คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1696/2544
#99408
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เดิมจำเลยซื้อที่ดินพิพาทมาจาก ส. เป็นการซื้อขายสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหลักฐาน ภ.บ.ท. 5 และจำเลยได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกไม้ยืนต้น จำเลยเสียภาษีบำรุงท้องที่ในนามตนเองและ ส. ผู้ขายตลอดมา ต่อมาจำเลยได้ยื่นขอสิทธิทำกินในที่ดินพิพาท จำเลยได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าครอบครองที่ดินพิพาทจำนวน 19 ไร่ พนักงานเจ้าหน้าที่บอกว่ายื่นขอสิทธิทำกินได้ไม่เกินคนละ 15 ไร่ จำเลยจึงให้ ช. บุตรชายยื่นคำขอสิทธิทำกินอีก 1 แปลง จำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา

ต่อมาโจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลย ขณะที่โจทก์ทำสัญญาที่ดินพิพาทยังมีชื่อจำเลยเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ เมื่อโจทก์ชำระราคาแล้วได้มีการเปลี่ยนชื่อใน ภ.บ.ท. 5 จากจำเลยเป็น อ. การซื้อขายที่ดินพิพาทเกิดจากความสมัครใจของคู่สัญญาตามความเป็นจริง และโจทก์ได้เข้าครอบครองโดยทำรั้วล้อมรอบที่ดินพิพาทแล้ว แม้ตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 บัญญัติห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ก็เป็นเพียงบทบัญญัติที่ใช้บังคับระหว่างรัฐกับราษฎร ซึ่งเป็นผลให้ราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองที่ดินไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ใช้ยันรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมมีสิทธิขายการครอบครองและพืชผลที่ปลูกอยู่แล้วในที่ดินและมีหน้าที่ส่งมอบการครอบครองพืชผลที่ปลูกนั้นให้แก่กัน ทั้งประกาศสำนักงานป่าไม้ที่ระบุว่า พื้นที่ สทก. ที่ได้รับอนุญาตห้ามจำหน่ายจ่ายโอน แต่ให้ตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทได้ ก็เพิ่งประกาศใช้หลังจากสัญญาเป็นผลระหว่างคู่สัญญาไปแล้ว นอกจากนี้ข้อกำหนดห้ามโอนดังกล่าวกระทำโดยประกาศของทางราชการมิใช่โดยกฎหมาย สัญญาซื้อขายการครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมไม่เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันจะเป็นโมฆะ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง แต่ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสี่ จึงไม่ถูกต้องเพราะจำเลยที่ 2 และที่ 4 มิได้อุทธรณ์ด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม 2533 ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2533 ติดต่อกัน จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จเนื่องจากทราบดีว่าโจทก์ป่วยเป็นโรคทางสมองเส้นโลหิตฝอยในสมองตีบและอยู่ในระหว่างการดูแลของแพทย์ โดยจำเลยที่ 4 อ้างตนเองว่าเป็นร่างทรงของเจ้าพ่อกุมารทอง หลอกลวงโจทก์ให้ซื้อที่ดินของจำเลยที่ 1 ตั้งอยู่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 19 ไร่ ในราคา 2,000,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นที่ดินเก่าซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "ปางกว้าง" ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันนำที่ดินป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แตงมาขายให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขอรับหนังสือสิทธิทำกินในที่ดินเพียง 4 ไร่เศษ ผู้ที่ได้รับหนังสือสิทธิทำกินจะจำหน่ายจ่ายโอนให้แก่ผู้ใดไม่ได้เว้นแต่ตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทโดยธรรม ทั้งต้องไม่ยินยอมให้บุคคลอื่นนอกจากบุคคลในครอบครัวซึ่งอยู่ด้วยกันกับผู้ได้รับอนุญาตเข้าทำประโยชน์ โดยต้องทำประโยชน์ในพื้นที่ด้วยตนเองตามประกาศสำนักงานป่าไม้เขตเชียงใหม่ เรื่องเงื่อนไขหนังสืออนุญาต สทก. ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2533 สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการละเมิดต่อโจทก์เงินที่จำเลยทั้งสี่รับไปจำนวน 2,000,000 บาท เป็นลาภมิควรได้จะต้องคืนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราชั่งละบาทต่อเดือนนับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จ นับจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 15 เดือน 15 วัน คิดเป็นเงินดอกเบี้ย 32,291.66 บาท รวมเป็นเงิน 2,032,291.66 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,032,291.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราชั่งละบาทต่อเดือนในต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันคืนเงินจำนวน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แตง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในราคา 2,000,000 บาท โจทก์ได้ชำระเงินไม่ครบถ้วนแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายสม เมื่อปี 2520 เป็นการซื้อขายสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหลักฐาน ภ.บ.ท.5 และจำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกไม้ยืนต้นประเภทมะม่วง ลิ้นจี่ ลำไย และมะพร้าว จำเลยที่ 1 เสียภาษีบำรุงท้องที่ในนามตนเองและนายสมตลอดมา ต่อมาปี 2529 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นขอสิทธิทำกินในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าครอบครองที่ดินพิพาทจำนวน 19 ไร่ พนักงานเจ้าหน้าที่บอกว่ายื่นขอสิทธิทำกินได้ไม่เกินคนละ 15 ไร่ จำเลยที่ 1 จึงให้นายชัยวัฒน์ บุตรยื่นขอสิทธิทำกินอีก 1 แปลง ตามคำขอหนังสือสิทธิทำกินเอกสารหมาย ล.7 จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ขณะที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.10 หรือตามสัญญาจะซื้อจะขาย ตามเอกสารหมาย จ.11 นั้น ที่ดินพิพาทยังมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ เมื่อโจทก์ชำระราคาแล้วได้มีการเปลี่ยนชื่อใน ภ.บ.ท.5 จากจำเลยที่ 1 เป็น นายอรรจน์ การซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งกระทำเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2533 จึงเกิดจากความสมัครใจของคู่สัญญาตามความเป็นจริง และโจทก์ได้เข้าครอบครองโดยทำรั้วล้อมรอบที่ดินพิพาทแล้ว ดังนี้ แม้ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 บัญญัติห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ก็เป็นเพียงบทบัญญัติที่ใช้บังคับระหว่างรัฐกับราษฎร ซึ่งเป็นผลให้ราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองที่ดินไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ใช้ยันรัฐได้แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมมีสิทธิขายการครอบครองและพืชผลที่ปลูกอยู่แล้วในที่ดินและมีหน้าที่ส่งมอบการครอบครองพืชผลที่ปลูกนั้นให้แก่กัน ทั้งประกาศสำนักงานป่าไม้เขตเชียงใหม่ เรื่อง เงื่อนไขหนังสืออนุญาต สทก. ข้อ 1 ที่ระบุว่า พื้นที่ สทก. ที่ได้รับอนุญาตห้ามจำหน่ายจ่ายโอน แต่ให้ตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทได้ เพิ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2533 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากสัญญาเป็นผลระหว่างคู่สัญญาไปแล้ว นอกจากนี้ข้อกำหนดห้ามโอนดังกล่าวกระทำโดยประกาศของทางราชการมิใช่โดยกฎหมาย ดังนั้นสัญญาซื้อขายการครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติแม่แตงดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ย่อมไม่เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันจะเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้ออื่นของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

อนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสี่นั้น ยังไม่ถูกต้องเพราะจำเลยที่ 2 และที่ 4 มิได้อุทธรณ์ด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน แต่ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลยที่ 2 และที่ 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 139 ม. 146 ม. 149 ม. 456 ม. 1304 ม. 1367
ป.วิ.พ. ม. 161 ม. 243
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณัฐ เศรษฐบุตร
จำเลย — นายอุทัย เนียมแสง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวมาลิน ภู่พงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1695/2544
#36457
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่วินิจฉัยและมีคำสั่งว่าการที่โจทก์เลิกจ้าง ป. เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 ให้โจทก์รับ ป. กลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายซึ่งศาลแรงงานกลางตั้งเป็นประเด็นว่ามีเหตุจะเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวหรือไม่ แต่กลับวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 123 วรรคหนึ่ง แล้วพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 หรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยปรับบทกฎหมายไม่ตรงกับคำฟ้องของโจทก์และประเด็นแห่งคดีที่กำหนดไว้ คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ประกอบกิจการขนส่งเอกสารพัสดุภัณฑ์ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ป. เป็นพนักงานขับรถส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ภาคพื้นดินของโจทก์ได้ดื่มสุรากับ ส.ที่บ้านของส. ต่อมา ป.เข้ามาทำงานที่บริษัทโจทก์โดยอาการหน้าแดงและพูดเสียงดังกว่าปกติแต่ ป. มีหน้าที่ขับยานพาหนะ อาจจะก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสียหาย แก่ผู้อื่นหรือบริษัทโจทก์ในการปฏิบัติหน้าที่ได้ โจทก์จึงเลิกจ้างด้วยเหตุนี้ มิใช่เลิกจ้าง ป. เนื่องจากการยื่นข้อเรียกร้อง การที่ ป. ซึ่งเป็นประธาน สหภาพแรงงานร่วมกับพวกยื่นข้อเรียกร้องแล้วจะสันนิษฐานว่าโจทก์เลิกจ้าง ป. เนื่องจากการยื่นข้อเรียกร้องไม่ได้ เมื่อโจทก์มิได้เลิกจ้าง ป. เนื่องจาก เหตุต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 จึงมิใช่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2539 นายประสงค์จุฑาหรือประสาน พันธุ์บุรี พนักงานขับรถส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ภาคพื้นดินของโจทก์ได้เข้าปฏิบัติงานในขณะที่มีอาการมึนเมาสุราและได้พานายสุวัฒน์ ทั่งถิระ บุคคลภายนอกเข้าไปภายในบริษัทโจทก์อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์กรณีร้ายแรง โจทก์จึงได้มีคำสั่งเลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเมื่อวันที่ 8เมษายน 2539 หลังจากนั้นวันที่ 7 มิถุนายน 2539 นายประสงค์จุฑาได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กล่าวหาว่า การที่โจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ต่อมาวันที่ 21สิงหาคม 2539 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์โดยจำเลยทั้งสิบสองได้มีคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ที่ 14/2539 วินิจฉัยว่าการที่โจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 และมีคำสั่งให้โจทก์รับนายประสงค์จุฑากลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ไม่ต่ำกว่าเดิมเสมือนหนึ่งไม่มีการเลิกจ้างและให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายตั้งแต่วันที่เลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานแก่นายประสงค์จุฑา โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสิบสองคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย อีกทั้งค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสิบสองกำหนดให้โจทก์จ่ายแก่นายประสงค์จุฑาเป็นค่าเสียหายที่สูงเกินควรขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 14/2539 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2529 ของจำเลยทั้งสิบสองและพิพากษาว่า การที่โจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518หากศาลเห็นว่าไม่สมควรเพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสอง ขอให้แก้คำสั่งดังกล่าวโดยลดค่าเสียหายลงตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร

จำเลยทั้งสิบสองให้การว่า นายประสงค์จุฑามิได้เป็นผู้นำนายสุวัฒน์ ทั่งถิระ ซึ่งเคยทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำบริษัทโจทก์เข้าไปภายในบริษัทเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2539 และในวันดังกล่าวนายประสงค์จุฑาไม่มีอาการมึนเมาสุราชัดเจน เช่นอาละวาด ซึม ทะเลาะวิวาทกับเพื่อนร่วมงาน หรือไม่สามารถครองสติได้แต่นายประสงค์จุฑากลับทำงานในหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบได้ครบถ้วนโดยไม่มีข้อบกพร่องจนเกิดความเสียหาย ก่อนหน้าที่จะถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2539 นายประสงค์จุฑาในฐานะเป็นประธานสหภาพแรงงาน ที เอ็น ที ได้ร่วมกับพวกยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์รวม5 ข้อ ข้อเรียกร้องดังกล่าวสามารถตกลงกันได้เมื่อวันที่ 1 เมษายน2539 รวม 3 ข้อ ส่วนข้อเรียกร้องอีก 2 ข้อ ที่ยังตกลงกันไม่ได้ การที่โจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑา เพื่อต้องการจะกลั่นแกล้งนายประสงค์จุฑาเพื่อลดบทบาทการต่อรองของนายประสงค์จุฑากับโจทก์ ประกอบกับโจทก์เคยแพ้คดีต่อนายประสงค์จุฑาจนต้องรับนายประสงค์จุฑากลับเข้าทำงานมาแล้วครั้งหนึ่ง การที่โจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาจึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และทำให้นายประสงค์จุฑาได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นายประสงค์จุฑาเคยทำงานเป็นลูกจ้างของโจทก์ ครั้งสุดท้ายทำหน้าที่พนักงานขับรถส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ภาคพื้นดิน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 5,150 บาทเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2539 นายประสงค์จุฑาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสหภาพแรงงาน ที เอ็น ที ต่อมาวันที่ 30 มีนาคม 2539 นายประสงค์จุฑาได้ร่วมกับกรรมการสหภาพแรงงาน ที เอ็น ที ยื่นข้อเรียกร้องเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างตามหนังสือแจ้งข้อเรียกร้องเอกสารหมาย ล.18 ต่อโจทก์และได้มีการเจรจากันเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 ผลการเจรจาตกลงกันได้3 ข้อ ส่วนอีก 2 ข้อ คือเรื่องการจ่ายโบนัสและการปรับค่าจ้างประจำปีตกลงกันไม่ได้ จึงได้เลื่อนไปนัดเจรจากันอีกครั้ง หลังจากนั้นวันที่ 8เมษายน 2539 โจทก์ได้มีคำสั่งเลิกจ้างนายประสงค์จุฑา โดยอ้างว่านายประสงค์จุฑาเสพสุราหรือมึนเมาสุราในขณะทำงาน และนำบุคคลภายนอกเข้าไปในบริษัทโจทก์โดยมิได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำผิดต่อกฎระเบียบของโจทก์อย่างร้ายแรงตามหนังสือเลิกจ้าง เอกสารหมายจ.7 ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2539 นายประสงค์จุฑาได้ไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์โดยจำเลยทั้งสิบสองได้มีคำวินิจฉัยว่า การที่โจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ให้โจทก์รับนายประสงค์จุฑากลับเข้าทำงานตำแหน่งหน้าที่ไม่ต่ำกว่าเดิม เสมือนไม่มีการเลิกจ้างและให้จ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายตั้งแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 14/2539 เอกสารหมาย ล.16แล้ววินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังไม่ได้ว่านายประสงค์จุฑาเป็นผู้พานายสุวัฒน์บุคคลภายนอกเข้าไปในบริษัทโจทก์ในวันเกิดเหตุคงรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2539 ระหว่างเวลา 10 ถึง 11 นาฬิกานายประสงค์จุฑาได้ดื่มสุรากับนายสุขเกษมที่บ้านของนายสุขเกษม ต่อมานายประสงค์จุฑาได้เข้าทำงานที่บริษัทโจทก์โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายประสงค์จุฑามีอาการมึนเมาหรือขาดสติหรือก่อความเสียหายจากการดื่มสุราก่อนเข้าทำงาน เพียงแต่นายประสงค์จุฑามีอาการหน้าแดงและพูดเสียงดังกว่าปกตินั้นยังไม่อาจฟังว่านายประสงค์จุฑามึนเมาสุราในขณะทำงาน การที่โจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาประธานสหภาพแรงงาน ที เอ็น ที และเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการยื่นข้อเรียกร้องตามหนังสือแจ้งข้อเรียกร้องเอกสารหมาย ล.18 จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 123 วรรคหนึ่ง และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กำหนดค่าเสียหายถูกต้องเป็นธรรมแล้ว กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 14/2539 ลงวันที่ 21 สิงหาคม2539 ของจำเลยทั้งสิบสอง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ข้อ 5 ว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 14/2539 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2539 ที่วินิจฉัยว่าการที่โจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 แต่ศาลแรงงานกลางกลับพิพากษาว่าการที่โจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 123 จึงเป็นการปรับบทกฎหมายผิดและเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 14/2539 ลงวันที่ 21 สิงหาคม2539 ที่วินิจฉัยและมีคำสั่งว่าการที่โจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 ให้โจทก์รับนายประสงค์จุฑากลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหาย ซึ่งศาลแรงงานกลางได้ตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทว่ามีเหตุจะเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวหรือไม่ แต่ศาลแรงงานกลางกลับวินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์ที่เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง แล้วพิพากษายกฟ้อง โดยมิได้วินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 ตามที่โจทก์ฟ้อง และศาลแรงงานกลางตั้งประเด็นไว้หรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยปรับบทกฎหมายไม่ตรงกับคำฟ้องของโจทก์และประเด็นแห่งคดีที่กำหนดไว้ คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นและเห็นสมควรวินิจฉัยไปตามประเด็นแห่งคดีโดยโจทก์อุทธรณ์ข้อ 3 ว่า การวินิจฉัยว่าโจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมนั้นจะต้องพิเคราะห์ถึงมูลเหตุตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 121 แต่ศาลแรงงานกลางมิได้พิจารณาถึงมูลเหตุดังกล่าว กลับพิจารณาเพียงว่านายประสงค์จุฑาเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการยื่นข้อเรียกร้องตามหนังสือแจ้งข้อเรียกร้องเอกสารหมาย ล.18แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 121 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้นายจ้าง

(1) เลิกจ้าง หรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้ลูกจ้างผู้แทนลูกจ้าง กรรมการสหภาพแรงงาน หรือกรรมการสหพันธ์แรงงานไม่สามารถทำงานอยู่ต่อไปได้เพราะเหตุที่ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานได้นัดชุมนุม ทำคำร้อง ยื่นข้อเรียกร้อง เจรจา หรือดำเนินการฟ้องร้องหรือเป็นพยาน หรือให้หลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน หรือนายทะเบียน พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานหรือกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามพระราชบัญญัตินี้หรือต่อศาลแรงงาน หรือเพราะเหตุที่ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานกำลังจะกระทำการดังกล่าว

(2) เลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้ลูกจ้างไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ เพราะเหตุที่ลูกจ้างนั้นเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน

(3) ขัดขวางในการที่ลูกจ้างเป็นสมาชิกหรือให้ลูกจ้างออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน หรือให้ หรือตกลงจะให้เงินหรือทรัพย์สินแก่ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของสหภาพแรงงานเพื่อมิให้สมัครหรือรับสมัครลูกจ้างเป็นสมาชิก หรือเพื่อให้ออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน

(4) ขัดขวางการดำเนินการของสหภาพแรงงานหรือสหพันธ์แรงงานหรือขัดขวางการใช้สิทธิของลูกจ้างในการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือ

(5) เข้าแทรกแซงในการดำเนินการของสหภาพแรงงานหรือสหพันธ์แรงงาน โดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย"

ซึ่งหมายความว่า ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ฯลฯ เพราะเหตุที่ลูกจ้างนั้นนัดชุมนุม ทำคำร้อง ยื่นข้อเรียกร้อง เจรจา หรือดำเนินการฟ้องร้อง หรือเป็นพยานหรือให้หลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือมีเหตุใดเหตุหนึ่งใน 5 เหตุที่ระบุไว้ในมาตรา 121 หากนายจ้างกระทำการดังกล่าวก็เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมคดีนี้แม้นายประสงค์จุฑาจะเป็นประธานสหภาพแรงงานและเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการยื่นข้อเรียกร้องตามหนังสือแจ้งข้อเรียกร้องเอกสารหมาย ล.18แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ประกอบกิจการขนส่งเอกสารพัสดุภัณฑ์ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ นายประสงค์จุฑาเป็นพนักงานขับรถส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ภาคพื้นดินของโจทก์ ในวันเกิดเหตุระหว่างเวลา 10 ถึง 11 นาฬิกา นายประสงค์จุฑาได้ดื่มสุรากับนายสุขเกษมที่บ้านของนายสุขเกษม ต่อมานายประสงค์จุฑาได้เข้ามาทำงานที่บริษัทโจทก์โดยอาการหน้าแดงและพูดเสียงดังกว่าปกติแม้ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่านายประสงค์จุฑามึนเมาในขณะทำงานแต่นายประสงค์จุฑาซึ่งมีหน้าที่ขับยานพาหนะเพื่อขนส่งพัสดุภัณฑ์ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือบริษัทโจทก์ในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อนายประสงค์จุฑาดื่มสุราก่อนมาทำงานเพียงไม่นาน ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเข้าใจได้ว่านายประสงค์จุฑามึนเมาสุราในขณะทำงาน จึงเลิกจ้างด้วยเหตุนี้มิใช่เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเนื่องจากการยื่นข้อเรียกร้องซึ่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และศาลแรงงานกลางก็รับฟังข้อเท็จจริงว่า นายประสงค์จุฑาดื่มสุราในวันเกิดเหตุก่อนมาทำงาน แต่วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่านายประสงค์จุฑามึนเมาสุราในขณะทำงาน เป็นการเจือสมข้ออ้างของโจทก์ที่เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาและจำเลยทั้งสิบสองไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบว่าโจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเนื่องจากการยื่นข้อเรียกร้อง การที่นายประสงค์จุฑาร่วมกับพวกยื่นข้อเรียกร้องแล้วจะสันนิษฐานว่าโจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเนื่องจากการยื่นข้อเรียกร้องนั้นไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเมื่อฟังไม่ได้ว่าโจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเนื่องจากเหตุต่าง ๆตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121การเลิกจ้างดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ซึ่งหากนายประสงค์จุฑาเห็นว่าการเลิกจ้างดังกล่าวไม่ถูกต้อง ก็ชอบที่จะเรียกร้องให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างให้รับผิดจ่ายเงินต่าง ๆ ตามสิทธิอันพึงได้ของตนต่อไป ที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการที่โจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 14/2539 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2539 ของจำเลยทั้งสิบสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 121 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทที เอ็น ที เอ็กซเพรส เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายประมูล จันทรจำนง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1695/2544
#98356
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่วินิจฉัยและมีคำสั่งว่าการที่โจทก์เลิกจ้าง ป. เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 ให้โจทก์รับ ป. กลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหาย ศาลแรงงานตั้งเป็นประเด็นว่ามีเหตุจะเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวหรือไม่แต่กลับวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 123 วรรคหนึ่ง แล้วพิพากษายกฟ้อง โดยมิได้วินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 หรือไม่ เป็นการวินิจฉัยปรับบทกฎหมายไม่ตรงกับคำฟ้องและประเด็นแห่งคดีที่กำหนดไว้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ประกอบกิจการขนส่งเอกสารพัสดุภัณฑ์ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ป. เป็นพนักงานขับรถส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ภาคพื้นดินของโจทก์ได้ดื่มสุรากับ ส. ที่บ้านของ ส. ต่อมา ป. เข้าทำงานที่บริษัทโจทก์โดยอาการหน้าแดงและพูดเสียงดังกว่าปกติ แต่ ป. มีหน้าที่ขับยานพาหนะอาจจะก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือบริษัทโจทก์ในการปฏิบัติหน้าที่ได้ แม้ฟังไม่ได้ว่า ป. มึนเมาในขณะทำงาน แต่เมื่อ ป. ดื่มสุราก่อนมาทำงาน เพียงไม่นาน ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเข้าใจได้ว่า ป. มึนเมาสุรา โจทก์เลิกจ้าง ป. ด้วยเหตุนี้ มิใช่โจทก์เลิกจ้าง ป. เนื่องจากเหตุต่าง ๆ ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 จึงมิใช่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ที่ ๑๔/๒๕๓๙ ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๙ ของจำเลยทั้งสิบสองและพิพากษาว่า การที่โจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาไม่เป็นการกระทำ อันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ หากศาลเห็นว่าไม่สมควรเพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสอง ขอให้แก้คำสั่งดังกล่าวโดยลดค่าเสียหายลงตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร

จำเลยทั้งสิบสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๓๙ ระหว่างเวลา ๑๐ ถึง ๑๑ นาฬิกา นายประสงค์จุฑาได้ดื่มสุรากับนายสุขเกษมที่บ้านของนายสุขเกษม ต่อมานายประสงค์จุฑาได้เข้าทำงานที่บริษัทโจทก์ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายประสงค์จุฑามีอาการมึนเมาหรือขาดสติหรือก่อความเสียหายจากการดื่มสุราก่อนเข้าทำงาน เพียงแต่นายประสงค์จุฑามีอาการหน้าแดงและพูดเสียงดังกว่าปกตินั้น ยังไม่อาจฟังว่านายประสงค์จุฑามึนเมาสุราในขณะทำงาน การที่โจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑา ประธานสหภาพแรงงาน ที เอ็น ที และเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการยื่นข้อเรียกร้อง จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๓ วรรคหนึ่ง และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กำหนดค่าเสียหายถูกต้องเป็นธรรมแล้ว กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ที่ ๑๔/๒๕๓๙ ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๙ ของจำเลยทั้งสิบสอง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาข้ออุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การที่โจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ แต่ศาลแรงงานกลางกลับพิพากษาว่าการที่โจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๓ เป็นการปรับบทกฎหมายผิดและเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่ง คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ ๑๔/๒๕๓๙ ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๙ ที่วินิจฉัยและมีคำสั่งว่าการที่โจทก์เลิกจ้าง นายประสงค์จุฑา เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ ให้โจทก์รับ นายประสงค์จุฑากลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหาย ซึ่งศาลแรงงานกลางได้ตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทว่ามีเหตุจะเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวหรือไม่ แต่ศาลแรงงานกลางกลับวินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์ที่เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๓ วรรคหนึ่ง แล้วพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ ตามที่โจทก์ฟ้อง และศาลแรงงานกลางตั้งประเด็นไว้หรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยปรับบทกฎหมายไม่ตรงกับคำฟ้องของโจทก์ และประเด็นแห่งคดีที่กำหนดไว้ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย สำหรับข้ออุทธรณ์ของโจทก์ ที่ว่าโจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมนั้น จะต้องพิเคราะห์ถึงมูลเหตุตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ แต่ศาลแรงงานกลางมิได้พิจารณาถึงมูลเหตุดังกล่าว กลับพิจารณาเพียงว่านายประสงค์จุฑา เป็นผู้เกี่ยวข้องกับการยื่นข้อเรียกร้อง แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ ซึ่งหมายความว่า ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ฯลฯ เพราะเหตุที่ลูกจ้างนั้นนัดชุมนุม ทำคำร้อง ยื่นข้อเรียกร้องเจรจา หรือดำเนินการฟ้องร้อง หรือเป็นพยานหรือให้หลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นสมาชิก สหภาพแรงงาน หรือมีเหตุใดเหตุหนึ่งใน ๕ เหตุที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๒๑ หากนายจ้างกระทำการดังกล่าวก็เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม คดีนี้แม้นายประสงค์จุฑาจะเป็นประธานสหภาพแรงงานและเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการยื่นข้อเรียกร้อง แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการขนส่งเอกสารพัสดุภัณฑ์ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ นายประสงค์จุฑาเป็นพนักงานขับรถส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ภาคพื้นดินของโจทก์ ในวันเกิดเหตุนายประสงค์จุฑา ได้ดื่มสุรากับนายสุขเกษมที่บ้านของนายสุขเกษม ต่อมานายประสงค์จุฑาได้เข้ามาทำงานที่บริษัทโจทก์โดยอาการ หน้าแดงและพูดเสียงดังกว่าปกติ แม้ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่านายประสงค์จุฑามึนเมาในขณะทำงาน แต่นายประสงค์จุฑา ซึ่งมีหน้าที่ขับยานพาหนะเพื่อขนส่งพัสดุภัณฑ์ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือบริษัทโจทก์ ในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อนายประสงค์จุฑาดื่มสุราก่อนมาทำงานเพียงไม่นานย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเข้าใจได้ว่านายประสงค์จุฑามึนเมาสุราในขณะทำงาน จึงเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุนี้ มิใช่เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเนื่องจากการยื่น ข้อเรียกร้องและเมื่อฟังไม่ได้ว่าโจทก์เลิกจ้างนายประสงค์จุฑาเนื่องจากเหตุต่าง ๆ ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ การเลิกจ้างดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ ๑๔/๒๕๓๙ ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๙ ของจำเลยทั้งสิบสอง .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 243
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 121 ม. 123
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 39 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ที เอ็น ที เอ็กซเพรส เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายประมูล จันทรจำนง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประภัทรพงษ์ ฉายสิว
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1694/2544
#40538
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าตรวจรักษาคนไข้ที่แพทย์ของโรงพยาบาลโจทก์รวมทั้งจำเลยร่วมได้รับ เป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยร่วมตามข้อตกลงในสัญญาจ้าง มีลักษณะเป็นเงินที่คนไข้จ่ายให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษาโดยโจทก์รับไว้แทนแล้วจ่ายคืนให้แก่แพทย์ในภายหลังโดยหักเงินไว้ส่วนหนึ่ง จึงมิใช่เงินของนายจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทน การทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จึงมิใช่ค่าจ้างไม่ต้องนำไปเป็นฐานเพื่อคำนวณค่าชดเชยให้แก่จำเลยร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานตรวจแรงงานตามกฎหมายเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2541 โจทก์ได้เลิกจ้างนายปรีชา อยู่ประเสริฐลูกจ้างโจทก์ ด้วยเหตุเกษียณอายุ ต่อมานายปรีชาได้ยื่นคำร้องทุกข์ต่อจำเลยว่าโจทก์จ่ายค่าชดเชยไม่ถูกต้องครบถ้วน วันที่ 12 มีนาคม2542 จำเลยมีคำสั่งที่ 36/2542 ว่าเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ที่นายปรีชาได้รับจากโจทก์เป็นเงินที่นายจ้างเรียกเก็บจากคนไข้โดยออกใบเสร็จในนามนายจ้างแล้วจ่ายให้แก่ลูกจ้างตามสัดส่วนที่ได้ตกลงกันมูลเหตุที่จ่ายเงินดังกล่าวเนื่องจากการปฏิบัติงานตรวจรักษาคนไข้จึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานของลูกจ้างอีกส่วนหนึ่งตามผลงานที่ลูกจ้างได้ทำนอกเหนือจากเงินเดือน เงินดังกล่าวจึงเป็นค่าจ้าง เมื่อโจทก์เลิกจ้างจึงต้องนำมาคิดคำนวณเป็นค่าชดเชยด้วย คำสั่งของจำเลยดังกล่าวไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพราะเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ ค่าผ่าตัด แพทย์เจ้าของไข้จะเป็นผู้กำหนดตามลักษณะอาการของโรคแต่ละราย มิใช่เงินที่โจทก์เรียกเก็บตามที่จำเลยวินิจฉัยซึ่งแต่ละครั้งมีจำนวนไม่เท่ากันและให้โรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บเงินจากคนไข้แทน แล้วโรงพยาบาลจึงจะจ่ายให้แก่แพทย์อันเป็นรายได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระของแพทย์ การที่จำเลยสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่นายปรีชาอีกจำนวน 1,430,482 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน2541 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 36/2542 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2542

จำเลยให้การว่า เงินค่าตรวจรักษาคนไข้ซึ่งนายปรีชาอยู่ประเสริฐ ได้รับเป็นเงินอันเกิดจากการทำงานที่นายปรีชาทำให้แก่โจทก์ การกำหนดค่ารักษาก็คิดตามบัญชีที่โจทก์กำหนดเงินค่าตรวจรักษาดังกล่าวจึงเป็นเงินที่นายจ้างให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงาน ถือได้ว่าเป็นค่าจ้างด้วย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเรียกนายปรีชาอยู่ประเสริฐ เข้าเป็นจำเลยร่วม

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการโรงพยาบาลจำเลยร่วมเข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2530 ครั้งสุดท้ายทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารฝ่ายแพทย์ ได้รับเงินเดือน เดือนละ 114,760 บาท กำหนดจ่ายทุกวันสิ้นเดือนนอกจากนี้จำเลยร่วมยังมีรายได้จากเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ที่จำเลยร่วมปฏิบัติงานเป็นแพทย์ทำการตรวจรักษาคนไข้หลังจากที่โจทก์ได้หักค่าใช้จ่ายไว้ส่วนหนึ่งตามข้อตกลง โจทก์กำหนดจ่ายเงินค่าตรวจรักษาคนไข้แก่จำเลยร่วมรวมถึงแพทย์คนอื่นของโรงพยาบาลโจทก์ทุกวันที่ 10 และ 25 ของเดือนถัดไป เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม2541 โจทก์ได้เลิกจ้างจำเลยร่วมด้วยเหตุเกษียณอายุ(มีอายุครบ 55 ปี) และจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างซึ่งเป็นเงินเดือนสุดท้ายสามร้อยวันเป็นเงินจำนวน 1,147,600 บาทแก่จำเลยร่วม หลังจากนั้นจำเลยร่วมไปร้องทุกข์ต่อจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานว่าโจทก์จ่ายค่าชดเชยไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยมิได้นำเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ที่จำเลยร่วมได้รับอันเป็นค่าจ้างตามผลงานในระยะเวลาสามร้อยวันสุดท้ายก่อนเลิกจ้างมาคำนวณจ่ายค่าชดเชยด้วย จำเลยได้สอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำวินิจฉัยว่า เงินค่าตรวจรักษาคนไข้ที่จำเลยร่วมได้รับจากโจทก์เป็นเงินที่โจทก์จ่ายตอบแทนการทำงานอีกส่วนหนึ่งตามผลงานที่จำเลยร่วมทำได้นอกเหนือจากเงินเดือนจึงเป็นค่าจ้างต้องนำมาคำนวณเป็นค่าชดเชยด้วย จึงมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยอีกจำนวน 1,430,482 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่จำเลยร่วมแล้ววินิจฉัยว่า เงินค่าตรวจรักษาคนไข้ที่จำเลยร่วมได้รับจากโจทก์เป็นค่าจ้าง โจทก์ต้องนำไปเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยให้แก่จำเลยร่วมอีกส่วนหนึ่งด้วย คำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินค่าตรวจรักษาคนไข้ที่จำเลยร่วมได้รับจากโจทก์เป็นค่าจ้างซึ่งต้องนำไปเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยให้แก่จำเลยร่วมหรือไม่ และคำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่นหรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุด และวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้"ค่าจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงมีสาระสำคัญ 3 ประการคือ ประการแรก ค่าจ้างต้องเป็นเงินที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงจ่ายกันตามสัญญาจ้าง ประการที่สอง เงินที่จ่ายดังกล่าวนายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงานประการที่สาม เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ที่แพทย์ของโรงพยาบาลโจทก์รวมทั้งจำเลยร่วมได้รับเป็นเงินจากการที่แพทย์แต่ละคนใช้ดุลพินิจกำหนดขึ้นในการตรวจรักษาคนไข้แต่ละราย ได้แก่ ค่าตรวจวินิจฉัยโรค ค่าผ่าตัดและค่าเยี่ยมไข้ เป็นต้น ทั้งนี้โจทก์ได้กำหนดอัตราค่าตรวจรักษาคนไข้ไว้เพื่อให้แพทย์ถือปฏิบัติเป็นแนวเดียวกัน เมื่อแพทย์กำหนดค่าตรวจรักษาคนไข้ไว้แล้ว เจ้าหน้าที่การเงินของโจทก์จะเป็นผู้เก็บเงินค่าตรวจรักษาคนไข้พร้อมกับค่ายา ค่าเวชภัณฑ์และอื่น ๆ จากคนไข้ในคราวเดียวกัน โดยออกใบเสร็จรับเงินในนามของโจทก์ให้แก่คนไข้ แล้วโจทก์จ่ายเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ดังกล่าวให้แก่แพทย์ในภายหลัง ทุกวันที่ 10 และวันที่ 25ของแต่ละเดือน โดยโจทก์หักเงินไว้ส่วนหนึ่งคิดเป็นร้อยละจากจำนวนเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ตามที่ตกลงกัน เห็นว่าแม้เงินค่าตรวจรักษาคนไข้จะเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยร่วมตามข้อตกลงในสัญญาจ้างตามหลักเกณฑ์ประการแรก แต่เงินดังกล่าวมีลักษณะเป็นเงินที่คนไข้จ่ายให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษาคนไข้โดยให้โจทก์รับไว้แทน แล้วจ่ายคืนให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษาคนไข้ในภายหลังโดยหักเงินไว้ส่วนหนึ่ง จึงมิใช่เงินของนายจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงานตามหลักเกณฑ์ประการที่สอง และมิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ตามหลักเกณฑ์ประการที่สาม จึงมิใช่ค่าจ้าง ไม่ต้องนำไปเป็นฐานเพื่อคำนวณค่าชดเชยให้แก่จำเลยร่วม ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวเป็นค่าจ้าง คำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนและพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งที่ 36/2542 ลงวันที่ 12มีนาคม 2542 ของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรงพยาบาลเอกชล จำกัด (มหาชน
จำเลย — นายไพฑูรย์ ไตรธนสมบัติ
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — นายปรีชา อยู่ประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1694/2544
#98608
เปิดฉบับเต็ม

ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 มีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรก ค่าจ้างต้องเป็นเงินที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงจ่ายกันตามสัญญาจ้าง ประการที่สอง เงินที่จ่ายดังกล่าวนายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงาน ประการที่สาม เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

เงินค่าตรวจรักษาคนไข้ตามข้อตกลงในสัญญาจ้าง มีลักษณะเป็นเงินที่คนไข้จ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นแพทย์ ที่ตรวจรักษาคนไข้โดยให้นายจ้างรับไว้แทนแล้วจ่ายคืนให้แก่ลูกจ้างที่ตรวจรักษาคนไข้ในภายหลังโดยหักเงินไว้ส่วนหนึ่ง มิใช่เงินของนายจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จึงมิใช่ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓๖/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๒

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเรียกนายปรีชา อยู่ประเสริฐ เข้าเป็นจำเลยร่วม

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินค่าตรวจรักษาคนไข้ที่จำเลยร่วมได้รับจากโจทก์เป็นค่าจ้างซึ่งต้องนำไปเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยให้แก่จำเลยร่วมหรือไม่ และคำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ บัญญัติว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานและให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ ค่าจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงมีสาระสำคัญ ๓ ประการ คือ ประการแรก ค่าจ้างต้องเป็นเงินที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงจ่ายกันตามสัญญาจ้าง ประการที่สอง เงินที่จ่ายดังกล่าวนายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงาน ประการที่สาม เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เงินค่าตรวจรักษาคนไข้ที่แพทย์ของโรงพยาบาลโจทก์รวมทั้งจำเลยร่วมได้รับ เป็นเงินจากการที่แพทย์แต่ละคนใช้ดุลพินิจกำหนดขึ้นในการตรวจรักษาคนไข้แต่ละรายได้แก่ ค่าตรวจวินิจฉัยโรค ค่าผ่าตัด และค่าเยี่ยมไข้ เป็นต้น ทั้งนี้โจทก์ได้กำหนดอัตราค่าตรวจรักษาคนไข้ไว้เพื่อให้แพทย์ถือปฏิบัติเป็นแนวเดียวกัน เมื่อแพทย์กำหนดค่าตรวจรักษาคนไข้ไว้แล้ว เจ้าหน้าที่การเงินของโจทก์จะเป็นผู้เก็บเงินค่าตรวจรักษาคนไข้พร้อมกับค่ายา ค่าเวชภัณฑ์และอื่น ๆ จากคนไข้ในคราวเดียวกัน โดยออกใบเสร็จรับเงินในนามของโจทก์ให้แก่คนไข้ แล้วโจทก์จ่ายเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ดังกล่าวให้แก่แพทย์ในภายหลัง ทุกวันที่ ๑๐ และวันที่ ๒๕ ของแต่ละเดือน โดยโจทก์หักเงินไว้ส่วนหนึ่งคิดเป็นร้อยละจากจำนวนเงินค่าตรวจรักษาคนไข้ตามที่ตกลงกัน เห็นว่า แม้เงินค่าตรวจรักษาคนไข้จะเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยร่วมตามข้อตกลงในสัญญาจ้างตามหลักเกณฑ์ประการแรก แต่เงินดังกล่าวมีลักษณะเป็นเงินที่คนไข้จ่ายให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษาคนไข้โดยให้โจทก์รับไว้แทน แล้วจ่ายคืนให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษาคนไข้ในภายหลังโดยหักเงินไว้ส่วนหนึ่ง จึงมิใช่เงินของนายจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงานตามหลักเกณฑ์ประการที่สอง และมิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ตามหลักเกณฑ์ประการที่สาม จึงมิใช่ค่าจ้าง ไม่ต้องนำไปเป็นฐานเพื่อคำนวณค่าชดเชยให้แก่จำเลยร่วม ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวเป็นค่าจ้าง คำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนและพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งที่ ๓๖/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๒ ของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรงพยาบาลเอกชล จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายไพฑูรย์ ไตรธนสมบัติ
จำเลยร่วม — นายปรีชา อยู่ประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนิรัตน์ จันทพัฒน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1688/2544
#41091
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครองเพื่อขายตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ มาตรา 16 วรรคหนึ่ง,90 ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ มาตรา 62 วรรคหนึ่ง,106 วรรคสอง ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก8 เดือน แม้จะเป็นการแก้ไขมาก แต่มิได้เป็นการเพิ่มเติมโทษจำคุกจำเลย เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน2 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219

เรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่การที่จำเลยอ้างว่าการสอบสวนไม่ชอบเนื่องจากพนักงานอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีแล้ว พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจที่จะสอบสวนโดยการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลยอีก ซึ่งจะเป็นจริงตามที่จำเลยอ้างหรือไม่จะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวนจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองของจำเลยเพื่อขาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ มาตรา 16และ 90 ซึ่งความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 62 วรรคหนึ่งและ 106 วรรคสอง อยู่ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลย ในความผิดฐานมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งมีบทเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายได้

กรณีที่จะริบวัตถุออกฤทธิ์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ มาตรา 116นั้น ต้องเป็นกรณีที่มีการลงโทษตามมาตรา 89,90,99,100 หรือ 101 หากมิได้ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าวก็ไม่อาจริบวัตถุออกฤทธิ์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขได้ แต่วัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวหากผู้ใดมีไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตเป็นความผิดจึงต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 16,90, 116 ริบของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง,90 จำคุก 3 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ริบของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคสอง จำคุก 1 ปี ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครองเพื่อขายตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 90 ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคสอง ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก 8 เดือน แม้จะเป็นการแก้ไขมาก แต่มิได้เป็นการเพิ่มเติมโทษจำคุกจำเลย เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่จำเลยฎีกาว่า ตามเอกสารหมาย ล.3 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรีได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนมาให้พิจารณาสั่งฟ้อง จึงต้องห้ามมิให้มีการสอบสวนจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกเว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษจำเลยได้ ผลการตรวจพิสูจน์ของกลางที่ยึดได้ที่บ้านจำเลยไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษจำเลยได้แต่อย่างใด พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนโดยแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมว่าจำเลยมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4ไว้ในครอบครองเพื่อขายอีก การแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลยจึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าแม้เรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่การที่จำเลยอ้างว่าการสอบสวนไม่ชอบ เนื่องจากพนักงานอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีแล้ว พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจที่จะสอบสวนโดยการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลยอีก ซึ่งจะเป็นจริงตามที่จำเลยอ้างหรือไม่จะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยเพียงว่าศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง และ 106 วรรคสอง โดยโจทก์ไม่มีคำขอท้ายฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองของจำเลยเพื่อขาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 16 และ 90ซึ่งความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง และ 106 วรรคสองอยู่ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่างซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครอง ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีบทลงโทษเบากว่า ตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง วัตถุออกฤทธิ์ที่จะริบให้แก่กระทรวงสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 116 นั้น ต้องเป็นกรณีที่มีการลงโทษตามมาตรา 89 มาตรา 90 มาตรา 99 มาตรา 100 หรือมาตรา 101 เมื่อคดีนี้มิได้ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าว จึงไม่อาจริบเฟนโพรพอเรกซ์ของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุขได้ แต่วัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวผู้ใดมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ให้ริบเสียทั้งสิ้น ดังนี้ ศาลย่อมมีอำนาจริบเฟนโพรพอเรกซ์ของกลางได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเฟนโพรพอเรกซ์ของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 219
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 16 ม. 62 ม. 90 ม. 106
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นาย ไพโรจน์ ศรีลา
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1688/2544
#67174
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครองเพื่อขายตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 90 ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคสอง ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก 8 เดือน แม้จะเป็นการแก้ไขมาก แต่มิได้เป็นการเพิ่มเติมโทษจำคุกจำเลย เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219

แม้เรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่การที่จำเลยฎีกาอ้างว่าการสอบสวนไม่ชอบ เนื่องจากพนักงานอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีแล้ว พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนโดยการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม แก่จำเลยอีก ซึ่งจะเป็นจริงตามที่จำเลยอ้างหรือไม่จะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวน ฎีกาข้อนี้ของจำเลย จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองของจำเลยเพื่อขาย ขอให้ ลงโทษตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 16 และ 90 ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง และ 106 วรรคสอง อยู่ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครอง ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้ายได้

วัตถุออกฤทธิ์ที่จะริบให้แก่กระทรวงสาธารณสุขตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 116 ต้องเป็นกรณีที่มีการลงโทษตามมาตรา 89 มาตรา 90 มาตรา 99 มาตรา 100 หรือมาตรา 101 ศาลมิได้ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าว จึงไม่อาจริบเฟนโพรพอเรกซ์ของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุขได้ แต่วัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวผู้ใดมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดซึ่งตาม ป.อ. มาตรา 32 ให้ริบเสียทั้งสิ้น ดังนี้ ศาลย่อมมีอำนาจริบเฟนโพรพอเรกซ์ของกลางได้ตาม ป.อ. มาตรา 32

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๐ เวลากลางวัน จำเลยมีเฟนโพรพอเรกซ์อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ ในประเภท ๔ จำนวน ๑,๑๗๖ เม็ด น้ำหนัก ๑๓๕.๗๐๐ กรัม ไว้ในครอบครองของจำเลยเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเฟนโพรพอเรกซ์ดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุ ที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔, ๖, ๑๖, ๙๐, ๑๑๖ ริบของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง, ๙๐ จำคุก ๓ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก ๒ ปี ริบของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง, ๑๐๖ วรรคสอง จำคุก ๑ ปี ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม คงจำคุก ๘ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๔ ไว้ในครอบครอง เพื่อขายตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง, ๙๐ ลดโทษให้หนึ่งในสาม แล้วคงจำคุก ๒ ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๔ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง, ๑๐๖ วรรคสอง ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก ๘ เดือน แม้จะเป็นการแก้ไขมาก แต่มิได้เป็นการเพิ่มเติมโทษจำคุกจำเลย เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๒ ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ ที่จำเลยฎีกาว่า ตามเอกสารหมาย ล. ๓ พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี ได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามที่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนมาให้พิจารณาสั่งฟ้อง จึงต้องห้าม มิให้มีการสอบสวนจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาล ลงโทษจำเลยได้ ผลการตรวจพิสูจน์ของกลางที่ยึดได้ที่บ้านจำเลยไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะ ทำให้ศาลลงโทษจำเลยได้แต่อย่างใด พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนโดยแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมว่าจำเลย มีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๔ ไว้ในครอบครองเพื่อขายอีก การแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลย จึงเป็นการสอบสวน ที่ไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้เรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่การที่จำเลยอ้างว่า การสอบสวนไม่ชอบเนื่องจากพนักงานอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีแล้ว พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจที่จะสอบสวน โดยการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลยอีก ซึ่งจะเป็นจริงตามที่จำเลยอ้างหรือไม่จะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐาน ในสำนวน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยมานั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกา ไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยเพียงว่า ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเฟนโพรพอเรกซ์ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง และ ๑๐๖ วรรคสอง โดยโจทก์ไม่มีคำขอท้ายฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองของจำเลยเพื่อขาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๖ และ ๙๐ ซึ่งความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองโดย ไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง และ ๑๐๖ วรรคสอง อยู่ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ใน ครอบครอง ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีบทลงโทษเบากว่า ตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้ายได้

อนึ่ง วัตถุออกฤทธิ์ที่จะริบให้แก่กระทรวงสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๑๖ นั้น ต้องเป็นกรณีที่มีการลงโทษตามมาตรา ๘๙ มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๙ มาตรา ๑๐๐ หรือมาตรา ๑๐๑ เมื่อคดีนี้มิได้ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าว จึงไม่อาจริบเฟนโพรพอเรกซ์ของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุขได้ แต่วัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวผู้ใดมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ ให้ริบเสียทั้งสิ้น ดังนี้ ศาลย่อมมีอำนาจริบเฟนโพรพอเรกซ์ของกลางได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเฟนโพรพอเรกซ์ของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 147 ม. 192 วรรคท้าย ม. 195 วรรคสอง ม. 219
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 16 ม. 62 วรรคหนึ่ง ม. 90 ม. 106 วรรคสอง ม. 116
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายไพโรจน์ ศรีลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลมีนบุรี — นายพรหมมาศ ภู่แส
ศาลอุทธรณ์ — นางพฤษภา พนมยันตร์
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1682/2544
#36456
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 6และมาตรา 8(1) ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษประกาศให้ยาเสพติดให้โทษชื่อใดอยู่ในประเภทใดได้ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ ประกาศให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงมีผลใช้บังคับได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 6 เช่นกฎหมายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 จำนวน2 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 0.18 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 120 บาทขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 และคืนเงินที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน คืนเงินที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539)ที่ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 135 ดังกล่าว โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 8(1) แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522ซึ่งให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษประกาศให้ยาเสพติดให้โทษชื่อใดอยู่ในประเภทใดได้ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษประกาศให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วจึงมีผลใช้บังคับได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 6 เช่นกฎหมาย ดังนั้น ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135ที่ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จึงชอบด้วยกฎหมายใช้บังคับได้ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 6 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นาง หวิง มะโนวรณ์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1682/2544
#69471
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 6 และมาตรา 8 (1) ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษประกาศให้ยาเสพติดให้โทษชื่อใดอยู่ในประเภทใดได้ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษประกาศให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) และได้ประกาศในราชกิจจานุเบิกษาแล้ว จึงมีผลใช้บังคับได้ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 6 เช่นกฎหมาย ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 และคืนเงินที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษา จำคุก 2 ปี 6 เดือน คืนเงินที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) ที่ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศให้เมทแอมเฟตามีน เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 ดังกล่าว โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 8 (1) แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุม ยาเสพติดให้โทษประกาศให้ยาเสพติดให้โทษชื่อใดอยู่ในประเภทใดได้ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ ประกาศให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบิกษาแล้ว จึงมีผลใช้บังคับได้ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 6 เช่นกฎหมาย ดังนั้น ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 ที่ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จึงชอบด้วยกฎหมายใช้บังคับได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 6 ม. 8 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นางหวิง มะโนวรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายบุรฉัตร ปราโมช
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเฉลิมชัย ตันตยานนท์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1672 -ที่ 1674/2544
#99030
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสามและตั้งผู้ทำแผน ต่อมาผู้ทำแผนยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขออนุญาตเบิกจ่ายเงินของลูกหนี้ทั้งสามเพื่อชำระค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผน ศาลแพ่งมีคำสั่งอนุญาต ต่อมามีการโอนสำนวนไปยังศาลล้มละลายกลางและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของศาลแพ่ง ผู้ทำแผนจึงยื่นคำร้องขอเบิกจ่ายค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายส่วนที่ค้างต่อศาลล้มละลายกลาง ศาลล้มละลายกลางสั่งยกคำร้อง ผู้ทำแผนจึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งโดยขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ผู้ทำแผนเบิกจ่ายค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายจากบัญชีของลูกหนี้ทั้งสามได้ เมื่อปรากฏว่าภายหลังจากที่ผู้ทำแผนยื่นอุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสามโดยกำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้กำหนดค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีล้มละลายหรือคดีฟื้นฟูกิจการโดยหักจากเงินในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนดค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายให้ผู้ทำแผนแล้วโดยผู้ทำแผนมิได้โต้แย้งคัดค้านแต่ประการใด เท่ากับว่าผู้ทำแผนสามารถเบิกจ่ายค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้อยู่แล้วตามคำสั่งศาลดังกล่าว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ทำแผนอีกต่อไป ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องขอทั้งห้าร่วมกันยื่นคำร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสามต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสามและตั้งบริษัทเซ้าท์ สาธร แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ผู้ทำแผนได้เข้าดำเนินการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสาม และกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้ทั้งสามสามารถดำเนินต่อไปได้ รวมทั้งได้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสามยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ระหว่างพิจารณาก่อนกำหนดนัดพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสาม ผู้ทำแผนยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีในขณะนั้นขออนุญาตเบิกจ่ายเงินของลูกหนี้ทั้งสามเพื่อชำระค่าวิชาชีพ ค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนและที่ปรึกษากฎหมาย ศาลแพ่งมีคำสั่งว่า ค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกิดจากการที่ผู้ทำแผนดำเนินการจัดทำแผนเพื่อฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสามให้สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้ดำเนินไปได้ ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (9) และกรณีมีความจำเป็นที่ผู้ทำแผนจะต้องเบิกจ่ายเพื่อนำไปใช้ในระหว่างที่มีการจัดทำแผนดังกล่าว อนุญาตให้ผู้ทำแผนเบิกเงินค่าวิชาชีพ ค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนและที่ปรึกษากฎหมายได้ในอัตราร้อยละ 30 ของจำนวนเงินค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ส่วนค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ที่จะต้องไปขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ

ต่อมาวันที่ 21 และ 30 กันยายน 2542 ผู้ทำแผนได้ยื่นคำร้องขอเบิกจ่ายค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายส่วนที่ยังค้างจ่ายต่อศาลล้มละลายกลางซึ่งรับโอนสำนวนคดีจากศาลแพ่ง เพราะที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติไม่ยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการ

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2542 ว่า ค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายหรือคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสาม เพื่อให้กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายหรือคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสามสามารถดำเนินไปตามกระบวนการที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ มิใช่การกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้ทั้งสามสามารถดำเนินต่อไปได้ และมิใช่การจำหน่าย จ่าย โอน ให้เช่า ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใด ๆ ซึ่งก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินอันศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (9) ได้ ประกอบกับไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจแก่ศาลที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้เบิกจ่ายตามที่ผู้ทำแผนร้องขอมาได้ จึงให้ยกคำร้องและมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2542 แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสาม โดยให้ลูกหนี้ตามที่ผู้ร้องขอยื่นคำร้องขอมาในแต่ละคดี ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่ผู้ร้องขอในแต่ละคดี โดยให้หักจากเงินในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในแต่ละคดีก่อนที่จะมีการสั่งให้รวมพิจารณา สำหรับค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้กำหนดให้ในแต่ละคดีเช่นกัน สำหรับค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายดังกล่าวเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายหรือคดีฟื้นฟูกิจการ จึงเป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าว ซึ่งหักจากเงินในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมสำหรับคดีนี้ จึงให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้พิจารณากำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของผู้ทำแผน เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดแล้ว หากกรณีทำให้บุคคลใดได้รับความเสียหายก็สามารถใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 146 ต่อไปได้

ผู้ทำแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 24 โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ผู้ทำแผนอุทธรณ์คำสั่งศาลล้มละลายกลางลงวันที่ 1 ตุลาคม 2542 ที่ให้ยกคำร้องขอเบิกจ่ายค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนฉบับลงวันที่ 21 และ 30 กันยายน 2542 โดยขอให้ศาลฎีกาพิพากษาว่า ค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสาม เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้ทั้งสามสามารถดำเนินต่อไปได้ และอนุญาตให้ผู้ทำแผนเบิกจ่ายค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายจากบัญชีของลูกหนี้ทั้งสามได้ ผลตามคำขอในอุทธรณ์ของผู้ทำแผนย่อมมีประการเดียวคือ ให้ผู้ทำแผนมีสิทธิเบิกจ่ายค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายจากบัญชีของลูกหนี้ทั้งสาม เมื่อปรากฏตามรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 ว่า หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2542 ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายให้ผู้ทำแผน ผู้ทำแผนได้ยื่นคำขอเบิกจ่ายค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายเมื่อวันที่ 27 และ 28 ตุลาคม 2542 และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนดค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายให้ผู้ทำแผน และกำหนดค่าทนายความในชั้นศาลรวม 3 คดี เป็นเงิน 9,000 บาท แล้ว โดยผู้ทำแผนมิได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลางให้ผู้ทำแผน เท่ากับว่าผู้ทำแผนสามารถเบิกจ่ายค่าวิชาชีพและค่าใช้จ่ายได้ตามคำขอในอุทธรณ์ของผู้ทำแผนแล้ว กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ทำแผนอีกต่อไป

ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ลูกหนี้ — บริษัทน้ำตาลไทยเอกลักษณ์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายไกรสร บารมีอวยชัย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
พิชัย เตโชพิทยากูล
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1658/2544
#99031
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้อุทธรณ์ฎีกาแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งทำให้คำพิพากษานี้มีผลเป็นที่สุดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และศาลฎีกามีอำนาจชี้ขาดให้คำพิพากษานี้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องให้ดุลพินิจศาล มิใช่บทบังคับศาลแต่อย่างใด และในคดีนี้เห็นไม่สมควรชี้ขาดให้คำพิพากษานี้มีผลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าจ้างและดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,488,681 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,295,210 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,295,210 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539) ต้องไม่เกิน 193,471 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างให้โจทก์ก่อสร้างอาคารสี่ชั้นบนที่ดินของบุตรของจำเลยที่ 2 รวมค่าวัสดุและค่าแรงงานเป็นเงิน 3,145,210 บาท โดยมิได้ทำสัญญาไว้เป็นหนังสือ มีการชำระเงินค่าจ้างไปแล้วจำนวน 1,850,000 บาท คงค้างชำระอยู่อีก 1,295,210 บาท?ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์สร้างบ้านเสร็จและส่งมอบบ้านให้แก่จำเลยทั้งสองในเดือนธันวาคม 2536 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 เป็นเวลาเกิน 2 ปี นับแต่วันที่ทำงานเสร็จ คดีโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง แม้หนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้อุทธรณ์ฏีกาแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งทำให้คำพิพากษานี้มีผลเป็นที่สุดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และ ศาลฎีกามีอำนาจชี้ขาดให้คำพิพากษานี้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ก็ตาม ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องให้ดุลพินิจศาล มิใช่บทบังคับศาลแต่อย่างใด และในกรณีนี้เห็นไม่สมควรชี้ขาดให้คำพิพากษานี้มีผลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้เฉพาะค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันต์ ภู่พงศ์พันธ์
จำเลย — นายสมควร จารุศังข์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทวีป ตันสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ งามสันติกุล
ชื่อองค์คณะ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1656/2544
#91315
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยมาเหมาะสมแก่พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยแล้วหรือไม่ แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ที่บัญญัติให้ศาลลงโทษ จำเลยตามสภาพความผิด ประกอบด้วยมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91, 300 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157 พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 6, 59

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 59 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 สำหรับความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสนั้น เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุก 3 เดือน และความผิดฐานใช้รถที่ยังมิได้จดทะเบียน ลงโทษปรับ 2,000 บาท รวมเป็นจำคุก 3 เดือน และปรับ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยนำรถจักรยานยนต์ที่ยังมิได้จดทะเบียนมาใช้แล้วเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กาฬสินธุ์ ข - 9160 ที่นายภูหรือพู บุญโชติ ผู้เสียหายขับ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่ โจทก์มีนายภูหรือพู บุญโชติ ผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะที่ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์จะพ้นสี่แยกก็ถูกรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับมาพุ่งเข้าชนตรงแฮนด์รถด้านขวา จนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายล้มลงและ ผู้เสียหายสลบไป กับมีร้อยตำรวจโทกมลรัตน์ พาน้อย พนักงานสอบสวนเบิกความว่ารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้รับความเสียหายบริเวณล้อหน้า ส่วนรถจักรยานยนต์ของจำเลยได้รับความเสียหายด้านหน้าข้างซ้าย เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ที่จำเลยนำสืบว่า รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายพุ่งเข้าชนรถจักรยานยนต์ของจำเลยบริเวณตะเกียบรถด้านซ้ายนั้นขัดกับสภาพของรถจักรยานยนต์ของจำเลยหลังเกิดเหตุที่ได้รับความเสียหายด้านหน้า และมิได้ล้มลงตรงบริเวณจุดเกิดเหตุ ที่จำเลยฎีกาว่าบริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุมีป้ายจราจรว่าหยุดทั้งสี่ด้านผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ผ่านสี่แยกโดยไม่หยุดรอก่อนเป็นความประมาทของผู้เสียหายนั้น เห็นว่า ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจโทกมลรัตน์ว่า ถนนทั้ง 2 สาย ตรงที่เกิดเหตุเป็นทางเอกทั้งคู่ ดังนั้น เมื่อผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ผ่านสี่แยกก่อน จำเลยซึ่งมาถึงที่หลังจึงต้องเป็นฝ่ายหยุดรถให้รถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับมาผ่านไปก่อน การที่ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ผ่านสี่แยกโดยไม่หยุดรอก่อนแล้วเกิดเหตุขึ้น จึงหาเป็นการกระทำโดยประมาทไม่ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ศาลฎีกาเชื่อว่าเหตุเกิดจากความประมาทของจำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่รถที่จำเลยขับขี่เป็นเพียงรถจักรยานยนต์ สภาพความผิดที่จำเลยกระทำไม่ร้ายแรงนัก ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน สมควรให้โอกาสจำเลยประพฤติตนเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้นไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลย แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบด้วย มาตรา 215 และ 225 แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสให้ลงโทษปรับ 3,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตาม ป.อ. มาตรา 56 มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
พรรณสุวรรณหรือพรรสุวรรณ — นายจรัล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายเนติพันธ์ บุญมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเอกชัย ชินณพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1641/2544
#40537
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีโดยกล่าวอ้างว่า โจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้คัดค้านและขัดขวางการรังวัด แต่เมื่อกลับได้ความว่าโจทก์ได้ขอยกเลิกการรังวัดที่ดินของโจทก์แล้ว โดยให้เหตุผลในบันทึกถ้อยคำของเจ้าพนักงานที่ดินว่า โจทก์กับจำเลยสามารถตกลงแนวเขตกันได้แล้วโดยไม่ติดใจสงสัยค้านแนวเขตด้านที่ติดกัน ดังนั้นข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 ย่อมหมดไป โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องจำเลยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3486เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2536 โจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัด จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 470 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโจทก์ด้านทิศใต้ คัดค้านและขัดขวางการรังวัดโดยไม่ยอมนำชี้และรับรองแนวเขตที่ดิน ขอให้บังคับห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่คัดค้านหรือขัดขวางการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 3486 ของโจทก์ให้จำเลยทั้งสี่รับรองเขตที่ดินในการรังวัดให้โจทก์ ถ้าจำเลยทั้งสี่ไม่ยินยอมให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยไม่เคยคัดค้านการรังวัดการรับรองแนวเขตที่ดินไม่ใช่เป็นหน้าที่ของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับให้รับรองแนวเขตที่ดิน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยทั้งสี่ไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3486ส่วนจำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 470 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ ล.1 ที่ดินทั้ง 2 แปลง ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าพลับ อำเภอสนามจันทร์ (บ้านโพธิ์) จังหวัดฉะเชิงเทราที่ดินของจำเลยทั้งสี่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ โจทก์โดยนายอ่วน เจริญผล ผู้อนุบาล ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทราเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัด 2 ครั้ง คือวันที่ 29 พฤศจิกายน2536 และวันที่ 31 มกราคม 2537 แต่ฝ่ายโจทก์และจำเลยทั้งสี่ไม่สามารถตกลงแนวเขตที่ดินกันได้ จึงเลื่อนการรังวัดไปรายละเอียดตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2537 อันเป็นวันกำหนดทำการรังวัด โจทก์ขอยกเลิกการรังวัดรายละเอียดตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมายจ.7 ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ก็โดยกล่าวอ้างว่า โจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้คัดค้านและขัดขวางการรังวัดที่ดินของโจทก์แต่เมื่อข้อเท็จจริงกลับได้ความจากโจทก์เองว่าโจทก์ได้ขอยกเลิกการรังวัดที่ดินของโจทก์เสียแล้ว โดยให้เหตุผลในบันทึกถ้อยคำว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสี่สามารถตกลงแนวเขตกันได้แล้วโดยไม่ติดใจสงสัยค้านแนวเขตด้านที่ติดกันแต่อย่างใด ดังนั้น ข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55ย่อมหมดไป โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสี่หาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เตือน เจริญผล โดยนาย อ่วน เจริญผล ผู้อนุบาล
จำเลย — นางสาว ศิริวรรณ ฮะสุนทร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1641/2544
#98660
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีโดยกล่าวอ้างว่า โจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้คัดค้านและขัดขวางการรังวัด แต่เมื่อข้อเท็จจริงกลับได้ความว่าโจทก์ได้ขอยกเลิกการรังวัดที่ดิน โดยให้เหตุผล ในบันทึกถ้อยคำของเจ้าพนักงานที่ดินว่า โจทก์กับจำเลยสามารถตกลงแนวเขตกันได้แล้วโดยไม่ติดใจสงสัยค้าน แนวเขตด้านที่ติดกัน ดังนั้น ข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ย่อมหมดไป โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่คัดค้านหรือขัดขวางการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๘๖ ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่รับรองเขตที่ดินในการรังวัดให้โจทก์ ถ้าจำเลยทั้งสี่ไม่ยินยอมให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลที่โจทก์เสียเกินมา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ที่ดินของจำเลยทั้งสี่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ โจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัด ๒ ครั้ง คือวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ และวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๓๗ แต่ฝ่ายโจทก์และจำเลยทั้งสี่ไม่สามารถตกลงแนวเขตที่ดินกันได้ จึงเลื่อนการรังวัดไป ต่อมาวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๓๗ อันเป็นวันกำหนดทำการรังวัด โจทก์ขอยกเลิกการรังวัด การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยกล่าวอ้างว่า โจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้คัดค้านและขัดขวางการรังวัดที่ดินของโจทก์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงกลับได้ความจากโจทก์เองว่า โจทก์ได้ขอยกเลิกการรังวัดที่ดินของโจทก์เสียแล้ว โดยให้เหตุผลในบันทึกถ้อยคำว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสี่สามารถตกลงแนวเขตกันได้แล้วโดยไม่ติดใจสงสัยค้านแนวเขตด้านที่ติดกันแต่อย่างใด ดังนั้น ข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ย่อมหมดไป โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสี่หาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเตือน เจริญผล โดยนายอ่วน เจริญผล ผู้อนุบาล
จำเลย — นางสาวศิริวรรณ ฮะสุนทร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1630/2544
#67129
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำผิด แม้จะปรากฏว่าหลังจากจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเสร็จแล้ว พวกของจำเลยคนหนึ่งที่ร่วมกันมาฉุดผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราซึ่งเข้าข่มขืนกระทำชำเราเป็นคนต่อมาจะไม่สามารถ สอดใส่อวัยวะเพศของตนเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายได้เพราะอวัยวะเพศไม่แข็งตัวก็ตาม แต่การที่พวกของจำเลยพยายามสอดใส่อยู่นาน 10 นาที ก็แสดงให้เห็นเจตนาที่จะรุมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยกับพวกจึงได้ชื่อว่าเป็นการร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๓๙ เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกับพวกที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง อีกคนหนึ่ง ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกาย นายอะกั๊วะ (ไม่มีชื่อสกุล) ผู้เสียหายที่ ๑ และนางน่อมื่อหรืออิมิหรืออิมึ (ไม่มีชื่อสกุล) ผู้เสียหายที่ ๒ โดยใช้ไม้ท่อนยาว ๗๐ เซนติเมตร จำนวน ๑ ท่อน เป็นอาวุธตีประทุษร้ายบริเวณศีรษะของผู้เสียหายที่ ๑ จำนวน ๑ ที และร่วมกันชกต่อย ผู้เสียหายที่ ๒ บริเวณปากจำนวน ๒ ที เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ ได้รับอันตรายแก่กาย และจำเลยกับพวกร่วมกันใช้เศษผ้ากางเกงจำนวน ๒ ชิ้น มัดมือผู้เสียหายที่ ๑ ให้ติดกับเสาไม้ข้างกระท่อมนา อันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังและ ทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และจำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย กับพวก โดยร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำชกต่อยผู้เสียหายที่ ๒ บริเวณท้อง สีข้าง สะโพก และต้นขา จนผู้เสียหายที่ ๒ อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยกับพวกผลัดกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๒ จนสำเร็จความใคร่คนละ ๑ ครั้ง อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง เจ้าพนักงานยึดได้ไม้ท่อนและเศษผ้ากางเกง ๒ ชิ้น ดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๓, ๙๑, ๒๗๖, ๒๙๕, ๓๑๐ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๒๗๖ วรรคสอง, ๒๙๕, ๓๑๐ วรรคแรก เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุก ๑๕ ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุก ๓ เดือน และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น จำคุก ๓ เดือน รวมจำคุก ๑๕ ปี ๖ เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำผิดตามฟ้องของโจทก์ หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนางน่อมื่อผู้เสียหายที่ ๒ เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า เห็นและจำจำเลยได้ว่าเป็นคนร้าย ที่ร่วมกับพวกใช้ไม้ตีศีรษะของนายอะกวั๊ะผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นสามีของผู้เสียหายที่ ๒ แล้วมัดผู้เสียหายที่ ๑ ไว้กับเสา จากนั้นได้พาผู้เสียหายที่ ๒ ขึ้นไปบนห้างไร่อีกแห่งหนึ่งและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๒ จนสำเร็จความใคร่ โดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายที่ ๒ ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้มั่นคงว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำผิด ตามฟ้องของโจทก์ อนึ่ง แม้จะปรากฏว่าหลังจากจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๒ เสร็จแล้ว พวกของจำเลยคนหนึ่งที่ร่วมกันมาฉุดผู้เสียหายที่ ๒ ไปข่มขืนกระทำชำเราซึ่งเข้าข่มขืนกระทำชำเราเป็นคนต่อมา จะไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศของตนเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ ๒ ได้เพราะอวัยวะเพศไม่แข็งตัวก็ตาม แต่การที่พวกของจำเลยพยายามสอดใส่อยู่นาน ๑๐ นาที เช่นนี้ ก็แสดงให้เห็นเจตนาที่จะรุมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๒ การกระทำของจำเลย กับพวกจึงได้ชื่อว่าเป็นการร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๒ อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 276 วรรคสอง ม. 295 ม. 310 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นายทองอิน แก้วลือชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายสุรชัย คอประเสริฐศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1627/2544
#40536
เปิดฉบับเต็ม

รถแท็กซี่คันเกิดเหตุมีชื่อจำเลยที่ 2 และหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 2 ปรากฏอยู่ข้างรถ การที่จำเลยที่ 1 นำรถคันดังกล่าวออกมาขับรับผู้โดยสาร ย่อมเป็นการแสดงออกต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 2เจ้าของรถในการรับจ้างบรรทุกผู้โดยสาร จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดที่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427,821

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2539 เวลาประมาณ0.15 นาฬิกา นายสมบูรณ์ ไชยสินธุ์ ลูกจ้างของโจทก์ขับรถโดยสารประจำทางปรับอากาศหมายเลขทะเบียน 10-2990 ขอนแก่น รับผู้โดยสารจากจังหวัดขอนแก่นเพื่อจะไปกรุงเทพมหานคร ขับมาตามถนนมิตรภาพจากอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น มุ่งหน้าไปจังหวัดนครราชสีมา เมื่อขับมาถึงบริเวณระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 35ถึง 36 สะพานลำสีสุก ตำบลดอนชมพู อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา มีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2ขับรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน 7 ท - 1893 กรุงเทพมหานครในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งหรือด้วยความยินยอมของจำเลยที่ 2แล่นสวนทางมาจากจังหวัดนครราชสีมามุ่งหน้าไปจังหวัดขอนแก่นด้วยความประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 1 ไม่สามารถควบคุมรถที่ขับมาได้ทำให้รถเสียหลักแล่นพุ่งข้ามร่องแบ่งกึ่งกลางถนนมิตรภาพไปยังถนนฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นช่องเดินรถของรถโดยสารหมายเลขทะเบียน 10 - 2990ขอนแก่น และหยุดบนผิวการจราจรของถนนโดยไม่ทำเครื่องหมายใด ๆเพื่อเตือนให้รถยนต์อื่นทราบว่า มีรถแท็กซี่ของจำเลยที่ 1 จอดกีดขวางช่องเดินรถอยู่ทำให้รถโดยสารซึ่งนายสมบูรณ์เป็นผู้ขับชนกับรถแท็กซี่ของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้รถโดยสารชนรั้วกั้นถนนและราวสะพานลำสีสุกแล้วพลิกคว่ำลงบริเวณกลางสะพานลำสีสุก การกระทำของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของผู้ครอบครองรถซึ่งเป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน 7 ท - 1893 กรุงเทพมหานคร ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน2,842,441 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน2,659,594 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และไม่ได้ทำไปในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวการ ในวันเวลาดังกล่าวลูกจ้างโจทก์ขับรถโดยสารด้วยความประมาทเลินเล่อและด้วยความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนดไว้ด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถโดยสารชนรถแท็กซี่ของจำเลยที่ 1 ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกสูงเกินไป จำเลยที่ 1ไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าเป็นเจ้าของรถแท็กซี่แต่ไม่ได้ครอบครองเพราะให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไป จำเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างหรือตัวการ จำเลยที่ 3 ยอมรับว่าโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถโดยสารหมายเลขทะเบียน 10 - 2990 ขอนแก่น โดยโจทก์นำรถคันดังกล่าวเข้าร่วมกิจการกับบริษัทขนส่ง จำกัด ตามใบอนุญาตเลขที่ 35/31 ซึ่งสิ้นอายุวันที่ 23 มีนาคม 2538 ขณะเกิดเหตุรถคันดังกล่าวสิ้นอายุแล้ว โจทก์จึงไม่อาจใช้รถคันดังกล่าวแล่นรับส่งผู้โดยสารในขณะเกิดเหตุได้ จำเลยที่ 3 ยอมรับว่าเป็นผู้รับประกันภัยรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน 7 ท - 1893 กรุงเทพมหานคร ไว้จากจำเลยที่ 2 จริง แต่จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ รถโดยสารใช้เวลาซ่อมไม่เกิน 3 เดือน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ จำนวน 1,300,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ใช้เงินแก่โจทก์ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2539จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้เพียง 11 เดือนตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 ให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้จำนวน 15,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เป็นเงิน 9,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 หรือไม่ได้ความว่า รถแท็กซี่คันเกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2อ้างว่า ขณะเกิดเหตุให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไปโดยยังมิได้โอนกรรมสิทธิ์หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้ออกค่าซ่อมรถแท็กซี่คันดังกล่าวที่เสียหายเพียงผู้เดียว เห็นว่า รถแท็กซี่คันเกิดเหตุมีชื่อจำเลยที่ 2และหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 2 ปรากฏอยู่ข้างรถ การที่จำเลยที่ 1 นำรถแท็กซี่คันดังกล่าวออกมาขับรับผู้โดยสาร ย่อมเป็นการแสดงออกต่อโจทก์ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตว่า จำเลยที่ 1เป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นเจ้าของรถในการรับจ้างบรรทุกผู้โดยสารเช่นนี้ จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดที่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 427, 821 คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่วินิจฉัยในประเด็นนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้นแต่อย่างไรก็ดี เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วยจึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพียงสามในสี่จากที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดไว้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน975,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 427 ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ล. รุ่งประเสริฐทัวร์ จำกัด
จำเลย — นาย สมหวัง ศรีอำคา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1620/2544
#40535
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องระบุว่าจำเลยที่ 2 อายุ 17 ปี ซึ่งหมายความว่าขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุยังไม่เกิน 17 ปี ถ้าศาลจะพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ย่อมต้องลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 ลงกึ่งหนึ่งตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75บัญญัติบังคับไว้โดยเด็ดขาด การที่ศาลชั้นต้นไม่ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้แก้ไขจึงเป็นการไม่ชอบ

แม้ธนบัตรของกลางจะได้มาจากการกระทำความผิดแต่มิใช่การกระทำความผิดที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์จะขอให้ริบในคดีนี้ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบกระดาษตะกั่วถุงพลาสติกธนบัตรชนิดต่าง ๆ จำนวน 1,110 บาท ของกลางและคืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2ให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ 5 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ริบกระดาษตะกั่ว ถุงพลาสติก และธนบัตรชนิดต่าง ๆเป็นเงิน 1,110 บาท ของกลาง และคืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4คืนธนบัตร 1,100 บาท (ที่ถูกเป็น 1,110 บาท) ของกลางแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาขอให้ริบธนบัตรของกลางจำนวน 1,110 บาท ด้วยนั้น เห็นว่า แม้จะได้ความว่าธนบัตรของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดก็ตาม แต่ก็มิใช่การกระทำความผิดที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ โจทก์จะขอให้ริบทรัพย์สินที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในคดีนี้หาได้ไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้คืนธนบัตรของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของนั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

อนึ่ง ตามคำฟ้องระบุว่าจำเลยที่ 2 อายุ 17 ปี ซึ่งหมายความว่าขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 อายุยังไม่เกิน 17 ปี ถ้าศาลจะพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ย่อมต้องลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2ลงกึ่งหนึ่งตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 บัญญัติบังคับไว้โดยเด็ดขาด การที่ศาลชั้นต้นไม่ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2และศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้แก้ไขจึงเป็นการไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้อุทธรณ์และฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 อายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้วให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 3 เดือน รวม 2 กระทง ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นาย กำชัย วรสิทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1609/2544
#40534
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยป่วยด้วยโรคซึมเศร้าเกิดความเครียดในการประกอบอาชีพและรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าจนมีความกร้าวร้าวสะสมมากขึ้น เมื่อพบโจทก์ร่วมกำลังขับเรือเร่ขายสินค้าเช่นเดียวกับจำเลยจึงกระตุ้นจิตใจให้มีความกร้าวร้าวยิ่งขึ้นจนทำร้ายโจทก์ร่วมอย่างรุนแรง แต่จำเลยยังขับเรือหลบหนีกลับบ้านได้ แสดงว่าสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้างหรือสามารถบังคับตนเองได้บ้างต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้มีดฟันหญ้ายาวประมาณ 20 นิ้วครึ่งเป็นอาวุธฟันนายลิ้มเกา เจริญประกอบกิจ ผู้เสียหายหลายครั้งโดยเจตนาฆ่า อาวุธมีดถูกบริเวณลำคอ ศีรษะ ใบหน้า ฝ่ามือทำให้กะโหลกศีรษะแตกยุบ เลือดออกเยื่อหุ้มสมอง แต่ผู้เสียหายได้รับการรักษาทันท่วงทีจึงไม่ตายสมดังเจตนาของจำเลยคงได้รับอันตรายสาหัสต้องบาดเจ็บทุพพลภาพ ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาจนประกอบกรณียกิจไม่ได้เกินกว่า20 วัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายลิ้มเกา เจริญประกอบกิจ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83 (ที่ถูกมาตรา 80) ให้จำคุก12 ปี คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนที่รับว่าใช้อาวุธมีดฟันโจทก์ร่วมจริงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก9 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย10 ปี คำรับชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานและให้ความรู้ต่อศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาประกอบกับจำเลยป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและได้บรรเทาผลร้ายด้วยการชดใช้ค่าเสียหายจนโจทก์ร่วมพอใจและไม่ติดใจเอาความจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง โจทก์ร่วมถูกทำร้ายได้รับอันตรายมีบาดแผลถูกฟันที่ศีรษะด้านขวาและซ้าย10 แผลเศษ ทำให้กะโหลกศีรษะด้านหน้าขวาและซ้ายแตกกดยุบลงศีรษะด้านข้างและท้ายทอยซ้ายแตกมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอกด้านข้างซ้ายฝ่ามือขวามีบาดแผล 2 แห่ง ยาว 4 เซนติเมตรและจมูกด้านซ้ายเป็นรอยบาดแผลผิวหนังถลอกรายละเอียดตามรายงานการตรวจบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง มีปัญหาวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและนายสมโชติ แก้วนุ่น เป็นพยานเบิกความว่า ในขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมกำลังขับเรือออกไปค้าขายตามปกติ จำเลยขับเรือไปค้าขายเช่นเดียวกับโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยขับเรือไปทันเรือโจทก์ร่วม จำเลยเทียบเรือโจทก์ร่วมแล้วจำเลยกระโดดขึ้นเรือโจทก์ร่วมและใช้มีดดาบยาวประมาณ 1 ฟุตครึ่งฟันที่ศีรษะ ลำคอของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมพยายามปัดป้องจากนั้นจำเลยหยิบขวดขว้างใส่โจทก์ร่วมแล้วจำเลยกลับขึ้นเรือของตนขับออกไป เห็นว่า พยานทั้งสองของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวมีเหตุผลและเชื่อมโยงกันเป็นลำดับต่อเนื่องน่าเชื่อถือ ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน พยานได้เห็นเหตุการณ์เป็นเวลานานโดยเฉพาะโจทก์ร่วมยังมีสติตลอดเวลาตั้งแต่จำเลยขับเรือมาจอดเทียบเรือของโจทก์ร่วมแล้วกระโดดขึ้นเรือของโจทก์ร่วมและใช้มีดฟันโจทก์ร่วมจนกระทั่งจำเลยกระโดดกลับเรือของตนขับออกไป เมื่อพิจารณาบาดแผลของโจทก์ร่วมตามเอกสารหมาย จ.25 ประกอบกับความเห็นของแพทย์ผู้ตรวจรักษาโจทก์ร่วมตามบันทึกคำให้การเอกสารหมายจ.26 เฉพาะบาดแผลที่ศีรษะโจทก์ร่วมประมาณ 10 แผลทำให้ศีรษะด้านหน้าขวาและซ้ายแตก กดยุบลง ศีรษะด้านข้างและท้ายทอยซ้ายแตก มีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอกด้านข้างซ้ายในขณะที่แพทย์รับตัวโจทก์ร่วมนั้น โจทก์ร่วมช็อกเนื่องจากเสียเลือดมากหากไม่ได้รักษาทันท่วงทีโจทก์ร่วมอาจถึงแก่ความตาย เช่นนี้แสดงว่าจำเลยใช้อาวุธมีดฟันโจทก์ร่วมเต็มแรง อาวุธที่จำเลยใช้ทำร้ายเป็นมีดฟันหญ้ามีขนาดใหญ่จึงเชื่อว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมจริงตามฟ้องฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยกระทำไปโดยไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้หรือไม่เห็นว่า ในขณะเกิดเหตุจำเลยขับเรือออกไปค้าขายซึ่งเป็นวิถีชีวิตตามปกติ ในเรือของจำเลยมีสินค้าต่าง ๆสำหรับจำหน่ายอันเป็นอาชีพของจำเลย จึงถือได้ว่าจำเลยยังสามารถประกอบอาชีพตามที่เคยปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้เมื่อเกิดเหตุแล้วจำเลยสามารถขับเรือกลับไปบ้านของตนและอยู่ที่บ้านจนกระทั่งเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยไว้ได้แต่เมื่อพิจารณาคำให้การของนายแพทย์วีระเดช วีระพงศ์เศรษฐ์ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจรักษาวินิจฉัยผู้ป่วยทางจิตเวช โรงพยาบาลนิติจิตเวชตามเอกสารหมาย จ.27 ได้ความว่า จากการตรวจรักษาอาการป่วยของจำเลยประกอบกับตรวจสอบประวัติของจำเลยในการรักษาจากโรงพยาบาลแห่งอื่นมาก่อน มีความเห็นน่าเชื่อว่าจำเลยมีความรู้สึกในการกระทำตามวันเวลาที่เกิดเหตุได้บ้างแต่อาจเป็นการรู้ตัวในการกระทำไม่สมบูรณ์ นอกจากนั้นนายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล เบิกความว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2538ได้ตรวจรักษาจำเลยซึ่งมีอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและมีอาการเช่นนี้มานานประมาณ 6 เดือน โดยจำเลยแจ้งต่อนายแพทย์มาโนชว่า จำเลยมีความเครียดจากคู่แข่งทางด้านการค้าคือผู้ขายสินค้าทางเรือ เดิมจำเลยขายสินค้าทางเรือเพียงผู้เดียว แต่ต่อมามีคู่แข่งในบางครั้งจำเลยคิดอยากทำร้ายคู่แข่งทางการค้าในบางครั้งจำเลยมีความก้าวร้าวทั้งในการทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายผู้อื่นขึ้นอยู่กับสาเหตุที่มาจากภายในอาการโรคซึมเศร้าเกิดจากความกดดันของสภาพแวดล้อมทำให้จำเลยมีความรู้สึกตัวเองไร้ค่ามีความคิดอยากตายมีอารมณ์หงุดหงิดง่ายทำให้ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ต่ำลง เมื่อมีเหตุมากระตุ้นจำเลยจะมีปฏิกิริยาตอบสนองขาดความยับยั้งชั่งใจ เห็นว่า การที่จำเลยป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามานานประมาณ6 เดือน ก่อนเกิดเหตุจนทำให้เกิดความเครียดในการประกอบอาชีพจำเลยไปรับการตรวจรักษาจากแพทย์ก่อนเกิดเหตุเพียง 2 วันสาเหตุหนึ่งที่จำเลยปรึกษากับแพทย์คือการมีคู่แข่งทางการค้าทางเรือจนทำให้จำเลยคิดทำร้ายคู่แข่งซึ่งคือโจทก์ร่วม การที่จำเลยเครียดและไปพบแพทย์ด้วยปัญหาดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีความผิดปกติทางจิตใจเป็นอันมาก และอาจรู้สึกตัวว่าในบางขณะจำเลยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เมื่อมีเหตุกระตุ้นทั้งจำเลยมีสติปัญญาทึบ การที่จำเลยไม่มีเรื่องโกรธเคืองกับโจทก์ร่วมมาก่อน ลำพังแต่เพียงการค้าขายสินค้าประเภทเดียวกันโดยเร่ขายทางเรือและไม่ปรากฏว่ามีความขัดแย้งหรือแบ่งชิงลูกค้ากัน จึงไม่มีมูลเหตุที่จำเลยจะเครียดแค้นจนถึงกับต้องทำร้ายโจทก์ร่วม แต่น่าเชื่อว่าเป็นเพราะอาการป่วยด้วยโรคซึมเศร้าจนแสดงออกในทางเกิดความเครียดในการประกอบอาชีพและรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าจนมีความกร้าวร้าวสะสมมากขึ้น เมื่อพบโจทก์ร่วมกำลังขับเรือเร่ขายสินค้าเช่นเดียวกับตน จึงเป็นเหตุกระตุ้นจิตใจของจำเลยซึ่งกำลังผิดปกติด้วยโรคซึมเศร้าให้มีความกร้าวร้าวยิ่งขึ้นจนจำเลยแสดงออกด้วยการทำร้ายโจทก์ร่วมอย่างรุนแรง แต่หลังเกิดเหตุแล้วจำเลยยังสามารถขับเรือแล่นหลบหนีกลับบ้านได้ จึงเป็นกรณีที่จำเลยกระทำไปโดยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้างหรือสามารถบังคับตนเองได้บ้างต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65วรรคสอง ซึ่งศาลอาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้เพียงใดก็ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 ประกอบด้วยมาตรา 65 วรรคสอง ลงโทษจำคุกจำเลย4 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ประกอบกับจำเลยบรรเทาผลร้ายด้วยการชดใช้ค่าเสียหายเป็นที่พอใจของโจทก์ร่วม นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนพฤติการณ์ในการกระทำความผิดมีสาเหตุจากอาการป่วยทางจิตประกอบกับระดับสติปัญญาของจำเลยเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัว จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 3 ปีให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้ง ภายในเวลา2 ปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยไปรับการบำบัดรักษาอาการป่วยทางจิตจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรงพยาบาลนิติจิตเวชตามที่แพทย์นัดจนกว่าจะหายเป็นปกติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นายลิ้มเกา เจริญประกอบกิจ
จำเลย — นายลิ้มเชี้ยง แซ่เซ้ง
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1609/2544
#98659
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายถูกจำเลยทำร้ายได้รับอันตรายมีบาดแผลถูกฟันที่ศีรษะด้านขวาและซ้าย 10 แผลเศษ ทำให้กะโหลกศีรษะด้านหน้าขวาและซ้ายแตกกดยุบลง ศีรษะด้านข้างและท้ายทอยซ้ายแตกมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอก ด้านข้างซ้าย ฝ่ามือขวามีบาดแผล 2 แห่ง ยาว 4 เซนติเมตร และจมูกด้านซ้ายเป็นรอยบาดแผล ผิวหนังถลอกประมาณ 10 แผล ในขณะที่แพทย์รับตัวผู้เสียหาย ผู้เสียหายช็อกเนื่องจากเสียเลือดมาก หากไม่ได้รักษาทันท่วงทีผู้เสียหายอาจ ถึงแก่ความตายเช่นนี้ แสดงว่าจำเลยใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายเต็มแรง อาวุธที่จำเลยใช้ทำร้ายเป็นมีดฟันหญ้ามีขนาดใหญ่ จึงเชื่อว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาฆ่า

อาการโรคซึมเศร้าเกิดจากความกดดันของสภาพแวดล้อม ทำให้มีอารมณ์หงุดหงิดง่าย ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ต่ำลง เมื่อมีเหตุมากระตุ้นจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง ขาดความยับยั้งชั่งใจ จำเลยไม่มีมูลเหตุที่จะเคียดแค้นจนถึงกับต้องทำร้ายผู้เสียหาย แต่เป็นเพราะอาการป่วยด้วยโรคซึมเศร้าจนแสดงออกในทางเกิดความเครียดในการประกอบอาชีพและรู้สึกว่าจำเลยไร้ค่าจนมีความก้าวร้าวสะสมมากขึ้น เมื่อพบผู้เสียหายกำลังขับเรือเร่ขายสินค้า เช่นเดียวกับตน จึงเป็นเหตุกระตุ้นจิตใจของจำเลยให้มีความก้าวร้าวยิ่งขึ้น จนจำเลยแสดงออกด้วยการทำร้ายผู้เสียหายอย่างรุนแรง แต่วันเกิดเหตุจำเลยขับเรือออกไปค้าขายซึ่งเป็นวิถีชีวิตตามปกติ ในเรือของจำเลยมีสินค้าต่าง ๆ สำหรับจำหน่ายอันเป็นอาชีพของจำเลย ถือได้ว่าจำเลยยังสามารถประกอบอาชีพตามที่เคยปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ หลังเกิดเหตุ จำเลยยังสามารถขับเรือแล่นหลบหนีกลับบ้านได้ จึงเป็นกรณีที่จำเลยกระทำไปโดยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้างหรือสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.อ. มาตรา 65 วรรคสอง ซึ่งศาลอาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าโทษ ที่กฎหมายบัญญัติไว้เพียงใดก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๓๘ เวลากลางวัน จำเลยใช้มีดฟันหญ้ายาวประมาณ ๒๐ นิ้วครึ่ง เป็นอาวุธ ฟันนายลิ้มเกา เจริญประกอบกิจ ผู้เสียหายหลายครั้งโดยเจตนาฆ่า อาวุธมีดถูกบริเวณลำคอ ศีรษะ ใบหน้า ฝ่ามือ ทำให้กะโหลกศีรษะแตกยุบ เลือดออกเยื่อหุ้มสมอง แต่ผู้เสียหายได้รับการรักษาทันท่วงทีจึงไม่ตายสมดังเจตนาของจำเลย คงได้รับอันตรายสาหัสต้องบาดเจ็บทุพพลภาพ ป่ายเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาจนประกอบกรณียกิจไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วัน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยอาวุธมีดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๓๓ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายลิ้มเกา เจริญประกอบกิจ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๐ ให้จำคุก ๑๒ ปี คำให้การ ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนที่รับว่าใช้อาวุธมีดฟันโจทก์ร่วมจริงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่คงจำคุก ๖ ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย ๑๐ ปี คำรับชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานและให้ความรู้ต่อศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาประกอบกับจำเลยป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและได้บรรเทาผลร้ายด้วยการชดใช้ค่าเสียหายจนโจทก์ร่วมพอใจและไม่ติดใจเอาความ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๕ ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง โจทก์ร่วมถูกทำร้ายได้รับอันตรายมีบาดแผลถูกฟันที่ศีรษะด้านขวาและซ้าย ๑๐ แผลเศษ ทำให้กะโหลกศีรษะด้านหน้าขวาและซ้ายแตก กดยุบลง ศีรษะด้านข้างและท้ายทอยแตกมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอกด้านข้างซ้าย ฝ่ามือขวามีบาดแผล ๒ แห่ง ยาว ๔ เซนติเมตร และจมูกด้านซ้ายเป็นรอยบาดแผลผิวหนังถลอก

มีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมกำลังขับเรือออกไปค้าขายตามปกติ จำเลยขับเรือไปค้าขายเช่นเดียวกับโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยขับเรือไปทันเรือโจทก์ร่วม จำเลยเทียบเรือโจทก์ร่วมแล้วจำเลยกระโดดขึ้นเรือโจทก์ร่วมและใช้มีดดาบยาวประมาณ ๑ ฟุตครึ่ง ฟันที่ศีรษะ ลำคอของโจทก์ร่วมโจทก์ร่วมพยายามปัดป้อง จากนั้นจำเลยหยิบขวดขว้างใส่โจทก์ร่วมแล้วจำเลยกลับขึ้นเรือของตนขับออกไป เมื่อพิจารณาบาดแผลของโจทก์ร่วมประกอบกับความเห็นของแพทย์ผู้ตรวจรักษา โจทก์ร่วม เฉพาะบาดแผลที่ศีรษะโจทก์ร่วมประมาณ ๑๐ แผล ทำให้ศีรษะด้านหน้าขวาและซ้ายแตกกดยุบลง ศีรษะด้านข้างและท้ายทอยซ้ายแตก มีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอกด้านข้างซ้ายในขณะที่แพทย์รับตัวโจทก์ร่วมนั้น โจทก์ร่วมช็อกเนื่องจากเสียเลือดมาก หากไม่ได้รักษาทันท่วงทีโจทก์ร่วมอาจถึงแก่ความตายเช่นนี้ แสดงว่าจำเลยใช้อาวุธมีดฟันโจทก์ร่วมเต็มแรง อาวุธที่จำเลยใช้ทำร้ายเป็นมีดฟันหญ้ามีขนาดใหญ่ จึงเชื่อว่าจำเลยกระทำไปโดย มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมจริงตามฟ้อง

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยกระทำไปโดยไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้หรือไม่ เห็นว่า ในขณะเกิดเหตุจำเลยขับเรือออกไปค้าขายซึ่งเป็นวิถีชีวิตตามปกติ ในเรือของจำเลยมีสินค้าต่าง ๆ สำหรับจำหน่ายอันเป็นอาชีพของจำเลย จึงถือได้ว่าจำเลยยังสามารถประกอบอาชีพตามที่เคยปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ เมื่อเกิดเหตุแล้วจำเลยสามารถขับเรือกลับไปบ้านของตนและอยู่ที่บ้านจนกระทั่งเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยไว้ได้ แต่เมื่อพิจารณาคำให้การของนายแพทย์วีระเดช วีระพงศ์เศรษฐ์ ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจรักษาวินิจฉัยผู้ป่วยทางจิตเวช โรงพยาบาลนิติเวชได้ความว่า จากการตรวจรักษาอาการป่วยของจำเลยประกอบกับตรวจสอบประวัติของจำเลยในการรักษาจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งมาก่อน มีความเห็นน่าเชื่อว่า จำเลยมีความรู้สึกในการกระทำตามวันเวลาที่เกิดเหตุได้บ้าง แต่อาจเป็นการรู้ตัวในการกระทำไม่สมบูรณ์ นอกจากนั้นนายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล เบิกความว่า ได้ตรวจรักษาจำเลยซึ่งมีอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและมีอาการเช่นนี้มานานประมาณ ๖ เดือน โดยจำเลยแจ้งต่อนายแพทย์มาโนชว่า จำเลยมีความเครียดจากคู่แข่งทางด้านการค้าคือผู้ขายสินค้าทางเรือ เดิมจำเลยขายสินค้าทางเรือเพียงผู้เดียว แต่ต่อมามีคู่แข่ง ในบางครั้งจำเลยคิดอยากทำร้ายคู่แข่งทางการค้า ในบางครั้งจำเลยมีความก้าวร้าวทั้งในการ ทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายผู้อื่นขึ้นอยู่กับสาเหตุที่มาจากภายใน อาการโรคซึมเศร้าเกิดจากความกดดันของสภาพแวดล้อม ทำให้จำเลยมีความรู้สึกตัวเองไร้ค่ามีความคิดอยากตาย มีอารมณ์หงุดหงิดง่าย ทำให้ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ต่ำลง เมื่อมีเหตุมากระตุ้นจำเลยจะมีปฏิกิริยาตอบสนองขาดความยับยั้งชั่งใจ เห็นว่า การที่จำเลยป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามานานประมาณ ๖ เดือนก่อนเกิดเหตุ จนทำให้เกิดความเครียดในการประกอบอาชีพ จำเลยไปรับการตรวจรักษาจากแพทย์ก่อนเกิดเหตุเพียง ๒ วัน สาเหตุหนึ่งที่จำเลยปรึกษากับแพทย์คือการมีคู่แข่งทางการค้าทางเรือจนทำให้จำเลยคิดทำร้ายคู่แข่งซึ่งคือโจทก์ร่วม การที่จำเลยเครียดและไปพบแพทย์ด้วยปัญหาดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยมีความผิดปกติทางจิตใจเป็นอันมากและอาจรู้สึกตัวว่าในบางขณะจำเลยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เมื่อมีเหตุกระตุ้น ทั้งจำเลยมีสติปัญญาทึบ การที่จำเลยไม่มีเรื่องโกรธเคืองกับโจทก์ร่วมมาก่อนลำพังแต่เพียงการค้าขายสินค้าประเภทเดียวกันโดยเร่ขายทางเรือและไม่ปรากฏว่ามีความขัดแย้งหรือแย่งชิงลูกค้ากัน จึงไม่มีมูลเหตุที่จำเลยจะเคียดแค้นจนถึงกับต้องทำร้ายโจทก์ร่วม แต่น่าเชื่อว่าเป็นเพราะอาการป่วยด้วยโรคซึมเศร้าจนแสดงออกในทางเกิดความเครียดในการประกอบอาชีพและรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าจนมีความก้าวร้าวสะสมมากขึ้น เมื่อพบโจทก์ร่วมกำลังขับเรือเร่ขายสินค้า เช่นเดียวกับตน จึงเป็นเหตุกระตุ้นจิตใจของจำเลยซึ่งกำลังผิดปกติด้วยโรคซึมเศร้าให้มีความก้าวร้าวยิ่งขึ้นจนจำเลยแสดงออกด้วยการทำร้ายโจทก์ร่วมอย่างรุนแรง แต่หลังเกิดเหตุแล้วจำเลยยังสามารถขับเรือแล่นหลบหนีกลับบ้านได้ จึงเป็นกรณีที่จำเลยกระทำไปโดยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้างหรือสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๕ วรรคสอง ซึ่งศาลอาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้เพียงใดก็ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๐ ประกอบด้วยมาตรา ๖๕ วรรคสอง ลงโทษจำคุกจำเลย ๔ ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาประกอบกับจำเลยบรรเทาผลร้ายด้วยการชดใช้ค่าเสียหายเป็นที่พอใจของโจทก์ร่วม นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามมาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน พฤติการณ์ในการกระทำความผิดมีสาเหตุจากอาการป่วยทางจิต ประกอบกับระดับสติปัญญาของจำเลยเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง สมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัว จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้ ๓ ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ๘ ครั้ง ภายในเวลา ๒ ปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยไปรับการบำบัดรักษาอาการป่วย ทางจิตจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรงพยาบาลนิติจิตเวชตามที่แพทย์นัดจนกว่าจะหายเป็นปกติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 65 วรรคสอง ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นายลิ้มเกา เจริญประกอบกิจ
จำเลย — นายลิ้มเซี้ยง แซ่เซ้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสันติ บุตรดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1605/2544
#40533
เปิดฉบับเต็ม

สิบตำรวจโท ช. สืบทราบว่าบ้านของจำเลยเป็นแหล่งลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษก็ได้ใช้วิธีซุ่มดูพฤติการณ์ของจำเลย เมื่อเห็นจำเลยขุดบริเวณแปลงผักและนำสิ่งของใส่ในหลุมที่ขุดแล้วกลบไว้ จึงใช้วิทยุสื่อสารเรียกเจ้าพนักงานตำรวจที่รออยู่ให้ไปที่เกิดเหตุและได้ออกมาแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อขอตรวจค้น เมื่อใช้จอบขุดบริเวณที่จำเลยกลบไว้ก็พบเมทแอมเฟตามีน กรณีดังกล่าวถือได้ว่ามีเหตุสงสัยตามสมควรว่าสิ่งของที่ได้มาโดยการกระทำผิดได้ซ่อนอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ประกอบทั้งมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายเสียก่อน แม้สิบตำรวจโท ช. กับพวกเข้าค้นโดยไม่มีหมายค้นก็สามารถกระทำได้โดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92(4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง(ที่ถูกมาตรา 102 ด้วย) จำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก7 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78แล้วคงจำคุก 4 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องของโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจวางแผนจับกุมโดยไม่มีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและมิได้ออกหมายค้น จึงเป็นการจับกุมที่มิชอบและไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่จริง เห็นว่า การวางแผนจับกุมจำเลยในคดียาเสพติดให้โทษนั้น ย่อมกระทำได้หลายวิธี หาจำเป็นต้องใช้สายลับล่อซื้อยาเสพติดให้โทษเสมอไปไม่ ในคดีนี้ เมื่อสิบตำรวจโทชาญชัย จอมอาสาพยานโจทก์สืบทราบว่าบ้านของจำเลยเป็นแหล่งลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ก็ได้ใช้วิธีซุ่มดูพฤติการณ์ของจำเลยในบริเวณกอไผ่ห่างจากบ้านของจำเลยประมาณ 20 เมตร และเมื่อเห็นจำเลยขุดบริเวณแปลงผักและนำสิ่งของใส่ในหลุมที่ขุดแล้วกลบไว้ สิบตำรวจโทชาญชัยจึงใช้วิทยุสื่อสารเรียกเจ้าพนักงานตำรวจที่รออยู่ให้ไปยังที่เกิดเหตุ ส่วนพยานได้ออกมาแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อขอตรวจค้น และในที่สุด เมื่อใช้จอบขุดบริเวณที่จำเลยกลบไว้ก็พบเมทแอมเฟตามีน จึงยึดไว้เป็นของกลางกรณีดังกล่าวถือได้ว่ามีความสงสัยตามสมควรว่าสิ่งของที่ได้มาโดยการกระทำผิดได้ซ่อนอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ประกอบทั้งมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายเสียก่อน ดังนั้น แม้สิบตำรวจโทชาญชัยกับพวกเข้าค้นเมทแอมเฟตามีนในที่ดินจำเลยโดยไม่มีหมายค้นก็สามารถกระทำได้โดยชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92(4) นอกจากนี้ จำเลยยังให้การรับสารภาพทั้งชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตลอดมา แม้ในชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก็มิได้ต่อสู้ว่า การที่จำเลยรับสารภาพดังกล่าวเป็นเพราะถูกข่มขู่ บังคับ หรือหลอกลวงแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคงว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 92 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นาง พล ขาวพันธุ์ดี
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ