คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3080/2544
#41189
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยักยอกและฉ้อโกงเงินไปจากโจทก์ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย แต่ปรากฏว่าพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญารวม 3 คดีในข้อหายักยอกและฉ้อโกงโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยมีคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ให้แก่โจทก์เป็นเงินรวม 1,226,172.15 บาท ซึ่งเป็นคำขอในส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่พนักงานอัยการฟ้องคดีแทนโจทก์ โจทก์จึงมีฐานะเป็นคู่ความในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นด้วย เมื่อศาลในส่วนคดีอาญารับคำขอส่วนแพ่งดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วย่อมมีผลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดในเงินจำนวน 1,226,172.15 บาท ต่อศาลอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของโจทก์ตำแหน่งผู้แทนขายต่างจังหวัดตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2537 มีหน้าที่ขายสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าส่งมอบแก่โจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานภายในวงเงิน 500,000บาท ระหว่างทำงานเมื่อประมาณเดือนเมษายน 2540 ถึงเดือนเมษายน 2541 จำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ยักยอกและฉ้อโกงสินค้าของโจทก์เป็นเงิน 1,768,620.27 บาท จำเลยที่ 1 ได้ยอมรับและทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2541รับว่าเป็นหนี้ค่าสินค้าที่นำไปจากโจทก์เป็นเงิน 1,768,620.27 บาทวันเดียวกันโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ออกจากงาน โจทก์ได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ข้อหายักยอกและฉ้อโกง พนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 1เป็นคดีอาญารวม 3 คดี โดยมีคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกและฉ้อโกงแก่โจทก์รวม 1,226,172.10 บาท คดีทั้งสามอยู่ในระหว่างการพิจารณาหลังจากทำหนังสือรับสภาพหนี้โจทก์ได้รับชำระเงินและสินค้าคืนจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 208,244.82 บาท คงเหลือหนี้ค่าสินค้าเป็นเงิน 1,560,375.45 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2541 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 118,310.65 บาท จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดตามวงเงินที่ทำสัญญาไว้ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ใช้เงิน 1,678,686.10 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,560,375.45 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดเป็นเงิน500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยักยอกหรือฉ้อโกงเงินหรือสินค้าของโจทก์และไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน1,560,375.55 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 30 เมษายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "อนึ่ง ปรากฏจากคำฟ้องเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ถึง 7 และเอกสารหมาย จ.8 ว่าจำนวนเงิน1,560,375.45 บาท ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกและฉ้อโกงไปจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ใช้คืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนั้นพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญารวม 3 คดีในข้อหายักยอกและฉ้อโกงโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยมีคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ให้แก่โจทก์เป็นเงินรวม 1,226,172.15บาท ซึ่งเป็นคำขอในส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่พนักงานอัยการฟ้องคดีแทนโจทก์ โจทก์จึงมีฐานะเป็นคู่ความในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นด้วย เมื่อศาลในส่วนคดีอาญารับคำขอส่วนแพ่งดังกล่าวได้พิจารณาแล้วย่อมมีผลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดในเงินจำนวน1,226,172.15 บาท ต่อศาลอีก ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในจำนวนเงินส่วนที่เกินจากคำฟ้องในคดีอาญาเป็นเงิน 334,203.30 บาท เท่านั้นอีกทั้งสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ไม่มีข้อความให้จำเลยที่ 2ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 680 วรรคหนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง และเนื่องจากจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1ต้องรับผิดไม่เกินวงเงินที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกัน จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดเต็มตามจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน334,203.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2ชำระแทน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรเบิร์ต บ๊อช จำกัด
จำเลย — นายวิชัย มิตรสัมพันธ์ดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3080/2544
#91348
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกและฉ้อโกงเงินไปจากโจทก์เป็นจำนวน 1,560,375.45 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ใช้คืนเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย แต่พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาในข้อหายักยอกและฉ้อโกงโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายไว้แล้ว โดยมีคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,226,172.15 บาท ซึ่งเป็นคำขอในส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่พนักงานอัยการฟ้องคดีแทนโจทก์ โจทก์จึงมีฐานะเป็นคู่ความ ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นด้วย เมื่อศาลในส่วนคดีอาญารับคำขอส่วนแพ่งดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วย่อมมีผลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดในเงินจำนวน 1,226,172.15 บาท ต่อศาลอีก จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในจำนวนเงินส่วนที่เกินจากคำฟ้องในคดีอาญาเป็นเงิน 334,203.30 บาท เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ใช้เงิน ๑,๖๗๘,๖๘๖.๑๐ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๕๖๐,๓๗๕.๔๕ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงิน ๑,๕๖๐,๓๗๕.๔๕ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดเป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๒) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ยักยอกและฉ้อโกงไปจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ใช้คืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนั้นพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นคดีอาญารวม ๓ คดี ในข้อหายักยอกและฉ้อโกงโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยมีคำขอให้จำเลยที่ ๑ คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ให้แก่โจทก์เป็นเงินรวม ๑,๒๒๖,๑๗๒.๑๕ บาท ซึ่งเป็นคำขอในส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่พนักงานอัยการฟ้องคดีแทนโจกท์ โจทก์จึงมีฐานะเป็นคู่ความในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นด้วย เมื่อศาลในส่วนคดีอาญารับคำขอส่วนแพ่งดังกล่าวได้พิจารณาแล้วย่อมมีผลตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรียกให้จำเลยที่ ๑ รับผิดในเงินจำนวน ๑,๒๒๖,๑๗๒.๑๕ บาท ต่อศาลอีก แต่จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดในจำนวนเงิน ส่วนที่เกินจากคำฟ้องในคดีอาญา เป็นเงิน ๓๓๔,๒๐๓.๓๐ บาท เท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน ๓๓๔,๒๐๓.๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรเบิร์ตบ๊อช จำกัด
จำเลย — นายวิชัย มิตรสัมพันธ์ดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3075/2544
#41188
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะสอบคำให้การได้อ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยเข้าใจข้อหาดีแล้ว จำเลยจึงได้ให้การรับสารภาพและลงลายมือชื่อไว้โดยโจทก์บรรยายฟ้องโดยชัดเจนในข้อ ก. ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตเป็นจำนวนเท่าใด และมีรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาสถานที่กระทำผิด และในคำฟ้องข้อ ข. บรรยายว่า จำเลยได้นำยาเสพติดให้โทษอันเป็นของต้องห้ามเข้าไปในเรือนจำจังหวัดสมุทรปราการ จึงเป็นการบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอสมควรเท่าที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จึงไม่เคลือบคลุม

สิ่งของต้องห้ามที่จำเลยนำเข้าไปในเรือนจำจังหวัดสมุทรปราการเป็นยาเสพติดให้โทษซึ่งเป็นภัยต่อสังคมโดยรวมและกระทำในขณะต้องขังคดีอื่น แสดงว่าจำเลยไม่มีสำนึกและความรับผิดชอบทั้งไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง การที่จำเลยมีบิดามารดาที่ชราแล้ว มีบุตรที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูและไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนนั้น ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงดุลพินิจของศาลล่างที่ไม่ลดโทษและรอการลงโทษจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 3 เม็ด หนัก 0.266 กรัม ไว้ในครอบครอง และนำเข้าไปในเรือนจำกลางจังหวัดสมุทรปราการ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเจ้าพนักงานตรวจค้นยึดได้เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวที่ตัวจำเลยเป็นของกลาง เมทแอมเฟตามีนของกลางหมดไปในการตรวจพิสูจน์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67 พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 มาตรา 45, 58

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 มาตรา 45 (ที่ถูกมาตรา 45 วรรคหนึ่ง), 58 เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานนำสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในเรือนจำ จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 10 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาข้อแรกว่าคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม จำเลยให้การรับสารภาพไปโดยผิดหลง ขอให้ศาลสืบพยานเพิ่มเติมเพราะข้อเท็จจริง มิได้เป็นดังที่โจทก์ฟ้อง เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องโดยชัดเจนในข้อ ก. ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต เป็นจำนวนเท่าใด และมีรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่กระทำความผิด และในคำฟ้องข้อ ข. บรรยายว่าจำเลยได้นำยาเสพติดให้โทษดังกล่าวอันเป็นของต้องห้ามเข้าไปในเรือนจำกลางจังหวัดสมุทรปราการ คำฟ้องของโจทก์บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอสมควรเท่าที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จึงไม่เคลือบคลุม ส่วนที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่เข้าใจคำฟ้องนั้น ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2542 ว่าก่อนที่ศาลจะสอบคำให้การ ได้อ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยเข้าใจข้อหาดีแล้วจำเลยจึงได้ให้การรับสารภาพและลงลายมือชื่อไว้คดีไม่มีเหตุที่จะต้องสืบพยานดังที่จำเลยอ้าง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่เห็นว่า สิ่งของต้องห้ามที่จำเลยนำเข้าไปในเรือนจำจังหวัดสมุทรปราการ เป็นยาเสพติดให้โทษซึ่งเป็นภัยต่อสังคมโดยรวม และกระทำในขณะต้องขังคดีอื่น แสดงว่าจำเลยไม่มีสำนึกและความรับผิดชอบทั้งไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีบิดามารดาที่ชราแล้ว มีบุตรที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดู และไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนนั้น ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงดุลพินิจของศาลล่างทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1ไม่ลดโทษและรอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย สรุปแล้วฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย ไพบูลย์ ประกอบผล
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิชา มั่นสกุล
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3075/2544
#67148
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องโดยชัดเจนในข้อ ก. ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต เป็นจำนวนเท่าใด และมีรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่กระทำความผิด และในคำฟ้องข้อ ข. บรรยายว่าจำเลยได้นำ ยาเสพติดให้โทษดังกล่าวอันเป็นของต้องห้ามเข้าไปในเรือนจำ คำฟ้องของโจทก์บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอสมควรเท่าที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จึงไม่เคลือบคลุม

ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า ก่อนที่ศาลจะสอบคำให้การ ศาลได้อ่านอธิบายฟ้อง ให้จำเลยเข้าใจข้อหาดีแล้ว จำเลยจึงได้ให้การรับสารภาพและลงลายมือชื่อไว้ คดีไม่มีเหตุที่จะต้องสืบพยานดังที่จำเลย อ้างว่าไม่เข้าใจคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๗ พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ มาตรา ๔๕, ๕๘

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ มาตรา ๔๕ (ที่ถูกมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง), ๕๘ เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๑ ปี ฐานนำสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในเรือนจำ จำคุก ๘ เดือน รวมจำคุก ๑ ปี ๘ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑๐ เดือน

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วที่จำเลยฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องโดยชัดเจนในข้อ ก. ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต เป็นจำนวนเท่าใด และมีรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่กระทำความผิด และในคำฟ้องข้อ ข. บรรยายว่า จำเลยได้นำยาเสพติดให้โทษดังกล่าวอันเป็นของต้องห้ามเข้าไป ในเรือนจำกลางจังหวัดสมุทรปราการ คำฟ้องของโจทก์บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอสมควรเท่าที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จึงไม่เคลือบคลุม ส่วนที่จำเลยอ้างว่า จำเลยไม่เข้าใจคำฟ้องนั้น ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๒ ว่า ก่อนที่ศาลจะสอบคำให้การ ได้อ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยเข้าใจข้อหาดีแล้ว จำเลยจึงได้ให้การ รับสารภาพและลงลายมือชื่อไว้ คดีไม่มีเหตุที่จะต้องสืบพยานดังที่จำเลยอ้าง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 172
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ม. 45 วรรคหนึ่ง ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายไพบูลย์ ประกอบผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสุขุม นามวิเศษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมชาย สินเกษม
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิชา มั่นสกุล
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3062/2544
#41187
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยต้องขังในเรือนจำในระหว่างพิจารณามาตลอดและยังไม่ได้รับอนุญาตให้คัดสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาต่อศาลชั้นต้นจำเลยย่อมไม่อาจทราบเหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์โดยละเอียดถี่ถ้วนในข้อที่จำเลยอุทธรณ์คัดค้านว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากสำนวนความเป็นเหตุให้ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยในสถานหนักจำเลยจึงไม่อาจจัดทำฎีกาได้ กรณีถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่มีเหตุสมควรขยายระยะเวลาฎีกาให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8,15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 49, 58, 91, 92ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง,66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78ประกอบมาตรา 52(1) คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา จำเลยที่ 2ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 2ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา โดยขอสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 และขอกระดาษแบบพิมพ์ที่ใช้ในศาลด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนคดีของจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 245 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจยื่นฎีกา ยกคำร้องของจำเลยที่ 1และแจ้งคำสั่งศาลให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยหนังสือศาลชั้นต้นลงวันที่ 8กุมภาพันธ์ 2543 ว่าไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาฎีกา

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาและไม่คัดสำเนาคำพิพากษาให้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ให้ศาลชั้นต้นคัดสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยที่ 1 หนึ่งฉบับโดยไม่คิดค่าธรรมเนียม

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คดีมีเหตุสมควรขยายระยะเวลาฎีกาให้จำเลยที่ 1 หรือไม่เห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ แต่จำเลยที่ 1 ก็อุทธรณ์คัดค้านดุลพินิจในการลงโทษของศาลชั้นต้น ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะได้พิพากษายืนให้คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 245 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นอ้างเหตุว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าวได้ถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่อาจยื่นฎีกาจึงไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกา ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลงไม่ตรงตามข้อเท็จจริงและบทบัญญัติของกฎหมายทั้งยังปรากฏด้วยว่า จำเลยที่ 1 ต้องขังในเรือนจำในระหว่างพิจารณามาตลอดและยังไม่ได้รับอนุญาตให้คัดสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาต่อศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจทราบเหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6โดยละเอียดถี่ถ้วนในข้อที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คัดค้านว่าศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากสำนวนความเป็นเหตุให้ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในสถานหนัก จำเลยที่ 1จึงไม่อาจจัดทำฎีกาเพื่อโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2ได้ กรณีถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่มีเหตุสมควรขยายระยะเวลาฎีกาให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 23 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นและศาลฎีกาเห็นสมควรขยายระยะเวลาฎีกาแก่จำเลยที่ 1 ออกไป 30 วันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้"

พิพากษากลับ ให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่จำเลยที่ 1 ออกไป30 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ให้จำเลยที่ 1 ฟัง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายอาซัง แซ่หล่อ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3062/2544
#257570
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ แต่จำเลยที่ 1 ก็อุทธรณ์คัดค้านดุลพินิจในการลงโทษของศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะพิพากษายืนให้คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิต แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังไม่ถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นอ้างเหตุว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ถึงที่สุดแล้ว จึงไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกา ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลงไม่ตรงตามข้อเท็จจริงและ บทบัญญัติของกฎหมาย ทั้งจำเลยที่ 1 ต้องขังในเรือนจำและยังไม่ได้รับอนุญาตให้คัดสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาต่อศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจทราบเหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยละเอียดถี่ถ้วนในข้อที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจจัดทำฎีกาเพื่อโต้แย้งคัดค้าน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ กรณีถือได้ยว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่มีเหตุสมควรขยายระยะเวลาฎีกาให้จำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖ ป.อ. มาตรา ๓๓, ๔๙, ๕๘, ๙๑, ๙๒ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง, ๖๖ วรรคสอง ป.อ. มาตรา ๘๓ ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๒ (๑) คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา จำเลยที่ ๒ ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ตาม ป.วิ.อ มาตรา ๒๔๕

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา โดยขอสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ และ ขอกระดาษแบบพิมพ์ที่ใช้ในศาลด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน คดีของจำเลยที่ ๑ จึงถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง จำเลยที่ ๑ จึงไม่อาจยื่นฎีกา ยกคำร้องของจำเลยที่ ๑ และแจ้งคำสั่งศาลให้จำเลยที่ ๑ ทราบโดยหนังสือศาลชั้นต้นลงวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ว่า ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ขยายระยะเวลาฎีกา

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาและไม่คัดสำเนาคำพิพากษาให้

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน แต่ให้ศาลชั้นต้นคัดสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ให้จำเลยที่ ๑ หนึ่งฉบับโดยไม่คิดค่าธรรมเนียม

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า คดีมีเหตุสมควรขยายระยะเวลาฎีกาให้ จำเลยที่ ๑ หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ แต่จำเลยที่ ๑ ก็อุทธรณ์คัดค้านดุลพินิจในการลงโทษของศาลชั้นต้น ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จะได้พิพากษายืนให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ จำคุกตลอดชีวิตตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ก็ยังไม่ถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นอ้างเหตุว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ดังกล่าวได้ถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่อาจยื่นฎีกาจึงไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกา ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลงไม่ตรงตามข้อเท็จจริงและบทบัญญัติของกฎหมาย ทั้งยังปรากฏด้วยว่า จำเลยที่ ๑ ต้องขังในเรือนจำในระหว่างพิจารณามาตลอดและยังไม่ได้รับอนุญาตให้คัดสำเนาคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ในวันที่จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาต่อศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ย่อมไม่อาจทราบเหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ โดยละเอียดถี่ถ้วนในข้อที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คัดค้านว่า ศาลชั้นต้นรับฟัง ข้อเท็จจริงผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากสำนวนความ เป็นเหตุให้ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ ในสถานหนัก จำเลยที่ ๑ จึงไม่อาจจัดทำฎีกาเพื่อโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ได้ กรณีถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่มีเหตุสมควรขยายระยะเวลาฎีกาให้จำเลยที่ ๑ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ที่ศาลล่างทั้งสอง ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นสมควร ขยายระยะเวลาฎีกาแก่จำเลยที่ ๑ ออกไป ๓๐ วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้

พิพากษากลับ ให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่จำเลยที่ ๑ ออกไป ๓๐ วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา ศาลฎีกาฉบับนี้ให้จำเลยที่ ๑ ฟัง.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายอา แซ่หล่อ กับพวก
15 — ป.วิ.อ. มาตรา
27 — ป.วิ.พ. มาตรา 23,
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายสิทธิชัย พูนเกษม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 3050/2544
#41186
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องในแต่ละกรรมที่โจทก์หาว่าจำเลยหมิ่นประมาทโจทก์ไม่มีข้อความอันแสดงความหมายเป็นการใส่ความโจทก์โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอย่างไรซึ่งศาลจะได้หยิบยกขึ้นพิจารณาได้ โดยเฉพาะโจทก์เพียงแต่บรรยายสรุปว่า ข้อความทั้งหมดเป็นความเท็จทั้งสิ้น ทำให้ประชาชนคนอ่านไม่ทราบความจริงเข้าใจว่าโจทก์มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศโดยไม่มีข้อความตอนใดยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีความสัมพันธ์ทางเพศกับ ส.ซึ่งเป็นกระเทย เมื่อฟ้องโจทก์ขาดสาระสำคัญดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)

โจทก์บรรยายฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยในมูลละเมิดอันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญามาด้วย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีในส่วนอาญาเสียแล้วย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา จึงต้องมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งและคืนค่าธรรมเนียมแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 151

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการจัดพิมพ์โฆษณา จำหน่ายและเผยแพร่ข่าวสารทางหนังสือพิมพ์โดยเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ ข. จำเลยที่ 2ถึงที่ 6 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ข. ด้วย เมื่อระหว่างวันที่ 2 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 15กรกฎาคม 2542 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งหกร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมโดยจำเลยทั้งหกร่วมกันใส่ความโจทก์ด้วยการโฆษณาต่อประชาชนในหนังสือพิมพ์ ข.รวม 31 ฉบับ คือ ฉบับประจำวันที่ 3 มิถุนายน 2542 มีใจความว่าโจทก์นำเงินให้นาย ส. หรือครูเก๊ก หรือน้องเก๊ก ซึ่งมีนิสัยใจคอกระเดียดไปทางเพศหญิง และสนิทสนมกับโจทก์มานานกว่า 20 ปี ไปทำธุรกิจปล่อยเงินกู้ ภายหลังน้องเก๊กประสบปัญหาทางการเงินเนื่องจากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ทำให้น้องเก๊กถูกโจทก์ฟ้องในคดีเช็คหลายคดีจำนวนเงิน 1,000,000 บาท น้องเก๊กต้องทยอยขายทรัพย์สินเพื่อรวบรวมเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ฉบับประจำวันที่ 4 มิถุนายน 2542 มีใจความว่า โจทก์ให้สัมภาษณ์ว่ารู้จักนายเก๊กและให้ยืมเงิน 1,000,000 บาท แต่นายเก๊กนำเงินไปเลี้ยงดูผู้ชายไม่ได้นำเงินไปทำธุรกิจเงินกู้ และในวันเดียวกันน้องเก๊กเปิดเผยว่าไม่ได้นำเงินไปปรนเปรอผู้ชาย แต่นำเงินไปปล่อยกู้เพื่อช่วยเหลือโจทก์ โจทก์เปลี่ยนไปจากคนเดิมมาก ช่วงนี้กำลังถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการทำงาน ฉบับประจำวันที่ 5มิถุนายน 2542 มีใจความว่า น้องเก๊กยืนกรานไม่เคยนำเงินไปปรนเปรอผู้ชายและท้าให้โจทก์ออกโทรทัศน์ประจันหน้ากันทั้งยังมีคำให้สัมภาษณ์ของนายบุญมี โสภัง แกนนำสมัชชาคนจนและที่ปรึกษาสมัชชาลุ่มน้ำมูลว่า เห็นภาพน้องเก๊กถ่ายคู่กับโจทก์บอกได้เลยว่าโจทก์เป็นคนเช่นไรประชาชนทั้งประเทศเห็นภาพก็คงรู้ว่าโจทก์ชอบอย่างไร ฉบับประจำวันที่ 6 มิถุนายน 2542มีใจความว่า ครูเก๊กกล่าวว่าเงินของโจทก์ทั้งหมดนำไปปล่อยกู้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่งดอกผลให้ตลอด ขอให้โจทก์นึกถึงความหลังที่ประทับใจครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2519เวลา 14 นาฬิกา ในบ้านพัก.....ของโจทก์ เมื่อก่อนเก๊กกับโจทก์สนิทกันมาก ถึงขนาดอยู่บ้านเดียวกันสามารถนำรถตำรวจไปใช้ได้ฉบับประจำวันที่ 7 มิถุนายน 2542 มีใจความว่า น้องเก๊กย้ำเหตุการณ์วันแรกพบในบ้านพักของสารวัตรใหญ่นั้นประทับใจมากรสชาติเหมือนแลคตาซอย ตอนนี้โจทก์ไม่เคยมาดูดำดูดี ไม่เหมือนสมัยโจทก์อยู่นาแก ฉบับประจำวันที่ 8 มิถุนายน 2542 มีใจความว่าน้องเก๊กผวาภัยมืด รู้สึกหวาดกลัวมากมีคนกลุ่มหนึ่งพยายามข่มขู่ให้หยุดการให้สัมภาษณ์เด็ดขาด ฉบับประจำวันที่ 9 มิถุนายน 2542มีใจความว่า ซุ้มมือปืนดังแอบอ้างรูปโจทก์ที่แจกจ่ายกลุ่มเพื่อใส่กรอบโชว์กลางบ้าน ฉบับประจำวันที่ 10 มิถุนายน 2542 มีใจความว่าน้องเก๊กให้สัมภาษณ์ถึงภาพที่นั่งเกาะขาโจทก์ว่า เป็นการบีบนวดให้โจทก์ที่หน้าห้องนอนบ้านพักโจทก์ เมื่อน้องเก๊กไขปริศนาของคำถามเรื่องแลคตาซอยสามารถเรียกเสียงเฮฮาลั่นห้อง ฉบับประจำวันที่ 11 มิถุนายน 2542 มีใจความว่า น้องเก๊กตอบพิธีกรรายการสายตรงไอทีวีว่า โจทก์บอกให้นำเงินไปปล่อยกู้จำนวน 1,000,000 บาท เพราะไม่มีรายได้พิเศษให้ปล่อยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 บาทโดยโจทก์ได้อัตราร้อยละ 3 บาท ส่วนน้องเก๊กได้อัตราร้อยละ 2 บาทฉบับประจำวันที่ 12 มิถุนายน 2542 มีใจความว่า น้องเก๊กโดนมือมืดโทรศัพท์ขู่อุ้มจนต้องหลบภัยเข้ากรุงเทพฯ น้องเก๊กยืนยันว่าต้องจ่ายดอกเบี้ยให้โจทก์อัตราร้อยละ 3 ฉบับ ประจำวันที่ 13 มิถุนายน 2542มีใจความว่า แลคตาซอยคืออะไร ต้นตอคำนี้มาจากกรณีที่น้องเก๊กย้อนเหตุการณ์วันแรกอันประทับใจกับโจทก์ว่า รสชาติหวานมันยังกับแลคตาซอย ฉบับประจำวันที่ 14 มิถุนายน 2542 มีใจความว่าโผล่อีกรูปดาราสาวเซ็กซ์บอมบ์นั่งตักโจทก์ น้องเก๊กร้องขอความเป็นธรรมที่ถูกโจทก์ฟ้องร้องคดีเช็คถึง 1,000,000 บาท ทั้งที่เคยสนิทกันลึกซึ้ง ความจริงแล้วทำธุรกิจร่วมกันก็ต้องร่วมกันรับผิดฉบับประจำวันที่ 15 มิถุนายน 2542 มีใจความว่า เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างน้องเก๊กกับโจทก์ น้องเก๊กตอบว่าใช้สายตามองรูปในหนังสือพิมพ์แล้วใช้วิจารณญาณเอาเองว่าเป็นอย่างไร คนเราตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอก จากนั้นผู้สื่อข่าวถามว่าแลคตาซอยหมายความว่าอย่างไร น้องเก๊กยิ้มแล้วกล่าวเป็นนัยว่า คืนวันนั้นฝนตกและรถก็เสียด้วย ฉบับประจำวันที่ 16มิถุนายน 2542 มีใจความว่า น้องเก๊กแฉโดนดาราสาวเซ็กซ์บอมบ์โทรศัพท์ขู่หาว่าเป็นคนให้ข่าวนั่งตักโจทก์ แหล่งข่าวระดับสูงซึ่งใกล้ชิดกับพลตรี ส. รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเปิดเผยว่า พลตรี ส. เริ่มอึดอัดกับการทำงานของโจทก์ ระยะหลังผลงานไม่ดี คดีสำคัญหลายคดีไม่คืบหน้าน้องเก๊กเฉลยแลคตาซอยมันเกิดขึ้นเมื่อไปเก็บดอกเบี้ยกับโจทก์ รถจักรยานยนต์น้ำมันหมด เลยเติมแลคตาซอยแทนฉบับประจำวันที่ 17 มิถุนายน 2542 มีใจความว่า สมาชิกกลุ่ม..... ถูกโจทก์แจ้งข้อหาฉ้อโกงเงินกู้ 2,200,000 บาทเศษ น้องเก๊กร้องขอความเป็นธรรมว่าถูกโจทก์กล่าวหาฉ้อโกงเงิน 1,000,000 บาทเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ใช้ทำธุรกิจเงินกู้ แบ่งรายได้กันโดยโจทก์รับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ทั้งยังมีคำให้สัมภาษณ์ของนายบุญมีว่าจากการที่ได้ติดตามข่าวมาโดยตลอดก็พอจะรู้ว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ล้ำลึกหวานมันเหมือนแลคตาซอยกับน้องเก๊กเพียงใด ฉบับประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2542 มีใจความว่า เก๊กจี้สภาสอบโจทก์ให้เงินกู้มูลนิธิที่ผ่านมาเก๊กเคยมีอะไรกับโจทก์หรือไม่ ให้วิเคราะห์เอาเองเพราะเคยพูดหลายครั้งแล้ว ฉบับประจำวันที่ 22 มิถุนายน 2542มีใจความว่า โจทก์เปิดศึกด่าเก๊ก เพิ่ม 50 คดียอดฟ้องข่าวสดน้องเก๊กกล่าวว่าเมื่อปลายปีก่อนใครเป็นคนวางแผนให้ไปทวงหนี้จากลูกหนี้ด้วยวิธีพิสดาร โดยทำทีไปขอยืมรถปิกอัพของลูกหนี้คนหนึ่งแล้วให้ขับหนีเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเป็นการกดดันเจ้าของรถ จนกระทั่งต้องมาเจรจาจ่ายหนี้สินจึงได้รถคืน ฉบับประจำวันที่ 29 มิถุนายน2542 มีใจความว่า ตีแผ่อินเตอร์เน็ตเก๊กดังทั่วโลก ให้ชาวเกย์ทั่วโลกรับรู้ปัญหาน้องเก๊กที่โดนดูหมิ่นเหยียดหยาม ฉบับประจำวันที่ 30มิถุนายน 2542 มีใจความว่า เก๊กโต้ผู้จัดการแบงก์ ชี้หากสนิทกันจริงต้องรู้ว่าเวลานอนด้วยกันเก๊กนอนข้างซ้ายหรือข้างขวา ตอนอยู่กับโจทก์ที่บ้านพัก เก๊กมีความเป็นอยู่ที่ดี มีอภิสิทธิ์ทุกอย่าง มีคนบางคนคอยเอาใจใส่ ฉบับประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 มีใจความว่า น้องเก๊กเตรียมฟ้องโจทก์กับผู้จัดการแบงก์ข้อหาหมิ่นประมาทฉุนโดนต่อว่าต่ำชั้น เนรคุณ ฉบับประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2542มีใจความว่า คณะกรรมาธิการปกครองยื่นหนังสือจี้นายกรัฐมนตรีสอบพฤติกรรมโจทก์อย่างเร่งด่วนที่ไม่ยอมมาชี้แจงเรื่องต่าง ๆตามคำเชิญ ฉบับประจำวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 มีใจความว่ายังไม่เห็นมีใครจัดการเยียวยารักษาตำรวจเล็บแดงที่ป่วยทางจิตในอนาคตจะต้องปั้นอนุสาวรีย์ตำรวจใหม่ มีสาวสะบึมนั่งตักตำรวจและหนุ่มสวยนั่งเกาะขา ฉบับประจำวันที่ 7 กรกฎาคม 2542มีใจความว่า น้องเก๊กให้สัมภาษณ์ไม่เคยให้ข่าวโจมตีโจทก์หนังสือพิมพ์ข่าวสดเขียนข่าวเองทั้งหมดเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้โจทก์ก็ไม่เคยเก็บ แถมเรื่องแลคตาซอยก็เป็นแค่นมกล่องธรรมดาฉบับประจำวันที่ 8 กรกฎาคม 2542 มีใจความว่า น้องเก๊กครูประเทืองคนดังหันมาจูบปากคืนดีกับโจทก์ พร้อมให้สัมภาษณ์แบบกลับหลังหันกล่าวหาหนังสือพิมพ์ ข. เขียนข่าวโจมตีโจทก์ตามอำเภอใจโดยไม่ได้ให้ข่าวเลย ฉบับประจำวันที่ 9 กรกฎาคม2542 มีใจความว่า ประชาชนทั่วประเทศต้องอยากรู้อย่างแน่นอนคำพูดไหนของนาย ส. ที่เป็นเรื่องจริง และเรื่องใดที่เป็นเรื่องเท็จยังไงก็อวยพรให้เรื่องระหว่างครูเก๊กกับโจทก์จบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้งฉบับประจำวันที่ 10 กรกฎาคม 2542 มีใจความว่า โจทก์ชิงลาออกจากหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบโต๊ดเถื่อนสนามม้า หลังบอร์ดสนามม้าปทุมวันมีมติให้เปลี่ยนตัวเพราะรายได้ลดถึงขั้นขาดทุนนัดละหลายแสนบาท กรรมการสนามอนุมัติให้ออกได้ทันทีฉบับประจำวันที่ 11 กรกฎาคม 2542 มีใจความว่า จากกรณีเรื่องอื้อฉาวหลาย ๆ เรื่องของโจทก์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครูเก๊กนาย ส. หรือ อ. ที่ออกมายอมรับว่าเป็นคนในภาพที่นั่งตักโจทก์โจทก์ยังเป็นกรรมการอำนวยการแข่งม้าโดยฝ่าฝืนระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฉบับประจำวันที่ 12 กรกฎาคม 2542มีใจความว่า จากกรณีเรื่องอื้อฉาวหลาย ๆ เรื่องของโจทก์ไม่ว่าเป็นเรื่องครูเก๊ก หรืออ๋อยสมาชิกสามบอมบ์ที่ออกมารับว่าเป็นคนในภาพนั่งตักโจทก์และล่าสุดหลุดพ้นจากหัวหน้าทีมเฉพาะกิจปราบโต๊ดเถื่อนสนามม้า โจทก์ยังฝ่าฝืนระเบียบกรมตำรวจเป็นกรรมการแข่งม้าตั้งแต่กลางปี 2540 ฉบับประจำวันที่ 13กรกฎาคม 2542 มีใจความว่า โจทก์รับเงินรางวัลปราบโต๊ดเถื่อนสนามม้าราว 60,000,000 บาท ก่อนตัดสินใจออก ฉบับประจำวันที่ 14 กรกฎาคม 2542 มีใจความว่า โจทก์มีชื่อในนิตยสารนู้ด"ที่นี่บันเทิง" เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และฉบับประจำวันที่ 15กรกฎาคม 2542 มีใจความว่า โจทก์ถูกสอบเรื่องเป็นกรรมการอำนวยการแข่งม้าโดยฝ่าฝืนระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติและตกเป็นข่าวอื้อฉาวไม่หยุดทั้งเรื่องไปคืนดีกับครูเก๊ก เรื่องที่ อ.ออกมายอมรับว่าเป็นคนในภาพนั่งตักโจทก์ ข้อความดังกล่าวทั้งหมดเป็นความเท็จทั้งสิ้น เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของโจทก์โดยแท้ ทำให้ประชาชนคนอ่านที่ไม่ทราบความจริงเข้าใจว่าโจทก์มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ มีความรู้สึกดูหมิ่นเกลียดชังโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งหกทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 150,000,000บาท เหตุเกิดที่ทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกจังหวัดทั่วประเทศขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 326,328, 91, 90, 83, 84 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484มาตรา 4, 48 ให้จำเลยทั้งหกโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์แนวหน้า มติชน ไทยรัฐ ไทยโพสต์ ข่าวสดเดลินิวส์ สื่อธุรกิจการเมือง สยามรัฐ พิมพ์ไทย บางกอกโพสต์เดอะเนชั่นและบ้านเมือง ในหน้าหนึ่งขนาดความกว้าง 4 นิ้วยาว 8 นิ้ว มีกำหนด 30 วัน ติดต่อกันโดยจำเลยทั้งหกเป็นผู้ออกค่าโฆษณา ให้ยึดและทำลายหนังสือพิมพ์ข่าวสดตามฟ้องทั้งหมด ห้ามจำเลยทั้งหกเป็นผู้ออกค่าโฆษณา ให้ยึดและทำลายหนังสือพิมพ์ข่าวสดตามฟ้องทั้งหมด ห้ามจำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพนักหนังสือพิมพ์ ให้จำเลยทั้งหกชำระเงิน 150,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าฟ้องโจทก์มีสาระสำคัญสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายแยกการกระทำของจำเลยเป็น 31 ข้อ แต่ละข้อวันเวลาเกิดเหตุต่างกัน กล่าวหาจำเลยทั้งหกร่วมกันใส่ความโจทก์ด้วยการโฆษณาต่อประชาชนในหนังสือพิมพ์รายวันข่าวสดเป็นจำนวน 31 ฉบับรวม 31 วัน ข้อความแต่ละวันไม่เหมือนกัน เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกันจำนวน 31 กรรม ศาลฎีกาพิจารณาข้อความตามฟ้องและสำเนาหนังสือพิมพ์ ข. ในแต่ละกรรมที่โจทก์หาว่าจำเลยทั้งหกหมิ่นประมาทโจทก์ ไม่ปรากฏมีข้อความอันแสดงความหมายชัดแจ้งจะพึงเห็นได้อยู่ในตัวว่าเป็นการใส่ความ ทั้งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าในแต่ละกรรมข้อความตอนใดจะมีความหมายเป็นการใส่ความโจทก์โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอย่างไร ซึ่งศาลจะได้หยิบยกขึ้นพิจารณาได้โดยเฉพาะ โจทก์เพียงแต่บรรยายสรุปตอนท้ายคำฟ้องว่า ข้อความทั้งหมดเป็นความเท็จทั้งสิ้นทำให้ประชาชนคนอ่านไม่ทราบความจริงเข้าใจว่าโจทก์มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศโดยไม่มีข้อความตอนใดยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีความสัมพันธ์ทางเพศกับนาย ส. ซึ่งเป็นกระเทยโดยการเสพสังวาสหรือร่วมเพศ หรือร่วมกระทำชำเรากันทางทวารหนักหรือเวจมรรคหรือให้นาย ส. ใช้ปากหรือลิ้นประกอบกามกิจต่ออวัยวะเพศของโจทก์ฯลฯ ดังที่โจทก์บรรยายมาอย่างมากมายยืดยาวในฎีกา ความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องเป็นการใส่ความยืนยันข้อเท็จจริงให้คนอ่านคนฟัง คนเห็นเชื่อจึงจะเกิดความรู้สึกดูหมิ่นเกลียดชัง เมื่อฟ้องโจทก์ขาดสาระสำคัญดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) และเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องสรุปตอนท้ายว่า จำเลยทั้งหกใส่ความโจทก์ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงเฉพาะเรื่องโจทก์มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ ข้อที่โจทก์อุทธรณ์และฎีกาต่อมาว่าจำเลยทั้งหกใส่ความโจทก์ในเรื่องการนอกใจภริยา มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับ น. เรื่องการปล่อยเงินกู้คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือเรื่องผลประโยชน์ในสนามม้านั้น จึงเป็นเรื่องนอกคำฟ้องทั้งสิ้น แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นแต่เนื่องจากโจทก์บรรยายฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งหกในมูลละเมิดอันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญามาด้วยกรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีอาญา เมื่อพิพากษายกฟ้องคดีในส่วนอาญาเสียแล้วย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา จึงต้องมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งและคืนค่าธรรมเนียมแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151เมื่อศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในคดีส่วนแพ่ง ส่วนศาลอุทธรณ์ก็มีคำสั่งเฉพาะเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับแก่โจทก์โดยยังมิได้มีคำสั่งคำฟ้องส่วนแพ่งเช่นกัน กระบวนการพิจารณาในคดีส่วนแพ่งที่ศาลล่างทั้งสองปฏิบัติจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งในคดีส่วนแพ่งไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งใหม่"

พิพากษายืน ให้ยกฟ้องคดีส่วนอาญา และไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลแก่โจทก์ จำเลยทั้งหกไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 158
ป.วิ.พ. ม. 151
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3050/2544
#69218
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำของจำเลยเป็น 31 ข้อ แต่ละข้อวันเวลาเกิดเหตุต่างกันกล่าวหาจำเลยทั้งหกร่วมกันใส่ความโจทก์ด้วยการโฆษณาต่อประชาชนในหนังสือพิมพ์รายวันเป็นจำนวน 31 ฉบับ รวม 31 วันข้อความแต่ละวันไม่เหมือนกัน เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกันจำนวน 31 กรรม

ความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องเป็นการใส่ความยืนยันข้อเท็จจริงให้คนอ่าน คนฟัง คนเห็นเชื่อจึงจะเกิดความรู้สึกดูหมิ่นเกลียดชัง เมื่อฟ้องโจทก์แต่ละกรรมขาดสาระสำคัญดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 158 (5)

โจทก์บรรยายฟ้องสรุปตอนท้ายว่า จำเลยทั้งหกใส่ความโจทก์ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเฉพาะเรื่องโจทก์มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ ข้อที่โจทก์อุทธรณ์และฎีกาต่อมาว่า จำเลยทั้งหกใส่ความโจทก์ในเรื่องการนอกใจภริยา มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว เรื่องการปล่อยเงินกู้คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือเรื่องผลประโยชน์ในสนามม้า จึงเป็นเรื่องนอกคำฟ้องทั้งสิ้น แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

โจทก์บรรยายฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งหกในมูลละเมิดอันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญามาด้วย เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีอาญาพิพากษายกฟ้องคดีในส่วนอาญาเสียแล้วย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา จึงต้องมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งและคืนค่าธรรมเนียมแก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในคดีส่วนแพ่ง ส่วนศาลอุทธรณ์ก็มีคำสั่งเฉพาะเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับแก่โจทก์ โดยยังมิได้มีคำสั่งคำฟ้องส่วนแพ่งเช่นกัน กระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งที่ศาลล่างทั้งสองปฏิบัติจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกามีคำสั่งในคดีส่วนแพ่งไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของโจทก์โดยแท้ ทำให้ประชาชนคนอ่านที่ไม่ทราบความจริงเข้าใจว่าโจทก์มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ มีความรู้สึกดูหมิ่น เกลียดชังโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งหกทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งหกเป็นเงิน 150,000,000 บาท และขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 136, 326, 328, 332, 91, 90, 83, 84 พ.ร.บ. การพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 48 ให้จำเลยทั้งหกโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์แนวหน้า มติชน ไทยรัฐ ไทยโพสต์ ข่าวสด เดลินิวส์ สื่อธุรกิจการเมือง สยามรัฐ พิมพ์ไทย บางกอกโพสต์ เดอะเนชั่น และบ้านเมือง ในหน้าหนึ่งขนาดกว้าง 4 นิ้ว ยาว 8 นิ้ว มีกำหนด 30 วัน ติดต่อกันโดยจำเลยทั้งหกเป็นผู้ออกค่าโฆษณา ให้ยึดและทำลายหนังสือพิมพ์ข่าวสดตามฟ้องทั้งหมด ห้ามจำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพนักหนังสือพิมพ์ ให้จำเลยทั้งหกชำระเงิน 150,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาว่าฟ้องโจทก์มีสาระสำคัญสมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำของจำเลยเป็น 31 ข้อ แต่ละข้อวันเวลาเกิดเหตุต่างกันกล่าวหาจำเลยทั้งหกร่วมกันใส่ความโจทก์ด้วยการโฆษณาต่อประชาชนในหนังสือพิมพ์ ข. เป็นจำนวน 31 ฉบับ รวม 31 วัน ข้อความแต่ละวันไม่เหมือนกัน เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกันจำนวน 31 กรรม ศาลฎีกาพิจารณาข้อความตามฟ้องและสำเนาหนังสือพิมพ์ ข. ในแต่ละกรรมที่โจทก์หาว่าจำเลยทั้งหกหมิ่นประมาทโจทก์ ไม่ปรากฏมีข้อความอันแสดงความหมายชัดแจ้งจะพึงเห็นได้อยู่ในตัวว่าเป็นการใส่ความ ทั้งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าในแต่ละกรรมข้อความตอนใดจะมีความหมายเป็นการใส่ความโจทก์โดยประกาศที่น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอย่างไร ซึ่งศาลจะได้หยิบยกขึ้นพิจารณาได้โดยเฉพาะ โจทก์เพียงแต่บรรยายสรุปตอนท้ายคำฟ้องว่า ข้อความทั้งหมดเป็นความเท็จทั้งสิ้น ทำให้ประชาชนคนอ่านไม่ทราบความจริงเข้าใจว่าโจทก์มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศโดยไม่มีข้อความตอนใดยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีความสัมพันธ์ทางเพศกับนาย ส. ซึ่งเป็นกระเทยโดยการเสพสังวาสหรือร่วมเพศ หรือร่วมกระทำชำเรากันทางทวารหนักหรือเวจมรรค หรือให้นาย ส. ใช้ปากหรือลิ้นประกอบกามกิจต่ออวัยวะเพศของโจทก์ ฯลฯ ดังที่โจทก์บรรยายมาอย่างมากมายยืดยาวในฎีกา ความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องเป็นการใส่ความยืนยันข้อเท็จจริงให้คนอ่าน คนฟัง คนเห็นเชื่อ จึงจะเกิดความรู้สึกดูหมิ่นเกลียดชัง เมื่อฟ้องโจทก์ขาดสาระสำคัญดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) และเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องสรุปตอนท้ายว่า จำเลยทั้งหกใส่ความโจทก์ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงเฉพาะเรื่องโจทก์มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศข้อที่โจทก์อุทธรณ์และฎีกาต่อมาว่า จำเลยทั้งหกใส่ความโจทก์ในเรื่องการนอกใจภริยา มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนางสาว น. เรื่องการปล่อยเงินกู้คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือเรื่องผลประโยชน์ในสนามม้านั้น จึงเป็นเรื่องนอกคำฟ้องทั้งสิ้น แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่เนื่องจากโจทก์บรรยายฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งหกในมูลละเมิดอันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญามาด้วย กรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีอาญา เมื่อพิพากษายกฟ้องคดีในส่วนอาญาเสียแล้วย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา จึงต้องมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งและคืนค่าธรรมเนียมแก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 เมื่อศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในคดีส่วนแพ่ง ส่วนศาลอุทธรณ์ก็มีคำสั่งเฉพาะเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับแก่โจทก์ โดยยังมิได้มีคำสั่งคำฟ้องส่วนแพ่งเช่นกัน กระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งที่ศาลล่างทั้งสองปฏิบัติจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งในคดีส่วนแพ่งไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งใหม่

พิพากษายืน ให้ยกฟ้องคดีส่วนอาญา และไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลแก่โจทก์ จำเลยทั้งหกไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 40 ม. 44 ม. 158 (5)
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 151 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจโท เสรี เตมียเวส
จำเลย — บริษัทข่าวสด จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายเกษม วีรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3036/2544
#41185
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องและทรัพย์ของกลางเป็นเครื่องมือและทรัพย์สินที่ใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ จำเลยจะมาโต้เถียงข้อเท็จจริงในชั้นขอคืนของกลางให้รับฟังว่าเงินสดของกลางบางส่วนไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการเล่นการพนัน แต่เป็นทรัพย์สินที่ยึดได้จากตัวจำเลยโดยจำเลยไม่ได้เอาออกพนันตามคำร้องหาได้ไม่ ทั้งการร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36ศาลจะสั่งคืนได้ต่อเมื่อปรากฏว่าผู้ร้องขอเป็นเจ้าของที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด เมื่อจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ศาลจะสั่งคืนของกลางให้ไม่ได้จึงไม่มีเหตุที่จะรับคำร้องของจำเลยไว้ไต่สวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดสิบแปดฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2487 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15และริบของกลาง จำเลยทั้งแปดให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 88 ฐานเป็นผู้ร่วมเล่นคนละ 2,500 บาท กับให้ริบเงินสดจำนวน 8,231,480 บาทโพยสลากกินรวบ 86 แผ่น สมุดฉีก 3 เล่ม ปากกา 2 ด้ามเครื่องคิดเลข 4 เครื่อง และต้นขั้วโพยสลากกินรวบ 6 เล่ม ของกลางและให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 88 จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับ

จำเลยที่ 61 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 61 ร่วมเล่นการพนันเป็นเงินเพียง 500 บาท ตามที่เขียนในโพยสลากกินรวบท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่จับได้ในวงเล่น ส่วนเงินจำนวน 800,000 บาทที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดจากตัวจำเลยที่ 61 เป็นทรัพย์สินซึ่งมิได้เอาออกพนัน จึงมิใช่ทรัพย์สินอันต้องริบตามพระราชบัญญัติการพนันพ.ศ. 2478 มาตรา 10 ขอให้คืนเงินจำนวน 800,000 บาท ของกลางแก่จำเลยที่ 61

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้ววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติการพนันพ.ศ. 2478 มิได้บัญญัติหลักเกณฑ์เรื่องการขอคืนทรัพย์ของกลางไว้และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ผู้ที่จะขอคืนของกลางได้ต้องเป็นบุคคลภายนอก มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 61

จำเลยที่ 61 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 61 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 61 ว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะรับคำร้องของจำเลยที่ 61 ไว้ไต่สวนต่อไปหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ 61 จำเลยที่ 61 ยอมรับว่าโจทก์ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดสิบแปดฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยไม่ได้รับอนุญาตและขอให้ริบทรัพย์ของกลางคือ เงินสดจำนวน 8,231,480 บาท โพยสลากกินแบ่งรวบ 86 แผ่น สมุดฉีก 3 เล่ม ปากกา 2 ด้าม เครื่องคิดเลข4 เครื่อง และต้นขั้วโพยสลากกินรวบ 6 เล่ม ซึ่งเป็นเครื่องมือและทรัพย์สินที่ใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ จำเลยทั้งแปดสิบแปดให้การรับสารภาพตามฟ้องและคดีได้ถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น คดีจึงต้องฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 61 ได้กระทำความผิดตามฟ้องและทรัพย์ของกลางเป็นเครื่องมือและทรัพย์สินที่ใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ จำเลยที่ 61 จะมาโต้เถียงข้อเท็จจริงในชั้นขอคืนของกลางให้รับฟังเป็นอย่างอื่นว่าเงินสดของกลางบางส่วนจำนวน 800,000 บาท ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการเล่นการพนัน แต่เป็นทรัพย์ที่ยึดได้จากตัวจำเลยที่ 61 โดยจำเลยที่ 61 ไม่ได้เอาออกพนันตามคำร้องหาได้ไม่ ทั้งการร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ศาลจะสั่งคืนได้ต่อเมื่อปรากฏว่าผู้ร้องขอเป็นเจ้าของที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด เมื่อจำเลยที่ 61 เป็นผู้กระทำความผิดเสียเองศาลก็จะสั่งคืนของกลางให้ไม่ได้ จึงไม่มีเหตุที่จะรับคำร้องของจำเลยที่ 61 ไว้ไต่สวนต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 61 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 61 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นายนคร คงชม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3036/2544
#67147
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยไม่ได้รับอนุญาตและขอให้ริบทรัพย์ของกลางคือ เงินสดจำนวน 8,231,480 บาท โพยสลากกินรวบ 86 แผ่น สมุดฉีก 3 เล่ม ปากกา 2 ด้าม เครื่องคิดเลข 4 เครื่อง และต้นขั้วโพยสลากกินรวบ 6 เล่ม ซึ่งเป็นเครื่องมือและทรัพย์สินที่ใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว จึงต้องฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องและทรัพย์ของกลางเป็นเครื่องมือและทรัพย์สินที่ใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ จำเลยจะมาโต้เถียงข้อเท็จจริงในชั้นขอคืนของกลางให้รับฟังเป็นอย่างอื่นว่าเงินสดของกลางบางส่วนจำนวน 800,000 บาท เป็นทรัพย์ที่ยึดได้จากตัวจำเลยโดยจำเลยไม่ได้เอาออกพนันหาได้ไม่

การร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบตาม ป.อ. มาตรา 36 ศาลจะสั่งคืนได้ต่อเมื่อปรากฏว่าผู้ร้องขอเป็นเจ้าของที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด เมื่อจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ศาลก็จะสั่งคืนของกลางให้ไม่ได้ จึงไม่มีเหตุที่จะรับคำร้องขอให้คืนของกลางของจำเลยไว้ไต่สวนต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดสิบแปดฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการพนัน พ. ศ. ๒๔๘๗ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๑๐, ๑๒, ๑๕ และริบของกลาง จำเลยทั้งแปดสิบแปดให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้จำคุกคนละ ๖ เดือน และปรับจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๘๘ ฐานเป็นผู้ร่วมเล่นคนละ ๒,๕๐๐ บาท กับให้ริบเงินสดจำนวน ๘,๒๓๑,๔๘๐ บาท โพยสลากกินรวบ ๘๖ แผ่น สมุดฉีก ๓ เล่ม ปากกา ๒ ด้าม เครื่องคิดเลข ๔ เครื่อง และต้นขั้วโพยสลากกินรวบ ๖ เล่ม ของกลาง และให้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๘๘ จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับ

จำเลยที่ ๖๑ ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ ๖๑ ร่วมเล่นการพนันเป็นเงินเพียง ๕๐๐ บาท ตามที่เขียนในโพยสลากกินรวบท้ายฟ้อง ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่จับได้ในวงเล่น ส่วนเงินจำนวน ๘๐๐,๐๐๐ บาท ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดจากตัวจำเลยที่ ๖๑ เป็นทรัพย์สินซึ่งมิได้เอาออกพนัน จึงมิใช่ทรัพย์สินอันต้องริบตามพระราชบัญญัติการพนัน พ. ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๑๐ ขอให้คืนเงินจำนวน ๘๐๐,๐๐๐ บาท ของกลางแก่จำเลยที่ ๖๑

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้ววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติการพนัน พ. ศ. ๒๔๗๘ มิได้บัญญัติหลักเกณฑ์เรื่องการ ขอคืนทรัพย์ของกลางไว้ และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖ ผู้ที่จะขอคืนของกลางได้ต้องเป็นบุคคลภายนอก มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ ๖๑

จำเลยที่ ๖๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๖๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๖๑ ว่ากรณีมีเหตุสมควรที่จะรับคำร้องของจำเลย ที่ ๖๑ ไว้ไต่สวนต่อไปหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ ๖๑ จำเลยที่ ๖๑ ยอมรับว่าโจทก์ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดสิบแปด ฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยไม่ได้รับอนุญาตและขอให้ริบทรัพย์ของกลางคือ เงินสดจำนวน ๘,๒๓๑,๔๘๐ บาท โพยสลากกินรวบ ๘๖ แผ่น สมุดฉีก ๓ เล่ม ปากกา ๒ ด้าม เครื่องคิดเลข ๔ เครื่อง และต้นขั้วโพยสลากกินรวบ ๖ เล่ม ซึ่งเป็นเครื่องมือและทรัพย์สินที่ใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ จำเลยทั้งแปดสิบแปดให้การ รับสารภาพตามฟ้อง และคดีได้ถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น คดีจึงต้องฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๖๑ ได้กระทำความผิดตามฟ้องและทรัพย์ของกลางเป็นเครื่องมือและทรัพย์สินที่ใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ จำเลยที่ ๖๑ จะมาโต้เถียงข้อเท็จจริงในชั้นขอคืนของกลางให้รับฟังเป็นอย่างอื่นว่าเงินสดของกลางบางส่วนจำนวน ๘๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการเล่นการพนัน แต่เป็นทรัพย์ที่ยึดได้จากตัวจำเลยที่ ๖๑ โดยจำเลยที่ ๖๑ ไม่ได้เอาออกพนันตามคำร้องหาได้ไม่ ทั้งการร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖ ศาลจะสั่งคืนได้ต่อเมื่อปรากฏว่าผู้ร้องขอเป็นเจ้าของที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด เมื่อจำเลยที่ ๖๑ เป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ศาลก็จะสั่งคืนของกลางให้ไม่ได้ จึงไม่มีเหตุที่จะรับคำร้องของจำเลยที่ ๖๑ ไว้ไต่สวนต่อไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นายนคร คงชม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นายอนุรัตน์ ลิ่มทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบัติ อรรถพิมล
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3033/2544
#42015
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนังสือเสนอราคาที่โจทก์เสนอต่อจำเลยในการประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารจะได้ระบุว่ามีค่าภาษีที่ต้องจ่ายรวมอยู่ด้วยและรายละเอียดและเงื่อนไขการจ่ายค่าจ้างแนบท้ายสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์จะระบุว่า ค่างานหมายถึง เงินค่าก่อสร้างของงาน ซึ่งรวมค่าดำเนินการ ภาษี และกำไรด้วยก็ตามแต่ภาษีที่โจทก์จะต้องรับผิดชอบในขณะนั้นคงมีแต่ภาษีการค้าเท่านั้น ในเวลาทำสัญญาจ้างคดีนี้ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทราบว่าจะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรฯ ที่ให้ยกเลิกภาษีการค้าและนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้บังคับแทน จึงฟังไม่ได้ว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยได้รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในค่าก่อสร้างด้วย

สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาให้บริการที่โจทก์ได้ทำกับจำเลยโดยสัญญานั้นได้ทำขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2535 และมีงานให้บริการตามสัญญาส่วนที่เหลือที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ต่อไปอีก โจทก์จึงมิได้รับยกเว้นที่จะยังคงเสียภาษีการค้าต่อไปสำหรับค่าตอบแทนจากการให้บริการหลังวันที่ 1 มกราคม 2535 ตามพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 24 ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจึงมีหน้าที่ในการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ จำเลยในฐานะผู้รับบริการจึงต้องรับภาระชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มในการที่โจทก์ขอเบิกจ่ายค่าก่อสร้างภายหลังมีการประกาศใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 79 ระบุว่า ฐานภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้แก่มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ รวมทั้งภาษีสรรพสามิตด้วยเมื่อโจทก์ได้รับค่าจ้างซึ่งมีภาษีการค้ารวมอยู่ด้วย การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 จึงต้องคำนวณจากค่าจ้างซึ่งมีภาษีการค้ารวมอยู่ด้วย ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ให้นำภาษีการค้าอัตราร้อยละ 3.3มาหักออกจากภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7 คงให้จำเลยรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพียงอัตราร้อยละ 3.7 ของยอดเงินค่าจ้างสุทธินั้นจึงชอบแล้ว

ประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 82/4 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเกิดขึ้นเมื่อหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มถึงกำหนดชำระ เมื่อจำเลยไม่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 9,371,367.09 บาท (ที่ถูกน่าจะเป็นเงิน 9,371,361.69 บาท)พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 7,670,820.80 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกกองทัพบกและสำนักงบประมาณเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้เรียกจำเลยเป็นจำเลยที่ 1กองทัพบกและสำนักงบประมาณเป็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 4,309,351.97บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 206,918.14บาท นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2535, จากต้นเงิน 226,773.97 บาท นับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2535, จากต้นเงิน 414,814.40 บาท นับแต่วันที่ 18มีนาคม 2535, จากต้นเงิน 406,327.41 บาท นับแต่วันที่ 10 เมษายน2535, จากต้นเงิน 398,445.60 บาท นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2535,จากต้นเงิน 415,537.89 บาท นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2535, จากต้นเงิน446,393.30 บาท นับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2535, จากต้นเงิน 245,502.40 บาท นับแต่วันที่ 23 กันยายน 2535, จากต้นเงิน 414,996.69บาท นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2535, จากต้นเงิน 395,127.95 บาท นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2535, และจากต้นเงิน 738,514.22 บาท นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยที่ 1ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาล ให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม40,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2534 จำเลยที่ 1ได้ว่าจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างอาคารตามโครงการบ้านพักข้าราชการกองทัพบกส่วนที่ 2 นอกกองทัพกรุงเทพมหานครในราคา 157,000,000บาท ตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ เอกสารหมาย ล.1ต่อมาได้ตกลงเพิ่มงานและลดงานกันตามเอกสารหมาย ล.6 ถึง ล.13และมีการเพิ่มค่าจ้างจากเดิมเป็นเงิน 159,000,000 บาทเศษ จำเลยที่ 1ได้ชำระค่าจ้างบางส่วนล่วงหน้าให้แก่โจทก์เป็นเงิน 23,549,800 บาทตามเอกสารหมาย ล.15 จากนั้นโจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารตามสัญญามีการส่งมอบงานและเบิกค่าก่อสร้างตามผลงานเป็นงวด ๆ ตามเอกสารหมาย จ.25 ถึง จ.36 จำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการตรวจรับมอบงานและอนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าก่อสร้างตามที่โจทก์ขอเบิกตามเอกสารหมาย ล.15ถึง ล.30 มีการหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายอัตราร้อยละ 1 และหักภาษีการค้าอัตราร้อยละ 3.3 จากจำนวนเงินที่จะจ่ายตามที่โจทก์ขอเบิกมาในแต่ละครั้ง ต่อมามีประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 ให้ยกเลิกภาษีการค้าและนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้บังคับแทน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1มกราคม 2535 ซึ่งการเบิกจ่ายค่าก่อสร้างให้แก่โจทก์ภายหลังวันที่ 1มกราคม 2535 คือเอกสารหมาย ล.18 ถึง ล.30 จำเลยที่ 1 ได้หักภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 1 เท่านั้น และจ่ายให้โจทก์ร้อยละ99 ตามรายงานการประชุมเจรจาเอกสารหมาย จ.40 แผ่นที่ 3 ข้อ 2ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ครบถ้วนตามสัญญาแล้วหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าหนังสือเสนอราคาของโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.32 แผ่นที่ 2 ได้ระบุว่าราคาที่เสนอนั้นรวมถึงภาษีที่ต้องจ่ายและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นอกจากนี้สัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 นั้นในรายละเอียดและเงื่อนไขการจ่ายค่าจ้างแนบท้ายสัญญาแผ่นที่ 3 ข้อ 2ก็ได้ระบุว่าค่างาน หมายถึง เงินค่าก่อสร้างของงาน ซึ่งรวมค่าดำเนินการภาษีและกำไรด้วย จึงเป็นการจ้างเหมารวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นทั้งหลายทั้งปวง ดังนั้น คำว่าภาษีในเอกสารหมาย ล.32 และ ล.1 คือภาษีทุกประเภทที่จะเกิดมีขึ้นทั้งในขณะทำสัญญาและในอนาคตซึ่งโจทก์จะต้องรับภาระความเสี่ยงในเรื่องภาษี เมื่อมิได้มีการตกลงกันใหม่จึงต้องบังคับกันตามสัญญาฉบับเดิม โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 1ชำระค่าจ้างเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญาไม่ได้ จำเลยที่ 1จึงไม่ต้องรับผิดค่าภาษีมูลค่าเพิ่มต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ถึงแม้ตามหนังสือเสนอราคาเอกสารหมาย ล.32 แผ่นที่ 2 ที่โจทก์เสนอต่อจำเลยที่ 1 ในการประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างอาคาร จะได้ระบุว่ามีค่าภาษีที่ต้องจ่ายรวมอยู่ด้วยและสัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 ในรายละเอียดและเงื่อนไขการจ่ายค่าจ้างแนบท้ายสัญญา แผ่นที่ 3 ข้อ 2 จะระบุว่า ค่างาน หมายถึง เงินค่าก่อสร้างของงานซึ่งรวมค่าดำเนินการภาษี และกำไรด้วยก็ตาม แต่ภาษีที่โจทก์จะต้องรับผิดชอบในขณะนั้นคงมีแต่ภาษีการค้าเท่านั้น จึงน่าเชื่อว่าค่าก่อสร้างที่โจทก์คิดจากจำเลยที่ 1 มีภาษีการค้ารวมอยู่ด้วย แต่ในเวลาทำสัญญาจ้างคดีนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทราบว่าจะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 ที่ให้ยกเลิกภาษีการค้าและนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้บังคับแทน จึงฟังไม่ได้ว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในค่าก่อสร้างด้วย สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล.1เป็นสัญญาให้บริการที่โจทก์ได้ทำกับจำเลยที่ 1 โดยสัญญานั้นได้ทำขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2535 และมีงานให้บริการตามสัญญาส่วนที่เหลือที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ต่อไปอีก โจทก์จึงมิได้รับยกเว้นที่จะยังคงเสียภาษีการค้าต่อไปสำหรับค่าตอบแทนจากการให้บริการหลังวันที่ 1 มกราคม 2535 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงมีหน้าที่ในการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับบริการจึงต้องรับภาษีชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มในการที่โจทก์ขอเบิกจ่ายค่าก่อสร้างภายหลังมีการประกาศใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ รายการที่โจทก์ขอเบิกจ่ายตั้งแต่งวดวันที่ 30 มกราคม 2535 ตามเอกสารหมาย จ.25ถึง จ.36 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้อนุมัติเบิกจ่ายไปแล้วตามเอกสารหมาย ล.18ถึง ล.30 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของศาลอุทธรณ์ที่คิดจากฐานภาษี ซึ่งมีภาษีการค้าอัตราร้อยละ 3.3 รวมอยู่ด้วย แล้วคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7 และ นำมาหักภาษีการค้าอัตราร้อยละ 3.3 ออกภายหลังเป็นการไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79 ระบุว่า ฐานภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้แก่มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการรวมทั้งภาษีสรรพสามิตด้วย เมื่อโจทก์ได้รับค่าจ้างซึ่งมีภาษีการค้ารวมอยู่ด้วย การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 จึงต้องคำนวณจากค่าจ้างซึ่งมีภาษีการค้ารวมอยู่ด้วยฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ให้นำภาษีการค้าอัตราร้อยละ 3.3 มาหักออกจากภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7 คงให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพียงอัตราร้อยละ 3.7 ของยอดเงินค่าจ้างสุทธิ ตามแบบพิมพ์ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินตามงบประมาณท้ายหนังสือขอส่งมอบงานและขอรับเงินก่อสร้างของโจทก์เอกสารหมาย ล.18 ถึง ล.30 นั้น ชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากรมาตรา 82/4 บัญญัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงเกิดขึ้นเมื่อหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มถึงกำหนดชำระ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ย ในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายว่า ค่าจ้างก่อสร้างรายการที่ 12 จำเลยที่ 1 อนุมัติจ่ายเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2536แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2535 ไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า สำหรับค่าก่อสร้างรายการที่ 12 โจทก์ขอเบิกจ่ายเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2535 ตามหนังสือขอส่งมอบงานเอกสารหมาย ล.29 แผ่นที่ 1 ต่อมาวันที่ 11มกราคม 2536 คณะกรรมการตรวจรับมอบงานเห็นพร้อมกันว่าควรรับมอบงานและจ่ายเงินให้แก่โจทก์ได้ตามเอกสารหมาย ล.29 แผ่นที่ 2และปรากฏตามแบบพิมพ์ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินตามงบประมาณระบุลงวันที่ 14 มกราคม 2536 แต่วันที่จำเลยที่ 1 อนุมัติให้จ่ายเงินได้กลับเป็นวันที่ 15 มกราคม 2535 ตามเอกสารหมาย ล.29 แผ่นที่ 4 ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยที่ 1 จะอนุมัติให้จ่ายเงินก่อนที่จะมีการตรวจรับมอบงาน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 อนุมัติให้จ่ายเงินเมื่อวันที่ 15มกราคม 2536 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2536 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะค่าจ้างก่อสร้างรายการที่ 12 ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 738,514.22บาท นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 24 ม. 79 ม. 82/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็น แอล ดีเวลล็อปเมนต์ จำกัด
จำเลย — การเคหะแห่งชาติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2544
#41184
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าเจ้ามรดกของจำเลยกู้ยืมเงิน จำเลยให้การปฏิเสธว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม การจะฟังว่าเจ้ามรดกกู้ยืมเงินโจทก์จริงหรือไม่ต้องอาศัยหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเป็นพยาน เมื่อหนังสือสัญญาที่โจทก์อ้างเป็นพยานติดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน จึงเป็นตราสารที่ไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ส่วนการที่โจทก์นำพยานบุคคลและพยานเอกสารสืบไปฝ่ายเดียวโดยจำเลยไม่ติดใจซักค้านและนำพยานเข้าสืบหักล้างพยานโจทก์นั้นก็หาใช่ว่าจำเลยยอมรับว่าเจ้ามรดกกู้ยืมเงินโจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นบิดามารดาของนางสาวสำรวยชูทอง ผู้ตายเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2542 นางสาวสำรวย ชูทอง ได้กู้ยืมเงินของโจทก์ไปเป็นจำนวน 100,000 บาท คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2542 โดยได้รับเงินที่กู้ยืมไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา นับแต่นางสาวสำรวยได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์แล้ว นางสาวสำรวยไม่เคยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เลยเมื่อครบกำหนดชำระตามสัญญาก็ไม่ได้ชำระต้นเงินคืนให้แก่โจทก์คงค้างดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 100,000บาท นับแต่วันกู้ยืมจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 เดือนเศษ แต่โจทก์ขอคิดเพียง 5 เดือน คิดเป็นเงินดอกเบี้ย 6,250 บาท เมื่อรวมต้นเงินและดอกเบี้ยแล้วเป็นเงินจำนวน 106,250 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 6มิถุนายน 2542 เนื่องจากจำเลยทั้งสองเป็นบิดาและมารดาในฐานะทายาทโดยธรรมและเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนางสาวสำรวยผู้ตายจึงต้องรับผิดในหนี้จำนวนดังกล่าวตามคำฟ้องโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 106,250 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า นางสาวสำรวยไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์หนังสือสัญญากู้ยืมเงินเป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์ทำปลอมขึ้นทั้งฉบับ ลายมือชื่อในช่องผู้กู้มิใช่ลายมือชื่อของนางสาวสำรวย จำเลยที่ 2 (ที่ถูกจำเลยที่ 1) มิใช่เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวสำรวยจึงมิต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2(ที่ถูกจำเลยที่ 1) ก่อนตายนางสาวสำรวยไม่มีทรัพย์สินอันจะเป็นมรดกตกทอดแก่จำเลยทั้งสองแต่อย่างใด ตามฟ้องของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่านางสาวสำรวยมีทรัพย์มรดกอย่างใดบ้าง และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 บัญญัติว่า"ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดก" เมื่อปรากฏว่าก่อนตายนางสาวสำรวยไม่มีทรัพย์สินใด ๆ จึงไม่มีกองมรดกที่โจทก์จะพึงบังคับเอาชำระหนี้ได้ จำเลยทั้งสองจึงหาจำต้องรับผิดต่อโจทก์ไม่ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีนี้แม้จำเลยทั้งสองจะยื่นคำให้การสู้คดี แต่ในระหว่างพิจารณาคดีโจทก์นำพยานบุคคลและเอกสารสืบไปฝ่ายเดียวโดยจำเลยทั้งสองไม่ติดใจซักค้านและนำพยานเข้าสืบเพื่อหักล้างพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์เท่ากับว่าจำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องพร้อมเอกสารต่าง ๆที่โจทก์นำสืบเสนอต่อศาลหรืออีกประหนึ่งว่ายอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์จริงตามที่ปรากฏในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน โดยมิได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้นย่อมฟังได้ว่า นางสาวสำรวยกู้ยืมเงินโจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ แม้หนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับดังกล่าวไม่ปิดอากรแสตมป์หรือปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนจึงไม่จำต้องอาศัยฟังจากเอกสารสัญญากู้ยืมเงิน ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1484/2505 เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การสู้คดีปฏิเสธว่า นางสาวสำรวย ชูทอง ไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ หนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 (ที่ถูกหมายเลข 2) เป็นสัญญาปลอมดังนั้น การจะฟังว่านางสาวสำรวยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์หรือไม่จึงต้องอาศัยฟังหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานเมื่อปรากฏว่าหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์อ้างมาเป็นพยานหลักฐานปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน จึงเป็นตราสารที่ไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118ทั้งข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้าง จึงฟังไม่ได้ว่านางสาวสำรวยกู้ยืมเงินโจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ ส่วนที่โจทก์นำพยานบุคคลและพยานเอกสารสืบไปฝ่ายเดียวโดยจำเลยทั้งสองไม่ติดใจซักค้านและนำพยานเข้าสืบเพื่อหักล้างพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์นั้น ก็หาใช่ว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่านางสาวสำรวยกู้ยืมเงินโจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือไม่ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเยื้อน สุขรัตน์
จำเลย — นายแบน ชูทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3021/2544
#41183
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจให้ยามเรียกจำเลยออกมาและให้จำเลยไขกุญแจเปิดเบาะรถจักรยานยนต์ขึ้นพบเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่8 เม็ด ขณะตรวจค้นจำเลยไม่มีอาการวิตกหรือตื่นตระหนก เมื่อพบของกลางก็ปฏิเสธทันทีว่าไม่ใช่ของจำเลย ก่อนเกิดเหตุ ส. บุตรชายสามีใหม่ของจำเลยขอยืมรถจักรยานยนต์ของจำเลยไปและนำมาคืนในเวลา 8.00 นาฬิกา ใกล้เคียงกับเวลาที่เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ซึ่งเป็นเวลาก่อน 9.00 นาฬิกา จำเลยเพิ่งอยู่กับสามีใหม่ก่อนเกิดเหตุเพียง 15 วัน ทั้ง ก. ภรรยาคนแรกของสามีใหม่จำเลยไม่ได้หย่าขาดกันและไป ๆ มา ๆ เพื่อเยี่ยมบุตร และในวันเกิดเหตุก็กลับมาเยี่ยมบุตร กรณีจึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นของจำเลยหรือมีผู้อื่นนำมาซุกซ่อนไว้เพื่อกลั่นแกล้งจำเลยจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2541 เวลากลางวันจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 8 เม็ด น้ำหนัก 0.74 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเหตุเกิดที่ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานีเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวและรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน อุทัยธานี จ - 8188 ที่จำเลยใช้ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7,8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี 6 เดือนและปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ (ที่ถูกจำเลยให้การปฏิเสธ) เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก9 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจโทพลายและสิบตำรวจโทวิสิษฐ์เบิกความเป็นพยานว่าเมื่อจำเลยมาที่รถจักรยานยนต์แล้วพยานขอตรวจค้นรถคันดังกล่าวจำเลยไม่มีอาการวิตกหรือตื่นตระหนกและเมื่อพบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำเลยก็ปฏิเสธทันทีว่า เมทแอมเฟตามีนที่พบไม่ใช่ของจำเลยและบอกด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุนายสมคิดบุตรชายสามีใหม่จำเลยยืมรถจักรยานยนต์ของจำเลยไป ร้อยตำรวจเอกพิสูจน์ ศรีแสงทอง พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่าได้สอบถามนายสมคิดแล้วรับว่า ได้ยืมรถจักรยานยนต์ของจำเลยไปจริงสอดคล้องกับคำเบิกความของนายไพศาล ศุภจิตรา พยานจำเลยว่านายสมคิด ยืมรถจักรยานยนต์ของจำเลยไปเมื่อเวลา 6 นาฬิกาและนำมาคืนเมื่อเวลา 8 นาฬิกา ซึ่งสิบตำรวจโทวิสิษฐ์ได้รับโทรศัพท์เมื่อเวลาก่อน 9 นาฬิกา จึงใกล้เคียงกับเวลาที่นายสมคิดนำรถจักรยานยนต์มาจอดคืน นายสังคม สุขศิริ พยานจำเลยเบิกความว่านางกัญญาเป็นภรรยาคนแรกของพยาน จำเลยเป็นภรรยาใหม่ นางกัญญาไปมีสามีใหม่พยานจึงได้จำเลยเป็นภรรยาแต่นางกัญญายังคงไป ๆ มา ๆ เพื่อเยี่ยมบุตร พยานกับนางกัญญายังไม่ได้หย่าขาดกัน ในวันเกิดเหตุนางกัญญากลับมาเยี่ยมบุตรนางกัญญามีความหึงหวงในตัวพยาน จำเลยเบิกความว่า เพิ่งเข้ามาอยู่กับนายสังคมก่อนเกิดเหตุ 15 วัน ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นของจำเลยหรือมีผู้อื่นนำมาซุกซ่อนไว้เพื่อกลั่นแกล้งจำเลย จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นาง ประนอม ม่วงสุข
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ชนะ ภาสกานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3017/2544
#41182
เปิดฉบับเต็ม

กำหนดระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จะนำมาใช้กับกรณีที่เจ้าหนี้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งมาฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายแล้วขอรับชำระหนี้ไม่ได้ เพราะมิใช่เรื่องร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาคดีแพ่งแต่เป็นเรื่องการนำเอาสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่มาใช้บังคับแก่ลูกหนี้ จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/32 ซึ่งบัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดให้มีกำหนดอายุความ 10 ปี เมื่อเจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ให้เป็นบุคคลล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาไม่เกินกำหนดระยะเวลา 10 ปี ย่อมเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้อย่างหนึ่งตามวิธีการที่พระราชบัญญัติล้มละลายฯ บัญญัติไว้โดยเฉพาะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14(2) ดังนั้น เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในระหว่างเวลาที่อายุความสะดุดหยุดลง เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งได้ ไม่ต้องห้ามมิให้ได้รับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 94(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ (จำเลย) ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 82 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2540 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน 420,948.69 บาท จากกองมรดกของลูกหนี้รายละเอียดปรากฏตามบัญชีท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้วไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่าหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าหนี้นำมายื่นคำขอรับชำระหนี้นั้นศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2529 เจ้าหนี้มายื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540จึงพ้นกำหนดเวลาในการบังคับคดี เป็นหนี้ที่ไม่อาจบังคับคดีได้จึงต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94(1) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ประกอบมาตรา 271 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้น ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 107(1)

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาเจ้าหนี้ว่า หนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1714/2529 ที่เจ้าหนี้นำมายื่นคำขอรับชำระหนี้ขาดอายุความอันจะต้องห้ามมิให้ได้รับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 94(1) หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 7วินิจฉัยว่า หนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวเป็นสิทธิเรียกร้องอันตั้งหลักฐานขึ้นโดยคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้น มีอายุความ10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32เจ้าหนี้ชอบที่จะใช้สิทธิบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ 4กุมภาพันธ์ 2529 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 การที่เจ้าหนี้มายื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 11เมษายน 2540 จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องจากกองมรดกของลูกหนี้ล่วงเลยกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงหมดสิทธิที่จะบังคับคดีซึ่งจะขอให้บังคับคดีไม่ได้ จึงต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94(1) และการที่เจ้าหนี้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องเป็นคดีล้มละลายภายในระยะเวลา 10 ปี ก็มิได้ทำให้ระยะเวลาในการบังคับคดีขยายออกไปเพราะระยะเวลาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 มิใช่อายุความแต่เป็นกำหนดเวลาในการบังคับคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายแล้วขอรับชำระหนี้นั้นมิใช่เรื่องเจ้าหนี้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาคดีแพ่ง จะนำระยะเวลาการบังคับคดี10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271มาปรับแก่กรณีนี้หาได้ไม่ กรณีเป็นเรื่องการนำเอาสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่มาใช้บังคับแก่ลูกหนี้จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1ลักษณะ 6 มาตรา 193/32 ซึ่งบัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดให้มีกำหนดอายุความ 10 ปี คดีนี้ศาลแพ่งมีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1714/2529 เมื่อวันที่ 4กุมภาพันธ์ 2529 คดีไม่มีการอุทธรณ์จึงถึงที่สุดในวันที่ 4 มีนาคม2529 การที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษานั้นเจ้าหนี้ชอบที่จะบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ทั้งหมดได้นับแต่วันที่ 4 มีนาคม 2529เป็นต้นไปภายใน 10 ปี เมื่อได้ความว่าเจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ให้เป็นบุคคลล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้จำนวนเงินตามคำพิพากษาดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2539 อันเป็นเวลาที่ยังไม่พ้นกำหนด10 ปี ย่อมมีผลเท่ากับเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้อย่างหนึ่งตามวิธีการที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2) ดังนั้น คำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ซึ่งยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 11 เมษายน2540 เป็นการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในระหว่างเวลาที่อายุความสะดุดหยุดลง เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งได้ กรณีจึงไม่เป็นการต้องห้ามมิให้ได้รับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94(1)ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังขึ้น..."

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และคำสั่งศาลชั้นต้นให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนพยานจนเสร็จสิ้นแล้วทำความเห็นเสนอต่อศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณามีคำสั่งใหม่ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/32
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน
โจทก์ — เจ้าหนี้
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นายนที อรุณรัศมี โดยนายโชคชัย อรุณรัศมี ผู้เข้าเป็นผู้แทนลูกหนี้
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
พิชัย เตโชพิทยากูล
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3002/2544
#44617
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เงินและ/หรือทรัพย์สินอื่นจำนวน 12,000,000 บาทของผู้คัดค้านซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านจึงหมดสิทธิที่จะยึดถือครอบครองเงินและ/หรือทรัพย์สินดังกล่าวไว้เป็นของตนอีกต่อไป ต้องส่งมอบให้แก่แผ่นดิน เมื่อผู้คัดค้านยังไม่ส่งมอบให้แก่แผ่นดินก็จำเป็นต้องมีการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาโดยเป็นหน้าที่ของผู้ร้องจะต้องเป็นผู้ดำเนินการ เมื่อตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการฯ มิได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษว่าจะบังคับอย่างไรจึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 และ มาตรา 272 วรรคหนึ่ง

ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นเพียงแต่จดรายงานกระบวนพิจารณาว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านฟังแล้ว แต่ยังมิได้ออกคำบังคับกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขให้ผู้คัดค้านนำเงินดังกล่าวมาส่งมอบให้แก่แผ่นดิน จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้ออกคำบังคับและกำหนดวิธีที่จะปฏิบัติตามคำบังคับเพื่อให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 272 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการพ.ศ. 2518 ขอให้เรียกผู้คัดค้านเข้ามาเป็นคู่ความ และขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านจำนวน 16,826,077 บาทตกเป็นของแผ่นดิน ให้ผู้คัดค้านโอนเงินฝากตามบัญชีธนาคารตั๋วสัญญาใช้เงินและหุ้นส่วนที่ตกเป็นของแผ่นดินแก่กระทรวงการคลังกับส่งมอบสมุดเงินฝากตั๋วสัญญาใช้เงิน และใบหุ้นแก่กระทรวงการคลังด้วย หากทรัพย์สินดังกล่าวมีจำนวนไม่ครบ 16,826,077 บาท ให้ผู้คัดค้านโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รถยนต์ และทรัพย์สินอื่นแก่กระทรวงการคลังจนกว่าจะครบ หากผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากไม่สามารถโอนได้ด้วยเหตุใด ให้ผู้คัดค้านใช้เงินแก่กระทรวงการคลังตามส่วนของมูลค่าทรัพย์สินที่แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินเอกสารท้ายคำร้อง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เงินและ/หรือทรัพย์สินอื่นจำนวน 12,000,000 บาท ของผู้คัดค้านซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้วเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2541

ผู้ร้องยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 ขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับเพื่อให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำพิพากษามิได้มีกรณีที่จะต้องมีการบังคับคดีจึงไม่จำต้องออกคำบังคับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับกำหนดระยะเวลา และเงื่อนไขให้ผู้คัดค้านนำเงินและ/หรือทรัพย์สินจำนวน12,000,000 บาท มาส่งมอบให้แก่แผ่นดิน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ศาลต้องออกคำบังคับเพื่อให้ผู้ร้องดำเนินการบังคับคดีต่อไปหรือไม่ ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้วินิจฉัยแต่เพียงว่า ทรัพย์สินบางอย่างเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านได้มาโดยมิชอบ ต้องตกเป็นของแผ่นดินเท่านั้น มิได้พิพากษาว่าให้ทรัพย์สินตามคำขอท้ายคำร้องรายการใดตกเป็นของแผ่นดิน และมิได้พิพากษาด้วยว่า หากผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากการโอนการจดทะเบียนโอนและการส่งมอบกระทำไม่ได้ด้วยเหตุใด ให้ผู้คัดค้านใช้เงินแก่กระทรวงการคลังตามส่วนของมูลค่าทรัพย์สินที่แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สิน อันจะก่อให้เกิดสิทธิที่จะบังคับคดีได้ จึงไม่จำต้องออกคำบังคับนั้น เห็นว่าคดีนี้ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้เงินและ/หรือทรัพย์สินอื่นจำนวน 12,000,000 บาท ของผู้คัดค้านซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านจึงหมดสิทธิที่จะยึดถือครอบครองเงินและ/หรือทรัพย์สินดังกล่าวไว้เป็นของตนเองอีกต่อไป ต้องส่งมอบให้แก่แผ่นดิน เมื่อผู้คัดค้านยังไม่ส่งมอบให้แก่แผ่นดิน ก็จำเป็นต้องมีการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาโดยเป็นหน้าที่ของผู้ร้องจะต้องเป็นผู้ดำเนินการ เมื่อตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ. 2518 มิได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษว่าจะบังคับอย่างไร จึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ที่บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และตามมาตรา 272 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า ถ้าศาลได้พิพากษาหรือมีคำสั่งอย่างใดซึ่งจะต้องมีการบังคับคดีก็ให้ศาลมีคำบังคับกำหนดวิธีที่จะปฏิบัติตามคำบังคับนั้นไว้ คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านฟังเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2541 ปรากฏว่าศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านไม่สามารถแสดงให้ศาลเห็นได้ว่าเงินปันผลจากห้างหุ้นส่วนจำกัดสามย่านรามาจำนวน 7,000,000บาท และเงินจากการโอนสิทธิเรียกร้องหนี้เงินกู้ยืมจากบริษัทโรซ่าผลิตภัณฑ์อาหาร (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 5,000,000 บาท เป็นเงินที่ผู้คัดค้านได้มาโดยชอบ จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เงินจำนวน 12,000,000 บาท ของผู้คัดค้านตกเป็นของแผ่นดิน ในวันนัดฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นเพียงแต่จดรายงานกระบวนพิจารณาว่า ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านฟังแล้ว แต่ยังมิได้ออกคำบังคับกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขให้ผู้คัดค้านนำเงินจำนวน 12,000,000 บาท ดังกล่าวมาส่งมอบให้แก่แผ่นดิน จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้ออกคำบังคับ และกำหนดวิธีที่จะปฏิบัติตามคำบังคับ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 272 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้นซึ่งรายละเอียดว่าทรัพย์สินรายการใดจะต้องตกเป็นของแผ่นดินมีปรากฏอยู่ในคำพิพากษาศาลฎีกาชัดเจนอยู่แล้ว มิใช่ว่าไม่ชัดเจนดังที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง จึงเป็นกรณีที่ออกคำบังคับได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับนั้นชอบแล้วฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 272
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายเมธี บริสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2997 -ที่ 2998/2544
#69217
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีเจตนาหลอกลวงผู้เสียหายแต่ละบุคคลไปทำงานค้าประเวณี เป็นเจตนาที่กระทำต่อแต่ละบุคคลไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกัน

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓, ๓๐๙ วรรคสอง, ๓๑๐, ๘๓, ๙๑ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๙, ๑๒ พระราชบัญญัติว่าด้วยการค้าหญิงและเด็กหญิง พ.ศ. ๒๔๗๑ มาตรา ๔ และนับโทษจำเลยทั้งสองคดีนี้ต่อกันด้วย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ยอมรับว่าจำเลยทั้งสองเป็นบุคคลเดียวกันทั้งสองสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓ วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๙ วรรคสี่ (ที่ถูกมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง และวรรคสี่) พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๕, ๗ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓ วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ การกระทำของจำเลยทั้งสองกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ลงโทษจำคุกกระทงละ ๖ ปี รวม ๓ กระทง รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๑๘ ปี ข้อหาอื่น นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ?ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ชักชวนผู้เสียหายทั้งสามไปทำงานกับน้องสาวของ ผู้เสียหายที่ ๑ ที่ประเทศมาเลเซีย โดยร่วมมือกับจำเลยที่ ๒ และพวกที่อยู่ในประเทศมาเลเซียดำเนินการหลอกลวง ผู้เสียหายไปเพื่อค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซียที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ เพียงแต่แนะนำให้ผู้เสียหายทั้งสามรู้จักกับจำเลยที่ ๒ เท่านั้น หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ ไม่ทราบเรื่องเกี่ยวกับการไปทำงานของผู้เสียหายทั้งสามต่อไป เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยที่ ๑ แตกต่างกับคำเบิกความของจำเลยที่ ๒ ที่ว่า จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างจำเลยที่ ๒ ให้พาผู้เสียหาย ทั้งสามไปทำงานกับน้องสาวของจำเลยที่ ๑ ที่ประเทศมาเลเซีย และหากจำเลยที่ ๑ มีน้องสาวอยู่ประเทศมาเลเซียจริง ก็น่าจะนำน้องสาวมาเบิกความให้เป็นประโยชน์แก่ตน และหากผู้เสียหายทั้งสามเต็มใจไปค้าประเวณีเองโดยสมัครใจ ผู้เสียหายทั้งสามคงไม่โทรศัพท์กลับมาบอกให้มารดาของพวกตนช่วยเหลือ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๑ จึงฟังไม่ขึ้น และ ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า เกี่ยวกับคดีนี้มีการช่วยเหลือผู้อื่นออกมาหลายคน แต่ไม่มีผู้ใดแจ้งความ คงมีแต่ผู้เสียหายทั้งสาม เท่านั้นที่แจ้งความและการกระทำของนาง ป. ที่ช่วยเหลือผู้เสียหายทั้งสามเป็นการกระทำเพื่อหาเสียงมากกว่า เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีไม่ปรากฏชัดว่าผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือผู้อื่นไม่ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด และการกระทำของ นาง ป. นั้น แม้จำเลยที่ ๑ จะเห็นว่าเป็นการกระทำเพื่อหาเสียงก็ตาม แต่เป็นการกระทำเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายทั้งสามให้พ้นทุกข์และเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของชนในชาติ อันเป็นการกระทำตามหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดี ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๑ ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาประการสุดท้ายที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการกระทำที่เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ มีเจตนาหลอกลวงผู้เสียหายแต่ละบุคคลไปทำงานค้าประเวณี เป็นเจตนาที่กระทำต่อแต่ละบุคคลไป การกระทำของจำเลยที่๑จึงเป็น ความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ มานั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็น พ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางวลัยพร บุตรวิชา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางกีรติ ตั้งธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2995/2544
#41181
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงความผิดละไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งจำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นรับรองฎีกาของจำเลยได้ตามมาตรา 221 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอรับรองฎีกาของจำเลยว่ากรณีไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ให้ยกคำร้องและมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยนั้น จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจที่หยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวเสียได้และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตามมาตรา 208(2)ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและคืนธนบัตรจำนวน300 บาท ที่ใช้ในการล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวน นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือนกับให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและคืนธนบัตรจำนวน 300 บาทที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนรวม2 กระทง ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงความผิดละไม่เกิน 5 ปีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้นายสมยศ จันทร์เปล่ง ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นรับรองในฎีกาของจำเลยว่า คดีเป็นปัญหาสำคัญอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอรับรองฎีกาของจำเลยว่า กรณีไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงให้ยกคำร้องและมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยนั้น จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาที่ไม่ชอบถือว่าไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกาอำนาจที่หยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208(2)ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยและที่ให้ยกคำร้องขอให้รับรองฎีกาของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้นายสมยศ จันทร์เปล่ง ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 10กรกฎาคม 2543 ว่าจะอนุญาตให้ฎีกาหรือไม่ แล้วดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นางภู ศาลารัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2995/2544
#69216
เปิดฉบับเต็ม

คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอรับรองฎีกาของจำเลยว่ากรณีไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ให้ยกคำร้องและมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๙๑ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและคืนธนบัตรจำนวน ๓๐๐ บาท ที่ใช้ในการล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๕ ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๕ ปี รวมจำคุก ๑๐ ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวน นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ ปี ๘ เดือน กับให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และคืนธนบัตรจำนวน ๓๐๐ บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนรวม ๒ กระทง ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงความผิดละไม่เกิน ๕ ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้นายสมยศ จันทร์เปล่ง ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นรับรองในฎีกาของจำเลยว่า คดีเป็นปัญหาสำคัญอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอรับรองฎีกาของจำเลยว่า กรณีไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ให้ยกคำร้องและมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยนั้น จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐๘ (๒) ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยและที่ให้ยกคำร้องขอให้รับรองฎีกาของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้นายสมยศ จันทร์เปล่ง ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ว่าจะอนุญาตให้ฎีกาหรือไม่ แล้วดำเนินการต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นางภู ศาลารัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายสมยศ จันทร์เปล่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสถิตย์ ทาวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2972/2544
#41180
เปิดฉบับเต็ม

คดีขอถอนผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกที่จะต้องฟ้องภายในห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงตามมาตรา 1733 วรรคสองซึ่งเป็นเรื่องสิทธิเรียกร้อง คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความตามที่ผู้ร้องยกขึ้นคัดค้าน ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกเรื่องคดีขาดอายุความการจัดการมรดกตามมาตรา 1733 วรรคสอง ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบแต่เมื่อการปันมรดกเสร็จสิ้นลงแล้ว การใช้สิทธิขอถอนผู้จัดการมรดกย่อมพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ทายาทของเจ้ามรดกจึงไม่มีสิทธิร้องขอถอนผู้จัดการมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางชูจิตต์ นิเวศานนท์ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชิต พันธ์นฤกหรือพรรณลึก ผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 591/2526รับโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 8804 ไปเป็นของตนโดยไม่ปันมรดกแก่ทายาทอื่นและร้องขอจัดการมรดกโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททั้งปวง เพราะเกรงจะถูกคัดค้านเนื่องจากมีเจตนาไม่สุจริต ขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยตั้งผู้คัดค้านซึ่งเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันเป็นผู้จัดการมรดกแทน

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า เจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 8804 เพียงแปลงเดียว และผู้ร้องรับโอนมรดกที่ดินแปลงนั้นไว้แล้วตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2533 โดยไม่มีทายาทคนใดคัดค้าน การปันมรดกรายนี้เสร็จสิ้นลงเกินกว่า 5 ปี แล้ว คำฟ้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 ผู้คัดค้านเคยต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดทหารราชบุรี ในคดีหมายเลขแดงที่ 3 ก/2530 และคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 196/2533 จนถูกกองทัพบกถอดยศปลดออกจากราชการโดยไม่มีบำเหน็จบำนาญ จึงขอเงิน 150,000 บาท และรถยนต์เก๋งโฮลเด็นจากผู้ร้องเพื่อนำไปประกอบอาชีพและแสดงเจตนาสละมรดกแล้วจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกต่อไป ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2รับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชิต พันธ์นฤกหรือพรรณลึก ตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 591/2526 ผู้ร้องจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 8804ให้แก่ตนเองแล้ว เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2533 ทรัพย์มรดกมีแต่เพียงที่ดินแปลงดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีทรัพย์มรดกอื่นอีกคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นที่ว่าการคัดค้านการจัดการมรดกคดีนี้ขาดอายุความขึ้นวินิจฉัยเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีขอถอนผู้จัดการมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีเหตุที่จะถอนและต้องร้องขอก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลง เป็นเรื่องอำนาจฟ้องไม่ใช่คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกที่จะต้องฟ้องภายในห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงซึ่งเป็นเรื่องสิทธิเรียกร้อง ประเด็นแห่งคดีนี้จึงมีเพียงว่า มีเหตุให้ถอนผู้จัดการมรดกและการร้องขอถอนผู้จัดการมรดกได้ร้องก่อนการปันมรดกเสร็จสิ้นหรือไม่ โดยไม่มีประเด็นเรื่องคดีขาดอายุความฟ้องร้องหรือไม่ แม้ผู้ร้องจะกล่าวอ้างมาในคำคัดค้านก็เป็นเรื่องเกินเลย ไม่เกี่ยวกับประเด็น ที่ศาลล่างหยิบยกเรื่องคดีขาดอายุความการจัดการมรดกตามมาตรา 1733 วรรคสองขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังขึ้นส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกนั้น เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2ฟังมาดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น การปันมรดกคดีนี้จึงเสร็จสิ้นลงตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2533 การใช้สิทธิขอถอนผู้จัดการมรดกของผู้คัดค้านจึงพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิร้องขอถอนผู้ร้องออกจากตำแหน่งผู้จัดการมรดก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องคัดค้านนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1727 ม. 1733
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางชูจิตต์ นิเวศานนท์
ผู้คัดค้าน — นายพินิจ พรรณลึก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2972/2544
#69215
เปิดฉบับเต็ม

คดีร้องขอถอนผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีเหตุที่จะถอนและต้องร้องขอก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลงเป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ไม่ใช่คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกที่จะต้องฟ้องภายในห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งเป็นเรื่องสิทธิเรียกร้อง ประเด็นแห่งคดีร้องขอถอนผู้จัดการมรดกจึงมีเพียงว่า มีเหตุให้ถอนผู้จัดการมรดกและร้องขอถอนผู้จัดการมรดกได้ร้องก่อนการปันมรดกเสร็จสิ้นหรือไม่ โดยไม่มีประเด็นเรื่องสิทธิเรียกร้องคดีขาดอายุความฟ้องร้องหรือไม่ แม้ผู้ร้องจะกล่าวอ้างมาในคำคัดค้านการร้องขอถอนผู้จัดการมรดกก็เป็นเรื่องเกินเลยไม่เกี่ยวกับประเด็น การที่ศาลล่างหยิบยกเรื่องคดีขาดอายุความการจัดการมรดกตามมาตรา 1733 วรรคสอง ขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ชอบ

เมื่อการปันมรดกเสร็จสิ้นลงแล้ว การใช้สิทธิขอถอนผู้จัดการมรดกของผู้คัดค้านจึงพ้นกำหนดเวลาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิร้องขอถอนผู้ร้องออกจากตำแหน่งผู้จัดการมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางชูจิตต์ นิเวศานนท์ ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชิต พันธ์นฤกหรือพรรณลึก ผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๕๙๑/๒๕๒๖ รับโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๘๐๔ ตำบลเกาะเกิด อำเภอพระราชวัง (บางปะอิน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปเป็นของตนโดยไม่ปันมรดกแก่ทายาทอื่นและร้องขอจัดการมรดกโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททั้งปวง เพราะเกรงจะถูกคัดค้านเนื่องจากมีเจตนาไม่สุจริต ขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยตั้งผู้คัดค้านซึ่งเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันเป็นผู้จัดการมรดกแทน

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า เจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๘๐๔ เพียงแปลงเดียว และผู้ร้องรับโอนมรดกที่ดินแปลงนั้นไว้แล้วตั้งแต่วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๓๓ โดยไม่มีทายาทคนใดคัดค้าน การปันมรดกรายนี้เสร็จสิ้นลงเกินกว่า ๕ ปี แล้ว คำฟ้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๓๓ ผู้คัดค้านเคยต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดทหารบกราชบุรี ในคดีหมายเลขแดงที่ ๓ ก/๒๕๓๐ และคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ ๑๙๖/๒๕๓๓ จนถูกกองทัพบกถอดยศปลดออกจากราชการโดยไม่มีบำเหน็จบำนาญ จึงขอเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท และรถยนต์เก๋งโฮลเด็นจากผู้ร้องเพื่อนำไปประกอบอาชีพและแสดงเจตนาสละมรดกแล้ว จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกต่อไป ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชิต พันธ์นฤกหรือพรรณลึก ตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ ๕๙๑/๒๕๒๖ ผู้ร้องจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๘๐๔ ให้แก่ตนเองแล้ว เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๓๓ ทรัพย์มรดกมีแต่เพียงที่ดินแปลงดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีทรัพย์มรดกอื่นอีก คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นที่ว่า การคัดค้านการจัดการมรดกคดีนี้ขาดอายุความขึ้นวินิจฉัยเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีขอถอนผู้จัดการมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒๗ วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีเหตุที่จะถอนและต้องร้องขอก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลง เป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ไม่ใช่คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกที่จะต้องฟ้องภายในห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงซึ่งเป็นเรื่องสิทธิเรียกร้อง ประเด็นแห่งคดีนี้จึงมีเพียงว่า มีเหตุให้ถอนผู้จัดการมรดกและการร้องขอถอนผู้จัดการมรดกได้ร้องก่อนการปันมรดกเสร็จสิ้นหรือไม่ โดยไม่มีประเด็นเรื่องคดีขาดอายุความฟ้องร้องหรือไม่ แม้ผู้ร้องจะกล่าวอ้างมาในคำคัดค้าน ก็เป็นเรื่องเกินเลยไม่เกี่ยวกับประเด็น ที่ศาลล่างหยิบยกเรื่องคดีขาดอายุความการจัดการมรดกตามมาตรา ๑๗๓๓ วรรคสอง ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกนั้น เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ฟังมาดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น การปันมรดกคดีนี้จึงเสร็จสิ้นลงตั้งแต่วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๓๓ การใช้สิทธิขอถอนผู้จัดการมรดกของผู้คัดค้านจึงพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา ๑๗๒๗ วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิร้องขอถอนผู้ร้องออกจากตำแหน่งผู้จัดการมรดก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องคัดค้านนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1727 วรรคหนึ่ง ม. 1733 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางชูจิตต์ นิเวศานนท์
ผู้คัดค้าน — นายพินิจ พรรณลึก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา