คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2258/2544
#41113
เปิดฉบับเต็ม

รายงานและคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของโจทก์ที่เสนอต่อสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัด เป็นเพียงความเห็นหรือข้อเท็จจริงที่เสนอไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ยังไม่มีผลเป็นการชี้ขาดหรือบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม ทั้งจะต้องมีการพิจารณาว่าสมควรจะตั้งกรรมการสอบสวนความผิดของโจทก์หรือไม่อีกชั้นหนึ่ง หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม ก็ชอบที่จะดำเนินการโต้แย้งคัดค้านตามระเบียบที่ทางราชการกำหนด กรณียังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้ในเรื่องนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสามและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฟ้องมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ภายหลังโจทก์ขอถอนฟ้องไป ก็หาผูกพันมีผลบังคับให้ศาลต้องรับฟ้องคดีนี้ด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2539 โจทก์ทำหนังสือสัญญาเช่าบ้านเลขที่ 5257/96 จากนางวิภา ปาแก้ว ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบบ้านเช่าของโจทก์ตรวจสอบแล้วเห็นว่าโจทก์เช่าบ้านอยู่อาศัยจริงและถูกต้อง โจทก์เช่าบ้านดังกล่าวและใช้สิทธิเบิกค่าเช่าตลอดมาจนถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2541 โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าและออกจากบ้านเช่าดังกล่าว ต่อมาจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของข้าราชการตามคำสั่งของสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดสมุทรปราการได้จงใจกลั่นแกล้งโจทก์โดยร่วมกันทำหนังสือรายงานเท็จว่าโจทก์ไม่ได้เช่าบ้านดังกล่าวและวินิจฉัยว่าโจทก์เบิกค่าเช่าบ้านไม่ถูกต้อง 1. ให้งดเบิก 2. เรียกชดเชยให้คืนเงิน 3. ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย โดยจำเลยทั้งสามไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเพราะโจทก์ยกเลิกการเช่าและงดเบิกค่าเช่าแล้วและจำเลยทั้งสามไม่ออกไปตรวจสอบบ้านดังกล่าว อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเสื่อมเสียเกียรติยศ ชื่อเสียง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามเพิกถอนคำวินิจฉัยการตรวจสอบบ้านเช่าดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามตรวจสอบข้อเท็จจริงและทำความเห็นตามคำสั่งของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดสมุทรปราการ (ที่ถูก สำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดสมุทรปราการ)ซึ่งมิใช่เป็นการชี้ขาดและไม่มีผลบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือถูกกลั่นแกล้งอย่างใดโจทก์ก็ชอบที่จะดำเนินการตามระเบียบที่ทางราชการกำหนดไว้ กรณียังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้องเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า รายงานและคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสามที่เสนอต่อสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดสมุทรปราการ เป็นเพียงความเห็นหรือข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามเสนอไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายยังไม่มีผลเป็นการชี้ขาดหรือบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม ทั้งจะต้องมีการพิจารณาว่าสมควรจะตั้งกรรมการสอบสวนความผิดของโจทก์หรือไม่อีกชั้นหนึ่ง หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรมอย่างไรก็ชอบที่จะดำเนินการโต้แย้งคัดค้านตามระเบียบที่ทางราชการกำหนดไว้กรณียังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรง แม้ในเรื่องนี้โจทก์จะเคยฟ้องจำเลยทั้งสามและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฟ้องมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ภายหลังโจทก์ขอถอนฟ้องไปตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2323/2542 ของศาลชั้นต้น ก็หาผูกพันมีผลบังคับให้ศาลต้องรับฟ้องคดีนี้ด้วยไม่ หากเห็นว่าตามคำฟ้องยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ เพราะแม้แต่ในคดีเดิมของโจทก์ที่ศาลรับฟ้องไว้แล้วถ้าต่อมาศาลเห็นว่าตามคำฟ้องยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ศาลก็มีอำนาจที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่รับฟ้องเป็นไม่รับฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง มัณฑนา พรหมโลก
จำเลย — นาย อดุลย์ อนุชปรีดา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2258/2544
#67093
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เช่าบ้านและใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตลอดมา ต่อมาจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของข้าราชการได้ทำรายงานเท็จเสนอต่อสำนักงานสามัญศึกษาขอให้เพิกถอนเช่นนี้ รายงานและคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสามที่เสนอต่อสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดสมุทรปราการ เป็นเพียงความเห็นหรือข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามเสนอไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ยังไม่มีผลเป็นการชี้ขาดหรือบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม ทั้งจะต้องมีการพิจารณาว่าสมควรจะตั้งกรรมการสอบสวนความผิดของโจทก์หรือไม่อีกชั้นหนึ่ง หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรมอย่างไร ก็ชอบที่จะดำเนินการโต้แย้งคัดค้านตามระเบียบที่ทางราชการกำหนดไว้ กรณียังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรง

แม้เรื่องนี้โจทก์จะเคยฟ้องจำเลยและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฟ้องมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ภายหลังโจทก์ขอถอนฟ้องไป ก็หาผูกพันมีผลบังคับให้ศาลต้องรับฟ้องคดีนี้ด้วยไม่

แม้ในคดีเดิมศาลรับฟ้องไว้แล้ว ถ้าต่อมาศาลเห็นว่าตามคำฟ้องยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ศาลก็มีอำนาจที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่รับฟ้องเป็นไม่รับฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๓๙ โจทก์ทำหนังสือสัญญาเช่าบ้านเลขที่ ๕๒๕๗/๙๖ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร จากนางวิภา ปาแก้ว ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบบ้านเช่าของโจทก์ตรวจสอบแล้วเห็นว่า โจทก์เช่าบ้านอยู่อาศัยจริงและถูกต้อง โจทก์เช่าบ้านดังกล่าวและใช้สิทธิเบิกค่าเช่าตลอดมา จนถึงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าและออกจากบ้านเช่าดังกล่าว ต่อมาจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของข้าราชการตามคำสั่งของสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดสมุทรปราการได้จงใจกลั่นแกล้งโจทก์ โดยร่วมกันทำหนังสือรายงานเท็จว่าโจทก์ไม่ได้เช่าบ้านดังกล่าวและวินิจฉัยว่า โจทก์เบิกค่าเช่าบ้านไม่ถูกต้อง ๑. ให้งดเบิก ๒. เรียกชดเชยให้คืนเงิน ๓. ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย โดยจำเลยทั้งสามไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะโจทก์ยกเลิกการเช่าและงดเบิกค่าเช่าแล้วและจำเลยทั้งสามไม่ออกไปตรวจสอบบ้านดังกล่าวอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามเพิกถอนคำวินิจฉัยการตรวจสอบบ้านเช่าดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามตรวจสอบข้อเท็จจริงและทำความเห็นตามคำสั่งของสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมิใช่เป็นการชี้ขาดและไม่มีผลบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือถูกกลั่นแกล้งอย่างใดโจทก์ก็ชอบที่จะดำเนินการตามระเบียบที่ทางราชการกำหนดไว้ กรณียังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้องเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า รายงานและคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสามที่เสนอต่อสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดสมุทรปราการเป็นเพียงความเห็นหรือข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามเสนอไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายยังไม่มีผลเป็นการชี้ขาดหรือบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม ทั้งจะต้องมีการพิจารณาว่าสมควรจะตั้งกรรมการสอบสวนความผิดของโจทก์หรือไม่อีกชั้นหนึ่ง หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรมอย่างไร ก็ชอบที่จะดำเนินการโต้แย้งคัดค้านตามระเบียบที่ทางราชการกำหนดไว้ กรณียังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรง แม้ในเรื่องนี้โจทก์จะเคยฟ้องจำเลยทั้งสามและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฟ้องมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ภายหลังโจทก์ขอถอนฟ้องไปตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๓๒๓/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น ก็หาผูกพันมีผลบังคับให้ศาลต้องรับฟ้องคดีนี้ด้วยไม่ หากเห็นว่าตามคำฟ้องยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ เพราะแม้แต่ในคดีเดิมของโจทก์ที่ศาลรับฟ้องไว้แล้ว ถ้าต่อมาศาลเห็นว่าตามคำฟ้องยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ศาลก็มีอำนาจที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่รับฟ้องเป็นไม่รับฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 55 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมัณฑนา พรหมโลก
จำเลย — นายอดุลย์ อนุชปรีดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายพลจักร์ คงน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายดุสิต สิทธิฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2251/2544
#41112
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด การดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 ย่อมต้องอาศัยบุคคลธรรมดาเป็นผู้กระทำ ซึ่งก็คือ จำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อจำเลยที่ 2ทำบันทึกข้อตกลงให้แก่โจทก์ในนามของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงข้ออื่น ๆ ในนามของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์บางส่วน ทั้งได้จดทะเบียนถอนโจทก์ออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นตามบันทึกข้อตกลงแล้ว เท่ากับจำเลยที่ 1ยอมรับการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำของจำเลยที่ 1แม้บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจะไม่ได้ประทับตราของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำการแทนจำเลยที่ 1จึงผูกพันจำเลยที่ 1 ที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เดิมโจทก์เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งต่อมาโจทก์ถอนตัวจากการเป็นหุ้นส่วน จำเลยทั้งสองตกลงคืนเงินจำนวน 300,000 บาท ที่ยืมไปให้โจทก์ภายในวันที่ 30 เมษายน2539 เมื่อถึงกำหนดจำเลยทั้งสองผิดนัด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 319,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองไม่มีการประทับตราจำเลยที่ 1 จึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกัน ชำระเงินให้โจทก์ 319,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี จากต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เดิมมีโจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการต่อมาโจทก์ถอนตัวออกจากการเป็นหุ้นส่วนได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินตามเอกสารหมาย จ.2 โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้สัญญาแต่ไม่ประทับตราของจำเลยที่ 1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ประการแรกว่าจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชำระเงินจำนวน 300,000 บาทตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 2 ให้แก่โจทก์หรือไม่โดยโจทก์ฎีกาว่า บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.2 ถือว่าเป็นเอกสารของจำเลยที่ 1 ดังนั้นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันก็ดีในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนกับห้างหุ้นส่วนก็ดี ให้สันนิษฐานว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามข้อความที่ได้ทำบันทึกไว้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1024 จึงย่อมต้องผูกพันจำเลยที่ 1 แม้จะไม่ได้มีการประทับตราของจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า หนี้ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.2เป็นหนี้ของจำเลยที่ 1 เจตนาของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต้องการให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงนั้น จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในนามของจำเลยที่ 1 เท่านั้น จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่าจำเลยที่ 2 ให้การว่า บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.2ไม่มีผลตามกฎหมายใช้บังคับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ เพราะจำเลยที่ 2ลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้สัญญาโดยไม่ได้ประทับตราของจำเลยที่ 1ตามข้อบังคับ จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2ก็ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวเพราะเป็นหนี้ของจำเลยที่ 1 และจำเลยทั้งสองก็ได้อุทธรณ์ยืนยันในความข้อนี้ โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกข้อต่อสู้ว่าไม่ได้กระทำการในนามของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์เท่านั้น แต่เท้าความระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 และโจทก์เป็นหุ้นส่วนจำเลยที่ 1 เพราะมีข้อความอื่นว่าโจทก์ยอมออกจากการเป็นหุ้นส่วนและถอนเงินลงหุ้นด้วย หาใช่เป็นบันทึกข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการไม่ จึงเป็นการฟังข้อเท็จจริงไม่ตรงกับที่คู่ความรับกันมาและจำเลยทั้งสองยกขึ้นเป็นข้ออุทธรณ์ นอกจากนั้นข้อกำหนดในบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.2 ข้ออื่น ๆ เช่น การถอนเงินลงหุ้นจากจำเลยที่ 1 ของโจทก์ การยอมให้โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ฟ้องคดีบังคับเอาเงินจากลูกหนี้ การคืนทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการจะต้องปฏิบัติต่อโจทก์ทั้งสิ้นอีกทั้งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการก็ดำเนินการปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงในข้ออื่น ๆ นั้นเสร็จสิ้นไปแล้วโดยไม่มีข้อโต้แย้ง จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้สัญญาแก่โจทก์ในนามของจำเลยที่ 1 คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การที่บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.2 ไม่ได้ประทับตราของจำเลยที่ 1ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ที่ได้จดทะเบียนไว้มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด การดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 ย่อมต้องอาศัยบุคคลธรรมดาเป็นผู้กระทำในนามของจำเลยที่ 1 ซึ่งก็คือจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.2ให้แก่โจทก์ในนามของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงข้ออื่น ๆ ในนามของจำเลยที่ 1ให้แก่โจทก์บางส่วนไปแล้ว ทั้งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2หุ้นส่วนผู้จัดการก็จดทะเบียนถอนโจทก์ออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกข้อตกลงแล้ว ซึ่งเท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ปฏิบัติไปตามบันทึกข้อตกลงนั้นเป็นการกระทำในนามของจำเลยที่ 1ดังนั้นแม้บันทึกข้อตกลงดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.2จะไม่มีการประทับตราของจำเลยที่ 1 ก็ตาม ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 2หุ้นส่วนผู้จัดการกระทำการแทนในนามของจำเลยที่ 1 บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยที่ 1 ที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้รายนี้ให้แก่โจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในหนี้ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมายจ.2 ต่อโจทก์เพราะจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในนามของจำเลยที่ 1จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ย่อมต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1077(2)ประกอบด้วยมาตรา 1087 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้รายนี้ให้แก่โจทก์...

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้โจทก์ 319,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2คงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โดยมิได้มีคำพิพากษาถึงจำเลยที่ 2 นั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีจำเลยทั้งสองไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1077
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชำนาญ ใบเศวต
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดไพรลดา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิเทพ ศิริพากย์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2251/2544
#99418
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เดิมมีโจทก์ และจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ต่อมาโจทก์ถอนตัวออกจากการเป็นหุ้นส่วนโดยมีการทำบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็น ผู้ให้สัญญา แต่ไม่ได้ประทับตราของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 2 ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงข้ออื่น ๆ ในนามของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์บางส่วนไปแล้ว ทั้งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ก็จดทะเบียนถอนโจทก์ออกจากการเป็น ผู้ถือหุ้น ตามบันทึกข้อตกลงแล้ว ซึ่งเท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ปฏิบัติไปตามบันทึกข้อตกลงนั้นเป็นการกระทำในนามของจำเลยที่ 1 ดังนั้น แม้บันทึกข้อตกลงดังกล่าว จะไม่มีการประทับตราของจำเลยที่ 1 ก็ตาม ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการกระทำการแทนในนามของจำเลยที่ 1 บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยที่ 1 ที่ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์

เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดย่อมต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1077 (2) ประกอบด้วยมาตรา 1087 แห่ง ป.พ.พ. จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน ๓๑๙,๘๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้โจทก์ ๓๑๙,๘๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เดิมมีโจทก์และจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ต่อมาโจทก์ถอนตัวออกจากการเป็นหุ้นส่วนได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สิน โดยจำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้สัญญาแต่ไม่ประทับตราของจำเลยที่ ๑ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่บันทึกข้อตกลงดังกล่าว ไม่ได้ประทับตราของจำเลยที่ ๑ ตามข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ที่ได้จดทะเบียนไว้มีผลผูกพันจำเลยที่ ๑ หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด การดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑ ย่อมต้องอาศัยบุคคลธรรมดาเป็นผู้กระทำในนามของจำเลยที่ ๑ ซึ่งก็คือ จำเลยที่ ๒ หุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อจำเลยที่ ๒ หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ทำบันทึกข้อตกลงให้แก่โจทก์ ในนามของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามบันทึก ข้อตกลงข้ออื่น ๆ ในนามของจำเลยที่ ๑ ให้แก่โจทก์บางส่วนไปแล้ว ทั้งจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ หุ้นส่วนผู้จัดการ ก็จดทะเบียนถอนโจทก์ออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ ตามบันทึกข้อตกลงแล้ว ซึ่งเท่ากับจำเลยที่ ๑ ยอมรับการกระทำของจำเลยที่ ๒ ที่ปฏิบัติไปตามบันทึกข้อตกลงนั้นเป็นการกระทำในนามของจำเลยที่ ๑ ดังนั้น แม้บันทึกข้อตกลงดังกล่าว จะไม่มีการประทับตราของจำเลยที่ ๑ ก็ตาม ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ หุ้นส่วนผู้จัดการกระทำการแทนในนามของจำเลยที่ ๑ บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยที่ ๑ ที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้รายนี้ให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ ๑ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ที่ว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดในหนี้ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวต่อโจทก์ เพราะจำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อในนามของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดย่อมต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ของจำเลยที่ ๑ โดยไม่จำกัดจำนวนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๗๗ (๒) ประกอบด้วยมาตรา ๑๐๘๗ แห่ง ป.พ.พ. จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้รายนี้ให้แก่โจทก์?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีจำเลยทั้งสองไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 76 ม. 1077 (2) ม. 1087
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชำนาญ ใบเศวต
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไพรลดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายทวีศักดิ์ จิวะวิทูรกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิเทพ ศิริพากย์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2250/2544
#40559
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมส่งสินค้ามาฝากขายที่ห้างสรรพสินค้าแล้วจำเลยซึ่งเป็นผู้ขายและเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมประจำห้างสรรพสินค้านั้นเบียดบังยักยอกเอาเงินค่าสินค้าไปเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายไม่ได้รับเงินค่าสินค้าดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้

จำเลยครอบครองสินค้าของโจทก์ร่วม ได้ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าโดยไม่ผ่านพนักงานเก็บเงินของห้างสรรพสินค้าและไม่ออกใบเสร็จรับเงิน แล้วนำเงินค่าซื้อสินค้าจากลูกค้าไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ส่งให้โจทก์ร่วม เป็นการเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปเป็นของจำเลยหรือบุคคลที่สามโดยทุจริตจึงมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีเป็นลูกจ้างบริษัทฟายน์สติช จำกัด ผู้เสียหาย มีหน้าที่จำหน่ายสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของผู้เสียหายแล้วนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายส่งให้แก่ผู้เสียหายจำเลยกับพวกที่หลบหนีได้ร่วมกันเบียดบังยักยอกเอาเงินจำนวน161,970 บาท ของผู้เสียหายซึ่งได้จากการจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูปดังกล่าวและอยู่ในความครอบครองของจำเลยกับพวก เป็นของจำเลยกับพวกโดยทุจริต โดยไม่นำเงินส่งให้ผู้เสียหายกลับนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352, 83 และให้จำเลยคืนเสื้อผ้าสำเร็จรูปจำนวน 88 ตัวหรือใช้เงินจำนวน 161,970 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทฟายน์สติช จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352, 83 จำคุก 1 ปี 4 เดือน ให้จำเลยคืนเสื้อผ้าสำเร็จรูปจำนวน88 ตัว หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 161,970 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางทัศนีย์ ทิพนี สมุห์บัญชีของโจทก์ร่วมเบิกความว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าสตรียี่ห้ออินทริค นำไปฝากขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ การส่งสินค้าไปฝากขายนั้น โจทก์ร่วมจะส่งสำเนาใบส่งสินค้าและใบกำกับสินค้าทางโทรสารให้ห้างสรรพสินค้าที่ฝากขายทราบล่วงหน้า เพื่อให้ห้างสรรพสินค้าออกใบสั่งซื้อส่งกลับมาให้โจทก์ร่วม หลังจากนั้นโจทก์ร่วมจะส่งสินค้าพร้อมใบส่งสินค้าและใบกำกับภาษีไปที่ห้างสรรพสินค้า ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ทางด้านภาษีของห้างสรรพสินค้า เมื่อส่งสินค้าไปถึงห้างสรรพสินค้า พนักงานขายที่ประจำห้างสรรพสินค้าของโจทก์ร่วมกับพนักงานของห้างสรรพสินค้าจะทำการตรวจสอบว่าสินค้าส่งมาตรงตามใบสั่งซื้อหรือไม่ เสร็จแล้วนำไปเก็บที่คลังสินค้ากลางของห้างสรรพสินค้า พนักงานขายของโจทก์ร่วมจะเบิกสินค้าจากคลังสินค้ากลางมาขายให้แก่ลูกค้า การขายสินค้าให้แก่ลูกค้าพนักงานขายของโจทก์ร่วมต้องทำรายงานการขายระบุรหัสจำนวนสินค้าที่ขาย นำเงินค่าสินค้าที่ลูกค้าชำระไปจ่ายให้แก่พนักงานเก็บเงินและรับใบเสร็จรับเงินจากพนักงานเก็บเงินมามอบให้ลูกค้าพร้อมสินค้าที่ใส่ถุงของห้างสรรพสินค้า โดยพนักงานขายของโจทก์ร่วมกับพนักงานเก็บเงินของห้างสรรพสินค้าต้องลงลายมือชื่อในรายงานการขายเพื่อเป็นหลักฐานที่ห้างสรรพสินค้าใช้หักเงินส่วนหนึ่งจากยอดขายสินค้าดังกล่าวเป็นผลประโยชน์ของห้างสรรพสินค้า แล้วโอนเงินส่วนที่เหลือเข้าบัญชีของโจทก์ร่วม แสดงว่าโจทก์ร่วมจะได้รับเงินค่าสินค้าเมื่อขายสินค้าให้แก่ลูกค้าได้แล้ว การที่โจทก์ร่วมส่งสินค้ามาฝากขายที่ห้างสรรพสินค้าแล้วจำเลยซึ่งเป็นผู้ขายและเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมเบียดบังยักยอกเอาเงินค่าสินค้าไปเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายไม่ได้รับเงินค่าสินค้าดังกล่าวโจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4)มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายอันมีผลทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อสองของโจทก์และโจทก์ร่วมว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางทัศนีย์ ทิพนี เบิกความว่าการส่งสินค้ามาฝากขายที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาลาดพร้าวนั้นเมื่อส่งสินค้ามาถึง พนักงานของห้างสรรพสินค้าจะทำการตรวจนับสินค้า หากถูกต้อง ครบถ้วนตามใบสั่งซื้อจะลงลายมือชื่อกำกับพร้อมประทับตราและให้พนักงานขายของโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อรับสินค้าร่วมกับหัวหน้าแผนกสินค้าของห้างสรรพสินค้า เพื่อนำไปเก็บไว้ในคลังสินค้ากลางของห้างสรรพสินค้า พยานได้ไปตรวจนับสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาลาดพร้าว เมื่อวันที่ 4เมษายน 2539 และวันที่ 14 พฤษภาคม 2539 พบว่ามีสินค้าสูญหายไปรวมทั้งสิ้น 88 ตัว เป็นเงินประมาณ 160,000 บาทเศษ ตามใบสรุปยอดสินค้าค้างสต๊อกเอกสารหมาย จ.3 เห็นว่า จำเลยและนางสาวนันทวันนาคทอง เป็นพนักงานขายของโจทก์ร่วมประจำที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลสาขาลาดพร้าว มีหน้าที่ร่วมกันตรวจนับสินค้าที่โจทก์ร่วมส่งมาฝากขายที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาลาดพร้าว เพื่อนำไปเก็บในคลังสินค้ากลางของห้างสรรพสินค้า แล้วนำสินค้าของโจทก์ร่วมมาขายให้แก่ลูกค้าพร้อมทั้งทำรายงานการขายมอบเป็นหลักฐานให้แก่พนักงานเก็บเงินของห้างสรรพสินค้าเพื่อคำนวณผลประโยชน์ระหว่างโจทก์ร่วมกับห้างสรรพสินค้าตามข้อตกลง อีกทั้งมีหน้าที่ทำรายงานการขายสินค้าแต่ละวัน แล้วสรุปยอดขายสินค้ารายงานให้โจทก์ร่วมทราบเป็นประจำทุกสัปดาห์และทุกเดือน จำเลยและนางสาวนันทวันจึงเป็นผู้ครอบครองดูแลสินค้าของโจทก์ร่วมไว้เพื่อจำหน่าย และไม่ปรากฏว่ามีพนักงานคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับการขายสินค้าของโจทก์ร่วม ประกอบกับนางทัศนีย์กับนางกาญจนาเบิกความว่า พนักงานขายชุดใหม่ที่ส่งไปแทนจำเลยกับนางสาวนันทวันรายงานว่า มีลูกค้าชื่อนางบานเย็นนำสินค้าของโจทก์ร่วมมาขอเปลี่ยนขนาด แต่ไม่สามารถแสดงหลักฐานใบเสร็จรับเงินเพื่อเปลี่ยนสินค้า โดยนางบานเย็นแจ้งว่าซื้อสินค้าจากพนักงานขายในช่วงที่จำเลยกับนางสาวนันทวันทำงานอยู่ ชำระสินค้าเป็นเงินแล้วได้รับส่วนลดร้อยละ 30 แต่ไม่มีการออกใบเสร็จให้ เมื่อตรวจสอบรหัสสินค้าดังกล่าวแล้วพบว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์2539 สินค้าชิ้นดังกล่าวยังอยู่ในห้างสรรพสินค้าและสูญหายไปในเดือนมีนาคม 2539 และไม่มีการขายในใบรายงานการขายประจำเดือนมีนาคม 2539 ซึ่งเป็นการขายสินค้าด้วยการรับเงินสดจากลูกค้าแล้วไม่ออกใบเสร็จรับเงิน และไม่ผ่านพนักงานเก็บเงินของห้างสรรพสินค้าแต่เอาเงินค่าขายสินค้าไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ทำรายงานการขายด้วย ตอนนางทัศนีย์มาตรวจนับสินค้าเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2539 พบว่ามีสินค้าสูญหายจำนวนมากนางทัศนีย์สอบถามนางสาวนันทวันถึงสาเหตุที่สินค้าสูญหาย แต่นางสาวนันทวันไม่สามารถชี้แจงเหตุผลได้ และยอมรับว่าสินค้าได้สูญหายจริงนางทัศนีย์ให้นางสาวนันทวันโทรศัพท์เรียกจำเลยมาพบที่ห้างสรรพสินค้า แต่จำเลยบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมาพบและหลบหนีส่วนนางสาวนันทวันได้ขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำแล้วหลบหนีไปเช่นนี้นับเป็นข้อพิรุธของจำเลยและนางสาวนันทวัน จนกระทั่งพนักงานของโจทก์ร่วมนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยได้ และจำเลยได้เสนอชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมบางส่วน เมื่อพิเคราะห์พยานแวดล้อมกรณีที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบประกอบพฤติการณ์ของจำเลยแล้วเชื่อว่าจำเลยซึ่งครอบครองสินค้าของโจทก์ร่วม ได้ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าโดยไม่ผ่านพนักงานเก็บเงินของห้างสรรพสินค้าและไม่ออกใบเสร็จรับเงิน แล้วนำเงินค่าซื้อสินค้าจากลูกค้าไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ส่งให้โจทก์ร่วม เป็นการเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปเป็นของจำเลยหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ก็ฟังขึ้นเช่นกัน"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี 4 เดือน ให้จำเลยใช้ราคา 161,970บาท แก่โจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — บริษัท ฟายน์สติช จำกัด
จำเลย — นางสาว ดาวดึง สีหาไตร
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2250/2544
#91331
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมนำสินค้าไปฝากขายที่ห้างสรรพสินค้า เมื่อสินค้าไปถึงห้างสรรพสินค้าพนักงานขายของโจทก์ร่วมที่ประจำอยู่ที่ห้างสรรพสินค้า และพนักงานของห้างสรรพสินค้าจะตรวจสอบว่าสินค้าส่งมาตรงตามใบสั่งซื้อสินค้าหรือไม่ เสร็จแล้วจึงนำไปเก็บที่คลังเก็บสินค้ากลางของห้างสรรพสินค้า พนักงานขายของโจทก์ร่วมจะเบิกสินค้าซึ่งโจทก์ร่วมยังคงเป็นเจ้าของอยู่จากคลังสินค้ามาขายแก่ลูกค้า จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายและพนักงานของโจทก์ร่วมเบียดบังเอาเงินค่าสินค้าของโจทก์ร่วมไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต จึงมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 352 และการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายไม่ได้รับเงินค่าสินค้าดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 352, 83 และให้จำเลยคืนเสื้อผ้าสำเร็จรูปจำนวน 88 ตัว หรือใช้เงินจำนวน 161,970 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทฟายน์สติช จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352, 83 จำคุก 1 ปี 4 เดือน ให้จำเลยคืนเสื้อผ้าสำเร็จรูปจำนวน 88 ตัว หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 161,970 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าสตรียี่ห้ออินทริค นำสินค้าดังกล่าวไปฝากขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ เมื่อส่งสินค้าไปถึงห้างสรรพสินค้า พนักงานขายของโจทก์ร่วมที่ประจำห้างสรรพสินค้ากับพนักงานของห้างสรรพสินค้าจะทำการตรวจสอบว่าสินค้าส่งมาตรงตามใบสั่งซื้อหรือไม่ เสร็จแล้วนำไปเก็บที่คลังสินค้ากลางของห้างสรรพสินค้าพนักงานขายของโจทก์ร่วมจะเบิกสินค้าจากคลังสินค้ากลางมาขายให้แก่ลูกค้า เมื่อขายสินค้าแล้วห้างสรรพสินค้าใช้หักเงินส่วนหนึ่งจากยอดขายสินค้าดังกล่าวเป็นผลประโยชน์ของห้างสรรพสินค้า แล้วโอนเงินส่วนที่เหลือเข้าบัญชีของโจทก์ร่วม แสดงว่าโจทก์ร่วมจะได้รับเงินค่าสินค้าเมื่อขายสินค้าให้แก่ลูกค้าได้แล้ว การที่โจทก์ร่วมส่งสินค้ามาฝากขายที่ห้างสรรพสินค้าแล้วจำเลยซึ่งเป็นผู้ขายและเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมเบียดบังเอาเงินค่าสินค้าของโจทก์ร่วมไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 352 ซึ่งการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายไม่ได้รับเงินค่าสินค้าดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7)

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี 4 เดือน ให้จำเลยใช้ราคา 161,970 บาท แก่โจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทฟายน์สติช จำกัด
จำเลย — นางสาวดาวดึง สีหาไตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายพฤทธิ์ นิมิตรสุรชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2245/2544
#43324
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกข้อตกลงในช่องข้อตกลงของคู่กรณีระบุให้ ส. (บุตรโจทก์)ขนย้ายครอบครัวออกจากบ้านเช่าภายใน 60 วัน ส่วนจำเลยยินยอมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 8021 เนื้อที่ 35 ตารางวา ให้แก่โจทก์ ดังนี้ จะเห็นว่าข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวกำหนดให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างมีภาระหน้าที่ต่อกันและเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 45836 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 35 ตารางวา ที่แบ่งแยกแล้วให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 45836 ซึ่งแบ่งแยกออกมาจากโฉนดเลขที่ 8021 จำเลยเคยประสงค์จะยกที่ดินโฉนดเลขที่ 8021 บางส่วนให้แก่โจทก์โดยทำนิติกรรมและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ในที่สุดการให้ระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง นอกจากนี้การที่โจทก์ยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 45836 เป็นการโต้แย้งสิทธิจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทต่อไป และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยในอัตราเดือนละ 500บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะออกจากที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่โดยทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความกันไว้ต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าจำเลยจะแบ่งที่ดินโอนให้แก่โจทก์และมีเจตนาทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในภายหลัง เมื่อเป็นดังนี้จำเลยจึงได้แบ่งแยกที่ดินออกมาเป็นที่ดินแปลงพิพาทตามโฉนดเลขที่ 45836ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 35ตารางวา ตามเจตนาที่ได้ตกลงกัน สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่เป็นโมฆะจำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยจึงฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ไม่ได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 45836 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาครแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่าโจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โจทก์ปลูกบ้าน 2 หลัง อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 8021 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาครซึ่งเป็นที่ดินที่บิดามารดายกให้จำเลย ต่อมาจำเลยจะขายที่ดินแต่โจทก์ไม่ยอมรื้อถอนบ้านออกไป โจทก์กับจำเลยเจรจากันที่ที่ว่าการอำเภอเมืองสมุทรสาครและทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.3 หรือ ล.2ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาให้หรือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ พิเคราะห์เอกสารหมาย จ.3 แล้ว แผ่นแรกระบุเรื่องว่า เป็นเรื่องไกล่เกลี่ยกรณีค่ารื้อถอนมีการบันทึกถ้อยคำของโจทก์และจำเลย แผ่นที่สามเป็นคำเปรียบเทียบของนายอำเภอระบุว่าให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายดำเนินการตามข้อตกลงในช่องข้อตกลงของคู่กรณีระบุให้นางสวง พันเปรม (บุตรโจทก์)ขนย้ายครอบครัวออกจากบ้านเช่าภายใน 60 วัน ส่วนจำเลยยินยอมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 8021 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ .35 ตารางวา ให้แก่โจทก์ ดังนี้ จะเห็นว่าข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวกำหนดให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างมีภาระหน้าที่ต่อกันและเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ หาใช่สัญญาให้ตามที่จำเลยฎีกาแต่ประการใดไม่ เมื่อโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาเป็นการตอบแทนโดยโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 45876 เนื้อที่ 35 ตารางวา ซึ่งจำเลยแบ่งแยกออกมาจากที่ดินตามโฉนดเลขที่ 8021 ให้แก่โจทก์ การที่จำเลยบิดพลิ้วไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องร้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาได้และจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายผิดสัญญาย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ตี๋ สมประสงค์
จำเลย — นางสาว บุญตรี สมประสงค์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2235/2544
#41111
เปิดฉบับเต็ม

เงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 27 บัญญัติให้คำนวณในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ และให้เริ่มคำนวณเงินเพิ่มเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี และในกรณีที่มีการผ่อนชำระภาษีค้าง เงินเพิ่มดังกล่าวจึงลดลงเป็นสัดส่วนกับภาษีอากรที่ค้างชำระ โจทก์นำคดีมาฟ้องมีรายการภาษีค้างชำระ 1,363,492.11 บาท (ยังไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย)ย่อมต้องถือว่า ณ วันฟ้องนั้นเอง โจทก์นำมูลหนี้จำนวน1,363,492.11 บาทมาฟ้องให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย โจทก์มิได้คำนวณเงินเพิ่มมาให้ชัดเจน ทั้ง ๆ ที่สามารถคำนวณได้ในวันฟ้อง และแม้ว่าโจทก์จะยื่นคำแถลงถึงเงินเพิ่มที่จำเลยต้องชำระแต่ก็มิได้แก้ไขคำฟ้องให้ปรากฏ ดังนี้ การฟ้องล้มละลายต้องถือมูลหนี้ในวันที่ฟ้องคดี ซึ่งระหว่างสืบพยานจำเลย จำเลยทั้งสองได้ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างดังกล่าวแก่โจทก์ครบถ้วนแล้วเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นภายหลังวันฟ้องจำนวน 227,118.54 บาท จึงไม่ใช่มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องให้ล้มละลายเพราะไม่ใช่เป็นการฟ้องขอให้ชำระหนี้ทั้งหมดเช่นคดีแพ่งทั่วไป ลูกหนี้จึงนำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดแล้ว ชอบที่ศาลจะพิพากษายกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายวีระชัย ตันติกุล ดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เสียภาษีอากรไม่ถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์จึงตรวจสอบการเสียภาษีอากรของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าในรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างปี 2525 ถึงปี 2527 จำเลยที่ 1 เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์จึงทำการประเมินใหม่ กล่าวคือ ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1มกราคม 2525 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2525 จำเลยที่ 1 ต้องชำระภาษีอากร 535,094.93 บาท เบี้ยปรับ 535,094.93 บาทกับเงินเพิ่มซึ่งคำนวณถึงวันที่ 31 มีนาคม 2529 เป็นเงิน272,898.28 บาท รวมเป็นเงินภาษีอากรทั้งสิ้น 1,343,088 บาทในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2526 ถึงวันที่ 31ธันวาคม 2526 จำเลยที่ 1 ต้องชำระภาษีอากรเพิ่มเติม 28,829.59บาท กับเงินเพิ่มซึ่งคำนวณถึงวันที่ 30 เมษายน 2531 เป็นเงิน20,324.68 บาท รวมเป็นเงินภาษีอากรทั้งสิ้น 49,154 บาทในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2527 ถึงวันที่ 31ธันวาคม 2527 จำเลยที่ 1 ต้องชำระภาษีอากรเพิ่มเติม13,507.52 บาท กับเงินเพิ่มซึ่งคำนวณถึงวันที่ 30 เมษายน2531 เป็นเงิน 7,091.35 บาท รวมเป็นเงินภาษีอากรทั้งสิ้น20,598 บาท เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินภาษีอากรให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีอากรดังกล่าวเฉพาะรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2525 และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ แต่ให้ลดยอดภาษีเงินได้นิติบุคคลคงเหลือภาษีอากรที่ต้องชำระทั้งสิ้น 1,342,787 บาท เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินตัดค่าใช้จ่ายสูงไป เจ้าพนักงานประเมินแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว ทั้งได้แจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ทราบ แต่จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวอีก หนี้ภาษีอากรดังกล่าวจึงเด็ดขาด จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้ภาษีอากรรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,412,539 บาท (ยังไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย) ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์ 23,864 บาท กับเจ้าพนักงานของโจทก์ยึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดได้เงินอีก25,182.89 บาท คงเหลือหนี้ภาษีอากรค้างชำระทั้งสิ้น 1,363,492.11บาท (ยังไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย) โจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวคนละ 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระและปิดสถานที่ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยที่ 2 ออกไปเสียจากเคหสถานที่เคยอยู่นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังถูกเจ้าหนี้อื่นฟ้องบังคับจำนองยึดที่ดินจำนวน 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ จำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่ทราบว่าจำนวนหนี้ตามฟ้องรวมเงินเพิ่มแล้วหรือไม่ จึงไม่อาจทราบจำนวนหนี้ที่ต้องชำระที่แน่นอนได้ จำเลยที่ 2 มิได้เป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัวเพราะยังประกอบกิจการค้าและมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ได้ จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด โดยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1ในรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างปี 2525 ถึงปี 2527 จำเลยที่ 1เป็นหนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคลคงเหลือหนี้ภาษีอากรค้างชำระทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,363,492.11 บาท (ยังไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย)ในระหว่างสืบพยานจำเลย จำเลยทั้งสองได้ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์แถลงว่ายังมีหนี้ค่าภาษีอากรคงค้างที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชอบซึ่งเป็นเงินเพิ่มตามกฎหมายนับถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2538 เป็นเงิน277,118.54 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ชำระ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัวและมีเหตุควรให้ล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า เงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากรมาตรา 27 บัญญัติให้คำนวณเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับและในวรรคสามของมาตราดังกล่าวให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี ในกรณีที่ได้มีการผ่อนชำระภาษีค้างเงินเพิ่มดังกล่าว จึงลดจำนวนลงเป็นสัดส่วนกับภาษีอากรที่คงค้างชำระ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องมีรายการภาษีค้างชำระ 1,363,492.11 บาท (ยังไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย)ย่อมต้องถือว่า ณ วันฟ้องนั้นเอง โจทก์นำมูลหนี้จำนวน 1,363,492.11 บาท มาฟ้องให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย แม้เงินเพิ่มดังกล่าวอาจคำนวณได้อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของยอดหนี้ที่ค้างแต่โจทก์ยังมิได้คำนวณมาให้ชัดเจน ทั้ง ๆ ที่สามารถคำนวณได้ในวันฟ้อง แม้โจทก์จะยื่นคำแถลงว่าเมื่อคำนวณเงินเพิ่มตามมาตรา 27แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงิน 1,640,610.94 บาท ก็ตาม แต่ ณวันที่ 10 สิงหาคม 2538 จำเลยมีเงินเพิ่มที่ต้องชำระจำนวน227,118.54 บาท โจทก์ก็มิได้แก้ไขคำฟ้องให้ปรากฏ ปรากฏตามเอกสารท้ายคำร้องของจำเลยลงวันที่ 8 สิงหาคม 2537 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ชำระเงินแก่โจทก์คงเหลือเงินตามหนังสือสำนักงานสรรพากรอำเภอเมืองฉะเชิงเทราเป็นเงิน 1,240,610.65บาท ตามเอกสารท้ายคำร้องลงวันที่ 5 สิงหาคม 2537 ซึ่งโจทก์ก็แถลงไม่คัดค้าน และปรากฏต่อมาว่าจำเลยได้ผ่อนชำระเงินให้โจทก์ต่อมาอีก 400,000 บาท 350,000 บาท และสำนักงานสรรพากรอำเภอเมืองฉะเชิงเทราแจ้งว่า ยังมีภาษีอากรที่ค้างชำระอีก490,610.95 บาท ตามคำร้องลงวันที่ 7 ตุลาคม 2537 และต่อมาจำเลยนำเงินมาชำระอีก 150,000 บาท 50,000 บาท และครั้งสุดท้าย13,492 บาท ซึ่งมากกว่าที่สำนักงานสรรพากรอำเภอเมืองฉะเชิงเทราแจ้งให้จำเลยทราบเสียอีก ดังนั้น ที่โจทก์อ้างว่ามีเงินเพิ่มค้างชำระอีกนั้น น่าจะเป็นเรื่องเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากการชำระหนี้แต่ละครั้งหลังจากฟ้องคดีนี้แล้ว จนถึง ณ วันที่ 10สิงหาคม 2538 การฟ้องให้ล้มละลายต้องถือมูลหนี้ในวันที่ฟ้องคือวันที่ 6 สิงหาคม 2536 การที่มีเงินเพิ่มในระหว่างฟ้องคดีถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2538 เป็นมูลหนี้นอกเหนือจากฟ้อง ไม่ใช่มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องให้ล้มละลายเพราะมิใช่เป็นการฟ้องขอให้ชำระหนี้ทั้งหมดเช่นคดีแพ่งทั่วไป ดังนี้ จำเลยจึงนำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส่งสุขการสุรา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พิชัย เตโชพิทยากูล
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2230/2544
#40558
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ภาษีอากรที่เป็นภาษีอากรค้าง อธิบดีกรมสรรพากรผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอำเภอมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ดังกล่าวได้โดยไม่ต้องขอให้ศาลออกหมายยึดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 และมาตรา 30แต่ต้องดำเนินการภายใน 10 ปี นับแต่วันที่เกิดสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อจำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินในวันที่ 31 สิงหาคม 2530 จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินการที่กรมสรรพากรโจทก์นำหนี้ภาษีอากรค้างมาฟ้องให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2541 เป็นการล่วงเลยระยะเวลาที่โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้แล้ว ส่วนการที่จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนเป็นเพียงขั้นตอนในการบังคับชำระหนี้และวิธีการในการชำระหนี้เท่านั้น ไม่มีผลทำให้ระยะเวลาในการบังคับชำระหนี้ขยายออกไป โจทก์หมดสิทธิในการบังคับชำระหนี้แล้วจึงไม่อาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ใช่บุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยคู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยและภริยาเปิดร้านอาหารชื่อร้าน "ยิ้มยิ้ม" และร้าน"ไก่บ้าน" โจทก์ตรวจสอบภาษีการค้าของจำเลยช่วงปี 2529 และปี 2530 พบว่าจำเลยเสียภาษีการค้าไว้ไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีการค้าของจำเลยใหม่พร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีบำรุงเทศบาล เป็นเงินภาษีอากรรวม 52,002บาท ตามแบบแจ้งการประเมินเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 และแจ้งให้จำเลยชำระภาษีอากรดังกล่าวภายใน 30 วัน จำเลยทราบการประเมินดังกล่าวแล้วไม่ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินวันที่ 31 สิงหาคม 2530 จำเลยมีหนังสือถึงนายอำเภอเมืองระยองขอผ่อนชำระค่าภาษีอากรเดือนละ 1,200 บาท ตามเอกสารหมายจ.5 โจทก์อนุญาตให้จำเลยผ่อนชำระภาษีไปพลางก่อนในระหว่างการสืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อดำเนินการยึดอายัด ตามเอกสารหมาย จ.6 วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรให้โจทก์ 457 บาท ส่วนหนี้ภาษีอากรค้างที่เหลือจำเลยไม่ชำระอีกเลย โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยนำเงินภาษีอากรค้างไปชำระส่งไปยังภูมิลำเนาของจำเลยตามฟ้องแล้วโดยวิธีปิดหนังสือทวงถามไว้ที่บริเวณหน้าบ้านจำเลยเมื่อวันที่ 22มกราคม 2541 และวันที่ 5 มีนาคม 2541 จำเลยยังคงเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ โจทก์ตรวจสอบบัญชีเงินฝากของจำเลยไปยังธนาคารต่าง ๆ ในเขตจังหวัดชลบุรีไม่พบว่าจำเลยมีบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารใด ๆ และโจทก์ตรวจสอบทรัพย์สินจำพวกที่ดินในเขตจังหวัดชลบุรีก็ไม่พบว่าจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยได้ปิดกิจการร้านอาหารทั้งสองแห่งดังกล่าวแล้ว กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นก่อนว่า โจทก์ยังมีสิทธิบังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้างดังกล่าวหรือไม่ ปัญหานี้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นโต้เถียงโดยตรง แต่เมื่อในการพิจารณาคดีล้มละลายนั้น การที่ศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้บุคคลใดล้มละลายย่อมมีผลกระทบถึงความสามารถ สถานะ และทรัพย์สินของบุคคลนั้นทั้งในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14ให้ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9หรือมาตรา 10 ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริงให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง กรณีจึงถือว่าพระราชบัญญัติล้มละลายฯเป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาถึงประเด็นดังกล่าวได้ ในมูลหนี้ภาษีตามฟ้องปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีการค้าให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน ถือว่าเป็นหนี้ภาษีอากรค้าง อธิบดีกรมสรรพากร ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอำเภอมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรโดยไม่ต้องขอให้ศาลออกหมายยึดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 และมาตรา 30 ในการบังคับชำระหนี้ โจทก์ต้องดำเนินการภายใน 10 ปี นับแต่วันที่เกิดสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าว ตามคำเบิกความของพยานโจทก์แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินซึ่งลงวันที่ 30มิถุนายน 2530 ตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 ในวันใดแต่ว่าที่ร้อยตรีโสภณ ศรีธนชัย พยานโจทก์เบิกความว่า หลังจากเจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินภาษีการค้าตามเอกสารหมายจ.2 หรือ จ.4 ให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2530จำเลยติดต่อขอผ่อนชำระหนี้ดังกล่าว จึงแสดงว่าจำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินก่อนหรือภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2530 เมื่อจำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน โจทก์สามารถเริ่มต้นดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อชำระหนี้ภาษีอากรค้างได้เมื่อล่วงเลยระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันดังกล่าวการที่โจทก์นำหนี้ภาษีอากรค้างมาฟ้องให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2541 นั้น เป็นการล่วงเลยระยะเวลาที่โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้แล้ว ส่วนการที่จำเลยได้ขอผ่อนชำระหนี้และชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนภายในกำหนดเวลาที่โจทก์ยังมีสิทธิบังคับชำระหนี้นั้นก็เป็นเพียงขั้นตอนในการบังคับชำระหนี้และวิธีการในการชำระหนี้เท่านั้น มิได้มีผลทำให้ระยะเวลาในการบังคับชำระหนี้ของโจทก์ขยายออกไปแต่อย่างใด เมื่อหนี้ภาษีอากรค้างที่โจทก์นำมาฟ้องนั้น โจทก์หมดสิทธิในการบังคับชำระหนี้แล้ว โจทก์จึงไม่อาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ป.รัษฎากร ม. 12 ม. 30
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นาย นพดลหรือเล็ก มณีคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
พิชัย เตโชพิทยากูล
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2228/2544
#41110
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดพิจารณาครั้งสุดท้ายวันที่ 15 มิถุนายน 2542ทนายจำเลยมอบฉันทะให้เสมียนทนายมาศาล เมื่อเสร็จการพิจารณาศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 15 กรกฎาคม2542 ซึ่งเสมียนทนายได้ทราบวันนัดแล้ว การที่เสมียนทนายทราบวันนัดต้องถือว่าจำเลยทราบวันนัดนั้นด้วย เมื่อถึงวันนัดจำเลยไม่มาศาล เพียงแต่ทนายจำเลยมอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องมาขอเลื่อนโดยอ้างว่าจำเลยไปต่างประเทศ เป็นกรณีที่จำเลยไม่มาศาลโดยไม่มีเหตุสมควร สงสัยได้ว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟังคำพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับและให้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 18 สิงหาคม 2542 เมื่อถึงวันนัดซึ่งพ้นหนึ่งเดือนแล้วไม่ได้ตัวจำเลยมาได้อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย จึงเป็นการอ่านคำพิพากษาโดยชอบและถือว่าจำเลยได้ฟังคำพิพากษาแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 182 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม2542 ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ให้จำคุก 2 เดือนโดยอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย และออกหมายจับจำเลยเพื่อบังคับตามคำพิพากษา ต่อมาจำเลยถูกจับเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2542 จำเลยยื่นอุทธรณ์ในวันที่ถูกจับว่า จำเลยไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยไม่ชอบ ขอให้ยกเลิกการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ถือว่าได้อ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังในวันที่ยื่นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์และคดีถึงที่สุดแล้วจึงไม่รับอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2542 ว่า จำเลยไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย ทำให้จำเลยไม่ได้รับความเป็นธรรม ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนเพื่อเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น และอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังใหม่เพื่อจำเลยจะได้มีโอกาสอุทธรณ์คำพิพากษา ศาลชั้นต้นสั่งว่าการอ่านคำพิพากษากระทำโดยชอบแล้วไม่มีเหตุต้องไต่สวนยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นทั้งที่ไม่รับอุทธรณ์และยกคำร้องขอให้ไต่สวน

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นนัดพิจารณาครั้งสุดท้ายวันที่ 15 มิถุนายน 2542 ในวันนัดทนายความของจำเลยมอบฉันทะให้เสมียนทนายความมาศาลเมื่อเสร็จการพิจารณา ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 15กรกฎาคม 2542 ถึงวันนัดจำเลยไม่มาศาล คงมีแต่เสมียนทนายความของจำเลยมายื่นคำร้องขอเลื่อนการฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่อนุญาต แต่เมื่อจำเลยไม่มาศาลจึงให้ออกหมายจับจำเลยและนัดฟังคำพิพากษาใหม่ในวันที่ 18 สิงหาคม 2542ถึงวันนัดฝ่ายจำเลยไม่มีผู้ใดมาศาล ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยและให้ออกหมายจับจำเลยมาเพื่อบังคับตามคำพิพากษาต่อมาจำเลยถูกจับนำตัวส่งศาลเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2542 ในวันนั้นจำเลยยื่นอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยไม่ชอบ ขอให้ยกเลิกการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ถือว่าได้อ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังในวันที่ถูกจับ ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2542 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนว่า จำเลยไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบ และให้อ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังใหม่ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ และกรณีมีเหตุสมควรไต่สวนเพื่อเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น และอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังใหม่หรือไม่ เห็นว่า ในวันนัดพิจารณาครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2542 ทนายความของจำเลยมอบฉันทะให้เสมียนทนายความมาศาล เมื่อเสร็จการพิจารณาศาลชั้นต้นให้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 15 กรกฎาคม 2542ซึ่งเสมียนทนายความได้ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาดังกล่าวแล้วเสมียนทนายความผู้รับมอบฉันทะให้มาศาลเป็นผู้แทนของทนายความ เสมียนทนายความทราบกระบวนพิจารณาคดีและคำสั่งศาลเช่นไร ย่อมต้องถือว่าทนายความทราบกระบวนพิจารณาคดีและคำสั่งศาลเช่นนั้น เช่นเดียวกันทนายความของจำเลยเป็นผู้แทนของจำเลยในการดำเนินคดี ทนายความทราบกระบวนพิจารณาคดีและคำสั่งศาลเช่นไร ย่อมต้องถือว่าจำเลยทราบกระบวนพิจารณาคดีและคำสั่งศาลเช่นนั้นด้วย ฉะนั้น เมื่อเสมียนทนายความของจำเลยทราบวันนัดฟังคำพิพากษากรณีย่อมต้องถือว่าจำเลยทราบวันนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 นั้นด้วย เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาจำเลยไม่มาศาลเพียงแต่ทนายความของจำเลยมอบฉันทะให้เสมียนทนายความนำคำร้องมาขอเลื่อนการฟังคำพิพากษาโดยอ้างว่าจำเลยไปต่างประเทศเช่นนี้เป็นกรณีที่จำเลยไม่มาศาลโดยไม่มีเหตุสมควรสงสัยได้ว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟังคำพิพากษาการที่ศาลชั้นต้นให้ออกหมายจับจำเลยมาเพื่อฟังคำพิพากษาและให้นัดฟังคำพิพากษาใหม่ในวันที่ 18 สิงหาคม 2542และเมื่อถึงวันนัดซึ่งพ้นหนึ่งเดือนนับแต่วันออกหมายจับแล้วไม่ได้ตัวจำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยไปเป็นการอ่านคำพิพากษาโดยชอบด้วยกฎหมายและถือว่าจำเลยได้ฟังคำพิพากษาในวันดังกล่าวแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสามประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 กรณีจึงไม่มีเหตุให้ไต่สวนเพื่อเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นและอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังใหม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 182
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหลักทรัพย์ เจ.เอฟ.ธนาคม จำกัด
จำเลย — นางสาวจางเจ้า เฟน
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2228/2544
#91329
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ทราบวันนัดฟังคำพิพากษา แต่จำเลยไม่มาศาลเพียงแต่ทนายความของจำเลยมอบฉันทะให้เสมียนทนายความนำคำร้องมาขอเลื่อนการฟังคำพิพากษาโดยอ้างว่าจำเลยไปต่างประเทศ เป็นกรณีที่จำเลยไม่มาศาลโดยไม่มีเหตุสมควร และสงสัยได้ว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟังคำพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นให้ออกหมายจับจำเลยมาเพื่อฟังคำพิพากษา และให้นัดฟังคำพิพากษาใหม่ และเมื่อถึงวันนัดซึ่งพ้นหนึ่งเดือนนับแต่วันออกหมายจับและไม่ได้ตัวจำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยไป จึงเป็นการอ่านคำพิพากษาโดยชอบด้วยกฎหมายและถือว่าจำเลยได้ฟังคำพิพากษาในวันดังกล่าวแล้ว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม กรณีจึงไม่มีเหตุให้ไต่สวนเพื่อเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นและอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2542 ว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ให้จำคุก 2 เดือน โดยอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย และออกหมายจับจำเลยเพื่อบังคับตามคำพิพากษา ต่อมาจำเลยถูกจับเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2542 จำเลยยื่นอุทธรณ์ในวันที่ถูกจับว่า จำเลยไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยไม่ชอบ ขอให้ยกเลิกการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ถือว่าได้อ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังในวันที่ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์และคดีถึงที่สุดแล้ว จึงไม่รับอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2542 ว่าจำเลยไม่ทราบ วันนัดฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย ทำให้จำเลยไม่ได้รับความเป็นธรรม ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนเพื่อเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น และอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังใหม่ เพื่อจำเลยจะได้มีโอกาสอุทธรณ์คำพิพากษา ศาลชั้นต้นสั่งว่าการอ่านคำพิพากษากระทำโดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุต้องไต่สวน ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นทั้งที่ไม่รับอุทธรณ์และยกคำร้องขอให้ไต่สวน

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ และกรณีมีเหตุสมควรไต่สวนเพื่อเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น และอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังใหม่หรือไม่ เห็นว่า ในวันนัดพิจารณาครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2542 ทนายความของจำเลยมอบฉันทะให้เสมียนทนายความมาศาล เมื่อเสร็จการพิจารณาศาลชั้นต้นให้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 ซึ่งเสมียนทนายความได้ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว เสมียนทนายความผู้รับมอบฉันทะให้มาศาลเป็นผู้แทนของทนายความ เสมียนทนายความทราบกระบวนพิจารณาคดีและคำสั่งศาลเช่นไร ย่อมต้องถือว่าทนายความทราบกระบวนพิจารณาคดีและคำสั่งศาลเช่นนั้น เช่นเดียวกันทนายความของจำเลยเป็นผู้แทนของจำเลยในการดำเนินคดี ทนายความทราบกระบวนพิจารณาคดีและคำสั่งศาลเช่นไรย่อมต้องถือว่าจำเลยทราบกระบวนพิจารณาคดีและคำสั่งศาลเช่นนั้นด้วย ฉะนั้น เมื่อเสมียนทนายความของจำเลยทราบวันนัดฟังคำพิพากษา กรณีย่อมต้องถือว่าจำเลยทราบวันนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 นั้นด้วย เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาจำเลยไม่มาศาลเพียงแต่ทนายความของจำเลยมอบฉันทะให้เสมียนทนายความนำคำร้องมาขอเลื่อนการฟังคำพิพากษาโดยอ้างว่าจำเลยไปต่างประเทศ เช่นนี้เป็นกรณีที่จำเลยไม่มาศาลโดยไม่มีเหตุสมควร สงสัยได้ว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟังคำพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นให้ออกหมายจับจำเลยมาเพื่อฟังคำพิพากษาและให้นัดฟังคำพิพากษาใหม่ในวันที่ 18 สิงหาคม 2542 และเมื่อถึงวันนัดซึ่งพ้นหนึ่งเดือนนับแต่วันออกหมายจับแล้วไม่ได้ตัวจำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยไป เป็นการอ่านคำพิพากษาโดยชอบด้วยกฎหมายและถือว่าจำเลยได้ฟังคำพิพากษาในวันดังกล่าวแล้ว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 กรณีจึงไม่มีเหตุให้ไต่สวนเพื่อเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นและอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังใหม่

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 182 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหลักทรัพย์ เจ. เอฟ. ธนาคม จำกัด
จำเลย — นางสาวจางเจ้า เฟน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายธนิต ภูริเวทย์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรุฬห์ แสงเทียน
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2227/2544
#99035
เปิดฉบับเต็ม

เรื่อง ความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ

ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายวิมลหรือแดง ลิ่มเชย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายสุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ — นายพินิจ บุญชัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2221/2544
#69551
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท ฟ. แล้วโจทก์ร่วมนำเช็คพิพาทในคดีนี้ที่จำเลยลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัทดังกล่าวสั่งจ่ายไปยื่นคำขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมมีสิทธิได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนเงินในเช็คที่พิพาทเช่นนี้จะถือว่า หนี้ตามเช็คที่พิพาทในคดีนี้ได้สิ้นผลผูกพันไปก่อน ที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอ้างในศาลอุทธรณ์ จำเลยย่อมยกขึ้นฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

โจทก์ร่วมยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามเช็คพิพาทที่โจทก์ร่วมนำไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมมีสิทธิได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนเงินในเช็คพิพาทก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้สิ้นผลผูกพันไปแล้วก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงยังไม่เลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๘๕/๒๕๔๑, ๓๘๖/๒๕๔๑, ๓๘๗/๒๕๔๑, ๓๘๘/๒๕๔๑, ๓๘๙/๒๕๔๑, ๓๙๔/๒๕๔๑, ๓๙๕/๒๕๔๑, ๘๐๗/๒๕๔๑, ๑๑๔๐/๒๕๔๑ ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทจรัสลัทพัฒนาการไฟฟ้า จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ จำคุก ๒ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย ๑ เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๑๕ วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 105 ม. 106 ม. 107
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทจรัสลัทพัฒนาการไฟฟ้า จำกัด
จำเลย — นายวิกรม วิสุทธิบรรจง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีก — แทรค บิลเดอร์ จำกัด และโจทก์ร่
ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2220/2544
#41109
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 2 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนมีกำหนด2 เดือน เป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษหรือจำหน่ายคดีจากสารบบความโดยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งได้พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาคดีนี้อนุญาตให้ฎีกา แต่ปรากฏว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นผู้อนุญาตให้ฎีกา มิใช่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้ง การอนุญาตให้ฎีกาจึงไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุก 2 เดือนเป็นกักขังแทนมีกำหนด 2 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาคดีนี้อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 2 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้เปลี่ยนโทษจำคุก2 เดือน เป็นโทษกักขังแทนมีกำหนด 2 เดือน ที่ศาลอุทธรณ์เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษหรือจำหน่ายคดีจากสารบบความ โดยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งได้พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาคดีนี้อนุญาตให้ฎีกา ปรากฏว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นผู้อนุญาตให้ฎีกา มิใช่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้ง การอนุญาตให้ฎีกาจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221ศาลฎีกาไม่อาจจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยได้"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและคำสั่งรับฎีกา ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขออนุญาตฎีกาไปให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาพิจารณาสั่งแล้วดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุนันท์ อินทรสุวรรณ
จำเลย — นาง นวลพรรณ ดิษฐแย้ม
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2210/2544
#40557
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจุดที่จำเลยจอดรถและเกิดเหตุชนกันอยู่ในไหล่ทางด้านซ้ายของถนนในลักษณะที่ไม่กีดขวางการจราจรแล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยจอดรถในเวลามืดค่ำโดยไม่ได้เปิดไฟหรือใช้แสงสว่างตามที่กำหนดในกฎกระทรวงเพื่อเป็นสัญญาณให้ผู้ขับขี่มองเห็นรถที่จอดอยู่ จนเป็นเหตุให้ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์พุ่งเข้าชนท้ายรถคันที่จำเลยจอดทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นผลจากความประมาทของจำเลยไม่ว่าจะฟังว่าผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วยก็ตามก็ต้องถือว่าเหตุที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเกิดเพราะความประมาทของจำเลยด้วยจึงเป็นผลโดยตรงที่เกิดจากความประมาทของจำเลยที่งดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้น หาใช่ผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการขับรถของจำเลยไม่ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 43(4),157 คงผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ความผิดฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น แล้วไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯมาตรา 78 กำหนดให้ผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นต้องหยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือไม่ก็ตามแต่ผู้ขับรถที่จะถือว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายจะต้องเป็นผู้ขับรถที่กำลังแล่นอยู่ หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดรถอยู่หรือหยุดรถอยู่ไม่จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายอันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 78

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2540 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยขับรถบรรทุก 10 ล้อ พร้อมรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 80-3632 ยโสธร ไปตามถนนวารีราชเดชจากทางด้านอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร มุ่งหน้าไปทางด้านอำเภอเลิงนกทาจังหวัดยโสธร เมื่อจำเลยขับถึงบริเวณบ้านหนองซ้งแย้ หมู่ที่ 7ตำบลคำเตย อำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร ยางเส้นในล้อหลังรถพ่วงด้านขวาแตก จำเลยจึงจอดรถบนถนนดังกล่าวในลักษณะกีดขวางการจราจรและไม่เปิดไฟสัญญาณฉุกเฉินของรถเพื่อเตือนให้ผู้ขับขี่ทราบ โดยรู้อยู่แล้วว่าในขณะนั้นเป็นเวลามืดค่ำแสงสว่างไม่เพียงพอที่ผู้ขับขี่จะมองเห็นรถที่จอดในทางเดินรถได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร และด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยดังกล่าวเป็นเหตุให้นายอนุรักษ์สมสอน ซึ่งขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนยโสธร ช-2962ไปตามถนนดังกล่าวมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ไม่อาจระมัดระวังและมองเห็นรถบรรทุกพร้อมรถพ่วงที่จำเลยจอดอยู่ได้ จึงพุ่งเข้าชนท้ายรถบรรทุกพร้อมรถพ่วงอย่างแรง ทำให้รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายและนายอนุรักษ์ถึงแก่ความตาย ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพท้ายฟ้อง หลังจากนั้นจำเลยหลบหนีไปไม่ให้ความช่วยเหลือนายอนุรักษ์ตามสมควร และไม่แสดงตัว ทั้งไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที กับไม่แจ้งชื่อตัวชื่อสกุลและที่อยู่ของจำเลยแก่ผู้ได้รับความเสียหาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและจำเลยใช้รถบรรทุกพร้อมรถพ่วงดังกล่าวซึ่งเป็นรถที่ใช้ในการขนส่ง บรรทุกหินแล่นไปตามถนน โดยที่ยังมิได้เสียภาษีประจำปีเหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลคำเตย อำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 78, 157, 160 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 71, 85, 148

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 71, 148ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายและผู้อื่นถึงแก่ความตาย ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานหลบหนีไม่หยุดให้ความช่วยเหลือฯ จำคุก 2 เดือน ฐานใช้รถที่จดทะเบียนแล้วแต่มิได้เสียภาษีประจำปีปรับ 8,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 2 เดือนและปรับ 8,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยจอดรถบรรทุกพร้อมรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 80-3632 ยโสธรในไหล่ทางในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็นได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร ต่อมาผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถคันที่จำเลยขับมาจอดไว้ดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ ปัญหาข้อนี้จำเลยฎีกาในทำนองว่าจำเลยได้เปิดไฟสัญญาณฉุกเฉินเพื่อให้ผู้ขับรถคันอื่นสามารถมองเห็นได้แล้ว แต่เหตุเกิดเพราะความประมาทของผู้ตายเองนั้น เห็นว่า ในข้อที่ว่าจำเลยเปิดไฟสัญญาณไว้หรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยจอดรถไว้โดยไม่ได้เปิดไฟสัญญาณฉุกเฉิน และขณะเกิดเหตุเป็นเวลามืดค่ำแล้ว จำเลยมีหน้าที่ต้องเปิดไฟฉุกเฉินไว้เป็นสัญญาณป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุ แต่จำเลยงดเว้นไม่ปฏิบัติตามจนเกิดเหตุขึ้น ถือว่าเหตุเกิดเพราะความประมาทของจำเลยด้วย จำเลยอุทธรณ์เพียงว่าขณะเกิดเหตุยังไม่มืด ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเปิดไฟสัญญาณฉุกเฉินไว้หรือไม่จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เหตุเกิดเพราะความประมาทของผู้ตายเองนั้นเห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจุดที่จำเลยจอดรถและเกิดเหตุชนกันอยู่ในไหล่ทางด้านซ้ายของถนน แสดงว่าจำเลยได้จอดรถในลักษณะที่ไม่กีดขวางการจราจรแล้ว แต่การที่จำเลยจอดรถในเวลามืดค่ำโดยไม่ได้เปิดไฟหรือใช้แสงสว่างตามที่กำหนดในกฎกระทรวงเพื่อเป็นสัญญาณให้ผู้ขับขี่มองเห็นรถที่จอดอยู่จนเป็นเหตุให้ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์พุ่งเข้าชนท้ายรถคันที่จำเลยจอดทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นผลจากความประมาทของจำเลยไม่ว่าจะฟังว่าผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตาม ก็ต้องถือว่าเหตุที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเกิดเพราะความประมาทของจำเลยด้วยไม่ทำให้จำเลยพ้นผิดไปได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯมาตรา 43(4), 157 มาด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เหตุที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์พุ่งเข้าชนท้ายรถคันที่จำเลยขับซึ่งจอดอยู่ในไหล่ทางจนถึงแก่ความตายเกิดจากความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยที่ไม่เปิดไฟสัญญาณของรถให้ผู้ตายซึ่งขับรถมาทางด้านหลังสามารถมองเห็นรถคันที่จำเลยจอดไว้ในระยะห่างเพียงพอที่ผู้ตายจะหยุดรถหรือหลบหลีกไปได้แล้วการที่ผู้ตายขับรถชนถึงแก่ความตายจึงเป็นผลโดยตรงที่เกิดจากความประมาทของจำเลยที่งดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้น หาใช่ผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการขับรถของจำเลยไม่ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 43(4), 157 คงผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่าจำเลยมีความผิดฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น แล้วไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร ฯลฯ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 78หรือไม่ ปัญหาข้อนี้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงว่าไม่มีเจตนาหลบหนีเห็นว่า แม้พระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 78 กำหนดให้ผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นต้องหยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือไม่ก็ตาม แต่ผู้ขับรถที่จะถือว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย และต้องหยุดรถปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ขับรถที่กำลังแล่นอยู่ หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดรถอยู่หรือหยุดอยู่ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาชนท้ายรถคันที่จำเลยขับขณะจอดเสียอยู่มิใช่ขณะกำลังแล่นอยู่ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย อันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯมาตรา 78 ปัญหาข้อนี้และข้อแรกที่วินิจฉัยข้างต้นแม้จำเลยจะไม่ได้ฎีกาขึ้นมาในข้อกฎหมาย ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ ทั้งสองข้อหาดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 215, 225

ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่าการที่จำเลยทราบว่าผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถคันที่จำเลยขับแล้ว ขับรถหลบหนีไปปล่อยให้ผู้ตายซึ่งได้รับบาดเจ็บนอนอยู่ในที่เกิดเหตุ เช่นนี้แสดงถึงความไม่มีมนุษยธรรมของจำเลย จึงไม่สมควรรอการลงโทษให้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 78, 157, 160 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 291
พ.ร.บ.จราจรทางบก ม. 43 (4) ม. 78 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นาย เสน่ห์ มัชฌิมารัตน์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2193/2544
#99032
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลย เนื่องจากราคาที่ เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุมัติให้ขายเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าววรรคสุดท้าย ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย คำพิพากษานั้นย่อมเป็นที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจกท์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๑๓๕ และ ๒๑๕๐ ตำบลคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ดำเนินการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว และดำเนินการขายทอดตลาดรวม ๗ ครั้ง โดยครั้งที่ ๗ ผู้ซื้อเสนอราคาสูงสุดจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท สำหรับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๒๑๓๕ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงให้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวแก่ผู้ซื้อในราคา ๑๒๐,๐๐๐ บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวมีราคาไม่น้อยกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท เพราะราคาที่แท้จริงไร่ละไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยคัดค้านแต่เพียงว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยในราคาต่ำไปเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ได้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยเนื่องจากราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุมัติให้ขายเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง จึงเป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคสอง ซึ่งคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในเรื่องนี้ย่อมเป็นที่สุดตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าววรรคสุดท้าย จำเลยไม่อาจฎีกาคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ต่อไปได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสริมวิทย์ โคนันทน์
จำเลย — นางพรรณี สุวรรณรัศมี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสุเมธ สุระคำแหง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายดิเรก อิงคนินันท์
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2190/2544
#36558
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ใช้คำว่า "ผู้ใดพาอาวุธไปในเมือง" ฉะนั้นเมื่อจำเลยมีอาวุธมีดติดตัวไปในเมืองก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว หาจำต้องใช้ในการกระทำผิดไม่

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 บัญญัติว่า ในการกักขังแทนค่าปรับให้ถืออัตรา 70 บาทต่อหนึ่งวัน ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 37.50 บาท การบังคับค่าปรับจึงกักขังแทนค่าปรับไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340,371, 33, 83, 91 ริบมีดและมีดคัตเตอร์ของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 3 บาท คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง, มาตรา 371 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธจำคุก 10 ปีฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรปรับ 100 บาท คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 มีประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างอันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามมาตรา 78หนึ่งในสี่คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ปรับ 75 บาท ริบมีดปลายแหลมของกลางส่วนมีดคัตเตอร์ให้คืนแก่เจ้าของ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 3 บาทแก่ผู้เสียหายที่ 1 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว ความผิดตามมาตรา 339วรรคสอง วางโทษจำคุก 5 ปี ความผิดตามมาตรา 371 ปรับ 50 บาทรวมจำคุก 5 ปี และปรับ 50 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้วเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามมาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี9 เดือน และปรับ 37.50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29,30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ส่วนปัญหาฎีกาข้อ 3 ที่จำเลยว่า การพกพาอาวุธมีดจะเป็นความผิดเมื่อใช้อาวุธมีดในขณะลงมือกระทำความผิดนั้นเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ใช้คำว่า "ผู้ใดพาอาวุธไปในเมือง" ฉะนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 มีอาวุธมีดติดตัวไปในที่ต่าง ๆ ตามฟ้องก็เป็นความผิดสำเร็จแล้วหาจำต้องใช้ในการกระทำผิดตามที่จำเลยที่ 1ฎีกาไม่ ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30บัญญัติว่า ในการกักขังแทนค่าปรับให้ถืออัตรา 70 บาทต่อหนึ่งวัน ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 37.50 บาท การบังคับค่าปรับจึงกักขังแทนค่าปรับไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นั้น เป็นการไม่ถูกต้องศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 แต่ประการเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 30 ม. 371
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ณัฐพงษ์หรือณัฐพงศ์ มนูญสราญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2176/2544
#41108
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยฟ้องจำเลยในมูลคดีเดียวกันกับคดีนี้ที่ศาลแพ่งธนบุรีแต่ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งจำหน่ายคดีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2539เนื่องจากจำเลยไม่ได้มีภูมิลำเนาหรือมูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจซึ่งคดีจะครบอายุความภายในวันที่ 7 มิถุนายน 2539 กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสองโจทก์มีสิทธิฟ้องคดีได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งศาลแพ่งธนบุรีถึงที่สุด โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 4 กรกฎาคม 2539 จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแพ่งธนบุรีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม2539 และศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งไม่รับฟ้อง โจทก์ต้องฟ้องจำเลยทั้งสองภายในอายุความคือวันที่ 7 มิถุนายน 2539แต่โจทก์มิได้ดำเนินการ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน894,837 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองในมูลคดีเดียวกันที่ศาลแพ่งธนบุรี แต่ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งจำหน่ายคดีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2539 เนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่ได้มีภูมิลำเนาหรือมูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจ ซึ่งคดีของโจทก์จะครบอายุความภายในวันที่ 7 มิถุนายน 2539 กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสองโจทก์มีสิทธิฟ้องคดีได้ภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งศาลแพ่งธนบุรีถึงที่สุด โจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2539คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ดังนั้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นปัญหาอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง"

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท แกรนด์เอเซีย อุตสาหกรรมอาหาร จำกัด
จำเลย — บริษัท นิวไลน์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2167/2544
#41107
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตกลงร่วมกันทำการค้าโดยโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ออกทุนด้วยเงินสด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4เป็นผู้ลงทุนด้วยแรงงานคือเป็นผู้ดำเนินกิจการค้า จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโดยไม่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1025 และมาตรา 1026 แม้จะเรียกข้อตกลงนั้นว่าเป็นสัญญาร่วมค้าขายก็หาทำให้มิใช่เป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่ เมื่อโจทก์ทั้งสองเลิกการเป็นหุ้นส่วนโดยยังไม่ได้จัดให้มีการชำระบัญชีก่อนตามมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ด้วยวิธีการดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1062 เพียงแต่ทำการเคลียร์บัญชีแล้วพบว่าจำเลยที่ 1ถึงที่ 4 ต้องคืนทุนและกำไรบางส่วนให้โจทก์ทั้งสองเท่านั้นโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อปี 2535 ขณะที่จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ชักชวนให้โจทก์ทั้งสองเข้าหุ้นกันทำการค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปและกางเกงยีนร่วมกันโดยให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ออกทุนด้วยเงินสด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4เป็นผู้ลงทุนด้วยแรงงาน โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ดำเนินกิจการค้าด้วยตนเองและสินค้าที่ร่วมหุ้นกันทำการค้าคือเสื้อผ้าสำเร็จรูปและกางเกงยีนทั้งใหม่และเก่าซึ่งผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากกิจการค้าในช่วงแรกไม่สะดวกจึงได้แบ่งปันผลประโยชน์กัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตกลงคืนเงินทุนให้โจทก์จำนวน2,093,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2536 โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ตกลงทำสัญญาร่วมหุ้นส่วนการค้ากันใหม่โดยให้นำสินค้าและเงินสดที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องส่งคืนให้โจทก์ทั้งสองจำนวน 2,093,000 บาท ไปเป็นทุนร่วมกันในการค้าครั้งใหม่งวดแรกจำนวน 2,000,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 93,000 บาท จำเลยที่ 1ถึง 4 ได้มอบคืนให้โจทก์เป็นเงินสดและการร่วมหุ้นส่วนกันครั้งนี้มีข้อตกลงว่าเมื่อโจทก์ทั้งสองได้ออกเงินสดเป็นทุนให้จำเลยที่ 1ถึงที่ 4 ไปซื้อสินค้ามาจำหน่ายเป็นลอต ๆ ครั้นจำหน่ายสินค้าได้แล้วให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 นำเงินสดในส่วนที่เป็นทุนที่รับไปจากโจทก์ทั้งสองเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสองจนครบ ส่วนผลประโยชน์ที่เป็นกำไรมี ข้อตกลงว่าจะต้องขายสินค้าในราคาต่ำสุดให้ได้กำไร21 เปอร์เซ็นต์ของราคาต้นทุน แล้วเอาผลกำไรนั้นมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสอง 7 เปอร์เซ็นต์ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จำนวน 14 เปอร์เซ็นต์ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2536 ถึงเดือนมิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1ถึงที่ 4 ได้เบิกเงินสดจากโจทก์ทั้งสองเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนสั่งซื้อและชำระค่าสินค้าจำนวน 65,732,391 บาท เมื่อประมาณปลายเดือนมีนาคม 2538 จำเลยที่ 1 แจ้งว่าสุขภาพไม่ดีประสงค์จะเลิกกิจการ โจทก์ทั้งสองจึงได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มาตกลงเพื่อเคลียร์บัญชีกัน โจทก์ทั้งสองตรวจสอบพบว่าจำเลยที่ 1 ถึง 4ผิดสัญญาหลายประการทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายโจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นคดีอาญาในข้อหายักยอกทรัพย์ต่อศาลแขวงพระโขนง ระหว่างดำเนินคดีอาญา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ได้ร่วมกับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ทำการฉ้อฉลโดยโอน และรับเอาทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้มาจากการยักยอกทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไปเป็นของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องคืนเงินทุนพร้อมเงินส่วนแบ่งกำไรทั้งหมดจำนวน 17,301,267 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ชำระเงินคืนแก่โจทก์แล้วจำนวน1,670,760 บาท จึงคงค้างเงินที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องคืนให้แก่โจทก์จำนวน 15,630,507 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4คนใดคนหนึ่งหรือทุกคนร่วมกันชำระเงินทุนคืนทั้งที่เป็นเงินสดที่เบิกไปจากโจทก์ทั้งสองจำนวน 12,700,000 บาท และเงินทุนที่ได้จากส่วนแบ่งที่เป็นผลประโยชน์ของโจทก์ทั้งสอง 7 เปอร์เซ็นต์จำนวน 4,601,267 บาท รวมเป็นเงิน 15,630,507 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กันยายน2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และเพิกถอนการจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ หมายเลขทะเบียน4ฬ - 4086 กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 6 เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ หมายเลขทะเบียน5ศ - 1333 กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 7 และเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 234066 พร้อมบ้านเลขที่ 1213/18 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5กับเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ หมายเลขทะเบียน 3ฝ - 6676 กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 4กับจำเลยที่ 5 หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ชำระเงินทุนให้แก่โจทก์ดังกล่าว ขอให้ยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ถึง 4 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ถึง 7 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ขอให้เพิกถอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึง 7

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลฎีกาพออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 วรรคหนึ่งแล้ว

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้มีการชำระบัญชีกันแล้วหรือไม่และมีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่าสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นการทำสัญญาร่วมค้าขายเท่านั้น การเลิกหุ้นส่วนกันจึงมีลักษณะเป็นการเลิกกิจการค้าและเคลียร์บัญชีต่อกันเท่านั้น ถือว่าเป็นการชำระบัญชีกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แล้วปรากฏว่ามีทุนของโจทก์ทั้งสองเหลืออยู่ และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะต้องคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงินรวม 15,630,507 บาท โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองบรรยายชัดเจนว่า เมื่อปี 2535 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ชักชวนให้โจทก์ทั้งสองเข้าหุ้นทำการค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปและกางเกงยีนร่วมกันโดยให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ออกทุนด้วยเงินสด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ลงทุนด้วยแรงงานโดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ดำเนินกิจการ สินค้าที่ร่วมหุ้นกันทำการค้าคือเสื้อผ้าสำเร็จรูปและกางเกงยีน แม้โจทก์ทั้งสองจะบรรยายฟ้องต่อไปอีกว่าเนื่องจากกิจการค้าในช่วงแรกไม่สะดวกจึงได้แบ่งปันผลประโยชน์กัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตกลงคืนทุนให้โจทก์ทั้งสองจำนวน 2,093,000 บาท โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงทำสัญญาร่วมหุ้นค้าขายกันใหม่และมีวิธีการดำเนินการตลอดจนถึงการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องจัดทำไว้ตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 8 ถึง 13 และเรียกการกระทำในภายหลังนี้ว่าเป็นสัญญาร่วมค้าขาย มีลักษณะเป็นการรวมหุ้นโดยมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเท่านั้น แต่จากคำฟ้องดังกล่าวสรุปข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์ทั้งสองยังคงเป็นผู้ออกทุนด้วยเงินสดจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ลงทุนด้วยแรงงานคือเป็นผู้ดำเนินกิจการค้าและกิจการค้าก็คือค้าขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปและกางเกงยีนอยู่เช่นเดิมโดยไม่ปรากฏว่ามีข้อจำกัดความรับผิดในเรื่องหนี้ของหุ้นส่วนนั้นแต่อย่างใด การตกลงในครั้งหลังเป็นแต่เพียงกำหนดวิธีการเบิกจ่ายเงินลงทุนจากโจทก์ทั้งสองว่าจะต้องทำอย่างไรและเพิ่มข้อกำหนดเกี่ยวกับภาระหน้าที่ที่จำเลยที่ 1 ถึง 4 จะต้องทำในระหว่างทำการค้าด้วยเท่านั้น ดังนั้น ข้อตกลงดังกล่าวตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโดยไม่จดทะเบียนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1025 และมาตรา 1026 ทุกประการฉะนั้นแม้โจทก์ทั้งสองจะเรียกข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่าเป็นสัญญาร่วมค้าขายกันก็ตามก็หาทำให้ข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิใช่เป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโดยมิได้จดทะเบียนแต่ประการใดไม่ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าได้ทำการตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะต้องคืนทุนและกำไรบางส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสองตามจำนวนดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือเอกสารใด ๆ ในคำฟ้องพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้จัดการให้มีการชำระบัญชีก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง และได้มีการกระทำดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1062 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉะนั้นวิธีการเคลียร์บัญชีหรือชำระบัญชีตามที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์นั้นจึงหาใช่เป็นการชำระบัญชีตามความหมายที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 22 หมวด 2 ตั้งแต่มาตรา 1061 ถึง 1063 แต่อย่างใดไม่ สรุปแล้ว เมื่อข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีลักษณะเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโดยไม่จดทะเบียน เมื่อโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เลิกห้างโดยที่ยังไม่มีการชำระบัญชีกัน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายถูกต้องกับข้อเท็จจริงแล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1025 ม. 1062
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดวิริยะวิศวกร กับพวก
จำเลย — นางสาวเพียงเพ็ญ ตรีวรพันธุ์ หรือนางเพียงเพ็ญ จินตนาภรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2166/2544
#41106
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 2 มิได้ร่วมลงทุนกับผู้อื่นซื้อที่ดิน เงินที่โจทก์ที่ 2ได้รับ 48,000,000 บาท เนื่องจากผู้ขายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นของโจทก์ที่ 2 แต่ผู้เดียว เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) การหักค่าใช้จ่ายต้องเป็นไปตามมาตรา 46 ซึ่งให้นำมาตรา 65 ตรี มาใช้บังคับด้วยเงินจำนวน 7,570,000 บาท ที่โจทก์ที่ 2 จ่ายให้แก่ ส.กับพวกเป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าเสียหายจัดสรรคืน ซึ่งไม่เกี่ยวกับการจะซื้อจะขายที่ดินอันเป็นผลให้โจทก์ที่ 2 ได้รับเงิน48,000,000 บาท มิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการโดยเฉพาะไม่อาจนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามมาตรา 46 ประกอบมาตรา 65 ตรี

คณะบุคคลชำระเงินภาษีอากรจำนวน 5,857,461 บาท แก่กรมสรรพากรจำเลยไปแล้ว แม้โจทก์ที่ 2 จะเป็นผู้จัดการของคณะบุคคลและต้องรับผิดชอบในเงินจำนวนดังกล่าวด้วย ก็ไม่อาจถือได้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นของโจทก์ที่ 2 เป็นส่วนตัวโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยาไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่โจทก์ทั้งสองจะต้องชำระแก่จำเลยได้

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7(3) ประกอบมาตรา 9 กำหนดให้ผู้จะฟ้องขอคืนค่าภาษีอากรที่ชำระไปจะต้องยื่นคำร้องต่อกรมสรรพากรจำเลยเพื่อสั่งคืนตามหลักเกณฑ์วิธีการและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้เสียก่อน ถ้าจำเลยไม่ยอมคืนจึงจะนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ เมื่อโจทก์ยังมิได้ดำเนินการดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนค่าภาษีอากรแก่โจทก์ ไม่ว่าโจทก์จะถูกโต้แย้งสิทธิแล้วหรือไม่ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นสามีโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี2536 ไว้ ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินแจ้งว่าโจทก์ที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ถูกต้อง ให้โจทก์ที่ 1 ชำระภาษีอากร เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ รวมจำนวน 19,553,470 บาทโจทก์ที่ 1 ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้อง แต่มีเหตุอันควรผ่อนผันจึงพิจารณาลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายและวินิจฉัยให้โจทก์ที่ 1ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวน 8,729,228.05 บาทกับเบี้ยปรับจำนวน 4,364,614.03 บาท และเงินเพิ่มจำนวน2,095,014.72 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 15,188,856.80 บาทโจทก์ทั้งสองเห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่ถูกต้องเพราะโจทก์ที่ 2 กับบุตรและญาติอื่น ๆ ร่วมกับนายสุรินทร์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล นางกิ่งกาญจน์ อัครเวสสะพงศ์นายอัษฎา อัครเวสสะพงศ์ และนางพนิดา สุนทรมโนกุลร่วมลงทุนซื้อที่ดินจากบริษัทเคหะพัฒนาและการเกษตร จำกัดเป็นเงินจำนวน 297,948,000 บาท โดยโจทก์ที่ 2 เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายแทนหุ้นส่วนคนอื่น ต่อมาโจทก์ที่ 2 ฟ้องเรียกค่าเสียหายและเงินมัดจำคืนจากบริษัทเคหะพัฒนาและการเกษตร จำกัด ฐานผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ศาลแพ่งพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 13373/2536 ให้จำเลยในคดีดังกล่าวชดใช้เงินจำนวน 48,000,000 บาท โจทก์ที่ 2และผู้เป็นหุ้นส่วนเข้าใจโดยสุจริตว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(13) จึงมิได้ยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามคณะบุคคล ต่อมาวันที่ 24 สิงหาคม 2538โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะบุคคลได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและชำระภาษีจำนวน 5,857,461 บาท อย่างไรก็ตามการประเมินภาษีอากรของจำเลยหักค่าใช้จ่ายให้โจทก์ทั้งสองไม่ถูกต้อง จำเลยอ้างว่าเงินได้พึงประเมินจำนวน 48,000,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นสามีมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีโดยหักค่าใช้จ่ายให้โจทก์เพียง 25,000,000 บาท โจทก์ที่ 2มีหลักฐานการจ่ายให้แก่ผู้ร่วมทุนต้องถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ทั้งสองนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายเสมือนประเภทดอกเบี้ยได้รวมจำนวน7,570,000 บาท ค่าดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินจำนวน 2,700,000บาท คืนเงินทดรองให้นายสุรินทร์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล จำนวน 300,000 บาท ค่านายหน้านายพรชัย ล้อมปกรณ์ จำนวน3,000,000 บาท ค่าทนายความนายมาโนช มโนคล้าย จำนวน6,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายดำเนินการจำนวน 3,000,000 บาทค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าเสียหายจัดสรรคืนจำนวน 7,570,000 บาทและค่าใช้จ่ายมัดจำจัดสรรคืนจำนวน 15,000,000 บาทรวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นจำนวน 34,570,000 บาท ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เลขที่ ต.6/1074/1/100282 ลงวันที่ 30 มิถุนายน2538 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ 100/2541/สภ.1 (กม.1) ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541ให้จำเลยนำภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ที่ 2 ที่ได้ชำระไว้ในนามคณะบุคคลนางพรรณี ศิวะโมกข์ ลัคณา และนางพนิดาสุนทรมโนกุล กับพวก จำนวน 5,857,461 บาท มาหักออกจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่โจทก์ทั้งสองอาจต้องชำระตามคำพิพากษา ถ้าหากไม่สามารถหักได้ให้จำเลยคืนเงินภาษีดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมด

จำเลยให้การว่า สัญญาระหว่างโจทก์ที่ 2 กับบริษัทเคหะพัฒนาและการเกษตร จำกัด มิได้ระบุข้อความให้เห็นว่าโจทก์ที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแทนหุ้นส่วนคนอื่นหรือคณะบุคคล โจทก์ที่ 2 ได้รับเงินจำนวน 48,000,000 บาทมามิใช่เงินค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิด อันได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 42(13) และมิใช่เงินส่วนแบ่งของกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล อันได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(14)คดีนี้เป็นการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คณะบุคคลและบุคคลธรรมดาเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้คนละรายกันจึงไม่อาจนำภาษีที่ชำระไว้ในนามคณะบุคคลมาเครดิตหรือหักกลบลบกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จะต้องชำระได้ โจทก์ที่ 2 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ในนามคณะบุคคลภายหลังจากได้รับแจ้งการประเมินภาษีดังกล่าว การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ในนามคณะบุคคลถือว่าเป็นการชำระภาษีที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย เป็นเรื่องคณะบุคคลนางพรรณีกับพวกต้องยื่นคำร้องขอคืนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี (1) โจทก์ทั้งสองฟ้องขอเงินภาษีดังกล่าวและดอกเบี้ยคืนโดยมิได้อุทธรณ์คัดค้านต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองส่วนนี้ต้องห้ามฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 8 และ 9

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา(ภ.ง.ด.12) เลขที่ ต.6/1074/1/100282 ลงวันที่ 30 มิถุนายน2538 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ 100/2541/สภ.1(กม.1) ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541โดยให้โจทก์ทั้งสองเสียเบี้ยปรับร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 เป็นภริยาโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2536 แสดงเงินได้เฉพาะเงินเดือนของโจทก์ที่ 1 จำนวน 134,000 บาท มิได้นำเงินที่บริษัทเคหะพัฒนาและการเกษตร จำกัด ชำระแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 48,000,000 บาท มาคำนวณเป็นรายได้ด้วย เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ที่ 1 ใหม่นำเงินได้จำนวน 48,000,000 บาท คำนวณเป็นรายได้ของโจทก์ที่ 2โดยหักค่าใช้จ่ายให้คือเงินมัดจำจำนวน 15,000,000 บาทกับค่านายหน้าจำนวน 2,000,000 บาท และค่าทนายความจำนวน 6,000,000 บาท แล้วแจ้งให้โจทก์ทั้งสองชำระภาษีเพิ่มเติมจำนวน 8,729,228.05 บาท กับเบี้ยปรับ 1 เท่า จำนวน8,729,228.05 บาท และเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 31 กรกฎาคม2538 จำนวน 2,095,014.72 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 19,553,470.82 บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 7 โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 79 ถึง 88 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้อง แต่ลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ให้โจทก์ทั้งสองชำระภาษีจำนวน 8,729,228.05 บาท กับเบี้ยปรับจำนวน4,364,614.03 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 2,095,014.72 บาทรวมทั้งสิ้นจำนวน 15,188,856.80 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 3....

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อที่สองมีว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายได้เพียงใด เห็นว่า สำหรับค่าดำเนินการจำนวน 3,000,000 บาท นั้น โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าบริหารงานของโจทก์ที่ 1 กับนายสุรินทร์ที่ได้ทดรองจ่ายในการดำเนินการ เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าใช้จ่ายในการติดต่อกรมที่ดิน ค่าพาหนะ ค่าใช้จ่ายในการเตรียมโครงการบ้านจัดสรรและอื่น ๆ ดังนั้น ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีที่โจทก์ที่ 2 ฟ้องบริษัทเคหะพัฒนาและการเกษตร จำกัด จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนค่าใช้จ่ายที่อ้างว่าผู้ร่วมลงทุนรับไปจำนวน7,570,000 บาท นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า โจทก์ที่ 2มิได้ร่วมลงทุนกับผู้อื่นซื้อที่ดิน เงินที่โจทก์ที่ 2 ได้รับมาจำนวน48,000,000 บาท เป็นของโจทก์ที่ 2 แต่ผู้เดียว แม้จะมีการจ่ายเงินจำนวน 7,570,000 บาท แก่นายสุรินทร์กับนางกิ่งกาญจน์และนางพนิดาจริงก็ฟังไม่ได้ว่าเกี่ยวกับการจะซื้อจะขายที่ดินอันเป็นผลให้โจทก์ที่ 2 ได้รับเงินจำนวน 48,000,000 บาท จึงเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ไม่อาจนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายจากเงินได้จำนวนดังกล่าวได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 46และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 8 ทวิ ซึ่งให้นำประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี มาใช้บังคับโดยอนุโลม ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่าเงินได้จำนวน 48,000,000 บาท ดังกล่าว เป็นค่าเสียหายจากการผิดสัญญา มิใช่เงินได้ที่โจทก์ที่ 2 ได้รับมาจากการประกอบกิจการ ไม่อาจนำมาตรา 65 ตรี(13) มาใช้บังคับได้นั้น เห็นว่าเงินได้จำนวนดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8)กล่าวคือ เป็นเงินได้จากการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7)การหักค่าใช้จ่ายเป็นไปตามมาตรา 46 จึงต้องนำมาตรา 65 ตรีมาใช้บังคับด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อที่สามมีว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธินำเงินจำนวน 5,857,461 บาท มาหักจากภาษีที่ต้องชำระหรือไม่ เห็นว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นภาษีอากรที่คณะบุคคลชำระแก่จำเลย แม้โจทก์ที่ 2 จะเป็นผู้จัดการของคณะบุคคลและต้องรับผิดชอบในเงินจำนวนดังกล่าวนี้ด้วย ก็ไม่อาจถือได้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นของโจทก์ที่ 2 เป็นส่วนตัวโจทก์ทั้งสองไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่โจทก์ทั้งสองจะต้องชำระแก่จำเลยได้ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อที่สี่มีว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนเงินจำนวน 5,857,461บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นภาษีอากรที่คณะบุคคลชำระแก่จำเลยต้องถือว่าเป็นภาษีอากรของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการของคณะบุคคลด้วย การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ให้โจทก์ที่ 2 นำมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ภาษีอากรที่โจทก์ทั้งสองต้องชำระแก่จำเลยถือว่าโต้แย้งสิทธิโจทก์ที่ 2 แล้วโจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528มาตรา 7(3) ประกอบมาตรา 9 กำหนดให้ผู้จะฟ้องขอคืนค่าภาษีอากรที่ชำระไปจะต้องยื่นคำร้องต่อจำเลยเพื่อสั่งคืนตามหลักเกณฑ์ วิธีการและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้เสียก่อนเมื่อจำเลยไม่ยอมคืนจึงจะนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ เมื่อโจทก์ที่ 2ยังมิได้ดำเนินการดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองไม่ว่าโจทก์ทั้งสองจะถูกโต้แย้งสิทธิแล้วหรือไม่ก็ตาม"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 ม. 9
ป.รัษฎากร ม. 40 ม. 46 ม. 56 ม. 65 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสืบชัย ศิวะโมกข์ลัคณา กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สันติ ทักราล
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา