คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5395/2544
#69247
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาที่โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้องเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) แต่การที่ศาลฎีกา จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามมาตรา 161 วรรคหนึ่ง ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้จึงต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๕๗, ๙๑ พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๒ (๓ ทวิ), ๑๒๗ ทวิ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ, ๑๕๗ ทวิ และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า ๖ เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗, ๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๑๕๗ ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๒ (๓ ทวิ), ๑๒๗ ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ แต่เนื่องจากความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเป็นบทหนักมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ จำคุก ๘ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๔ เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด ๖ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้อง จึงเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๗) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

พิพากษายกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 161 วรรคหนึ่ง ม. 185 ม. 195 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายสังวาลย์ บุญชู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายโสภณ เคนวิเศษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางนุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5385/2544
#41224
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายซึ่งมิได้เป็นโจทก์ โจทก์ร่วมหรือพนักงานคุมประพฤติผู้มีอำนาจหน้าที่ทำรายงานเสนอให้ศาลทราบถึงการที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติตามที่ศาลกำหนดหรือพฤติการณ์ที่เกี่ยวแก่การคุมความประพฤติของจำเลยเปลี่ยนแปลงไปตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 15 จึงไม่อาจยื่นคำร้องยกเหตุดังกล่าวขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเป็นลงโทษจำคุก โดยไม่รอการลงโทษแก่จำเลยได้ การที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้เสียหายและมีคำสั่งอย่างใดย่อมเป็นการไม่ชอบ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการพิจารณาที่ไม่ชอบเสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ลงโทษจำคุกคนละ 1 เดือน ปรับคนละ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ระหว่างรอการลงโทษจำคุกให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษ นายพิชัย สุวรรณสุวิชากร ผู้เสียหายยื่นคำแถลงและคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดซ้ำซ้อน ขอให้เรียกจำเลยที่ 2 มาสอบถามและลงโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยที่ 2 แต่ตามพฤติการณ์เห็นว่าจำเลยที่ 2 กับผู้เสียหายน่าจะมีปัญหาขัดแย้งกันอยู่เรื่อย ๆ จึงให้แจ้งพนักงานคุมประพฤติกำชับจำเลยทั้งสองให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติโดยเคร่งครัด

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามคำแถลงลงวันที่ 17 กันยายน 2542 และคำร้องลงวันที่ 20 ตุลาคม 2542 ของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นเป็นกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่า พฤติการณ์ที่เกี่ยวกับการควบคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ได้เปลี่ยนแปลงไปหรือจำเลยที่ 2 ผู้ถูกคุมความประพฤติไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติตามที่ศาลกำหนด และประสงค์ให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเป็นลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษแก่จำเลยที่ 2 แต่ผู้ร้องเป็นเพียงผู้เสียหายมิได้เป็นโจทก์ โจทก์ร่วมหรือพนักงานคุมประพฤติผู้มีอำนาจหน้าที่ทำรายงานเสนอให้ศาลทราบถึงการที่จำเลยที่ 2 ผู้ถูกคุมความประพฤติไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติตามที่ศาลกำหนดหรือพฤติการณ์ที่เกี่ยวแก่การคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ผู้ถูกคุมความประพฤติเปลี่ยนแปลงไปตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 15 ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำแถลงหรือคำร้องดังกล่าวต่อศาลได้ การที่ศาลชั้นต้นรับคำแถลงและคำร้องของผู้ร้องดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานและมีคำสั่งจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 215และมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของผู้ร้องยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับคำแถลงวันที่ 17 กันยายน 2542 และคำร้องลงวันที่ 20 ตุลาคม 2542 ของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นาย พิชัย สุวรรณสุวิชากร
จำเลย — นาย สนธิ เจริญอำนวยโชค กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5385/2544
#69246
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นเพียงผู้เสียหายมิได้เป็นโจทก์ โจทก์ร่วม หรือพนักงานคุมประพฤติผู้มีอำนาจหน้าที่ทำรายงานเสนอให้ศาลทราบถึงการที่จำเลยผู้ถูกคุมความประพฤติไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติตามที่ศาลกำหนดหรือพฤติการณ์ที่เกี่ยวแก่การคุมความประพฤติของจำเลยผู้ถูกคุมความประพฤติเปลี่ยนแปลงไปตาม พ.ร.บ. วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 15 ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำแถลงและคำร้องในเรื่องดังกล่าวต่อศาลได้ การที่ศาลชั้นต้นรับคำแถลงและคำร้องของผู้ร้องดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานและมีคำสั่งจึงเป็นการสั่ง โดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอน คำสั่งและการดำเนินการพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๒ ลงโทษจำคุกคนละ ๑ เดือน ปรับคนละ ๑,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ระหว่างรอการลงโทษจำคุกให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือน ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ภายในระยะเวลาที่รอการ ลงโทษ ผู้เสียหายยื่นคำแถลงและคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๒ ได้กระทำความผิดซ้ำซ้อน ขอให้เรียกจำเลยที่ ๒ มาสอบถามและลงโทษจำเลยที่ ๒ ตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยที่ ๒ แต่ตามพฤติการณ์ เห็นว่า จำเลยที่ ๒ กับผู้เสียหายน่าจะมีปัญหาขัดแย้งกันอยู่เรื่อย ๆ จึงให้แจ้งพนักงานคุมประพฤติกำชับจำเลยทั้งสองให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติโดยเคร่งาครัด

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ตามคำแถลงและคำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลชั้นต้น เป็นกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่า พฤติการณ์ที่เกี่ยวกับการควบคุมความประพฤติของจำเลยที่ ๒ ได้เปลี่ยนแปลงไปหรือจำเลยที่ ๒ ผู้ถูกคุมความประพฤติไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติตามที่ศาลกำหนด และประสงค์ให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลง คำพิพากษาเป็นลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษแก่จำเลยที่ ๒ แต่ผู้ร้องเป็นเพียงผู้เสียหายมิได้เป็นโจทก์ โจทก์ร่วมหรือพนักงานคุมประพฤติผู้มีอำนาจหน้าที่ทำรายงานเสนอให้ศาลทราบถึงการที่จำเลยที่ ๒ ผู้ถูกคุมความประพฤติ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติตามที่ศาลกำหนดหรือพฤติการณ์ที่เกี่ยวแก่การคุมความประพฤติของจำเลยที่ ๒ ผู้ถูกคุมความประพฤติเปลี่ยนแปลงไปตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำแถลงหรือ คำร้องดังกล่าวต่อศาลได้ การที่ศาลชั้นต้นรับคำแถลงและคำร้องของผู้ร้องดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานและมีคำสั่งจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการพิจารณาของศาลชั้นต้น ที่ไม่ชอบเสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๒๕ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของ ผู้ร้อง ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับคำแถลงและคำร้องของผู้ร้อง .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นายพิชัย สุวรรณสุวิชากร
จำเลย — นายสนธิ เจริญอำนวยโชค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายสุชิน ต่างงาม
ศาลอุทธรณ์ — นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5378/2544
#41223
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นที่ดินสองแปลงจากการขายทอดตลาด และโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทั้งเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวอยู่ด้วย โจทก์ขอหักส่วนได้ใช้แทนและศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์จึงไม่ต้องนำเงินค่าที่ดินที่ต้องชำระมาวางและโจทก์ก็ไม่ต้องรับเงินจากการขายทอดตลาดไป แต่ถือว่าโจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ซื้อและได้ใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้รับเงินไปแล้วนับแต่วันที่ศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์หักส่วนได้ใช้แทน แม้จำเลยที่ 3 จะร้องคัดค้านการขายทอดตลาดที่ดิน โจทก์ก็ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใดเพราะโจทก์ไม่ต้องวางเงินชำระค่าซื้อที่ดินและเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ต้องจ่ายเงินจากการขายทอดตลาดให้โจทก์อีก ดังนั้นเมื่อศาลอนุญาตให้โจทก์หักส่วนได้ใช้แทนก็ต้องถือว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ในวันที่ศาลสั่งอนุญาต จึงคิดดอกเบี้ยในเงินจำนวนดังกล่าวหลังจากวันที่โจทก์ได้รับชำระหนี้แล้วไม่ได้

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องทำบัญชีแสดงรายรับ-จ่ายก็เพื่อจะได้แบ่งเงินให้เจ้าหนี้แต่ละคนได้รับตามส่วนโดยถูกต้อง บทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 318ถึง 322 นั้นเป็นเพียงวิธีการที่กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการในการจ่ายเงินให้เจ้าหนี้เท่านั้น ซึ่งเมื่อจ่ายเงินไปครบถ้วนก็ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่มิใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ตลอดไปจนกว่าการบังคับคดีได้เสร็จลง

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณโดยถือว่าเงินจำนวนที่หักได้ใช้แทนนั้น ยังมิได้ชำระให้โจทก์จนถึงวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 3 โดยคำนวณดอกเบี้ยในเงินจำนวนดังกล่าวมาถึงวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เป็นการไม่ถูกต้อง กรณีจึงยังไม่เป็นการแน่ชัดว่าเมื่อขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 3 รวม 13 แปลง ชำระหนี้โจทก์แล้ว ยังมีหนี้เหลือที่โจทก์จะได้รับชำระอีกหรือไม่เพียงใด ดังนั้น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายรับ จ่ายเงินใหม่ทั้งหมดและคำนวณดอกเบี้ยใหม่ให้ถูกต้อง หากปรากฏว่ามีหนี้เหลือที่โจทก์จะได้รับชำระอีกก็ให้โจทก์บังคับคดีจากที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ยึดไว้เท่าที่พอจะชำระหนี้ต่อไป แต่ถ้าการขายทอดตลาดที่ดินรวม 13 แปลง พอชำระหนี้โจทก์แล้ว ก็ให้จ่ายเงินให้โจทก์และจำเลยที่ 3 ตามสิทธิของแต่ละฝ่ายและเพิกถอนการยึดที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 อีก 6 แปลงต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ต่อมาจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 3 รวม 13 แปลง ออกขายทอดตลาด โดยขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 114 และ 115 ได้ก่อนในราคา 9,650,000 บาท โดยโจทก์เป็นผู้ซื้อได้และขอใช้สิทธิหักส่วนได้ใช้แทน ต่อมาขายทอดตลาดที่ดินอีก 11 แปลง ที่เหลือได้ในราคา 13,850,000 บาท โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้ซื้อ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 20487 ถึง 20489 แขวงมีนบุรี (แสนแสบ) เขตมีนบุรี (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 และนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 25219 ถึง 25221 แขวงมีนบุรี (แสนแสบ) เขตมีนบุรี (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 3 เพื่อขายทอดตลาด

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องและจำเลยที่ 3 แก้ไขคำร้องว่า ในการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 3 ทั้ง 13 แปลงนั้น ได้เงินสูงกว่าหนี้ที่จำเลยทั้งสี่ต้องชำระให้แก่โจทก์รวมทั้งค่าธรรมเนียมต่าง ๆ และโจทก์ได้ขอใช้สิทธิหักส่วนได้ใช้แทนกับรับเงินไปจากเจ้าพนักงานบังคับคดีครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้ว ยังมีเงินเหลือต้องคืนให้จำเลยที่ 3 อีก โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิ่มอีก การยึดที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวเป็นการยึดที่ไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึด ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินจำนวน 1,080,055.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะคืนเงินให้แก่จำเลยที่ 3 ครบถ้วน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า หลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดิน 2 แปลงแรก จำเลยที่ 3 ได้ยื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่อาจทำบัญชีจ่ายเงินให้แก่โจทก์ได้ต้องรอจนกว่าคดีถึงที่สุด ส่วนที่ดินของจำเลยที่ 3 ที่เหลืออีก 11 แปลง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ให้ราคาสูงสุดไม่มีผู้ใดคัดค้าน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงทำบัญชีแสดงรายการจ่ายหนี้จำนองให้แก่โจทก์ก่อนเป็นเงิน 12,542,617.58 บาท คงเหลือหนี้อีก 8,164,034.27 บาท ปรากฏว่าในการร้องคัดค้านการขายทอดตลาดที่ดิน 2 แปลงแรกของจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2539 ให้ยกคำร้องคัดค้านของจำเลยที่ 3 หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงทำบัญชีจ่ายเงินให้แก่โจทก์ โดยคิดดอกเบี้ยนับแต่วันขายทอดตลาดครั้งสุดท้าย (28 ธันวาคม 2533) จนถึงวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา (22 เมษายน 2539) คำนวณแล้วจำเลยทั้งสี่ยังมีหนี้ค้างชำระ 16,625,552.55 บาท เมื่อหักกับราคาที่ดิน 2 แปลงแรก ของจำเลยที่ 3 ที่ขายได้หลังจากหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งเหลือเงินจำนวน 9,114,856 บาท แล้วยังคงมีหนี้ค้างชำระอีกจำนวน7,510,696.40 บาท ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิ่มเติมได้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่าจำเลยทั้งสี่เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาจำนวน 10,095,047 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 9,149,589 บาท นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 3 รวม 13 แปลงออกขายทอดตลาด วันที่ 10 สิงหาคม 2532 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินจำเลยที่ 3 ได้ 2 แปลง คือ ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 114 และ 115 โดยโจทก์ซื้อได้ในราคา 9,650,000 บาท ในวันเดียวกันนั้น โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้หักส่วนได้ใช้แทนราคาที่ดินที่โจทก์ต้องชำระ ศาลอนุญาตเจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2534 โดยหักส่วนได้ใช้แทนแล้วปรากฏว่าจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์อีก 9,027,128.09 บาท และจ่าศาลจังหวัดมีนบุรีซึ่งทำหน้าที่บังคับคดีแทนก็ได้ทำบัญชีแสดงรายการรับจ่าย - เงิน อีกฉบับหนึ่งโดยหักส่วนได้ใช้แทนแล้วปรากฏว่า จำเลยยังเป็นหนี้โจทก์ 9,973,667.03 บาท ซึ่งโจทก์ได้ตรวจสอบและลงชื่อไว้แล้ว ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2532 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาดหลักทรัพย์ดังกล่าว วันที่ 28 ธันวาคม 2533เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 3 ที่เหลืออีก 11 แปลง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 13,850,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 คำนวณหนี้ที่โจทก์รับจำนองที่ดินทั้ง11 แปลงดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยชำระให้โจทก์ 12,542,617.58 บาท ครบหนี้จำนองหลังจากหักค่าธรรมเนียมต่าง ๆ แล้ว ยังคงเหลือเงิน543,832.42 บาท ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินส่วนที่เหลือดังกล่าวให้จำเลยที่ 3 รับไปแล้ว หลังจากนั้น ศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 114 และ 115 ของจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2539 เจ้าพนักงานบังคับคดี จึงทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2539 โดยนำหนี้ตามคำพิพากษาทั้งหมดคิดดอกเบี้ยจนถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2533 ซึ่งเป็นวันขายทอดตลาดที่ดิน 11 แปลง หักชำระหนี้โจทก์ 12,542,617.58 บาทแล้ว ยังเหลือต้นเงินจำนวน 8,164,034.27 บาท แล้วคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าว จากวันที่ 29 ธันวาคม 2533 ถึงวันที่ 22 เมษายน 2539 ซึ่งเป็นวันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คิดเป็นดอกเบี้ย 8,461,518.55 บาท รวมเป็นหนี้ที่ค้างชำระโจทก์ 16,625,552.82 บาท โจทก์มีส่วนได้ในคดีหักใช้แทนราคาที่ดิน 9,114,856 บาท จำเลยจึงยังคงเป็นหนี้โจทก์อีก 7,510,696.40 บาท โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 20487 ถึง 20489แขวงมีนบุรี (แสนแสบ) เขตมีนบุรี (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 และยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 25219 ถึง 25221 แขวงมีนบุรี (แสนแสบ) เขตมีนบุรี (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 3 เพื่อขายทอดตลาดบังคับชำระหนี้ส่วนที่เหลือดังกล่าว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดิน 2 แปลงแรกเมื่อใด และจะคิดดอกเบี้ยจากเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ดังกล่าวได้ถึงวันใด เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ของจำเลยที่ 3 คือที่ดิน 2 แปลงแรกได้จากการขายทอดตลาด และโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ทั้งเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวอยู่ด้วย โจทก์ขอหักส่วนได้ใช้แทน ศาลชั้นต้นอนุญาต การที่โจทก์ขอหักส่วนได้ใช้แทน หมายถึงการที่โจทก์มีหน้าที่ต้องวางเงินชำระราคาค่าซื้อที่ดินในฐานะผู้ซื้อ และโจทก์มีสิทธิรับเงินจากการขายทอดตลาดที่โจทก์นำมาวางชำระค่าที่ดินในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อโจทก์ขอหักส่วนได้ใช้แทนราคาที่ต้องชำระ และศาลอนุญาต โจทก์จึงไม่ต้องนำเงินค่าที่ดินที่ต้องชำระมาวางและโจทก์ก็ไม่ต้องรับเงินจากการขายทอดตลาดไป แต่ถือว่าโจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ซื้อและได้ใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้รับเงินไปแล้วนับแต่วันที่ศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์หักส่วนได้ใช้แทน แม้จำเลยที่ 3 จะร้องคัดค้านการขายทอดตลาดที่ดิน โจทก์ก็ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด เพราะโจทก์ไม่ต้องวางเงินชำระค่าซื้อที่ดินและเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ต้องจ่ายเงินจากการขายทอดตลาดให้โจทก์อีก ดังนั้น เมื่อศาลอนุญาตให้โจทก์หักส่วนได้ใช้แทนก็ต้องถือว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ในวันที่ศาลสั่งอนุญาต คือวันที่ 10 สิงหาคม 2532 แล้ว และเมื่อฟังว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ในจำนวนที่หักส่วนได้ใช้แทนในวันที่ 10 สิงหาคม 2532 จึงคิดดอกเบี้ยในเงินจำนวนดังกล่าวหลังจากวันที่โจทก์ได้รับชำระหนี้แล้วไม่ได้ ส่วนการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ก็เพื่อจะได้แบ่งเงินให้เจ้าหนี้แต่ละคนได้รับตามส่วนโดยถูกต้องบทบัญญัติในมาตรา 318 ถึง 322 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น เป็นแต่เพียงวิธีการที่กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการในการจ่ายเงินให้เจ้าหนี้เท่านั้น ซึ่งเมื่อจ่ายเงินไปครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในมาตราดังกล่าวก็ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่มิใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ตลอดไปจนกว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงเสมอไปดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 อีก 6 แปลง เพิ่มหรือไม่ และเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องคืนเงินจำนวน 1,080,055.80 บาท ให้จำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า เหตุที่โจทก์นำยึดที่ดินเพิ่มดังกล่าวเนื่องจากบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินครั้งที่ 2 ของเจ้าพนักงานบังคับคดี ปรากฏว่ายังเหลือหนี้อีก 7,510,696.40 บาท ซึ่งการทำบัญชีดังกล่าวเจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณโดยถือว่าเงินจำนวนที่หักส่วนได้ใช้แทนนั้นยังมิได้ชำระให้โจทก์จนถึงวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 3 จึงคำนวณดอกเบี้ยในเงินจำนวนดังกล่าวมาถึงวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คือวันที่ 22 เมษายน 2539 ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง ส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 3 อีก 11 แปลงนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ได้จ่ายให้โจทก์รับไปตามหนี้จำนองที่โจทก์มีอยู่เหนือที่ดินทั้ง 11 แปลง ดังกล่าวครบถ้วนตามหนี้จำนองตามบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 และเงินส่วนที่เหลือได้คืนให้จำเลยที่ 3 รับไปแล้ว หลังจากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ 2 โดยนำรายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 มารวมคำนวณด้วย กรณีจึงยังไม่เป็นการแน่ชัดว่าเมื่อขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 3 รวม 13 แปลง ชำระหนี้โจทก์แล้ว ยังมีหนี้เหลือที่โจทก์จะได้รับชำระอีกหรือไม่ เพียงใด หากมีหนี้เหลือโจทก์ก็มีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิ่มได้แต่หากเงินที่จ่ายให้โจทก์และจำเลยที่ 3 ไปแล้ว เป็นการจ่ายไม่ถูกต้องอย่างไร ก็จะต้องดำเนินการจ่ายเงินให้โจทก์และจำเลยที่ 3 ให้ถูกต้องต่อไป ดังนั้น เห็นควรให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายรับ - จ่ายเงินใหม่ทั้งหมด และคำนวณดอกเบี้ยใหม่ให้ถูกต้อง หากปรากฏว่ามีหนี้เหลือที่โจทก์จะได้รับชำระอีกก็ให้โจทก์บังคับคดีจากที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ยึดไว้เท่าที่พอจะชำระหนี้ต่อไป แต่ถ้าการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 3 รวม 13 แปลง พอชำระหนี้โจทก์พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมในคดี และค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีแล้ว ก็ให้จ่ายเงินให้โจทก์และจำเลยที่ 3 ตามสิทธิของแต่ละฝ่ายและเพิกถอนการยึดที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้ง 6 แปลงต่อไป ฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินใหม่ทั้งหมดโดยให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่หักส่วนได้ใช้แทนถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2532 หากปรากฏว่ามีหนี้เหลือที่โจทก์จะได้รับชำระเพิ่มอีกก็ให้บังคับคดีจากที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ยึดไว้เท่าที่พอชำระหนี้ต่อไป แต่ถ้าการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 3รวม 13 แปลง พอชำระหนี้โจทก์พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีแล้ว ก็ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินให้โจทก์และจำเลยที่ 3 ตามสิทธิของแต่ละฝ่าย และให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 20487 ถึง 20489 แขวงมีนบุรี (แสนแสบ) เขตมีนบุรี(แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 25219ถึง 25221 แขวงมีนบุรี (แสนแสบ) เขตมีนบุรี (แสนแสบ) กรุงเทพมหานครของจำเลยที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 316 ม. 318
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยรุ่งเรืองทรัสต์ จำกัด
จำเลย — นายเชาว์ ภู่เจริญยศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5378/2544
#69464
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินของจำเลยได้จากการขายทอดตลาด และโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทั้งเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ด้วย การที่โจทก์ขอหักส่วนได้ใช้แทน หมายถึงการที่โจทก์มีหน้าที่ต้องวางเงินชำระ ราคาค่าซื้อที่ดินในฐานะผู้ซื้อ และโจทก์มีสิทธิรับเงินจากการขายทอดตลาดที่โจทก์นำมาวางชำระค่าที่ดินในฐานะ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อโจทก์ขอหักส่วนได้ใช้แทนราคาที่ต้องชำระ และศาลอนุญาต โจทก์จึงไม่ต้องนำเงินค่าที่ดินที่ต้องชำระมาวางและโจทก์ก็ไม่ต้องรับเงินจากการขายทอดตลาดไป แต่ถือว่าโจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ซื้อและได้ใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้รับเงินไปแล้วนับแต่วันที่ศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์หักส่วนได้ใช้แทน แม้จำเลยจะร้องคัดค้านการขายทอดตลาด โจทก์ก็ไม่ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินดังกล่าวหลังจากวันที่โจทก์ได้รับชำระหนี้แล้วไม่ได้

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินก็เพื่อจะได้แบ่งเงินให้เจ้าหนี้แต่ละคน ได้รับตามส่วนโดยถูกต้อง บทบัญญัติในมาตรา 318 ถึง 322 แห่ง ป.วิ.พ. เป็นแต่เพียงวิธีการที่กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการในการจ่ายเงินให้เจ้าหนี้เท่านั้น ซึ่งเมื่อจ่ายเงินไปครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในมาตราดังกล่าว ก็ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลง

โจทก์นำยึดที่ดินของจำเลยเพิ่ม เนื่องจากบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ของเจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณ ไม่ถูกต้อง ส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ได้จ่ายให้โจทก์รับไปตามหนี้จำนองที่โจทก์มีอยู่เหนือที่ดินที่ขายทอดตลาดดังกล่าวครบถ้วนตามหนี้จำนองและเงินส่วนที่เหลือได้คืนให้จำเลย รับไปแล้ว เมื่อกรณียังไม่เป็นการแน่ชัดว่า เมื่อขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว ยังมีหนี้เหลือ ที่โจทก์จะได้รับชำระอีกหรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาเห็นควรให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินใหม่ทั้งหมดและคำนวณดอกเบี้ยใหม่ให้ถูกต้อง หากปรากฏว่ามีหนี้เหลือที่โจทก์จะได้รับชำระอีกก็ให้โจทก์บังคับคดีจากที่ดินของจำเลยที่ยึดไว้เท่าที่พอจะชำระหนี้ต่อไป แต่ถ้าการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยพอชำระหนี้โจทก์พร้อม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีแล้ว ก็ให้จ่ายเงินให้โจทก์และจำเลยตามสิทธิของแต่ละฝ่าย และเพิกถอนการยึดที่ดินของจำเลยที่โจทก์นำยึดเพิ่มต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ ๓ รวม ๑๓ แปลง ออกขายทอดตลาด เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๒ ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๔ และ ๑๑๕ ได้ก่อนในราคา ๙,๖๕๐,๐๐๐ บาท โดยโจทก์เป็นผู้ซื้อได้และขอใช้สิทธิหักส่วนได้ใช้แทน ต่อมาวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๓๓ ขายทอดตลาดที่ดินอีก ๑๑ แปลง ที่เหลือได้ในราคา ๑๓,๘๕๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ซื้อ เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๓๙ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๔๘๗ ถึง ๒๐๔๘๙ แขวงมีนบุรี (แสนแสบ) เขตมีนบุรี (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ ๒ และวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๒๑๙ ถึง ๒๕๒๒๑ แขวงมีนบุรี (แสนแสบ) เขตมีนบุรี (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ ๓ เพื่อขายทอดตลาด

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องและจำเลยที่ ๓ แก้ไขคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินจำนวน ๑,๐๘๐,๐๕๕.๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๓ เป็นต้นไปจนกว่าจะ คืนเงินให้แก่จำเลยที่ ๓ ครบถ้วน

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดพิพาทเมื่อใด และจะคิดดอกเบี้ยจากเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ดังกล่าวได้ถึงวันใด เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ของจำเลยที่ ๓ คือที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาด และโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทั้งเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวอยู่ด้วย โจทก์ขอหักส่วนได้ใช้แทน ศาลชั้นต้นอนุญาต การที่โจทก์หักส่วนได้ใช้แทน หมายถึงการที่โจทก์มีหน้าที่ต้องวางเงินชำระราคาค่าซื้อที่ดินในฐานะผู้ซื้อ และโจทก์มีสิทธิรับเงินจากการขายทอดตลาดที่โจทก์นำมาหักชำระค่าที่ดินในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อโจทก์ขอหักส่วนได้ใช้แทนราคาที่ต้องชำระ และศาลอนุญาตโจทก์จึงไม่ต้องนำเงินค่าที่ดินที่ต้องชำระมาวางและโจทก์ก็ไม่ต้องรับเงินจากการขายทอดตลาดไปแต่ถือว่าโจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ซื้อและได้ใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้รับเงินไปแล้วนับแต่วันที่ศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์หักส่วนได้ใช้แทน แม้จำเลยที่ ๓ จะร้องคัดค้านการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท โจทก์ก็ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด เพราะโจทก์ไม่ต้องวางเงินชำระค่าซื้อที่ดินและเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ต้องจ่ายเงินจากการขายทอดตลาดให้โจทก์อีก ดังนั้นเมื่อศาลอนุญาตให้โจทก์หักส่วนได้ใช้แทนก็ต้องถือว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ในวันที่ศาลสั่งอนุญาต คือวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๒ แล้ว และเมื่อฟังว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จำนวนที่หักส่วนได้ใช้แทนในวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๒ จึงคิดดอกเบี้ยในเงินจำนวนดังกล่าวหลังจากวันที่โจทก์ได้รับชำระหนี้แล้วไม่ได้

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ก็เพื่อจะได้แบ่งเงินให้เจ้าหนี้แต่ละคน ได้รับตามส่วนโดยถูกต้อง บทบัญญัติในมาตรา ๓๑๘ ถึง ๓๒๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้นเป็นแต่เพียงวิธีการที่กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการในการจ่ายเงินให้เจ้าหนี้เท่านั้น ซึ่งเมือจ่ายเงินไปครบถ้วน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตราดังกล่าวก็ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่มิใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ตลอดไปจนกว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงเสมอไปดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ ๓ อีก ๑๑ แปลง นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ได้จ่ายให้โจทก์รับไปตามหนี้จำนองที่โจทก์มีอยู่เหนือที่ดินทั้ง ๑๑ แปลง ดังกล่าวครบถ้วนตามหนี้จำนองตามบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ ๑ และเงินส่วนที่เหลือได้คืนให้จำเลยที่ ๓ รับไปแล้ว หลังจากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ทำบัญชีแสดง รายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ ๒ โดยการนำรายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ ๑ มารวมคำนวณด้วย กรณีจึงยังไม่เป็นการแน่ชัดว่า เมื่อขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ ๓ รวม ๑๓ แปลง ชำระหนี้โจทก์แล้ว ยังมีหนี้เหลือที่โจทก์จะได้ชำระอีกหรือไม่ เพียงใด หากมีหนี้เหลือโจกท์ก็มีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เพิ่มได้ แต่หากเงินที่จ่ายให้โจทก์และจำเลยที่ ๓ ไปแล้วเป็นการจ่ายไม่ถูกต้องอย่างไร ก็จะต้องดำเนินการจ่ายเงินให้โจทก์และจำเลยที่ ๓ ให้ถูกต้องต่อไป ดังนั้นเห็นควรให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินใหม่ทั้งหมดและคำนวณดอกเบี้ยใหม่ให้ถูกต้อง หากปรากฏว่ามีหนี้เหลือที่โจทก์จะได้รับชำระอีกก็ให้โจทก์บังคับคดีจากที่ดินของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ที่ยึดไว้เท่าที่พอจะชำระหนี้ต่อไป แต่ถ้าการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ ๓ รวม ๑๓ แปลง พอชำระหนี้โจทก์พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมในดคีและค่าธรรมเนียมในการบังคับดคีแล้ว ก็ให้จ่ายเงินให้โจทก์และจำเลยที่ ๓ ตามสิทธิของแต่ละฝ่ายและเพิกถอนการยึดที่ดินของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทั้ง ๖ แปลงต่อไป ฎีกาจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินใหม่ทั้งหมดโดยให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่หักส่วนได้ใช้แทนถึงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๒ หากปรากฏว่ามีหนี้เหลือที่โจทก์จะได้รับชำระเพิ่มอีกก็ให้บังคับจากที่ดินของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ที่ยึดไว้เท่าที่พอชำระหนี้ต่อไป แต่ถ้าการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ ๓ รวม ๑๓ แปลง พอชำระหนี้โจทก์พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีรแล้ว ก็ให้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินให้โจทก์และจำเลยที่ ๓ ตามสิทธิของแต่ละฝ่ายและให้เพิกถอนการยึดที่ดินของจำเลยที่ ๒ และที่ดินของจำเลยที่ ๓ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 278 ม. 284 ม. 289 ม. 296 ม. 306 ม. 309 ม. 318 ม. 319 ม. 320 ม. 321 ม. 322
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยรุ่งเรืองทรัสต์ จำกัด
จำเลย — นายเชาว์ ภู่เจริญยศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายฐนยศ คีรีนารถ
ศาลอุทธรณ์ — นายพิศล พิรุณ
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5376/2544
#41222
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า จำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4 หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยนให้ การที่จำเลยเป็นผู้จัดหายาเสพติดให้โทษมาให้แก่ ช. โดย ช. ต้องมอบเงินให้แก่จำเลย ส่วนจำเลยจะไปหายาเสพติดให้โทษมาจากที่ใด อย่างไรหาได้เกี่ยวข้องกับ ช. ไม่ ช. เป็นเพียงผู้ต้องการยาเสพติดให้โทษ เมื่อมอบเงินให้จำเลยไปจำเลยก็จัดหายาเสพติดให้โทษมามอบให้ จึงต้องถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะผู้จำหน่ายตามความหมายในมาตรา 4 โดยไม่ต้องคำนึงว่ายาเสพติดดังกล่าวจะเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 เม็ดครึ่ง น้ำหนักรวม 0.44 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้อื่น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15,66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งจำคุก 5 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 3 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายช้วน ทับทิมศรี ได้มอบเงินจำนวน360 บาท ให้จำเลยเพื่อไปจัดหาเมทแอมเฟตามีนมาให้ และจำเลยได้นำเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องมาให้นายช้วน จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับมาฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยเป็นเพียงผู้ไปซื้อยาเสพติดให้โทษจากบุคคลภายนอกแทนนายช้วน ถือไม่ได้ว่าเป็นการจำหน่าย ตามความหมายในมาตรา 4แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 การกระทำดังกล่าวของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้อง เห็นว่า คำว่า จำหน่ายตามมาตรา 4 ดังกล่าวนั้น หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยนให้ กรณีของจำเลย ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้จัดหายาเสพติดให้โทษมาให้แก่นายช้วนโดยนายช้วนต้องมอบเงินให้แก่จำเลย ส่วนจำเลยจะไปหายาเสพติดให้โทษมาจากที่ใด อย่างไรหาได้เกี่ยวข้องกับนายช้วนไม่ นายช้วนเป็นเพียงผู้ต้องการยาเสพติดให้โทษ เมื่อมอบเงินให้จำเลยไปจำเลยก็จัดหายาเสพติดให้โทษมามอบให้ตามที่นายช้วนต้องการ จึงต้องถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะผู้จำหน่ายตามความหมายในมาตรา 4 ดังกล่าว โดยไม่ต้องคำนึงว่ายาเสพติดดังกล่าวจะเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหรือไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นาย บุญส่ง โมราราย
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5376/2544
#69245
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "จำหน่าย" ตามความหมายในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ การที่จำเลยเป็นผู้จัดหายาเสพติดให้โทษมาให้แก่ ช. โดย ช. ต้องมอบเงินให้แก่จำเลยส่วนจำเลยจะไปหายาเสพติดให้โทษมาจากที่ใด อย่างไร หาได้เกี่ยวข้องกับ ช.ไม่ ช. เป็นเพียงผู้ต้องการยาเสพติดให้โทษ เมื่อมอบเงินให้จำเลยไปจำเลยก็จัดหายาเสพติดให้โทษมามอบให้ตามที่ ช. ต้องการ จึงต้องถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะ ผู้จำหน่ายโดยไม่ต้องคำนึงว่ายาเสพติดให้โทษดังกล่าวจะเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง จำคุก ๕ ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๓ ปี ๔ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ช. ได้มอบเงินจำนวน ๓๖๐ บาท ให้จำเลยเพื่อไปจัดหาเมทแอมเฟตามีนมาให้ และจำเลยได้นำเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องมาให้ ช. จึงถูก เจ้าพนักงานตำรวจมาฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยเป็นเพียงผู้ไปซื้อยาเสพติดให้โทษ จากบุคคลภายนอกแทน ช. ถือไม่ได้ว่าเป็นการจำหน่าย ตามความหมายในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ การกระทำดังกล่าวของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้อง เห็นว่า คำว่า จำหน่าย ตามมาตรา ๔ ดังกล่าวนั้น หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ กรณีของจำเลย ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้จัดหายาเสพติดให้โทษมาให้แก่ ช. โดย ช. ต้องมอบเงินให้แก่จำเลยส่วนจำเลยจะไปหายาเสพติดให้โทษมาจากที่ใด อย่างไรหาได้เกี่ยวข้องกับ ช. ไม่ ช. เป็นเพียงผู้ต้องการยาเสพติดให้โทษ เมื่อมอบเงินให้จำเลยไปจำเลยก็จัดหายาเสพติดให้โทษมามอบให้ตามที่ ช. ต้องการ จึงต้องถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะผู้จำหน่ายตามความหมายในมาตรา ๔ ดังกล่าว โดยไม่ต้องคำนึงว่ายาเสพติด ดังกล่าวจะเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหรือไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายบุญส่ง โมราราย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายสมศักดิ์ ธนากิจพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5358/2544
#44001
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาพิพาทเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด และแม้ขณะทำสัญญาจำเลยจะยังไม่บรรลุนิติภาวะก็ตามแต่กำหนดระยะเวลาส่งมอบที่ดินไว้ภายหลังจำเลยบรรลุนิติภาวะแล้วโดยมารดาจำเลยลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา จึงไม่ตกเป็นโมฆะและใช้บังคับได้ ในสัญญาดังกล่าวแม้กำหนดวันส่งมอบที่ดินไว้แน่นอนในวันที่ 14 มกราคม 2534 แต่เนื่องจากที่ดินตามสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 6792 ซึ่งต้องมีการแบ่งแยกที่ดินก่อนที่จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญา แต่คู่สัญญาหาได้ตกลงไว้เป็นการแน่นอนในเรื่องดังกล่าวไม่ คงกล่าวไว้เพียงว่าผู้ขายได้ขายส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ 6792 เนื้อที่ดินประมาณ 20 ไร่ ตามผังที่กาเส้นสีแดงเท่านั้นจึงมิใช่กรณีกำหนดชำระหนี้กันไว้แน่นอนแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ยังไม่มารับโอนที่ดินจะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาหาได้ไม่ ต่อมาเมื่อโจทก์มีหนังสือเตือนให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา แต่จำเลยไม่ไปตามกำหนด จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ หากโอนไม่ได้ก็ต้องคืนเงินค่าที่ดินให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 6792 บางส่วน จำนวน 20 ไร่ เป็นเงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาทโจทก์ได้ชำระเงินมัดจำให้แก่จำเลยเป็นเงิน 1,500,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระเมื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่ได้กำหนดเวลาโอนกันไว้ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2533 จำเลยได้กู้เงินจากโจทก์เป็นเงิน1,100,000 บาท กำหนดใช้คืน 1 ปี แล้วจำเลยเพิกเฉยไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินคืนโจทก์ จนเวลาล่วงเลยมา 4 ปี จำเลยชำระต้นเงินคืนโจทก์ส่วนดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดให้หักเป็นค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 1,500,000บาท และจำเลยยืนยันจะโอนที่ดินตามสัญญาซื้อขายให้แก่โจทก์เมื่อแบ่งแยกโฉนดที่ดินเสร็จ แต่จำเลยก็ไม่ดำเนินการให้กลับขอโอนที่ดินแปลงอื่นให้โจทก์แทน โจทก์ไม่ยินยอม จำเลยไม่อาจโอนที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายได้ เพราะยังไม่มีการแบ่งแยกโฉนดที่ดิน ทั้งยังติดจำนองธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าที่ดินที่รับไว้ตามสัญญาจำนวน 3,000,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงิน 1,500,000 บาทแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14มกราคม 2533 จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 6792 ตำบลบางสมบูรณ์ (บางลูกเสือ) อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินในขณะที่ยังเป็นผู้เยาว์ให้แก่โจทก์จำนวน 20 ไร่ ในราคาไร่ละ150,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาท นัดส่งมอบที่ดินในวันที่ 14 มกราคม 2534 อันเป็นวันที่จำเลยบรรลุนิติภาวะแล้ว โดยมารดาจำเลยลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาดังกล่าว และโจทก์ได้ชำระเงินค่าที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว 1,500,000 บาท เมื่อถึงกำหนดนัด มิได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามที่ได้ตกลงกันไว้ คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องคืนเงินค่าที่ดินที่รับไว้1,500,000 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า สัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด จึงไม่ตกเป็นโมฆะและใช้บังคับได้ ในสัญญาดังกล่าวแม้กำหนดวันส่งมอบที่ดินไว้แน่นอนในวันที่ 14 มกราคม 2534 แต่เนื่องจากที่ดินตามสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 6792 ซึ่งต้องมีการแบ่งแยกที่ดินก่อนที่จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญา แต่คู่สัญญาหาได้ตกลงไว้เป็นการแน่นอนในเรื่องดังกล่าวไม่ คงกล่าวไว้เพียงว่าผู้ขายได้ขายส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ 6792 เนื้อที่ดินประมาณ20 ไร่ ตามผังที่กาเส้นสีแดงเท่านั้น จึงมิใช่กรณีกำหนดชำระหนี้กันไว้แน่นอนแล้ว โดยข้อเท็จจริงปรากฏตามคำเบิกความของโจทก์ว่าเมื่อถึงกำหนดนัด โจทก์ติดต่อขอโอนที่ดินแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ติดต่อให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินและได้นัดโอนที่ดิน จำเลยก็ยังคงเพิกเฉย โจทก์จึงได้ให้ทนายความมีหนังสือแจ้งการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยโดยกำหนดนัดโอนในวันที่ 30 เมษายน 2540 จำเลยไม่ได้ไปตามนัดโจทก์จึงได้แจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ส่วนจำเลยได้อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ว่า เมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญา โจทก์มิได้ไปรับโอนที่ดิน จึงถือว่าโจทก์ผิดสัญญา พฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยตามที่ปรากฏจากทางนำสืบของทั้งสองฝ่ายแสดงว่าโจทก์จำเลยต่างก็มิได้กำหนดวันโอนที่ดินกันไว้ให้แน่นอน ดังนั้นเมื่อโจทก์ยังไม่มารับโอนที่ดินจะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาหาได้ไม่ ต่อมาเมื่อโจทก์มีหนังสือเตือนให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา แต่จำเลยไม่ไปตามกำหนด จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ หากโอนไม่ได้ก็ต้องคืนเงินค่าที่ดิน 1,500,000 บาท ให้แก่โจทก์ อย่างไรก็ดีเมื่อโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระเงินค่าที่ดินโดยประกาศหนังสือพิมพ์ จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว โจทก์และจำเลยต้องกลับสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดิน 1,500,000บาท ให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 456 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พฤทธิ์ ลิมป์พูนหรือวิสุทธิ์ดวงดุษดี
จำเลย — นาย ธนชัย อำนาจอนันต์
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5349/2544
#91352
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับความผิดฐานเดินทางออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง และฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11 ประกอบด้วยมาตรา 62 วรรคสอง ซึ่งมีระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยในความผิดดังกล่าวกระทงละ 1,000 บาท นั้น เป็นความผิดที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ที่จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นขอให้ยกฟ้องโจทก์ โดยโต้เถียงดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการชั่งน้ำหนักรับฟังพยาน หลักฐานในสำนวนว่า จำเลยไม่ใช่คนร้ายรายนี้ เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งมีความผิดสองฐานนี้รวมอยู่ด้วย ในตัว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทุกฐานความผิดตามฟ้อง โดยฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามฟ้องและพิพากษายืนมา เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยความผิดสองฐานนี้รวมกันมาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ที่จำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ขอให้ยกฟ้องโจทก์โดยโต้เถียงดุลพินิจของ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในการชั่งน้ำหนักรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนข้อที่ว่าจำเลยไม่ใช่คนร้ายรายนี้ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งมีความผิดสองฐานนี้รวมอยู่ด้วยในตัวเช่นเดียวกับอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับความผิด สองฐานนี้ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และการกระทำของจำเลย ดังกล่าว ย่อมฟังได้ต่อไปว่าจำเลยได้มีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนเดียวกันนั้นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินกว่า 20 กรัม จึงต้องถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง บัญญัติไว้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อีกบทหนึ่ง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามา ในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90

ความผิดซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายืนโดย มิชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง โดยพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และยกอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๑๕, ๖๕, ๖๖, ๑๐๒ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๑, ๖๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๙๑ ริบเมทแอมเฟตามีนและตะกร้าของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง, ๖๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง, ๑๐๒ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๑, ๖๒ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร (ที่ถูกฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร และฐานมี เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำ เมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐) จำคุกตลอดชีวิต ฐานเดินทางไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ปรับ ๑,๐๐๐ บาท ฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ปรับ ๑,๐๐๐ บาท รวมเป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ ๒,๐๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ และ ๓๐ ริบเมทแอมเฟตามีนและตะกร้าของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้ายลักลอบนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑,๓๘๒ เม็ด เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่เจ้าพนักงานตำราจท้องที่สืบทราบถึงการกระทำของคนร้าย จึงเข้าตรวจค้นและจับกุม แต่ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจกำลังตรวจค้นสิ่งของคนร้าย คนร้ายไหวทันและได้วิ่งหลบหนีข้ามแม่น้ำเหืองไปขึ้นฝั่งประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เจ้าพนักงานตำรวจคงยึดได้แต่เมทแอมเฟตามีนจำนวน ดังกล่าวพร้อมตะกร้าไม้ไผ่สาน ๑ ใบ ที่คนร้ายใช้บรรจุ เมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง พนักงานสอบสวนได้ส่งยาเม็ดของกลางทั้ง ๑,๓๘๒ เม็ดไปให้ผู้ชำนาญการพิเศษตรวจพิสูจน์แล้ว ปรากฏว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๒๔.๑๗๙ กรัม ต่อมาวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๑ เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยมาดำเนินคดี โดยอ้างว่าจำเลยเป็นคนร้ายดังกล่าว สำหรับความผิดฐานเดินทางนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านด่านตรวจค้นเข้าเมือง และฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๑ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒ วรรคสอง ซึ่งมีระวางโทษปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท และศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยในความผิดดังกล่าวกระทงละ ๑,๐๐๐ บาท นั้น เป็นความผิดที่ต้องห้ามิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ ที่จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นขอให้ยกฟ้องโจทก์โดยโต้เถียงดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการชั่งน้ำหนักรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนว่า จำเลยไม่ใช่คนร้ายรายนี้ เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งมีความผิดสองฐานนี้ รวมอยู่ด้วยในตัว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทุกฐานความผิดตามฟ้องโดยฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามฟ้องและพิพากษายืนมานั้นเท่ากันว่าศาลอุทธรณ์ภาค ๔ รับวินิจฉัยความผิดสองฐานนี้รวมมาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบที่จำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ขอให้ยกฟ้องโจทก์โดยโต้เถียงดุลพินิจของ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ในการชั่งน้ำหนักรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนข้อที่ว่าจำเลยไม่ใช่คนร้ายรายนี้ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งมีความผิดสองฐานนี้รวมอยู่ด้วยในตัวเช่นเดียวกับอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับความผิด สองฐานนี้จึงเป็นฎีกาไม่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะถือว่าเป็นข้อที่มิได้ ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

จำเลยมีความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และการกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมฟังได้ว่า จำเลยได้มีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนเดียวกันนั้นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินกว่า ๒๐ กรัม จึงต้องถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่พระราชบัญญัติยาเสพติให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง บัญญัติไว้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อีกบทหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรและฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทและให้ ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ นั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่งสำหรับความผิดฐานเดินทางออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง และฐานเดินทาง เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ได้ยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายืนโดยมิชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องโดยพิพากษายกคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดสองฐานนี้เสีย

พิจารณาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานเดินทางออกไป นอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง และฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านด่านตรวจ คนเข้าเมือง กับยกอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวนี้เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง ม. 65 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นางทรัพย์ โกศรีวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นางเจดีย์ เอี่ยมศรีปลั่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวญ รักศีลธรรม
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5342/2544
#41221
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคลลมีวัตถุประสงค์ทำการค้าวัสดุก่อสร้างและเครื่องสุขภัณฑ์ฟ้องเรียกหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยซื้อไปจากโจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยเกิน 2 ปีจึงขาดอายุความ ดังนั้น ที่โจทก์ฎีกาว่า คดีของโจทก์มีอายุความ5 ปี เพราะจำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อนำไปขายให้บุคคลทั่วไปมิใช่ซื้อมาเพื่อใช้บริโภคเอง จึงเป็นเรื่องที่โจทก์เพิ่งยกขึ้นมาในชั้นฎีกาไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งปัญหานี้ไม่มีผลกระทบถึงสังคมหรือประชาชนทั่วไป จึงไม่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อระหว่างวันที่ 3 มีนาคม2537 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าจำพวกเครื่องกำจัดน้ำเสียพร้อมอุปกรณ์ประกอบไปจากโจทก์จำนวน20 รายการ รวมเป็นเงิน 1,645,266.24 บาท จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วเป็นเงิน 102,869 บาท คงเหลือหนี้จำนวน1,542,397.24 บาท และเมื่อต้นปี 2538 จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าถังน้ำถังบำบัด และปั๊มน้ำจากโจทก์รวมเป็นเงิน 485,941 บาท จำเลยที่ 1ออกเช็ค มอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้บางส่วน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน92,448 บาท คงเหลือหนี้ 393,493 บาท จำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น 1,935,890.24 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,222,294.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขอต้นเงิน 1,935,890.24 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ครบแล้ว และรายการสินค้าดังกล่าวเป็นรายการซื้อขายสินค้ากันมาเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ทำการส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ทำการค้าวัสดุก่อสร้างและเครื่องสุขภัณฑ์ฟ้องเรียกหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยทั้งสองซื้อไปจากโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ในเรื่องอายุความว่า โจทก์ส่งมอบสินค้าตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 เกิน 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความฟ้องร้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า หนี้ค่าสินค้ารายนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม2537 ถึงต้นปี 2538 แต่โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2540พ้นกำหนด 2 ปี และที่จำเลยที่ 1 โอนเงินชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2538 เป็นการชำระหนี้ค่าสินค้ารายการอื่นไม่ใช่ชำระหนี้ตามฟ้อง ถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้อายุความไม่สะดุดหยุดลง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ 2 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1)พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า การโอนเงินชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2538 เป็นการรับสภาพหนี้ตามฟ้องคดีไม่ขาดอายุความ 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยเช่นเดียวกับศาลชั้นต้นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ 2 ปีแล้ว ดังนั้น ที่โจทก์ฎีกาว่าคดีของโจทก์มีอายุความ 5 ปี เพราะจำเลยทั้งสองซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อนำไปขายให้บุคคลทั่วไป มิใช่ซื้อมาเพื่อใช้บริโภคเอง จึงเป็นเรื่องที่โจทก์เพิ่งยกขึ้นมาในชั้นฎีกา ไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้ไม่มีผลกระทบถึงสังคมหรือประชาชนทั่วไป จึงไม่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พี.พี.เซ็นเตอร์ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด จิตตพรชัยภูมิก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5342/2544
#69244
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ทำการค้าวัสดุก่อสร้างและเครื่องสุขภัณฑ์ฟ้องเรียกหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยทั้งสองซื้อไปจากโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ในเรื่องอายุความว่า โจทก์ส่งมอบสินค้าตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 เกิน 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความฟ้องร้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ที่โจทก์ฎีกาว่า คดีของโจทก์มีอายุความ 5 ปี เพราะจำเลยทั้งสองซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อนำไปขายให้บุคคลทั่วไป มิใช่ซื้อมาเพื่อใช้บริโภคเองเป็นเรื่องที่โจทก์เพิ่งยกขึ้นมาในชั้นฎีกา ไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้ไม่มีผลกระทบถึงสังคมหรือประชาชนทั่วไป จึงไม่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒,๒๒๒,๒๙๔.๐๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๙๓๕,๘๙๐.๒๔ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า คดีนี้มูลหนี้ซื้อขายเกิดขึ้นเกินกว่า ๒ ปีแล้ว แต่โจทก์เพิ่งนำคดีมาฟ้อง ทั้งจำเลยทั้งสองได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ทำการค้าวัสดุก่อสร้างและเครื่องสุขภัณฑ์ฟ้องเรียกหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยทั้งสองซื้อไปจากโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ในเรื่องอายุความว่า โจทก์ส่งมอบสินค้าตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ ๑ เกิน ๒ ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความฟ้องร้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า หนี้ค่าสินค้ารายนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๓๗ ถึงต้นปี ๒๕๓๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๔๐ พ้นกำหนด ๒ ปี และที่จำเลยที่ ๑ โอนเงินชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๘ เป็นการชำระหนี้ค่าสินค้ารายการอื่น ไม่ใช่ชำระหนี้ตามฟ้อง ถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ อายุความไม่สะดุดหยุดลง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๑) พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า การโอนเงินชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๘ เป็นการรับสภาพหนี้ตามฟ้อง คดีไม่ขาดอายุความ ๒ ปี ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วินิจฉัยเช่นเดียวกับศาลชั้นต้นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ๒ ปีแล้ว ดังนั้น ที่โจทก์ฎีกาว่า คดีของโจทก์มีอายุความ ๕ ปี เพราะจำเลยทั้งสองซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อนำไปขายให้บุคคลทั่วไป มิใช่ซื้อมาเพื่อใช้บริโภคเอง จึงเป็นเรื่องที่โจทก์เพิ่งยกขึ้นมาในชั้นฎีกา ไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ปัญหานี้ไม่มีผลกระทบถึงสังคมหรือประชาชนทั่วไป จึงไม่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (1)
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพี.พี. เซ็นเตอร์ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด จิตตพรชัยภูมิก่อสร้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5339/2544
#44620
เปิดฉบับเต็ม

ข้อสัญญาเช่าซื้อที่กำหนดว่า แม้ในที่สุดต่อไปภายหน้าสัญญาต้องเลิกกันผู้เช่าซื้อตกลงที่จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่เจ้าของได้รับรถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อนั้น เป็นข้อสัญญากำหนดการชำระหนี้ค่าเช่าซื้อระหว่างที่ยังมิได้มีการบอกเลิกสัญญา ซึ่งไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงใช้บังคับได้ และพอแปลได้ว่าผู้เช่าซื้อยอมใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามจำนวนดังกล่าวอันเป็นการกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยไม่ชำระหนี้ไว้เป็นการล่วงหน้า มิใช่ข้อสัญญาที่กำหนดค่าเช่าตามปกติหรือค่าใช้ทรัพย์โดยแท้ไว้ แต่หากเป็นราคาขายรถยนต์ที่กำหนดไว้ส่วนหนึ่งรวมอยู่ด้วยข้อตกลงเช่นนี้จึงไม่ใช่ข้อตกลงเป็นข้อกำหนดค่าตอบแทนการใช้ทรัพย์ไว้ล่วงหน้ากรณีเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 วรรคสาม แต่เป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลอาจพิจารณากำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เท่ากับค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระหรือหากศาลเห็นว่าค่าเสียหายนี้สูงเกินส่วน ศาลชอบที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ 62,808 บาท ค่าขาดราคา 111,148 บาท และค่าติดตามยึดรถยนต์คืน 4,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 177,956 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน54,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนบอกเลิกสัญญาเป็นเบี้ยปรับที่ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 เป็นบทบัญญัติที่รับรองสิทธิของผู้ให้เช่าซื้อเพราะเมื่อเลิกสัญญากันแล้ว นอกจากผู้ให้เช่าซื้อสามารถเข้าครอบครองทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อแล้วยังมีสิทธิริบเงินที่ชำระแล้วได้ด้วยกฎหมายมาตรานี้มิได้จำกัดสิทธิของผู้เช่าซื้อหากคู่สัญญาตกลงเป็นการเฉพาะในส่วนของค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาก็ต้องชำระแก่กัน ทั้งค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระดังกล่าวที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 1 วรรคท้ายนั้น มิใช่ค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าที่ศาลจะมีอำนาจลดลงได้นั้น เห็นว่าตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคท้าย กำหนดว่า "อนึ่ง แม้ในที่สุดต่อไปภายหน้าสัญญาต้องเลิกกัน ผู้เช่าซื้อตกลงที่จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่เจ้าของได้รับรถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ" ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อกำหนดการชำระหนี้ค่าเช่าซื้อระหว่างที่ยังมิได้มีการบอกเลิกสัญญา ซึ่งไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด ข้อสัญญาดังกล่าวจึงใช้บังคับได้ และพอแปลได้ว่าผู้เช่าซื้อยอมใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามจำนวนดังกล่าว อันเป็นการกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยไม่ชำระหนี้ไว้เป็นการล่วงหน้ามิใช่ข้อสัญญาที่กำหนดค่าเช่าตามปกติหรือค่าใช้ทรัพย์โดยแท้ไว้ แต่หากเป็นราคาขายรถยนต์ที่กำหนดไว้ส่วนหนึ่งรวมอยู่ด้วย ข้อตกลงเช่นนี้จึงไม่ใช่ข้อตกลงเป็นข้อกำหนดค่าตอบแทนการใช้ทรัพย์ไว้ล่วงหน้ากรณีเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม แต่เป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลอาจพิจารณากำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เท่ากับค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระหรือหากศาลเห็นว่าค่าเสียหายนี้สูงเกินส่วนศาลชอบที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคแรก ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นาง สุใจหรือมนัสนันท์ พลเทพ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
วิเทพ ศิริพากย์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5332/2544
#44000
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและให้การแก้ฟ้องแย้งตอนแรกว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจาก ป. จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยรับมรดกจาก ส. คดีคงมีประเด็นพิพาทเพียงว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดมีขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น แม้โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งตอนหลังว่าจำเลยเพิ่งโต้แย้งคัดค้านสิทธิครอบครองของโจทก์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 1 ปี สิทธิของจำเลยจึงต้องห้ามตามมาตรา 1375 วรรคสอง ก็เป็นคำให้การแก้ฟ้องแย้งที่ขัดกับคำฟ้องของโจทก์และเป็นคำให้การแก้ฟ้องแย้งไม่ชัดแจ้งและขัดแย้งกันเองไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสองคดีจึงไม่อาจมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทะเบียนเลขที่ 551 (ที่ถูกทะเบียนเล่ม 50 หน้า 2ใบจองเลขที่ 551) หมู่ที่ 6 ตำบลท่าขอนยาง (ปัจจุบันหมู่ที่ 20 ตำบลขามเรียง) อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม และห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนคำคัดค้านคำขอจดทะเบียนหากไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 500 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าคดีถึงที่สุด

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองและไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยได้รับมรดกจากนางสิม สารบุญหรือนารินท์โดยจำเลยทั้งสองเข้าครอบครองตั้งแต่ปี 2524 ตลอดมา ต่อมาปี 2532จำเลยที่ 2 ไปเป็นทหารเกณฑ์ จำเลยที่ 1 ไปทำงานที่จังหวัดชัยภูมิจึงมอบให้นายประจิม สารบุญ ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายประจิม โดยนายประจิมไม่มีอำนาจขายและโจทก์ไม่เสียหาย จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้อง ให้โจทก์ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสอง หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้สั่งเจ้าพนักงานที่ดินเรียกหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืนแก่จำเลยทั้งสองหรือให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์แทนฉบับเดิมให้แก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 551 (ที่ถูกทะเบียนเล่ม 50หน้า 2 ใบจองเลขที่ 551) หมู่ที่ 6 ตำบลท่าขอนยาง (ปัจจุบันหมู่ที่ 20ตำบลขามเรียง) อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ห้ามโจทก์และบริวารเข้ามาเกี่ยวข้อง ให้โจทก์ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทคืนแก่จำเลยทั้งสอง หากไม่ปฏิบัติตามให้เจ้าพนักงานที่ดินเรียกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทคืนแก่จำเลยทั้งสองหากไม่ได้คืนให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์แทนฉบับเดิมให้แก่จำเลยทั้งสอง และให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเรียกหนังสือรับรองการทำประโยชน์จากโจทก์คืนแก่จำเลยทั้งสอง หากไม่ได้คืนให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์แทนฉบับเดิมให้แก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบและไม่โต้เถียงกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองมอบให้นายประจิมเป็นผู้ครอบครองดูแลแทน เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายประจิม โจทก์จึงได้สิทธิไปเพียงเท่าที่นายประจิมมี คือ ได้ไปเพียงสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแทนจำเลยทั้งสองเท่านั้น เพราะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตคิดว่าเป็นที่ดินของนายประจิม โจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองเห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายรับรอง และที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยแสดงเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 1 ปีแล้วย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เห็นว่า โจทก์ฟ้องและให้การแก้ฟ้องแย้งตอนแรกว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนายประจิมสารบุญ จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยรับมรดกจากนางสิม สารบุญ หรือนารินทร์ คดีคงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดมีขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น แม้โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งตอนหลังว่า จำเลยทั้งสองเพิ่งโต้แย้งคัดค้านสิทธิครอบครองของโจทก์ เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 1 ปี สิทธิของจำเลยทั้งสองจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375วรรคสอง ก็เป็นคำให้การแก้ฟ้องแย้งที่ขัดกับคำฟ้องของโจทก์และเป็นคำให้การแก้ฟ้องแย้งไม่ชัดแจ้งและขัดแย้งกันเอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสองคดีจึงไม่อาจมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ยรรยง เวียงสงค์
จำเลย — นาง สำรวย สารบุญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5323/2544
#44619
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยผิดสัญญา แต่โจทก์บอกเลิกสัญญาไม่ชอบ สัญญาจะซื้อขายยังมีผลบังคับอยู่ ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยาย ต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานดังที่เป็นอยู่เดิม พิพากษาให้จำเลยคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ จำเลยฎีกาแต่เพียงว่าจำเลยมิได้ผิดสัญญา โดยมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยายในภายหลังด้วย ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งประกอบด้วยมาตรา 247 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2536 จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 26094 กับโจทก์โดยจำเลยจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ในราคา 496,812 บาท โจทก์วางเงินมัดจำจำนวน 248,456 บาท ส่วนที่เหลือกำหนดชำระในวันที่ 16 ธันวาคม 2536 ซึ่งเป็นวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน หากจำเลยผิดสัญญายินยอมให้โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาได้ทันที และจำเลยยินยอมใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 496,912 บาท และต้องรับผิดชอบเรื่องทางเข้าออกถาวรให้แก่โจทก์ เมื่อถึงวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำเลยไม่ทำทางเข้าออกถาวรให้โจทก์และไม่ยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26094 ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้แก่โจทก์หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้จำเลยคืนเงินมัดจำจำนวน 248,456บาท กับใช้ค่าเสียหายจำนวน 486,912 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า วันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน โจทก์เดินทางมาถึงสำนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาพนมสารคาม เวลา 16 นาฬิกาจำเลยแจ้งให้โจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินในวันรุ่งขึ้น แต่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอ้างว่าจำเลยไม่ทำทางเข้าออกถาวรให้โจทก์ และต่อรองให้จำเลยคืนเงินมัดจำ ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินเพียงให้จำเลยรับผิดชอบเรื่องทางเข้าออกถาวรเท่านั้น โดยหากโจทก์ไม่สามารถเข้าออกได้จำเลยต้องรับผิดชอบและโจทก์มีสิทธิปฏิเสธการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินได้เท่านั้น มิใช่ให้จำเลยต้องทำทางให้โจทก์ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 59,456 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยผิดสัญญา แต่โจทก์บอกเลิกสัญญาไม่ชอบ สัญญาจะซื้อขายยังมีผลบังคับอยู่ ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยาย โจทก์และจำเลยต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานดังที่เป็นอยู่เดิม โดยจำเลยต้องคืนเงินมัดจำจำนวน 248,456 บาทแก่โจทก์ และโจทก์ต้องใช้ราคาทรายที่โจทก์ขุดไปจากที่ดินพิพาทจำนวน 189,000 บาท เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วคงเหลือเงินมัดจำที่จำเลยต้องคืนแก่โจทก์จำนวน 59,456 บาท จำเลยฎีกาแต่เพียงว่าจำเลยมิได้ผิดสัญญา โดยมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่วินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยายในภายหลังด้วย ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 247 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศักดา ทรัพย์สมาน
จำเลย — นาง สร้อย วงศ์กำภู
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5323/2544
#69243
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยผิดสัญญา แต่โจทก์บอกเลิกสัญญาไม่ชอบ สัญญาจะซื้อขายยังมีผลบังคับอยู่ ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยาย โจทก์และจำเลยต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมจำเลยฎีกาแต่เพียงว่าจำเลยมิได้ผิดสัญญา โดยมิได้ฎีกาคัดค้านว่าโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยายในภายหลังด้วย ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 247

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดา ทรัพย์สมาน
จำเลย — นางสร้อย วงศ์กำภู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชีงเทรา — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ — นายถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5319/2544
#43999
เปิดฉบับเต็ม

การให้บริการบัตรเครดิตเป็นวัตถุประสงค์ของโจทก์ การที่โจทก์ให้บริการการใช้บัตรเครดิตแก่สมาชิกโดยเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมโจทก์จึงเป็นผู้ประกอบกิจการในการรับทำงานต่าง ๆ ให้แก่สมาชิกและการที่โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ของสมาชิกไปก่อน รวมทั้งการที่โจทก์ยอมให้จำเลยนำบัตรเครดิตไปถอนเงินสดจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ แล้วจึงเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลังเป็นการเรียกเอาค่าทดรองที่ได้ออกไปก่อน กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการในการรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาเงินที่ได้ทดรองไปก่อน สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลหนี้ดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(7) เมื่อทางนำสืบปรากฏว่าโจทก์แจ้งงดใช้บัตรเครดิตตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2535 และมีการแจ้งให้ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายก่อนวันดังกล่าวนี้แล้ว โจทก์จึงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่ต้นปี 2535 มิใช่วันที่คำบอกกล่าวเลิกสัญญามีผลดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 9 สิงหาคม 2539 พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตแก่โจทก์จำนวน 322,477.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปีของต้นเงิน 314,112.96 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 322,477.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 314,112.96 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยเป็นลูกค้าโจทก์ตามบัตรเครดิต 2 ประเภทคือ เพื่อซื้อสินค้าและชำระราคาค่าบริการต่าง ๆ แทนเงินสดประเภทหนึ่งกับใช้เบิกเงินสดจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันหรือธนวัฎบัตรเครดิตอีกประเภทหนึ่ง มีวงเงินประมาณ 50,000 บาท มีข้อตกลงว่าโจทก์จะเป็นผู้ชำระเงินแทนจำเลยหรือจ่ายเงินให้จำเลยไปก่อน แล้วโจทก์จึงจะเรียกเงินจากจำเลยในภายหลัง จำเลยได้ซื้อสินค้าและถอนเงินออกจากบัญชีหลายครั้ง มีการแจ้งยอดหนี้ให้จำเลยทราบเป็นรายเดือนปัญหาที่ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนมีว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความดังจำเลยฎีกาหรือไม่ เห็นว่า การให้บริการบัตรเครดิตเป็นวัตถุประสงค์ของโจทก์ การที่โจทก์ให้บริการการใช้บัตรเครดิตแก่สมาชิกโดยเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียม โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำงานต่าง ๆ ให้แก่สมาชิก และการที่โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ของสมาชิกไปก่อน รวมทั้งการที่โจทก์ยอมให้จำเลยนำบัตรเครดิตไปถอนเงินสดจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ แล้วจึงเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลังเป็นการเรียกเอาค่าทดรองที่ได้ออกไปก่อนกรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการในการรับทำการงานต่าง ๆเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อน สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลหนี้ดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(7) เมื่อทางนำสืบปรากฏว่าโจทก์แจ้งงดใช้บัตรเครดิตตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2535 และมีการแจ้งให้ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายก่อนวันดังกล่าวนี้แล้ว โจทก์จึงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่ต้นปี 2535 มิใช่วันที่คำบอกกล่าวเลิกสัญญามีผลดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัย เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 9 สิงหาคม 2539 พ้นกำหนด 2 ปีนับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีก เพราะมิได้ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง จุฑามาศ ตะเวทีกุล
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5319/2544
#67146
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยเป็นลูกค้าโจทก์ ตามบัตรเครดิต 2 ประเภท คือ เพื่อซื้อสินค้าและชำระราคาค่าบริการต่าง ๆ แทนเงินสดประเภทหนึ่ง กับใช้เบิกเงินสดจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน หรือธนวัฎบัตรเครดิตอีกประเภทหนึ่ง การให้บริการบัตรเครดิตเป็นวัตถุประสงค์ ของโจทก์ การที่โจทก์ให้บริการใช้บัตรเครดิตแก่สมาชิกโดยเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียม โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำงานต่าง ๆ ให้แก่สมาชิก และการที่โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ของสมาชิกไปก่อน รวมทั้งการที่โจทก์ยอมให้จำเลยนำบัตรเครดิตไปถอนเงินสดจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ แล้วจึงเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลัง เป็นการเรียกเอาค่าทดรองที่ได้ออกไปก่อน กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการในการรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อน สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลหนี้ดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) โจทก์แจ้งให้จำเลยงดใช้บัตรเครดิตตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2535 และมีการแจ้งชำระหนี้ครั้งสุดท้าย ก่อนวันดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่ต้นปี 2535 มิใช่นับแต่วันที่คำบอกกล่าวเลิกสัญญา มีผล โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 9 สิงหาคม 2539 พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยเป็น ลูกค้าโจทก์ตามบัตรเครดิต ๒ ประเภท คือ เพื่อซื้อสินค้าและชำระค่าบริการต่าง ๆ แทนเงินสดประเภทหนึ่ง กับใช้ เบิกถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันหรือธนวัฎบัตรเครดิตอีกประเภทหนึ่ง มีวงเงินประเภทละ ๕๐,๐๐๐ บาท มีข้อตกลงกันว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี หรืออัตราสูงสุด ที่ธนาคารพาณิชย์พึงเรียกเก็บจากลูกค้าได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและคิดทบต้นได้ จำเลยใช้บริการบัตรเครดิตทั้ง ๒ ประเภทหลายครั้งซึ่งโจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือนตลอดมา ครั้นถึงกำหนดชำระจำเลยเพิกเฉย โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยไม่ชำระ เมื่อคำนวณถึงวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวทวงถาม จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามธนวัฎบัตรเครดิตหรือ เบิกถอนเงินสดจำนวน ๗๑,๘๔๘.๗๑ บาท และค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าจำนวน ๒๔๒,๒๖๔.๒๕ บาท รวม ๒ ประเภท เป็นเงินจำนวน ๓๑๔,๑๑๒.๙๖ บาท เมื่อคำนวณดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ตามประกาศของธนาคาร แห่งประเทศไทยถึงวันฟ้องคือวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๓๙ ประเภทธนวัฎบัตรเครดิต จำนวน ๑,๙๑๓.๓๔ บาท ส่วนประเภท ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าจำนวน ๖,๔๕๑.๕๓ บาท รวมยอดหนี้ทั้งสิ้นจำนวน ๓๒๒,๔๗๗.๘๓ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๓๒๒,๔๗๗.๘๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปีของต้นเงิน ๓๑๔,๑๑๒.๙๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่โจทก์ชำระแทนจำเลยให้แก่ร้านค้าและผู้ให้บริการเมื่อปี ๒๕๓๓ ถึง ๒๕๓๕ แต่โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๓๙ เกินกำหนด ๒ ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓๒๒,๔๗๗.๘๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๑๔,๑๑๒.๙๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยเป็นลูกค้าโจทก์ตามบัตรเครดิต ๒ ประเภท คือ เพื่อซื้อสินค้าและชำระราคาค่าบริการต่าง ๆ แทนเงินสดประเภทหนึ่ง กับใช้เบิกเงินสดจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันหรือธนวัฎบัตรเครดิตอีกประเภทหนึ่ง มีวงเงินประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาท มีข้อตกลงว่าโจทก์จะเป็นผู้ชำระเงินแทนจำเลยหรือจ่ายเงินให้จำเลยไปก่อน แล้วโจทก์จึงจะเรียกเก็บเงินจากจำเลย ในภายหลัง หลังจากทำสัญญาและรับบัตรเครดิตไปจากโจทก์แล้ว จำเลยได้ซื้อสินค้าและถอนเงินออกจากบัญชี หลายครั้งและมีการแจ้งยอดหนี้ให้จำเลยทราบเป็นรายเดือนแล้ววินิจฉัยว่า การให้บริการบัตรเครดิตเป็นวัตถุประสงค์ของโจทก์ การที่โจทก์ให้บริการการใช้บัตรเครดิตแก่สมาชิกโดยเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียม โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ในการรับทำงานต่าง ๆ ให้แก่สมาชิก และการที่โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ของสมาชิกไปก่อน รวมทั้งการที่โจทก์ยอมให้จำเลยนำบัตรเครดิตไปถอนเงินสดจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ แล้วจึงเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลัง เป็นการเรียกเอาค่าทดรองที่ได้ออกไปก่อน กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการในการรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลหนี้ดังกล่าวจึงมีอายุความ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๗) เมื่อทางนำสืบปรากฏว่าโจทก์แจ้งงดใช้บัตรเครดิตตั้งแต่วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ และมีการแจ้งให้ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายก่อนวันดังกล่าวนี้แล้ว โจทก์จึงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๓๕ มิใช่วันที่คำบอกกล่าวเลิกสัญญามีผลดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัย เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๓๙ พ้นกำหนด ๒ ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/34 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางจุฑามาศ ตะเวทีกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายเมธา ธรรมพนิชวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุวัตร์ สุขเกษม
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5314/2544
#42020
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินมีอายุความ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 การที่เจ้าหนี้ได้นำหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายก่อนที่ตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับจะครบกำหนดอายุความ เป็นการฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้อง ไม่ใช่เป็นเพียงเพื่อให้จัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ผู้ล้มละลายแต่อย่างเดียว ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173(เดิม) แม้ต่อมาเจ้าหนี้ได้ถอนฟ้องคดีล้มละลายอันเป็นผลให้ไม่นับว่าเป็นเหตุให้อายุความสะดุดลงตามมาตรา 174(เดิม) ก็ตาม แต่เมื่อพ้นกำหนดอายุความตามตั๋วสัญญาใช้เงินแล้ว ลูกหนี้ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้ยอมรับผิดชดใช้หนี้ต่อเจ้าหนี้ถือได้ว่าลูกหนี้ได้ละเสียซึ่งอายุความที่ครบบริบูรณ์และเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันรับสภาพหนี้ เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ก่อนครบกำหนดอายุความซึ่งมีกำหนดเวลา 3 ปี เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย)ไว้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2536 เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ รวม4 อันดับคือ อันดับที่ 1 หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ระหว่างวันที่ 17 กุมภาพันธ์2527 ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2527 จำนวน 17 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ย จำนวนเงิน29,023,952.82 บาท อันดับที่ 2 มูลหนี้ภาระค้ำประกัน (เป็นตัวเงิน) ในต้นเงิน1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวนเงิน 2,263,301.41 บาท อันดับที่ 3 มูลหนี้ภาระค้ำประกัน (ไม่เป็นตัวเงิน) 7 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ย จำนวนเงิน4,036,308.50 บาท และอันดับที่ 4 มูลหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีพร้อมดอกเบี้ย จำนวนเงิน 20,686.84 บาท เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 35,344,249.57บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า มูลหนี้อันดับที่ 1 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 6 ธันวาคม 2536 เป็นการยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายหลังจากมูลหนี้ขาดอายุความแล้ว ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94(1) ส่วนมูลหนี้อันดับที่ 2และอันดับที่ 4 เห็นควรให้ได้รับชำระหนี้รวมเป็นเงิน 2,447,171.71 บาทจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 130(8) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 โดยมีเงื่อนไขว่า หากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากนางสมทรง โสรัต และพันตำรวจโทลักษณ์พิจิตร โสรัต ลูกหนี้ร่วมแล้วเพียงใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงมาเพียงนั้น ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามรายงานความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 1 ได้ เป็นเงินจำนวน 29,023,952.82 บาท ตามที่ขอเมื่อรวมกับมูลหนี้อันดับที่ 2 และอันดับที่ 4 ตามคำสั่งอนุญาตของศาลชั้นต้นอีก 2,447,171.71 บาท จึงรวมเป็นเงินทั้งสิ้นที่เจ้าหนี้ได้รับจำนวน31,471,124.53 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 130(8)แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 โดยมีเงื่อนไขว่า หากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากนางสมทรง โสรัต และพันตำรวจโทลักษณ์พิจิตร โสรัตลูกหนี้ร่วมแล้วเพียงใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงมาเพียงนั้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับครบกำหนด ลูกหนี้เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์2530 เจ้าหนี้จึงได้ฟ้องลูกหนี้ในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวเป็นคดีล้มละลายต่อศาลแพ่ง คดีหมายเลขดำที่ ล.61/2530 ในระหว่างพิจารณาคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2533 ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงได้ถอนฟ้องคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2533 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เจ้าหนี้นำหนี้ดังกล่าวมาขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกาว่า การที่เจ้าหนี้ถอนฟ้องคดีล้มละลายย่อมเป็นการลบล้างผลแห่งการยื่นฟ้องให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคแรก และลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2533 เป็นระยะเวลาภายหลังจากที่หนี้ขาดอายุความแล้วและเป็นการรับสภาพความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 มีกำหนดอายุความ 2 ปี เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2536 จึงเป็นเวลาภายหลังจากที่หนี้ขาดอายุความแล้ว เห็นว่า มูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินมีกำหนดอายุความ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 เจ้าหนี้ได้นำหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายก่อนที่ตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับจะครบกำหนดอายุความ เป็นการฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องไม่ใช่เป็นเพียงการฟ้องคดีเพื่อให้จัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ผู้ล้มละลายแต่อย่างเดียว จึงมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173(เดิม) แม้ต่อมาเจ้าหนี้ได้ถอนฟ้องคดีล้มละลายดังกล่าวอันเป็นผลให้ไม่นับว่าเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 174(เดิม) ก็ตาม แต่เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2533 ซึ่งกำหนดอายุความตามตั๋วสัญญาใช้เงินได้ล่วงพ้นไปแล้ว ลูกหนี้ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้ยินยอมรับผิดชดใช้หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและหนี้อื่น ๆ ต่อเจ้าหนี้ ถือได้ว่าลูกหนี้ได้ละเสียซึ่งอายุความที่ครบบริบูรณ์แล้ว และเริ่มนับอายุความใหม่ต่อไปตั้งแต่วันรับสภาพหนี้ เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้รายนี้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม2536 จึงไม่ขาดอายุความซึ่งมีกำหนดเวลา 3 ปี เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้รายนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาอนุญาตให้เจ้าหนี้รับชำระหนี้ในมูลหนี้รายนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/15 ม. 1001
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน
โจทก์ — เจ้าหนี้
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด
จำเลย — บริษัท ลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
พิชัย เตโชพิทยากูล
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5314/2544
#69605
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินมีกำหนดอายุความ 3 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1001

เจ้าหนี้นำหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายก่อนที่ตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับจะครบกำหนดอายุความ เป็นการฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องจึงมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 (เดิม) แม้ต่อมาเจ้าหนี้ได้ถอนฟ้องคดีล้มละลายดังกล่าวอันเป็นผลให้ไม่นับว่าเป็นเหตุให้อายุความ สะดุดหยุดลงตามมาตรา 174 (เดิม) ก็ตาม แต่เมื่อกำหนดอายุความตามตั๋วสัญญาใช้เงินได้ล่วงพ้นไปแล้วลูกหนี้ ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้ยินยอมรับผิดชดใช้หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและหนี้อื่น ๆ ต่อเจ้าหนี้ ถือได้ว่าลูกหนี้ได้ละเสียซึ่งอายุความที่ครบบริบูรณ์แล้ว และเริ่มนับอายุความใหม่ต่อไปตั้งแต่วันรับสภาพหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ไว้เด็ดขาดเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๓๖ เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ระหว่างวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จำนวน ๑๗ ฉบับ พร้อมดอกเบี้ย จำนวนเงิน ๒๙,๐๒๓,๙๕๒.๘๒ บาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๐๔ แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๖ เป็นการยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายหลังจากมูลหนี้ขาดอายุความแล้ว ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๔ (๑)

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ตามรายงานความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้รับชำระหนี้ได้ เป็นเงินจำนวน ๒๙,๐๒๓,๙๕๒.๘๒ บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา ๑๓๐ (๘) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ ถึงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๒๗ ลูกหนี้ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่เจ้าหนี้ รวม ๑๗ ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๒,๑๗๒,๖๖๒ บาท เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับครบกำหนด ลูกหนี้เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ ต่อมาวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ เจ้าหนี้จึงได้ฟ้องลูกหนี้ในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวเป็นคดีล้มละลาย ต่อศาลแพ่ง คดีหมายเลขดำที่ ล.๖๑/๒๕๓๐ ในระหว่างพิจารณาคดีล้มละลายเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๓ ลูกหนี้ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงได้ถอนฟ้องคดีล้มละลายเมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๓๓ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เจ้าหนี้นำหนี้ดังกล่าวมาขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกาว่า การที่เจ้าหนี้ถอนฟ้องคดีล้มละลายย่อมเป็นการลบล้างผลแห่งการยื่นฟ้องให้ถือว่า อายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓ /๑๗ วรรคแรก และลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๓ เป็นระยะเวลาภายหลังจากที่หนี้ขาดอายุความแล้วและเป็นการรับสภาพความผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๙๓/๓๕ มีกำหนดอายุความ ๒ ปี เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๖ จึงเป็นเวลาภายหลังจากที่หนี้ขาดอายุความแล้ว เห็นว่า มูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินมีกำหนดอายุความ ๓ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๑ เจ้าหนี้ได้นำหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฟ้องลูกหนี้เป็น คดีล้มละลายก่อนที่ตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับจะครบกำหนดอายุความ เป็นการฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานมีสิทธิเรียกร้องไม่ใช่เป็นเพียงการฟ้องคดีเพื่อให้จัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ผู้ล้มละลายแต่อย่างเดียว จึงมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๓ (เดิม) แม้ต่อมาเจ้าหนี้ได้ถอนฟ้องคดีล้มละลายดังกล่าวอันเป็นผลให้ไม่นับว่าเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา ๑๗๔ (เดิม) ก็ตาม แต่เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๓ ซึ่งกำหนดอายุความตามตั๋วสัญญาใช้เงินได้ล่วงพ้นไปแล้ว ลูหนี้ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้ยินยอมรับผิดชดใช้หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและหนี้อื่น ๆ ต่อเจ้าหนี้ ถือได้ว่าลูกหนี้ได้ละเสียซึ่งอายุความที่ครบบริบูรณ์แล้ว และเริ่มนับอายุความใหม่ต่อไปตั้งแต่วันรับสภาพหนี้ เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้รายนี้เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๖ จึงไม่ขาดอายุความซึ่งมีกำหนดเวลา ๓ ปี เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้รายนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาอนุญาตให้เจ้าหนี้รับชำระหนี้ในมูลหนี้รายนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 173 เดิม ม. 174 (เดิม) ม. 193/17 วรรคแรก ม. 193/15 ม. 1001
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด
จำเลย — บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายวรพจน์ อินทวดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอภิชัย ประเสริฐสรรพกิจ
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
พิชัย เตโชพิทยากูล
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5312 -ที่ 5313/2544
#42633
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยลงทุนร่วมกันเพื่อซื้อที่ดินไปขายแบ่งกำไรกันต่อมาโจทก์ขอเงินลงทุนคืนจำเลยจึงออกเช็คชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์ เมื่อเช็คที่จำเลยออกให้ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้นำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยไปดำเนินการโอนที่ดินทั้งสามแปลงของจำเลยเป็นชื่อโจทก์ โดยไม่ได้ตกลงกำหนดราคาที่ดินทั้งสามแปลงเป็นอย่างอื่น ย่อมถือเสมือนว่าโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระเงินตามที่ได้ตกลงกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 321 วรรคแรก ทำให้หนี้ตามเช็คเป็นอันระงับสิ้นไป โจทก์ไม่มีสิทธินำเช็คมาฟ้องเรียกเงินจากจำเลยอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนมีใจความว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้แก่โจทก์ 2 ฉบับ เป็นเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาแม่ริม ลงวันที่ 30 เมษายน 2534 และ 16 สิงหาคม 2534 จำนวนเงิน 1,000,000 บาท และ 5,412,312 บาท ตามลำดับ เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2534 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินตามเช็คเป็นเงิน 5,412,312 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การทั้งสองสำนวนว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับมอบให้โจทก์จริง ต่อมาจำเลยโอนที่ดิน 3 แปลง ชำระหนี้แก่โจทก์ มูลหนี้ตามเช็คจึงระงับลงแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,650,647 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์จำเลยลงทุนร่วมกันเพื่อซื้อที่ดินของนายขจร ศรเนตร บริเวณสี่แยกข่วงสิงห์ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 15 ไร่1 งาน 20 ตารางวา เพื่อนำไปขายแบ่งกำไรกัน จำเลยรับเงินลงทุนจากโจทก์2 ครั้งเป็นเงิน 2,000,000 บาท และ 3,333,400 บาท ทั้งยืมเงินโจทก์เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในส่วนของจำเลยด้วยเป็นเงิน 1,000,000 บาท ตามเช็คและบันทึกการรับเช็คเอกสารหมาย จ.14, จ.15 และ ล.10 , ล.11 จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทฉบับแรกเป็นเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาแม่ริม ลงวันที่ 30 เมษายน 2534 เพื่อชำระหนี้เงินยืมโจทก์เป็นเงิน 1,000,000บาท ซึ่งธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินในวันที่ 31 กรกฎาคม 2534ตามเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาจำเลยไม่สามารถซื้อที่ดินของนายขจรได้สำเร็จ เป็นเหตุให้นายขจรริบเงินมัดจำที่วางไว้จำนวน 500,000 บาท โจทก์ขอเงินลงทุนที่จำเลยรับไปแล้วทั้งหมดคืน จำเลยจึงสั่งจ่ายเช็คพิพาท ฉบับที่ 2 เป็นเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาแม่ริม ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2534 ชำระหนี้เงินลงทุนที่จำเลยรับไปจากโจทก์ทั้งสองครั้งโดยหักค่าใช้จ่ายกับเงินมัดจำที่นายขจรริบไปแล้วเป็นเงิน 5,412,312 บาท ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทฉบับที่ 2 ในวันที่ 15 พฤศจิกายน2534 ตามเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.20 จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์2 ครั้ง ครั้งแรกในวันที่ 27 มิถุนายน 2534 โดยโอนเงินเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาตลาดหนองหอย เป็นเงิน 500,000 บาท และครั้งที่ 2 ในวันที่ 11 ตุลาคม 2534 โดยชำระเงินให้โจทก์เป็นเงิน 250,000 บาทตามเอกสารการโอนเงินและบันทึกเอกสารหมาย ล.13 และ ล.14 ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2534 โจทก์ได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินของจำเลยพร้อมทะเบียนบ้านกับบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยและหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ไปดำเนินการโอนที่ดินตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.15 หรือ จ.24 หนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) ทะเบียนเลขที่ 3166 เลขที่ดิน 408 กับทะเบียนเลขที่ 3167 เลขที่ดิน 409 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเลขที่ 323 ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เอกสารหมาย ล.3,ล.4 และ ล.6 ตามลำดับเป็นของโจทก์

พิเคราะห์แล้ว คดีทั้งสองสำนวนนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าได้ออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์จริง โดยฉบับแรกจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว ส่วนฉบับที่สองโจทก์ได้ดำเนินการโอนที่ 3 แปลงของจำเลยเป็นชื่อโจทก์เป็นการยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนตามที่ได้ตกลงกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคแรก หนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับจึงระงับสิ้นไป เห็นว่า ตามคำฟ้องทั้งสองสำนวนของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้จำนวนอื่นใดต่อโจทก์อีกนอกจากหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับแต่ในชั้นพิจารณาโจทก์กลับนำสืบว่านอกจากหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับแล้ว จำเลยยังมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่โจทก์อยู่อีกประมาณ 1,800,000 บาทและการที่โจทก์ดำเนินการโอนที่ดิน 3 แปลง ของจำเลยเป็นชื่อโจทก์นั้น เป็นการชำระหนี้ในส่วนดังกล่าวมิใช่เป็นการชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับซึ่งในเรื่องหนี้จำนวน 1,800,000 บาท นอกเหนือจากเช็คพิพาททั้งสองฉบับนี้ก็มีแต่เพียงตัวโจทก์ปากเดียวเบิกความลอย ๆ หามีเอกสารหรือหลักฐานใด ๆมาสืบสนับสนุนให้มีน้ำหนักน่าเชื่อไม่ แม้แต่นางจริยา ทองมิตร พยานโจทก์ที่อ้างว่ารู้เห็นในขณะที่โจทก์และจำเลยตกลงกันเรื่องหนี้สินตามเอกสารหมาย ล.8 ก็มิได้เบิกความยืนยันว่าจำเลยรับว่ายังเป็นหนี้โจทก์อยู่อีก 1,800,000 บาท นอกเหนือจากหนี้สินตามเช็คพิพาทตามคำเบิกความของโจทก์ ตรงกันข้ามฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยมาเบิกความยืนยันประกอบเอกสารหมาย ล.8 หรือ จ.7 ซึ่งโจทก์รับว่าได้เขียนข้อความต่าง ๆ เพื่อบันทึกช่วยความจำไว้ ดังที่โจทก์ได้ขีดเส้นใต้ด้วยหมึกสีดำไว้ โดยเป็นลายมือของโจทก์เองทั้งหมด และในเอกสารหมาย ล.8 นี้ ก็ระบุจำนวนเงินที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตรงกับจำนวนเงินที่ระบุในเช็คพิพาทฉบับที่ 2 คือ 5,412,312 บาท ทั้งระบุหมายเลขเช็คและวันที่สั่งจ่ายเช็คตรงกับเช็คพิพาทฉบับที่ 2 ศาลฎีกาเห็นว่า หากในวันดังกล่าวมีหนี้สินจำนวน 1,800,000 บาท นอกเหนือจากจำนวนเงิน 5,412,312 บาท ที่ปรากฏในเอกสารหมาย ล.8 โจทก์ก็ชอบที่จะให้จำเลยบันทึกไว้เป็นหลักฐานในเอกสารดังกล่าวด้วย แม้โจทก์จะอ้างว่าได้ขอให้จำเลยออกเช็คอีกฉบับหนึ่งแต่จำเลยอ้างว่าไม่ได้นำสมุดเช็คติดตัวมาด้วยก็ตาม โจทก์ก็สามารถจะบันทึกให้ปรากฏเป็นหลักฐานในเอกสารหมาย ล.8 เองได้ แต่โจทก์ก็หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงต้องตรงกันมาว่าพยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยยังมีหนี้สินอื่นคงค้างที่โจทก์จัดนำที่ดินทั้งสองแปลงของจำเลยตีใช้หนี้ได้ นอกจากมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับตามฟ้องเท่านั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนแล้วเป็นเงินถึง 750,000 บาท และเมื่อเช็คพิพาทฉบับที่สองถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยได้ดำเนินการโอนที่ดินทั้งสามแปลงของจำเลยเป็นชื่อโจทก์ โดยไม่ปรากฏว่าได้ตกลงกำหนดราคาที่ดินทั้งสามแปลงเป็นอย่างอื่น ย่อมถือเสมือนว่าโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระเงินตามที่ได้ตกลงกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 321 วรรคแรก ทำให้หนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นอันระงับสิ้นไปโจทก์ย่อมไม่มีสิทธินำเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาฟ้องเรียกจากจำเลยอีก คดีไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าที่ดินทั้งสามแปลงมีราคาคุ้มกับจำนวนหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับหรือไม่"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลโท พร้อม ผิวนวล
จำเลย — นาง เทพิน วงศ์ประเสริฐหรือมะโนจิตต์
ชื่อองค์คณะ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา