คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1824 -ที่ 1825/2544
#91318
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งถอดถอนโจทก์ออกจากกรรมการของจำเลยสืบเนื่องมาจากจำเลยมีฐานะการดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน อีกทั้งจำเลยไม่อาจจะแก้ปัญหาได้แม้ทางการจะได้ให้โอกาสจำเลยเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ซึ่งเป็นอำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะออกคำสั่งดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 24 ตรี วรรคสี่ และถือว่าเป็นการออกคำสั่งโดยมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลยด้วย ผลของคำสั่งดังกล่าวทำให้โจทก์ไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยอีกต่อไป จึงต้องถือว่าจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์

ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละ 10 วัน ในปี 2541 โจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนเมื่อคำนวณถึงวันที่ถูกจำเลยเลิกจ้างจะมีสิทธิ 6 วัน โจทก์ยังไม่ได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดจึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีดังกล่าวให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 853,525.16 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 587,063.23 บาท จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 183,745 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 126,381.66 บาท จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 3,307,410 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 2,274,870 บาท จ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 12,448,723.75 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,616,085.31 บาท จ่ายเงินค้ำประกันการทำงานแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,081,979.50 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,380,593.81 บาท และจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 12,127,170 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 7,582,290 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่เลิกจ้าง (วันที่ 14 สิงหาคม 2541) จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองเคยเป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่และกรรมการรองผู้จัดการ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 551,235 บาท และ 379,145 บาท ตามลำดับ กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งถอดถอนโจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไปตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย คำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ทั้งสองไม่ได้กระทำความผิด แต่เป็นการเลิกจ้างที่สืบเนื่องมาจากจำเลยประสบปัญหาเรื่องการขาดสภาพคล่องไม่สามารถเพิ่มทุนได้ โจทก์ทั้งสองไม่สามารถจะแก้ไขได้ การเลิกจ้างดังกล่าวไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จจำนวน 12,448,723.75 บาท เงินฝากค้ำประกันจำนวน 2,081,979.50 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 826,852.50 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำนวน 34,452.18 บาท และค่าชดเชยจำนวน 3,307,410 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จจำนวน 5,616,085.31 บาท เงินฝากค้ำประกันจำนวน 1,380,593.81 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 568,717.50 บาท ค่าจ้างสำหรับการหยุดพักผ่อนประจำปี จำนวน 23,696.56 บาท และค่าชดเชยจำนวน 2,274,870 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2541 ยกเว้นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้นับตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2542 จนกว่าจะชำระให้โจทก์ทั้งสองเสร็จ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนว่า คำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ถอดถอนโจทก์ทั้งสองออกจากตำแหน่งกรรมการของจำเลยเป็นกรณีที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิย์ พ.ศ.2505 มาตรา 24 ตรี วรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องแก้ไขฐานะหรือการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ใด ซึ่งหากปล่อยเนิ่นช้าอาจเกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งถอดถอนกรรมการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์นั้น และแต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายคนไปดำรงตำแหน่งแทนได้ทันทีตามที่เห็นสมควร" และวรรคท้ายบัญญัติว่า "ให้ถือว่าคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ให้ถอดถอนหรือแต่งตั้งตามมาตรานี้เป็นมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น" การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งถอดถอนโจทก์ทั้งสองออกจากกรรมการของจำเลย สืบเนื่องมาจากจำเลยมีฐานะการดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน อีกทั้งจำเลยไม่อาจจะแก้ไขปัญหาได้แม้ทางการจะได้ให้โอกาสจำเลยเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ซึ่งเป็นอำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะออกคำสั่งดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้นและถือว่าเป็นการออกคำสั่งโดยมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลยด้วย และผลของคำสั่งดังกล่าวทำให้โจทก์ทั้งสองไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยอีกต่อไป จึงต้องถือว่าจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยนับตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่าศาลแรงงานกลางกำหนดค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โจทก์ทั้งสองมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละ 10 วัน ฉะนั้นในปี 2541 โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วน เมื่อคำนวณถึงวันที่ถูกจำเลยเลิกจ้างจะมีสิทธิคนละ 6 วัน โจทก์ทั้งสองยังไม่ได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่มีความผิดจึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 110,247 บาท และ 75,829 บาท ตามลำดับ ที่ศาลแรงงานกลางคำนวณและพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 34,452.18 บาท และ 23,696.56 บาท ตามลำดับ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 110,247 บาท และ 75,829 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 24 ตรี วรรคสี่
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 30 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์
จำเลย — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1822/2544
#40544
เปิดฉบับเต็ม

ตามกรมธรรม์ประกันภัยโจทก์ได้เอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลต่อการเสียชีวิตของบุคคลผู้ขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลย โดยมิได้ระบุตัวผู้รับประโยชน์ไว้ แม้จะเป็นการประกันชีวิตแบบหนึ่ง แต่ก็มิใช่กรณีที่ผู้ตายเอาประกันชีวิตตนเองจึงแสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าประสงค์ที่จะให้ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ตกได้แก่โจทก์ผู้เอาประกันภัยโดยตรง มิใช่เป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้ตาย ดังนั้นโจทก์ในฐานะคู่สัญญาย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อการเสียชีวิตของผู้ขับรถยนต์ของโจทก์ในขณะเกิดเหตุจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 1 ผ - 2276 กรุงเทพมหานคร โดยจำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์เพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์และเพื่อความเสียหายแก่ชีวิตของบุคคลผู้ขับหรือผู้โดยสารมากับรถยนต์ของโจทก์ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537 เวลาประมาณ 23 นาฬิกานายสุทธิลักษณ์ บรรเลงเสนาะ คนงานของโจทก์ขับรถยนต์กระบะของโจทก์มาจากอำเภอลี้โฉมหน้าไปทางจังหวัดลำพูน โดยมีโจทก์กับคนงานอีก 3 คน โดยสารมาด้วย เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุได้มีรถยนต์บรรทุกสิบล้อแล่นสวนทางมาด้วยความเร็วสูงล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของโจทก์ในลักษณะกะทันหันและกระชั้นชิด นายสุทธิลักษณ์จึงขับรถยนต์หลบ เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์เสียหลักตกถนนพลิกคว่ำทำให้นายสุทธิลักษณ์เสียชีวิต โจทก์และคนงานได้รับบาดเจ็บรถยนต์ของโจทก์เสียหาย โจทก์ได้แจ้งให้ฝ่ายตรวจสอบอุบัติเหตุของจำเลยทราบแล้ว ต่อมาโจทก์ได้นำรถยนต์เข้าซ่อมแซมรวมเป็นเงิน 200,540 บาท จำเลยปฏิเสธความรับผิด จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อความเสียหายของรถยนต์ของโจทก์ดังกล่าวกับค่าสินไหมทดแทนต่อการเสียชีวิตของนายสุทธิลักษณ์อีกเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยขอให้บังคับจำเลยชำระเงินรวม 329,325 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 300,540 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ค่าสินไหมทดแทนต่อการเสียชีวิตของนายสุทธิลักษณ์นั้น โจทก์ไม่ใช่ทายาทตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 1 ผ - 2276กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ไว้กับจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.1 วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายสุทธิลักษณ์ บรรเลงเสนาะ ผู้ตายคนงานของโจทก์ขับรถยนต์คันดังกล่าวโดยมีโจทก์กับคนงานอีก 3 คน นั่งไปด้วยจากอำเภอลี้มุ่งหน้าไปทางจังหวัดลำพูน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุผู้ตายขับรถยนต์หลบรถยนต์บรรทุกสิบล้อจนเป็นเหตุให้รถยนต์กระบะพลิกคว่ำตกถนน ผู้ตายถึงแก่ความตาย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อการเสียชีวิตของผู้ตายจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ได้เอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลต่อการเสียชีวิตของบุคคลผู้ขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยในวงเงิน 100,000 บาท โดยมิได้ระบุตัวผู้รับประโยชน์ไว้ แม้จะเป็นการประกันชีวิตแบบหนึ่งแต่ก็มิใช่กรณีที่ผู้ตายเอาประกันชีวิตตนเองไว้จึงแสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าประสงค์ที่จะให้ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ตกได้แก่โจทก์ผู้เอาประกันภัยโดยตรง หาใช่เป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้ตายไม่ ดังนั้นโจทก์ในฐานะคู่สัญญาย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อการเสียชีวิตของผู้ตายซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์ของโจทก์ในขณะเกิดเหตุจากจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 889
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จุมพล เขมวิลาส
จำเลย — บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชนะ ภาสกานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1822/2544
#91317
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์ของโจทก์ไว้กับจำเลย ตามกรมธรรม์ประกันภัยโจทก์ได้เอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลต่อการเสียชีวิตของบุคคลผู้ขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยโดยมิได้ระบุตัวผู้รับประโยชน์ไว้ แม้จะเป็นการประกันชีวิตแบบหนึ่ง แต่ก็มิใช่กรณีที่ผู้ตายเอาประกันชีวิตตนเองไว้ จึงแสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าประสงค์ที่จะให้ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ตกได้แก่โจทก์ผู้เอาประกันภัยโดยตรง หาใช่เป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้ตายไม่ โจทก์ในฐานะคู่สัญญาย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อการเสียชีวิตของผู้ตายซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์ของโจทก์ในขณะเกิดเหตุจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 329,325 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 300,540 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 1 ผ - 2276 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ไว้กับจำเลย วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายสุทธิลักษณ์ ผู้ตายคนงานของโจทก์ขับรถยนต์คันดังกล่าวโดยมีโจทก์กับคนงานอีก 3 คน นั่งไปด้วยจากอำเภอลี้มุ่งหน้าไปทางจังหวัดลำพูน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุผู้ตายขับรถยนต์หลบรถยนต์บรรทุกสิบล้อจนเป็นเหตุให้รถยนต์กระบะพลิกคว่ำตกถนน ผู้ตายถึงแก่ความตาย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อการเสียชีวิตของผู้ตายจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์ได้เอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลต่อการเสียชีวิตของบุคคลผู้ขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยในวงเงิน 100,000 บาท โดยมิได้ระบุตัวผู้รับประโยชน์ไว้ แม้จะเป็นการประกันชีวิตแบบหนึ่ง แต่ก็มิใช่กรณีที่ผู้ตายเอาประกันชีวิตตนเองไว้ จึงแสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าประสงค์ที่จะให้ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ตกได้แก่โจทก์ผู้เอาประกันภัยโดยตรง หาใช่เป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้ตายไม่ ดังนั้นโจทก์ในฐานะคู่สัญญาย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อการเสียชีวิตของผู้ตายซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์ของโจทก์ในขณะเกิดเหตุจากจำเลยได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 368 ม. 862 ม. 889 ม. 897
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจุมพล เขมวิลาส
จำเลย — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเลอเลิศ ชุณหโอภาส
ศาลอุทธรณ์ — นายปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชนะ ภาสกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1811/2544
#40543
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯหมายความว่า บุคคลที่มียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเมื่อคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไป ให้ถือว่าบุคคลนั้นมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดตามกฎหมายโดยโจทก์ไม่ต้องนำสืบว่าบุคคลนั้นมีเจตนามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ถ้ามีไว้ในครอบครองคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ไม่ถึงยี่สิบกรัม โจทก์ต้องนำสืบให้ฟังได้ว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายถ้าโจทก์นำสืบไม่ได้จะฟังว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามข้อสันนิษฐานดังกล่าวหาได้ไม่ คงฟังได้เพียงว่ามีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

คำฟ้องระบุว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางมีน้ำหนักรวมเพียง5.76 กรัม เห็นได้ชัดแจ้งว่าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ไม่ถึงยี่สิบกรัมและโจทก์ก็มิได้ประสงค์ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะมีเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไป จึงหาต้องคำนวณและระบุจำนวนสารบริสุทธิ์มาในคำฟ้องและรายงานผลการตรวจพิสูจน์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และบวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 142/2540 ของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าถูกศาลพิพากษาลงโทษและรอการลงโทษไว้จริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,67 (ที่ถูกมาตรา 102 ด้วย) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุกคนละ 5 ปี และให้บวกโทษจำคุก 7 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 142/2540 ของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 รวมจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 5 ปี 7 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า ตามคำฟ้องและรายงานผลการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนมิได้คำนวณและระบุจำนวนสารบริสุทธิ์ไว้ จะลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษได้หรือไม่ เห็นว่าพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งบัญญัติว่าห้ามมิให้ผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เว้นแต่การมีไว้ในครอบครองในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการตามที่รัฐมนตรีจะอนุญาตเป็นหนังสือเฉพาะรายหรือเฉพาะกรณีที่เห็นสมควร และวรรคสองบัญญัติว่าการผลิตนำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไปให้ถือว่าผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งหมายความว่าบุคคลที่มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเมื่อคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไปให้ถือว่าบุคคลนั้นมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดตามกฎหมาย โดยโจทก์ไม่ต้องนำสืบว่าบุคคลนั้นมีเจตนามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ถ้ามีไว้ในครอบครองไม่ว่าจำนวนมากน้อยเพียงใด แต่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ไม่ถึงยี่สิบกรัม โจทก์ต้องนำสืบให้ฟังได้ว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ถ้าโจทก์นำสืบไม่ได้ว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจะฟังว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามข้อสันนิษฐานดังกล่าวหาได้ไม่ คงฟังได้เพียงว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น การคำนวณและระบุจำนวนสารบริสุทธิ์มาในคำฟ้องและรายงานผลการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีน จึงเป็นเพียงข้อเท็จจริงที่ให้ถือว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น แต่ตามคำฟ้องระบุว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางมีน้ำหนักรวมเพียง 5.76 กรัม ซึ่งเห็นได้ชัดแจ้งว่าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ไม่ถึงยี่สิบกรัม และโจทก์ก็มิได้ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะมีเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไป จึงหาจำต้องคำนวณและระบุจำนวนสารบริสุทธิ์มาในคำฟ้องและรายงานผลการตรวจพิสูจน์ดังจำเลยทั้งสองฎีกาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองไม่ได้รับอนุญาตศาลชั้นต้นมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงเป็นการพิพากษาที่ไม่เกินคำขอและเกินคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย นิพนธ์หรืออั๋น สมจิตรกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1795/2544
#41096
เปิดฉบับเต็ม

การออกเช็คของจำเลยจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4หรือไม่ โจทก์จะต้องนำสืบข้อเท็จจริงให้ได้ความสองประการคือมีหนี้ที่จะต้องชำระ และหนี้นั้นจะต้องบังคับได้ตามกฎหมายคดีนี้ ธ. อ้างว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระหนี้ค่าขายสินค้ายางรถยนต์และล้อแม็กแก่โจทก์ร่วม เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ที่มีราคากว่า 500 บาทขึ้นไป แต่หลักฐานที่แสดงว่าจำเลยได้ซื้อและรับสินค้าไปจากโจทก์ร่วมแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม โจทก์ร่วมหาได้มีมาแสดงหรือนำสืบถึงเหตุที่ไม่อาจนำมาแสดงได้ไม่ จึงไม่พอฟังได้ว่า มูลหนี้ที่จำเลยออกเช็คพิพาทมาจากการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าดังกล่าวมูลหนี้ที่ออกเช็คพิพาทจึงไม่มีอยู่จริง การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวได้ออกเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด จำนวนเงิน 200,000 บาท เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้ายางรถยนต์และล้อแม็ก ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดธงชัยการยาง ผู้เสียหายครั้นเช็คฉบับดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงิน ผู้เสียหายนำเช็คไปเรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคาร ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า"เงินในบัญชีไม่พอจ่ายและโปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมกันออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัดธงชัยการยาง ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก6 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 หรือไม่เห็นว่า มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ฯลฯ" ฉะนั้นการออกเช็คของจำเลยทั้งสองจะเป็นความผิดตามกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ร่วมที่จะต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงให้ได้ความสองประการ ประการแรก มีหนี้ที่จะต้องชำระ ประการที่สองหนี้นั้นจะต้องบังคับได้ตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงประการแรกได้ความจากนายธงชัย อิงคารานุวัฒน์ หุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ร่วมว่าหนี้ที่จะต้องชำระคือหนี้ค่าสินค้ายางรถยนต์และล้อแม็กที่จำเลยทั้งสองซื้อไปจากโจทก์ร่วม แต่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.3 จำเลยที่ 2 ออกเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่กู้ไปจากนายธงชัย ส่วนหนี้ค่าสินค้าดังกล่าวจำเลยทั้งสองชำระด้วยเช็คเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งต่อมาได้แปลงเป็นหนี้เงินกู้เจ้าหนี้ของนายธงชัยแทนตามเอกสารหมาย ล.4 แล้ว จึงเท่ากับจำเลยทั้งสองปฏิเสธว่า มูลหนี้ที่ออกเช็คในฟ้องไม่มีอยู่จริง เพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้ออกเช็คพิพาทชำระหนี้ที่ซื้อสินค้าไปจากโจทก์ร่วมจึงมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาทมาจากการขายสินค้ายางรถยนต์และล้อแม็กให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า สินค้ายางรถยนต์และล้อแม็กที่นายธงชัยเบิกความยืนยันว่า จำเลยทั้งสองซื้อไปและออกเช็คพิพาทชำระราคานั้นมีราคาสูงถึง 200,000 บาทกรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456วรรคสองและวรรคสามว่า เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาห้าร้อยบาทหรือกว่านั้นขึ้นไป ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญหรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ตามพยานหลักฐานที่โจทก์ร่วมนำสืบมามีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของนายธงชัยว่า จำเลยทั้งสองมาซื้อสินค้ายางรถยนต์และล้อแม็ก แต่หลักฐานที่แสดงว่าจำเลยทั้งสองได้ซื้อและรับสินค้าไปจากโจทก์ร่วมแล้วตามนัยแห่งกฎหมายดังกล่าวนั้นโจทก์ร่วมหาได้มีมาแสดงเพื่อสนับสนุนคำพยานของตนหรือนำสืบถึงเหตุที่ไม่อาจนำมาแสดงได้ไม่ พยานหลักฐานที่โจทก์ร่วมนำสืบมาจึงไม่พอฟังว่ามูลหนี้ที่จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเอกสารหมายจ.3 มาจากการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วม มูลหนี้ที่ออกเช็คในฟ้องจึงไม่มีอยู่จริง การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 4แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคสอง ม. 456 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดธงชัยการยาง
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดวี.ที.ไทร์ หรือ วี.พี.ไทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สายันต์ สุรสมภพ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1794/2544
#40542
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งแรกศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายในเวลาดังกล่าว ครั้นวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 2 โดยมิได้อ้างเหตุสุดวิสัยแม้ศาลชั้นต้นได้รับคำร้องของจำเลยไว้พิจารณาและมีคำสั่งอนุญาตแล้วก็เป็นการสั่งไปโดยผิดหลง หาเป็นการถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายไม่ เพราะการใช้ดุลพินิจของศาลนั้นจะต้องใช้ดุลพินิจที่ยืนอยู่บนความถูกต้องตามกฎหมายมิใช่เป็นการสั่งไปโดยผิดหลง จึงถือไม่ได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม2541 ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามมูลหนี้กู้ยืมแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยหากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์รวม5 ครั้ง ครั้งที่ 5 จำเลยทั้งสองขอขยายระยะเวลา 20 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลา 10 วัน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นรวม 5 ครั้งในการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งแรก ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยทั้งสองไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายในเวลาดังกล่าวครั้นวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2542 ซึ่งเลยกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตไว้ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 2 โดยมิได้อ้างเหตุสุดวิสัย จำเลยทั้งสองฎีกาว่าเหตุที่มายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2542เป็นเพราะคำนวณวันเวลาคลาดเคลื่อน ไม่มีเจตนาจะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาให้เกินกำหนดตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจรับคำร้องขอของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาแล้วจึงเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำนาจโดยชอบแล้วนั้น เห็นว่า การจะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาเมื่อคู่ความไม่สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ทันในเวลาที่กฎหมายกำหนด ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ได้บัญญัติช่องทางไว้เพื่อให้คู่ความปฏิบัติเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยคู่ความฝ่ายผู้ร้องขอขยายระยะเวลาจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องและจะขอได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและคู่ความฝ่ายนั้นมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้นเว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย จึงเห็นได้ว่าวิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการพิเศษที่กฎหมายกำหนดให้คู่ความปฏิบัติ ทั้งนี้ก็เพื่อมุ่งประสงค์จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความ ดังนั้นคู่ความฝ่ายผู้ร้องขอขยายระยะเวลาจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด การที่จำเลยทั้งสองถือเอาความผิดพลาดของจำเลยทั้งสอง ประกอบกับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไปโดยผิดหลงมาเป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองว่าเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำนาจของศาลชั้นต้นเป็นการชอบแล้วนั้น หาเป็นการถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายไม่เพราะการใช้ดุลพินิจของศาลนั้นจะต้องใช้ดุลพินิจที่ยืนอยู่บนความถูกต้องตามกฎหมาย หาใช่เป็นการสั่งไปโดยผิดหลงเพราะความผิดพลาดของจำเลยทั้งสองไม่ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สมควรขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ทั้งห้าครั้งของจำเลยทั้งสองมีเหตุผลแตกต่างกัน โดยสองครั้งแรกมีเหตุล่าช้าเพราะจำเลยทั้งสองยังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งก็ไม่ใช่มีเหตุมาจากจำเลยทั้งสอง แต่เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ศาลถ่ายสำเนาให้ไม่ทัน จึงไม่มีสำเนาคำพิพากษาใช้ประกอบในการร่างอุทธรณ์ ส่วนสามครั้งหลังก็เพื่อให้มีเวลาหาเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลและค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์ การขอขยายระยะเวลาครั้งสุดท้ายนั้นจำเลยทั้งสองคาดการณ์ไว้ว่าจะได้รับเงินจากญาติภายในประมาณ 15 ถึง 20 วัน จึงได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นเวลา 20 วัน ซึ่งเป็นเวลาไม่มาก หากศาลชั้นต้นอนุญาตตามที่จำเลยทั้งสองขอ จำเลยทั้งสองก็สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทันนั้น เห็นว่า เหตุผลต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นมาแม้จะมีเหตุผลต่างกันก็ตาม แต่ทุก ๆ เหตุก็ล้วนแต่อยู่ในความรู้เห็นและสามารถคาดการณ์ได้ของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีที่จะต้องรู้และตระเตรียมขวนขวายต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไปฉะนั้นในการที่จะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาจำเลยทั้งสองก็ยิ่งจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเป็นไปตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 กำหนดไว้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่กระทำให้ถูกต้องตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดทั้ง ๆ ที่จำเลยทั้งสองสามารถจะกระทำได้ จำเลยทั้งสองจึงต้องเป็นฝ่ายรับผลที่เกิดจากความผิดพลาดบกพร่องนั้นเอง ไม่สมควรที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสองอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครธน จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ย่งเทียม แซ่ตั้ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1783/2544
#67173
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งการกระทำความผิดฐานนี้เป็นการกระทำอย่างหนึ่งในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ใน ครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แม้ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย ก็มิใช่ข้อแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ เพราะองค์ประกอบความผิดนี้อยู่ที่ว่า จำเลยมีอาวุธปืนดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ ซึ่งจำเลยก็ให้การรับสารภาพว่ามีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับ ใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจริง ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยใน ความผิดฐานนี้ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าความผิดตามฟ้องได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่เงินของกลางที่โจทก์มีคำขอให้ริบ ไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิดในคดีที่โจทก์ฟ้องตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 (2) ศาลจึงไม่อาจริบเงินของกลางได้ และเห็นสมควรคืนให้แก่เจ้าของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เวลากลางวัน จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษ ในประเภท ๑ จำนวน ๒๐ เม็ด น้ำหนัก ๑.๘๐ กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีอาวุธปืนสั้นขนาด .๒๒ ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ ๑ กระบอก พร้อมซองกระสุนปืน ๑ ซอง และกระสุนปืนขนาด .๒๒ จำนวน ๕ นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและเงิน ๓๓,๐๐๐ บาท ที่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๑๐๒ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๓๗๑ ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพว่า มีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและ เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว แต่ปฏิเสธข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖, ๑๐๒ ด้วย พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๗๒ ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก ๖ ปี ฐานพาอาวุธปืนฯ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๑ ปี จำเลยให้การรับสารภาพฐานพาอาวุธปืนฯ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๖ เดือน รวมจำคุก ๖ ปี ๖ เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคสาม อีกกระทงหนึ่งจำคุก ๖ เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก ๓ เดือน รวมกับโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดในความผิดอื่นแล้วเป็นจำคุก ๖ ปี ๙ เดือน คืนอาวุธปืนพร้อมซองกระสุนปืนและกระสุนปืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เวลากลางวัน ร้อยตำรวจเอกจิรวัฒน์ แนวจำปา ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ห้องหมายเลข ๖๙ โรงแรมบอสส์ จึงเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าวพร้อมเจ้าพนักงานตำรวจหลายคนเมื่อไปถึงพบประตูห้องหมายเลข ๖๙ เปิดอยู่ และจำเลยอยู่ในห้อง ร้อยตำรวจเอกจิรวัฒน์กับพวกเข้าตรวจค้นพบอาวุธปืนสั้นขนาด .๒๒ หมายเลขทะเบียน นว.๑/๖*๐๒๓ ซึ่งเป็นอาวุธปืนของผู้อื่น จำนวน ๑ กระบอก ซองกระสุนปืน ๑ ซอง กระสุนปืนขนาด .๒๒ จำนวน ๕ นัด และเงิน ๓๓,๐๐๐ บาท จึงยึดเป็นของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็น ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกจิรวัฒน์และนายดาบตำรวจชาติชาย ไชยวัต เจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจค้นจับกุมจำเลยเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันพยานโจทก์ทั้งสองปากเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลย แม้พยานโจทก์ทั้งสองปากจะเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุจำไม่ได้ว่าจำเลยแต่งกายอย่างไร และเมทแอมเฟตามีนที่ค้นได้จากตัวจำเลยบรรจุอยู่ในภาชนะอะไรนั้น ก็เป็นข้อบกพร่องในรายละเอียดเพียงเล็กน้อยไม่ทำให้น้ำหนักคำพยานโจทก์ดังกล่าวเสียไป ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่อย่างไรก็ตามเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนเพียง ๒๐ เม็ด น้ำหนัก ๑.๘๐ กรัม ซึ่งไม่เข้าข้อสันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง ทั้งโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานพฤติเหตุแวดล้อมมานำสืบพิสูจน์ให้เห็นว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้แก่ใครและที่ไหน อีกทั้งพยานโจทก์ทั้งสองปากก็ไม่เคยสืบทราบว่าจำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมาก่อนและโจทก์มิได้นำสายลับมาเบิกความยืนยันให้เห็นว่า จำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอย่างไร ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง ข้อเท็จจริงคงรับฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เท่านั้น ซึ่งการกระทำความผิดฐานนี้ เป็นการกระทำอย่างหนึ่งในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องนั้นเอง ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อสองของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการพิพากษาเกินคำขอและเพิ่มเติมโทษจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายก็ตาม ก็มิใช่ข้อแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ เพราะองค์ประกอบความผิดนี้อยู่ที่ว่าจำเลยมีอาวุธปืนดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ ซึ่งจำเลยก็ให้การรับสารภาพว่ามีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจริง ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าความผิดตามฟ้องได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคแรก อีกทั้งเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องความผิดฐานนี้ โจทก์ก็อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ย่อมมีอำนาจยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ และกรณีดังกล่าวนี้มิใช่เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาชอบแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยว่าเงินของกลางจำนวน ๓๓,๐๐๐ บาท เป็นเงินที่ศาลมีอำนาจสั่งริบหรือไม่ เห็นว่า เงินของกลางดังกล่าวไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่น ซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๒ และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิด ซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓ (๒) ดังนั้นเงินของกลางดังกล่าวจึงยังไม่อาจริบได้ตามขอ และเห็นสมควรคืนให้แก่เจ้าของ

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ จำคุก ๒ ปี รวมกับโทษจำคุกในความผิดอื่นแล้วเป็นจำคุก ๒ ปี ๙ เดือน ไม่ริบเงิน ๓๓,๐๐๐ บาท ของกลางโดยให้คืนเงินของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 (2)
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายอำนาจหรือบ๊ะหรือยู่ยี่ แก้วคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายฐิตชัย มุ่งสันติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1766 -ที่ 1771/2544
#40541
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ส.เป็นนายจ้างของโจทก์เมื่อบริษัทส. หยุดกิจการเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้ทำงาน แม้บริษัท ส. จะโอนย้ายโจทก์ให้ไปทำงานกับบริษัท บ. ก็ต้องให้โจทก์ยินยอมด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่ได้ยินยอมจึงต้องถือว่าบริษัท ส. ไม่ให้โจทก์ทำงานอันมีผลตลอดไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์เนื่องจากบริษัท ส. หยุดกิจการอันเป็นเหตุอื่นใด จึงเป็นเลิกจ้างโจทก์ ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1ถึงโจทก์ที่ 6

โจทก์ทั้งหกฟ้องทำนองเดียวกันว่า บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิสจำกัด ได้จ้างโจทก์ทั้งหกเข้าทำงานเป็นลูกจ้าง เมื่อวันที่ 23 มีนาคม2543 บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ได้จดทะเบียนเลิกกิจการโดยมีจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชี บริษัทดังกล่าวได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งหกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2543 โดยโจทก์ทั้งหกไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์ทั้งหกจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ยังค้างจ่ายค่าจ้างเดือนมีนาคม 2543แก่โจทก์ทั้งหกด้วย ขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งหกตามจำนวนในฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยให้การด้วยวาจาว่า จำเลยรับว่าได้มีการประกาศหยุดกิจการบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด เมื่อวันที่ 1 มีนาคม2543 และแจ้งให้พนักงานของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัดทุกคนโอนย้ายเข้าสังกัดบริษัทบิสซิเนสแวลู จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1มีนาคม 2543 โดยให้รายงานตัวต่อฝ่ายบุคคลภายในวันที่ 7มีนาคม 2543 หากไม่มารายงานตัวถือว่าพนักงานลาออกจากการเป็นพนักงานด้วยความสมัครใจ หลังจากนั้นบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ก็ได้ประกาศแจ้งการพ้นจากสภาพพนักงานของโจทก์ทั้งหก ถอดถอนกรรมการผู้จัดการและจำเลยในฐานะประธานกรรมการบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัดก็ได้มีหนังสือแจ้งประกาศหยุดกิจการลงวันที่ 3 มีนาคม 2543

โจทก์ทั้งหกแถลงว่า หลังจากที่บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิสจำกัด ปิดกิจการ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ไปทำงานต่อกับบริษัทชลนาดร (1999) จำกัด ไม่ได้เข้าสังกัดบริษัทบิสซิเนสแวลูจำกัด โจทก์ทั้งหกไม่ทราบประกาศของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิสจำกัด ที่ให้โอนย้ายพนักงานทุกคนเข้าสังกัดบริษัทบิสซิเนสแวลูจำกัด มาก่อน เพิ่งทราบภายหลังและไม่ประสงค์จะเข้าทำงานกับบริษัทบิสซิเนสแวลู จำกัด โจทก์ทั้งหกไม่ได้มาทำงานหลังจากบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ปิดกิจการ

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งหกเป็นลูกจ้างของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ต่อมาบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิสจำกัด หยุดกิจการเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2543 และประกาศแจ้งให้พนักงานทุกคนโอนย้ายเข้าสังกัดบริษัทบิสซิเนสแวลู จำกัดตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 ตามเอกสารหมาย ล.1 และจำเลยในฐานะประธานกรรมการบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัดได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2543 ตามเอกสารหมาย ล.5ระบุว่า หยุดกิจการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 เป็นต้นไปแล้วยื่นขอจดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชีเมื่อวันที่ 1 มีนาคม2543 นายทะเบียนได้จดทะเบียนให้เลิกบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิสจำกัด เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2543 โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัดผู้เป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543และโจทก์ทั้งหกก็แถลงรับว่าเมื่อบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัดปิดกิจการแล้วโจทก์ทั้งหกไม่ได้ไปทำงานอีก โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับเดือนมีนาคม 2543 เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและเลิกจ้างเนื่องจากการปิดกิจการไม่ใช่การเลิกจ้างในกรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งหก พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ตามลำดับโดยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 6,500 บาท 7,000 บาท 6,500 บาท 7,000 บาท 8,500 บาท และ 6,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายค่าชดเชยจำนวน 19,500 บาท21,000 บาท 19,500 บาท 21,000 บาท 51,000 บาท และ40,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จด้วย คำขออื่นของโจทก์ทั้งหกนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยประการที่สองมีว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ประกาศหยุดกิจการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 และให้โอนย้ายลูกจ้างทุกคนเข้าสังกัดบริษัทบิสซิเนสแวลู จำกัด ทันทีในวันที่ 1 มีนาคม 2543 แสดงว่าบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ได้ให้โจทก์ทั้งหกทำงานกับบริษัทบิสซิเนสแวลู จำกัด ต่อไปทันที มิได้มีเจตนาจะไม่ให้โจทก์ทั้งหกทำงานต่อไป จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหกนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด" ซึ่งมีสาระสำคัญ 3 ประการ คือประการแรก นายจ้าง ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปอันมีผลตลอดไปเป็นการถาวร ประการที่สอง นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างและประการที่สาม สาเหตุเนื่องมาจากสัญญาจ้างสิ้นสุดหรือเหตุอื่นใดคดีนี้บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งหกเมื่อบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด หยุดกิจการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม2543 เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งหกไม่ได้ทำงานกับบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิสจำกัด ซึ่งเป็นนายจ้าง แม้บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด จะโอนย้ายโจทก์ทั้งหกให้ไปทำงานกับบริษัทบิสซิเนสแวลู จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกก็ต้องให้โจทก์ทั้งหกยินยอมพร้อมใจด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งหกยินยอมพร้อมใจด้วยโดยการไปรายงานตัวต่อฝ่ายบุคคลหรือผู้ที่กำหนดตัวไว้ตามเอกสารหมาย ล.1 จึงต้องถือว่าบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิสจำกัด ไม่ให้โจทก์ทั้งหกทำงานอันมีผลตลอดไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งหกเนื่องจากบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด หยุดกิจการอันเป็นเหตุอื่นใด จึงเป็นกรณีบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด เลิกจ้างโจทก์ทั้งหก จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิสจำกัด ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งหกหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลย (ที่ถูกบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิสจำกัด) มิได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งหก จึงไม่มีหน้าที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งหกนั้น เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด เลิกจ้างโจทก์ทั้งหกดังกล่าวข้างต้น และไม่ได้บอกกล่าวให้โจทก์ทั้งหกทราบล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งหกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง โจทก์ทั้งหกฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ผู้เป็นนายจ้าง จำเลยซึ่งมีหน้าที่จัดการใช้หนี้เงินของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1250 จึงต้องชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหกในนามของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด โดยจำเลยไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ชัดเจน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งหกในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด โดยไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพันศักดิ์ ไมถึง กับพวก
จำเลย — นายศุภเสกข์ ลีลางกูร ในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1766 -ที่ 1771/2544
#98621
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานพิเคราะห์คำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลย อีกทั้งคำแถลงรับของคู่ความแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีได้ จึงสั่งงดสืบพยานและใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานรับฟังข้อเท็จจริงโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แน่ชัดเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงาน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

การเลิกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง มีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรก นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปอันมีผลตลอดไปเป็นการถาวร ประการที่สอง นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง และประการที่สาม สาเหตุเนื่องมาจากสัญญาจ้างสิ้นสุดหรือเหตุอื่นใด

นายจ้างหยุดกิจการเป็นเหตุให้ลูกจ้างไม่ได้ทำงานกับนายจ้าง แม้นายจ้างจะโอนย้ายลูกจ้างให้ไปทำงานกับบุคคลภายนอกก็ต้องให้ลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วยจึงต้องถือว่านายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานอันมีผลตลอดไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างเนื่องจากนายจ้างหยุดกิจการอันเป็นเหตุอื่นใด จึงเป็นกรณีเลิกจ้าง นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 เมื่อนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า นายจ้างจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 582 ด้วย

โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทผู้เป็นนายจ้าง จำเลยซึ่งมีหน้าที่จัดการใช้หนี้เงินของบริษัทนายจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน

โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด จ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งหกตามจำนวนในฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยให้การด้วยวาจาว่า จำเลยรับว่าได้มีการประกาศหยุดกิจการบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2543 และแจ้งให้พนักงานทุกคนโอนย้ายเข้าสังกัดบริษัทบิสซิเนสแวลู จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 โดยให้รายงานตัวต่อฝ่ายบุคคล หากไม่มารายงานตัวภายในกำหนด ถือว่าพนักงานลาออกจากการเป็นพนักงานด้วยความสมัครใจ

โจทก์ทั้งหกแถลงว่า หลังจากที่บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ปิดกิจการโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ไปทำงานต่อกับบริษัทชลนาดร (1999) จำกัด ไม่ทราบประกาศที่ให้โอนย้ายพนักงานทุกคนเข้าสังกัดบริษัทบิสซิเนสแวลู จำกัด มาก่อน เพิ่งทราบภายหลังและไม่ประสงค์จะเข้าทำงานและโจทก์ทั้งหกไม่ได้มาทำงานหลังจากบริษัทปิดกิจการ

ศาลแรงงานกลาง พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ตามลำดับ

จำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางได้พิเคราะห์คำฟ้องโจทก์ซึ่งได้บรรยายถึงวันเข้าทำงาน อัตราค่าจ้างสุดท้าย และกำหนดวันจ่ายค่าจ้าง คำให้การจำเลยซึ่งมิได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ทั้งหก อีกทั้งคำแถลงรับของคู่ความแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงสั่งงดสืบพยานและใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ดังนี้ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แน่ชัด เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

ปัญหาวินิจฉัยประการที่สองมีว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่าการกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด ?" ซึ่งมีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรก นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปอันมีผลตลอดไปเป็นการถาวร ประการที่สอง นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง และประการที่สาม สาเหตุเนื่องมาจากสัญญาจ้างสิ้นสุดหรือเหตุอื่นใด คดีนี้บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งหกหยุดกิจการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งหกไม่ได้ทำงาน แม้บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด จะโอนย้ายโจทก์ทั้งหกให้ไปทำงานกับบริษัทบิสซิเนสแวลู จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ก็ต้องให้โจทก์ทั้งหกยินยอมพร้อมใจด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งหกยินยอมพร้อมใจด้วยโดยการไปรายงานตัวต่อฝ่ายบุคคล จึงต้องถือว่าบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ไม่ให้โจทก์ทั้งหกทำงานอันมีผลตลอดไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งหกเนื่องจากบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด หยุดกิจการอันเป็นเหตุอื่นใด จึงเป็นกรณี บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด เลิกจ้างโจทก์ทั้งหก จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหกตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 และเมื่อบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด เลิกจ้างโจทก์ทั้งหกดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ได้บอกกล่าวให้โจทก์ทั้งหกทราบล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งหกตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 582

โจทก์ทั้งหกฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ผู้เป็นนายจ้าง จำเลยซึ่งมีหน้าที่จัดการใช้หนี้เงินของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 จึงต้องชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหกในนามของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด โดยจำเลยไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งหกในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด โดยไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 577 วรรคหนึ่ง ม. 582 ม. 1250
ป.วิ.พ. ม. 86 ม. 104
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 17 ม. 118 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพันศักดิ์ ไมถึง กับพวก
ในฐานะผู้ชำระบัญชี — นายศุภเสกข์ ลีลางกูร
จำเลย — ของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1762/2544
#69637
เปิดฉบับเต็ม

การเล่นอย่างใดที่เสี่ยงโชคให้เงินแก่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งตามบัญชี ข. หมายเลข 16 ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ต้องมีลักษณะคล้ายกับการเล่นการพนันสลากกินแบ่งหรือสลากกินรวบซึ่งอยู่ในบัญชี ข. หมายเลขเดียวกันด้วย

จำเลยกับพวกร่วมกันเล่นการพนันทายผลฟุตบอล ซึ่งเป็นการเล่นที่เสี่ยงโชคให้เงินแก่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง อันเป็นการพนันประเภทต้องขออนุญาตตามบัญชี ข. หมายเลข 16 ตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ แต่การพนันทายผลฟุตบอลไม่มีลักษณะคล้ายกับการเล่นการพนันสลากกินแบ่งหรือสลากกินรวบ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 4

พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "คำว่า "การเล่น" ในวรรคก่อนให้หมายความรวมตลอดถึงการทายและการทำนายด้วย" การเล่นพนันทายผลฟุตบอลเป็นการเล่นอื่นใดนอกจากที่กล่าวในมาตรา 4 และมิใช่การเล่นที่ระบุชื่อและเงื่อนไขไว้ในกฎกระทรวง จึงเป็นความผิดตามมาตรา 4 ทวิ

โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาในฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันเล่นการพนันทายผลฟุตบอล พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต และประสงค์ให้ลงโทษจำเลยจากการกระทำนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยเล่นการพนันดังกล่าวจริง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แม้โจทก์มิได้บรรยายว่า การเล่นพนันทายผลฟุตบอลเป็นการเล่นอื่นใดนอกจากที่กล่าวในมาตรา 4 ซึ่งมิได้ระบุชื่อและเงื่อนไขไว้ในกฎกระทรวง และอ้างบทมาตรา 4 ทวิ มาในคำขอท้ายฟ้อง แต่มาตรา 4 ทวิ ไม่ใช่บทมาตราที่บัญญัติองค์ประกอบความผิดและความผิดตามมาตรา 4 ทวิ ก็มีบทลงโทษรวมอยู่ในมาตรา 12 ซึ่งโจทก์อ้างมาในคำขอท้ายฟ้องด้วย กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันเล่นการพนันทายผลฟุตบอล ซึ่งเป็นการเล่นที่เสี่ยงโชคให้เงินแก่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง อันเป็นการพนันประเภทต้องขออนุญาตตามบัญชี ข. หมายเลข ๑๖ ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๑๐, ๑๒, ๑๕ ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๑๐, ๑๒, ๑๕ จำคุก ๕ เดือน ปรับ ๕,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในห้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๔ เดือน ปรับ ๔,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๔ เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลารอการลงโทษ

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษ โดยอัยการพิเศษประจำเขต ๓ ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย ๔ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุกจำเลย ๒ เดือน ไม่รอการลงโทษ ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การเล่นอย่างใดที่เสี่ยงโชคให้เงินแก่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งตามบัญชี ข. หมายเลข ๑๖ ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ ต้องมีลักษณะคล้ายกับการเล่นการพนันสลากกินแบ่งหรือสลากกินรวบซึ่งอยู่ในบัญชี ข. หมายเลขเดียวกันด้วย แต่การพนันทายผลฟุตบอลไม่มีลักษณะคล้ายกับการเล่นการพนันสลากกินแบ่งหรือสลากกินรวบ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๔ ดังฟ้อง อย่างไรก็ตามการพนันทายผลฟุตบอลเป็นการเล่นอื่นใดนอกจาก ที่กล่าวในมาตรา ๔ จะพนันกันหรือจะจัดให้มีเพื่อให้พนันกันได้เฉพาะการเล่นที่ระบุชื่อและเงื่อนไขไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งมาตรา ๔ ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "คำว่า "การเล่น" ในวรรคก่อน ให้หมายความรวมตลอดถึงการทายและการทำนายด้วย" เมื่อการเล่นพนันดังกล่าวเป็นการเล่นอื่นใดนอกจากที่กล่าวในมาตรา ๔ และมิใช่การเล่นที่ระบุชื่อ และเงื่อนไขไว้ในกฎกระทรวง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา ๔ ทวิ และโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาในฟ้องแล้วว่า จำเลยกับพวกร่วมกันเล่นการพนันทายผลฟุตบอล พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ และประสงค์ให้ลงโทษจำเลยจากการกระทำนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยเล่นการพนันดังกล่าวจริง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แม้โจทก์จะมิได้บรรยายในฟ้องไว้ด้วยว่า การเล่นพนันทายผลฟุตบอลเป็นการเล่นอื่นใดนอกจากที่กล่าวในมาตรา ๔ ซึ่งมิได้ระบุชื่อและเงื่อนไขไว้ในกฎกระทรวง และอ้างบทมาตรา ๔ ทวิ มาในคำขอท้ายฟ้อง แต่มาตรา ๔ ทวิ ไม่ใช่บทมาตราที่บัญญัติองค์ประกอบความผิด เพียงวางหลักเกณฑ์ว่าการเล่นอื่นใดนอกจากที่กล่าวในมาตรา ๔ จะต้องเป็นการเล่นเฉพาะที่ระบุชื่อและเงื่อนไขไว้ในกฎกระทรวงเท่านั้น จึงจะพนันกันหรือจะจัดให้มีเพื่อพนันกันได้ และความผิดตามมาตรา ๔ ทวิ ก็มีบทลงโทษรวมอยู่ในมาตรา ๑๒ ซึ่งโจทก์อ้างมาในคำขอท้ายฟ้องด้วย กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔ ทวิ, ๑๐, ๑๒ ข้อ ๒ จำคุก ๒ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 158 (6) ม. 192 วรรคห้า ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 ม. 4 ทวิ ม. 10 ม. 12
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19 ม. 20 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครราชสีมา
จำเลย — นายพีระกรานไชย แซ่ตัง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายประสาร กีรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2544
#40540
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่โจทก์ร่วมถูกคนร้ายฟัน จำเลยได้ชักชวนโจทก์ร่วมให้ออกไปยืนรออยู่ที่หน้าซุ้มประตูวัดแล้วจำเลยไปติดเครื่องรถจักรยานยนต์รออยู่ เมื่อ ว. พี่เขยของจำเลยเข้าไปฟันโจทก์ร่วมแล้วได้วิ่งไปซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยติดเครื่องรออยู่หลบหนีไปด้วยกัน เป็นการแสดงให้เห็นว่า จำเลยกับ ว. ได้คบคิดที่จะทำร้ายโจทก์ร่วมในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำอันเป็นการร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 แม้การชักชวนโจทก์ร่วมไปที่เกิดเหตุจะเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกในการที่พวกของจำเลยกระทำความผิดหรือการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาพวกหลบหนีจะมิใช่เป็นการกระทำในส่วนสำคัญหรือสาระสำคัญของความผิดฐานพยายามฆ่าก็ตามแต่เมื่อจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำแล้วจำเลยก็มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2540 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกับพวกอีก 1 คน ร่วมกันใช้มีดขนาดยาวประมาณ1 ศอก เป็นอาวุธฟันนายเสียง แคนลาด ผู้เสียหาย บริเวณศีรษะและร่างกายหลายครั้งโดยมีเจตนาฆ่า จำเลยกับพวกลงมือกระทำผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่ผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายเนื่องจากแพทย์รักษาไว้ทันท่วงทีเพียงแต่ได้รับอันตรายสาหัสต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เหตุเกิดที่ตำบลเหล่าหลวง อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 81, 83 และ 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายแสบหรือเสียง แคนลาด ผู้เสียหายโดยนางอ่อนศรี แก้วศรี ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ที่จำเลยกระทำถือไม่ได้ว่าเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิด แต่เป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกก่อนที่พวกของจำเลยกระทำความผิด จึงเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำผิดเท่านั้น พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80และ 86 จำคุก 6 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า ก่อนที่โจทก์ร่วมถูกคนร้ายฟันจำเลยได้ชักชวนโจทก์ร่วมให้ออกไปยืนรออยู่ที่หน้าซุ้มประตูวัด นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายพรหมนุสิทธิ์วงศ์คำจันทร์ และนายรัศมี อุดไส เป็นประจักษ์พยานโดยต่างเบิกความยืนยันว่า ขณะที่พยานทั้งสองนั่งคุยกันอยู่ที่บ้านนายโฮมเศษโด ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับประตูวัดห่างประมาณ 8 ถึง 10 เมตรเห็นจำเลยกับโจทก์ร่วมเดินมาหยุดอยู่ที่ประตูวัดแล้วจำเลยเดินไปสตาร์ทรถจักรยานยนต์ซึ่งจอดอยู่ห่างจากประตูวัดประมาณ 10 เมตรขณะเดียวกันนายวิทย์ได้เข้าไปใช้มีดฟันโจทก์ร่วม 3 ถึง 4 ครั้งโจทก์ร่วมยกมือขึ้นปัดป้องแล้ววิ่งหนีเข้าไปในวัด ส่วนนายวิทย์วิ่งไปซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยติดเครื่องรออยู่หลบหนีไปทางทิศตะวันออก คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวนี้สอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความของโจทก์ร่วม ประกอบกับพยานโจทก์ทั้งสองเป็นคนหมู่บ้านเดียวกับจำเลยและรู้จักจำเลยมาก่อน อีกทั้งนายรัศมีได้รับมอบหมายให้รักษาความสงบเรียบร้อยภายในบริเวณงาน จึงไม่มีเหตุที่จะระแวงสงสัยว่าแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า หลังจากจำเลยชักชวนโจทก์ร่วมไปยืนรออยู่ที่หน้าประตูวัดแล้ว จำเลยไปติดเครื่องรถจักรยานยนต์รออยู่ เมื่อนายวิทย์พี่เขยของจำเลยเข้าไปฟันโจทก์ร่วมแล้วได้วิ่งไปซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยติดเครื่องรออยู่หลบหนีไปด้วยกัน การที่จำเลยชักชวนโจทก์ร่วมออกไปยืนรอที่หน้าประตูวัดเพื่อให้นายวิทย์พี่เขยของจำเลยเข้าไปฟันโจทก์ร่วม แล้วนายวิทย์วิ่งไปขึ้นนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยติดเครื่องรออยู่หลบหนีไปด้วยกัน เช่นนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยกับนายวิทย์ได้คบคิดที่จะทำร้ายโจทก์ร่วมในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำอันเป็นการร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แม้การชักชวนโจทก์ร่วมไปที่เกิดเหตุจะเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกในการที่พวกของจำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4วินิจฉัยก็ตาม หรือการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาพวกหลบหนีจะมิใช่เป็นการกระทำในส่วนสำคัญหรือสาระสำคัญของความผิดฐานพยายามฆ่าดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก็ตาม แต่เมื่อจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำแล้ว จำเลยก็มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86 แต่เป็นการร่วมกระทำความผิดกับพวกของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปัญหาข้อนี้แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมิได้ฎีกา ขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้เองและปรับบทความผิดให้ถูกต้องได้โดยลงโทษไม่เกินกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4กำหนดไว้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยฎีกามาด้วยว่านายวิทย์พวกของจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมนั้นศาลฎีกาเห็นว่าแม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าหลังจากฟันโจทก์ร่วมแล้วนายวิทย์ไม่ได้ตามไปฟันโจทก์ร่วมอีกทั้ง ๆ ที่มีโอกาสที่จะฟันได้ตามที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่การที่นายวิทย์ใช้มีดยาวประมาณ 1 ศอก ฟันที่ศีรษะโจทก์ร่วมอันเป็นอวัยวะสำคัญโดยแรงถึงกับกระโหลกศีรษะแตกนายวิทย์ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำได้ว่าโจทก์ร่วมอาจถึงแก่ความตายได้ ถือได้ว่านายวิทย์มีเจตนาฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 83 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย แสบหรือเสียง แคนลาด โดยนาง อ่อนศรี แก้วศรี ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ทวีศักดิ์หรือเหม่ง ชาวงษ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1744/2544
#40539
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมด้วยแผ่นวีดีโอซีดีที่จำเลยร่วมกันทำซ้ำขึ้น โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสามซึ่งจำเลยก็รับสารภาพต่อศาลแล้วร่วมกันมีไว้เพื่อขายซึ่งแผ่นวีดีโอซีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 4,300 แผ่น ทั้งยังร่วมกันทำให้แพร่หลายโดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งแผ่นวีดีโอซีดีลามกอีกเป็นจำนวน 1,000 แผ่น เป็นการร่วมกันกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายมีลักษณะเป็นขบวนการโดยกลุ่มบุคคลหลายสัญชาติอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ยิ่งกว่ากรณีปกติธรรมดาทั้งเป็นการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน เหตุผลที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกว่าจำเลยมีความประพฤติดี และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้ากับพวกที่หลบหนีอีกหลายคนได้ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทภาพยนตร์โสตทัศนวัสดุ และงานดนตรีกรรมของบริษัท อาร์.เอส.โปรโมชั่น1992 จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 บริษัทแกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายที่ 2 และบริษัททเว็นตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ฟิล์ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เสียหายที่ 3 โดยใช้แผ่นแม่พิมพ์ซีดี(แผ่นแสตมเปอร์) ซึ่งได้มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสามมาใช้เป็นแบบแม่พิมพ์ประกอบกับเครื่องจักรสำหรับผลิตแผ่นซีดีทำให้เครื่องจักรดังกล่าวสามารถทำซ้ำและคัดลอกข้อมูลในแผ่นแม่พิมพ์ซีดีดังกล่าวลงบนแผ่นซีดี ทำให้แผ่นซีดีดังกล่าวสามารถนำไปเล่นซ้ำในงานที่ถูกทำซ้ำคัดลอกดังกล่าวอีกได้ โดยใช้เครื่องเล่นวีดีโอซีดีหรือเครื่องคอมพิวเตอร์โดยจำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันทำซ้ำแผ่นวีดีโอซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์งานของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 แต่ละคน รวมจำนวน 4,300 แผ่น และได้ร่วมกันมีไว้เพื่อขายซึ่งแผ่นวีดีโอซีดีที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำซ้ำขึ้นจำนวนดังกล่าว อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าทั้งนี้ โดยจำเลยทั้งห้ารู้อยู่แล้วว่างานภาพยนตร์ โสตทัศนวัสดุและงานดนตรีกรรมต่าง ๆ เป็นงานที่มีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสามโดยไม่ได้รับอนุญาตและจำเลยทั้งห้าทำให้แพร่หลายโดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งแผ่นวีดีโอซีดีที่บันทึกภาพและเสียงอันลามกโดยปรากฏภาพการร่วมเพศระหว่างชายหญิงจำนวน 1,000 แผ่นเพื่อประสงค์แห่งการค้า อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28,31, 61, 69, 70, 75, 76, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32,33, 83, 91, 287 ให้ริบของกลางทั้งหมด โดยให้แผ่นวีดีโอซีดีจำนวน4,300 แผ่น และแผ่นแม่พิมพ์ซีดีจำนวน 1 แผ่น ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดฐานร่วมกันทำซ้ำแก่งานโสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์หรือสิ่งบันทึกเสียง ของผู้อื่นอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายเพื่อการค้าและฐานร่วมกันมีไว้เพื่อขายซึ่งงานดังกล่าวเหล่านั้น โดยรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าเป็นงานที่ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28(1), มาตรา 70 วรรคสองประกอบมาตรา 31(1) อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำซ้ำงานดังกล่าวอันมีลิขสิทธิ์ ตามมาตรา 69วรรคสอง ประกอบมาตรา 28(1) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักกว่า จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และจำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำให้แพร่หลายโดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งภาพยนตร์ แผ่นบันทึกภาพและเสียงอันลามก ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกันอีกกระทงหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกคนละ 6 เดือนรวมเป็นจำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปีแผ่นวีดีโอซีดีจำนวน 4,300 แผ่น และแผ่นแม่พิมพ์ซีดี(แผ่นแสตมเปอร์) จำนวน 1 แผ่น ของกลางซึ่งทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ให้ตกเป็นของผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ส่วนของกลางอื่นทั้งหมดให้ริบตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 75 คำขอให้จ่ายเงินค่าปรับจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ให้ยก

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาด้วยการปรับและรอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งห้า โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1เป็นชาวจีนฮ่อ จำเลยที่ 2 เป็นชาวจีนฮ่อที่เกิดในประเทศไทย มาทำงานที่บริษัทโฮมนีม่า ดิสค์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะลูกจ้าง โดยการสมัครงานผ่านทางสำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นชาวจีนไต้หวัน เป็นวิศวกรอยู่ที่บริษัทในไต้หวันซึ่งเป็นผู้ขายเครื่องจักรผลิตแผ่นซีดีให้แก่บริษัทโฮมนีม่า ดิสค์(ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ได้รับคำสั่งให้มาติดตั้งและทดลองเครื่องจักรผลิตแผ่นซีดีให้แก่บริษัทผู้ซื้อเครื่องจักรในประเทศไทยดังกล่าว จำเลยทั้งห้ามีความประพฤติดี และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งห้าถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมด้วยแผ่นวีดีโอซีดีที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสาม จำนวน 4,300 แผ่น แผ่นแม่พิมพ์ซีดี(แผ่นแสตมเปอร์) ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสามจำนวน 1 แผ่น ซึ่งใช้ประกอบกับเครื่องจักรสำหรับผลิตแผ่นซีดีเพื่อทำซ้ำแผ่นวีดีโอซีดีอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสามแผ่นวีดีโอซีดีลามกจำนวน 1,000 แผ่น แผ่นแม่พิมพ์ (แผ่นแสตมเปอร์)ภาพยนตร์ลามก 1 แผ่น พร้อมเครื่องจักรผลิตแผ่นซีดี 1 เครื่อง รวมทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อีกหลายรายการซึ่งใช้ในการผลิตแผ่นวีดีโอซีดีอันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสามและผลิตแผ่นวีดีโอซีดีลามก ซึ่งจำเลยทั้งห้าก็รับสารภาพต่อศาลว่า จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันผลิตแผ่นวีดีโอซีดีด้วยการทำซ้ำงานหลายงานอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายหลายคนแล้วร่วมกันมีไว้เพื่อขายซึ่งแผ่นวีดีโอซีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 4,300 แผ่น ทั้งยังร่วมกันทำให้แพร่หลายโดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งแผ่นวีดีโอซีดีลามกอีกเป็นจำนวน 1,000 แผ่น นับเป็นการร่วมกันกระทำการอันฝ่าฝืนต่อกฎหมายมีลักษณะเป็นขบวนการโดยกลุ่มบุคคลหลายสัญชาติอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ยิ่งกว่ากรณีปกติธรรมดา ทั้งเป็นการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน เหตุผลที่จำเลยทั้งห้ายกขึ้นอุทธรณ์ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแก้ไขคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สามารถ หรืออาเหว่ย แซ่หยาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1743/2544
#36458
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ไม่มีบทวิเคราะห์ศัพท์คำว่า "อาคาร" ไว้ แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรต้องตีความโดยเคร่งครัดในทางที่ไม่เป็นโทษแก่ราษฎรผู้ที่จะต้องเสียภาษีอากร ซึ่งคำว่า "อาคาร" นี้ ตามพจนานุกรมได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายความถึง เรือน โรง สิ่งที่ก่อสร้างขึ้นที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น สถานีบริการน้ำมันโดยปกติแล้วจะมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ตัวอาคารที่เป็นที่ทำการตู้จำหน่ายน้ำมันและหลังคาที่ปกคลุมตู้จำหน่ายน้ำมัน รวมทั้งจะต้องเปิดโล่งให้รถยนต์เข้าไปเติมน้ำมันได้ ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้รวมกันเป็นสถานีบริการน้ำมันจึงถือว่าเป็นอาคาร

ป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม97ซูพรีม 92" และ "ESSO รูปเสือ"อยู่ใต้หลังคาที่ปกคลุมตู้จำหน่ายน้ำมัน เป็นป้ายที่อยู่ภายในอาคารของสถานีบริการน้ำมันที่ใช้ประกอบการค้า ทั้งป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม 97ซูพรีม 92" มีขนาดกว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 70 เซนติเมตร และป้ายที่มีข้อความว่า "ESSO รูปเสือ" มีขนาดกว้าง 50 เซนติเมตรยาว 100เซนติเมตร อันเป็นป้ายที่มีพื้นที่ไม่เกินหนึ่งตารางเมตร ย่อมเข้าข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 8(5) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 มาตรา 6 โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีป้าย

ป้ายที่มีข้อความว่า "AMERICANEXPRESS" ซึ่งติดตั้งอยู่ในอาคารของโจทก์ ไม่ใช่ป้ายที่โจทก์เป็นเจ้าของ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของเทศบาลจำเลย ไม่ได้สืบหาเจ้าของป้ายผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 18พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงไม่มีอำนาจแจ้งการประเมินภาษีป้ายดังกล่าวไปยังโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2542 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งประเมินค่าภาษีและเงินเพิ่มซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ ณ เลขที่ 1/59 ถนนเพชรเกษม ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ประจำปี 2541 เป็นเงิน 62,616 บาทเงินเพิ่ม 6,262 บาท รวมเป็นเงิน 68,878 บาท ปี 2542 เป็นเงิน 62,616บาท รวมเป็นเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มทั้งสิ้น 131,494 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีดังกล่าว จึงได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน2542 ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2542 โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่าได้วินิจฉัยยืนตามการแจ้งประเมินบางรายการและบางรายการได้แก้ไขการประเมิน นอกจากนั้น จำเลยที่ 2 ยังได้แจ้งการประเมินภาษีป้ายอื่น ๆซึ่งอยู่ในสถานีบริการน้ำมันเพิ่มเติมอีกในปี 2541 และ 2542 ปีละ 10,184 บาทรวมเป็นเงิน 20,368 บาท ในการจัดเก็บภาษีป้ายนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ต้องจัดเก็บตามบัญชีอัตราภาษีป้ายซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2535) และป้ายที่มีพื้นที่ไม่เกิน 1 ตารางเมตรได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีป้ายตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2535)โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการแจ้งประเมินภาษีและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2เพราะเป็นการประเมินที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายกล่าวคือป้ายที่มีข้อความ "เอสโซ่ Tiger Mart" ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีน้ำมัน พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินรวม 2 ป้าย แต่ละป้ายประเมินขนาดกว้าง520 เซนติเมตร ยาว 1,000 เซนติเมตร รวมเนื้อที่ป้ายละ 520,000 ตารางเซนติเมตรและประเมินค่าภาษีตามบัญชีอัตราภาษีป้ายประเภทที่ 2 อัตรา 20 บาท ต่อ500 ตารางเซนติเมตร รวมภาษีซึ่งประเมินปี 2541 และ 2542 ปีละ 41,600บาท แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ว่าป้ายดังกล่าวแต่ละป้ายมีขนาดกว้าง 500 เซนติเมตร ยาว 800 เซนติเมตร ซึ่งคิดเป็นเนื้อที่ป้ายละ 400,000ตารางเซนติเมตรและคิดเป็นค่าภาษีป้ายละ 16,000 บาท รวม 2 ป้ายเป็นค่าภาษีปีละ 32,000 บาท ก็ตาม การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะป้ายดังกล่าวแต่ละป้ายมีขนาดกว้างเพียง 480 เซนติเมตรยาว 312 เซนติเมตร รวมเนื้อที่ป้ายละ 341,760 ตารางเซนติเมตร คิดเป็นค่าภาษีป้ายละ 13,670 บาท รวมค่าภาษีทั้งสองป้ายเป็นเงิน 27,340.80บาท ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินภาษีป้ายให้แก่โจทก์ในปี 2541 และ2542 เป็นเงินปีละ 14,259.20 บาท รวม 2 ปี เป็นเงินทั้งสิ้น 28,518.40บาท ป้ายที่มีข้อความว่า "ESSO เครื่องหมายกรมสรรพากร เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย" ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีบริการน้ำมันซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินรวม 2 ป้าย แต่ละป้ายมีขนาดกว้าง 90 เซนติเมตรยาว 180 เซนติเมตร รวมเนื้อที่ป้ายละ 16,200ตารางเซนติเมตร และประเมินค่าภาษีตามบัญชีอัตราภาษีป้ายประเภทที่ 3 อัตรา 40 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร คิดเป็นค่าภาษีป้ายละ1,296 บาท รวม 2 ป้าย 2,592 บาท และจำเลยที่ 2 ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ยืนตามการประเมินแต่ปัดเศษเนื้อที่ซึ่งไม่ถึง 500 ตารางเซนติเมตร ทิ้ง คือคิดพื้นที่ป้ายละ 16,000 ตารางเซนติเมตรโดยคิดค่าภาษีป้ายละ 1,280 บาท รวม2 ป้าย เป็นค่าภาษี 2,560 บาท การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะป้ายดังกล่าวมีเพียงป้ายเดียวและภาษาไทยก็มิได้อยู่ต่ำกว่าคำว่าESSO ดังนี้ ป้ายนี้จึงต้องชำระภาษีตามบัญชีอัตราภาษีป้ายประเภทที่ 2อัตรา 20 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร คิดเป็นค่าภาษี 648 บาท ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงต้องคืนค่าภาษีให้แก่โจทก์ในปี 2541 และ 2542 ปีละ 1,944บาท รวม 2 ปี เป็นเงินทั้งสิ้น 3,888 บาท ป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม 97ซูพรีม 92" ซึ่งติดตั้งบนหัวจ่ายน้ำมัน ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1ประเมินรวม 6 ป้าย แต่ละป้ายมีขนาดกว้าง 20 เซนติเมตร ยาว 80 เซนติเมตรรวมเนื้อที่ 1,600 ตารางเซนติเมตรและประเมินค่าภาษีป้ายตามบัญชีอัตราภาษีป้ายประเภทที่ 1 อัตรา 3 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร ทั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 200 บาทคิดเป็นค่าภาษีป้ายละ 200 บาท รวม 6 ป้าย เป็นค่าภาษี 1,200 บาท และจำเลยที่ 2 ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ยืนตามการประเมิน การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะป้ายดังกล่าวเป็นป้ายที่ติดตั้งภายในอาคารมีพื้นที่ไม่เกิน1 ตารางเมตร จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระภาษีป้ายตามกฎกระทรวงดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินค่าภาษีป้ายให้แก่โจทก์ในปี 2541 และ2542 ปีละ 1,200 บาท รวม 2 ปี เป็นเงินทั้งสิ้น 2,400 บาท ป้ายที่มีข้อความว่า "ESSO รูปเสือ" ซึ่งติดตั้งอยู่ใต้หัวจ่ายน้ำมัน พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินรวม 10 ป้าย แต่ละป้ายมีขนาดกว้าง 50 เซนติเมตรยาว 80 เซนติเมตร รวมเนื้อที่ป้าย 4,000 ตารางเซนติเมตร และประเมินค่าภาษีตามบัญชีอัตราภาษีป้ายประเภทที่ 3 อัตรา 40 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร คิดเป็นค่าภาษี 3,200 บาท และจำเลยที่ 2 ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ยืนตามการประเมิน การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะป้ายดังกล่าวเป็นป้ายที่ติดตั้งภายในอาคารมีพื้นที่ไม่เกิน 1 ตารางเมตร จึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระภาษีป้ายตามกฎกระทรวงดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินค่าภาษีให้แก่โจทก์ในปี 2541 และ 2542 ปีละ 3,200 บาท รวม 2 ปี เป็นเงินทั้งสิ้น 6,400บาท ป้ายที่มีข้อความว่า "AMERICAN EXPRESS" ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีบริการน้ำมัน พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินจำนวน 2 ป้าย แต่ละป้ายมีขนาดกว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 80 เซนติเมตรคิดเป็นเนื้อที่ 4,800 ตารางเซนติเมตร ประเมินค่าภาษีตามบัญชีอัตราภาษีป้ายประเภทที่ 3 อัตรา 40 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร คิดเป็นค่าภาษีป้ายละ 384 บาท รวม 2 ป้าย เป็นค่าภาษี 768 บาท และจำเลยที่ 2 ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ชำระภาษี 800 บาท โดยอ้างว่าป้ายดังกล่าวไม่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการและไม่อาจหาตัวเจ้าของได้ โจทก์ผู้ครอบครองป้ายจึงมีหน้าที่เสียภาษี การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะป้ายดังกล่าวไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นของบริษัทอเมริกันเอ็กซ์เพรส จำกัด ซึ่งปรากฏชื่อชัดแจ้งตามป้ายดังกล่าว และเป็นบริษัทที่รู้จักกันดีโดยทั่วไปจำเลยทั้งสองสามารถหาตัวและเรียกเก็บภาษีป้ายจากบริษัทดังกล่าวได้โดยง่ายแต่จำเลยทั้งสองไม่เคยหาตัวและเรียกเก็บภาษีป้ายจากบริษัทเจ้าของป้ายดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีป้ายดังกล่าวตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 18 จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินค่าภาษีป้ายให้แก่โจทก์ในปี 2541 และ 2542 ปีละ 768 บาทรวม 2 ปี เป็นเงิน 1,563 บาท (ที่ถูก 1,536 บาท) ก่อนยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อจำเลยที่ 2 โจทก์ได้ชำระค่าภาษีป้ายที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1ได้แจ้งการประเมินเรียบร้อยแล้ว ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายเลขที่ สค 52202/696 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2542ซึ่งประเมินภาษีในปี 2541 และ 2542 ทั้งสองฉบับและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2542 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 42,742.40 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระต้นเงินให้แก่โจทก์เสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ต้องคืนเงินค่าภาษีให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลโดยเป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มีอำนาจจัดเก็บภาษีรวมทั้งภาษีป้ายในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นนายกเทศมนตรีมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องอุทธรณ์ของผู้รับประเมินภาษี เมื่อวันที่ 10พฤษภาคม 2542 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งการประเมินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ เลขที่ 1/59ถนนเพชรเกษม ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาครประจำปี 2541 เป็นเงิน 62,616 บาท เงินเพิ่ม 6,262 บาท รวมเป็นเงิน 68,878บาท ปี 2542 เป็นเงิน 62,616 บาท รวมเป็นเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มทั้งสิ้น 131,494 บาท ตามหนังสือแจ้งรายการประเมินเอกสารหมาย จ.1แผ่นที่ 2 และที่ 3 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีดังกล่าวจึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2ว่าได้วินิจฉัยยืนตามการประเมิน ยกเว้นป้ายที่มีเครื่องหมายกรมสรรพากรเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย จำเลยที่ 2 วินิจฉัยว่าไม่ต้องเสียภาษีนอกจากนั้นจำเลยที่ 2 ยังได้แจ้งการประเมินภาษีป้ายอื่น ๆ ในสถานีบริการน้ำมันพิพาทเพิ่มเติมในปี 2541 และ 2542 อีกปีละ 10,184 บาท รวมเป็นเงิน 20,368 บาท ตามหนังสือแบบแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 4 ถึง 12 ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เฉพาะป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม 97ซูพรีม 92" ซึ่งติดตั้งบนหัวจ่ายน้ำมันรวม 6 ป้าย ป้ายที่มีข้อความว่า "ESSOรูปเสือ" ซึ่งติดตั้งอยู่ใต้หัวจ่ายน้ำมันรวม 10 ป้าย และป้ายที่มีข้อความว่าAMERICAN EXPRESS" ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีบริการน้ำมันรวม 2 ป้าย นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม 97 ซูพรีม 92" ซึ่งติดตั้งบนหัวจ่ายน้ำมันรวม 6 ป้าย และป้ายที่มีข้อความว่า "ESSO รูปเสือ" ซึ่งติดตั้งอยู่ใต้หัวจ่ายน้ำมัน รวม 10 ป้ายนั้นเป็นป้ายที่แสดงไว้หรือติดตั้งภายในอาคารซึ่งเป็นสถานประกอบการค้าน้ำมันของโจทก์ ไม่ใช่ป้ายที่ติดตั้งบริเวณซึ่งไม่เป็นที่รโหฐานตามที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาแต่อย่างใด ดังนั้น ป้ายทั้งสองแบบดังกล่าวจึงไม่ต้องเสียภาษีป้ายตามบทบัญญัติ มาตรา 8(5) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2535) เห็นว่าพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 8(5) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 มาตรา 6 บัญญัติว่าเจ้าของป้ายไม่เสียภาษีป้ายสำหรับป้ายที่แสดงไว้ภายในอาคารที่ใช้ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นหรือภายในอาคารซึ่งเป็นที่รโหฐานทั้งนี้ เพื่อหารายได้ และแต่ละป้ายมีพื้นที่ไม่เกินที่กำหนดในกฎกระทรวงแต่ไม่รวมถึงป้ายตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์ นอกจากนี้กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้นได้กำหนดว่าป้ายตามมาตรา 8(5) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 ต้องเป็นป้ายที่มีพื้นที่ไม่เกินหนึ่งตารางเมตร กรณีนี้จึงจำต้องวิเคราะห์ศัพท์คำว่า "อาคาร" มีความหมายเพียงใด ซึ่งตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ไม่มีบทวิเคราะห์ศัพท์ให้ความหมายของคำนี้ไว้ แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติภาษีป้ายเป็นกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร หากจะต้องตีความเพราะตัวบทกฎหมายไม่ชัดแจ้งก็ต้องตีความโดยเคร่งครัดในทางที่ไม่เป็นโทษแก่ราษฎรผู้ที่จะต้องเสียภาษีอากรซึ่งคำว่า "อาคาร" นี้ตามพจนานุกรมได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายความถึงเรือน โรง สิ่งที่ก่อสร้างขึ้นที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น กรณีสถานีบริการน้ำมันนั้นโดยปกติแล้วจะมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ตัวอาคารที่เป็นที่ทำการ ตู้จำหน่ายน้ำมัน และหลังคาที่ปกคลุมตู้จำหน่ายน้ำมัน รวมทั้งสถานที่ดังกล่าวนี้จะต้องมีลักษณะเปิดโล่งให้รถยนต์ขับเข้าไปเติมน้ำมันได้ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้รวมกันเป็นสถานีบริการน้ำมัน และถือว่าเป็นอาคารตามความหมายในพระราชบัญญัติภาษีป้าย เมื่อปรากฏว่าป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม 97 ซูพรีม 92" และ "ESSO รูปเสือ" อยู่ใต้หลังคาที่ปกคลุมตู้จำหน่ายน้ำมัน จึงเป็นป้ายที่อยู่ภายในอาคารของสถานีบริการน้ำมันที่ใช้ประกอบการค้า ทั้งได้ความว่าป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม 97 ซูพรีม 92"มีขนาดกว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 70 เซนติเมตร และป้ายที่มีข้อความว่า"ESSO รูปเสือ" มีขนาดกว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 100 เซนติเมตร ตามแบบสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับป้าย เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 39 อันเป็นป้ายที่มีพื้นที่ไม่เกินหนึ่งตารางเมตรย่อมเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 8(5) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2534 มาตรา 6 โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีป้ายทั้งสองดังกล่าว

สำหรับป้ายที่มีข้อความว่า "AMERICAN EXPRESS" ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีบริการน้ำมัน รวม 2 ป้าย นั้น โจทก์อุทธรณ์ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะต้องสืบหาตัวเจ้าของป้ายเสียก่อนเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไม่สืบหาตัวเจ้าของป้ายแต่มาเรียกภาษีป้ายจากโจทก์ จึงไม่ถูกต้องและไม่มีสิทธิประเมินภาษีป้ายดังกล่าวจากโจทก์ เห็นว่า ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510บัญญัติว่า "ในกรณีที่ปรากฏแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการสำหรับภาษีป้ายใด เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้ให้ถือว่าผู้ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย ถ้าไม่อาจหาตัวผู้ครอบครองป้ายนั้นได้ ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือที่ดินที่ป้ายนั้นติดตั้งหรือแสดงอยู่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายตามลำดับและให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินภาษีป้ายเป็นหนังสือไปยังบุคคลดังกล่าว" ป้ายดังกล่าวนี้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นเจ้าของซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องหาตัวเจ้าของป้ายนั้นแต่จากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของตนสืบหาเจ้าของป้ายหรือไม่ และป้ายดังกล่าวมีประโยชน์แก่โจทก์อย่างไรแต่กลับได้ความจากคำเบิกความของนายสุริยะ เนียมฉาย เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตามทนายโจทก์ถามค้านว่า สำหรับป้ายที่มีข้อความว่า"AMERICAN EXPRESS" นั้น หากจะสืบหาเจ้าของป้ายนี้ก็สามารถสืบหาได้เพราะบริษัทดังกล่าวมีชื่อเสียง แสดงว่าทางฝ่ายจำเลยที่ 1 ไม่มีการสืบหาเจ้าของป้าย ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายแต่อย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางสรุปข้อเท็จจริงว่าเป็นกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้เป็นการฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลฎีกาย่อมฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้ดังกล่าว การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1ไม่สืบหาเจ้าของป้ายผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1จึงไม่มีอำนาจแจ้งการประเมินภาษีป้ายนี้ไปยังโจทก์ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายเลขที่ สค 52202/696 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม2542 ของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ซึ่งประเมินภาษีในปี 2541 และ2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2542 ของจำเลยที่ 2เฉพาะป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม 97 ซูพรีม 92" "ESSO รูปเสือ" และ"AMERICAN EXPRESS" ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีป้ายจำนวน10,336 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 พฤศจิกายน 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 8 ม. 18 ม. 6
พ.ร.บ.ภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน
จำเลย — เทศบาลตำบลอ้อมน้อย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1743/2544
#69472
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ไม่มีบทวิเคราะห์ศัพท์คำว่า "อาคาร" แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร หากจะต้องตีความเพราะตัวบทกฎหมายไม่ชัดแจ้ง ก็ต้องตีความโดยเคร่งครัดในทางที่ไม่เป็นโทษแก่ราษฎรผู้ที่จะต้องเสียภาษีอากร คำว่า "อาคาร" ตามพจนานุกรมได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายความถึง เรือน โรง สิ่งที่ก่อสร้างขึ้นที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น สถานีบริการน้ำมันโดยปกติแล้วจะมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ตัวอาคารที่เป็นที่ทำการตู้จำหน่ายน้ำมันและหลังคาที่ปกคลุมตู้จำหน่ายน้ำมัน รวมทั้งจะต้องเปิดโล่งให้รถยนต์เข้าไปเติมน้ำมันได้ ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้รวมกันเป็นสถานีบริการน้ำมัน จึงถือว่าเป็นอาคาร

ป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม 97 ซูพรีม 92" และ "ESSO รูปเสือ" อยู่ใต้หลังคาที่ปกคลุมตู้จำหน่ายน้ำมัน เป็นป้ายที่อยู่ภายในอาคารของสถานีบริการน้ำมันที่ใช้ประกอบการค้า ทั้งเป็นป้ายที่มีพื้นที่ไม่เกินหนึ่งตารางเมตร ย่อมเข้าข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ. ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 8 (5) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 มาตรา 6 จึงไม่ต้องเสียภาษีป้าย

ป้ายที่มีข้อความว่า "AMERICAN EXPRESS" ซึ่งติดตั้งอยู่ในอาคารของโจทก์ ไม่ใช่ป้ายที่โจทก์เป็นเจ้าของ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของเทศบาลจำเลยไม่ได้สืบหาเจ้าของป้ายผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย จึงเป็นการไม่ปฎิบัติตาม พ.ร.บ. ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 18 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงไม่มีอำนาจแจ้งการประเมินภาษีป้ายดังกล่าวไปยังโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายเลขที่ 52202/696 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2542 ซึ่งประเมินภาษีในปี 2541 และ 2542 สองฉบับและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2543 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 42,742.40 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระต้นเงินให้แก่โจทก์เสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลโดยเป็นราชการส่วนท้องถิ่นตาม พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496 มีอำนาจจัดเก็บภาษีรวมทั้งภาษีป้ายในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นนายกเทศมนตรี มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องอุทธรณ์ของผู้รับประเมินภาษีเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2542 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งการประเมินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ ประจำปี 2541 เป็นเงิน 62,616 บาท เงินเพิ่ม 6,262 บาท รวมเป็นเงิน 68,878 บาท ปี 2542 เป็นเงิน 62,616 บาท รวมเป็นเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มทั้งสิ้น 131,494 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีดังกล่าวจึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า ได้วินิจฉัยยืนตามการประเมิน ยกเว้นป้ายที่มีเครื่องหมายกรมสรรพากร เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย จำเลยที่ 2 วินิจฉัยว่าไม่ต้องเสียภาษี นอกจากนั้นจำเลยที่ 2 ยังได้แจ้งการประเมินภาษีป้ายอื่น ๆ ในสถานีบริการน้ำมันพิพาทเพิ่มเติมในปี 2541 และ 2542 อีกปีละ 10,184 บาท รวมเป็นเงิน 20,368 บาท เห็นว่า พ.ร.บ. ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 8 (5) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 มาตรา 6 บัญญัติว่า เจ้าของป้ายไม่เสียภาษีป้ายสำหรับป้ายที่แสดงไว้ภายในอาคารที่ใช้ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นหรือภายในอาคารซึ่งเป็นที่รโหฐาน ทั้งนี้ เพื่อหารายได้ และแต่ละป้ายมีพื้นที่ไม่เกินที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ไม่รวมถึงป้ายตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์ นอกจากนี้กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2535) ออกตามความใน พ.ร.บ. ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้นได้กำหนดว่า ป้ายตามมาตรา 8 (5) แห่ง พ.ร.บ. ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 ต้องเป็นป้ายที่มีพื้นที่ไม่เกินหนึ่งตารางเมตร กรณีนี้จึงจำต้องวิเคราะห์ศัพท์คำว่า "อาคาร" มีความหมายเพียงใด ซึ่งตาม พ.ร.บ. ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ไม่มีบทวิเคราะห์ศัพท์ให้ความหมายของคำนี้ไว้ แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติภาษีป้าย เป็นกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร หากจะต้องตีความเพราะตัวบทกฎหมายไม่ชัดแจ้งก็ต้องตีความโดยเคร่งครัดในทางที่ไม่เป็นโทษแก่ราษฎรผู้ที่จะต้องเสียภาษีอากร ซึ่งคำว่า "อาคาร" นี้ ตามพจนานุกรมได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายความถึง เรือน โรง สิ่งที่ก่อสร้างขึ้นที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น กรณีสถานีบริการน้ำมันนั้นโดยปกติแล้วจะมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ตัวอาคารที่เป็นที่ทำการ ตู้จำหน่ายน้ำมัน และหลังคาที่ปกคลุมตู้จำหน่ายน้ำมัน รวมทั้งสถานที่ดังกล่าวนี้จะต้องมีลักษณะเปิดโล่งให้รถยนต์ขับเข้าไปเติมน้ำมันได้ ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้รวมกันเป็นสถานีบริการน้ำมัน และถือว่าเป็นอาคารตามความหมายในพระราชบัญญัติภาษีป้าย เมื่อปรากฎว่าป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม 97 ซูพรีม 92" และ "ESSO รูปเสือ" อยู่ใต้หลังคาที่ปกคลุมตู้จำหน่ายน้ำมัน จึงเป็นป้ายที่อยู่ภายในอาคารของสถานีบริการน้ำมันที่ใช้ประกอบการค้า ทั้งได้ความว่าป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม 97 ซูพรีม 92" มีขนาดกว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 70 เซนติเมตร และป้ายที่มีข้อความว่า "ESSO รูปเสือ" มีขนาดกว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 100 เซนติเมตร อันเป็นป้ายที่มีพื้นที่ไม่เกินหนึ่งตารางเมตร ย่อมเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 8 (5) แห่ง พ.ร.บ. ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 มาตรา 6 โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีป้ายทั้งสองดังกล่าว

สำหรับป้ายที่มีข้อความว่า "AMERICAN EXPRESS" ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีบริการน้ำมัน รวม 2 ป้าย นั้น ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ปรากฏแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการสำหรับภาษีป้ายใด เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้ ให้ถือว่าผู้ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย ถ้าไม่อาจหาตัวผู้ครอบครองป้ายนั้นได้ ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือที่ดินที่ป้ายนั้นติดตั้งหรือแสดงอยู่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายตามลำดับ และให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินภาษีป้ายเป็นหนังสือไปยังบุคคลดังกล่าว" ป้ายดังกล่าวนี้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นเจ้าของ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องหาตัวเจ้าของป้ายนั้น แต่จากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของตนสืบหาเจ้าของป้ายหรือไม่ และป้ายดังกล่าวมีประโยชน์แก่โจทก์อย่างไร แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า สำหรับป้ายที่มีข้อความว่า "AMERICAN EXPRESS" นั้น หากจะสืบหาเจ้าของป้ายนี้ ก็สามารถสืบหาได้เพราะบริษัทดังกล่าวมีชื่อเสียง แสดงว่าทางฝ่ายจำเลยที่ 1 ไม่มีการสืบหาเจ้าของป้ายผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายแต่อย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางสรุปข้อเท็จจริงว่า เป็นกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้ เป็นการฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลฎีกาย่อมฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้ดังกล่าว การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไม่สืบหาเจ้าของป้ายผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1จึงไม่มีอำนาจแจ้งการประเมินภาษีป้ายนี้ไปยังโจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายเลขที่ สค 52202/696 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2542 ของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ซึ่งประเมินภาษีในปี 2541 และ 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2542 ของจำเลยที่ 2 เฉพาะป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม 97 ซูพรีม 92" "ESSO รูปเสือ" และ "AMERICAN EXPRESS" ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีป้ายจำนวน 10,336 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 8 (5) ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — เทศบาลตำบลอ้อมน้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายมนัส อานามวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1736/2544
#41095
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นตรวจคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 104 แม้จะไม่มีผู้คัดค้านคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ และเจ้าหนี้ผู้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นหรือเป็นผู้เป็นโจทก์ในคดีล้มละลาย เจ้าหนี้ก็มีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า มูลหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้มีอยู่จริงและลูกหนี้ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าว เจ้าหนี้อ้างว่า บริษัท ผ. เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามบัญชีกระแสรายวันและตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยลูกหนี้ทั้งสองเป็นผู้ค้ำประกัน แต่เจ้าหนี้ไม่มีบัญชีกระแสรายวันและตั๋วสัญญาใช้เงินอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ ทั้งไม่มีหนังสือสัญญาค้ำประกันของลูกหนี้ ทำให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจสอบสวนถึงมูลหนี้แห่งคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่เจ้าหนี้มีเพียงสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้เท่านั้นยังไม่เพียงพอที่ให้เชื่อได้ว่าลูกหนี้ทั้งสองเป็นหนี้ตามจำนวนที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ และเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 94

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษา1 ฉบับ ในการอุทธรณ์หรือฎีกาจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงศาลละ25 บาท เท่านั้นตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 179(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้(จำเลย) ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2540 ธนาคารเอเชียจำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน25,506,419.81 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองรายละเอียดปรากฏตามบัญชีท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากมูลหนี้ตั๋วเงินเป็นเงิน25,506,419.81 บาท เจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 84 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 153 เมื่อเจ้าหนี้ไม่นำพยานมาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนทั้งคำพิพากษาที่เจ้าหนี้ส่งต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นเพียงสำเนาเอกสารซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 เจ้าหนี้จึงไม่มีพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่ามูลหนี้มีอยู่จริงและสมควรได้รับชำระหนี้ จึงไม่อาจพิจารณาให้ตามที่ขอ เห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 107(1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายตรวจวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองหรือไม่ เจ้าหนี้ฎีกาว่า หนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งในการพิจารณาของศาลชั้นต้น เจ้าหนี้ได้นำสืบต้นฉบับเอกสารให้ศาลเห็นว่าลูกหนี้ทั้งสองมีหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามมูลหนี้แห่งเอกสารศาลชั้นต้นเชื่อว่าลูกหนี้ทั้งสองเป็นหนี้เจ้าหนี้จริง จึงได้พิพากษาให้เจ้าหนี้ชนะคดี แม้คำพิพากษาที่อ้างส่งเป็นสำเนาก็หาเป็นสาระสำคัญไม่เพราะเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นส่งศาลชั้นต้นแล้วศาลชั้นต้นสามารถตรวจสำนวนดูความถูกต้องของคำพิพากษาได้จึงไม่มีเหตุผลที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องสอบสวนพยานเอกสารอีก ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายแม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นหรือเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ในคดีล้มละลายนั้นเอง และในชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 104 แม้จะไม่มีผู้คัดค้านขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ก็ตามเจ้าหนี้ผู้ยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้นมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า มูลหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้มีอยู่จริงและลูกหนี้ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าว เมื่อเจ้าหนี้ไม่ส่งต้นฉบับเอกสารอันเป็นหลักฐานสำคัญของหนี้ที่ลูกหนี้ทั้งสองมีต่อเจ้าหนี้และกรณีมิใช่ต้นฉบับเอกสารหาไม่ได้เพราะสูญหายหรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น เพื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลจะอนุญาตให้เจ้าหนี้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2) จึงชอบที่ศาลล่างทั้งสองจะพิจารณาพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏอยู่ในสำนวนการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้อ้างว่า บริษัทผลิตภัณฑ์กระป๋องกรุงเทพ จำกัด เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามบัญชีกระแสรายวันและตามตั๋วสัญญาใช้เงิน เป็นเงิน 5,273,218.97 บาท โดยลูกหนี้ทั้งสองเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ดังกล่าว แต่เจ้าหนี้ไม่มีบัญชีกระแสรายวันและตั๋วสัญญาใช้เงินอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ ทั้งไม่มีหนังสือสัญญาค้ำประกันของลูกหนี้ ทำให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจสอบสวนถึงมูลหนี้แห่งคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ การที่เจ้าหนี้มีเพียงสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 6066/2529ของศาลชั้นต้น ซึ่งแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้เท่านั้น ยังไม่เพียงพอที่จะให้เชื่อได้ว่า ลูกหนี้ทั้งสองเป็นหนี้ตามจำนวนที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ และหนี้นั้นเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำขอรับชำระหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 107(1) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ปรากฏว่าเจ้าหนี้รายนี้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษา 1 ฉบับ ในการอุทธรณ์หรือฎีกาต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงศาลละ 25 บาท ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179(2) วรรคท้าย เจ้าหนี้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกามาชั้นศาลละ 200 บาท เกินมารวม 350 บาทจึงให้คืนค่าขึ้นศาลที่เกินมาแก่เจ้าหนี้"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกินมา350 บาท แก่เจ้าหนี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94 ม. 104 ม. 107 (1) ม. 179 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน
โจทก์ — เจ้าหนี้
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด
จำเลย — นายบุญยงค์ เกียรติวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
พิชัย เตโชพิทยากูล
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1720/2544
#41094
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยฐานเบิกความเท็จ โดยบรรยายฟ้องว่าคำเบิกความของจำเลยเป็นข้อสำคัญในคดี มิได้บรรยายรายละเอียดว่าข้อความอันเป็นเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีก่อนอย่างไร แต่โจทก์ก็ได้บรรยายถึงการเบิกความอย่างไรเป็นความเท็จและความจริงเป็นอย่างไร ซึ่งในคดีที่จำเลยเบิกความนั้น ส. ถูกฟ้องเป็นจำเลยข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ข้อที่ว่า ส. เป็นคนร้ายฆ่าผู้ตายหรือไม่เป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าว เมื่อความจริง ส. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แต่จำเลยเบิกความว่าไม่ได้หันไปดูว่าใครเป็นคนยิงและถูกยิง ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่มีการยิงกัน คำเบิกความของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องดังกล่าวย่อมเป็นข้อสำคัญในคดีที่เข้าใจได้อยู่ในตัวเอง ฟ้องโจทก์จึงมีรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้สาบานตัวเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ต่อศาลอาญาธนบุรี ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3166/2540 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ จ่าสิบตำรวจสมจิตรบุญเกลือ จำเลย ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต โดยจำเลยได้เบิกความตอบคำถามของพนักงานอัยการโจทก์ในชั้นศาลว่า "ในวันเกิดเหตุขณะทานข้าว นั่งหันหลังไม่ได้ยินเสียงโต้เถียง นั่งทานข้าว 1 ชั่วโมง เมื่อได้ยินเสียงปืนได้วิ่งหนีตัวใครตัวมัน ไม่ได้หันไปดูว่าใครเป็นคนยิงและถูกยิงไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่มีการยิงกัน" ซึ่งคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวเป็นความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล และความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี เพราะความจริงแล้วในวันเกิดเหตุขณะนั่งรับประทานอาหาร จำเลยได้ยินเสียงคนทะเลาะกันและเห็นนายจิตรไม่ทราบนามสกุลซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะดังกล่าวลุกขึ้นยืน และเรียกนายโป้งไม่ระบุนามสกุลกับนายโอ ไม่ระบุนามสกุล ซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะเดียวกันว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้ออกมาข้างนอกนายโป้งและนายโอไม่ยอมออกยังนั่งอยู่ที่เดิม จำเลยเกรงว่าจะมีเรื่องจึงเดินเข้าไปห้าม โดยเข้าไปขวางและดึงตัวนายจิตรออกมาและได้บอกนายโป้งว่า นายจิตรเป็นตำรวจนะให้ขอโทษแต่นายจิตรไม่ยอมออกมา และได้เข้าไปเตะนายโป้งที่ต้นคอ1 ครั้ง จำเลยจึงได้ดึงนายจิตรออกมา แต่นายจิตรไม่ยอมออกมาคงนั่งอยู่ที่โต๊ะดังกล่าวต่อไป จากนั้นประมาณ 3 นาที จำเลยเห็นนายโป้งหยิบขวดเบียร์บนโต๊ะตีนายจิตร นายจิตรใช้มือปัดพร้อมกับลุกขึ้นถอยหลังออกมาแล้วใช้มือขวาชักอาวุธปืนออกจากกระเป๋าด้านหน้าข้างขวา เป็นอาวุธปืนสีขาวแม็กกาซีนชี้และยิงไปที่นายโป้ง 1 นัด นายโป้งล้มลง นายจิตรได้เข้าไปหานายโป้งในระยะห่างประมาณ 1 เมตร และได้จ่อยิงนายโป้งบริเวณศีรษะอีก 1 นัด จากนั้นนายจิตรหลบหนีไป ซึ่งจำเลยได้เคยให้การดังกล่าวไว้แก่ร้อยตำรวจเอกอาวุธ อุดมรัตน์พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลราษฎร์บูรณะ เมื่อวันที่ 19พฤศจิกายน 2539 คำเบิกความของจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลจึงเป็นความเท็จ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 177, 181

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 181(2) จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องบรรยายว่าจำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3166/2540 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ จ่าสิบตำรวจสมจิตรบุญเกลือ จำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต จำเลยเบิกความในชั้นศาลว่า "ในวันเกิดเหตุขณะทานข้าวนั่งหันหลังไม่ได้ยินเสียงโต้เถียง นั่งทานข้าว 1 ชั่วโมง เมื่อได้ยินเสียงปืนได้วิ่งหนีตัวใครตัวมัน ไม่ได้หันไปดูว่าใครเป็นคนยิงและถูกยิงไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่มีการยิงกัน" ซึ่งคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวเป็นความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล และความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี เพราะความจริงแล้วในวันเกิดเหตุ ขณะนั่งรับประทานอาหารจำเลยได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน และเห็นนายจิตรไม่ทราบนามสกุลซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะดังกล่าวลุกขึ้นยืนและเรียกนายโป้งกับนายโอซึ่งนั่งอยู่โต๊ะเดียวกันว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้ออกมาข้างนอกนายโป้งและนายโอไม่ยอมออกยังนั่งอยู่ที่เดิม จำเลยเกรงว่าจะมีเรื่อง จึงได้เดินเข้าไปห้าม โดยเข้าไปขวาง และดึงตัวนายจิตรออกมา และได้บอกนายโป้งว่า นายจิตรเป็นตำรวจนะให้ขอโทษ แต่นายจิตรไม่ยอมออกมาและได้เข้าไปเตะนายโป้งที่ต้นคอ 1 ครั้ง จำเลยจึงได้ดึงนายจิตรออกมา แต่นายจิตรไม่ยอมออกมาคงนั่งอยู่ที่โต๊ะดังกล่าวต่อไป จากนั้นประมาณ3 นาที จำเลยเห็นนายโป้งหยิบขวดเบียร์บนโต๊ะตีนายจิตรนายจิตรใช้มือปัด พร้อมกับลุกขึ้นถอยหลังออกมาและใช้มือขวาชักอาวุธปืนจากกระเป๋าด้านหลังข้างขวาเป็นอาวุธปืนสีขาวแม็กกาซีนชี้และยิงไปที่นายโป้ง 1 นัด และนายโป้งล้มลงนายจิตรได้เข้าไปหานายโป้งในระยะห่างประมาณ 1 เมตรและได้จ่อยิงนายโป้งบริเวณศีรษะอีก 1 นัด จากนั้นนายจิตรได้หลบหนีไป แม้คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องเพียงว่าคำเบิกความของจำเลยเป็นข้อสำคัญในคดีโดยมิได้บรรยายรายละเอียดว่าข้อความอันเป็นเท็จที่จำเลยเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีก่อนอย่างไรก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้บรรยายถึงการเบิกความอย่างไรเป็นความเท็จและความจริงเป็นอย่างไร ซึ่งในคดีที่จำเลยเบิกความนั้น จ่าสิบตำรวจสมจิตร บุญเกลือ ถูกฟ้องเป็นจำเลยข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาตข้อที่ว่าจ่าสิบตำรวจสมจิตรเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตายโดยใช้อาวุธปืนยิงหรือไม่นั้นเป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าวเมื่อความจริงจำเลยเห็นว่านายจิตร (ซึ่งหมายถึงจ่าสิบตำรวจสมจิตร) ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้วมาเบิกความว่าไม่ได้หันไปดูว่าใครเป็นคนยิงและถูกยิงไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่มีการยิงกันคำเบิกความของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องย่อมเป็นข้อสำคัญในคดีที่เข้าใจได้อยู่ในตัวเองฟ้องโจทก์จึงมีรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นแต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดฐานเบิกความเท็จตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จตามฟ้องหรือไม่ เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยเป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208(2)ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายทองพูน ภู่แก้ว
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1720/2544
#91316
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องบรรยายว่า จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีอาญาที่พนักงานอัยการโจทก์ ฟ้องขอให้ลงโทษจ่าสิบตำรวจ ส. จำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยเบิกความในชั้นศาลว่า ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่มีการยิงกัน ซึ่งคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวเป็นความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล และความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี แม้โจทก์มิได้บรรยายรายละเอียดว่า ข้อความอันเป็นเท็จที่จำเลยเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีก่อนอย่างไรก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้บรรยายถึงการเบิกความอย่างไรเป็นความเท็จและความจริงเป็นอย่างไร ข้อที่ว่าจ่าสิบตำรวจ ส. เป็นคนร้ายฆ่าผู้ตายโดยใช้อาวุธปืนยิงหรือไม่นั้น เป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าว เมื่อความจริงจำเลยเห็นจ่าสิบตำรวจ ส. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แล้วจำเลยมาเบิกความว่า ไม่ได้หันไปดูว่าใครเป็นคนยิงและถูกยิงไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่มีการยิงกัน คำเบิกความของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้อง ย่อมเป็นข้อสำคัญในคดีที่เข้าใจได้อยู่ในตัวเอง ฟ้องโจทก์จึงมีรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 177 วรรคสอง จำคุก 3 ปี จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิดฐานเบิกความเท็จตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จตามฟ้องหรือไม่ เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยเป็นไปตามลำดับศาล เพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 177 , 181

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 181 (2) จำคุก 4 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องบรรยายว่า จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีอาญาอื่น ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ จ่าสิบตำรวจสมจิตร บุญเกลือ จำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยเบิกความในชั้นศาลว่า "ในวันเกิดเหตุขณะทานข้าว นั่งหันหลังไม่ได้ยินเสียงโต้เถียง นั่งทานข้าว 1 ชั่วโมง เมื่อได้ยินเสียงปืนได้วิ่งหนีตัวใครตัวมัน ไม่ได้หันไปดูว่าใครเป็นคนยิงและถูกยิง ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่มีการยิงกัน" ซึ่งคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวเป็นความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลและความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี เพราะความจริงแล้วในวันเกิดเหตุ ขณะนั่งรับประทานอาหาร จำเลยได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน และเห็นนายจิตรไม่ทราบนามสกุลซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะดังกล่าวลุกขึ้นยืนและเรียกนายโป้งกับนายโอซึ่งนั่งอยู่โต๊ะเดียวกันว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้ออกมาข้างนอก นายโป้งและนายโอไม่ยอมออก จำเลยเกรงว่าจะมีเรื่อง จึงได้เดินเข้าไปห้ามและดึงตัวนายจิตรออกมา และได้บอกนายโป้งว่านายจิตรเป็นตำรวจจะให้ขอโทษ แต่นายจิตรไม่ยอมออกมาและได้เข้าไปเตะนายโป้งที่ต้นคอ 1 ครั้ง จำเลยจึงได้ดึงนายจิตรออกมา แต่นายจิตรไม่ยอมออกมาคงนั่งอยู่ที่โต๊ะดังกล่าวต่อไป จากนั้นประมาณ 3 นาที จำเลยเห็นนายโป้งหยิบขวดเบียร์บนโต๊ะตีนายจิตร นายจิตรใช้มือปัด พร้อมกับลุกขึ้นถอยหลังออกมาและใช้มือขวาชักอาวุธปืนจากกระเป๋าด้านหน้าข้างขวา เป็นอาวุธปืนสีขาวแม็กกาซีน ชี้และยิงไปที่นายโป้ง 1 นัด และนายโป้งล้มลง นายจิตรได้เข้าไปหานายโป้งในระยะห่างประมาณ 1 เมตร และได้จ่อยิงนายโป้งบริเวณศีรษะอีก 1 นัด จากนั้นนายจิตรได้หลบหนีไป แม้คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องเพียงว่า คำเบิกความของจำเลยเป็นข้อสำคัญในคดี โดยมิได้บรรยายรายละเอียดว่าข้อความอันเป็นเท็จที่จำเลยเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีก่อนอย่างไรก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้บรรยายถึงการเบิกความอย่างไรเป็นความเท็จและความจริงเป็นอย่างไร ซึ่งในคดีที่จำเลยเบิกความนั้นจ่าสิบตำรวจสมจิตร บุญเกลือถูกฟ้องเป็นจำเลยข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อที่ว่าจ่าสิบตำรวจสมจิตรเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตายโดยใช้อาวุธปืนยิงหรือไม่นั้นเป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าว เมื่อความจริงจำเลยเห็นว่า นายจิตร (ซึ่งหมายถึงจ่าสิบตำรวจสมจิตร) ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แล้วมาเบิกความว่าไม่ได้หันไปดูว่าใครเป็นคนยิงและถูกยิงไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่มีการยิงกัน คำเบิกความของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องย่อมเป็นข้อสำคัญในคดีที่เข้าใจได้อยู่ในตัวเอง ฟ้องโจทก์จึงมีรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดฐานเบิกความเท็จตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จตามฟ้องหรือไม่ เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยเป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายทองพูน ภู่แก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายพรชัย พุ่มกำพล
ศาลอุทธรณ์ — นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1698/2544
#41093
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดราคาค่าเช่าซื้อรถโดยรวมค่าเช่ากับราคารถที่เช่าซื้อเข้าไว้ด้วยกัน ไม่มีกฎหมายห้ามทำและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งการกำหนดราคาค่าเช่าซื้อโดยวิธีหักเงินชำระล่วงหน้าออกไปก่อนแล้วนำส่วนที่เหลือไปคิดดอกเบี้ย คำนวณเป็นดอกเบี้ยได้เท่าใดบวกเข้ากับเงินที่ค้างชำระ จึงกำหนดเป็นค่างวด ซึ่งดอกเบี้ยดังกล่าวมากกว่าอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ก็มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475สัญญาเช่าซื้อจึงใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2533 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถแทรกเตอร์จำนวน 1 คัน ไปจากโจทก์ในราคา 1,422,500 บาทชำระเงินในวันทำสัญญา 350,000 บาท ที่เหลือตกลงผ่อนชำระ15 งวด งวดละเดือน เดือนละ 71,500 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 มิถุนายน 2533 และงวดต่อไปทุกวันที่ 4 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรกเป็นต้นมา โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถแทรกเตอร์คืนโจทก์ โจทก์ยึดรถแทรกเตอร์กลับคืนมาได้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2536ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์จากการนำรถออกให้เช่าเดือนละ 20,000 บาท เป็นเวลา 32 เดือน เป็นเงิน 640,000 บาทแต่ขอคิดเพียง 600,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์เรียกค่าเสียหายสูงเกินความจริงและโจทก์เรียกดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 300,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 จำนวน 180,000 บาท และผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมายว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้และเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพ.ศ. 2475 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า รถพิพาทซื้อขายกันในท้องตลาดราคา 1,000,000 บาท โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อเป็นเงิน1,422,500 บาท คิดเป็นดอกเบี้ย 422,500 บาท เกินกว่าอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ขัดต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า ราคาค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ตามสัญญาเช่าซื้อนั้นได้รวมค่าเช่ากับราคารถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อเข้าไว้ด้วยกัน การกำหนดราคาค่าเช่าซื้อดังกล่าวไม่มีกฎหมายห้ามไว้และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้ราคาค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ดังกล่าวโจทก์จะกำหนดโดยวิธีหักเงินชำระล่วงหน้าออกไปก่อน แล้วนำส่วนที่เหลือไปคิดดอกเบี้ย คำนวณเป็นดอกเบี้ยเท่าใด บวกเข้ากับเงินที่ค้างชำระจากนั้นจึงกำหนดเป็นค่างวด ซึ่งเป็นวิธีการกำหนดราคาค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ของโจทก์โดยชอบ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้และไม่เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพันธ์แมชชีนเนอรี่
จำเลย — นางจำนงค์ อัจจิกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ศรีสง่า
วิเทพ ศิริพากย์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1698/2544
#69498
เปิดฉบับเต็ม

ราคาค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ตามสัญญาเช่าซื้อได้รวมค่าเช่ากับราคารถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อเข้าไว้ด้วยกัน การกำหนดราคาค่าเช่าซื้อดังกล่าวไม่มีกฎหมายห้ามไว้และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน แม้ราคาค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ดังกล่าวโจทก์จะกำหนดโดยวิธีหักเงินชำระล่วงหน้าออกไปก่อน แล้วนำส่วนที่เหลือไปคิดดอกเบี้ย คำนวณเป็นดอกเบี้ยเท่าใด บวกเข้ากับเงินที่ค้างชำระ จากนั้นจึงกำหนดเป็นค่างวด ซึ่งเป็นวิธีการกำหนดราคาค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ของโจทก์โดยชอบ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ และไม่เป็นการขัดต่อ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากตราโจทก์ที่ประทับใบมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ตรงกับที่ให้ไว้ต่อสำนักทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อให้แล้ว ๑๐ งวด โจทก์เรียกค่าเสียหายสูงเกินความจริงและโจทก์เรียกดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑๘๐,๐๐๐ บาท และผู้พิพากษาที่ได้ นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา ในข้อเท็จจริง คงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมายว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้และเป็นการ ขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๘ โดยจำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า รถพิพาทซื้อขายกันในท้องตลาดราคา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อเป็นเงิน ๑,๔๒๒,๕๐๐ บาท คิดเป็นดอกเบี้ย ๔๒๒,๕๐๐ บาท เกินกว่า อัตราร้อยละ ๒๔ ต่อปี ขัดต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า ราคาค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ตามสัญญาเช่าซื้อนั้นได้รวมค่าเช่ากับราคารถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อเข้าไว้ด้วยกัน การกำหนดราคาค่าเช่าซื้อดังกล่าวไม่มีกฎหมายห้ามไว้และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้ราคาค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ดังกล่าวโจทก์จะกำหนดโดยวิธีหักเงินชำระล่วงหน้าออกไปก่อน แล้วนำส่วนที่เหลือไปคิดดอกเบี้ย คำนวณเป็นดอกเบี้ยเท่าใด บวกเข้ากับเงินที่ค้างชำระ จากนั้นจึงกำหนดเป็นค่างวด ซึ่งเป็นวิธีการกำหนดราคาค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ของโจทก์โดยชอบ มิใช่เป็นเรื่อง ที่โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้และไม่เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 150 ม. 572
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพันธ์แมชชีนเนอรี่
จำเลย — นางจำนงค์ อัจจิกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายทวี เนียมประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุธี เทพสิทธา
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ศรีสง่า
วิเทพ ศิริพากย์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1696/2544
#41092
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14ที่ห้ามมิให้ยึดถือครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับระหว่างรัฐกับราษฎร ซึ่งเป็นผลให้ราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ใช้ยันรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมมีสิทธิขายการครอบครองและพืชผลที่ปลูกอยู่ในที่ดินและมีหน้าที่ส่งมอบการครอบครองพืชผลที่ปลูกให้แก่กัน ส่วนประกาศสำนักงานป่าไม้เขตที่ระบุว่า พื้นที่ สทก. ที่ได้รับอนุญาตห้ามจำหน่ายจ่ายโอนแต่ให้ตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทได้ ก็มิใช่กฎหมาย สัญญาซื้อขายการครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงไม่เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันจะเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม 2533ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2533 ติดต่อกัน จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงโจทก์เนื่องจากทราบดีว่าโจทก์ป่วยเป็นโรคทางสมองเส้นโลหิตฝอยในสมองตีบและอยู่ในระหว่างการดูแลของแพทย์โดยจำเลยที่ 4 อ้างตนเองว่าเป็นร่างทรงของเจ้าพ่อกุมารทองหลอกลวงโจทก์ให้ซื้อที่ดินของจำเลยที่ 1 ตั้งอยู่อำเภอแม่แตงจังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 19 ไร่ ในราคา 2,000,000 บาท วันที่ 30พฤษภาคม 2533 จำเลยที่ 3 และที่ 4 พาโจทก์ไปพบจำเลยที่ 2แล้วพาไปดูที่ดิน โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันชี้เขตที่ดินซึ่งมีถนนผ่านกลาง แจ้งว่าที่ดินสองข้างถนนเป็นแปลงเดียวกันสามารถตกลงซื้อขายกับจำเลยที่ 2 ได้เพราะเป็นตัวแทนจำเลยที่ 1โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวจึงตกลงซื้อที่ดินและเขียนสัญญาที่บ้านจำเลยที่ 4 ว่าตกลงซื้อในราคา 2,000,000 บาท วางเงินมัดจำไว้ก่อน 10,000 บาทอีก 300,000 บาท จะวางเพิ่มภายใน 7 วัน และอีก 30 วันจะชำระส่วนที่เหลือ ต่อมาโจทก์ซื้อตั๋วแลกเงินจำนวน 300,000บาท จากธนาคาร พร้อมพิมพ์สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอีก1 ฉบับ ส่งมาให้จำเลยที่ 3 เพื่อเบิกเงินมอบให้แก่จำเลยที่ 1และให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในสัญญา หลังจากนั้นโจทก์เดินทางไปที่จังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 3 มาพบโจทก์แจ้งว่ามอบเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว พร้อมคืนสัญญาจะซื้อจะขายที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อให้แก่โจทก์ วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 3มาพบโจทก์ โจทก์สลักหลังตั๋วแลกเงินจำนวน 1,600,000บาท ให้แก่จำเลยที่ 3 เพื่อเบิกเงินที่ธนาคาร มอบให้แก่จำเลยที่ 1ต่อมาโจทก์สอบถามจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าจะได้รับเอกสารสิทธิเมื่อใด จำเลยที่ 2 และที่ 3 แจ้งว่าเรื่องอยู่ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่เพื่อรอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ลงลายมือชื่อในเอกสารสิทธิ ต่อมาโจทก์สอบถามอีก จำเลยที่ 1แจ้งว่าให้ไปติดต่อจำเลยที่ 2 โจทก์ไปสอบถามสำนักงานป่าไม้เขตเชียงใหม่ จึงทราบว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันนำที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่แตงมาขายให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขอรับหนังสือสิทธิทำกินในที่ดินเพียง 4 ไร่เศษ ผู้ที่ได้รับหนังสือสิทธิทำกินจะจำหน่ายจ่ายโอนให้แก่ผู้ใดไม่ได้เว้นแต่ตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทโดยธรรม สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ เงินที่จำเลยทั้งสี่รับไปจำนวน2,000,000 บาท เป็นลาภมิควรได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,032,291.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราชั่งละบาทต่อเดือนในต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ตกลงซื้อที่ดินทั้ง ๆ ที่โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าหากซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 จะไม่ได้กรรมสิทธิ์เป็นการซื้อขายสิทธิ์ประโยชน์ไม่ใช่ซื้อขายกรรมสิทธิ์ การซื้อขายจึงไม่เป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ละเมิด โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนฐานลาภมิควรได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การว่า การซื้อขายดังกล่าวโจทก์ทำด้วยความสมัครใจและทราบดีว่าไม่ได้กรรมสิทธิ์ แต่ตกลงซื้อสิทธิครอบครองของจำเลยที่ 1 และไม้ผลที่จำเลยที่ 1 ปลูกในที่ดินดังกล่าว การซื้อขายดังกล่าวไม่เป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าที่ดินคืนฐานลาภมิควรได้

จำเลยที่ 4 ให้การว่า โจทก์เป็นนักกฎหมาย มีอาชีพเป็นทนายความย่อมมีความรู้เกี่ยวกับการทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินจึงควรใช้ความระมัดระวังในการซื้อขาย เหตุพิพาทเกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ จำเลยที่ 4ไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันคืนเงินจำนวน 800,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 14มิถุนายน 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แตง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่และโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในราคา2,000,000 บาท โจทก์ได้ชำระเงินไปครบถ้วนแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายสม ศรีอ้ายเมื่อปี 2520 เป็นการซื้อขายสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหลักฐาน ภ.บ.ท.5 และจำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกไม้ยืนต้นประเภทมะม่วง ลิ้นจี่ ลำไย และมะพร้าว จำเลยที่ 1 เสียภาษีบำรุงท้องที่ในนามตนเองและนายสมตลอดมา ตามใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่เอกสารหมายล.1 และ ล.6 ตามลำดับ ต่อมาปี 2529 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นขอสิทธิทำกินในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าครอบครองที่ดินพิพาทจำนวน 19 ไร่ พนักงานเจ้าหน้าที่บอกว่ายื่นขอสิทธิทำกินได้ไม่เกินคนละ 15 ไร่ จำเลยที่ 1 จึงให้นายชัยวัฒน์ เนียมแสง บุตรยื่นขอสิทธิทำกินอีก 1 แปลงตามคำขอหนังสือสิทธิทำกินเอกสารหมาย ล.7 จำเลยที่ 1ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ขณะที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.10 หรือตามสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.11 นั้น ที่ดินพิพาทยังมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ เมื่อโจทก์ชำระราคาแล้วได้มีการเปลี่ยนชื่อใน ภ.บ.ท.5 จากจำเลยที่ 1 เป็นนายอรรจน์เศรษฐบุตร ตามเอกสารหมาย จ.7 แผ่นที่ 2 การซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งกระทำเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2533 จึงเกิดจากความสมัครใจของคู่สัญญาตามความเป็นจริง และโจทก์ได้เข้าครอบครองโดยทำรั้วล้อมรอบที่ดินพิพาทแล้ว ดังนี้ แม้ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 บัญญัติห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติก็เป็นเพียงบทบัญญัติที่ใช้บังคับระหว่างรัฐกับราษฎร ซึ่งเป็นผลให้ราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองที่ดินไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ใช้ยันรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมมีสิทธิขายการครอบครองและพืชผลที่ปลูกอยู่แล้วในที่ดินและมีหน้าที่ส่งมอบการครอบครองพืชผลที่ปลูกนั้นให้แก่กันทั้งประกาศสำนักงานป่าไม้เขตเชียงใหม่ เรื่อง เงื่อนไขหนังสืออนุญาต สทก. เอกสารหมาย จ.20 ข้อ 1 ที่ระบุว่าพื้นที่ สทก.ที่ได้รับอนุญาตห้ามจำหน่ายจ่ายโอน แต่ให้ตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทได้ เพิ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2533ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากสัญญาเป็นผลระหว่างคู่สัญญาไปแล้ว นอกจากนี้ข้อกำหนดห้ามโอนดังกล่าวกระทำโดยประกาศของทางราชการมิใช่โดยกฎหมาย ดังนั้น สัญญาซื้อขายการครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติแม่แตงดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ย่อมไม่เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันจะเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเมื่อสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้ออื่นของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ณัฐ เศรษฐบุตร
จำเลย — นาย อุทัย เนียมแสง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา