คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2544
#40548
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กล่าวในคำฟ้องแต่เพียงว่า โจทก์ไม่ได้ตกลงในการแบ่งแยกที่ดินและจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลยโดยไม่ได้กล่าวอ้างว่าการรังวัดแบ่งแยกที่ดินได้เนื้อที่ไม่ถูกต้องแต่อย่างใด เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรังวัดที่ดินแบ่งแยกที่ดินไปตามคำพิพากษาในคดีเดิมโดยไม่ปรากฏว่า โจทก์โต้แย้งคัดค้านว่าการรังวัดแบ่งแยกที่ดินไม่ถูกต้อง จึงต้องถือว่าการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทเพื่อบังคับตามคำพิพากษาในคดีเดิมเป็นไปโดยถูกต้องและเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดีเดิมจะกลับมาฟ้องคดีนี้ โดยอ้างว่า ไม่ได้ตกลงยินยอมด้วยในการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีซ้ำในคดีเดิมหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4044 ตำบลกุดเค้า อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่31 ไร่ 2 งาน 78 ตารางวา จำเลยที่ 5 เป็นนายอำเภอ จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็น 2 แปลง โดยแบ่งแยกจากแปลงเดิม เป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045 เนื้อที่ 18 ไร่44 ตารางวา และจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยโจทก์ทั้งสามไม่ได้ตกลงในการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมดังกล่าว ขอให้เพิกถอนการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินส่วนหนึ่งตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 75 มีชื่อนายกาสี ผงสา เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองต่อมาจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้ได้ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสามเป็นจำเลยจนศาลฎีกามีคำพิพากษาให้แบ่งที่ดินออกเป็นเจ็ดส่วนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3684/2535 หลังจากนั้นจำเลยทั้งสี่ได้แบ่งกันครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนสัดและการแบ่งแยกที่ดินพิพาทได้กระทำโดยที่โจทก์ทั้งสามก็ทราบแต่ไม่ได้คัดค้าน จนเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045 ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แล้วขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 5 ได้จดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้แก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาการดำเนินการของจำเลยที่ 5 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4044ตำบลกุดเค้า อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น และเพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045ตำบลกุดเค้า อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 75 ตำบลกุดเค้า อำเภอมัญจาคีรีจังหวัดขอนแก่น อันเป็นที่ดินพิพาทตามฟ้อง เดิมเป็นของนายกาสีผงสา ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เมื่อนายกาสีถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทจึงตกเป็นมรดกได้แก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เดิมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เคยฟ้องโจทก์ทั้งสามขอแบ่งมรดกที่ดินพิพาทตามส่วน คดีดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นมรดกของนายกาสีตกทอดได้แก่โจทก์ทั้งสี่(จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คดีนี้) และจำเลยทั้งสาม (โจทก์ทั้งสามคดีนี้)คนละส่วนเท่า ๆ กัน ให้จำเลยทั้งสาม (โจทก์ทั้งสามคดีนี้) ไปจดทะเบียนแบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสี่ (จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คดีนี้)คนละส่วนภายใน 20 วัน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3684/2535 แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้ดำเนินการลงชื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะเจ้าของรวมกับโจทก์ทั้งสามไว้ก่อน และขอเปลี่ยนเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินพิพาทจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) ซึ่งในการรังวัดเปลี่ยนมาเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) ได้เนื้อที่ 31 ไร่ 2 งาน 78 ตารางวา หลังจากนั้นจำเลยที่ 1ถึงที่ 4 (ซึ่งเป็นโจทก์คดีเดิม) ได้ยื่นคำขอแบ่งแยกที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3684/2535คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่าการแบ่งแยกที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นไปโดยชอบหรือไม่ ซึ่งโจทก์ทั้งสามนำสืบว่าโจทก์ทั้งสามไม่ได้ยินยอมด้วยในการแบ่งแยกที่ดิน โจทก์ทั้งสามต้องการที่จะนำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันตามส่วน แม้จะปรากฏจากคำเบิกความของนายเสรยศ เพชรไทย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้ไปทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทว่า หลังจากดำเนินการรังวัดแบ่งแยกเสร็จแล้ว ได้ทำหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งสามทราบ โจทก์ทั้งสามได้ทำหนังสือโต้แย้งคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินก็ตาม แต่หลังจากนั้นศาลชั้นต้นได้นัดพร้อมเพื่อสอบถามโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1ถึงที่ 4 ซึ่งในวันนัดพร้อม ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจะไปดำเนินการยื่นเรื่องราวต่อสำนักงานที่ดินอำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น เพื่อดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้คู่ความแต่ละคนมีส่วนคนละส่วนเท่า ๆ กัน เพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป โจทก์ทั้งสามไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่าการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทเป็นไปโดยไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ทั้งที่โจทก์ทั้งสามได้ทราบคำบังคับของศาลชั้นต้นแล้ว นอกจากนั้นยังปรากฏว่าหลังจากศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิมแล้วทนายความของโจทก์ทั้งสามได้ขอคัดสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3684/2535 โดยอ้างว่าเพื่อนำไปประกอบการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาททั้งตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามคดีนี้ โจทก์ทั้งสามกล่าวในคำฟ้องแต่เพียงว่าโจทก์ทั้งสามไม่ได้ตกลงในการแบ่งแยกที่ดินและจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยที่ไม่ได้กล่าวอ้างว่าการรังวัดแบ่งแยกที่ดินได้เนื้อที่ไม่ถูกต้องแต่อย่างใดเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ทั้งสาม (จำเลยทั้งสามในคดีเดิม)และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 (โจทก์ในคดีเดิม) เป็นทายาทผู้รับมรดกที่ดินพิพาทของนายกาสี โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 หากโจทก์ทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนได้ เมื่อปรากฏว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิม โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามโต้แย้งคัดค้านว่าการรังวัดแบ่งแยกที่ดินไม่ถูกต้องจึงต้องถือว่าการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิมเป็นไปโดยถูกต้องและเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นคู่ความในคดีเดิมจะกลับมาฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่า โจทก์ทั้งสามไม่ได้ตกลงยินยอมด้วยในการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในคดีเดิมหาได้ไม่ ทั้งปัญหาเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 144 เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บัวไล ผงสา กับพวก
จำเลย — นาง สมพร ผงสา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1935/2544
#43322
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 13 ทั้ง 4 แปลงอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งปัจจุบันยังมีการใช้สัญจรตามปกติจึงเป็นทางสาธารณะ ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่เป็นที่ดินที่มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง

บ้านบางหลังของฝ่ายโจทก์เป็นบ้านยกพื้น อยู่สูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำประมาณ 70 เซนติเมตร แสดงให้เห็นว่า ระดับน้ำในแม่น้ำกับริมตลิ่งย่อมจะน้อยกว่า 70 เซนติเมตร กรณีไม่ถือว่าเป็นที่ชันอันระดับที่ดินกับทางสาธารณะอยู่สูงกว่ากันมากตามความหมายของมาตรา 1349 วรรคสอง

เมื่อที่ดินของโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 13 ทั้ง 4 แปลงอยู่ติดทางสาธารณะแม้ฝ่ายโจทก์ไม่ได้ใช้ทางสาธารณะนี้สัญจรไปมาเป็นเวลานานแล้วก็ไม่ทำให้โจทก์ทั้งสิบสามมีสิทธิที่จะใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งเจ็ดโดยอ้างว่าเป็นทางจำเป็นได้

ที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และโจทก์ที่ 8 ถึงที่ 13 แปลงอื่น ซึ่งไม่ได้ติดทางสาธารณะโดยตรงนั้น เป็นที่ดินแบ่งแยกมาจากที่ดินที่ติดทางสาธารณะหากโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และโจทก์ที่ 8 ถึงที่ 13 จะเรียกร้องเอาทาง ก็ต้องเรียกร้องเอาจากที่ดินแปลงเดิมที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกัน ไม่อาจที่จะเรียกร้องขอใช้ทางพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสิบสามเข้าออกสู่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 94 อันเป็นถนนสาธารณะโดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 40377 ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ทางทิศตะวันตกซึ่งมีนายสันต์นิลพานิช เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และเดินผ่านที่ดินของจำเลยทั้งเจ็ด ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบสามอยู่บริเวณเดียวกันและมีแนวเขตติดต่อกันมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ทุกด้าน ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ เว้นแต่จะใช้เส้นทางผ่านที่ดินของจำเลยทั้งเจ็ดทางด้านทิศตะวันตกผ่านออกสู่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 94โจทก์ทั้งสิบสามและจำเลยทั้งเจ็ดตกลงร่วมกันทำถนนพิพาทจากแยกซอยจรัญสนิทวงศ์ 94 โดยตัดผ่านที่ดินของจำเลยทั้งเจ็ดกว้าง 4 เมตร และยาว 90 เมตร โจทก์ทั้งสิบสามใช้ถนนดังกล่าวผ่านเข้าออกสู่ถนนสาธารณะนับแต่ปี 2531 จนกระทั่งเดือนเมษายน 2540 จำเลยทั้งเจ็ดปิดกั้นทางพิพาทโดยฝังเสาทำไม้กระดกให้ยามรักษาการณ์ตรวจตราห้ามรถยนต์ผ่านเข้าออกบริเวณทางพิพาท เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสิบสามและบริวารไม่สามารถสัญจรผ่านเข้าออกได้ตามปกติ ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดรื้อถอนสิ่งกีดขวางทางพิพาทยกเลิกเวรยามที่คอยห้ามยานพาหนะเข้าออกทางพิพาท หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาสั่งให้โจทก์ทั้งสิบสามมีอำนาจให้บุคคลอื่นทำการรื้อถอน โดยจำเลยทั้งเจ็ดเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ให้จำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบสาม หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ด

จำเลยทั้งเจ็ดให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยทั้งเจ็ดไม่เคยตกลงร่วมกันทำถนนเพื่อให้โจทก์ทั้งสิบสามและบริวารผ่านไปออกทางสาธารณะที่ดินของโจทก์ทั้งสิบสามด้านทิศตะวันออกมีแนวเขตจรดแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นทางสาธารณะ ทางพิพาทจึงไม่เข้าลักษณะทางจำเป็น หากโจทก์ทั้งสิบสามและบริวารใช้ทางพิพาทผ่านเข้าออก ทางพิพาทต้องรับภาระเพิ่มขึ้นจำเลยทั้งเจ็ดขอเรียกร้องค่าเสียหายเป็นค่าทดแทนปีละ 80,000 บาท ตลอดไปจนกว่าโจทก์ทั้งสิบสามและบริวารหมดความจำเป็นใช้ทางพิพาทและให้ชดใช้ค่าทดแทนในการใช้ที่ดินเป็นเงินทั้งสิ้น 2,500,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสิบสามและบริวารมีสิทธิใช้ทางพิพาทกว้าง 4 เมตร ยาว 90 เมตร ซึ่งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 148603 เลขที่ 148604เลขที่ 148605 เลขที่ 148606 เลขที่ 3490 เลขที่ 3491 และเลขที่ 116659ตำบลบางอ้อ อำเภอบางพลัด กรุงเทพมหานคร ห้ามมิให้จำเลยทั้งเจ็ดขัดขวางอีกไม่ว่าด้วยประการใด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ทั้งสิบสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท เป็นค่าทดแทนการใช้ทางพิพาทในฐานะทางจำเป็นแก่จำเลยทั้งเจ็ดด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสิบสามและจำเลยทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์ทั้งสิบสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดหลายแปลงอาณาเขตติดต่อเป็นผืนเดียวกัน เฉพาะด้านทิศตะวันออกของที่ดินดังกล่าวติดแม่น้ำเจ้าพระยาส่วนทางพิพาทอยู่ในที่ดินมีโฉนดหลายแปลงของจำเลยทั้งเจ็ด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นประการแรกว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบสามหรือไม่ ประเด็นนี้โจทก์ทั้งสิบสามอ้างว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสิบสามตกอยู่ในที่ล้อมของที่ดินแปลงอื่นจนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ ได้ความจากคำรับของคู่ความทั้งสองฝ่ายตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 15 กันยายน 2541ว่า เดิมที่ดินของโจทก์ทั้งสิบสามเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน คือที่ดินโฉนดเลขที่ 3497 ต่อมาได้มีการแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยหลายแปลง โดยมีที่ดินโฉนดเลขที่ 181 ของโจทก์ที่ 13 เลขที่ 116740 ของโจทก์ที่ 7 เลขที่ 116741ของโจทก์ที่ 6 และเลขที่ 39353 ของโจทก์ที่ 8 ถึงที่ 13 ทางด้านทิศตะวันออกอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ปัจจุบันยังมีการใช้แม่น้ำเจ้าพระยาสัญจรไปมาตามปกติ จึงถือว่าแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นทางสาธารณะการที่ที่ดินของโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 13 ทั้ง 4 แปลง อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นทางสาธารณะเช่นนี้ จึงไม่เป็นที่ดินที่มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349วรรคหนึ่ง ส่วนที่ปรากฏจากรายงานการเผชิญสืบของศาลว่าบ้านบางหลังของฝ่ายโจทก์คือบ้านเลขที่ 29/27 ซึ่งเป็นพื้นไม้อยู่สูงจากระดับแม่น้ำประมาณ 70 เซนติเมตร จะถือว่าเป็นกรณีที่ชันอันระดับที่ดินกับทางสาธารณะอยู่สูงกว่ากันมากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสองอันจะทำให้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นทางจำเป็นหรือไม่นั้น เห็นว่าจากรายงานการเดินเผชิญสืบของศาล แสดงให้เห็นว่าบ้านดังกล่าวเป็นบ้านยกพื้น ดังนั้น ระดับน้ำในแม่น้ำกับริมตลิ่งย่อมจะน้อยกว่า 70 เซนติเมตรกรณีไม่ถือว่าเป็นที่ชันอันระดับที่ดินกับทางสาธารณะอยู่สูงกว่ากันมากตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสองเมื่อที่ดินของโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 13 ทั้ง 4 แปลง อยู่ติดทางสาธารณะ แม้จะอ้างว่าฝ่ายโจทก์ไม่ได้ใช้ทางสาธารณะนี้สัญจรไปมาเป็นเวลานานแล้ว ก็ไม่ทำให้โจทก์ทั้งสิบสามมีสิทธิที่จะใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งเจ็ดโดยอ้างว่าเป็นทางจำเป็นได้ ส่วนที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และโจทก์ที่ 8 ถึงที่ 13แปลงอื่น ซึ่งไม่ได้ติดตามทางสาธารณะโดยตรงนั้น เป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงที่ติดทางสาธารณะ หากโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และโจทก์ที่ 8ถึงที่ 13 จะเรียกร้องเอาทางก็ต้องเรียกร้องเอาจากที่ดินแปลงเดิมที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันไม่อาจที่จะเรียกร้องขอใช้ทางพิพาทได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งเจ็ดฟังขึ้นและกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสิบสามที่ว่าโจทก์ทั้งสิบสามจะต้องใช้ค่าทดแทนหรือไม่เพียงใด"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อัสนี โยธาสมุทร กับพวก
จำเลย — นาย พลพิพัฒน์ ชูจิตารมย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1934/2544
#40547
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ใช้ทางพิพาทโดยเข้าใจว่าทางดังกล่าวเป็นทางสาธารณะยังถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิผ่านทางพิพาทโดยการครอบครองดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 แม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทเกินกว่า 10 ปีทางพิพาทก็ไม่เป็นภารจำยอมเพื่อที่ดินของโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ แต่ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ยอมรับว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ปัญหาในประเด็นว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ จึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และเมื่อศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลย 400,000 บาท จำเลยพอใจไม่อุทธรณ์ จำเลยจะฎีกาขอให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนเกินกว่าจำนวนที่ศาลชั้นต้นกำหนดหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 45796 ตำบลหนองบอน (พระโขนงฝั่งใต้)อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร โดยอยู่ห่างจากถนนศรีนครินทร์ประมาณ 110 เมตร จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 34533ตำบลหนองบอน (พระโขนงฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนครเนื้อที่ประมาณ 55 ตารางวา ซึ่งอยู่ติดถนนศรีนครินทร์ เมื่อปี 2524โจทก์ได้สร้างบ้านบนที่ดินของโจทก์และโจทก์ได้เข้าออกสู่ถนนศรีนครินทร์โดยใช้ทางสัญจรเดิมซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว ทางดังกล่าวมีลักษณะตัดเชื่อมจากถนนศรีนครินทร์ผ่านที่ดินของจำเลยโดยตลอดและผ่านที่ดินของผู้อื่นแปลงถัดมาลึกเข้ามาด้านท้ายซอยมีความยาวประมาณ 400 เมตร กว้างประมาณ 4 เมตร ตลอดเส้นทาง โดยที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะทางอื่นและโจทก์ได้ใช้ทางดังกล่าวเกินกว่า 10 ปี ติดต่อกัน จำเลยไม่เคยโต้แย้ง ที่ดินของจำเลยจึงเป็นทางจำเป็นและทางภารจำยอมโดยอายุความ ต่อมาเมื่อวันที่ 12มิถุนายน 2537 จำเลยทำรั้วปิดกั้นทางพิพาท ทำให้โจทก์และบริวารไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปิดกั้นเพื่อให้โจทก์และบริวารใช้ทางออกสู่ทางสาธารณะ หากจำเลยไม่ยอมรื้อถอนให้โจทก์รื้อถอนเองโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนว่าที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 34533ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ของจำเลยตกอยู่ในบังคับภารจำยอมเรื่องทางเดินของที่ดินโฉนดเลขที่ 45796ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ของโจทก์หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 45796 แต่ถือกรรมสิทธิ์แทนบิดามารดาโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายว่ามีที่ดินแปลงอื่นล้อมรอบจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะและทางจำเป็นอยู่ทิศใด ทั้งมิได้บรรยายว่าใช้ทางดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภารจำยอมติดต่อกันมาเกินกว่า10 ปี หรือใช้ทางตั้งแต่เมื่อใด อันจะทำให้โจทก์ได้สิทธิโดยอายุความคำขอของโจทก์มิได้ระบุเนื้อที่ทิศความกว้างยาวของทางภารจำยอมในที่ดินจำเลย โจทก์และบริวารมิได้ใช้ทางพิพาทด้วยเจตนาให้เป็นทางภารจำยอมติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี แต่เพิ่งใช้ทางพิพาทเพียง2 ปี จึงมิใช่ทางภารจำยอมและโจทก์ยังมีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยทางอื่นอีกทางพิพาทจึงมิใช่ทางจำเป็น เนื้อที่ทางพิพาทตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 มีจำนวน 21 ตารางวา หากเป็นทางจำเป็นควรกว้างไม่เกิน 70 เซนติเมตร และสูงไม่เกิน 2 เมตรขอให้ยกฟ้อง หากศาลพิพากษาให้เปิดทางจำเป็น จำเลยขอเรียกค่าทดแทนตารางวาละ 40,000 บาท เนื้อที่ดินประมาณ 21 ตารางวาเป็นเงินทั้งสิ้น 840,000 บาท ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าทดแทนความเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน 840,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่มีสิทธิกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงทางพิพาทจากเดิมกว้างประมาณ 4 เมตร ให้เหลือเพียงไม่เกิน 70 เซนติเมตร สูงไม่เกิน 2 เมตร และไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนเพราะเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องดำเนินการจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภารจำยอมโดยอายุความแก่โจทก์อยู่แล้ว ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเปิดทางพิพาทให้โจทก์ผ่านมีความกว้าง 3 เมตร ตามแนวเส้นสีฟ้าของแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.15 ด้านทิศตะวันออกไปสุดยังด้านทิศตะวันตกให้ขนานกับแนวทางพิพาทด้านทิศใต้ โดยให้โจทก์จ่ายค่าทดแทนแก่จำเลยเป็นเงิน 400,000 บาท และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปิดกั้นทางดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ (ที่ถูกพิพากษาแก้เป็น) ว่า ทางพิพาทซึ่งมีความยาวด้านทิศเหนือ 17.937 เมตร ด้านทิศใต้ 15.319 เมตรความกว้างด้านทิศตะวันออกสู่ถนนศรีนครินทร์ กว้าง 4.770 เมตร ด้านทิศตะวันตก กว้าง 6.348 เมตร ตามที่เขียนด้วยเส้นสีฟ้าในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.15 เป็นทางภารจำยอม ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนภารจำยอมที่พิพาทดังกล่าวแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 45796ตำบลหนองบอน (พระโขนงฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนครให้โจทก์ ถ้าไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปิดกั้นทางพิพาทดังกล่าวออกค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ทางพิพาทตกเป็นภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนฉุกเฉินเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2537 และคำเบิกความในชั้นพิจารณาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 ว่า ทางพิพาทมีอยู่ตั้งแต่ขณะเมื่อโจทก์ซื้อที่ดิน โจทก์เข้าใจว่าเป็นทางสาธารณะ เห็นว่า การจะได้สิทธิในทางพิพาทโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1401 นั้น จะต้องเป็นการใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้ทางพิพาทนั้นตกเป็นภารจำยอมและได้ใช้ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 จึงจะทำให้ทางพิพาทตกเป็นภารจำยอมได้ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทโดยเข้าใจว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะเช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิผ่านทางพิพาทโดยการครอบครองดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401ประกอบด้วยมาตรา 1382 แม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทเกินกว่า 10 ปีทางพิพาทก็ไม่เป็นภารจำยอมเพื่อที่ดินของโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่าทางพิพาทไม่เป็นทางจำเป็นนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์จำเลยมิได้อุทธรณ์ แต่ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ยอมรับว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ปัญหาในประเด็นข้อนี้จึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่าโจทก์ต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยเพียงใด ที่จำเลยฎีกาขอให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลย 840,000 บาท นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลย 400,000 บาท จำเลยพอใจไม่อุทธรณ์ ดังนั้น จำเลยจะฎีกาขอให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนเกินกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดดังกล่าวหาได้ไม่ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ คงมีปัญหาว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทดแทน 400,000 บาท เหมาะสมหรือไม่ซึ่งปัญหาดังกล่าวโจทก์ได้ยกขึ้นอุทธรณ์ด้วย แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน เห็นว่า ทางพิพาทตามแผนที่วิวาทและภาพถ่าย มีสภาพเป็นถนนที่ใช้เป็นทางสัญจรผ่านที่ดินของผู้อื่น นอกจากที่ดินของจำเลยอีกหลายราย ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนความเสียหายให้แก่จำเลย 400,000บาท จึงเป็นจำนวนสูงเกินสมควร เห็นควรกำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลย 200,000 บาท

อนึ่ง เมื่อศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาจำเลยสำหรับค่าทดแทนส่วนที่เกิน 400,000 บาท ดังนั้น ที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาในจำนวนทุนทรัพย์ 840,000 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ทางพิพาทไม่เป็นทางภารจำยอมแต่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลย200,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนแก่จำเลยให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1401
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บุญช่วย พัฒนเศรษฐานนท์
จำเลย — นาย ประสิทธิ์ ศิริวิตร
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
พิชัย เตโชพิทยากูล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1923/2544
#40546
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข เกิดขึ้นตั้งแต่เวลากลางวันต่อเนื่องถึงเวลากลางคืนและวันต่อมาทั้งเวลากลางวันและกลางคืน จึงเป็นผลของการกระทำผิดฐานบุกรุกในเวลากลางวันเท่านั้น จะถือว่าจำเลยกระทำผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(3) ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 362, 365 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 697/2537 และ 1428/2537 ของศาลชั้นต้นด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2ในคดีที่โจทก์ ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(2)(3) ประกอบด้วยมาตรา 362,83 ให้จำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำผิดมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 แต่ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปีส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 697/2537 และ 1428/2537 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อสองมีว่า การที่จำเลยเข้าไปภายในบริเวณสถานที่ก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำตามโครงการเขื่อนปากมูลดังกล่าวเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายนภ ด้วงเงิน และนายพีระไชยมาศ พนักงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผู้เสียหายคดีนี้กับนายลำพัง สงไพสน และนายอดุลย์ บิดา เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป็นประจักษ์พยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่าจำเลยเป็นหนึ่งในกลุ่มของแกนนำที่ผลัดเปลี่ยนกันใช้เครื่องขยายเสียงกล่าวโจมตีการก่อสร้าง และในวันที่ 8 มกราคม 2537 จำเลยกับพวกก็นำกลุ่มคนดังกล่าวข้ามสะพานไม้ไผ่ซึ่งจัดทำขึ้นเข้าไปยังบริเวณสถานที่ขุดเจาะหินเพื่อทำเป็นร่องน้ำในการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำแล้วห้อมล้อมยึดเครื่องขุดเจาะหินซึ่งมีอยู่ทั้งหมดรวม 3 เครื่อง และจำเลยยังได้พูดผ่านเครื่องขยายเสียงในทำนองปลุกระดมมวลชนอีกด้วย จนกระทั่งวันที่ 12 เดือนเดียวกัน เมื่อนายประสงค์ศักดิ์บุญเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีไปเจรจากับกลุ่มคนดังกล่าว กลุ่มผู้ชุมนุมจึงยอมส่งมอบเครื่องขุดเจาะหินคืนและออกจากบริเวณที่ก่อสร้าง เห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์ดังกล่าวล้วนเป็นพนักงานที่ต้องปฏิบัติงานในสถานที่นั้น น่าเชื่อว่าเบิกความตามที่รู้เห็น ซึ่งเมื่อพิจารณาก็ปรากฏชัดว่ากลุ่มผู้ชุมนุมได้เข้ากระทำการในลักษณะขัดขวางการปฏิบัติงาน และจำเลยเป็นหนึ่งในแกนนำที่พนักงานของผู้เสียหายต้องเข้าไปเจรจาขอร้องมิให้ขัดขวางการปฏิบัติงาน แม้จำเลยจะสืบพยานต่อสู้ว่า จำเลยกับพวกชุมนุมต่อต้านการก่อสร้างเพราะจะเป็นผลร้ายแก่ชาวบ้านในละแวกนั้นที่นั้นอันเป็นสิทธิที่จะกระทำได้ แต่การคัดค้านต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย จะกระทำการคัดค้านใช้อำนาจตามอำเภอใจโดยพลการเข้าไปยึดเครื่องมือขุดเจาะหินอันเป็นการรบกวนการครอบครองเป็นเหตุให้ผู้เสียหายไม่อาจปฏิบัติงานได้หาได้ไม่เพราะรังแต่จะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยต่อสังคมส่วนรวมและกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงของประเทศชาติด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2537 เวลากลางวันต่อเนื่องถึงเวลากลางคืนและวันต่อมาทั้งเวลากลางวันและกลางคืนจนถึงวันที่ 12 มกราคม 2537 เวลากลางวัน ความผิดฐานบุกรุกคดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เวลากลางวันแล้ว การที่จำเลยบุกรุกต่อเนื่องถึงเวลากลางคืนและวันต่อมาทั้งเวลากลางวันและกลางคืน จึงเป็นผลของการกระทำผิดฐานบุกรุกในเวลากลางวันเท่านั้นจะถือว่าจำเลยกระทำผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(3) ไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษดังกล่าวแก่จำเลยด้วยจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 365(2) ประกอบด้วยมาตรา 362, 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 365 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ทองเจริญ สีหาธรรม
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
อำนวย เต้พันธ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1922/2544
#36461
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเรือที่รับขนสินค้าของโจทก์ และจำเลยที่ 2 ผิดสัญญารับขนสินค้าดังกล่าวต่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 2ต้องรับผิดตามสัญญารับขนในฐานะเป็นตัวแทนผู้ทำสัญญารับขนสินค้ากับโจทก์แทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ อันจะต้องรับผิดแต่ลำพังตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 824 จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ตกลงว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าท่อเหล็กชุบสังกะสี จำนวน 960 มัด น้ำหนัก 1,000 เมตริกตันจากประเทศไทยไปยังเมืองซัวเถา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยจำเลยที่ 1 ตกลงใช้เรือเชียงอันในการขนส่งสินค้าให้โจทก์แต่เรือเชียงอันไม่อาจขนส่งสินค้าให้โจทก์ได้ จำเลยที่ 1 จึงแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อเรืออันไตเจียงของจำเลยที่ 2 เพื่อรับขนส่งสินค้าดังกล่าว ต่อมาโจทก์ได้ขนสินค้าจากโรงงานมาที่ท่าเรือเพื่อจะขนลงเรืออันไตเจียงของจำเลยที่ 2 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่ยอมรับสินค้าดังกล่าวของโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ส่งสินค้าไปให้ผู้ซื้อที่เมืองชัวเถาไม่ได้ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรจุและรื้อหีบสินค้าค่าขนส่งสินค้าระหว่างโรงงานของโจทก์กับท่าเรือมหาวงศ์ จังหวัดสมุทรปราการรวม 2 ครั้ง ค่าธรรมเนียมประกันภัยในการส่งสินค้าค่าใช้จ่ายในการทำพิธีการทางศุลกากรเพื่อส่งสินค้าออก และค่าขาดประโยชน์จากการขายสินค้าไม่ได้ รวมเป็นเงินจำนวน 1,935,273.10 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองยังไม่ชำระเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2541 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าเรืออันไตเจียงจะเข้ามาที่ท่าเรือกรุงเทพล่าช้าจนถึงฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ยจำนวน 138,188 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 2,073,461.10 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,073,461.10 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 1,935,273.10 บาทนับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ทำการขนส่งสินค้าตามคำฟ้อง จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ประสานงานกับเจ้าของเรือเพื่อให้โจทก์นำสินค้าบรรทุกลงเรือไปส่งยังจุดหมายปลายทาง โดยโจทก์จะจ่ายค่าป่วยการให้แก่จำเลยที่ 1 ตามจำนวนที่จำเลยที่ 1 ได้ทดรองจ่ายไปหากติดต่อเรือไม่สำเร็จจำเลยที่ 1 ก็จะไม่ได้รับค่าใช้จ่ายดังกล่าวคืนการที่โจทก์ไม่สามารถส่งสินค้าไปเมืองซัวเถา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 โจทก์ต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายเอาจากจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการเป็นนายหน้าตัวแทนในกิจการขนส่งของทางทะเลโดยได้รับค่าบำเหน็จตัวแทนจากเจ้าของเรือจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้ขนส่งเพราะไม่ใช่เจ้าของเรืออันไตเจียงและไม่ได้เป็นคู่สัญญาในการรับขนส่งสินค้ากับโจทก์ การที่นายเรืออันไตเจียงปฏิเสธไม่รับบรรทุกสินค้าของโจทก์เพราะจะทำให้น้ำหนักเกินความสามารถของเรือที่จะบรรทุกได้ตามมาตรฐานการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศ ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้ จึงไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ 2ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินจำนวน 1,335,273.10 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2541เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1เป็นผู้รับจ้างขนส่งสินค้าท่อเหล็กชุบสังกะสีจำนวน 960 มัด น้ำหนัก1,000 เมตริกตัน จากโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายวศิน สมบูรณ์พาโชคผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่าโจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าดังกล่าวจากประเทศไทยไปส่งให้แก่ลูกค้าของโจทก์ที่เมืองซัวเถา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยติดต่อผ่านนายกฤติ ถาวรกชกรพนักงานของจำเลยที่ 1 วันที่ 17มิถุนายน 2541 จำเลยที่ 1 โดยนายกฤติได้ส่งโทรสารแจ้งโจทก์ให้ทราบเกี่ยวกับเรือที่จะรับขนสินค้าดังกล่าวว่าคือเรือเชียงอัน ซึ่งจะเข้าเทียบท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ในระหว่างวันที่ 25 ถึง 27 มิถุนายน2541 วันที่ตามสำเนาข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเรือเอกสารหมาย จ.7 โจทก์จึงส่งโทรสารใบจองระวางเรือกับจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 22มิถุนายน 2541 จำเลยที่ 1 โดยนายกฤติแจ้งให้โจทก์ทราบว่าขอยกเลิกการใช้เรือเชียงอันขนสินค้าของโจทก์เนื่องจากใบอนุญาตของเรือใกล้หมดอายุ และจะจัดหาเรือลำอื่นให้ ต่อมาเมื่อประมาณวันที่ 24 มิถุนายน2541 จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อเรืออันไตเจียงของจำเลยที่ 2 ให้ขนสินค้าของโจทก์แทนเรือเชียงอันและแจ้งรายละเอียดของเรืออันไตเจียงให้โจทก์ทราบ โจทก์จึงจองระวางเรืออันไตเจียงกับจำเลยที่ 1 ตามสำเนารายละเอียดเกี่ยวกับเรือและการจัดส่งสินค้าพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 วันที่ 29 มิถุนายน 2541 โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 เตรียมสำเนาใบตราส่งให้โจทก์ตรวจสอบความถูกต้องว่าตรงกับใบกำกับสินค้า ใบจองระวางเรือ และเลตเตอร์ออฟเครดิตหรือไม่จำเลยที่ 1 ส่งโทรสารเกี่ยวกับรายละเอียดในใบตราส่งซึ่งออกโดยจำเลยที่ 2 มาให้โจทก์ ตามสำเนาใบตราส่งเอกสารหมาย จ.11 ต่อมาวันที่ 30มิถุนายน 2541 จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าเรืออันไตเจียงจะเข้าเทียบท่าเรือมหาวงศ์ จังหวัดสมุทรปราการ ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2541และสามารถรับสินค้าลงเรือได้ในวันรุ่งขึ้น ให้โจทก์ขนสินค้ามาจากจังหวัดระยองเพื่อดำเนินการตามพิธีการทางศุลกากรเกี่ยวกับสินค้าขาออก วันที่ 1 ถึง 2 กรกฎาคม 2541 โจทก์ขนสินค้าที่จะขนส่งมาจากจังหวัดระยองโดยรถยนต์บรรทุกจำนวน 10 คัน ไปถึงท่าเรือมหาวงศ์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2541 เช้าวันเดียวกันนายกฤติแจ้งให้โจทก์ทราบว่า เรืออันไตเจียงไม่ยอมรับสินค้าของโจทก์ลงเรือให้โจทก์ระงับการขนสินค้าส่วนที่ยังไม่ได้ขนมาจากโรงงานที่จังหวัดระยองไว้ก่อนและขอให้ขนสินค้านั้นกลับไปคลังสินค้าของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1จะรับผิดชอบค่าขนส่งในครั้งนี้ ต่อมาช่วงบ่ายวันเดียวกันจำเลยที่ 1แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมจ่ายค่าระวางเรือเพิ่มให้จำเลยที่ 2อีกจำนวน 5 ดอลล่าร์สหรัฐ ต่อ 1 เมตริกตัน โดยจำเลยที่ 1 จะรับผิดในค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นเอง และจำเลยที่ 2 ตกลงรับสินค้าของโจทก์ลงเรือหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ส่งโทรสารสำเนาใบตราส่งที่แก้ไขรายการต่าง ๆให้ถูกต้องแล้วมาให้โจทก์ พร้อมกับให้โจทก์ขนสินค้ามาที่ท่าเรือมหาวงศ์อีกครั้งโดยกำหนดให้สินค้าไปถึงท่าเรือในวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2541ตามสำเนาใบตราส่งเอกสารหมาย จ.12 วันที่ 6 ถึง 7 กรกฎาคม 2541โจทก์ขนสินค้าของโจทก์มาถึงท่าเรือมหาวงศ์และขนถ่ายสินค้าลงเรือฉลอมไปเทียบกราบเรืออันไตเจียงเพื่อเตรียมขนถ่ายสินค้าลงเรืออันไตเจียงแต่นายเรืออันไตเจียงปฏิเสธไม่ยอมรับสินค้าของโจทก์ลงเรือโดยอ้างว่าจะต้องบรรทุกข้าวสารของลูกค้ารายอื่นลงเรือก่อน ในการนี้ปรากฏตามที่นายวศินเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 เรียกเก็บเงินค่าระวางสินค้าและค่าใบตราส่งจากโจทก์จำนวนประมาณ 1,000,000 บาท แต่โจทก์ยังไม่ได้ชำระให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 โดยนายปัญจพล สุนทรตันติกุล ตกลงจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.16 ส่วนจำเลยที่ 1 มีบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและคำเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านของนายปัญจพลกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าโจทก์ติดต่อให้จำเลยที่ 1ขนส่งสินค้าของโจทก์จากประเทศไทยไปส่งให้แก่ลูกค้าที่เมืองซัวเถาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และติดต่อจองระวางเรือกับจำเลยที่ 1ในกรณีจำเลยที่ 1 มีระวางเรือว่างในเรือ ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 ก็จะจัดเตรียมระวางเรือและรับสินค้าลงเรือ หากไม่มีระวางเรือว่างหรือไม่มีเรือไปในเส้นทางที่โจทก์ต้องการ จำเลยที่ 1 ก็จะติดต่อตัวแทนเรืออื่นที่แล่นไปในเส้นทางที่โจทก์ต้องการและจองระวางเรือให้โจทก์เห็นว่า โจทก์ติดต่อให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าของโจทก์และโจทก์จองระวางเรือกับจำเลยที่ 1 โดยตรง เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 แจ้งกำหนดการเข้าเทียบท่าเรือมหาวงศ์ จังหวัดสมุทรปราการของเรืออันไตเจียงให้โจทก์ทราบทุกระยะ และให้โจทก์ขนสินค้าจากจังหวัดระยองมาที่ท่าเรือเพื่อขนถ่ายสินค้าลงเรือฉลอมไปลงเรืออันไตเจียงแล้วเรียกเก็บค่าระวางเรือจากโจทก์ เมื่อนายเรืออันไตเจียงปฏิเสธไม่ยอมขนสินค้าของโจทก์ลงเรือจำเลยที่ 1 ก็ยินดีที่จะจ่ายค่าระวางเรือเพิ่มให้จำเลยที่ 2 อีกจำนวน 5 ดอลล่าร์สหรัฐ ต่อ 1 เมตริกตัน ครั้นโจทก์ขนถ่ายสินค้าลงเรืออันไตเจียงไม่ได้และได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1ก็มีหนังสือยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.16ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ตกลงเข้าทำสัญญารับจ้างขนสินค้าของโจทก์จากประเทศไทยไปยังเมืองซัวเถา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนกับโจทก์ผู้ส่งของอันเป็นสัญญารับขนของทางทะเลโดยตรง หาได้กระทำการในฐานะที่เป็นตัวแทนของโจทก์ในการจองระวางเรืออันไตเจียงไม่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถขนสินค้าดังกล่าวไปส่งให้แก่ลูกค้าของโจทก์ที่เมืองซัวเถาได้ จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญารับขนของทางทะเลและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในข้อ 1 ถึง ข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้นแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของเรืออันไตเจียงที่รับขนส่งสินค้าของโจทก์ และจำเลยที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนของบริษัทกวางเจาโอเชียน ชิปปิ้ง จำกัด เจ้าของเรืออันไตเจียงซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองกวางเจา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนตามสำเนารายละเอียดเกี่ยวกับเรืออันไตเจียงเอกสารหมาย ล.13และตามหนังสือเอกสารหมาย ล.12 และ ล.15 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องตั้งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาให้จำเลยที่ 2รับผิดต่อโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเรืออันไตเจียงที่รับขนสินค้าของโจทก์และจำเลยที่ 2 ผิดสัญญารับขนสินค้าดังกล่าวต่อโจทก์ โจทก์หาได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญารับขนในฐานะเป็นตัวแทนผู้ทำสัญญารับขนสินค้ากับโจทก์แทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศอันจะต้องรับผิดแต่ลำพังตนเอง ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 824แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ กรณีจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 2รับผิดต่อโจทก์ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 824 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะเป็นผู้ขนส่งสินค้าหรือไม่นั้นในข้อนี้โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกใบตราส่งตามเอกสารหมาย จ.11ในการรับขนสินค้าของโจทก์โดยเรืออันไตเจียง แต่ปรากฏตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.11 ว่า บริษัทไซน่าโอเชียนชิปปิ้ง จำกัด เป็นผู้ออกใบตราส่งจำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้ออกใบตราส่งดังกล่าวแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเรืออันไตเจียงที่รับขนสินค้าของโจทก์ดังที่โจทก์อ้างในคำฟ้อง โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยที่ 2รับผิดต่อโจทก์ได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 445,000 บาท59,701.20 บาท 139,109.30 บาท 124,825 บาท 113,334.80 บาท139,780 บาท 38,284.40 บาท 43,569.80 บาท 15,729 บาท100,000 บาท และ 115,939 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2541 วันที่ 28 สิงหาคม 2541วันที่ 28 สิงหาคม 2541 วันที่ 8 กันยายน 2541 วันที่ 18 กันยายน2541 วันที่ 18 กันยายน 2541 วันที่ 17 สิงหาคม 2541 วันที่ 8กรกฎาคม 2541 วันที่ 3 กรกฎาคม 2541 และวันที่ 14 กันยายน2541 ตามลำดับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท คอทโก้-เอสวี อีสเทอร์นสตีลไพพ์ จำกัด
จำเลย — บริษัท คอน-บัลค์ ซิสเต็มส์ เชอร์วิส จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
พินิจ เพชรรุ่ง
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1922/2544
#68716
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเรือที่รับขนสินค้าของโจทก์ และจำเลยที่ 2 ผิดสัญญารับขนสินค้าดังกล่าวต่อโจทก์ ไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญารับขนในฐานะเป็นตัวแทนผู้ทำสัญญารับขนสินค้ากับโจทก์แทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ อันจะต้องรับผิดแต่ลำพังตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 824 จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,073,461.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,935,273.10 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ทำการขนส่งสินค้าตามคำฟ้อง จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ประสานงานกับเจ้าของเรือเพื่อให้โจทก์นำสินค้าบรรทุกลงเรือไปส่งยังจุดหมายปลายทาง โจทก์ต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายเอาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการเป็นนายหน้าตัวแทนในกิจการขนส่งของทางทะเลโดยได้รับค่าบำเหน็จตัวแทนจากเจ้าของเรือ จำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้ขนส่งเพราะไม่ใช่เจ้าของเรือ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินจำนวน 1,335,273.10 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 60,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 แพ้คดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในข้อ 1 ถึงข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้นแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของเรือที่รับขนส่งสินค้าของโจทก์ แต่เป็นเพียงตัวแทนของบริษัทกวางเจาโอเชียน ชิปปิ้ง จำกัด เจ้าของเรือ แต่โจทก์บรรยายฟ้องตั้งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเรือที่รับขนสินค้าของโจทก์ และจำเลยที่ 2 ผิดสัญญารับขนสินค้าดังกล่าวต่อโจทก์ โจทก์หาได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญารับขนในฐานะเป็นตัวแทนผู้ทำสัญญารับขนสินค้ากับโจทก์แทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ อันจะต้องรับผิดแต่ลำพังตนเอง ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 824 แห่ง ป.พ.พ. ไม่ กรณีจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 824 แห่ง ป.พ.พ. จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 90,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคอทโก้ - เอสวี อีสเทอร์นสตีลไพพ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทคอน - บัลค์ ชิสเต็มส์ เซอร์วิส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสอนชัย สิราริยกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
พินิจ เพชรรุ่ง
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1916/2544
#36557
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจทำในต่างประเทศ ความสมบูรณ์ของหนังสือมอบอำนาจต้องเป็นไปตามกฎหมายของประเทศที่ทำหนังสือมอบอำนาจนั้น ไม่อยู่บังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร

การบังคับให้มีสำเนาเอกสารหรือคำแปลเอกสารที่รับรองถูกต้องตามมาตรา 31(2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530มีความมุ่งหมายเพียงเพื่อให้เอกสารดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ แม้ว่าสัญญาอนุญาโตตุลาการจะเป็นสำเนาซึ่งรับรองโดย จ. ซึ่งไม่มีส่วนรับรู้ในการทำสัญญาดังกล่าวและคำแปลเป็นภาษาไทยคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้แปลและผู้แปลสาบานตนแล้วหรือไม่ อีกทั้งไม่มีเจ้าหน้าที่รับรอง แต่เมื่อผู้คัดค้านมิได้กล่าวอ้างว่าสำเนาสัญญาอนุญาโตตุลาการและคำแปลดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร จึงไม่มีผลต่อความน่าเชื่อถือของเอกสารดังกล่าว ความไม่ชอบของเอกสารตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างจึงไม่ใช่ข้อสำคัญแห่งคดี

ผู้คัดค้านต่อสู้ว่าสัญญาซื้อขายเครื่องเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษแบบอัตโนมัติและอุปกรณ์กับข้อตกลงเกี่ยวกับการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการไม่มีผลผูกพันผู้คัดค้าน เพราะการทำสัญญาดังกล่าวผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงกันว่า จะต้องได้รับความเห็นชอบจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยก่อน แต่ไม่ให้ความเห็นชอบคำคัดค้านดังกล่าวเป็นการยอมรับอยู่ในตัวถึงการมีสัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน การที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า สัญญาอนุญาโตตุลาการไม่ผูกพันผู้คัดค้านเนื่องจากผู้ลงนามในสัญญาไม่มีอำนาจทำการผูกพันผู้คัดค้าน จึงเป็นการอุทธรณ์ที่ต่างจากคำคัดค้าน ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้นเป็นกรณีการคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดที่เจ้าหนี้ไม่อาจเรียกได้สูงกว่าอัตรานี้โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายมิใช่เป็นกรณีกฎหมายห้ามเด็ดขาดไม่ให้เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี หากมีเหตุอื่นอันชอบด้วยกฎหมายที่เจ้าหนี้สามารถเรียกได้สูงกว่าอัตรานี้ เจ้าหนี้ย่อมสามารถเรียกได้โดยไม่ฝ่าฝืนกฎหมายการชำระหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่กำหนดให้ผู้คัดค้านใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนซึ่งเท่ากับร้อยละ 18 ต่อปี จึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบังคับให้ผู้คัดค้านชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศคือ เงินโครนนอร์เวย์ เท่านั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ จึงไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 196 วรรคสอง ที่กำหนดให้คิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่ และในเวลาที่ใช้เงิน อีกทั้งยังเป็นการพิพากษาเกินคำขอเพราะโจทก์มิได้มีคำขอดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของราชอาณาจักรนอร์เวย์ มีนายไก โบเจน เป็นกรรมการและผู้จัดการทั่วไปกระทำการแทน ผู้ร้องได้มอบอำนาจให้นายธเนศเปเรร่า และ/หรือนายอภิชาติ แจ้งยุบล เป็นผู้ดำเนินการแทน ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด (มหาชน) ผู้ร้องและผู้คัดค้านได้ทำสัญญาซื้อขายเครื่องเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษแบบอัตโนมัติและอุปกรณ์ตกลงกันให้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากสัญญาดังกล่าวโดยการเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการ ณ กรุงโคโปนเฮเกนเป็นผู้ชี้ขาด ผู้ร้องได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยได้จัดซื้อสินค้าและอุปกรณ์ของสินค้าดังกล่าวเพื่อทำการส่งมอบให้แก่ผู้คัดค้าน ทั้งได้จัดเตรียมเครื่องมือและบุคลากรที่จะดำเนินการติดตั้งสินค้าและอุปกรณ์ของสินค้าดังกล่าวในระบบทางด่วนยกระดับกรุงเทพมหานคร 1 และ 2 ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อถึงกำหนดชำระราคา ผู้คัดค้นกลับผิดนัดไม่ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา เป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ผู้ร้องจึงนำข้อพิพาทสู่อนุญาโตตุลาการ ณ ราชอาณาจักรเดนมาร์กเพื่อให้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องนำส่งหมายเรียกและสำเนาคำเสนอข้อพิพาทแก่ผู้คัดค้านโดยชอบ ผู้คัดค้านได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีและแต่งตั้งศาสตราจารย์ด็อกเตอร์วิกโก แฮกสตรอม เป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน คณะอนุญาโตตุลาการแห่งสถาบันอนุญาโตตุลาการเดนมาร์กมีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 ว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระเงินจำนวน 9,131,736 โครนนอร์เวย์ จากผู้คัดค้าน ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยดังต่อไปนี้จากผู้คัดค้าน อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนในต้นเงิน 117,000 โครนนอร์เวย์ นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2539จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนในต้นเงิน 1,170,000โครนนอร์เวย์ นับแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนในต้นเงิน 115,310 โครนนอร์เวย์ นับแต่วันที่ 12เมษายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนในต้นเงิน115,310 โครนนอร์เวย์ นับแต่วันที่ 12 เมษายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นและอัตราที่กำหนดโดยธนาคารแห่งราชอาณาจักรเดนมาร์ก (ร้อยละ 3.5 ต่อปี)บวกร้อยละ 6 ต่อปี ในต้นเงิน 7,729,426 โครนนอร์เวย์ นับแต่วันที่ 24ตุลาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 50,000 โครนนอร์เวย์ และผู้ร้องกับผู้คัดค้านต้องชำระค่าใช้จ่ายฝ่ายละกึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บโดยสถาบันอนุญาโตตุลาการแห่งราชอาณาจักรเดนมาร์ก ผู้คัดค้านได้รับทราบคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและผู้ร้องได้ทวงถามให้ผู้คัดค้านชำระหนี้แล้ว แต่ผู้คัดค้านมิได้ชำระเงินตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ราชอาณาจักรเดนมาร์กเป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ฉบับนครนิวยอร์ค ลงวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958)ขอให้บังคับผู้คัดค้านชำระเงินจำนวนดังต่อไปนี้แก่ผู้ร้องคือ ต้นเงิน9,131,736 โครนนอร์เวย์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันยื่นคำร้องขอไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น ดอกเบี้ยในอัตราต้นเงินและระยะเวลาดังต่อไปนี้ อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนในต้นเงิน117,000 โครนนอร์เวย์ นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2539 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น เมื่อคิดถึงวันยื่นคำร้องขอเป็นเงิน 32,461.89 โครนนอร์เวย์อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ในต้นเงิน 1,170,000 โครนนอร์เวย์ นับแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2539 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เมื่อคิดถึงวันยื่นคำร้องขอเป็นเงิน 325,836.99 โครนนอร์เวย์ อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนในต้นเงิน115,310 โครนนอร์เวย์ นับแต่วันที่ 12 เมษายน 2539 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จเมื่อคิดถึงวันยื่นคำร้องขอเป็นเงิน 29,922.16 โครนนอร์เวย์ อัตราร้อยละ9.5 ต่อปีในต้นเงิน 7,729,426 โครนนอร์เวย์ นับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2539ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น เมื่อคิดถึงวันยื่นคำร้องขอเป็นเงิน 1,609,422.22โครนนอร์เวย์ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีชั้นอนุญาโตตุลาการ 250,000โครนนอร์เวย์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น เมื่อคิดถึงวันยื่นคำร้องขอเป็นเงิน20,952.05 โครนนอร์เวย์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สัญญาซื้อขายเครื่องเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษแบบอัตโนมัติและอุปกรณ์ รวมทั้งข้อตกลงอนุญาโตตุลาการไม่มีผลใช้บังคับ ผู้คัดค้านได้บอกเลิกสัญญาพิพาทแล้ว คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการไม่ชอบและไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย การกำหนดค่าเสียหายและดอกเบี้ยในคำชี้ขาดไม่ชอบคำชี้ขาดมิได้กระทำโดยอนุญาโตตุลาการเดนมาร์ก การบังคับตามคำชี้ขาดเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน คำชี้ขาดในส่วนของค่าเสียหายและดอกเบี้ยเป็นคำชี้ขาดที่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแห่งสถาบันอนุญาโตตุลาการเดนมาร์ก โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวนดังต่อไปนี้แก่ผู้ร้องคือ ต้นเงิน9,131,736 โครนนอร์เวย์ ดอกเบี้ยในอัตราของต้นเงินและในกำหนดระยะเวลาดังต่อไปนี้ อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของต้นเงิน 117,000 โครนนอร์เวย์นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2539 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นเมื่อคิดถึงวันยื่นคำร้องขอ (ยื่นคำร้องขอวันที่ 8 มกราคม 2542) เป็นเงินไม่เกิน 32,461.89โครนนอร์เวย์ อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของต้นเงิน 1,170,000 โครนนอร์เวย์นับแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2539 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น เมื่อคิดถึงวันยื่นคำร้องขอ เป็นเงินไม่เกิน 325,836.99 โครนนอร์เวย์ อัตราร้อยละ1.5 ต่อเดือน ของต้นเงิน 115,310 โครนนอร์เวย์ นับแต่วันที่ 12 เมษายน2539 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น เมื่อคิดถึงวันยื่นคำร้องขอ เป็นเงินไม่เกิน29,922.16 โครนนอร์เวย์ อัตราร้อยละ 9.25 ต่อปีของต้นเงิน 7,729,426โครนนอร์เวย์ นับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2539 ไปจนถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2540และในอัตราร้อยละ 9.50 ต่อปี ของต้นเงินเดียวกัน นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม2540 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เมื่อคิดถึงวันยื่นคำร้องขอเป็นเงินไม่เกิน1,609,422.22 โครนนอร์เวย์ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีชั้นอนุญาโตตุลาการ 250,000 โครนนอร์เวย์ สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่มีคำพิพากษานี้ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนนั้นก่อนวันที่มีคำพิพากษา

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของราชอาณาจักรนอร์เวย์ ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด (มหาชน) นายไก โบเจน กรรมการและผู้จัดการซึ่งมีอำนาจกระทำการแทน บริษัทผู้ร้องได้มอบอำนาจให้นายธเนศ เปเรร่า และ/หรือนายอภิชาติ แจ้งยุบล เป็นผู้ดำเนินการแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมายจ.9 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2538 นายประเสริฐ อัศวสุวรรณ ซึ่งอ้างว่าเป็นกรรมการมีอำนาจกระทำการในนามบริษัทผู้คัดค้านได้ทำสัญญาซื้อขายเครื่องเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษแบบอัตโนมัติและอุปกรณ์กับผู้ร้องตามสำเนาเอกสารหมายจ.1 ต่อมาวันที่ 22 ตุลาคม 2539 ผู้ร้องนำข้อพิพาทตามสัญญาดังกล่าวเสนออนุญาโตตุลาการ ณ ราชอาณาจักรเดนมาร์กเพื่อให้มีการวินิจฉัยชี้ขาดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 คณะอนุญาโตตุลาการแห่งสถาบันอนุญาโตตุลาการเดนมาร์กมีคำชี้ขาดตามเอกสารหมาย จ.13 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อ 3 ก. ว่า หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมายจ.9 มิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรจึงไม่อาจรับเข้าเป็นพยานหลักฐานได้ ดังนั้น จึงไม่อาจรับฟังได้ว่านายธเนศ เปเรร่า และหรือนายอภิชาติแจ้งยุบล เป็นผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้แทนผู้ร้อง เห็นว่า อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านเป็นการอุทธรณ์เรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้คัดค้านจะมิได้ต่อสู้ไว้ ผู้คัดค้านก็สามารถอุทธรณ์ได้ สำหรับความสมบูรณ์ของหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมายจ.9 ซึ่งผู้คัดค้านอ้างว่าไม่อาจรับฟังได้เนื่องจากมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรนั้น เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.9 ได้กระทำในราชอาณาจักรนอร์เวย์ ซึ่งมีโนตารีพับลิกแห่งเมืองทรอนไฮม์ ราชอาณาจักรนอร์เวย์รับรองว่า นายไก โบเจน กรรมการผู้จัดการทั่วไปซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทผู้ร้องเป็นผู้ลงนามรวม ทั้งมีเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทยณ กรุงออสโล ราชอาณาจักรนอร์เวย์รับรองว่าโนตารีพับลิกที่รับรองดังกล่าวเป็นผู้มีอำนาจจริง จึงไม่มีเหตุอันสมควรสงสัยว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.9 จะมิใช่เป็นหนังสือมอบอำนาจที่แท้จริง ส่วนเรื่องการปิดอากรแสตมป์นั้นเนื่องจากหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.9ได้ทำในต่างประเทศความสมบูรณ์ของหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายของประเทศที่ทำหนังสือมอบอำนาจนั้น ไม่อยู่บังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ในเมื่อไม่ปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.9 มีความไม่สมบูรณ์อย่างใดตามกฎหมายของประเทศนอร์เวย์ จึงต้องรับฟังว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวสมบูรณ์และรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอคดีนี้อุทธรณ์ในข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ในข้อ 3 ข. อีกว่า ผู้ร้องไม่มีเอกสารตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 31 โดยสัญญาอนุญาโตตุลาการเอกสารหมาย จ.1 และ จ.10 ผู้ร้องมีเพียงสำเนาที่รับรองโดยนายจารุศักดิ์โพธิไหม ซึ่งมิได้รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการทำสัญญา และคำแปลเป็นภาษาไทยของคำชี้ขาดตามเอกสารหมาย จ.13 ไม่ได้ระบุว่าผู้ใดเป็นผู้แปลและผู้แปลสาบานตัวแล้ว อีกทั้งมิได้มีเจ้าหน้าที่รับรอง ในข้อนี้ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นว่า ความมุ่งหมายของการบังคับให้มีสำเนาเอกสารหรือคำแปลเอกสารที่รับรองถูกต้องตามมาตรา 31(2)และ (3) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 ก็คือเพื่อให้เอกสารดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ สำหรับคดีนี้ แม้ว่าสัญญาอนุญาโตตุลาการตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.10 จะเป็นสำเนาซึ่งรับรองโดยนายจารุศักดิ์ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีส่วนรับรู้ในการทำสัญญาดังกล่าว และคำแปลเป็นภาษาไทยคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามเอกสารหมาย จ.13 ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้แปลและผู้แปลสาบานตนแล้วหรือไม่ อีกทั้งไม่มีเจ้าหน้าที่รับรอง แต่เมื่อผู้คัดค้านมิได้กล่าวอ้างว่าสำเนาสัญญาอนุญาโตตุลาการและคำแปลดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร จึงไม่มีผลต่อความน่าเชื่อถือของเอกสารดังกล่าวความไม่ชอบของเอกสารตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างจึงไม่ใช่ข้อสำคัญแห่งคดีอุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ในข้อ 4.1 และข้อ 5.1 ว่า สัญญาอนุญาโตตุลาการไม่ผูกพันผู้คัดค้าน เนื่องจากนายประเสริฐ อัศวสุวรรณ ซึ่งลงนามในเอกสารหมาย จ.1 และ จ.10 ไม่มีอำนาจทำการผูกพันบริษัทผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงมีฐานะเป็นบุคคลภายนอกนั้น เห็นว่า ในคำคัดค้าน ผู้คัดค้านต่อสู้ว่าสัญญาซื้อขายเครื่องเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษแบบอัตโนมัติและอุปกรณ์กับข้อตกลงเกี่ยวกับการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการไม่มีผลผูกพันผู้คัดค้านเพราะการทำสัญญาดังกล่าวผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงกันว่าการซื้อขายและการนำเครื่องเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษแบบอัตโนมัติและอุปกรณ์มาติดตั้งบริเวณทางด่วนขั้นที่ 1 ซึ่งผู้คัดค้านได้รับสัมปทานจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยจะต้องได้รับความเห็นชอบจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยก่อน แต่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยไม่ให้ความเห็นชอบและผู้ร้องแสดงข้อความอันเป็นเท็จในการทำสัญญาคำคัดค้านของผู้คัดค้านดังกล่าวเป็นการยอมรับอยู่ในตัวถึงการมีสัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านตามเอกสารหมาย จ.1 และจ.10 อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้าน จึงเป็นการอุทธรณ์ที่ต่างจากคำคัดค้านถือว่าเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ในข้อ 4.2 ว่า องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่กรณีตกลงไว้ โดยตามเอกสารหมาย จ.10 อนุญาโตตุลาการคนหนึ่ง คู่กรณีตกลงให้สถาบันอนุญาโตตุลาการแห่งเดนมาร์กแต่งตั้งทนายความสัญชาติเดนมาร์กซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนหรือเช่นเดียวกับผู้พิพากษาศาลสูงเป็นประธานอนุญาโตตุลาการ แต่ตามคำชี้ขาดเอกสารหมาย จ.13 ระบุว่า ประธานของคณะอนุญาโตตุลาการคือ นายเพอ โซเลนเซน ซึ่งเป็นผู้พิพากษาศาลสูงของราชอาณาจักรเดนมาร์กจึงชอบที่ศาลจะยกคำร้องตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 34(5) ในข้อนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า ในคำคัดค้านของผู้คัดค้านผู้คัดค้านมิได้ต่อสู้ข้อนี้ไว้ อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านจึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ในข้อ 5.1 และข้อ 5.2 ว่า คำชี้ขาดในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยที่กำหนดให้ผู้คัดค้านใช้คืออัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 การบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 ที่บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้นเป็นกรณีการคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดที่เจ้าหนี้ไม่อาจเรียกได้สูงกว่าอัตรานี้โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เป็นกรณีกฎหมายห้ามเด็ดขาดไม่ให้เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี หากมีเหตุอื่นอันชอบด้วยกฎหมายที่เจ้าหนี้สามารถเรียกได้สูงกว่าอัตรานี้ เจ้าหนี้ย่อมสามารถเรียกได้โดยไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย การชำระหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่กำหนดให้ผู้คัดค้านใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนซึ่งเท่ากับร้อยละ 18 ต่อปีนั้น ผู้คัดค้านก็มิได้กล่าวอ้างว่าเป็นการขัดต่อบทกฎหมายอื่นใดอีก จึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ คำพิพากษาฎีกาที่ผู้คัดค้านอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ อุทธรณ์ในข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอบังคับให้ผู้คัดค้านชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศคือ เงินโครนนอร์เวย์ เท่านั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์นั้น จึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 196 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่กำหนดให้คิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน อีกทั้งยังเป็นการพิพากษาเกินคำขอ จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านชำระเงินให้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยไม่บังคับให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่มีคำพิพากษานี้ ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนนั้นก่อนวันที่มีคำพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196 ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 225
ป.รัษฎากร ม. 118
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 31 ม. 32 ม. 34
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ไมโคร ดีไซน์ เอ.เอส.เอ. จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัท ยูไนเต็คคอมมูนิเกชั่น อินดัสตรี จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
พินิจ เพชรรุ่ง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1916/2544
#68715
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจที่ได้ทำในต่างประเทศ ความสมบูรณ์ของหนังสือมอบอำนาจจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายของประเทศที่ทำหนังสือมอบอำนาจนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตาม ป.รัษฎากร

ความมุ่งหมายของการบังคับให้มีสำเนาเอกสารหรือคำแปลเอกสารที่รับรองถูกต้องแห่ง พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 3 (2) และ (3) ก็คือเพื่อให้เอกสารมีความน่าเชื่อถือ ความไม่ชอบของเอกสารที่มิได้ระบุชื่อผู้แปลหรือผู้แปลได้สาบานตนหรือไม่ ตามที่ผู้คัดค้านอ้าง จึงไม่ใช่ข้อสำคัญแห่งคดี

การชำระหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่กำหนดให้ผู้คัดค้านใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์นั้น ถือว่าไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง จึงสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอ ขอให้บังคับผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการไม่ชอบและไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแห่งสถาบันอนุญาโตตุลาการเดนมาร์ก โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวนดังต่อไปนี้แก่ผู้ร้องคือ ต้นเงิน 9,131,736 โครนนอร์เวย์ ดอกเบี้ยในอัตราของต้นเงินและในกำหนดระยะเวลาไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีชั้นอนุญาโตตุลาการ 250,000 โครนนอร์เวย์ สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่มีคำพิพากษานี้ ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนนั้นก่อนวันที่มีคำพิพากษา ให้ผู้คัดค้านชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 100,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญญาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่าหนังสือมอบอำนาจ มิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรจึงไม่อาจรับเข้าเป็นพยานหลักฐานได้ ดังนั้น จึงไม่อาจรับฟังได้ว่านายธเนศ และหรือนายอภิชาติ เป็นผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้แทนผู้ร้อง เห็นว่า อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านเป็นการอุทธรณ์เรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้คัดค้านจะมิได้ต่อสู้ไว้ผู้คัดค้านก็สามารถอุทธรณ์ได้ สำหรับความสมบูรณ์ของหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งผู้คัดค้านอ้างว่าไม่อาจรับฟังได้เนื่องจากมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรนั้น เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจได้กระทำในราชอาณาจักรนอร์เวย์ ซึ่งมีโนตารีพับลิกแห่งเมืองทรอนไฮม์ ราชอาณาจักรนอร์เวย์รับรองว่า นายไก กรรมการผู้จัดการทั่วไปซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทผู้ร้องเป็นผู้ลงนามรวมทั้งมีเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชฑูตไทย ณ กรุงออสโล ราชอาณาจักรนอร์เวย์รับรองว่าโนตารีพับลิกที่รับรองดังกล่าวเป็นผู้มีอำนาจจริง จึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าหนังสือมอบอำนาจจะมิใช่เป็นหนังสือมอบอำนาจที่แท้จริง ส่วนเรื่องการปิดอากรแสตมป์นั้น เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจได้ทำในต่างประเทศความสมบูรณ์ของหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายของประเทศที่ทำหนังสือมอบอำนาจนั้น ไม่อยู่บังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ในเมื่อไม่ปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจมีความไม่สมบูรณ์อย่างใดตามกฎหมายของประเทศนอร์เวย์ จึงต้องรับฟังว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวสมบูรณ์และรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอคดีนี้

ผู้คัดค้านอุทธรณ์อีกว่า ผู้ร้องไม่มีเอกสารตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 31 โดยสัญญาอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องมีเพียงสำเนาที่รับรองโดยนายจารุศักดิ์ ซึ่งมิได้รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการทำสัญญา และคำแปลเป็นภาษาไทยของคำชี้ขาดไม่ได้ระบุว่าผู้ใดเป็นผู้แปลและผู้แปลสาบานตัวแล้ว อีกทั้งมิได้มีเจ้าหน้าที่รับรอง ในข้อนี้ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นว่า ความมุ่งหมายของการบังคับให้มีสำเนาเอกสารหรือคำแปลเอกสารที่รับรองถูกต้องตามมาตรา 31 (2) และ (3) แห่ง พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 ก็คือเพื่อให้เอกสารดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ สำหรับคดีนี้ แม้ว่าสัญญาอนุญาโตตุลาการจะเป็นสำเนาซึ่งรับรองโดยนายจารุศักดิ์ ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีส่วนรับรู้ในการทำสัญญาดังกล่าว และคำแปลเป็นภาษาไทยคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้แปลและผู้แปลสาบานตนแล้วหรือไม่ อีกทั้งไม่มีเจ้าหน้าที่รับรอง แต่เมื่อผู้คัดค้านมิได้กล่าวอ้างว่าสำเนาสัญญาอนุญาโตตุลาการและคำแปลดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไรจึงไม่มีผลต่อความน่าเชื่อถือของของเอกสารดังกล่าว ความไม่ชอบของเอกสารตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างจึงไม่ใช่ข้อสำคัญแห่งคดี อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า คำชี้ขาดในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยที่กำหนดให้ผู้คัดค้านใช้คืออัตราละ 1.5 ต่อเดือน ไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 224 การบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นั้น เห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 ที่บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น เป็นกรณีการคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดที่เจ้าหนี้ไม่อาจเรียกได้สูงกว่าอัตรานี้โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เป็นกรณีกฎหมายห้ามเด็ดขาดไม่ให้เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี หากมีเหตุอื่นอันชอบด้วยกฎหมายที่เจ้าหนี้สามารถเรียกได้สูงกว่าอัตรานี้ เจ้าหนี้ย่อมสามารถเรียกได้โดยไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย การชำระหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่กำหนดให้ผู้คัดค้านใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนซึ่งเท่ากับร้อยละ 18 ต่อปี นั้นผู้คัดค้านก็มิได้กล่าวอ้างว่าเป็นการขัดต่อบทกฎหมายอื่นใดอีก จึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ คำพิพากษาฎีกาที่ผู้คัดค้านอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ อุทธรณ์ในข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอบังคับให้ผู้คัดค้านชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศคือ เงินโครนนอร์เวย์ เท่านั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์นั้น จึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติ มาตรา 196 วรรคสอง แห่ง ป.พ.พ. ที่กำหนดให้คิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่ และในเวลาที่ใช้เงิน อีกทั้งยังเป็นการพิพากษาเกินคำขอ จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านชำระเงินให้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยไม่บังคับให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่มีคำพิพากษานี้ ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนนั้นก่อนวันที่มีคำพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนด ค่าทนายความในชั้นนี้ 30,000 บาท แทนผู้ร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196 วรรคสอง ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.รัษฎากร ม. 118
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 3 (2) (3) ม. 31 ม. 32 ม. 34
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทไมโคร ดีไซน์ เอ. เอส. เอ. จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทยูไนเต็ดคอมมูนิเกชั่น อินดัสตรี จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
พินิจ เพชรรุ่ง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1852 -ที่ 1915/2544
#36460
เปิดฉบับเต็ม

การขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ได้ราคาต่ำเกินสมควรนอกจากจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่วันที่ ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม แล้วยังจะต้องอ้างด้วยว่าการขายทอดตลาดในราคาที่ต่ำเกินสมควรนั้นเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง เมื่อคำร้องของจำเลยอ้างแต่เพียงว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดสิทธิการเช่าโทรศัพท์ของจำเลยไปในราคาที่ต่ำเกินสมควร มิได้อ้างว่าการขายทอดตลาดในราคาต่ำนั้นเกิดจากเหตุดังกล่าวข้างต้น จึงไม่ต้องด้วยกรณีที่จะให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสิบสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณากับคดีอื่นอีกสามสำนวน ซึ่งศาลแรงงานกลางได้จำหน่ายคดีไปแล้วโดยให้เรียกโจทก์ทั้งหกสิบสี่สำนวนเป็นโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 57 และโจทก์ที่ 61 ถึงที่ 67 ตามลำดับ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 57 และโจทก์ที่ 61 ถึงที่ 67 แต่จำเลยไม่ชำระโจทก์ดังกล่าวจึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิการเช่าโทรศัพท์หมายเลข 4340330 ถึง 4340340 หมายเลข4340345 ถึง 4340355 หมายเลข 8808000 หมายเลข 8808888และหมายเลข 8808080 รวม 25 หมายเลข ซึ่งเป็นของจำเลยขายทอดตลาดไปเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 ได้เงินทั้งสิ้น 110,000 บาท

วันที่ 10 มีนาคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดสิทธิการเช่าโทรศัพท์ดังกล่าวไปในราคาที่ต่ำเกินสมควรซึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงเพียงหมายเลขละ 500 บาท รวม 25 หมายเลขเป็นเงินเพียง 12,500 บาท ทำให้เกิดความสับสนในเรื่องราคา ราคาประเมินตามความเป็นจริงไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท เพราะหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยมีลักษณะเฉพาะโดดเด่น จดจำง่าย เหมาะแก่การใช้ประกอบธุรกิจการค้าและเป็นที่ต้องการของตลาด ปัจจุบันซื้อขายกันในราคาไม่ต่ำกว่าหมายเลขละ 50,000 บาท หากเจ้าพนักงานบังคับคดีใช้ความระมัดระวังอย่างรอบคอบพิจารณาถึงคุณสมบัติดังกล่าวแล้วจะพบว่าราคาขายทอดตลาดจะต้องสูงกว่าราคาที่ประเมินไว้เป็นอย่างมากคือเฉลี่ยแล้วราคาไม่ต่ำกว่าหมายเลขละ 30,000 บาท รวม 25 หมายเลขเป็นเงินถึง 750,000 บาท การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไปเพียง 110,000 บาท เป็นการขายทอดตลาดโดยรวบรัดไม่รักษาผลประโยชน์ของจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการบังคับคดี ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ตามคำร้องของจำเลยได้ความว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดสิทธิการเช่าโทรศัพท์ของจำเลยเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 เวลา 9 นาฬิกา โดยผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยอยู่ด้วย จึงฟังได้ว่าจำเลยรู้เห็นการขายทอดตลาดดังกล่าวแล้วตั้งแต่วันขายทอดตลาด การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจะต้องยื่นไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันทราบการฝ่าฝืนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง จำเลยยื่นคำร้องในวันที่ 10มีนาคม 2543 จึงล่วงเลยกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งหกสิบสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่ากรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาดตามคำร้องของจำเลยหรือไม่เห็นว่า แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดไม่ช้ากว่า15 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างซึ่งชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสามก็ตาม แต่จำเลยก็อ้างมูลแห่งการขอให้เพิกถอนว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดต่ำเกินสมควรซึ่งการขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดกรณีดังกล่าวจะต้องปรากฏด้วยว่าการขายทอดตลาดในราคาที่ต่ำเกินสมควรนั้นเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคา หรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสองแต่ตามคำร้องของจำเลยคงได้ความแต่เพียงว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดสิทธิการเช่าโทรศัพท์ของจำเลยไปในราคาที่ต่ำเกินสมควรโดยมิได้อ้างว่าการขายทอดตลาดในราคาต่ำเกินสมควรนั้นเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคา หรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีแต่อย่างใดแม้จำเลยจะระบุไว้ในคำร้องว่า หมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยมีลักษณะเฉพาะเหมาะสำหรับใช้ประกอบธุรกิจการค้าเป็นที่ต้องการของตลาด ปัจจุบันซื้อขายกันในราคาไม่ต่ำกว่าหมายเลขละ 50,000 บาท หากเจ้าพนักงานบังคับคดีใช้ความระมัดระวังอย่างรอบคอบพิจารณาถึงคุณลักษณะดังกล่าวก็จะพบว่าราคาขายทอดตลาดจะต้องสูงกว่าราคาที่ประเมินไว้หมายเลขละ500 บาท เป็นจำนวนมาก คือเฉลี่ยแล้วราคาขายทอดตลาดไม่ควรต่ำกว่าหมายเลขละ 30,000 บาท รวมแล้วควรจะขายในราคา 750,000 บาทแต่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไปในราคาเพียง 110,000 บาทเพราะมิได้พิจารณาถึงคุณลักษณะเฉพาะของหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยก็เป็นเรื่องพิเศษนอกเหนือ ไม่ใช่กรณีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทั้งปรากฏในคำร้องของจำเลยว่าก่อนขายทอดตลาดเจ้าพนักงานบังคับคดีได้สอบถามฝ่ายจำเลยแล้วว่าจะให้ขายทอดตลาดในราคาเริ่มต้นที่เท่าไร ผู้รับมอบอำนาจของจำเลยเสนอให้ขายในราคา 100,000 บาท แสดงว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ใช้ความระมัดระวังในการขายทอดตลาดแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำร้องของจำเลยไม่ต้องด้วยกรณีที่จะให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวัชราวุฒิ เลิศคำ กับพวก
จำเลย — บริษัทวัฏจักร จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1852 -ที่ 1915/2544
#267186
เปิดฉบับเต็ม

การขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ได้ราคาต่ำเกินสมควรนอกจากจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสาม แล้ว ยังจะต้องอ้างด้วยว่าการขายทอดตลาดในราคาที่ต่ำเกินสมควรนั้นเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง

คำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยอ้างแต่เพียงว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดสิทธิการเช่าโทรศัพท์ของจำเลยไปในราคาที่ต่ำเกินสมควร จึงไม่ต้องด้วยกรณีที่จะให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสิบสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณากับคดีอื่นอีกสามสำนวน ซึ่งศาลแรงงานกลางได้จำหน่ายคดีไปแล้ว โดยให้เรียกโจทก์ทั้งหกสิบสี่สำนวนเป็นโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 57 และโจทก์ที่ 61 ถึงที่ 67 ตามลำดับ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 57 และโจทก์ที่ 61 ถึงที่ 67 ตามจำนวนเงินที่โจทก์แต่ละคนได้รับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 57 แต่ละคนนับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2542 และจากต้นเงินของโจทก์ที่ 61 ถึงที่ 67 แต่ละคนนับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2542 เป้นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ดังกล่าวจึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิการเช่าโทรศัพท์หมายเลข 4340330 ถึง 4340340 หมายเลข 4340345 ถึง 4340355 หมายเลข 8808000 หมายเลข 8808888 และหมายเลข 8808080 รวม 25 หมายเลข ซึ่งเป็นของจำเลยขายทอดตลาดไปเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 ได้เงินทั้งสิ้น 110,000 บาท

วันที่ 10 มีนาคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดสิทธิการเช่าโทรศัพท์ของจำเลยเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ตามคำร้องของจำเลยได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดสิทธิการเช่าโทรศัพท์ของจำเลยเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 เวลา 9 นาฬิกา โดยผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยอยู่ด้วย จึงฟังได้ว่าจำเลยรู้เห็นการขายทอดตลาดดังกล่าวแล้วตั้งแต่วันขายทอดตลาด การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจะต้องยื่นไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ทราบการฝ่าฝืนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง จำเลยยื่นคำร้องในวันที่ 10 มีนาคม 2543 จึงล่วงเลยกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งหกสิบสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันป็นมูลแห่งข้ออ้างซึ่งชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม ก็ตาม แต่จำเลยก็อ้างมูลแห่งการขอให้เพิกถอนว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดต่ำเกินสมควร ซึ่งการขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดกรณีดังกล่าวจะต้องปรากฎด้วยว่าการขายทอดตลาดในราคาที่ต่ำเกินสมควรนั้นเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคา หรือความไม่สุจริต หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แต่ตามคำร้องของจำเลยคงได้ความแต่เพียงว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดสิทธิการเช่าโทรศัพท์ของจำเลยไปในราคาที่ต่ำเกินสมควร โดยมิได้อ้างว่าการขายทอดตลาดในราคาต่ำเกินสมควรนั้นเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคา หรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีแต่อย่างใด คำร้องของจำเลยไม่ต้องด้วยกรณีที่จะให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทั้หกสิบสี่สำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 ม. 309 ทวิ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวัชราวุฒิ เลิศคำ กับพวก
จำเลย — บริษัทวัฏจักร จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1850/2544
#258533
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้อำนาจนายจ้างที่จะกำหนดวันหยุดตามประเพณีได้เองปีละไม่น้อยกว่าสิบสามวัน โดยไม่ต้องไปทำความตกลงกับลูกจ้าง จึงมิใช่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 18, 20 จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างสามารถกำหนด วันหยุดตามประเพณีได้ตามกฎหมาย

จำเลยออกประกาศกำหนดวันหยุดตามประเพณีตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ไม่มีวันที่ประกาศใช้และไม่มี ลายมือชื่อกรรมการผู้จัดการหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยก็ไม่ทำให้ประกาศกำหนดวันหยุดตามประเพณี ตกเป็นโมฆะเนื่องจากกฎหมายมิได้กำหนดแบบไว้ ประกาศดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลย ให้ต้องปฏิบัติตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณี และค่าชดเชย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงิน 3,866 บาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถูกเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอของโจทก์นอกนั้นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิได้ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณีจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติว่า "ให้นายจ้างประกาศกำหนดวันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่าปีละสิบสามวันโดยรวมวันแรงงานแห่งชาติด้วย

ถ้าวันหยุดตามประเพณีวันใดตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ให้เลื่อนวันหยุดตามประเพณีวันนั้นไปหยุด ในวันทำงานถัดไป"

บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวให้อำนาจนายจ้างที่จะกำหนดวันหยุดตามประเพณีได้เองปีละไม่น้อยกว่าสิบสามวัน โดยไม่ต้องไปทำความตกลงกับลูกจ้าง จึงมิใช่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 18, 20 จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างสามารถกำหนดวันหยุดตามประเพณีได้ตามกฎหมาย จำเลยประกาศวันหยุดงานตามประเพณีปี 2541 โดยไม่ได้กำหนดวันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดตามประเพณีด้วยซึ่งโจทก์ทราบประกาศดังกล่าวแล้ว แม้จะไม่มีวันที่ประกาศใช้และไม่มีลายมือชื่อกรรมการผู้จัดการหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยก็ไม่ทำให้ ประกาศดังกล่าวตกเป็นโมฆะ เนื่องจากการกำหนดวันหยุดตามประเพณีนั้นกฎหมายมิได้กำหนดแบบไว้ ประกาศจึงมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยให้ต้องปฏิบัติตาม เมื่อจำเลยไม่ได้กำหนดให้วันที่ 10 พฤษภาคม 2541 เป็นวันหยุดตามประเพณี วันที่ 11 พฤษภาคม 2541 จึงมิใช่วันหยุดชดเชยวันหยุดตามประเพณีแต่เป็นวันทำงาน โจทก์ไม่มาทำงานตั้งแต่วันที่ 11 ถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2541 จึงเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47 (5) จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าจ้างสำหรับวันหยุดตามประเพณีที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 18 ม. 20
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสนอ สารบุญ
จำเลย — บริษัท ล. อนันต์พาณิช (1975) จำกัด
20 — พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 18,
9 — ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 1849/2544
#43991
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 236 วรรคหนึ่ง นั้นไม่จำต้องคำนึงว่าในการมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีวินิจฉัยเฉพาะเนื้อหาเท่านั้น เพราะการที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์อาจจะมาจากเหตุอื่น โดยไม่ต้องวินิจฉัยเนื้อหาอุทธรณ์ว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ก็ได้ แต่ทั้งนี้ การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์จะต้องมาจากลักษณะเดียวกันกับศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยมีคำสั่ง ดังนั้น เมื่อได้ความว่าครบกำหนดที่จำเลยต้องยื่นอุทธรณ์แล้ว แต่จำเลยไม่ยื่นอุทธรณ์ คงนำแต่ค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์มาวางศาลโดยมิได้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยจึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ เมื่อพ้นกำหนดแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย โดยวินิจฉัยถึงเหตุเดียวกันเช่นนี้ คำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2541 จำเลยยื่นอุทธรณ์ในวันนี้ล่วงเลยระยะเวลาแล้วจึงสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ก่อนครบกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ จำเลยได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาออกไป ซึ่งศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2541 แต่เมื่อถึงกำหนดที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายจำเลยนำแต่เพียงเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาล โดยไม่ได้นำอุทธรณ์มายื่นด้วยในวันนั้นจำเลยเพิ่งนำอุทธรณ์มายื่นต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม2541 การยื่นอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการยื่นเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ เหตุขัดข้องในการยื่นอุทธรณ์ของจำเลยตามที่ยกขึ้นอ้างในคำร้อง ไม่ใช่เหตุที่จะยกขึ้นอ้างได้ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดไม่รับฎีกา

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง นั้น ไม่จำต้องคำนึงว่า ในการมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีวินิจฉัยเฉพาะเนื้อหาอุทธรณ์ดังเช่นที่จำเลยอ้างเท่านั้น เพราะการที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์อาจจะมาจากเหตุอื่น โดยไม่ต้องวินิจฉัยเนื้อหาอุทธรณ์ว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ก็ได้ แต่ทั้งนี้การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์จะต้องมาจากลักษณะเดียวกันกับศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยมีคำสั่ง เกี่ยวกับคดีเรื่องนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ครบกำหนดที่จำเลยต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 11 ธันวาคม 2541 แต่จำเลยไม่ยื่นอุทธรณ์ คงนำแต่ค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์มาวางศาลโดยมิได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2541 จำเลยจึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย โดยวินิจฉัยถึงเหตุเดียวกันเช่นนี้ คำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย จึงชอบแล้ว ค่าคำร้องให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์
จำเลย — บริษัท ไทยอินเตอร์เนชั่นแนลด๊อคยาร์ค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1846/2544
#41097
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 4 ให้นิยามคำว่า "ขาย" หมายความรวมถึงจำหน่าย และมีไว้เพื่อขายด้วย ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายจำนวนหนึ่ง และขายไปจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกันตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดอย่างเดียวกันและเป็นความผิดกรรมเดียว

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มิใช่ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518และนิยามคำว่า "ขาย" ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ไม่อาจนำมาใช้กับพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ได้โดยมีนิยามคำว่า "จำหน่าย" ไว้โดยเฉพาะในมาตรา 4 แล้วว่า ขาย จ่าย แจกแลกเปลี่ยน ให้ มิได้มีความหมายรวมถึงการมีไว้ครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย ทั้งความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 66 เป็นความผิดที่แยกเจตนาจากกันได้การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย17 เม็ด เป็นความผิดกรรมหนึ่ง เมื่อจำหน่ายไป 2 เม็ดย่อมมีความผิดฐานจำหน่ายอีกกรรมหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 17 เม็ด น้ำหนัก 1.53 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กับร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน2 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 200 บาท และจำเลยทั้งสองเสพเมทแอมเฟตามีนโดยวิธีกินและสูดดมควันเข้าสู่ร่างกายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และคืนธนบัตรจำนวน 200 บาท แก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66วรรคหนึ่ง, 57, 91 (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง,57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 5 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 10 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกคนละ 5 ปี 3 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และคืนธนบัตรของกลาง 200 บาท แก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยทั้งสองเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 17 เม็ด และร่วมกันจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไป 2 เม็ด เหลืออยู่ที่ตัวจำเลยที่ 1 จำนวน 15 เม็ดปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งมีจำเลยทั้งสองยกขึ้นอุทธรณ์แล้วแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3มิได้วินิจฉัยให้ และแม้ว่าจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองก็ยกขึ้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จำเลยทั้งสองฎีกาว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ที่ขายให้สายลับและจำนวน 15 เม็ดที่ตรวจค้นพบที่ตัวจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเดียวกันที่มีไว้เพื่อจำหน่ายการขายหรือมีไว้เพื่อขายเป็นความผิดเดียวกัน และกระทำในช่วงเวลาใกล้เคียงต่อเนื่องกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองจึงเป็นกรรมเดียวมิใช่หลายกรรม เห็นว่า พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4 ให้นิยามคำว่า "ขาย"หมายความรวมถึงจำหน่าย และมีไว้เพื่อขายด้วยดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายจำนวนหนึ่งและขายไปจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกันตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดอย่างเดียวกันและเป็นความผิดกรรมเดียวแต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มิใช่ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 และได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ. 2539) เรื่องระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 เดิมทุกฉบับ และให้วัตถุออกฤทธิ์ที่ระบุชื่อในบัญชีท้ายประกาศดังกล่าวเป็นวัตถุออกฤทธิ์ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ซึ่งตามบัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวไม่ได้ระบุชื่อเมทแอมเฟตามีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์อีกต่อไป แต่ได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522ระบุชื่อเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แล้ว ดังนั้นคำนิยามในมาตรา 4 ของคำว่า "ขาย" ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 จึงไม่อาจนำมาใช้สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522ซึ่งมีคำนิยามของคำว่า "จำหน่าย" ไว้โดยเฉพาะแล้วในมาตรา 4ให้หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ มิได้มีความหมายรวมถึงการมีไว้ครอบครองเพื่อจำหน่ายดังเช่นพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ด้วย และความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66เป็นความผิดที่แยกเจตนาในการกระทำต่างหากจากกันได้แม้จะเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกระชั้นชิดกันก็ตามการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 17 เม็ด เป็นความผิดสำเร็จแล้วกรรมหนึ่งและเมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้ในครอบครองดังกล่าวแก่สายลับไป 2 เม็ด ก็ย่อมมีความผิดฐานจำหน่ายอีกกรรมหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน หาใช่ความผิดกรรมเดียวไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 4
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นาย ธานินทร์หรือต่อ นาดวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1846/2544
#69638
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันนั้น เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อจำเลยทั้งสองยกขึ้นอุทธรณ์แล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้วินิจฉัยให้ แม้จะมิได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองก็ยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4 ให้นิยามคำว่า "ขาย" หมายความรวมถึง จำหน่าย และมีไว้เพื่อขายด้วย ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายจำนวนหนึ่ง และขายไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกันตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดอย่างเดียวกันและเป็นความผิดกรรมเดียว

คำนิยามในมาตรา 4 ของคำว่า "ขาย" ตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ไม่อาจนำมาใช้สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งมีคำนิยามของคำว่า "จำหน่าย" ไว้โดยเฉพาะแล้ว ในมาตรา 4 ให้หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ มิได้มีความหมายรวมถึงการมีไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายดังเช่น พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ด้วย และความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 เป็นความผิด ที่แยกเจตนาในการกระทำต่างหากจากกันได้ แม้จะเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกระชั้นชิดกันก็ตาม การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 17 เม็ด เป็นความผิดสำเร็จแล้วกรรมหนึ่ง และเมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้ในครอบครองดังกล่าวแก่สายลับไป 2 เม็ด ก็ย่อมมีความผิดฐานจำหน่ายอีกกรรมหนึ่ง จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๕๗, ๖๖, ๖๗, ๙๑, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๘๓, ๙๑ ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ และคืนธนบัตรจำนวน ๒๐๐ บาท แก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕, ๖๖ วรรคหนึ่ง, ๕๗, ๙๑ (ที่ถูกมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง, ๕๗, ๙๑ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันมี เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ ๕ ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ ๕ ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ ๖ เดือน รวมจำคุกคนละ ๑๐ ปี ๖ เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๕ ปี ๓ เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ และคืนธนบัตรของกลาง ๒๐๐ บาท แก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยทั้งสองเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหา ข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน ๑๗ เม็ด และร่วมกันจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไป ๒ เม็ด เหลืออยู่ที่ตัวจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑๕ เม็ด ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งจำเลยทั้งสองยกขึ้นอุทธรณ์แล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มิได้วินิจฉัยให้ และแม้ว่าจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองก็ยกขึ้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒ เม็ด ที่ขาย ให้สายลับและจำนวน ๑๕ เม็ด ที่ตรวจค้นพบที่ตัวจำเลยที่ ๑ เป็นจำนวนเดียวกันกับที่มีไว้เพื่อจำหน่าย การขายหรือมีไว้เพื่อขายเป็นความผิดเดียวกัน และกระทำในช่วงเวลาใกล้เคียงต่อเนื่องกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองจึงเป็นกรรมเดียวมิใช่หลายกรรม เห็นว่า พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔ ให้นิยาม คำว่า "ขาย" หมายความรวมถึง จำหน่าย และมีไว้เพื่อขายด้วย ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายจำนวนหนึ่ง และขายไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกันตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นความผิดอย่างเดียวกันและเป็นความผิดกรรมเดียว แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มิใช่ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ เพราะได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๙๗ (พ.ศ. ๒๕๓๙) เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ เดิมทุกฉบับ และให้วัตถุออกฤทธิ์ที่ระบุชื่อในบัญชีท้ายประกาศดังกล่าวเป็นวัตถุออกฤทธิ์ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งตามบัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวไม่ได้ระบุชื่อเมทแอมเฟตามีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์อีกต่อไป แต่ได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๑๓๕ (พ.ศ. ๒๕๓๙) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ระบุชื่อเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ แล้ว ดังนั้น คำนิยามในมาตรา ๔ ของคำว่า "ขาย" ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงไม่อาจนำมาใช้สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งมีคำนิยามของคำว่า "จำหน่าย" ไว้โดยเฉพาะแล้วในมาตรา ๔ ให้หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ มิได้มีความหมายรวมถึงการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังเช่นพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ด้วย และความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ เป็นความผิดที่แยกเจตนาในการกระทำต่างหากจากกันได้ แม้จะเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกระชั้นชิดกัน ก็ตาม การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน ๑๗ เม็ด เป็นความผิดสำเร็จแล้วกรรมหนึ่ง และเมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้ในครอบครองดังกล่าวแก่สายลับไป ๒ เม็ด ก็ย่อมมีความผิดฐานจำหน่ายอีกกรรมหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน หาใช่ความผิดกรรมเดียวไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 4
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 66
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ.2539)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายธานินทร์หรือต่อ นาดวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายคมกฤช กนกประดิษฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1845/2544
#43990
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นภายในวันที่ 21 มีนาคม 2544แต่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในวันที่ 11 เมษายน 2544 โดยจำเลยแสดงไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยแต่อย่างใด โดยเฉพาะใบสำคัญความเห็นแพทย์ท้ายคำร้องก็ระบุว่าพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึงวันที่ 18 มีนาคม 2544 เท่านั้นดังนั้น กรณีจึงไม่มีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 70,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาเพราะเหตุทุนทรัพย์พิพาทไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบมาตรา 247 จึงให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ยื่นคำร้องฉบับนี้

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2544 ขอขยายระยะเวลาวางเงินหรือหลักประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีไม่มีเหตุสมควรที่จะขยายระยะเวลาการวางเงินหรือหลักประกัน ไม่อนุญาต ยกคำร้อง

จำเลยจึงยื่นคำร้องความว่า จำเลยไม่สามารถทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยวางเงินหรือหาหลักประกันมาวางต่อศาลได้ เนื่องจากทนายจำเลยป่วยด้วยภาวะหัวใจวาย ความดันโลหิตสูง ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 12มีนาคม 2544 ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2544 เมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้วยังต้องหยุดพักรักษาตัวต่อจนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2544 เมื่อจำเลยทราบคำสั่งศาลก็เป็นระยะเวลาที่พ้นกำหนดที่จำเลยจะต้องวางเงินหรือหลักประกันแล้ว กรณีจึงถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษและเป็นเหตุสุดวิสัย สมควรที่ศาลจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินหรือหลักประกันออกไปจนถึงวันที่ 26 เมษายน 2544 ตามคำร้องของจำเลยโปรดมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาวางเงินหรือหลักประกันตามคำร้องฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2544 ด้วย

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "คดีนี้ จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ยอมรับฎีกาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2544 และผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยลงชื่อท้ายคำร้องว่าข้าพเจ้าจะมาฟังคำสั่งภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้วและศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ยื่นคำร้องฉบับนี้ ดังนั้น จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นภายในวันที่ 21 มีนาคม2544 แต่จำเลยหาปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ กลับมายื่นคำร้องลงวันที่ 11เมษายน 2544 ขอขยายระยะเวลาการวางเงินหรือหลักประกันไปภายในวันที่ 26เมษายน 2544 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีไม่มีเหตุสมควรที่จะขยายระยะเวลาการวางเงินหรือหลักประกัน ไม่อนุญาต ดังนี้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 จำเลยจะต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินภายในวันที่ 21 มีนาคม 2544 แต่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในวันที่ 11 เมษายน 2544 โดยจำเลยแสดงไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยแต่อย่างใด โดยเฉพาะใบสำคัญความเห็นแพทย์ท้ายคำร้องก็ระบุว่าพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึงวันที่ 18 มีนาคม2544 เท่านั้น ดังนั้น กรณีจึงไม่มีเหตุสุดวิสัย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีไม่มีเหตุสมควรที่จะขยายระยะเวลาการวางเงินหรือหลักประกัน ไม่อนุญาต จึงชอบแล้ว ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเรื่องการขอขยายระยะเวลา และให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยด้วย"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุริยา พงษ์สุริยา
จำเลย — นาง หรรษา แตงแดง
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1839/2544
#36459
เปิดฉบับเต็ม

ส. ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจาก ส. แล้ว เจ้าพนักงานตำรวจเสนอว่าหาก ส. ไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้จำหน่ายให้ก็จะไม่ดำเนินคดี ส. จึงไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย การที่ ส. มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ จึงเป็นพยานชนิดที่เกิดขึ้นจากการจูงใจและให้คำมั่นสัญญาโดยมิชอบของ เจ้าพนักงานตำรวจ รับฟังเป็นพยานไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1 เม็ด น้ำหนัก 0.08 กรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 5 ปี คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอทัพทันจังหวัดอุทัยธานี จับกุมจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยานำส่งพนักงานสอบสวนพร้อมด้วยเงินจำนวน 120 บาท และเมทแอมเฟตามีนจำนวน1 เม็ด เป็นของกลาง โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ในปัญหานี้ได้ความจากคำเบิกความของนายดาบตำรวจเรวัต กำพล สิบตำรวจตรีสมบัติศรีอ่อนทอง (ขณะเกิดเหตุมียศเป็นพลตำรวจ) พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสอง และนายสมพร บัวผัน พยานโจทก์ซึ่งเป็นสายลับผู้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสองว่าก่อนจับกุมพยานทั้งสองผู้ร่วมจับกุมได้สืบทราบว่าที่บ้านจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจึงวางแผนจับกุม โดยมอบธนบัตรฉบับละ 100 บาท1 ฉบับ และฉบับละ 20 บาท 1 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งได้ถ่ายเอกสารและลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้แล้วให้แก่นายสมพรเพื่อใช้เป็นเงินล่อซื้อ เมื่อนายสมพรได้รับมอบเงินดังกล่าวก็เดินทางไปที่บ้านจำเลยทั้งสอง สิบตำรวจตรีสมบัติไปซุ่มดูการล่อซื้ออยู่ที่บ้านนายผินทับทิม ผู้ใหญ่บ้านท้องที่เกิดเหตุ ส่วนนายดาบตำรวจเรวัตกับพวกไปรออยู่ที่ศาลาพักร้อนข้างทางห่างจากบ้านจำเลยทั้งสองประมาณ300 เมตร ต่อมาประมาณ 30 นาที นายสมพรกลับไปพบนายดาบตำรวจเรวัตที่ศาลาพักร้อนพร้อมกับมอบเมทแอมเฟตามีนให้จำนวน 1 เม็ดโดยแจ้งว่าซื้อมาจากจำเลยทั้งสอง นายดาบตำรวจเรวัตได้วิทยุแจ้งให้สิบตำรวจตรีสมบัติทราบ พยานทั้งสองผู้ร่วมจับกุมกับพวกไปที่บ้านจำเลยทั้งสอง เห็นจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านไปที่ร้านค้า พยานทั้งสองผู้ร่วมจับกุมกับพวกตามไปและแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้น ผลการตรวจค้นจำเลยที่ 1 พบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้ออยู่ในกระเป๋ากางเกงข้างขวาที่จำเลยที่ 1 สวมอยู่แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายที่ตัวจำเลยที่ 2 จึงร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองแจ้งข้อหาว่า ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน)โดยผิดกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ เห็นว่า นายดาบตำรวจเรวัตเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าพยานรอสายลับอยู่ที่ศาลาพักร้อนห่างจากบ้านจำเลยทั้งสองประมาณ 300 เมตร มองไม่เห็นบ้านจำเลยทั้งสอง แสดงให้เห็นว่านายดาบตำรวจเรวัตไม่เห็นเหตุการณ์ขณะนายสมพรล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสอง ส่วนที่สิบตำรวจตรีสมบัติเบิกความตอบโจทก์และตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า พยานไปซุ่มอยู่บริเวณด้านหลังบ้านนายผินห่างบ้านนายผินประมาณ 10 เมตรซึ่งอยู่ห่างจากบ้านจำเลยทั้งสองประมาณ 30 ถึง 40 เมตร และอ้างว่าได้เห็นเหตุการณ์ขณะนายสมพรล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสองนั้น ปรากฏว่าในการสืบพยานจำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองขอให้ศาลชั้นต้นไปเดินเผชิญสืบที่บ้านนายผิน ปรากฏตามรายงานการเดินเผชิญสืบของศาลชั้นต้นว่า บ้านนายผินอยู่ห่างจากบ้านจำเลยทั้งสองประมาณ 100 เมตรซึ่งแตกต่างกับคำเบิกความของสิบตำรวจตรีสมบัติอย่างมาก ทั้งจากบ้านนายผินก็ไม่สามารถมองเห็นบ้านจำเลยทั้งสองได้เลย เพราะมีต้นไม้และบ้านหลังอื่นบังอยู่ ดังนี้ ที่สิบตำรวจตรีสมบัติเบิกความอ้างว่า เห็นเหตุการณ์ขณะนายสมพรล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสอง จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ พยานโจทก์คงเหลือเพียงนายสมพรปากเดียวที่เบิกความอ้างว่าได้ไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้จากจำเลยทั้งสอง แต่นายสมพรเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองและถามติงของโจทก์สรุปได้ความว่าพยานเป็นสายลับซื้อเมทแอมเฟตามีนให้เจ้าพนักงานตำรวจครั้งเกิดเหตุนี้เป็นครั้งแรกโดยในวันเกิดเหตุคดีนี้พยานถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจากพยาน แล้วเจ้าพนักงานตำรวจเสนอว่าหากพยานไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้จำหน่ายให้ก็จะไม่ดำเนินคดีแก่พยาน การที่นายสมพรมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานได้ไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสองหรืออีกนัยหนึ่งจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้นั้น จึงเชื่อได้ว่าที่นายสมพรอ้างว่าถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและเกลี้ยกล่อมให้เป็นสายลับดังกล่าวเป็นการเบิกความตามความจริง ดังนั้น การที่นายสมพรอ้างต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันจำหน่ายให้จึงเกิดจากการจูงใจให้คำมั่นสัญญาของเจ้าพนักงานตำรวจว่าจะไม่ดำเนินคดีในความผิดที่นายสมพรถูกจับกุมโดยมิชอบการที่นายสมพรมาเบิกความเป็นพยานโจทก์จึงเป็นพยานชนิดที่เกิดขึ้นจากการจูงใจและให้คำมั่นสัญญาโดยมิชอบของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าว จึงรับฟังคำเบิกความของนายสมพรเป็นพยานไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 นอกจากนี้เมื่อคำนึงถึงว่าในวันเกิดเหตุนายสมพรได้ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง โดยตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสองนั้นโจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์ดังวินิจฉัยมาข้างต้นจึงทำให้มีเหตุสงสัยว่าเมทแอมเฟตามีนที่นายสมพรนำมามอบให้แก่นายดาบตำรวจเรวัตดังกล่าวเป็นเมทแอมเฟตามีนที่นายสมพรล่อซื้อได้มาจากจำเลยทั้งสองจริงหรือไม่ ส่วนธนบัตรของกลางเอกสารหมายจ.1 แม้จะตรวจค้นได้จากตัวจำเลยที่ 1 แต่จำเลยทั้งสองก็นำสืบโต้แย้งอยู่ว่าเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ได้มาจากการขายปลา ซึ่งในข้อนี้นายดาบตำรวจเรวัตและสิบตำรวจตรีสมบัติก็เบิกความว่า เมื่อตรวจค้นได้ธนบัตรตามเอกสารหมาย จ.1 จากตัวจำเลยที่ 1 แล้ว ได้สอบถามจำเลยที่ 1ก็อ้างว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการขายปลา จึงเจือสมกับข้อกล่าวอ้างของจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบตามที่วินิจฉัยมาไม่มีน้ำหนักมั่นคงให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นการกระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นาย วงเดือน ประมูลทรัพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1839/2544
#68714
เปิดฉบับเต็ม

ส. ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง โดยตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจาก ส. แล้ว เจ้าพนักงานตำรวจเสนอว่า หาก ส. ไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้จำหน่ายให้ก็จะไม่ดำเนินคดี ส. จึงไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย การที่ ส. มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ จึงเป็นพยานชนิดที่เกิดขึ้นจากการจูงใจและให้คำมั่นสัญญาโดยมิชอบของเจ้าพนักงานตำรวจ รับฟังเป็นพยานไม่ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 (เหตุเกิดวันที่ 3 เมษายน 2540)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๖๗ ป.อ. มาตรา ๘๓ และคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.อ. มาตรา ๘๓ จำคุกคนละ ๕ ปี คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี จับกุมจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยานำส่งพนักงานสอบสวนพร้อมด้วยเงินจำนวน ๑๒๐ บาท และเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑ เม็ด เป็นของกลาง โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เมื่อฟังจากนายสมพรพยานโจทก์สรุปได้ความว่า พยานเป็นสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนให้เจ้าพนักงานตำรวจ ครั้งเกิดเหตุนี้เป็นครั้งแรก โดยในวันเกิดเหตุคดีนี้พยานถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจากพยาน แล้วเจ้าพนักงานตำรวจเสนอว่าหากพยานไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้จำหน่ายให้ก็จะไม่ดำเนินคดีแก่พยาน การที่นายสมพรอ้างต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันจำหน่ายให้จึงเกิดจากการจูงใจให้คำมั่นสัญญาของเจ้าพนักงานว่าจะไม่ดำเนินคดีในความผิดที่นายสมพรถูกจับกุมโดยมิชอบ การที่นายสมพรมาเบิกความเป็นพยานโจทก์จึงเป็นพยานชนิดที่เกิดขึ้นจากการจูงใจและให้คำมั่นสัญญาโดยมิชอบของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าว จึงรับฟังคำเบิกความของนายสมพรเป็นพยานไม่ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นายวงเดือน ประมูลทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นายอวิรุทธ์ ชาญชัยกิตติกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธนัท วิรบุตร์
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1837/2544
#99091
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 98 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 98 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 25 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 70 เม็ด ที่ค้นพบริมรั้วนอกบ้านจำเลยอาจเป็นของบุคคลอื่น ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย คงจำคุกจำเลยข้อหานี้ 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 70 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย ซึ่งเป็นเพียงรายละเอียดข้อแตกต่างเกี่ยวกับจำนวนเมทแอมเฟตามีนของกลาง จึงเป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๒๖, ๖๖, ๖๗, ๗๖, ๑๐๒ ป.อ. มาตรา ๙๑ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๒๖ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง, ๗๖ วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา ๑๐๒ ด้วย) ป.อ. มาตรา ๘๓ เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๗ ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๕ ปี ฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครอง จำคุก ๓ เดือน รวมจำคุก ๑๒ ปี ๓ เดือน ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๘ ปี ๒ เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๕ ปี ให้ยกฟ้องในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อรวมกับโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว รวมจำคุก ๑๐ ปี ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๖ ปี ๘ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๗๐ เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๙๘ เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๙๘ เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๗ ปี ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๔ ปี ๘ เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน ๒๕ เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนเมทแอมเฟตามีนอีก ๗๐ เม็ด ที่ค้นพบบริเวณริมรั้วนอกบ้านจำเลยนั้นอาจเป็นของบุคคลอื่นมิใช่ของจำเลยก็ได้ กรณีจึงยังมีความสงสัยตามสมควร ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย คงจำคุกจำเลยในข้อหานี้ ๕ ปี จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๗๐ เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย ซึ่งเป็นเพียงรายละเอียดข้อแตกต่างเกี่ยวกับจำนวนเมทแอมเฟตามีนของกลาง จึงเป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีเพียงว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองกัญชาจำนวน ๑ ห่อ ของกลางซึ่งตรวจค้นพบพร้อมเมทแอมเฟตามี ๗๐ เม็ด หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุระบุว่าของกลางรายการนี้เจ้าพนักงานตำรวจพบที่บริเวณชายรั้วนอกบริเวณบ้านจำเลย มีพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จุดที่พบอยู่ห่างจากกระต๊อบที่ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒๕ เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ประมาณ ๒๐ ถึง ๓๐ เมตร ดังนี้ เห็นว่า เมื่อจำเลยตกลงกระทำผิดต่อกฎหมายโดยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒๕ เม็ด เก็บไว้ที่กระต๊อบใกล้ตัวจำเลย ซึ่งเป็นการสะดวกแก่การจำหน่ายแล้ว กรณีก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะต้องนำกัญชาซึ่งมีจำนวนเล็กน้อยและมีบทลงโทษน้อยกว่ามากไปแยกเก็บไว้นอกรั้วบ้านของตัวเอง อันเป็นการเสี่ยงที่จะถูกผู้อื่นพบเห็นหยิบฉวยไปได้ ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าจำเลยให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนนั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบต่อสู้ปฏิเสธอยู่ว่าได้ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมโดยไม่ทราบข้อความ โดยลำพังคำรับของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนดังกล่าวจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าไม่มีน้ำหนักแก่การรับฟังได้ว่ากัญชาของกลางรายการดังกล่าวเป็นของจำเลย กรณีมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดในข้อหาดังกล่าวหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นางประนอมหรือนนท์ รอดแสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายพีระพงษ์ เธียรประดับ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพินิจ บุญชัด
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1830/2544
#67130
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยเป็นนายจ้างของลูกจ้างผู้มีชื่อจำนวน 55 คน ได้กระทำผิดด้วยการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างดังกล่าว จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังตามที่โจทก์บรรยาย มาในคำฟ้อง จำเลยจะฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากที่ปรากฏในคำฟ้องซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพแล้วไม่ได้ ทั้งข้อเท็จจริงที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาก็เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แต่การกระทำความผิดเกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับจึงต้องปรับบทให้ถูกต้องตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับในขณะกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นนายจ้างของลูกจ้างผู้มีชื่อจำนวน ๕๕ คน ได้ร่วมกันฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ข้อ ๔๖ ซึ่งกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้ถูกต้องตามอัตราที่กำหนด โดยจำเลยทั้งสามไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างผู้มีชื่อจำนวน ๕๕ คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑,๒๐๕,๓๕๘ บาท ให้ถูกต้องตามอัตราที่กำหนด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๑๕ ข้อ ๒, ๘ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ข้อ ๒, ๔๖ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๓, ๕, ๑๑๘, ๑๔๔

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ข้อ ๒, ๘ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ฉบับลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ข้อ ๒, ๔๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ให้ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คนละ ๖ เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คนละ ๓ เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๓, ๕, ๑๑๘, ๑๔๔ มาด้วยนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสาม ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้ ให้ยกเสีย หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๓, ๕, ๑๑๘ วรรคหนึ่ง, ๑๔๔ วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๓ ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๓ ลาออกจากกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ ๑ แล้ว จึงมิได้เป็นนายจ้างที่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ หรือประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน และจำเลยที่ ๓ ไม่มีเจตนากระทำผิดนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ ๓ เป็นนายจ้างของลูกจ้างผู้มีชื่อจำนวน ๕๕ คน ได้กระทำผิดด้วยการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๖ และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างดังกล่าวรวมเป็นเงิน ๑,๒๐๕,๓๕๘ บาท จำเลยที่ ๓ ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้อง จำเลยที่ ๓ จะฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากที่ปรากฏในคำฟ้องซึ่งจำเลยที่ ๓ ให้การรับสารภาพแล้วไม่ได้ ทั้งข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ ๓ กล่าวอ้างในฎีกาก็เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ อีกด้วย จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๓ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง การกระทำความผิดคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ก่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มีผลใช้บังคับ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาปรับบทลงโทษตามบทกฎหมายดังกล่าวยังไม่ถูกต้อง จึงต้องปรับบทให้ถูกต้องตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๑๕ และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับในขณะกระทำความผิด

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๑๕ ข้อ ๒ และข้อ ๘ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ข้อ ๒ และข้อ ๔๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ สำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง โดยปรับคนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามมาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 176 ม. 195
ป.วิ.พ. ม. 249
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 3 ม. 5 ม. 118 ม. 144
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 พ.ศ.2515 ม. 2 ม. 8
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม. 2 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง)
จำเลย — บริษัทเขาใหญ่เนเชอรัลปาร์ค จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) — นายสุเจตน์ ส่งสัมพันธ์สกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1824 -ที่ 1825/2544
#40545
เปิดฉบับเต็ม

การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งถอดถอนโจทก์ออกจากกรรมการของธนาคารพาณิชย์จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเนื่องจากจำเลยดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน ซึ่งเป็นอำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะออกคำสั่งดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 24 ตรีซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505(ฉบับที่ 3)พ.ศ. 2540 มาตรา 4 และให้ถือว่าเป็นการออกคำสั่งโดยมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลยด้วย ทำให้โจทก์ไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยเป็นการอีกต่อไป จึงถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1มกราคม 2519 โจทก์ที่ 2 เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม2521 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 จำเลยแจ้งการเลิกจ้างต่อโจทก์ทั้งสองโดยให้เป็นผลเลิกจ้างทันที ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเงินค้ำประกันการทำงานแก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่เลิกจ้าง (วันที่ 14 สิงหาคม 2541) จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งสองพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในธนาคารจำเลยเกิดจากคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทยที่สั่งถอดถอนโจทก์ทั้งสองออกจากตำแหน่ง จำเลยไม่ใช่เป็นผู้สั่งให้โจทก์ทั้งสองพ้นจากตำแหน่ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองเคยเป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่และกรรมการรองผู้จัดการได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 551,235 บาท และ 379,145 บาทตามลำดับ กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม2541 ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งถอดถอนโจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม2541 เป็นต้นไป ตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยเอกสารหมายล.2 คำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว ถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ทั้งสองไม่ได้กระทำความผิด แต่เป็นการเลิกจ้างที่สืบเนื่องมาจากจำเลยประสบปัญหาเรื่องการขาดสภาพคล่องไม่สามารถเพิ่มทุนได้ โจทก์ทั้งสองไม่สามารถจะแก้ไขได้ การเลิกจ้างดังกล่าวไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จจำนวน 12,448,723.75 บาท เงินฝากค้ำประกันจำนวน2,081,979.50 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน826,852.50 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำนวน34,452.18 บาท และค่าชดเชยจำนวน 3,307,410 บาท แก่โจทก์ที่ 1และให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จจำนวน 5,616,085.31 บาท เงินฝากค้ำประกันจำนวน 1,380,593.81 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 568,717.50 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำนวน 23,696.56 บาท และค่าชดเชยจำนวน 2,274,870 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2541ยกเว้นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้นับตั้งแต่วันที่ 7พฤษภาคม 2542 จนกว่าจะชำระให้โจทก์ทั้งสองเสร็จ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนว่า คำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ถอดถอนโจทก์ทั้งสองออกจากตำแหน่งกรรมการของจำเลยเป็นกรณีที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่าพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 24 ตรีวรรคสี่ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 3)พ.ศ. 2540 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องแก้ไขฐานะหรือการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ใดซึ่งหากปล่อยเนิ่นช้าอาจเกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งถอดถอนกรรมการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์นั้น และแต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายคนไปดำรงตำแหน่งแทนได้ทันทีตามที่เห็นสมควร" และวรรคท้ายบัญญัติว่า "ให้ถือว่าคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ให้ถอดถอนหรือแต่งตั้งตามมาตรานี้เป็นมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น" การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งถอดถอนโจทก์ทั้งสองออกจากกรรมการของจำเลยตามคำสั่งเอกสารหมายล.2 นั้น สืบเนื่องมาจากจำเลยมีฐานะการดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชนอีกทั้งจำเลยไม่อาจจะแก้ปัญหาได้ แม้ทางการจะได้ให้โอกาสจำเลยเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ซึ่งเป็นอำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะออกคำสั่งดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้น และถือว่าเป็นการออกคำสั่งโดยมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลยด้วยและผลของคำสั่งดังกล่าวทำให้โจทก์ทั้งสองไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยอีกต่อไป จึงต้องถือว่าจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยนับตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนที่อ้างว่าจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 110,247 บาท และ 75,829 บาทให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 24 ตรี
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ กับพวก
จำเลย — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา