คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4298/2544
#69224
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยรถยนต์ของกลาง ซึ่งจำเลยกับพวกใช้เป็น ยานพาหนะขนส่งและซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษอันเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และมีคำขอท้ายคำฟ้องให้ริบของกลางตามมาตรา 102 และ ป.อ. มาตรา 32, 33 คำขอให้ริบของกลางในลักษณะเช่นนี้ต่างจากคำขอให้ริบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 ซึ่งกำหนดให้พนักงานอัยการต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้นเพื่อขอให้สั่ง ริบทรัพย์สิน เมื่อโจทก์มิได้ขอให้ศาลสั่งริบของกลางตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 โจทก์จึงไม่จำต้องยื่นคำร้องต่อศาลและศาลมีอำนาจสั่งริบของกลางได้ตามที่โจทก์ขอมาในคำขอท้ายคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ป.อ. มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกคำขอริบรถยนต์ของกลาง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุจะต้องยกคำขอให้ริบรถยนต์ของกลางเพราะพนักงานอัยการมิได้ยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สิน ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปราม ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ป - 1974 เลย ซึ่ง จำเลยกับพวกใช้เป็นยานพาหนะขนส่งและซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษ อันเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และมีคำขอท้ายคำฟ้องให้ริบของกลางตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 ป.อ. มาตรา 32, 33 ซึ่งคำขอให้ริบของกลางในลักษณะเช่นนี้ ไม่มีกฎหมายกำหนดให้พนักงานอัยการต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้นเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สิน ต่างจากคำขอให้ริบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 ซึ่งกำหนดให้พนักงานอัยการต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้นเพื่อให้สั่งริบทรัพย์สิน ฉะนั้น เมื่อโจทก์มิได้ขอให้ศาลสั่งริบของกลางตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 จึงไม่จำต้องยื่นคำร้องต่อศาลแต่อย่างใด และศาลมีอำนาจสั่งริบของกลางได้ตามที่โจทก์ขอมาในคำขอท้ายคำฟ้อง กรณีไม่มีเหตุจะต้องยกคำขอให้ริบรถยนต์ของกลางซึ่งเป็นยานพาหนะที่จำเลยกับพวกใช้ในการกระทำความผิด คำสั่งของศาลล่างทั้งสองที่ให้ริบรถยนต์ของกลางชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นายกุหลาบ เกยสุวรรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นางสาวธัญวรัตน์ ภูภัทรโยธิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายลาชิต ไชยองค์
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3117 -ที่ 4287/2544
#258727
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับสหภาพแรงงานทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับแรกในปี 2539 โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาการมีผลใช้บังคับไว้ คงกำหนดเพียงว่าสหภาพแรงงานจะไม่เรียกร้องโบนัสประจำปีเป็นระยะเวลา 2 ปี กำหนดระยะเวลานี้จึงหาใช่กำหนดระยะเวลาการมีผลใช้บังคับของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไม่ แต่เป็นข้อตกลงยอมสละสิทธิการเรียกร้องเรื่องโบนัสภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น ย่อมมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายและไม่มีผลทำให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการใช้บังคับกลายเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการมีผลใช้บังคับแต่อย่างใด ทั้งข้อความที่ว่าจะไม่เรียกร้องเรื่องโบนัสเป็นระยะเวลา 2 ปี แสดงให้เห็นว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องโบนัสไม่ได้มีลักษณะให้ใช้บังคับเฉพาะในปีแรกที่ทำข้อตกลงเท่านั้น กรณีจึงต้องด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 12

ข้อตกลงเกี่ยวกับสหภาพการจ้างฉบับแรก ย่อมมีผลใช้บังคับหนึ่งปีนับแต่วันที่ตกลงกัน หลังจากใช้บังคับครบหนึ่งปีแล้วไม่มีการตกลงกันใหม่ ข้อตกลงฉบับนี้มีผลใช้บังคับต่อไปอีกคราวละหนึ่งปี หาใช่สิ้นผลเมื่อใช้บังคับครบ 2 ปี ดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ซึ่งจำเลยได้จ่ายโบนัส สำหรับปี 2539 และปี 2540 แก่ลูกจ้างครบถ้วนแล้ว ครั้นในปี 2541 จำเลยประสบปัญหาขาดทุน จำเลยจึงทำบันทึกข้อตกลงฉบับที่สองกับสหภาพแรงงานโดยไม่มีการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสเฉพาะปี 2541 เป็นให้จ่ายในอัตราเฉลี่ย 1.29 เท่าของเงินเดือน ส่วนเงื่อนไขการจ่ายโบนัสประการอื่นคงให้เป็นไปตามข้อตกลงเดิม และลูกจ้างทุกคนยอมรับ ถือได้ว่าข้อตกลงฉบับที่สองเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่คู่กรณีทำขึ้นเพื่อแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมฉบับแรก แม้ข้อตกลงฉบับที่สองจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างน้อยกว่าข้อตกลงฉบับแรก ก็มีผลใช้บังคับได้ และเมื่อหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสตามข้อตกลงฉบับที่สอง มีข้อความลักษณะให้ใช้บังคับเฉพาะการจ่ายโบนัสในปี 2541 เท่านั้น จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสตามอายุงานในปี 2539 ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับแรก มาใช้บังคับแก่การจ่ายโบนัสในปี 2541 ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงฉบับที่สองได้กำหนดไว้ด้วยว่า เงื่อนไขการจ่ายโบนัสในเรื่องอื่นนอกจากหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสดังกล่าวยังคงใช้บังคับตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมในฉบับแรก ดังนั้น หลังจาก ข้อตกลงฉบับที่สองใช้บังคับครบกำหนดแล้ว หลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสประจำปี 2541 ตามข้อตกลงฉบับนี้ ย่อมสิ้นผลและไม่อาจนำไปใช้บังคับแก่การจ่ายโบนัสในปี 2542 ได้ ต่อมาในปี 2542 สหภาพแรงงานยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลย ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้มีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับที่สาม กำหนดให้มีผลใช้บังคับ 1 ปี นับแต่วันทำสัญญา และระบุว่าสภาพการจ้างใดที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในข้อตกลงฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับตามเดิม โดยไม่ได้กำหนดเรื่องโบนัสไว้เช่นนี้ เกี่ยวกับเรื่องโบนัสในปี 2542 จำเลยจึงผูกพันจะต้องจ่ายโบนัส ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมในฉบับแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทุกสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายโบนัสประจำปี ๒๕๔๒ ส่วนที่ค้างแก่โจทก์ทุกคนตามบัญชีท้ายคำฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินโบนัสที่ค้างนับแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๓ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยทุกสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปี ๒๕๓๙ เรื่องโบนัสประจำปีมีกำหนดระยะเวลาใช้บังคับ ๒ ปี หลังจากครบกำหนดในปี ๒๕๔๑ จำเลยรับสหภาพแรงงานผิด อีเล็คโทรนิค ประเทศไทย ทำบันทึกข้อขัดแย้งขึ้น เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ เพื่อให้เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสประจำปี ๒๕๔๑ และได้จ่ายโบนัสให้ลูกจ้างทุกคนตามข้อตกลงดังกล่าว โดยลูกจ้างทุกคนไม่ได้ทักท้วง ข้อตกลงฉบับนี้จึงมีผลบังคับแทนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมในเรื่องการจ่ายโบนัส ต่อมาปี ๒๕๔๒ สหภาพแรงงานมิค อีเล็คโทร

นิคประเทศไทย และจำเลยทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งเกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องเมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๔๒ โดยไม่ได้กล่าวถึงเรื่องโบนัส ดังนั้น จำเลยจึงได้มีประกาศจ่ายโบนัสประจำปี ๒๕๔๒ ซึ่งมีจำนวนมากกว่าที่จ่ายในปี ๒๕๔๑ เท่ากับ ๐.๐๑ เท่าของเงินเดือน และได้จ่ายโบนัสตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวจึงเป็นการจ่ายโบนัสครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งเกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องมีผลใช้บังคับภายในระยะเวลาที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปี ๒๕๓๙ ข้อ ๙ วรรคสอง กำหนดว่า สหภาพแรงงานมิด อีเล็คโทรนิค ประเทศไทย จะไม่ยื่นข้อเรียกร้องเรื่องโบนัสภายใน ๒ ปี ข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องโบนัสจึงมีกำหนดให้ใช้บังคับ ๒ ปี เมื่อครบกำหนดหากฝ่ายใดเห็นว่าควรแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย กล่าวคือ ต้องยื่นข้อเรียกร้องให้มีการแก้ไขข้อตกลงเพื่อให้มีการเจรจาตกลงกันใหม่ มิฉะนั้นให้ถือว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไปอีกคราวละ ๑ ปี เว้นแต่การแก้ไขที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าตามพ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒, ๑๓, ๑๙ และ ๒๐ การที่จำเลยประกาศหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสประจำปี ๒๕๔๑ หลังจากครบกำหนดระยะเวลาบังคับใช้ในส่วนโบนัสไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลบังคับใช้ และการที่จำเลยกับสหภาพแรงานทำบันทึกข้อขัดแย้งโดยไม่มีการยื่นข้อเรียกร้อง และไม่ปรากฏว่ามีการเรียกประชุมใหญ่สมาชิกเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งที่เป็นการดำเนินกิจการอันอาจกระทบกระเทือนถึงส่วนได้เสียของสมาชิกเป็นส่วนรวม ตามมาตรา ๑๐๓ (๒) แม้ลูกจ้างทุกคนจะไม่โต้แย้งและยอมรับ แต่หลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า จึงไม่อาจถือได้ว่าบันทึกข้อขัดแย้ง เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องโบนัส ต่อมาปี ๒๕๔๒ มีการยื่นข้อเรียกร้องและตกลงกันได้ และทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยไม่ได้กำหนดเรื่องโบนัสแต่ได้ระบุไว้ในข้อ ๔ ว่า สภาพการจ้างใดที่ไม่เปลี่ยนแปลงให้ใช้ข้อตกลงเดิม จึงต้องถือว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมในส่วนโบนัสต้องเป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปี ๒๕๓๙ จำเลยจึงยังจ่ายโบนัสให้โจทก์ทุกคนไม่ครบถ้วน จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทุกคนในโบนัสค้างตามฟ้อง ไม่ปรากฏว่าเหตุใดโจทก์ทุกคนจึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โจทก์ทุกคนจึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถึงกำหนดชำระ คือ วันสิ้นเดือนธันวาคมอันถือเป็นวันผิดนัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๒๔, ๒๐๔ วรรคสอง ซึ่งโจทก์ทุกคนขอนับแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๓ จึงให้ตามที่โจทก์ทุกคนขอ เว้นแต่โจทก์ที่ ๑๐๘๓ ได้รับโบนัสครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ดังกล่าว พิพากษาให้จำเลยจ่ายโบนัสค้างแก่โจทก์ทุกคนตามบัญชีท้ายคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของโบนัสค้าง นับแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๓ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน สำหรับโจทก์ที่ ๑๐๘๓ ให้ยก

จำเลยทั้งหนึ่งพันหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับ คู่กรณีไม่ได้กำหนดระยะเวลาการมีผลใช้บังคับไว้ คงกำหนดเพียงว่าสภาพแรงงานจะไม่ยื่นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับโบนัสประจำปีเป็นระยะเวลา ๒ ปีซึ่งกำหนดระยะเวลา ๒ ปีนี้ หาใช่กำหนดระยะเวลาการมีผลใช้บังคับของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไม่แต่เป็นข้อตกลงที่สหภาพแรงงานมิค อีเล็คโทรนิค ประเทศไทย ยอมสละสิทธิการยื่นข้อเรียกร้องเรื่องโบนัสต่อจำเลยภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ย่อมมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย และไม่มีผลทำให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฉบับลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๓๙ ที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการใช้บังคับกลายเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา การมีผลใช้บังคับแต่อย่างใด ประกอบกับข้อความในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อ ๒ ที่ว่า ให้จ่ายโบนัสแก่ลูกจ้าง โดยนับอายุงานถึงวันที่ ๒๐ ตุลาคม ของทุกปี ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปที่กำหนดไว้ก็ดี และจะไม่ยื่นข้อเรียกร้องเรื่องโบนัสเป็นระยะเวลา ๒ ปีก็ดี แสดงให้เห็นว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เรื่องโบนัสไม่ได้มีลักษณะให้ใช้บังคับเฉพาะในปี ๒๕๓๙ เท่านั้น กรณีจึงต้องด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒ กล่าวคือ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เรื่องโบนัส ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาการใช้บังคับไว้ ย่อมมีผลใช้บังคับหนึ่งปีนับแต่วันที่ตกลงกัน (วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๓๙) เป็นต้นไป หลังจากใช้บังคับครบหนึ่งปีแล้วถ้าไม่มีการเจรจาตกลงกันใหม่ ให้ถือว่าข้อตกลงเรื่องโบนัสในข้อตกลงฉบับนี้มีผลใช้บังคับต่อไปอีกคราวละหนึ่งปี หาใช่สิ้นผลเมื่อใช้บังคับครบ ๒ ปี ดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ซึ่งจำเลยได้จ่ายโบนัสสำหรับปี ๒๕๓๙ และปี ๒๕๔๐ แก่ลูกจ้างครบถ้วนแล้ว ครั้นในปี ๒๕๔๑ จำเลยประสบปัญหาขาดทุน จำเลยจึงประกาศหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัส แต่จำเลยเกรงว่าจะมีปัญหา จำเลยกับสหภาพแรงงานจึงทำบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสเฉพาะปี ๒๕๔๑ โดยจ่ายโบนัสให้ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวเฉลี่ย ๑.๒๙ เท่าของเงินเดือน ส่วนเงื่อนไขการจ่ายโบนัสประการอื่นคงให้เป็นไปตามข้อตกลงเดิม และลูกจ้างทุกคนยอมรับ ดังนี้ จะเห็นว่า ข้อตกลงฉบับลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ เกิดจากจำเลยกับสหภาพแรงงานนิค อิเล็คโทรนิค ประเทศไทย ตกลงจัดทำขึ้นโดยไม่มีการยื่นข้อเรียกร้อง ทั้งนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสที่เคยใช้บังคับซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพจ้าง จึงถือได้ว่าข้อตกลงดังกล่าว เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่คู่กรณีทำขึ้นเพื่อแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมฉบับลงวัน ๙ กันยายน ๒๕๓๙ ฉะนั้นแม้ตกลงฉบับลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ จะเป็นคุณแก่ลูกจ้างน้อยกว่าข้อตกลงฉบับลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๓๙ ก็มีผลใช้บังคับได้ ปรากฏว่าหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสตามข้อตกลงฉบับลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ มีข้อความลักษณะให้ใช้บังคับเฉพาะการจ่ายโบนัสในปี ๒๕๔๑ เท่านั้น จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสตามอายุงานในปี ๒๕๓๙ ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๓๙ มาใช้บังคับแก่การจ่ายโบนัสในปี ๒๕๔๑ ได้ แต่อย่างไรก็ตามข้อตกลงฉบับลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ ได้กำหนดไว้ด้วยว่า เงื่อนไขการจ่ายโบนัสในเรื่องอื่นนอกจากหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสดังกล่าวยังคงใช้บังคับตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปี ๒๕๓๙ เหมือนเดิม ดังนั้น หลังจากข้อตกลงฉบับลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ ใช้บังคับครบกำหนดแล้ว หลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสประจำปี ๒๕๔๑ ตามข้อตกลงฉบับนี้ย่อมสิ้นผลและไม่อาจนำไปใช้บังคับแก่การจ่ายโบนัสในปี ๒๕๔๒ ได้ ซึ่งปรากฏต่อมาว่าสหภาพแรงงานยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ได้ ผลการเจรจาทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ มีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๔๒ กำหนดให้มีผลใช้บังคับ ๑ ปี นับแต่วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๔๒ และระบุไว้ในข้อ ๔ ว่า สภาพการจ้างใดที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในข้อตกลงฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับตามเดิม โดยไม่ได้กำหนดเรื่องโบนัสไว้ เช่นนี้เกี่ยวกับเรื่องโบนัสในปี ๒๕๔๒จำเลยจึงผูกพันจะต้องจ่ายโบนัสตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมคือฉบับลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๓๙ มิใช่จ่ายตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ หรือตามประกาศของจำเลย เพราะหากจำเลยกับสหภาพแรงงานมิค อีเล็คโทรนิค ประเทศไทย ตกลงที่จะจ่ายโบนัสให้แก่ลูกจ้างเฉลี่ย ๑.๓๐ เดือน ตามประกาศของจำเลยแล้ว จำเลยกับสหภาพแรงงานก็น่าจะตกลงกันไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ปี ๒๕๔๒ แต่ก็หาตกลงกันเช่นนั้นไม่ และเมื่อพิจารณาประกาศเรื่องหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสประจำปี ๒๕๔๒ ของจำเลย แม้จำเลยจะระบุว่าการจ่ายโบนัสประจำปี ๒๕๔๒ สำหรับลูกจ้างที่อายุมากกว่า ๑ ปีขึ้นไป จำเลยจะจ่ายให้เฉลี่ย ๑.๓๐ เดือนทั้งบริษัทซึ่งคณะกรรมการสหภาพแรงงานได้ร่วมประชุมกับจำเลย ขอให้นำอายุงานของลูกจ้างมาประกอบการพิจารณาใน การจ่ายโบนัส ในการจ่ายโบนัสครั้งนี้ จำเลยจึงจ่ายโบนัสให้แก่ลูกจ้างโดยขึ้นอยู่กับอายุงานของลูกจ้าง จากประกาศของจำเลย เท่ากับเป็นการยืนยันว่าจะจ่ายโบนัสให้แก่ลูกจ้างตามอายุงานแสดงว่าจำเลยเจตนาจ่ายโบนัสลูกจ้าง ในปี ๒๕๔๒ ตามหลักเกณฑ์ข้อ ๒ ของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปี ๒๕๓๙ ที่กำหนดให้จ่ายโบนัสแก่ลูกจ้างตามอายุงานนั่นเอง กรณีถือได้ว่าจำเลยจ่ายโบนัสให้โจทก์ทุกคนไม่ครบถ้วน จำเลยจึงต้องรับผิดจ่ายโบนัสให้แก่โจทก์ทุกคนตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งหนึ่งพันหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเอ็ดสำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 12 ม. 13 ม. 15 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกันยา แซ่อุ่ย กับพวก
จำเลย — บริษัทมิค อีเล็คโทรนิค(ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงาน — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4048/2544
#43997
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าการที่ญาติของโจทก์ย้ายโจทก์ออกจากโรงพยาบาล พ. ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้ผู้ประกันตนมีสิทธิเข้ารับการรักษาพยาบาล ไปรับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล ษ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของเอกชนที่จำเลยมิได้กำหนดให้ผู้ประกันตนมีสิทธิเข้ารับการรักษาพยาบาลนั้น เป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ อีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินค่าบริการทางการแพทย์ตามฟ้องให้แก่โจทก์ เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าการที่โจทก์ย้ายไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลของเอกชนนั้น ต้องถือว่าเป็นกรณีจำเป็นที่โจทก์ต้องได้รับการบริการทางการแพทย์อย่างฉุกเฉินตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ มาตรา 59 ซึ่งโจทก์มีสิทธิขอรับเงินค่าบริการทางการแพทย์เฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมงนับตั้งแต่เวลาที่โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์ครั้งแรกโดยไม่รวมระยะเวลาวันหยุดราชการ จำเลยจึงต้องจ่ายเงินค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่โจทก์ตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น แม้จะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางก็ตาม แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้แก้ไขคำสั่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดตากเลขที่ 01/339/43 และคำวินิจฉัยที่ 1136/2543 คณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะส่วนที่ปฏิเสธจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์แก่โจทก์ ให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์เป็นจำนวนเงิน 231,268 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (19 กุมภาพันธ์ 2544) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางและเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลแรงงานกลางต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งและพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31, 54 จึงไม่รับอุทธรณ์

จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ทำผิดเงื่อนไขที่กฎหมายระบุไว้คือ ให้โจทก์รักษาในโรงพยาบาลตามสิทธิหรือโรงพยาบาลในเครือเท่านั้น จึงจะได้รับเงินตามที่เรียกร้องการที่ญาติของโจทก์ย้ายโจทก์ออกจากโรงพยาบาลในเครือตามสิทธิไปรักษายังโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่ใช่โรงพยาบาลตามสิทธิของตนนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อกฎหมายว่าโจทก์จะเรียกร้องค่าบริการเฉพาะที่เกิดขึ้นจริงเกินกว่า 72 ชั่วโมงได้หรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่จำเลยได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางโปรดรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยในข้อ 2.1 ที่ว่าในเรื่องการรักษาพยาบาลโจทก์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับโรงพยาบาลพระพุทธชินราชนั้น หากเป็นความผิดก็เป็นความผิดของโรงพยาบาลทั้งสองไม่ใช่ความผิดของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ตามฟ้องให้แก่โจทก์นั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 ศาลแรงงานกลางไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยชอบแล้ว

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.1 ที่ว่า การที่ญาติของโจทก์ย้ายโจทก์ออกจากโรงพยาบาลพระพุทธชินราชซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดให้ผู้ประกันตนมีสิทธิเข้ารับการรักษาพยาบาลไปรับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลพิษณุเวช ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของเอกชนที่จำเลยมิได้กำหนดให้ผู้ประกันตนมีสิทธิเข้ารับการรักษาพยาบาลนั้นเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติประกันสังคมอีกจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินค่าบริการทางการแพทย์ตามฟ้องให้แก่โจทก์ เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย และอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.2 ที่ว่า การที่ญาติโจทก์ย้ายโจทก์ไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพิษณุเวชนั้นต้องถือว่าเป็นกรณีจำเป็นที่โจทก์ต้องได้รับการบริการทางการแพทย์อย่างฉุกเฉินตามพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 มาตรา 59 ซึ่งโจทก์มีสิทธิขอรับเงินค่าบริการทางการแพทย์เฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมงนับตั้งแต่เวลาที่โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์ครั้งแรก โดยไม่รวมระยะเวลาวันหยุดราชการ จำเลยจึงต้องจ่ายเงินค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่โจทก์ตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น หาใช่เป็นเงิน 231,268 บาทตามฟ้องไม่ อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวแม้จะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางก็ตาม แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.1 และ 2.2 ไว้ดำเนินการต่อไป"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง รำยงค์ ม่วงการ
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยสุวรรณ
กำพล ภู่สุดแสวง
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3934/2544
#43996
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมซึ่งรับฎีกาของผู้ร้องและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฎีกา เนื่องจากคดีเกี่ยวกับผู้ร้องต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสาม จึงมีอำนาจที่กระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง แม้การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาภายหลังครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาจะทำให้ผู้ร้องไม่อาจใช้สิทธิขอให้ผู้พิพากษารับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม การยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษารับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเป็นสิทธิของผู้ร้องที่จะกระทำเมื่อใดก็ได้ก่อนครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา เมื่อผู้ร้องยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและมิได้ดำเนินการเพื่อให้ฎีกาของผู้ร้องเป็นฎีกาที่ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายก่อนครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างกับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ และให้ชำระค่าเสียหาเดือนละ1,000 บาทแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากสถานที่เช่า คำขออื่นให้ยก คดีถึงที่สุด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า บ้านเลขที่ 111/16 หมู่ที่ 11 แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทองกรุงเทพมหานคร ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีนำหมายบังคับคดีมาปิดประกาศไว้มิใช่ของจำเลย แต่เป็นบ้านที่ผู้ร้องซื้อมาจากนายอำนวย วรรณวิจิตร์ ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยและมีอำนาจพิเศษที่จะอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาทต่อไป

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ว่าเมื่อคดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาทและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย ดังนั้น ผู้ร้องจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องจึงเป็นคำสั่งที่ผิดหลง เห็นสมควรให้เพิกถอนคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องลงวันที่ 17 สิงหาคม 2544 และมีคำสั่งใหม่ว่า ฎีกาของผู้ร้องเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงไม่รับฎีกา

ผู้ร้องเห็นว่า หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในวันที่ผู้ร้องยื่นฎีกา ผู้ร้องยังสามารถใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาต่อไปได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว ทำให้ผู้ร้องเสียสิทธิในการดำเนินกระบวนพิจารณาและศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจแก้ไขคำสั่งรับฎีกาลงวันที่ 17 สิงหาคม2544 ได้ ประกอบกับฎีกาของผู้ร้องมีทั้งปัญหาข้อกฎหมาย และปัญหาข้อเท็จจริงโปรดมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 27 กันยายน 2544 โดยให้ถือตามคำสั่งลงวันที่ 17 สิงหาคม 2544 และรับฎีกาของผู้ร้องไว้พิจารณาต่อไป

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "คดีนี้ผู้ถูกฟ้องขับไล่ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ร้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคสาม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาชอบแล้ว ส่วนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของผู้ร้องแล้ว ต่อมาได้มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 วรรคหนึ่ง และที่ผู้ร้องอ้างว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวภายหลังครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา ทำให้ผู้ร้องไม่อาจใช้สิทธิขอให้ผู้พิพากษารับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น การยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษารับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น เป็นสิทธิของผู้ร้องที่จะกระทำเมื่อใดก็ได้ก่อนครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาโดยไม่จำต้องรอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาเสียก่อน เมื่อผู้ร้องยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเข้ามา และมิได้ดำเนินการเพื่อให้ฎีกาของผู้ร้องเป็นฎีกาที่ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายก่อนครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวจึงชอบแล้วให้ยกคำร้อง คืนค่าคำร้องส่วนที่เกิน 40 บาท แก่ผู้ร้อง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมศักดิ์ อัทยายุวัฒน์
ผู้ร้อง — นางสาว สุนิสสสัย วงศ์วาลเรือน
จำเลย — นาย สมศักดิ์ เพียรรังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3849/2544
#265581
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ระหว่างพิจารณา จำเลยและโจทก์ร่วมแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าคดีตกลงกันได้ โดยจำเลยจะชำระเงินตามเช็คพิพาท โดยชำระงวดแรกจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท งวดต่อไปทุกวันที่ ๒๐ ของเดือนถัดไป โดยชำระไม่ต่ำกว่างวดละ ๕๐,๐๐๐ บาท และต้องชำระหนี้ทั้งหมดภายใน ๑ ปี ๖ เดือน นับแต่วันชำระงวดแรก โดยจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามรายงานกระบวนพิจารณาเป็นหลักฐานแสดงว่าจำเลยยอมรับผิดตามฟ้อง และคดีไม่จำต้องสืบพยานอีกต่อไป แต่จำเลยและโจทก์ร่วมตกลงให้ศาลเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปเพื่อให้โอกาสจำเลยมีเวลาหาเงินมาผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ร่วม โดยจำเลยยังคงรับผิดในหนี้ตามเช็คทุกฉบับ รวมตลอดถึงโทษทางอาญาที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาในวันนัดที่เลื่อนไป จึงไม่มีการตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลย ไม่มีการผ่อนผันลดจำนวนหนี้ลง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของมูลหนี้ ต่อมาโจทก์ร่วมไม่ยอมรับเช็คธนาคาร (แคชเชียร์เช็ค) ที่จำเลยนำมามอบให้ และขอให้จำเลยผ่อนชำระหนี้งวดละไม่น้อยกว่า ๑๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยยืนยันจะชำระหนี้ตามที่แถลงไว้ โจทก์ร่วมขอให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา จำเลยถอนคำให้การรับสารภาพพร้อมกับให้การปฏิเสธขอสู้คดีต่อไป ซึ่งศาลชั้นต้นสืบพยานของทั้งสองฝ่ายจนจบสิ้นกระแสความ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงเจตนาของโจทก์ร่วมและจำเลยว่าไม่ประสงค์ให้รายงานกระบวนพิจารณามีผลผูกพันให้โจทก์ร่วมและจำเลยต้องปฏิบัติตามโดยฝ่ายใดจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่นไม่ได้ รายงานกระบวนพิจารณาจึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัท เค. เอ็ม. พลาส แพค จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ (๑) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ และ ๙๑ ให้เรียงกระทงลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ กระทงละ ๑๕,๐๐๐ บาท และจำคุกจำเลยที่ ๒ กระทงละ ๓ เดือน รวม ๘ กระทง เป็นโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท และจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒๔ เดือน ยกฟ้องโจทก์เฉพาะความผิดเกี่ยวกับเช็คฉบับลงวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ จำนวนเงิน ๗๓,๙๑๔.๒๕ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ ๑ กระทงละ ๑๐,๐๐๐ บาท และจำคุกจำเลยที่ ๒ กระทงละ ๒ เดือน รวม ๘ กระทง เป็นโทษปรับจำเลยที่ ๑ รวม ๘๐,๐๐๐ บาท และจำคุกจำเลยที่ ๒ รวม ๑๖ เดือน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๒ ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็ค เอกสารหมาย จ. ๓ จ. ๖ จ. ๙ จ. ๑๕ จ. ๑๙ จ. ๒๒ จ. ๒๙ และ จ. ๓๓ รวม ๘ ฉบับ ชำระหนี้ค่าสินค้าพลาสติกพีวีซี ที่ซื้อจากโจทก์ร่วม เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระเงินโจทก์ร่วมนำเช็ค ๘ ฉบับ เข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๙ จำเลยทั้งสองและโจทก์ร่วม (ขณะนั้นยังมิได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์) แถลงต่อศาลชั้นต้นว่า คดีตกลงกันได้โดยจำเลยทั้งสองจะชำระเงินตามเช็ค จำนวน ๑,๖๗๔,๐๒๔ บาท โดยชำระงวดแรกจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ในวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๓๙ งวดต่อไปทุกวันที่ ๒๐ ของเดือนถัดไป โดยชำระไม่ต่ำกว่างวดละ ๕๐,๐๐๐ บาท และต้องชำระหนี้ทั้งหมดภายใน ๑ ปี ๖ เดือน นับแต่วันชำระงวดแรก วันดังกล่าวจำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองขอให้ศาลชั้นต้นเลื่อนการพิพากษาคดีไปก่อนปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๙ แล้ววินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อความในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นหลักฐานแสดงว่าจำเลยทั้งสองยอมรับผิดตามฟ้อง และคดีไม่จำต้องสืบพยานอีกต่อไป ซึ่งศาลชั้นต้นอาจพิพากษาคดีให้เสร็จสิ้นไปในวันนั้นเสียได้ แต่จำเลยทั้งสองขอให้ศาลชั้นต้นเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปก่อน โดยอ้างเหตุผลว่า จำเลยทั้งสองจะผ่อนชำระหนี้ตามเช็คทั้งหมดแก่โจทก์ร่วมเป็นงวด งวดละเดือน ซึ่งโจทก์ร่วมยอมรับเงื่อนไขการผ่อนชำระหนี้ของจำเลยทั้งสองดังกล่าว จึงร่วมแถลงขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาด้วย เช่นนี้ กรณีเป็นการตกลงให้ศาลเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปเพื่อให้โอกาสจำเลยทั้งสองมีเวลาหาเงินมาผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ร่วม โดยจำเลยทั้งสองยังคงรับผิดในหนี้ตามเช็คทุกฉบับ รวมตลอดถึงโทษทางอาญาที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาในวันนัดที่เลื่อนไป จึงไม่มีการตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสอง ไม่มีการผ่อนผันลดจำนวนหนี้ลง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของมูลหนี้ ต่อมาโจทก์ร่วมไม่ยอมรับเช็คธนาคาร (แคชเชียร์เช็ค) ที่จำเลยทั้งสองนำมามอบให้ และขอให้จำเลยทั้งสองผ่อนชำระหนี้งวดละไม่น้อยกว่า ๑๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองยืนยันจะชำระหนี้ตามที่แถลงไว้ โจทก์ร่วมขอให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา จำเลยทั้งสองถอนคำให้การรับสารภาพพร้อมกับให้การปฏิเสธขอสู้คดีต่อไป ดังที่ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๓๙ ซึ่งศาลชั้นต้นสืบพยานของทั้งสองฝ่ายจนจบสิ้นกระแสความ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงเจตนาของโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองว่าไม่ประสงค์ให้รายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๙ มีผลผูกพันให้โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองต้องปฏิบัติตามโดยฝ่ายใดจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่นไม่ได้ รายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๙ จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) แต่ศาลฎีกาพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าจำเลยทั้งสองมิได้มีเจตนาจะโกงโจทก์ร่วม กรณีมีเหตุที่จะลดโทษให้แก่จำเลยทั้งสองและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ ๒

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยทั้งสองหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท และจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑๒ เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัท เค. เอ็ม. พลาส แพค จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที. พี. เอส. วันแพค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายชยุตม์ ประภากมล
ศาลอุทธรณ์ — นายพลภักดี สิริทิพากร
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ระพิณ บุญสิทธิ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3757/2544
#42017
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลแรงงานกลาง ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลแรงงานกลางโดยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล จึงฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยเป็นการไม่ชอบให้ยกคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 8,400 บาท เงินสะสม 300 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย 1,562 บาทและค่าชดเชย 36,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามกฎหมาย มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยจึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลแรงงานกลางผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา หรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลแรงงานกลางโดยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล จึงฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ให้ยกคำร้อง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว มนิตย์ ประชุมจิตร
จำเลย — บริษัท อาร์ม อินเตอร์เนชั่นแนลคอร์ป จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3624/2544
#42016
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ก. ลูกจ้างของโจทก์ยืมเงิน ท. ในฐานะเพื่อนด้วยความสมัครใจโดยไม่เคยใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะผู้บังคับบัญชาหรือกระทำการใดให้เสียความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ และในขณะให้กู้ยืมเงิน ก. ไม่มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา จึงมิใช่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างกรณีร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119(4) ดังนั้น ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังยุติดังกล่าวถือว่า ก. ผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์เป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ และคำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ข้อกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เขตพื้นที่ประเวศที่ 10/2543 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2543

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 จึงไม่รับ

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่โต้แย้งว่า คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าการกระทำของนายโกวิทตามที่โจทก์อ้างเป็นเหตุเลิกจ้างมิใช่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างกรณีร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 119(4) นั้น ถือว่าข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังดังกล่าวเป็นกรณีผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรงตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 5.3 และข้อ 5.18 อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น โปรดรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นายโกวิท โพธิ์แก้ว ลูกจ้างของโจทก์ยืมเงินนางทองจันทร์ โสมอินทร์ในฐานะเพื่อนด้วยความสมัครใจโดยไม่เคยใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะผู้บังคับบัญชา หรือกระทำการใดให้เสียความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ และในขณะให้กู้ยืมเงินนายโกวิทไม่มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาซึ่งหมายความว่า แม้ตามคำให้การของจำเลยจะยอมรับว่า นายโกวิทเป็นผู้บังคับบัญชาของนางทองจันทร์ตามข้ออ้างของโจทก์ก็ตามแต่นางทองจันทร์ ให้นายโกวิทกู้ยืมเงินด้วยความสมัครใจในฐานะเพื่อนมิใช่ให้กู้ยืมในฐานะที่นายโกวิท เป็นผู้บังคับบัญชา ดังนั้น ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังยุติดังกล่าวถือว่านายโกวิทผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ เป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ และคำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ข้อกฎหมาย ให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท การ์ด ฟอร์ซ (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — นาง จิตติมา แสงทับทิม
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
กมล เพียรพิทักษ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3116/2544
#41193
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์จำเลยมีเจตนาที่จะจ้างโจทก์ทำงานให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 ติดต่อกันไป แต่มีการแบ่งเป็นสัญญาช่วงสั้น ๆ หลายช่วงโดยมีการกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องกันไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ทำงานติดต่อกันโดยจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย จึงต้องด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 20ที่ให้นับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันกับคดีหมายเลขดำที่ 14539/2542, 14540/2542 และ16869 ถึง 16872/2542 ของศาลแรงงานกลาง โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 แต่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5ที่ 6 ถอนฟ้องไปแล้ว และคดีสำหรับโจทก์ที่ 4 ยุติโดยศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2538 จำเลยจ้างโจทก์ที่ 7 เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 11,000 บาท ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 7 เมื่อปี 2542 โดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน66,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 7 เคยเป็นลูกจ้างของจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 8,500 บาท โจทก์ที่ 7 ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย เนื่องจากจำเลยจ้างโจทก์ที่ 7 ทำงานเป็นครั้งคราวมีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน โดยทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือเมื่อเริ่มจ้างเข้าทำงาน และมีกำหนดการสิ้นสุดหรือผลสำเร็จของงานซึ่งจำเลยได้รับการว่าจ้างจากผู้ว่าจ้างโดยมีกำหนดไม่เกิน 2 ปี เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการจ้างโจทก์ที่ 7 ได้ออกจากงานไปตามสัญญาดังกล่าวและสัญญาจ้างสิ้นสุดลงไปแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 7 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 8,500 บาท จำเลยจ้างโจทก์ที่ 7 เข้าทำงานเป็นระยะเวลาติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 31มกราคม 2542 โดยให้โจทก์ที่ 7 ไปทำงานในโครงการที่จำเลยทำไว้กับบริษัทผู้ว่าจ้างเริ่มตั้งแต่โครงการไทยคาโปแล็คตั้ม ดี 056โครงการทาสโกอาร์ซีเอดี 080 และโครงการไทยเอ็มเอ็ม เอ ดี 090จำเลยหักเงินภาษีและเงินสะสมที่โจทก์ที่ 7 ทำงานกับจำเลยไว้และจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 7 มาโดยตลอด แสดงว่ามีเจตนาที่จะว่าจ้างการทำงานกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2538จนถึงปี 2542 ไม่มีเจตนาให้โจทก์ที่ 7 ออกจากงานอย่างจริงจังยังคงให้มีการทำงานกันต่อไป เป็นการทำสัญญาในลักษณะที่จะหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 118 เพื่อจำเลยจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 7เมื่อออกจากงาน จึงต้องถือว่าจำเลยว่าจ้างโจทก์ที่ 7 ติดต่อกันมาตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542เป็นการทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่เกิน 6 ปี (ที่ถูกไม่ครบ 6 ปี)จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน คิดเป็นเงิน 51,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป โดยถือว่าเป็นการผิดนัดไม่ชำระให้แก่โจทก์ที่ 7พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 7 จำนวน 51,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อสามว่า การที่ศาลแรงงานกลางอาศัยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 20 นำเอาระยะเวลาตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์ที่ 7 แต่ละฉบับมานับรวมกันเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยเป็นการไม่ถูกต้องนั้นเห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า สัญญาจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์ที่ 7 จำเลยมีเจตนาที่จะจ้างโจทก์ที่ 7 ทำงานให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 ติดต่อกันไปแต่มีการแบ่งเป็นสัญญาช่วงสั้น ๆ หลายช่วงโดยมีการกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องกันไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ที่ 7 ไม่ได้ทำงานติดต่อกัน โดยจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ที่ 7 ซึ่งเป็นลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายจึงเข้ากรณีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 20 ที่ให้นับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้น คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 20 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางณภาภรณ์ รัตนเกตุ
จำเลย — บริษัทโตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3116/2544
#69222
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลแรงงานกลางอาศัยบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 20 นำระยะเวลาตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์แต่ละฉบับมานับรวมกันเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยนั้น เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า สัญญาจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์ จำเลยมีเจตนาที่จะจ้างโจทก์ทำงานให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 ติดต่อกันไปแต่มีการแบ่งเป็นสัญญาช่วงสั้น ๆ หลายช่วง มีการกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องกันไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ทำงานติดต่อกัน โดยจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย จึงเข้ากรณีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 20 ให้นับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้น คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันกับคดีหมายเลขดำที่ 14539/2542, 14540/2542 และ 16869 ถึง 16872/2542 ของศาลแรงงานกลาง โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 แต่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ถอนฟ้องไปแล้ว และคดีสำหรับโจทก์ที่ 4 ยุติโดยศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 66,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อไป นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 7 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 8,500 บาท จำเลยจ้างโจทก์ที่ 7 เข้าทำงานเป็นระยะเวลาติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 โดยให้โจทก์ที่ 7 ไปทำงานในโครงการที่จำเลยทำไว้กับบริษัทผู้ว่าจ้างเริ่มตั้งแต่โครงการไทยคาโปแล็คตั้ม ดี 056 โครงการทาสโกอาร์ซีเอดี 080 และโครงการไทยเอ็มเอ็ม เอ ดี 090 จำเลยหักเงินภาษีและเงินสะสมที่โจทก์ที่ 7 ทำงานกับจำเลยไว้ และจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 7 มาโดยตลอด แสดงว่ามีเจตนาที่จะว่าจ้างการทำงานกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปี 2542 ไม่มีเจตนาให้โจทก์ที่ 7 ออกจากงานอย่างจริงจัง ยังคงให้มีการทำงานกันต่อไป เป็นการทำสัญญาในลักษณะที่จะหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 เพื่อจำเลยจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 7 เมื่อออกจากงาน จึงต้องถือว่าจำเลยว่าจ้างโจทก์ที่ 7 ติดต่อกันมาตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 เป็นการทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่เกิน 6 ปี (ที่ถูกไม่ครบ 6 ปี) จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน คิดเป็นเงิน 51,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป โดยถือว่าเป็นการผิดนัดไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 7 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 7 จำนวน 51,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า... การที่ศาลแรงงานกลางอาศัยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 20 นำเอาระยะเวลาตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์ที่ 7 แต่ละฉบับมานับรวมกันเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยเป็นการไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า สัญญาจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์ที่ 7 จำเลยมีเจตนาที่จะจ้างโจทก์ที่ 7 ทำงานให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 ติดต่อกันไป แต่มีการแบ่งเป็นสัญญาช่วงสั้น ๆ หลายช่วง โดยมีการกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องกันไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ที่ 7 ไม่ได้ทำงานติดต่อกัน โดยจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ที่ 7 ซึ่งเป็นลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย จึงเข้ากรณีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 20 ที่ให้นับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้น คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงชอบด้วยแล้ว

ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ตรงตามประเด็นข้อพิพาทและไม่ได้แสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย จึงเป็นคำพิพากษาไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทมีว่า โจทก์ที่ 7 มีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ เพียงใด และศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเกี่ยวกับสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์ที่ 7 ซึ่งทำกันไว้เป็นช่วง ๆ หลายสัญญาตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 ต่อเนื่องกันตลอดมาว่าแม้จำเลยจะนำสืบว่าการจ้างในแต่ละช่วงสัญญาเป็นการจ้างโจทก์ที่ 7 เป็นครั้งคราวก็ดี ในบางครั้งโจทก์ที่ 7 ทำหนังสือลาออกในโครงการที่เสร็จสิ้นไปก็ดี แต่ก็เห็นได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนาที่จะให้โจทก์ที่ 7 ลาออกจากงานอย่างจริงจัง คงให้มีการทำงานกันต่อไป เป็นการทำสัญญาในลักษณะที่จะหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างโจทก์ที่ 7 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 โจทก์ที่ 7 ทำงานติดต่อกันครบสามปีแต่ไม่ครบหกปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ดังนี้ ถือได้ว่าศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาท และได้แสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 และมาตรา 52 โดยชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางณภาภรณ์ รัตนเกตุ
จำเลย — บริษัทโตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวุฒินัย วงศ์ฟัก
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3114/2544
#43330
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างในคำร้องว่าจำเลยที่ 4แจ้งให้ทราบว่า จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์10,000,000 บาท ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษา จำเลยที่ 2และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6จึงพ้นความรับผิดไปนั้น เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการชำระหนี้นอกศาลและเป็นเรื่องนอกประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ทั้งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ตามคำคัดค้านของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 18,135,438.07บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 17,094,323.52บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9381 ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาด เอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งหกให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งหกเสร็จสิ้น และนัดอ่านคำพิพากษาวันที่ 20 ตุลาคม 2541 ในวันนัดอ่านคำพิพากษาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 โดยจำเลยที่ 4 ที่ 5และที่ 6 ไม่คัดค้านการถอนฟ้องแต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แถลงคัดค้านการถอนฟ้องเพราะทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียเปรียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาและการสั่งคำร้องขอถอนฟ้องเป็นวันที่ 18 พฤศจิกายน 2541

ครั้นวันที่ 29 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 4 แจ้งให้ทราบว่า จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ 10,000,000 บาท ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษา ขอให้ทำการไต่สวนว่าจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ได้ชำระเงิน10,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงยอมถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 5และที่ 6 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นผู้ค้ำประกันรับผิดร่วมกันในวงเงิน6,400,000 บาท หากจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ชำระเงินให้โจทก์10,000,000 บาท จริง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมพ้นความรับผิดไปด้วยขอให้ศาลไต่สวนคำร้องนี้แล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6และยกคำร้องขอไต่สวนของจำเลยที่ 2 และที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 13,265,177.30 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี จากต้นเงิน 1,000,000 บาท และอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากจำนวนที่เกินกว่า 1,000,000 บาท แบบทบต้นนับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538 ถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538 แบบไม่ทบต้นนับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ทั้งนี้ยอดหนี้ถึงวันฟ้องวันที่ 30 กันยายน 2539 ต้องไม่เกินกว่า18,135,438.07 บาท) โดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดในเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงิน 6,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13ต่อปี จากต้นเงิน 1,000,000 บาท และอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน5,400,000 บาท นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9381 ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานีพร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ผู้จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ และยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ที่ 3และที่ 4 บังคับชำระหนี้ตามจำนวนที่เป็นหนี้ได้ตามกฎหมาย ให้จำเลยที่ 1ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยที่ 1 รับผิดในค่าทนายความ 40,000 บาท จำเลยที่ 2 ที่ 3และที่ 4 ร่วมรับผิดในค่าทนายความ 20,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องจำเลยที่ 5 และที่ 6

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ขอให้ไต่สวนคำร้องลงวันที่ 29 ตุลาคม 2541 ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างในคำร้องว่า จำเลยที่ 4 แจ้งให้ทราบว่า จำเลยที่ 4ที่ 5 และที่ 6 ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 10,000,000 บาท ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 จึงพ้นความรับผิดไปด้วยนั้น เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการชำระหนี้นอกศาลและเป็นเรื่องนอกประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะอ้างข้อเท็จจริงตามคำร้องดังกล่าวมาให้ศาลไต่สวนเพื่อวินิจฉัยยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่ได้ทั้งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6ตามคำคัดค้านของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าไม่มีเหตุที่จะไต่สวนคำร้องลงวันที่ 29 ตุลาคม 2541 ของจำเลยที่ 2และที่ 3 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ไทยเจนเนอรัลทรานสปอร์ท จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
วิเทพ ศิริพากย์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3114/2544
#69221
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งหกให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งหกเสร็จสิ้น ในวันนัดอ่าน คำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ไม่คัดค้าน แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แถลงคัดค้านว่าทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียเปรียบและยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ 10,000,000 บาท ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นผู้ค้ำประกันรับผิดร่วมกันในวงเงิน 400,000 บาท หากจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ชำระเงินให้โจทก์ 10,000,000 บาท จริง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมพ้นความรับผิดไปด้วย ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 10,000,000 บาท ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษา เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการชำระหนี้นอกศาลและเป็นเรื่องนอกประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวมาให้ศาลไต่สวนเพื่อวินิจฉัยยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่ได้ ทั้งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ตามคำคัดค้านของจำเลยที 2 และที่ 3 แล้ว ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าไม่มีเหตุที่จะไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน ๑๘,๑๓๕,๔๓๘.๐๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๗,๐๙๔,๓๒๓.๕๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๓๘๑ ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด นำเงินชำระหนี้ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งหกให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งหกเสร็จสิ้น และนัดอ่านคำพิพากษาวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๑ ในวันนัดอ่าน คำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ โดยจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ไม่คัดค้านการ ถอนฟ้อง แต่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แถลงคัดค้านการถอนฟ้องเพราะทำให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เสียเปรียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาและการสั่งคำร้องขอถอนฟ้องเป็นวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๑

ครั้นวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๔ แจ้งให้ทราบว่า จำเลยที่ ๔ และที่ ๖ ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษา ขอให้ทำการไต่สวนว่า จำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ได้ชำระเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงยอมถอนฟ้องจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ เป็นผู้ค้ำประกันรับผิดในวงเงิน ๖,๔๐๐,๐๐๐ บาท หากจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ชำระเงินให้โจทก์ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จริง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ย่อมพ้นความรับผิดไปด้วย ขอให้ศาลไต่สวนคำร้องนี้แล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ และยกคำร้องขอไต่สวนของจำเลยที่ ๒ และ ที่ ๓ ค่าคำร้องเป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑๓,๒๖๕,๑๗๗.๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๓ ต่อปี จากต้นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี จากจำนวนที่เกินกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แบบทบต้นนับแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ แบบไม่ทบต้นนับแต่วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ (ทั้งนี้ยอดหนี้ถึงวันฟ้องวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๙ ต้องไม่เกินกว่า ๑๘,๑๓๕,๔๓๘.๐๗ บาท) โดยให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และ ที่ ๔ ร่วมรับผิดในเงินดังกล่าวเป็นเงิน ๖,๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๓ ต่อปี จากต้นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี จากต้นเงิน ๕,๔๐๐,๐๐๐ท บาท นับแต่วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะ ชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๓๘๑ ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ ผู้จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ และยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ บังคับชำระหนี้ตามจำนวนที่เป็นหนี้ได้ตามกฎหมาย ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยจำเลยที่ ๑ รับผิดในค่าทนายความ ๔๐,๐๐๐ บาท จำเลย ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมรับผิดในค่าทนาย ๒๐,๐๐๐ บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๕ และที่ ๖

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกาขอให้ไต่สวนคำร้องลงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๑ ของจำเลยที่ ๒ และ ที่ ๓ นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อ้างในคำร้องว่า จำเลยที่ ๔ แจ้งให้ทราบว่า จำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษา จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็น ผู้ค้ำประกันต้อง รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ จึงพ้นความรับผิดไปด้วยนั้น เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการชำระหนี้นอกศาลและเป็นเรื่องนอกประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จะอ้างข้อเท็จจริงตามคำร้องดังกล่าวมาให้ศาลไต่สวนเพื่อวินิจฉัยยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ไม่ได้ ทั้งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ตามคำคัดค้านของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าไม่มีเหตุที่จะไต่สวน คำร้องลงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๑ ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 131 ม. 132 ม. 138 ม. 142 ม. 175 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทไทยเจนเนอรัลทรานสปอร์ท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ศาลอุทธรณ์ — นายประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
วิเทพ ศิริพากย์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3111/2544
#41192
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทจำเลยมีโจทก์เป็นลูกจ้างเพียงคนเดียว มีโครงการสวนพฤกษชาติแต่ต้องระงับโครงการ จึงเลิกจ้างโจทก์ การที่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าชดเชยให้แก่โจทก์เนื่องจากจำเลยไม่มีเงินจ่าย จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจไม่จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควรจึงไม่ต้องเสียเงินเพิ่มให้โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2541 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป อัตราเงินเดือน 60,000 บาทกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2542 จำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างว่า บริษัทได้ระงับโครงการไว้เป็นการชั่วคราวโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 120,000 บาทค่าชดเชยจำนวน 180,000 บาท ค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 12 วัน ซึ่งโจทก์ยังไม่ได้ใช้สิทธิเป็นเงิน 24,000 บาท กับจำเลยยังค้างค่าจ้างโจทก์สำหรับเดือนธันวาคม 2542 จำนวน 60,000 บาทจำเลยต้องชำระเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าจ้างค้างจ่ายดังกล่าวทุกระยะเวลาเจ็ดวันนับตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2543เป็นต้นไป นอกจากนี้โจทก์ยังมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหกสิบวันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 121 เป็นเงินจำนวน 120,000 บาท และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงขอคิดค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้าง 36 เดือน เป็นเงิน 2,160,000 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าจ้างค้างจ่ายตามจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องและเสียเงินเพิ่มตามกฎหมาย ชำระค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และค่าเสียหายเนื่องจากเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 2,160,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับขอให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำงานและหนังสือสำคัญการหักเงินเดือน ณ ที่จ่ายให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์เนื่องจากจำเลยไม่มีรายได้ และโจทก์เรียกร้องมากกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงตกลงกันไม่ได้ จำเลยไม่ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มทุกระยะเวลาเจ็ดวันตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน2541 จำเลยได้จ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปโครงการสวนพฤกษชาติซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต อัตราค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 60,000 บาท จำเลยมีโจทก์เป็นลูกจ้างคนเดียว จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์เดือนธันวาคม 2542 จำนวน 60,000 บาทเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2542 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากบริษัทจำเลยได้ระงับโครงการไว้เป็นการชั่วคราวและยังไม่มีกำหนดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการโครงการได้อีกเมื่อใดแล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวนเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้ายเก้าสิบวัน เป็นเงินจำนวน 180,000 บาทสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้าง 1 เดือน เป็นเงินจำนวน 60,000 บาท และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 6 วัน เป็นเงินจำนวน 12,000 บาทสำหรับค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชยและค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำเลยต้องชำระให้โจทก์ เมื่อไม่ได้ความว่าจำเลยได้ดำเนินการชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์โดยมีเหตุขัดข้องอันสมควรอย่างใด จึงถือว่าเป็นการจงใจไม่จ่ายเงินดังกล่าวโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ร้อยละสิบห้าของเงินดังกล่าวทุกระยะเวลาเจ็ดวันตามกฎหมาย พิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายเดือนธันวาคม2542 จำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 12,000 บาท ค่าชดเชยจำนวน180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยเสียเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าของเงินค่าจ้างค้างจ่ายนับแต่วันที่ 8 มกราคม 2543 ทุกระยะเวลาเจ็ดวัน จ่ายเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าของค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชยนับแต่วันที่ 4 มกราคม 2543 ทุกระยะเวลาเจ็ดวัน ทั้งนี้จนกว่าจำเลยจะชำระค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าชดเชยเสร็จ กับให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าทุกระยะเวลาเจ็ดวัน ในค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชยหรือไม่พิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าบริษัทจำเลยมีโจทก์เป็นลูกจ้างเพียงคนเดียว มีโครงการสวนพฤกษชาติที่จังหวัดภูเก็ตแต่ต้องระงับโครงการ จึงเลิกจ้างโจทก์ โจทก์เคยเรียกร้องให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย ผลประโยชน์จากการเลิกจ้าง ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และค่าทนายความตามหนังสือเรียกร้องค่าจ้างค้างจ่ายและผลประโยชน์จากการเลิกจ้างเอกสารหมาย จ.1 และรายการเรียกร้องเงินต่าง ๆ ตามเอกสารหมาย ล.2 แต่ไม่สามารถตกลงกันได้จำเลยจึงไม่จ่ายเงินตามที่โจทก์เรียกร้อง เห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์เองว่า รายได้ของบริษัทจำเลยเท่ากับศูนย์ซึ่งหมายความว่า บริษัทจำเลยไม่มีรายได้จึงมิได้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ตามเอกสารหมาย จ.8 โจทก์ได้รับเงินเดือนเป็นเช็คจากบริษัทมิวเร็กซ์ จำกัด เพราะบริษัทจำเลยไม่มีเงินจ่ายให้แก่โจทก์ ดังนั้น การที่บริษัทจำเลยไม่จ่ายค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชยให้แก่โจทก์เนื่องจากบริษัทจำเลยไม่มีเงินจ่ายนั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจไม่จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควรตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคสอง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยเสียเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าทุกระยะเวลาเจ็ดวันในเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าทุกระยะเวลาเจ็ดวันในเงินค่าจ้างค้างจ่าย เงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชยให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันเอกสุพพัต ศิริจันทร์
จำเลย — บริษัทภูเก็ตบอทานิคส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3111/2544
#69220
เปิดฉบับเต็ม

การที่บริษัทจำเลยไม่จ่ายค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชยให้แก่โจทก์ เนื่องจากบริษัทจำเลยไม่มีเงินจ่ายนั้นยังถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจไม่จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จึงไม่ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าทุกระยะเวลาเจ็ดวัน ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชย ค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าจ้างค้างจ่ายตามจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และเสียเงินเพิ่มตามกฎหมาย ชำระค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และค่าเสียหายเนื่องจากเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 2,160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับขอให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำงานและหนังสือสำคัญการหักเงินเดือน ณ ที่จ่ายให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงรานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายเดือนธันวาคม 2542 จำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 12,000 บาท ค่าชดเชยจำนวน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยเสียเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าของเงินค่าจ้างค้างจ่ายนับแต่วันที่ 8 มกราคม 2543 ทุกระยะเวลาเจ็ดวัน จ่ายเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าของค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชย นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2543 ทุกระยะเวลาเจ็ดวัน ทั้งนี้จนกว่าจำเลยจะชำระค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าชดเชยเสร็จ กับให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าทุกระยะเวลาเจ็ดวัน ในค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชยหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าบริษัทจำเลยมีโจทก์เป็นลูกจ้างเพียงคนเดียว มีโครงการสวนพฤกษชาติที่จังหวัดภูเก็ต แต่ต้องระงับโครงการ จึงเลิกจ้างโจทก์ โจทก์เคยเรียกร้องให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย ผลประโยชน์จากการเลิกจ้าง ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และค่าทนายความตามหนังสือเรียกร้องค่าจ้างค้างจ่ายและผลประโยชน์จากการเลิกจ้างเอกสารหมาย จ.1 และรายการเรียกร้องเงินต่างๆ ตามเอกสารหมาย ล.2 แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยจึงไม่จ่ายเงินตามที่โจทก์เรียกร้อง เห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์เองว่า รายได้ของบริษัทจำเลยเท่ากับศูนย์ ซึ่งหมายความว่าบริษัทจำเลยไม่มีรายได้จึงมิได้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) โจทก์ได้รับเงินเดือนเป็นเช็คจากบริษัทมิวเร็กซ์ จำกัด เพราะบริษัทจำเลยไม่มีเงินจ่ายให้แก่โจทก์ ดังนั้น การที่บริษัทจำเลยไม่จ่ายค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชยให้แก่โจทก์เนื่องจากบริษัทจำเลยไม่มีเงินจ่ายนั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจไม่จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยเสียเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าทุกระยะเวลาเจ็ดวันในเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าทุกระยะเวลาเจ็ดวันในเงินค่าจ้างค้างจ่าย เงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชยให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันเอกสุพพัต ศิริจันทร์
จำเลย — บริษัทภูเก็ตบอทานิคส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3105/2544
#99049
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 19 ทวิ กำหนดเงื่อนไขในการคืนอากรขาเข้าให้แก่ผู้นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรแล้วได้ผลิตหรือผสม หรือประกอบ หรือบรรจุ ด้วยของดังกล่าวและส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศไว้ว่า ผู้นำสินค้าเข้าต้องขอคืนเงินอากรภายในหกเดือนนับแต่วันที่ส่งของนั้นออกไป เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขอคืนอากรสำหรับสินค้าทั้งสองรายการที่จำเลยอ้างขอตัดบัญชีได้อีกภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 ทวิ และไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาในการยื่นคำร้องขอคืนไว้เลย จึงไม่อาจนำจำนวนสินค้าทั้งสองรายการดังกล่าวไปหักออกจากสินค้าคงเหลือซึ่งเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ประเมินเรียกเก็บจากจำเลย จำเลยต้องชำระเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มที่ค้างชำระแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีอากรและเงินเพิ่มจำนวน 3,698,872.01 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้า 1,561,946.78 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและศาลภาษีอากรกลางให้โจทก์ทั้งสองนำพยานมาสืบไปฝ่ายเดียว

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มที่ค้างชำระดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองจะปรากฏว่า เมื่อจำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 แล้ว จำเลยได้ขอยกเลิกแบบแจ้งการประเมินดังกล่าวอ้างว่ามีใบขนสินค้าขาออกที่ใช้ตัดบัญชีสินค้าได้อีก และต่อมาธนาคารผู้ค้ำประกันได้มีหนังสือขอคืนภาษีที่จำเลยจะได้รับคืนเนื่องจากมีใบขนสินค้าขาออกตัดบัญชีได้ คือสินค้านำเข้ารายการที่ 1 สามารถตัดบัญชีได้อีก 6,716.018 กิโลกรัม คงเหลือสินค้าที่ไม่ได้ใช้ผลิตเพื่อส่งออกจำนวน 1,571.306 กิโลกรัม สินค้ารายการที่ 2 มีใบขนสินค้าขาออกใช้ตัดบัญชีได้ 248.3 กิโลกรัม คงเหลือสินค้าที่ไม่ได้ใช้ผลิตเพื่อส่งออกจำนวน 251.9 กิโลกรัม แต่พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 มาตรา 19 ทวิ กำหนดเงื่อนไขในการคืนอากรขาเข้าให้แก่ผู้นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรแล้วได้ผลิตหรือผสม หรือประกอบ หรือบรรจุ ด้วยของดังกล่าวและส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศไว้ว่า ผู้นำสินค้าเข้าต้องขอคืนเงินอากรภายในหกเดือนนับแต่วันที่ส่งของนั้นออกไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองไม่ปรากฏว่าจำเลยยื่นคำร้องขอคืนอากรภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 ทวิ ตลอดจนไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาในการยื่นคำร้องขอคืนไว้เลย กรณีจึงไม่อาจนำจำนวนสินค้าทั้งสองรายการดังกล่าวไปหักออกจากสินค้าคงเหลือซึ่งเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 ได้ประเมินเรียกเก็บจากจำเลย จำเลยต้องชำระเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มที่ค้างชำระจำนวน 3,698,871.94 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากเงินต้นอากรขาเข้า 1,561,946.78 บาท คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,698,871.94 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงิน 1,561,946.78 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง กำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ม. 19 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทไท - ปัน เท็กซ์ไทล์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3102/2544
#41191
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 เป็นบทบัญญัติถึงหน้าที่และความรับผิดของนายจ้างที่ต้องร่วมกับลูกจ้างรับผิดต่อความเสียหายที่บุคคลภายนอกได้รับจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างเท่านั้น แต่ในระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างสิทธิของนายจ้างและหน้าที่ของลูกจ้างจะพึงมีต่อกันเพียงใดต้องเป็นไปตามมาตรา 426 เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างยังไม่ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ที่ถูก ช.ซึ่งเป็นลูกจ้างกระทำละเมิด โจทก์จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเงินจำนวนดังกล่าวจาก ช. ตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ในทางแพ่ง จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในฐานะทายาทและจำเลยที่ 6 ในฐานะผู้ค้ำประกันของ ช. ชำระค่าเสียหายส่วนนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2541 นายชิน วะชังเงินลูกจ้างโจทก์ขับรถยนต์ของโจทก์หมายเลขทะเบียน 71-6562 กรุงเทพมหานคร ด้วยความประมาทเลินเล่อชนรถยกตู้สินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ทำให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย และเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2542 นายชินขับรถยนต์ดังกล่าวลากรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 71-6096 กรุงเทพมหานคร ด้วยความประมาทเลินเล่อพุ่งเข้าชนกำแพงกั้นขอบทางด่วนและชนเสาไฟฟ้าบนทางด่วน เป็นเหตุให้ตู้สินค้าที่บรรทุกมาตกลงจากทางด่วนไปทับรถยนต์ที่จอดอยู่ได้รับความเสียหายรวม 5 คัน รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,790,882 บาทนายชินถึงแก่ความตายแล้ว ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในฐานะผู้มีสิทธิรับมรดกของนายชินชำระค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และจำเลยที่ 6 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในวงเงินไม่เกิน50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งหกขาดนัด

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า นายชิน วะชังเงิน เป็นลูกจ้างโจทก์ทำหน้าที่ขับรถยนต์ โดยมีจำเลยที่ 6 เป็นผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายชิน เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2541 นายชินขับรถยนต์ของโจทก์ในทางการที่จ้างชนรถยกตู้สินค้า ทำให้รถยนต์ของโจทก์เสียหาย วันที่ 28 เมษายน 2542 นายชินขับรถยนต์ของโจทก์ในทางการที่จ้างชนกำแพงกั้นขอบทางด่วน เป็นเหตุให้ตู้สินค้าที่บรรทุกมาหลุดออกจากรถตกจากทางด่วนไปทับรถยนต์ 5 คัน ที่จอดอยู่และนายชินถึงแก่ความตายทำให้รถยนต์ของโจทก์ ตู้สินค้ารถยนต์ของบุคคลอื่นกำแพงกั้นขอบทางด่วน และเสาไฟฟ้าบนทางด่วนได้รับความเสียหายโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายไปบางส่วนแล้วซึ่งรวมกับค่าเสียหายของโจทก์รวมจำนวน 1,230,882 บาท แต่ยังไม่ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่เจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 อ - 5159กรุงเทพมหานคร และ 9 ท - 1796 กรุงเทพมหานคร รวมจำนวน560,000 บาท โจทก์จึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนที่ยังไม่ชำระ พิพากษาให้จำเลยที่ 1ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,230,882 บาท และจำเลยที่ 6ชำระจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์จะต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างต่อบุคคลภายนอก แม้โจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าเสียหายแก่บุคคลภายนอกก็ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิหน้าที่แล้วนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 425 บัญญัติให้นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้นเป็นบทบัญญัติถึงหน้าที่และความรับผิดของนายจ้างที่ต้องร่วมกับลูกจ้างรับผิดต่อความเสียหายที่บุคคลภายนอกได้รับจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างเท่านั้น แต่ในระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างสิทธิของนายจ้างและหน้าที่ของลูกจ้างจะพึงมีต่อกันเพียงใดต้องเป็นไปตามมาตรา 426 ซึ่งบัญญัติว่านายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้น ชอบที่จะได้ชดใช้จากลูกจ้างนั้น แต่โจทก์ยังไม่สามารถตกลงจำนวนค่าเสียหายและยังไม่ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่เจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน9 อ - 5159 กรุงเทพมหานคร และ 9 ท - 1796 กรุงเทพมหานครโจทก์จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเงินจำนวนดังกล่าวจากนายชิน วะชังเงินลูกจ้างตามบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ในทางแพ่ง จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในฐานะทายาทและจำเลยที่ 6 ในฐานะผู้ค้ำประกันของนายชินชำระค่าเสียหายส่วนนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานกลางยกฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 426
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์
จำเลย — นายชด วะชังเงิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3102/2544
#69219
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 425 เป็นบทบัญญัติถึงหน้าที่และความรับผิดของนายจ้างที่ต้องร่วมกับลูกจ้างรับผิดต่อความเสียหายที่บุคคลภายนอกได้รับจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างเท่านั้น แต่ในระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างสิทธิของนายจ้างและหน้าที่ของลูกจ้างจะพึงมีต่อกันเพียงใดต้องเป็นไปตามมาตรา 426 ลูกจ้างขับรถของนายจ้างโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของบุคคลภายนอกเสียหาย แต่โจทก์ผู้เป็นนายจ้างยังไม่สามารถตกลงจำนวนค่าเสียหายและยังไม่ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่บุคคลภายนอก โจทก์จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเงินจำนวนดังกล่าวจากผู้เป็นลูกจ้างที่กระทำละเมิดตามบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ในทางแพ่ง จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในฐานะทายาทและจำเลยที่ 6 ในฐานะผู้ค้ำประกันของลูกจ้างชำระค่าเสียหายส่วนนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ ในฐานะผู้มีสิทธิรับมรดกของนายชิน ชำระค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี และจำเลยที่ ๖ ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในวงเงินไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งหกขาดนัด

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า นายชิน วะชังเงิน เป็นลูกจ้างโจทก์ทำหน้าที่ขับรถยนต์ โดยมีจำเลยที่ ๖ เป็นผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดในวงเงินไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายชิน เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๑ นายชินขับรถยนต์ของโจทก์ในทางการที่จ้างชนรถยกตู้สินค้า ทำให้รถยนต์ของโจทก์เสียหาย วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๒ นายชินขับรถยนต์ของโจทก์ในทางการที่จ้างชนกำแพงกั้นขอบทางด่วน เป็นเหตุให้ตู้สินค้าที่บรรทุกมาหลุดออกจากรถตกจากทางด่วนไปทับรถยนต์ ๕ คัน ที่จอดอยู่และนายชินถึงแก่ความตาย ทำให้รถยนต์ของโจทก์ ตู้สินค้า รถยนต์ของบุคคลอื่น กำแพงกั้นขอบทางด่วน และเสาไฟฟ้าบนทางด่วนได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายไปบางส่วนแล้ว ซึ่งรวมกับค่าเสียหายของโจทก์รวมจำนวน ๑,๒๓๐,๘๘๒ บาท แต่ยังไม่ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่เจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๙ อ - ๕๑๕๙ กรุงเทพมหานคร และ ๙ ท - ๑๗๙๖ กรุงเทพมหานคร รวมจำนวน ๕๖๐,๐๐๐ บาท โจทก์จึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนที่ยังไม่ชำระ พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๒๓๐,๘๘๒ บาท และจำเลยที่ ๖ ชำระจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์จะต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างต่อบุคคลภายนอก แม้โจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าเสียหายแก่บุคคลภายนอกก็ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่แล้วนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๕ บัญญัติให้นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้นเป็นบทบัญญัติถึงหน้าที่และความรับผิดของนายจ้างที่ต้องร่วมกับลูกจ้างรับผิดต่อความเสียหายที่บุคคลภายนอกได้รับจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างเท่านั้น แต่ในระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างสิทธิของนายจ้างและหน้าที่ของลูกจ้างจะพึงมีต่อกันเพียงใดต้องเป็นไปตามมาตรา ๔๒๖ ซึ่งบัญญัติว่านายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคลภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้น ชอบที่จะได้ชดใช้จากลูกจ้างนั้น แต่โจทก์ยังไม่สามารถตกลงจำนวนค่าเสียหายและยังไม่ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่เจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๙ อ - ๕๑๕๙ กรุงเทพมหานคร และ ๙ ท - ๑๗๙๖ กรุงเทพมหานคร โจทก์จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเงินจำนวนดังกล่าวจากนายชิน วะชังเงิน ลูกจ้างตามบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ในทางแพ่ง จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ ในฐานะทายาท และจำเลยที่ ๖ ในฐานะผู้ค้ำประกันของนายชินชำระค่าเสียหายส่วนนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ที่ศาลแรงงานกลางยกฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 426
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์
จำเลย — นายชด วะชังเงิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง(ประจวบคีรีขันธ์) — นายศุภศักดิ์ เยาว์วิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3098/2544
#91349
เปิดฉบับเต็ม

การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายไปไม่เกิน 0.500 กรัม ที่จะไม่เป็นความผิดตามกฎหมายนั้นผู้กระทำต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง หรือใช้ประโยชน์ซึ่งเมทแอมเฟตามีนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 21 มาตรา 30 และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 แต่ตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตให้ครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งเมทแอมเฟตามีนและไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตให้ขายเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง การที่จำเลยมีไว้เพื่อขายและขายเมทแอมเฟตามีนมีน้ำหนัก 0.45 กรัม จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2538 เวลากลางวัน จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและขาย เมทแอมเฟตามีนมิใช่มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองซึ่งเป็นความผิดคนละฐาน แม้ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขระบุให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ก็ตาม จำเลยจะนำ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และมาตรา 67 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเรื่องการมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มาใช้บังคับไม่ได้ ทั้งโทษฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ก็ไม่เป็นคุณแก่จำเลย กรณีของจำเลยจึงต้องปรับบทตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๓๘ เวลากลางวัน จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ใน ประเภท ๒ จำนวน ๕ เม็ด น้ำหนัก ๐.๔๕ กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อขาย และจำเลยขายเมทแอมเฟตามีน ๒ เม็ด น้ำหนัก ๐.๑๘ กรัม อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้เพื่อขายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา ๑๐๐ บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้และยึดเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้เพื่อขาย เมทแอมเฟตามีนที่ขายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ และเงิน ๓,๐๗๐ บาท ซึ่งจำเลยได้มาจากการขายเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔, ๖, ๑๓ ทวิ, ๖๒, ๘๙, ๑๐๖, ๑๑๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข และริบเงินของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๓ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๘๙ จำคุก ๕ ปี คำให้การจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ ปี ๙ เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุขและริบเงิน ๓,๐๗๐ บาท ของกลางที่จำเลยได้มาจากการขายเมทแอมเฟตามีน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้ริบเงินจำนวน ๓,๐๗๐ บาท ของกลาง นอกจากที่ แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาแต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยประการแรกจำเลยฎีกาว่า จำเลยได้รับความคุ้มครองตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๓๖ ลงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๓๖ โดยอ้างว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองไม่เกิน ๐.๕๐๐ กรัม จึงไม่เป็นความผิดฐานมีไว้ในครอบครอง เพื่อขายและขายตามกฎหมาย เห็นว่า กรณียกเว้นที่จะไม่เป็นความผิดตามกฎหมายจะต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง หรือใช้ประโยชน์ซึ่งเมทแอมเฟตามีนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ มาตรา ๒๑ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๖๒ แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ แต่ตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตให้ครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งเมทแอมเฟตามีนและก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตให้ขายเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา ๑๓ ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ประการใด การที่จำเลยมีไว้เพื่อขายและขายเมทแอมเฟตามีนน้ำหนัก ๐.๔๕ กรัม จึงไม่เข้า ข้อยกเว้นที่จะไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่าจะปรับบทลงโทษจำเลยตามกฎหมายฉบับใด จำเลยฎีกาว่า จำเลยมี เมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๐.๖๓ กรัม (ที่ถูกจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนน้ำหนัก .๐๔๕ กรัม) ไม่ถึง ๒๐ กรัม ต้องปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๖๗ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายเมทแอมเฟตามีน มิได้วินิจฉัยว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นความผิดคนละฐาน แม้ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขระบุให้เมทแอมเฟตามีนเป็น ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ก็ตาม จำเลยจะนำพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๖๗ ซึ่งเป็นบทบัญญัติเรื่องการมีไว้ในครอบครองซึ่ง ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ มาใช้บังคับไม่ได้ ทั้งโทษฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ก็ไม่เป็นคุณแก่จำเลย กรณีของจำเลยจึงต้องปรับบทตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 13 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 21 ม. 30 ม. 62
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 85 (พ.ศ.2536) ลงวันที่ 19 มกราคม 2536
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมชาย ชัยวิจิตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายไพฑูรย์ อุ้ยมาก
ศาลอุทธรณ์ — นายพีระพล พิชยวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3094/2544
#41190
เปิดฉบับเต็ม

การขายที่ดินและอาคารที่โจทก์ให้บุคคลอื่นเช่า ถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการอันเข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3(5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244)พ.ศ. 2534 ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2540 โจทก์ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 24927 พร้อมทั้งอาคารสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 3 คูหาให้แก่บริษัทเชียงรายสินธานี เป็นเงิน 13,500,000 บาท เจ้าพนักงานประเมินภาษีได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้โจทก์ทราบตามหนังสือที่ 8570090/6/100031ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2541 และ ภ.ง.ด.12, ค.22 (ที่ถูกคือ หนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเลขที่ 8570091/1/100314) โดยให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 1,450,102 บาท และค่าปรับ (ที่ถูกคือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) ประจำปีภาษี 2540 พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีก 807 บาท โดยเหตุที่โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามที่เจ้าพนักงานประเมิน จึงได้ยื่นอุทธรณ์คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 449,046บาท เหตุผลที่โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ คือ โจทก์ได้ถือครองมาเป็นเวลา 44 ปี ส่วนอาคารสิ่งปลูกสร้างจำนวน 3 คูหา โจทก์ก็ถือครองมาเป็นเวลา 7 ปี โดยการรับมรดกจากนางศรีนวลมารดาของโจทก์ ทั้งโจทก์และบริวารได้ถือครองในลักษณะเป็นที่อยู่อาศัยตลอดมา ต่อมาได้ย้ายภูมิลำเนาไปตามระบบของทางราชการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการสอนหนังสือ แต่ความจริงโจทก์และบุคคลซึ่งเป็นบริวารของโจทก์บางคนยังคงอาศัยอยู่ ณ อาคาร 3 คูหาขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภาษีธุรกิจเฉพาะประจำจังหวัดเชียงรายจำนวน449,046 บาท

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้นำตึกแถว 3 ชั้น 3 คูหา พร้อมที่ดินอันเป็นที่ตั้งของตึกแถวจำนวน 51 ตารางวา ออกให้นายวีระศักดิ์เลาหะวีร์ เช่าเป็นเวลา 14 ปีเศษ ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2540โจทก์ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 24927 ไปพร้อมตึกแถวดังกล่าวแม้ว่าในวันเดียวกันโจทก์จะบอกเลิกสัญญาเช่ากับนายวีระศักดิ์ เลาหะวีร์ กรณีดังกล่าวถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามมาตรา 3(5) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244)พ.ศ. 2534 จึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 24927เลขที่ดิน 108 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 3 งาน 13 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.2แผ่นที่ 38 และเป็นเจ้าของตึกแถว 3 ชั้น 3 คูหา ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวเป็นเนื้อที่ 51 ตารางวา ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2535 โจทก์ได้ให้นายวีระศักดิ์ เลาหะวีร์ เช่าตึกแถว 3 ชั้น 3 คูหา รวมเนื้อที่ 204 ตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินบางส่วนของโฉนดเลขที่ 24927มีกำหนด 14 ปี 4 เดือน โดยจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดินและเช่าอาคารตึกแถวเอกสารหมาย ล.2แผ่นที่ 29 ถึง 34 เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2540 โจทก์ได้จดทะเบียนยกเลิกการเช่าดังกล่าวแล้วขายที่ดินทั้งแปลงพร้อมอาคารตึกแถว3 คูหา ให้บริษัทเชียงรายสินธานี จำกัด ไปเป็นเงิน 13,500,000 บาทเจ้าพนักงานประเมินภาษีได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะโดยให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน1,450,102 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เอกสารหมายล.2 แผ่นที่ 65 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อ้างว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่การประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะโดยใช้ราคาซื้อขายที่ดินทั้งแปลงและอาคารตึกแถวเป็นฐานในการคำนวณภาษีไม่ถูกต้อง จึงปรับปรุงการคำนวณตามการประเมินใหม่ โดยคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะจากราคาซื้อขายที่ดินและตึกแถวเฉพาะส่วนที่ให้เช่าเท่านั้น ทั้งลดเบี้ยปรับให้อีกร้อยละ 50ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย รวมเรียกเก็บทั้งสิ้นเป็นเงิน 449,046 บาทตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 71 ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับการขายอาคารตึกแถวพร้อมที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารดังกล่าว ตามที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดินและสัญญาเช่าตึกแถวเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 29ถึง 34 โจทก์ให้เช่าที่ดินและตึกแถวดังกล่าวเป็นระยะเวลานานถึง14 ปีเศษ และผู้เช่าต้องชำระเงินกินเปล่าให้โจทก์ตลอดอายุสัญญาเช่าอีกเป็นเงินถึง 1,800,000 บาท พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์แล้ว แม้นายบุญเลิศพรหมไชยวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะเบิกความว่า การเช่าระหว่างโจทก์กับนายวีระศักดิ์ เลาหะวีร์ ได้มีการบอกเลิกก่อนที่จะมีการขายที่ดินก่อนล่วงหน้า 4 เดือนแล้ว แต่ปรากฏจากสารบัญจดทะเบียนด้านหลังสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 38 ว่าโจทก์ได้จดทะเบียนเลิกการเช่ากับนายวีระศักดิ์ และขายที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงพร้อมอาคารตึกแถวดังกล่าวในวันเดียวกันคือวันที่ 23มิถุนายน 2540 ดังนั้น การที่โจทก์ขายที่ดินและอาคารตึกแถวที่โจทก์ให้บุคคลอื่นเช่าถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการอันเข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3(5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 การประเมินเรียกเก็บภาษีของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบด้วยกฎหมายแล้วเมื่อโจทก์อุทธรณ์และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ แต่ได้ปรับปรุงการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะใหม่โดยเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับที่ดินและอาคารตึกแถวที่ให้เช่าเท่านั้นคิดเป็นเงินภาษีเบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นรวมทั้งสิ้น449,046 บาท โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการขายอาคารตึกแถวพร้อมที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารตึกแถวตามที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเรืองฤทธิ์ มณีรัตน์
จำเลย — คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภาษีธุรกิจเฉพาะประจำจังหวัดเชียงราย
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3094/2544
#98655
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ให้เช่าที่ดินและตึกแถวเป็นระยะเวลานานถึง 15 ปีเศษ และผู้เช่าต้องชำระเงินกินเปล่าให้โจทก์ตลอดอายุสัญญาเช่าอีกเป็นเงินถึง 1,800,000 บาท แสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์แล้ว แม้จะมีการบอกเลิกสัญญาเช่าแล้วก่อนที่จะมีการขายที่ดิน 4 เดือน แต่โจทก์ได้จดทะเบียนเลิกการเช่ากับผู้เช่าและขายที่ดิน พร้อมอาคารตึกแถวแก่ผู้ซื้อในวันเดียวกัน การที่โจทก์ขายที่ดินและอาคารตึกแถวที่โจทก์ให้บุคคลอื่นเช่าถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทกมีไว้ในการประกอบกิจการอันเข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือ หากำไรตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2540 โจทก์ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 24927 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย พร้อมทั้งอาคารสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 3 คูหา ให้แก่บริษัทเชียงรายสินธานี เป็นเงิน 13,500,000 บาท เจ้าพนักงานประเมินภาษีได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้โจทก์ทราบ โดยให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จำนวน 1,450,102 บาท และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2540 พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีก 807 บาท โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 449,046 บาท โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเพราะโจทก์ได้ถือครองมาเป็นเวลา 44 ปี ส่วนอาคารสิ่งปลูกสร้างจำนวน 3 คูหา โจทก์ก็ถือครองมาเป็นเวลา 7 ปี โดยการรับมรดกจากมารดาของโจทก์ ทั้งโจทก์และบริวารได้ถือครองในลักษณะเป็นที่อยู่อาศัยตลอดมา ต่อมาได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ตามระบบราชการ แต่โจทก์และบริวารของโจทก์บางคนยังคงอาศัยอยู่ ณ อาคาร 3 คูหา ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภาษีธุรกิจเฉพาะประจำจังหวัดเชียงราย ดังกล่าว

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้นำตึกแถว 3 ชั้น 3 คูหา พร้อมที่ดินอันเป็นที่ตั้งของตึกแถวจำนวน 51 ตารางวา ออกให้นายวีระศักดิ์ เลาหะวีร์ เช่าเป็นเวลา 14 ปีเศษ ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2540 โจทก์ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 24927 ไปพร้อมตึกแถวดังกล่าว แม้ว่าในวันเดียวกันโจทก์จะบอกเลิกสัญญาเช่ากับผู้เช่า กรณีดังกล่าวถือว่าเป็น การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาาด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 เดิมเจ้าพนักงานได้ทำการประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากราคาที่ดินทั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมจำนวน 13,500,000 บาท ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้คิดภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับที่ดินและตึกแถวในส่วนที่ให้เช่าเท่านั้น ทั้งยังได้ลดเบี้ยปรับลงมาครึ่งหนึ่งจากค่าเบี้ยปรับที่ต้องเสียตามกฎหมาย การดำเนินการของ เจ้าหน้าที่จึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับการขายอาคารตึกแถวพร้อมที่ดินอันเป็นที่ตั้งของธนาคารดังกล่าว ตามที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดินและตึกแถว โจทก์ให้เช่าที่ดินและตึกแถวเป็นระยะเวลานานถึง 14 ปีเศษ และผู้เช่าต้องชำระเงินกินเปล่าให้โจทก์ตลอดอายุสัญญาเช่าอีกเป็นเงินถึง 1,800,000 บาท พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์แล้ว แม้การเช่าระหว่างโจทก์กับ นายวีระศักดิ์ เลาหะวีร์ ได้มีการบอกเลิกก่อนที่จะมีการขายที่ดินก่อนล่วงหน้า 4 เดือนแล้ว แต่โจทก์ได้จดทะเบียนเลิกการเช่ากับนายวีระศักดิ์และขายที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงพร้อมอาคารตึกแถวดังกล่าวในวันเดียวกันคือวันที่ 23 มิถุนายน 2540 ดังนั้น การที่โจทก์ขายที่ดินและอาคารตึกแถวที่โจทก์ให้บุคคลอื่นเช่าถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการอันเข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (5) แห่ง พระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฏากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 การประเมินเรียกเก็บภาษีของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อโจทก์อุทธรณ์และ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ยกอุทธรณ์ของโจทก์แต่ได้ปรับปรุงการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะใหม่โดยเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับที่ดินและอาคารตึกแถวที่ให้เช่าเท่านั้น คิดเป็นเงินภาษีเบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นรวมทั้งสิ้น 449,046 บาท โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการขายอาคารตึกแถวพร้อมที่ดินอันเป็น ที่ตั้งของอาคารตึกแถวตามที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเรืองฤทธิ์ มณีรัตน์
ไชยนันท์ — ประจำจังหวัดเชียงราย โดยนายวิจารณ์
จำเลย — นายสุรพงษ์ โสภณ และนายวิทิต ตั้งอิทธิพลากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายมนัส อานามวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3085/2544
#43329
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์และโจทก์ว่าจ้างจำเลยเป็นผู้บริหารหน่วยงานขายประกันชีวิตของโจทก์แก่ผู้ขอเอาประกันชีวิต โดยจำเลยได้รับเงินเดือนและแบ่งปันผลประโยชน์จากเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตจากลูกค้าที่จำเลยขายได้ เหลือรายได้สุทธิโจทก์ต้องจ่ายให้จำเลยโดยหักกลบลบหนี้ที่จำเลยเป็นหนี้ค้างชำระ ดังนี้ เมื่อคำให้การจำเลยยอมรับว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมจนถึงวันที่ 16 มกราคม2537 เป็นเงินต้นและดอกเบี้ยทบต้นถึงวันฟ้อง แสดงว่าหนี้เงินที่ค้างชำระคิดถึงวันที่ 16 มกราคม 2537 แต่เงินรายได้ของจำเลยเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2537 ถึงเดือนกรกฎาคม 2539 เมื่อโจทก์รับว่าจำเลยจะต้องนำเงินรายได้ของจำเลยหักกลบลบหนี้ที่จำเลยค้างชำระให้โจทก์ก่อนเช่นนี้จำเลยย่อมมีสิทธินำเงินรายได้ดังกล่าวหักกลบลบหนี้ที่ค้างชำระตามฟ้องได้

โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกให้ชำระต้นเงินกู้ค้างชำระเท่านั้น ส่วนหนี้ค้างชำระอื่น ๆ เช่น การเบิกเงิน เป็นต้น เป็นยอดหนี้ค้างชำระภายหลังที่โจทก์คิดยอดหนี้เงินกู้ตามฟ้องแล้วเกือบทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวมาด้วย โจทก์จะนำยอดหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่จำเลยขอให้นำมาหักกลบลบหนี้กับยอดหนี้ตามฟ้องไม่ได้

แม้หนังสือสัญญากู้ยืมข้อ 5 จะกำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าใช้จ่ายในการเรียกร้องทวงถามในกรณีที่จำเลยผิดสัญญา แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการทวงถามไปอย่างไร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ชอบแล้ว

ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และมาตรา 167และตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งบัญญัติให้ศาลต้องสั่ง ที่หนังสือสัญญากู้ยืมข้อ 3 วรรคสองและข้อ 5 ระบุให้ผู้กู้ยืมต้องรับผิดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงการดำเนินคดีและการบังคับการชำระหนี้ด้วยนั้น ข้อความดังกล่าวเป็นการตกลงให้จำเลยต้องชดใช้ค่าทนายความแก่โจทก์ผิดแผกแตกต่างไปจากบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงใช้บังคับมิได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้เงินค่าทนายความตามที่โจทก์ฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,869,015.72 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินยืม 1,928,349 บาทและต้นเงินเบี้ยประกันภัย 6,864 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และนำดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่า 1 ปีทบเข้ากับต้นเงิน โดยเงินกู้นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2537 และต้นเงินเบี้ยประกันภัยนับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2538 ซึ่งโจทก์ได้จ่ายเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยไปนำมาคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดห้องชุดเลขที่ 1809/30, 1809/32 ถึง41 ชั้นที่ 2 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดนิรันดร์คอนโดมิเนียม 9 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 17/2534 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 12918 ถึง 12920ตำบลเทพารักษ์ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากโจทก์ได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจวินิจฉัยได้ว่า จำเลยค้างชำระหนี้อยู่เท่าใด พิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์119,272.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2539 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จ ถ้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วนให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยคู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2535 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 3,760,000บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.4 ต่อปี และยินยอมให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยเพิ่มตามความประสงค์ของโจทก์ไม่เกินจำนวนที่กฎกระทรวงออกตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2510 กำหนดไว้และหากมีดอกเบี้ยค้างชำระไม่น้อยกว่า 1 ปี ก็ยินยอมให้นำทบเข้ากับต้นเงินที่กู้ยืมโดยให้ถือว่าเป็นต้นเงินที่จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราและตามกำหนดเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ จำเลยได้นำห้องชุดของอาคารชุดนิรันดร์คอนโดมิเนียม9 จำนวน 22 ห้อง ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 12918 ถึง 12920 ตำบลเทพารักษ์ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการจำนองเป็นประกันเงินกู้ จำเลยได้ผ่อนชำระเงินกู้บางส่วนและไถ่ถอนห้องชุดจากการจำนองคงเหลือเพียง 11 ห้อง แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2537 จำเลยค้างชำระต้นเงิน 1,928,349บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี คิดแบบทบต้นจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 882,135.46 บาท และค่าเบี้ยประกันภัย 2 ปี เป็นเงิน 6,864 บาท รวมดอกเบี้ยอีก 1,667.26 บาท รวมเงินที่จำเลยต้องชำระทั้งสิ้น2,819,015.72 บาท ส่วนโจทก์ว่าจ้างจำเลยและห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993 ซึ่งจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นผู้บริหารหน่วยงานขายประกันชีวิตของโจทก์แก่ผู้ขอเอาประกันชีวิตตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน2536 ถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2539 โดยจำเลยได้รับผลตอบแทนค่าจ้างเป็นเงินเดือนและแบ่งปันผลประโยชน์จากเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตจากลูกค้าที่จำเลยขายได้เป็นรายเดือน ทั้งนี้โจทก์ชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายให้จำเลยด้วย เหลือรายได้สุทธิโจทก์ต้องจ่ายให้จำเลยโดยหักกลบลบหนี้ที่จำเลยเป็นหนี้ค้างชำระให้โจทก์ก่อน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2537 ถึงเดือนกรกฎาคม 2539 ห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993 มีรายได้เป็นเงินทั้งสิ้น2,699,743.10 บาท ตามหนังสือรับรองรายได้เอกสารหมาย ล.10, ล.17และ ล.18 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยนำเงินรายได้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993 จำนวน 2,699,783.10บาท หักกลบลบหนี้ที่จำเลยค้างชำระตามฟ้องได้หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไว้แล้วว่า มูลหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยได้นำหักกลบลบหนี้ต่อกันเรื่อยมาโดยตลอดถึงวันฟ้อง จำเลยค้างชำระหนี้เป็นเงิน 2,819,015.72 บาท เป็นการแสดงว่ามีการหักกลบลบหนี้ต่าง ๆ ที่มีต่อกันโดยตลอดมาจนถึงวันฟ้องแล้ว ดังนั้น จะวินิจฉัยต่อไปอีกถึงรายได้ของจำเลยในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993ตามหนังสือรับรองรายได้เอกสารหมาย ล.10, ล.17 และ ล.18 แล้วนำมาหักกลบลบหนี้ที่จำเลยค้างชำระอีกไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามคำให้การจำเลยยอมรับว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมจนถึงวันที่ 16มกราคม 2537 เป็นเงิน 1,928,349 บาท และดอกเบี้ยทบต้นถึงวันฟ้องเป็นเงิน 882,135.46 บาท ตลอดจนค่าเบี้ยประกันภัยพร้อมดอกเบี้ยเท่านั้น แสดงว่า หนี้เงินที่ค้างชำระ 1,928,349 บาท คิดถึงวันที่ 16มกราคม 2537 ก่อนวันที่โจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้เมื่อวันที่ 10พฤศจิกายน 2538 แต่เงินรายได้ของจำเลยในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993 ตามหนังสือรับรองรายได้เอกสารหมาย ล.10, ล.17 และ ล.18 จำนวน 2,699,743.10 บาท เป็นรายได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2537 ถึงเดือนกรกฎาคม 2539 ภายหลังจากที่โจทก์คิดยอดเงินกู้ยืมค้างชำระเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2537 แล้ว เมื่อโจทก์รับว่า โจทก์จ้างจำเลยและห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993 ซึ่งจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นผู้บริหารหน่วยงานขายประกันชีวิตของโจทก์ โดยจำเลยได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือนและผลประโยชน์จากค่าเบี้ยประกันชีวิตของลูกค้าที่จำเลยขายประกันชีวิตได้และต้องนำหักกลบลบหนี้ที่จำเลยค้างชำระให้โจทก์ก่อน และห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993 มีรายได้เป็นเงิน 2,699,743.10 บาท เช่นนี้ จำเลยย่อมมีสิทธินำเงินรายได้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993 จำนวนดังกล่าวหักกลบลบหนี้ที่ค้างชำระตามฟ้องได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์นำสืบถึงหนี้ที่จำเลยค้างชำระต่าง ๆ ตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.16 ได้ เพื่อแสดงว่าโจทก์ได้นำเงินรายได้ของจำเลยไปหักชำระหนี้ในส่วนอื่น ๆ ด้วยนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเรียกให้ชำระต้นเงินกู้ค้างชำระเท่านั้น ส่วนหนี้ค้างชำระตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.16 มิได้กล่าวอ้างไว้ในคำฟ้องและยอดหนี้ตามเอกสารดังกล่าว เช่น รายละเอียดการเบิกเงินยืมหรือเงินทดรองหรือเงินอื่น ๆ ของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.8 ระบุว่า เป็นการเบิกเงินตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2536 ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2539 และรายการหักชำระหนี้ของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.16 รายการที่ 1 เป็นรายการนำเงินส่งกรมบังคับคดีตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2537 ถึงเดือนสิงหาคม2539 รายการที่ 4 และที่ 5 เป็นยอดภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของจำเลยและห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993 ตั้งแต่เดือนมกราคม 2537 ถึงเดือนกรกฎาคม 2537 ซึ่งเป็นยอดหนี้ค้างชำระภายหลังที่โจทก์คิดยอดหนี้เงินกู้ตามฟ้องแล้วเกือบทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวมาด้วย โจทก์จะนำยอดหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง1993 ที่จำเลยขอให้นำหักกลบลบหนี้กับยอดหนี้ตามฟ้องไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์เรียกให้จำเลยชำระเงินค่าทวงถามและค่าทนายความรวมเป็นเงิน50,000 บาท ได้หรือไม่ เห็นว่า สำหรับค่าใช้จ่ายในการทวงถามนั้นแม้หนังสือสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 5 จะกำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าใช้จ่ายในการเรียกร้องทวงถามในกรณีที่จำเลยผิดสัญญาแต่ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ได้ความว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการทวงถามไปอย่างไร คงมีแต่นายรณชัย ทองเนื้อแปด หัวหน้าแผนกพิธีการสินเชื่อมาเบิกความเป็นพยานเพียงว่า เมื่อจำเลยผิดสัญญาโจทก์ได้มอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามตามเอกสารหมาย จ.5 โดยไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการอย่างใด ๆ อันเกี่ยวกับการทวงถามอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2ไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ชอบแล้ว ส่วนค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่ง ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161, 167 และตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติให้ศาลต้องสั่งในเรื่อง ค่าฤชาธรรมเนียมโดยความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความย่อมตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายแพ้คดีอยู่แล้ว ตามสัญญากู้ยืมเงินข้อ 3 วรรคสองระบุว่า "ถ้าผู้กู้ยืมผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้นไม่ว่างวดหนึ่งงวดใด ผู้กู้ยินยอมให้ถือว่าผิดนัดในหนี้ทั้งหมดและยอมให้ผู้ให้กู้ยืมฟ้องร้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดตลอดจนค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมและค่าเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการผิดนัดผิดสัญญานี้จากผู้กู้ยืมจนครบถ้วนได้ทันที" และข้อ 5ระบุว่า "ถ้าผู้กู้ยืมผิดข้อตกลงในข้อหนึ่งข้อใดแห่งสัญญานี้ ผู้กู้ยืมยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทั้งสิ้น บรรดาที่ให้ผู้กู้ยืมจะพึงได้รับอันเนื่องจากมาจากความผิดข้อตกลงของผู้กู้ยืม รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการเตือนเรียกร้อง ทวงถาม ดำเนินคดี และบังคับการชำระหนี้ด้วยจนเต็มจำนวนทุกอย่างทุกประการ" ข้อความดังกล่าวเป็นการตกลงให้จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าทนายความแก่โจทก์ผิดแผกแตกต่างไปจากบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงใช้บังคับมิได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้เงินค่าทนายความตามที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า มีประกาศกระทรวงการคลังกำหนดให้บริษัทประกันชีวิต เป็นสถาบันการเงินมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามเอกสารหมาย จ.6 ดังนั้น โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวได้ และไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2จะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก เพราะจำเลยยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเพิ่มตามความประสงค์ของโจทก์ไม่เกินจำนวนที่กฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2510 กำหนดไว้ ส่วนการคิดดอกเบี้ยทบต้นของโจทก์ก็เป็นการคิดทบเป็นต้นเงินที่กู้ยืมที่จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราและตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ ซึ่งจำเลยก็ได้ยอมรับอยู่แล้วว่าจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยตามฟ้องจริง การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ตามฟ้องจึงถูกต้องแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

สรุปแล้ว จำเลยเป็นหนี้เงินโจทก์เป็นเงิน 1,928,349 บาท ดอกเบี้ยทบต้นเป็นเงิน 882,135.46 บาท เบี้ยประกันชีวิตพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน8,531.26 บาท รวมเป็นเงิน 2,819,015.72 บาท และโจทก์ค้างชำระเงินรายได้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993 เป็นเงิน 2,699,743.10 บาทเมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้ว จำเลยคงค้างชำระหนี้เพียง 119,272.62 บาทแต่จะต้องชำระดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 119,272.62บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151 ม. 341 ม. 368
ป.วิ.พ. ม. 161 ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ประกันชีวิตศรีอยุธยา จาร์ดีน ซีเอ็มจี จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ปิยะ สมรศาสตร์ หรือ นาย ปิยะวิศว์ ชวลิตเสนีย์
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ชวลิต ศรีสง่า
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ