คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2410/2544
#40565
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดจะเป็นเหตุในลักษณะคดีหรือไม่ต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป ข้อเท็จจริงใดที่รับฟังต้องฟังถึงจำเลยคนอื่นเช่นเดียวกัน ย่อมเป็นเหตุในลักษณะคดีเมื่อคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 6แยกกันเป็นคนละส่วนและมีข้อที่แตกต่างกันรวมทั้งพยานอื่นที่เกี่ยวข้องกับจำเลยด้วย พยานหลักฐานที่จะใช้วินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้อุทธรณ์จึงแตกต่างไปจากจำเลยที่ 6มิใช่พยานชุดเดียวกันทั้งหมด จึงไม่เป็นเหตุในลักษณะคดีศาลอุทธรณ์พิพากษาให้มีผลยกฟ้องไปถึงจำเลยที่ 6ที่มิได้อุทธรณ์ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งหกกับพวก 2 คน ที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันปล้นทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น ราคา 9,000บาท จี้เลี่ยมทอง 1 อัน ราคา 1,000 บาท วิทยุติดตามตัว 1 เครื่องราคา 4,500 บาท ของนางสาวจันทร์เจ้า บุญพูล ผู้เสียหายที่ 1และสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง 1 เส้น ราคา 2,500 บาทของนางสาวนพมาศ พลภักดี ผู้เสียหายที่ 2 ไป โดยในการปล้นทรัพย์จำเลยทั้งหกกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืน มีด และไม้เป็นอาวุธ จี้ขู่เข็ญ บังคับว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายทั้งสองกับพวกหากขัดขืน เพื่อสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ และร่วมกันใช้รถยนต์กระบะ 1 คัน เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นการจับกุมขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340, 340ตรี และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จี้เลี่ยมทองราคา 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 กับนับโทษของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6ในคดีนี้ต่อจากโจทก์ของจำเลยที่ 2 ที่ 1 ที่ 4 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2807/2540 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จจำเลยที่ 1 ขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 4ที่ 5 และที่ 6 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 3ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 340 วรรคสอง,340 ตรี ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุกคนละ 24 ปี จำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณาหลังจากที่โจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอย่างมาก มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามลดโทษให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 คนละหนึ่งในสี่ และลดโทษให้จำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 จำเลยที่ 1 คงจำคุก 16 ปี จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5และที่ 6 คงจำคุกคนละ 18 ปี และจำเลยที่ 3 คงจำคุก 12 ปีให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนจี้เลี่ยมทองตามฟ้องแก่ผู้เสียหายที่ 1หรือใช้ราคาทรัพย์ 1,000 บาท ส่วนคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกที่ 3 ถึงที่ 6 ในคดีนี้ต่อนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวยังไม่ได้พิพากษาไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี ประกอบด้วยมาตรา 83 จำเลยที่ 5ยื่นอุทธรณ์เพียงคนเดียว จำเลยอื่นไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 5 และเห็นว่าพยานโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นไปในทำนองเดียวกันไม่อาจแยกรับฟังได้เป็นเหตุในลักษณะคดีจึงพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 6 ด้วย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าจำเลยที่ 5 ร่วมกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่จำเลยที่ 5 ถูกฟ้องมีอัตราโทษขั้นต่ำให้จำคุกเกินกว่าห้าปีขึ้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง จำเลยที่ 5 นอกจากจะให้การปฏิเสธแล้ว ตามทางนำสืบโจทก์ไม่มีพยานปากใดยืนยันว่า จำเลยที่ 5 ร่วมกระทำความผิดคงมีแต่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมตามเอกสารหมาย จ.15 และคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.23 ซึ่งเป็นพยานบอกเล่า แม้จะรับฟังเป็นพยานได้แต่ก็มีน้ำหนักน้อยเมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่จะนำมารับฟังประกอบกับคำรับสารภาพให้เชื่อว่าจำเลยที่ 5 กระทำความผิดจริงย่อมไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 5 ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า มีเหตุในลักษณะคดีที่จะพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 6 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ด้วยหรือไม่ เห็นว่าข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดจะเป็นเหตุในลักษณะคดีหรือไม่ต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป ข้อเท็จจริงใดที่รับฟังต้องฟังถึงจำเลยคนอื่นเช่นเดียวกัน ย่อมเป็นเหตุในลักษณะคดี สำหรับคดีนี้พยานหลักฐานที่ใช้วินิจฉัยจำเลยที่ 5 แตกต่างจากจำเลยที่ 6คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองแยกกันเป็นคนละส่วนและมีข้อที่แตกต่างกัน รวมทั้งพยานอื่นที่เกี่ยวข้องกับจำเลยด้วยเช่นผู้เสียหายทั้งสองเบิกความว่า รถยนต์ตามภาพถ่ายหมาย จ.3และ จ.8 เป็นรถยนต์ที่ใช้ในการปล้นทรัพย์ จำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.24 ว่า จำเลยที่ 6เป็นผู้เช่ามาจากร้าน กม.3 รถเช่า ค่าเช่าวันละ 1,200 บาท จำเลยที่ 3 เป็นผู้ออกค่าเช่า และโจทก์ยังส่งคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาวเปรมฤทัย ยอดแสงจันทร์ ตามเอกสารหมาย จ.11สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่คนร้ายใช้ในการปล้นทรัพย์ตามเอกสารหมายจ.10 และสัญญาเช่ารถยนต์ในระหว่างเกิดเหตุมีจำเลยที่ 6 เป็นผู้เช่าตามเอกสารหมาย จ.13 ประกอบคำแถลงรับข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 6 อีกด้วย ดังนั้นพยานหลักฐานที่จะใช้วินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 5 จึงแตกต่างไปจากจำเลยที่ 6 มิใช่พยานชุดเดียวกันทั้งหมดจึงไม่เป็นเหตุในลักษณะคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 6 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรีประกอบด้วยมาตรา 83 เมื่อลงโทษและลดโทษตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วคงจำคุก 18 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 213
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย นพดลหรือเล็ก จินดาเรือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิชา มั่นสกุล
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2410/2544
#45642
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดจะเป็นเหตุในลักษณะคดีหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป ข้อเท็จจริงใดที่รับฟังต้องฟังถึงจำเลยคนอื่นเช่นเดียวกัน ย่อมเป็นเหตุในลักษณะคดี สำหรับคดีนี้พยานหลักฐานที่ใช้วินิจฉัยจำเลยที่ 5 แตกต่างจากจำเลยที่ 6 คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองแยกกันเป็นคนละส่วนและมีข้อที่แตกต่างกัน รวมทั้งพยานอื่นที่เกี่ยวข้องกับจำเลยทั้งสองด้วย ดังนั้น พยานหลักฐานที่จะใช้วินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 5 จึงแตกต่างไปจากจำเลยที่ 6 มิใช่พยานชุดเดียวกันทั้งหมด จึงไม่เป็นเหตุในลักษณะคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340, 340 ตรี และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จี้เลี่ยมทอง ราคา 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 กับนับโทษของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ที่ 1 ที่ 4 และที่ 3ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2807/2540 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จ จำเลยที่ 1 ขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 3 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุกคนละ 24 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณาหลังจากที่โจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอย่างมาก มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ลดโทษให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6คนละหนึ่งในสี่ และลดโทษให้จำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78จำเลยที่ 1 คงจำคุก 16 ปี จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 คงจำคุก คนละ 18 ปี และจำเลยที่ 3 คงจำคุก 12 ปี ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนจี้เหลี่ยมทองตามฟ้องแก่ผู้เสียหายที่ 1 หรือใช้ราคาทรัพย์ 1,000 บาท ส่วนคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ในคดีนี้ต่อนั้นปรากฏว่าคดีดังกล่าวยังไม่ได้พิพากษา ไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง,340 ตรี ประกอบด้วยมาตรา 83 จำเลยที่ 5 ยื่นอุทธรณ์เพียงคนเดียว จำเลยอื่นไม่อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 5 และเห็นว่าพยานโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นไปทำนองเดียวกันไม่อาจแยกรับฟังได้ เป็นเหตุในลักษณะคดี จึงพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 6 ด้วย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าจำเลยที่ 5 ร่วมกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่จำเลยที่ 5 ถูกฟ้อง มีอัตราโทษขั้นต่ำให้จำคุกเกินกว่าห้าปีขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง จำเลยที่ 5 นอกจากจะให้การปฏิเสธแล้ว ตามทางนำสืบโจทก์ไม่มีพยานปากใดยืนยันว่าจำเลยที่ 5 ร่วมกระทำความผิดคงมีแต่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมตามเอกสารหมาย จ.15 และคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.23 ซึ่งเป็นพยานบอกเล่า แม้จะรับฟังเป็นพยานได้แต่ก็มีน้ำหนักน้อย เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่จะนำมารับฟังประกอบกับคำรับสารภาพให้เชื่อว่าจำเลยที่ 5 กระทำผิดจริง ย่อมไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 5 ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษาชอบแล้วฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า มีเหตุในลักษณะคดีที่จะพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 6 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดจะเป็นเหตุในลักษณะคดีหรือไม่ต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป ข้อเท็จจริงใดที่รับฟังต้องฟังถึงจำเลยคนอื่นเช่นเดียวกันย่อมเป็นเหตุในลักษณะคดี สำหรับคดีนี้พยานหลักฐานที่ใช้วินิจฉัยจำเลยที่ 5 แตกต่างจากจำเลยที่ 6 คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองแยกกันเป็นคนละส่วนและมีข้อที่แตกต่างกัน รวมทั้งพยานอื่นที่เกี่ยวข้องกับจำเลยด้วย เช่นผู้เสียหายทั้งสองเบิกความว่า รถยนต์ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 และ จ.8 เป็นรถยนต์ที่ใช้ในการปล้นทรัพย์ จำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.24 ว่า จำเลยที่ 6 เป็นผู้เช่ามาจากร้าน กม. 3 รถเช่า ค่าเช่าวันละ 1,200 บาท จำเลยที่ 3 เป็นผู้ออกค่าเช่า และโจทก์ยังส่งคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาวเปรมฤทัย ยอดแสงจันทร์ตามเอกสารหมาย จ.11 สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่คนร้ายใช้ในการปล้นทรัพย์ตามเอกสารหมาย จ.10 และสัญญาเช่ารถยนต์ในระหว่างเกิดเหตุมีจำเลยที่ 6 เป็นผู้เช่าตามเอกสารหมาย จ.13 ประกอบคำแถลงรับข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 6 อีกด้วย ดังนั้น พยานหลักฐานที่จะใช้วินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 5 จึงแตกต่างไปจากจำเลยที่ 6 มิใช่พยานชุดเดียวกันทั้งหมด จึงไม่เป็นเหตุในลักษณะคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 6 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340วรรคสอง, 340 ตรี ประกอบด้วยมาตรา 83 เมื่อลงโทษและลดโทษตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก 18 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 213
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย นพดลหรือเล็ก จินดาเรือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิชา มั่นสกุล
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2410/2544
#69182
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดจะเป็นเหตุในลักษณะคดีหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป ข้อเท็จจริงใดที่รับฟังต้องฟังถึงจำเลยคนอื่นเช่นเดียวกัน ย่อมเป็นเหตุในลักษณะคดี สำหรับคดีนี้พยานหลักฐานที่ใช้วินิจฉัยจำเลยที่ 5 แตกต่างจากจำเลยที่ 6 คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองแยกกันเป็นคนละส่วนและมีข้อที่แตกต่างกัน รวมทั้งพยานอื่นที่เกี่ยวข้องกับจำเลยทั้งสองด้วย ดังนั้น พยานหลักฐานที่จะใช้วินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 5 จึงแตกต่างไปจากจำเลยที่ 6 มิใช่พยานชุดเดียวกันทั้งหมด จึงไม่เป็นเหตุในลักษณะคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๓๔๐ , ๓๔๐ ตรี และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จี้เลี่ยมทอง ราคา ๑,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายที่ ๑ กับนับโทษของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ ๒ ที่ ๑ ที่ ๔ และที่ ๓ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๘๐๗/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธ หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จ จำเลยที่ ๑ ขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

จำเลยที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๔ และที่ ๓ ในคดีที่โจทก์ของให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ ๓ ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายมาตรา ๓๔๐ วรรคสอง , ๓๔๐ ตรี ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ จำคุกคนละ ๒๔ ปี จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณาหลังจากที่โจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว จำเลยที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จำเลยที่ ๓ ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอย่างมาก มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ ๑ หนึ่งในสาม ลดโทษให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ คนละหนึ่งในสี่ และลดโทษให้จำเลยที่ ๓ กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ จำเลยที่ ๑ คงจำคุก ๑๖ ปี จำเลยที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ คงจำคุกคนละ ๑๘ ปี และจำเลยที่ ๓ คงจำคุก ๑๒ ปี ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนจี้เลี่ยมทองตามฟ้องแก่ผู้เสียหายที่ ๑ หรือใช้ราคาทรัพย์ ๑,๐๐๐ บาท ส่วนคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ ในคดีนี้ต่อนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวยังไม่ได้พิพากษา ไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยที่ ๕ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคสอง , ๓๔๐ ตรี ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ จำเลยที่ ๕ ยื่นอุทธรณ์เพียงคนเดียว จำเลยอื่นไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ ๕ และเห็นว่าพยานโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ เป็นไปทำนองเดียวกันไม่อาจแยกรับฟังได้ เป็นเหตุในลักษณะคดี จึงพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ ๖ ด้วย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ ๕ ร่วมกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่จำเลยที่ ๕ ถูกฟ้อง มีอัตราโทษขั้นต่ำให้จำคุกเกินกว่าห้าปีขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานจนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง จำเลยที่ ๕ นอกจากจะให้การปฏิเสธแล้ว ตามทางนำสืบโจทก์ไม่มีพยานปากใดยืนยันว่าจำเลยที่ ๕ ร่วมกระทำความผิด คงมีแต่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมตามเอกสารหมาย จ.๑๕ และคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.๒๓ ซึ่งเป็นพยานบอกเล่า แม้จะรับฟังเป็นพยานได้แต่ก็มีน้ำหนักน้อย เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่จะนำมารับฟังประกอบกับคำรับสารภาพให้เชื่อว่าจำเลยที่ ๕ กระทำผิดจริง ย่อมไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๕ ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า มีเหตุในลักษณะคดีที่จะพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ ๖ ซึ่งมิได้อุทธรณ์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดจะเป็นเหตุในลักษณะคดีหรือไม่ต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป ข้อเท็จจริงใดที่รับฟังต้องฟังถึงจำเลยคนอื่นเช่นเดียวกัน ย่อมเป็นเหตุในลักษณะคดี สำหรับคดีนี้พยานหลักฐานที่ใช้วินิจฉัยจำเลยที่ ๕ แตกต่างจากจำเลยที่ ๖ คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองแยกกันเป็นคนละส่วนและมีข้อที่แตกต่างกัน รวมทั้งพยานอื่นที่เกี่ยวข้องกับจำเลยด้วย เช่นผู้เสียหายทั้งสองเบิกความว่า รถยนต์ตามภาพถ่ายหมาย จ.๓ และ จ.๘ เป็นรถยนต์ที่ใช้ในการปล้นทรัพย์ จำเลยที่ ๖ ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.๒๔ ว่า จำเลยที่ ๖ เป็นผู้เช่ามาจากร้าน กม.๓ รถเช่า ค่าเช่าวันละ ๑,๒๐๐ บาท จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ออกค่าเช่า และโจทก์ยังส่งคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาวเปรมฤทัย ยอดแสงจันทร์ ตามเอกสารหมาย จ.๑๑ สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่คนร้ายใช้ในการปล้นทรัพย์ตามเอกสารหมาย จ.๑๐ และสัญญาเช่ารถยนต์ในระหว่างเกิดเหตุมีจำเลยที่ ๖ เป็นผู้เช่าตามเอกสารหมาย จ.๑๓ ประกอบคำแถลงรับข้อเท็จจริงของจำเลยที่ ๖ อีกด้วย ดังนั้น พยานหลักฐานที่จะใช้วินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ ๕ จึงแตกต่างไปจากจำเลยที่ ๖ มิใช่พยานชุดเดียวกันทั้งหมด จึงไม่เป็นเหตุในลักษณะคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ ๖ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๖ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคสอง , ๓๔๐ ตรี ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ เมื่อลงโทษและลดโทษตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก ๑๘ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 213
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นายนพดลหรือเล็ก จินดาเรือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายพิษณุ ดำรงเกียรติ์อนุพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิชา มั่นสกุล
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2390/2544
#41125
เปิดฉบับเต็ม

ทนายโจทก์ทราบวันนัดสืบพยานโจทก์โดยชอบแล้วแต่มาถึงศาลชั้นต้นซึ่งเป็นเวลาอันเลยกำหนดนัดไปแล้วหนึ่งชั่วโมงครึ่งเนื่องจากรถยนต์ของทนายโจทก์มีเหตุขัดข้อง ทนายโจทก์สามารถจอดรถไว้ข้างทางแล้วรีบโทรศัพท์แจ้งศาลทราบทันที หรือมิฉะนั้นก็รีบเดินทางมาศาลด้วยรถยนต์รับจ้างได้ แต่ทนายโจทก์มิได้ดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าทนายโจทก์ไม่เอาใจใส่หรือเล็งเห็นถึงความสำคัญในเวลานัดของศาล กรณีไม่มีเหตุสมควรให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา ในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 31 สิงหาคม 2542เวลา 9 นาฬิกา ฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นได้รออยู่จนถึงเวลา 10.30 นาฬิกา จึงมีคำสั่งยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง(ที่ถูกมาตรา 166 วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 181)

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ทนายโจทก์มีเหตุสมควรที่มาศาลตามกำหนดนัดไม่ได้ ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

จำเลยทั้งสามไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นจะยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ เห็นว่า การที่จะให้ศาลชั้นต้นยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาใหม่ได้นั้นโจทก์จะต้องแถลงให้เห็นว่า มีเหตุสมควรที่มาศาลในวันนัดไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 181 คดีนี้ศาลชั้นต้นได้นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 31 สิงหาคม 2542 เวลา 9 นาฬิกา ซึ่งทนายโจทก์ได้ทราบวันเวลานัดดังกล่าวโดยชอบแล้ว แต่ทนายโจทก์ก็มิได้มาศาลตามกำหนดนัดโดยได้ความจากคำเบิกความของทนายโจทก์ในชั้นไต่สวนคำร้องว่าเหตุที่ทนายโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนั้น เนื่องจากในวันนัดทนายโจทก์เพิ่งออกจากบ้านพักที่อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรีเวลา 8 นาฬิกา และขณะที่ทนายโจทก์ขับรถยนต์เดินทางมาศาลชั้นต้นนั้น พบว่ายางล้อรถด้านหน้าแบน ทนายโจทก์จึงต้องขับรถช้า ๆ จนถึงสถานีบริการน้ำมัน แต่ไม่มีบริการปะยาง ทนายโจทก์จึงขับรถไปเติมลมยาง ขณะนั้นเป็นเวลาเกิน 9 นาฬิกาแล้ว ทนายโจทก์ได้ขับรถและเติมลมยางมาเรื่อยจนกระทั่งมาถึงศาลชั้นต้นเป็นเวลา10.50 นาฬิกา และทราบว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องโจทก์ไปแล้วเห็นว่า ขณะที่รถยนต์ของทนายโจทก์มีเหตุขัดข้องนั้น ทนายโจทก์สามารถจอดรถไว้ข้างทางแล้วรีบโทรศัพท์แจ้งศาลทราบทันที หรือมิฉะนั้นก็รีบเดินทางมาศาลด้วยรถยนต์รับจ้างได้ซึ่งตามเส้นทางที่ทนายโจทก์ขับรถยนต์ผ่านมา ทนายโจทก์เบิกความยอมรับว่ามีสภาพการจราจรหนาแน่น ไม่ใช่ที่เปลี่ยว ทนายโจทก์จึงน่าจะหาเครื่องโทรศัพท์หรือรถยนต์รับจ้างได้โดยง่าย แต่ทนายโจทก์ก็มิได้ดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใดคงปล่อยให้ศาลและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งรออยู่จนล่วงเลยเวลานัดไปถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกฟ้องโจทก์ พฤติการณ์ของทนายโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าทนายโจทก์ไม่เอาใจใส่หรือเล็งเห็นถึงความสำคัญในเวลานัดของศาลเลย เหตุขัดข้องของทนายโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องที่ทนายโจทก์จะยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัวหรือยกมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้ศาลชั้นต้นยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของโจทก์ จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 166 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักธีรชัยทรัสต์ จำกัด
จำเลย — บริษัทผลิตเหล็กไทยพัฒนา จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2373/2544
#40564
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยและ ส. มิได้เป็นสามีภรรยากันตามกฎหมายแต่จำเลยได้อุปการะเลี้ยงดู ส. เยี่ยงภรรยา ซึ่งผู้เสียหายก็รู้แต่ผู้เสียหายยังไปลักลอบหลับนอนร่วมประเวณีกับ ส. การที่จำเลยยิงผู้เสียหายในขณะดังกล่าว จึงเป็นการบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนสั้นขนาด .38 เครื่องหมายทะเบียน ตร.3/1709 จำนวน 1 กระบอก ซึ่งเป็นของนายมาตสุขศรีเพ็ง ผู้ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย และกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 4 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวไปตามถนนในหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายทวีนานช้า ผู้เสียหายหลายนัดโดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่มือซ้าย ไหล่ซ้ายและต้นแขนใกล้รักแร้ซ้าย จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่อวัยวะไม่สำคัญเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ คืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การต่อสู้อ้างเหตุบันดาลโทสะ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ประกอบด้วยมาตรา 72พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิวรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุก 6 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือนรวมจำคุก 7 ปี 6 เดือน คำให้การในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี คืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าตามวันเวลาและสถานที่ตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยได้ใช้อาวุธปืนสั้นยิงนายทวี นานช้า ผู้เสียหายหลายนัดจนผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ปัญหาตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าโดยกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าการกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน ที่จะอ้างว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย สิทธินั้นต้องเป็นสิทธิอันบุคคลที่มีอยู่โดยกฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ด้วย ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่านางสมนึกเป็นภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยจำเลยฎีกาว่า จำเลยยิงผู้เสียหายเพราะได้ยินนางสมนึกร้องให้ช่วยเนื่องจากถูกปล้ำ แต่เมื่อพิจารณาคำเบิกความของนางสมนึกในชั้นพิจารณากลับได้ความว่า จำเลยหาว่านางสมนึกมีชู้จะยิงให้ตาย และตามคำให้การในชั้นสอบสวนของนางสมนึกตามเอกสารหมาย จ.11 ซึ่งนางสมนึกให้การในวันเกิดเหตุนั้นเองก็ได้ความว่าขณะนางสมนึกนอนอยู่กับผู้เสียหายในห้อง จำเลยเข้ามาในห้องและยิงผู้เสียหายไม่ได้ความว่านางสมนึกร้องให้ผู้ใดช่วยแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายต่อนางสมนึกที่จำเลยจะอ้างว่าป้องกันสิทธิโดยชอบดังที่จำเลยฎีกา จำเลยใช้อาวุธยิงผู้เสียหายถึง 3 นัดตามพฤติการณ์ฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่จากข้อเท็จจริงแห่งคดีแม้จำเลยและนางสมนึกจะมิได้เป็นสามีภรรยากันตามกฎหมาย แต่จำเลยก็ได้อุปการะเลี้ยงดูนางสมนึกเยี่ยงภรรยาโดยได้เปิดร้านค้าและห้องพักที่เกิดเหตุให้นางสมนึกช่วยดูแลกิจการร้านค้าซึ่งผู้เสียหายก็เบิกความรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของจำเลยและนางสมนึกว่าเป็นคู่รักกัน แต่ผู้เสียหายก็ยังไปยุ่งเกี่ยวโดยลักลอบหลับนอนร่วมประเวณีกับนางสมนึก การที่จำเลยยิงผู้เสียหายในขณะดังกล่าวจึงเป็นการบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะจำคุก 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองจำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 4 ปี 12 เดือน และปรับ 6,000 บาท คำให้การชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกแต่ละกระทงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อหนึ่งครั้งตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้นั้น กับให้จำเลยละเว้นการประพฤติอันใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดเช่นเดียวกันนี้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นาย ไข่ สุขศรีเพ็ง
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย เกษมสันต์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2373/2544
#99267
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนที่จะถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย สิทธิอันบุคคลมีอยู่นั้นต้องเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ด้วย การที่จำเลยยิงผู้เสียหายขณะที่ผู้เสียหายลักลอบหลับนอน ร่วมประเวณีกับ ส. ซึ่งมิได้เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีภยันอันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายต่อ ส. การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงไม่เป็นการป้องกันสิทธิโดยชอบ แต่แม้ว่าจำเลย และ ส. จะมิได้เป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย แต่จำเลยก็ได้อุปการะเลี้ยงดู ส. เยี่ยงภริยา ซึ่งผู้เสียหาย ก็รู้ถึงความสัมพันธ์ของจำเลยกับ ส. แต่ผู้เสียหายก็ยังไปลักลอบร่วมประเวณีกับ ส. การที่จำเลยยิงผู้เสียหายในขณะ ดังกล่าวจึงเป็นการบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๘๐, ๙๑, ๒๘๘ พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ คืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การต่อสู้อ้างเหตุ บันดาลโทสะ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๘๐ ประกอบด้วยมาตรา ๗๒? รวมจำคุก ๗ ปี ๖ เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๕ ปี คืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า โดยกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน ที่จะอ้างว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย สิทธินั้นต้องเป็นสิทธิอันบุคคลที่มีอยู่โดยกฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ด้วย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นางสมนึกเป็นภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จำเลยฎีกาว่า จำเลยยิงผู้เสียหายเพราะได้ยินนางสมนึกร้องให้ช่วยเนื่องจากถูกปล้ำ แต่จำเลยหาว่านางสมนึกมีชู้จะยิงให้ตาย และ ตามคำให้การในชั้นสอบสวนของนางสมนึก ซึ่งนางสมนึกให้การในวันเกิดเหตุนั้นเอง ก็ได้ความว่าขณะนางสมนึกนอนอยู่กับผู้เสียหายในห้อง จำเลยเข้ามาในห้องและยิงผู้เสียหาย ไม่ได้ความว่านางสมนึกร้องให้ผู้ใดช่วยแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายต่อนางสมนึกที่จำเลยจะอ้างว่า ป้องกันสิทธิโดยชอบ จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายถึง ๓ นัด ตามพฤติการณ์ฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย แต่จากข้อเท็จจริงแห่งคดีแม้จำเลยและนางสมนึกจะมิได้เป็นสามีภริยากันตามกฎหมายแต่จำเลยก็ได้อุปการะเลี้ยงดูนางสมนึกเยี่ยงภรรยาโดยได้เปิดร้านค้าและห้องพักที่เกิดเหตุให้นางสมนึกช่วยดูแลกิจการร้านค้า ซึ่งผู้เสียหายก็ เบิกความรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของจำเลยและนางสมนึกว่าเป็นคู่รักกัน แต่ผู้เสียหายก็ยังไปยุ่งเกี่ยวโดยลักลอบ หลับนอนร่วมประเวณีกับนางสมนึก การที่จำเลยยิงผู้เสียหายในขณะดังกล่าว จึงเป็นการบันดาลโทสะโดยข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะจำคุก ๔ ปี? ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน และปรับ ๓,๐๐๐ บาท โทษจำคุกแต่ละกระทงให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี และให้ คุมความประพฤติจำเลยไว้โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ๓ เดือนต่อหนึ่งครั้ง ตลอดระยะเวลา ที่รอการลงโทษไว้นั้นกับให้จำเลยละเว้นการประพฤติอันใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดเช่นเดียวกันนี้อีก ตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๙.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายไข่ สุขศรีเพ็ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายพงศธร เหมทานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจรินทร์ ไกรเทพ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย เกษมสันต์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2372/2544
#41124
เปิดฉบับเต็ม

การขอถอนผู้จัดการมรดกจะต้องมีเหตุที่จะถอนและต้องร้องขอก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลง เป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ไม่ใช่คดีที่เกี่ยวกับการจัดการมรดกที่จะต้องฟ้องภายใน 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกเสร็จสิ้นลงซึ่งเป็นเรื่องสิทธิเรียกร้อง คดีนี้ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกประเด็นแห่งคดีจึงมีเพียงว่ามีเหตุให้ถอนผู้จัดการมรดกและได้ร้องขอก่อนการปันมรดกเสร็จสิ้นลงหรือไม่ ไม่มีประเด็นเรื่องคดีขาดอายุความหรือไม่ แม้ผู้ร้องจะกล่าวอ้างมาในคำคัดค้านก็เป็นเรื่องเกินเลยไม่เกี่ยวกับประเด็น เมื่อปรากฏว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิร้องขอถอนผู้ร้องออกจากตำแหน่งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1727 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางชูจิตต์ นิเวศานนท์ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชิต พันธ์นฤกหรือพรรณลึก ผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 591/2526 รับโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 8804 ตำบลเกาะเกิด อำเภอพระราชวัง (บางปะอิน)จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปเป็นของตนโดยไม่ปันมรดกแก่ทายาทอื่นและร้องขอจัดการมรดกโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททั้งปวงเพราะเกรงจะถูกคัดค้านเนื่องจากมีเจตนาไม่สุจริต ขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยตั้งผู้คัดค้านซึ่งเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันเป็นผู้จัดการมรดกแทน

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า เจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 8804 เพียงแปลงเดียว และผู้ร้องรับโอนมรดกที่ดินแปลงนั้นไว้แล้วตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2533 โดยไม่มีทายาทคนใดคัดค้าน การปันมรดกรายนี้เสร็จสิ้นลงเกินกว่า 5 ปีแล้ว คำฟ้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 ผู้คัดค้านเคยต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดทหารบกราชบุรีในคดีหมายเลขแดงที่ 3 ก/2530 และคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 196/2533 จนถูกกองทัพบกถอดยศปลดออกจากราชการโดยไม่มีบำเหน็จบำนาญ จึงขอเงิน 150,000 บาท และรถยนต์เก๋งโฮลเด็นจากผู้ร้องเพื่อนำไปประกอบอาชีพและแสดงเจตนาสละมรดกแล้ว จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกต่อไป ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่าที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นที่ว่าการคัดค้านการจัดการมรดกคดีนี้ขาดอายุความขึ้นวินิจฉัยเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีขอถอนผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีเหตุที่จะถอนและต้องร้องขอก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลง เป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ไม่ใช่คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกที่จะต้องฟ้องภายในห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงซึ่งเป็นเรื่องสิทธิเรียกร้องประเด็นแห่งคดีนี้จึงมีเพียงว่า มีเหตุให้ถอนผู้จัดการมรดกและการร้องขอถอนผู้จัดการมรดกได้ร้องก่อนการปันมรดกเสร็จสิ้นหรือไม่ โดยไม่มีประเด็นเรื่องคดีขาดอายุความฟ้องร้องหรือไม่แม้ผู้ร้องจะกล่าวอ้างมาในคำคัดค้าน ก็เป็นเรื่องเกินเลยไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ศาลล่างหยิบยกเรื่องคดีขาดอายุความการจัดการมรดกตามมาตรา 1733 วรรคสอง ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกนั้น เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังมาดังกล่าวข้างต้น ดังนั้นการปันมรดกคดีนี้จึงเสร็จสิ้นลงตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2533การใช้สิทธิขอถอนผู้จัดการมรดกของผู้คัดค้านจึงพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิร้องขอถอนผู้ร้องออกจากตำแหน่งผู้จัดการมรดก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องคัดค้านนั้นชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1727
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางชูจิตต์ นิเวศานนท์
ผู้คัดค้าน — นายพินิจ พรรณลึก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2370/2544
#36560
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องข้อ 1.6 เกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์บรรยายว่าเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน คนร้ายได้บังอาจลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป แต่ในคำฟ้องข้อ 2.3 เกี่ยวกับความผิดฐานรับของโจรกลับบรรยายว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันรับของโจรทรัพย์ตามข้อ 1.6 ที่มีคนร้ายลักไป แต่ความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดที่ต้องเกิดขึ้นหลังจากมีการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรก่อนย่อมเป็นคำฟ้องที่ขัดต่อสภาพและลักษณะของการกระทำความผิด จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานรับของโจรได้ และเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 213

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 26พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน ได้มีคนร้ายหลายคนร่วมกันเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายสมบัติ พงษ์พานิชผู้เสียหายโดยไม่มีเหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยคนร้ายได้ร่วมกันถอดบานเกร็ดกระจกหน้าต่าง และร่วมกันใช้มีดงัดลูกกรงเหล็กหน้าต่างดังกล่าวจนเปิดออก อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ และเข้าไปในบ้านทางช่องทางหน้าต่างดังกล่าวและร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งเก็บไว้ในเคหสถานดังกล่าวไปโดยทุจริตรวม 11 ครั้ง คิดเป็นราคาทรัพย์สิน 330,600 บาท เหตุเกิดที่แขวงบึงกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร วันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 2 ได้ในคดีอื่นต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ได้พร้อมด้วยรถจักรยานจำนวน 2 คัน พระเครื่อง 1 กล่องและอีก 1 ถุง ซึ่งเป็นทรัพย์บางส่วนของผู้เสียหายที่ถูกลักไปดังกล่าวข้างต้นกับตั๋วรับจำนำโรงรับจำนำพหลโยธินจำนวน 3 ใบ ตั๋วรับจำนำโรงรับจำนำลิบกี่จำนวน 1 ใบ ซึ่งเป็นตั๋วรับจำนำที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันนำทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวไปจำนำไว้กับผู้มีชื่อและติดตามยึดของกลางรวมทั้งหมด 25 รายการ ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายร่วมกันลักเอาไปเป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน ทั้งนี้ตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นคนร้ายลักทรัพย์รวม 11 กรรมต่างกันไปโดยทุจริต หรือมิฉะนั้นจำเลยทั้งสองร่วมกันรับของโจรโดยรับเอาทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวรวม8 กรรมต่างกัน เหตุรับของโจรเกิดที่แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ และแขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ทั้ง 11 ครั้ง ของกลางที่เป็นของผู้เสียหาย ผู้เสียหายได้รับคืนไปแล้ว ส่วนตั๋วจำนำเจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335, 357, 83, 91, 92 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนทรัพย์ของผู้เสียหายรวม 17 รายการ ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคารวมเป็นเงิน176,780 บาท แก่ผู้เสียหาย และขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายด้วย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในข้อหารับของโจร และจำเลยที่ 2รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษตามฟ้องจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกคนละ 3 ปี รวม 8 กระทง จำคุกคนละ 24 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 32 ปีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 ปีให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ตามฟ้องที่จำเลยทั้งสองได้รับมาในความผิดฐานรับของโจรและผู้เสียหายยังไม่ได้รับคืนแก่ผู้เสียหาย ความผิดฐานลักทรัพย์ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานรับของโจร 7 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 21 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 แล้ว เป็นจำคุก 28 ปีลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก14 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับของโจรตามคำฟ้องข้อ 2.3 และข้อ 2.8ได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามคำฟ้องของโจทก์การกระทำความผิดฐานรับของโจรสองข้อดังกล่าวข้างต้นเกิดขึ้นก่อนการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามข้อ 1.6 และ 1.9 ดังนั้น ทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 รับและครอบครองจึงมิใช่ทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานรับของโจรได้ เห็นว่า ตามคำฟ้องข้อ 1.6เกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์บรรยายว่า "เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน2542 เวลากลางวัน คนร้ายได้บังอาจลักกีต้าร์ ยี่ห้อกิ๊บสัน 1 ตัว ฯลฯและกีต้าร์ยี่ห้อไวโอชั่น 1 ตัว ของผู้เสียหายไป" แต่ในคำฟ้องข้อ 2.3ความผิดฐานรับของโจรกลับบรรยายว่า "เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันรับของโจรทรัพย์ตามข้อ 1.6 ดังกล่าวที่มีคนร้ายลักไป" ซึ่งความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดที่เกิดจากการกระทำอันเป็นการอุปการะ ความผิดฐานลักทรัพย์หรือความผิดอื่นดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 เช่น ช่วย ซื้อจำหน่าย หรือรับไว้โดยประการอื่นใด เป็นต้น ความผิดฐานรับของโจรจึงต้องเกิดขึ้นหลังจากมีการกระทำความผิดฐานลักกีต้าร์เกิดขึ้นแล้วเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นก่อนย่อมเป็นคำฟ้องที่ขัดต่อสภาพและลักษณะของการกระทำความผิดอย่างชัดเจน จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ได้และเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225ประกอบด้วยมาตรา 213

สำหรับความผิดฐานรับของโจรตามข้อ 2.8 เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.9 ความผิดฐานลักทรัพย์ว่า มีคนร้ายลักรถจักรยานไปเมื่อวันที่ 22พฤศจิกายน 2542 และคำฟ้องข้อ 2 และข้อ 2.8 ความผิดฐานรับของโจรโจทก์ได้แก้ฟ้องเป็นว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ได้พร้อมด้วยรถจักรยานเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ความผิดฐานรับของโจรจึงเกิดขึ้นภายหลังจากมีการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว คำฟ้องในส่วนนี้ไม่ขัดแย้งหรือเคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นเพียงบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจรรวม 7 กระทง เมื่อพิพากษาลงโทษและลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ตามที่ศาลล่างพิพากษามาแล้ว รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น10 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานรับของโจร 6 กระทงเมื่อเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว จำคุกจำเลยที่ 2ทั้งสิ้น 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 213
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ยงยุทธ ฤกษ์สมผุส กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิชา มั่นสกุล
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2367/2544
#41123
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯมาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินทดแทนนั้น เมื่อศาลวินิจฉัยให้โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่ม การรับผิดชำระดอกเบี้ยจึงต้องนับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนหาใช่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยหรือไม่ และหนังสือของจำเลยที่แจ้งโจทก์ให้ไปรับเงินค่าทดแทนไม่ระบุว่าให้ไปรับเงินวันใดแต่ได้ความว่าจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2539 จึงถือได้ว่าเป็นวันที่จำเลยวางเงินค่าทดแทนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนที่ดิน ส่วนที่เพิ่มนับแต่วันนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามร่วมกันประกอบกิจการค้าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง โดยมีร้านค้าชื่อ อ.วิเศษชัยค้าวัสดุ ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์เลขที่ 39/12 ปลูกสร้างลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 9112และ 9113 แขวงคันนายาว เขตบึงกุ่ม (บางกะปิ) กรุงเทพมหานครเนื้อที่ 186 ตารางวา และ 199 ตารางวา ตามลำดับ ถูกเวนคืนทั้งหมดเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางพลี)บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (วังน้อย) จำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนอาคารพาณิชย์เป็นเงิน 1,705,754 บาท (น่าจะเป็น1,785,754) กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 ในราคาตารางวาละ 15,000 บาท เป็นเงิน 2,790,000 บาท และกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9113 ในราคาตารางวาละ 40,000บาท เป็นเงิน 7,960,000 บาท โจทก์ทั้งสามได้รับเงินค่าทดแทนดังกล่าวแล้วพร้อมยื่นอุทธรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมวินิจฉัยให้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 เพิ่มเป็นตารางวาละ 30,000 บาท เป็นเงิน 2,790,000 บาท และโฉนดเลขที่ 9113 เป็นตารางวาละ 52,500 บาท เป็นเงิน 2,487,500บาท ส่วนสิ่งปลูกสร้างยังมิได้รับการพิจารณา โจทก์ทั้งสามเห็นว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่เป็นธรรมเพราะที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสามมีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลบังคับใช้ไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 77,000,000 บาทจำเลยต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มอีก 60,972,500 บาทส่วนอาคารพาณิชย์ โจทก์ทั้งสามขอเงินค่าทดแทนเพิ่มอีกเพียง1,000,000 บาท และขอคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินร้อยละ 10.75ต่อปี ของเงินค่าทดแทนเพิ่มทั้งหมด 61,972,500 บาท นับตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2539 ซึ่งเป็นวันอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนเพิ่มจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,772,384.37 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 69,744,884.37 บาท แก่โจทก์ทั้งสามพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินจากเงินค่าทดแทนที่จะต้องชำระนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ทั้งสามถูกต้องแล้ว นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9113 เป็นตารางวาละ 52,500 บาทและเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 เป็นตารางวาละ30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในปี 2536 นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสาม ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแล้ว โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มและจำเลยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 12,847,500บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คำขออื่นและฟ้องโจทก์ที่ 3 ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 และ9113 แขวงคันนายาว เขตบึงกุ่ม (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่186 ตารางวา และ 199 ตารางวา ตามลำดับ พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืออาคารพาณิชย์เลขที่ 39/12 ที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในเขตที่ดินที่จะถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางพลี) - บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1(วังน้อย) พ.ศ. 2536 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์เป็นเงิน1,785,754 บาท กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9112ในราคาตารางวาละ 15,000 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 9113ราคาตารางวาละ 40,000 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนที่ดินสิ่งปลูกสร้างและค่าทดแทนพืชผลทั้งสิ้น 12,541,354 บาทซึ่งโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ที่ 1 และที่ 2ไม่พอใจจึงอุทธรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณาอุทธรณ์แล้วกำหนดให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 เพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละ 30,000 บาทที่ดินโฉนดเลขที่ 9113 เพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละ 52,500 บาทโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เพิ่มครบถ้วนแล้วปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นตารางวาละ 75,000บาท เท่ากัน เหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า...ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตารางวาละ75,000 บาท เท่ากันทั้งสองแปลงนั้นเป็นราคาที่สูงเกินไปเงินค่าทดแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2ผู้ถูกเวนคืนและสังคมควรเป็นตารางวาละ 65,000 บาท เท่ากันทั้งสองแปลง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ที่ 1และที่ 2 มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เพิ่มนับแต่วันใด เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" ดังนั้น เมื่อศาลวินิจฉัยให้โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่ม โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ย่อมมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทน หาใช่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดดังที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยหรือไม่ และหนังสือของจำเลยที่แจ้งโจทก์ที่ 1 และที่ 2ได้ไปรับเงินค่าทดแทนไม่ระบุว่าให้ไปรับเงินวันใด แต่ได้ความว่าจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 20มิถุนายน 2539 วันดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นวันที่จำเลยวางเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เพิ่มนับแต่วันที่ 20มิถุนายน 2539 ตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 8,997,500บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับตั้งแต่วันที่ 20มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 ม. 26 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบรรจง หงส์วิเศษชัย กับพวก
จำเลย — กรมทางหลวง
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2366/2544
#41122
เปิดฉบับเต็ม

พ. ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่ถูกเวนคืนกับนายอำเภอภาษีเจริญและรับเงินค่าทดแทนไปครบถ้วนแล้ว โดยสัญญาจะซื้อจะขายมีข้อความว่า พ. ผู้ขายตกลงขายที่ดินให้แก่ผู้ซื้อเพื่อจัดสร้างถนน โดยจะนำโฉนดไปขอรังวัดแบ่งแยกเป็นที่ดินสาธารณะและให้ผู้ซื้อมีสิทธิเข้าดูแลสถานที่ได้ทันทีนับแต่วันทำสัญญา เห็นได้ชัดเจนว่า พ. มีเจตนาขายที่ดินพิพาทเพื่อให้ก่อสร้างถนนสาธารณะโดยให้ยอมสร้างได้ทันที ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันทันทีนับแต่วันทำสัญญา แม้ภายหลังจะไม่ได้มีการจดทะเบียนโอนกันก็ตาม ที่ดินพิพาทจึงจะโอนให้แก่กันมิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 การที่ พ. แบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทออกเป็นชื่อของ พ. แล้วมีการโอนต่อให้ อ. และ อ. นำไปขายฝากให้แก่ น. แล้ว น. โอนให้แก่โจทก์ผู้รับโอนต่อ ๆ มารวมทั้งโจทก์ก็หาได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของ พ. ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้เยาว์และเป็นบุตรของนายวิโรจน์ มากธนะรุ่ง โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 46554 ตำบลบางไผ่ (บางเชือกหนังฝั่งใต้) อำเภอภาษีเจริญกรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 2 งาน 28 ตารางวา จำเลยทั้งสองได้บุกรุกเข้าไปก่อสร้างถนนและคอสะพานข้ามคลองในที่ดินของโจทก์ทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนและขนย้ายวัสดุสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย6,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนขนย้ายวัสดุสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทเพราะที่ดินแปลงดังกล่าวเจ้าของเดิมคือนายพลบ พุ่มประกอบหรือพุ่มประดับ ได้โอนและแบ่งแยกโฉนดออกมาเนื่องจากถูกเวนคืนเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเมื่อปี 2508 โจทก์ทั้งสองผู้รับโอนจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอน และขนย้ายวัสดุสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 46554ตำบลบางไผ่ (บางเชือกหนังฝั่งใต้) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานครและให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 80,000บาท และชำระค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 จะรื้อถอนและขนย้ายวัสดุสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 4,000 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2497 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่หลายอำเภอ รวมทั้งอำเภอภาษีเจริญ เพื่อก่อสร้างถนนโดยพระราชกฤษฎีกานี้ให้มีอายุ4 ปี ตามพระราชกฤษฎีกาเอกสารหมาย ล.1 แต่การเวนคืนยังไม่แล้วเสร็จ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2501 มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 22 ขยายเวลาตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับสืบต่อไปอีกมีกำหนด 3 ปี ตามประกาศของคณะปฏิวัติเอกสารหมาย ล.2แต่การเวนคืนยังไม่แล้วเสร็จอีก วันที่ 6 พฤศจิกายน 2504 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เดิมอีก โดยพระราชกฤษฎีกานี้ให้มีอายุ 5 ปี ตามพระราชกฤษฎีกาเอกสารหมาย ล.3 แต่การเวนคืนก็ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จอีก วันที่ 4 พฤศจิกายน 2509 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เดิมอีกโดยพระราชกฤษฎีกานี้ให้มีอายุ 3 ปี ซึ่งครบกำหนดอายุตามพระราชกฤษฎีกาในวันที่ 5พฤศจิกายน 2512 โดยพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจะเวนคืนที่ดินครอบคลุมถึงที่พิพาทตามพระราชกฤษฎีกาเอกสารหมายล.4 หลังจากนั้นไม่มีการออกพระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินพิพาทเป็นการเฉพาะตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2497 มาตรา 8 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น ที่ดินพิพาทคือที่ดินโฉนดเลขที่ 46554 ตำบลบางไผ่ (บางเชือกหนังฝั่งใต้) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 2 งาน 28 ตารางวา ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 เดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1320เนื้อที่ 32 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา มีนายพลบ พุ่มประดับเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.5 ต่อมาได้จดทะเบียนแบ่งแยกออกเป็นที่ดินพิพาทและมีชื่อนายเผือดพุ่มประดับ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ป้าของโจทก์ทั้งสองได้จดทะเบียนรับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากนายอังกูร แต่นายอังกูรไม่ได้ไถ่ถอนที่ดินพิพาทนางนิภาจึงจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหลานเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2538 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4ต่อมาเดือนมกราคม 2539 จำเลยที่ 1 ได้ให้จำเลยที่ 2 เข้าไปทำการก่อสร้างสะพานในที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวจะต้องวินิจฉัยก่อนว่านายพลบ พุ่มประดับ ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับนายอำเภอภาษีเจริญตามเอกสารหมาย ล.7 จริงหรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังว่าไม่มีการซื้อขายกันจริง ในปัญหานี้ โจทก์มีนายวิโรจน์ มากธนะรุ่งบิดาโจทก์ทั้งสองเบิกความว่า ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ซื้อที่ดินพิพาทจากนายพลบนั้นพยานได้สอบถามนายเผือดบุตรของนายพลบพร้อมทั้งให้นายเผือดดูสัญญาจะซื้อจะขายในช่องลายมือชื่อเจ้าของที่ดิน ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.10 หรือล.7 นายเผือดบอกว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของนายพลบ หากเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของนายพลบจะลงลายมือชื่อว่า "นายพลบ"ตามที่ได้เคยลงลายมือชื่อไว้ในโฉนดที่ดินและลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.14 เห็นว่า แม้ลายมือชื่อนายพลบในเอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.14 นายพลบจะลงลายมือชื่อว่า"นายพลบ" โดยมีคำว่า "นาย" ด้วย แต่ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.10 หรือ ล.7 นายพลบลงลายมือชื่อว่า "พลบ"เฉย ๆ ไม่มีคำว่า "นาย" ก็ตาม ก็ไม่มีข้อบ่งชี้โดยชัดแจ้งว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน และโจทก์ทั้งสองก็มิได้นำสืบโดยอ้างผู้เชี่ยวชาญมาตรวจพิสูจน์ว่าลายมือชื่อของนายพลบในสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.10 หรือ ล.7 เป็นลายมือชื่อปลอม ส่วนจำเลยที่ 1 มีนายสุรศักดิ์ นายช่างสำรวจของจำเลยที่ 1ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการเวนคืนที่ดินเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 25มกราคม 2508 นายพลบได้ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่นายอำเภอภาษีเจริญซึ่งได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีเอกสารสัญญาจะซื้อจะขายหมาย ล.7มาประกอบคำเบิกความ และได้จ่ายเงินค่าทดแทนไปแล้วตามเอกสารหมาย ล.8 และนับตั้งแต่นายพลบทำสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย ล.7 แล้วก็ไม่ปรากฏว่านายพลบหรือทายาทของนายพลบได้ร้องเรียนว่านายพลบไม่ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินและยังรับเงินไม่ครบแต่อย่างใดจนบัดนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า นายพลบได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับนายอำเภอภาษีเจริญ ตามเอกสารหมาย ล.7 จริงและรับเงินค่าทดแทนไปครบถ้วนแล้ว นอกจากนี้เมื่อพิจารณาข้อความในสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย ล.7 ข้อ 1 ที่ระบุว่า "ผู้ขายยินยอมตกลงขายที่ดินดังระบุไว้ในสัญญานี้...ให้แก่ผู้ซื้อเพื่อจัดสร้างถนนตามโครงการพุทธมณฑล โดยผู้ขายจะนำโฉนดไปขอทำการรังวัดแบ่งแยกหักเป็นที่ดินสาธารณะ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดธนบุรี..."และข้อ 3 ระบุว่า "นับแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไปผู้ซื้อมีสิทธิเข้าดูแลสถานที่ได้ทันทีและผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อหรือผู้แทนผู้ซื้อเข้าจัดการสร้างถนนตามโครงการพุทธมณฑลได้" แล้ว จะเห็นได้ชัดเจนถึงเจตนาของนายพลบผู้ขายว่ามีเจตนาขายที่ดินพิพาทเพื่อให้ก่อสร้างถนนสาธารณะโดยยอมให้สร้างได้ทันทีนับแต่วันทำสัญญา ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันทันทีนับตั้งแต่วันทำสัญญาคือวันที่ 25 มกราคม 2508แม้ภายหลังจะไม่ได้มีการจดทะเบียนโอนกันก็ตาม เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งจะโอนแก่กันมิได้ตามมาตรา 1305 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่นายพลบแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1320ในส่วนที่ถูกเวนคืนจำนวนเนื้อที่ 2 งาน 28 ตารางวา แล้วออกเป็นโฉนดเลขที่ 46554 ในชื่อของนายเผือดซึ่งเป็นบุตรจึงไม่อาจกระทำได้เป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น การที่นายพลบโอนที่ดินพิพาทให้แก่นายเผือด แล้วนายเผือดโอนต่อให้นายอังกูรและนายอังกูรนำไปขายฝากให้แก่นางนิภา แล้วนางนิภาโอนให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น ผู้รับโอนต่อ ๆ มารวมทั้งโจทก์ทั้งสอง ก็หาได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของนายพลบไม่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท และไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 แม้วินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น จึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1305
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สันติ มากธนะรุ่ง กับพวก
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2365/2544
#40563
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2482 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุมาตรา 5,7 และ 9 ห้ามกระทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นห้ามเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและห้ามมีไว้ในครอบครองซึ่งรังนกอีแอ่นที่ได้มาโดยฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว จำเลยเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงมีความผิดฐานเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเป็นความผิดสำเร็จทันที ที่จำเลยเข้าเก็บรังนกอีแอ่น และเป็นการกระทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นไปพร้อมกันด้วย จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90ส่วนที่จำเลยครอบครองรังนกอีแอ่นที่ได้มาจากการกระทำผิดต่อมาเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังและแยกเป็นคนละส่วนจากการกระทำผิดครั้งแรกได้ จึงถือได้ว่าจำเลยกระทำผิดอีกกรรมหนึ่งต่างหากจากการกระทำผิดข้างต้นจึงเป็นการกระทำผิดต่างกรรมกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 226/2542 ของศาลชั้นต้นโดยให้เรียกจำเลยในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 3 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติไปในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นเพราะจำเลยที่ 3ถึงแก่ความตาย

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความอย่างเดียวกันว่าเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2539 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาอีก 4 คน ได้ร่วมกันวางแผนลักทรัพย์รังนกอีแอ่นของบริษัทรังนกแหลมทอง (สยาม) จำกัด ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทานเก็บรังนกอีแอ่นบนเกาะสี่เกาะห้าซึ่งเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ผู้อื่นและมีกำหนดโทษตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไปและจำเลยทั้งสามกับพวกดังกล่าวได้ร่วมกันขึ้นไปบนเกาะรูสิบ (ถ้ำไทร)ซึ่งเป็นเกาะที่มีรังนกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติซึ่งเป็นเขตห้ามตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเกาะที่นกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติพุทธศักราช 2485 และตามใบแนบท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้ตามกฎหมายและจำเลยทั้งสามกับพวกดังกล่าวได้ทราบความดังกล่าวแล้วทั้งนี้จำเลยทั้งสามกับพวกไม่ใช่ผู้ได้รับอนุญาต แล้วจำเลยทั้งสามกับพวกดังกล่าวได้ร่วมกันเก็บรังนกอีแอ่นบนเกาะรูสิบ (ถ้ำไทร)หมู่เกาะสี่เกาะห้า ซึ่งเป็นเขตห้ามดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยใช้ไม้และเหล็กแทงรังนกอีแอ่นซึ่งติดอยู่ที่ผนังถ้ำให้หลุดออกจากผนังถ้ำ อันเป็นการกระทำใด ๆ อันสามารถเป็นอันตรายแก่นกอีแอ่นหรืออาจเป็นเหตุให้นกอีแอ่นละทิ้งไปจากเกาะรูสิบซึ่งเป็นเกาะที่นกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติและเป็นการกระทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นที่มีอยู่ตามธรรมชาติบนเกาะแล้วจำเลยทั้งสามกับพวกดังกล่าวได้ร่วมกันลักเอารังนกอีแอ่นที่ร่วมกันแทงหลุดออกจากผนังถ้ำดังกล่าว จำนวน 0.5 กิโลกรัมราคา 3,500 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานรังนกอีแอ่นไปเสียจากการครอบครองโดยเจตนาทุจริตโดยร่วมกันใช้เรือมาดไม้ติดเครื่องยนต์เป็นยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดและเพื่อการพาเอาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ภายหลังจากจำเลยทั้งสามกับพวกดังกล่าวได้กระทำความผิดดังกล่าวแล้วจำเลยทั้งสามกับพวกดังกล่าวได้บังอาจร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งรับนกอีแอ่นชนิดดำ จำนวน 0.5 กิโลกรัม ราคา 3,500 บาทโดยรู้อยู่แล้วว่ารังนกดังกล่าวได้มาโดยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พุทธศักราช 2482 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 210, 213,334, 335, 336 ทวิ พระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2482มาตรา 4, 5, 6, 7, 9, 10, 12 พระราชกฤษฎีกากำหนดเกาะที่นกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติเป็นเขตห้าม พ.ศ. 2485 มาตรา 3 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2482 มาตรา 4, 5วรรคแรก, 6, 7, 9, 10, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเก็บรังนกอีแอ่น จำคุกคนละ 1 ปี ฐานครอบครองรังนกอีแอ่นให้จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 2 ปีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ของกลางริบ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90หรือเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พฤติการณ์และการกระทำของจำเลยที่ 1ตามฟ้อง จำเลยที่ 1 มีเจตนาที่แท้จริงเพื่อให้ได้มาซึ่งรังนกอีแอ่นเท่านั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เห็นว่าพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2482 ฉบับเดิมซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ มาตรา 5, 7 และ 9 บัญญัติห้ามกระทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่น ห้ามเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและห้ามมีไว้ในครอบครองซึ่งรังนกอีแอ่นที่ได้มาโดยฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว จำเลยที่ 1 เก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามที่กฎหมายกำหนดไว้ จำเลยที่ 1จึงมีความผิดฐานเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายความผิดดังกล่าวเป็นความผิดสำเร็จทันทีที่จำเลยที่ 1 เข้าเก็บรังนกอีแอ่น และการกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นที่มีอยู่ตามธรรมชาติตามที่กฎหมายกำหนดห้ามไว้ไปพร้อมกันด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1จึงเป็นการกระทำที่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนที่จำเลยที่ 1ครอบครองรังนกอีแอ่นที่ได้มาจากการกระทำผิดดังกล่าวแล้วข้างต้นต่อมาเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังและแยกเป็นคนละส่วนจากการกระทำผิดครั้งแรกแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1กระทำผิดต่อกฎหมายอีกกรรมหนึ่งต่างหากจากการกระทำผิดข้างต้น และเป็นการกระทำผิดต่างกรรมกันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2482 ม. 5 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย สุวิทย์ แก้วมณี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2365/2544
#69181
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขึ้นไปบนเกาะสัมปทานรังนกอีแอ่นของผู้อื่น แล้วใช้ไม้และเหล็กแทงรังนกอีแอ่นซึ่งติดอยู่กับผนังถ้ำให้หลุดออก และลักเอาไป หลังจากนั้นจำเลยได้ครอบครองรังนกอีแอ่นที่ร่วมกันลักไป ซึ่งตามพ.ร.บ. อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2482 ที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุมาตรา 5, 7 และ 9 ห้ามกระทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่น ห้ามเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย และห้ามมีไว้ในครอบครองซึ่งรังนกอีแอ่นที่ได้มาโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดฐานเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายซึ่งเป็นความผิดสำเร็จทันทีที่จำเลยเข้าเก็บรังนกอีแอ่น และการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นที่มีอยู่ตามธรรมชาติตามที่กฎหมายห้ามไว้ไปพร้อมกันด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ.มาตรา 90 ส่วนที่จำเลยครอบครองรังนกอีแอ่นที่ได้มาจากการกระทำความผิดต่อมาเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังและแยกเป็นคนละส่วนจากการกระทำผิดครั้งแรกได้ จึงถือได้ว่า จำเลยกระทำผิดอีกกรรมหนึ่งต่างหากจากการกระทำความผิดข้างต้น จึงเป็นความผิดต่างกรรมกันตาม ป.อ.มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่๒๒๖/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในคดีนี้ว่าจำเลยที่ ๑ ที่๒ และเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ ๓ แต่คดีสำหรับจำเลยที่ ๓ยุติไปในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นเพราะจำเลยที่ ๓ ถึงแก่ความตาย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับพวกขึ้นไปบนเกาะสัมปทานรังนกอีแอ่นของผู้อื่น โดยร่วมกันเก็บรังนกอีแอ่นโดยใช้ไม้และเหล็กแทงรังนกซึ่งติดอยู่ที่ผนังถ้ำให้หลุดออก อันเป็นอันตรายแก่นกอีแอ่น หรือเป็นเหตุให้นกอีแอ่นละทิ้งไปจากเกาะและเป็นการทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แล้วลักเอารังนกอีแอ่นดังกล่าวไป ภายหลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับพวก ได้มีไว้ในครอบครองซึ่งรังนกอีแอ่นที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับพวก ร่วมกันลักไปขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ และ ที่๒ ฐานเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานกระทำให้เกิดความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และฐานครอบครองรังนกอีแอ่นที่ได้มาจากการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. ๒๔๘๒ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒,๓๓,๘๓,๙๑,๒๑๐,๒๑๓,๓๓๔,๓๓๕,๓๓๖ทวิ พ.ร.บ.อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.๒๔๘๒ มาตรา๔,๕,๖,๗,๙,๑๐,๑๒ พ.ฎ.ก.กำหนดเกาะที่นกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติเป็นเขตห้าม พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา๓ ริบของกลาง

จำเลยที่ ๑ และที่๒ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ และที่๒ มีความผิดตามพ.ร.บ.อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.๒๔๘๒ มาตรา๔,๕ วรรคแรก,๖,๗,๙,๑๐,๑๒ ป.อ. มาตรา๙๑ฐานเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเก็บรังนกอีแอ่น จำคุกคนละ ๑ ปี ฐานครอบครองรังนกอีแอ่น จำคุกคนละ ๑ ปี รวมจำคุกคนละ ๒ ปี จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามป.อ.มาตรา๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ ๑ ปี ๔ เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ของกลางริบ

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค๙ พิพากษายืน

จำเลยที่๑ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ มีว่า การกระทำของจำเลยที่๑เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ หรือเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า พฤติการณ์และการกระทำของจำเลยที่ ๑ ตามฟ้อง จำเลยที่ ๑ มีเจตนาแท้จริงเพื่อให้ได้มาซึ่งรังนกอีแอ่นเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เห็นว่า พระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่นฉบับเดิมซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ มาตรา๕, ๗ และ ๙ บัญญัติห้ามกระทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่น ห้ามเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย และห้ามมีไว้ในครอบครองซึ่งรักนกอีแอ่นที่ได้มาโดยฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว จำเลยที่ ๑ เก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามที่กฎหมายกำหนดไว้ จำเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดสำเร็จทันทีที่จำเลยที่ ๑ เข้าเก็บรังนกอีแอ่น และการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นที่มีอยู่ตามธรรมชาติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ไปพร้อมกันด้วย การกระทำของจำเลยที่๑เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ส่วนที่จำเลยที่๑ครอบครองรังนกอีแอ่นที่ได้มาจากการกระทำผิดดังกล่าวแล้วข้างต้นต่อมาเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังและแยกเป็นคนละส่วนจากการกระทำผิดครั้งแรกแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ กระทำผิดต่อกฎหมายอีกกรรมหนึ่งต่างหากจากการกระทำผิดข้างต้น และเป็นการกระทำผิดต่างกรรมกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ มานั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน

นายสุพจน์ แสงประชากุล ผู้ช่วยฯ

ร.ท.นิตินาถ บุญมา นิติกร ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายโชติช่วง ทัพวงศ์ ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2482 ม. 5 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นายสุวิทย์ แก้วมณี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายวินิจ แกล้วทนงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2359/2544
#41121
เปิดฉบับเต็ม

การส่งใช้เงินค่าหุ้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1119,1120 และ 1221 กำหนดให้ต้องส่งใช้เป็นเงินเท่านั้น โดยกรรมการของบริษัทจะเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าหุ้นตามวิธีการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้มีจดหมายส่งลงทะเบียนบอกกล่าวเรียกเก็บเงินค่าหุ้นไปยังผู้ร้อง หรือผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆแต่อย่างใด ที่ผู้ร้องอ้างว่า เมื่อจำเลยเรียกเก็บเงินค่าหุ้นจึงได้มีการตกลงกันภายในระหว่างสองบริษัทว่า "หนี้ค่าหุ้นที่ทวงถามไปนั้น บริษัทจำเลยขอให้บริษัทผู้ร้องชำระค่าหุ้นที่เหลือเป็นวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างแทนการชำระเป็นเงิน" ข้อตกลงดังกล่าวหากมีจริงก็ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมตั้งบริษัทข้อตกลงที่ผู้ร้องอ้างจึงไม่มีผลผูกพันจำเลย นอกจากนี้ในส่วนงบดุลและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยกฎหมายก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามข้อความที่ได้บันทึกไว้นั้นทุกประการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1024จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว หาใช่ว่าผู้คัดค้านมีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าผู้ร้องค้างชำระค่าหุ้นดังที่ผู้ร้องฎีกาไม่ พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องชำระค่าหุ้นที่ค้างชำระให้แก่จำเลยแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2536 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2538 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนพบว่าจำเลยมีสิทธิเรียกร้องค่าหุ้นที่ค้างชำระจากผู้ร้องมูลค่าหุ้นละ70 บาท จำนวน 35,998 หุ้น จึงมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องนำเงินค่าหุ้นที่ค้างจำนวน 2,519,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดไปชำระแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ร้องมีหนังสือปฏิเสธหนี้ดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยอ้างว่าได้ชำระค่าหุ้นแก่จำเลยครบถ้วนแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือลงวันที่ 29 มีนาคม 2538 ยืนยันจำนวนหนี้และให้ผู้ร้องชำระค่าหุ้นที่ค้างชำระเป็นเงินจำนวน 2,519,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กันยายน 2537 (วันผิดนัด)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนด14 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องชำระค่าหุ้นเต็มตามมูลค่าหุ้นแก่จำเลยครบถ้วนแล้ว โดยชำระค่าหุ้นที่ค้างด้วยวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจเรียกให้ผู้ร้องชำระค่าหุ้นพร้อมดอกเบี้ยอีก ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายชื่อผู้ร้องออกจากบัญชีรายชื่อลูกหนี้ของจำเลย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า จากงบดุลที่ผู้ตรวจสอบบัญชีได้จัดทำขึ้นโดยอาศัยเอกสารทางบัญชีของจำเลย มิได้ระบุว่าผู้ร้องได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว แม้ผู้ร้องจะได้ปฏิเสธหนี้ต่อผู้คัดค้านภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย แต่ผู้ร้องไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาให้ผู้คัดค้านสอบสวนให้เห็นได้ว่าเป็นจริงดังที่ผู้ร้องปฏิเสธ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องได้ชำระค่าหุ้นที่ค้างชำระมูลค่าหุ้นละ70 บาท ด้วยวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างแทนการชำระด้วยเงินสดแล้วหรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1119 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "หุ้นทุก ๆ หุ้น จำต้องให้ใช้เป็นเงินจนเต็มค่า เว้นแต่หุ้นซึ่งออกตามบทบัญญัติมาตรา 1108 อนุมาตรา (5) หรือมาตรา 1221"และวรรคสองบัญญัติว่า "ในการใช้เงินเป็นค่าหุ้นนั้น ผู้ถือหุ้นจะหักหนี้กับบริษัทหาได้ไม่" มาตรา 1120 บัญญัติว่า "บรรดาเงินค่าหุ้นซึ่งยังจะต้องส่งอีกนั้น กรรมการจะเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้เสียมื่อใดก็ได้ เว้นแต่ที่ประชุมใหญ่จะได้วินิจฉัยเป็นอย่างอื่น" มาตรา 1121 บัญญัติว่า "การเรียกเงินค่าหุ้นแต่ละคราวนั้น ท่านบังคับว่าให้ส่งคำบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ต่ำกว่ายี่สิบเอ็ดวันด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์ และผู้ถือหุ้นทุกคนจะต้องใช้เงินตามจำนวนที่เรียกนั้น สุดแต่กรรมการจะได้กำหนดไปว่าให้ส่งไปยังผู้ใด ณ ที่ใด และเวลาใด" ดังนี้ เห็นได้ว่ากฎหมายกำหนดให้การส่งใช้เงินค่าหุ้นต้องเป็นเงินเท่านั้น โดยกรรมการของบริษัทจะเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าหุ้นตามวิธีการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์ แต่ปรากฏหลักฐานตามงบดุลและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย จพท.2 และ จพท.3 ว่าผู้ร้องและบุคคลอื่น ๆที่เป็นผู้ถือหุ้นต่างก็ค้างชำระค่าหุ้นเช่นเดียวกัน ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้มีจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์บอกกล่าวเรียกเก็บเงินค่าหุ้นไปยังผู้ร้องหรือผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ แต่อย่างใด ผู้ร้องอ้างว่า เมื่อจำเลยเรียกเก็บเงินค่าหุ้นจึงได้มีการตกลงกันภายในระหว่างสองบริษัทว่า "หนี้ค่าหุ้นที่ทวงถามไปนั้น บริษัทจำเลยขอให้บริษัทผู้ร้องชำระค่าหุ้นที่เหลือเป็นวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างแทนการชำระเป็นจำนวนเงิน" ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่ามีบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมาสนับสนุนและข้อตกลงดังกล่าวหากมีจริงก็ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมตั้งบริษัทข้อตกลงที่ผู้ร้องอ้างจึงไม่มีผลผูกพันจำเลย นอกจากนี้ในส่วนงบดุลและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยกฎหมายก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าย่อมเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามข้อความที่ได้บันทึกไว้นั้นทุกประการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1024จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว หาใช่ว่าผู้คัดค้านมีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าผู้ร้องค้างชำระค่าหุ้นดังที่ผู้ร้องฎีกาไม่ ผู้ร้องคงมีเพียงนายเตมีย์วุฒิวีรพงศ์ ผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องมาเบิกความว่าผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลย ผู้ถือหุ้นได้ตกลงในที่ประชุมบริษัทว่า การชำระค่าหุ้นแบ่งเป็น 2 อย่าง ครั้งแรกชำระ 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินสดและครั้งต่อมาที่ประชุมบริษัทมีมติว่าให้นำวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างชำระแทนเงินสด เหตุที่ที่ประชุมบริษัทมีมติเช่นนั้น เพราะจำเลยประมูลงานได้ที่อาคารใบหยกทาวเวอร์ 2 ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเอกสารหมาย ร.ค.16 หลังจากประมูลงานได้แล้ว จำเลยเกิดภาวะการเงินไม่คล่องตัว ที่ประชุมบริษัทจึงลงมติให้ผู้ร้องนำวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างชำระแทนเงินค่าหุ้นและจำเลยก็ได้เบิกวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างจากผู้ร้องไปตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2534ถึงวันที่ 25 เมษายน 2535 ตามเอกสารหมาย ร.ค.2 ถึง ร.ค.11และ ร.ค.17 ถึง ร.ค.21 เหตุที่จำเลยไม่ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงเรื่องการชำระค่าหุ้น ก็เพราะติดขัดข้อบังคับของหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 17 เรื่องการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นจะต้องมีผู้ถือหุ้นรวมทั้งหมด75 เปอร์เซ็นต์ จึงจะครบองค์ประชุม แต่จำเลยมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติ 49 เปอร์เซ็นต์ และเดินทางกลับต่างประเทศจึงไม่อาจประชุมได้ ข้อนำสืบของผู้ร้องดังกล่าวไม่สมเหตุผลเพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เรียกให้ชำระค่าหุ้นที่ค้างชำระตั้งแต่เมื่อใด ผู้ร้องอ้างว่าที่ประชุมบริษัทมีมติอนุมัติให้ชำระค่าหุ้นด้วยวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างแทนเงินสด แต่ก็ไม่มีหลักฐานบันทึกรายงานการประชุมมาแสดง แม้กระทั่งการที่ผู้ร้องได้ส่งวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2535 และได้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2535 ตามที่ปรากฏในงบดุลเอกสารหมาย จพท.2 ก็ไม่มีระบุว่ามีการชำระค่าหุ้นของผู้ร้องด้วยวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างแทนเงินสดแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่ในวันที่ 27เมษายน 2535 นั้น ผู้ร้องอ้างว่าได้มีหนังสือตามเอกสารหมาย รค.1แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับราคาวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่เบิกทั้งหมดแก่จำเลยเพื่อจะให้ดำเนินการทางบัญชีต่อไป แต่ก็หาได้มีการดำเนินการเช่นว่านั้นไม่ อย่างน้อยผู้ร้องได้เข้าประชุมผู้ถือหุ้นด้วยในวันที่ 30 เมษายน 2535 ซึ่งได้อนุมัติงบดุลก็น่าจะพูดถึงเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ปรากฏ เมื่อผู้คัดค้านได้มีหนังสือทวงหนี้ไปยังผู้ร้องตามเอกสารหมาย จพท.4 ผู้ร้องได้มีหนังสือปฏิเสธหนี้โดยอ้างว่าชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้วตามเอกสารหมาย จพท.5ครั้นผู้คัดค้านได้แจ้งให้ผู้ร้องนำพยานหลักฐานมาให้สอบสวนผู้ร้องก็หานำมาให้สอบสวนแต่อย่างใดไม่ พยานหลักฐานของผู้ร้องรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องชำระค่าหุ้นที่ค้างชำระให้แก่จำเลยแล้วที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1119 ม. 1120 ม. 1221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดติ่งโลหะกิจ
ผู้ร้อง — บริษัทรวมนครก่อสร้าง (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทมัลติเพล็กซ์ อาร์.เอ็น.ซี. (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2333/2544
#41120
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนในที่ดิน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ร้องมาทราบคำสั่งในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2541 แต่ถึงวันดังกล่าวศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์และให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ จำเลย และเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 15 วัน ดังนี้เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้ส่งคำสั่งดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องโดยชอบ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ถูกต้อง แม้จะได้ความว่าผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ส่วนจำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 มิได้นำส่ง ก็ยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องทิ้งฟ้องอุทธรณ์

ผู้ร้องร้องขอกันส่วนอ้างว่า ส. ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินแทนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และ อ. ผู้ร้องในฐานะภรรยาจำเลยที่ 2 ขอกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวกึ่งหนึ่งเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเห็นได้ว่าคำร้องของผู้ร้องไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 9ถึงที่ 15 ทั้งในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น ก็มิได้ส่งหมายนัดให้จำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 แต่อย่างใด จำเลยที่ 9 ถึงที่ 15จึงไม่ใช่จำเลยอุทธรณ์ กรณีไม่จำต้องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 9ถึงที่ 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 19679 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินดังกล่าวมีชื่อนายสมบูรณ์สุพรรณธะริดา เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 ซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้ผู้ร้องกึ่งหนึ่งเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 4 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่ภรรยาของจำเลยที่ 2ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าผู้ร้องทิ้งฟ้องอุทธรณ์ และให้จำหน่ายคดีนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีได้ความตามสำนวนว่า จำเลยที่ถูกโจทก์ฟ้องมีทั้งหมด 15 คน ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 19679 ตามคำร้องที่โจทก์นำยึดบังคับคดีมีชื่อนายสมบูรณ์ สุพรรณธะริดา เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนในที่ดินดังกล่าวโดยอ้างว่านายสมบูรณ์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนจำเลยที่ 2 ผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วยในฐานะที่ผู้ร้องเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ร้องมาทราบคำสั่งในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2541 ครั้นถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์2541 อันเป็นวันครบกำหนด ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งประการใด ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์จำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ภายใน 15 วัน ให้ผู้ร้องนำส่งภายใน 7 วัน หากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 24กุมภาพันธ์ 2541 ที่ให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ จำเลยเจ้าพนักงานบังคับคดี นั้น ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้ส่งคำสั่งดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องโดยชอบ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงนับว่าไม่ถูกต้อง แม้จะได้ความว่าผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ส่วนจำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 มิได้นำส่งก็ยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา 246นอกจากนั้นยังปรากฏว่าในชั้นร้องขอกันส่วนของผู้ร้องนี้ ผู้ร้องอ้างว่านายสมบูรณ์ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดเลขที่ 19679 แทนจำเลยที่ 2 ที่ 3และนายอาภรณ์ สุพรรณธะริดา ด้วย ผู้ร้องในฐานะภรรยาจำเลยที่ 2ขอกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวกึ่งหนึ่งเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเห็นได้ว่าคำร้องของผู้ร้องไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 9 ถึงที่ 15ทั้งในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นก็มิได้ส่งหมายนัดให้จำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 แต่อย่างใด จำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 จึงไม่ใช่จำเลยอุทธรณ์ กรณีไม่จำต้องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าผู้ร้องทิ้งฟ้องอุทธรณ์และให้จำหน่ายคดีนั้นจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(2) ประกอบด้วยมาตรา 247
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 229 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — นาง ลลนา สุพรรณธะริดา
จำเลย — บริษัท ยูนิโก้เคมี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2333/2544
#42013
เปิดฉบับเต็ม

ในส่วนคดีอาญาจำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามเช็คอันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะรอการพิจารณาคดีส่วนแพ่งไว้ เพื่อรอฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ได้นำเช็คพิพาทในคดีนี้ไปฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาอีกคดีหนึ่งต่อศาลแขวงนนทบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ 571/2541ซึ่งการสืบพยานในคดีอาญาดังกล่าวและในคดีนี้อาศัยข้อเท็จจริงเดียวกันหากศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีอาญาดังกล่าวจะเป็นการไม่ถูกต้อง ดังนั้น จึงขอให้ศาลฎีกาโปรดมีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีนี้ไว้ก่อนเพื่อรอฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 8 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่24 ธันวาคม 2540) ต้องไม่เกิน 17,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้วเห็นว่าในคดีส่วนอาญาดังกล่าว จำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามเช็ค อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะรอการพิจารณาคดีนี้ไว้ก่อน เพื่อรอฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เจริญกิจอีเล็คทริค เทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — นาย ชัชวาร มีเมตตา
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2326/2544
#43326
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างทำของไม่ต้องกระทำตามแบบหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ เพียงแต่ผู้รับจ้างตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้นก็เป็นการเพียงพอที่จะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ ในรายการเพิ่มเติมมีการเปลี่ยนแปลงวัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพให้ดีขึ้นกว่าเดิมและมีการเพิ่มงานมากขึ้น ซึ่งก็หมายความว่าราคาค่าก่อสร้างจะต้องเพิ่มขึ้นกว่าราคาเดิมอย่างมาก ประกอบกับเจ้าของห้องชุดที่มีความประสงค์จะเปลี่ยนแปลงแบบจะต้องได้รับอนุญาตจากโจทก์เสียก่อน จึงฟังได้อย่างแน่ชัดว่าจำเลยได้ตกลงให้โจทก์ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงห้องชุดตามรายการเพิ่มเติมโครงการจริง จำเลยจึงต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายส่วนนี้ต่อโจทก์

งานติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าได้ดำเนินการเสร็จในเดือนพฤษภาคม2534 แต่เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับ บ. ในเมื่อขณะนั้นการก่อสร้างงานส่วนที่ 17 ยังไม่แล้วเสร็จ ย่อมมีเหตุผลอันควรที่โจทก์จะรอส่งมอบงานทั้งสองอย่างนี้พร้อมกัน แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการส่งมอบงานระหว่างโจทก์กับจำเลย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการจะเรียกสินจ้างจากจำเลยก็ยังไม่เกิดซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติว่า"อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป..."และสิทธิเรียกร้องสินจ้างของโจทก์จะเกิดขึ้นเมื่อได้ส่งมอบการที่ทำตามมาตรา 602 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "สินจ้างนั้นพึงใช้ให้เมื่อรับมอบการที่ทำ" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบและจำเลยไม่ได้โต้แย้งในข้อนี้ว่า โจทก์ได้ส่งมอบการที่ทำแก่จำเลยในวันที่ 5 มิถุนายน 2534และโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2536 เช่นนี้ สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ส่วนนี้จึงหาขาดอายุความไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยเสียค่าขึ้นศาลเพียงบางส่วนจำนวน 30,000 บาท ว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2531 จำเลยจ้างโจทก์สร้างอาคารชุดศรีธนาคอนโดมิเนียม ขนาด 14 ชั้นในราคา 35,500,000 บาท มีกำหนดว่าจะส่งรับการที่ทำนั้นเป็น 17 ส่วนและได้ระบุจำนวนสินจ้างไว้เป็นส่วน ๆ โดยกำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2532 ในระหว่างเวลาที่ทำการก่อสร้างอยู่นั้น จำเลยแก้ไขแบบแปลนขอให้โจทก์ปรับปรุงห้องชุดตั้งแต่ชั้นที่ 2 ถึงที่ 14 คิดเป็นค่าแรงงานและสัมภาระจำนวน 1,586,180 บาท นอกจากนั้นจำเลยยังจ้างโจทก์ติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในอาคารชุดคิดเป็นค่าแรงงานและสัมภาระอีกจำนวน 2,734,313 บาท เหตุนี้การที่จ้างจึงไม่สำเร็จภายในกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ ต่อมาวันที่ 9 ตุลาคม 2533 จำเลยบอกเลิกสัญญาแต่ก็ยังให้โจทก์ทำการต่อไปจนแล้วเสร็จในวันที่ 5 มิถุนายน 2534 โดยไม่ถือเวลาเป็นสาระสำคัญแห่งสัญญา โจทก์เตือนให้จำเลยใช้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้นแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระสินจ้างส่วนที่ 17 ที่คงค้างอยู่จำนวน 1,950,000 บาท รวมทั้งค่าปรับปรุงห้องชุดจำนวน 1,586,180บาท และค่าติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าจำนวน 1,069,210 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างจำนวน 4,605,390 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารชุดตามคำฟ้องแต่ในระหว่างเวลาที่ทำการอยู่นั้น จำเลยไม่ได้ขอให้โจทก์แก้ไขปรับปรุงห้องชุดจากแบบแปลนเดิม โจทก์ทำเอกสารหมายเลข 2 ท้ายคำฟ้องขึ้นเองตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับผู้ซื้อห้องชุด โดยจำเลยมิได้ลงชื่อเป็นคู่สัญญาเพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากนั้นโจทก์ยังหลอกเบิกเงินล่วงหน้าเป็นค่าติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในอาคารชุดไปจากจำเลยจำนวน1,161,100 บาท โดยไม่ได้ทำการก่อสร้างจนจำเลยต้องเอางานนั้นให้บุคคลภายนอกทำ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องสินจ้างส่วนนี้ ทั้งยังต้องคืนสินจ้างส่วนที่รับไปแล้วแก่จำเลย หลังจากบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 9ตุลาคม 2533 แล้วจำเลยต้องเอางานนั้นไปให้บุคคลภายนอกทำจนเสร็จภายในกำหนดเวลา 3 เดือน มิได้ให้โจทก์ทำต่อไปอีก โจทก์เพิ่งฟ้องเรียกสินจ้างเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2536 เกินกำหนด 2 ปี จึงขาดอายุความโจทก์ไม่ได้เตือนให้จำเลยใช้สินจ้าง จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียงบางส่วนจำนวน 30,000 บาท

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินสินจ้างจำนวน 4,219,975 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2534 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยที่คำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 3 มิถุนายน 2536) ต้องไม่เกินจำนวน 689,467.88บาท

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารชุดศรีธนาคอนโดมิเนียมในราคา35,500,000 บาท มีการกำหนดงวดงานออกเป็นส่วน ๆ รวม 17 ส่วน และได้ระบุสินจ้างไว้เป็นส่วน ๆ ด้วย ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและแบบแปลนเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 นอกจากนั้น จำเลยยังได้ว่าจ้างโจทก์ให้ติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในอาคารชุดดังกล่าวอีกในราคา 2,734,313 บาท โดยมีการแบ่งงานออกเป็น 13 ส่วน และได้กำหนดสินจ้างไว้เป็นส่วน ๆ เช่นเดียวกัน ตามเงื่อนไขการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเอกสารหมาย จ.3 จำเลยได้รับมอบอาคารชุดที่โจทก์ก่อสร้างเสร็จแล้วจำนวน 16 ส่วนและรับมอบงานติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าที่โจทก์ทำแล้วเสร็จจำนวน 9 ส่วนและจำเลยได้จ่ายสินจ้างเพื่อการงานแต่ละส่วนในเวลารับเอางานแต่ละส่วนนั้นแล้ว แต่โจทก์ก่อสร้างอาคารชุดดังกล่าว ส่วนที่ 17 และงานติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าส่วนที่ 10 ถึงที่ 13 ไม่เสร็จภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ จำเลยจึงได้บอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2533ตามหนังสือของทนายความเอกสารหมาย จ.5 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ก่อสร้างอาคารชุดศรีธนาคอนโดมิเนียมส่วนที่ 17 จนแล้วเสร็จหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าในประเด็นข้อพิพาทข้อนี้ ภาระการพิสูจน์ต้องตกแก่โจทก์แต่โจทก์ไม่นำบุคคลภายนอกหรือคนงานที่ทำการก่อสร้างอาคารส่วนที่ 17 มาเบิกความสนับสนุนว่าโจทก์เป็นฝ่ายก่อสร้างงานส่วนดังกล่าวจนแล้วเสร็จส่วนจำเลยมีนางบัวคำ บุญกมล มาเบิกความว่า การก่อสร้างของโจทก์มีปัญหาภายในด้วยเหตุคนงานละทิ้งงานเพราะโจทก์ไม่จ่ายค่าจ้างแต่คนงานของโจทก์ก็ยังคงพักอาศัยอยู่ที่ใต้ถุนโรงจอดรถของจำเลยเรื่อยมาในเมื่อโจทก์เกิดปัญหาในเรื่องการเงินดังกล่าว โจทก์จะมีความสามารถก่อสร้างงานส่วนที่ 17 จนแล้วเสร็จได้อย่างไร เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบดังกล่าว พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังว่า โจทก์เป็นฝ่ายก่อสร้างอาคารชุดดังกล่าวส่วนที่ 17จนแล้วเสร็จนั้น เห็นว่า ตามความเข้าใจปกติธรรมดาแล้วงานก่อสร้างอาคารชุดตามคำฟ้องทั้งหมดย่อมอยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์ผู้รับจ้างที่จะต้องดำเนินการตามสัญญาว่าจ้างที่มีต่อจำเลยจนแล้วเสร็จเมื่อจำเลยผู้ว่าจ้างเป็นฝ่ายกล่าวอ้างโต้แย้งว่าการมิได้เป็นไปตามสัญญาและงานก่อสร้างส่วนที่ 17 เป็นการงานส่วนที่จำเลยได้ว่าจ้างบุคคลภายนอกมาดำเนินการเองจนแล้วเสร็จ ดังนี้ จำเลยย่อมต้องมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความจริงตามที่กล่าวอ้างนั้น การที่จำเลยนำนางบัวคำซึ่งเป็นเพียงลูกค้าที่ซื้อห้องชุดจากจำเลยมาเบิกความในข้อเท็จจริงต่าง ๆ ดังกล่าวมานั้น พยานอาจจะเป็นเพียงได้ทราบเรื่องที่เกี่ยวกับโจทก์จากการเล่าลือกันเท่านั้น ไม่น่าเชื่อว่านางบัวคำจะรู้ความจริงภายในกิจการของโจทก์ได้นอกจากนี้ที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาของจำเลยและนำสืบว่าจำเลยได้ฟ้องโจทก์เป็นอีกคดีหนึ่ง และศาลได้พิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยจำนวนหนึ่งจำเลยขอบังคับคดีต่อโจทก์ก็ปรากฏว่าไม่อาจนำยึดทรัพย์ของโจทก์ออกขายทอดตลาดได้ เพราะโจทก์ไม่มีทรัพย์ใดที่จะให้ยึดได้ดังนั้น โจทก์จะมีความสามารถก่อสร้างงานส่วนนี้ให้เสร็จได้อย่างไรนั้นก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของจำเลยเอง หาอาจจะนำมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้ไม่ ยิ่งไปกว่านั้นในการตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ของจำเลยเอง ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงโดยสรุปว่าจำเลยได้ว่าจ้างลูกจ้างของโจทก์ก่อสร้างงานที่ค้าง (งานส่วนที่ 17) จนแล้วเสร็จโดยจำเลยจ้างเหมาเฉพาะค่าแรงงาน ส่วนวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ จำเลยสั่งมาเองส่วนค่าจ้างจ่ายไปจำนวนเท่าใดไม่ทราบมีการบันทึกค่าแรงงานไว้ด้วยแต่ไม่ได้อ้างส่งศาล ช่างชุดที่ว่าจ้างนั้นจะมีชื่ออะไรบ้างจำเลยจำไม่ได้หัวหน้าคนงานและผู้ควบคุมงานจะชื่ออะไรจำเลยก็จำไม่ได้ ดังนี้ เห็นว่า ในการก่อสร้างอาคารชุดศรีธนาคอนโดมิเนียมในส่วนที่โต้เถียงกันนี้จะต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนนับล้านบาท แต่จำเลยซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างด้วยตนเอง กลับไม่ทราบในเรื่องสำคัญเหล่านี้เลยทั้ง ๆ ที่เป็นข้อเท็จจริงที่มุ่งพิสูจน์ความจริงตามข้ออ้างของจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามที่อ้าง ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่างานก่อสร้างส่วนที่ 17 เป็นงานส่วนที่จำเลยได้ว่าจ้างบุคคลภายนอกมาดำเนินการเองจนแล้วเสร็จ เชื่อว่างานส่วนที่ 17 นี้โจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยตกลงให้โจทก์ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงห้องชุดศรีธนาคอนโดมิเนียมตั้งแต่ชั้นที่ 2 ถึงที่ 14 ตามรายงานเพิ่มเติมโครงการศรีธนา 2 เอกสารหมาย จ.4 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่างานก่อสร้างเพิ่มเติมตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นเองฝ่ายเดียวจำเลยไม่เคยยอมรับเอกสารดังกล่าว ถ้าหากจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงห้องชุดดังกล่าวแล้ว โจทก์จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือสั่งงานจากจำเลยมาแสดงแต่ที่โจทก์ไม่สามารถหาหลักฐานหรือใบสั่งงานมาแสดงได้ก็เพราะโจทก์รับจ้างจากเจ้าของห้องชุดแต่ละห้องเองไม่เกี่ยวกับจำเลยนั้น เห็นว่า ในการจ้างทำของนั้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 7 จ้างทำของ มิได้บัญญัติว่าสัญญาจ้างทำของนั้นจะต้องกระทำตามแบบหรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้แต่อย่างใดไม่ เพียงแต่ผู้รับจ้างตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้นก็เป็นการเพียงพอที่จะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ ดังนั้น แม้ตามเอกสารหมาย จ.4 จะไม่มีลายมือชื่อของจำเลยในฐานะผู้ว่าจ้างก็ใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาว่าจำเลยได้ตกลงให้โจทก์กระทำการดังกล่าวหรือไม่ได้นอกจากนี้หากพิเคราะห์ถึงความเป็นจริงตามธรรมดาที่เข้าใจกันโดยทั่วไปแล้วจะเห็นได้ว่า ในการจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยคดีนี้มีการกำหนดแบบแปลนพร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้างที่จะใช้ตกแต่งภายในห้องชุดแต่ละห้องไว้โดยเฉพาะรวมทั้งวงเงินค่าจ้างก็เป็นจำนวนที่แน่นอนไว้ด้วย เมื่อพิเคราะห์ดูรายละเอียดที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.4 จะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงวัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพให้ดีขึ้นกว่าเดิมและมีการเพิ่มงานมากขึ้น ซึ่งก็หมายความว่าราคาก่อสร้างจะต้องเพิ่มขึ้นกว่าราคาเดิมอย่างมากย่อมเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะเป็นผู้ก่อขึ้นเพราะหาประโยชน์อันใดต่อโจทก์ไม่ได้เลย มีแต่จะทำให้โจทก์มีภาระเพิ่มขึ้นและเกิดการขาดทุนอีกประการหนึ่งในฐานะที่จำเลยเป็นเจ้าของโครงการย่อมสามารถที่จะหาประโยชน์เพิ่มเติมจากการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงห้องชุดให้มีคุณภาพสูงขึ้นและคิดราคาจากผู้ซื้อสูงขึ้นได้ด้วยตัวเอง ประกอบกับหากจำเลยจะยินยอมให้โจทก์เสาะแสวงหาผลประโยชน์อันมากมายนี้จากธุรกิจของตน จำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่าเจ้าของห้องชุดที่มีความประสงค์จะเปลี่ยนแปลงแบบจะต้องได้รับอนุญาตจากจำเลยเสียก่อน ดังนี้ จากข้อเท็จจริงและเหตุผลดังกล่าวจึงฟังได้อย่างแน่ชัดว่า จำเลยได้ตกลงให้โจทก์ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงห้องชุดตามรายงานการเพิ่มเติมโครงการศรีธนา 2 เอกสารหมาย จ.4 จริง ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายส่วนนี้ต่อโจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนค่าติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์เบิกความว่าโจทก์ก่อสร้างอาคารชุดศรีธนาคอนโดมิเนียมส่วนงวดที่ 17แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2534 ตามภาพถ่ายอาคารศรีธนาคอนโดมิเนียมหมาย จ.6 และโจทก์อ้างนายบรรทูล จอมขวัญใจ ผู้รับเหมาติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในอาคารชุดดังกล่าวซึ่งนายบรรทูลเบิกความว่า พยานได้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าแล้วเสร็จเมื่อเดือนพฤษภาคม 2534 แต่โจทก์ฟ้องเรียกค่าติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าจากจำเลยเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2536 จึงพ้นกำหนดเวลา 2 ปี คดีในส่วนนี้จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) แล้วนั้น เห็นว่า จากการที่นายบรรทูลพยานโจทก์เบิกความตอบคำซักถามของทนายโจทก์ว่า พยานไม่ได้รับจ้างจากจำเลยโดยตรง โจทก์รับรองกับพยานว่าจะจ่ายค่าจ้างให้เอง แม้จำเลยจะไม่จ่ายเงินให้โจทก์ตามสัญญาก็ตาม และโจทก์จ่ายค่าจ้างให้ในงวดสุดท้ายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2534 เป็นเงิน 300,000 บาทเศษ จากคำเบิกความของนายบรรทูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ในการเข้ามาติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าในอาคารชุดดังกล่าว นายบรรทูลรับจ้างจากโจทก์ หาใช่รับจ้างจากจำเลยโดยตรงดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ ดังนั้น การส่งมอบงานทั้งงานก่อสร้างอาคารชุดส่วนที่ 17 และงานติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าต่อจำเลยจึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ตามสัญญา แม้จะได้ความจากคำเบิกความของนายบรรทูลว่างานติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าได้ดำเนินการเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2534แต่ก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับนายบรรทูลในเมื่อขณะนั้นการก่อสร้างงานส่วนที่ 17 ยังไม่แล้วเสร็จย่อมมีเหตุผลอันควรที่โจทก์จะรอส่งมอบงานทั้งสองอย่างนี้พร้อมกัน แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการส่งมอบงานระหว่างโจทก์กับจำเลย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการจะเรียกสินจ้างจากจำเลยก็ยังไม่เกิดซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติว่า"อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป..."และสิทธิเรียกร้องสินจ้างของโจทก์จะเกิดขึ้นเมื่อได้ส่งมอบการที่ทำตามมาตรา 602 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "อันสินจ้างนั้นพึงใช้ให้เมื่อรับมอบการที่ทำ" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบและจำเลยไม่ได้โต้แย้งในข้อนี้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบการที่ทำแก่จำเลยในวันที่ 5 มิถุนายน 2534และโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2536 เช่นนี้ สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ส่วนนี้จึงหาขาดอายุความไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/34 ม. 587 ม. 602
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ปรีชา ไล้สุวรรณ
จำเลย — นาย ประเสริฐ ธนาฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2326/2544
#99412
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างทำของ กฎหมายมิได้บัญญัติให้ต้องกระทำตามแบบหรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ เพียงแต่ผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้นก็เป็นการเพียงพอที่จะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ ดังนั้น แม้เอกสารตามที่โจทก์อ้างจะไม่มีลายมือชื่อของจำเลยในฐานะผู้ว่าจ้าง ก็ใช้เป็นพยานหลักฐาน เพื่อประกอบการพิจารณาว่าจำเลยได้ตกลงว่าจ้างให้โจทก์ทำการดังกล่าวหรือไม่ได้

การที่โจทก์ต้องส่งมอบงานก่อสร้างอาคารชุด ส่วนที่ 17 และงานติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าในอาคารชุดดังกล่าว แก่จำเลยเป็นหน้าที่ของโจทก์ตามสัญญา แม้ในส่วนงานติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้านั้นโจทก์ได้ติดตั้งเสร็จแล้ว แต่งานในส่วนการก่อสร้างอาคารชุด ส่วนที่ 17 โจทก์ยังทำไม่เสร็จ โจทก์ย่อมมีเหตุอันควรที่จะรอส่งมอบงานทั้งสองอย่างนี้พร้อมกัน แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการส่งมอบงานระหว่างโจทก์กับจำเลย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการเรียกค่าติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าก็ยังไม่เกิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 602 วรรคหนึ่ง และอายุความในการฟ้องร้องจึงยังไม่เริ่มนับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ส่งมอบงานที่ทำดังกล่าวแก่จำเลยในวันที่ 5 มิถุนายน 2534 และยื่นฟ้องวันที่ 3 มิถุนายน 2536 สิทธิเรียกร้องในส่วนนี้จึงยังไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างจำนวน ๔,๖๐๕,๓๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๓๔ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระสินจ้างจำนวน ๔,๒๑๙,๙๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ เจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๓๔ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยที่คำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๓๖) ต้องไม่เกินจำนวน ๖๘๙,๔๖๗.๘๘ บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยตกลงให้โจทก์ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงห้องชุดตั้งแต่ชั้นที่ ๒ ถึงที่ ๑๔ ตามรายการเพิ่มเติมโครงการศรีธนา ๒ เอกสารหมาย จ. ๔ หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า งานก่อสร้าง เพิ่มเติมตามเอกสารหมาย จ. ๔ เป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นเองฝ่ายเดียว จำเลยไม่เคยยอมรับเอกสารดังกล่าว ถ้าหากจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงห้องชุดดังกล่าวแล้ว โจทก์จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือสั่งงานจากจำเลย มาแสดง แต่ที่โจทก์ไม่สามารถหาหลักฐานหรือใบสั่งงานมาแสดงได้ก็เพราะโจทก์รับจ้างจากเจ้าของห้องชุด แต่ละห้องเองไม่เกี่ยวกับจำเลยนั้น เห็นว่า ในการจ้างทำของนั้น ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ ลักษณะ ๗ จ้างทำของ มิได้บัญญัติว่าสัญญาจ้างทำของนั้นจะต้องกระทำตามแบบหรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้แต่อย่างใดไม่ เพียงแต่ผู้รับจ้างตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้ แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้นก็เป็นการเพียงพอที่จะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ ดังนั้น แม้ตามเอกสารหมาย จ. ๔ จะไม่มีลายมือชื่อของจำเลยในฐานะผู้ว่าจ้างก็ใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาว่าจำเลยได้ตกลงให้โจทก์กระทำการดังกล่าวหรือไม่ได้ เมื่อพิเคราะห์ดูรายละเอียดที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ. ๔ ประกอบกับจำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่าเจ้าของห้องชุดที่มีความประสงค์จะเปลี่ยนแปลงแบบจะต้องได้รับอนุญาตจากจำเลยเสียก่อน ดังนี้ จากข้อเท็จจริงและเหตุผลดังกล่าวจึงฟังได้อย่างแน่ชัดว่า จำเลยได้ตกลงให้โจทก์ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงห้องชุดตามรายการเพิ่มเติม เอกสารหมาย จ. ๔ จริง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนค่าติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์เบิกความว่าโจทก์ก่อสร้างอาคารชุดส่วนงวดที่ ๑๗ แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๓๔ นายบรรทูล ผู้รับเหมาติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในอาคารชุดดังกล่าวเบิกความว่า พยานได้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า แล้วเสร็จเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๔ แต่โจทก์ฟ้องเรียกค่าติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าจากจำเลยเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๓๖ จึงพ้นกำหนดเวลา ๒ ปี คดีในส่วนนี้จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๑) แล้วนั้น เห็นว่า เมื่อพยานเบิกความว่าพยานไม่ได้รับจ้างจากจำเลยโดยตรงโจทก์รับรองกับพยานว่าจะจ่ายค่าจ้างให้เอง แม้จำเลยจะไม่จ่ายเงินให้โจทก์ตามสัญญาก็ตาม เห็นได้ว่าในการเข้ามาติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าในอาคารชุดดังกล่าว นายบรรทูลรับจ้างจากโจทก์ หาใช่รับจ้างจากจำเลยโดยตรงดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ ดังนั้น การส่งมอบงานทั้งงานก่อสร้างอาคารชุด ส่วนที่ ๑๗ และงานติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าต่อจำเลยจึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ตามสัญญา แม้ว่างานติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าได้ดำเนินการเสร็จในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๔ แต่ก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับนายบรรทูล ในเมื่อขณะนั้นการก่อสร้างงานส่วนที่ ๑๗ ยังไม่แล้วเสร็จ ย่อมมีเหตุอันควรที่โจทก์จะรอส่งมอบงานทั้งสองอย่างนี้พร้อมกัน แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการส่งมอบงานระหว่างโจทก์กับจำเลย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการจะเรียก สินจ้างจากจำเลยก็ยังไม่เกิดซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๑๒ บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป?" และสิทธิเรียกร้อง สินจ้างของโจทก์จะเกิดขึ้นเมื่อได้ส่งมอบการที่ทำตามมาตรา ๖๐๒ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "อันสินจ้างนั้นพึงใช้ให้ เมื่อรับมอบการที่ทำ" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบการที่ทำแก่จำเลยในวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๓๔ และ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๓๖ เช่นนี้ สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ ส่วนนี้จึงหาขาดอายุความไม่

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/34 (1) ม. 587 ม. 602 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรีชา ไล้สุวรรณ
จำเลย — นายประเสริฐ ธนาฤทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายชาตรี หาญไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2323/2544
#40562
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง แต่เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เพื่อให้คดีดังกล่าวเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมโดยระบุว่าเป็นเงินช่วยเหลือซึ่งไม่แน่ชัดว่าเป็นเงินตามฟ้องประเภทใด จึงมิใช่ค่าชดเชยเพราะนอกจากจะไม่ได้ระบุแล้วยังไม่ปรากฏว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดอันจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชย จึงไม่ได้รับยกเว้นรัษฎากรตามกฎกระทรวงฉบับที่ 126(พ.ศ. 2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 217(พ.ศ. 2542) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2(51)

การที่จำเลยจ่ายเงินช่วยเหลือแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมก็เพราะถูกโจทก์ฟ้องเรียกร้องเงินอันเนื่องมาจากการที่จำเลยกับโจทก์มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างถือได้ว่าเป็นเงินที่โจทก์ได้มาเนื่องจากการจ้างแรงงานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1) จึงเป็นเงินได้พึงประเมินเมื่อไม่เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ได้รับการยกเว้นให้ไม่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 42 จำเลยผู้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์จึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 ประกอบด้วยมาตรา 3 จตุทศ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยฟ้องขอให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างเท่ากับก่อนที่จะมีการเลิกจ้าง ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 106.24 บาท และค่าจ้างอัตราเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่โจทก์ได้รับในช่วงระหว่างที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จนถึงวันที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน หากไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ขอให้จำเลยชำระค่าชดเชยจำนวน238,650 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน39,775 บาท พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มตามกฎหมาย และค่าเสียหายจำนวน 2,386,500 บาท นอกจากนี้ให้จำเลยชำระค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 3 วัน เป็นเงิน3,977.49 บาท แก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่าจำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่โจทก์จำนวน 299,305 บาท โดยจำเลยจะนำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางศาลเพื่อให้โจทก์รับไปจากศาลภายในวันที่ 8มีนาคม 2543 หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีทันที ซึ่งโจทก์ตกลงและไม่ติดใจเรียกร้องอื่นใดอีก ซึ่งศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยชำระเงินให้โจทก์ไม่ครบตามคำพิพากษา โดยหักภาษี ณ ที่จ่ายจากจำนวนเงินตามคำพิพากษาเป็นเงิน 13,431 บาท นำส่งกรมสรรพากรแล้ว ซึ่งโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิหักภาษีณ ที่จ่ายดังกล่าว เพราะเงินตามคำพิพากษาเป็นเงินค่าชดเชยได้รับยกเว้นรัษฎากรในส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างหรือเงินเดือนค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายแต่ไม่เกินสามแสนบาทตามกฎกระทรวงฉบับที่ 217 (พ.ศ. 2542) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร จำเลยแถลงว่าการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นไปตามกฎหมายแล้ว นอกจากนี้จำเลยยังได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรแล้วว่าหากการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีสิทธิเรียกภาษีที่หักไว้คืนได้โดยยื่นคำร้องขอต่อกรมสรรพากรภายหลัง

ศาลแรงงานกลาง เห็นว่า เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ในศาลตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเงินซึ่งจำเลยจ่ายให้โจทก์ในกรณีที่โจทก์และจำเลยสมัครใจระงับข้อพิพาทระหว่างกันโดยศาลยังไม่ได้ชี้ขาดว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก มิใช่กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ดังนั้นเงินดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าชดเชย จำเลยจึงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่าจำเลยมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินที่ต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยซึ่งศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้วปรากฏว่าเงินจำนวน 299,305 บาทที่จำเลยยอมจ่ายให้โจทก์นั้นไม่ได้ระบุไว้แน่ชัดว่าเป็นเงินตามฟ้องประเภทใดเป็นแต่เพียงระบุว่าเป็นเงินช่วยเหลือ และเมื่อตรวจดูคำฟ้องแล้วปรากฏว่านอกจากโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยจำนวน238,650 บาท พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม แล้วยังฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 39,775 บาทพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายจำนวน 2,386,500 บาท ดังนั้นเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เพื่อให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยระบุว่าเป็นเงินช่วยเหลือดังกล่าวจึงมิใช่ค่าชดเชยหรือพอจะแปลได้ว่าเป็นค่าชดเชยเพราะนอกจากจะไม่ได้ระบุว่าเป็นค่าชดเชยแล้วยังไม่ปรากฏว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดอันจะมีผลให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยแต่อย่างใด เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่ค่าชดเชยจึงไม่ได้รับยกเว้นรัษฎากรตามกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 217(พ.ศ. 2542) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2(51) อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือดังกล่าวแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็เพราะถูกโจทก์ฟ้องเรียกร้องเงินอันเนื่องมาจากการที่จำเลยกับโจทก์มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างนั่นเอง ถือได้ว่าเป็นเงินที่โจทก์ได้มาเนื่องจากการจ้างแรงงานตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1) ซึ่งกำหนดให้เป็นเงินได้พึงประเมินเมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ได้รับการยกเว้นให้ไม่ต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 ดังนั้น จำเลยผู้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมจึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50ประกอบด้วยมาตรา 3 จตุทศ คำสั่งของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 3 เตรส ม. 40 ม. 42 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชุมพล หวังวัชรกุล
จำเลย — บริษัท ปัญญาคอนซัลแตนท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2323/2544
#69501
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2 (51)

สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยซึ่งศาลมีคำพิพากษาตามยอม ปรากฏว่าเงินจำนวน ที่จำเลยยอมจ่ายให้โจทก์ระบุว่าเป็นเงินช่วยเหลือ มิได้ระบุว่าเป็นเงินชดเชย และตามคำฟ้องนอกจากโจทก์ฟ้องเรียก ค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม แล้วยังฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายอีกด้วย ดังนั้น เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ดังกล่าวจึงมิใช่ค่าชดเชยหรือพอจะแปลได้ว่าเป็นค่าชดเชย เพราะไม่ปรากฏว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดอันจะมีผลให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย เงินจำนวนดังกล่าวจึงไม่ได้รับยกเว้นรัษฎากร ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 217 (พ.ศ. 2542) ออกตามความใน ป.รัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฏากร ข้อ 2 (51)

การที่จำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็เพราะถูกโจทก์ฟ้องเรียกร้องเงินอันเนื่องมาจากการที่จำเลยกับโจทก์มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง ถือได้ว่าเป็นเงินที่โจทก์ได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฏากร มาตรา 40 (1) ซึ่งกำหนดให้เป็นเงินได้พึงประเมิน เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ได้รับการยกเว้นให้ไม่ต้องเสียภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 42 จำเลยผู้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมจึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตาม ป.รัษฎากร มาตรา 50 ประกอบด้วยมาตรา 3 จตุทศ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยฟ้องขอให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน หากไม่สามารถ รับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ขอให้จำเลยชำระค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหาย ระหว่างพิจารณาโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่โจทก์จำนวน ๒๙๙,๓๐๕ บาท โดยจำเลยจะนำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางศาลเพื่อให้โจทก์รับไปจากศาล หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีทันที ซึ่งโจทก์ตกลงและไม่ติดใจเรียกร้องอื่นใดอีก ซึ่งศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยชำระเงินให้โจทก์ไม่ครบตามคำพิพากษา โดยหักภาษี ณ ที่จ่าย นำส่งกรมสรรพากร ซึ่งโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิหักภาษี ณ ที่จ่ายดังกล่าว เพราะเงินตามคำพิพากษาเป็นเงินค่าชดเชย ได้รับยกเว้นรัษฎากรในส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างหรือเงินเดือนค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายแต่ไม่เกินสามแสนบาท ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๑๗ (พ.ศ. ๒๕๔๒) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เงินดังกล่าวไม่ใช่ค่าชดเชย จำเลยจึงต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตาม ป.รัษฎากร

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่าจำเลยมีหน้าที่หัก ภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินที่ต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยซึ่งศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้วปรากฏว่าเงินที่จำเลยยอมจ่ายให้โจทก์นั้นไม่ได้ระบุไว้แน่ชัดว่าเป็นเงินตามฟ้องประเภทใดเป็นแต่เพียงระบุว่าเป็นเงินช่วยเหลือ และเมื่อตรวจดูคำฟ้องแล้วปรากฏว่านอกจากโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มแล้วยังฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและ ค่าเสียหายอีกด้วย ดังนั้นเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เพื่อให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยระบุว่าเป็นเงินช่วยเหลือดังกล่าวจึงมิใช่ค่าชดเชยหรือพอจะแปลได้ว่าเป็นค่าชดเชย เพราะนอกจากจะไม่ระบุว่าเป็นค่าชดเชยแล้วยังไม่ปรากฏว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดอันจะมีผลให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยแต่อย่างใด เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่ค่าชดเชยจึงไม่ได้รับยกเว้นรัษฎากร ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒๖ (พ.ศ. ๒๕๐๙) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๑๗ (พ.ศ. ๒๕๔๒) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ ๒ (๕๑)

อย่างไรก็ตามการที่จำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือดังกล่าวแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็เพราะโจทก์ฟ้องเรียกร้องเงินอันเนื่องมาจากการที่จำเลยกับโจทก์มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างนั่นเอง ถือได้ว่าเป็นเงินที่โจทก์ได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา ๔๐ (๑) ซึ่งกำหนดให้เป็นเงินได้ พึงประเมิน เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ได้รับการยกเว้นให้ไม่ต้องเสียภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๔๒ ดังนั้นจำเลยผู้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมจึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๕๐ ประกอบด้วยมาตรา ๓ จตุทศ คำสั่งของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 3 จตุทศ ม. 40 (1) ม. 42 ม. 50
กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 217 (พ.ศ.2542) ออกตามความในประมวลรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชุมพล หวังวัชรกุล
จำเลย — บริษัทปัญญาคอนซัลแตนท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนพรัตน์ รุพันธ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2321/2544
#43325
เปิดฉบับเต็ม

เงินที่โจทก์ต้องใช้ไปในด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์พิพาทถือเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อผลงานของโจทก์ ผลประโยชน์ที่เกิดจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์มีมากน้อยเพียงใดย่อมจะตกแก่โจทก์โดยตรงการที่จำเลยกระทำละเมิดต่องานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ก็ไม่มีผลกระทบถึงค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ของโจทก์แต่อย่างใด เพราะค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องจ่ายไปตามความจำเป็นและพอใจของโจทก์เองหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องสูญเสียผลประโยชน์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 64 ที่ถือว่าเป็นค่าเสียหายที่โจทก์จะมาเรียกร้องจากจำเลยได้ไม่

ที่โจทก์อ้างว่าต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงในทางการค้าเนื่องจากงานที่จำเลยทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ไม่ได้คุณภาพเพราะภาพไม่คมและเสียงไม่ชัดเจนนั้น ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบถามค้านทนายจำเลยไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่มาขอเช่าม้วนวิดีโอพิพาทในคดีนี้ทราบอยู่แล้วว่าเป็นวิดีโอที่ละเมิดลิขสิทธิ์แสดงว่าประชาชนผู้บริโภคทราบว่าม้วนวิดีโอพิพาทไม่ใช่เป็นสินค้าที่เจ้าของลิขสิทธิ์คือโจทก์เป็นผู้จัดทำขึ้น ฉะนั้นข้อที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงในทางการค้าเพราะสินค้าไม่ได้คุณภาพมาตรฐานจึงตกไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจากผลการละเมิดแก่โจทก์จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินต้น 200,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยให้ค่าขาดรายได้จากการอนุญาตให้ผู้อื่นทำซ้ำเป็นเงิน 12,000 บาท กับค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิเป็นเงิน 20,000 บาท แต่โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าปรับในคดีอาญาจำนวน 12,500 บาท จึงให้นำมาหักออกพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้เงินจำนวน 19,500 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พฤษภาคม 2542)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์เรื่อง"เด็กระเบิด ยืดแล้วยึด" จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการให้เช่าวิดีโอ ใช้ชื่อร้านว่า "ศรีกรุงวีดีโอ" ปรากฏตามใบอนุญาตเอกสารหมายจ.24 จำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2539เจ้าพนักงานตำรวจได้ไปค้นร้านของจำเลยที่ 1 พบว่า จำเลยที่ 1 นำเอางานภาพยนตร์เรื่อง "เด็กระเบิด ยืดแล้วยึด" ไปทำซ้ำลงในโสตทัศนวัสดุ (วีดีโอเทป)โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากโจทก์ แล้วจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำออกให้ประชาชนทั่วไปเช่า เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์เรียกค่าเสียหายแยกมาเป็น3 ประการด้วยกัน คือ ประการแรก ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ต้องใช้เงินลงทุนในด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผลงานของโจทก์ได้แพร่หลายเป็นที่รู้จักของประชาชน รวมถึงการเสื่อมเสียชื่อเสียงทางการค้าเพราะโสตทัศนวัสดุ(วีดีโอเทป) ที่จำเลยทำซ้ำออกให้เช่านั้นปรากฏว่าภาพไม่คมเสียงไม่ชัดเป็นเงิน100,000 บาท ค่าเสียหายส่วนนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้กำหนดให้โจทก์ ประการที่สอง ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ต้องขาดรายได้จากการอนุญาตให้ผู้อื่นทำซ้ำในช่วงที่มีการฉายภาพยนตร์เป็นเงิน 50,000 บาท ค่าเสียหายส่วนนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้โจทก์เป็นเงิน 12,000 บาท ประการที่สามค่าเสียหายในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นเงิน 50,000 บาท ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้เป็นเงิน 20,000 บาท ค่าเสียหายในประการที่สามนี้โจทก์พอใจไม่อุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า เงินที่โจทก์ใช้ลงทุนในด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผลงานภาพยนตร์พิพาทได้แพร่หลายเป็นที่รู้จักของประชาชนถือเป็นค่าเสียหายที่โจทก์จะเรียกจากจำเลยทั้งสองได้หรือไม่ เห็นว่า เงินที่โจทก์ต้องใช้ไปในด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์พิพาทถือเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อผลงานของโจทก์ผลประโยชน์ที่เกิดจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์มีมากน้อยเพียงใดย่อมจะตกแก่โจทก์โดยตรง การที่จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่องานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ก็ไม่มีผลกระทบถึงค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ของโจทก์แต่อย่างใด เพราะค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องจ่ายไปตามความจำเป็นและพอใจของโจทก์เอง หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องสูญเสียผลประโยชน์ตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537ที่ถือว่าเป็นค่าเสียหายที่โจทก์จะมาเรียกร้องจากจำเลยได้ไม่ ส่วนข้อที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ต่อมาว่า โจทก์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงในทางการค้าเนื่องจากงานที่จำเลยทั้งสองทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ไม่ได้คุณภาพเพราะภาพไม่คมและเสียงไม่ชัดเจนนั้น เห็นว่า นายเดชาวัฒน์ อินทรพิพัฒน์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ไว้ชัดเจนว่าพยานคิดว่าผู้ที่มาขอเช่าม้วนวีดีโอพิพาทในคดีนี้ทราบอยู่แล้วว่าเป็นวีดีโอที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แสดงว่าประชาชนผู้บริโภคทราบว่าม้วนวีดีโอพิพาทไม่ใช่เป็นสินค้าที่เจ้าของลิขสิทธิ์ คือโจทก์เป็นผู้จัดทำขึ้น ฉะนั้นข้อที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงในทางการค้าเพราะสินค้าไม่ได้คุณภาพมาตรฐานจึงตกไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ให้ค่าเสียหายตามที่โจทก์ขอมาในประการแรกนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดรายได้จากการที่จำเลยทั้งสองทำซ้ำและนำออกให้เช่าในช่วงที่มีการฉายภาพยนตร์ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้เป็นเงิน 12,000 บาท นั้น โจทก์จะอุทธรณ์ขอค่าเสียหายเพิ่มอีก 38,000 บาท ได้หรือไม่ เห็นว่า ค่าเสียหายในข้อนี้ โจทก์หาได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านข้อวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนแต่อย่างใดไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การทำละเมิดของจำเลยทั้งสองครั้งนี้ยังส่งผลถึงความเสียหายอันเกิดจากการสูญเสียผลประโยชน์ในอนาคตที่โจทก์สามารถนำงานภาพยนตร์อันเป็นงานที่มีลิขสิทธิ์ของโจทก์ออกอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิทำซ้ำ ทำให้โจทก์ขาดรายได้เป็นการสูญเสียผลประโยชน์ในอนาคต โจทก์จึงขอค่าเสียหายในข้อนี้เป็นเงิน 38,000 บาท นั้น โจทก์มิได้เรียกค่าเสียหายส่วนนี้มาในฟ้องของโจทก์ อุทธรณ์ในข้อนี้จึงไม่ใช่เป็นข้อที่ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อาร์ เอส โปรโมชั่น 1992 จำกัด
จำเลย — นาย พิชิต จิวมงคลชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
พินิจ เพชรรุ่ง
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ