คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2553/2544
#99087
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 3 (5) แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 อสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการตามมาตราดังกล่าว หมายถึง อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบกิจการ และมีไว้เพื่อใช้ในการประกอบกิจการ แม้ยังมิได้นำมาใช้ประกอบกิจการก็ตาม เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินไว้เพื่อพัฒนาเป็นวิทยาเขตแห่งใหม่ซึ่งเป็นกิจการที่อยู่ในวัตถุประสงค์ของโจทก์ ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการ แม้วัตถุประสงค์ของโจทก์มิได้มุ่งแสวงหากำไร แต่การขายที่ดินที่ดังกล่าวเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการจึงต้องถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบด้วยมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการขายที่ดินดังกล่าว

ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (6) บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติหมวดนี้ ได้แก่ การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดย พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่จะนำมาถือเป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดว่า กรณีใดเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6), 3 แห่ง พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ลักษณะใดบ้างที่ถือเป็นทางค้าหรือหากำไร จึงเป็นการกำหนดตามที่ประมวลรัษฎากรมาตรา 91/2 (6) ให้อำนาจไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 010060/6/100028 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/10060/ฝ.2/16/42/335 ลงวันที่ 21 มกราคม 2542 (ที่ถูก 15 กรกฎาคม 2542) และให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 21,811,680บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ได้รับคืนตามมาตรา 4 ทศ แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 12,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลก่อตั้งขึ้นโดยมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมการศึกษา เมื่อปี 2528 ถึง 2529 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 107791, 107792 และ 130032 ที่ดินทั้งสามแปลงตั้งอยู่ตำบลห้วยขวาง อำเภอห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่รวม 13 ไร่ 3 งาน 8 ตารางวา เพื่อนำมาพัฒนาเป็นวิทยาเขตแห่งใหม่ในการให้การศึกษาตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ แต่ภายหลังโจทก์เห็นว่าที่ดินมีเนื้อที่น้อยเกินไป และบริเวณนั้นมีปัญหาการจราจรแออัดจึงขายที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่บริษัทเจริญกฤษเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2536 ในราคา 660,960,000 บาท แล้วนำเงินไปซื้อที่ดินบริเวณถนนสายบางนา - ตราด เนื้อที่ประมาณ 360 ไร่ ก่อสร้างเป็นวิทยาเขตแห่งใหม่ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยเห็นว่า เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการ เป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไร จึงประเมินให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะโดยงดเบี้ยปรับแก่โจทก์ ให้โจทก์ชำระภาษีจำนวน 19,828,800 บาท กับเงินเพิ่มจำนวน 19,630,512 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 3,945,931.20 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 43,405,243 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ครั้นวันที่ 22 มกราคม 2542 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะออกไปอีก 10 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือโดยไม่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะภายในกำหนดโดยชำระภาษีธุรกิจเฉพาะกับภาษีส่วนท้องถิ่นรวมจำนวน 21,811,680 บาท ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว แต่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะภายในกำหนดเวลาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขยายให้จึงไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม คงเหลือเรียกเก็บเป็นเงินภาษี 19,828,800 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 1,982,880 บาท รวมเรียกเก็บทั้งสิ้นเป็นเงิน 21,811,680 บาท โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์วันที่ 17 สิงหาคม 2542

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า ที่ดินทั้งสามแปลงตามฟ้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร(ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นบัญญัติว่า ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่ การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม อสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว หมายถึงอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบกิจการและที่มีไว้เพื่อใช้ในการประกอบกิจการ แม้ยังมิได้นำมาใช้ในการประกอบกิจการก็ตาม หาได้หมายถึงเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ใช้ในการประกอบกิจการแล้วดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้นกฎหมายจะต้องบัญญัติให้ชัดเจนเช่นเดียวกับที่ดินเกษตรกรรม ที่ยกเว้นเฉพาะที่ดินที่ใช้ในเกษตรกรรมเท่านั้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เมื่อโจทก์มีที่ดินทั้งสามแปลงตามฟ้องไว้เพื่อพัฒนาเป็นวิทยาเขตแห่งใหม่ ซึ่งเป็นกิจการที่อยู่ในวัตถุประสงค์ของโจทก์ ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า โจทก์ขายที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวเป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ เห็นว่าแม้วัตถุประสงค์ของโจทก์มิได้มุ่งแสวงหากำไร แต่การขายที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการจึงต้องถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบด้วยมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวขัดต่อมาตรา 91/2 (6) นั้น เห็นว่า มาตรา 91/2 (6) บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ได้แก่ การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาซึ่งได้แก่พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่จะนำมาถือเป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดว่า กรณีใดเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) ดังนั้น ที่มาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว กำหนดหลักเกณฑ์ว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ลักษณะใดบ้างที่ถือเป็นทางค้าหรือหากำไร จึงเป็นการกำหนดตามที่มาตรา 91/2 (6) ให้อำนาจไว้ มิได้ขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าวแต่ประการใด โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการขายที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2551/2544
#41137
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยและ ส. ได้ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินของบริษัท ถ. จำกัด โดยยอมรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยและ ส. ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้เป็นประกันต่อมาจำเลยได้ขายที่ดินที่จำนองเป็นประกันหนี้ไป และ ส.ได้ชำระหนี้แก่โจทก์จำนวนหนึ่งซึ่งโจทก์ได้ออกหนังสือปลดหนี้แก่ ส. แล้ว จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมในหนี้รายเดียวกันย่อมต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสองเมื่อบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดชอบผู้ค้ำประกันต่อกันไว้ จึงต้องใช้หลักทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 และ296 การที่โจทก์สละสิทธิต่อ ส. ย่อมมีผลทำให้หนี้ส่วนที่เหลือสำหรับส. ระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 และย่อมมีผลให้หนี้สำหรับจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมระงับไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 293

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 17160/2532 ของศาลแพ่ง ซึ่งพิพากษาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2532 โดยจำเลยกับพวกยอมชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 7,994,777.58 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปี ในต้นเงิน 5,280,000 บาท นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2532จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ต้องชำระให้เสร็จภายใน 6 เดือน นับจากวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ กับชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความ 4,000 บาท หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้หากไม่พอชำระยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ จำเลยกับพวกได้ชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองหลายครั้งครั้งสุดท้ายวันที่ 11 มิถุนายน 2534 ชำระ 650,000 บาท เมื่อนำไปหักชำระหนี้ดอกเบี้ยและต้นเงินบางส่วนแล้ว จำเลยกับพวกยังคงเป็นหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมอยู่อีก 4,433,822.06 บาท แล้วไม่ชำระแก่โจทก์อีกเลย โจทก์ได้ขอออกหมายบังคับคดีและสืบหาทรัพย์สินของจำเลยกับพวกเพื่อดำเนินการบังคับคดีแล้ว แต่จำเลยกับพวกไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้คำนวณยอดหนี้ถึงวันฟ้อง จำเลยกับพวกยังเป็นหนี้โจทก์เป็นต้นเงินจำนวน4,433,822.06 บาท กับดอกเบี้ยจำนวน 4,580,806.29 บาท รวมเป็นเงิน 9,014,628.35 บาท พฤติการณ์ของจำเลยต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การว่า หนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ของบริษัทถุงกระดาษไทยจำกัด ซึ่งได้ชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วน จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นความรับผิด จำเลยไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และมีทรัพย์สินสามารถใช้หนี้โจทก์ได้จนครบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 17160/2532 ของศาลแพ่งซึ่งพิพากษาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2532 ให้บริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด นายวิวัฒน์อรรถประสิทธิ์ จำเลยและนางสาวสุพรรณี ลีลาวัณย์ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 7,994,777.58 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 5,280,000 บาทนับตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนกับค่าทนายความ 4,000 บาทโดยชำระให้เสร็จภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยกับพวกออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยกับพวกออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วนตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนาคำพิพากษาตามยอมเอกสารหมายจ.2 และ จ.3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยยังมีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์หรือไม่ เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 2804/2532 หมายเลขแดงที่ 17160/2532 ของศาลแพ่งตามเอกสารหมาย ล.1 แล้ว เห็นว่า จำเลยและนางสาวสุพรรณีได้ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินของบริษัทถุงกระดาษไทย จำกัดโดยยอมรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยและนางสาวสุพรรณีได้จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้เป็นประกัน ซึ่งต่อมาจำเลยได้ขายที่ดินที่จำนองเป็นประกันหนี้ไป และนางสาวสุพรรณีได้ชำระหนี้แก่โจทก์โดยโจทก์ได้ออกหนังสือฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2532 เรื่อง ชำระหนี้และปลดภาระค้ำประกันให้แก่นางสาวสุพรรณีโดยระบุว่า"... ตามที่ธนาคารได้อนุมัติให้ท่านชำระหนี้ส่วนตัวและในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด จำนวน 6,600,000 บาทเพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 149097 และ 169049แขวงสวนหลวง เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร และปลดภาระค้ำประกันออกไป นั้น... ธนาคารได้รับชำระเงินจำนวน 6,600,000บาท โดยท่านได้ไถ่ถอนทรัพย์จำนองดังกล่าวข้างต้นเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2538 ภาระหนี้ส่วนตัวและภาระค้ำประกันหนี้บริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด ของท่านที่มีต่อธนาคารได้หมดไป..."ตามหนังสือเอกสารหมาย ล.2 แม้เอกสารหมาย ล.2 จะเป็นสำเนาเอกสารซึ่งถ่ายจากต้นฉบับแต่เมื่อจำเลยอ้างส่งสำเนาต่อศาลพยานโจทก์รับว่าโจทก์ออกเอกสารดังกล่าวจริง จึงถือได้ว่าโจทก์ยอมรับว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้อง แสดงว่าโจทก์ได้ปลดหนี้ให้แก่นางสาวสุพรรณีแล้ว และในส่วนของจำเลยนั้นเป็นการค้ำประกันหนี้รายเดียวกันย่อมมีผลเป็นผู้ค้ำประกันร่วมกับนางสาวสุพรรณีจึงมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสอง ทั้งบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันต่อกันไว้ จึงต้องใช้หลักทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229และ 296 เมื่อนางสาวสุพรรณีได้ชำระหนี้ส่วนตัวและในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด ตามเอกสารหมาย ล.2 แล้ว การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สละสิทธิต่อนางสาวสุพรรณีมีผลทำให้หนี้ส่วนที่เหลือสำหรับนางสาวสุพรรณีระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 และย่อมมีผลให้หนี้สำหรับจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมระงับไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 293 จำเลยจึงหลุดพ้นไปด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผลฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229 ม. 293 ม. 296 ม. 340 ม. 682 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง นันทิยา แซ่ฉั่วหรือเลาหโชติโรจน์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
พิชัย เตโชพิทยากูล
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2550/2544
#41136
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยอมรับว่า จำเลยมีน้ำมันเครื่องซึ่งเป็นน้ำมันหล่อลื่นคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดตามที่โจทก์ฟ้องเป็นปริมาณเกินกว่า 200 ลิตร จึงเข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 25 ตรี วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดมีปริมาณตั้งแต่สองร้อยลิตรขึ้นไป ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่าย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้มีน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อใช้ในกิจการของตน หรือได้น้ำมันเชื้อเพลิงนั้นมาโดยไม่ทราบว่าเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด" ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงสันนิษฐานได้แล้วว่า จำเลยปลอมปนน้ำมันเครื่องเพื่อจำหน่าย จำเลยมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว

การที่จำเลยปลอมปนน้ำมันหล่อลื่นแล้วบรรจุใส่ถังซึ่งมีตราเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายประทับอยู่เพื่อจำหน่ายแก่ประชาชนที่ต้องการซื้อ โดยจำเลยมีเจตนาให้ประชาชนที่ซื้อน้ำมันหล่อลื่นนั้นหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้เสียหายเป็นการครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272(1) แล้ว แม้ถังน้ำมันหล่อลื่นที่มีตราเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายติดอยู่จะวางอยู่ในบริเวณห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ซึ่งมีรั้วรอบขอบชิด ห่างจากชุมชนและจำเลยไม่ได้นำไปแสดงแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชนทั่วไปก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิงพ.ศ. 2521 มาตรา 4, 13, 25 ตรี, 27 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32,33, 83, 91, 272 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 มาตรา 25 ตรี วรรคแรก และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272(1) อันเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ความผิดฐานปลอมปนน้ำมันเพื่อจำหน่ายให้ลงโทษจำคุก1 ปี 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท กระทงหนึ่ง ความผิดเกี่ยวกับการค้าให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท อีกกระทงหนึ่งรวมโทษทุกกระทงจำคุก 1 ปี 12 เดือน และปรับ 52,000 บาทไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษใดมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ขอหมายค้นจากศาลแล้วเข้าตรวจค้นห้างหุ้นส่วนจำกัดปรีชา ออยล์ โดยจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของห้างดังกล่าวเป็นผู้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นในโรงงาน พบถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ซึ่งมีตราเครื่องหมายการค้าของบริษัทเชลล์อินเตอร์เนชั่นแนลปิโตรเลียม จำกัด ผู้เสียหายติดอยู่ มีน้ำมันหล่อลื่นบรรจุอยู่เต็มถังจำนวน 11 ถัง และพบถังน้ำมันขนาด 200 ลิตรที่ไม่มีตราเครื่องหมายใดติดอยู่จำนวนกว่า 50 ถัง กับพบถังน้ำมันขนาด200 ลิตรจำนวน 1 ถัง ที่ได้เปิดฝาออก มีไม้กวนซึ่งทำจากเหล็ก 1 อันอยู่ในถัง และอุปกรณ์ต่าง ๆ อีกหลายรายการ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยึดถังบรรจุน้ำมันที่มีตราเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายติดอยู่จำนวน11 ถัง ถังสำหรับผสมหรือใช้กวน 1 ถัง ไม้กวนน้ำมันเครื่อง 1 อันปั๊มมือหมุน 1 ตัว ปั๊มไฟฟ้า 1 เครื่อง เส้นลวดสำหรับปิดภาชนะ 1 มัดคีมตัดลวด 1 อัน ท่อสายยาง 1 เส้น และสมุดแสดงการซื้อขายน้ำมัน2 เล่ม เป็นของกลาง และได้จับกุมจำเลยไปดำเนินคดีโดยนำตัวอย่างน้ำมันหล่อลื่นของกลางที่ยึดได้ไปตรวจพิสูจน์ที่กองน้ำมันเชื้อเพลิงกรมทะเบียนการค้า ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าน้ำมันหล่อลื่นของกลางมีค่าความหนืด 11.15 เซนติสโตกส์ มีปริมาณค่าของด่าง1.90 มิลลิกรัม KOH/กรัม ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศกำหนดไว้ จำเลยเป็นผู้ครอบครองน้ำมันเชื้อเพลิงของกลางชนิดน้ำมันหล่อลื่น ที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดจำนวน 11 ถัง รวมปริมาณ 2,200 ลิตร มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า นายฉัตรชัย พลอาจ พยานโจทก์ซึ่งเบิกความว่าเคยไปติดต่อขอซื้อน้ำมันเครื่องจากจำเลยนั้นไม่น่าเชื่อถือ พยานหลักฐานที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุและยึดไว้เป็นของกลางยังไม่อาจฟังได้ว่ามีการปลอมปนน้ำมันเครื่องเมื่อโจทก์มิได้มีพยานหลักฐานการล่อซื้อน้ำมันเครื่องจากจำเลยทั้งพยานหลักฐานของจำเลยก็มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าน้ำมันเครื่องของกลาง จำเลยมีไว้สืบเนื่องมาจากกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดปรีชาออยล์ นายจ้างของจำเลย จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีความผิดในข้อหาปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันหล่อลื่นเพื่อจำหน่ายนั้น เห็นว่า เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยได้ยอมรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีน้ำมันเครื่องซึ่งเป็นน้ำมันหล่อลื่นคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดตามที่โจทก์ฟ้องจำนวน 11 ถัง ขนาดบรรจุถังละ 200 ลิตรจริงซึ่งคำนวณเป็นปริมาณรวมกันแล้วเกินกว่า 200 ลิตร ก็เข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 25 ตรี วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิงพ.ศ. 2521 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดมีปริมาณตั้งแต่สองร้อยลิตรขึ้นไป ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่ายเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้มีน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อใช้ในกิจการของตน หรือได้น้ำมันเชื้อเพลิงนั้นมาโดยไม่ทราบว่าเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงสันนิษฐานได้แล้วว่า จำเลยปลอมปนน้ำมันเครื่องเพื่อจำหน่าย ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าน้ำมันหล่อลื่นของกลางเป็นน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วของรถบรรทุกน้ำมันซึ่งใช้ขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงไปส่งให้แก่ลูกค้าตามที่ต่าง ๆ อันเป็นกิจการค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดปรีชาออยล์ เปลี่ยนถ่ายไว้ น้ำมันเครื่องดังกล่าวหากเททิ้งไปจะเป็นอันตรายต่อสภาพธรรมชาติ ทั้งสามารถขายให้ผู้รับเหมาก่อสร้างนำไปใช้ทาไม้แบบ ทางห้างดังกล่าวจึงเก็บไว้ขายนั้น จำเลยมีพยานคือตัวจำเลยเบิกความลอย ๆ โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่ารถบรรทุกน้ำมันที่ใช้ในกิจการของห้างดังกล่าวมีจำนวนมากเพียงใด สภาพของโรงงานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจค้นก็ไม่ปรากฏเครื่องมือเครื่องจักร หรือสถานที่ที่จัดไว้เพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถบรรทุก ทั้งจำเลยก็มิได้นำสืบให้เห็นถึงน้ำมันเครื่องที่ยังไม่ได้ใช้งานที่มีอยู่ในห้างนั้นที่เตรียมไว้ใช้เปลี่ยนถ่ายให้รถบรรทุกแทนน้ำมันเครื่องที่ใช้งานแล้วแต่อย่างใด แม้จำเลยจะมีนายกุหลาบธนะสาร มาเบิกความสนับสนุนว่าได้เคยซื้อน้ำมันเครื่องใช้แล้วจากนายปรีชาเจ้าของห้างดังกล่าวหลายครั้ง ก็ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังจึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า จำเลยมีน้ำมันหล่อลื่นของกลางไว้ในครอบครองเพื่อใช้ในกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดปรีชา ออยล์ ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังว่าจำเลยมีความผิดฐานปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่ายนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ในความผิดข้อหาร่วมกันเอาชื่อ รูปรอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่นนั้นพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความแต่เพียงว่าถังน้ำมันหล่อลื่นที่มีตราเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายติดอยู่วางอยู่ในบริเวณห้างหุ้นส่วนจำกัดปรีชา ออยล์ ซึ่งมีรั้วรอบขอบชิด ทั้งยังห่างจากชุมชน จำเลยไม่ได้นำไปแสดงแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชนทั่วไปจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดนั้น เห็นว่า ในความผิดข้อหาเอาชื่อรูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ วัตถุที่ใช้หุ้มห่อ แจ้งความรายการแสดงราคา จดหมายเกี่ยวกับการค้าหรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกันเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272(1) นั้น มิได้หมายความจำกัดเพียงว่าจะต้องนำสินค้าดังกล่าวออกแสดงให้ประชาชนเห็นได้โดยทั่วไปเสียก่อนจึงจะเป็นความผิด เมื่อคดีนี้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาฟังได้ว่าจำเลยได้ปลอมปนน้ำมันหล่อลื่นแล้วบรรจุใส่ถังซึ่งมีตราเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายประทับอยู่เพื่อจำหน่ายแก่ประชาชนที่ต้องการซื้อ โดยจำเลยมีเจตนาให้ประชาชนที่ซื้อน้ำมันหล่อลื่นนั้นหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้เสียหายก็ครบองค์ประกอบความผิดในข้อหานี้แล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272(1) ด้วยนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 272 (1)
พ.ร.บ.น้ำมันเชื้อเพลิง ม. 25 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นาย สาโรจน์ แสงอ่อน
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2548/2544
#40572
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยืนอยู่บนสะพานใช้ก้อนหินที่มีขนาดน้ำหนักถึง1 กิโลกรัมเศษ และครึ่งกิโลกรัมจำนวนหลายก้อนทุ่มลงมาในหมู่ผู้เสียหายจำนวนมากที่อยู่ในเรือซึ่งมีพื้นที่จำกัดที่แล่นลอดใต้สะพาน จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นได้ว่าก้อนหินอาจถูกศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายเป็นผลทำให้ถึงตายได้ แต่จำเลยก็หาได้ใยดีต่อผลที่จะเกิดขึ้นไม่จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนี โดยมีเจตนาฆ่าได้ใช้ก้อนหินขนาดหนัก 1 กิโลกรัม หนัก 700 กรัม และ 600 กรัมจำนวนหลายก้อน ซึ่งเป็นหินขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ทุ่มจากสะพานสูงลงไปในเรือที่แล่นลอดใต้สะพาน ถูกนายประสิทธิ์เกิดแสงดวง ผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณริมฝีปาก และนายสมเจตน์แซ่ลิ้ม ผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณหลังมือ ข้อมือซ้าย กระดูกนิ้วหักหลังมือนิ้วหัวแม่มือหัก ต้องป่วยเจ็บทุพพลภาพไม่สามารถประกอบกรณียกิจตามปกติได้เกินกว่ายี่สิบวัน จำเลยกับพวกกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากก้อนหินถูกอวัยวะที่ไม่สำคัญทำให้ผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายประสิทธิ์ เกิดแสงดวง ผู้เสียหายที่ 1นายสมเจตน์ แซ่ลิ้ม ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูกมาตรา 297(8), 83)ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83 ให้ลงโทษจำคุก10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่โจทก์ร่วมทั้งสองนายศรีสมบัติ หลิมหอมกี่ และนางวิลัย รัตนากร กับพวกประมาณ120 ถึง 200 คน นั่งอยู่ในเรือที่ใช้เดินทางไปทอดผ้าป่าที่วัดกลางเหนือ เมื่อเรือแล่นมาถึงสะพานสมเด็จพระอมรินทร์ ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองอยู่สูงจากระดับพื้นน้ำประมาณ 7.50 ถึง8 เมตร มีคนร้ายใช้ก้อนหินที่มีน้ำหนักขนาด 1 กิโลกรัม 700 กรัมและ 600 กรัม จำนวนหลายก้อน ทุ่มมาจากบนสะพานลงไปในเรือถูกโจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับบาดเจ็บสาหัส ปรากฏตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย ปจ.1 และ ปจ.7 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ โจทก์ร่วมทั้งสองกับนายศรีสมบัติ หลิมหอมกี่ และนางวิไล รัตนากร เบิกความเป็นพยานได้ความตรงกันว่า ก่อนเกิดเหตุเรือซึ่งจะไปทอดผ้าป่าที่วัดกลางเหนือได้มาจอดรถเพื่อซื้อตั๋วค่าผ่านทางที่ประตูน้ำบางนกแขวก ขณะที่รออยู่นั้นจำเลยกับพวกได้จุดพลุขว้างใส่เรือ จึงได้มีการเข้าไปต่อว่าจำเลยกับพวก พวกของจำเลยยกมือไหว้ขอโทษ ตรงกันข้ามกับจำเลยที่พูดท้าทายว่า "ขว้างแล้วมีอะไร" หลังจากชำระค่าผ่านทางเรียบร้อยแล้วเรือได้ออกเดินทางต่อจำเลยกับพวกมาดักที่สะพานสมเด็จพระอมรินทร์ซึ่งเป็นสะพานที่เรือจะต้องแล่นลอดผ่านไปแล้วทิ้งก้อนหินและพลุลงมายังเรือที่พยานโดยสารมา หินตกลงมาถูกมือของนายสมเจตน์ แซ่ลิ้มโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับบาดเจ็บปรากฏตามใบชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย ปจ.7 แต่ในครั้งนี้เรือไม่ได้จอดคงมุ่งหน้าไปถึงวัดกลางเหนือ ทำการทอดผ้าป่าเสร็จแล้วก็พากันเดินทางกลับโดยใช้เส้นทางเดิม เมื่อเรือแล่นมาถึงที่เดิมคือสะพานสมเด็จพระอมรินทร์ พบจำเลยกับพวกอยู่บนสะพานใช้ก้อนหินทุ่มลงมาหลายก้อน ก้อนหินที่ทุ่มลงมาถูกบริเวณปากของโจทก์ร่วมที่ 1ได้รับบาดเจ็บถึงฟันหัก ปรากฏตามผลการชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย ปจ.1 ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวต่อมาว่าหลังจากเรือแล่นผ่านสะพานสมเด็จพระอมรินทร์มาแล้ว จำเลยกับพวกยังไปดักอยู่ข้างหน้าบริเวณสะพานบางนกแขวกซึ่งห่างจากสะพานสมเด็จพระอมรินทร์ประมาณ 200 เมตร ข้อเท็จจริงตอนนี้โจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความตรงกันว่า มีเรือของนายย่นแล่นมาพอดีและได้ใช้ไฟสปอทไลท์ส่องไปที่จำเลยกับพวกแล้วขึ้นไปช่วยกันไล่จับ แต่จำเลยกับพวกหลบหนีไปได้ จำเลยนำสืบปฏิเสธว่าไม่ใช่คนร้าย พิจารณาแล้วเห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ปาก คือ โจทก์ร่วมทั้งสอง นายศรีสมบัติและนางวิไลต่างไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลย ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ร่วมและจำเลยรับกันว่าก่อนเกิดเหตุได้มีการต่อว่ากันระหว่างพยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวกับจำเลยและพวกในข้อที่ว่า จำเลยกับพวกได้จุดพลุแล้วเหวี่ยงไปตกลงในเรือที่โจทก์ร่วมกับพวกนั่งมาถูกเด็กในเรือได้รับบาดเจ็บ แต่โจทก์ร่วมกับพวกก็ยังไม่เอาเรื่องโดยถือว่าจะมาทำบุญกัน แสดงว่าโจทก์ร่วมทั้งสองกับนายศรีสมบัติและนางวิไลซึ่งมาเบิกความเป็นพยานหาได้มีจิตใจที่จะอาฆาตมาดร้ายมุ่งที่จะเอาโทษกับจำเลยไม่ ทั้งเหตุการณ์ที่จำเลยกับพวกได้กระทำลงดังที่ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันนั้น หาใช่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวคราวเดียวแล้วสิ้นสุดลงไปไม่ หากแต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาเริ่มแต่เมื่อเรือไปรอซื้อตั๋วผ่านทางที่ประตูน้ำบางนกแขวกแล้ว จำเลยมาดักรอก่อเหตุที่สะพานสมเด็จพระอมรินทร์ เมื่อเรือที่โจทก์ร่วมทั้งสองกับพวกโดยสารมาต้องแล่นลอดสะพานดังกล่าวเพื่อเดินทางไปทอดผ้าป่า เมื่อทอดผ้าป่าเสร็จเรือแล่นกลับใช้เส้นทางเดิม ปรากฏว่าจำเลยกับพวกไปดักรอก่อเหตุซ้ำที่จุดเดิมอีกคือที่สะพานสมเด็จพระอมรินทร์และจำเลยกับพวกก็หาได้หยุดยั้งที่จะกระทำความผิดไม่ โดยจำเลยกับพวกยังตามไปดักรอเพื่อก่อเหตุเช่นเดิมอีกที่สะพานบางนกแขวก แต่ในครั้งนี้มีเรือของพลเมืองดีผ่านเข้ามาช่วยทัน จำเลยกับพวกจึงหลบหนีไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาตลอดมีการพูดจาต่อว่ากันระหว่างประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมกับจำเลยด้วย กว่าเหตุการณ์จะสิ้นสุดลงจนกระทั่งจำเลยกับพวกหลบหนีไปนั้น เป็นเวลาที่นานพอควร และในคืนเกิดเหตุเป็นวันลอยกระทง ดวงจันทร์เต็มดวงทั้งยังได้ความจากพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า ที่บริเวณราวสะพานสมเด็จพระอมรินทร์ทั้งสองด้านได้ติดไฟฟ้าส่องสว่าง เป็นหลอดไฟนีออน น่าเชื่อว่ามีแสงสว่างเพียงพอที่จะทำให้มองเห็นได้ชัดเจน จึงไม่มีข้อสงสัยว่าประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมจะจำคนร้ายหรือจำเลยผิดตัวไปได้ โจทก์ร่วมทั้งสองกับนายศรีสมบัติและนางวิไลเบิกความได้เชื่อมโยงกันสมเหตุผลมีน้ำหนักรับฟังได้เป็นมั่นคงว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้จริง พยานฐานที่อยู่ของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมดังวินิจฉัยมาได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าประจักษ์พยานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่น่าจะเห็นและจำคนร้ายได้ ล้วนแต่เป็นการคาดคะเนของจำเลยเองเพื่อให้ตนเองพ้นผิด หาทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองเสียน้ำหนักในการรับฟังไปไม่อนึ่ง พฤติการณ์ที่จำเลยใช้ก้อนหินซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่อาวุธโดยสภาพแต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นก้อนหินที่มีขนาดน้ำหนักถึง 1 กิโลกรัมเศษ และครึ่งกิโลกรัมจำนวนหลายก้อนทุ่มมาจากที่สูงลงมาในหมู่คนจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่จำกัดเช่นเรือที่เกิดเหตุเช่นนี้ จำเลยหรือบุคคลผู้อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับจำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นได้ว่าก้อนหินอาจจะไปถูกที่ศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายก็อาจเป็นผลทำให้ถึงตายได้ดังที่นายแพทย์วิชัย กิตติวัฒนกูล พยานโจทก์เบิกความแต่จำเลยก็หาได้ใยดีต่อผลที่จะเกิดขึ้นไม่ จึงถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย ประสิทธิ์ เกิดแสงดวง กับพวก
จำเลย — นาย ศิริหรือดำ พิมเสน
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
ผล อนุวัตรนิติการ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2548/2544
#91338
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้ก้อนหินซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นก้อนหินที่มีน้ำหนักถึง 1 กิโลกรัมเศษ และครึ่งกิโลกรัมจำนวนหลายก้อนทุ่มมาจากที่สูงลงมาในหมู่คนจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่จำกัดเช่นเรือที่เกิดเหตุเช่นนี้ จำเลยหรือบุคคลผู้อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับจำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นได้ว่าก้อนหินอาจจะไปถูกที่ศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญเป็นผลทำให้ถึงตายได้ แต่จำเลยก็หาได้ใยดีต่อผลที่จะเกิดขึ้นไม่ จึงถือว่าจำเลย มีเจตนาฆ่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๓๓ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายประสิทธิ์ เกิดแสงดวง ผู้เสียหายที่ ๑ นายสมเจตน์ แซ่ลิ้ม ผู้เสียหายที่ ๒ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๗ (ที่ถูกมาตรา ๒๙๗ (๘)), ๘๓ ให้ลงโทษจำคุก ๑ ปี ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๘๓ ให้ลงโทษจำคุก ๑๐ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ที่จำเลยใช้ก้อนหินซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นก้อนหินที่มีขนาดน้ำหนักถึง ๑ กิโลกรัมเศษ และครึ่งกิโลกรัมจำนวนหลายก้อนทุ่มมาจากที่สูง ลงมาในหมู่คนจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่จำกัดเช่นเรือที่เกิดเหตุเช่นนี้ จำเลยหรือบุคคลผู้อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับจำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นได้ว่าก้อนหินอาจจะไปถูกที่ศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายก็อาจเป็นผลทำให้ถึงตายได้ แต่จำเลยก็หาได้ใยดีต่อผลที่จะเกิดขึ้นไม่ จึงถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
โจทก์ร่วม — นายประสิทธิ์ เกิดแสงดวง กับพวก
จำเลย — นายศิริหรือดำ พิมเสน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายเฉลิมพล ชอบธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประยูร ณ ระนอง
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
ผล อนุวัตรนิติการ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2547/2544
#41135
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือที่จำเลยที่ 2 ทำไว้ต่อโจทก์เพื่อค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ว่า หากจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายจะยอมชดใช้หนี้สินหรือค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โดยมีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2ผู้ค้ำประกันเท่านั้น ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์อยู่ด้วย หนังสือดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานในการค้ำประกันเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้นมิใช่สัญญาค้ำประกัน แม้จะมีข้อความว่าสัญญาค้ำประกันก็ตาม เอกสารดังกล่าวจึงมิใช่ตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 104 และบัญชีอากรแสตมป์ลักษณะ 17ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 200,000 บาทต่อมาจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เสียหายรวมเป็นเงิน 167,783.20 บาทโจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 30,614 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 198,397 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินจำนวน 167,783.20 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยทั้งสองขาดนัด ศาลแรงงานกลางพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ได้ทุจริตไม่ส่งเงินค่าสินค้าและค่าใช้จ่ายคืนโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดแก่โจทก์ สำหรับสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ไม่ปิดและขีดฆ่าแสตมป์ให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเท่ากับโจทก์ไม่มีหลักฐานการค้ำประกันเป็นหนังสือ ไม่อาจจะฟ้องร้องจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันให้รับผิด พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 167,783.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า โจทก์จะใช้สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4ซึ่งไม่ได้ปิดแสตมป์อ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า เอกสารหมาย จ.4 เป็นหนังสือที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ว่าหากจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดหนี้สินหรือความเสียหายแก่โจทก์แล้วจำเลยที่ 2 ยอมชดใช้หนี้สินหรือค่าเสียหายแก่โจทก์ในวงเงิน 200,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันได้ลงลายมือชื่อไว้เท่านั้น ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์อยู่ด้วย เอกสารหมายจ.4 ดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานในการค้ำประกันเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้นมิใช่สัญญาค้ำประกัน แม้เอกสารหมาย จ.4 จะมีข้อความว่าสัญญาค้ำประกันเอกสารดังกล่าวก็มิใช่ตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 17 ดังนั้น เอกสารหมาย จ.4 ที่ไม่ได้ปิดแสตมป์จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ เมื่อรับฟังได้ว่าเอกสารหมาย จ.4 เป็นหลักฐานแห่งการค้ำประกัน จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เนื่องจากเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 1 ระบุว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชดใช้หนี้หรือค่าเสียหายให้โจทก์ในวงเงิน 200,000 บาท ทันที แสดงว่ามีข้อตกลงเป็นพิเศษให้โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ได้โดยไม่ต้องเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ก่อน มีผลให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 คนใดคนหนึ่งชำระหนี้ จำเลยที่ 2จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงินไม่เกิน200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 200,000 บาท ตามอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ คดีนี้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินแก่โจทก์ 167,783.20 บาทพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งไม่เกินวงเงินที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันตามเอกสารหมายจ.4 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 86
ป.รัษฎากร ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด
จำเลย — นาย สมพล บุญประสิทธิ์สม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
กมล เพียรพิทักษ์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2542/2544
#41134
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนฟ้องหย่าโจทก์พาจำเลยทั้งสองไปแจ้งความเป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจว่าพบจำเลยทั้งสองอยู่ในห้องและหลับนอนอยู่ด้วยกันสองต่อสอง และร้องเรียนผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 แต่ต่อมาโจทก์ได้แจ้งต่อพนักงานสอบสวนและมีการบันทึกในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้ว่า โจทก์ไม่ติดใจเอาความใด ๆ กับจำเลยที่ 2 หนังสือร้องเรียนเป็นเรื่องเข้าใจผิด โจทก์ได้ปรับความเข้าใจกับจำเลยทั้งสองแล้วเข้าใจกันดีแล้วทุกอย่าง จึงมาแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน โดยจำเลยที่ 2รับว่าจะไม่ฟ้องร้องโจทก์และจำเลยที่ 1 ด้วย โจทก์และจำเลยทั้งสองลงชื่อไว้ในเอกสารดังกล่าว รายงานประจำวันดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่ หรือที่จะมีขึ้นเกี่ยวกับการที่จำเลยทั้งสองเป็นชู้กันให้เสร็จไปด้วยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ระงับสิ้นไปแล้ว โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246,247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชายกรีตาพันธ์กับเด็กหญิงกัญญาวีร์ คุณมี ผู้เยาว์ทั้งสองอายุ 7 และ 4 ปี ตามลำดับโดยอยู่กินกันที่บ้านเลขที่ 48 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านฝาง อำเภอกระนวนจังหวัดขอนแก่น ในช่วงปลายปี 2539 ถึงต้นปี 2540 จำเลยที่ 1คบชู้กับชายอื่น โจทก์ได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่สำนึกผิดและคงประพฤติเช่นเดิมอีก โดยเป็นชู้ร่วมหลับนอนกับจำเลยที่ 2ในคืนวันที่ 2 สิงหาคม 2540 ถึงเช้าวันที่ 3 สิงหาคม 2540 ซึ่งจำเลยที่ 2 ทราบอยู่แล้วว่าโจทก์เป็นสามีของจำเลยที่ 1 ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทดแทนให้โจทก์คนละ 100,000 บาท และให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนอยู่ในความปกครองของโจทก์ โดยถอนอำนาจปกครองจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การในทำนองเดียวกันว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยามีบุตรด้วยกัน 2 คน จริง จำเลยที่ 1และที่ 2 ไม่ได้เป็นชู้กันเนื่องจากจำเลยที่ 1 รับราชการเป็นครูต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นทั่วไปภายนอกโรงเรียน แต่โจทก์เป็นคนขี้ระแวงสงสัย ในคืนวันที่ 2 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2540 จำเลยทั้งสองไม่ได้ร่วมหลับนอนกัน โจทก์นำเจ้าพนักงานตำรวจ 2 คนมาที่บ้านหลังดังกล่าวและกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองเป็นชู้กัน โจทก์ขอร้องให้จำเลยทั้งสองมาที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองขอนแก่นแล้วแจ้งให้ตำรวจลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานว่าจำเลยทั้งสองเป็นชู้และร่วมหลับนอนกันที่บ้านเลขที่ 108 ดังกล่าว และร้องเรียนจำเลยที่ 2 ต่อผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 ภายหลังโจทก์ทราบความจริงว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นชู้กันจริง เพียงแต่เกิดความระแวงสงสัยจึงถอนคำแจ้งความและคำร้องเรียน ขอให้ศาลยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 20,000บาท ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 50,000 บาท ให้จำเลยที่ 1เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชายกรีตาพันธ์ คุณมี และเด็กหญิงกัญญาวีร์ คุณมี ผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยทั้งสองเป็นชู้กันและโจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ขึ้นวินิจฉัยก่อนว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล.3 แล้ว มีข้อความสำคัญตอนท้ายว่าโจทก์ไม่ขอติดใจเอาความใด ๆ กับจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ซึ่งหนังสือร้องเรียนดังกล่าวเป็นการเข้าใจผิด โจทก์ได้พูดคุยปรับความเข้าใจกับจำเลยทั้งสองแล้วเข้าใจกันดีแล้วทุกอย่าง จึงมาแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน โดยจำเลยที่ 2 รับว่าจะไม่ฟ้องร้องกับโจทก์และจำเลยที่ 1 ด้วยโจทก์และจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารดังกล่าว เห็นว่าแม้จำเลยทั้งสองจะเป็นชู้กันหรือไม่ก็ตาม แต่รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล.3 ดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นเกี่ยวกับการที่จำเลยทั้งสองเป็นชู้กันให้เสร็จไปด้วยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เอกสารดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 การเรียกร้องค่าทดแทนระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ยอมสละนั้นจึงระงับสิ้นไปแล้ว โจทก์จึงมาฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้ และปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246, 247 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 1523
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ไสว คุณมี
จำเลย — นาง ลดาวัลย์ คุณมี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชวลิต ศรีสง่า
สุวัตร์ สุขเกษม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2541/2544
#41133
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและพนักงานอัยการได้ขอผัดฟ้องจำเลยมาตลอดภายหลังจากที่มีอำนาจควบคุมตัวจำเลยไว้ 48 ชั่วโมง ตามกฎหมายแล้ว และตามคำร้องขอผัดฟ้องครั้งสุดท้าย ศาลอนุญาตให้พนักงานอัยการผัดฟ้องได้ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 โจทก์ฟ้องจำเลยในวันดังกล่าวจึงไม่ต้องขออนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและไม่จำเป็นที่โจทก์ต้องระบุไว้ในคำฟ้องด้วยว่า ได้มีการขอผัดฟ้องศาลอนุญาตให้ผัดฟ้องและโจทก์ได้ฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาที่ศาลได้อนุญาตไว้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยใช้ขวดสุราเป็นอาวุธตีศีรษะนายวีระพงษ์ ใจบุญผู้เสียหาย 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ มีบาดแผลฉีกขาดยาว 3 เซนติเมตร ลึกถึงกระดูกบริเวณหน้า ใช้เวลารักษาหายภายใน 7 วัน วันที่ 14 เมษายน 2541 จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัว ได้รับการประกันตัวตลอดมาขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายวีระพงษ์ ใจบุญ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า คดีนี้ปรากฏตามคำฟ้องว่าจำเลยมอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2541ระหว่างสอบสวนจำเลยได้รับการประกันตัวตลอดมา แสดงว่าพนักงานสอบสวนถือว่าจำเลยได้ตกเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดคดีนี้ในทันทีที่ได้รับมอบตัว พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าเป็นการจับกุมจำเลยในวันที่เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยในวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 พ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดดังกล่าวโดยไม่ปรากฏว่าได้ขอผัดฟ้องหรือได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลย่อมยกขึ้นอ้างได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯพ.ศ. 2499 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำฟ้องโจทก์ได้ความว่า "ต่อมาวันที่ 14 เมษายน 2541 จำเลยได้มามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัวโดยมีประกันตัวไปตลอดมา"ข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นแสดงว่าได้มีการจับกุมจำเลยตั้งแต่วันที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนแล้ว และตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 7 บัญญัติให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีหน้าที่ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวงให้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ ในกรณีที่เกิดความจำเป็นไม่สามารถฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลได้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณียื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปได้อีกคราวละไม่เกินหกวัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสามคราวเมื่อศาลสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องครบสามคราวแล้ว หากพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปอีก โดยอ้างเหตุจำเป็น ศาลจะอนุญาตตามขอนั้นได้ก็ต่อเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการได้แสดงถึงเหตุจำเป็น และนำพยานมาเบิกความประกอบจนเป็นที่พอใจแก่ศาล ในกรณีเช่นว่านี้ศาลมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องต่อไปได้คราวละไม่เกินหกวันแต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสองคราว และตามบทบัญญัติในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติข้างต้น ห้ามมิให้พนักงานอัยการฟ้องคดี เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 7เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้ขอผัดฟ้องจำเลยตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องขออนุญาตฟ้องจากอัยการสูงสุด โดยโจทก์แนบเอกสารคำร้องขอผัดฟ้องของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและของพนักงานอัยการโจทก์ครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 5 ที่ศาลแขวงลำปางอนุญาตให้ผัดฟ้องจำเลยประกอบมาพร้อมด้วย และเอกสารดังกล่าวได้มีรองจ่าศาลรับรองสำเนาถูกต้อง จำเลยมิได้แก้ฎีกาเป็นอย่างอื่น จึงต้องฟังว่าสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาเอกสารที่ถูกต้องและมีอยู่จริงเมื่อพิเคราะห์ข้อความในเอกสารดังกล่าวแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและพนักงานอัยการได้ขอผัดฟ้องจำเลยมาตลอดภายหลังจากที่มีอำนาจควบคุมตัวจำเลยไว้สี่สิบแปดชั่วโมงตามกฎหมายแล้ว และตามคำร้องขอผัดฟ้องจำเลย ครั้งที่ 5 อันเป็นครั้งสุดท้ายศาลอนุญาตให้พนักงานอัยการผัดฟ้องจำเลยได้ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 โจทก์ฟ้องจำเลยในวันดังกล่าว จึงไม่ต้องขออนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ไม่จำเป็นที่โจทก์ต้องระบุไว้ในคำฟ้องด้วยว่าได้มีการขอผัดฟ้อง ศาลอนุญาตให้ผัดฟ้องและโจทก์ได้ฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาที่ศาลได้อนุญาตไว้อีกในเมื่อฟ้องของโจทก์ได้บรรยายฟ้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้วฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5พิพากษายกฟ้องโจทก์ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นและเนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีตามที่จำเลยอุทธรณ์ จึงเห็นสมควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยก่อน"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงลำปาง
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นายวีระพงษ์ ใจบุญ
จำเลย — นายบุญเทียม หวังใจ
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2541/2544
#69186
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องของโจทก์ได้บรรยายฟ้องครบถ้วนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 แล้ว ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่จำเป็นที่โจทก์ต้องระบุไว้ในคำฟ้องด้วยว่าได้มีการขอผัดฟ้อง ศาลอนุญาตให้ผัดฟ้องและโจทก์ได้ฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาที่ศาลได้อนุญาตไว้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายวีระพงษ์ ใจบุญ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ จำคุก ๒ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ วินิจฉัยว่า คดีนี้ปรากฏตามคำฟ้องว่า จำเลยมอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วจำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๔๑ ระหว่างสอบสวนจำเลยได้รับการประกันตัวตลอดมา แสดงว่าพนักงานสอบสวนถือว่าจำเลยได้ตกเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดคดีนี้ในทันทีที่ได้รับมอบตัว พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าเป็นการจับกุมจำเลยในวันที่เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๑ พ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดดังกล่าวโดยไม่ปรากฏว่าได้ขอผัดฟ้องหรือได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องแม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลย่อมยกขึ้นอ้างได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวง ฯ พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้ขอผัดฟ้องจำเลยตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องขออนุญาตฟ้องจากอัยการสูงสุด โดยโจทก์แนบเอกสารคำร้องขอผัดฟ้องของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและของพนักงานอัยการโจทก์ครั้งที่ ๑ ถึงครั้งที่ ๕ ที่ศาลแขวงลำปางอนุญาตให้ผัดฟ้องจำเลยประกอบมาพร้อมด้วย และเอกสารดังกล่าวได้มีรองจ่าศาลรับรองสำเนาถูกต้อง จำเลยมิได้แก้ฎีกาเป็นอย่างอื่น จึงต้องฟังว่าสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาเอกสารที่ถูกต้องและมีอยู่จริง เมื่อพิเคราะห์ข้อความในเอกสารดังกล่าวแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและพนักงานอัยการได้ขอผัดฟ้องจำเลยมาตลอดภายหลังจากที่มีอำนาจควบคุมตัวจำเลยไว้สี่สิบแปดชั่วโมงตามกฎหมายแล้ว และตามคำร้องขอผัดฟ้องจำเลยครั้งที่ ๕ อันเป็นครั้งสุดท้าย ศาลอนุญาตให้พนักงานอัยการผัดฟ้องจำเลยได้ถึงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๑ โจทก์ฟ้องจำเลยในวันดังกล่าว จึงไม่ต้องขออนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ไม่จำเป็นที่โจทก์ต้องระบุไว้ในคำฟ้องด้วยว่าได้มีการขอผัดฟ้อง ศาลอนุญาตให้ผัดฟ้อง และโจทก์ได้ฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาที่ศาลได้อนุญาตไว้อีก ในเมื่อฟ้องของโจทก์ได้บรรยายฟ้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ แล้ว ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น และเนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีตามที่จำเลยอุทธรณ์ จึงเห็นสมควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยก่อน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงลำปาง
โจทก์ร่วม — นายวีระพงษ์ ใจบุญ
จำเลย — นายบุญเทียม หวังใจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง — นายสหวิทย์ ธรรมสานุกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวรงค์พร จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2537/2544
#41132
เปิดฉบับเต็ม

ศาลภาษีอากรกลางให้เหตุผลในการลดเบี้ยปรับว่าโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงการชำระภาษีและให้ความร่วมมือแก่ศาลในการพิจารณาคดี หาใช่เพราะโจทก์ให้ความร่วมมือแก่ศาลในการพิจารณาคดีแต่เพียงประการเดียว แม้โจทก์จะมิได้นำพยานมาสืบในประเด็นนี้ก็ตาม แต่ศาลภาษีอากรก็มีอำนาจนำข้อเท็จจริงจากเอกสารของจำเลยในสำนวนคือรายงานการพิจารณาอุทธรณ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี2536 ถึง 2539 รายของโจทก์ ที่เจ้าพนักงานของจำเลยให้ความเห็นในประเด็นที่โจทก์ของดหรือลดเบี้ยปรับว่า พฤติการณ์ของโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี แต่เกิดจากความสำคัญผิดและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในข้อกฎหมายมาประกอบดุลพินิจในการพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับด้วย

แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ทวิ จะให้อำนาจแก่อธิบดีกรมสรรพากรวางระเบียบในการงดหรือลดเบี้ยปรับออกมาใช้ แต่ก็เป็นเพียงระเบียบที่เจ้าพนักงานประเมินจะต้องถือปฏิบัติไม่มีผลผูกพันศาลให้ต้องปฏิบัติตามระเบียบเช่นว่านั้น ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาว่าการที่เจ้าพนักงานงดหรือลดเบี้ยปรับมานั้นถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และมีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองในกรณีที่มีเหตุอันสมควรอีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับนายโอภาส ครุสุพร เป็นเจ้าของร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 11984 และ 47227 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ประกอบกิจการให้เช่าห้องซึ่งมี 100 ห้องในทรัพย์สินดังกล่าว โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละ 2 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2525 ในเดือนสิงหาคม 2541โจทก์ได้รับหนังสือของจำเลยที่ กค.0824 ลงวันที่ 27 สิงหาคม2541 เตือนให้ไปชำระภาษีอากรที่ค้างชำระตั้งแต่ปีภาษี 2536ถึง 2539 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ 01004371/1/100527 ถึง 01004371/1/100534 ลงวันที่ 14กรกฎาคม 2541 ของสำนักงานสรรพากรเขตราชเทวี (สาขา) โจทก์เห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้องจึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วลดค่าภาษีโดยคำนวณรายได้ของโจทก์จากค่าเช่าห้องเพียง75 ห้อง และลดเบี้ยปรับให้เก็บเพียงร้อยละ 50 โจทก์เห็นว่ายังไม่ถูกต้องและสูงกว่ารายได้จริงของโจทก์ ทั้งมิได้หักค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์สินที่ให้เช่าและค่าซ่อมแซม โจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือประเมินเลขที่01004371/1/100527 ถึง 01004371/1/100534 ลงวันที่ 14กรกฎาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามหนังสือเลขที่ สภ.2 (อธ.3.2/14.1/ ถึง 14.8/3/43)กับงดเบี้ยปรับเงินเพิ่ม

จำเลยให้การว่า เจ้าพนักงานประเมินคิดคำนวณหักค่าใช้จ่ายให้เป็นการเหมาในอัตราร้อยละ 30 ตามมาตรา 5(1)(ก) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักออกจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502การประเมินรายได้จากค่าเช่าและการหักค่าใช้จ่ายจึงชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับเงินเพิ่ม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ให้ลดเบี้ยปรับคงให้เจ้าพนักงานเรียกเก็บร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายคำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับให้โจทก์คงให้เรียกเก็บร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายเป็นการชอบหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับลงอีกเหลือเพียงร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายโดยให้เหตุผลว่า เพราะโจทก์ให้ความร่วมมือแก่ศาลในการพิจารณาคดีมิใช่เป็นการลดโดยอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ของผู้มีหน้าที่เสียภาษีตั้งแต่ชั้นการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ศาลภาษีอากรกลางให้เหตุผลในการลดเบี้ยปรับว่า เพราะโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงการชำระภาษีและให้ความร่วมมือแก่ศาลในการพิจารณาคดี หาใช่เพราะโจทก์ให้ความร่วมมือแก่ศาลในการพิจารณาคดีแต่เพียงประการเดียวไม่ปรากฏจากรายงานการพิจารณาอุทธรณ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2536 ถึง 2539 รายของโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 39ข้อ 5.2 ว่า เจ้าพนักงานของจำเลยให้ความเห็นในประเด็นที่โจทก์ของดหรือลดเบี้ยปรับว่า พฤติการณ์ของโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีแต่อย่างใด แต่เกิดจากความสำคัญผิดและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในข้อกฎหมายประกอบกับคณะบุคคลได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบไต่สวนในชั้นตรวจสอบภาษีอากร จึงพิจารณาลดเบี้ยปรับให้... ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่ติดใจสืบพยาน แต่ศาลภาษีอากรกลางก็มีอำนาจนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากเอกสารของจำเลยดังกล่าวในสำนวนมาประกอบดุลพินิจในการพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับได้ที่จำเลยอ้างว่าการลดเบี้ยปรับให้แก่ผู้เสียภาษีอากรต้องเป็นไปตามระเบียบของอธิบดีกรมสรรพากรที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ทวิ วรรคสอง นั้น เห็นว่า แม้บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะให้อำนาจแก่อธิบดีกรมสรรพากรวางระเบียบในการงดหรือลดเบี้ยปรับออกมาใช้แต่ก็เป็นเพียงระเบียบที่เจ้าพนักงานประเมินจะต้องถือปฏิบัติ ไม่มีผลผูกพันศาลให้ต้องปฏิบัติตามระเบียบเช่นว่านั้น ศาลมีอำนาจพิจารณาว่าการที่เจ้าพนักงานงดหรือลดเบี้ยปรับมานั้นถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และมีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองในกรณีที่มีเหตุอันสมควรอีกด้วย เมื่อโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงการชำระภาษีจึงไม่ควรต้องเสียเบี้ยปรับในอัตราสูงนัก และเบี้ยปรับตามกฎหมายที่โจทก์จะต้องเสียมีจำนวนถึง 2 เท่าของจำนวนเงินภาษี การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้โจทก์เสียเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายซึ่งยังคงมีจำนวนเท่ากับจำนวนเงินภาษีจึงยังเป็นอัตราที่สูงไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ การที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับลงคงให้เรียกเก็บอัตราร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย จึงมิใช่อัตราที่ต่ำเกินไปนับว่าเป็นการชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชาตรี ครุสุพร
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2528/2544
#41131
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินราคา1,200,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสามคนละส่วนรวม 3 ส่วน ใน 6 ส่วน แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยก็ต้องถือทุนทรัพย์ตามทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตน เมื่อที่ดินพิพาทแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยต่อโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 จำเลย นางสว่าง ชัยสมัคร นางเกิดชัยสมัคร และนายคง ชัยสมัคร เป็นบุตรของนายเฉื่อย ชัยสมัคร โจทก์ที่ 3 เป็นบุตรนายคงซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อปี 2503 ระหว่างมีชีวิตอยู่นายเฉื่อยมีที่ดิน 1 แปลง มีหลักฐานเป็น ส.ค.1 เลขที่ 197 เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ ราคาประมาณ 1,200,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 17กรกฎาคม 2505 นายเฉื่อยถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 จำเลย นางสว่าง นางเกิดและโจทก์ที่ 3 ในฐานะผู้รับมรดกแทนที่นายคงคนละส่วนเท่า ๆ กันโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทนทายาทอื่นจนถึงปัจจุบันโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ต่อมาจำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อของตนเอง โฉนดเลขที่ 64258 เลขที่ดิน1062 และไม่ยอมแบ่งทรัพย์มรดกแก่ทายาทของนายเฉื่อยการขอออกโฉนดที่ดินของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 197 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยและบุตรของนายเฉื่อยอีก 2 คน คนละส่วนเท่า ๆ กัน หากไม่สามารถแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวได้ ให้นำทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละส่วนเท่า ๆ กัน และให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่64258 เลขที่ดิน 1062 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์จังหวัดบุรีรัมย์

จำเลยให้การว่า ที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 197 และที่ดินตามโฉนดเลขที่ 64258 เป็นที่ดินคนละแปลง ที่ดินตามโฉนดเลขที่ดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดกของนายเฉื่อย ชัยสมัคร แต่จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์จากผู้มีชื่อโดยสุจริตและถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2514 และครอบครองทำประโยชน์เพื่อตนตลอดมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ต่อมาเมื่อปี 2534 จำเลยขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ โจทก์ทั้งสามไม่คัดค้านจึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการขอออกโฉนดที่ดิน จำเลยอนุญาตให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทำนาในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2533ตลอดมา จนถึงปี 2538 ได้แจ้งให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เลิกทำนาจำเลยและทายาทของนายเฉื่อยไม่เคยมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ครอบครองแทนหากฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกเมื่อจำเลยครอบครองมาเกินกว่า 10 ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกทรัพย์มรดกตามโฉนดที่ดินเลขที่ 64258 เลขที่ดิน 1062 ตำบลอิสาณอำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ให้แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลย นางสว่าง ชัยสมัคร และนางเกิด ชัยสมัคร คนละหนึ่งส่วนเท่า ๆ กันถ้าการแบ่งไม่อาจทำได้ให้นำทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละส่วนเท่า ๆ กัน คำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่64258 ให้ยก เนื่องจากไม่ปรากฏว่าโฉนดที่ดินพิพาทออกไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสามคนละส่วนรวม3 ส่วน ใน 6 ส่วน คิดเป็นเงินรวม 1,200,000 บาท ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยก็ต้องถือทุนทรัพย์ตามทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตน เมื่อที่ดินพิพาท 3 ส่วน ที่โจทก์ทั้งสามตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมานั้นมีราคา 1,200,000 บาท ที่ดินพิพาทแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้นราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยต่อโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดก จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวแม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาขึ้นมาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บุญคืน แช่มรัมย์ กับพวก
จำเลย — นาง ทองคำ ชัยสมัคร
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2528/2544
#45643
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสามคนละส่วน รวม 3 ส่วน ใน 6 ส่วน ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยก็ต้องถือทุนทรัพย์ตามทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตน เมื่อที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสามตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมานั้นมีราคา 1,200,000 บาท ที่ดินพิพาทแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยต่อโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 197 ตำบลอีสาน อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ 20 ไร่ ราคา 1,200,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยและบุตรของนายเฉื่อยอีก 2 คน คนละส่วนเท่า ๆ กัน หากไม่สามารถแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวได้ให้นำทรัพย์สินมรดกออกขายทอดตลาด นำเงินมาแบ่งคนละส่วนเท่า ๆ กัน และให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 64258 เลขที่ดิน 1062 ตำบลอิสาณอำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและไม่ใช่ทรัพย์มรดก หากฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยก็ครอบครองมาเกินกว่า 10 ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกทรัพย์มรดกตามโฉนดที่ดินเลขที่ 64258 เลขที่ดิน 1062 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ให้แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลย นางสว่าง ชัยสมัคร และนางเกิด ชัยสมัคร คนละหนึ่งส่วนเท่า ๆ กัน ถ้าการแบ่งไม่อาจทำได้ให้นำทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละส่วนเท่า ๆ กัน คำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 64258 ให้ยก เนื่องจากไม่ปรากฏว่าโฉนดที่ดินพิพาทออกไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่น กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสามคนละส่วน รวม 3 ส่วน ใน 6 ส่วน คิดเป็นเงินรวม 1,200,000 บาท ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยก็ต้องถือทุนทรัพย์ตามทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตน เมื่อที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสามตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมานั้นมีราคา 1,200,000 บาทที่ดินพิพาทแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยต่อโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดก จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาขึ้นมาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บุญคืน แช่มรัมย์ กับพวก
จำเลย — นาง ทองคำ ชัยสมัคร
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2528/2544
#69185
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสามคนละส่วน รวม 3 ส่วน ใน 6 ส่วน ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยก็ต้องถือทุนทรัพย์ตามทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตน เมื่อที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสามตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมานั้นมีราคา 1,200,000 บาท ที่ดินพิพาทแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยต่อโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินตาม ส.ค.๑ เลขที่ ๑๙๗ ตำบลอีสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ ๒๐ ไร่ ราคา ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยและบุตรของนายเฉื่อยอีก ๒ คน คนละส่วนเท่าๆ กัน หากไม่สามารถแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวได้ให้นำทรัพย์สินมรดกออกขายทอดตลาด นำเงินมาแบ่งคนละส่วนเท่าๆ กัน และให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๔๒๕๘ เลขที่ดิน ๑๐๖๒ ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและไม่ใช่ทรัพย์มรดก หากฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยก็ครอบครองมาเกินกว่า ๑๐ ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกทรัพย์มรดกตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๔๒๕๘ เลขที่ดิน ๑๐๖๒ ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ให้แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลย นางสว่าง ชัยสมัคร และนางเกิด ชัยสมัคร คนละหนึ่งส่วนเท่าๆ กัน ถ้าการแบ่งไม่อาจทำได้ให้นำทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละส่วนเท่าๆ กัน คำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๔๒๕๘ ให้ยก เนื่องจากไม่ปรากฏว่าโฉนดที่ดินพิพาทออกไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่น กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสามคนละส่วน รวม ๓ ส่วน ใน ๖ ส่วน คิดเป็นเงินรวม ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยก็ต้องถือทุนทรัพย์ตามทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตน เมื่อที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสามตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมานั้นมีราคา ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ที่ดินพิพาทแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยต่อโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก ที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดก จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาขึ้นมาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาเป็นพับ.

นายรังสรรค์ ขวัญสกุลวิวัฒน์ ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. 248
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นางบุญคืน แช่มรัมย์
ชัยสมัคร — นางทองคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายเกรียงศักดิ์ ตั้งปรัชญากูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสามัคคี มณีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2520/2544
#43993
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้บรรยายฟ้องในตอนแรกแล้วว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นเวลากว่า 20 ปี และโจทก์ได้บรรยายในตอนต่อมาว่าจำเลยได้ตกลงจดทะเบียนภารจำยอมให้มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแต่ปรากฏว่าจำเลยปฏิเสธไม่ยอมไปจดทะเบียนภารจำยอมตามที่ตกลงกัน จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยไปทำนิติกรรมจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 2219 ของจำเลย ซึ่งจำเลยได้ให้การว่าทางพิพาทมิใช่ภารจำยอมและจำเลยไม่เคยตกลงกับโจทก์เพื่อจดทะเบียนภารจำยอม ประเด็นแห่งคดีจึงมีทั้งข้อที่จะต้องวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นภารจำยอมโดยอายุความหรือไม่และโจทก์จะบังคับให้จำเลยจดทะเบียนทางพิพาทดังกล่าวให้เป็นภารจำยอมได้หรือไม่ เพราะหากทางพิพาทเป็นภารจำยอมโดยอายุความ โจทก์ย่อมบังคับให้จำเลยจดทะเบียนเป็นภารจำยอมได้แม้จำเลยมิได้ตกลงด้วยก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนทางภารจำยอมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 2219 เป็นถนนกว้าง 3 เมตร ยาวตลอดที่ดิน ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินทั้งสี่แปลงตามแผนที่สังเขป เอกสารหมาย จ.2 เดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวกันของนางแช่ม นิยกิจ ซึ่งเป็นยายโจทก์ ต่อมานางแช่มแบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็น 4 แปลง ให้แก่บุตร 4 คน โดยให้บุตรแต่ละคนไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) คือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 2217, 2218, 2219 และ 2220 โจทก์ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2220 ต่อจากมารดาโจทก์ ส่วนจำเลยครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 2217 และ 2219 โดยซื้อจากนายจวน ขนอม ทางพิพาทอยู่ทางทิศตะวันตกของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 2219 ของจำเลย โจทก์ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าที่พิพาทโจทก์และประชาชนได้ใช้มาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว และได้ภารจำยอมจำเลยโต้เถียงว่า โจทก์ถือวิสาสะและใช้ทางมาไม่ถึง 10 ปี ไม่เป็นภารจำยอม ศาลจึงต้องวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นภารจำยอมหรือไม่เพื่อให้จำเลยจดทะเบียนภารจำยอมให้แก่โจทก์และจำเลยได้ทรัพย์มาโดยการซื้อที่ดินขณะที่มีภารจำยอมอยู่แล้ว จึงต้องรับภารจำยอมติดมาด้วย พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องในตอนแรกแล้วว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นเวลากว่า 20 ปี และโจทก์ได้บรรยายในตอนต่อมาว่า จำเลยได้ตกลงจดทะเบียนภารจำยอมให้ผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแต่ปรากฏว่าจำเลยปฏิเสธไม่ยอมไปจดทะเบียนภารจำยอมตามที่ตกลงกันจึงขอให้ศาลบังคับจำเลยไปทำนิติกรรมจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2219 ของจำเลยซึ่งจำเลยได้ให้การว่า ทางพิพาทมิใช่ภารจำยอมและจำเลยไม่เคยตกลงกับโจทก์เพื่อจดทะเบียนภารจำยอม ในประเด็นแห่งคดีจึงมีทั้งข้อที่จะต้องวินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นภารจำยอมโดยอายุความหรือไม่ และโจทก์จะบังคับให้จำเลยจดทะเบียนทางพิพาทดังกล่าวให้เป็นภารจำยอมได้หรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาฟังไม่ได้ว่า จำเลยตกลงจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภารจำยอม แล้วพิพากษายกฟ้อง โดยไม่วินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นภารจำยอมโดยอายุความหรือไม่ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาเพราะหากทางพิพาทเป็นภารจำยอมโดยอายุความโจทก์ย่อมบังคับให้จำเลยจดทะเบียนเป็นภารจำยอมได้ แม้จำเลยมิได้ตกลงด้วยก็ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โดยมิได้ส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อให้พิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) จึงไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้ฎีกามา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 และเห็นสมควรส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ โดยวินิจฉัยประเด็นที่ว่าทางพิพาทเป็นภารจำยอมโดยอายุความหรือไม่ด้วย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิชัย สมรูป
จำเลย — นาย เชาว์ดี บุญชูช่วย
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2516/2544
#40571
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การแล้วเห็นว่าคดีไม่จำต้องสืบพยานบุคคลจึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโดยพิเคราะห์จากคำแถลงของคู่ความและเอกสารที่ส่งศาลโจทก์อุทธรณ์และฎีกาว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับคำร้องขอแก้ไขคำให้การจำเลย ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีสืบพยานโจทก์จำเลยใหม่ แม้จะอุทธรณ์และฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องมาด้วยก็เป็นการโต้แย้งข้อที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530เท่านั้น ไม่ได้อุทธรณ์และฎีกาในเนื้อหาที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่ม แม้อุทธรณ์ข้อนี้จะฟังขึ้น ก็จะเข้าไปวินิจฉัยเรื่องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มยังไม่ได้ เพราะยังไม่มีข้อเท็จจริงเนื่องจากศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยาน ต้องย้อนสำนวนไปให้สืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งตามตาราง 1 ข้อ (2)(ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 25มีนาคม 2541 แล้วต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2542 โจทก์ยื่นคำร้องว่า อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์เป็นอุทธรณ์และฎีกาคำสั่งปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาทแต่เจ้าหน้าที่ศาลให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ขอให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2542 ว่าอุทธรณ์และฎีกาของโจทก์เป็นกรณีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ที่โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงชอบแล้ว ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้คืนเงินค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้คืนเงินค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 22 มิถุนายน 2542 ว่า ศาลฎีกาพิพากษาไปแล้ว จึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะเพิกถอนคำสั่งเดิมให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2542ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนเกิน 200 บาท แก่โจทก์ชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ในวันสืบพยานโจทก์ โจทก์ได้นำพยานมาเพื่อเตรียมสืบพยานแล้ว แต่จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ฟ้องเกิน 1 ปี จึงไม่มีอำนาจฟ้องศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้ไขคำให้การแล้วเห็นว่าคดีไม่จำต้องสืบพยานบุคคล จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสอง แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์ได้อุทธรณ์และฎีกาว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้แก้ไขคำให้การและคำสั่งที่ให้งดสืบพยานโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยโจทก์มีคำขอให้ศาลสูงยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับคำร้องขอแก้ไขคำให้การจำเลยทั้งสองและให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองใหม่จึงเห็นได้ว่า หากอุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ก็มีผลเพียงคดีต้องสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองกันใหม่ และยังไม่แน่ชัดว่าโจทก์จะชนะคดีหรือไม่ การพิจารณาคดีใหม่จึงไม่ใช่ประโยชน์ใดที่จะคำนวณเป็นราคาเงินได้ อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ย่อมเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ไม่ได้มีข้อความโต้แย้งเนื้อหาแห่งคดีทั้งตามรูปคดีจะต้องนำสืบค่าเสียหายให้เสร็จสิ้นก่อน ศาลจึงจะพิพากษาได้ผลการอุทธรณ์และฎีกาไม่ทำให้โจทก์ชนะคดี โจทก์เพียงขอให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นสืบพยานต่อไป เมื่อเสร็จสิ้นถึงจะพิพากษา อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์จึงเป็นคดีที่เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เพียง 200 บาท อันเป็นค่าขึ้นศาลที่ถูกต้องแล้ว มิฉะนั้นศาลคงไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ มาแต่ต้นจึงเห็นได้ว่าในคดีเดียวกันโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลแตกต่างกันย่อมพิสูจน์ได้ว่าค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาไม่ได้กำหนดให้ถูกต้องตามกฎหมาย พิเคราะห์แล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาว่า พิเคราะห์คำแถลงของคู่ความทุกฝ่ายประกอบพยานเอกสารที่คู่ความทุกฝ่ายรับว่าถูกต้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่จำต้องสืบพยานบุคคลต่อไป งดสืบพยานบุคคล นัดฟังคำพิพากษาและวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์และฎีกา อ้างว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้สืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองต่อไปนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์จะอุทธรณ์และฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้มาด้วยก็ตาม ก็เป็นอุทธรณ์และฎีกาโต้แย้งที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 เท่านั้น ไม่ได้อุทธรณ์และฎีกาในเนื้อหาที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มอีก 2,000,000 บาท และแม้ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะพิพากษาว่า อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ก็จะเข้าไปวินิจฉัยเรื่องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มยังไม่ได้ เพราะยังไม่มีข้อเท็จจริงเนื่องจากศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองจนสิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ดังนั้น อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งตามตาราง 1 ข้อ (2)(ก)ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดให้เสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาทนั้นถูกต้องแล้ว แต่ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจำนวน 50,000บาท เป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินมาไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาเป็นเงิน 49,800 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศรีเพ็ญ สุริยะศิริบุตร
จำเลย — กระทรวงศึกษาธิการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2516/2544
#69184
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดไปแล้ว โจทก์ผู้ฎีกาก็ยังมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาในชั้นฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2541 แล้วต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2542 โจทก์ยื่นคำร้องว่า อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์เป็นอุทธรณ์และฎีกาคำสั่งปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท แต่เจ้าหน้าที่ศาลให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ขอให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2542 ว่า อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์เป็นกรณีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ที่โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงชอบแล้ว ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้คืนเงินค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้คืนเงินค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 22 มิถุนายน 2542 ว่า ศาลฎีกาพิพากษาไปแล้วจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะเพิกถอนคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2542

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะอุทธรณ์และฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้มาด้วยก็ตาม ก็เป็นอุทธรณ์และฎีกาโต้แย้งที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 เท่านั้น ไม่ได้อุทธรณ์และฎีกาในเนื้อหาที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มอีก 2,000,000 บาท และแม้ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะพิพากษาว่า อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ก็จะเข้าไปวินิจฉัยเรื่องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มยังไม่ได้ เพราะยังไม่มีข้อเท็จจริงเนื่องจากศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสอง ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองจนสิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ ดังนั้น อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. กำหนดให้เสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท นั้นถูกต้องแล้ว แต่ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจำนวน 50,000 บาท เป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินมาไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาเป็นเงินจำนวน 49,800 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรีเพ็ญ สุริยะศิริบุตร
จำเลย — กระทรวงศึกษาธิการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประเสริฐ โกวิทยา
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่ง เรืองโรจน์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2513/2544
#108726
เปิดฉบับเต็ม

อาหารวันละ 3 มื้อ ที่นายจ้างให้แก่ลูกจ้างที่ไปทำงานปกติรับประทาน โดยลูกจ้างซึ่งไม่ได้ไปทำงานหรือเป็นวันหยุดจะไม่ได้รับประทานด้วยนั้น อาหารดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการช่วยการครองชีพของลูกจ้างซึ่งมาทำงานให้เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง อันมีลักษณะเป็นการให้สวัสดิการแก่ลูกจ้างอย่างหนึ่งเท่านั้น มิใช่ค่าจ้างตามความหมายของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 2 ต่อมาเมื่อ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีผลบังคับใช้ทำให้ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวถูกยกเลิก ความหมายคำว่า "ค่าจ้าง" จึงต้องใช้ตามมาตรา 5 ซึ่งหมายถึง "เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ ?" ดังนั้น อาหารวันละ 3 มื้อ ที่จำเลยจัดให้แก่โจทก์จึงมิใช่เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน จึงไม่ถือว่าเป็นค่าจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งพนักงานเก็บเงิน จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างส่วนที่ขาด และเงินสะสม พร้อมด้วยดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมีค่าอาหารวันละ ๓ มื้อ ให้แก่พนักงานทุกคน เมื่อรวมกับเงินเดือนแล้วโจทก์ได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าเดือนละ ๖,๖๐๐ บาท ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย ส่วนเงินสะสมจำเลยหักเป็นเงินประกันสังคมในส่วนของจำเลยไว้เท่านั้น โจทก์สมัครใจลาออกจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า อาหารวันละ ๓ มื้อ ที่จำเลยจัดให้แก่ลูกจ้างมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือการครองชีพของลูกจ้างที่ไปทำงาน มีลักษณะเป็นการให้สวัสดิการแก่ลูกจ้าง ไม่ใช่จำเลยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงาน อาหารวันละ ๓ มื้อ จึงมิใช่ค่าจ้าง โจทก์ไม่ได้ลาออก จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่ได้จ่ายต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีในต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเงินสะสมพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว การคิดดอกเบี้ยทั้งหมดให้นับตั้งแต่วันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ข้อ ๒ ให้ความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" หมายถึง "เงินหรือเงินและสิ่งของที่นายจ้างให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน" อาหารวันละ ๓ มื้อ ที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างให้แก่ลูกจ้างที่ไปทำงานปกติรับประทานแสดงให้เห็นว่าลูกจ้างซึ่งมิได้ไปทำงานหรือเป็นวันหยุดไม่ได้รับประทานอาหารทั้ง ๓ มื้อ เช่นนี้กรณีเห็นได้ว่าอาหารวันละ ๓ มื้อ ที่จำเลยจัดให้แก่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างนั้นมีวัตถุประสงค์เป็นการช่วยการครองชีพของลูกจ้างซึ่งมาทำงานในแต่ละวันให้เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง อันมีลักษณะเป็นการให้สวัสดิการแก่ลูกจ้างอย่างหนึ่งเท่านั้น มิใช่ค่าจ้างตามความหมายของประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าว ต่อมาพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๓ ได้บัญญัติให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๑๕ ดังนั้นประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามข้อ ๒ และข้อ ๑๔ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๑๕ จึงถูกยกเลิกไปด้วย ภายหลังที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มีผลใช้บังคับแล้วความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" ต้องใช้ตามมาตรา ๕ เท่านั้น ซึ่งตามมาตรา ๕ คำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า "เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน ?" ดังนั้น อาหารวันละ ๓ มื้อ คิดเป็นเงินมื้อละ ๔๐ บาท รวมเป็นเงินวันละ ๑๒๐ บาท ที่จำเลยจัดให้แก่โจทก์จึงมิใช่เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน จึงไม่ถือว่าเป็นค่าจ้างเช่นกัน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าอาหารวันละ ๓ มื้อ ที่จำเลยให้แก่โจทก์มิใช่ค่าจ้างนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม. 2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศุภวรรณ พัดคุ้ม
จำเลย — บริษัทสินทรัพย์ทวีอนันต์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2512/2544
#40570
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และตั๋วเครื่องบินเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐและตามสัญญาจ้างระบุการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ จำเลยจึงมีความผูกพันตามสัญญาต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นหนี้เงินที่กำหนดไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ แต่จำเลยอาจชำระเป็นเงินไทยก็ได้โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 ซึ่งเป็นสิทธิของลูกหนี้ที่จะเลือกปฏิบัติการชำระหนี้ ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงสิทธิของลูกหนี้ได้โดยลำพังที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวเป็นเงินไทยจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2539 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการโครงการในการออกแบบระบบจ่ายไฟฟ้าและระบบท่อร้อยสายในโครงการก่อสร้างสนามบินระหว่างประเทศกรุงเทพแห่งที่สองซึ่งจำเลยและบริษัทในเครือเป็นคู่สัญญาอยู่กับการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย โจทก์ได้ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,600 ดอลลาร์สหรัฐโดยมีข้อตกลงในสัญญาให้จำเลยเป็นผู้จ่ายภาษีเงินได้ของโจทก์ทุกจำนวน จำเลยได้ออกเงินค่าเดินทางจากประเทศแอฟริกาใต้มายังประเทศไทยให้โจทก์และโจทก์มีสิทธิได้รับตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพ-เมืองโยฮานเนสเบร์ก เมื่อทำงานให้จำเลยทุก ๆ6 เดือน และมีสิทธิได้รับตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจเมื่อย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม2541 จำนวน 13,120 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าชดเชย 28,800 บาทดอลลาร์สหรัฐ ค่าตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจเดินทางกลับประเทศแอฟริกาใต้ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงความน่าเชื่อถือการขาดรายได้เป็นเวลา 6 เดือน จำนวน 57,600ดอลลาร์สหรัฐ ในการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนขอให้ใช้อัตราณ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้แต่เพื่อประโยชน์ในการกำหนดทุนทรัพย์ในคดีโจทก์ขอใช้อัตราแลกเปลี่ยนกลาง ณ วันฟ้อง (วันที่ 20 มีนาคม 2541) 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 39.76 บาท ทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องมาในคดีนี้รวม 102,520ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 4,096,699.20 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยค่าตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจกรุงเทพเมืองโยฮานเนสเบอร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ โดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายและค่าเสียหายให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า การว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานมิใช่การจ้างแรงงาน จำเลยไม่ได้บอกเลิกสัญญาจ้างเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์2541 และไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยเลิกจ้างบริษัทหลุยส์ เบเยอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด รับโจทก์เข้าทำงานทันที แสดงว่าโจทก์ไม่เสียหายต่อชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือและไม่ขาดรายได้ สัญญาจ้างเลิกกันแล้วทำให้ข้อตกลงเรื่องจำเลยเป็นฝ่ายจ่ายภาษีเงินได้ตกไป โจทก์มีสิทธิได้รับค่าตั๋วเครื่องบิน 3,000ดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อตกลง และได้รับค่าชดเชย 28,800 ดอลลาร์สหรัฐสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 12,480 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 44,280 ดอลลาร์สหรัฐ ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ วันฟ้อง1 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 39.96 บาท ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินจำนวน 1,769,428.80 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จคำขออื่นให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และตั๋วเครื่องบินเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ มิได้ขอให้จำเลยชำระเป็นเงินตราไทยศาลแรงงานกลางมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวเป็นเงินตราไทยหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ข้อนี้เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายที่จำเลยไม่สามารถยกขึ้นกล่าวในศาลแรงงานกลาง จำเลยจึงยกขึ้นกล่าวในชั้นอุทธรณ์ได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196บัญญัติว่า "ถ้าหนี้เงินได้แสดงไว้เป็นเงินตราต่างประเทศท่านว่าจะส่งใช้เป็นเงินไทยก็ได้

การเปลี่ยนเงินนี้ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน"

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และตั๋วเครื่องบินเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐและตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.8 ระบุการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ จำเลยจึงมีความผูกพันตามสัญญาต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นหนี้เงินที่กำหนดไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ จำเลยอาจชำระเป็นเงินไทยก็ได้โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 196 ซึ่งเป็นสิทธิของลูกหนี้ที่จะเลือกปฏิบัติการชำระหนี้ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงสิทธิของลูกหนี้ได้โดยลำพัง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน28,800 ดอลลาร์สหรัฐ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 12,480 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับจำนวน 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ รวม 44,280 ดอลลาร์สหรัฐแต่ทั้งนี้โจทก์ไม่อาจรับชำระหนี้ได้เกิน 1,769,428.80 บาทตามอัตราแลกเปลี่ยนที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ไซมอน เลชแมน
จำเลย — บริษัท อีเล็คโทรวัตต์คอนซัลติ้งเซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2512/2544
#91337
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และตั๋วเครื่องบินเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ มิได้ขอให้จำเลยชำระเป็นเงินตราไทย ศาลแรงงานกลางมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยชำระเงินดังกล่าว เป็นเงินตราไทยหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายที่จำเลยไม่สามารถยกขึ้นกล่าวในศาลแรงงานกลาง จำเลยจึงยกขึ้นกล่าว ในชั้นอุทธรณ์ได้

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และตั๋วเครื่องบินเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ และตามสัญญาจ้างระบุการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ จำเลยจึงมีความผูกพันตามสัญญาต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นหนี้เงินที่กำหนดไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ จำเลยอาจชำระเป็นเงินไทยก็ได้โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 ซึ่งเป็นสิทธิของลูกหนี้ที่จะเลือกปฏิบัติการชำระหนี้ ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงสิทธิของลูกหนี้ได้โดยลำพัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์เสียหายขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจกรุงเทพ - เมืองโยฮานเนสเบอร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ โดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย และค่าเสียหายให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้เป็นลูกจ้างจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ได้รับค่าจ้างเดือนละ ๙,๖๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยเลิกจ้าง บริษัทหลุยส์เบเยอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด รับโจทก์เข้าทำงานทันที แสดงว่าโจทก์ไม่เสียหายต่อชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และไม่ขาดรายได้ สัญญาจ้างเลิกกัน แล้วทำให้ข้อตกลงเรื่องจำเลยเป็นฝ่ายจ่ายภาษีเงินได้ตกไป โจทก์มีสิทธิได้รับค่าตั๋วเครื่องบิน ๓,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อตกลง และได้รับค่าชดเชย ๒๘,๘๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๑๒,๔๘๐ ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๔๔,๒๘๐ ดอลลาร์สหรัฐ ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ วันฟ้อง ๑ ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ ๓๙.๙๖ บาท ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้อง พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินจำนวน ๑,๗๖๙,๔๒๘.๘๐ บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ คำขออื่นให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิพากษาว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และตั๋วเครื่องบินเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ มิได้ขอให้จำเลยชำระเป็นเงินตราไทย ศาลแรงงานกลางมีอำนาจพิพากษา ให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวเป็นเงินตราไทยหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ข้อนี้เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายที่จำเลยไม่สามารถยกขึ้นกล่าวในศาลแรงงานกลาง จำเลยจึงยกขึ้นกล่าวในชั้นอุทธรณ์ได้ ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๖ บัญญัติว่า " ถ้าหนี้เงินได้แสดงไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ ท่านว่าจะส่งใช้เป็นเงินไทยก็ได้ การเปลี่ยนเงินนี้ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน"

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และตั๋วเครื่องบินเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ และตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.๘ ระบุการจ่ายค้าจ้างให้แก่โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ จำเลยจึงมีความผูกพันตามสัญญาต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นหนี้ที่กำหนดไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ จำเลยอาจชำระเป็นเงินไทยก็ได้โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๖ ซึ่งเป็นสิทธิของลูกหนี้ที่จะเลือกปฏิบัติการชำระหนี้ ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงสิทธิของลูกหนี้ได้โดยลำพัง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน ๒๘,๘๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๑๒,๔๘๐ ดอลลาร์สหรัฐ และค่าตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับจำนวน ๓,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ รวม ๔๔,๒๘๐ ดอลลาร์สหรัฐ แต่ทั้งนี้โจทก์ไม่อาจรับชำระหนี้ได้เกิน ๑,๗๖๙,๔๒๘.๘๐ บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง นอกจาก ที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไซมอน เลชแมน
จำเลย — บริษัทอีเล็คโทรวัตต์คอนซัลติ้งเซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2509/2544
#43327
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือมอบอำนาจ โจทก์มอบอำนาจให้ ส. หรือ บ. เป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินคดี แก้ต่างคดีของโจทก์ ฟ้องแย้งร้องสอดเข้าเป็นคู่ความร่วมทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา คดีแรงงานคดีภาษีอากร คดีล้มละลาย... โดยให้ผู้รับมอบอำนาจคนใดคนหนึ่งมีอำนาจกระทำการดังกล่าวแทนโจทก์ในนามโจทก์ได้ ดังนี้ การมอบอำนาจดังกล่าวของโจทก์เป็นการมอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียวโดยให้ต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ ค่าอากรแสตมป์จึงต้องคิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจคนละ 30 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ 7(ค) ท้ายประมวลรัษฎากรฯ เมื่อโจทก์ได้มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจ 2 คน คนใดคนหนึ่งทำการฟ้องคดีแพ่งและกระทำการอื่น ๆ แทนโจทก์ได้ โจทก์จึงต้องปิดอากรแสตมป์คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจคนละ 30 บาท รวม 60 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจนั้นจำนวนเพียง 30 บาท จึงเป็นการปิดอากรแสตมป์ในเอกสารดังกล่าวไม่ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อจำเลยได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ปิดอากรแสตมป์ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย หนังสือมอบอำนาจพิพาทจึงเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ในขณะที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118 เมื่อหนังสือมอบอำนาจไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ กรณีย่อมฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ ส. ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ส. จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน9,280,483.89 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20.75 ต่อปีในเงินต้น6,228,959.31 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดที่ดินทุกแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยดังกล่าวจำนองเป็นประกันไว้แก่โจทก์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ขอให้อายัดหรือยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 9,280,483.89 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20.75 ต่อปี ในต้นเงิน 6,228,959.31 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง(ยื่นฟ้องวันที่ 29 มกราคม 2542) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 36322 และเลขที่ 36323 ตำบลคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ)อำเภอคลองเตย (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร กับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1519, เลขที่ 25912, เลขที่ 25913, เลขที่ 25914,เลขที่ 25915 เลขที่ 25916 และเลขที่ 25917 ตำบลคลองมะเดื่อ(คลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว กรณีเห็นสมควรหยิบยกอุทธรณ์ข้อ 4 ของจำเลยทั้งสามขึ้นวินิจฉัยก่อนว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์เอกสารหมาย จ.2 ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ในข้อนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า สำหรับใบมอบอำนาจนั้น บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ของประมวลรัษฎากรกำหนดในข้อ 7 ว่า กรณี (ข) มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่าครั้งเดียว ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 30 บาทและกรณี (ค) มอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียวโดยให้บุคคลหลายคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบคนละ 30 บาท สำหรับกรณีของโจทก์ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสายันต์อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายหรือนายบัณฑิต โชติช่วง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของธนาคารโจทก์เป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ในการดำเนินคดี แก้ต่างคดีของโจทก์ ฟ้องแย้ง ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความร่วมทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา คดีแรงงาน คดีภาษีอากร คดีล้มละลาย ในศาลทั่วราชอาณาจักร ต่อบุคคล นิติบุคคล กลุ่มคณะบุคคลใด ๆ ที่ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ต่อโจทก์ และกระทำการอื่นตามที่ระบุไว้ในข้อ 2 ถึง 8 โดยให้ผู้รับมอบอำนาจคนใดคนหนึ่งมีอำนาจกระทำการดังกล่าวแทนโจทก์ในนามโจทก์ได้ ดังนี้ การมอบอำนาจดังกล่าวของโจทก์เป็นการมอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียว โดยให้ต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ค่าอากรแสตมป์จึงต้องคิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจคนละ 30 บาทตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ 7(ค) ท้ายประมวลรัษฎากร เมื่อตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ได้มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจ 2 คนคนใดคนหนึ่งทำการฟ้องคดีแพ่งและกระทำการอื่น ๆ แทนโจทก์ได้ โจทก์จึงต้องปิดอากรแสตมป์คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจคนละ 30 บาทรวม 60 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจนั้นจำนวนเพียง30 บาท จึงเป็นการปิดอากรแสตมป์ในเอกสารดังกล่าวไม่ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อจำเลยทั้งสามได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ปิดอากรแสตมป์ไม่ถูกต้อง และไม่ชอบด้วยกฎหมาย หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ในขณะที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เมื่อหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมายจ.2 ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ กรณีย่อมฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายสายัณห์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ นายสายัณห์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสามต่อไปที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท สยามซีพีเรียร์ซิลค์คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
พินิจ เพชรรุ่ง
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ