คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2166/2544
#99033
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 2 ฟ้องบริษัท ค. ขอให้ชำระค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดิน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยบริษัท ค. ยอมชำระเงินจำนวน 48 ล้านบาทให้แก่โจทก์ที่ 2 เงินดังกล่าวเป็นค่าเสียหายจากการผิดสัญญาถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (8)

ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ที่ 2 ชำระไปไม่เกี่ยวกับการจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว จึงมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ไม่อาจนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 46 และ พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 8 ทวิ ซึ่งให้นำ ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ค่าภาษีอากรที่คณะบุคคลชำระแก่จำเลย แม้โจทก์ที่ 2 จะเป็นผู้จัดการของคณะบุคคลและต้องรับผิดชอบในเงินภาษีอากรของคณะบุคคลด้วย ก็ไม่อาจถือได้ว่าเงินภาษีที่คณะบุคคลชำระดังกล่าวเป็นของโจทก์ที่ 2 เป็นส่วนตัว โจทก์ทั้งสองไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่โจทก์ทั้งสองจะต้องชำระแก่จำเลยได้

ป.รัษฎากรบัญญัติเกี่ยวกับเงินเพิ่มไว้เป็นจำนวนแน่นอนมิได้ให้ดุลพินิจศาลงดหรือลดลงได้เช่นเบี้ยปรับ จึงไม่อาจงดหรือลดลงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เลขที่ ต. 6/1074/1/100282 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ 100/2541/สภ. 1 (กม. 1) ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 ให้จำเลยนำภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ที่ 2 ที่ได้ชำระไว้ในนามคณะบุคคลนางพรรณีและนางพนิดา กับพวก จำนวน 5,857,461 บาท มาหักออกจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มที่โจทก์ทั้งสองอาจต้องชำระตามคำพิพากษา ถ้าหากไม่สามารถหักได้ให้จำเลยคืนเงินภาษีดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยให้โจทก์ทั้งสองเสียเบี้ยปรับร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 เป็นภริยาโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2536 แสดงเงินได้เฉพาะเงินเดือนของโจทก์ที่ 1 จำนวน 134,000 บาท มิได้นำเงินที่บริษัทเคหะพัฒนาและการเกษตร จำกัด ชำระแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 48,000,000 บาท มาคำนวณเป็นรายได้ด้วย เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ที่ 1 ใหม่ นำเงินได้จำนวน 48,000,000 บาท คำนวณเป็นรายได้ของโจทก์ที่ 2 โดยหักค่าใช้จ่ายให้คือเงินมัดจำ จำนวน 15,000,000 บาท กับค่านายหน้าจำนวน 2,000,000 บาท และค่าทนายความจำนวน 6,000,000 บาท แล้วแจ้งให้โจทก์ทั้งสองชำระภาษีเพิ่มเติมจำนวน 8,729,228.05 บาท กับเบี้ยปรับ 1 เท่า จำนวน 8,729,228.05 บาท และเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 จำนวน 2,095,014.72 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 19,553,470.82 บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้อง แต่ลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีว่า เงินได้จำนวน 48,000,000 บาท เป็นของโจทก์ที่ 2 เพียงผู้เดียวหรือไม่ โจทก์ทั้งสองมีตัวโจทก์ที่ 2 เบิกความว่า เงินได้จำนวน 48,000,000 บาท ดังกล่าวเป็นของคณะบุคคล ซึ่งมีนายสุรินทร์ นางกิ่งกาญจน์ นายอัษฎา นางพนิดา กับโจทก์ที่ 2 และบุตร ซึ่งร่วมลงทุนซื้อที่ดินจากบริษัทเคหะพัฒนาและการเกษตร จำกัด ทำสัญญาจะซื้อจะขายในนามโจทก์ที่ 2 ต่อมาบริษัทเคหะพัฒนาและการเกษตร จำกัด ผิดสัญญา โจทก์ที่ 2 ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง แล้วทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยบริษัทเคหะพัฒนาและการเกษตร จำกัด ยอมชำระเงินจำนวน 48,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นของคณะบุคคล แต่ศาลฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 2 มิได้ร่วมลงทุนกับผู้อื่นทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับบริษัทเคหะพัฒนาและการเกษตร จำกัด เงินค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจำนวน 48,000,000 บาท ที่โจทก์ที่ 2 ได้รับจากบริษัทเคหะพัฒนาและการเกษตร จำกัด จึงเป็นเงินได้ของโจทก์ที่ 2 ผู้เดียว และเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) กล่าวคือเป็นเงินได้จากการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) การหักค่าใช้จ่ายเป็นไปตามมาตรา 46 จึงต้องนำมาตรา 65 ตรี มาใช้บังคับด้วย

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า โจทก์ที่ 2 มิได้ร่วมลงทุนกับผู้อื่นซื้อที่ดิน เงินที่โจทก์ที่ 2 ได้รับมาจำนวน 48,000,000 บาท เป็นของโจทก์ที่ 2 แต่ผู้เดียว แม้จะมีการจ่ายเงินจำนวน 7,570,000 บาท แก่นายสุรินทร์กับนางกิ่งกาญจน์และนางพนิดา ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นผู้ร่วมลงทุนจริงก็ฟังไม่ได้ว่าเกี่ยวกับการจะซื้อจะขายที่ดินอันเป็นผลให้โจทก์ที่ 2 ได้รับเงินจำนวน 48,000,000 บาท จึงเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ไม่อาจนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายจากเงินได้จำนวนดังกล่าวได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 46 และ พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 8 ทวิ ซึ่งให้นำ ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อต่อไปมีว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธินำเงินจำนวน 5,857,461 บาท มาหักจากภาษีที่ต้องชำระหรือไม่ เห็นว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นภาษีอากรที่คณะบุคคลชำระแก่จำเลย แม้โจทก์ที่ 2 จะเป็นผู้จัดการของคณะบุคคลและต้องรับผิดชอบในเงินจำนวนดังกล่าวนี้ด้วย ก็ไม่อาจถือได้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นของโจทก์ที่ 2 เป็นส่วนตัว โจทก์ทั้งสองไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่โจทก์ทั้งสองจะต้องชำระแก่จำเลยได้

ส่วนปัญหาที่ว่าศาลจะงดหรือลดเงินเพิ่มได้หรือไม่ เพียงใดนั้น เห็นว่า ประมวลรัษฎากรบัญญัติเกี่ยวกับเงินเพิ่มไว้เป็นจำนวนแน่นอน มิได้ให้ดุลพินิจศาลงดหรือลดลงได้เช่นเบี้ยปรับ จึงไม่อาจงดหรือลดลงได้ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 27 ม. 27 ทวิ ม. 40 (8) ม. 46 ม. 65 ตรี ม. 8 ทวิ
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสืบชัย ศิวะโมกข์ลัคณา กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สันติ ทักราล
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2165/2544
#41105
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุขับรถยนต์ปิกอัพแซงปาดหน้าจะให้รถยนต์เก๋งที่จำเลยที่ 2 ขับมีจำเลยที่ 1 นั่งมาชนกำแพงคอนกรีตกลางถนนหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้ใช้อาวุธใดทำร้ายจำเลยที่ 1 ด้วยวิธีอื่นอีก แม้ผู้ตายยังขับรถตามมาชนท้ายรถยนต์เก๋งในซอยซึ่งเป็นซอยตัน แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 เปิดประตูรถยนต์เก๋งลงไปยิงผู้ตายนั้น ผู้ตายยังนั่งอยู่ในรถยนต์ปิกอัพ จำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายช่วงแรก 2 นัดจนกระสุนปืนหมดแล้วกลับไปเอาอาวุธปืนของจำเลยที่ 2ซึ่งเก็บไว้ในรถยนต์เก๋งวิ่งอ้อมท้ายรถยนต์ปิกอัพไปยิงผู้ตายถูกที่ด้านขวาของลำตัวถึง 5 นัด การยิงในช่วงหลัง จำเลยที่ 1ย่อมมีเวลาใคร่ครวญตั้งสติได้แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1จึงเป็นการป้องกันสิทธิของตนเกินสมควรแก่เหตุ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายนายวิเชียร เบญจวรรณ ผู้ตายหลายนัดโดยเจตนาฆ่า ถูกที่บริเวณใบหน้า ลำตัว ด้านหลัง ต้นแขนและหน้าอก จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และจำเลยที่ 2 พาอาวุธปืนสั้นขนาด 9 มม.หมายเลขทะเบียน กท.885909 ซองบรรจุกระสุนปืน 1 ซองกระสุนปืนขนาด 9 มม. 8 นัด ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนจากนายทะเบียนและเป็นของจำเลยที่ 2 ติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวทั้งไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 288,371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางอุบล เบญจวรรณ มารดาผู้ตาย และเด็กชายสหรัฐ เบญจวรรณหรือโซ๊ะประสิทธิ์ บุตรผู้ตายโดยนางนงนุช โซ๊ะประสิทธิ์หรือเบญจวรรณ ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้เรียกนางอุบลว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกเด็กชายสหรัฐว่า โจทก์ร่วมที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 จำคุก2 ปี ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ริบของกลางยกเว้นอาวุธปืนขนาด 9 มม. หมายเลขทะเบียนกท.885909 พร้อมซองหนัง 1 ซอง กระสุนปืนขนาด 9 มม.3 นัด ซองบรรจุกระสุนปืน 1 ซอง และปลอกกระสุนปืน ขนาด9 มม. 5 ปลอก ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ

โจทก์ โจทก์ร่วมที่ 1 และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ลงโทษปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมใช้อาวุธปืนยิงนายวิเชียร เบญจวรรณ ผู้ตายตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 คงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร และโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว คดีมีปัญหาสู่ศาลฎีกาตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าการที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แต่อย่างใด คดีจึงฟังได้เป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า การที่จำเลยที่ 1ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นการกระทำเพื่อป้องกัน คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 เพียงว่า การที่จำเลยที่ 1ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายนั้นเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุหรือไม่

ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 คบกับผู้ตายแบบคู่รัก และเคยลงทุนรับเหมาถมดินร่วมกัน จำเลยทั้งสองแต่งงานกันก่อนเกิดเหตุ 3 วัน วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 11 นาฬิกาจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์เก๋ง จำเลยที่ 1 นั่งที่เบาะด้านหน้าโดยจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนสั้นขนาด .38 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนดังกล่าวและได้รับใบอนุญาตให้พาอาวุธปืนติดตัว จำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนสั้นขนาด 9 มม.ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปด้วย จำเลยทั้งสองเบิกเงินจากธนาคารกสิกรไทยจำกัด (มหาชน) สาขาปทุมธานี แล้วจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์เก๋งไปตามถนนติวานนท์ มุ่งหน้าไปห้าแยกปากเกร็ด ขณะนั้นผู้ตายขับรถยนต์ปิกอัพ โดยมีนางนงนุช โซ๊ะประสิทธิ์ ภริยาผู้ตายอุ้มโจทก์ร่วมที่ 2 ขณะเกิดเหตุอายุ 2 ปีเศษ นั่งที่เบาะด้านหน้านางมุทิตา ละโบ้ น้านางนงนุชนั่งอยู่เบาะหลัง ผู้ตายซึ่งขับรถยนต์ปิกอัพอยู่ด้านหลังได้ขับแซงทางด้านซ้ายแล้วปาดหน้ารถยนต์เก๋งที่จำเลยที่ 2 ขับเพื่อให้ชนกำแพงคอนกรีตกลางถนน จำเลยที่ 2ชะลอความเร็วให้รถยนต์ปิกอัพแซงไป แต่ผู้ตายขับรถยนต์ปิกอัพปาดหน้าหลายครั้งจนรถยนต์ปิกอัพขวางหน้ารถยนต์เก๋งทำให้จำเลยที่ 2 ต้องขับรถยนต์เก๋งถอยหลังออกมา จำเลยที่ 1ใช้อาวุธปืนสั้นยิงไปที่ยางรถยนต์ปิกอัพ 2 ถึง 3 นัด กระสุนปืนถูกล้อหลังด้านขวาเป็นเหตุให้ยางแตก จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์เก๋งหนีเข้าไปในถนนซอย ปรากฏว่าเป็นทางตันมีรั้วสังกะสีขวางอยู่จำเลยที่ 2 ลงจากรถไปที่รั้วสังกะสี ผู้ตายขับรถยนต์ปิกอัพตามมาชนท้ายรถยนต์เก๋งอย่างแรง จำเลยที่ 1 จึงลงจากรถแล้วใช้อาวุธปืนสั้นของจำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายซึ่งยังนั่งอยู่ในรถยนต์ปิกอัพ 2 นัด จนกระสุนปืนหมด แล้วจำเลยที่ 1 เอาอาวุธปืนสั้นของจำเลยที่ 2 ซึ่งเก็บไว้ในรถยนต์เก๋งมายิงผู้ตายอีกหลายนัดเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในรถยนต์ปิกอัพโดยมีบาดแผลถูกกระสุนปืนเป็นทางเข้าที่ขมับซ้าย 1 นัด และทางด้านขวาของลำตัว 5 นัด ตามรายงานการตรวจศพเอกสารหมาย ป.จ.9(ศาลอาญากรุงเทพใต้) ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายเคยมุ่งหมายจะเอาชีวิตจำเลยที่ 1 โดยขู่จะฆ่าตบตีและใช้อาวุธปืนจ่อที่ศีรษะจำเลยที่ 1 มาก่อน วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงยางรถยนต์ปิกอัพเป็นการปรามไม่ให้ผู้ตายขับรถติดตามแล้วแต่ผู้ตายยังขับรถยนต์ปิกอัพติดตามมาชนท้ายรถยนต์เก๋งทั้งที่รู้ว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืน แสดงว่าผู้ตายต้องมีอาวุธปืนหรืออาวุธที่เหนือกว่า เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 เชื่อว่าผู้ตายจะลงจากรถยนต์ปิกอัพมาฆ่า จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายหลายนัด เป็นการยิงอย่างต่อเนื่องในภาวะที่ตกใจกลัว จึงเป็นการกระทำไปพอสมควรแก่เหตุนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และนายฮารีม อาดำ พยานจำเลยที่ 1 เบิกความว่าก่อนเกิดเหตุประมาณ 3 เดือน จำเลยที่ 1 และนายฮารีมไปพบผู้ตายที่บ้านเพื่อตกลงเรื่องการแบ่งเงิน โดยนายฮารีมรออยู่นอกบ้าน ผู้ตายทำร้ายและใช้อาวุธปืนจ่อที่ศีรษะจำเลยที่ 1นายฮารีมได้ยินเสียงจำเลยที่ 1 หวีดร้อง จึงเข้าไปห้าม จำเลยที่ 1ถูกทำร้ายฟกช้ำ พักรักษาอยู่ที่บ้านไม่ได้ไปโรงพยาบาล ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 แตกต่างจากที่ให้การไว้ในชั้นสอบสวน ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย ป.จ.3 (ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ที่ว่า ผู้ตายทำร้ายจำเลยที่ 1 จนได้รับบาดเจ็บรักษาตัวในโรงพยาบาล และจำเลยที่ 1 ไม่ได้แจ้งความให้ดำเนินคดีแก่ผู้ตาย เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไปพบผู้ตายโดยไม่มีพยานช่วยยืนยันพยานจำเลยที่ 1 ให้ข้อนี้เป็นพิรุธ ถ้าผู้ตายมุ่งหมายจะเอาชีวิตจำเลยที่ 1 โดยมีอาวุธปืนในมือ ย่อมมีโอกาสจะกระทำได้ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ไปพบผู้ตายแล้ว แม้ในวันเกิดเหตุผู้ตายจะเป็นฝ่ายก่อเหตุขับรถยนต์ปิกอัพแซงปาดหน้าจะให้รถยนต์เก๋งที่จำเลยที่ 1 นั่งมาชนกำแพงคอนกรีตกลางถนนหลายครั้งก็ไม่ปรากฏว่าผู้ตายจะใช้อาวุธใดทำร้ายจำเลยที่ 1 หรือจะทำร้ายจำเลยที่ 1 ด้วยวิธีอื่นอีก การที่ผู้ตายยังขับรถยนต์ปิกอัพตามมาชนท้ายรถยนต์เก๋งในซอยทั้งที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงยางรถยนต์ปิกอัพแล้ว แม้จะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 เชื่อว่าผู้ตายจะตามมาทำร้ายดังที่อ้าง แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 เปิดประตูรถยนต์เก๋งลงไปยืนที่พื้นข้างประตูรถด้านที่จำเลยที่ 1 นั่งและใช้อาวุธปืนที่จำเลยที่ 1พาติดตัวมายิงผู้ตายนั้น ผู้ตายก็ยังนั่งอยู่ในรถยนต์ปิกอัพ จำเลยที่ 1ยิงผู้ตายช่วงแรก 2 นัด จนกระสุนปืนหมดแล้วกลับเข้าไปในรถยนต์เก๋งเอาอาวุธปืนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเก็บไว้ในรถวิ่งอ้อมท้ายรถยนต์ปิกอัพไปยืนที่ข้างประตูรถด้านที่ผู้ตายนั่ง แล้วใช้อาวุธปืนของจำเลยที่ 2ยิงผู้ตายอีกหลายนัด จนผู้ตายถูกกระสุนปืนที่ด้านขวาของลำตัวถึง 5 นัด การยิงผู้ตายในช่วงหลัง จำเลยที่ 1 ย่อมมีเวลาใคร่ครวญตั้งสติได้แล้ว ทั้งขณะที่จำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายในช่วงหลังนั้น ผู้ตายก็ยังนั่งอยู่ในรถยนต์ปิกอัพ โดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายจะทำอันตรายใดแก่จำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการป้องกันสิทธิของตนเกินสมควรแก่เหตุ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นางอุบล เบญจวรรณ กับพวก
จำเลย — นางอานี มูหะหมัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2165/2544
#69499
เปิดฉบับเต็ม

คดีฟังได้เป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่า การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นการกระทำเพื่อป้องกัน แม้ในวันเกิดเหตุผู้ตายจะเป็นฝ่ายก่อเหตุขับรถยนต์ปิกอัพแซงปาดหน้าจะให้รถยนต์เก๋งที่จำเลยที่ 1 นั่งมาชนกำแพงคอนกรีตกลางถนนหลายครั้ง ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ตายจะใช้อาวุธใดทำร้ายจำเลยที่ 1 หรือจะทำร้ายจำเลยที่ 1 ด้วยวิธีอื่นอีก การที่ผู้ตายยังขับรถยนต์ปิกอัพตามมาชนท้ายรถยนต์เก๋งในซอยทั้งที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงยางรถยนต์ปิกอัพแล้ว แม้จะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 เชื่อว่าผู้ตายจะตามมาทำร้าย แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 เปิดประตูรถยนต์เก๋งลงไปยืนที่พื้นข้างประตูรถด้านที่จำเลยที่ 1 นั่งและใช้อาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 พาติดตัวมายิงผู้ตายนั้น ผู้ตายก็ยังนั่งอยู่ในรถยนต์ปิกอัพ จำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายช่วงแรก 2 นัด จนกระสุนปืนหมดแล้วกลับเข้าไปในรถยนต์เก๋งเอาอาวุธปืนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเก็บไว้ในรถวิ่งอ้อมท้ายรถยนต์ปิกอัพไปยืนที่ข้างประตูรถด้านที่ผู้ตายนั่งแล้วใช้อาวุธปืนของจำเลยที่ 2 ยิงผู้ตายอีกหลายนัด จนผู้ตายถูกกระสุนปืนที่ด้านขวาของลำตัวถึง 5 นัด การยิงผู้ตายในช่วงหลัง จำเลยที่ 1 ย่อมมีเวลาใคร่ครวญตั้งสติได้แล้ว ทั้งขณะนั้นผู้ตายก็ยังนั่งอยู่ในรถยนต์ปิกอัพ โดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายจะทำอันตรายใดแก่จำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการป้องกันสิทธิของตนเกินสมควรแก่เหตุ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๓๘ เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายนายวิเชียร เบญจวรรณ ผู้ตายหลายนัดโดยเจตนาฆ่าถูกบริเวณใบหน้า ลำตัว ด้านหลัง ต้นแขนและหน้าอก จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และจำเลยที่ ๒ พาอาวุธปืนสั้นขนาด ๙ มม. หมายเลขทะเบียน กท.๘๘๕๙๐๙ ซองบรรจุกระสุนปืน ๑ ซอง กระสุนปืนขนาด ๙ มม. ๘ นัด ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนจากนายทะเบียนและเป็นของจำเลยที่ ๒ ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนดังกล่าวติดตัว ทั้งไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดอาวุธปืนสั้นขนาด .๓๘ หมายเลขทะเบียน กท.๓๕๑๙๔๔๑ ซึ่งเป็นของจำเลยที่ ๑ ที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนจากนายทะเบียนและให้มีอาวุธปืนติดตัว ปลอกกระสุนปืนขนาด .๓๘ จำนวน ๕ ปลอก บรรจุอยู่ในโม่รังเพลิงอาวุธปืนดังกล่าว กระสุนปืนขนาด .๓๘ จำนวน ๑๑ นัด อยู่ในซองหนังสีดำและอาวุธปืนสั้นขนาด ๙ มม. หมายเลขทะเบียน กท. ๘๘๕๙๐๙ ของจำเลยที่ ๒ ซองหนัง ๑ ซอง กระสุนปืนขนาด ๙ มม. ๓ นัด ซองบรรจุกระสุนปืน ๑ ซอง กับได้กระสุนปืนขนาด .๓๘ จำนวน ๓ นัด ปลอกกระสุนปืนขนาด ๙ มม. ๕ ปลอก และหัวกระสุนปืน ๒ หัว ตกอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๓, ๙๑, ๒๘๘, ๓๗๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและ สิ่งเทียมอาวุธปืน พ. ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิ , ๗๒ ทวิ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางอุบล เบญจวรรณ มารดาผู้ตายและเด็กชายสหรัฐ เบญจวรรณหรือโซ๊ะประสิทธิ์ บุตร ผู้ตาย โดยนางนงนุช โซ๊ะประสิทธิ์ หรือเบญจวรรณ ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ให้เรียกนางอุบลว่าโจทก์ร่วมที่ ๑ และเรียกเด็กชายสหรัฐว่า โจทก์ร่วมที่ ๒

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๖๙ จำคุก ๒ ปี ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองสำหรับจำเลยที่ ๒ ริบของกลางยกเว้นอาวุธปืนขนาด ๙ มม. หมายเลขทะเบียน กท.๘๘๕๙๐๙ พร้อมซองหนัง ๑ ซอง กระสุนปืนขนาด ๙ มม. ๓ นัด ซองบรรจุกระสุนปืน ๑ ซอง และปลอกกระสุนปืนขนาด ๙ มม. ๕ ปลอก ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ

โจทก์ โจทก์ร่วมที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ. ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๗๒ ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ การกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ลงโทษปรับ ๒,๐๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๑ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ซึ่งวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ร่วมใช้อาวุธปืนยิงนายวิเชียร เบญจวรรณ ผู้ตายตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ ๒ คงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร และโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว

คดีมีปัญหาสู่ศาลฎีกาตามที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ แต่อย่างใด คดีจึงฟังได้เป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ว่า การที่จำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นการกระทำเพื่อป้องกัน คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ ๑ เพียงว่า การที่จำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายนั้นเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุหรือไม่

ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ คบกับผู้ตายแบบคู่รักและเคยลงทุนรับเหมาถมดินร่วมกัน จำเลยทั้งสองแต่งงานกันก่อนเกิดเหตุ ๓ วัน วันเกิดเหตุเวลาประมาณ ๑๑ นาฬิกา จำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์เก๋ง จำเลยที่ ๑ นั่งที่เบาะด้านหน้า โดยจำเลยที่ ๑ มีอาวุธปืนสั้นขนาด .๓๘ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนดังกล่าว และได้รับใบอนุญาตให้พาอาวุธปืนติดตัว จำเลยที่ ๒ มีอาวุธปืนสั้นขนาด ๙ มม. ซึ่งจำเลยที่ ๒ ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปด้วยจำเลยทั้งสองเบิกเงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขา ปทุมธานี แล้วจำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์เก๋งไปตามถนนติวานนท์มุ่งหน้าไปห้าแยกปากเกร็ด ขณะนั้นผู้ตายขับรถยนต์ปิกอัพ โดยมีนางนงนุช โซ๊ะประสิทธิ์ ภริยาผู้ตายอุ้มโจทก์ร่วมที่ ๒ ขณะเกิดเหตุอายุ ๒ ปีเศษ นั่งที่เบาะด้านหน้า นางมุทิตา ละโบ้ น้านางนงนุชนั่งอยู่เบาะหลังผู้ตายซึ่งขับรถยนต์ปิกอัพอยู่ด้านหลังได้ขับแซงทางด้านซ้ายแล้วปาดหน้ารถยนต์เก๋งที่จำเลยที่ ๒ ขับเพื่อให้ชนกำแพงคอนกรีตกลางถนน จำเลยที่ ๒ ชะลอความเร็วให้รถยนต์ปิกอัพแซงไป แต่ผู้ตายขับรถยนต์ปิกอัพปาดหน้าหลายครั้งจนรถยนต์ปิกอัพขวางหน้ารถยนต์เก๋ง ทำให้จำเลยที่ ๒ ต้องขับรถยนต์เก๋งถอยหลังออกมา จำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนสั้นยิงไปที่ยางรถยนต์ปิกอัพ ๒ ถึง ๓ นัด กระสุนปืนถูกล้อหลังด้านขวาเป็นเหตุให้ยางแตก จำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์เก๋งหนีเข้าไปในถนนซอยปรากฏว่าเป็นทางตัน มีรั้วสังกะสีขวางอยู่ จำเลยที่ ๒ ลงจากรถไปที่รั้วสังกะสี ผู้ตายขับรถยนต์ปิกอัพตามมาชนท้ายรถยนต์เก๋งอย่างแรง จำเลยที่ ๑ จึงลงจากรถแล้วใช้อาวุธปืนสั้นของจำเลยที่ ๑ ยิงผู้ตายซึ่งยังนั่งอยู่ในรถยนต์ปิกอัพ ๒ นัด จนกระสุนปืนหมด แล้วจำเลยที่ ๑ เอาอาวุธปืนสั้นของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเก็บไว้ในรถยนต์เก๋งมายิงผู้ตายอีกหลายนัดเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในรถยนต์ปิกอัพโดยมีบาดแผลถูกกระสุนปืนเป็นทางเข้าที่ขมับซ้าย ๑ นัด และทางด้านขวาของลำตัว ๕ นัด ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายเคยมุ่งหมายจะเอาชีวิตจำเลยที่ ๑ โดยขู่จะฆ่าตบตีและใช้อาวุธปืนจ่อที่ศีรษะจำเลยที่ ๑ มาก่อน วันเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนยิงยางรถยนต์ปิกอัพเป็นการปรามไม่ให้ผู้ตายขับรถติดตามแล้ว แต่ผู้ตายยังขับรถยนต์ปิกอัพติดตามมาชนท้ายรถยนต์เก๋งทั้งที่รู้ว่าจำเลยที่ ๑ มีอาวุธปืน แสดงว่าผู้ตายต้องมีอาวุธปืนหรืออาวุธที่เหนือกว่าเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ เชื่อว่าผู้ตายจะลงจากรถยนต์ปิกอัพมาฆ่า จำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายหลายนัด เป็นการยิงอย่างต่อเนื่องในภาวะที่ตกใจกลัว จึงเป็นการกระทำไปพอสมควรแก่เหตุนั้น เห็นว่า แม้ในวันเกิดเหตุผู้ตายจะเป็นฝ่ายก่อเหตุขับรถยนต์ปิกอัพแซงปาดหน้าจะให้รถยนต์เก๋งที่จำเลยที่ ๑ นั่งมาชนกำแพงคอนกรีตกลางถนนหลายครั้ง ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ตายจะใช้อาวุธใดทำร้ายจำเลยที่ ๑ หรือจะทำร้ายจำเลยที่ ๑ด้วยวิธีอื่นอีก การที่ผู้ตายยังขับรถยนต์ปิกอัพตามมาชนท้ายรถยนต์เก๋งในซอยทั้งที่จำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนยิงยางรถยนต์ปิกอัพแล้ว แม้จะเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ เชื่อว่าผู้ตายจะตามมาทำร้ายดังที่อ้าง แต่ขณะที่จำเลยที่ ๑ เปิดประตูรถยนต์เก๋งลงไปยืนที่พื้นข้างประตูรถด้านที่จำเลยที่ ๑ นั่ง และใช้อาวุธปืนที่จำเลยที่ ๑ พาติดตัวมายิงผู้ตายนั้นผู้ตายก็ยังนั่งอยู่ในรถยนต์ปิกอัพ จำเลยที่ ๑ ยิงผู้ตายช่วงแรก ๒ นัด จนกระสุนปืนหมดแล้วกลับเข้าไปในรถยนต์เก๋งเอาอาวุธปืนของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเก็บไว้ในรถวิ่งอ้อมท้ายรถยนต์ปิกอัพไปยืนที่ข้างประตูด้านที่ผู้ตายนั่ง แล้วใช้อาวุธปืนของจำเลยที่ ๒ ยิงผู้ตายอีกหลายนัด จนผู้ตายถูกกระสุนปืนที่ด้านขวาของลำตัวถึง ๕ นัด การยิงผู้ตายในช่วงหลัง จำเลยที่ ๑ ย่อมมีเวลาใคร่ครวญตั้งสติได้แล้ว ทั้งขณะที่จำเลยที่ ๑ ยิงผู้ตายในช่วงหลังนั้นผู้ตายก็ยังนั่งอยู่ในรถยนต์ปิกอัพ โดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายจะทำอันตรายใดแก่จำเลยที่ ๑ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการป้องกันสิทธิของตนเกินสมควรแก่เหตุ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 69 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นางอุบล เบญจวรรณ กับพวก
จำเลย — นางอานี มูหะหมัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายทวีนัส พรรณพงาพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิกร อังคณาวิศัลย์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2144/2544
#40556
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลล่างรวมโทษจำคุกจำเลยทั้งสามกระทงก่อนแล้วจึงลดโทษนั้นไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อลดโทษจำคุกแต่ละกระทงแล้วมีเศษเป็นเดือน การนับโทษจำคุกเป็นเดือนต้องนับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน แต่การนับโทษจำคุกเป็นปีต้องนับตามที่ปฏิทินราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง ดังนั้น หากกำหนดโทษจำคุกเป็นเดือนเมื่อรวมโทษจำคุกได้ 12 เดือน จำเลยย่อมได้รับโทษจำคุก 360 วัน แต่ถ้ารวมโทษเป็น 1 ปี จะได้รับโทษจำคุก 365 วันหรือ 366 วัน เห็นได้ว่า หากรวมโทษจำคุกจากเดือนเป็นปีย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องลดโทษให้จำเลยทุกกระทงก่อนแล้วรวมโทษจำคุก ในส่วนที่เป็นเดือนคงให้เป็นเดือนต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2542 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 7 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 0.63 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวบางส่วนจำนวน 2 เม็ด เป็นเงิน 120 บาท แก่ผู้ล่อซื้อ และร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนกฎหมายเหตุเกิดที่ตำบลเหมืองหม้ออำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีน 7 เม็ด ซึ่งหมดไปในการตรวจพิสูจน์และเงิน100 บาท ที่ใช้ล่อซื้อเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 83 และคืนเงิน 100 บาทแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ5 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 5 ปีฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ11 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งคงลงโทษจำคุกคนละ 5 ปี 6 เดือน คืนเงิน 100 บาทแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...แต่ที่ศาลล่างทั้งสองรวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ทั้งสามกระทงก่อนแล้วจึงลดโทษนั้นไม่ถูกต้องเพราะเมื่อลดโทษจำคุกแต่ละกระทงแล้วมีเศษเป็นเดือน การนับโทษจำคุกเป็นเดือนต้องนับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน แต่การนับโทษจำคุกเป็นปีต้องนับตามปีปฏิทินในราชการ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 21 วรรคสอง ดังนั้น หากกำหนดโทษจำคุกเป็นเดือนเมื่อรวมโทษจำคุกได้ 12 เดือน จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับโทษจำคุก360 วัน แต่ถ้ารวมโทษเป็น 1 ปี แล้ว จำเลยที่ 1 จะได้รับโทษจำคุก365 วัน หรือ 366 วัน แล้วแต่กรณี เห็นได้ว่าหากรวมโทษจำคุกจากเดือนเป็นปีย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 มากกว่า จึงต้องลดโทษให้จำเลยที่ 1 ทุกกระทงก่อนแล้วรวมโทษจำคุกในส่วนที่เป็นเดือนคงให้เป็นเดือนต่อไป ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1ได้ แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกขึ้นฎีกา และกรณีเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาได้ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน และลงโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 6 เดือน รวมลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี18 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 21 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นาย อนุชิต ใยดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2141/2544
#42011
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดในความสูญหายและเสียหายของสินค้าตามฟ้องเพราะความสูญหายและเสียหายเกิดจากภยันตรายหรืออุบัติเหตุ แห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าความเสียหายและสูญหายของสินค้าเกิดจากภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือจึงเป็นข้อเท็จจริงนอกประเด็นข้อพิพาท คู่ความย่อมไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 185 วรรคสองประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 แม้ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าว ทั้งโจทก์และจำเลยได้นำสืบต่อสู้กันอย่างเต็มที่แล้ว ไม่มีฝ่ายใดเสียเปรียบได้เปรียบแก่กัน ก็ไม่มีบทบัญญัติใดหรือข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศข้อใดให้อำนาจศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงนอกประเด็นข้อพิพาทและนำมาวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้

สินค้าที่เสียหายเป็นแผ่นเหล็กรีดเย็นมีลักษณะม้วนเป็นวงกลมทบกันหลายชั้น แต่ละม้วนมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 2,000 กิโลกรัม และมีสิ่งห่อหุ้มมิดชิดป้องกันไม่ให้ถูกน้ำเพื่อให้เหมาะสมแก่การขนส่ง และในใบตราส่งก็มีการระบุจำนวนสินค้าเป็นม้วนที่บรรจุในตู้สินค้าแต่ละตู้ไว้ชัดเจน ดังนั้น แผ่นเหล็กรีดเย็น 1 ม้วนย่อมถือเป็น 1 หน่วยการขนส่ง เมื่อสินค้าแผ่นเหล็กรีดเย็นที่เสียหายและสูญหายดังกล่าวแต่ละม้วนมีน้ำหนักมากไม่ต่ำกว่า 2,000 กิโลกรัม การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งจึงต้องคำนวณเป็นจำนวนเงินตามน้ำหนักสุทธิของม้วนแผ่นเหล็กรีดเย็นที่เสียหายและสูญหายในอัตรากิโลกรัมละ 30 บาท เพราะจะมีจำนวนเงินมากกว่า การคำนวณจากหน่วยการขนส่งในอัตราม้วนละ 10,000 บาท ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 58 และมาตรา 61

จำนวนเงินค่าเสียหายของสินค้าต้องคิดราคาในเวลาส่งมอบสินค้า ณ ท่าปลายทางคือวันที่ 24 สิงหาคม จึงใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทในวันดังกล่าวเป็นอัตราแลกเปลี่ยนในการคิดค่าเสียหายของสินค้าเป็นเงินบาทแต่เมื่อคู่ความไม่ได้นำสืบถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราในวันดังกล่าวจึงเห็นสมควรกำหนดให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทในอัตราขายถัวเฉลี่ยของเงินสกุลต่าง ๆ ณ สิ้นวันทำการประจำวันที่ 24 สิงหาคม ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาอัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศดังกล่าวที่มีในวันสุดท้ายก่อนวันที่ 24 สิงหาคม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินจำนวน 5,807,330.73 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 5,612,087.51 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่ง ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งอื่นที่ได้รับมอบหมายจากผู้ขนส่งให้ทำการขนส่งสินค้าตามฟ้อง สินค้าตามฟ้องเสียหายและสูญหายโดยเหตุแห่งการเสียหายและสูญหายเกิดขึ้นระหว่างสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้เกิดเพราะสภาพแห่งสินค้าหรือเพราะความผิดของผู้ส่งของหรือผู้รับตราส่ง อย่างไรก็ตามเหตุที่ทำให้สินค้าเสียหายและสูญหายเกิดขึ้นจากภยันตรายแห่งท้องทะเล ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 52(2) จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดและไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่เหลืออีกต่อไป พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2540 บริษัทไทยน็อกซ์ สตีล จำกัด ได้ตกลงขายสินค้าเหล็กรีดเย็นให้แก่ผู้ซื้อ 2 ราย ซึ่งอยู่ที่ประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยขายให้แก่บริษัท ดี.ดับบลิว.แอล. อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดดิ้ง (เทียนจิน) อินคอร์ปอเรชั่น 2 รายการ รวม 25 ม้วนและขายให้แก่บริษัทเทียนจิน อิเล็คโทรนิกส์ แอนด์ อินสทรูเมนต์ อิมพอร์ต แอนด์ เอ็กซ์พอร์ต คอร์ปอเรชั่น 1 รายการ จำนวน 14 ม้วน ตามลำดับบริษัทไทยน็อกซ์ สตีล จำกัด ได้ว่าจ้างจำเลยทั้งสองขนส่งสินค้าเหล็กรีดเย็นดังกล่าวทั้งหมดเป็นจำนวนรวม 39 ม้วน ทางทะเลจากท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ไปยังท่าเรือเมืองเทียนจินประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และบริษัทไทน็อกซ์ สตีล จำกัด ได้เอาประกันภัยสินค้าทั้งหมดไว้แก่โจทก์ โดยตกลงให้ผู้ซื้อเป็นผู้รับประโยชน์ในวงเงินรวม 334,708.53 ดอลลาร์สหรัฐ ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.6 สินค้าดังกล่าวบรรจุในตู้สินค้าจำนวน 8 ตู้ ถูกขนลงเรือของจำเลยที่ 2 และเดินทางไปถึงท่าเรือเมืองเทียนจิน ปรากฏว่าสินค้าเกิดความเสียหายและสูญหายในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของผู้ขนส่ง โดยความเสียหายและสูญหายของสินค้ามิได้เกิดขึ้นหรือเป็นผลมาจากสภาพของสินค้า และมิได้เกิดจากความผิดของผู้ส่งหรือผู้รับตราส่ง โจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทเทียนจิน เทด้า ฮั่วไท้ อินชัวรันซ์ เอเจนซี่ แอนด์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้เป็นผู้สำรวจความเสียหาย บริษัทผู้สำรวจรายงานสาเหตุของความเสียหายว่าเกิดขึ้นเนื่องจากระหว่างการขนส่งทางทะเลเกิดสภาพภูมิอากาศไม่ดีตามเอกสารหมาย จ.7และ จ.8 และนายเรือโคตา มาจู ได้ทำหนังสือโต้แย้งไว้ว่าความเสียหายของสินค้าบนเรือเกิดจากเรือประสบกับสภาพอากาศไม่ค่อยดีขณะที่อยู่ทางตอนเหนือของดินแดนไต้หวัน และวันต่อมาขณะเรือแล่นอยู่ทางตะวันออกของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเรือปะทะกับคลื่นขนาดใหญ่ตลอดจนลมพายุที่แรงตั้งแต่ระดับ 7 ถึง 10 เรือจึงเริ่มหมุน และมีการเอียงเป็นบางครั้ง มีน้ำทะเลกระเซ็นเข้ามาในเรือ ทำให้สินค้าและเรือได้รับความเสียหายตามเอกสารหมาย จ.14 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอันดับแรกว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ความเสียหายและสูญหายของสินค้าตามฟ้องเกิดจากภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท ซึ่งเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดของผู้ขนส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 52(2) ซึ่งจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ขนส่งจะต้องยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ เพื่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท ทั้งจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบพิสูจน์ว่ามีข้อเท็จจริงดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จึงจะได้รับยกเว้นความรับผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่สำหรับคดีนี้จำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดในความสูญหายและเสียหายของสินค้าตามฟ้อง เพราะความสูญหายและเสียหายเกิดจากภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าความเสียหายและสูญหายของสินค้าเกิดจากภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือจึงเป็นข้อเท็จจริงนอกประเด็นข้อพิพาท คู่ความย่อมไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองได้นำสืบต่อสู้กันอย่างเต็มที่แล้ว ไม่มีฝ่ายใดเสียเปรียบได้เปรียบแก่กัน ก็ไม่มีบทบัญญัติใดแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 หรือข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศข้อใดให้อำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังข้อเท็จจริงนอกประเด็นข้อพิพาทและนำมาวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ความเสียหายและสูญหายของสินค้าตามฟ้องเกิดจากภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่มีการนำสืบนอกเหนือประเด็นข้อพิพาทไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าเกิดจากภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือ และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่เหลือต่อไปให้ครบทุกข้อ เมื่อศาลดังกล่าวมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่เหลือ จึงเป็นกรณีที่ศาลดังกล่าวมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง แต่เมื่อปรากฏว่าคู่ความได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบตามประเด็นข้อพิพาททุกข้อจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดคดีตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้วินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลดังกล่าวพิพากษาใหม่ซึ่งมีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นข้อแรกว่า ความเสียหายของสินค้าตามฟ้องมีเพียงใด และโจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยไปแล้วหรือไม่ จำนวนเท่าใด ปัญหานี้โจทก์อ้างส่งรายงานสำรวจความเสียหายของสินค้าของบริษัทเทียนจิน เทต้า ฮั่วไท้ อินชัวรันซ์ เอเจนซี่ แอนด์ คอนซัลแต้นท์ จำกัด ผู้สำรวจความเสียหายตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 รวมทั้งรายการพิจารณาใช้ค่าเสียหายตามเอกสารหมาย จ.11 และ จ.12 โดยมีนายสาคร สุดสะอาด ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสินไหมทั่วไปของโจทก์ส่งบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและมาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวว่า สินค้า 2 รายการแรกสูญหายไป 4 ม้วน และได้รับความเสียหาย บุบงอกับเกิดสนิมจนเสียหายสิ้นเชิง จำนวน 1 ม้วน เสียหายบางส่วนจากการเกิดสนิมและบุบ จำนวน 16 ม้วน คิดเป็นค่าเสียหายจำนวน 118,844.96 ดอลลาร์สหรัฐ สินค้ารายการที่ 3 ได้รับความเสียหายโดยบุบและเกิดสนิม จำนวน 5 ม้วน คิดเป็นค่าเสียหายจำนวน 12,698.78ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายของสินค้า 2 รายการแรก จำนวน 118,844.96 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่บริษัท ดี.ดับบลิว.แอล อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดดิ้ง (เทียนจิน) อินคอร์ปอเรชั่น เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 ตามใบรับช่วงสิทธิเอกสารหมาย จ.9 โดยในวันดังกล่าวมีอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐกับเงินบาทในอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 42.60 บาท จึงคำนวณเป็นเงินบาทได้ 5,062,795.20 บาท และโจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายของสินค้ารายการที่ 3 จำนวน 12,698.78 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่บริษัทเทียนจิน อิเล็คโทรนิกส์ แอนด์ อินสทรูเมนต์ อิมพอร์ตแอนด์ เอ็กซ์พอร์ต คอร์ปอเรชั่น เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2541 ตามใบรับช่วงสิทธิเอกสารหมาย จ.10 ในวันดังกล่าวมีอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐกับเงินบาทในอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 43.25 บาท คำนวณเป็นเงินบาทได้ 549,292.31 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า สินค้าตามฟ้องได้รับความเสียหายและสูญหายในระหว่างการขนส่งทางทะเล รวม 26 ม้วน และโจทก์ผู้รับประกันภัยสินค้านี้ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อทั้งสองรายไปแล้วเป็นเงินรวมทั้งสิ้นจำนวน131,543.74 ดอลลาร์สหรัฐ คำนวณเป็นเงินไทยได้จำนวน 5,612,087.51บาท โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิจากผู้ซื้อทั้งสองรายมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งสินค้าได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 46 ได้บัญญัติให้ผู้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายเพื่อการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าจากผู้ขนส่ง ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้า จำเลยที่ 2 นำสืบโดยส่งบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายสรรเสริญเตชะบูรพา ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ยืนยันว่า จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าแล้วตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2540 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2541 จึงเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ขนส่งส่งมอบสินค้า แม้นายสรรเสริญจะมาเบิกความรับรองความถูกต้องของบันทึกถ้อยคำของตนดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้แสดงหลักฐานสนับสนุนข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม2540 แต่อย่างใด ทั้งกลับปรากฏจากหนังสือโต้แย้งของนายเรือโคตา มาจู ตามเอกสารหมาย จ.14 ซึ่งมีโนตารีปับลิกแห่งเมืองดาเหลียน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน รับรอง ระบุว่าเรือที่ขนส่งสินค้าเดินทางถึงเมืองดาเหลียนในวันที่ 22 สิงหาคม 2540 และตามรายงานการตรวจสอบสินค้าเอกสารหมาย จ.15 ระบุว่าเริ่มตรวจสอบสินค้ากันเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2540 สอดคล้องกับรายงานสำรวจความเสียหายของผู้สำรวจภัยเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 และทางนำสืบของโจทก์ที่ยืนยันว่า เรือโคตา มาจู เดินทางไปถึงท่าเรือเมืองเทียนจินเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2540 และได้ขนสินค้าขึ้นจากเรือแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม2540 ทั้งนายสรรเสริญ ได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า จากเอกสารหมาย จ.14 และ จ.15 เชื่อว่า เรือได้เดินทางไปถึงท่าซิงดัง เมืองเทียนจินในวันที่ 23 สิงหาคม 2540 ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าตามฟ้องเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม2540 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2541 ยังไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในความเสียหายและสูญหายของสินค้าทั้ง 26 ม้วน เป็นจำนวนเงินเท่าใด ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ความเสียหายและสูญหายของสินค้าดังกล่าวไม่เข้ากรณีดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 60 ดังนั้น ความรับผิดของจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ขนส่งต่อความเสียหายและสูญหายของสินค้าจึงมีจำนวนเงินจำกัดตามมาตรา 58 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวซึ่งบัญญัติให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียง 10,000 บาท ต่อ1 หน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละ 30 บาท ต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้น แล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า แต่ในกรณีที่คำนวณราคาของหรือสินค้าที่สูญหายหรือเสียหายได้ตามมาตรา 61 แล้ว ปรากฏว่าราคาของนั้นต่ำกว่าที่จำกัดความรับผิดไว้ดังกล่าวข้างต้น ให้ถือเอาตามราคาที่คำนวณได้นั้น โดยในการคำนวณราคาของที่สูญหายหรือเสียหายมีหลักเกณฑ์ตามมาตรา 61 กล่าวคือ ในกรณีของสูญหายหรือเสียหายทั้งหมด ให้คำนวณเท่ากับราคาที่ของนั้นจะพึงมีในเวลาที่พึงส่งมอบ ณ ท่าปลายทาง ถ้าของสูญหายหรือเสียหายบางส่วนให้คำนวณตามส่วนโดยเทียบกับราคาของอย่างเดียวกันและคุณภาพเท่าเทียมกันที่ยังเหลืออยู่ในเวลาส่งมอบ ณ ท่าปลายทาง ข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่า สินค้าที่เสียหายเป็นแผ่นเหล็กรีดเย็นมีลักษณะม้วนเป็นวงกลมทบกันหลายชั้นแต่ละม้วนมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 2,000 กิโลกรัมและมีสิ่งห่อหุ้มมิดชิดป้องกันไม่ให้ถูกน้ำเพื่อให้เหมาะสมแก่การขนส่ง และในใบตราส่งเอกสารหมาย จ.3 จ.4 และ จ.5 ก็มีการระบุจำนวนสินค้าเป็นม้วนที่บรรจุในตู้สินค้าแต่ละตู้ไว้ชัดเจน ดังนั้น แผ่นเหล็กรีดเย็น 1 ม้วน ย่อมถือเป็น1 หน่วยการขนส่ง เมื่อสินค้าแผ่นเหล็กรีดเย็นที่เสียหายและสูญหายดังกล่าวแต่ละม้วนมีน้ำหนักมากไม่ต่ำกว่า 2,000 กิโลกรัม ดังกล่าวดังนี้ การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งจึงต้องคำนวณเป็นจำนวนเงินตามน้ำหนักสุทธิของม้วนแผ่นเหล็กรีดเย็นที่เสียหายและสูญหายในอัตรากิโลกรัมละ 30 บาท เพราะจะมีจำนวนเงินมากกว่าการคำนวณจากหน่วยการขนส่งในอัตราม้วนละ 10,000 บาท และเมื่อพิจารณาตามรายงานการสำรวจความเสียหาย เอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 กับรายงานการพิจารณาใช้ค่าเสียหายเอกสารหมาย จ.11 และ จ.12 ปรากฏว่า สินค้าเหล็กรีดเย็นที่จำเลยทั้งสองขนส่งโดยมีการออกใบตราส่ง3 ฉบับ และโจทก์รับประกันภัยไว้ตามกรมธรรม์ประกัน 3 ฉบับ แยกเป็น3 รายการ รายการที่ 1 จำนวน 8 ม้วน รายการที่ 2 จำนวน 17 ม้วน และรายการที่ 3 จำนวน 14 ม้วน รวม 39 ม้วน สินค้าดังกล่าวสูญหายและเสียหาย โดยสินค้ารายการที่ 1 และที่ 2 สูญหาย 4 ม้วน เสียหาย 17 ม้วน และสินค้ารายการที่ 3 เสียหาย 5 ม้วน รวมเป็นสินค้าทั้งสามรายการที่สูญหายและเสียหาย 26 ม้วน ซึ่งมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้ ฯลฯ

จำนวนเงินค่าเสียหายที่แท้จริงของสินค้าแต่ละม้วนกับจำนวนเงินจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งของสินค้าแต่ละม้วนดังกล่าวมาข้างต้นนี้ในส่วนจำนวนเงินค่าเสียหายของสินค้าต้องคิดราคาในเวลาส่งมอบสินค้าณ ท่าปลายทาง คือวันที่ 24 สิงหาคม 2540 ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทในวันดังกล่าวเป็นอัตราแลกเปลี่ยนในการคิดค่าความเสียหายของสินค้าเป็นเงินบาท หากคิดเป็นเงินบาทแล้วมีจำนวนเงินเกินจำนวนเงินที่จำกัดความรับผิด จำเลยทั้งสองก็ต้องรับผิดเพียงจำนวนเงินที่จำกัดความรับผิดกิโลกรัมละ 30 บาท ดังที่ได้คิดคำนวณไว้ข้างต้นแล้ว แต่ถ้าคิดค่าเสียหายเป็นเงินบาทได้ต่ำกว่าจำนวนเงินที่จำกัดความรับผิด จำเลยทั้งสองก็ต้องรับผิดตามจำนวนความเสียหายที่คิดเป็นเงินบาทซึ่งต่ำกว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 58 และ 61 ดังกล่าวข้างต้น แต่ตามสำนวนคู่ความไม่ได้นำสืบถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราในวันที่ 24 สิงหาคม 2540 ดังกล่าว จึงเห็นสมควรกำหนดให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทในอัตราขายถัวเฉลี่ยของเงินสกุลต่าง ๆ ณ สิ้นวันทำการประจำวันที่ 24 สิงหาคม2540 ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ 24 สิงหาคม2540 ให้ถือเอาอัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศดังกล่าวที่มีในวันสุดท้ายก่อนวันที่ 24 สิงหาคม 2540 และจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดสำหรับสินค้าแต่ละม้วนตามเกณฑ์ที่วินิจฉัยมาข้างต้นนับแต่วันที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยต้นเงินที่ต้องชำระสำหรับสินค้าม้วนที่ 1 ถึงที่ 21 ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 และต้นเงินที่ต้องชำระสำหรับสินค้าม้วนที่ 22 ถึงที่ 26 ให้คิดนับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงินบาทโดยให้คิดคำนวณจากจำนวนเงินค่าเสียหายของสินค้าเหล็กรีดเย็นแต่ละม้วนคือ ม้วนที่ 1 จำนวน 10,944.95 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 2 จำนวน 10,979.80ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 3 จำนวน 10,719.45 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 4 จำนวน 9,306.42 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 5 จำนวน 9,402.75 ดอลลาร์สหรัฐม้วนที่ 6 จำนวน 2,810.91 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 7 จำนวน 5,076.50 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 8 จำนวน 3,619.78 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 9 จำนวน 3,370.66 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 10 จำนวน 3,438.26 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 11 จำนวน 3,540.03 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 12 จำนวน 4,596.02 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 13 จำนวน 3,756.35 ดอลลาร์สหรัฐม้วนที่ 14 จำนวน 3,797.47 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 15 จำนวน 3,790.08 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 16 จำนวน 3,485.66 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 17 จำนวน 2,880.86 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 18 จำนวน 2,890.94 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 19 จำนวน 2,892.96 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 20 จำนวน 3,266.59 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 21 จำนวน 3,269.28 ดอลลาร์สหรัฐม้วนที่ 22 จำนวน 2,344.60 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 23 จำนวน 2,079.36 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 24 จำนวน 2,280.76 ดอลลาร์สหรัฐ ม้วนที่ 25 จำนวน 2,276.20 ดอลลาร์สหรัฐ และม้วนที่ 26 จำนวน 1,924.32 ดอลลาร์สหรัฐ นำมาคิดเป็นเงินบาทโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทในอัตราขายถัวเฉลี่ยของเงินสกุลต่าง ๆ ณ สิ้นวันทำการประจำวันที่ 24 สิงหาคม 2540 ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ หากกรณีเป็นวันหยุดทำการหรือมีเหตุอื่นที่ทำให้ไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวในวันที่ 24 สิงหาคม 2540 ให้ถือเอาอัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศดังกล่าวที่มีในวันสุดท้ายก่อนวันที่ 24 สิงหาคม2540 และเมื่อคำนวณจำนวนเงินความเสียหายของสินค้าแต่ละม้วนเป็นเงินบาทดังกล่าวแล้ว ให้นำไปเปรียบเทียบกับจำนวนเงินจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งม้วนต่อม้วนดังต่อไปนี้ ม้วนที่ 1 จำนวน 160,170 บาท ม้วนที่ 2 จำนวน 160,680 บาท ม้วนที่ 3 จำนวน 156,870 บาท ม้วนที่ 4 จำนวน 128,070 บาท ม้วนที่ 5 จำนวน 161,190 บาท ม้วนที่ 6 จำนวน111,030 บาท ม้วนที่ 7 จำนวน 200,520 บาท ม้วนที่ 8 จำนวน 142,980 บาท ม้วนที่ 9 จำนวน 133,140 บาท ม้วนที่ 10 จำนวน 135,810 บาท ม้วนที่ 11 จำนวน 139,830 บาท ม้วนที่ 12 จำนวน 193,110 บาท ม้วนที่ 13 จำนวน 157,830 บาท ม้วนที่ 14 จำนวน 169,530 บาท ม้วนที่ 15 จำนวน 169,200 บาท ม้วนที่ 16 จำนวน 155,610 บาทม้วนที่ 17 จำนวน 128,610 บาท ม้วนที่ 18 จำนวน 129,060 บาทม้วนที่ 19 จำนวน 129,150 บาท ม้วนที่ 20 จำนวน 145,830 บาทม้วนที่ 21 จำนวน 145,950 บาท ม้วนที่ 22 จำนวน 92,550 บาท ม้วนที่ 23 จำนวน 82,080 บาท ม้วนที่ 24 จำนวน 90,030 บาท ม้วนที่ 25 จำนวน 89,850 บาท ม้วนที่ 26 จำนวน 75,960 บาท หากจำนวนเงินความเสียหายของสินค้าม้วนใดที่คิดเป็นเงินบาทแล้วต่ำกว่าจำนวนเงินจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในม้วนนั้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามจำนวนความเสียหายที่ต่ำกว่านั้นแก่โจทก์ แต่ถ้าจำนวนเงินความเสียหายที่คิดเป็นเงินบาทม้วนใดสูงกว่าจำนวนเงินจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในม้วนนั้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามจำนวนเงินจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ต้องชำระดังกล่าวข้างต้นโดยจำนวนเงินสำหรับสินค้าม้วนที่ 1 ถึงที่ 21 ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 26กุมภาพันธ์2541 และจำนวนเงินสำหรับสินค้าม้วนที่ 22 ถึงที่ 26 ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 185 วรรคสอง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 52 ม. 58 ม. 60 ม. 61
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท แจ็คกี้ เมเดอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พินิจ เพชรรุ่ง
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2141/2544
#99596
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดเพราะเหตุยกเว้นความรับผิดตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 52 (2) ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าความเสียหายและสูญหายของสินค้าเกิดจากภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือ จึงเป็นข้อเท็จจริงนอกประเด็นข้อพิพาท คู่ความย่อมไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองได้นำสืบต่อสู้กันอย่างเต็มที่แล้ว ไม่มีฝ่ายใดเสียเปรียบได้เปรียบกัน ก็ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังข้อเท็จจริงนอกประเด็นข้อพิพาทมาวินิจฉัยได้

เมื่อข้อเท็จฟังได้ว่าสินค้าที่เสียหายเป็นแผ่นเหล็กรีดเย็นมีลักษณะเป็นม้วนวงกลมทบกันหลายชั้น และในใบตราส่งก็มีการระบุจำนวนสินค้าเป็นม้วนที่บรรจุในตู้สินค้าแต่ละตู้ไว้ชัดเจน ดังนั้น แผ่นเหล็กรีดเย็น 1 ม้วน ย่อมถือเป็น 1 หน่วยการขนส่ง เมื่อความเสียหายของสินค้าที่เกิดขึ้นมิใช่กรณี ตามมาตรา 60 แห่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 และสินค้าดังกล่าวแต่ละม้วนมีน้ำหนักมาก ไม่ต่ำกว่า 2,000 กิโลกรัม การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งจึงต้องคำนวณเป็นจำนวนเงินตามน้ำหนักสุทธิในอัตรากิโลกรัมละ 30 บาท แต่หากปรากฏว่าราคาของนั้นต่ำกว่าที่จำกัดความรับผิดไว้ ให้ถือเอาตามราคาที่คำนวณได้ โดยคำนวณตามหลักเกณฑ์ มาตรา 61 กล่าวคือ ในกรณีของสูญหายหรือเสียหายทั้งหมด ให้คำนวณเท่ากับราคาที่ของนั้นจะพึงมีในเวลาที่พึงส่งมอบ ณ ท่าปลายทาง ถ้าของสูญหายหรือเสียหายบางส่วนให้คำนวณตามส่วนโดยเทียบกับราคาของอย่างเดียวกันและคุณภาพเท่าเทียมกันที่ยังเหลืออยู่ในเวลาส่งมอบ ณ ท่าปลายทาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,612,087.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินจำนวน 5,807,330.73 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 5,612,087.51 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่ง ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งอื่นที่ได้รับมอบหมายจากผู้ขนส่งให้ทำการขนส่งสินค้าตามฟ้องสินค้าตามฟ้องเสียหายและสูญหายโดยเหตุแห่งการเสียหายและสูญหายเกิดขึ้นระหว่างสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้เกิดเพราะสภาพแห่งสินค้าหรือเพราะความผิดของผู้ส่งของหรือผู้รับตราส่ง อย่างไรก็ตามเหตุที่ทำให้สินค้าเสียหายและสูญหายเกิดขึ้นจากภยันตรายแห่งท้องทะเล ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 52 (2) จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่เหลืออีกต่อไปพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ความเสียหายและสูญหายของสินค้าตามฟ้องเกิดจากภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทซึ่งเป็นการไม่ชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดของผู้ขนส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 52 (2) ซึ่งจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ขนส่งจะต้องยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ เพื่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท ทั้งจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบพิสูจน์ว่ามีข้อเท็จจริงดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จึงจะได้รับยกเว้นความรับผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่สำหรับคดีนี้ จำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดในความสูญหายและเสียหายของสินค้าตามฟ้อง เพราะความสูญหายและเสียหายเกิดจากภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่า ความเสียหายและสูญหายของสินค้าเกิดจากภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือ จึงเป็นข้อเท็จจริงนอกประเด็นข้อพิพาท คู่ความย่อมไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองได้นำสืบต่อสู้กันอย่างเต็มที่แล้ว ไม่มีฝ่ายใดเสียเปรียบได้เปรียบแก่กัน ก็ไม่มีบทบัญญัติใดแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 หรือข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศข้อใดให้อำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังข้อเท็จจริงนอกประเด็นข้อพิพาทและนำมาวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในความเสียหายและสูญหายของสินค้าทั้ง 26 ม้วน เป็นจำนวนเงินเท่าใดข้อเท็จจริงปรากฏว่า ความเสียหายและสูญหายของสินค้าดังกล่าวไม่เข้ากรณีดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 60 ดังนั้น ความรับผิดของจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ขนส่งต่อความเสียหายและสูญหายของสินค้าจึงมีจำนวนเงินจำกัดตามมาตรา 58 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งบัญญัติให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียง 10,000 บาท ต่อ 1 หน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละ 30 บาท ต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้น แล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า แต่ในกรณีที่คำนวณราคาของหรือสินค้าที่สูญหายหรือเสียหายได้ตามมาตรา 61 แล้วปรากฏว่าราคาของนั้นต่ำกว่าที่จำกัดความรับผิดไว้ดังกล่าวข้างต้น ให้ถือเอาตามราคาที่คำนวณได้นั้น โดยในการคำนวณราคาของที่สูญหายหรือเสียหายมีหลักเกณฑ์ตามมาตรา 61 กล่าวคือ ในกรณีของสูญหายหรือเสียหายทั้งหมด ให้คำนวณเท่ากับราคาที่ของนั้นจะพึงมีในเวลาที่พึงส่งมอบ ณ ท่าปลายทาง ถ้าของสูญหายหรือเสียหายบางส่วนให้คำนวณตามส่วนโดยเทียบกับราคาของอย่างเดียวกันและคุณภาพเท่าเทียมกันที่ยังเหลืออยู่ในเวลาส่งมอบ ณ ท่าปลายทาง ข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่า สินค้าที่เสียหายเป็นแผ่นเหล็กรีดเย็นมีลักษณะม้วนเป็นวงกลมทบกันหลายชั้น แต่ละม้วนมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 2,000 กิโลกรัม และมีสิ่งห่อหุ้มมิดชิดป้องกันไม่ให้ถูกน้ำเพื่อให้เหมาะสมแก่การขนส่ง และในใบตราส่ง ก็มีการระบุจำนวนสินค้าเป็นม้วนที่บรรจุในตู้สินค้าแต่ละตู้ไว้ชัดเจน ดังนั้น แผ่นเหล็กรีดเย็น 1 ม้วน ย่อมถือเป็น 1 หน่วยการขนส่ง เมื่อสินค้าแผ่นเหล็กรีดเย็นที่เสียหายและสูญหายดังกล่าวแต่ละม้วนมีน้ำหนักมากไม่ต่ำกว่า 2,000 กิโลกรัม ดังกล่าว ดังนี้ การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งจึงต้องคำนวณเป็นจำนวนเงินตามน้ำหนักสุทธิของม้วนแผ่นเหล็กรีดเย็นที่เสียหายและสูญหายในอัตรากิโลกรัมละ 30 บาท เพราะจะมีจำนวนเงินมากกว่าการคำนวณจากหน่วยการขนส่งในอัตราม้วนละ 10,000 บาท และเมื่อพิจารณาตามรายงานการสำรวจความเสียหาย กับรายงานการพิจารณาใช้ค่าเสียหายปรากฏว่า สินค้าเหล็กรีดเย็นที่จำเลยทั้งสองขนส่งโดยมีการออกใบตราส่ง 3 ฉบับ และโจทก์รับประกันภัยไว้ตามกรมธรรม์ประกัน 3 ฉบับ แยกเป็น 3 รายการ รายการที่ 1 จำนวน 8 ม้วน รายการที่ 2 จำนวน 17 ม้วน และรายการที่ 3 จำนวน 14 ม้วน รวม 39 ม้วนสินค้าดังกล่าวสูญหายและเสียหาย โดยสินค้ารายการที่ 1 และที่ 2สูญหาย 4 ม้วน เสียหาย 17 ม้วน และสินค้ารายการที่ 3 เสียหาย 5 ม้วน รวมเป็นสินค้าทั้งสามรายการที่สูญหายและเสียหาย 26 ม้วน

จำนวนเงินค่าเสียหายที่แท้จริงของสินค้าแต่ละม้วนกับจำนวนเงินจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งของสินค้าแต่ละม้วนดังกล่าวมาข้างต้นนี้ ในส่วนจำนวนเงินค่าเสียหายของสินค้าต้องคิดราคาในเวลาส่งมอบสินค้า ณ ท่าปลายทาง คือวันที่ 24 สิงหาคม 2540 ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทในวันดังกล่าวเป็นอัตราแลกเปลี่ยนในการคิดค่าความเสียหายของสินค้าเป็นเงินบาท หากคิดเป็นเงินบาทแล้วมีจำนวนเงินเกินจำนวนเงินที่จำกัดความรับผิด จำเลยทั้งสองก็ต้องรับผิดเพียงจำนวนเงินที่จำกัดความรับผิดกิโลกรัมละ 30 บาท ดังที่ได้คิดคำนวณไว้ข้างต้นแล้ว แต่ถ้าคิดค่าเสียหายเป็นเงินบาทได้ต่ำกว่าจำนวนเงินที่จำกัดความรับผิด จำเลยทั้งสองก็ต้องรับผิดตามจำนวนความเสียหายที่คิดเป็นเงินบาทซึ่งต่ำกว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 58 และ 61 ดังกล่าวข้างต้น แต่ตามสำนวนคู่ความไม่ได้นำสืบถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราในวันที่ 24 สิงหาคม 2540 ดังกล่าว จึงเห็นสมควรกำหนดให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทในอัตราขายถัวเฉลี่ยของเงินสกุลต่าง ๆ ณ สิ้นวันทำการประจำวันที่ 24 สิงหาคม 2540 ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ 24 สิงหาคม 2540 ให้ถือเอาอัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศดังกล่าวที่มีในวันสุดท้ายก่อนวันที่ 24 สิงหาคม 2540 และจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดสำหรับสินค้าแต่ละม้วนตามเกณฑ์ที่วินิจฉัยมาข้างต้นนับแต่วันที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยต้นเงินที่ต้องชำระสำหรับสินค้าม้วนที่ 1 ถึงที่ 21 ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 และต้นเงินที่ต้องชำระสำหรับสินค้าม้วนที่ 22 ถึงที่ 26 ให้คิดนับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงินบาท โดยให้คิดคำนวณจากจำนวนเงินค่าเสียหายของสินค้าเหล็กรีดเย็นแต่ละม้วน นำมาคิดเป็นเงินบาทโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทในอัตราขายถัวเฉลี่ยของเงินสกุลต่างๆ ณ สิ้นวันทำการประจำวันที่ 24 สิงหาคม 2540 ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ หากกรณีเป็นวันหยุดทำการหรือมีเหตุอื่นทำให้ไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวในวันที่ 24 สิงหาคม 2540 ให้ถือเอาอัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศดังกล่าวที่มีในวันสุดท้ายก่อนวันที่ 24 สิงหาคม 2540 และเมื่อคำนวณจำนวนเงินความเสียหายของสินค้าแต่ละม้วนเป็นเงินบาทดังกล่าวแล้ว ให้นำไปเปรียบเทียบกับเงินจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในม้วนนั้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามจำนวนความเสียหายที่ต่ำกว่านั้นแก่โจทก์ แต่ถ้าจำนวนเงินความเสียหายที่คิดเป็นเงินบาทม้วนใดสูงกว่าจำนวนเงินจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในม้วนนั้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามจำนวนเงินจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ต้องชำระดังกล่าวข้างต้น โดยจำนวนเงินสำหรับสินค้าม้วนที่ 1 ถึงที่ 21 ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 และจำนวนเงินสำหรับสินค้าม้วนที่ 22 ถึงที่ 26 ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 185 วรรคสอง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 52 (2) ม. 58 ม. 60 ม. 61
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทแจ๊คกี้ เมเดอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พินิจ เพชรรุ่ง
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2544
#41104
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2510มาตรา 6,7 และมาตรา 9(1) และ (2) เพียงแต่บัญญัติว่าองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกจำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นองค์การของรัฐเพื่อการกุศล ได้รับเงินอุดหนุนจากงบเงินอุดหนุนของกระทรวงกลาโหมและเงินที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นครั้งคราวแต่ไม่มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้จำเลยเป็นราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่นทั้งตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2503 มาตรา 8 จำเลยก็ไม่ได้เป็นส่วนราชการของกระทรวงกลาโหมจำเลยจึงมิได้เป็นราชการส่วนกลางราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่น ที่จะได้รับการยกเว้นไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่ห้ามมิให้หน่วยงานขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกจำเลยดำเนินกิจการเพื่อหารายได้อันเป็นการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ทั้งการที่สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองนำรายได้อันเกิดจากการจำหน่ายดอกไม้ ธูปเทียนพวงมาลัยผ้าแพรสมทบกับเงินบริจาคจากผู้บริจาคต่าง ๆส่งให้แก่จำเลยนำไปใช้จ่ายเพื่อการกุศล ก็เป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของจำเลยนั่นเอง มิได้ดำเนินการนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ของจำเลยการดำเนินกิจการดังกล่าวจึงเป็นการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ

ข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยลูกจ้างองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2521 ให้ถือปฏิบัติตามข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยพนักงานองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2536ซึ่งกำหนดว่าพนักงานของจำเลยจะต้องออกจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณของปีที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์นั้น หมายถึงให้จำเลยดำเนินการให้พนักงานที่ขาดคุณสมบัติเนื่องจากอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ออกจากงานนั่นเอง การที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานเพราะเหตุที่โจทก์มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์เป็นการไม่ให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างทำงานต่อไป จึงเป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งหัวหน้าบัญชีและพัสดุ วันที่ 1 ตุลาคม 2542 จำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยโจทก์มิได้กระทำความผิด จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน คิดเป็นเงิน96,120 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชย 96,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นองค์การของรัฐเพื่อการกุศลไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองเป็นหน่วยงานหนึ่งของจำเลยมีหน้าที่ดูแลรักษาศาลหลักเมืองรวมทั้งอาคารและสถานที่บูรณะปฏิสังขรณ์ บริการประชาชนผู้มาสักการะ จึงเป็นหน่วยงานของจำเลยซึ่งไม่มีวัตถุประสงค์แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานกิจการศาลหลักเมืองได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ตามข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยลูกจ้างองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2521ที่ให้ถือปฏิบัติตามข้อบังคับสภาทหารผ่านศึก ระเบียบและคำสั่งขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกว่าด้วยพนักงานองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2536 ซึ่งกำหนดให้พนักงานต้องออกจากงานเมื่อมีคำสั่งให้ออกเนื่องจากสิ้นปีงบประมาณที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตอบแทนจากจำเลยเพราะไม่เข้ากรณีที่จะได้รับเงินบำเหน็จตอบแทนตามข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยบำเหน็จของพนักงานองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2520ซึ่งกำหนดให้พนักงานได้รับบำเหน็จเมื่อทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่า5 ปีบริบูรณ์ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย96,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1ตุลาคม 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยเป็นหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นได้รับการยกเว้นมิให้อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยเท่ากับอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลแรงงานกลางก็ตาม แต่อย่างไรก็ดีตามพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2510มาตรา 6, 7 และมาตรา 9(1) และ (2) เพียงแต่บัญญัติว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นองค์การของรัฐเพื่อการกุศล ได้รับเงินอุดหนุนจากงบเงินอุดหนุนของกระทรวงกลาโหมและเงินที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นครั้งคราว แต่มิได้มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้จำเลยเป็นราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2503 มาตรา 8 บัญญัติว่า"กระทรวงกลาโหมมีส่วนราชการดังนี้

(1) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี

(2) สำนักงานปลัดกระทรวง

(3) กรมราชองครักษ์

(4) กองบัญชาการทหารสูงสุด"

ซึ่งจากบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยก็หาได้เป็นส่วนราชการของกระทรวงกลาโหมแต่อย่างใดไม่ จำเลยจึงมิได้เป็นราชการส่วนกลางราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่น ที่จะได้รับการยกเว้นไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541และที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองมิได้ดำเนินการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ว ฟังข้อเท็จจริงว่าสำนักงานกิจการศาลหลักเมืองกำหนดราคาจำหน่ายดอกไม้ ธูปเทียน พวงมาลัย ผ้าแพร เท่าราคาทุน แต่ได้กำไรจากการที่สามารถนำดอกไม้ พวงมาลัย ผ้าแพร กลับมาจำหน่ายอีก ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของสำนักงานกิจการศาลหลักเมือง นอกเหนือจากเงินที่มีผู้บริจาคดังที่ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.20 และเงินที่ผู้บริจาคใส่ตู้รับบริจาคตามจุดต่าง ๆในบริเวณศาลหลักเมืองดังที่จำเลยนำสืบ จากข้อเท็จจริงดังได้กล่าวมาแล้ว ถือได้ว่ากิจการของสำนักงานกิจการศาลหลักเมืองเป็นกิจการที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ อุทธรณ์ของจำเลยที่แสดงเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้ศาลฎีการับฟังว่าจำเลยกำหนดราคาจำหน่ายดอกไม้ ธูปเทียน พวงมาลัย ผ้าแพร ต่ำกว่าราคาทุน และจำเลยไม่อาจนำดอกไม้ พวงมาลัย ผ้าแพร กลับมาใช้ได้อย่างเดิมโอกาสที่จะนำกลับมาใช้เพื่อรับการบริจาคอีกนั้นเป็นไปได้น้อยมากเป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าสำนักงานกิจการศาลหลักเมืองดำเนินกิจการที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยมีวัตถุประสงค์ตามพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2510 เพื่อการกุศลการดำเนินกิจการของจำเลยเป็นการให้การสงเคราะห์ ย่อมไม่ได้ดำเนินกิจการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองเป็นหน่วยงานหนึ่งของจำเลยต้องปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของจำเลยจะดำเนินการนอกเหนือขอบเขตของกฎหมายและวัตถุประสงค์ของจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่ห้ามมิให้หน่วยงานของจำเลยดำเนินกิจการเพื่อหารายได้อันเป็นการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ทั้งการที่สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองนำรายได้อันเกิดจากการจำหน่ายดอกไม้ ธูปเทียนพวงมาลัย ผ้าแพรสมทบกับเงินบริจาคจากผู้บริจาคต่าง ๆส่งให้แก่จำเลยนำไปใช้จ่ายเพื่อการกุศล ก็เป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของจำเลยนั่นเอง หาได้ดำเนินการนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ของจำเลยแต่อย่างใดไม่ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่าการที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นการให้ออกจากงานโดยผลของกฎหมายที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังเป็นยุติตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่าจำเลยมีข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยพนักงานองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกพ.ศ. 2536 เอกสารหมาย ล.12 และข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยลูกจ้างองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2521เอกสารหมาย ล.11 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2510 โดยข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยลูกจ้างฯ ให้ถือปฏิบัติตามข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยพนักงานฯ ซึ่งกำหนดว่าพนักงานของจำเลยจะต้องออกจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณของปีที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ก็ตาม แต่ก็หมายถึงให้จำเลยดำเนินการให้พนักงานที่ขาดคุณสมบัติเนื่องจากอายุครบ60 ปีบริบูรณ์ ออกจากงานนั่นเอง ฉะนั้นการที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานเพราะเหตุที่โจทก์มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์จึงเป็นการกระทำที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างไม่ให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างทำงานต่อไป ย่อมเป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสองที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2503 ม. 8
พ.ร.บ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 ม. 6 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันโทวรวิทย์ เลี้ยงถนอม
จำเลย — องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2544
#91328
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยเป็นหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ได้รับการยกเว้นมิให้อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เท่ากับจำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกขึ้นอ้างได้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลแรงงานกลาง

ตาม พ.ร.บ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 มาตรา 6, 7 และมาตรา 9 (1) และ (2) เพียงแต่บัญญัติว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นองค์การของรัฐเพื่อการกุศล ได้รับเงินอุดหนุนจากงบเงินอุดหนุนของกระทรวงกลาโหมและเงินที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นครั้งคราว แต่มิได้มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้จำเลยเป็นราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2503 มาตรา 8 จำเลยก็มิได้เป็นส่วนราชการของกระทรวงกลาโหม จำเลยจึงมิได้รับการยกเว้นไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองกำหนดราคาจำหน่ายดอกไม้ธูปเทียน พวงมาลัย ผ้าแพร เท่าราคาทุน แต่ได้กำไรจากการที่สามารถนำดอกไม้พวงมาลัย ผ้าแพร กลับมาจำหน่ายอีก ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของสำนักงานกิจการศาลหลักเมืองนอกเหนือจากเงินที่มีผู้บริจาค และเงินที่มีผู้บริจาคใส่ตู้รับบริจาคตามจุดต่าง ๆ ในบริเวณศาลหลักเมืองถือได้ว่ากิจการของสำนักงานกิจการศาลหลักเมืองเป็นกิจการที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ อุทธรณ์ของจำเลยที่แสดงเหตุผลต่าง ๆ โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองดำเนินกิจการที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

จำเลยมีวัตถุประสงค์ตาม พ.ร.บ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 เพื่อการกุศล การดำเนินกิจการของจำเลยเป็นการให้การสงเคราะห์ แต่ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่ห้ามมิให้หน่วยงานของจำเลยดำเนินกิจการเพื่อหารายได้อันเป็นการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ทั้งการที่สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองนำรายได้อันเกิดจากการจำหน่ายดอกไม้ ธูปเทียน พวงมาลัย ผ้าแพรสมทบกับเงินบริจาคจากผู้บริจาคต่าง ๆ ส่งให้แก่จำเลยนำไปใช้จ่ายเพื่อการกุศล ก็เป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของจำเลยนั่นเอง

แม้จำเลยมีข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยพนักงานองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยลูกจ้างองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 โดยข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยลูกจ้างฯ ให้ถือปฏิบัติตามข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยพนักงานฯ ซึ่งกำหนดว่าพนักงานของจำเลยจะต้องออกจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณของปีที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ก็ตาม แต่ก็หมายถึงให้จำเลยดำเนินการให้พนักงานที่ขาดคุณสมบัติเนื่องจากอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ออกจากงานการที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานเพราะเหตุที่โจทก์มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์จึงเป็นการกระทำที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างไม่ให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างทำงานต่อไป ย่อมเป็นการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชย 96,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 96,120 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยเป็นหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ได้รับการยกเว้นมิให้อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยเท่ากับอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลแรงงานกลางก็ตาม แต่อย่างไรก็ดี ตามพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 มาตรา 6, 7 และมาตรา 9 (1) และ (2) เพียงแต่บัญญัติว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นองค์การของรัฐเพื่อการกุศล ได้รับเงินอุดหนุนจากงบเงินอุดหนุนของกระทรวงกลาโหมและเงินที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นครั้งคราว แต่มิได้มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้จำเลยเป็นราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2503 มาตรา 8 จำเลยก็มิได้เป็นส่วนราชการของกระทรวงกลาโหม จำเลยจึงมิได้รับการยกเว้นไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองมิได้ดำเนินการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ว ฟังข้อเท็จจริงว่าสำนักงานกิจการศาลหลักเมืองกำหนดราคาจำหน่ายดอกไม้ ธูปเทียน พวงมาลัย ผ้าแพร เท่าราคาทุน แต่ได้กำไรจากการที่สามารถนำดอกไม้ พวงมาลัย ผ้าแพร กลับมาจำหน่ายอีกซึ่งการกระทำดังกล่าวจะเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของสำนักงานกิจการศาลหลักเมืองนอกเหนือจากเงินที่มีผู้บริจาค และเงินที่มีผู้บริจาคใส่ตู้รับบริจาคตามจุดต่าง ๆ ในบริเวณศาลหลักเมือง จากข้อเท็จจริงดังได้กล่าวมาแล้ว ถือได้ว่ากิจการของสำนักงานกิจการศาลหลักเมืองเป็นกิจการที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ อุทธรณ์ของจำเลยที่แสดงเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้ศาลฎีการับฟังว่าจำเลยกำหนดราคาจำหน่ายดอกไม้ ธูปเทียน พวงมาลัย ผ้าแพร ต่ำกว่าราคาทุนและจำเลยไม่อาจนำดอกไม้ พวงมาลัย ผ้าแพร กลับมาใช้ได้อย่างเดิม โอกาสที่จะนำกลับมาใช้เพื่อรับการบริจาคอีกนั้นเป็นไปได้น้อยมาก เป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองดำเนินกิจการที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยมีวัตถุประสงค์ตามพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 เพื่อการกุศล การดำเนินกิจการของจำเลยเป็นการให้การสงเคราะห์ย่อมไม่ได้ดำเนินกิจการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองเป็นหน่วยงานหนึ่งของจำเลยต้องปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของจำเลย จะดำเนินการนอกเหนือขอบเขตของกฎหมายและวัตถุประสงค์ของจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่ห้ามมิให้หน่วยงานของจำเลยดำเนินกิจการเพื่อหารายได้อันเป็นการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ทั้งการที่สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองนำรายได้อันเกิดจากการจำหน่ายดอกไม้ ธูปเทียน พวงมาลัย ผ้าแพร สมทบกับเงินบริจาคจากผู้บริจาคต่าง ๆ ส่งให้แก่จำเลยนำไปใช้จ่ายเพื่อการกุศล ก็เป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของจำเลยนั่นเอง หาได้ดำเนินการนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ของจำเลยแต่อย่างใดไม่

สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่าการที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงาน เป็นการให้ออกจากงานโดยผลของกฎหมายที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ.2541 นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังเป็นยุติตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่าจำเลยมีข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยพนักงานองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2536 และข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยลูกจ้างองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2521 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 โดยข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยลูกจ้างฯ ให้ถือปฏิบัติตามข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยพนักงานฯ ซึ่งกำหนดว่าพนักงานของจำเลยจะต้องออกจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณของปีที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ก็ตาม แต่ก็หมายถึงให้จำเลยดำเนินการให้พนักงานที่ขาดคุณสมบัติเนื่องจากอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ออกจากงานนั่นเอง ฉะนั้น การที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานเพราะเหตุที่โจทก์มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์จึงเป็นการกระทำที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างไม่ให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างทำงานต่อไป ย่อมเป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4 ม. 17 ม. 118 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 ม. 6 ม. 7 ม. 9 (1) ม. 9 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันโทวรวิทย์ เลี้ยงถนอม
จำเลย — องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต พรายภู่
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2136/2544
#99034
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง บัญญัติว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไป ให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาด จำเลยทั้งสองไม่อาจกล่าวอ้างหรือนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเฮโรอีน ซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครอง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดตามฟ้อง

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 33 นั้น ศาลฎีกาส่งข้อโต้แย้งดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 33

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ป.อ. มาตรา 32, 83, 58 ริบเฮโรอีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ซึ่งรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 448/2539 ของศาลจังหวัดอำนาจเจริญดังกล่าวเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่ามีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อเสพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกประกอบ ป.อ. มาตรา 83) จำคุกคนละ 15 ปี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 ปี บวกโทษจำคุก 7 เดือน ของจำเลยที่ 1 ซึ่งรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 448/2539 ของศาลจังหวัดอำนาจเจริญเข้ากับโทษในคดีนี้รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี 7 เดือน และริบเฮโรอีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเฮโรอีนของกลางอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในชั้นนี้แล้วว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเฮโรอีนของกลางจำนวน 2 ถุง น้ำหนัก 45.8 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 36.9 กรัม ไว้ในครอบครอง กรณีจึงต้องด้วย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไป ให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาด จำเลยทั้งสองไม่อาจกล่าวอ้างหรือนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 33 นั้น เนื่องจากข้อโต้แย้งดังกล่าวเป็นข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติของกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาจึงได้ส่งข้อโต้แย้งดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 33 ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2544 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2544 การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 6 ม. 33 ม. 264 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายนคร ดวงแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายสาธุ เพ็ชรไทย
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสัญญา สุดจินดา
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2122/2544
#36463
เปิดฉบับเต็ม

หมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลของกรมสรรพากรโจทก์ที่แจ้งไปยังบริษัท อ.ซึ่งอยู่ต่างประเทศโดยพ. ในฐานะผู้ทำการแทนแสดงให้เห็นอยู่ในตัวแล้วว่าโจทก์ได้เรียก พ. ผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่ผู้ทำการแทนเป็นผู้ทำให้บริษัทดังกล่าวได้รับในประเทศไทยมาไต่สวนและแจ้งจำนวนเงินที่ประเมินไปยังบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี เพื่อที่บุคคลนั้นจะได้มีโอกาสอุทธรณ์การประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ วรรคสาม ก่อนแล้วจึงใช่เป็นการออกหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยังบริษัท อ.เพื่อให้รับผิดตามมาตรา 66 เท่านั้น และโจทก์ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยัง พ. แยกต่างหากถือได้ว่าเป็นการออกและส่งหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนและหนังสือแจ้งการประเมินทั้งบริษัท อ.และ พ. โดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นผู้ค้ำประกันนายพี.เอ็ม.บาจาจ ผู้ทำการแทนบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล อินดัสเตรียลแมนเนจเม้นท์ แอนด์ อินเวสเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งจดทะเบียนนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐปานามามีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทย แต่ได้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยให้คำปรึกษาและคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการด้านการเงิน การจัดการโรงงาน การจัดการผลิตภัณฑ์ การจัดการด้านราคาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการดังกล่าวให้แก่จำเลย บริษัทไทยคาร์บอน แบล็ค จำกัด และบริษัทไทยโพลีฟอสเฟต แอนด์ เคมิคัล จำกัดโดยมีเงินได้จากการให้บริการให้คำปรึกษาและได้จำหน่ายเงินกำไรจากการประกอบกิจการออกไปจากประเทศไทย ดังนั้นนายพี.เอ็ม.บาจาจ ซึ่งเป็นผู้กระทำการแทนบริษัทดังกล่าวจึงต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิและ 70 ทวิ ในปี 2532 บริษัทดังกล่าวได้แจ้งเลิกประกอบกิจการ เจ้าพนักงานของโจทก์จึงตรวจสอบข้อมูลการเสียภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2529 ถึง2532 พบว่าบริษัทดังกล่าวเสียภาษีไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานของโจทก์จึงออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากร แจ้งให้บริษัทดังกล่าว โดยนายพี.เอ็ม.บาจาจในฐานะผู้ทำการแทนส่งบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีเพื่อทำการตรวจสอบ บริษัทดังกล่าวได้รับหมายเรียกแล้ว นายพี.เอ็ม.บาจาจ ในฐานะผู้ทำการแทนได้ไปพบเจ้าพนักงานของโจทก์ตามหมายเรียก แต่ไม่ส่งมอบบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีให้ตรวจสอบและได้ให้ถ้อยคำชี้แจงว่าการดำเนินกิจการของบริษัทดังกล่าวในประเทศไทยได้ส่งตัวแทนคือ นายพี.เอ็ม.บาจาจ มาเช่าสำนักงานเพื่อทำงาน เมื่อได้ดำเนินงานให้คำปรึกษาครบกำหนดตามสัญญา ลูกค้าจะจ่ายค่าบริการและจัดส่งไปให้สำนักงานใหญ่การประกอบกิจการในประเทศไทยมีรายได้ตามที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีอากรไว้แล้ว ส่วนบริษัทดังกล่าวมีรายจ่ายเป็นค่าเดินทาง ค่าพาหนะเงินเดือนของนายพี.เอ็ม.บาจาจ พนักงานผู้ทำการแทนในประเทศไทย ค่าที่พักค่าจ้างที่ปรึกษาอื่น ๆ และรายจ่ายอื่น ๆ ที่จ่ายที่สำนักงานใหญ่ซึ่งไม่สามารถแยกได้ว่าส่วนใดเป็นรายจ่ายในประเทศไทยจำนวนเท่าใด ทำให้บริษัทดังกล่าวไม่สามารถคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทดังกล่าวจึงยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 64 และมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร ภ.ง.ด.50 โดยเสียภาษีอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับ ตามมาตรา 71(1) และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้จากการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ตามแบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและการจำหน่ายเงินกำไรตาม มาตรา 70และมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ภ.ง.ด.54 โดยแสดงรายได้ด้วยวิธีคำนวณกำไรย้อนกลับ (ที่ถูกคำนวณภาษีย้อนกลับไปหากำไร) เจ้าพนักงานของโจทก์เห็นว่าเป็นการชำระภาษีที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จากการจำหน่ายเงินกำไรนั้น จะต้องคำนวณจากจำนวนเงินที่จำหน่ายตามมาตรา 70 ทวิ และในการดำเนินกิจการของบริษัทดังกล่าวในประเทศไทยนั้น เป็นกิจการที่สามารถคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ประกอบกับบริษัทดังกล่าวมิได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขอชำระภาษีอากรตามมาตรา 71(1) ประกอบด้วยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.13/2529 ลงวันที่ 7 กันยายน 2529 (ที่ถูก 7 เมษายน 2529) เรื่องการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย ตามมาตรา 66 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ในการตรวจสอบภาษีอากรเจ้าพนักงานของโจทก์พบว่าบริษัทดังกล่าวมีรายได้รวมในปี 2529จำนวน 36,231,797.18 บาท ปี 2530 จำนวน 20,045,836.21 บาท และปี 2531 จำนวน 14,014,139.22 บาท เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ประเมินให้บริษัทดังกล่าวโดยนายพี.เอ็ม.บาจาจ ในฐานะผู้ทำการแทนต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2529รวมทั้งสิ้น 41,564,282 บาท ปี 2530 รวมทั้งสิ้น 20,558,083 บาท และปี 2531 รวมทั้งสิ้น 14,472,067 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายการจำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทยตามมาตรา 70 ทวิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2529 รวมทั้งสิ้น 8,623,446 บาท ปี 2530 รวมทั้งสิ้น 3,805,860 บาทและปี 2531 รวมทั้งสิ้น 2,951,584 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์ได้แจ้งการประเมินให้บริษัทดังกล่าว โดยนายพี.เอ็ม.บาจาจ ในฐานะผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวทราบแล้ว บริษัทดังกล่าวอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยให้เรียกเก็บภาษีทั้งสิ้น51,198,693.71 บาท บริษัทดังกล่าวได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16กรกฎาคม 2536 และได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากรเป็นคดีหมายเลขดำที่ 86/2536ของศาลภาษีอากรกลาง ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ต่อมาศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 16/2537 บริษัทดังกล่าวอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางไปยังศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2662/2539แต่บริษัทดังกล่าวมิได้ชำระภาษีอากรจำนวน 51,198,693.71 บาท ให้แก่โจทก์บริษัทดังกล่าวจึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มแก่โจทก์ตามมาตรา 27 ในอัตราร้อยละ1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ต้องชำระ คิดคำนวณเงินเพิ่มถึงวันฟ้องรวม 13,906,869.33 บาท รวมเป็นค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มทั้งสิ้น 65,104,563.04 บาท โจทก์ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ดังกล่าวจากบริษัทดังกล่าวและหรือนายพี.เอ็ม.บาจาจ ผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวได้ จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ภาษีอากรนายพี.เอ็ม.บาจาจ ต่อโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวน และมีเงื่อนไขว่าถ้านายพี.เอ็ม.บาจาจ มีหนี้ภาษีอากรค้างชำระ และหรือที่จะต้องชำระแม้ยังไม่ถึงกำหนดชำระไม่ว่าในฐานะส่วนตัวก็ดี หรือในฐานะแทนผู้อื่นก็ดีหากเรียกร้องเอาจากนายพี.เอ็ม.บาจาจ ไม่ได้หรือไม่สะดวกจำเลยยินยอมชำระแทนโดยไม่ต้องเรียกร้องให้นายพี.เอ็ม.บาจาจ ชำระก่อน จำเลยยอมรับผิดตามสัญญาค้ำประกันไม่ว่านายพี.เอ็ม.บาจาจ ผู้ยื่นคำร้องขอรับใบผ่านภาษีอากรจะเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในคำร้องขอใบผ่านภาษีอากรหรือไม่ก็ตาม จำเลยจะไม่เพิกถอนสัญญาค้ำประกันในระหว่างที่นายพี.เอ็ม.บาจาจ ต้องรับผิดชอบอยู่ตามกฎหมาย โจทก์ทวงถามจำเลยแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินภาษีอากรจำนวน65,105,563.04 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า นายพี.เอ็ม.บาจาจ ไม่ต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรของบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล อินดัสเตรียล แมนเนจเม้นท์ แอนด์ อินเวสเม้นท์คอร์ปอเรชั่น จำกัด ต่อโจทก์ เพราะโจทก์ไม่ได้หมายเรียกนายพี.เอ็ม.บาจาจผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อซึ่งต้องรับผิดดังกล่าวมาไต่สวนและแจ้งจำนวนเงินที่ประเมินไปยังนายพี.เอ็ม.บาจาจ ในฐานะส่วนตัวเพื่อให้โอกาสอุทธรณ์การประเมินตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิวรรคสามก่อน การที่โจทก์ออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนและแจ้งการประเมินภาษีไปยังบริษัทดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจประเมินภาษีหรือฟ้องนายพี.เอ็ม.บาจาจ ต่อศาลได้ทันทีเพราะบริษัทดังกล่าวเป็นนิติบุคคลแยกต่างจากนายพี.เอ็ม.บาจาจ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องนายพี.เอ็ม.บาจาจให้ต้องรับผิดตามมาตรา 76 ทวิ และย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันนายพี.เอ็ม.บาจาจ ให้ต้องรับผิดเช่นเดียวกัน และในขณะที่

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน65,105,563.04 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามคำฟ้องคำให้การและที่คู่ความรับกันในชั้นชี้สองสถานว่าบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลอินดัสเตรียล แมนเนจเม้นท์ แอนด์ อินเวสเม้นท์คอร์ปอเรชั่น จำกัด จดทะเบียนนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐปานามา มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทย มีนายพี.เอ็ม.บาจาจ เป็นผู้ทำการแทนในการประกอบกิจการให้คำปรึกษาและคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการด้านการเงิน การจัดการโรงงาน การจัดการผลิตภัณฑ์ การจัดการด้านราคาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการดังกล่าวให้แก่จำเลย บริษัทไทยคาร์บอน แบล็ค จำกัด และบริษัทไทยโพลีฟอสเฟต แอนด์ เคมิคัล จำกัด ในประเทศไทย เป็นเหตุให้บริษัทดังกล่าวได้รับเงินได้ในประเทศไทยนายพี.เอ็ม.บาจาจ หมดหน้าที่ในฐานะผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อของบริษัทดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2533 ตามเอกสารหมายล.1 แผ่นที่ 86 บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนเลิกการประกอบกิจการค้าในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2532 โดยนายพี.เอ็ม.บาจาจเป็นผู้แจ้ง ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 93 และ 94 เจ้าพนักงานของโจทก์จึงตรวจสอบข้อมูลการเสียภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 ถึง 2531 พบว่าบริษัทดังกล่าวเสียภาษีไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินจึงออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีบริษัทดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2532ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 5 นายพี.เอ็ม.บาจาจ ในฐานะผู้ทำการแทนได้ไปพบเจ้าพนักงานของโจทก์แต่ไม่ส่งมอบบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีให้ตรวจสอบ แต่ได้ให้ถ้อยคำชี้แจงว่า การดำเนินกิจการของบริษัทดังกล่าวไม่สามารถคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล นายพี.เอ็ม.บาจาจ ผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวจึงยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 68 และมาตรา 69แห่งประมวลรัษฎากร โดยเสียภาษีอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชี และยื่นแบบรายการภาษีเงินได้หักณ ที่จ่ายและการจำหน่ายเงินกำไรตามมาตรา 70 และมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยแสดงรายได้ด้วยวิธีการคำนวณภาษีย้อนกลับไปหากำไร เจ้าพนักงานของโจทก์เห็นว่าบริษัทดังกล่าวชำระภาษีไม่ถูกต้องต่อมาวันที่ 30 กรกฎาคม 2533 เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยังบริษัทดังกล่าว โดยนายพี.เอ็ม.บาจาจ ในฐานะผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าว รับผิดชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2529 รวมทั้งสิ้น 41,565,282 บาท ปี 2530 รวมทั้งสิ้น 20,558,083 บาทและปี 2531 รวมทั้งสิ้น 14,472,067 บาท ภาษีเงินได้จากการจำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2529 รวมทั้งสิ้น8,623,446 บาท ปี 2530 รวมทั้งสิ้น 3,805,860 บาท และปี 2531 รวมทั้งสิ้น2,951,584 บาท บริษัทดังกล่าวอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เรียกเก็บภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2529 ถึง 2531 รวมทั้งสิ้น 51,198,693.71 บาท บริษัทดังกล่าวได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2536 และได้ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 86/2536 ของศาลภาษีอากรกลาง ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ต่อมาศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องตามคดีหมายเลขแดงที่ 16/2537 บริษัทดังกล่าวอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางไปยังศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2662/2539แต่บริษัทดังกล่าวมิได้ชำระหนี้ค่าภาษีอากรจำนวน 51,198,693.71 บาทให้แก่โจทก์ ซึ่งบริษัทดังกล่าวจะต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องวันที่ 8 มิถุนายน 2542 รวมจำนวน 13,906,869.33 บาทรวมเป็นค่าภาษีอากรที่บริษัทดังกล่าวค้างชำระทั้งสิ้น 65,105,563.04 บาทจำเลยทำหนังสือสัญญาค้ำประกันนายพี.เอ็ม.บาจาจ ตามเอกสารหมาย ล.1แผ่นที่ 30

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่านายพี.เอ็ม.บาจาจ เป็นผู้ทำการแทนบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล อินดัสเตรียลแมนเนจเม้นท์ แอนด์ อินเวสเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และเป็นเหตุให้บริษัทดังกล่าวได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ หรือไม่ ข้อนี้จำเลยได้ให้การยอมรับแล้วว่า นายพี.เอ็ม.บาจาจ เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อบริษัทดังกล่าว การที่นายพี.เอ็ม.บาจาจ มาเบิกความว่าตนมิได้เป็นผู้ทำการแทนตามมาตรา 76 ทวิ จึงเป็นการเบิกความขัดกับคำให้การของจำเลยเองซึ่งข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคำให้การและที่คู่ความรับกันในชั้นชี้สองสถานแล้วฟังได้ว่า บริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีนายพี.เอ็ม.บาจาจ เป็นผู้ทำการแทนในการประกอบกิจการในประเทศไทยซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ การที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์ไม่เคยออกหมายเรียกหรือหมายประเมินใด ๆ ไปยังนายพี.เอ็ม.บาจาจเพื่อประเมินให้รับผิดในฐานะผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวตามมาตรา 76 ทวิข้อนี้ปรากฏตามหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 4ที่จำเลยอ้างส่งต่อศาลเอง และหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 60 ถึง 65 หรือ ล.1 แผ่นที่ 6 ถึง 11 ว่า หมายเรียกและหนังสือดังกล่าวได้แจ้งไปยังบริษัทดังกล่าวโดยนายพี.เอ็ม.บาจาจ ในฐานะผู้ทำการแทนทุกฉบับ ทั้งหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลแสดงให้เห็นอยู่ในตัวแล้วว่าโจทก์ได้เรียกนายพี.เอ็ม.บาจาจ ผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่ลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อเป็นผู้ทำให้บริษัทดังกล่าวได้รับในประเทศไทยมาไต่สวนและแจ้งจำนวนเงินที่ประเมินไปยังบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี เพื่อที่บุคคลนั้นจะได้มีโอกาสอุทธรณ์การประเมินตามมาตรา 76 ทวิวรรคสาม ก่อนแล้ว กรณีจึงหาใช่เป็นการออกหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยังบริษัทดังกล่าวเพื่อให้รับผิดตามมาตรา 66 เท่านั้นดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ และโจทก์ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยังนายพี.เอ็ม.บาจาจ แยกต่างหากจากที่ออกให้บริษัทดังกล่าวโดยนายพี.เอ็ม.บาจาจ ในฐานะผู้ทำการแทน ฉะนั้นการออกและส่งหมายเรียกและหนังสือแจ้งการประเมินในลักษณะดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการออกและส่งหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนและหนังสือแจ้งการประเมินทั้งบริษัทดังกล่าวและนายพี.เอ็ม.บาจาจ ผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีของบริษัทดังกล่าวด้วยในตัวของหมายเรียกและหนังสือนั้นเอง อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อต่อไปมีว่าบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล อินดัสเตรียล แมนเนจเม้นท์ แอนด์ อินเวสเม้นท์คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2529 ถึง 2531 และเจ้าพนักงานประเมินหักรายจ่ายของบริษัทดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ ข้อนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากที่บริษัทดังกล่าวได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว ได้อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้บริษัทดังกล่าวชำระหนี้ค่าภาษีอากรรวมทั้งสิ้น 51,198,693.71 บาท บริษัทดังกล่าวได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ไปยังศาลภาษีอากรกลางโดยฟ้องโจทก์เป็นจำเลยเพื่อขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ต่อมาศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง บริษัทดังกล่าวอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางไปยังศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ดังนี้ ปัญหาที่ว่าบริษัทดังกล่าวเป็นหนี้ค่าภาษีอากรโจทก์จำนวนเท่าใดได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว และมีผลผูกพันบริษัทดังกล่าวซึ่งนายพี.เอ็ม.บาจาจ ในฐานะผู้ทำการในการประกอบกิจการในประเทศไทยของบริษัทดังกล่าวมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทดังกล่าว ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 76 ทวิ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 66 ม. 76 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทไทยเรยอน จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2122/2544
#69474
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท อ. เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มี พ. เป็นผู้กระทำการแทนในการประกอบกิจการในประเทศไทยซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย พ. จึงมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการ และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม ป.รัษฎากร มาตรา 76 ทวิ

โจทก์ส่งหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยังบริษัท อ. โดย พ. ในฐานะผู้ทำการแทนแสดงให้เห็นอยู่ในตัวแล้วว่าโจทก์ได้เรียก พ. ผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่ผู้ทำการแทนเป็นผู้ทำให้บริษัท อ.ได้รับในประเทศไทยมาไต่สวนและแจ้งจำนวนเงินที่ประเมินไปยัง พ. เพื่อที่ พ. จะได้มีโอกาสอุทธรณ์การประเมินตาม ป. รัษฎากร มาตรา 76 ทวิ วรรคสาม ก่อนแล้วจึงมิใช่เป็นการออกหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยังบริษัท อ. เพื่อให้รับผิดตามมาตรา 66 เท่านั้น และโจทก์ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยัง พ. แยกต่างหาก การออกและส่งหมายเรียกและหนังสือแจ้งการประเมินในลักษณะดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการออกและส่งหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนและหนังสือแจ้งการประเมินทั้งบริษัท อ. และ พ. โดยชอบแล้ว

โจทก์ได้ติดตามสืบหาทรัพย์สินของบริษัท อ. และ พ. แต่ไม่มีทรัพย์สินใดให้ยึด นอกจากนี้โจทก์ได้มีหนังสือเตือนให้ พ. ในฐานะผู้ทำการแทนบริษัท อ. นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ แต่ พ. ไม่ชำระ เช่นนี้ ถือว่าโจทก์ได้พิสูจน์แล้วว่าโจทก์ได้เรียกร้องหนี้ภาษีอากรค้างจาก พ. แล้วแต่เรียกไม่ได้ จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องชำระเงินภาษีอากรค้างแทน พ. โดยมิต้องเรียกร้องให้ พ. ชำระก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมในรัฐบาล อธิบดีกรมสรรพากรได้มอบอำนาจให้นางกุลภัทร์ สรรพากรภาค สำนักงานสรรพากรภาค ๑ กรมสรรพากร เป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดี จำเลยเป็นบริษัทหาชน จำกัด และเป็นผู้ค้ำประกันนายพี ผู้ทำการแทนบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล อินดัสเตรียล แมนเนจเม้นท์ฯ เจ้าพนักงานของโจทก์ได้แจ้งการประเมินภาษีที่ต้องชำระให้บริษัทดังกล่าวทราบ แต่บริษัทดังกล่าวมิได้ชำระภาษีอากร เมื่อโจทก์ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ดังกล่าวจากบริษัทและหรือนายพี ผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวได้ จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ภาษีอากรนายพีต่อโจทก์ โจทก์ทวงถามจำเลยแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินภาษีอากรจำนวน ๖๕,๑๐๕,๕๖๓.๐๔ บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า นางกุลภัทร์ มิได้เป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีแพ่ง คำสั่งที่โจทก์อ้างมิใช่หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องร้องคดีและมิได้ปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย การมอบอำนาจจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

วันชี้สองสถาน คู่ความรับข้อเท็จจริงว่า ขณะฟ้องคดีนางกุลภัทร์ ดำรงตำแหน่งสรรพากรภาค สำนักงานสรรพากรภาค ๑ จำเลยไม่ติดใจกรณีที่อ้างว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้มิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๕,๑๐๕,๕๖๓.๐๔ บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๕,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่านายพี เป็นผู้ทำการแทนบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล อินดัสเตรียล แมนเนจเม้นท์ฯ ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และเป็นเหตุให้บริษัทดังกล่าวได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทยตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๗๖ ทวิ หรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคำให้การและที่คู่ความรับกันในชั้นชี้สองสถานแล้ว พึงได้ว่าบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีนายพีเป็นผู้ทำการแทนในการประกอบกิจการในประเทศไทยซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย นายพีจึงมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๗๖ ทวิ

การที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์ไม่เคยออกหมายเรียกหรือหมายประเมินใด ๆ ไปยังนายพีเพื่อประเมินให้รับผิดในฐานะผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวตามมาตรา ๗๖ ทวิ ข้อนี้ปรากฏตามหมายเรียก และหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลว่าได้แจ้งไปยังบริษัทดังกล่าวโดยนายพีในฐานะผู้ทำการแทนแสดงให้เห็นอยู่ในตัวแล้วว่าโจทก์ได้เรียกนายพี ผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่ลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อ เป็นผู้ทำให้บริษัทดังกล่าวได้รับในประเทศไทยมาไต่สวนและแจ้งจำนวนเงินที่ประเมินไปยังบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี เพื่อที่บุคคลนั้นจะได้มีโอกาสอุทธรณ์การประเมินตามมาตรา ๗๖ ทวิ วรรคสาม ก่อนแล้ว กรณีจึงมิใช่เป็นการออกหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยังบริษัทดังกล่าวเพื่อให้รับผิดตามมาตรา ๖๖ เท่านั้น ดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ และโจทก์ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยังนายพีแยกต่างหากจากที่ออกให้บริษัทดังกล่าว ฉะนั้นการออกและส่งหมายเรียกและหนังสือแจ้งการประเมินในลักษณะดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการออกและส่งหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนและหนังสือแจ้งการประเมินทั้งบริษัทดังกล่าวและนายพีผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีของบริษัทดังกล่าวด้วยในตัวของหมายเรียกและหนังสือนั้นเอง อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันตามฟ้องหรือไม่ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในหนังสือค้ำประกันที่ระบุว่าหากทางราชการจะเรียกเอาจากนายพีไม่ได้หรือไม่สะดวก จำเลยยินยอมชำระเงินแทนให้จนครบถ้วนทันทีโดยมิต้องเรียกร้องให้นายพีชำระก่อน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยนั้น ข้อนี้ได้ความจากนางสุนิสาเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ติดตามหนี้ค่าภาษีอากรค้างว่า โจทก์ได้ติดตามสืบหาทรัพย์สินของบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล อินดัสเตรียล แมนเนจเม้นท์ฯ และนายพี แต่ไม่มีทรัพย์สินใดให้ยึดโจทก์จึงต้องทวงถามจากจำเลย นอกจากนี้โจทก์ได้มีหนังสือเตือนให้นายพีในฐานะผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวให้นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ แต่นายพีไม่นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ เช่นนี้ถือว่าโจทก์ได้พิสูจน์แล้วว่าโจทก์ได้เรียกร้องหนี้ภาษีอากรค้างจากนายพีแล้วแต่เรียกไม่ได้ ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องชำระเงินภาษีอากรค้างแทนนายพี โดยมิต้องเรียกร้องให้นายพีชำระก่อน ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 688 ม. 689
ป.รัษฎากร ม. 8 ม. 66 ม. 76 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทไทยเรยอน จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2121/2544
#40555
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ให้สิทธิจำเลยประกอบการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ซึ่งมีข้อผูกพันที่จำเลยต้องซื้อเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์เท่านั้นเพื่อนำไปขาย โดยมีการกำหนดราคาซื้อขายกันไว้อันมีลักษณะที่เป็นประโยชน์ทางด้านการตลาดของโจทก์ด้วย ต่อมาจำเลยเลิกสัญญาดังกล่าวกับโจทก์โดยตกลงว่าจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินกิจการสถานบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์หรือใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไปแล้ว แต่หลังจากนั้น จำเลยกลับจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกโดยไม่ยอมปฏิบัติตามข้อผูกพันที่จำเลยตกลงกับโจทก์เมื่อมีการเลิกสัญญาดังกล่าวดังนี้ เป็นการปฏิบัติผิดข้อตกลงกับโจทก์และเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปใบไม้โดยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้กับสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด โจทก์ให้สิทธิแก่จำเลยเป็นผู้ประกอบการดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีกำหนดเวลา 20 ปี และต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันบางจากโดยจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยส่งป้ายอุปกรณ์และทรัพย์สินที่โจทก์ให้ยืมคืนแก่โจทก์ และถอดป้ายที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ออกจากสถานีบริการน้ำมัน รวมถึงไม่ดำเนินการใด ๆซึ่งเข้าลักษณะเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ต่อมาประมาณเดือนพฤศจิกายน 2541 จำเลยได้ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยดำเนินการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดต่าง ๆ อีกทั้งยังจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาสูงกว่าราคาที่โจทก์กำหนด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงทางการค้า ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน960,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ใช้และละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ หลังจากจำเลยเลิกสัญญาแล้วจำเลยตกลงเป็นตัวแทนค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงของห้างหุ้นส่วนจำกัด4 ดาวพัฒนา ซึ่งเป็นตัวแทนค้าส่งน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์ โจทก์จึงไม่เสียหาย ทั้งค่าเสียหายตามคำฟ้องสูงเกินความเป็นจริงขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไป คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปใบไม้ ซึ่งได้จดทะเบียนแล้วสำหรับใช้กับสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2537 โจทก์กับจำเลยทำสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันบางจากกันตามเอกสารหมาย จ.9 โดยโจทก์ตกลงให้สิทธิจำเลยดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ซึ่งมีเงื่อนไขที่จำเลยต้องซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์ไปจำหน่ายในจำนวนและราคาที่ตกลงกัน ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2541 โจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญาดังกล่าวกันตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.12ซึ่งจำเลยตกลงว่าจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และไม่ดำเนินการใด ๆ อันเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไป แต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน2541 ถึงเดือนมิถุนายน 2542 จำเลยได้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้นำสืบชัดแจ้งว่าขณะยื่นฟ้องคดีนี้นายโสภณ สุภาพงษ์ ซึ่งลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะนายโสภณลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจนั้นนายโสภณยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ หนังสือมอบอำนาจจึงมีผลให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้แม้ต่อมาภายหลังในขณะยื่นฟ้องนั้น นายโสภณจะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์อีกต่อไปหรือไม่ก็ตามเพราะการที่นายโสภณและนายสมชัย ฤชุพันธุ์ กรรมการอีกคนหนึ่งลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์เป็นการแสดงเจตนามอบอำนาจในนามของโจทก์...

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่าโจทก์เสียหายหรือไม่เพียงใด...เห็นว่าบางเดือนจำเลยก็เคยขายน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึงเดือนละ 120,000 ลิตร เจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์และจำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับยอดการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลยในแต่ละเดือนมาแสดงให้น่าเชื่อว่าจำเลยขายน้ำมันเชื้อเพลิงได้ไม่ถึงเดือนละ 120,000 ลิตร จึงเชื่อได้ว่าจำเลยขายน้ำมันเชื้อเพลิงได้เฉลี่ยเดือนละ 120,000 ลิตร จริง และปรากฏว่าจำเลยเคยทำสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันบางจากกับโจทก์ เพื่อให้โจทก์ให้สิทธิจำเลยประกอบการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งมีข้อผูกพันที่จำเลยต้องซื้อเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์เท่านั้นเพื่อนำไปขายโดยมีการกำหนดราคาซื้อขายกันไว้อันมีลักษณะที่เป็นประโยชน์ทางด้านการตลาดของโจทก์ด้วย ต่อมาจำเลยเลิกสัญญาดังกล่าวกับโจทก์โดยตกลงว่าจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ หรือใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไปแล้ว แต่หลังจากนั้นจำเลยกลับจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีก โดยไม่ยอมปฏิบัติตามข้อผูกพันที่จำเลยตกลงกับโจทก์เมื่อมีการเลิกสัญญาดังกล่าวอันเป็นการปฏิบัติผิดข้อตกลงกับโจทก์และยังเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์อีกด้วย ย่อมมีผลเสียหายต่อระบบการตลาดในการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์และในการกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์นั้น ปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้นำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนที่จำเลยซื้อจากห้างหุ้นส่วนจำกัด 4 ดาวพัฒนาตัวแทนค้าส่งของโจทก์นำไปจำหน่าย อันเป็นการซื้อสินค้าของโจทก์มาขาย ซึ่งทำให้โจทก์เสียหายน้อยลงกว่ากรณีที่จำเลยนำน้ำมันเชื้อเพลิงของบุคคลอื่นมาขาย เพราะโจทก์ย่อมได้รับผลประโยชน์จากการขายน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด 4 ดาวพัฒนาซึ่งเป็นตัวแทนค้าส่งของตนเพิ่มขึ้นมาประกอบการพิจารณาและลดจำนวนค่าเสียหายให้น้อยกว่าโจทก์เรียกร้องตามคำฟ้องโดยกำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ขาดประโยชน์จากการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลยเพียงลิตรละ 25 สตางค์ เมื่อจำเลยจำหน่ายได้เดือนละ 120,000 ลิตร ในช่วงเวลา 8 เดือน คิดเป็นค่าเสียหาย 240,000 บาท ซึ่งเป็นประโยชน์แก่จำเลยอยู่แล้วและเห็นว่าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 240,000 บาทดังกล่าวเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำของจำเลยแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท จันทระวดี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
พินิจ เพชรรุ่ง
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2116 -ที่ 2118/2544
#41103
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาคดีแรงงานมีวิธีพิจารณาต่างกับคดีแพ่งทั่ว ๆ ไปกรณีใดที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 ได้บัญญัติไว้แล้วอย่างไรต้องบังคับไปตามนั้น จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับไม่ได้ เพราะพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานโดยอนุโลมได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 เท่านั้น

ศาลแรงงานสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วกำหนดวันนัดพิจารณาและออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันนัดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 27 ถ้าจำเลยไม่มาศาลตามกำหนดและศาลแรงงานมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา 40 วรรคสอง จำเลยจะต้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวและพิจารณาใหม่ตามมาตรา 41 คือต้องดำเนินการภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับไม่ได้เพราะพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 ได้บัญญัติไว้แล้วโดยเฉพาะ

การที่ศาลแรงงานจะมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 40 วรรคสอง ได้ จะต้องปรากฏว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามมาตรา 37 แล้ว มิฉะนั้นกระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินไปย่อมเป็นการไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย เพราะเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม จำเลยย่อมมีสิทธิขอให้เพิกถอนและพิจารณาคดีใหม่เมื่อใดก็ได้

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 ไม่ได้บัญญัติถึงวิธีการส่งหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันนัดพิจารณาไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมคือต้องส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74(2)

จำเลยอ้างในคำร้องว่าบ้านเลขที่ 51/291 ที่ศาลแรงงานกลางส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายไม่ใช่ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย เพราะจำเลยได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 80 แล้วตั้งแต่ก่อนโจทก์ฟ้อง ดังนี้หากได้ความตามคำร้องย่อมถือไม่ได้ว่าได้มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยชอบแล้ว เมื่อไม่มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยชอบ จำเลยย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เมื่อใดก็ได้ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 41 ศาลแรงงานกลางจึงชอบที่จะไต่สวนคำร้องของจำเลยให้ได้ความเสียก่อนว่าจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ที่บ้านเลขที่ 51/291 จริงหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1ถึงที่ 3

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าคอมมิชชั่นพร้อมดอกเบี้ย ศาลแรงงานกลางกำหนดวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์วันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 เวลา14.30 นาฬิกา โดยออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลาดังกล่าวส่งให้จำเลยพร้อมสำเนาคำฟ้องโดยวิธีปิดหมายและให้มีผลเป็นการรับหมายทันที ณ บ้านเลขที่ 51/291 ถนนลาดพร้าวซอย 128/3 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานครตามที่โจทก์ทั้งสามระบุไว้ในคำฟ้องว่าเป็นภูมิลำเนาของจำเลยครั้นถึงวันเวลานัดปรากฏว่าจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและขาดนัดพิจารณาแล้วพิจารณาคดีของโจทก์ทั้งสามไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าคอมมิชชั่นพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสามตามคำฟ้องแล้วได้ออกคำบังคับส่งให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายโดยให้มีผลเป็นการรับคำบังคับทันที ณ บ้านเลขที่ดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 และ17 ธันวาคม 2542

วันที่ 11 มกราคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องว่า บ้านเลขที่51/291 ที่ศาลแรงงานกลางส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องรวมทั้งคำบังคับให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายนั้นมิใช่ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย เพราะบ้านดังกล่าวเป็นบ้านที่จำเลยเช่ามาจากผู้อื่นเพื่อใช้เป็นสถานประกอบการค้าทำธุรกิจด้านจัดงานมงคลสมรสที่โจทก์ทั้งสามกับพวกและจำเลยร่วมกันเปิดดำเนินการในลักษณะห้างหุ้นส่วนสามัญเมื่อเดือนกันยายน2542 โดยแบ่งหน้าที่กันทำและแบ่งปันกำไรกัน แล้วต่อมาโจทก์ทั้งสามกับพวกและจำเลยได้ตกลงเลิกการเป็นหุ้นส่วนกัน จำเลยจึงได้ย้ายออกจากบ้านเลขที่ดังกล่าวไปมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 80 หมู่ที่ 13 ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งโจทก์ทั้งสามก็ทราบการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตลอดจนคำบังคับให้จำเลยที่บ้านเลขที่ 51/291 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย วันที่ 22 ธันวาคม2542 จำเลยไปที่บ้านดังกล่าวจึงได้ทราบว่ามีคำบังคับปิดไว้จำเลยจึงติดต่อขอคัดเอกสารในสำนวนที่ศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2542 และได้ทราบว่าถูกโจทก์ทั้งสามฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ได้ทันกำหนดเพราะไม่ทราบว่าถูกฟ้อง อันเป็นพฤติการณ์นอกเหนือซึ่งไม่อาจบังคับได้ หากได้มีการพิจารณาใหม่ โจทก์ทั้งสามจะไม่ได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าคอมมิชชั่น เพราะโจทก์ทั้งสามไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลย ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่ชั้นส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจนถึงชั้นบังคับคดี และพิจารณาใหม่ทั้งหมดหรืออนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี

ศาลแรงงานกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยได้โดยไม่ต้องไต่สวน ให้งดการไต่สวน แล้วมีคำสั่งว่าการขอพิจารณาใหม่กรณีของจำเลยต้องบังคับตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา 31 ได้เพราะการที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและขาดนัดพิจารณาเป็นการสั่งตามมาตรา 40 วรรคสอง เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่วันที่ 11 มกราคม 2543 จึงเกินกำหนด 7 วันนับแต่วันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัด ไม่ชอบด้วยมาตรา 41 ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่าศาลแรงงานกลางยกคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยโดยไม่ไต่สวนชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การพิจารณาคดีแรงงานมีวิธีพิจารณาต่างกับคดีแพ่งทั่ว ๆ ไป โดยมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 บัญญัติไว้เป็นพิเศษกรณีที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ได้บัญญัติไว้แล้วอย่างไรต้องบังคับไปตามนั้นจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับไม่ได้เพราะพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานโดยอนุโลมได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 เท่านั้น กรณีศาลแรงงานสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วกำหนดวันเวลานัดพิจารณาและออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลานัดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 27 เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกแล้วถ้าจำเลยไม่มาศาลตามกำหนดโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง และศาลแรงงานมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา 40วรรคสอง จำเลยจะต้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวและพิจารณาใหม่ตามมาตรา 41 คือต้องดำเนินการภายใน 7 วันนับแต่วันที่ศาลแรงงานมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับไม่ได้เพราะพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ได้บัญญัติไว้แล้วโดยเฉพาะ แต่การที่ศาลแรงงานจะมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 40วรรคสอง ได้จะต้องปรากฏว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามมาตรา 37 แล้ว มิฉะนั้นกระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินไปย่อมเป็นการไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมายเพราะเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมซึ่งจำเลยมีสิทธิขอให้เพิกถอนและพิจารณาคดีใหม่เมื่อใดก็ได้และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ไม่ได้บัญญัติถึงวิธีการส่งหมายเรียกไว้จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา 31 คือต้องส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74(2) คดีนี้จำเลยอ้างในคำร้องว่าบ้านเลขที่ 51/291 ที่ศาลแรงงานกลางส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายนั้นไม่ใช่ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลยเพราะจำเลยได้ย้ายออกจากบ้านดังกล่าวไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 80 หมู่ที่ 13 ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี แล้วตั้งแต่ก่อนโจทก์ทั้งสามจะยื่นคำฟ้อง ดังนี้หากได้ความตามคำร้องของจำเลยย่อมถือไม่ได้ว่าได้มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยชอบแล้ว เมื่อไม่มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยชอบ จำเลยย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เมื่อใดก็ได้ ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 41แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 ศาลแรงงานกลางจึงชอบที่จะไต่สวนคำร้องของจำเลยให้ได้ความเสียก่อนว่าจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ที่บ้านเลขที่ 51/291 จริงหรือไม่ ที่ศาลแรงงานกลางสั่งยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ได้ไต่สวนจึงเป็นการไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางไต่สวนคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลย แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 74
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 37 ม. 40 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิตยา ชัยสิทธิ์ กับพวก
จำเลย — นายอุดร ดวงดี
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2116 -ที่ 2118/2544
#67127
เปิดฉบับเต็ม

กรณีศาลแรงงานสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา แล้วกำหนดวันเวลานัดพิจารณาและออกหมายเรียก ให้จำเลยมาศาลในวันเวลานัดตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 37 เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกแล้ว ถ้าจำเลยไม่มาศาลตามกำหนดโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องและศาลแรงงานมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา 40 วรรคสอง จำเลยจะต้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวและพิจารณาใหม่ตามมาตรา 41 คือต้องดำเนินการภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัด จึงนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับไม่ได้ แต่การที่ศาลแรงงานจะมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัด และพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 40 วรรคสอง ได้ จะต้องปรากฏว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามมาตรา 37 แล้ว มิฉะนั้นกระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินไปย่อมเป็นการไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย เพราะเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ซึ่งจำเลย มีสิทธิขอให้เพิกถอนและพิจารณาคดีใหม่เมื่อใดก็ได้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ไม่ได้บัญญัติถึงวิธีการส่งหมายเรียกไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 74 (2) มาใช้บังคับโดยอนุโลม คือต้องส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย

จำเลยอ้างในคำร้องว่าบ้านเลขที่ที่ศาลแรงงานส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีปิดหมาย ไม่ใช่ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลยเพราะจำเลยได้ย้ายออกไปอยู่ที่บ้านเลขที่อื่นตั้งแต่ก่อนโจทก์ยื่นคำฟ้อง หากได้ความตามคำร้องของจำเลย ย่อมถือไม่ได้ว่าได้มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยชอบแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เมื่อใดก็ได้ กรณีไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ที่ศาลแรงงานกลางสั่งยกคำร้องโดยไม่ไต่สวนจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าคอมมิชชั่นพร้อมดอกเบี้ย ศาลแรงงานกลางกำหนดวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เวลา ๑๔.๓๐ นาฬิกา โดยออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลาดังกล่าวส่งให้จำเลยพร้อมสำเนาคำฟ้องโดยวิธีปิดหมายและให้มีผลเป็นการรับหมายทันที ครั้นถึงวันเวลานัดปรากฏว่าจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลแรงงานกลาง จึงมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและขาดนัดพิจารณา แล้วพิจารณาคดีของโจทก์ทั้งสามไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าคอมมิชชั่นพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสามตามคำฟ้อง แล้วได้ออกคำบังคับส่งให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายโดยให้มีผลเป็นการรับคำบังคับทันที ณ บ้านเลขที่ดังกล่าวเมื่อวันที่ ๓ และ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๒

วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๔๓ จำเลยยื่นคำร้องว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตลอดจนคำบังคับให้จำเลย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่ชั้นส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจนถึงชั้นบังคับคดี และพิจารณาใหม่ทั้งหมดหรืออนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า การพิจารณาคดีแรงงานมีวิธีพิจารณาต่างกับคดีแพ่งทั่ว ๆ ไปโดยมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ บัญญัติไว้เป็นพิเศษ กรณีที่ได้บัญญัติไว้แล้วอย่างไรก็ต้องบังคับไปตามนั้น จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับไม่ได้ เพราะพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานโดยอนุโลมได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ เท่านั้น กรณีศาลแรงงานสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา แล้วกำหนดวันเวลานัดพิจารณาและออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลานัดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๗ เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกแล้ว ถ้าจำเลยไม่มาศาลตามกำหนดโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง และศาลแรงงานมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา ๔๐ วรรคสอง จำเลยจะต้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวและพิจารณาใหม่ตามมาตรา ๔๑ คือต้องดำเนินการภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัด จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับไม่ได้ เพราะพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้บัญญัติไว้แล้วโดยเฉพาะ แต่การที่ศาลแรงงานจะมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียวตามมาตรา ๔๐ วรรคสอง ได้จะต้องปรากฏว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามมาตรา ๓๗ แล้ว มิฉะนั้นกระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินไปย่อมเป็นการไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย เพราะเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ซึ่งจำเลยมีสิทธิขอให้เพิกถอนและพิจารณาคดีใหม่เมื่อใดก็ได้ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ไม่ได้บัญญัติถึงวิธีการส่งหมายเรียกไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา ๓๑ คือต้องส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗๔ (๒) คดีนี้จำเลยอ้างในคำร้องว่าบ้านเลขที่ ๕๑/๒๙๑ ที่ศาลแรงงานกลางส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายนั้นไม่ใช่ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย เพราะจำเลยได้ย้ายออกจากบ้านดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่ก่อนโจทก์ทั้งสามจะยื่นคำฟ้อง ดังนี้ หากได้ความตามคำร้องของจำเลยย่อมถือไม่ได้ว่าได้มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยชอบแล้ว เมื่อไม่มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยชอบจำเลยย่อม มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เมื่อใดก็ได้ ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ศาลแรงงานกลางจึงชอบที่จะไต่สวนคำร้องของจำเลยให้ได้ความเสียก่อนว่าจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ที่บ้านเลขที่ ๕๑/๒๙๑ จริงหรือไม่ ที่ศาลแรงงานกลางสั่งยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ไต่สวนจึงเป็นการไม่ถูกต้อง

พิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางไต่สวนคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลย แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 74 (2) ม. 208
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 37 ม. 40 วรรคสอง ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิตยา ชัยสิทธิ์ กับพวก
จำเลย — นายอุดร ดวงดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต พรายภู่
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2114/2544
#41102
เปิดฉบับเต็ม

สินค้าที่ขนส่งโดยเรือเดินทะเลมาถึงโกดังของบริษัท อ. ผู้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2538 แต่ยังต้องตรวจสอบสินค้าครบจำนวน และความเรียบร้อยว่ามีความสูญหายหรือบุบสลายหรือไม่ที่จะต้องปฏิบัติเป็นขั้นตอนต่อไปอีกด้วยอันเป็นปกติทางการค้าในการรับมอบสินค้า ดังนี้ ตราบใดที่ผู้รับสินค้ายังตรวจสอบสินค้าไม่เสร็จสิ้น จะถือว่าได้มีการส่งมอบหรือควรจะได้ส่งมอบสินค้าแล้วหาได้ไม่ เมื่อบริษัท อ. ตรวจสอบและรับมอบสินค้าเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538 อายุความฟ้องร้องผู้ขนส่งให้รับผิดในกรณีที่สินค้าสูญหายหรือบุบสลายจึงต้องเริ่มนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป โจทก์ซึ่งรับช่วงสิทธิจากบริษัท อ. ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2539 ยังไม่พ้น 1 ปีจึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 624

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2538 บริษัทเอ็น.เอช.เค.สตีลจำกัด ได้เอาประกันภัยแผ่นเหล็กม้วนจำนวน 150 ม้วน น้ำหนักรวม1,187,420 เมตริกตัน ที่จะมีการขนส่งทางทะเลโดยเรือเดินทะเลชื่อโพเรอจากประเทศสาธาณรัฐเกาหลีใต้มายังประเทศไทยไว้กับโจทก์ในวงเงินประกัน 16,058,321 บาท มีข้อตกลงว่าหากสินค้าที่ขนส่งมาประสบวินาศภัยหรือเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใด โจทก์จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อเรือโพเรอเดินทางมาถึงประเทศไทย ผู้เอาประกันภัยได้ว่าจ้างจำเลยให้ทำการขนถ่ายสินค้าดังกล่าวจากเรือโพเรอและขนส่งไปเก็บไว้ที่โกดังของผู้เอาประกันภัยจำเลยดำเนินการขนส่งสินค้าเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2538วันรุ่งขึ้นโจทก์ได้มอบหมายให้บริษัทยูไนเต็ด เซอเวเยอร์ส แอนด์แอดจัสเตอร์ส จำกัด ทำการสำรวจความเสียหายของสินค้าก่อนส่งมอบแก่ผู้เอาประกันภัยจากการสำรวจพบว่าสินค้าได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่งของจำเลยจำนวน 12 ม้วน น้ำหนัก 62,740กิโลกรัม โจทก์และผู้เอาประกันภัยได้แจ้งให้จำเลยชำระค่าเสียหายแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปเป็นเงิน 882,263.45 บาท และรับมอบสินค้าที่ได้รับความเสียหายมา โจทก์ได้ขายสินค้าดังกล่าวไปเป็นเงิน 442,317บาท เมื่อนำมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ชำระไปคงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดจำนวน 439,946.45 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 439,946.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ผู้เอาประกันภัยมิได้ว่าจ้างจำเลยให้ทำการขนส่งสินค้ารายพิพาท จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการขนส่งความเสียหายของสินค้ารายพิพาทเกิดขึ้นในเรือโพเรอก่อนที่จะทำการขนถ่ายลงเรือลำเลียง โจทก์ได้รับความเสียหายไม่เกิน150,000 บาท การขนย้ายสิ้นสุดตั้งแต่ 15 กุมภาพันธ์ 2538แต่โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2539 ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 470,192.45บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน439,946.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ในเรื่องอายุความฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายของสินค้าหรือสิ่งของที่ขนส่งนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 624 บัญญัติว่า "ในข้อความรับผิดของผู้ขนส่งในการที่ของสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งชักช้านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่ส่งมอบหรือปีหนึ่งนับแต่วันที่ควรจะได้ส่งมอบเว้นแต่ในกรณีที่มีการทุจริต" ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อเรือเดินทะเลชื่อโพเรอขนส่งแผ่นเหล็กม้วนจำนวน 150 ม้วน ซึ่งเป็นของที่บริษัทเอ็น.เอช.เค.สตีลจำกัด เอาประกันภัยไว้กับโจทก์มาถึงประเทศไทย มีการขนถ่ายสินค้าดังกล่าวจากเรือเดินทะเลชื่อโพเรอไปส่งยังโกดังของบริษัทเอ็น.เอช.เค.สตีล จำกัด ที่ถนนสุขสวัสดิ์ เขตราษฎร์บูรณะกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2538 ในวันรุ่งขึ้นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538 บริษัทยูไนเต็ด เซอเวย์เยอร์ส แอนด์แอดจัสเตอร์ส จำกัด ทำการสำรวจแผ่นเหล็กม้วนดังกล่าวพบว่าม้วนเหล็กบุบยุบจำนวน 12 ม้วน จึงแจ้งความเสียหายให้โจทก์ทราบในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538 นั้นเอง ดังนั้น จะถือตามที่จำเลยอ้างว่าได้มีการส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัทเอ็ม.เอช.เค.สตีล จำกัด ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2538 โดยต้องเริ่มนับอายุความใช้สิทธิเรียกร้องนับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2538เป็นต้นไปนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าแม้การขนส่งสินค้ารายพิพาทจะมาถึงยังโกดังของบริษัทเอ็น.เอช.เค.สตีล จำกัด ผู้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2538 ก็ตาม แต่ก็ยังมีขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติต่อไปคือการตรวจสอบสินค้าครบจำนวน ตลอดจนความเรียบร้อยของสินค้าว่ามีความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใดหรือไม่อีกด้วย อันถือว่าเป็นการกระทำปกติทางการค้าในการรับมอบสินค้าที่มีการว่าจ้างให้ขนส่งมา ดังนี้ ตราบใดที่ผู้รับสินค้ายังตรวจสอบสินค้าเพื่อรับมอบสินค้าไม่เสร็จสิ้น จะถือว่าได้มีการส่งมอบหรือควรจะได้ส่งมอบสินค้าแล้วหาได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บริษัทเอ็น.เอช.เค.สตีล จำกัด ผู้เอาประกันภัยตรวจสอบและรับมอบสินค้าเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538 อายุความฟ้องร้องผู้ขนส่งให้รับผิดในกรณีที่ของสูญหายหรือบุบสลายจึงต้องเริ่มนับแต่วันตรวจสอบและรับมอบสินค้าเสร็จสิ้นดังกล่าวเป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2539 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 624 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ามีการส่งมอบสินค้าที่รับขนในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2538 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนประเด็นที่ว่า จำเลยเป็นผู้รับขนสินค้ารายพิพาทและสินค้าดังกล่าวเสียหายในระหว่างขนส่งหรือไม่ ทั้งจำเลยต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยแต่ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อนในประเด็นดังกล่าว โดยประเด็นที่ว่าจำเลยเป็นผู้รับขนสินค้ารายพิพาทและสินค้าดังกล่าวเสียหายในระหว่างขนส่งหรือไม่นั้น โจทก์มีนายศักดิ์ชาย ชัยศิริ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสินไหมของโจทก์และนายสุชาติ ธนพัฒน์พาณิชย์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้องานต่างประเทศของบริษัทเอ็น.เอช.เค.สตีล จำกัดผู้เอาประกันภัยเบิกความยืนยันว่า ผู้เอาประกันภัยได้ว่าจ้างให้จำเลยขนส่งสินค้ารายพิพาทจากเรือเดินทะเลชื่อโพเรอไปส่งยังโกดังของผู้เอาประกันภัยที่ถนนสุขสวัสดิ์ เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร จำเลยดำเนินการขนถ่ายสินค้ารายพิพาทจากเรือเดินทะเลตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2538 และขนส่งไปเก็บที่โกดังของผู้เอาประกันภัยเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2538แล้วบริษัทเอ็น.เอช.เค.สตีล จำกัด ผู้เอาประกันภัยได้ชำระค่าระวางพาหนะให้แก่จำเลยรับไปเรียบร้อยแล้วจำนวน115,492 บาท ตามสำเนาใบเสร็จรับเงินที่จำเลยออกให้พร้อมบัญชีค่าใช้จ่าย เอกสารหมาย จ.14 และ จ.16 ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของนายสมหมาย สุขเจริญ พยานจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขนส่งของจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าจำเลยเคยรับขนส่งสินค้าให้แก่บริษัทเอ็น.เอช.เค.สตีล จำกัด ผู้เอาประกันภัยมาเป็นเวลาประมาณ 10 ปีแล้ว โดยการขนส่งจะใช้ทั้งทางเรือและรถยนต์บรรทุกซึ่งสินค้ารายพิพาทนี้พยานเป็นผู้สั่งให้พนักงานขับรถของจำเลยไปดำเนินการขนส่งแล้วนำไปเก็บไว้ที่โกดังของบริษัทเอ็น.เอช.เค.สตีล จำกัด ผู้เอาประกันภัยเช่นนี้พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกับคำเบิกความรับของผู้จัดการฝ่ายขนส่งของจำเลยฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้รับขนสินค้ารายพิพาทที่จำเลยนำสืบต่อสู้คดีว่าจำเลยเพียงแต่ออกใบเสร็จรับเงินให้นายชาญชัย ธรรมรัตนานนท์ นำไปเบิกค่าใช้จ่ายจากบริษัทเอ็น.เอช.เค.สตีล จำกัด โดยมีนายชาญชัยมาเบิกความสนับสนุนนั้นแต่นายชาญชัยก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์รับว่าตนเองเป็นตัวแทนให้แก่บริษัทเอ็น.เอช.เค.สตีล จำกัด เคยติดต่อให้จำเลยขนส่งสินค้าให้บริษัทดังกล่าวหลายครั้ง โดยบริษัทดังกล่าวเป็นผู้จ่ายค่าจ้างให้จำเลย ดังนี้ ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงขาดเหตุผลรับฟังไม่ได้ ส่วนประเด็นที่ว่าสินค้ารายพิพาทได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่งของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า นายศักดิ์ชายและนายสุชาติพยานโจทก์เบิกความว่า ก่อนที่จะมีการขนถ่ายสินค้าจากเรือเดินทะเลชื่อโพเรอลงเรือฉลอมที่จำเลยนำมาขนถ่ายสินค้ารายพิพาทนั้น สินค้ายังอยู่ในสภาพเรียบร้อย ซึ่งหากสินค้ารายพิพาทเกิดความบุบสลายตั้งแต่ยังอยู่ในเรือเดินทะเลชื่อโพเรอแล้วก็จะมีการออกใบตรวจสอบสินค้าเหมือนเช่นเอกสารหมาย จ.15 เพื่อแสดงความเสียหายของสินค้าไว้ก่อน แต่กรณีนี้ไม่มีการออกใบตรวจสอบสินค้าจากเรือเดินทะเลชื่อโพเรอ แสดงว่าสินค้าไม่ได้รับความเสียหายจากเรือเดินทะเลดังกล่าวซึ่งความข้อนี้นายสรายุทธ กองเพิ่มพูลเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจความเสียหายของสินค้ารายพิพาทพยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็เบิกความสนับสนุน โดยจำเลยไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นแต่อย่างใด จึงเชื่อว่าความเสียหายต่อสินค้ารายพิพาทที่เกิดบุบยุบตามภาพถ่ายหมาย จ.9 นั้นน่าจะเกิดจากการขนส่งของจำเลยซึ่งใช้ปั้นจั่นยกสินค้ารายพิพาทจากเรือเดินทะเลลงเรือฉลอมและยกจากเรือฉลอมขึ้นรถยนต์บรรทุก และยกจากรถยนต์บรรทุกลงเก็บในโกดังของบริษัทเอ็น.เอช.เค.สตีล จำกัด จนเกิดการกระแทกหรือตกหล่นจนบุบยุบตามคำเบิกความของนายสรายุทธพยานโจทก์ประกอบใบรับรองการสำรวจเอกสารหมาย จ.10

สำหรับประเด็นข้อสุดท้ายที่ว่า จำเลยจะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด นั้น โจทก์มีนายสรายุทธ พยานโจทก์ผู้สำรวจความเสียหายของสินค้ารายพิพาทเบิกความประกอบใบรับรองการสำรวจเอกสารหมาย จ.10 ว่า เมื่อสำรวจสินค้ารายพิพาทแล้วพบความเสียหาย 12 ม้วน คิดเป็นเงินประมาณ 882,000 บาทโดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างว่าความเสียหายไม่เป็นดังที่โจทก์นำสืบแต่อย่างใด ซึ่งนายสรายุทธเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทยูไนเต็ดเซอเวย์เยอร์ส แอนด์ แอดจันเตอร์ส จำกัด บริษัทที่มีอาชีพรับจ้างสำรวจความเสียหายของสินค้าโดยเฉพาะ ไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จึงเชื่อว่าเบิกความไปตามที่ตรวจพบความเสียหายที่แท้จริง เมื่อปรากฏว่าความเสียหายจำนวน 882,263.45 บาทที่เกิดขึ้นแก่สินค้ารายพิพาทนั้น โจทก์ได้นำสินค้าที่เกิดความเสียหายบุบสลายออกขายได้เงินไปแล้วจำนวน 442,317 ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายส่วนที่เหลือจำนวน 439,946.45 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปให้แก่โจทก์ผู้รับช่วงสิทธิที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 624
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไพบูลย์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัท นนทรี ขนส่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2114/2544
#91327
เปิดฉบับเต็ม

อายุความฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายของสินค้าหรือสิ่งของที่ขนส่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 624 ที่บัญญัติว่า "ในข้อความรับผิดของผู้ขนส่งในการที่ของสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งชักช้านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่ส่งมอบหรือปีหนึ่งนับแต่วันที่ควรจะได้ส่งมอบ เว้นแต่ในกรณีที่มีการทุจริต" เมื่อเรือเดินทะเลชื่อโพเรอขนส่งแผ่นเหล็กม้วนจำนวน 150 ม้วน ซึ่งเป็นของที่บริษัท อ. เอาประกันภัยไว้กับโจทก์มาถึงประเทศไทยมีการขนถ่ายสินค้าดังกล่าวจากเรือเดินทะเลชื่อโพเรอไปส่งยังโกดังของบริษัท อ. เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 ในวันรุ่งขึ้นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538 บริษัท ย. ทำการสำรวจแผ่นเหล็กม้วนดังกล่าวพบว่าม้วนเหล็กบุบยุบจำนวน 12 ม้วน จึงแจ้งความเสียหายให้โจทก์ทราบในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538 นั้นเอง แม้การขนส่งสินค้ารายพิพาทจะมาถึงยังโกดังของบริษัท อ. ผู้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2538 ก็ตาม แต่ก็ยังมีขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติต่อไปคือการตรวจสอบสินค้าว่าครบจำนวนตลอดจนความเรียบร้อยของสินค้าว่ามีความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใดหรือไม่อีกด้วย อันถือว่าเป็นการกระทำปกติทางการค้าในการรับมอบสินค้าที่มีการว่าจ้างให้ขนส่งมา ตราบใดที่ผู้รับสินค้ายังตรวจสอบสินค้าเพื่อรับมอบสินค้าไม่เสร็จสิ้น จะถือว่าได้มีการส่งมอบหรือควรจะได้ส่งมอบสินค้าแล้วหาได้ไม่ เมื่อบริษัท อ. ผู้เอาประกันภัยตรวจสอบและรับมอบสินค้าเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538 อายุความฟ้องร้องผู้ขนส่งให้รับผิดในกรณีที่ของสูญหายหรือบุบสลาย จึงต้องเริ่มนับแต่วันตรวจสอบและรับมอบสินค้าเสร็จสิ้นดังกล่าวเป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2539 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ.มาตรา 624

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๔๓๙,๙๔๖.๔๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๗๐,๑๙๒.๔๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๓๙,๙๔๖.๔๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ในเรื่องอายุความฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายของสินค้าหรือสิ่งของที่ขนส่งนั้น ป.พ.พ. มาตรา ๖๒๔ บัญญัติว่า "ในข้อความรับผิดของผู้ขนส่งในการที่ของสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งชักช้านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่ส่งมอบหรือปีหนึ่งนับแต่วันที่ควรจะได้ส่งมอบ เว้นแต่ในกรณีที่มีการทุจริต" ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อเรือเดินทะเลชื่อโพเรอขนส่งแผ่นเหล็กม้วนจำนวน ๑๕๐ ม้วน ซึ่งเป็นของที่บริษัทเอ็น. เอช. เค สตีล จำกัด เอาประกันภัยไว้กับโจทก์มาถึงประเทศไทย มีการขนถ่ายสินค้าดังกล่าวจากเรือเดินทะเลชื่อโพเรอไปส่งยังโกดังของบริษัทเอ็น. เอช. เค. สตีล จำกัด ที่ถนนสุขสวัสดิ์ เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ ในวันรุ่งขึ้นวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ บริษัทยูไนเต็ด เซอเวย์เยอร์ส แอนด์ แอดจัสเตอร์ส จำกัด ทำการสำรวจแผ่นเหล็กม้วนดังกล่าว พบว่า ม้วนเหล็กบุบยุบจำนวน ๑๒ ม้วน จึงแจ้งความเสียหายให้โจทก์ทราบในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ นั้นเอง แม้การขนส่งสินค้ารายพิพาทจะมาถึงยังโกดังของบริษัทเอ็น. เอช. เค สตีล จำกัด ผู้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ ก็ตาม แต่ก็ยังมีขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติต่อไปคือการตรวจสอบสินค้าว่าครบจำนวน ตลอดจนความเรียบร้อยของสินค้าว่ามีความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใดหรือไม่อีกด้วย อันถือว่าเป็นการกระทำปกติทางการค้าในการรับมอบสินค้าที่มีการว่าจ้างให้ขนส่งมา ตราบใดที่ผู้รับสินค้ายังตรวจสอบสินค้าเพื่อรับมอบสินค้าไม่เสร็จสิ้น จะถือว่าได้มีการส่งมอบหรือควรจะได้ส่งมอบสินค้าแล้วหาได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บริษัทเอ็น. เอช. เค. สตีล จำกัด ผู้เอาประกันภัยตรวจสอบและรับมอบสินค้าเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ อายุความฟ้องร้องผู้ขนส่งให้รับผิดในกรณีที่ของสูญหายหรือบุบสลาย จึงต้องเริ่มนับแต่วันตรวจสอบและรับมอบสินค้าเสร็จสิ้นดังกล่าวเป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ยังไม่พ้นกำหนด ๑ ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๒๔?

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 624
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไพบูลย์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทนนทรี ขนส่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุทธิกรณ์ ลิบน้อย
ศาลอุทธรณ์ — นายขวัญชัย ปิ่นรอด
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2110/2544
#41101
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 มาตรา 4(3)บัญญัติว่า "เครื่องมือทำการประมง หมายความว่า เครื่องกลไกเครื่องใช้ เครื่องอุปกรณ์ ส่วนประกอบ อาวุธ เสาหลัก หรือเรือบรรดาที่ใช้ทำการประมง" ดังนั้นเรือยนต์และอวนลากแขกจึงเป็นเครื่องมือทำการประมง เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีได้ออกประกาศจังหวัดชลบุรี เรื่อง กำหนดห้ามใช้เครื่องมืออวนลาก คาน ถ่างหรืออวนลากแขกที่ใช้กับเรือยนต์ทำการประมงในเขตที่ระบุไว้โดยเด็ดขาด เรือยนต์และอวนลากแขกที่จำเลยใช้ทำการประมงในเขตดังกล่าว จึงเป็นเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงตามมาตรา 32(2) ซึ่งต้องริบตามมาตรา 70

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้อวนลากคานถ่าง(อวนลากแขก) ที่ใช้กับเรือยนต์ทำการประมงในทะเลบริเวณทิศใต้ของแหลมแท่นซึ่งอยู่ภายในเขตกำหนดห้ามใช้อุปกรณ์ดังกล่าว ฝ่าฝืนประกาศจังหวัดชลบุรี เรื่อง กำหนดห้ามใช้เครื่องมืออวนลากคานถ่างหรืออวนลากแขกที่ใช้กับเรือยนต์ทำการประมงในท้องที่จังหวัดชลบุรี เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งห้าได้พร้อมยึดเรือจักรกล 1 ลำ อวนลากแขก 2 ปาก สัตว์น้ำเบญจพรรณ 150 กิโลกรัม เป็นของกลาง เหตุเกิดที่ท้องทะเลบริเวณตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรีขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 มาตรา 32,60, 65, 69, 70, 71 ประกาศจังหวัดชลบุรี เรื่อง กำหนดห้ามใช้เครื่องมืออวนลากคานถ่างหรืออวนลากแขกที่ใช้กับเรือยนต์ทำการประมงในท้องที่จังหวัดชลบุรี ลงวันที่ 23 มีนาคม 2542 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 มาตรา 32(2), 65 จำคุกคนละ 2 เดือน ปรับคนละ 5,000 บาท จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ1 เดือน ปรับคนละ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ริบสัตว์น้ำของกลาง คำขออื่นยก

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ริบเรือยนต์ 1 ลำ และอวนลาก 2 ปากโดยอธิบดีอัยการเขต 2 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเรือยนต์ 1 ลำและอวนลากแขก 2 ปากเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เรือยนต์ 1 ลำและอวนลากแขก 2 ปาก ของกลางคดีนี้มิใช่เครื่องมือทำการประมงศาลไม่มีอำนาจสั่งริบนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490มาตรา 4(3) บัญญัติว่า "เครื่องมือทำการประมงหมายความว่าเครื่องกลไก เครื่องใช้ เครื่องอุปกรณ์ ส่วนประกอบ อาวุธ เสาหลักหรือเรือ บรรดาที่ใช้ทำการประมง" ดังนั้นเรือยนต์และอวนลากแขกของกลางคดีนี้จึงเป็นเครื่องมือทำการประมง เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีได้ออกประกาศจังหวัดชลบุรี เรื่อง กำหนดห้ามใช้เครื่องมืออวนลากคานถ่างหรืออวนลากแขกที่ใช้กับเรือยนต์ทำการประมงในเขตที่ระบุไว้โดยเด็ดขาด จำเลยได้ใช้เรือยนต์และอวนลากแขกทำการประมงในเขตดังกล่าว จึงเป็นเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงตามมาตรา 32(2) ซึ่งต้องริบตามมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 สั่งริบเรือยนต์ 1 ลำ และอวนลากแขก 2 ปากของกลางนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ม. 4 ม. 32 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นายไพฑูรย์ สุวรรณภูมิ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2110/2544
#99270
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การประมง พ.ศ. 2490 มาตรา 4 (3) บัญญัติว่า "เครื่องมือทำการประมง หมายความว่า เครื่องกลไก เครื่องใช้ เครื่องอุปกรณ์ ส่วนประกอบ อาวุธ เสาหลัก หรือเรือ บรรดาที่ใช้ทำการประมง" ดังนั้น เรือยนต์และอวนลากแขกจึงเป็นเครื่องมือทำการประมง เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีได้ออกประกาศจังหวัดชลบุรี เรื่อง กำหนดห้ามใช้เครื่องมืออวนลากคานถ่างหรืออวนลากแขกที่ใช้กับเรือยนต์ทำการประมงในเขตที่ระบุไว้โดยเด็ดขาด เรือยนต์และอวนลากแขกที่จำเลยใช้ทำการประมงในเขตดังกล่าว จึงเป็นเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงตามมาตรา 32 (2) ซึ่งต้องริบตามมาตรา 70

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตาม พ.ร.บ.การประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๓๒, ๖๐, ๖๕, ๖๙, ๗๐, ๗๑ ประกาศจังหวัดชลบุรี เรื่องกำหนดห้ามใช้เครื่องมืออวนลากคานถ่างหรืออวนลากแขกที่ใช้กับเรือยนต์ทำการประมงในท้องที่จังหวัดชลบุรี ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๒ ป.อ. มาตรา ๓๓, ๘๓ ริบของกลาง

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตาม พ.ร.บ.การประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๓๒ (๒), ๖๕ จำคุกคนละ ๒ เดือน ปรับคนละ ๕,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ ๑ เดือน ปรับคนละ ๒,๕๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๑ ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐ ริบสัตว์น้ำของกลาง คำขออื่นยก

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ริบเรือยนต์ ๑ ลำ และอวนลาก ๒ ปาก โดยอธิบดีอัยการเขต ๒ ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเรือยนต์ ๑ ลำ และอวนลากแขก ๒ ปากเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า เรือยนต์ ๑ ลำ และอวนลากแขก ๒ ปาก ของกลางคดีนี้มิใช่เครื่องมือทำการประมง ศาลไม่มีอำนาจสั่งริบนั้น เห็นว่า พ.ร.บ.การประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๔ (๓) บัญญัติว่า "เครื่องมือทำการประมง หมายความว่า เครื่องกลไก เครื่องใช้ เครื่องอุปกรณ์ ส่วนประกอบ อาวุธ เสา หลัก หรือเรือ บรรดาที่ใช้ทำการประมง" ดังนั้น เรือยนต์และอวนลากแขกของกลางคดีนี้จึงเป็นเครื่องทำการประมง เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีได้ออกประกาศจังหวัดชลบุรี เรื่อง กำหนดห้ามใช้เครื่องมืออวนลากคานถ่างหรืออวนลากแขกที่ใช้กับเรือยนต์ทำการประมงในเขตที่ระบุไว้ โดยเด็ดขาด จำเลยได้ใช้เรือยนต์และอวนลากแขกทำการประมงในเขตดังกล่าว จึงเป็นเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงตามมาตรา ๓๒ (๒) ซึ่งต้องริบตามมาตรา ๗๐ แห่ง พ.ร.บ.การประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ สั่งริบเรือยนต์ ๑ ลำ และอวนลากแขก ๒ ปาก ของกลางนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ม. 4 (3) ม. 32 (2) ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นายไพฑูรย์ สุวรรณภูมิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นายอาคม นิตยากรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมนึก สุขะมงคล
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2105/2544
#36462
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สั่งพักราชการโจทก์ซึ่งเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยปราศจากเหตุอันสมควรด้วยเหตุที่บริษัท ฮ. ฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องต่อมานายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้จำเลยยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์และมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม ซึ่งขณะนั้นตำแหน่งยังว่างอยู่ จำเลยสามารถสั่งให้เข้ารับราชการได้ทันที แต่จำเลยกลับเสนอขอกำหนดตำแหน่งที่ปรึกษา เพื่อจะให้โจทก์เข้ารับราชการในตำแหน่งดังกล่าว และได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนคำสั่งทั้งที่จำเลยเป็นนักกฎหมายและมีประสบการณ์ในการทำงานราชการมามาก ทั้งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ. 2535 มาตรา 126 วรรคสาม ระบุไว้ว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งการแล้วจะอุทธรณ์ต่อไปอีกมิได้ จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเท่านั้นแม้คำสั่งดังกล่าวไม่ได้กำหนดระยะเวลาให้ปฏิบัติไว้ แต่ก็ต้องปฏิบัติตามในเวลาอันสมควร ทั้งการปฏิบัติตามก็กระทำได้โดยง่าย แต่จำเลยกลับปล่อยให้ล่วงเลยถึง 7 เดือน จึงมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม ซึ่งเหลือเวลา 15 วัน โจทก์จะครบเกษียณอายุ แสดงว่าจำเลยมีเจตนาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535มาตรา 130 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชา อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ. กรม อ.ก.พ. กระทรวง หรือ ก.พ. แล้วแต่กรณีแต่มาตรา 130 วรรคสอง กำหนดวิธีการร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ว่าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ. เมื่อในขณะนั้นยังไม่มีกฎ ก.พ. ที่ออกตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 เกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาบังคับใช้ จึงต้องบังคับตามมาตรา 137 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 โดยนำกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9(พ.ศ. 2518) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ. 2518 ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่ใช้อยู่เดิมมาใช้บังคับ กฎ ก.พ. ฉบับดังกล่าว ข้อ 7 วรรคสี่ กำหนดว่า ในกรณีที่เหตุร้องทุกข์เกิดจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัดให้ร้องต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล กรณีเช่นนี้ให้ ก.พ. เป็นผู้พิจารณาเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการ การที่โจทก์ร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีส่งคำร้องทุกข์ของโจทก์ให้ ก.พ. เป็นผู้พิจารณาจึงชอบด้วยกฎ ก.พ. ฉบับดังกล่าว

กฎ ก.พ. ฉบับที่ 9(พ.ศ. 2518) ข้อ 3 กำหนดว่า การร้องทุกข์ในชั้นต้นร้องทุกข์ด้วยวาจาต่อผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งเสียก่อนหากได้รับคำชี้แจงไม่เป็นที่พอใจหรือไม่ได้รับคำชี้แจงภายในเจ็ดวันนับแต่วันร้องทุกข์ด้วยวาจา จึงให้ผู้ร้องทุกข์ยื่นเรื่องร้องทุกข์เป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาตามข้อ 7 การกำหนดให้ร้องทุกข์ด้วยวาจาก็เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาได้มีโอกาสชี้แจงทำความเข้าใจในชั้นต้นเสียก่อนนั่นเองมิได้ถือเป็นข้อสำคัญเคร่งครัด ประกอบกับโจทก์ไม่ได้พบกับจำเลยจึงไม่อาจจะร้องทุกข์ด้วยวาจาต่อจำเลย กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9(พ.ศ. 2518) ข้อ 4 โจทก์มีสิทธิร้องทุกข์เป็นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีได้ตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9(พ.ศ. 2518) ข้อ 7

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535มาตรา 130 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9(พ.ศ. 2518)ข้อ 2 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การร้องทุกข์ไว้ว่า เหตุร้องทุกข์ต้องเกิดจากผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์โดยไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์ให้ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนนั้น การปฏิบัติไม่ถูกต้องมีความหมายกว้าง รวมทั้งการใช้ดุลพินิจไม่ถูกต้องด้วย

อ.ก.พ. วิสามัญฯ ตั้งขึ้นโดย ก.พ. เพื่อทำการใด ๆ แทน ก.พ.ตามความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ. 2535 เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของ ก.พ. ประกอบกับกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9(พ.ศ. 2518) ข้อ 7 วรรคสี่ กำหนดให้ ก.พ. เป็นผู้พิจารณาคำร้องทุกข์ของโจทก์เสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการ อ.ก.พ.วิสามัญฯ มีหน้าที่เพียงแต่ช่วย ก.พ.พิจารณาคำร้องทุกข์เท่านั้นถ้ามติใดของ อ.ก.พ. วิสามัญฯ มีปัญหาเป็นที่สงสัยไม่ชัดเจนก็เสนอให้ก.พ. ผู้มีอำนาจหน้าที่ที่แท้จริงพิจารณาได้ ดังนั้น การทบทวนมติของอ.ก.พ. วิสามัญฯ จึงกระทำเพื่อให้เกิดความถูกต้องและยุติธรรม ก.พ. ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาคำร้องทุกข์ของโจทก์เสนอนายกรัฐมนตรีโดยตรงจึงมีอำนาจทบทวนมติของ อ.ก.พ. วิสามัญฯ ซึ่งได้รับมอบหมายให้พิจารณาคำร้องทุกข์ของโจทก์แทน ก.พ. ได้

ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535มาตรา 129 วรรคสอง บัญญัติให้นำมาตรา 126 ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ. และมาตรา 127 มาใช้บังคับโดยอนุโลมมาตรา 126 วรรคสาม ซึ่งอนุโลมมาใช้ในการร้องทุกข์บัญญัติว่า ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีสั่งการหรือคณะรัฐมนตรีมีมติตามวรรคหนึ่งให้ผู้อุทธรณ์กลับเข้ารับราชการหรือให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้บังคับบัญชา หรือให้ดำเนินการประการใด ให้กระทรวง ทบวง กรม ดำเนินการให้เป็นตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือมติคณะรัฐมนตรีและเมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งการหรือคณะรัฐมนตรีมีมติตามวรรคหนึ่งเป็นประการใดแล้วจะอุทธรณ์ต่อไปอีกมิได้ คำสั่งของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลผู้มีอำนาจบริหารสูงสุดจึงเป็นที่สุดจะอุทธรณ์คำสั่งหรือให้ทบทวนคำสั่งอีกไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ตั้งแต่วันที่ 1ตุลาคม 2529 เป็นต้นมา จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมายต่าง ๆ รวมทั้งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2536จำเลยมีคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ที่ 362/2536 ให้พักราชการโจทก์ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2536 ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2536โจทก์ได้ร้องทุกข์เป็นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลสั่งการให้จำเลยยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์และมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม นายกรัฐมนตรีส่งคำร้องทุกข์ของโจทก์ให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนพิจารณาคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนพิจารณาแล้วมีมติว่าการร้องทุกข์ของโจทก์รับฟังได้ นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับมติดังกล่าวและมีคำสั่งให้กระทรวงพาณิชย์ยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์ ให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม จำเลยในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ทราบคำสั่งของนายกรัฐมนตรีแล้วตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537ซึ่งนับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาต่อเนื่องกัน จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว แต่จำเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยเจตนาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี มิได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์ และมิได้มีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมโดยปราศจากเหตุอันจะอ้างตามกฎหมายทั้งนี้จำเลยประสงค์ไม่ให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนครกรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและจำเลยเคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญหลายตำแหน่งนับว่าเป็นผู้ที่คุณประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นข้าราชการพลเรือน ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2529 จำเลยเป็นข้าราชการการเมืองตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2535มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ. 2534 และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2536 จำเลยมีคำสั่งพักราชการโจทก์ตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ที่ 362/2536 เอกสารหมาย ล.1 ต่อมาวันที่ 4พฤศจิกายน 2536 โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลตามเอกสารหมาย จ.7 จ.14 และ จ.15 นายกรัฐมนตรีส่งเรื่องให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) พิจารณา ก.พ. พิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องทุกข์ของโจทก์รับฟังได้ และนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลควรสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์ และมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม และได้แจ้งให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีทราบตามเอกสารหมาย จ.21เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอนายกรัฐมนตรีว่าเห็นควรสั่งการตามความเห็นของ ก.พ. ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ดำเนินการตามเสนอตามสำเนาบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ.13 เลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบคำสั่งของนายกรัฐมนตรีตามเอกสารหมายจ.19 และแจ้งให้จำเลยทราบตามเอกสารหมาย จ.23 แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี กลับทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ทบทวนคำสั่งดังกล่าวตามหนังสือเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11นายกรัฐมนตรีส่งให้ ก.พ. พิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีและเรื่องนี้กฎหมายถือว่ากรณีเป็นที่สุดไม่อาจขอให้ ก.พ. พิจารณาทบทวนได้อีกตามหนังสือเอกสารหมาย จ.12การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วเมื่อวันที่ 5 กันยายน2537 จำเลยมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์ ให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยอ้างว่าหากโจทก์กลับเข้ารับราชการก่อนเกษียณอายุราชการคงไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการปฏิบัติราชการและการพิจารณาคดีในศาลตามคำสั่งเอกสารหมายจ.26 ซึ่งมิใช่มีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีและการที่จำเลยเพิ่งมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการเมื่อเหลือระยะเวลาให้โจทก์รับราชการเพียง 15 วัน โจทก์ไม่สามารถจะปฏิบัติงานได้ โจทก์จึงยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการ

จำเลยนำสืบว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ส่วนโจทก์ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์เมื่อปี 2536 บริษัทฮาร์ท ออยล์สยาม อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัดฟ้องโจทก์ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้อง ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าว โจทก์ในคดีนั้นมีหนังสือถึงจำเลยขอความเป็นธรรม และขอให้ลงโทษโจทก์ทางวินัยตามหนังสือเอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 จำเลยสอบสวนพฤติกรรมของโจทก์แล้ว เห็นว่า โจทก์มีพฤติกรรมทำให้เสียหายแก่การพิจารณาคดีต่อคู่ความ ต่อราชการและผู้ร้องทุกข์เพื่อประโยชน์ของทางราชการจึงมีคำสั่งให้พักราชการโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรีโดยมิได้ร้องทุกข์ต่อจำเลยเป็นหนังสือหรือด้วยวาจานายกรัฐมนตรีส่งเรื่องให้ ก.พ. พิจารณา และ ก.พ. ได้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการวิสามัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการร้องทุกข์หรืออ.ก.พ. วิสามัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการร้องทุกข์ เป็นผู้พิจารณาอ.ก.พ. วิสามัญฯ มีความเห็นว่า คำสั่งของจำเลยที่ให้พักราชการโจทก์เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และมติของ อ.ก.พ. วิสามัญฯ ถือว่ายุติแต่ ก.พ. ไม่ส่งมติดังกล่าวไปยังนายกรัฐมนตรี กลับนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมของ ก.พ. อีกครั้ง โดยมีกรรมการบางคนไม่มีสิทธิประชุม ซึ่ง ก.พ. พิจารณาแล้วมีมติว่าคำสั่งของจำเลยที่ให้พักราชการโจทก์นั้นชอบด้วยกฎหมายแต่ไม่มีเหตุสมควรเพียงพอที่จะสั่งพักราชการโจทก์ และได้ส่งมติครั้งหลังนี้ไปยังนายกรัฐมนตรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือแจ้งจำเลยว่านายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้จำเลยยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์ตามความเห็นของ ก.พ. ตามเอกสารหมาย ล.11 จำเลยเห็นว่า มติของ ก.พ.และคำสั่งของนายกรัฐมนตรีไม่ถูกต้องเพราะการร้องทุกข์ในเบื้องต้นโจทก์จะต้องร้องทุกข์ต่อจำเลยผู้บังคับบัญชาด้วยวาจา หากจำเลยไม่พิจารณาหรือไม่จัดการใด ๆ จึงจะร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรีได้แต่โจทก์ร้องทุกข์โดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี และเป็นการร้องทุกข์ตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2518) ซึ่งถูกยกเลิกแล้ว การร้องทุกข์จึงไม่ชอบทั้งการที่โจทก์ร้องทุกข์โดยอ้างว่าจำเลยมีคำสั่งพักราชการโจทก์โดยไม่มีเหตุสมควรนั้นขัดต่อพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535มาตรา 130 และเมื่อ อ.ก.พ. วิสามัญฯ มีมติแล้ว ก.พ. นำเรื่องเข้าพิจารณาใหม่อีกเป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงมีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ทบทวนมติของ ก.พ. และคำสั่งของนายกรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย จ.10 และจ.11 ในระหว่างที่ยังไม่ทราบผลการทบทวนดังกล่าว โจทก์ก็ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ในการทำงานของจำเลยหากมีมติใด ๆ เป็นที่สงสัยก็ขอให้พิจารณาหรือทบทวนหรือเปลี่ยนแปลงมตินั้นได้ จำเลยจึงมีสิทธิขอให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนมติดังกล่าว และหนังสือของเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่แจ้งคำสั่งของนายกรัฐมนตรีให้จำเลยทราบ ไม่ได้ระบุว่าให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีภายในกี่วัน ต่อมาจำเลยได้มีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมแล้วตามเอกสารหมาย จ.26

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นข้าราชการพลเรือนระดับ 11 ตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งเป็นผู้สั่งบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งระดับ 11 ก่อนเกิดเหตุบริษัทฮาร์ท ออยล์สยาม อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ตจำกัด ได้ฟ้องโจทก์กับพวกข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5388/2536 ของศาลชั้นต้นหลังจากไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีมีมูล มีคำสั่งให้ประทับฟ้อง ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2536 จำเลยมีคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ที่ 362/2536 ตามเอกสารหมาย ล.1 ให้พักราชการโจทก์เพื่อรอฟังผลการพิจารณาคดีดังกล่าว วันที่ 4 พฤศจิกายน 2536 โจทก์ทำหนังสือร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเพื่อสั่งการให้จำเลยยกเลิกคำสั่งพักราชการดังกล่าวและมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมตามหนังสือเอกสารหมาย จ.7 จ.14 และ จ.15 โดยโจทก์ไม่ร้องทุกข์ด้วยวาจาต่อจำเลยผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งก่อนนายกรัฐมนตรีส่งคำร้องทุกข์ของโจทก์ให้ ก.พ. พิจารณา ก.พ. ได้มอบหมายให้ อ.ก.พ. วิสามัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการร้องทุกข์พิจารณาแทนอ.ก.พ. วิสามัญฯ ดังกล่าวประชุมพิจารณาเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2536แล้ววินิจฉัยโดยเสียงข้างมากว่าคำร้องทุกข์ของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้มีมติให้รายงานนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งยกคำร้องทุกข์ของโจทก์ ตามมติอ.ก.พ. วิสามัญฯ และรายงานการประชุมเอกสารหมาย ล.13 และ ล.15ต่อมา ก.พ. พิจารณาคำร้องทุกข์ของโจทก์แล้วเห็นว่าคำร้องทุกข์ของโจทก์รับฟังได้ นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลควรสั่งให้กระทรวงพาณิชย์ยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์และมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมต่อไป หลังจากนั้น ก.พ. มีหนังสือลงวันที่ 6 ธันวาคม2536 แจ้งความเห็นดังกล่าวไปยังเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการต่อไปตามหนังสือเอกสารหมายจ.21 นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการตามที่ ก.พ. เสนอตามบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ.13 เลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 ถึงจำเลยแจ้งให้ทราบว่านายกรัฐมนตรีมีบัญชาตามความเห็นของ ก.พ. ให้กระทรวงพาณิชย์ยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์และมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมตามหนังสือเอกสารหมาย จ.23 กระทรวงพาณิชย์ได้รับหนังสือดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 ตามทะเบียนรับ-ส่งหนังสือเอกสารหมาย จ.24 ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2537 จำเลยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ทบทวนคำสั่งดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.10และวันที่ 31 มีนาคม 2537 จำเลยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.พ. สั่งการให้ ก.พ. พิจารณาทบทวนเรื่องที่มีคำสั่งให้จำเลยยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์และมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมตามเอกสารหมาย จ.11 โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2537 ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2537 จำเลยมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์และให้โจทก์มาปฏิบัติราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2537 เป็นต้นไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประเด็นแรกตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงมีอำนาจรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประเด็นต่อไปตามฎีกาว่าจำเลยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแล้ว กระทรวง ทบวง กรม ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535มาตรา 126 เมื่อพ้นระยะเวลาแล้วการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี โจทก์เห็นว่าจำเลยกลั่นแกล้ง ส่วนฝ่ายจำเลยมีจำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่มีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีแต่มีเจตนาจะให้ทบทวนใหม่เพื่อความถูกต้องและให้เป็นบรรทัดฐานต่อไป จำเลยสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในวันที่ 15 กันยายน 2537หลังจากที่ได้รับหนังสือจากสำนักนายกรัฐมนตรี ฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม2537 เหตุที่มีคำสั่งช้าเพราะขณะนั้นจำเลยมีภาระกิจและมีงานที่ต้องสั่งการจำนวนมาก ประกอบกับจำเลยเห็นว่าผู้รักษาราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงจะต้องเตรียมส่งมอบงานให้แก่โจทก์ จำเลยไม่มีเจตนาจะถ่วงเวลาให้โจทก์กลับเข้ารับราชการ จำเลยมีสิทธิจะสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการเมื่อใดก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสมเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ เห็นว่า ก.พ. พิจารณาตั้งข้อสังเกตในการที่จำเลยใช้ดุลพินิจสั่งพักราชการโจทก์ตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ที่ 362/2536 ลงวันที่ 25ตุลาคม 2536 ว่ามีเหตุสมควรหรือไม่ว่า ข้าราชการที่ถูกกล่าวหาหรือถูกฟ้องซึ่งผู้บังคับบัญชาเห็นว่าปฏิบัติการตามหน้าที่โดยชอบ กระทรวงการคลังก็ได้ให้ความช่วยเหลือในเรื่องการประกันตัวและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ส่วนทางด้านคดี พนักงานอัยการก็รับแก้ต่างให้ในคดีที่ข้าราชการถูกฟ้องในเรื่องที่ได้กระทำไปตามอำนาจหน้าที่ ถ้าถือว่าข้าราชการถูกฟ้องในเรื่องที่ได้กระทำไปตามอำนาจหน้าที่เป็นเรื่องที่ทำให้ส่วนราชการเสื่อมเสียชื่อเสียง เกียรติภูมิและความเชื่อถือของประชาชนแล้ว ทางราชการคงไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแก่ข้าราชการผู้ถูกฟ้อง และคดีที่โจทก์ถูกฟ้องก็ได้รับความช่วยเหลือในด้านคดีจากพนักงานอัยการโจทก์ถูกฟ้องคดีอาญาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2536 หลังจากนั้นประมาณ3 เดือน จึงถูกสั่งพักราชการ (เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2536) หากโจทก์จะใช้อิทธิพลข่มขู่พยาน หรือทำลายหรือปรับเปลี่ยนพยานเอกสารในความครอบครองของกระทรวงพาณิชย์ ก็มีโอกาสกระทำได้ตั้งแต่เริ่มแรกเมื่อถูกฟ้อง ไม่จำต้องรอไว้เป็นเวลานานหลายเดือน ทั้งก่อนมีการสั่งพักราชการก็ไม่ปรากฏหรือมีสิ่งใดส่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีพฤติการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้คำสั่งพักราชการไม่ได้ชี้พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจึงน่าจะเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ที่ปราศจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือยังไม่มีมูลกรณีเกิดขึ้นอันจะถือเป็นเหตุสั่งพักราชการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีข้าราชการถูกฟ้องคดีอาญามีตัวอย่างของส่วนราชการหลายแห่ง เช่น กระทรวงการคลัง กรมที่ดินและกรมตำรวจซึ่งข้าราชการในส่วนราชการนั้น ๆ ถูกราษฎรฟ้องเป็นคดีอาญาเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและศาลประทับฟ้องแล้ว หากคดีนั้นเป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ราชการและพนักงานอัยการเห็นสมควรรับแก้ต่างให้ ผู้มีอำนาจตามกฎหมายก็หาได้ใช้อำนาจสั่งพักราชการสำหรับข้าราชการผู้นั้นเพื่อรอฟังผลการพิจารณาคดีของศาลไม่ จากข้อสังเกตของ ก.พ.ดังกล่าวแสดงถึงข้อพิรุธที่ผิดปกติวิสัยของจำเลยผู้บังคับบัญชาที่ด่วนสั่งพักราชการโจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ประกอบกับจำเลยอ้างว่า เมื่อจำเลยได้รับหนังสือร้องเรียนของบริษัทฮาร์ท ออยล์สยามอิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด จำเลยได้สอบพฤติกรรมโจทก์โดยมอบหมายให้นายคมจิต ลุสวัสดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ดำเนินการ แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของนายคมจิตพยานจำเลยว่า พยานไม่ทราบว่าจำเลยใช้ข้อมูลในการตัดสินใจครั้งดังกล่าว(สั่งพักราชการโจทก์) อย่างไร จึงเจือสมกับความเห็นของ ก.พ. ดังกล่าวนอกจากนี้หลังจากจำเลยได้รับทราบคำสั่งของนายกรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย จ.23 หรือ ล.11 ฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 ให้จำเลยยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์และมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม ซึ่งขณะนั้นตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ว่างอยู่ จำเลยสามารถสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการได้ทันทีแต่จำเลยกลับเสนอขอกำหนดตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(นักวิชาการพาณิชย์ 11) ตามหนังสือกระทรวงพาณิชย์ที่ พณ 0201/34ลงวันที่ 2 มีนาคม 2537 ประกอบกับจำเลยเบิกความรับว่าจำเลยมีหนังสือขออนุมัติตำแหน่งข้าราชการระดับ 11 ของกระทรวงพาณิชย์เพิ่มขึ้นอีกตำแหน่ง เพื่อประสงค์จะให้โจทก์เข้ารับราชการในตำแหน่งดังกล่าวนอกจากนี้วันที่ 1 มีนาคม 2537 และวันที่ 31 มีนาคม 2537 จำเลยได้ทำหนังสือเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 ถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ทบทวนคำสั่งดังกล่าว ทั้งที่จำเลยเป็นนักกฎหมายและมีประสบการณ์ในการทำงานราชการมามาก เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆทางการเมืองทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ทั้งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 126 วรรคสาม ระบุไว้ชัดเจนว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งการประการใดแล้วจะอุทธรณ์ต่อไปอีกมิได้ ดังนั้น ถ้าพิจารณาพฤติกรรมของจำเลยตั้งแต่แรกที่สั่งพักราชการโจทก์โดยไม่มีเหตุผลสมควรเรื่อยมาจนถึงขอให้นายกรัฐมนตรีทบทวนคำสั่งตามที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า แม้จำเลยกับโจทก์จะไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนก็ตาม แต่ก็มิใช่ว่าเมื่อไม่มีสาเหตุดังกล่าวแล้ว จำเลยจะต้องไม่กลั่นแกล้งหรือทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเสมอไป การที่จำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลทั้ง ๆที่จำเลยทราบดีว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งให้ปฏิบัติงานประจำตามหน้าที่รัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ มิใช่งานที่เป็นนโยบาย ดังนั้นจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น การที่จำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามทั้งที่สามารถกระทำได้โดยง่าย แต่กลับพยายามหาเหตุต่าง ๆ มาอ้างเพื่อไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในวันที่ 15 กันยายน 2537 เหตุที่มีคำสั่งช้าเพราะขณะนั้นจำเลยมีภาระกิจและมีงานที่ต้องสั่งการจำนวนมากและจำเลยเห็นว่าผู้รักษาราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงจะต้องเตรียมส่งมอบงานให้แก่โจทก์ จำเลยไม่มีเจตนาถ่วงเวลานั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเนื่องจากขณะนั้นตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ว่างอยู่ จำเลยสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งได้ทันทีไม่มีความยุ่งยาก ถึงแม้คำสั่งของนายกรัฐมนตรีดังกล่าวไม่ได้กำหนดระยะเวลาให้จำเลยต้องปฏิบัติไว้ก็ตาม แต่จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีในเวลาอันสมควรทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวก็กระทำได้โดยง่าย แต่จำเลยกลับพยายามหาเหตุต่าง ๆ มาอ้างเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตาม เมื่อจำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีดังกล่าว แต่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยมาถึงประมาณ 7 เดือนจึงมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม ในวันที่ 15 กันยายน2537 ซึ่งเหลือเวลาเพียง 15 วัน โจทก์จะครบเกษียณอายุราชการ แสดงว่าจำเลยมีเจตนาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยจึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157ที่จำเลยฎีกาว่า คำสั่งของนายกรัฐมนตรีดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยจำเลยฎีกาว่าโจทก์ต้องร้องทุกข์ต่อจำเลยซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและร้องทุกข์ต่อ ก.พ. เท่านั้น โจทก์ร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรีจึงไม่ชอบเห็นว่า แม้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535มาตรา 130 วรรคหนึ่ง จะกำหนดให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชา อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ. กรม อ.ก.พ. กระทรวงหรือ ก.พ. แล้วแต่กรณีก็ตามแต่มาตรา 130 วรรคสอง กำหนดวิธีการร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ว่าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ.ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าในขณะนั้นยังไม่มีกฎ ก.พ. ที่ออกตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 เกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาบังคับใช้ จึงต้องบังคับตามมาตรา 137 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ที่บัญญัติว่าในระหว่างที่ยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกา หรือออกกฎ ก.พ. ข้อบังคับหรือระเบียบ หรือจัดทำมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง หรือกำหนดกรณีใดเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำพระราชกฤษฎีกากฎ ก.พ. ข้อบังคับ ระเบียบมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง หรือกรณีที่กำหนดไว้แล้วซึ่งใช้อยู่เดิมมาใช้บังคับโดยอนุโลม และกฎ ก.พ. ที่ใช้อยู่เดิมได้แก่ กฎ ก.พ. ฉบับที่ 9(พ.ศ. 2518) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ. 2518 ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ กฎ ก.พ.ฉบับดังกล่าว ข้อ 7 วรรคสี่ กำหนดว่า ในกรณีที่เหตุร้องทุกข์เกิดจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัดให้ร้องต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล กรณีเช่นนี้ให้ ก.พ. เป็นผู้พิจารณาเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการจะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535มาตรา 130 วรรคหนึ่งนั้น กำหนดให้ร้องทุกข์ต่อผู้ใดได้บ้าง ส่วนวิธีการร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์นั้น ต้องปฏิบัติตามมาตรา 130 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 137 ดังกล่าว ที่โจทก์ร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีส่งคำร้องทุกข์ของโจทก์ให้ ก.พ. เป็นผู้พิจารณาจึงชอบด้วยกฎ ก.พ. ฉบับดังกล่าวซึ่งบังคับใช้ในขณะนั้นแล้ว ที่จำเลยฎีกาอีกว่า โจทก์จะต้องร้องทุกข์ด้วยวาจาต่อจำเลยซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งเสียก่อนตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2518) ข้อ 3 เมื่อโจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์ด้วยวาจาต่อจำเลยผู้บังคับบัญชาเหนือตน โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรีนั้น เห็นว่า วิธีการร้องทุกข์ต้องกระทำตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 130 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 137 ดังกล่าวมาแล้ว แม้กฎ ก.พ. ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2518)ข้อ 3 จะกำหนดว่า การร้องทุกข์ในชั้นต้นร้องทุกข์ด้วยวาจาต่อผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งเสียก่อน หากได้รับคำชี้แจงไม่เป็นที่พอใจหรือไม่ได้รับคำชี้แจงภายในเจ็ดวันนับแต่วันร้องทุกข์ด้วยวาจา จึงให้ผู้ร้องทุกข์นั้นยื่นเรื่องร้องทุกข์เป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาตามข้อ 7 เมื่อพิเคราะห์ข้อความในกฎ ก.พ. ฉบับดังกล่าวโดยตลอดแล้ว จะเห็นได้ว่าการกำหนดให้ร้องทุกข์ด้วยวาจาก็เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาได้มีโอกาสชี้แจงทำความเข้าใจในชั้นต้นเสียก่อนนั่นเอง มิได้ถือเป็นข้อสำคัญเคร่งครัด ประกอบกับได้ความจากโจทก์ว่า ในวันที่จำเลยมีคำสั่งพักราชการโจทก์ จำเลยเรียกโจทก์ไปพบแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยมีคำสั่งพักราชการโจทก์ เนื่องจากโจทก์ถูกฟ้องคดีอาญา โจทก์ได้ชี้แจงให้จำเลยทราบว่า โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ถูกฟ้องและบอกจำเลยว่าแล้วแต่จำเลย โจทก์จะใช้สิทธิตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนจำเลยก็เบิกความเจือสมคำเบิกความของโจทก์ว่า ก่อนจำเลยจะสั่งพักราชการโจทก์ จำเลยได้เรียกโจทก์ไปพบให้ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องถูกฟ้อง แต่โจทก์ตอบว่า หากสั่งพักราชการโจทก์ก็จะฟังจำเลยแสดงว่าโจทก์และจำเลยไม่สามารถที่จะชี้แจงทำความเข้าใจกันได้แล้วนอกจากนี้ยังได้ความจากโจทก์อีกว่า หลังจากโจทก์เซ็นชื่อรับทราบคำสั่งพักราชการแล้วก็ไม่ได้พบกับจำเลยอีก ซึ่งสอดคล้องกับหนังสือร้องทุกข์ของโจทก์เอกสารหมาย จ.7 ข้อ 1 ที่ระบุว่าโจทก์ไม่อาจร้องทุกข์ด้วยวาจาตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2518) ข้อ 3 จึงจำเป็นต้องยื่นเรื่องร้องทุกข์เป็นหนังสือตามนัยข้อ 4 และข้อ 7 ของกฎ ก.พ. ดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ได้พบกับจำเลยจึงไม่อาจจะร้องทุกข์ด้วยวาจาต่อจำเลย กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2518) ข้อ 4 ดังกล่าว โจทก์มีสิทธิร้องทุกข์เป็นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9(พ.ศ. 2518) ข้อ 7 ที่จำเลยฎีกาอีกว่า โจทก์ร้องทุกข์ได้แต่เฉพาะจำเลยใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติต่อโจทก์โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ปฏิบัติต่อโจทก์ให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น จะร้องทุกข์ว่าจำเลยใช้ดุลพินิจไม่เหมาะสมไม่ได้ เห็นว่า การร้องทุกข์ดังกล่าวต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 130วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2518) ข้อ 2 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การร้องทุกข์ไว้เช่นเดียวกันว่า เหตุร้องทุกข์ต้องเกิดจากผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์โดยไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์ให้ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน จะเห็นได้ว่าเหตุร้องทุกข์มีสองประการได้แก่ ผู้บังคับบัญชาไม่ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์ให้ถูกต้องตามกฎหมายประการหนึ่ง และผู้บังคับบัญชาปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์โดยไม่ถูกต้องอีกประการหนึ่งซึ่งเหตุประการหลังนี้มิได้จำกัดเฉพาะปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น การปฏิบัติไม่ถูกต้องจึงมีความหมายกว้าง รวมทั้งการใช้ดุลพินิจไม่ถูกต้องด้วย ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิร้องทุกข์กล่าวหาว่าจำเลยใช้ดุลพินิจสั่งพักราชการโจทก์โดยไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมได้ ที่จำเลยฎีกาอีกว่าเมื่อ อ.ก.พ. วิสามัญฯ ได้มีมติหรือความเห็นในเรื่องใดแล้ว ก.พ. ไม่มีสิทธินำไปพิจารณาลงมติหรือมีความเห็นใหม่อีกนั้น เห็นว่า อ.ก.พ. วิสามัญฯตั้งขึ้นโดย ก.พ. เพื่อทำการใด ๆ แทน ก.พ. ตามความในมาตรา 11แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของ ก.พ. นั่นเอง ประกอบกับกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2518) ข้อ 7 วรรคสี่ กำหนดให้ ก.พ. เป็นผู้พิจารณาคำร้องทุกข์ของโจทก์เสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการ อ.ก.พ.วิสามัญฯ มีหน้าที่เพียงแต่ช่วย ก.พ. พิจารณาคำร้องทุกข์เท่านั้นแม้ในทางปฏิบัติโดยปกติการพิจารณาการอุทธรณ์หรือการร้องทุกข์จะให้แล้วเสร็จในชั้น อ.ก.พ. วิสามัญฯ ก็ตาม แต่เนื่องจาก อ.ก.พ.วิสามัญฯ เป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์น้อยกว่า ก.พ. ดังนั้นถ้ามติใดของ อ.ก.พ. วิสามัญฯ มีปัญหาเป็นที่สงสัยไม่ชัดเจนก็ควรเสนอให้ ก.พ. ผู้มีอำนาจหน้าที่ที่แท้จริงพิจารณาจึงจะถูกต้องประกอบกับเลขาธิการ ก.พ. จะเสนอให้ ก.พ. พิจารณาทบทวนมติของ อ.ก.พ. วิสามัญฯ ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลอันสมควรเท่านั้น มิใช่เสนอได้ตามอำเภอใจ ส่วน ก.พ. ก็ประกอบด้วยผู้มีความรู้และประสบการณ์มาก ประการสำคัญมีอิสระในการทำหน้าที่ เลขาธิการ ก.พ. ไม่อาจชักนำให้ ก.พ. ลงมติตามที่ตนต้องการได้ดังนั้น การทบทวนมติของ อ.ก.พ. วิสามัญฯดังกล่าวจึงกระทำเพื่อให้เกิดความถูกต้องและยุติธรรมโดยแท้ ก.พ.ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาคำร้องทุกข์ของโจทก์เสนอนายกรัฐมนตรีโดยตรงจึงมีอำนาจทบทวนมติของ อ.ก.พ. วิสามัญฯ ซึ่งได้รับมอบหมายให้พิจารณาคำร้องทุกข์ของโจทก์แทน ก.พ. ได้ ที่จำเลยฎีกาต่อมาอีกว่า จำเลยมีสิทธิขอให้นายกรัฐมนตรีทบทวนคำสั่งที่ให้จำเลยสั่งเพิกถอนคำสั่งพักราชการโจทก์ และมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมโดยอ้างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 88ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 นั้น เห็นว่าตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 129วรรคสอง บัญญัติให้นำมาตรา 126 ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ. และมาตรา 127 มาใช้บังคับโดยอนุโลมมาตรา 126 วรรคสาม ซึ่งอนุโลมมาใช้ในการร้องทุกข์บัญญัติว่า ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีสั่งการหรือคณะรัฐมนตรีมีมติตามวรรคหนึ่งให้ผู้อุทธรณ์กลับเข้ารับราชการหรือให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้บังคับบัญชา หรือให้ดำเนินการประการใดให้กระทรวง ทบวง กรม ดำเนินการให้เป็นตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือมติคณะรัฐมนตรีและเมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งการหรือคณะรัฐมนตรีมีมติตามวรรคหนึ่งเป็นประการใด แล้วจะอุทธรณ์ต่อไปอีกมิได้ จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าคำสั่งของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลผู้มีอำนาจบริหารสูงสุดย่อมเป็นที่สุดจะอุทธรณ์คำสั่งหรือให้ทบทวนคำสั่งอีกไม่ได้ ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้นเมื่อกฎหมายให้สิทธิโจทก์ร้องทุกข์และนายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้จำเลยปฏิบัติตาม คำสั่งของนายกรัฐมนตรีดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ม. 88 ม. 126 ม. 127 ม. 129 ม. 130 ม. 137
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพชร อิศรเสนา ณ อยุธยา
จำเลย — นายอุทัย พิมพ์ใจชน
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิเทพ ศิริพากย์
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2092/2544
#40554
เปิดฉบับเต็ม

การประปานครหลวงโจทก์โดย ส. ผู้ว่าการได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ ป. ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์โดยขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคำสั่งดังกล่าวไม่ได้ถูกยกเลิกหรือเพิกถอนจึงยังมีผลใช้บังคับอยู่ แม้ ส. จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม ป. ซึ่งยังดำรงตำแหน่งอยู่ก็มีอำนาจลงนามมอบอำนาจให้ ก. ผู้อำนวยการกองคดีฟ้องคดีแทนได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ช. ผู้ว่าการเป็นผู้แต่งตั้งผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ไม่ตรงต่อความเป็นจริงก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์เสียไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 นางชวนพิศ ธรรมศิริเป็นผู้ว่าการมีอำนาจในการดำเนินคดีในนามโจทก์ ได้มอบอำนาจให้นายปาน แดงประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย ลงนามแทนผู้ว่าการการประปานครหลวง ต่อมานายปานมอบอำนาจช่วงให้นายสกลศักดิ์ ภิญโญพิชญ์ ผู้อำนวยการกองคดี ดำเนินคดีแทนโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างทำงานในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2539 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ใช้เครื่องดันท่อดันท่อระบายน้ำลอดถนนวิภาวดีรังสิตเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยความประมาทเป็นเหตุให้ไปถูกท่อประปา (ท่อประธาน) ของโจทก์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง600 มิลลิเมตร ซึ่งวางอยู่ใต้ดินแตกเสียหาย น้ำรั่วไหลไม่สามารถจ่ายน้ำให้ประชาชนในบริเวณนั้นได้ โจทก์ได้จัดการซ่อม เสียค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายอื่น ๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 287,873 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 309,463 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 287,873 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า นายสกลศักดิ์ ภิญโญพิชญ์ ผู้รับมอบอำนาจ ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว แม้ปรากฏตามคำฟ้องว่าขณะฟ้องโจทก์มีนางชวนพิศ ธรรมศิริ เป็นผู้ว่าการการประปานครหลวงและคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์แต่งตั้งไว้ขณะนายสุวิช ฟูตระกูล เป็นผู้ว่าการการประปานครหลวงก็ตาม แต่คำสั่งดังกล่าวไม่ปรากฏว่าได้ถูกยกเลิกหรือถูกเพิกถอน จึงยังมีผลใช้บังคับอยู่ เมื่อได้ความว่าในการฟ้องคดีนี้นายปาน แดงประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายในฐานะผู้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นผู้ดำเนินคดีในนามโจทก์ยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายอยู่ ย่อมมีอำนาจลงนามมอบอำนาจให้นายสกลศักดิ์ภิญโญพิชญ์ ผู้อำนวยการกองคดีฟ้องคดีแทนได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า นางชวนพิศ ธรรมศิริ เป็นผู้แต่งตั้งผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ไม่ตรงต่อความเป็นจริง ก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์เสียไปแต่อย่างใดฎีกาโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาบังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาสาระแห่งคดีตามอุทธรณ์ของจำเลยเพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ทั้งผลการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิในการฎีกาของคู่ความ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวตามอุทธรณ์จำเลยก่อน"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การประปานครหลวง
จำเลย — บริษัท กรุงเทพคอนกรีต (1989) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา