทก์มีนายสุทัดและนายสมเกียรติ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้างฯที่เกิดเหตุเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อเข้าไปภายในห้องน้ำที่เกิดเหตุแล้ว เห็นจำเลยทั้งสองนั่งยอง ๆ อยู่กับพื้นห้องน้ำหันหน้าเข้าหากัน จำเลยที่ 1 กำลังเทเมทแอมเฟตามีนออกจากถุงพลาสติกลงบนกระดาษตะกั่วซองบุหรี่ โดยจำเลยที่ 2 ใช้นิ้วเกลี่ยนับเม็ดยาอยู่ เห็นว่า ทั้งนายสุทัดและนายสมเกียรติต่างไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อน และไม่ปรากฏว่านายสุทัดและนายสมเกียรติมีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์อย่างไรในการแกล้งกล่าวหาให้จำเลยทั้งสองได้รับโทษในคดีนี้ ในเบื้องต้นจึงไม่มีข้อควรระแวงว่านายสุทัดและนายสมเกียรติจะสร้างหลักฐานขึ้นและมาเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสอง ทั้งไม่มีเหตุผลอะไรที่นายสุทัดและนายสมเกียรติจะต้องไปหาเมทแอมเฟตามีนมาถึง 29 เม็ด ซึ่งมีราคานับพันบาทมากลั่นแกล้งจำเลยทั้งสอง ขณะเกิดเหตุและก่อนเกิดเหตุก็ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นอยู่ภายในห้องน้ำที่เกิดเหตุอีกด้วย หลังเกิดเหตุนายสุทัดและนายสมเกียรติก็แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบและไปรับตัวจำเลยทั้งสองและของกลางทันที โดยโจทก์มีพันตำรวจตรีนันทรังสรรค์และนายดาบตำรวจวันชัย ลอองจันทร์ มาเบิกความสนับสนุนพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า นายสุทัดและนายสมเกียรติหาเหตุกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสองนั้นก็ไม่ปรากฏว่านายสุทัดและนายสมเกียรติจะกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสองเพื่ออะไร ส่วนที่นางมะลิวัลย์ อันผันพยานจำเลยซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ดูแลโต๊ะสนุกเกอร์ติดกับห้องน้ำที่เกิดเหตุเบิกความว่า เคยเห็นนายสุทัดและนายสมเกียรติตบตีนักเรียนที่เกเรก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเป็นนักเรียนที่เกเรแต่อย่างใด ที่นางมะลิวัลย์เบิกความว่าเคยมีนักเรียนถูกนายสุทัดและนายสมเกียรติแกล้งจับกุมข้อหามีเมทแอมเฟตามีนและเรียกร้องเงินตอบแทนเพื่อจะปล่อยตัวนั้นตามคำเบิกความของจำเลยทั้งสองก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองถูกนายสุทัดและนายสมเกียรติเรียกร้องเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดด้วยข้ออ้างของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาอีกข้อหนึ่งขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้นเห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองอายุ 19 ปีเศษ ยังเป็นผู้เยาว์และเป็นนักศึกษา เมทแอมเฟตามีนของกลางก็มีจำนวนไม่มากนักเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุสมควรให้โอกาสแก่จำเลยทั้งสองในการกลับตนเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกไว้ได้ แต่ให้ลงโทษปรับและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยทั้งสองด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้วให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 10,000บาท ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไว้คนละ 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยทั้งสองว่า ให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติประจำศาลอาญาธนบุรีมีกำหนดสองเดือนต่อครั้งเป็นเวลา 1 ปี และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภทตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ปิยดนัย จิตต์สะอาด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4367/2544
#41198
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้อาวุธปืนเล็งยิงผู้เสียหายในระยะกระชั้นชิดแสดงว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า แต่อาวุธปืนนั้นมีสภาพชำรุดใช้การไม่ได้เพราะระบบลั่นไกชำรุด จึงไม่สามารถใช้ยิงผู้เสียหายให้ถึงแก่ความตายได้กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 81

ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต กฎหมายมิได้จำกัดเฉพาะว่าอาวุธปืนนั้นจะต้องใช้ยิงได้จึงจะเป็นความผิด เมื่อเป็นอาวุธปืนตามความหมายของกฎหมายและจำเลยพาติดตัวไป แม้อาวุธปืนนั้นใช้ยิงไม่ได้ ก็ถือว่าจำเลยกระทำความผิดตามกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับนายสมาน แซ่ดาหรือแซ่คา จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 502/2534 ของศาลชั้นต้น ได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนลูกซองยาวขนาดเบอร์ 12 เครื่องหมายทะเบียนปืน กท. 54293 จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาดเบอร์ 12 จำนวน 1 นัด ซึ่งเป็นอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตแล้วไว้ในครอบครองโดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย จำเลยกับพวกร่วมกันพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง และตามถนนในหมู่บ้านภาณุช แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร อันเป็นทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและโดยไม่มีเหตุอันควร และไม่เป็นกรณีที่ต้องมีอาวุธปืนติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยกับพวกโดยมีเจตนาฆ่า ได้ร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายสุระ นานา นางสาวสุนิสา นานา นายมนตรี โพธิ์บริสุทธิ์ และนางจันทรา นานา ผู้เสียหายทั้งสี่ จำเลยกับพวกร่วมกันลงมือกระทำความผิด โดยใช้อาวุธปืนเล็งและลั่นไกยิงไปที่ผู้เสียหายทั้งสี่แล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เพราะกระสุนปืนด้าน ผู้เสียหายทั้งสี่จึงไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยกับพวก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 81 ลงโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน ริบอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 เดือน สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ให้จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี 1 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องผู้เสียหายทั้งสี่มีเรื่องโต้เถียงกันกับจำเลยที่บ้านของผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ขณะนั้นมีนายสมาน แซ่ดาหรือแซ่คา อยู่ที่บริเวณที่เกิดเหตุด้วย และหลังจากเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายสมานและยึดอาวุธปืนของกลางซึ่งไม่อาจใช้ยิงได้เพราะระบบลั่นไกชำรุด โดยอาวุธปืนของกลางเดิมเป็นของพระยากัลยาณวัฒนวิศิษฎ์ บิดาของจำเลยตามใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งต่อมาอาวุธปืนของกลางดังกล่าวตกเป็นมรดกได้แก่จำเลย คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางจันทรา นานา ผู้เสียหายที่ 2 กับนางสุนิสา นานา ผู้เสียหายที่ 3 เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยมากดกริ่งที่หน้าบ้านนายสุระ นานา ผู้เสียหายที่ 1 ได้ออกไปพบจำเลย จำเลยซึ่งมีอาการเมาสุราได้บอกให้ผู้เสียหายที่ 1 นำรถยนต์ไปจอดไว้ในบ้าน แต่ผู้เสียหายที่ 1 บอกกับจำเลยว่าไม่ได้จอดรถยนต์เกะกะให้จำเลยกลับไปนอน จำเลยยอมกลับไป ต่อมามีวัยรุ่นประมาณ 3 ถึง 4 คน ได้มาถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นอีก ผู้เสียหายทั้งสี่ได้ออกไปที่นอกรั้วหน้าบ้าน โดยผู้เสียหายที่ 1 บอกวัยรุ่นที่มาว่าคนเมามาสั่งให้เลื่อนรถยนต์ ระหว่างนั้นจำเลยได้กลับมาอีกโดยถืออาวุธปืนยาวมาด้วยพอมาอยู่ห่างจากพวกผู้เสียหายทั้งสี่ประมาณ 5 เมตร จำเลยได้ยกอาวุธปืนเล็งยิงมาที่กลุ่มพวกผู้เสียหาย พร้อมกับมีเสียงดังแชะวัยรุ่นคนหนึ่งได้วิ่งเข้าไปแย่งอาวุธปืนจากจำเลยและเล็งยิงมาที่กลุ่มผู้เสียหายอีกโดยมีเสียงดังแชะอีกด้วย ผู้เสียหายที่ 1 จึงเข้าไปแย่งอาวุธปืนดังกล่าวจากวัยรุ่นคนนั้น เห็นว่า ตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.8 ขณะที่จำเลยเล็งอาวุธปืนไปที่กลุ่มผู้เสียหายและมีเสียงดังแชะ จำเลยอยู่ห่างจากกลุ่มผู้เสียหายทั้งสี่ประมาณ 7 เมตร เท่านั้นและลักษณะที่จำเลยนำอาวุธปืนมาเพื่อจะยิงพวกผู้เสียหายก็เป็นการนำมาทันทีหลังจากที่เกิดโต้เถียงกับกลุ่มผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าพวกผู้เสียหาย เพราะหากจำเลยทราบมาก่อนว่าอาวุธปืนใช้ยิงไม่ได้จำเลยคงไม่กลับไปเอาอาวุธปืนย้อนกลับมายังที่เกิดเหตุอีกครั้ง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนเล็งยิงผู้เสียหายทั้งสี่ในระยะกระชั้นชิดเช่นนี้แสดงว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ยุติตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาว่าอาวุธปืนนั้นมีสภาพชำรุดใช้การไม่ได้จึงไม่สามารถใช้ยิงพวกผู้เสียหายทั้งสี่ให้ถึงแก่ความตายได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่ากรณีต้องปรับด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีอาวุธปืนชำรุดไม่อาจใช้ยิงได้และพาไปในทางสาธารณะย่อมจะไม่เป็นความผิดนั้นเห็นว่า ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น กฎหมายมิได้จำกัดเฉพาะว่าอาวุธปืนนั้นจะต้องใช้ยิงได้ จึงจะเป็นความผิด และตามความคาดคิดของบุคคลทั่วไป หากไม่ล่วงรู้มาก่อนย่อมต้องนึกว่าอาวุธปืนดังกล่าวสามารถประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกายได้ แม้อาวุธปืนนั้นไม่อาจใช้ยิงได้คนร้ายอาจนำไปใช้ประกอบอาชญากรรมทั่วไปได้หากจะแปลว่าต้องใช้บังคับเฉพาะอาวุธปืนที่ใช้ยิงได้เท่านั้น ผู้มีเจตนาร้ายอาจอาศัยช่องว่างของกฎหมายแยกชิ้นส่วนของอาวุธปืนออก แล้วพกพานำไปประกอบเข้าด้วยกันในภายหลัง โดยถือว่าการพาไปเช่นนั้นไม่เป็นความผิด ความประสงค์ของบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวก็จะไร้ผล ดังนั้น เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนตามความหมายของกฎหมายและจำเลยพาติดตัวไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดแล้ว แม้อาวุธปืนนั้นใช้ยิงไม่ได้ก็ถือว่าจำเลยกระทำความผิดตามกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 จำคุก 1 ปี และความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง โดยปรับ 8,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 1 เดือน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 81
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย เชิงชาย กัลยาณมิตร
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4367/2544
#69553
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีเจตนาฆ่าพวกผู้เสียหาย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนเล็งยิงผู้เสียหายทั้งสี่ในระยะกระชั้นชิดแสดงว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า แต่อาวุธปืนนั้นมีสภาพชำรุดใช้การไม่ได้ จึงไม่สามารถใช้ยิงพวกผู้เสียหายทั้งสี่ให้ถึงแก่ความตายได้ กรณีต้องปรับด้วย ป.อ. มาตรา 81

ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง , 72 ทวิ วรรคสอง กฎหมายมิได้จำกัดเฉพาะว่าอาวุธปืนนั้นจะต้องใช้ยิงได้จึงเป็นความผิด และตามความคาดคิดของบุคคลทั่วไป หากไม่ล่วงรู้มาก่อนย่อมต้องนึกว่าอาวุธปืนดังกล่าวสามารถประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกายได้ แม้อาวุธปืนนั้นไม่อาจใช้ยิงได้ คนร้ายก็อาจนำไปใช้ประกอบอาชญากรรมทั่วไปได้ หากจะแปลว่าต้องใช้บังคับเฉพาะอาวุธปืนที่ใช้ยิงได้เท่านั้น ผู้มีเจตนาร้ายอาจอาศัยช่องว่างของกฎหมายแยกชิ้นส่วนปืนออกแล้วพกพานำไปประกอบเข้าด้วยกันในภายหลัง โดยถือว่าการพาไปเช่นนั้นไม่เป็นความผิดความประสงค์ของบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวก็จะไร้ผล ดังนั้น เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธตามความหมายของกฎหมายและจำเลยพาติดตัวไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดแล้ว แม้อาวุธปืนนั้นใช้ยิงไม่ได้ก็ถือว่าจำเลยกระทำความผิดแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๓ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับนายสมาน แซ่ดาหรือแซ่คา จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๕๐๒/๒๕๓๔ ของศาลชั้นต้น ได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนลูกซองยาวขนาดเบอร์ ๑๒ เครื่องหมายทะเบียนปืน กท.๕๔๒๙๓ จำนวน ๑ กระบอก และกระสุนปืนขนาดเบอร์ ๑๒ จำนวน ๑ นัด ซึ่งเป็นอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตแล้วไว้ในครอบครองโดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย จำเลยกับพวกร่วมกันพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง และตามถนนในหมู่บ้านภาณุช อันเป็นทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาให้มีอาวุธปืนติดตัว และโดยไม่มีเหตุอันควร และไม่เป็นกรณีที่ต้องมีอาวุธติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยกับพวกโดยมีเจตนาฆ่า ได้ร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายสุระ นานา นางสุนิสา นานา นายมนตร์โพธิ์บริสุทธิ์ และนางจันทรา นานา ผู้เสียหายทั้งสี่ จำเลยกับพวกร่วมกันลงมือกระทำความผิด โดยใช้อาวุธปืนเล็งและลั่นไกยิงไปที่ผู้เสียหายทั้งสี่แล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เพราะกระสุนปืนด้าน ผู้เสียหายทั้งสี่จึงไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยกับพวก เจ้าพนักงานจับนายสมานได้พร้อมอาวุธปืนและกระสุนปืนที่จำเลยและนายสมานมีไว้และใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๘๐ , ๘๓ , ๙๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ , ๘ ทวิ , ๗๒ , ๗๒ ทวิ ริบอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๘๑ ลงโทษจำคุก ๗ ปี ๖ เดือน ริบอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๗๒ ทวิ วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง จำคุก ๑ เดือน สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ให้จำคุก ๒ ปี รวมจำคุก ๒ ปี ๑ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายทั้งสี่มีเรื่องโต้เถียงกันกับจำเลยที่บ้านของผู้เสียหายที่ ๓ และที่ ๔ ขณะนั้นมีนายสมาน แซ่ดาหรือแซ่คา อยู่ที่บริเวณที่ เกิดเหตุด้วย และหลังจากเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายสมานและยึดอาวุธปืนของกลางซึ่งไม่อาจใช้ยิงได้เพราะระบบลั่นไกชำรุด โดยอาวุธปืนของกลางเดิมเป็นของพระยากัลยาณวัฒนวิศิษฎ์บิดาของจำเลยตามใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนเอกสารหมาย ล.๑ ซึ่งต่อมาอาวุธปืนของกลางดังกล่าวตกเป็นมรดกได้แก่จำเลย

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางจันทรา นานา ผู้เสียหายที่ ๒ กับนางสุนิสา นานา ผู้เสียหายที่ ๓ เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ ๒๒ นาฬิกา จำเลยมากดกริ่งที่หน้าบ้าน นายสุระ นานาผู้เสียหายที่ ๑ ได้ออกไปพบจำเลย จำเลยซึ่งมีอาการเมาสุราได้บอกให้ผู้เสียหายที่ ๑ นำรถยนต์ไปจอดไว้ในบ้าน แต่ผู้เสียหายที่ ๑ บอกกับจำเลยว่าไม่ได้จอดรถยนต์เกะกะให้จำเลยกลับไปนอน จำเลยยอมกลับไปต่อมามีวัยรุ่นประมาณ ๓ ถึง ๔ คน ได้มาถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นอีก ผู้เสียหายทั้งสี่ได้ออกไปที่นอกรั้วหน้าบ้าน โดยผู้เสียหายที่ ๑ บอกวัยรุ่นที่มาว่าคนเมามาสั่งให้เลื่อนรถยนต์ ระหว่างนั้นจำเลยได้กลับมาอีกโดยถืออาวุธปืนยาวมาด้วย พอมาอยู่ห่างจากพวกผู้เสียหายทั้งสี่ประมาณ ๕ เมตร

จำเลยได้ยกอาวุธปืนเล็งยิงมาที่กลุ่มพวกผู้เสียหาย พร้อมกับมีเสียงดังแชะ วัยรุ่นคนหนึ่งได้วิ่งเข้าไปแย่งอาวุธปืนจากจำเลยและเล็งยิงมาที่กลุ่มผู้เสียหายอีกโดยมีเสียงดังแชะอีกด้วย ผู้เสียหายที่ ๑ จึงเข้าไปแย่งอาวุธปืนดังกล่าวจากวัยรุ่นคนนั้น เห็นว่า ตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.๘ ขณะที่จำเลยเล็งอาวุธปืนไปที่กลุ่มผู้เสียหายและมีเสียงดังแชะ จำเลยอยู่ห่างจากกลุ่มผู้เสียหายทั้งสี่ประมาณ ๗ เมตร เท่านั้น และลักษณะที่จำเลยนำอาวุธปืนมาเพื่อจะยิงพวกผู้เสียหายก็เป็นการนำมาทันทีหลังจากที่เกิดโต้เถียงกับกลุ่มผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าพวกผู้เสียหาย

เพราะหากจำเลยทราบมาก่อนว่าอาวุธปืนใช้ยิงไม่ได้ จำเลยคงไม่กลับไปเอาอาวุธปืนย้อนกลับมายังที่เกิดเหตุอีกครั้ง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนเล็งยิงผู้เสียหายทั้งสี่ในระยะกระชั้นชิดเช่นนี้แสดงว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ยุติตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาว่าอาวุธปืนนั้นมีสภาพชำรุดใช้การไม่ได้ จึงไม่สามารถใช้ยิงพวกผู้เสียหายทั้งสี่ให้ถึงแก่ความตายได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่ากรณีต้องปรับด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๑ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

จำเลยฎีกาว่าจำเลยมีอาวุธปืนชำรุดไม่อาจใช้ยิงได้และพาไปในทางสาธารณะย่อมจะไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น กฎหมายมิได้จำกัดเฉพาะว่าอาวุธปืนนั้นจะต้องใช้ยิงได้ จึงจะเป็นความผิด และตามความคาดคิดของบุคคลทั่วไป หากไม่ล่วงรู้มาก่อนย่อมต้องนึกว่าอาวุธปืนดังกล่าวสามารถประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกายได้ แม้อาวุธปืนนั้นไม่อาจใช้ยิงได้คนร้ายอาจนำไปใช้ประกอบอาชญากรรมทั่วไปได้ หากจะแปลว่าต้องใช้บังคับเฉพาะอาวุธปืนที่ใช้ยิงได้เท่านั้น ผู้มีเจตนาร้ายอาจอาศัยช่องว่างของกฎหมายแยกชิ้นส่วนของอาวุธปืนออก แล้วพกพานำไปประกอบข้าด้วยกันในภายหลัง โดยถือว่าการพาไปเช่นนั้นไม่เป็นความผิด ความประสงค์ของบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวก็จะไร้ผล ดังนั้น เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนตามความหมายของกฎหมายและจำเลยพาติดตัวไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดแล้ว แม้อาวุธปืนนั้นใช้ยิงไม่ได้ก็ถือว่าจำเลยกระทำความผิดตามกฎหมายแล้ว แต่เนื่องจากอาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงพวกผู้เสียหายทั้งสี่นั้นเป็นอาวุธปืนที่ชำรุดใช้การไม่ได้ ไม่อาจทำให้ผู้เสียหายทั้งสี่ได้รับอันตรายแก่กาย ทั้งหลังจากเกิดเหตุจำเลยได้ไปขอขมาต่อผู้เสียหายที่ ๑ แสดงว่าจำเลยรู้สำนึกในการกระทำความผิดของตน ซึ่งต่อมาพวกผู้เสียหายทั้งสี่ต่างไม่ติดใจเอาความกับจำเลย ปัจจุบันจำเลยเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหาร อันเป็นอาชีพที่สุจริต จึงเห็นควรลงโทษจำเลยโดยสถานเบาลงไปอีก เมื่อปรากฏว่าจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ทั้งขณะกระทำความผิดจำเลยมี

อายุถึง ๖๐ ปีเศษแล้ว โทษจำคุกจึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษไว้ แต่เพื่อให้จำเลยสำนึกว่าเมื่อจำเลยกระทำความผิด จำเลยจะต้องได้รับโทษตามกฎหมายสถานใดสถานหนึ่ง จึงให้ลงโทษปรับจำเลยด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๑ จำคุก ๑ ปี และความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง โดยปรับ ๘,๐๐๐ บาท รวมจำคุก ๑ ปี ๑ เดือน และปรับ ๘,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 81 ม. 288
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเชิงชาย กัลยาณมิตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวกุสุมา คูหาวิไล
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระเดช เกาไศยนันท์
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4347/2544
#41197
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทอยู่ในโซนซีของป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งกรมป่าไม้ยังมิได้ส่งมอบพื้นที่ให้แก่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน แม้จะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินออกมาแล้วแต่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดขอบเขตของที่ดินที่จะทำการปฏิรูปที่ดินเท่านั้น ไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในทันที ยังคงป่าสงวนแห่งชาติอยู่เช่นเดิม ที่พิพาทจึงยังคงมีสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองแต่ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปีและให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติศาลอุทธรณ์ภาค 1 (ปัจจุบันศาลอุทธรณ์ภาค 3) พิพากษายกฟ้องศาลฎีกาพิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ที่ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง นั้น ได้มีพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 26(4) และพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองชัยภูมิ อำเภอคอนสวรรค์อำเภอบ้านเขว้า และอำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งให้เพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในท้องที่เกิดเหตุคดีนี้แล้วกรณีของจำเลยที่ 2 จึงถือได้ว่า มีบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 ไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2, 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์และขอทุเลาการบังคับเพราะโจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับและศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2538ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องในคดีนี้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2ถูกศาลฎีกาพิพากษาลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ในความผิดฐานร่วมกับพวกบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่อำเภอเมืองชัยภูมิ อำเภอคอนสวรรค์ อำเภอบ้านเขว้า และอำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินด้วย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ดินพิพาทถูกเพิกถอนจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ โจทก์มีนายสุพรมทวีเงิน และนายสุปรีชา ศิวารัตน์ เบิกความในทำนองเดียวกันว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูแลนคาด้านทิศใต้ตำบลช่องสามสมอ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ ตามแผนที่หมายจ.1 โดยพื้นที่อยู่ในโซนซี ตรงบริเวณที่จุดด้วยหมึกสีแดงไว้โดยพื้นที่โซนซียังมิได้ส่งมอบให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน และยังคงเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่กรมป่าไม้ยังต้องดูแลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ตามเอกสารหมาย จ.2 ส่วนจำเลยที่ 2ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 26(4) บัญญัติว่า"ถ้าเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติส่วนใดแล้วเมื่อ ส.ป.ก. จะนำที่ดินแปลงใดในส่วนนั้นไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินมีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในที่ดินแปลงนั้น ดังนั้น ที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในโซนซีเมื่อยังมิได้มีการส่งมอบพื้นที่ให้แก่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน แม้จะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินออกมาแล้วก็ตาม พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดขอบเขตของที่ดินที่จะทำการปฏิรูปที่ดินเท่านั้น ไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในทันที พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติยังคงเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอยู่เช่นเดิม เมื่อที่พิพาทยังคงมีสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติดังได้วินิจฉัยมาแล้วคดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 อีก ต่อไปเพราะจะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 26
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นายพรม สายรื่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4347/2544
#69229
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 26 (4) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติส่วนใดแล้ว เมื่อ ส.ป.ก. จะนำที่ดินแปลงใดในส่วนนั้นไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในที่ดินแปลงนั้น" ดังนั้น ที่ดินพิพาทเมื่อยังมิได้มีการ ส่งมอบพื้นที่ให้แก่ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน แม้จะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินออกมาแล้วก็ตาม พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดขอบเขตของที่ดินที่จะทำการปฏิรูปที่ดินเท่านั้น ไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ ในทันที พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติยังคงเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอยู่เช่นเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองกับพวกตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๔, ๖, ๙, ๑๔, ๓๑, ๓๕ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจาก ป่าสงวนแห่งชาติ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองแต่ให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี และให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ (ปัจจุบันศาลอุทธรณ์ภาค ๓) พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ต่อมาจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องว่า มีบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่าการกระทำของจำเลยที่ ๒ ไม่เป็นความผิดต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒ จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าจำเลยที่ ๒ ไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด หรือการกระทำของจำเลยที่ ๒ ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒, ๓ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์และขอทุเลาการบังคับเพราะโจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ และศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องในคดีนี้

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า ที่ดินพิพาทถูกเพิกถอนจากการเป็น ป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ โจทก์มีนายสุพรม ทวีเงิน และนายสุปรีชา ศิวารัตน์ เบิกความในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูแลนคาด้านทิศใต้ ตำบลช่องสามสมอ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ ตามแผนที่ โดยพื้นที่อยู่ในโซนซี ตรงบริเวณที่จุดด้วยหมึกสีแดงไว้ โดยพื้นที่โซนซียังมิได้ส่งมอบให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน และยังคงเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่กรมป่าไม้ยังต้องดูแลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ส่วนจำเลยที่ ๒ ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้เป็นอย่างอื่นเมื่อพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๖ (๔) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติส่วนใดแล้ว เมื่อ ส.ป.ก. จะนำที่ดินแปลงใด ในส่วนนั้นไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินมีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในที่ดินแปลงนั้น" ดังนั้น ที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในโซนซี เมื่อยังมิได้มีการส่งมอบพื้นที่ให้แก่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน แม้จะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินออกมาแล้วก็ตาม พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดขอบเขตของที่ดินที่จะทำการปฏิรูปที่ดินเท่านั้น ไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในทันที พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ยังคงเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอยู่เช่นเดิม เมื่อที่๖พิพาทยังคงมีสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติดังได้วินิจฉัยมาแล้ว คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ ๒ อีกต่อไป เพราะจะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 26 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นายพรม สายรื่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4344/2544
#69228
เปิดฉบับเต็ม

ย. แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้มีดฟันผู้เสียหาย โดยจำเลยแม้จะถือมีดอยู่ในมือก็ไม่ได้ใช้มีดฟันผู้เสียหายด้วย ทั้งการที่ ย. ใช้มีดฟันผู้เสียหายก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันทีทันใด จำเลยมิได้เตรียมมีดติดตัวมาเพื่อใช้เป็นอาวุธ และ ย. ส่งมีดให้จำเลยภายหลังที่จำเลยชก ส. ล้มลงและผู้เสียหายเข้าห้ามแล้วเท่านั้น พฤติการณ์เช่นนี้เห็นได้ว่า จำเลยมิได้ร่วมเป็นตัวการกับ ย. ใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหาย

พยานโจทก์ทั้งสามเป็นประจักษ์พยานซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยกันเบิกความแตกต่างกันในสาระสำคัญย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๘๐

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๒๙๕ จำคุก ๑ ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันที่หน้าผากและใบหน้าเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นาย ส. และนาง ส. เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์การทะเลาะวิวาทจนเกิดเหตุชุลมุนต่อสู้กันระหว่างกลุ่มของนาย ส. กับกลุ่มของจำเลยขณะกำลังแห่นาควนรอบโบสถ์ จำเลยต่อยนาย ส. ล้มลง ผู้เสียหายเข้าห้ามปรามแยกจำเลยกับนาย ส. ออกจากกัน นาย ย. พวกของจำเลยส่งมีดปลายแหลมให้จำเลย ๑ เล่ม แล้วนาย ย. ใช้มีดปลายแหลมที่ถืออยู่ฟันผู้เสียหายบริเวณใบหน้า ๑ ครั้ง โดยพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความยืนยันตรงกันว่า นาย ย. แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้มีดฟันผู้เสียหาย โดยจำเลยแม้จะถือมีดอยู่ในมือก็ไม่ได้ใช้มีดฟันผู้เสียหายด้วย ทั้งการที่นาย ย. ใช้มีดฟันผู้เสียหายก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันทีทันใดที่จำเลยชกนาย ส. ล้มลงและผู้เสียหายเข้าห้าม จำเลยมิได้เตรียมมีดติดตัวมาเพื่อใช้เป็นอาวุธ เพียงได้ความว่านาย ย. ส่งมีดให้จำเลยภายหลังที่จำเลยชกนาย ส. ล้มลงและผู้เสียหายเข้าห้ามแล้วเท่านั้น พฤติการณ์ลักษณะเช่นนี้เห็นได้ว่า จำเลยมิได้ร่วมเป็นตัวการกับนาย ย. ใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหาย ส่วนเหตุการณ์ภายหลังที่ผู้เสียหายถูกนาย ย. ใช้มีดฟันแล้วนั้น แม้ผู้เสียหายจะเบิกความว่า ผู้เสียหายวิ่งหลบหนี นาย ย. กับจำเลยถือมีดตามไล่ฟันเพื่อทำร้ายอีก แต่ผู้เสียหายวิ่งหลบหนีไปได้ แต่คำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวก็แตกต่างกับคำเบิกความของนาย ส. และนาง ส. พยานโจทก์ กล่าวคือ นาย ส. เบิกความว่า เมื่อนาย ย. ใช้มีดฟันผู้เสียหายแล้ว จำเลยถือมีดไล่ฟันนาย ก. แต่ฟันไม่ถูก จำเลยก็วิ่งหลบหนีไป ไม่เห็นจำเลยใช้มีดไล่ฟันผู้เสียหายแต่อย่างใด และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เห็นนาย ย. วิ่งไล่ติดตามผู้เสียหายไป ส่วนนาง ส. เบิกความว่า เมื่อนาย ย. ใช้มีดฟันผู้เสียหายที่บริเวณใบหน้า ๑ ครั้งแล้ว ผู้เสียหายวิ่งหนีหลังจากนั้นจำเลยกับนาย ย. ก็วิ่งหลบหนีไป และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า หลังจากนาย ส. ชกต่อยกับจำเลยแล้ว จำเลยถือมีด นาย ส. แยกตัวออกไปโดยจำเลยถือมีดวิ่งไล่ติดตาม แต่นาย ส. ไม่ได้ถูกมีดฟัน การที่พยานโจทก์ทั้งสามเป็นประจักษ์พยานซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยกันเบิกความแตกต่างกันในสาระสำคัญจนไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับนาย ย. ถือมีดวิ่งติดตามไล่ฟันเพื่อทำร้ายผู้เสียหายอีก จึงไม่อาจบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยเข้ามีส่วนร่วมเป็นตัวการกับนาย ย. กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 226 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — พลทหารนรากร โคปาละสุต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายศักดิ์เสถียร สวนสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4340/2544
#69227
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญา โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้อง จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐, ๓๙๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓, ๑๕๗

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐, ๓๙๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๕๗ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้อง จึงเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๗) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลย

พิพากษายกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 161 วรรคหนึ่ง ม. 185 ม. 195 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นายวีระพันธ์ สรวงศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายนิทัศน์ หวังวิวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4335 -ที่ 4339/2544
#41196
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องโจทก์บรรยายแต่เพียงว่าเหตุเกิดที่อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ โดยไม่ได้ระบุตำบลเกิดเหตุให้ชัดเจน ก็ถือว่าคำฟ้องได้บรรยายถึงสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ แล้ว ทั้งจำเลยมิได้ต่อสู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น และรูปคดีเป็นที่เข้าใจว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว การที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเหตุเกิดที่ตำบลอะไรนั้นจึงเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะนำสืบให้ปรากฏในชั้นพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)

พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯมีบทบัญญัติเพียง 11 มาตรา และมีเพียงมาตรา 4 มาตราเดียวที่บัญญัติการกระทำเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ ส่วนมาตราอื่น ๆล้วนบัญญัติในเรื่องอื่น แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ระบุเพียงชื่อกฎหมายไม่ได้ระบุมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดก็ตาม แต่ก็ได้บรรยายถึงการออกเช็คโดยมีลักษณะหรือการกระทำความผิดของจำเลยไว้ชัดแจ้งครบถ้วนตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีและไม่หลงต่อสู้ จึงไม่อาจเป็นการกระทำความผิดตามมาตราอื่นได้อีก มีผลเท่ากับการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทั้งห้าสำนวนเป็นใจความว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสุเทพเชียงใหม่ จำนวน 5 ฉบับ มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายหุ้นซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อถึงกำหนดเรียกเก็บเงินตามเช็ค โจทก์นำเช็คทั้งห้าฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลเดียวกันว่าบัญชีปิดแล้วการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะออกเช็ค หรือถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่พอที่จะใช้เงินตามเช็ค หรือห้ามธนาคารใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต เหตุเกิดที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งห้าสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 รวม 5กระทง จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 10 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ทั้งห้าสำนวน

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกทั้งห้าสำนวน สำนวนละ 2 เดือน โดยไม่นับโทษติดต่อกัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกาทั้งห้าสำนวน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า คำฟ้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)(6) หรือไม่จำเลยฎีกาว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)ในคำฟ้องให้ระบุเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ แต่ปรากฏว่าคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายแต่เพียงว่า เหตุเกิดที่อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ โดยไม่ได้ระบุตำบลเกิดเหตุให้ชัดเจน อีกทั้ง มาตรา 158(6)บังคับให้คำขอท้ายฟ้องต้องระบุมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด แต่ปรากฏว่าคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ระบุแต่เพียงว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 โดยไม่ได้ระบุมาตรา 4 คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิด เห็นว่าในคำฟ้องของโจทก์ที่ระบุว่าเหตุเกิดที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่นั้น ถือว่า คำฟ้องได้บรรยายถึงสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ แล้วเนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยมิได้ต่อสู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นรูปคดีเป็นที่เข้าใจว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว การที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เหตุเกิดที่ตำบลอะไรนั้นเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะนำสืบให้ปรากฏในชั้นพิจารณา คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) ปัญหาที่จะวินิจฉัยต่อไปมีว่าคำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6) หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6) ระบุว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี... (6) อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด คดีนี้แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ระบุอ้างแต่พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 โดยมิได้อ้างมาตรา 4 ไว้ด้วย แต่เมื่อพิเคราะห์พระราชบัญญัติดังกล่าวจะเห็นว่ามีบทบัญญัติไว้เพียง 11 มาตราและมีเพียงมาตรา 4 มาตราเดียวเท่านั้น ที่บัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ ส่วนมาตราอื่น ๆ ล้วนบัญญัติในเรื่องอื่นไม่ได้บัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิด ทั้งในคำฟ้องโจทก์ก็ได้บรรยายถึงการออกเช็คโดยมีลักษณะหรือการกระทำความผิดของจำเลยไว้ชัดแจ้งครบถ้วนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4 ทั้งจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีและไม่หลงต่อสู้ กรณีไม่อาจเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ในมาตราอื่นได้อีก นอกจากในมาตรา 4 ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้อ้างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง กับในคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงลักษณะหรือการกระทำความผิดของจำเลยไว้ครบถ้วนตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยจำเลยเข้าใจดีและไม่หลงต่อสู้ย่อมมีผลเท่ากับการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6) แล้วคำฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ตามกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 158 (6)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสรฤทธิ์ อึ้งศิริสวัสดิ์
จำเลย — นางพูล อินตา
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4331/2544
#69225
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามีเหตุอันสมควร ที่จำเลยไม่สามารถทราบได้ว่าต้องนำพยานบุคคลและพยานเอกสารดังอ้างมาสืบเพื่อประโยชน์แก่จำเลย หรือไม่ทราบว่า พยานหลักฐานดังกล่าวได้มีอยู่ หรือมีเหตุอันสมควรอื่นใด ในเมื่อพยานบุคคลที่จำเลยอ้างระบุเพิ่มเติมเป็นพนักงานของจำเลยเอง และพยานเอกสารที่อ้างก็เป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยซึ่งจำเลยควรได้รู้อยู่ก่อนแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่ร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน ๒,๒๓๕,๗๐๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๒,๑๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑,๘๘๖,๓๑๑.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน ๑,๘๑๔,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ มีว่า? คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๒ ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ ๓ ชอบหรือไม่?

ในปัญหาสุดท้ายว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๒ ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ ๓ ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๒ ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ ๓ เกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และไม่ได้แสดงให้เห็นว่า มีเหตุอันสมควรที่จำเลยที่ ๒ ไม่สามารถทราบได้ว่าต้องนำพยานบุคคลและพยานเอกสารดังอ้างมาสืบเพื่อประโยชน์แก่จำเลยที่ ๒ หรือไม่ทราบว่าพยานหลักฐานดังกล่าวได้มีอยู่ หรือมีเหตุอันสมควรอื่นใด ในเมื่อพยานบุคคลที่จำเลยที่ ๒ อ้างระบุเพิ่มเติมเป็นพนักงานของจำเลยที่ ๒ เอง และพยานเอกสารที่อ้างก็เป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ ๒ ซึ่งจำเลยที่ ๒ ควรได้รู้อยู่ก่อนแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่ร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๘ วรรคสาม คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสาม.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมจิตต์ อมรเลิศวิทย์ กับพวก
จำเลย — นายพิรอด กลีบจำปา
จำเลยร่วม — บริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายสมชาย เงารุ่งเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4330/2544
#43998
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ในฐานะผู้จ่ายหรือผู้รับรองตั๋วแลกเงินได้ใช้เงินให้แก่ผู้รับเงินตามตั๋วแล้วฟ้องไล่เบี้ยเอาจากผู้ออกตั๋วแลกเงินนั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 หาใช่มีอายุความ3 ปี ตามมาตรา 1001 ไม่ เมื่อตั๋วแลกเงินฉบับสุดท้ายที่จำเลยที่ 1เป็นผู้ออกนับแต่วันครบกำหนดสั่งจ่ายถึงวันฟ้องยังไม่พ้น 10 ปีฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน 20,045,611.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5ต่อปี ของต้นเงิน 13,814,695.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ขอให้ยึดทรัพย์ที่จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบเอ็ดขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 11 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 7 และจำเลยที่ 11 ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 7 ออกจากสารบบความ และเรียกจำเลยที่ 8 กับนายพิชิตอาวิพันธุ์ ซึ่งเป็นทายาทของจำเลยที่ 11 เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 11ตามคำร้องของโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 16,154,663.99บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 5,400,488.98 บาทนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2537 และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน6,525,923.38 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2541)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดจำนวน14,254,175.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน5,400,488.98 บาท นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2537 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 6,525,923.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดจำนวน 4,500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2537เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดจำนวน 5,000,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาทนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2537 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดจำนวน 5,500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาทนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2537 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 4,500,000 บาท นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ร่วมรับผิดคนละ14,254,175.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน3,500,000 บาท นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2537 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 6,525,923.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 8 กับนายพิชิต อาวิพันธุ์ ในฐานะทายาทของจำเลยที่ 11 ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 15,254,175.01บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,500,000 บาทนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2537 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 6,525,923.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 8 และนายพิชิตไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 11 ที่ตกได้แก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบตามความรับผิดของจำเลยแต่ละคนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 18160, 18161,26747, 26748, 26751, 26932, 26933 ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ดจังหวัดเชียงใหม่พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 9427, 13804, 15414ตำบลสันนาเม็ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินโฉนดเลขที่ 1250 ตำบลดอกแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามส่วนแห่งความรับผิดของแต่ละคนจนครบถ้วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความโดยจำเลยที่ 1 ได้ขอให้โจทก์อาวัลตั๋วแลกเงินจำนวน11 ฉบับ โดยฉบับสุดท้ายถึงกำหนดสั่งจ่ายเงินในวันที่ 28 มิถุนายน2537 แต่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2541 ซึ่งเกินกำหนด3 ปี นับแต่วันที่ตั๋วแลกเงินถึงกำหนดชำระ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันตั๋วแลกเงินจึงไม่จำต้องรับผิดในหนี้ตั๋วแลกเงินตามฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1รับผิดอันเนื่องมาจากโจทก์ในฐานะผู้จ่ายหรือผู้รับรองตั๋วแลกเงินได้ใช้เงินให้แก่ผู้รับเงินตามตั๋วแลกเงินที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายหาใช่เป็นคดีที่ผู้รับเงินหรือผู้ทรงฟ้อง ผู้รับรองตั๋วแลกเงิน หรือผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 ซึ่งมีกำหนดอายุความ 3 ปีไม่ การที่โจทก์ในฐานะผู้จ่ายหรือผู้รับรองตั๋วแลกเงินได้ใช้เงินให้แก่ผู้รับเงินตามตั๋วแล้วฟ้องไล่เบี้ยเอาจากผู้ออกตั๋วแลกเงินนั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นับแต่ตั๋วแลกเงินฉบับสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกถึงกำหนดสั่งจ่ายในวันที่ 28 มิถุนายน2537 ถึงวันฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2541 ยังไม่พ้น 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

ส่วนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4ต้องรับผิดชำระเงินตามตั๋วแลกเงินพิพาทให้โจทก์นับแต่วันฟ้อง ซึ่งถือเป็นวันที่โจทก์ใช้สิทธิไล่เบี้ย ดังนั้น จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในส่วนของดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องและเนื่องจากตั๋วแลกเงินพิพาทมิได้ระบุเรื่องดอกเบี้ยไว้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเรียกเอาดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 เพียงในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 968(2) ประกอบมาตรา 985 เท่านั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันที่ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาค้ำประกันที่ผู้ค้ำประกันตกลงยอมรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในเรื่องตั๋วเงินไม่ศาลชั้นต้นพิพากษามาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1001
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท เชียงใหม่-ซีคอน จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4314/2544
#41195
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีแต่คำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลย บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและภาพถ่าย กับภาพถ่ายที่ ส. ชี้จำเลยโดยมี ร.ต.อ.น. พนักงานสอบสวนมาเบิกความประกอบ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเท่านั้น ทั้งจำเลยให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณาว่าคำรับสารภาพมิได้เป็นไปด้วยความสมัครใจและมิได้นำชี้ที่เกิดเหตุแต่อย่างใด ดังนั้น การจะนำคำรับสารภาพและการนำชี้ที่เกิดเหตุชั้นสอบสวนของจำเลยมาฟังลงโทษจำเลย โจทก์จะต้องมีพยานประกอบมาสืบให้เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดจริง ทั้งพยานประกอบต้องมิใช่คำของเจ้าพนักงานตำรวจผู้สอบสวน เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบประกอบคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยพยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำผิดจริงตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ได้ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดด้วยการใช้จ้างวาน ให้จำเลยที่ 1 ฆ่านายเจริญ เปี่ยมสกุล ผู้เสียหายโดยวิธีขับรถยนต์ชนผู้เสียหาย โดยเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 1 ได้ลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตายเพียงแต่ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 84, 288, 289 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4) ประกอบด้วยมาตรา 80, 52(1) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) ประกอบด้วยมาตรา 80, 52(1), 84 ให้จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78ประกอบด้วยมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดด้วยการใช้ จ้าง วาน ให้ฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีแต่คำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.20 บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ และภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.22 กับภาพถ่ายนายสมชายชี้ จำเลยที่ 2 หมาย จ.23โดยมีร้อยตำรวจเอกนพดล ธุวังควัฒน์ พนักงานสอบสวนมาเบิกความประกอบว่า ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่า ใช้ จ้าง วาน ให้ฆ่า ผู้อื่นจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเท่านั้น แต่คำรับสารภาพชั้นสอบสวนตลอดถึงการนำชี้ที่เกิดเหตุให้ถ่ายรูปไว้นั้นล้วนแต่เป็นพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อยทั้งคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนและการนำชี้ที่เกิดเหตุดังกล่าว จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณาว่ามิได้เป็นไปด้วยความสมัครใจและมิได้นำชี้ที่เกิดเหตุแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จะนำคำรับสารภาพและการนำชี้ที่เกิดเหตุดังกล่าวมาฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้นั้น โจทก์จะต้องมีพยานประกอบมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำความผิดจริง ทั้งพยานประกอบต้องมิใช่คำของเจ้าพนักงานตำรวจผู้สอบสวน ส่วนคำให้การในชั้นสอบสวนของนายสมชายหรือหมู จีรัง ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลยที่ 2 ซึ่งพนักงานสอบสวนกันไว้เป็นพยาน ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.19 บันทึกขออนุญาตกันผู้ต้องหาไว้เป็นพยานเอกสารหมาย จ.30 และบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.31 กับคำให้การในชั้นสอบสวนของนางระเบียบ นำมาตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.24 คำให้การของบุคคลทั้งสองดังกล่าวที่อ้างว่ารู้เห็นจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อโดยใช้ จ้าง วานให้กระทำความผิดตามฟ้องก็เป็นเอกสารที่พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว โดยในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่สามารถนำตัวบุคคลทั้งสองมาเบิกความต่อศาล เพื่อให้จำเลยที่ 2 มีโอกาสซักค้านให้ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นที่แน่ชัดได้ ฉะนั้น คำให้การของนายสมชายหรือหมูและนางระเบียบในชั้นสอบสวนจึงเป็นพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ทั้งคำให้การในชั้นสอบสวนของนายสมชายหรือหมูยังเป็นคำชัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลยที่ 2อีกด้วย จึงเป็นพยานที่มีน้ำหนักน้อย ทั้งต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบประกอบคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณานอกจากพยานบอกเล่าและคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันดังกล่าวมาแล้ว พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ได้ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องด้วยการใช้จ้าง วาน หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นาย ประเสริฐหรือแอ๋ว วัดสว่าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4306/2544
#43331
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินได้ระบุข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยไว้ในข้อ 2.2 ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท เมื่อเช็คฉบับลงวันที่ 9 มิถุนายนไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ จำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญามาครั้งหนึ่งแล้ว แสดงให้เห็นว่าจำเลยถือเอาข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นข้อสาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายด้วย เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวซึ่งเป็นเช็คชำระดอกเบี้ยในงวดที่ 2โจทก์จึงตกเป็นผู้ผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 47883,47886, 47884, 4753, 4005, 4006, 3990, 55323, 3985, 75431,51345, 3687, 73622, 78270, 3986, 4015 และ 3675 ตำบลบางระมาดอำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์โดยปลอดภาระติดพันใด ๆ พร้อมกับให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียม ค่าอากร ค่าใช้จ่าย และค่าภาษีในการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวและให้จำเลยรับเงินค่าที่ดินจำนวน246,860,000 บาท จากโจทก์ ให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าว หากจำเลยเพิกเฉยให้โจทก์นำเงินค่าที่ดินที่เหลือชำระให้แก่ผู้รับจำนองเพื่อไถ่ถอนจำนองได้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 1,289,041.10 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินให้แก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การ ฟ้องแย้งและแก้ไขคำฟ้องแย้งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย และไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ไม่มีสิทธิอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทของจำเลย จึงฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 256,860,000 บาท คิดเป็นดอกเบี้ยวันละ105,558 บาท นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2538 ไปจนกว่าจะส่งมอบที่ดินพิพาทคืนจำเลย ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,177,944 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์และบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 47883, 47886, 47884, 4753, 4005, 4006, 3990, 45323,3985, 75431, 51345, 3687, 73622, 78270, 3986, 4015 และ 3675ตำบลบางระมาด อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับกันฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจากจำเลยจำนวน 17 แปลง ในราคา 256,860,000 บาท วันทำสัญญาโจทก์ชำระเงินมัดจำเป็นเงิน 10,000,000 บาท ส่วนที่เหลือ 246,860,000 บาทโจทก์จะชำระในวันที่ 8 ธันวาคม 2538 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่โจทก์จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลย โจทก์ตกลงชำระดอกเบี้ยแก่จำเลยเป็นเงิน 18,463,775.34 บาท โดยชำระเป็นเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาตลิ่งชัน รวม 2 ฉบับ คือ ฉบับลงวันที่ 9 มิถุนายน 2538 และฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2538ฉบับละ 9,231,887.67 บาท ต่อมาเช็คดังกล่าวธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การชำระดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายเป็นสาระสำคัญของสัญญาหรือไม่โดยโจทก์ฎีกาว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระบุไว้ชัดว่าตกลงซื้อขายที่ดินราคา 256,860,000 บาท ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยไม่ได้รวมอยู่ในราคาที่ดินแสดงว่าคู่สัญญาตกลงแยกเงินสองส่วนออกจากกันข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยไม่ใช่สาระสำคัญของสัญญา โจทก์ผิดนัดเฉพาะเรื่องดอกเบี้ย ไม่ได้ผิดนัดชำระราคาที่ดินจำเลยจึงไม่มีสิทธิเลิกสัญญานั้น เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.2ได้ระบุข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยไว้ในข้อ 2.2 ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท ซึ่งจากคำเบิกความของโจทก์ได้ความว่า เมื่อเช็คฉบับลงวันที่ 9 มิถุนายน 2538 ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ จำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ.22 มาครั้งหนึ่งแล้ว แสดงให้เห็นว่าจำเลยถือเอาข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นข้อสาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายด้วยเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2538ซึ่งเป็นเช็คชำระดอกเบี้ยในงวดที่ 2 โจทก์จึงตกเป็นผู้ผิดสัญญาจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ในการเจรจาเลื่อนระยะเวลาชำระหนี้แก่จำเลยมีการบันทึกเฉพาะดอกเบี้ยงวดแรกเท่านั้น ไม่มีการระบุเรื่องการผิดนัดในเงินดอกเบี้ยงวดหลังแสดงว่าจำเลยมิได้ถือเอาระยะเวลาชำระหนี้ดอกเบี้ยเป็นสาระสำคัญนั้น เห็นว่า ตามบันทึกเอกสารหมาย จ.24 ระบุในหมายเหตุว่า "คู่สัญญาตกลงกันให้ดอกเบี้ยงวดวันที่ 9 กันยายน2538 นั้น ผู้จะขายตกลงนำเช็คไปเข้าในวันที่ 24 กันยายน 2538" บันทึกดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงให้จำเลยเลื่อนการนำเช็คไปเรียกเก็บเงินเป็นวันที่ 24 กันยายน 2538 เท่านั้น กำหนดระยะเวลาชำระเงินจึงยังคงมีอยู่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นสาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายกำหนดระยะเวลาชำระดอกเบี้ยจึงเป็นสาระสำคัญด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชาญชัย ชาญชวณิชย์
จำเลย — บริษัท เนเจอรัลปาร์คโฮม
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4298/2544
#41194
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้รถยนต์ขนส่งและซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษ อันเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดและมีคำขอให้ริบของกลางตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32,33ซึ่งคำขอในลักษณะเช่นนี้ ไม่มีกฎหมายกำหนดให้พนักงานอัยการต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้นให้สั่งริบทรัพย์สิน ต่างจากพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 ซึ่งกำหนดให้พนักงานอัยการต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้นให้สั่งริบทรัพย์สินฉะนั้น เมื่อโจทก์มิได้ขอให้ศาลสั่งริบของกลางตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 จึงไม่จำต้องยื่นคำร้องต่อศาล และศาลมีอำนาจสั่งริบของกลางได้ตามที่โจทก์ขอมาในคำขอท้ายคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1จำนวน 174 เม็ด น้ำหนัก 15.83 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนและรถยนต์หมายเลขทะเบียนป - 1974 เลย ที่จำเลยกับพวกใช้เป็นยานพาหนะซุกซ่อนและขนส่งเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งจำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกคำขอริบรถยนต์ของกลาง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่ามีเหตุจะต้องยกคำขอให้ริบรถยนต์ของกลางเพราะพนักงานอัยการมิได้ยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2534 มาตรา 30 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่าเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ป -1974เลย ซึ่งจำเลยกับพวกใช้เป็นยานพาหนะขนส่งและซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษ อันเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และมีคำขอท้ายคำฟ้องให้ริบของกลางตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ซึ่งคำขอให้ริบของกลางในลักษณะเช่นนี้ไม่มีกฎหมายกำหนดให้พนักงานอัยการต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้นเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินต่างจากคำขอให้ริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534มาตรา 30 ซึ่งกำหนดให้พนักงานอัยการต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้นเพื่อขอให้สั่งริบทรัพย์สิน ฉะนั้น เมื่อโจทก์มิได้ขอให้ศาลสั่งริบของกลางตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534มาตรา 30 จึงไม่จำต้องยื่นคำร้องต่อศาลแต่อย่างใด และศาลมีอำนาจสั่งริบของกลางได้ตามที่โจทก์ขอมาในคำขอท้ายคำฟ้องกรณีไม่มีเหตุจะต้องยกคำขอให้ริบรถยนต์ของกลางซึ่งเป็นยานพาหนะที่จำเลยกับพวกใช้ในการกระทำความผิดคำสั่งของศาลล่างทั้งสองที่ให้ริบรถยนต์ของกลางชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 30
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นาย กุหลาบ เกยสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา