คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2509/2544
#99090
เปิดฉบับเต็ม

การจะปิดอากรแสตมป์ลงในใบมอบอำนาจเป็นจำนวนเท่าใดนั้น บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ของประมวลรัษฎากรกำหนดในข้อ 7 ว่า (ข) การมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่า ครั้งเดียว ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 30 บาท ส่วน (ค) การมอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียวโดยให้บุคคล หลายคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ ให้ติดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบคนละ 30 บาท เมื่อโจทก์มอบอำนาจให้ ผู้รับมอบอำนาจคือ ส. หรือ ข. คนใดคนหนึ่งฟ้องคดีแพ่ง และกระทำการอื่น ๆ แทนโจทก์ได้ จึงเป็นกรณีการมอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียว โดยให้ต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ โจทก์จึงต้องปิดอากรแสตมป์คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจคนละ 30 บาท รวม 60 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจนั้นเพียง 30 บาท จึงเป็นการปิดอากรแสตมป์ในเอกสารดังกล่าวไม่ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย หนังสือมอบอำนาจดังกล่าว จึงเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ในขณะที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐาน มีผลให้ไม่อาจใช้เป็นพยาน หลักฐานในคดีนี้ได้ ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา 118

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๙,๒๘๐,๔๘๓.๘๙ บาท และชำระดอกเบี้ยร้อยละ ๒๐.๗๕ ต่อปี ในเงินต้น ๖,๒๒๘,๙๕๙.๓๑ นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้หรือชำระ ไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดที่ดินทุกแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จำนองเป็นประกันไว้แก่โจทก์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ขอให้อายัดหรือยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจกท์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๙,๒๘๐,๔๘๓.๘๙ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๐.๗๕ ต่อปี ในเงินต้น ๖,๒๒๘,๙๕๙.๓๑ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ยื่นฟ้องวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๒) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๓๒๒ และเลขที่ ๓๖๓๒๓ ตำบลคลองตัน (ที่ ๑๑ พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอคลองเตย (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร กับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๑๙, เลขที่ ๒๕๙๑๒, เลขที่ ๑๕๙๑๓, เลขที่ ๒๕๙๑๔, เลขที่ ๒๕๙๑๕, เลขที่ ๒๕๙๑๖ และเลขที่ ๑๕๙๑๗ ตำบลคลองมะเดื่อ (คลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นทรัพย์จำนอง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ ถ้าได้เงิน ไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า กรณีเห็นสมควรหยิบยกอุทธรณ์ข้อ ๔ ของจำเลยทั้งสามขึ้นวินิจฉัยว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์เอกสารหมาย จ. ๒ ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ ในข้อนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นว่า สำหรับใบมอบอำนาจนั้น บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ ของ ป. รัษฎากรกำหนดในข้อ ๗ ว่า กรณี (ข) มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่าครั้งเดียว ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ ๓๐ บาท และกรณี (ค) มอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียวโดยให้บุคคลหลายคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบคนละ ๓๐ บาท เมื่อโจทก์มอบอำนาจให้นายสายัณต์ หรือนายบัณฑิต เป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ในการดำเนินคดี และกระทำการอื่นตามที่ระบุไว้ในข้อ ๒ ถึง ๘ โดยให้ผู้รับมอบอำนาจคนใดคนหนึ่งมีอำนาจกระทำการดังกล่าวแทนโจทก์ในนามโจทก์ได้ ดังนี้ การมอบอำนาจดังกล่าวของโจทก์เป็นการมอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียว โดยให้ต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ ค่าอากรแสตมป์จึงต้องคิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจคนละ ๓๐ บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ ๗ (ค) ท้าย ป.รัษฎากร เมื่อตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๒ โจทก์ได้ มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจ ๒ คน คนใดคนหนึ่งทำการฟ้องคดีแพ่งและกระทำการอื่น ๆ แทนโจทก์ได้ โจทก์จึงต้องปิดอากรแสตมป์คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจคนละ ๓๐ บาท รวม ๖๐ บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจนั้นจำนวนเพียง ๓๐ บาท จึงเป็นการปิดอากรแสตมป์ในเอกสารดังกล่าวไม่ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ. ๒ จึงเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ในขณะที่โจทก์อ้างเป็น พยานหลักฐานหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ เมื่อหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ. ๒ ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ กรณีย่อมฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายสายัณห์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ นายสายัณห์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ม. 7. ท้ายประ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท สยามซูพีเรียร์ซิลค์คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวันชัย ศศิโรจน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
พินิจ เพชรรุ่ง
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2499/2544
#40569
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของพยานที่ตอบโจทก์ถามติงซึ่งไม่ปรากฏในชั้นที่พยานเบิกความตอบคำถามค้าน จะนำมาเป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์ไม่ได้ เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 118 ซึ่งต้องนำมาใช้กับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 บัญญัติว่าในการที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานจะถามติงพยาน ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายนั้นใช้คำถามอื่นใดนอกจากคำถามที่เกี่ยวกับคำพยานเบิกความตอบคำถามค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยมีอาวุธปืนพกลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 2 กระบอกไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ กับมีเครื่องกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 7 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและจำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และเมื่อสิบตำรวจตรียงยุทธ ตั๋นคำ พร้อมกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดต่อกฎหมาย พบจำเลยและขอตรวจค้นอันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยต่อสู้และขัดขวางในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธปืนข้างต้นยิงสิบตำรวจตรียงยุทธ 1 นัด โดยเจตนาฆ่า แต่กระสุนปืนไม่ถูกสิบตำรวจตรียงยุทธ เนื่องจากหลบทัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140, 289 ประกอบด้วยมาตรา 80, 371, 91, 32, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 371พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสองเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีหมายเลขทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 4 เดือน ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ตามทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าสิบตำรวจตรียงยุทธ และสิบตำรวจตรีสังคมพยานโจทก์ได้แสดงหลักฐานหรือบอกกล่าวแก่จำเลยขณะจะเข้าตรวจค้นว่าตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจกระทำการตามหน้าที่ทั้งที่พยานโจทก์ทั้งสองกับจำเลยไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เมื่อข้อเท็จจริงก็ฟังได้ตามคำพยานโจทก์ทั้งสองด้วยว่าพยานต่างมิได้แต่งเครื่องแบบตำรวจ จำเลยจึงไม่มีทางรู้ได้ว่าสิบตำรวจตรียงยุทธ และสิบตำรวจตรีสังคม เป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งจะปฏิบัติตามหน้าที่ พฤติการณ์ที่มีชายแปลกหน้า 2 คน เดินตรงเข้าหาจำเลยขณะจำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้าจอดที่หน้าร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ จึงอาจทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าจะเข้ามาทำร้าย และเมื่อจำเลยวิ่งหนี ชายดังกล่าวก็วิ่งไล่หมายจับกุมเช่นนี้ เห็นว่า แม้จำเลยจะได้ต่อสู้ขัดขวางไม่ให้จับกุม จำเลยก็หามีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ดังโจทก์ฟ้องไม่ ที่โจทก์อ้างมาในฎีกาว่า พยานโจทก์เบิกความไว้ชัดเจนว่า ขณะวิ่งไล่จับกุมจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นแล้วนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏตามคำเบิกความของสิบตำรวจตรียงยุทธตอบพนักงานอัยการผู้แทนโจทก์ถามติง แต่ในชั้นพยานเบิกความตอบคำถามซักและคำถามค้าน หาปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 118 ซึ่งต้องนำมาใช้กับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 บัญญัติว่าในการที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานจะถามติงพยาน ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายนั้นใช้คำถามอื่นใดนอกจากคำถามที่เกี่ยวกับคำพยานเบิกความตอบคำถามค้าน ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจยกเอาคำเบิกความของสิบตำรวจตรียงยุทธ ที่ว่าได้แจ้งให้จำเลยทราบว่า พยานเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแล้วมาเป็นประโยชน์แก่คดีโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาย มาย มาแจ้ง
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2499/2544
#69639
เปิดฉบับเต็ม

สิบตำรวจตรี ย. และสิบตำรวจตรี ส. ไม่ได้แสดงหลักฐานหรือบอกกล่าวแก่จำเลยขณะจะเข้าตรวจค้นว่าตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจกระทำการตามหน้าที่ และมิได้แต่งเครื่องแบบตำรวจ เมื่อจำเลยไม่มีทางรู้ได้ว่าสิบตำรวจตรี ย. และ

สิบตำรวจตรี ส. เป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งจะปฏิบัติตามหน้าที่ พฤติการณ์ที่มีชายแปลกหน้า 2 คน เดินตรงเข้าหาจำเลยขณะจำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้าจอดที่หน้าร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ จึงอาจทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าจะเข้ามาทำร้าย และเมื่อจำเลยวิ่งหนี ชายดังกล่าวก็วิ่งไล่หมายจับกุมเช่นนี้ แม้จำเลยต่อสู้ขัดขวางไม่ให้จับกุม จำเลยก็หามีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ไม่

ข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างมาในฎีกาว่า พยานโจทก์เบิกความไว้ชัดเจนว่า ขณะวิ่งไล่จับกุมจำเลยเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นตามคำเบิกความของสิบตำรวจตรี ย. ตอบพนักงานอัยการผู้แทนโจทก์ถามติง แต่ในชั้นพยานเบิกความตอบคำถามซักและคำถามค้าน หาปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ เมื่อ ป.วิ.พ. มาตรา 118 ซึ่งต้องนำมาใช้กับคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 บัญญัติว่า ในการที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานจะถามติงพยาน ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายนั้นใช้คำถามอื่นใดนอกจากคำถามที่เกี่ยวกับคำพยานเบิกความตอบคำถามค้าน ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจยกเอาคำเบิกความของสิบตำรวจตรี ย. ที่ว่าได้แจ้งให้จำเลยทราบว่า พยานเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแล้วมาเป็นประโยชน์แก่คดีโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ เวลากลางวัน จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยมีอาวุธปืนพกลูกซองขนาด ๑๒ จำนวน ๒ กระบอก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้กับมีเครื่องกระสุนปืนลูกซอง ขนาด ๑๒ จำนวน ๗ นัด ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยพาอาวุธปืน ดังกล่าวติดตัวไปในหมู่บ้าน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและเมื่อสิบตำรวจตรี ยงยุทธ ตั๋นคำ พร้อมกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดต่อกฎหมาย พบจำเลย และขอตรวจค้นอันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยต่อสู้และขัดขวางในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธปืนข้างต้นยิงสิบตำรวจตรี ยงยุทธ ๑ นัด โดยเจตนาฆ่า แต่กระสุนปืนไม่ถูกสิบตำรวจตรี ยงยุทธ เนื่องจากหลบทัน เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อม ยึดอาวุธปืนดังกล่าว กระสุนปืน ๖ นัด ปลอกกระสุนปืน ๑ ปลอก เป็นของกลาง กระสุนปืนของกลางหมดไปในการตรวจพิสูจน์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘, ๑๔๐, ๒๘๙ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐, ๓๗๑, ๙๑, ๓๒, ๓๓ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง, ๓๗๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๗๒ วรรคสาม, ๗๒ ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำคุก ๑ ปี ฐานมีอาวุธปืนมีหมายเลขทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๑ ปี ฐานพาอาวุธปืนให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๔ เดือน รวมจำคุก ๒ ปี ๔ เดือน ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการ ตามหน้าที่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ฎีกา ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐาน พาอาวุธปืนไปในเมืองฯ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ดังฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ตามทาง นำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าสิบตำรวจตรี ยงยุทธ และสิบตำรวจตรี สังคม พยานโจทก์ได้แสดงหลักฐานหรือ บอกกล่าวแก่จำเลยขณะจะเข้าตรวจค้นว่าตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจกระทำการตามหน้าที่ ทั้งที่พยานโจทก์ทั้งสอง กับจำเลยไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เมื่อข้อเท็จจริงก็ฟังได้ตามคำพยานโจทก์ทั้งสองด้วยว่าพยานต่างมิได้แต่งเครื่องแบบตำรวจ จำเลยจึงไม่มีทางรู้ได้ว่าสิบตำรวจตรี ยงยุทธ และสิบตำรวจตรี สังคม เป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งจะปฏิบัติตามหน้าที่ พฤติการณ์ที่มีชายแปลกหน้า ๒ คนเดินตรงเข้าหาจำเลยขณะจำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้าจอดที่หน้าร้านซ่อม รถจักรยานยนต์จึงอาจทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าจะเข้ามาทำร้าย และเมื่อจำเลยวิ่งหนี ชายดังกล่าวก็วิ่งไล่หมายจับกุม เช่นนี้ เห็นว่า แม้จำเลยจะได้ต่อสู้ขัดขวางไม่ให้จับกุม จำเลยก็หามีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการ ปฏิบัติการตามหน้าที่ดังโจทก์ฟ้องไม่ ที่โจทก์อ้างมาในฎีกาว่า พยานโจทก์เบิกความไว้ชัดเจนว่า ขณะวิ่งไล่จับกุมจำเลยเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นแล้วนั้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏตามคำเบิกความของสิบตำรวจตรี ยงยุทธ ตอบพนักงานอัยการผู้แทนโจทก์ถามติง แต่ในชั้นพยาน เบิกความตอบคำถามซักและคำถามค้านหาปรากฎข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๑๘ ซึ่งต้องนำมาใช้กับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ บัญญัติว่า ในการที่คู่ความ ฝ่ายที่อ้างพยานจะถามติงพยาน ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายนั้นใช้คำถามอื่นใดนอกจากคำถามที่เกี่ยวกับคำพยานเบิกความตอบคำถามค้าน ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจยกเอาคำเบิกความของสิบตำรวจตรี ยงยุทธ ที่ว่าได้แจ้งให้จำเลยทราบว่า พยานเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแล้วมาเป็นประโยชน์แก่คดีโจทก์ได้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 138
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายมาย มาแจ้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวิชิต คงรัตนชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2486/2544
#40568
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือประทานบัตรให้โจทก์เช่าประทานบัตรเพื่อผลิตหินแกรนิต เป็นการให้โจทก์รับช่วงการทำเหมืองตามที่พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510มาตรา 76 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามไว้นั่นเอง เพียงแต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ห้ามการรับช่วงการทำเหมืองโดยเด็ดขาดหากรัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายอนุญาต ก็รับช่วงการทำเหมืองได้

โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าประทานบัตรโดยโจทก์เป็นผู้ผลิตหินแกรนิตแล้วให้จำเลยที่ 1 ผู้ถือประทานบัตรติดต่อขอใบอนุญาตขนแร่จากทรัพยากรธรณีจังหวัด เพื่อโจทก์จะได้นำหินแกรนิตที่ผลิตได้ออกจำหน่าย แสดงว่าโจทก์ทราบแล้วว่าตนไม่มีสิทธิขนแร่ได้เองเสมือนเป็นผู้ถือบัตรประทานบัตรเพราะโจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับช่วงการทำเหมืองตามพระราชบัญญัติแร่พ.ศ. 2510 มาตรา 77 ทั้งมีเจตนาฝ่าฝืนบทห้ามของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ซึ่งได้กำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้ถือประทานบัตรไว้ในมาตรา 140 นอกจากนี้มาตรา 75ว่า ประทานบัตรให้ใช้ได้เฉพาะตัวผู้ถือประทานบัตรด้วยประสงค์ให้ผู้ถือประทานบัตรดำเนินการตามประทานบัตรเองการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โจทก์เช่าประทานบัตรโดยไม่ยื่นขออนุญาต จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือประทานบัตรเหมืองแร่หินประดับชนิดหินแกรนิต ที่ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 3 ฉบับ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2534 จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์เช่าประทานบัตรเหมืองแร่ทั้งสามฉบับ เพื่อผลิตและจำหน่ายหินแกรนิตมีกำหนดเวลา 6 ปี นับแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์2535 เป็นต้นไปโดยคิดค่าเช่าตามจำนวนหินแกรนิตที่ผลิตได้เป็นเงินคิวบิกเมตรละ 1,200 บาท สำหรับระยะเวลาเช่า 3 ปีแรกและค่าเช่า 3 ปี ต่อไปจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ของค่าเช่าในช่วง3 ปีแรก แต่ในปีหนึ่ง ๆ จะต้องผลิตหินแกรนิตให้ได้ไม่น้อยกว่า2,160 คิวบิกเมตร ในวันทำสัญญาเช่าโจทก์มอบเงินมัดจำการเช่าให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 300,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1จะต้องคืนให้แก่โจทก์เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า และเป็นที่ตกลงกันว่า เมื่อโจทก์ผลิตหินแกรนิตได้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ติดต่อประสานงานกับกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อขอใบอนุญาตขนแร่ อันจะทำให้โจทก์สามารถขนหินแกรนิตที่ผลิตออกจำหน่ายได้ ซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 ก็ได้ปฏิบัติตามที่ตกลงกันนี้เรื่อยมา ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2535 จำเลยที่ 1ขายประทานบัตรเหมืองแร่ทั้งสามฉบับดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2โดยจำเลยที่ 2 ตกลงรับพันธะตามสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ 1กับโจทก์ด้วย หลังจากทำสัญญาดังกล่าวจำเลยทั้งสองไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาเช่าโดยไม่ยอมขอใบอนุญาตขนแร่จากกรมทรัพยากรธรณีทำให้โจทก์ไม่สามารถขนหินแกรนิตที่ผลิตได้ออกจากเหมืองเพื่อนำไปขาย โจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม2535 บริษัท โอ.เอ็น.เค.ไมนิ่ง แอนด์ คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ผู้รับมอบดูแลกิจการเหมืองแร่ของจำเลยที่ 2 มีหนังสือขับไล่โจทก์ออกจากเหมืองแร่ โดยโจทก์มิได้ผิดสัญญาเช่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการผิดสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นค่าเสียหายตามระยะเวลาที่เหลืออยู่ 5 ปี 5 เดือน เป็นเงิน 45,279,000 บาทและจำเลยทั้งสองต้องคืนเงินมัดจำการเช่า 300,000 บาท ให้แก่โจทก์ด้วย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 45,579,000 บาท โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน46,542,090.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน45,579,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันขอใบอนุญาตขนแร่ตามจำนวนที่โจทก์ผลิตได้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมหรือไม่สามารถขอใบอนุญาตขนแร่ให้แก่โจทก์ได้ ก็ให้ชดใช้ราคาในอัตราคิวบิกเมตรละ 7,500 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายประทานบัตรเหมืองแร่ทั้งสามฉบับให้แก่จำเลยที่ 2 มีข้อตกลงว่า จำเลยที่ 2ต้องรับพันธะตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ด้วยซึ่งโจทก์ทราบและตกลงยินยอมด้วย จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบเหมืองแร่ตามประทานบัตรเหมืองแร่ทั้งสองฉบับพร้อมโอนสิทธิประทานบัตรเหมืองแร่ทั้งหมดให้จำเลยที่ 2 เสร็จสิ้นแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้เช่าประทานบัตรเหมืองแร่ทั้งสามฉบับจากจำเลยที่ 2 นับแต่วันที่ 13กรกฎาคม 2535 เป็นต้นไป จำเลยที่ 1 และโจทก์ไม่มีสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าอีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาเช่าและไม่ได้เป็นผู้กระทำให้เกิดผลเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนเงินมัดจำการเช่าจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1เป็นผู้ถือประทานบัตรเหมืองแร่ที่ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรีจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2534 โจทก์และร้อยตำรวจเอกนิคม มุสิกบุตร ได้เช่าประทานบัตรเหมืองแร่ดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 เพื่อผลิตหินแกรนิตมีกำหนดเวลา 6 ปี นับแต่วันที่ 25กุมภาพันธ์ 2535 ถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541 ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.3 ในวันทำสัญญาเช่าโจทก์ได้วางเงินมัดจำ300,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงกับโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะขอใบอนุญาตขนแร่จากทรัพยากรธรณีจังหวัดกาญจนบุรีให้โจทก์ใช้ในการขนหินแกรนิตด้วยเพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้ได้รับประทานบัตรจึงไม่สามารถยื่นขอใบอนุญาตขนแร่ได้ ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2535 จำเลยที่ 1 ขายประทานบัตรเหมืองแร่หินแกรนิตให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสำเนาสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย ล.15 โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 2 จะต้องผูกพันตามสัญญาเช่าที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์แต่หลังจากทำสัญญาซื้อขายกันแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการขอใบอนุญาตขนแร่ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2535 เป็นต้นมา ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2535 บริษัทโอ.เอ็น.เค. ไมนิ่ง แอนด์ คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ออกจากเหมืองดังกล่าวอ้างว่า โจทก์ละเมิดต่อกฎหมายและสิทธิของจำเลยที่ 2ตามหนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.12 มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเป็นข้อแรกตามฎีกาของโจทก์และของจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติแร่พ.ศ. 2510 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ถือประทานบัตรยอมให้ผู้อื่นรับช่วงการทำเหมืองไม่ว่าเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมดของเขตเหมืองแร่ เว้นแต่ละได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมาย" มาตรา 77วรรคสอง บัญญัติว่า "รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้มีการรับช่วงการทำเหมืองได้ตามที่จะพิจารณาเห็นสมควร... ผู้ถือประทานบัตรที่ได้ให้ผู้อื่นรับช่วงการทำเหมืองดังกล่าวตามวรรคหนึ่งคงมีหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมายและให้ผู้รับช่วงการทำเหมืองนั้นมีสิทธิหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมายเสมือนเป็นผู้ถือประทานบัตรด้วย" การที่จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นผู้ถือประทานบัตรให้โจทก์เช่าประทานบัตรเพื่อผลิตหินแกรนิตตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.3 ก็คือการให้โจทก์รับช่วงการทำเหมืองตามที่พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510มาตรา 76 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามไว้นั่นเอง เพียงแต่บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมิได้ห้ามการรับช่วงการทำเหมืองโดยเด็ดขาดหากรัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายอนุญาตก็ย่อมรับช่วงการทำเหมืองได้ แต่กรณีตามคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.3 โดยโจทก์ผลิตหินแกรนิตแล้วให้จำเลยที่ 1 ผู้ถือประทานบัตรติดต่อขอใบอนุญาตขนแร่จากทรัพยากรธรณีจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อโจทก์จะได้นำหินแกรนิตที่ผลิตได้ออกจำหน่าย โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1ได้ยื่นขออนุญาตให้โจทก์รับช่วงการทำเหมือง แสดงว่าโจทก์ทราบแล้วว่าตนไม่มีสิทธิขนแร่ได้เองเสมือนเป็นผู้ถือบัตรประทานบัตรเพราะโจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับช่วงการทำเหมืองตามมาตรา 77ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โจทก์เช่าประทานบัตรเหมืองแร่ดังกล่าวเป็นการกระทำที่มีเจตนาฝ่าฝืนบทบัญญัติห้ามของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 อย่างชัดแจ้ง การฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ได้กำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้ถือประทานบัตรไว้ในมาตรา 140 ว่า ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งเพิกถอนประทานบัตรนั้นเสียได้ นอกจากนี้พระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติไว้ในมาตรา 75 ว่า ประทานบัตรให้ใช้ได้เฉพาะตัวผู้ถือประทานบัตรและให้คุ้มถึงลูกจ้างของผู้ถือประทานบัตรด้วย เห็นได้ว่าความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ประสงค์ให้ผู้ถือประทานบัตรดำเนินการตามประทานบัตรเอง ไม่อาจให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทนได้ตามอำเภอใจ การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โจทก์เช่าประทานบัตรเหมืองแร่ดังกล่าวโดยไม่ยื่นขออนุญาตจึงเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาเช่าประทานบัตรเหมืองแร่ดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150ไม่มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 รวมทั้งไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2ผู้ซื้อประทานบัตรจากจำเลยที่ 1 โดยยอมผูกพันตามสัญญาเช่าประทานบัตรดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 ด้วย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)ประกอบมาตรา 246 และ 247 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยทั้งสองได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 เสียด้วยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ม. 76 ม. 77
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ทวีวัฒน์ บูรพพัฒนพงศ์
จำเลย — บริษัท ถาวรคอมพิวเตอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อำนวย เต้พันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2486/2544
#99414
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าประทานบัตรโดยโจทก์เป็นผู้ผลิตหินแกรนิต แล้วให้จำเลยที่ 1 ผู้ถือประทานบัตรติดต่อขอใบอนุญาตขนแร่จากทรัพยากรธรณีจังหวัด เพื่อโจทก์จะได้นำหินแกรนิตที่ผลิตได้ออกจำหน่าย แสดงว่า โจทก์ทราบแล้วว่าตนไม่มีสิทธิขนแร่ได้เองเสมือนเป็นผู้ถือบัตรประทานบัตร เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับช่วงการทำเหมืองตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 77 ทั้งมีเจตนาฝ่าฝืนบทห้ามของ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 ซึ่งได้กำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้ถือประทานบัตรไว้ในมาตรา 140 นอกจากนี้มาตรา 75 บัญญัติว่า ประทานบัตรให้ใช้ได้เฉพาะตัวผู้ถือประทานบัตร ด้วยประสงค์ให้ผู้ถือประทานบัตรดำเนินการตามประทานบัตรเอง การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โจทก์เช่าประทานบัตรโดยไม่ยื่นขออนุญาต จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือประทานบัตรเหมืองแร่ ทำสัญญาให้โจทก์เช่า จำเลยที่ ๒ ซื้อประทานบัตรเหมืองแร่ต่อจากจำเลยที่ ๑ และตกลงรับพันธะที่จำเลยที่ ๑ มีกับโจทก์ จำเลยทั้งสองผิดสัญญากับโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน ๔๖,๕๔๒,๐๙๐.๓๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๕,๕๗๙,๐๐๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันขอใบอนุญาตขนแร่ตามจำนวนที่โจทก์ผลิตได้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมหรือไม่สามารถขอใบอนุญาตขนแร่ให้แก่โจทก์ได้ ก็ให้ชดใช้ราคาให้อัตราคิวบิกเมตรละ ๗,๕๐๐ บาท

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาให้โจทก์เช่าประทานบัตรเหมืองแร่ตามฟ้อง เพื่อการผลิตหินแกรนิต อันเป็นเรื่องของโจทก์ที่จะทำการผลิตหินแกรนิตโดยลำพัง และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของกรมป่าไม้และกรมทรัพยากรธรณีอีกด้วย ตามสัญญาเช่าไม่ได้มีข้อตกลงว่า เมื่อโจทก์ผลิตหินแกรนิตได้ จำเลยที่ ๑ จะเป็นผู้ติดต่อประสานงานกับกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อขอใบอนุญาตขนแร่ออกไปจำหน่าย การขอใบอนุญาตขนแร่เป็นเรื่องของโจทก์ ต่อมาวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๕ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาขายประทานบัตรเหมืองแร่ทั้งสามฉบับให้แก่จำเลยที่ ๒ มีข้อตกลงว่า จำเลยที่ ๒ ต้องรับพันธะตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ด้วย ซึ่งโจทก์ทราบและตกลงยินยอมด้วย จำเลยที่ ๑ ได้ส่งมอบเหมืองแร่ตามประทานบัตรเหมืองแร่ทั้งสามฉบับพร้อมโอนสิทธิประทานบัตรเหมืองแร่ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ ๒ เสร็จสิ้นแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้เช่าประทานบัตรเหมืองแร่ทั้งสามฉบับจากจำเลยที่ ๒ นับแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๕ เป็นต้นไป จำเลยที่ ๑ และโจทก์ไม่มีสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าอีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ผิดสัญญาเช่า การที่จำเลยที่ ๒ ให้ผู้รับมอบอำนาจแจ้งโจทก์ออกจากที่เช่า จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิ์ฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ คืนเงินมัดจำการเช่าจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ด้วย

โจทก์และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์และจำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือประทานบัตรเหมืองแร่ที่ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๓๔ โจทก์และร้อยตำรวจเอกนิคม มุสิกบุตร ได้เช่าประทานบัตรเหมืองแร่ดังกล่าวจากจำเลยที่ ๑ เพื่อผลิตหินแกรนิตมีกำหนดเวลา ๖ ปี นับแต่วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ ถึงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ในวันทำสัญญาเช่าโจทก์ได้วางเงินมัดจำ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยที่ ๑ ไว้ และจำเลยที่ ๑ ได้ตกลงกับโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ จะขอใบอนุญาตขนแร่จากทรัพยากรธรณีจังหวัดกาญจนบุรีให้โจทก์ใช้ในการขนหินแกรนิตด้วย เพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้ได้รับประทานบัตรจึงไม่สามารถยื่นขอใบอนุญาตขนแร่ได้ ต่อมาวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๕ จำเลยที่ ๑ ขายประทานบัตรเหมืองแร่หินแกรนิตให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยที่ ๒ จะต้องผูกพันตามสัญญาเช่าที่จำเลยที่ ๑ ทำไว้กับโจทก์ แต่หลังจากทำสัญญาซื้อขายกันแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการขอใบอนุญาตขนแร่ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๓๕ เป็นต้นมา ต่อมาวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๕ บริษัทโอ. เอ็น. เค. ไมนิ่ง แอนด์ คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๒ มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ออกจากเหมืองดังกล่าวอ้างว่า โจทก์ละเมิดต่อกฎหมายและสิทธิของจำเลยที่ ๒

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเป็นข้อแรกตามฎีกาของโจทก์และของจำเลยที่ ๒ ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ มาตรา ๗๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ถือประทานบัตรยอมให้ผู้อื่นรับช่วงการทำเหมืองไม่ว่าเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมดของเขตเหมืองแร่ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมาย" มาตรา ๗๗ วรรคสอง บัญญัติว่า "รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้มีการรับช่วงการทำเหมืองได้ตามที่จะพิจารณาเห็นสมควร? ผู้ถือประทานบัตรที่ได้ให้ผู้อื่นรับช่วงการทำเหมืองดังกล่าวตามวรรคหนึ่งคงมีหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมาย และให้ผู้รับช่วงการทำเหมืองนั้นมีสิทธิ หน้าที่และความรับผิดตามกฎหมายเสมือนเป็นผู้ถือประทานบัตรด้วย" การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ถือประทานบัตรให้โจทก์เช่าประทานบัตรเพื่อผลิตหินแกรนิต ก็คือการให้โจทก์รับช่วงการทำเหมืองตามที่ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ มาตรา ๗๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามไว้นั่นเอง เพียงแต่บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมิได้ห้ามการรับช่วงการทำเหมืองโดยเด็ดขาด หากรัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายอนุญาต ก็ย่อมรับช่วงการทำเหมืองได้ แต่กรณีตามคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ. ๓ โดยโจทก์ผลิตแกรนิตแล้วให้จำเลยที่ ๑ ผู้ถือประทานบัตรติดต่อขอใบอนุญาตขนแร่จากทรัพยากรธรณีจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อโจทก์จะได้นำหินแกรนิตที่ผลิตได้ออกจำหน่าย โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นขออนุญาตให้โจทก์รับช่วงการทำเหมือง แสดงว่าโจทก์ทราบแล้วว่าตนไม่มีสิทธิขนแร่ได้เองเสมือนเป็นผู้ถือบัตรประทานบัตร เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับช่วงการทำเหมืองตามมาตรา ๗๗ ทั้งการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาให้โจทก์เช่าประทานบัตรเหมืองแร่ดังกล่าวเป็นการกระทำที่มีเจตนาฝ่าฝืนบทบัญญัติห้ามของ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ อย่างชัดแจ้ง การฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ ได้กำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้ถือประทานบัตรไว้ในมาตรา ๑๔๐ ว่า ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งเพิกถอนประทานบัตรนั้นเสียได้ นอกจากนี้พระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติไว้ใน มาตรา ๗๕ ว่า ประทานบัตรให้ใช้ได้เฉพาะตัวผู้ถือประทานบัตรและให้คุ้มถึงลูกจ้างของผู้ถือประทานบัตรด้วย เห็นได้ว่าความมุ่งหมายของ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ ประสงค์ให้ผู้ถือประทานบัตรดำเนินการตามประทานบัตรเอง ไม่อาจให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทนได้ตามอำเภอใจ การที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาให้โจทก์เช่าประทานบัตรเหมืองแร่ดังกล่าวโดยไม่ยื่นขออนุญาต จึงเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาเช่าประทานบัตรเหมืองแร่ดังกล่าวตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๐ ไม่มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ ๑ รวมทั้งไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๒ ผู้ซื้อประทานบัตรจากจำเลยที่ ๑ โดยยอมผูกพันตามสัญญาเช่าประทานบัตรดังกล่าวแทนจำเลยที่ ๑ ด้วย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และ ๒๔๗ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยทั้งสองได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ม. 76 วรรคหนึ่ง ม. 77 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวีวัฒน์ บูรพพัฒนพงศ์
จำเลย — บริษัทถาวรคอมพิวเตอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ศาลอุทธรณ์ — นายกฤต บุญญานุสนธิ์
ชื่อองค์คณะ
อำนวย เต้พันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2476/2544
#36465
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มิได้หมายความว่าหากมีเหตุจำเป็นที่นอกเหนือจากเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติแล้ว นายจ้างจะเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานลูกจ้างไม่ได้เสียเลยทีเดียว

จำเลยประสบภาวะขาดทุนต้องลดจำนวนลูกจ้างและจำเลยได้ขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากสาเหตุดังกล่าวต่อศาลแรงงานกลางก่อนที่สหภาพแรงงานจะยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อจำเลยนานประมาณ 1 ปี และเมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์จำเลยก็มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ มิใช่เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ ฉะนั้น แม้โจทก์จะเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องตามที่สหภาพแรงงานได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยและเลิกจ้างขณะที่อยู่ในระหว่างการเจรจาหรือการไกล่เกลี่ยหรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ยังตกลงกันไม่ได้ ก็ถือไม่ได้ว่าคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลย และได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการลูกจ้างและกรรมการบริหารสหภาพแรงงานที ที เอ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 สหภาพแรงงาน ที ที เอ ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลย โดยโจทก์ทั้งสองได้รับแต่งตั้งจากสมาชิกให้เป็นผู้แทนในการเจรจาข้อเรียกร้อง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จึงเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ไม่สามารถตกลงกันได้ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยอ้างเหตุว่า ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้ คำสั่งของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เนื่องจากอยู่ระหว่างเกิดข้อพิพาทแรงงานต่อกันและข้อพิพาทแรงงานดังกล่าวยังไม่สามารถตกลงกันได้ คำสั่งของจำเลยจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยมีหน้าที่ต้องมอบหมายงานให้โจทก์ทั้งสองปฏิบัติและจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสองแต่จำเลยไม่ปฏิบัติขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 อัตราเดือนละ 5,200 บาท โจทก์ที่ 2เดือนละ 6,172 บาท นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปและให้จำเลยมอบหมายงานให้โจทก์ทั้งสองทำและกลับเข้าไปยังสถานประกอบการของจำเลย

จำเลยให้การว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลยระหว่างการทำงานโจทก์ทั้งสองได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการลูกจ้างประจำสถานประกอบกิจการของจำเลย และเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน ที ที เอโดยโจทก์ทั้งสองดำรงตำแหน่งประธานและเลขานุการของสหภาพแรงงานดังกล่าวตามลำดับ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองกับพวกรวม 5 คน ต่อศาลแรงงานกลางสืบเนื่องจากจำเลยประสบภาวะขาดทุน วันที่ 10 พฤศจิกายน 2542 สหภาพแรงงานที ที เอ ได้ยื่นข้อเรียกร้องเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อจำเลย แต่ยังตกลงกันไม่ได้ จึงเกิดเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองกับพวกได้ จำเลยจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองในวันเดียวกัน คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่อนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองกับพวกถึงที่สุดแล้ว วันที่ 19 มกราคม 2543 โจทก์ทั้งสองกับพวกรวม 3 คน ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองกับพวกเพราะเหตุยื่นข้อเรียกร้องและเป็นผู้แทนเจรจาข้อเรียกร้องอันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ขอให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ออกคำสั่งให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสองกับพวกเข้าทำงาน วันที่ 31 มีนาคม 2543 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ทั้งสองตามคำสั่งเอกสารหมาย ล.3โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องคดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 31 หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 กำหนดห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการหรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการหรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยื่นข้อเรียกร้องในกรณีที่มีการยื่นข้อเรียกร้องให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และข้อเรียกร้องดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการเจรจาหรือการไกล่เกลี่ยทั้งนี้วัตถุประสงค์ก็เพื่อที่จะคุ้มครองบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องดังกล่าวมิให้นายจ้างกลั่นแกล้งโดยการเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานซึ่งหากนายจ้างประสงค์จะกระทำดังกล่าวก็จะต้องมีกรณีเข้าข้อยกเว้น 4 ประการตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่ก็มิได้หมายความว่าหากมีเหตุจำเป็นที่นอกเหนือจากเหตุผล4 ประการดังกล่าวแล้ว นายจ้างจะเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานลูกจ้างไม่ได้เสียเลยทีเดียว คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยประสบภาวะขาดทุนจำเป็นจะต้องลดจำนวนลูกจ้างและจำเลยได้ขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเนื่องจากสาเหตุดังกล่าวต่อศาลแรงงานกลางตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน2541 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่สหภาพแรงงาน ที ที เอ จะยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อจำเลยนานประมาณ 1 ปี และเมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 จำเลยก็มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงสืบเนื่องมาจากจำเลยประสบภาวะขาดทุนจำเป็นต้องลดจำนวนลูกจ้างและศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตแล้วมิใช่เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด ฉะนั้น แม้ว่าโจทก์ทั้งสองจะเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องตามที่สหภาพแรงงาน ที ที เอ ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลย และขณะที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองนั้นจะอยู่ในระหว่างการเจรจาหรือการไกล่เกลี่ยหรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ยังตกลงกันไม่ได้ก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 31แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสีลอ ใจจูน กับพวก
จำเลย — บริษัททีทีเอ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2476/2544
#69183
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประสบภาวะขาดทุนจำเป็นจะต้องลดจำนวนลูกจ้างและจำเลยได้ขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างประจำสถานประกอบการของจำเลยและเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน เนื่องจากสาเหตุดังกล่าวต่อศาลแรงงานก่อนที่สหภาพแรงงานจะยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อจำเลยนานประมาณ 1 ปี และเมื่อศาลแรงงานมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงสืบเนื่องมาจากจำเลยประสบภาวะขาดทุน จำเป็นต้องลดจำนวนลูกจ้างและศาลแรงงานมีคำสั่งอนุญาตแล้ว มิใช่เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ ฉะนั้น แม้ว่าโจทก์จะเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องตามที่สหภาพแรงงานได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลย และขณะที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์นั้นจะอยู่ในระหว่างการเจรจาหรือการไกล่เกลี่ยหรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ยังตกลงกันไม่ได้ก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลย และได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการลูกจ้างและกรรมการบริหารสหภาพแรงงาน ที ที เอ จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง โดยอ้างเหตุว่า ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้ คำสั่งของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ เนื่องจากอยู่ระหว่างเกิดข้อพิพาทแรงงานต่อกัน และข้อพิพาทแรงงานดังกล่าวยังไม่สามารถตกลงกันได้ คำสั่งของจำเลยจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ ๑ อัตราเดือนละ ๕,๒๐๐ บาท โจทก์ที่ ๒ เดือนละ ๖,๑๗๒ บาท นับแต่วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไป และให้จำเลยมอบหมายงานให้โจทก์ทั้งสองทำและกลับเข้าไปยังสถานประกอบการของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลาง ขอเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองกับพวก ต่อมาศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองกับพวกจึงได้ไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์โดยกล่าวหาว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ขอให้ออกคำสั่งให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสองกับพวกกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหาย ต่อมาคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งยกคำร้อง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๓๑ หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ กำหนดห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการหรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการหรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยื่นข้อเรียกร้องในกรณีที่มีการยื่นข้อเรียกร้องให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และข้อเรียกร้องดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการเจรจาหรือการไกล่เกลี่ย ทั้งนี้วัตถุประสงค์ก็เพื่อที่จะคุ้มครองบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องดังกล่าวมิให้นายจ้างกลั่นแกล้งโดยการเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงาน ซึ่งหากนายจ้างประสงค์จะกระทำดังกล่าวก็จะต้องมีกรณีเข้าข้อยกเว้น ๔ ประการตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่ก็มิได้หมายความว่าหากมีเหตุจำเป็นที่นอกเหนือจากเหตุผล ๔ ประการ ดังกล่าวแล้ว นายจ้างจะเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานลูกจ้างไม่ได้เสียเลยทีเดียว คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยประสบภาวะขาดทุนจำเป็นจะต้องลดจำนวนลูกจ้างและจำเลยได้ขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเนื่องจากสาเหตุดังกล่าวต่อศาลแรงงานกลางตั้งแต่วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่สหภาพแรงงาน ที ที เอ จะยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อจำเลยนานประมาณ ๑ ปี และเมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ จำเลยก็มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงสืบเนื่องมาจากจำเลยประสบภาวะขาดทุน จำเป็นต้องลดจำนวนลูกจ้างและศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตแล้ว มิใช่เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด ฉะนั้น แม้ว่าโจทก์ทั้งสองจะเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องตามที่สหภาพแรงงาน ที ที เอ ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลย และขณะที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองนั้นจะอยู่ในระหว่างการเจรจาหรือการไกล่เกลี่ยหรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ยังตกลงกันไม่ได้ก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสีลอ ใจจูน ที่ 1 กับพวก
จำเลย — บริษัท ที ที เอ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชาตรี ศิริรักษ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2460/2544
#69179
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ.ม. 371 ลงโทษปรับ 60 บาท แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามพ.ร.บ อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ม.8 ทวิ วรรคสองและ 72 ทวิ วรรคสอง อีกบทหนึ่ง และให้ลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มี โทษหนักที่สุด แต่ศาลอุทธรณ์ก็ยังคงลงโทษปรับจำเลย 60 บาท ซึ่งเป็นโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท และไม่ใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

การที่ผู้เสียหายที่ 3 และ ท. เบิกความตอบโจทก์ แต่ไม่ได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลย ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยมีความผิดหรือบริสุทธิ์ ตาม ป.วิ.อ. ม.226 ประกอบกับในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยเป็รผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสาม

การที่จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นอันเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงและใช้ทำอันตรายให้ถึงแก่ความตายได้ยิงผู้เสียหายทั้งสามกับพวกในระยะใกล้ และกระสุนปีนถูกผู้เสียหายทั้งสามบรเวณลำคอ อก คาง ใบหน้า และต้นแขน ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า หาใช่เพียงเจตนาทำร้าย เมื่อผู้เสียหายทั้งสามไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและไม่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ เพราะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของจำเลยว่าฝ่ายผู้เสียหายทั้งสามได้ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสามในขณะนั้นตาม ป.อ.ม.72

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐,๙๑,๒๘๘ และ ๓๗๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา ๗,๘ทวิ,๗๒ และ ๗๒ ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ และ ๓๗๑ เป็นความผิด ๒ กรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก ๑๒ ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในที่ชุมชนที่จัดให้มีขึ้นเพื่อการรื่นเริง ปรับ ๙๐ บาท รวมจำคุก ๑๒ ปี และปรับ ๙๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๘ ปี และปรับ ๖๐ บาท ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิวรรคสอง และ๗๒ ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงชั้นศาลฎีกาฟังได้ในเบื้องต้นว่า คืนเกิดเหตุนายสัญญา บุญเลิศ นายวิโรจน์ พรรณนา และนายจรัสหรือจลัส พิมพ์ทอง ผู้เสียหายทั้งสาม นายสิทธิพงษ์ ถ้ำทอง นายทวีศักดิ์ มังษา นายสมคิด อำไพ และนายศักดา อำไพ กับพวก ซึ่งเป็นคนบ้านกระเอินกลุ่มหนึ่ง กับจำเลย สิบตรีสุวันชัย หารบุรุษ กับพวกซึ่งเป็นคนบ้านหนองโดนอีกกลุ่มหนึ่งต่างไปดูการแสดงหมอลำในงานพระราชทานเพลิงศพพระครูวิโรจน์ที่วัดบ้านธาตุ เมื่อหมอลำเลิกแสดงขณะนายสิทธิพงษ์ขึ้นนั่งและสตาร์ดติดเครื่องยนตืกระบะซึ่งจอดอยู่หลังกองอำนวยการหรือประรำพิธีห่างประมาณ ๓ ถึง ๔ เมตร จะพรนายศักดาซึ่งนั่งคู่อยู่ด้านหน้าและผู้เสียหายทั้งสามกับพวกที่เหลือซึ่งนั่งอยู่ในกระบะรถกลับบ้าน มีคนร้ายซึ่งอยู่ในระยะใกล้ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงเข้าไปที่ผู้เสียหายทั้งสามกับพวกที่นั่งอยู่ในกระบะ ๑ นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายทั้งสามจนได้รับอันตรายแก่กายตามรายงานการชันสูตรบาดแผลอเกสารหมาย จ.๒ จ.๔ และ จ.๕ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายซึ่งกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาหรือไม่ สำหรับข้อหาความผิดฐานพาอาวุธปืนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังได้ว่า จำเลยพาอาวุธปืนเข้าไปในที่ชุมชนที่จัดให้มีขึ้นเพื่อการรื่นเริงโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับอนุญาต พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ ลงโทษปรับ ๙๐ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ให้หนึ่งในสาม คงปรับ ๖๐ บาท แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ จะพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิ วรรคสอง และ ๗๒ ทวิ วรรคสอง อีกบทหนึ่ง และให้ลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ก็ยังคงลงโทษปรับจำเลย ๖๐ บาท ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ซึ่งเป็นโทษปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท และไม่ใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย จึงต้องห้ามไม่ให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ จำเลยฎีกาว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถจะยึกอาวุธปืนมาเป็นของกลางได้ ก็ไม่น่าจะลงโทษจำเลยได้ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทมาตราดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนข้อหาความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานในคดีไม่พอฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายซึ่งใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสาม กับหากฟังว่าจำเลยเป็นคนร้าย การกระทำของจำเลยก็เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะและไม่ถึงพยายามฆ่า แต่เป็นเพียงความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเท่านั้น เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในงานพระราชทานเพลิงศพพระครูวิโรจน์หรือไพโรจน์อดีตเป็นเจ้าอาวาลวัดบ้านธาตุและเจ้าคณะตำบลธาตุ อำเภอวังหิน จังหวัดศรีษะเกษ มีการแสดงหมอลำ มีกองอำนวยการหรือปะรำพิธี และจำเลยเบิกความว่า มีคนไปร่วมงานประมาณ ๕,๐๐๐ คน แสดงว่าเป็นงานใหญ่ และจุดที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากปะรำพิธีส่องมาถึงจุดที่เกิดเหตุเพียงพอที่จะทำให้คนซึ่งรู้จักกันมาก่อนมองเห็นหน้าและจำกันได้ โจทก์นำสืบว่า จำเลยเป็นคนบ้านหนองโตนซึ่งอยู่ห่างจากบ้านกระเอินหมู่บ้านที่ผู้เสียหายที่ ๒ ที่ ๓ นายทวีศักดิ์ มังษา และนายสมคิด อำไพ พยานโจทก์ทั้งสี่อยู่เพียงประมาณ ๑ กิโลเมตร และเคยมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านกระเอิน พยานโจทก์ทั้งสี่รู้จักจำเลยมาก่อนพยานโจทก์ทั้งสี่ต่างเบิกความว่าขณะที่นายสิทธิพงษ์ ถ้ำทอง กำลังจะขับรพถยนต์กระบะออกจากจุดที่เกิดเหตุ สิบตรีสุวันชันพวกของจำเลยได้เข้าไปใช้อาวุธปืนยิงไปที่พยานโจทก์ทั้งสี่กับพวกที่อยู่ในกระบะรถ โดยผู้เสียหายที่ ๒ และที่ ๓ เบิกความว่า อาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนลูกซองสั้น นายทวีศักดิ์เบิกความว่าเป็นอาวุธปืนสั้นไม่ทราบชนิด ส่วนนายสมคิดแม้จะไม่ได้เบิกความระบุว่าเป็นอาวุธปืนประเภทใด แต่ก็เบิกความว่าจำเลยได้ชักอาวุธปืนออกมาแล้วยิงเช่นเดียวกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งแสดงอยู่ในตัวแล้วว่าเป็นอาวุธปืนสั้น ตรงกับคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวปากอื่น และแม้นายทวีศักดิ์จะมิได้เบิกความว่าอาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงนั้นจำเลยเอาออกมาจากที่ใด แต่นายทวีศักดิ์ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.๑๗ ว่า จำเลยชักอาวุธปืนพกยิงใส่พวกตนเหมือนกัน คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่สอดคล้องตรงกัน มีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อถือได้ การที่ผู้เสียหายที่ ๑ เบิกความว่าไม่เห็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิง ก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ขัดแย้งหรือทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่เกิดข้อพิรุธและมีเหตุให้ควรสงสัยแต่อย่างใด เพราะผู้เสียหายที่ ๑ เบิกความว่าตนนั่งอยู่ในกระบะรถด้านหน้าติดหัวเก๋งรถ คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงมาจากทางท้ายกระบะด้านหลัง ขณะเกิดเหตุมีบุคคลอื่นนั่งอยู่ในกระบะอีกหลายคน จึงอาจบังทำให้ผู้เสียหายที่ ๑ มองไม่เห็นคนร้ายได้ การที่ผู้เสียหาย ๓ และนายทวีศักดิ์มาเบิกความตอบโจทก์แต่ไม่ได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยก็ไม่มีกฎหมาบบัญญัติห้ามไม่ให้ศาลรับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าว ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ว่า จำเลยขอเลื่อนคดีโดยอ้างว่าพยานโจทก์ทั้งสองเป็นพยานโจทก์ปากอื่น ขอถามค้านไปพร้อมกัน เมื่อถึงวันนับสืบพยานโจทก์วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ พยานโจทก์ทั้งสองมาศาลพร้อมกับผู้เสียหายที่ ๑ แต่ทนายจำเลยขอเลื่อนคดีโดยอ้างว่าได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายกฎหมายให้สภาตำบล ศาลชั้นต้นบันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาว่า คดีนี้ทนายจำเลยได้มีการขอเลื่อนคดีหลายครั้งแล้ว แต่เพื่อให้โอกาสจำเลยในการถามค้านพยานโจทก์อีกสักครั้ง จึงอนุญาตให้เลื่อนคดี และกำชับจำเลยและทนายจำเลยว่า ศาลจะไม่ให้เลื่อนคดีอีก หากทนายจำเลยไม่มาศาลถือว่าไม่ติดใจถามค้นพยานโจทก์ที่มาศาล และจะพิจารณาถอนประกันจำเลยโดยถือว่าจำเลยประวิงคดี ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ และตามบันทึกเจ้าหน้าที่เรื่องให้พยานทราบกำหนดนัด ลงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ และในที่สุดปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๑ และวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๔๑ ว่า จำเลยเป็นฝ่ายขอให้ศาลงดสีบพยานดังกล่าวและพยานโจทก์ปากอื่นเอง โดยโจทก์ยังติดใดและได้พยายามดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้ได้ตัวพยานเหล่านั้นมาเบิกความต่อศาลแล้ว คำเบิกความตอบโจทก์ของผู้เสียหายที่ ๓ และนายทวีศักดิ์จึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยมีความผิดหรือบริสุทธิ์ ตามประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖ ได้ หาใช่เป็นพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ประกอบกับในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การรับสารภาพโดยนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ จึงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสาม ที่จำเลยอ้างว่ากลุ่มวัยรุ่นบ้านธาตุเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสามกับพวก จำเลยเพียงแต่ถือไม้เดินตามสิบตรีสุวันชัยเข้าไปที่รถที่ผู้เสียหายทั้งสามกับพวกโดยสารมาเพราะเห็นว่านายชูชาติหรืออุ๋น บุญหนัก ซึ่งมากับจำเลยถูกผู้เสียหายที่ ๓ ใช้ขวดสุราตีทำร้านนั้นยังไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟัง เพราะนายชูชาติเข้าเบิกความเป็นพยานจำเลยแต่เพียงว่าคืนเกิดเหตุนายชูชาติขับรถจักรยานยนต์ไปดูหมอลำกับนายเรียน พิมพ์ทองและขณะเดินไปเอารถจักรยานยนต์เพื่อกลับบ้านผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งนายชูชาติมีความเกี่ยวข้องกับจำเลยหรือรู้เห็นว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดในคดีนี้แต่อย่างใด จำเลยเบิกความว่า จำเลยกับสิบตรีสุวันชัยเดินตามกันเข้าไปที่รถที่ผู้เสียหายทั้งสามกับพวกนั่งอยู่และสิบตรีสุวันชัยถูกแย่งไม้ไปก่อนแล้วพวกวัยรุ่นบ้านธาตุจึงได้วิ่งมาจากด้านหลังแซงจำเลยเข้าไปใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสามกับพวก แต่สิบตรีสุวันชัยพยานจำเลยกลับเบิกความว่าตนเพิ่งจะเดินเข้าไปทางที่เกิดเหตุเพราะได้นยินเสียงปืนดังขึ้นและนายดาวี ปะระมาดัง พยานจำเลยอีกปากหนึ่งเบิกความว่า กลุ่มวัยรุ่นบ้านธาตุเห็นจำเลยเดินเข้าไปที่บรเวณท้านรถที่ผู้เสียหายทั้งสามกับพวกนั่งอยู่ จึงได้วิ่งสวนออกมา และวัยรุ่นในกลุ่มดังกล่าวคนหนึ่งได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปที่ท้ายรถ คำเบิกความของสิบตรีสุวันชัยและนายคาวีจึงขัดแย้งแตกต่างกันกับคำเบิกความของจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยดังกล่าวย่อมขาดน้ำหนัก ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและนำชั้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเพราะพนักงานสอบสวนบอกจำเลยว่าจะติดตามจับคนร้าย เมื่อได้ตัวแล้วและนำมาดำเนินคดีแทนจำเลย โดยจะกันจำเลยไว้เป็นพยานก็ปราศจากเหตุผลและรับฟังไม่ได้ เพราะพยานหลักฐานของโจทก์ดังได้วินิจฉัยมาข้างต้นมีน้ำหนักและเหตุผลมั่นคงเพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยได้กระทำความผิด ที่ศาลชั้นต้นลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามเพราะเหตุที่จำเลยให้การรับสารภาพดังกล่าวนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสีบว่า จำเลยเป็นคนร้ายซึ่งใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นอันเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงและใช้ทำอันตรายให้ถึงแก่ความตายได้ยิงผู้เสียหายทั้งสามกับพวกในระยะใกล้ และกระสุนปืนถูกผู้เสียหายทั้งสามบริเวณลำคอ อก คาง ใบหน้า และต้นแขน ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าหาใช่จำเลยมีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสามดังที่จำเลยฎีกาไม่ เมือผู้เสียหายทั้งสามไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเพียงแต่ถือไม้เดินตามสิบตรีสุวันชัยเข้าไปที่รถที่ผู้เสียหายทั้งสามกับพวกโดยสารมาเพราะว่านายชูชาตืซึ่งมากับจำเลยถูกผู้เสียหายที่ ๓ ใช้ขวดสุราตีทำร้ายดังได้วินิจฉัยข้างต้นแล้ว และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของจำเลยว่าฝ่ายผู้เสียหายทั้งสามได้ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมก่อน แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสามในขณะนั้น การใช้อาวุธปืนยิงของจำเลยดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒ ดังที่จำเลยฎีกาฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

นายรังสรรค์ ขวัญสกุลวัฒน์ ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72 ม. 80 ม. 288 ม. 371
ป.วิ.พ. ม. 219 ม. 226
ชื่อคู่ความ
มังษา — นายหนูจวน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายทวีศักดิ์ บุญโสม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2459/2544
#41130
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่มีสิทธินำหนี้ค่าภาษีการค้าซึ่งยังมิได้มีการประเมินและยังไม่ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบโดยชอบมาฟ้องให้จำเลยล้มละลายได้ เนื่องจากเป็นกรณีที่จำเลยไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอนตามมาตรา 9(3) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ เพราะหนี้ค่าภาษีการค้าตามฟ้องอาจถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือ เพิกถอนโดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบการค้าประเภท 7(ง)ตามประมวลรัษฎากร โดยขายอาหารและเครื่องดื่มพร้อมดนตรีโดยใช้สถานประกอบการค้าชื่อ มานิตตาคาเฟ่ ตั้งอยู่เลขที่ 1448/16 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานครเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ประเมินสภาพการค้าของจำเลยแล้วกำหนดรายรับของจำเลยต่อเดือนไม่น้อยกว่า 32,400 บาทนับแต่เดือนตุลาคม 2531 จำเลยไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีการค้า เจ้าพนักงานประเมินจึงทำการประเมินเรียกเก็บภาษีอากรจากจำเลยเป็นค่าภาษีการค้า เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและค่าภาษีบำรุงเทศบาลสำหรับเดือนตุลาคม 2531 เป็นเงิน8,359.20 บาท เดือนธันวาคม 2531 ถึงเดือนเมษายน 2532เดือนละ 11,574.09 บาท รวมเป็นเงิน 66,229 บาท จำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ชำระและไม่ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่อย่างใดถือว่าเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอนโจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว 2 ครั้ง มีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ ประกอบกับจำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ จำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้ล้มละลาย

จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์เรื่องสถานที่ประกอบการค้าเคลือบคลุม เนื่องจาก โจทก์อ้างว่า จำเลยประกอบการค้าร้านอาหาร ตั้งอยู่เลขที่ 1448/16 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาวเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร แต่เอกสารท้ายฟ้องเป็นแบบแจ้งการประเมินของสถานประกอบการค้า เลขที่ 20/121 ถนนรัชดาภิเษกแขวงลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร จำเลยไม่ได้ประกอบการค้าและไม่ได้ค้างชำระหนี้ค่าภาษีการค้าตามฟ้องเพราะศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน2530 ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.479/2530 โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 2 เดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ถือว่าหนี้ที่โจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้ขาดอายุความแล้ว ต่อมาจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในคดีล้มละลายดังกล่าวจนเต็มจำนวน และศาลแพ่งมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2536 ฉะนั้นระหว่างเวลาดังกล่าว จำเลยจึงไม่ได้ประกอบการค้าตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ค่าภาษีการค้าจากโจทก์ และหนี้ตามฟ้องได้รวมเอาค่าภาษีการค้า เงินเพิ่มเบี้ยปรับและภาษีบำรุงเทศบาล เข้าด้วยกัน แต่มีค่าภาษีการค้ารวมเป็นเงินเพียง 29,160 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลายและศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2530ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.479/2530 ศาลพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2533 และศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2536 โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายอีกเป็นคดีนี้ ปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่าโจทก์จะนำหนี้ภาษีอากรตามฟ้องมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้หรือไม่โจทก์มีนางภคาภรณ์ สถิราวุธ และนางสาววาสนา ตันมงคลเบิกความว่า จำเลยประกอบกิจการขายอาหารประเภท 7(ง)ประเภทภัตตาคาร จำเลยจดทะเบียนการค้าประกอบธุรกิจดังกล่าวไว้ตามกฎหมาย ตามสำเนาแบบคำขอจดทะเบียนการค้าเจ้าพนักงานประเมินกำหนดรายรับขั้นต่ำของจำเลยไว้เดือนละ32,400 บาท ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2531 จำเลยมิได้ยื่นแบบเสียภาษีการค้าไว้ โจทก์ได้ประเมินภาษีการค้ารวมเงินเพิ่มกับเบี้ยปรับและภาษีบำรุงเทศบาล เป็นเงิน 8,359.20 บาท และระหว่างเดือนธันวาคม 2531 ถึงเดือนเมษายน 2532 จำเลยต้องชำระภาษีการค้าอีกเดือนละ 11,574.09 บาท ซึ่งแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้า ระบุที่ตั้งสถานการค้าเลขที่ 20/121ถนนรัชดาภิเษก แขวงลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานครและทะเบียนการค้าเลขที่ 10 38 11154 แต่ตามฟ้องโจทก์ระบุว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบการค้าประเภท 7(ง) ตามประมวลรัษฎากร โดยขายอาหาร เครื่องดื่มและมีดนตรี สถานที่ใช้ประกอบการค้าใช้ชื่อ มานิตตาคาเฟ่ ตั้งอยู่เลขที่ 1448/16ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานครทะเบียนการค้าเลขที่ 10 38 10789 แสดงให้เห็นว่าจำเลยจดทะเบียนการค้าไว้ 2 แห่ง มีภูมิลำเนาต่างกัน โจทก์ได้ประเมินภาษีการค้าของร้านทะเบียนการค้าเลขที่ 10 38 11154 รวมทั้งแจ้งรายการประเมินให้จำเลยทราบแล้ว แต่หนี้ภาษีการค้าของร้านทะเบียนการค้าเลขที่ 10 38 10789 ตามที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายคดีนี้ยังมิได้มีการประเมินภาษีการค้าแต่อย่างใดรวมทั้งยังมิได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบโดยชอบ ทำให้จำเลยไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอนตามมาตรา 9(3) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483เพราะหนี้ค่าภาษีการค้าตามฟ้องอาจถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิกถอนโดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้โจทก์จึงไม่มีสิทธิจะนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยล้มละลายได้กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นางสาวมานิตตา นิรันพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
พิชัย เตโชพิทยากูล
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2457/2544
#41129
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นกระทรวงในรัฐบาลและมีฐานะเป็นนิติบุคคลมีจำเลยที่ 4 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้นเป็นผู้แทน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นกรมในสังกัดของจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลและมีจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นอธิบดีกรมทางหลวงในขณะนั้นเป็นผู้แทน จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีทางหลวงรวมทั้งมีหน้าที่ดำเนินการสำรวจที่ดินเพื่อเวนคืนสำหรับสร้างทางหลวงอันเป็นสิ่งสาธารณูปโภค ดังนั้น การเวนคืนที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงเพื่อให้ได้ที่ดินมาใช้สร้างทางหลวงแผ่นดิน ย่อมเป็นกิจการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยตรง นอกจากนี้ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2515 ซึ่งบัญญัติให้เวนคืนที่ดิน จำเลยที่ 2 ยังกำหนดให้จำเลยที่ 3เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ และกำหนดให้จำเลยที่ 4เป็นผู้รักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 3 ในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้ออกประกาศแจ้งการเวนคืนและให้ความเห็นชอบกับการกำหนดเงินค่าทดแทนของคณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ อันเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ส่วนจำเลยที่ 4 มีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์กำหนดให้ แต่จำเลยที่ 4มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 4เพื่อให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้โจทก์ใหม่ให้เหมาะสม โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 และที่ 4 ให้ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ได้

คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้กำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อโจทก์ทราบและไม่พอใจในค่าทดแทนนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ทันทีโดยไม่จำต้องรอให้เจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งให้มารับเงินค่าทดแทนก่อน กำหนดเวลายื่นอุทธรณ์การกำหนดเงินค่าทดแทนต่อรัฐมนตรีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 25 วรรคหนึ่งเป็นกำหนดเวลาสิ้นสุดแห่งการใช้สิทธิอุทธรณ์ ไม่ใช่กำหนดเวลาเริ่มต้นให้ใช้สิทธิอุทธรณ์ โจทก์จึงชอบที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้แม้เป็นเวลาก่อนที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งให้มารับเงินค่าทดแทนก็ตาม

หลังจากที่มีการเวนคืนที่ดินพิพาทแล้วได้มีการโอนสิทธิในที่ดินไปยังโจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนย่อมมีสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มาตรา 16 วรรคท้าย และเมื่อไม่มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะ การพิจารณาว่าโจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนเท่าใดจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯที่บัญญัติให้กำหนดโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา จะถือเอาราคาภายหลังจากที่มีการสร้างทางแล้วเสร็จมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาไม่ได้เพราะเมื่อมีการสร้างทางหลวงแผ่นดินเสร็จสมบูรณ์แล้วย่อมทำให้สภาพของที่ดินในบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงจากในขณะเริ่มต้นดำเนินการเวนคืนและมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิมมาก อย่างไรก็ดี การที่ฝ่ายจำเลยเพิ่งนำเงินค่าทดแทนที่ดินไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสินเมื่อวันที่ 22เมษายน 2536 ภายหลังจากวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดิน สายธนบุรี-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม-ปากท่อฯ มีผลใช้บังคับแล้วถึงเกือบสามสิบปีเป็นกรณีที่ฝ่ายจำเลยไม่ดำเนินการให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ที่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินภายในเวลาอันควรเป็นการดำเนินการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ล่าช้าไม่เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่าการกระทำดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่ฝ่ายจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสามในราคาตารางวาละ 10 บาท โดยใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 21(3) เพียงประการเดียว ซึ่งใช้ฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาในวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลใช้บังคับในวันที่ 10กรกฎาคม 2508 ย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ แต่อย่างไรก็ตามสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเงินค่าทดแทนมีเพียงเท่ากับเจ้าของที่ดินพิพาทเดิมกรณีนี้ฝ่ายจำเลยเพิ่งกลับมามีหนังสือลงวันที่ 1 มิถุนายน 2535ขอให้ไปตกลงราคาค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเขตทางหลวงหลักเกณฑ์ที่จะนำมาคำนึงในการกำหนดเงินค่าทดแทนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมต้องเปลี่ยนวันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาของอสังหาริมทรัพย์จากวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลใช้บังคับมาเป็นกลางปี 2533 อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่ฝ่ายจำเลยจะมีหนังสือถึงโจทก์ให้ไปตกลงราคาค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเขตทางหลวงประมาณ 2 ปีซึ่งเทียบเคียงกับระยะเวลาที่ควรต้องใช้ในกรณีปกติที่มีการดำเนินการกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งอธิบดีเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการของจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 9364,12013 และ 12014 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียนกรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 47 ตารางวา 4 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวาและ 1 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ตามลำดับ ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3เป็นเจ้าของร่วมกันกับบุคคลอื่นในที่ดินโฉนดเลขที่ 5080 และ5081 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานครเฉพาะส่วนของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 รวมเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 49 ตารางวา ที่ดินทั้งห้าแปลงมีแนวเขตที่ดินติดต่อเป็นแปลงเดียวกันถูกเวนคืนตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2515 กล่าวคือ ที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถูกเวนคืนหมดทั้งสามแปลง ส่วนที่ดินของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ถูกเวนคืนเป็นเนื้อที่รวมกัน 15 ไร่ 2 งาน 82 ตารางวา ทางราชการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์ทั้งสามเพียงตารางวาละ 10 บาทซึ่งไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ทั้งสามเพราะโจทก์ที่ 1ซื้อที่ดินเมื่อปี 2532 ในราคารวมกัน 12,507,000 บาท ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซื้อเมื่อปี 2533 ในราคารวมกัน 13,800,000 บาทโจทก์ทั้งสามควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 80,000 บาทโจทก์ที่ 1 ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดิน 189,016,370 บาท โจทก์ที่ 2และที่ 3 ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดิน 466,177,180 บาท โจทก์ทั้งสามได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 4 แล้วแต่จำเลยที่ 4 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสี่มีหน้าที่ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสามพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2508 อันเป็นวันถัดจากวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ ใช้บังคับเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์ที่ 1 มีสิทธิได้รับ 476,380,800 บาท และเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 มีสิทธิได้รับ 1,174,924,800 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน665,420,800 บาท ชำระแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นเงิน1,641,164,800 บาท และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสามในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี จากต้นเงินรวมกัน665,280,800 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 4มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเวนคืนที่ดินของโจทก์ทั้งสามเพราะจำเลยที่ 1 และที่ 4 มิได้เป็นผู้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน รวมทั้งไม่มีอำนาจกระทำการใดแทนจำเลยที่ 2 ด้วยส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ใช่ผู้กำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสาม และไม่เคยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2กระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามเป็นส่วนตัว โจทก์ทั้งสามรับโอนที่ดินดังกล่าวมาภายหลังจากที่ดินทั้งห้าแปลงถูกเวนคืนและตกเป็นของรัฐแล้วตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2515 การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามชอบด้วยกฎหมายแล้ว หนังสือที่จำเลยที่ 2 มีไปถึงโจทก์ทั้งสามให้ไปตกลงเรื่องค่าทดแทนที่ดินไม่ใช่หนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทน โจทก์ทั้งสามยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์เรื่องเงินค่าทดแทนที่ดินต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมการที่โจทก์ทั้งสามยื่นหนังสือคัดค้านการนัดหมายให้ไปตกลงเรื่องค่าทดแทนที่ดินไม่มีผลเป็นการอุทธรณ์เรื่องจำนวนเงินค่าทดแทนตามกฎหมาย เพราะขณะนั้นจำเลยที่ 2 ยังมิได้แจ้งให้โจทก์ทั้งสามไปรับเงินค่าทดแทน จึงไม่มีเหตุที่โจทก์ทั้งสามจะอุทธรณ์คัดค้านได้หลังจากที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 แจ้งให้โจทก์ทั้งสามไปรับเงินค่าทดแทนแล้ว โจทก์ทั้งสามไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 70,866,370 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จำนวน 174,777,180 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 9 ต่อปีของต้นเงินทั้งสองจำนวนนับแต่วันที่ 22 เมษายน 2535 (ที่ถูกคือวันที่ 22 เมษายน 2536)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 9364, 12013 และ 12014 ตำบลบางบอนอำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เป็นของนายสุดใจ สุขสบายและนางชั้น สุขสบาย ที่ดินโฉนดเลขที่ 9364 มีเนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน55 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 12013 มีเนื้อที่ 5 ไร่ 6 ตารางวาและที่ดินโฉนดเลขที่ 12014 มีเนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 89 ตารางวาส่วนที่ดินอีกสองแปลงคือ โฉนดเลขที่ 5080 และ 5081 เดิมเป็นของนางวรรณวิไล ประถมภัฎ นางสาวจงรุจา วิเศษสินธุ์ นายชลิตวิเศษสินธุ์ นายพิชัย ไทยตระกูลพาณิช นางสาวศิริลักษณ์เสรีวัลย์สถิต นางสาวพัชรา อินทรเดโชกุล นางเรียน วิเศษสินธุ์และนายสง่า พันธ์พิเชษฐ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 5080 มีเนื้อที่9 ไร่ 28 ตารางวา ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 5081 มีเนื้อที่ 9 ไร่ 2 ตารางวา ที่ดินทั้งห้าแปลงมีแนวเขตติดต่อเป็นผืนเดียวกันในปี 2508 ทางราชการได้กำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินสายธนบุรี-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม-ปากท่อ ในท้องที่อำเภอราษฎร์บูรณะ อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี อำเภอเมืองสมุทรสาคร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร อำเภอเมืองสมุทรสงคราม อำเภอบางคนที อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงครามและอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ความกว้าง 2 กิโลเมตร ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินสายธนบุรี-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม-ปากท่อ พ.ศ. 2508 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2508 ต่อมาวันที่ 21 เมษายน2510 จำเลยที่ 2 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการปรองดองเพื่อพิจารณาค่าทดแทนกับเจ้าของทรัพย์สิน ในปี 2513 กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติได้ออกคำสั่งเปลี่ยนชื่อคณะกรรมการชุดนี้เป็นคณะกรรมการปรองดองเพื่อพิจารณาค่าทำขวัญให้แก่เจ้าของทรัพย์สิน เนื่องในการก่อสร้างทางหลวง สายธนบุรี-ปากท่อ คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งห้าแปลงในราคาไร่ละ 4,000 บาทโดยถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และราคาซื้อขายที่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในปี 2508 อันเป็นปีที่พระราชกฤษฎีกาฯใช้บังคับ ซึ่งอธิบดีกรมทางหลวงในขณะนั้นได้ให้ความเห็นชอบแล้วต่อมาได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225 ลงวันที่ 14 ตุลาคม2515 กำหนดให้เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดิน สายธนบุรี-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม-ปากท่อ ในท้องที่อำเภอราษฎร์บูรณะ อำเภอบางขุนเทียน นครหลวงกรุงเทพธนบุรี อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร อำเภอเมืองสมุทรสงคราม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม และอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรีให้แก่จำเลยที่ 2 โดยให้มีผลใช้บังคับเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งออกตามความในมาตรา 41 และมาตรา 47แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2482 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2515 เป็นต้นไป โดยกำหนดให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวเป็นเหตุให้คณะกรรมการปรองดองเพื่อพิจารณาค่าทำขวัญให้แก่เจ้าของทรัพย์สินฯ สิ้นสภาพลง ต่อมาวันที่ 11 พฤษภาคม 2516นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ขึ้นคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงให้แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนในราคาตารางวาละ 10 บาทหรือเท่ากับไร่ละ 4,000 บาท และได้เสนอให้อธิบดีกรมทางหลวงในขณะนั้นเห็นชอบด้วยแล้ว หลังจากนั้นอธิบดีกรมทางหลวงได้จัดทำแผนผังที่ดินที่จะใช้สร้างทางหลวงแผ่นดินสายธนบุรี-ปากท่อและประกาศให้ผู้มีส่วนได้เสียตรวจดูแผนผังดังกล่าวตามประกาศกรมทางหลวงลงวันที่ 14 มิถุนายน 2519 นอกจากเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างทางหลวงสายดังกล่าวแล้วได้มีการเวนคืนที่ดินในบางช่วงเพื่อใช้ก่อสร้างสำนักงานเขตการทางกรุงเทพด้วย ที่ดินโฉนดเลขที่ 9364, 12013 และ 12014 ของนายสุดใจกับนางชั้นถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงเป็นเนื้อที่รวมกัน 8 ไร่ 3 งาน87 ตารางวา และถูกเวนคืนเพื่อสร้างสำนักงานเขตการทางกรุงเทพเป็นเนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 63 ตารางวา ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 5080 และ5081 ของนางเรียนกับพวกอยู่ในเขตทางหลวงและอยู่ในเขตที่ใช้ก่อสร้างอาคารสำนักงานเขตการทางกรุงเทพเป็นเนื้อที่รวมกัน15 ไร่ 2 งาน 82 ตารางวา ในปี 2521 คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้นัดเจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนไปพบเพื่อตกลงเรื่องเงินค่าทดแทน คงมีแต่นายสุดใจกับนางชั้นเท่านั้นที่ไปพบคณะกรรมการฯ ส่วนนางเรียนกับพวกและเจ้าของที่ดินรายอื่นไม่ไปนายสุดใจกับนางชั้นตกลงว่าสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 9364, 12013และ 12014 ที่ถูกเขตทางหลวงรวมกันเป็นเนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน87 ตารางวา และได้รังวัดแบ่งแยกให้กรมทางหลวงไปแล้วนั้นยอมรับเงินค่าทดแทนที่ดินในราคาไร่ละ 4,000 บาท แต่ที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนเพื่อใช้ก่อสร้างอาคารสำนักงานเขตการทางกรุงเทพคือโฉนดเลขที่ 9364 เนื้อที่ 47 ตารางวา โฉนดเลขที่ 12013 เนื้อที่4 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 12014 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน74 ตารางวานั้นจะขอเวลาไปปรึกษากับเจ้าของที่ดินรายอื่นเกี่ยวกับอัตราค่าทดแทนก่อน หลังจากนั้นคณะกรรมการฯ ได้นัดให้นายสุดใจนางชั้นและนางเรียนกับพวกไปพบหลายครั้ง แต่ตกลงกันไม่ได้เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นเห็นว่าเงินค่าทดแทนที่ดินต่ำเกินไปครั้นวันที่ 25 กันยายน 2523 นายสุดใจกับนางชั้นขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9364, 12013 และ 12014 ส่วนที่ถูกเวนคืนเพื่อใช้สร้างอาคารสำนักงานเขตการทางกรุงเทพให้แก่นายเหลียง พรสุขจันทราและนายสุวัฒน์ พรสุขจันทรา ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2532นายเหลียงกับนายสุวัฒน์ทำสัญญาขายที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่โจทก์ที่ 1 ในราคา 12,507,000 บาท วันที่ 20 เมษายน 2533โจทก์ที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่ธนาคารกสิกรไทยจำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นประกันหนี้จำนวน 25,000,000 บาทและในวันที่ 25 เมษายน 2533 นางสาวศิริลักษณ์ เสรีวัลย์สถิตนางสาวพัชรา อินทรเดโชกุล นายสง่า พันธ์พิเชษฐ และวันที่ 25มิถุนายน 2533 นางวรรณวิไล ประถมภัฎ นางสาวจงรุจาวิเศษสินธุ์ นายชลิต วิเศษสินธุ์ และนางเรียน วิเศษสินธุ์ทำสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5080 และ 5081 เฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ในราคารวมกันแล้วเป็นเงิน 13,800,000บาท ในวันที่ 25 มิถุนายน 2533 โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้จำนองที่ดินทั้งสองแปลงในส่วนของตนไว้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)รวมกันในวงเงิน 17,000,000 บาท เพื่อเป็นประกันหนี้ของโจทก์ที่ 1ซึ่งทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารดังกล่าว ครั้นปี 2535นายช่างแขวงการทางธนบุรีแจ้งให้โจทก์ทั้งสามไปตกลงราคาค่าทดแทนที่ดินแต่โจทก์ทั้งสามไม่ไปตกลงด้วยและยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้ตารางวาละ 70,000 บาท ถึง 80,000 บาท แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2536 นายช่างแขวงการทางธนบุรีแจ้งแก่โจทก์ทั้งสามว่าได้นำเงินค่าทดแทนไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสินตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2536 ให้โจทก์ทั้งสามนำหลักฐานไปขอรับเงินค่าทดแทนที่ธนาคารดังกล่าว หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามมิได้ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอีก

คงมีปัญหาข้อแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ว่าโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 หรือไม่ เห็นว่าที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเวนคืนที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4ไม่มีหน้าที่กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 1ที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามนั้น ข้อเท็จจริงเห็นว่าได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นกระทรวงในรัฐบาลและมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้นเป็นผู้แทน โดยจำเลยที่ 4 มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่และวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นกรมในสังกัดของจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลและมีจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นอธิบดีกรมทางหลวงในขณะนั้นเป็นผู้แทนมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีทางหลวงรวมทั้งมีหน้าที่ดำเนินการสำรวจที่ดินเพื่อเวนคืนสำหรับสร้างทางหลวงอันเป็นสิ่งสาธารณูปโภค ดังนั้นการเวนคืนที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงเพื่อให้ได้ที่ดินมาใช้สร้างทางหลวงแผ่นดิน สายธนบุรี-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม-ปากท่อ ย่อมเป็นกิจการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยตรง นอกจากนี้ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225 ลงวันที่ 14ตุลาคม 2515 ที่บัญญัติให้เวนคืนที่ดินในท้องที่อำเภอราษฎร์บูรณะอำเภอบางขุนเทียน... ให้แก่กรมทางหลวง จำเลยที่ 2 ยังกำหนดให้จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ และกำหนดให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้รักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวด้วย การที่จำเลยที่ 3 ในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้ออกประกาศแจ้งความให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนทราบว่าเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้น ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ และภายในกรอบอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อคณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มีมติกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามในราคาไร่ละ 4,000 บาท และขอความเห็นชอบจากจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับอัตราค่าทดแทนดังกล่าว จำเลยที่ 3 ก็เห็นชอบด้วยกับการกำหนดเงินค่าทดแทนนั้นเห็นได้ว่าการดำเนินการของจำเลยที่ 3 ทั้งในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225 และในฐานะผู้แทนกรมทางหลวงจำเลยที่ 2 เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ส่วนจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและเป็นผู้รักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว มีหน้าที่กำกับดูแลให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดำเนินไปโดยเรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์กำหนดให้เมื่อโจทก์ทั้งสามเห็นว่าการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงที่โจทก์ทั้งสามรับโอนสิทธิมายังไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมอีกทั้งได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 4 เพื่อให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้โจทก์ทั้งสามใหม่ให้เหมาะสม แต่จำเลยที่ 4 มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4ให้ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 3และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้เนื่องจากโจทก์ทั้งสามมิได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการกำหนดเงินค่าทดแทนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมภายในหกสิบวันนับแต่วันได้รับหนังสือจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทน เพราะหนังสือลงวันที่ 1 มิถุนายน 2535 และวันที่ 10 สิงหาคม 2535ที่นายช่างแขวงการทางธนบุรีแจ้งให้โจทก์ทั้งสามไปตกลงเรื่องเงินค่าทดแทนไม่ใช่หนังสือที่เจ้าหน้าที่แจ้งให้มารับเงินค่าทดแทนดังนั้น สิทธิของโจทก์ทั้งสามที่จะอุทธรณ์คัดค้านการกำหนดเงินค่าทดแทนจึงยังไม่เกิดขึ้น การที่โจทก์ทั้งสามมีหนังสือลงวันที่ 17กรกฎาคม 2535 และวันที่ 20 สิงหาคม 2535 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินแก่โจทก์ทั้งสามใหม่ในราคาตารางวาละ 70,000 บาท แม้จะระบุในหนังสือว่าเป็นอุทธรณ์คัดค้านการกำหนดเงินค่าทดแทนก็ไม่มีผลเป็นการยื่นอุทธรณ์ตามกฎหมาย เพราะขณะนั้นโจทก์ทั้งสามยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งให้มารับเงินค่าทดแทนและยังไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามไม่เป็นไปตามขั้นตอนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 นั้น เห็นว่า ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดิน สายธนบุรี-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม-ปากท่อ พ.ศ. 2508 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2482 มาตรา 56 กำหนดให้ที่ดินในเขตอำเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี รวมทั้งที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงอยู่ในแนวเขตทางหลวง หลังจากนั้นได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2515 ให้เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดิน สายธนบุรี-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม-ปากท่อ ในท้องที่อำเภอราษฎร์บูรณะ อำเภอบางขุนเทียน นครหลวงกรุงเทพธนบุรี อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาครอำเภอเมืองสมุทรสงคราม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม และอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ให้แก่กรมทางหลวงจำเลยที่ 2 โดยให้ถือว่าประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งออกตามความในมาตรา 41และมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2482 และต่อมาได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2515ออกมายกเลิกพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2482 ทั้งฉบับและให้ใช้ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้แทน ตามข้อ 87 วรรคหนึ่งแห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวให้นำบทบัญญัติในส่วนที่ 3มาใช้บังคับแก่การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังดำเนินอยู่ในวันประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ และความในวรรคสองบัญญัติว่าการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์และการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงที่ได้ปฏิบัติไปแล้วก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับให้เป็นอันใช้ได้ หลังจากนั้นประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ได้ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2530โดยมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้ยกเลิกความในส่วนที่ 3เกี่ยวกับการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างหรือขยายทางหลวง ข้อ 63ถึงข้อ 80 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 เสีย และมาตรา 9วรรคสองของพระราชบัญญัติฉบับนั้นบัญญัติว่า การเวนคืนและการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงที่ได้ปฏิบัติไปแล้วก่อนวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ให้เป็นอันใช้ได้ แต่การดำเนินการต่อไปให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งก็คือพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2530 มีผลใช้บังคับนั้น การเวนคืนที่ดินพิพาทตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225 ยังไม่เสร็จสิ้น เพราะฝ่ายจำเลยยังไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินพิพาทที่ถูกเวนคืนจึงต้องถือว่าการดำเนินการเวนคืนที่ดินพิพาทตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ปฏิบัติไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ใช้บังคับย่อมเป็นอันใช้ได้ แต่หากมีกรณีที่ต้องดำเนินการต่อไปหลังจากที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ใช้บังคับแล้ว เป็นต้นว่าการแจ้งให้โจทก์ทั้งสามไปตกลงเรื่องค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนก็ดี การแจ้งให้โจทก์ทั้งสามไปรับเงินค่าทดแทนก็ดี การอุทธรณ์คัดค้านการกำหนดเงินค่าทดแทนก็ดี การดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ทั้งสิ้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ต้องนำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาใช้บังคับแก่คดีของโจทก์ทั้งสามเฉพาะในส่วนที่จะต้องดำเนินการต่อไปเพื่อให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เมื่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีตามมาตรา 25 หรือในกรณีที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25วรรคสอง ให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีหรือนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว แล้วแต่กรณี" และตามหนังสือขอให้ไปตกลงราคาค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเขตทางหลวง ลงวันที่ 1 มิถุนายน2535 และวันที่ 10 สิงหาคม 2535 ที่นายช่างแขวงการทางธนบุรีมีไปถึงโจทก์ทั้งสาม เอกสารหมาย จ.18 ถึง จ.22 มีข้อความว่า"...แขวงการทางธนบุรีได้ทำการจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของทรัพย์สินส่วนใหญ่ไปหมดแล้ว แต่ปรากฏว่ายังมีเจ้าของทรัพย์สินบางรายไม่ไปติดต่อขอรับเงินค่าทดแทน... แขวงการทางธนบุรีจึงขอแจ้งให้ทราบว่าที่ดินของท่านตามโฉนดเลขที่... ถูกเวนคืนเป็นทางหลวงสายธนบุรี-ปากท่อ เป็นเนื้อที่... ค่าทดแทนคณะกรรมการกำหนดให้ในอัตราตารางวาละ 10 บาท... จึงขอให้ท่านไปตกลงราคาเพื่อรับเงินค่าทดแทนดังกล่าว... หากมิได้ดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าว... จะได้วางเงินค่าทดแทนของท่านตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป..." เมื่อพิจารณาข้อความในหนังสือทั้งสามฉบับดังกล่าวประกอบกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน..ผู้ใดไม่พอใจในราคาของอสังหาริมทรัพย์หรือจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการตามมาตรา 9... กำหนด มีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี...ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่... ให้มารับเงินค่าทดแทนดังกล่าว..." และความในมาตรา 9 วรรคสี่ที่บัญญัติว่า "...ในการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และจำนวนเงินค่าทดแทน ให้คณะกรรมการกำหนด... และดำเนินการให้แล้วเสร็จ... ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง" แล้วเห็นได้ว่า คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้กำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนตามมาตรา 9 วรรคสี่ ให้แก่โจทก์ทั้งสามแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสามทราบและไม่พอใจในค่าทดแทนนั้นโจทก์ทั้งสามย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ทันทีเพื่อให้พิจารณาทบทวนการกำหนดเงินค่าทดแทนเสียใหม่ให้ถูกต้องและเป็นธรรมโดยไม่จำต้องรอให้เจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งให้มารับเงินค่าทดแทนก่อน กำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เป็นกำหนดเวลาสิ้นสุดแห่งการใช้สิทธิอุทธรณ์ ไม่ใช่กำหนดเวลาเริ่มต้นให้ใช้สิทธิอุทธรณ์ ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจึงชอบที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ก่อนได้รับหนังสือแจ้งให้มารับเงินค่าทดแทน ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์เรื่องเงินค่าทดแทนภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25วรรคหนึ่งแล้ว โจทก์ทั้งสามย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาข้อต่อไปว่า เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้ดำเนินการตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ลงวันที่ 28พฤศจิกายน 2515 ข้อ 70 ถึงข้อ 72 ครบถ้วนแล้ว โดยจัดทำแผนผังที่ดินที่จะใช้สร้างทางพร้อมทั้งบัญชีรายชื่อเจ้าของที่ดิน และประกาศให้ผู้มีส่วนได้เสียตรวจดูแผนผังที่ดินตลอดจนแจ้งการจะเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนให้เจ้าของที่ดินทราบ เป็นเหตุให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 9364, 12013, 12014, 5080 และ 5081ที่ถูกเวนคืนตกเป็นของรัฐตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2519 การที่โจทก์ที่ 1ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 9364, 12013 และ 12014 และการที่โจทก์ที่ 2และที่ 3 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 5080 และ 5081 หลังจากที่ดินตกเป็นของรัฐแล้ว โจทก์ทั้งสามย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวนั้นเห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 16 วรรคท้ายบัญญัติว่า "นับแต่วันที่พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 15 ใช้บังคับ ถ้าผู้มีสิทธิในทรัพย์สินนั้นโอนสิทธิให้แก่บุคคลภายนอก ผู้รับโอนนั้นมีสิทธิที่จะเรียกร้องได้ก็แต่เฉพาะเงินค่าทดแทนเท่านั้น" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยจำเลยทั้งสี่มิได้ฎีกาโต้เถียงว่าหลังจากที่มีการเวนคืนที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวแล้วได้มีการโอนสิทธิในที่ดินไปยังโจทก์ทั้งสามโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้รับโอนย่อมมีสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาเกี่ยวกับจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งห้าแปลงที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ทั้งสามในราคาตารางวาละ 30,000 บาท ซึ่งโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสี่ต่างฎีกาโต้แย้งว่าไม่ถูกต้องโดยโจทก์ทั้งสามเห็นว่า โจทก์ทั้งสามควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 80,000 บาท แต่จำเลยทั้งสี่เห็นว่า การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนต้องถือตามราคาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดในวันที่ 10 กรกฎาคม 2508 อันเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินสายธนบุรี-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม-ปากท่อ พ.ศ. 2508 มีผลใช้บังคับ กล่าวคือควรมีราคาตารางวาละ 10 บาท นั้น เห็นว่า แม้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในคดีนี้จะดำเนินการโดยอาศัยพระราชกฤษฎีกา กำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินสายธนบุรี-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม-ปากท่อ พ.ศ. 2508 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10กรกฎาคม 2508 และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2515 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม2515 ก็ตาม แต่เมื่อการดำเนินการดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้นจนมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530และประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44ประกาศ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2534 ออกมาใช้บังคับอีกทั้งไม่มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะดังนั้น การพิจารณาว่าโจทก์ทั้งสามควรได้รับเงินค่าทดแทนเท่าใดจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ที่บัญญัติให้กำหนดโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้นและเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม ที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า ที่ดินทั้งห้าแปลงที่ถูกเวนคืนอยู่ในทำเลที่มีความเจริญมากควรมีราคาไม่น้อยกว่าตารางวาละ 80,000 บาท นั้น เห็นว่าการพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามตามปกติต้องถือตามราคาซื้อขายที่ดินในท้องตลาดตามที่เป็นอยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ ใช้บังคับ จะถือเอาราคาภายหลังจากที่มีการสร้างทางแล้วเสร็จมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาไม่ได้เพราะเมื่อมีการสร้างทางหลวงแผ่นดิน สายธนบุรี-ปากท่อเสร็จสมบูรณ์แล้วย่อมทำให้สภาพของที่ดินในบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงจากในขณะเริ่มต้นดำเนินการเวนคืนและมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิมมากจึงไม่อาจนำราคาซื้อขายที่ดินที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างในฎีกาอันเป็นเวลาหลังจากที่มีการเวนคืนและสร้างทางเสร็จแล้วกว่า 10 ปีมาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทได้ อย่างไรก็ดีการที่ฝ่ายจำเลยเพิ่งนำเงินค่าทดแทนที่ดินไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสินเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2536 ภายหลังจากวันที่พระราชกฤษฎีกาฯมีผลใช้บังคับแล้วถึงเกือบสามสิบปีเป็นกรณีที่ฝ่ายจำเลยไม่ดำเนินการให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ที่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินภายในเวลาอันควร เป็นการดำเนินการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ล่าช้าไม่เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและเป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่าการกระทำดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่ฝ่ายจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสามในราคาตารางวาละ 10 บาท โดยใช้หลักเกณฑ์ตาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 ม. 16 ม. 21 ม. 25 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด นครไทยสมุทรธุรกิจ กับพวก
จำเลย — กระทรวงคมนาคม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2457/2544
#99089
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อโจทก์ทราบและไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ได้ทันที กำหนดเวลาในการยื่นอุทธรณ์ต่อ รัฐมนตรีฯ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง เป็นกำหนดเวลาสิ้นสุดแห่งการใช้สิทธิอุทธรณ์ ไม่ใช่กำหนดเวลาเริ่มต้นให้ใช้สิทธิอุทธรณ์ ดังนั้น โจทก์จึงชอบที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ได้ก่อนได้รับหนังสือแจ้งให้มารับเงินค่าทดแทน ถือได้ว่าโจทก์อุทธรณ์เรื่องเงินค่าทดแทนภายในกำหนดเวลา ตามมาตรา 25 วรรคหนึ่งแล้ว ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 16 วรรคท้าย บัญญัติว่าถ้าผู้มีสิทธิในทรัพย์สิน ที่ถูกเวนคืนได้โอนสิทธิให้แก่บุคคลภายนอก ผู้รับโอนนั้น มีสิทธิที่จะเรียกร้องได้ก็แต่เฉพาะเงินค่าทดแทนเท่านั้น ดังนั้นโจทก์ผู้รับโอนสิทธิในที่ดินภายหลังจากที่มีการเวนคืนที่ดินดังกล่าวก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนได้

การพิจารณาว่าโจทก์สมควรได้รับเงินค่าทดแทนเท่าใดต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ใน มาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ที่บัญญัติให้กำหนดโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ แต่การที่ฝ่ายจำเลยเพิ่งนำเงิน ค่าทดแทนที่ดินไปวางให้โจทก์ภายหลังจากวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลใช้บังคับแล้วเกือบสามสิบปี เป็นกรณีที่ฝ่ายจำเลยไม่ดำเนินการให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินภายในเวลาอันควร ไม่เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของที่ดินพิพาท ดังนั้นการที่ฝ่ายจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนแก่โจทก์โดยใช้ฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาในวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลใช้บังคับ ย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ควรเปลี่ยนวันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาของอสังหาริมทรัพย์จากวันที่ พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลใช้บังคับในวันที่ 10 ก.ค. 2508 มาเป็นกลางปี 2533 อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่ฝ่ายจำเลยจะมีหนังสือถึงโจทก์ให้ไปตกลงราคาค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนประมาณ 2 ปี โดยเทียบเคียงจากระยะเวลาที่ควรต้องใช้ในกรณีปกติที่มีการดำเนินการกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ โดยต้องคำนึงถึงสภาพและที่ตั้งของ ที่ดินพิพาทก่อนการเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินสายนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามปกติจนถึงกลางปี 2533 ว่าหากไม่มีการสร้างทางหลวงแผ่นดินสายนี้แล้ว สภาพและที่ตั้งของที่ดินพิพาทเป็นเช่นไรประกอบการพิจารณาในการกำหนดเงินค่าทดแทนด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นแก่โจทก์ และร่วมกันชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสามในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี จากต้นเงิน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์? กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 30,000 บาท

โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีตามมาตรา 25 หรือในกรณีที่ รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสอง ให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีหรือนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว แล้วแต่กรณี" และตามหนังสือขอให้ไปตกลงราคาค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเขตทางหลวง ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2535 และวันที่ 10 สิงหาคม 2535 ที่นายช่างแขวงการทางธนบุรีมีไปถึงโจทก์ทั้งสาม มีข้อความว่า "?แขวงการทางธนบุรีได้ทำการจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของทรัพย์สินส่วนใหญ่ไปหมดแล้ว แต่ปรากฏว่ายังมีเจ้าของทรัพย์สินบางรายไม่ไปติดต่อขอรับเงินค่าทดแทน? แขวงการทางธนบุรีจึงขอแจ้งให้ทราบว่า ที่ดินของท่านตามโฉนดเลขที่? ถูกเวนคืนเป็นทางหลวงสายธนบุรี - ปากท่อ เป็นเนื้อที่? ค่าทดแทนคณะกรรมการกำหนดให้ในอัตราตารางวาละ 10 บาท? จึงขอให้ท่านไปตกลงราคาเพื่อรับเงินค่าทดแทนดังกล่าว? หากมิได้ดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าว? จะได้วางเงินค่าทดแทนของท่านตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป?" เมื่อพิจารณาข้อความในหนังสือทั้งสามฉบับดังกล่าวประกอบกับ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน? ผู้ใดไม่พอใจในราคาของอสังหาริมทรัพย์หรือจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการตามมาตรา 9? กำหนดมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี? ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่? ให้มารับเงินค่าทดแทนดังกล่าว" และความในมาตรา 9 วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า "ในการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และจำนวนเงินค่าทดแทน ให้คณะกรรมการกำหนด? และดำเนินการให้แล้วเสร็จ? ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง" แล้ว เห็นได้ว่า คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้กำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนตามมาตรา 9 วรรคสี่ให้แก่โจทก์ทั้งสามแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสามทราบและไม่พอใจในค่าทดแทนนั้น โจทก์ทั้งสามย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ทันที เพื่อให้พิจารณาทบทวนการกำหนดเงินค่าทดแทนเสียใหม่ให้ถูกต้องและเป็นธรรม โดยไม่จำต้องรอให้เจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งให้มารับเงินค่าทดแทนก่อน กำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เป็นกำหนดเวลาสิ้นสุดแห่งการใช้สิทธิอุทธรณ์ ไม่ใช่กำหนดเวลาเริ่มต้นให้ใช้สิทธิอุทธรณ์ ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจึงชอบที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ก่อนได้รับหนังสือแจ้งให้มารับเงินค่าทดแทน ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์เรื่องเงินค่าทดแทนภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง แล้ว โจทก์ทั้งสามย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 16 วรรคท้าย บัญญัติว่า "นับแต่วันที่พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 15 ใช้บังคับ ถ้าผู้มีสิทธิในทรัพย์สินนั้นโอนสิทธิให้แก่บุคคลภายนอกผู้รับโอนนั้นมีสิทธิที่จะเรียกร้องได้ก็แต่เฉพาะเงินค่าทดแทนเท่านั้น" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยจำเลยทั้งสี่มิได้ฎีกาโต้เถียงว่า หลังจากที่มีการเวนคืนที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวแล้วได้มีการโอนสิทธิในที่ดินไปยังโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้รับโอนย่อมมีสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนได้

ส่วนปัญหาเกี่ยวกับจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งห้าแปลงที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ทั้งสามในราคาตารางวาละ 30,000 บาท ซึ่งโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสี่ต่างฎีกาโต้แย้งว่าไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า แม้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในคดีนี้จะดำเนินการโดยอาศัย พ.ร.ฎ. กำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดิน สายธนบุรี - สมุทรสาคร - สมุทรสงคราม - ปากท่อ พ.ศ. 2508 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2508 และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2515 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2515 ก็ตาม แต่เมื่อการดำเนินการดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้นจนมี พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 ประกาศ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2534 ออกมาใช้บังคับอีกทั้งไม่มี พ.ร.บ. เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะ ดังนั้น การพิจารณาว่าโจทก์ทั้งสามควรได้รับเงินค่าทดแทนเท่าใดจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ที่บัญญัติให้กำหนดโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้นและเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม ที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า ที่ดินทั้งห้าแปลงที่ถูกเวนคืนอยู่ในทำเลที่มีความเจริญมากควรมีราคาไม่น้อยกว่าตารางวาละ 80,000 บาท นั้น เห็นว่า การพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามตามปกติต้องถือตามราคาซื้อขายที่ดินในท้องตลาดตามที่เป็นอยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ ใช้บังคับ จะถือเอาราคาภายหลังจากที่มีการสร้างแล้วเสร็จมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาไม่ได้ เพราะเมื่อมีการสร้างทางหลวงแผ่นดิน สายธนบุรี - ปากท่อ เสร็จสมบูรณ์แล้วย่อมทำให้สภาพของที่ดินในบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงจากในขณะเริ่มต้นดำเนินการเวนคืนและมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิมมาก จึงไม่อาจนำราคาซื้อขายที่ดินที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างในฎีกาอันเป็นเวลาหลังจากที่มีการเวนคืนและสร้างทางเสร็จแล้วกว่า 10 ปี มาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทได้ อย่างไรก็ดี การที่ฝ่ายจำเลยเพิ่งนำเงินค่าทดแทนที่ดินไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสินเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2536 ภายหลังจากวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลใช้บังคับแล้วถึงเกือบสามสิบปีเป็นกรณีที่ฝ่ายจำเลยไม่ดำเนินการให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินภายในเวลาอันควร เป็นการดำเนินการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ล่าช้าไม่เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่าการกระทำดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่ฝ่ายจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสามในราคาตารางวาละ 10 บาท โดยใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 21 (3) เพียงประการเดียวซึ่งใช้ฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาในวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลใช้บังคับในวันที่ 10 กรกฎาคม 2508 ย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสาม หลักเกณฑ์ที่จะควรนำมาคำนึงในการกำหนดเงินค่าทดแทนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสาม และสังคมต้องเปลี่ยนวันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาของอสังหาริมทรัพย์จากวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลใช้บังคับในวันที่ 10 กรกฎาคม 2508 มาเป็นกลางปี 2533 อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่ฝ่ายจำเลยจะมีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสามให้ไปตกลงราคาค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเขตทางหลวงประมาณ 2 ปี ระยะเวลาดังกล่าวเทียบเคียงจากระยะเวลาที่ควรต้องใช้ในกรณีปกติที่มีการดำเนินการกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ โดยอาศัยพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามมาตรา 6 และดำเนินการแจ้งให้มาตกลงซื้อขายตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ส่วนสภาพและที่ตั้งของที่ดินพิพาทต้องคำนึงตามสภาพและที่ตั้งของที่ดินพิพาทก่อนการเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินสายนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามปกติจนถึงกลางปี 2533 ว่าหากไม่มีการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินสายนี้แล้วสภาพและที่ตั้งของที่ดินพิพาทในกลางปี 2533 เป็นเช่นไร ก็ต้องคำนึงตามสภาพที่เป็นเช่นนั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 7,065,370 บาท โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จำนวน 16,435,282.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 9 ต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 22 เมษายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 16 วรรคท้าย ม. 21 ม. 25 วรรคหนึ่ง ม. 26 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดนครไทยสมุทรธุรกิจ กับพวก
จำเลย — กระทรวงคมนาคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสำเรือง กมลละคร
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ จันทรเวช
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2450/2544
#99088
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุกลุ่มผู้ตายและกลุ่มจำเลยที่ 4 ต่างฝ่ายต่างไปเที่ยวหาความสำราญด้วยกันในที่เกิดเหตุโดยมิได้ประสงค์จะก่อการวิวาท หากแต่การวิวาทดังกล่าวเกิดขึ้นโดยฉับพลัน ซึ่งจำเลยที่ 4 ไม่มีส่วนคบคิดด้วย ทั้งผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากบาดแผลที่ถูกแทงด้วยเหล็กขูดชาฟท์ของบุคคลอื่นที่มิใช่จำเลยที่ 4 ความตายของผู้ตายจึงไม่ใช่ผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 4 ดังนี้ จะให้ชี้ชัดว่าจำเลยที่ 4 มีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 290 ยังไม่ได้ จำเลยที่ 4 คงมีความผิดเพียงฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา 295 ตามที่กระทำไปเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๒๙๕, ๘๓, ๙๑, ๓๓ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก, ๒๙๕, ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยทั้งสี่ตาม ป.อ. มาตรา ๗๕ และมาตรา ๗๖ แล้วจำคุกคนละ ๓ ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๒ ปี จำเลยทั้งสี่แม้จะเป็นเยาวชนแต่ได้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายและฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา โดยได้กระทำในที่สาธารณะและมีผู้คนอยู่จำนวนมาก อันเป็นการอุกอาจ การที่จะใช้วิธีการคุมประพฤติจำเลยทั้งสี่จึงเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๔ (๒) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสี่ไปฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลาง มีกำหนดขั้นต่ำคนละ ๒ ปี ขั้นสูงคนละ ๓ ปี นับแต่วันพิพากษา ริบของกลาง ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๔ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง ผู้ตายและผู้เสียหายกับพวกและจำเลยทั้งสี่กับพวกต่างไปเที่ยวงานสวนสนุกบริเวณเชิงสะพานพระราม ๗ กรุงเทพมหานคร แล้วเกิดวิวาทกัน จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ กับพวกได้ร่วมกันชกต่อยทำร้ายผู้เสียหายกับผู้ตายและพวกของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ คนหนึ่งใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๔ ในชั้นนี้เพียงว่า จำเลยที่ ๔ เป็นคนร้ายร่วมในการทำร้ายผู้เสียหายกับผู้ตายด้วยหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ระหว่างกลุ่มผู้ตายกับกลุ่มจำเลยที่ ๔ เต้นรำบริเวณลานรถบั้มพ์ในงาน มีคนถีบหลังผู้เสียหายแล้วเกิดการชกต่อยกัน ผู้ตายเข้าช่วยผู้เสียหาย จำเลยที่ ๔ ซึ่งอยู่คนละกลุ่มกับผู้ตายได้เข้ามารุมทำร้ายผู้เสียหายด้วย แต่ผู้เสียหายมิได้ยืนยันว่าจำเลยที่ ๔ ทำร้ายผู้เสียหายในลักษณะใด เห็นว่า พยานโจทก์ปากผู้เสียหายไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ ๔ มาก่อน อีกทั้งคำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวยังสอดคล้องกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ ๔ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ ๔ ชกต่อยผู้ตายกับพวกจริง แต่ปฏิเสธว่ามิได้ฆ่าผู้ตายเช่นนี้ คำเบิกความของผู้เสียหายเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ ๔ จึงมีเหตุอันควรเชื่อ ที่จำเลยที่ ๔ ต่อสู้ว่า จำเลยที่ ๔ อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย แต่มิได้ร่วมในการทำร้ายผู้เสียหายกับผู้ตายจึงไม่พอฟังหักล้าง

ปัญหาต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยที่ ๔ เป็นความผิดฐานใด เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุกลุ่มผู้ตายและกลุ่มจำเลยที่ ๔ ต่างฝ่ายต่างไปเที่ยวหาความสำราญด้วยกัน ในที่เกิดเหตุโดยมิได้ประสงค์จะก่อการวิวาท หากแต่การวิวาทดังกล่าวเกิดขึ้นโดยฉับพลัน ซึ่งจำเลยที่ ๔ ไม่มีส่วนคบคิดด้วย ทั้งผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากบาดแผลที่ถูกแทงด้วยเหล็กขูดชาฟท์ของบุคคลอื่นที่มิใช่จำเลยที่ ๔ ดังนี้ ความตายของผู้ตายจึงไม่ใช่ผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๔ ดังนี้ จะให้ชี้ชัดว่าจำเลยที่ ๔ มีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐ ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ยังไม่ได้ จำเลยที่ ๔ คงมีความผิดเพียงฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ตามที่กระทำไปเท่านั้น ฎีกาของจำเลยที่ ๔ ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๔ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ลดมาตราส่วนโทษตาม ป.อ. มาตรา ๗๕ ปรับ ๑,๕๐๐ บาท คำรับสารภาพของจำเลยที่ ๔ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงปรับ ๑,๐๐๐ บาท ให้จำเลยที่ ๔ ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือน มีกำหนด ๑ ปี ให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ ๔ เห็นสมควรมีกำหนด ๑๒ ชั่วโมง โดยต้องปฏิบัติให้เสร็จสิ้นภายใน ๖ เดือน ห้ามคบเพื่อนไม่ดีและห้ามเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 290 ม. 295
ชื่อคู่ความ
(แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว) — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายสมนึกหรือหนุ่ม สุนทรศิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชน — นายภัทรศักดิ์ ศิริสินธว์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2448/2544
#40567
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายใช้มีดฟันจำเลยแล้วต่างล้มลงแย่งมีดกัน จำเลยลุกขึ้นได้ก่อนชักอาวุธปืนออกมายิงผู้ตาย 1 นัด ผู้ตายมุดหนีไปใต้แคร่จำเลยก้มมองและส่ายอาวุธปืนไปมาแล้วเดินอ้อมไปอีกด้านหนึ่งของแคร่ยิงผู้ตายอีก 2 นัด จากนั้นจำเลยใช้มีดของผู้ตายฟันผู้ตายตรงส่วนของร่างกายที่โผล่พ้นออกมานอกแคร่มากกว่า 3 ครั้งโดยผู้ตายไม่มีโอกาสจะทำร้ายจำเลยได้อีก ภยันตรายเป็นอันผ่านพ้นและสิ้นสุดลงแล้ว จำเลยจึงไม่อาจกระทำการป้องกันสิทธิของตนได้ทั้งการกระทำดังกล่าวเป็นการหาโอกาสเลือกยิงและฟันผู้ตายโดยเจตนาฆ่าผู้ตาย มิใช่เป็นการกระทำในขณะไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้เพราะถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมอันจะอ้างได้ว่าเป็นเหตุบันดาลโทสะ

ความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมืองหมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376กับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยมีอาวุธปืนพกแบบออโตเมติก ขนาด 7.65 มม.จำนวน 1 กระบอก ใช้ยิงได้หมายเลขทะเบียน ขก.6/3135 และกระสุนปืนขนาดเดียวกันจำนวน 5 นัด ซึ่งเป็นของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายและจำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปตามบริเวณที่พักคนงานชั่วคราวของสถานที่ก่อสร้างองค์การโทรศัพท์หมู่ที่ 10 ตำบลหนองกรด อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ กับจำเลยใช้อาวุธปืนที่มีและพาติดตัวไปดังกล่าวยิงนายวิถี วรรณลัย 3 นัด โดยเจตนาฆ่าถูกนายวิถีที่บริเวณศีรษะและลำคอได้รับบาดเจ็บ แล้วจำเลยใช้อาวุธมีดยาวประมาณ1 ฟุต 1 เล่ม ฟันแทงนายวิถีบริเวณลำคอ 3 ครั้ง โดยเจตนาฆ่าจนนายวิถีได้รับบาดเจ็บและจำเลยใช้เตาถ่าน 1 ใบ ทุ่มไปที่ศีรษะของนายวิถี 1 ครั้ง โดยเจตนาฆ่า จนนายวิถีได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา และจำเลยยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน โดยฝ่าฝืนกฎหมายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 288, 371,376, 32, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายชัชชัย วรรณุลัยหรือวรรณลัยบุตรของนายวิถี วรรณลัย ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม,72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 20 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือนและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ปรับ 400 บาท รวมเป็นจำคุก21 ปี และปรับ 400 บาท ข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 15 ปี 9 เดือน และปรับ300 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยกระทำผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร แล้วใช้อาวุธปืนนั้นยิงนายวิถี วรรณลัย ผู้ตาย จำนวน 3 นัด กับใช้อาวุธมีดฟันผู้ตายหลายครั้งจนผู้ตายถึงแก่ความตายตรงที่เกิดเหตุ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงและใช้อาวุธมีดฟันฆ่าผู้ตายเป็นการกระทำโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุหรือเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายสมพงษ์ ศรีอ่อนหล้า และนายประจักร แก้วคำใต้ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ความว่า หลังจากถูกผู้ตายใช้มีดฟัน จำเลยกับผู้ตายต่างล้มลงแย่งมีดกัน จำเลยลุกขึ้นได้ก่อนแล้วชักอาวุธปืนออกมาจ้องยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด ผู้ตายถูกระสุนปืนร้องโอ๊ยแล้วมุดหนีไปใต้แคร่ จำเลยก้มมองและส่ายอาวุธปืนไปมาแล้วเดินอ้อมไปอีกด้านหนึ่งของแคร่ยิงผู้ตายอีก 2 นัด จากนั้นจำเลยใช้มีดอีโต้ของผู้ตายฟันผู้ตายตรงส่วนของร่างกายที่โผล่พ้นออกมานอกแคร่โดยฟันผู้ตายมากกว่า 3 ครั้ง ดังนี้ เห็นว่า พฤติการณ์ที่ผู้ตายถูกกระสุนปืนที่จำเลยยิงนัดแรกแล้วมุดหนีเข้าไปใต้แคร่ ย่อมชี้ชัดว่าผู้ตายไม่มีโอกาสจะทำร้ายจำเลยได้อีก ภยันตรายซึ่งเกิดจากการที่ผู้ตายจะประทุษร้ายจำเลยเป็นอันผ่านพ้นและสิ้นสุดลงแล้วจำเลยจึงไม่อาจกระทำการใด ๆ โดยอ้างว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนได้ และการที่จำเลยเดินอ้อมแคร่ก้มดูผู้ตายแล้วยิงผู้ตายอีก2 นัด จากนั้นใช้มีดอีโต้ฟันร่างกายผู้ตายส่วนที่โผล่พ้นออกมานอกแคร่อีกหลายครั้งปรากฏบาดแผลฉกรรจ์บริเวณศีรษะ และคอเกือบขาดอันเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามรายงานการชันสูตรพลิกศพเอกสารหมาย จ.2 เช่นนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหาโอกาสเลือกยิงและฟันผู้ตายโดยเจตนาฆ่าผู้ตายมิใช่เป็นการกระทำในขณะไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้เพราะถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมอันจะอ้างได้ว่าเป็นเหตุบันดาลโทสะ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้วฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 มานั้นเห็นว่า ความผิดฐานนี้เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น เมื่อลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดแล้วจึงไม่อาจลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน อีกกระทงหนึ่งได้ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 กับฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 376 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ไม่ลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชนโดยฝ่าฝืนกฎหมายนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 72 ม. 90 ม. 376
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย ชัชชัย วรรณุลัยหรือวรรณลัย
จำเลย — นาย หาญหรือมานพ อุนทะยานนท์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2448/2544
#98840
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายใช้มีดฟันจำเลยแล้วต่างล้มลงแย่งมีดกัน จำเลยลุกขึ้นได้ก่อนชักอาวุธปืนออกมายิงผู้ตาย 1 นัด ผู้ตายถูกกระสุนปืนแล้วมุดหนีไปใต้แคร่ จำเลยก้มมองและส่ายอาวุธปืนไปมาแล้วเดินอ้อมไปอีกด้านหนึ่งของแคร่ยิงผู้ตายอีก 2 นัด จากนั้นจำเลยใช้มีดของผู้ตายฟันผู้ตายตรงส่วนร่างกายที่โผล่พ้นออกมานอกแคร่มากกว่า 3 ครั้ง โดยผู้ตายไม่มีโอกาสจะทำร้ายจำเลยได้อีก ภยันตรายเป็นอันผ่านพ้นและสิ้นสุดลงแล้ว จำเลยจึงไม่อาจกระทำการป้องกันสิทธิของตนได้ ทั้งการกระทำดังกล่าวเป็นการหาโอกาสเลือกยิงและฟันผู้ตายโดยเจตนาฆ่าผู้ตาย มิใช่เป็นการกระทำในขณะไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้เพราะถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงอ้างเหตุบันดาลโทสะไม่ได้

ความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมชนตาม ป.อ. มาตรา 376 กับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91 , 288 , 371 , 376 , 32 , 33 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7 , 8 ทวิ , 72 , 72 ทวิ และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบุตรของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 , 371 , 376 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7 , 8 ทวิ วรรคหนึ่ง , 72 วรรคสาม , 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 20 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง , 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ปรับ 400 บาท รวมเป็นจำคุก 21 ปี และปรับ 400 บาท ข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 15 ปี 9 เดือน และปรับ 300 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 , 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกระทำผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรแล้วใช้อาวุธปืนนั้นยิงผู้ตายจำนวน 3 นัด กับใช้อาวุธมีดฟันผู้ตายหลายครั้งจนผู้ตายถึงแก่ความตายตรงที่เกิดเหตุ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิง และใช้อาวุธมีดฟันฆ่าผู้ตาย เป็นการกระทำโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุหรือเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ความว่า หลังจากถูกผู้ตายใช้มีดฟัน จำเลยกับผู้ตายต่างล้มลงแย่งมีดกัน จำเลยลุกขึ้นได้ก่อนแล้วชักอาวุธปืนออกมาจ้องยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด ผู้ตายถูกกระสุนปืนร้องโอ๊ยแล้วมุดหนีไปใต้แคร่ จำเลยก้มมองและส่ายอาวุธปืนไปมาแล้วเดินอ้อมไปอีกด้านหนึ่งของแคร่ยิงผู้ตายอีก 2 นัด จากนั้นจำเลยใช้มีดอีโต้ของผู้ตายฟันผู้ตายตรงส่วนของร่างกายที่โผล่พ้นออกมานอกแคร่ โดยฟันผู้ตายมากกว่า 3 ครั้ง ดังนี้ เห็นว่า พฤติการณ์ที่ผู้ตายถูกกระสุนปืนที่จำเลยยิงนัดแรกแล้วมุดหนีเข้าไปใต้แคร่ ย่อมชี้ชัดว่าผู้ตายไม่มีโอกาสจะทำร้ายจำเลยได้อีก ภยันตรายซึ่งเกิดจากการที่ผู้ตายจะประทุษร้ายจำเลยเป็นอันผ่านพ้นและสิ้นสุดลงแล้ว จำเลยจึงไม่อาจกระทำการใด ๆ โดยอ้างว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนได้ และการที่จำเลยเดินอ้อมแคร่ก้มดูผู้ตายแล้วยิงผู้ตายอีก 2 นัด จากนั้นใช้มีดอีโต้ฟันร่างกายผู้ตายส่วนที่โผล่พ้นออกมานอกแคร่อีกหลายครั้งปรากฏบาดแผลฉกรรจ์บริเวณศีรษะ และคอเกือบขาดอันเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เช่นนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหาโอกาสเลือกยิงและฟันผู้ตายโดยเจตนาฆ่าผู้ตายมิใช่เป็นการกระทำในขณะไม่อาจจะควบคุมอารมณ์ได้เพราะถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมอันจะอ้างได้ว่าเป็นเหตุบันดาลโทสะ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน ตาม ป.อ. มาตรา 376 มานั้น เห็นว่า ความผิดฐานนี้เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น เมื่อลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดแล้ว จึงไม่อาจลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชนอีกกระทงหนึ่งได้ ทั้งนี้ตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 กับฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน ตาม ป.อ. มาตรา 376 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ไม่ลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน โดยฝ่าฝืนกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 72 ม. 90 ม. 288 ม. 376
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 195 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
โจทก์ร่วม — นายชัชชัย วรรณุลัยหรือวรรณลัย
จำเลย — นายหาญหรือมานพ อุนทะยานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางกิตติมา อดทนดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2431/2544
#40566
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกช่วยกันถีบผู้ตายกับผู้เสียหายที่ 1ตกจากรถยนต์โดยสารขณะที่กำลังแล่นด้วยความเร็วประมาณ60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้ตายอาจไปกระแทกผู้เสียหายที่ 2 ที่ยืนอยู่ตรงบันไดตกจากรถไปด้วยกันและศีรษะกับลำตัวของผู้ตายหรือของผู้เสียหายทั้งสองอาจกระแทกกับพื้นถนนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เมื่อผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสองตกจากรถทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส ส่วนผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 2 คน ซึ่งเป็นเยาวชนและแยกไปดำเนินคดีต่างหากได้ร่วมกันพามีดพร้าหัวตัดทั้งด้ามและตัวมีดยาวประมาณ 24 นิ้ว ไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยกับพวกโดยมีเจตนาฆ่าได้ใช้อาวุธมีดดังกล่าวฟันนายทศพล เพชรปานกัน ผู้ตาย ขณะอยู่บนรถยนต์โดยสารสวัสดิการกองทัพอากาศ แต่ไม่ปรากฏว่ามีดถูกผู้ตายหรือไม่ จากนั้นจำเลยกับพวกได้ถีบผู้ตายขณะรถยนต์แล่นด้วยความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจนผู้ตายตกจากรถยนต์และถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยกับพวก และจำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้มีดดังกล่าวฟันนายกาญจนสิทธิ์ เดือนเพ็ญผู้เสียหายที่ 1 และนายสมหมาย ชั้นปั้นแตง ผู้เสียหายที่ 2ขณะโดยสารอยู่บนรถยนต์โดยสารสวัสดิการกองทัพอากาศแต่ผู้เสียหายทั้งสองหลบ มีดจึงไม่ถูกผู้เสียหายทั้งสอง จากนั้นจำเลยกับพวกได้ร่วมกันถีบผู้เสียหายทั้งสองขณะรถยนต์แล่นด้วยความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจนผู้เสียหายทั้งสองตกจากรถยนต์โดยสาร จำเลยกับพวกได้ลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยกับพวกแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ส่วนผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83,80, 371, 91 ริบมีดพร้าของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83, 80 จำเลยอายุ 19 ปีขณะกระทำผิดเป็นนักเรียนเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นจำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 6 ปี8 เดือน รวมจำคุก 16 ปี 8 เดือน ยกฟ้องความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรริบอาวุธมีดพร้าของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ระหว่างที่ผู้ตายกับผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 โดยสารมาในรถยนต์โดยสารสวัสดิการกองทัพอากาศได้ถูกกลุ่มนักเรียนเทคโนโลยีประชาชื่นรุมทำร้าย ผู้ตายถูกถีบตกจากรถเป็นคนแรกซึ่งผู้ตายได้กระแทกผู้เสียหายที่ 2 ที่ยืนอยู่ตรงบันไดรถตกจากรถตามมาด้วย แล้วผู้เสียหายที่ 1 ก็ถูกถีบตกจากรถเห็นคนหลังสุด เป็นเหตุให้ผู้ตายกระแทกกับพื้นถนนจนถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพและความเห็นของแพทย์ท้ายฟ้อง ส่วนผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้รับบาดเจ็บปรากฏตามรายงานชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีนายพิเชษฐ กลิ่นสอนเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า ขณะที่ยืนอยู่บนรถยนต์โดยสารคันที่เกิดเหตุในซอกติดกับตัวรถด้านขวาบริเวณที่นั่งยาวด้านหลังเมื่อรถยนต์โดยสารเลี้ยวตรงบริเวณอนุสรณ์สถานจะเข้าไปทางถนนวิภาวดีรังสิต เห็นนายอำพรกับนายธิตินักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยีประชาชื่นนั่งอยู่เก้าอี้เดียวกันห่างออกไปประมาณ 2 แถว และนายธิติได้เอามีดพร้าหัวตัดห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ออกมาพยานจึงได้เตรียมตัวจะลงรถเพราะรู้ว่าจะเกิดเหตุร้าย แต่รถยนต์โดยสารดังกล่าวไม่จอดป้ายเพราะไม่มีคนกดกริ่งและรถยนต์โดยสารนั้นกำลังแล่นอยู่ที่ช่องเดินรถด้านขวา เมื่อรถยนต์นั้นแล่นผ่านป้ายจอดรถไปได้เล็กน้อย นายธิติและนายอำพรได้ลุกขึ้นชกและใช้มีดฟันผู้ตายกับผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งยืนอยู่ใกล้ประตูหลังของรถและกำลังจะลงจากรถ จำเลยซึ่งนั่งอยู่ตรงที่นั่งยาวหลังรถได้ลุกขึ้นถีบผู้ตายกับผู้เสียหายที่ 1 และมีนายธิติกับนายอำพรเข้ามาช่วยถีบด้วย หลังจากนั้นจำเลย นายธิติ นายอำพร และนายวุฒิไกรได้ลงจากรถยนต์นั้นวิ่งเข้าไปในซอยโรงงานซื้อเหล็กเห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันก่อนเกินเหตุนายพิเชษฐยืนอยู่ในซอกติดตัวรถด้านขวาบริเวณที่นั่งยาวด้านหลังรถที่จำเลยนั่งอยู่ย่อมเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน นอกจากนี้คำเบิกความของนายพิเชษฐยังสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองที่เบิกความว่า ผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสองถูกจำเลยกับพวกถีบจนตกจากรถ แต่ไม่เห็นว่าใครเป็นผู้ถีบ เมื่อพิเคราะห์ถึงว่านายพิเชษฐไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคียงกับจำเลยมาก่อน จึงน่าเชื่อว่าได้เบิกความไปตามความจริงที่เกิดขึ้น ประกอบกับจำเลยก็เป็นเพื่อนนักเรียนโรงเรียนเดียวกันกับนายอำพรและนายธิติมาก่อนและได้ขึ้นรถยนต์โดยสารคันที่เกิดเหตุมาด้วยกัน หลังจากเกิดเหตุแล้วได้หลบหนีไปด้วยกัน ดังนั้น เมื่อนายอำพรและนายธิติเข้าทำร้ายผู้ตายกับผู้เสียหายที่ 1 จำเลยย่อมจะต้องเข้าไปช่วยด้วยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเข้าร่วมทำร้ายผู้ตายกับผู้เสียหายที่ 1การที่จำเลยกับพวกช่วยกันถีบผู้ตายกับผู้เสียหายที่ 1 ตกจากรถยนต์โดยสารขณะที่รถยนต์นั้นกำลังแล่นด้วยความเร็วประมาณ60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้ตายอาจไปกระแทกผู้เสียหายที่ 2 ที่ยืนอยู่ตรงบันไดตกจากรถไปด้วยกันได้และศีรษะกับลำตัวของผู้ตายหรือของผู้เสียหายทั้งสองอาจกระแทกกับพื้นถนนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังปรากฏว่าผู้ตายมีเลือดออกในผนังหัวใจในปอดและกระบังลม เนื้อสมองบวมทั้งสมองอันเกิดจากแรงภายนอกกระทำต่อศีรษะและหน้าอกของผู้ตายอย่างรุนแรง อันถือได้ว่าเป็นผลธรรมดาจากการกระทำของจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สถาพร ผามล
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2431/2544
#98637
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้าร่วมทำร้ายผู้ตายกับผู้เสียหายที่ 1 การที่จำเลยกับพวกช่วยกันถีบผู้ตายกับผู้เสียหายที่ 1 ตกจากรถยนต์โดยสารขณะที่รถยนต์นั้นกำลังแล่นด้วยความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้ตายอาจไปกระแทกผู้เสียหายที่ 2 ที่ยืนอยู่ตรงบันไดตกจากรถไปด้วยกันได้และศีรษะกับลำตัวของผู้ตายหรือของผู้เสียหายทั้งสองอาจกระแทกกับพื้นถนนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังปรากฏว่าผู้ตายมีเลือดออกในผนังหัวใจ ในปอดและกระบังลม เนื้อสมองบวมทั้งสมองอันเกิดจากแรงภายนอกกระทำต่อศีรษะและหน้าอกของผู้ตายอย่างรุนแรงอันถือได้ว่าเป็นผลธรรมดาจากการกระทำของจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ เวลากลางวันจำเลยกับพวกอีก ๒ คน ซึ่งเป็นเยาวชนและแยกไปดำเนินคดีต่างหากได้ร่วมกันพามีดพร้าหัวตัดทั้งด้ามและตัวมีดยาวประมาณ ๒๔ นิ้ว ไปในเมือง หมู่บ้านและ ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยกับพวกโดยมีเจตนาฆ่าได้ใช้อาวุธมีดดังกล่าวฟันนายทศพล เพชรปานกัน ผู้ตาย ขณะอยู่บนรถยนต์โดยสารสวัสดิการกองทัพอากาศแต่ไม่ปรากฏว่ามีดถูกผู้ตายหรือไม่ จากนั้นจำเลยกับพวกได้ถีบผู้ตายขณะรถยนต์แล่นด้วยความเร็วประมาณ ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงจนผู้ตายตกจากรถยนต์และถึงแก่ความตาย สมดังเจตนาของจำเลยกับพวก และจำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้มีดดังกล่าวฟันนายกาญจนสิทธิ์ เดือนเพ็ญ ผู้เสียหายที่ ๑ และนายสมหมาย ชั้นปั้นแตง ผู้เสียหายที่ ๒ ขณะโดยสารอยู่บนรถยนต์โดยสารสวัสดิการกองทัพอากาศ แต่ผู้เสียหายทั้งสองหลบมีดจึงไม่ถูกผู้เสียหายทั้งสอง จากนั้นจำเลยกับพวกได้ร่วมกันถีบผู้เสียหายทั้งสองขณะรถยนต์แล่นด้วยความเร็ว ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนผู้เสียหายทั้งสองตกจากรถยนต์โดยสารจำเลยกับพวกได้ลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยกับพวกแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ ๑ ได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ส่วนผู้เสียหายที่ ๒ ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๓, ๘๐, ๓๗๑, ๙๑ ริบมีดพร้าของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘๘, ๘๓, ๘๐ จำเลยอายุ ๑๙ ปี ขณะกระทำผิดเป็นนักเรียนเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก ๑๐ ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก ๖ ปี ๘ เดือน รวมจำคุก ๑๖ ปี ๘ เดือน ยกฟ้อง ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ริบอาวุธมีดพร้าของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๒๘๘ และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ , ๘๓, ๒๘๘ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ระหว่างที่ ผู้ตายกับผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ โดยสารมาในรถยนต์โดยสารสวัสดิการกองทัพอากาศได้ถูกกลุ่มนักเรียนโรงเรียน เทคโนโลยี่ประชาชื่นรุมทำร้าย ผู้ตายถูกถีบตกจากรถเป็นคนแรกซึ่งผู้ตายได้กระแทกผู้เสียหายที่ ๒ ที่ยืนอยู่ตรงบันไดรถตกจากรถตามมาด้วย แล้วผู้เสียหายที่ ๑ ก็ถูกถีบตกจากรถเป็นคนหลังสุด เป็นเหตุให้ผู้ตายกระแทกกับพื้นถนนจนถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพและความเห็นของแพทย์ท้ายฟ้อง ส่วนผู้เสียหาย ที่ ๑ และที่ ๒ ได้รับบาดเจ็บ ปรากฏตามรายงานชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเข้าร่วมทำร้ายผู้ตายกับผู้เสียหายที่ ๑ การที่จำเลยกับพวกช่วยกันถีบผู้ตายกับผู้เสียหายที่ ๑ ตกจากรถยนต์โดยสารขณะที่รถยนต์นั้นกำลังแล่นด้วยความเร็วประมาณ ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า ผู้ตายอาจไปกระแทกผู้เสียหายที่ ๒ ที่ยืนอยู่ตรงบันไดตกจากรถไปด้วยกันได้และศีรษะกับลำตัวของผู้ตายหรือของผู้เสียหายทั้งสองอาจกระแทกกับพื้นถนนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังปรากฏว่าผู้ตายมีเลือดออกในผนังหัวใจในปอดและกระบังลม เนื้อสมองบวมทั้งสมอง อันเกิดจากแรงภายนอกกระทำต่อศีรษะและหน้าอกของผู้ตายอย่างรุนแรงอันถือได้ว่าเป็นผลธรรมดาจากการกระทำของจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 63 ม. 80 ม. 83 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสถาพร ผามล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายรังสรรค์ กุลาเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐวัสส์ บัณฑิตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2424/2544
#41128
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 15 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มีความหมายว่าถ้าผู้ครอบครองยาเสพติดให้โทษมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไป กฎหมายให้สันนิษฐานโดยเด็ดขาดว่าเป็นการครอบครองไว้เพื่อจำหน่าย แม้จำเลยจะมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 7 เม็ด และไม่ปรากฏว่าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เพียงใด แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็เป็นความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่งไม่จำเป็นต้องเข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 15 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 6 ปีฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ5 ปี รวมจำคุกคนละ 11 ปี คำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 4 เดือนริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยที่ 1ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 5 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นจำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 ปี 8 เดือนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง บัญญัติว่า"การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไปให้ถือว่าผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย"โจทก์มิได้นำสืบว่ายาเสพติดให้โทษของกลางมีน้ำหนักคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่า 20 กรัม จะถือว่าจำเลยที่ 1 มียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องหาได้ไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่าถ้าผู้ครอบครองยาเสพติดให้โทษมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไป กฎหมายให้สันนิษฐานโดยเด็ดขาดว่าเป็นการครอบครองไว้เพื่อจำหน่าย ผู้ครอบครองจะนำสืบหักล้างว่าตนไม่ได้มีไว้เพื่อจำหน่ายไม่ได้ ส่วนข้อเท็จจริงในคดีนี้แม้จำเลยที่ 1 จะมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 7 เม็ด และไม่ปรากฏว่าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไปก็ตามต้องพิจารณาดูเจตนาว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้เพื่อความประสงค์ใด ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม จำเลยที่ 1ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับไปแล้วส่วนเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 7 เม็ด ที่เหลือนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำเลยที่ 1 จึงมิได้มีไว้เพื่อเสพ และเมื่อเป็นส่วนหนึ่งที่เหลือจากการจำหน่ายให้แก่สายลับแสดงว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามความเป็นจริง อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งไม่จำเป็นต้องเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามมาตรา 15วรรคสอง เสียก่อนจึงจะถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน และให้คืนเงินล่อซื้อ 300 บาท แก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายวิชิต จุลพล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2418/2544
#41127
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งบริษัทจำเลยตั้งแต่เริ่มแรก โดยเป็นกรรมการมาตลอดและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลย โจทก์ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบบังคับในการทำงานของบริษัทจำเลย เมื่ออายุเกิน 60 ปีก็ไม่ถูกปลดเกษียณไม่ต้องมาทำงานทุกวัน ไม่มีผู้ใดบังคับบัญชาโจทก์ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทจำเลยกับโจทก์หาได้มีลักษณะเป็นนายจ้างกับลูกจ้างไม่ เพราะโจทก์มิได้อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์ปฏิบัติงานโดยอิสระ ไม่ต้องมาทำงานทุกวันและไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลย อันเป็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 แม้จะได้รับเงินเดือนจากบริษัทจำเลย ก็ยังถือไม่ได้ว่าบริษัทจำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการ โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นและเคยเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 โดยได้รับเบี้ยประชุมจากจำเลยที่ 1 เป็นรายปีโจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งผู้จัดการใหญ่โดยเข้าทำงานตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทประมาณปี 2509 เงินเดือนสุดท้าย237,600 บาท ปี 2541 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น และเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1มีมติปลดโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการ ซึ่งเท่ากับเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ได้แสดงเหตุผลอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ต้องขาดรายได้ของเดือนกันยายน 2541 จำนวน 237,600 บาท โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงขอคิดค่าเสียหายเท่ากับเงินเดือนจำนวน 10 ปี เป็นเงิน28,512,000 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยจำนวน1,425,600 บาท เงินบำเหน็จเท่ากับ 12 เท่า ของเงินเดือนสุดท้ายเป็นเงิน 2,851,200 บาท โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินจำนวน 33,264,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์มีฐานะเป็นกรรมการซึ่งเป็นผู้บริหารของจำเลยที่ 1 และเป็นนายจ้างผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โจทก์มิได้อยู่ในฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสองที่จะมีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและเงินอื่น ๆ ตามฟ้อง โจทก์เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด โดยโจทก์จะประชุมเดือนละหนึ่งครั้งมิได้มีงานใด ๆ ที่โจทก์ต้องรับผิดชอบและต้องทำงานตลอดระยะเวลาทำงานในแต่ละวัน ลักษณะงานของโจทก์ไม่เหมือนกับลูกจ้างทั่วไป โจทก์มิได้ตกอยู่ภายใต้ข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับลูกจ้างคนอื่นคือไม่มีแฟ้มประวัติ ไม่มีใบสมัครงานไม่ต้องมาทำงานในเวลาทำการ การลาก็มิต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดโจทก์ดำรงตำแหน่งมาจนถึงอายุเกือบ 70 ปี เพิ่งจะพ้นตำแหน่งเมื่อปี2541 ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ลูกจ้างหรือพนักงานจะต้องปลดเกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โจทก์เป็นผู้เริ่มก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 มิใช่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์มาเป็นลูกจ้าง เงินเดือนของโจทก์สูงเกินกว่าบุคคลที่มีฐานะเพียงลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัทจะพึงได้รับ โจทก์อนุมัติขึ้นเงินเดือนตัวเองตลอดมานอกจากโจทก์จะเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์ยังเป็นกรรมการของบริษัทอื่น ๆ ในเวลาเดียวกันอีกกว่า10 บริษัท แสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นกรรมการที่มาประชุมบริษัทเป็นครั้งคราวมิใช่ลูกจ้างที่ต้องมาทำงานประจำให้กับบริษัทการที่จะเข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 หรือถอดถอนพ้นจากตำแหน่งเป็นสิทธิโดยชอบของที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นผู้พิจารณาจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะไปบังคับผู้ถือหุ้นได้ การที่ผู้ถือหุ้นมีมติถอดถอนโจทก์ออกจากกรรมการ จำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์จงใจทำให้จำเลยที่ 1 ผู้ถือหุ้นและผู้บริหารคนอื่นเสียหายโดยโจทก์กับพวกไปฟ้องบริษัทสยามกลการ จำกัด อันเป็นบริษัทแม่ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เรียกร้องเงินฐานผิดสัญญาทุนทรัพย์กว่า10,000,000,000 บาท จำเลยทั้งสองมิใช่นายจ้างของโจทก์เมื่อโจทก์มิได้อยู่ในฐานะเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจจะมาเรียกค่าชดเชยและเงินบำเหน็จจากสวัสดิการของจำเลยที่ 1 ได้ทั้งโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนก่อตั้งมาตั้งแต่พ.ศ. 2509 โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ พ.ศ. 2509ตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ได้รับเงินเดือนสุดท้ายเดือนละ 237,600บาท โจทก์เป็นผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เริ่มแรกและเป็นกรรมการมาตลอดจนถึง พ.ศ. 2541 และเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับในการทำงานของจำเลยที่ 1 เมื่ออายุเกิน 60 ปี ก็ไม่ถูกปลดเกษียณ โจทก์ไม่ต้องมาทำงานทุกวันไม่มีผู้ใดบังคับบัญชาโจทก์ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ หาได้มีลักษณะเป็นนายจ้างกับลูกจ้างไม่ เพราะโจทก์มิได้อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์ปฏิบัติงานโดยอิสระไม่ต้องมาทำงานทุกวัน และไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1อันเป็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 แม้โจทก์จะได้รับเงินเดือนจากจำเลยที่ 1 ก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้จ้างโจทก์โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลยทั้งสอง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรีชา พรประภา
จำเลย — บริษัทสยามยีเอสแบตเตอรี่ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2417/2544
#41126
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นและประธานกรรมการของบริษัทจำเลยเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของพนักงานรองจาก ถ. ซึ่งเป็นประธานกิตติมศักดิ์ โจทก์ไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับการทำงานของจำเลยทั้งไม่มีผู้ใดในบริษัทจำเลยสามารถสั่งการหรือบังคับบัญชาโจทก์ได้โจทก์จึงมิได้เป็นลูกจ้างของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีจำเลยที่ 2 และที่ 3เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1ตั้งแต่ปี 2500 ในตำแหน่งพนักงานขาย ต่อมาปี 2539 โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือนจากจำเลยที่ 1 เดือนละ 711,000 บาท เมื่อวันที่ 17 เมษายน2539 จำเลยที่ 1 โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ 45 ได้มีมติเปลี่ยนแปลงกรรมการและประธานกรรมการจำเลยที่ 1 โดยให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งกรรมการและประธานกรรมการ เนื่องจากโจทก์มีความขัดแย้งในการบริหารงานกับจำเลยที่ 2 และพวกภายหลังที่โจทก์พ้นตำแหน่งดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยังคงจ่ายเงินเดือนให้จนถึงเดือนมิถุนายน 2539 หลังจากนั้นโจทก์ไม่ได้รับเงินเดือนอีก การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีผลเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องขาดรายได้คือเงินเดือนประจำเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2539 นอกจากนี้โจทก์ยังมีสิทธิได้รับเงินเดือนของเลขานุการสองคนและคนขับรถอีกหนึ่งคนของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1เป็นผู้จ่ายรวมเดือนละ 129,500 บาท รวมรายได้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2539 เป็นเงิน 1,681,000บาท จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโดยคำนึงถึงอายุงานและเวลาที่โจทก์สามารถปฏิบัติงานให้จำเลยที่ 1อีกไม่น้อยกว่า 10 ปี เป็นเงิน 50,000,000 บาท และต้องชำระค่าชดเชยให้โจทก์ตามกฎหมายโดยคิดจากเงินเดือนที่โจทก์มีสิทธิได้รับรวมทั้งค่าจ้างของเลขานุการและคนขับรถเป็นค่าชดเชย 5,042,999 บาทกับเงินบำเหน็จตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับอีก 18 เท่าของเงินเดือนเป็นเงิน 15,129,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินเดือนประจำเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2539 ซึ่งเป็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์1,681,000 บาท ค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน50,000,000 บาท ค่าชดเชยจำนวน 5,042,999 บาท และเงินบำเหน็จจำนวน 15,129,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 71,852,999 บาท นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1แต่โจทก์เป็นเจ้าของกิจการจำเลยที่ 1 เพราะเป็นผู้ร่วมลงทุนโดยถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ในจำนวนร้อยละ 10 โจทก์มีตำแหน่งเป็นกรรมการและประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นลูกจ้าง แต่เป็นฝ่ายบริหารและเป็นนายจ้างซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด โจทก์ไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับลูกจ้างคนอื่น ๆ เมื่อโจทก์มิได้เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามฟ้อง จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินแก่โจทก์แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามที่โจทก์ขอ นอกจากนี้โจทก์ยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างแทนเลขานุการและคนขับรถเพราะไม่มีกฎหมายให้อำนาจโจทก์ที่จะฟ้องร้องแทนบุคคลดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1โจทก์จึงไม่ชอบที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าชดเชยและเงินบำเหน็จซึ่งใช้บังคับแก่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทจำเลยที่ 1ก่อตั้งโดยนายถาวร พรประภา ซึ่งเป็นพี่ชายโจทก์และเป็นบิดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล.1 เดิมโจทก์เป็นประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 ได้รับค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ711,000 บาท ตามสลิปเงินเดือนเอกสารหมาย จ.1 นอกจากนี้โจทก์ยังเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย ล.2 และโจทก์ยังเป็นกรรมการในบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 อีกหลายบริษัทตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล.9โจทก์เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของจำเลยที่ 1 รองจากนายถาวรพรประภา ซึ่งเป็นประธานกิตติมศักดิ์ บุคคลในตระกูลพรประภาและโจทก์ไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล.3 อีกทั้งไม่มีผู้ใดสามารถสั่งการหรือบังคับบัญชาโจทก์ได้ ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2539 ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ได้มีมติไม่แต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 ตามรายงานการประชุมสามัญครั้งที่ 45เอกสารหมาย ล.4 แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสาม พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานฯข้อ 2 บัญญัติว่า "นายจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลหมายความว่าผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้น และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล" ส่วน "ลูกจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้รับค่าจ้างด้วยตนเองหรือไม่ก็ตามแต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน" และข้อ 47 บัญญัติว่า"นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้

(1) ....

(4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว ซึ่งหนังสือเตือนนั้นต้องมีผลบังคับไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้รับทราบหนังสือเตือน เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำต้องตักเตือน" ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 583 บัญญัติว่า "ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดี ละทิ้งการงานไปเสียก็ดี กระทำความผิดอย่างร้ายแรงก็ดี หรือทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า หรือให้สินไหมทดแทนก็ได้" บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวหมายความว่า ลูกจ้างคือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างโดยได้รับค่าจ้าง ทั้งนี้ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้าง หากลูกจ้างฝ่าฝืน นายจ้างมีสิทธิลงโทษลูกจ้างได้หรืออีกนัยหนึ่งคือนายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาสามารถออกคำสั่งให้ลูกจ้างทำงานให้เป็นไปตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบของนายจ้าง หากลูกจ้างฝ่าฝืน นายจ้างมีสิทธิลงโทษลูกจ้างได้ คดีนี้ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นและประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของพนักงานในบริษัทจำเลยที่ 1 รองจากนายถาวร พรประภาซึ่งเป็นประธานกิตติมศักดิ์ โจทก์และบุคคลในตระกูลพรประภาไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 1 อีกทั้งไม่มีผู้ใดในบริษัทจำเลยที่ 1 สามารถสั่งการหรือบังคับบัญชาโจทก์ได้แสดงว่าโจทก์ไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1โจทก์จึงมิได้เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสาม ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกฟังไม่ขึ้นไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ปรีชา พรประภา
จำเลย — บริษัท สยามกลการ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2417/2544
#69502
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ 2 และข้อ 47 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 583 บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว หมายความว่า ลูกจ้างคือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างโดยได้รับค่าจ้าง ทั้งนี้ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้าง หากลูกจ้างฝ่าฝืน นายจ้างมีสิทธิลงโทษลูกจ้างได้ หรืออีกนัยหนึ่งคือ นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาสามารถออกคำสั่งให้ลูกจ้างทำงานให้เป็นไปตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบของนายจ้าง หากลูกจ้างฝ่าฝืน นายจ้างมีสิทธิลงโทษลูกจ้างได้

เมื่อฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นและประธานกรรมการของบริษัทจำเลย โจทก์เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของพนักงานในบริษัทจำเลยรองจากประธานกิตติมศักดิ์ โจทก์ไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับการทำงานของบริษัทจำเลย อีกทั้งไม่มี ผู้ใดในบริษัทจำเลยสามารถสั่งการหรือบังคับบัญชาโจทก์ได้ โจทก์จึงมิได้เป็นลูกจ้างของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และเงินบำเหน็จพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ แต่โจทก์เป็นเจ้าของกิจการจำเลยที่ ๑ เพราะเป็นผู้ร่วมลงทุนโดยถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ ในจำนวนร้อยละ ๑๐ โจทก์มีตำแหน่งเป็นกรรมการและประธานกรรมการของจำเลยที่ ๑ ตำแหน่งดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นลูกจ้าง แต่เป็นฝ่ายบริหารและเป็นนายจ้าง ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด โจทก์ไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ ๑ เช่นเดียวกับลูกจ้างคนอื่น ๆ เมื่อโจทก์มิได้เป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ ตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามฟ้อง จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามที่โจทก์ขอ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว รับฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทจำเลยที่ ๑ ก่อตั้งโดยนายถาวร พรประภา ซึ่งเป็น พี่ชายโจทก์และเป็นบิดาของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ เดิมโจทก์เป็นประธานกรรมการของจำเลยที่ ๑ นอกจากนี้โจทก์ยังเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ และโจทก์ยังเป็นกรรมการในบริษัทในเครือของจำเลยที่ ๑ อีกหลายบริษัท โจทก์เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของจำเลยที่ ๑ รองจากนายถาวร พรประภา ซึ่งเป็นประธานกิตติมศักดิ์ บุคคลในตระกูลพรประภาและโจทก์ไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ ๑ อีกทั้งไม่มีผู้ใดสามารถสั่งการหรือบังคับบัญชาโจทก์ได้ ต่อมาวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๓๙ ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ ได้มีมติไม่แต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการของจำเลยที่ ๑ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสาม พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ ๒ บัญญัติว่า "นายจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลหมายความว่าผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้น และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล" ส่วน "ลูกจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างเพื่อรับค่าจ้างไม่ว่าจะเป็นผู้รับค่าจ้างด้วยตนเองหรือไม่ก็ตาม แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน" และข้อ ๔๗ บัญญัติว่า "นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้

(๑) ?

(๔) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว ซึ่งหนังสือเตือนนั้นต้องมีผลบังคับไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้รับทราบหนังสือเตือน เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำต้องตักเตือน" ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ บัญญัติว่า "ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดี ละทิ้งการงานไปเสียก็ดี กระทำความผิดอย่างร้ายแรงก็ดี หรือทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า หรือให้สินไหมทดแทนก็ได้" บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว หมายความว่า ลูกจ้างคือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างโดยได้รับค่าจ้าง ทั้งนี้ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้าง หากลูกจ้างฝ่าฝืน นายจ้างมีสิทธิลงโทษลูกจ้างได้ หรืออีกนัยหนึ่งคือ นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาสามารถออกคำสั่งให้ลูกจ้างทำงานให้เป็นไปตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบของนายจ้าง หากลูกจ้างฝ่าฝืน นายจ้างมีสิทธิลงโทษลูกจ้างได้ คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นและประธานกรรมการของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของพนักงานในบริษัทจำเลยที่ ๑ รองจากนายถาวร พรประภา ซึ่งเป็นประธานกิตติมศักดิ์ โจทก์และบุคคลในตระกูลพรประภาไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ ๑ อีกทั้งไม่มีผู้ใดในบริษัทจำเลยที่ ๑ สามารถสั่งการหรือบังคับบัญชาโจทก์ได้ แสดงว่าโจทก์ไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ โจทก์จึงมิได้เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสาม ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ต่อไป

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 583
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม. 2 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรีชา พรประภา
จำเลย — บริษัทสยามกลการ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรศักดิ์ นาราสัจจ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา