คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2088/2544
#91325
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

จำเลยกู้เงินจากโจทก์ ตกลงชำระเงินกู้ภายใน 25 ปี ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน โดยมีข้อตกลงในสัญญาข้อ 1 ว่า จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี มีระยะเวลาห้าปีนับแต่วันทำสัญญากู้ ส่วนระยะเวลาที่เหลือจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของโจทก์ ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ดังกล่าวได้ และมีข้อตกลงในสัญญาข้อ 3 ว่า หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยยอมให้โจทก์เพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ และมีประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ดังนี้ ในช่วงระยะเวลาห้าปี นับแต่วันทำสัญญา ต้องถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้กับจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตกลงกันว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ดอกเบี้ยภายหลังวันผิดนัดที่เพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี จึงเป็นค่าเสียหายอันเกิดแต่การที่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนที่สมควรได้ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันทำสัญญา ไม่ว่าจำเลยจะผิดนัดหรือไม่ก็ตามโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามสัญญาข้อ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๕๒๒,๑๖๒.๐๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๙๒,๖๒๙.๙๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๐๔,๐๒๘.๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๙๒,๖๒๙.๙๔ บาท นับแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยทั้งสิ้นคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน ๑๒๙,๕๓๒.๑๒ บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๓๗ จำเลยได้กู้เงินจากโจทก์จำนวน ๔๑๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระเงินกู้ภายใน ๒๕ ปี ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเดือนละ ๓,๖๐๐ บาท โดยมีข้อตกลงในสัญญาข้อ ๑ ว่า จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๙.๕ ต่อปี มีระยะเวลาห้าปี นับแต่วันทำสัญญากู้ ส่วนระยะเวลาที่เหลือจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของโจทก์ ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ดังกล่าวได้ และมีข้อตกลงในสัญญาข้อ ๓ ว่า หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยยอมให้โจทก์เพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ และมีประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๕ ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ได้ไม่เกินอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี จำเลยชำระเงินกู้ครั้งสุดท้ายให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๑ แล้วไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ภายหลังวันผิดนัดหรือไม่ เห็นว่า เบี้ยปรับเป็นค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าว่า หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร ให้เจ้าหนี้ริบหรือเรียกเอาเบี้ยปรับนั้นได้ เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินข้อ ๑ มีข้อตกลงว่าจำเลยผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญาในอัตราร้อยละ ๙.๕ ต่อปี มีระยะเวลาห้าปี นับแต่วันทำสัญญากู้ ส่วนระยะเวลาที่เหลือยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของโจทก์ และข้อ ๓ มีข้อตกลงว่า หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยยอมให้โจทก์เพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งตามสำเนาประกาศกระทรวงการคลังกำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ไม่เกินร้อยละ ๑๙ ต่อปี ดังนี้ ในช่วงระยะเวลาห้าปี นับแต่วันทำสัญญา กล่าวคือตั้งแต่วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๓๗ จนถึงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๒ ต้องถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้กับจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตกลงกันไว้ว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ ๙.๕ ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ดอกเบี้ยภายหลังวันผิดนัดคือวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ จนถึงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๒ ที่เพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ ๙.๕ ต่อปี จึงเป็นค่าเสียหายอันเกิดแต่การที่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๙ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วน ย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนที่สมควรได้ตามมาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นลดอัตราดอกเบี้ยภายหลังวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ จนถึงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๒ จากร้อยละ ๑๙ ต่อปี ลงเหลือร้อยละ ๑๕ ต่อปี อันเป็นจำนวนที่พอสมควรจึงชอบแล้ว แต่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันทำสัญญา กล่าวคือ นับแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไป ไม่ว่าจำเลยจะผิดนัดหรือไม่ก็ตาม โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี อยู่แล้ว ตามสัญญาข้อ ๑ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับแต่วันดังกล่าวเป็นดอกเบี้ยตามสัญญา มิใช่เบี้ยปรับ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๐๔,๐๒๘.๙๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๙๒,๖๒๙.๙๔ บาท นับแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ จนถึงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๒ และอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายประจิต เกตุวิบูลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายธีระนันท์ คุณารัตน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2065/2544
#41100
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อในหนังสือให้ความยินยอมซึ่งระบุว่า ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมเกี่ยวกับการซื้อและจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและกู้ยืมเงินจากโจทก์ได้โดยไม่คัดค้าน ถือว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมรับรู้หนี้กู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 1ผู้เป็นสามีได้ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ตนฝ่ายเดียวในระหว่างสมรสและจำเลยที่ 2 ได้ให้สัตยาบันในหนี้ดังกล่าวแล้ว หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(4)จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องรับผิดใช้หนี้ดังกล่าวร่วมกันต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจเป็นบริษัทประกันชีวิตและให้กู้ยืมเงินโดยมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามประกาศกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 11ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน250,000 บาท จากโจทก์ โดยยอมเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี และโจทก์มีสิทธิเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวได้ไม่เกินอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด จำเลยที่ 2ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 1 ตกลงรับทราบและยินยอมให้จำเลยที่ 1เข้าทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว โดยจำเลยที่ 2 ยอมผูกพันตนเสมือนว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินร่วมกับจำเลยที่ 1 ทุกประการ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3439 ตำบลบ้านธิ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูนพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เป็นประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดจำนวนนั้น จำเลยที่ 3ถึงที่ 5 ได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ยืมของจำเลยที่ 1ดังกล่าวไว้แก่โจทก์ โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยตลอดจนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แก่โจทก์ และบริษัทพี.บี.เอ.แอสโซซิเอท จำกัด ได้ทำสัญญาจำนำตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวนเงิน 25,000 บาท ให้ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวด้วย หลังจากจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์แล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามจากจำเลยที่ 1 หลายครั้งแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์จึงมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ยังคงเพิกเฉย ต่อมาโจทก์ได้นำเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่บริษัท พี.บี.เอ.แอสโซซิเอท จำกัด จำนำไว้มาหักชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยของจำเลยที่ 1 แล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระต้นเงินอยู่จำนวน 249,904.86 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 20สิงหาคม 2541 เป็นต้นมา โจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 3ถึงที่ 5 แล้ว แต่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เพิกเฉย จำเลยทั้งห้าต้องร่วมกันรับผิดชำระต้นเงินจำนวนดังกล่าวและดอกเบี้ยคิดคำนวณถึงวันฟ้องจำนวน 55,525.65 บาท กับค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีร้อยละ 5 ของเงินกู้ยืมที่ค้างชำระเป็นเงินอีก12,495.24 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 317,925.75 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 317,925.75บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีในต้นเงิน 249,904.86 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3439ตำบลบ้านธิ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้ามาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 250,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นำเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน25,000 บาท ซึ่งถึงกำหนดชำระเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541มาหักออกก่อน หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ชำระก็ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3439 ตำบลบ้านธิ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูนพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้หากได้เงินมาไม่พอชำระก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1และที่ 3 ถึงที่ 5 บังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยที่ 1และที่ 3 ถึงที่ 5 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ในปัญหาข้อนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะที่จำเลยที่ 1ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 1ได้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในหนังสือให้ความยินยอมเอกสารหมาย จ.7 โดยระบุว่า จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1ทำนิติกรรมเกี่ยวกับการซื้อและจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 3439 ตำบลบ้านธิ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูนและกู้ยืมเงินจำนวน 250,000 บาท จากโจทก์ได้โดยไม่คัดค้านดังนี้ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมรับรู้หนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีได้ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว ในระหว่างสมรสและจำเลยที่ 2 ได้ให้สัตยาบันในหนี้ดังกล่าวแล้ว หนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.5จึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(4) ซึ่งจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2จะต้องรับผิดใช้หนี้ดังกล่าวร่วมกันต่อโจทก์ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2540 ระหว่างธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน)โจทก์ นายวสันต์ อรุณพูลทรัพย์ กับพวก จำเลยที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 เพียงแต่ทำหนังสือให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 1ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ในฐานะภริยาของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้และพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาเช่นเดียวกันอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน249,904.86 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีนับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแต่ดอกเบี้ยคิดคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 55,525.65 บาทตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1490
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายพัฒนา สุวรรณสายะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2064/2544
#40553
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญากู้เงินมีข้อความว่า ถ้าผู้กู้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยงวดหนึ่งงวดใด ผู้กู้ยินยอมให้ถือว่าผู้กู้ผิดนัดทุกงวด และให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดไว้ตามประกาศของธนาคารที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นจนกว่าผู้กู้จะชำระหนี้คืนจนครบถ้วนและตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองมีข้อความว่าถ้าผู้จำนองผิดนัดชำระหนี้ ผู้จำนองยอมให้ผู้รับจำนองคำนวณดอกเบี้ยที่ผิดนัดได้ในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่กำหนดไว้ตามประกาศของผู้รับจำนอง ดังนี้ เมื่อจำเลยผิดนัดชำระหนี้ การที่ธนาคารโจทก์คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 18 ต่อปีตามประกาศของโจทก์จึงเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญากู้และสัญญาจำนอง และเมื่อในขณะนั้นประกาศของโจทก์ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดไว้ไม่เกินร้อยละ 18 ต่อปีตามที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้อำนาจไว้ ข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันจะทำให้ตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2536 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 1,800,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปีและยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้โดยสัญญาผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเดือนละ 23,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม2536 ทั้งที่กำหนดชำระเสร็จภายในวันที่ 15 เมษายน 2541 จำเลยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 196796 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้โดยยินยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่ขาดจากการบังคับจำนองจนครบ จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแต่ส่งหนังสือให้แก่จำเลยไม่ได้จึงประกาศทางหนังสือพิมพ์จำเลยก็ไม่ชำระ คำนวณถึงวันฟ้อง จำเลยค้างชำระเงิน1,795,936.98 บาท ดอกเบี้ยในอัตราตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย 987,494.02 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน2,783,431 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน1,795,936.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จหากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนกว่าจะครบ

จำเลยให้การว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปีเกินกว่าที่ตกลงกันไว้ในสัญญาและเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดดอกเบี้ยจึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน2,095,636.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปีในต้นเงิน 1,795,936.98 บาท นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2537ถึงวันที่ 9 มีนาคม 2538 และอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงินจำนวนเดียวกัน นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 196796 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี (ที่ถูกอำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมายจ.2 และได้จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ตามลำดับ ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ต่อโจทก์ โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปีตามอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดในประกาศของธนาคารโจทก์ เรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดเอกสารหมาย จ.18 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปีหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า สัญญากู้และสัญญาจำนองกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 16ต่อปี โดยมิได้กำหนดให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดไว้ในอัตราร้อยละ 18ต่อปี การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ซึ่งเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ และสัญญาจำนองดังกล่าวจึงขัดต่อสัญญา ทั้งข้อตกลงในสัญญาที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ตามประกาศของธนาคารโจทก์ ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเพราะเปิดช่องให้โจทก์คิดดอกเบี้ยได้ตามอำเภอใจจึงตกเป็นโมฆะเห็นว่า แม้ในสัญญากู้และสัญญาจำนองจะมิได้กำหนดให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดไว้ในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ก็ตาม แต่ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 4 มีข้อความว่าถ้าผู้กู้ผิดนัดชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยงวดหนึ่งงวดใดผู้กู้ยินยอมให้ถือว่าผู้กู้ผิดนัดทุกงวดและยินยอมที่จะให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดไว้ตามประกาศของธนาคารที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นจนกว่าผู้กู้จะชำระหนี้คืนให้แก่ผู้ให้กู้จนครบถ้วนสิ้นเชิง และตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกัน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจำนอง ข้อ 2 วรรคสอง มีข้อความว่า ถ้าผู้จำนองผิดนัดชำระหนี้และดอกเบี้ยตามสัญญานี้ ผู้จำนองยอมให้ผู้รับจำนองคำนวณดอกเบี้ยที่ผิดนัดได้ในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่กำหนดไว้ตามประกาศของผู้รับจำนองที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นดังนี้ เมื่อต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ต่อโจทก์ การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตามประกาศของโจทก์จึงเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญากู้และสัญญาจำนองดังกล่าวมาข้างต้นทุกประการและเมื่อในขณะนั้นประกาศของโจทก์เรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดตามสำเนาเอกสารหมาย จ.18ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดไว้ไม่เกินร้อยละ 18 ต่อปีตามที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้อำนาจไว้ ข้อตกลงในสัญญาที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ตามประกาศของธนาคารโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วและหาเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันจะทำให้ตกเป็นโมฆะดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ประเสริฐ คมรัตนปัญญา
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2060/2544
#42010
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถา ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ไม่ว่าจะเป็นค่าอ้างเอกสาร ค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้ายประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มาตรา 45

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยมิได้เดือดร้อนทางการเงินถึงขนาดเป็นคนยากจนหรือไม่มีทรัพย์สินพอเสียค่าธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ จึงให้ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา หากจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 2 มิถุนายน 2544

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยแล้ว ได้ความจากคำเบิกความของนายมนู หงษ์พิสุทธิ์หรือแซ่โง้ว กรรมการผู้จัดการของจำเลย พยานจำเลยว่าจำเลยยังมีเครื่องมือที่ใช้อยู่ในโรงงานของจำเลยได้แก่ พวกหัวตัดและถังแก๊สออกซิเจน เครื่องมือที่มีอยู่ดังกล่าวเดิมมีราคาประมาณ 30,000,000บาท แต่ปัจจุบันมีมูลค่าน้อยลงน่าเชื่อว่าปัจจุบันเครื่องมือดังกล่าวก็ยังมีราคาพอสมควร นอกจากนี้จำเลยมีอะไหล่เครื่องจักรเก่าที่เหลือเก็บอยู่ในโรงงานของจำเลยอีกจำนวนหนึ่งด้วยเพียงแต่จำเลยอ้างว่ายังไม่สามารถขายได้เท่านั้น ดังนี้ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนยากจนถึงกับไม่มีทรัพย์สินเพียงพอเสียค่าธรรมเนียมได้ จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างคนอนาถา คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบแล้ว ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป ก็ให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้

อนึ่ง คำร้องอุทธรณ์คำสั่งกรณีนี้ และการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถา ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท กับค่าอ้างเอกสารชั้นไต่สวนอนาถาจำนวน 25 บาทให้แก่จำเลย"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 ม. 156 ม. ตาราง 1
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ไทยฮั้วหลี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2039/2544
#41099
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกที่โจทก์จำเลยทำขึ้น แม้จะมีข้อความว่าโจทก์และจำเลยตกลงหย่ากัน แต่ตราบใดที่ยังไม่จดทะเบียนหย่าก็ต้องถือว่าเป็นสามีภริยากันอยู่ เมื่อข้อตกลงนั้นมีส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินด้วยจึงเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยาหรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยาก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 การที่จำเลยยื่นคำให้การว่าบอกเลิกข้อตกลงแล้ว ย่อมถือได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างไปในตัว ในขณะยังเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงไม่มีผลบังคับแก่โจทก์จำเลยอีก ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นสามีภริยาโดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2533 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กชายถิระวัฒน์ตาลสกุล อายุ 4 ปีเศษและเด็กชายอภิวัฒน์ ตาลสกุล อายุ 3 ปีเศษเมื่อต้นปี 2537 โจทก์และจำเลยมีปากเสียงกัน จำเลยได้ออกจากบ้านไปโจทก์พาบุตรไปตามหาจำเลยที่จังหวัดเชียงรายเพื่อขอคืนดี แต่จำเลยกลับหาเรื่องทะเลาะกับโจทก์และแย่งเด็กชายถิระวัฒน์หนีไปแล้วไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์อีกเลย ต่อมาวันที่ 15มีนาคม 2537 โจทก์กับจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงที่สถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว โดยตกลงที่จะหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยาจำเลยยินยอมแบ่งสินสมรสให้แก่โจทก์เป็นเงิน 600,000 บาทตกลงชำระให้โจทก์เป็นงวด ๆ งวดละ 100,000 บาท ทุกวันที่ 15ของเดือน เป็นเวลา 6 เดือน งวดแรกชำระในวันทำบันทึกข้อตกลงส่วนบุตรทั้งสองให้อยู่ในความปกครองของโจทก์ แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามข้อตกลง กล่าวคือ จำเลยไม่ได้ชำระเงินส่วนที่เหลืออีก 500,000บาท ให้โจทก์ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2537 จำเลยทุบตีโจทก์อย่างรุนแรงแล้วเอาบุตรทั้งสองคนไปจากโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยาให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสองของจำเลย โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยชำระเงินสินสมรสจำนวน 500,000 บาท ตามที่จำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนในอัตราเดือนละ 6,000 บาท จนกระทั่งเด็กชายอภิวัฒน์ตาลสกุล มีอายุ 10 ปี และในอัตราเดือนละ 12,000 บาท จนกระทั่งเด็กชายอภิวัฒน์บรรลุนิติภาวะ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เมื่อต้นปี 2537 โจทก์ทะเลาะกับจำเลยแล้วโจทก์พาบุตรทั้งสองไปด้วยเพื่อต่อรองกับจำเลยแต่ในที่สุดโจทก์ได้นำบุตรทั้งสองมาคืนให้จำเลยเลี้ยงดู เนื่องจากโจทก์ไม่มีความสามารถที่จะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองให้ได้รับความสุขเท่าที่จำเลยเป็นผู้เลี้ยงดูในวันที่ 15 มีนาคม 2537 โจทก์เป็นฝ่ายขอแยกทางจากจำเลยเอง จำเลยขอเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรแต่โจทก์ไม่ยอม โจทก์เรียกร้องขอเงินจากจำเลยจำนวน 600,000 บาทอ้างว่าจะนำไปเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง จำเลยยินยอมทำบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2537 และมอบเงินให้แก่โจทก์จำนวน100,000 บาท แต่ภายหลังโจทก์กลับเอาบุตรมาคืนในสภาพที่เจ็บป่วย ซูบผอม เนื่องจากขาดอาหาร จำเลยรับบุตรทั้งสองไปรักษาจนหายจากอาการเจ็บป่วยและได้อุปการะเลี้ยงดู ให้การศึกษาด้วยตนเองตลอดมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยจึงได้บอกเลิกข้อตกลงที่ได้ทำกับโจทก์นับแต่วันที่โจทก์นำบุตรมาคืน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงิน 500,000 บาท จากจำเลยสาเหตุที่จำเลยเคยทำร้ายโจทก์เพราะโจทก์ด่าว่าจำเลยด้วยถ้อยคำที่หยาบคายและด่าว่าบรรพบุรุษของจำเลย ทำให้จำเลยเกิดบันดาลโทสะ จำเลยไม่เคยใช้ความรุนแรงในการอบรมบุตรทั้งสองและจำเลยไม่เคยสั่งสอนอบรมบุตรทั้งสองว่าโจทก์และบิดามารดาของโจทก์เป็นคนไม่ดี โจทก์ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร เนื่องจากโจทก์ไม่มีความห่วงใยบุตร นอกจากนี้โจทก์มีอาชีพขายของ ไม่มีที่อยู่ที่แน่นอน มีรายได้เดือนละไม่กี่พันบาท ส่วนจำเลยเป็นผู้มีอาชีพที่แน่นอน มีบ้านเป็นของตนเองสมควรที่จะเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรทั้งสอง โจทก์เป็นฝ่ายทิ้งร้างจำเลยเกินกว่า 1 ปี แล้วนับแต่เดือนมีนาคม 2537 นอกจากนี้โจทก์ยังทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากับจำเลย โดยโจทก์มีนิสัยชอบทะเลาะด่าว่าจำเลยและหมิ่นประมาทเหยียดหยามบิดามารดาจำเลยซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว ขอให้ยกฟ้องและให้พิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสองของโจทก์โดยให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่ผู้เดียว กับให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแก่จำเลยเดือนละ 6,000 บาท ไปจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นผู้ทิ้งร้างโจทก์และครอบครัวไปเมื่อปี 2537 โดยไม่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัวเมื่อโจทก์ไปพบจำเลยเพื่อขอให้จำเลยจ่ายเงินจำนวน 500,000 บาทตามที่ตกลงกันไว้ จำเลยก็พาลหาเรื่องด่าทอโจทก์ ทุบตีทำร้ายร่างกายโจทก์ และสั่งให้คนงานในโรงงานของจำเลยช่วยกันจับโจทก์และพรากเอาบุตรทั้งสองคนไปจากโจทก์ จำเลยกีดกันโจทก์และบุตรทั้งสองไม่ให้พบหน้ากันมาเป็นเวลาสองปีเศษแล้ว จำเลยปกปิดที่อยู่ของบุตรทั้งสองและทำร้ายโจทก์ทุกครั้งที่โจทก์ไปพบกับจำเลยเพื่อขอพบบุตรทั้งสอง เด็กชายถิระวัฒน์ ตาลสกุล มีโรคประจำตัวคือมีความผิดปกติของเม็ดโลหิตขาวทำให้ร่างกายและสุขภาพไม่แข็งแรงมักจะเป็นแผลผุพองที่ผิวหนัง โจทก์เป็นผู้พาบุตรทั้งสองไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาด้วยตัวของโจทก์เอง หากจำเลยไม่ผิดสัญญาโดยชำระเงินให้แก่โจทก์จนครบถ้วนตามสัญญาโจทก์ก็สามารถจะนำมาเป็นทุนการศึกษาวิชาชีพช่างเสริมสวยเพิ่มเติมและเปิดร้านเสริมสวยที่บ้านของโจทก์ เพื่อเลี้ยงดูบุตรทั้งสองให้มีความสุขได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างการพิจารณา โจทก์และจำเลยตกลงกันได้ในประเด็นหย่าโดยยินยอมหย่าขาดจากกันตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 29 กันยายน 2540

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชายถิระวัฒน์ ตาลสกุล และเด็กชายอภิวัฒน์ ตาลสกุล บุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ของโจทก์และจำเลยให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2533 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชายถิระวัฒน์ตาลสกุล เกิดวันที่ 26 พฤษภาคม 2534 และเด็กชายอภิวัฒน์ ตาลสกุลเกิดวันที่ 8 กรกฎาคม 2535 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2537 โจทก์และจำเลยตกลงที่จะหย่ากันโดยให้ร้อยตำรวจเอกขวัญชัย กองศักดิ์พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าวทำบันทึกข้อตกลงไว้ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.5 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อแรกว่า จำเลยต้องชำระเงินจำนวน 500,000 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ ปัญหาข้อนี้เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ซึ่งศาลชั้นต้นได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิยกเลิกสัญญาเพราะตามเอกสารหมาย จ.5 ไม่ได้ให้สิทธิไว้จำเลยก็ได้ยกขึ้นอุทธรณ์ว่า จำเลยยกเลิกสัญญาแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกาศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนเห็นว่า บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 แม้จะมีข้อตกลงว่าโจทก์และจำเลยตกลงหย่ากัน แต่ตราบใดที่ยังไม่ไปจดทะเบียนหย่าก็ต้องถือว่าโจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันอยู่ เมื่อข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 มีข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินด้วย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์จำเลยได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันนั้น ดังนั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้...ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 เมื่อจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ได้บอกเลิกข้อตกลงแล้ว โจทก์ไม่ได้ให้การแก้ฟ้องแย้งปฏิเสธว่าไม่มีการบอกล้าง จึงถือว่าโจทก์ยอมรับตามที่จำเลยให้การและฟ้องแย้ง นอกจากนี้คดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขอหย่า การที่จำเลยยื่นคำให้การและอ้างว่าบอกเลิกข้อตกลงแล้วย่อมถือได้ว่าคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างไปในตัวและเป็นการบอกล้างในขณะยังเป็นสามีภริยากันอยู่ยังไม่มีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน ถือได้ว่าบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 ดังกล่าว จำเลยได้มีการบอกล้างแล้วจึงไม่มีผลบังคับแก่โจทก์จำเลยอีก ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท เกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 ให้แก่โจทก์ได้ หากโจทก์มีสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอย่างไรก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวแก่กันตามสิทธิต่อไปฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นที่เกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 อีกต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระเงินจำนวน 500,000บาท แก่โจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะไปฟ้องแบ่งทรัพย์ระหว่างสามีภริยาเป็นคดีใหม่ ภายในอายุความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1469
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละออง ตาลสกุล
จำเลย — นายทรงวัฒน์ ตาลสกุล
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชวลิต ศรีสง่า
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2039/2544
#91324
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกข้อตกลงตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.5 แม้จะมีข้อตกลงว่าโจทก์และจำเลยตกลงหย่ากัน แต่ตราบใดที่ยังไม่ไปจดทะเบียนหย่าก็ต้องถือว่าโจทก์จำเลยยังเป็นสามีภริยากันเมื่อมีข้อตกลงเกี่ยวกับ ทรัพย์สินด้วย จึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469

โจทก์ฟ้องขอหย่า การที่จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งอ้างว่าบอกเลิกสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์จำเลย ได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันแล้วย่อมถือได้ว่าคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยเป็นการแสดงเจตนา บอกล้างไปในตัว และเป็นการบอกล้างในขณะเป็นสามีภริยากันอยู่ยังไม่มีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน ถือได้ว่าบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 ดังกล่าว จำเลยได้มีการบอกล้างแล้ว จึงไม่มีผลบังคับแก่โจทก์จำเลยอีก ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท เกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 ให้แก่โจทก์ได้ หากโจทก์มีสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอย่างไรก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวแก่กันตามสิทธิต่อไป

จำเลยซึ่งเป็นสามีโจทก์มีฐานะดี ส่วนโจทก์ประกอบอาชีพเป็นพนักงานขายของประจำห้างสรรพสินค้า มีเงินเดือนเพียงเดือนละประมาณ 4,000 บาท โจทก์ยังต้องเช่าบ้านอยู่ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันและให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองและอุปการะเลี้ยงดูของจำเลยฝ่ายเดียวโดยไม่ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองให้จำเลยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาด จากการเป็นสามีภริยา ให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสองของจำเลย โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร แต่เพียงผู้เดียวให้จำเลยชำระเงินสินสมรสจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตามที่จำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนในอัตราเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท จนกระทั่งเด็กชายอภิวัฒน์ ตาลสกุล มีอายุ ๑๐ ปี และในอัตราเดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท จนกระทั่งเด็กชายอภิวัฒน์บรรลุนิติภาวะ

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและให้พิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสองของโจทก์โดยให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่ผู้เดียว กับให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแก่จำเลยเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท ไปจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างการพิจารณา โจทก์และจำเลยตกลงกันได้ในประเด็นหย่าโดยยินยอมหย่าขาดจากกันตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๐

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชายถิระวัฒน์ ตาลสกุลและเด็กชายอภิวัฒน์ ตาลสกุล บุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว คำขออื่นนอกจากนี้ของโจทก์และจำเลยให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาโดย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๓๓ มีบุตรด้วยกัน ๒ คน คือเด็กชายถิระวัฒน์ ตาลสกุล เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๓๔ และเด็กชายอภิวัฒน์ ตาลสกุล เกิดเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๕ เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๗ โจทก์และจำเลยตกลงที่จะหย่ากันโดยให้ร้อยตำรวจเอกขวัญชัย กองศักดิ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าวทำบันทึกข้อตกลงไว้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อแรกว่า จำเลยต้องชำระเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ ปัญหาข้อนี้เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ซึ่งศาลชั้นต้นได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิยกเลิกสัญญาเพราะตามบันทึกข้อตกลงตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.๕ ไม่ได้ให้สิทธิไว้ จำเลยก็ได้ยกขึ้นอุทธรณ์ว่า จำเลยยกเลิกสัญญาแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกา เห็นว่า บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๕ แม้จะมีข้อตกลงว่าโจทก์และจำเลยตกลงหย่ากันแต่ตราบใดที่ยังไม่ไป จดทะเบียนหย่าก็ต้องถือว่าโจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันอยู่ เมื่อข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๕ มีข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินด้วย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์จำเลยได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันนั้น ดังนั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้? ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๖๙ เมื่อจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ได้บอกเลิกข้อตกลงแล้วโจทก์ไม่ได้ให้การแก้ฟ้องแย้งปฏิเสธว่าไม่มีการบอกล้าง จึงถือว่าโจทก์ยอมรับตามที่จำเลยให้การและฟ้องแย้ง นอกจากนี้คดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขอหย่า การที่จำเลยยื่นคำให้การและอ้างว่าบอกเลิกข้อตกลงแล้ว ย่อมถือได้ว่าคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างไปในตัว และเป็นการบอกล้างในขณะยังเป็นสามีภริยากันอยู่ ยังไม่มีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน ถือได้ว่าบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๕ ดังกล่าว จำเลยได้มีการบอกล้างแล้วจึงไม่มีผลบังคับแก่โจทก์จำเลยอีก ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๕ ให้แก่โจทก์ได้ หากโจทก์มีสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอย่างไรก็ชอบที่จะไปกล่าวแก่กันตามสิทธิต่อไป

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยมีฐานะดี ส่วนโจทก์ก็เบิกความว่า ประกอบอาชีพเป็นพนักงานขายของประจำห้างสรรพสินค้า มีเงินเดือนเพียงเดือนละประมาณ ๔,๐๐๐ บาท ซึ่งจำเลยก็นำสืบทำนองเดียวกันนอกจากนี้โจทก์ยังต้องเช่าบ้านอยู่ การที่ศาลล่างทั้งสองให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองเลี้ยงดูบุตรของจำเลยฝ่ายเดียวโดยไม่ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองทั้งสองให้จำเลยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระเงิน จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะไปฟ้องแบ่งทรัพย์ระหว่างสามีภริยาเป็นคดีใหม่ภายในอายุความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1469 ม. 1520 ม. 1522 ม. 1566 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละออง ตาลสกุล
จำเลย — นายทรงวัฒน์ ตาลสกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายธวัชชัย ถาวรสุจริตกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายพิชัย นาคขาว
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชวลิต ศรีสง่า
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2034/2544
#41098
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีคำสั่งให้ระงับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่กำหนดโดยเด็ดขาดและก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายจากภาวะมลพิษแต่ชุดเกียร์ปั่นน้ำชุดแกนเหล็กติดใบพัดใช้ตีน้ำทุ่นรองแกนเหล็กล้วนเป็นเครื่องมือที่ใช้ประกอบอาชีพเลี้ยงปลาเลี้ยงกุ้ง เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพทั่วไป มิใช่เครื่องมือที่มีไว้จะเป็นความผิดในตัวโดยตรงซึ่งตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพ.ศ. 2535 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการริบทรัพย์ไว้โดยเฉพาะจึงต้องอาศัยบทบัญญัติการริบทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33 ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลที่จะริบหรือไม่ก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืดในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 3 บ่อบนเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีคำสั่งให้ระงับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีโดยเด็ดขาด และยังเป็นผู้ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายจากภาวะมลพิษ เหตุเกิดที่ตำบลองครักษ์อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี และเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์2542 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานได้สำรวจบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำดังกล่าวพบอุปกรณ์เครื่องตีน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องซึ่งจำเลยได้ใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดดังกล่าว แต่เจ้าพนักงานไม่อาจยึดมาเก็บรักษาขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 9, 98ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 37 กับริบทรัพย์ดังกล่าวและสั่งให้จำเลยส่งทรัพย์สินที่ริบให้แก่พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 4,9, 98 วรรคสอง จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้อง และให้จำเลยส่งทรัพย์ที่ริบแก่พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 100,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงปรับ 50,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามมาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 ในกรณีที่มีการกักขังแทนค่าปรับก็ให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ไม่ริบทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาว่าควรริบทรัพย์ของกลางตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องเอกสารหมาย จ.4 หรือไม่ เห็นว่า ของกลางคดีนี้มีเครื่องยนต์ยี่ห้อยันมาร์ ยี่ห้อนิสสัน ชุดเกียร์ปั่นน้ำ ชุดแกนเหล็กติดใบพัดใช้ตีน้ำ ทุ่นรองแกนเหล็กฯ ล้วนเป็นเครื่องมือที่ใช้ประกอบอาชีพเลี้ยงปลาเลี้ยงกุ้ง เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพทั่วไป มิใช่เครื่องมือที่มีไว้จะเป็นความผิดในตัวโดยตรง ซึ่งตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติก็ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการริบทรัพย์ของกลางไว้โดยเฉพาะ จึงต้องอาศัยบทบัญญัติการริบทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลที่จะริบหรือไม่ก็ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจไม่ริบของกลางคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาส่วนนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้งและให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรืองานเพื่อสาธารณประโยชน์ตามจำนวนและกำหนดระยะเวลาที่เจ้าพนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ม. 4 ม. 9 ม. 98
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายอุดม กาญจนลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2034/2544
#99417
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดเพียงฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัด ที่สั่งห้ามเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำภายใน พื้นที่จังหวัด เครื่องยนต์ ชุดเกียร์ปั่นน้ำ ชุดแกนเหล็กติดใบพันใช้ตีน้ำ ทุ่นรองแกนเหล็กของกลางล้วนเป็นเครื่องมือที่ใช้ประกอบอาชีพเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพทั่วไป มิใช่เครื่องมือที่มีไว้จะเป็นความผิดในตัวโดยตรงซึ่งตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ก็ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการริบทรัพย์ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องอาศัยบทบัญญัติการริบทรัพย์สินตาม ป.อ. มาตรา 33 จึงเป็นดุลพินิจของศาลที่จะริบหรือไม่ก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔, ๙, ๙๘ ป.อ. มาตรา ๓๓, ๓๗ กับริบทรัพย์ดังกล่าว และสั่งให้จำเลยส่งทรัพย์สินที่ริบให้แก่พนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔, ๙, ๙๘ วรรคสอง จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๙ เดือน ริบทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้อง และให้จำเลยส่งทรัพย์ที่ริบแก่พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย ๑๐๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ แล้วคงปรับ ๕๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐ ในกรณีที่มีการกักขังแทนค่าปรับก็ให้กักขังได้เกิน ๑ ปี แต่ไม่เกิน ๒ ปี ไม่ริบทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ปัญหาว่าควรริบทรัพย์ของกลางตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้อง หรือไม่นั้น เห็นว่าของกลางคดีนี้ มีเครื่องยนต์ยี่ห้อยันมาร์ ยี่ห้อนิสสัน ชุดเกียร์ปั่นน้ำ ชุดแกนเหล็กติดใบพันใช้ตีน้ำ ทุ่นรองแกนเหล็กฯ ล้วนเป็น เครื่องมือที่ใช้ประกอบอาชีพเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพทั่วไป มิใช่เครื่องมือที่มีไว้จะเป็นความผิดในตัวโดยตรงซึ่งตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติก็ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการริบทรัพย์ของกลางไว้โดยเฉพาะ จึงต้องอาศัยบทบัญญัติการริบทรัพย์สินตาม ป.อ. มาตรา ๓๓ ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลที่จะริบหรือไม่ก็ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ใช้ดุลพินิจไม่ริบของกลาง คดีนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาส่วนนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่าให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด ๑ ปี โดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมความประพฤติทุก ๓ เดือนต่อครั้งและให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรืองานเพื่อสาธารณะประโยชน์ตามจำนวนและกำหนดระยะเวลาที่เจ้าพนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายอุดม กาญจนลักษณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายเปี่ยมศักดิ์ มาฆทาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนึก หนูเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2004/2544
#40552
เปิดฉบับเต็ม

การที่มีผู้จัดการมรดกอยู่แต่ผู้จัดการมรดกไม่ดำเนินการใด ๆเกี่ยวกับทรัพย์มรดก ย่อมไม่ทำให้สิทธิของทายาทในฐานะทายาทผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกที่จะดำเนินการฟ้องคดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกองมรดกเสียไป

จ. อุทิศที่ดินให้เป็นถนนสาธารณะและได้จดทะเบียนยกให้แล้ว จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304(2) และสภาพความเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่อาจสูญสิ้นไปเพราะการไม่ได้ใช้ตามมาตรา 1305 แม้กรุงเทพมหานครจำเลยจะมิได้ใช้ที่ดินตามวัตถุประสงค์ที่ขอบริจาค และ จ. ได้กลับเข้าครอบครองใช้ประโยชน์นานเพียงใดก็ไม่ทำให้กรรมสิทธิ์ตกไปเป็นของ จ. ได้อีก เพราะตามมาตรา 1306 ห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับแผ่นดินในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1440 ร่วมกับนายน้อย อุดมจรรยา ขณะฟ้องคดีนี้ โจทก์และนายน้อยอุดมจรรยา ถึงแก่กรรมแล้ว โจทก์ฟ้องคดีโดยนายธนัญชัยจิวาลักษณ์ บุตรซึ่งเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียขอเข้ามาดำเนินคดีแทน นางเสริมทรัพย์ อัศวาณิชย์ ผู้จัดการมรดกของโจทก์ไม่ยอมดำเนินการใด ๆ ก่อนวันที่ 20 พฤษภาคม 2495 รัฐบาลโดยกรมโยธาธิการมีความประสงค์จะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาตรงที่ดินของโจทก์และนายน้อย อุดมจรรยา จังหวัดธนบุรีได้ขอบริจาคที่ดินของโจทก์และนายน้อย อุดมจรรยาดังกล่าวจากบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาต่อเนื่องมาถึงถนนเจริญนครในปัจจุบัน คิดเป็นเนื้อที่หน้ากว้างประมาณ 30 เมตร ยาวประมาณ266 เมตร ดังนั้น เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2495 โจทก์และนายน้อยอุดมจรรยา จึงได้บริจาคที่ดิน จำนวน 4 ไร่ 3 งาน 91 ตารางวาให้เป็นสาธารณประโยชน์เพื่อให้ใช้เป็นถนนรับสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะสร้างขึ้น แต่ต่อมารัฐบาลโดยกรมโยธาธิการมิได้สร้างสะพาน ณ จุดที่โจทก์และนายน้อย อุดมจรรยา บริจาคที่ดินให้ได้ย้ายไปสร้างสะพาน ณ บริเวณถนนมไหศวรรค์ เมื่อวันที่ 24มิถุนายน 2498 ซึ่งปัจจุบันคือสะพานกรุงเทพ ผลจากการที่รัฐบาลโดยกรมโยธาธิการและจังหวัดธนบุรีมิได้ใช้ที่ดินบริจาคดังกล่าวอันเป็นที่ดินพิพาทตามวัตถุประสงค์ของโจทก์และนายน้อยอุดมจรรยา จึงถือได้ว่าที่ดินที่บริจาคให้นั้นได้กลับมาเป็นของโจทก์และนายน้อย อุดมจรรยา ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2498 แล้วโจทก์และนายน้อย อุดมจรรยา จึงได้กลับเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์บนที่ดินของโจทก์และนายน้อย อุดมจรรยา ตลอดมารัฐบาลโดยกรมโยธาธิการ จังหวัดธนบุรี และจำเลยที่ 1 ไม่เคยทักท้วงหรือขัดขวาง ต่อมาต้นปี 2538 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะเจ้าพนักงานและลูกจ้างของจำเลยที่ 1 สมคบกันนำที่ดินพิพาทไปสร้างท่าเทียบเรือขนถ่ายขยะมูลฝอยขนาดใหญ่เพื่อให้รถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่มาจอดขนถ่ายขยะ และจำเลยทั้งสามยังร่วมกันทำประกาศของสำนักงานเขตธนบุรีให้รื้อถอนอาคารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท (ซอยราษฎร์บูรณะ 1) ถนนเจริญนครและนำไปปิดประกาศ ณ ที่ดินพิพาทบังคับให้โจทก์และนายน้อยอุดมจรรยา พร้อมบริวารรื้อถอนอาคารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบริเวณแนวเขตที่ดินพิพาท ถ้าไม่ปฏิบัติตามสำนักงานเขตธนบุรีจะดำเนินการรื้อถอนและขายทรัพย์สินที่อยู่ในอาคารเองขอให้บังคับจำเลยทั้งสามหยุดการรื้อถอนอาคารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 1ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งมีราคาประมาณ 250,000,000บาท กลับคืนให้เป็นของโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 1440ได้แบ่งหักเป็นที่สาธารณประโยชน์ ถนนเจริญนครแล้ว โดยที่ดินพิพาท นายน้อย อุดมจรรยา และนางจิ้มลิ้มหรือลิ้ม จิวาลักษณ์เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมได้บริจาคอุทิศให้เป็นที่สาธารณประโยชน์เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2495 ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) ทันที จำเลยที่ 1มิได้ขอบริจาคที่ดินดังกล่าวโดยมีเงื่อนไข หรือนายน้อย อุดมจรรยาและนางจิ้มลิ้มหรือลิ้ม จิวาลักษณ์ มีวัตถุประสงค์ในการบริจาคเพื่อให้ใช้เป็นถนนรับสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะสร้างขึ้นในที่นั้น สภาพการยกให้เป็นที่สาธารณะยังคงมีอยู่ตลอดไป ดังนั้น ไม่ว่าผู้ใดจะครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเวลานานเท่าใดก็ไม่ได้สิทธิยึดถือเอาที่ดินพิพาทมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนได้โดยเฉพาะที่ดินพิพาทได้จดทะเบียนในโฉนดที่ดินแสดงให้เห็นโดยแจ้งชัดแล้วว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่ดินพิพาทไม่อาจกลับมาเป็นของโจทก์และนายน้อย อุดมจรรยา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ถึงแก่กรรมแล้ว และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 ถึงหากจะฟังได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทโดยสำคัญผิดจะให้สร้างถนนรับสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาดังที่โจทก์อ้างอันเป็นโมฆียะกรรม แต่โจทก์มิได้บอกล้างภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ทำนิติกรรมอุทิศที่ดินพิพาท การแสดงเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 181 การที่จำเลยทั้งสามเข้าไปดำเนินการภายในกรอบของกฎหมายและเป็นความจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อนำที่ดินพิพาทเป็นสาธารณประโยชน์ไปสร้างถนนสาธารณะและจัดทำสวนหย่อมพร้อมกับปลูกต้นไม้ให้สวยงาม ทั้งนี้มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการนี้ไว้แล้วประมาณ 5,000,000บาท แต่ทางราชการยังไม่สามารถเข้าดำเนินการตามโครงการดังกล่าวได้ เนื่องจากยังมีผู้บุกรุกอยู่ตามแนวเขตที่ดินพิพาทขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นข้อแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า นายธนัญชัย จิวาลักษณ์ เป็นบุตรคนหนึ่งในสองคนที่เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนางจิ้มลิ้ม เมื่อนางจิ้มลิ้มถึงแก่กรรมมรดกย่อมตกได้แก่ทายาท นายธนัญชัยจึงเป็นเจ้าของในส่วนที่ควรจะได้ และไม่มีกฎหมายห้ามมิให้ทายาทฟ้อง เมื่อผู้จัดการมรดกไม่ยอมฟ้องนายธนัญชัยในฐานะทายาทย่อมฟ้องเองได้ ส่วนจำเลยทั้งสามแก้ฎีกาว่าขณะฟ้องนางจิ้มลิ้มได้ถึงแก่กรรมไปหลายสิบปีแล้วไม่อาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีนี้ได้ ทั้งนายธนัญชัยไม่ได้ฟ้องในฐานะส่วนตัวหรือฟ้องแทนทายาทผู้มีส่วนได้เสียอื่นจึงไม่อาจฟ้องคดีนี้ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องรวมกันทั้งฉบับแล้วพอเข้าใจได้ว่าขณะฟ้องคดีนี้นางจิ้มลิ้มถึงแก่กรรมแล้ว และนางเสริมทรัพย์ผู้จัดการมรดกของนางจิ้มลิ้มไม่ยอมดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทที่นางจิ้มลิ้มและนายน้อย อุดมจรรยา บริจาคให้เป็นถนนรับสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่กรมโยธาธิการและจังหวัดธนบุรีมิได้ใช้ที่ดินพิพาทตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ที่ดินพิพาทจึงกลับมาเป็นของนางจิ้มลิ้มและนายน้อยตั้งแต่ก่อนที่นางจิ้มลิ้มจะถึงแก่กรรมนายธนัญชัยบุตรของนางจิ้มลิ้มซึ่งเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนางจิ้มลิ้มจึงต้องฟ้องคดีนี้ ถือได้ว่านายธนัญชัยฟ้องคดีนี้เองในฐานะทายาทผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนางจิ้มลิ้ม ย่อมฟ้องคดีได้โดยไม่จำต้องให้ผู้จัดการมรดกของนางจิ้มลิ้มเป็นผู้ฟ้อง การที่มีผู้จัดการมรดกอยู่ไม่ทำให้สิทธิของทายาทที่จะดำเนินการเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกองมรดกเสียไป ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าขณะฟ้องโจทก์คือนางจิ้มลิ้มได้ถึงแก่กรรมไม่มีสภาพเป็นบุคคลจึงไม่อาจฟ้องคดีได้ และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า อำนาจหน้าที่ในการฟ้องเรียกที่ดินคืนเข้ากองมรดกของนางจิ้มลิ้มเป็นของนางเสริมทรัพย์ผู้จัดการมรดกของนางจิ้มลิ้มนายธนัญชัยจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ข้อแรกนี้ฟังขึ้น คดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสามต่างฎีกาและแก้ฎีกาขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยใหม่ ประกอบกับคดีนี้ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบกันไว้เพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีแล้ว ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นสมควรวินิจฉัยคดีให้เสร็จเด็ดขาดโดยไม่ย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ที่ดินพิพาทพ้นจากสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินกลับมาเป็นของโจทก์แล้วหรือไม่ เห็นว่า นางจิ้มลิ้มได้อุทิศส่วนของตนในที่ดินพิพาทยกให้เป็นถนนสาธารณะและได้จดทะเบียนยกให้แล้ว ที่ดินพิพาทส่วนของนางจิ้มลิ้มดังกล่าวตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังปรากฏตามที่บันทึกไว้ในรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินว่า แบ่งให้เป็นถนนเจริญนคร ต้องถือว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) และตามมาตรา 1305 ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา สภาพความเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่อาจสูญสิ้นไปเพราะการไม่ได้ใช้แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ใช้ที่ดินตามวัตถุประสงค์ที่ขอบริจาค และนางจิ้มลิ้มได้กลับเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวแล้วนานเพียงใดก็ตามก็ไม่ทำให้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตกไปเป็นของนางจิ้มลิ้มได้อีกเพราะตามมาตรา 1306 ท่านห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับแผ่นดินในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องล่วงพ้นเวลาสิบปีนับแต่นางจิ้มลิ้มได้ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทให้เป็นที่สาธารณะแล้วถึงหากจะเป็นโมฆียะอย่างใด ก็ไม่อาจบอกล้างได้ตามมาตรา 181ที่ดินพิพาทยังเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ โจทก์ไม่มีสิทธิใด ๆในที่ดินพิพาทจึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้องไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 ม. 1306
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จิ้มลิ้มหรือลิ้ม จิวาลักษณ์ โดยนาย ธนัญชัย จิวาลักษณ์ ทายาทผู้มีส่วนได้เสีย
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2004/2544
#91323
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาคำฟ้องรวมกันทั้งฉบับแล้วพอเข้าใจได้ว่า ขณะฟ้องคดี จ. ถึงแก่กรรมแล้ว และผู้จัดการมรดกของ จ. ไม่ยอมดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทที่ จ. และ น. บริจาคให้เป็นถนนรับสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่กรมโยธาธิการและจังหวัดธนบุรีมิได้ใช้ที่ดินพิพาทตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ที่ดินพิพาทจึงกลับมาเป็นของ จ. และ น. ตั้งแต่ก่อนที่ จ. จะถึงแก่กรรม ธ. บุตรของ จ. ซึ่งเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของ จ. จึงต้องฟ้องคดีนี้ ถือได้ว่า ธ. ฟ้องคดีเองในฐานะทายาทผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกย่อมฟ้องคดีนี้ได้โดยไม่จำต้องให้ผู้จัดการมรดกของ จ. เป็นผู้ฟ้อง

การที่มีผู้จัดการมรดกอยู่ไม่ทำให้สิทธิของทายาทที่จะดำเนินการเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกองมรดกเสียไป

โจทก์และจำเลยต่างฎีกาและแก้ฎีกาขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยใหม่ ประกอบกับคดีไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบกันไว้เพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีให้เสร็จเด็ดขาดโดยไม่ย้อนสำนวน

จ. ได้อุทิศส่วนของตนในที่ดินพิพาทยกให้เป็นถนนสาธารณะและได้จดทะเบียนยกให้แล้ว ที่ดินพิพาทส่วนของ จ. ดังกล่าวตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่บันทึกไว้ในรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินว่า แบ่งให้เป็นถนนเจริญนคร ต้องถือว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) และตามมาตรา 1305 ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา สภาพความเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่อาจสูญสิ้นไปเพราะการไม่ได้ใช้ แม้กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 จะมิได้ใช้ที่ดินตามวัตถุประสงค์ที่ขอบริจาคและ จ. ได้กลับเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวแล้วนานเพียงใดก็ตาม ก็ไม่ทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตกไปเป็นของ จ. ได้อีก เพราะตามมาตรา 1306 ท่านห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับแผ่นดินในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องล่วงพ้นเวลาสิบปีนับแต่ จ. เจ้ามรดกได้ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทให้เป็นที่สาธารณะแล้ว ถึงหากจะเป็นโมฆียะอย่างใดก็ไม่อาจบอกล้างได้ ตามมาตรา 181 ที่ดินพิพาทยังเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่โจทก์ไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้องไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามหยุดการรื้อถอนอาคารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ ๑ ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งมีราคาประมาณ ๒๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท กลับคืนให้เป็นของโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒๐๐,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นข้อแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า นายธนัญชัย จิวาลักษณ์เป็นบุตรคนหนึ่งในสองคนที่เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนางจิ้มลิ้ม เมื่อนางจิ้มลิ้มถึงแก่กรรม มรดกย่อมตกได้แก่ทายาท นายธนัญชัยจึงเป็นเจ้าของในส่วนที่ควรจะได้และไม่มีกฎหมายห้ามมิให้ทายาทฟ้อง เมื่อผู้จัดการมรดกไม่ยอมฟ้อง นายธนัญชัยในฐานะทายาทย่อมฟ้องเองได้ ส่วนจำเลยทั้งสามแก้ฎีกาว่า ขณะฟ้องนางจิ้มลิ้มได้ถึงแก่กรรมไปหลายสิบปีแล้วไม่อาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีนี้ได้ ทั้งนายธนัญชัยไม่ได้ฟ้องในฐานะส่วนตัวหรือฟ้องแทนทายาทผู้มีส่วนได้เสียอื่นจึงไม่อาจฟ้องคดีนี้ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องรวมกันทั้งฉบับแล้วพอเข้าใจได้ว่า ขณะฟ้องคดีนี้นางจิ้มลิ้มถึงแก่กรรมแล้ว และนางเสริมทรัพย์ผู้จัดการมรดกของนางจิ้มลิ้มไม่ยอมดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทที่นางจิ้มลิ้มและนายน้อย อุดมจรรยา บริจาคให้เป็นถนนรับสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่กรมโยธาธิการและจังหวัดธนบุรีมิได้ใช้ที่ดินพิพาทตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ที่ดินพิพาทจึงกลับมาเป็นของนางจิ้มลิ้มและนายน้อยตั้งแต่ก่อนที่นางจิ้มลิ้มจะถึงแก่กรรม นายธนัญชัยบุตรของนางจิ้มลิ้มซึ่งเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนางจิ้มลิ้มจึงต้องฟ้องคดีนี้ ถือได้ว่านายธนัญชัยฟ้องคดีนี้เองในฐานะทายาทผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนางจิ้มลิ้ม ย่อมฟ้องคดีนี้ได้โดยไม่จำต้องให้ผู้จัดการมรดกของนางจิ้มลิ้มเป็นผู้ฟ้อง การที่มีผู้จัดการมรดกอยู่ไม่ทำให้สิทธิของทายาทที่จะดำเนินการเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกองมรดกเสียไป ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าขณะฟ้องโจทก์คือนางจิ้มลิ้มได้ถึงแก่กรรม ไม่มีสภาพเป็นบุคคลจึงไม่อาจฟ้องคดีได้ และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า อำนาจหน้าที่ในการฟ้องเรียกที่ดินคืนเข้ากองมรดกของนางจิ้มลิ้มเป็นของนางเสริมทรัพย์ผู้จัดการมรดกของนางจิ้มลิ้ม นายธนัญชัยจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสามต่างฎีกาและแก้ฎีกาขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยใหม่ ประกอบกับคดีนี้ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบกันไว้เพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีแล้ว ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นสมควรวินิจฉัยคดีให้เสร็จเด็ดขาด โดยไม่ย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ที่ดินพิพาทพ้นจากสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินกลับมาเป็นของโจทก์แล้วหรือไม่ เห็นว่า นางจิ้มลิ้มได้อุทิศส่วนของตนในที่ดินพิพาทยกให้เป็นถนนสาธารณะและได้จดทะเบียนยกให้แล้ว ที่ดินพิพาทส่วนของนางจิ้มลิ้มดังกล่าวตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังปรากฏตามที่บันทึกไว้ในรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินว่า แบ่งให้เป็นถนนเจริญนคร ต้องถือว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๐๔ (๒) และตามมาตรา ๑๓๐๕ ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา สภาพความเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่อาจสูญสิ้นไปเพราะการไม่ได้ใช้ แม้จำเลยที่ ๑ จะมิได้ใช้ที่ดินตามวัตถุประสงค์ที่ขอบริจาค และนางจิ้มลิ้มได้กลับเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวแล้วนานเพียงใดก็ตาม ก็ไม่ทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตกไปเป็นของนางจิ้มลิ้มได้อีก เพราะตามมาตรา ๑๓๐๖ ท่านห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับแผ่นดินในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องล่วงพ้นเวลาสิบปี นับแต่นางจิ้มลิ้มได้ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทให้เป็นที่สาธารณะแล้ว ถึงหากจะเป็นโมฆียะอย่างใดก็ไม่อาจบอกล้างได้ ตามมาตรา ๑๘๑ ที่ดินพิพาทยังเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ โจทก์ไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้องไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 181 ม. 1304 (2) ม. 1305 ม. 1306 ม. 1599
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 161 ม. 172
ชื่อคู่ความ
ทายาทผู้มีส่วนได้เสีย — นางจิ้มลิ้มหรือลิ้ม จิวาลักษณ์ โดยนายธนัญชัย จิวาลักษณ์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายพิชัย นิลทองคำ
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่ง เรืองโรจน์
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1994/2544
#91322
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยสั่งซื้อเครื่องชั่งพิพาทจากโจทก์ชนิดที่มีความสามารถชั่งได้ 600 ตัน ต่อชั่วโมงต่อเครื่อง จำนวน 2 เครื่อง ในราคารวม 2,619,360 บาท และโจทก์คิดค่าแรงในการติดตั้งเป็นเงินจำนวน 32,100 บาท โจทก์ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องชั่งพิพาทให้แก่จำเลยแล้ว แต่คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยยอมรับมอบเครื่องชั่งพิพาทจากโจทก์แล้ว เมื่อสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน การที่โจทก์ยังไม่ได้ส่งมอบเครื่องชั่งที่มีความสามารถตามที่ตกลงกับจำเลย โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระราคาเครื่องชั่งพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,446,726.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินจำนวน 2,127,588 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,127,588 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยสั่งซื้อเครื่องชั่งพิพาทจากโจทก์ชนิดที่มีความสามารถชั่งได้ 600 ตัน ต่อชั่วโมงต่อเครื่อง จำนวน 2 เครื่อง ในราคารวม 2,619,360 บาท และโจทก์คิดค่าแรงในการติดตั้งเป็นเงินจำนวน 32,100 บาท โจทก์ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องชั่งพิพาทให้แก่จำเลยแล้ว แต่จำเลยยังไม่ยอมชำระเงินอีกร้อยละ 80 ของราคาเครื่องชั่งพิพาทที่ยังคงค้างชำระพร้อมกับค่าแรงในการติดตั้ง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาซื้อเครื่องชั่งพิพาทต่อโจทก์หรือไม่ ก่อนจะวินิจฉัยปัญหานี้ สมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าจำเลยรับมอบเครื่องชั่งพิพาทจากโจทก์แล้วหรือไม่ ปัญหานี้เห็นว่า? พยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยยอมรับมอบเครื่องชั่งพิพาทจากโจทก์แล้ว เมื่อสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน การที่โจทก์ยังไม่ได้ส่งมอบเครื่องชั่งที่มีความสามารถตามที่ตกลงกับจำเลย โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระราคาเครื่องชั่งพิพาทได้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 194 ม. 213 ม. 369 ม. 453
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเบอร์ลี่ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเกษตรรุ่งเรืองพืชผล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ งามสันติกุล
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1992/2544
#43323
เปิดฉบับเต็ม

การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกานั้น เมื่อโจทก์จะรับโอนที่ดินพิพาทโดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โจทก์มีหน้าที่ต้องนำเงินค่าที่ดินมาวางศาลภายในกำหนดเพื่อชำระให้แก่จำเลยเสียก่อน การที่โจทก์นำเงินค่าที่ดินไปวางศาลแล้วต่อมาโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้งดการจ่ายเงินไว้ก่อน เนื่องจากโจทก์เห็นว่าจำเลยจะต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมและค่าภาษีในการโอนทั้งที่โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะขอหักกลบลบหนี้ได้เพราะคำพิพากษาศาลฎีกามิได้กำหนดให้จำเลยรับผิดชอบค่าธรรมเนียมและค่าภาษีในการโอนด้วย การวางเงินของโจทก์ในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นการวางเงินที่จำเลยไม่อาจรับเงินที่วางไว้ได้ในทันที แสดงให้เห็นว่าโจทก์ซึ่งมีหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องชำระตอบแทนให้แก่จำเลยยังมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิบังคับคดีโดยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของโจทก์ได้ อย่างไรก็ดี แม้โจทก์ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของโจทก์โดยมิชอบ แต่หลังจากนั้น ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งอนุญาตให้เบิกจ่ายเงินที่โจทก์นำมาวางศาลให้แก่จำเลยได้ซึ่งเมื่อโจทก์อุทธรณ์และฎีกา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนจำเลยจึงต้องรับเงินที่โจทก์นำมาวางศาลและถือได้ว่าทั้งโจทก์และจำเลยได้ปฏิบัติการชำระหนี้ต่างตอบแทนตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการบังคับคดีของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 66376, 66378 และ 66379 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมกับจดทะเบียนภารจำยอมที่ดินเฉพาะส่วนของโฉนดเลขที่ 3969 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานครที่ตรงและมีส่วนกว้างเท่ากับที่ดินที่นายวินัย พันธุมจินดา ได้จดทะเบียนภารจำยอมไว้แล้วนั้น ให้โจทก์และรับเงินค่าที่ดินจำนวน 14,077,000 บาทจากโจทก์ ทั้งนี้ให้โจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางศาลภายในกำหนด180 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษา หากโจทก์ไม่วางเงินในกำหนด ถือว่าโจทก์ผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิริบเงินที่ชำระแล้วทั้งหมด และโจทก์หมดสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษานี้ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถโอนและจดทะเบียนภารจำยอมได้ ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าที่ดินที่ชำระไว้6,000,000 บาท และชำระค่าเบี้ยปรับเท่ากับจำนวนเงินที่ได้รับชำระไว้ทั้งหมดอีก 6,000,000 บาท รวม 12,000,000 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาในวันที่ 6 มกราคม 2538 โจทก์นำเงินจำนวน 14,077,000 บาท มาวางศาลเพื่อชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ภายในกำหนดเวลา 180 วันตามคำพิพากษาศาลฎีกา ต่อมาวันที่ 11 เมษายน 2538 โจทก์ยื่นคำแถลงว่าเงินที่วางศาลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมและค่าภาษีที่จะต้องชำระให้แก่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางขุนเทียนจึงขอให้งดการจ่ายเงินไว้ก่อน ในวันเดียวกันนั้นเองศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการจ่ายเงินแก่จำเลยที่ 2 (จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับมรดกความของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์ยื่นคำร้องพร้อมแนบหนังสือของเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางขุนเทียน ที่สอบถามศาลชั้นต้นว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการจ่ายเงินไว้ก่อนนั้นถือว่าโจทก์ได้ชำระเงินค่าที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาถูกต้องแล้วหรือไม่และโจทก์มีสิทธิบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาหรือไม่ ซึ่งในวันเดียวกันศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แจ้งเจ้าพนักงานที่ดินว่า ศาลออกคำบังคับจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับมรดกความของจำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว และโจทก์ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาถูกต้องครบถ้วน ให้ดำเนินการจดทะเบียนตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อมเพื่อสอบถามและมีคำสั่งเกี่ยวกับเงินค่าที่ดินที่โจทก์วางศาลในวันเดียวกันนั้นเอง โจทก์ได้นำคำพิพากษาศาลฎีกาไปบังคับคดีแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ชำระค่าธรรมเนียมและค่าภาษีเป็นจำนวน 36,879,704 บาท ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2535 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อม ศาลชั้นต้นสอบทั้งสองฝ่ายแล้วมีคำสั่งว่าโจทก์และจำเลยที่ 1ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว ดังนั้น เงินที่โจทก์ได้วางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับมรดกความของจำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะรับเงินดังกล่าวไปจากศาลได้ ส่วนที่โจทก์ขอให้งดการจ่ายเงินดังกล่าวเนื่องจากจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าธรรมเนียมและค่าภาษีในการจดทะเบียนโอนตามสัญญาจะซื้อขายนั้นเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากคำพิพากษา ซึ่งโจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 2นอกเหนือจากคดีนี้ จึงมีคำสั่งอนุญาตให้เบิกจ่ายเงินจำนวน 14,077,000บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับมรดกความของจำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า โจทก์บังคับคดีโดยไม่สุจริต การที่โจทก์วางเงินโดยไม่ให้จำเลยที่ 1 รับไปเท่ากับโจทก์ไม่ได้วางเงินค่าที่ดินตามเงื่อนไขในคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์จึงหมดสิทธิหรือไม่มีสิทธิบังคับคดี ขอให้เพิกถอนการบังคับของโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยชอบแล้ว ไม่จำเป็นต้องไต่สวน ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าการที่โจทก์วางเงินจำนวน 14,077,000 บาท แต่ต่อมาโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้งดการจ่ายเงินไว้ก่อน เป็นการวางเงินที่มิได้เป็นไปตามเงื่อนไขคำพิพากษาศาลฎีกา จึงเป็นไปโดยไม่สุจริตและเป็นเหตุให้ต้องเพิกถอนการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกานั้นเมื่อโจทก์จะรับโอนที่ดินพิพาทโดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 โจทก์มีหน้าที่ต้องนำเงินจำนวน 14,077,000 บาทมาวางศาลภายในกำหนด 180 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาเพื่อชำระให้แก่จำเลยที่ 1 เสียก่อนจึงจะมีสิทธิดำเนินการเช่นนั้นได้ การที่โจทก์นำเงินจำนวน 14,077,000 บาท ไปวางศาล แล้วต่อมาโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้งดการจ่ายเงินไว้ก่อน เนื่องจากโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมและค่าภาษีในการโอนทั้งที่โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะขอหักกลบลบหนี้ได้เพราะคำพิพากษาศาลฎีกามิได้กำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบค่าธรรมเนียมและค่าภาษีในการโอนด้วย การวางเงินของโจทก์ในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นการวางเงินที่จำเลยที่ 1 ไม่อาจรับเงินที่วางไว้ได้ในทันที แสดงให้เห็นว่าโจทก์ซึ่งมีหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องชำระตอบแทนให้แก่จำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิบังคับคดีโดยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของโจทก์ได้ อย่างไรก็ดี แม้โจทก์ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของโจทก์โดยมิชอบ แต่หลังจากนั้นศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งอนุญาตให้เบิกจ่ายเงินที่โจทก์นำมาวางศาลให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ซึ่งเมื่อโจทก์อุทธรณ์และฎีกา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับเงินที่โจทก์นำมาวางศาล และถือได้ว่าทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ต่างตอบแทนตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการบังคับคดีของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 271 ม. 273
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กาญจนา วรรจนาภิพัฒน์
จำเลย — นาย จิ้นเว้ง แซ่เบ้ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนนาย อารอบ ปทุมแก้ว
จำเลย — โดยนาง จิตปอง สาตรพันธุ์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1983/2544
#40551
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะกระทำการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายได้ต้องเป็นภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง หากภยันตรายยังไม่ใกล้จะถึงเสียแล้วย่อมไม่อาจกระทำการเพื่อป้องกันได้ แม้ผู้ตายกับผู้เสียหายจะกระทำการประทุษร้ายกระชากคอเสื้อ ส. และข่มขู่ท้าทายให้ชกต่อยอันเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายและไม่มีอำนาจก็ตาม แต่เมื่อจำเลยสมัครใจเข้าวิวาท จำเลยก็ไม่อาจยกข้อต่อสู้ว่าจำต้องแทงทำร้ายผู้ตายกับผู้เสียหายเพื่อป้องกันสิทธิของ ส. หรือจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาและพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยถือว่าจำเลยกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของ ส. ในขณะที่ภยันตรายยังไม่ใกล้จะถึงเป็นการกระทำการเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายอันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 เป็นการไม่ชอบ

แม้การกระทำของจำเลยจะไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาศาลฎีกาจึงปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องเท่านั้นไม่มีอำนาจแก้โทษจำเลยเพื่อกำหนดโทษใหม่ตามความผิดที่ถูกต้องและลงโทษจำเลยเกินกว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดไว้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 และ 288, 80

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 69 และ 288, 80, 69การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 288, 69 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 9 ปีจำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ตลอดจนทางนำสืบชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี คืนมีดของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่แม้ผู้ตายกับผู้เสียหายจะกระทำการประทุษร้ายกระชากคอเสื้อนายสำราญและข่มขู่ท้าทายให้ชกต่อยอันเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายและไม่มีอำนาจก็ตาม แต่เมื่อจำเลยสมัครใจเข้าวิวาทจำเลยก็ไม่อาจยกข้อต่อสู้ว่าจำต้องแทงทำร้ายผู้ตายกับผู้เสียหายเพื่อป้องกันสิทธิของนายสำราญหรือจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของนายสำราญในขณะที่ภยันตรายยังไม่ใกล้จะถึง เป็นการกระทำเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันนั้น เห็นว่า การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 นั้นการที่จะกระทำการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายได้ต้องเป็นภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงหากภยันตรายยังไม่ใกล้จะถึงเสียแล้วย่อมไม่อาจกระทำการเพื่อป้องกันได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาและพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยถือว่าจำเลยกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของนายสำราญในขณะที่ภยันตรายยังไม่ใกล้จะถึง เป็นการกระทำการเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายอันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 นั้นเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้การกระทำของจำเลยจะไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาจึงปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องเท่านั้นไม่มีอำนาจแก้โทษจำเลยเพื่อกำหนดโทษใหม่ตามความผิดที่ถูกต้องและลงโทษจำเลยเกินกว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดไว้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 ให้ลงโทษตามมาตรา 288 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 69
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นาย จรวยหรือหม่าว อาจจะบก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1971/2544
#40550
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยให้เปิดทางภารจำยอมและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินของโจทก์ออกไปให้มีขนาดกว้าง 8 เมตร ลึก 30 เมตร ตามสิทธิที่ได้จดทะเบียนไว้เนื่องจากผู้เช่าช่วงที่ดินจาก ย. ซึ่งเช่าที่ดินของโจทก์ได้ทำการรอนสิทธิภารจำยอม ทำให้ใช้ประโยชน์ได้เพียงกว้าง 3 เมตรโจทก์ให้การว่า จำเลยใช้ทางกว้างเพียง 3 เมตร เกิน 10 ปีแล้วภารจำยอมในส่วนที่เกินกว่านั้นเป็นอันขาดอายุความ ประเด็นจึงมีว่าโจทก์ต้องเปิดทางภารจำยอมให้กว้าง 8 เมตร หรือไม่ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุที่โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิได้เต็มตามภารจำยอมเพราะการรอนสิทธิ มิใช่โจทก์ไม่ประสงค์จะใช้ภารจำยอมจึงไม่ได้สิ้นไป โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่า จำเลยไม่ได้ใช้ภารจำยอมเต็มตามสิทธิ คงใช้กว้างเพียง 3 เมตรเป็นการอ้างเหตุอย่างเดียวกันและที่อ้างอีกว่าจำเลยไม่มีความจำเป็นใช้ภารจำยอมเนื่องจากมีทางอื่นเดินก็เป็นเหตุที่มีอยู่ในขณะที่โจทก์ให้การในคดีก่อน แต่หาได้ยกขึ้นไม่ ส่วนที่โจทก์เสนอชดใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยมาด้วยนั้นจะวินิจฉัยได้ต่อเมื่อได้วินิจฉัยว่า โจทก์ต้องเปิดทางภารจำยอมให้มีขนาดกว้าง8 เมตร หรือไม่ก่อน คดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2109 โดยซื้อมาจากนางดวงกลม พูลรักษ์ เมื่อวันที่ 6กรกฎาคม 2533 เดิมเป็นของนางอมรา เหรียญสุวรรณ ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2532 นางอมราได้ขายให้แก่นางดวงกลมขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 2109 ที่ดินดังกล่าวมีภาระผูกพันที่ต้องให้สถานีจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเช่ากำหนด 15 ปี ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2522 ปัจจุบันสถานีจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงอยู่ในสภาพเดิม จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 13101 ซึ่งอยู่ด้านหลังติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 2109ของโจทก์และได้ภารจำยอมเหนือที่ดินของโจทก์โดยนางอมราเจ้าของที่ดินเดิมได้จดทะเบียนภารจำยอมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13101ของจำเลยมีสิทธิใช้ทางเดินเรือวางสายไฟฟ้า น้ำประปาท่อระบายน้ำ และสายโทรศัพท์บนที่ดินของโจทก์ขนาดกว้าง8 เมตร ยาว 30 เมตร ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2527 นับแต่วันที่จดทะเบียนภารจำยอมเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์และไม่มีความจำเป็นที่จะใช้ทางเดินวางสายไฟฟ้า น้ำประปา ท่อประปา ท่อระบายน้ำหรือสายโทรศัพท์ในที่ดินส่วนที่ตกเป็นภารจำยอม เนื่องจากจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงอื่นที่อยู่ติดต่อกันอยู่ก่อนและติดถนนสาธารณะซึ่งมีทางเดินเข้าออกได้อีก 2 ทาง ปัจจุบันจำเลยและบริวารได้ใช้ทางดังกล่าวเข้าออกเป็นประจำในการวางสายไฟฟ้า น้ำประปา ท่อระบายน้ำ และสายโทรศัพท์จำเลยก็ไม่ได้วางผ่านที่ดิน ส่วนที่ตกเป็นภารจำยอม ทั้งไม่เคยใช้ประโยชน์ส่วนที่อยู่ใต้พื้นดินจำเลยคงใช้ประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ตกเป็นภารจำยอมกว้างเพียง 3 เมตร ยาว 30 เมตรเท่านั้น แต่การดำเนินกิจการสถานีจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้มีสิทธิการเช่าบนที่ดินของโจทก์ จำเป็นต้องใช้ที่ดินทั้งบนพื้นดินและใต้พื้นดินเพื่อเก็บถังน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนั้นการที่จำเลยให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนทางภารจำยอมทั้งส่วนที่อยู่บนที่ดินและใต้พื้นดิน จึงทำให้โจทก์ต้องเสียเงินนับล้านบาทซึ่งไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ หากจำเลยจะวางสายไฟฟ้าน้ำประปา ท่อระบายน้ำ หรือสายโทรศัพท์ก็สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องรื้อสิ่งปลูกสร้างหรือถังน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ใต้ดินออก เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2540 โจทก์มีหนังสือขอให้ที่ดินของโจทก์ส่วนที่ตกเป็นภารจำยอมพ้นจากภารจำยอมทั้งหมดโดยเสนอค่าทดแทนให้แก่จำเลยเป็นเงินจำนวน 100,000 บาทจำเลยได้รับหนังสือแล้วแต่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2109 ตำบลดุสิต อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานครของโจทก์พ้นจากการตกเป็นภารจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 13101ของจำเลยทั้งหมดและให้จำเลยรับเงินค่าทดแทนจำนวน 100,000บาท จากโจทก์ภายใน 10 วัน ภายหลังจากการจดทะเบียนดังกล่าวหากจำเลยไม่ไปขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 13101ซึ่งแบ่งแยกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2109 ของโจทก์ โดยซื้อมาจากนางอมรา เหรียญสุวรรณ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2527 เนื่องจากที่ดินที่จำเลยซื้อไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะต้องเดินผ่านที่ดินของโจทก์ออกสู่ถนนสาธารณะ นางอมราจึงจดทะเบียนภารจำยอมบนที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 2109 ให้แก่ที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 13101 โดยให้จำเลยมีสิทธิใช้ทางเดิน วางสายไฟฟ้าน้ำประปา ท่อระบายน้ำและสายโทรศัพท์บนที่ดินโฉนดเลขที่ 2109ขนาดกว้าง 8 เมตร ลึก 30 เมตร ขณะโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 2109มาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2533 ที่ดินของโจทก์นอกจากจะตกเป็นภารจำยอมดังกล่าวแล้วยังมีภาระการเช่า และเช่าช่วงกับนายยันต์ชัยสงวนดีกุล และบริษัทเอสโซ่สแตนดาร์ดประเทศไทย จำกัดซึ่งสัญญาเช่ามีกำหนดเวลา 15 ปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2522บัดนี้สัญญาเช่าได้สิ้นสุดแล้ว นับแต่จำเลยได้ภารจำยอมเป็นต้นมาบริษัทเอสโซ่สแตนดาร์ดประเทศไทย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสถานีจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในฐานะผู้เช่าช่วงได้กระทำการรอนสิทธิในที่ดิน ส่วนที่จดทะเบียนภารจำยอมหลายประการเช่น ปลูกสร้างกำแพงคอนกรีตและอุปกรณ์ของถังน้ำมันเชื้อเพลิงใต้ดิน ใช้ที่ดินเป็นที่จอดรถของผู้มาใช้บริการ ขุดเจาะและวางท่อสิ่งปลูกสร้าง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์จากภารจำยอมได้เต็มตามสิทธิคงใช้เป็นทางเดินกว้างเพียง3 เมตร ลึก 30 เมตร เท่านั้น จำเลยบอกกล่าวให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงฟ้องขอให้โจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนพื้นดินและให้พื้นดินที่จำเลยได้ภารจำยอมออกทั้งหมด ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้โจทก์และบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่บนพื้นดินและใต้พื้นดินออกไปเสียจากบริเวณภารจำยอมและให้เปิดทางภารจำยอมให้มีขนาดกว้าง 8 เมตร ลึก 30 เมตรกับปรับสภาพพื้นดินให้เรียบตามเดิม ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14258/2538 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ทั้งโจทก์มิใช่เจ้าของสิ่งปลูกสร้างและถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงใต้ดินดังกล่าว จึงมิได้เสียหายจากการรื้อถอนตามคำพิพากษาศาลฎีกา สัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับบริษัทเอสโซ่สแตนดาร์ดประเทศไทย จำกัด สิ้นสุดแล้ว แต่ยังมีการเช่ากันต่อแสดงว่าผู้เช่าไม่ติดใจในเรื่องภารจำยอม จำเลยยังมีความจำเป็นต้องใช้ทางภารจำยอมตามที่ได้จดทะเบียนไว้ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แล้ววินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นตามคำร้องของจำเลยว่า ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์และบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนพื้นดินและใต้พื้นดินออกไปจากบริเวณภารจำยอมเปิดทางภารจำยอมให้มีขนาดกว้าง 8 เมตร ลึก 30 เมตรและปรับสภาพพื้นดินให้เรียบตามเดิมแล้ว โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความต้องผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าว จะรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีกไม่ได้ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14258/2538 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14258/2538 ของศาลชั้นต้นเป็นเรื่องที่จำเลยคดีนี้ (โจทก์คดีก่อน) ขอใช้สิทธิตามภารจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2109 เต็มเนื้อที่ที่จดทะเบียนไว้ โดยขอให้บังคับโจทก์คดีนี้ (จำเลยคดีก่อน) ให้ปฏิบัติตามภารจำยอม ส่วนข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์คดีนี้เป็นเรื่องที่ภารจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2109 เป็นประโยชน์แก่ที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 13101 อยู่บ้างและเมื่อเทียบกับภาระอันตกอยู่แก่ที่ดินภารยทรัพย์โฉนดเลขที่ 2109 แล้ว ประโยชน์นั้นน้อยนักเพราะที่ดินโฉนดเลขที่ 13101 ของจำเลยมีทางออกทางอื่นที่สะดวกอยู่แล้ว ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของทั้งสองคดีแตกต่างกันและแต่ละคดีนั้นศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ต่างกันเห็นว่า คดีที่จะเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 นั้น คือ คดีที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน โจทก์และจำเลยในคดีนี้ต่างเป็นจำเลยและโจทก์ในคดีก่อนคือคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14258/2538 ของศาลชั้นต้นจึงเป็นคู่ความเดียวกัน คดีก่อนจำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยให้เปิดทางภารจำยอมและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่บนที่ดินและใต้พื้นดินออกไปเสียจากบริเวณภารจำยอมให้มีขนาดกว้าง 8 เมตร ลึก 30 เมตรตามสิทธิที่ได้จดทะเบียนภารจำยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดินไว้และปรับสภาพพื้นที่ให้เรียบตามเดิม เนื่องจากบริษัทเอสโซ่สแตนดาร์ดประเทศไทย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสถานีจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในฐานะผู้เช่าที่ดินจากนายยันต์ชัยซึ่งเช่าที่ดินของโจทก์ได้กระทำการรอนสิทธิในที่ดินส่วนที่จดทะเบียนเป็นภารจำยอมหลายประการ เช่น ปลูกสร้างกำแพงคอนกรีตและอุปกรณ์ของถังน้ำมันใต้ดิน ใช้เป็นที่จอดรถของผู้มาใช้บริการขุดเจาะและวางท่อสิ่งปลูกสร้าง เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์จากภารจำยอมได้เต็มตามสิทธิ โดยคงใช้ประโยชน์จากภารจำยอมได้เพียงกว้าง 3 เมตรลึก 30 เมตรเท่านั้น โจทก์ให้การในคดีก่อนตอนหนึ่งว่า จำเลยใช้ทางภารจำยอมเดินเข้าออกกว้างเพียง 3 เมตร ลึก 30 เมตรตลอดมาเกินกว่า 10 ปี แล้ว หากจำเลยจะมีสิทธิใช้ทางภารจำยอมก็ไม่ควรกว้างเกิน 3 เมตร ลึก 30 เมตร สิทธิเรียกร้องภารจำยอมในส่วนที่เกินกว่าความกว้าง 3 เมตร ลึก 30 เมตร จึงเป็นอันขาดอายุความ ไม่มีสิทธิเรียกร้อง ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้นประเด็นสำคัญแห่งคดีก่อนจึงมีว่าโจทก์ต้องเปิดทางภารจำยอมให้มีความกว้าง8 เมตร ลึก 30 เมตร ตามที่ได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินไว้หรือไม่ ซึ่งคดีก่อนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุที่โจทก์ (จำเลยคดีนี้)ไม่สามารถใช้สิทธิได้เต็มตามภารจำยอมที่ได้จดทะเบียนไว้ก็เป็นเพราะผู้เช่าและผู้เช่าช่วงซึ่งเป็นบริวารของจำเลย (โจทก์คดีนี้)ได้กระทำการรอนสิทธิโจทก์ (จำเลยคดีนี้) มิใช่เป็นเพราะโจทก์(จำเลยคดีนี้) ไม่ประสงค์จะใช้สิทธิเต็มตามภารจำยอมภารจำยอมส่วนที่เกินความกว้าง 3 เมตร ลึก 30 เมตร จึงหาได้สิ้นไปไม่ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ให้จำเลย(โจทก์คดีนี้) และบริวารเปิดทางภารจำยอมและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่บนพื้นดินและใต้ดินออกไปจากบริเวณภารจำยอมให้มีขนาดกว้าง 8 เมตร ลึก 30 เมตร และปรับสภาพพื้นดินให้เรียบตามเดิมตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2433/2540 คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยคดีก่อนและต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวอันถึงที่สุดมาฟ้องจำเลยซึ่งเป็นโจทก์คดีก่อนเป็นคดีนี้ โดยอ้างเหตุว่านับแต่วันที่จดทะเบียนภารจำยอมเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จากภารจำยอมเต็มตามสิทธิที่ได้จดทะเบียนภารจำยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดินไว้ โดยจำเลยคงใช้ประโยชน์จากภารจำยอมกว้างเพียง 3 เมตร ลึก 30 เมตรเท่านั้น เป็นการอ้างเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วดังกล่าวข้างต้น และที่โจทก์อ้างเหตุอีกว่าจำเลยไม่มีความจำเป็นในการใช้ประโยชน์ภารจำยอมเนื่องจากจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินแปลงอื่นซึ่งอยู่ติดกันอยู่ก่อนและมีทางอื่นเดินเข้าออกอีก 2 ทางนั้น ก็เป็นเหตุที่มีอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นคำให้การในคดีก่อนแล้ว โจทก์อาจยกขึ้นต่อสู้กับจำเลยได้ในคดีก่อน แต่หาได้ยกขึ้นต่อสู้ไม่ ส่วนที่โจทก์ได้เสนอชดใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยมาด้วยนั้น จะเป็นประเด็นให้วินิจฉัยได้ก็ต่อเมื่อได้วินิจฉัยในประเด็นหลักว่า โจทก์ต้องเปิดทางภารจำยอมให้มีขนาดกว้าง 8 เมตร ลึก 30 เมตร ตามที่ได้มีการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินไว้หรือไม่ก่อน ดังนั้น คดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับในคดีก่อนฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14258/2538ของศาลชั้นต้น กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 ที่ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ร่วมพัฒนาอุตสาหกิจ จำกัด
จำเลย — ธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1971/2544
#91321
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยในคดีนี้ต่างเป็นจำเลยและโจทก์ในคดีก่อนจึงเป็นคู่ความเดียวกัน คดีก่อนจำเลยฟ้องโจทก์ให้เปิดทางภาระจำยอมและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่บนที่ดินและใต้พื้นดินออกไปเสียจากบริเวณภาระจำยอมให้มีขนาดกว้าง 8 เมตร ลึก 30 เมตร ตามสิทธิที่ได้จดทะเบียนภาระจำยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดินไว้ และปรับสภาพพื้นที่ให้เรียบตามเดิม โจทก์ให้การว่าจำเลยใช้ทางภาระจำยอมเดินเข้าออกกว้างเพียง 3 เมตร ลึก 30 เมตร ตลอดมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว หากจำเลยจะมีสิทธิใช้ทางภาระจำยอมก็ไม่ควรกว้างเกิน 3 เมตร ลึก 30 เมตร สิทธิเรียกร้องภาระจำยอมในส่วนที่เกินกว่าความกว้าง 3 เมตร ลึก 30 เมตร จึงเป็นอันขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ประเด็นสำคัญแห่งคดีก่อนจึงมีว่า โจทก์ต้องเปิดทางภาระจำยอมให้มีความกว้าง 8 เมตร ลึก 30 เมตร ตามที่จดทะเบียนต่อเจ้านักงานที่ดินไว้หรือไม่ คดีถึงที่สุดแล้วโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุที่จำเลยไม่สามารถใช้สิทธิได้เต็มตามภาระจำยอมที่ได้จดทะเบียนไว้ มิใช่เพราะจำเลยไม่ประสงค์จะใช้สิทธิเต็มตามภาระจำยอม ภาระจำยอมส่วนที่เกินความกว้าง 3 เมตร ลึก 30 เมตร จึงหาได้สิ้นไปไม่ พิพากษาให้โจทก์และบริวารเปิดทางภาระจำยอมและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่บนพื้นดินและใต้ดินออกไปจากบริเวณภาระจำยอมให้มีขนาดกว้าง 8 เมตร ลึก 30 เมตร และปรับสภาพพื้นดินให้เรียบตามเดิม คำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง

การที่โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยคดีก่อนและต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวอันถึงที่สุดมาฟ้องจำเลยซึ่งเป็นโจทก์คดีก่อนเป็นคดีนี้ โดยอ้างเหตุว่านับแต่วันที่จดทะเบียนภาระจำยอมเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จากภาระจำยอมเต็มตามสิทธิที่ได้จดทะเบียนภาระจำยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดินไว้ โดยจำเลยคงใช้ประโยชน์จากภาระจำยอม กว้างเพียง 3 เมตร ลึก 30 เมตร เท่านั้น เป็นการอ้างเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วดังกล่าวข้างต้น และที่โจทก์อ้างเหตุอีกว่าจำเลยไม่มีความจำเป็นในการใช้ประโยชน์ภาระจำยอม เนื่องจากจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินแปลงอื่นซึ่งอยู่ติดกันอยู่ก่อนและมีทางอื่นเดินเข้าออกอีก 2 ทาง นั้น ก็เป็นเหตุที่มีอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นคำให้การในคดีก่อนแล้ว ดังนั้น คดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับในคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2109 ของโจทก์พ้นจากการตกเป็นภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 13101 ของจำเลยทั้งหมดและให้จำเลยรับเงินค่าทดแทนจำนวน 100,000 บาท จากโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 13101 ซึ่งแบ่งแยกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2109 ของโจทก์ โดยซื้อมาจากนางอมรา เหรียญสุวรรณ ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 2109 มาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2533 ที่ดินของโจทก์นอกจากจะตกเป็นภาระจำยอมดังกล่าวแล้ว ยังมีภาระการเช่าและเช่าช่วงกับนายยันต์ชัยและบริษัทเอสโซ่สแตนดาร์ดประเทศไทย จำกัด ซึ่งสัญญาเช่ามีกำหนดเวลา 15 ปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2522 บัดนี้สัญญาเช่าได้สิ้นสุดแล้ว นับแต่จำเลยได้ภาระจำยอมเป็นต้นมา บริษัทเอสโซ่สแตนดาร์ดประเทศไทย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสถานีจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในฐานะผู้เช่าช่วงได้กระทำการรอนสิทธิในที่ดินส่วนที่จดทะเบียนภาระจำยอมหลายประการ ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์จากภาระจำยอมได้เต็มตามสิทธิ คงใช้เป็นทางเดินกว้างเพียง 3 เมตร ลึก 30 เมตร เท่านั้น จำเลยบอกกล่าวให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงฟ้องขอให้โจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนพื้นดินและใต้พื้นดินที่จำเลยได้ภาระจำยอมออกทั้งหมด ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้โจทก์และบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่บนพื้นดินและใต้พื้นดินออกไปเสียจากบริเวณภาระจำยอมและให้เปิดทางภาระจำยอมให้มีขนาดกว้าง 8 เมตร ลึก 30 เมตร กับปรับสภาพพื้นดินให้เรียบตามเดิม ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14258/2538 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แล้ววินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นตามคำร้องของจำเลยว่า ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์และบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนพื้นดินและใต้พื้นดินออกไปจากบริเวณภาระจำยอม เปิดทางภาระจำยอมให้มีขนาดกว้าง 8 เมตร ลึก 30 เมตร และปรับสภาพพื้นดินให้เรียบตามเดิมแล้ว โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความต้องผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าว จะรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีกไม่ได้ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 4,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14258/2538 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14258/2538 ของศาลชั้นต้น เป็นเรื่องที่จำเลยคดีนี้ (โจทก์คดีก่อน) ขอใช้สิทธิตามภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2109 เต็มเนื้อที่ที่จดทะเบียนไว้โดยขอให้บังคับโจทก์คดีนี้ (จำเลยคดีก่อน) ให้ปฏิบัติตามภาระจำยอมส่วนข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์คดีนี้ เป็นเรื่องที่ภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2109 เป็นประโยชน์แก่ที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 13101 อยู่บ้าง และเมื่อเทียบกับภาระอันตกอยู่แก่ที่ดินภารยทรัพย์โฉนดเลขที่ 2109 แล้ว ประโยชน์นั้นน้อยนัก เพราะที่ดินโฉนดเลขที่ 13101 ของจำเลยมีทางออกทางอื่นที่สะดวกอยู่แล้ว ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของทั้งสองคดีแตกต่างกัน และแต่ละคดีนั้นศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ต่างกัน เห็นว่า คดีที่จะเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 นั้น คือ คดีที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน โจทก์และจำเลยในคดีนี้ต่างเป็นจำเลยและโจทก์ในคดีก่อนคือคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14258/2538 ของศาลชั้นต้น จึงเป็นคู่ความเดียวกัน คดีก่อนจำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยให้เปิดทางภาระจำยอมและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่บนที่ดินและใต้พื้นดินออกไปเสียจากบริเวณภาระจำยอมให้มีขนาดกว้าง 8 เมตร ลึก 30 เมตร ตามสิทธิที่ได้จดทะเบียนภาระจำยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดินไว้ และปรับสภาพพื้นที่ให้เรียบตามเดิมเนื่องจากบริษัทเอสโซ่สแตนดาร์ดประเทศไทย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสถานีจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในฐานะผู้เช่าที่ดินจากนายยันต์ชัยซึ่งเช่าที่ดินของโจทก์ได้กระทำการรอนสิทธิในที่ดินส่วนที่จดทะเบียนเป็นภาระจำยอมหลายประการ เช่น ปลูกสร้างกำแพงคอนกรีตและอุปกรณ์ของถังน้ำมันใต้ดิน ใช้เป็นที่จอดรถของผู้มาใช้บริการ ขุดเจาะและวางท่อสิ่งปลูกสร้าง เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์จากภาระจำยอมได้เต็มตามสิทธิ โดยคงใช้ประโยชน์จากภาระจำยอมได้เพียงกว้าง 3 เมตร ลึก 30 เมตร เท่านั้น โจทก์ให้การในคดีก่อนตอนหนึ่งว่า จำเลยใช้ทางภาระจำยอมเดินเข้าออกกว้างเพียง 3 เมตร ลึก 30 เมตร ตลอดมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว หากจำเลยจะมีสิทธิใช้ทางภาระจำยอมก็ไม่ควรกว้างเกิน 3 เมตร ลึก 30 เมตร สิทธิเรียกร้องภาระจำยอมในส่วนที่เกินกว่าความกว้าง 3 เมตร ลึก 3 เมตร จึงเป็นอันขาดอายุความ ไม่มีสิทธิเรียกร้องขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น ประเด็นสำคัญแห่งคดีก่อนจึงมีว่า โจทก์ต้องเปิดทางภาระจำยอมให้มีความกว้าง 8 เมตร ลึก 30 เมตร ตามที่ได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินไว้หรือไม่ ซึ่งคดีก่อนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุที่โจทก์ (จำเลยคดีนี้) ไม่สามารถใช้สิทธิได้เต็มตามภาระจำยอมที่ได้จดทะเบียนไว้ก็เป็นเพราะผู้เช่าและผู้เช่าช่วงซึ่งเป็นบริวารของจำเลย (โจทก์คดีนี้) ได้กระทำการรอนสิทธิโจทก์ (จำเลยคดีนี้) มิใช่เป็นเพราะโจทก์ (จำเลยคดีนี้) ไม่ประสงค์จะใช้สิทธิเต็มตามภาระจำยอมภาระจำยอมส่วนที่เกินความกว้าง 3 เมตร ลึก 30 เมตร จึงหาได้สิ้นไปไม่ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) และบริวารเปิดทางภาระจำยอมและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่บนพื้นดินและใต้ดินออกไปจากบริเวณภาระจำยอมให้มีขนาดกว้าง 8 เมตร ลึก 30 เมตร และปรับสภาพพื้นดินให้เรียบตามเดิม ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2433/2540 คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยคดีก่อนและต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวอันถึงที่สุดมาฟ้องจำเลยซึ่งเป็นโจทก์คดีก่อนเป็นคดีนี้ โดยอ้างเหตุว่านับแต่วันที่จดทะเบียนภาระจำยอมเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จากภาระจำยอมเต็มตามสิทธิที่ได้จดทะเบียนภาระจำยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดินไว้ โดยจำเลยคงใช้ประโยชน์จากภาระจำยอมกว้างเพียง 3 เมตร ลึก 30 เมตร เท่านั้น เป็นการอ้างเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วดังกล่าวข้างต้น และที่โจทก์อ้างเหตุอีกว่าจำเลยไม่มีความจำเป็นในการใช้ประโยชน์ภาระจำยอมเนื่องจากจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินแปลงอื่นซึ่งอยู่ติดกันอยู่ก่อนและมีทางอื่นเดินเข้าออกอีก 2 ทางนั้น ก็เป็นเหตุที่มีอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นคำให้การในคดีก่อนแล้วโจทก์อาจยกขึ้นต่อสู้กับจำเลยได้ในคดีก่อน แต่หาได้ยกขึ้นต่อสู้ไม่ ส่วนที่โจทก์ได้เสนอชดใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยมาด้วยนั้น จะเป็นประเด็นให้วินิจฉัยได้ก็ต่อเมื่อได้วินิจฉัยในประเด็นหลักว่า โจทก์ต้องเปิดทางภาระจำยอมให้มีขนาดกว้าง 8 เมตร ลึก 30 เมตร ตามที่ได้มีการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินไว้หรือไม่ก่อน ดังนั้น คดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับในคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14258/2538 ของศาลชั้นต้น กรณีต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 148 ที่ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทร่วมพัฒนาอุตสาหกิจ จำกัด
จำเลย — ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรงค์พร จิระภาค
ศาลอุทธรณ์ — นายพิศล พิรุณ
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1961/2544
#99787
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้เช่าซื้อและให้เช่าทรัพย์สิน ตามวัตถุประสงค์ข้อ (1) ถึง (4) ในหนังสือรับรองของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์ การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจึงอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ และธุรกิจของโจทก์หาใช่ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้นในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งแยกประเภทได้ดังต่อไปนี้........ดังบทนิยาม "ธุรกิจเงินทุน" ตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 ไม่ การดำเนินธุรกิจของโจทก์จึงไม่เข้าลักษณะการประกอบธุรกิจเงินทุนอันจะต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

พ.ร.บ บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 อนุญาตให้บริษัทเอกชนคือบริษัทจำกัดซึ่งตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดได้ และบริษัทมหาชนจำกัดที่แปรสภาพมานั้นย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิและความรับผิดของบริษัทเอกชนเดิมทั้งหมด เมื่อบริษัท ส. จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนเดิมก่อนแปรสภาพได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายส. ลงนามในสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินของบริษัทแทนบริษัทได้ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวย่อมก่อให้เกิด สิทธิและความรับผิดอันโอนไปยังโจทก์ซึ่งแปรสภาพมาได้ เมื่อหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวยังอยู่ในกำหนดเวลา ส.จึงยังคงมีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ได้

โจทก์ฟ้องอ้างเหตุผลหนี้อันเกิดจากการผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์มิใช่เรียกร้องมูลหนี้อันเกิดจากการกู้ยืมเงิน เมื่อโจทก์เรียกดอกเบี้ยเอากับจำเลยทั้งสองตามสัญญาเช่าซื้อซึ่งถือว่าเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญา หาใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยหรือขัดต่อพ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ โดยมีโจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้เช่าซื้อและให้เช่าทรัพย์สิน ตามวัตถุประสงค์ข้อ (1) ถึง (4) ในหนังสือรับรองของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์ การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจึงอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ และธุรกิจของโจทก์หาใช่ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้นในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งแยกประเภทได้ดังต่อไปนี้........ดังบทนิยาม "ธุรกิจเงินทุน" ตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 ไม่ การดำเนินธุรกิจของโจทก์จึงไม่เข้าลักษณะการประกอบธุรกิจเงินทุนอันจะต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

พ.ร.บ บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 อนุญาตให้บริษัทเอกชนคือบริษัทจำกัดซึ่งตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดได้ และบริษัทมหาชนจำกัดที่แปรสภาพมานั้นย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิและความรับผิดของบริษัทเอกชนเดิมทั้งหมด เมื่อบริษัท ส. จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนเดิมก่อนแปรสภาพได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายส. ลงนามในสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินของบริษัทแทนบริษัทได้ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวย่อมก่อให้เกิด สิทธิและความรับผิดอันโอนไปยังโจทก์ซึ่งแปรสภาพมาได้ เมื่อหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวยังอยู่ในกำหนดเวลา ส.จึงยังคงมีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ได้

โจทก์ฟ้องอ้างเหตุผลหนี้อันเกิดจากการผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์มิใช่เรียกร้องมูลหนี้อันเกิดจากการกู้ยืมเงิน เมื่อโจทก์เรียกดอกเบี้ยเอากับจำเลยทั้งสองตามสัญญาเช่าซื้อซึ่งถือว่าเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญา หาใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยหรือขัดต่อพ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราไม่

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันทันที แต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน ต่อมาโจทก์ติดตามยึดรถยนต์คือได้ในสภาพเสื่อมโทรมและนำออกขาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของนางชฎา วัฒนศิริธรรม และนายชัชวาลย์ เกียรติไกรกังวาน และไม่ใช่ตราประทับที่จดทะเบียนไว้กับกระทรวงพาณิชย์ โทั้งลายมือชื่อนายนเรนทร์ ผู้รับมอบอำนาจเป็นลายมือปลอม บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) มอบอำนาจให้นายสณชัย เป็นผู้มีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าซื้อ แต่ขณะที่นายสณชัยลงนามทำสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยที่ 1 บริษัทสยามพาณิชย์ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน จำกัด จึงไม่มีสภาพเป็นบุคคลตามกฎหมาย นายสณชัยไม่มีอำนาจลงนามในสัญญาแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนด แต่โจทก์ยอมรับ ถือว่าโจทก์สละประโยชน์แห่งข้อสัญญาเรื่องกำหนดเวลาชำระหนี้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ผิดนัด โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากได้รับเงินหรือคิดคำนวณราคาเป็นเงินคุ้มประโยชน์แล้ว ทั้งโจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการขัดต่อกฎหมายรวมในราคาค่าเช่าซื้อ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 104,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 4 กันยายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้เช่าซื้อและให้เช่าทรัพย์สินตามวัตถุประสงค์ข้อ (1) ถึง (4) ในหนังสือรับรองของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ดังนั้น การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จึงอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ และธุรกิจดังกล่าวของโจทก์หาใช่ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้นในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งแยกประเภทได้ดังต่อไปนี้..... ดังบทนิยาม "ธุรกิจเงินทุน" ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ไม่ การดำเนินธุรกิจของโจทก์จึงไม่เข้าลักษณะการประกอบธุรกิจเงินทุนอันจะต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการที่สองมีว่า นายสณชัย ซึ่งได้รับมอบอำนาจให้ลงนามในสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินของบริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัดมีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินของบริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด(มหาชน) โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535 อนุญาตให้บริษัทเอกชนคือบริษัทจำกัดซึ่งตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดได้ เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนการแปรสภาพเป็นบริษัทตามพระราชบัญญัตินี้ บริษัทเอกชนเดิมก็หมดสภาพจากการเป็นบริษัทจำกัดตามบทบัญญัติมาตรา 184 แต่อย่างไรก็ดี บทบัญญัติมาตรา 185 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัดยังคงรับรองถึงความเกี่ยวพันระหว่างบริษัทเอกชนเดิมที่หมดสภาพด้วยการแปรสภาพใหม่เป็นบริษัทมหาชนจำกัดว่า บริษัทมหาชนจำกัดที่แปรสภาพมานั้นย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิและความรับผิดของบริษัทเอกชนเดิมทั้งหมด เมื่อปรากฏว่าบริษัทสยามพาณิชย์ลิสซิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนเดิมก่อนแปรสภาพได้ทำหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2536 ระบุว่า มอบอำนาจให้นายสณชัยลงนามในสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินของบริษัทฯ แทนบริษัทฯ ได้จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2539 หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดสิทธิหรือความรับผิดอันโอนไปยังโจทก์ซึ่งแปรสภาพมาได้ เมื่อหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวยังอยู่ในกำหนดเวลานายสณชัยจึงยังคงมีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ได้

ปัญหาที่ตัองวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ต้องชำระเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ทั้งเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างเหตุมูลหนี้อันเกิดจากการผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน มิใช่เรียกร้องมูลหนี้อันเกิดจากการกู้ยืมเงิน ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 9 ระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดหรือผิดสัญญาและต้องชำระเงินใด ๆ ให้แก่เจ้าของ ผู้เช่าซื้อย่อมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันผิดนัด เมื่อโจทก์เรียกดอกเบี้ยเอากับจำเลยทั้งสองตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญา จึงหาใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยหรือขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 66 ม. 67 ม. 655
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม. 184 ม. 185
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ม. 4
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475
ชื่อคู่ความ
จำกัด(มหาชน) — บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง
กับพวก — นางสาววรัญญา บุญชู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุพจน์ กิตติรักษนนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1960/2544
#99689
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อหลายงวดติดต่อกัน โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ให้การเพียงว่าได้ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ทุกงวดไม่เคยผิดสัญญาเช่าซื้อ โดยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่า โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดเวลาก่อน สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน ฎีกาของจำเลยที่ 1 เรื่องนี้ไม่เป็นประเด็นแห่งคดีที่จะรับวินิจฉัย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน ย่อมมีผลให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ไม่มีผลกระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแก่กันตาม ป.พ.พ.มาตรา 391 , 392 และ 369 ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบโดยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ตลอดมา โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตาม โจทก์รับว่า จำเลยที่ 1 นำเงินค่าเช่าซื้อไปชำระให้แก่โจทก์อีกบางส่วน ดังนั้น จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากจำนวนเงินค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องพึงชดใช้ให้แก่โจทก์ด้วย และค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ให้แก่โจทก์เป็นมูลหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกชำระหนี้กันได้ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อกับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน จึงให้คำพิพากษามีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ซึ่งต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมที่มิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.พ.มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ราคา๓,๖๐๐,๐๐๐ บาท โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จำเลยที่ ๑ ยังครอบครองใช้รถของโจทก์ต่อไป ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน ๑,๕๔๑,๖๖๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่ถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะคืนรถยนต์แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์จริง แต่ไม่เคยผิดสัญญาเพราะจำเลยที่ ๑ ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ทุกงวด โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ยึดถือวันเวลาตามที่ตกลงในสัญญาเช่าซื้อ เพราะบางครั้งจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อล่วงหน้าหลายงวด และบางครั้งโจทก์ก็ยอมให้จำเลยที่ ๑ ค้างชำระหลายงวดแล้วรวมชำระครั้งเดียว โจทก์ไม่เคยประกอบกิจการให้เช่ารถยนต์มาก่อน แต่มาเรียกค่าเช่าจากจำเลยที่ ๑ จึงไม่ถูกต้อง ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ อีกทั้งค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมานั้นเกินความเสียหายอันแท้จริงที่โจทก์ได้รับ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๗๑,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๑) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนแก่โจทก์ แต่ไม่เกิน ๖ เดือน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยที่ ๑ มิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อซูมิโตโม่ หมายเลขเครื่องยนต์ ๖บีดี ๑ - ๗๔๑๓๔๖ ไปจากโจทก์ราคา ๓,๖๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ชำระเงินในวันทำสัญญา ๔๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระเป็นงวดรวม ๒๔ งวด งวดละเดือน เดือนละ ๑๓๔,๐๐๐ บาท โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ ๒๑ เป็นต้นมา โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ประการแรกมีว่า ... เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าเช่าซื้อหลายงวดติดต่อกันเป็นการผิดสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ ๑ และโจทก์ก็นำพยานหลักฐานเข้าสืบโดยจำเลยที่ ๑ มิได้นำสืบหักล้าง จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อหลายงวดติดต่อกันและโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวโดยชอบแล้ว ซึ่งจำเลยที่ ๑ ให้การเพียงว่า จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ทุกงวด ไม่เคยผิดสัญญาเช่าซื้อ โดยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่า โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดเวลาก่อนสัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ในเรื่องนี้จึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดีที่จะรับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ประการที่สองมีว่า จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยที่ ๑ มิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์จนครบถ้วนตั้งแต่งวดที่ ๒๐ เป็นต้นมา จนกระทั่งวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๐ โจทก์จึงมีหนังสือให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างพร้อมดอกเบี้ยภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ รับหนังสือดังกล่าว หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ โดยมีผลเลิกสัญญา ณ วันที่ครบกำหนด ๑๕ วันดังกล่าว ซึ่งตามหลักฐานใบตอบรับจำเลยที่ ๑ รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๐ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนภายใน ๑๕ วัน สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงเป็นอันเลิกกันตั้งแต่วันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวเลิกกันแล้ว ย่อมมีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ไม่มีผลกระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแก่กัน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ และมาตรา ๓๙๒ บัญญัติว่า การชำระหนี้ของคู่สัญญาอันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้นให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๓๖๙ กล่าวคือ ให้นำมาตรา ๓๖๙ ว่าด้วยการชำระหนี้ในสัญญาต่างตอบแทนมาใช้บังคับ จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์โดยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์จากรถยนต์คันดังกล่าวตลอดมา ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ประจำงวดที่ ๒๑ ตรงกับวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๓๘ ตามการ์ดบัญชีรายการชำระเงิน ย่อมทำให้โจทก์เสียหายจึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยที่ ๑ ได้ใช้ทรัพย์ของโจทก์มาตลอดระยะเวลาที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองทรัพย์ คือตั้งแต่วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๓๘ เป็นต้นมา เพื่อชดเชยเป็นค่าเสียหายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคสาม สำหรับค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์หรือค่าใช้ทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ ตลอดเวลาที่ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๓๘ ถึงวันฟ้องวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๑ รวมเป็นเงิน ๓๗๑,๒๐๐ บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์แต่ไม่เกิน ๖ เดือนนั้น นับว่าเป็นค่าเสียหายจำนวนที่เหมาะสมตามสมควรแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามความปรากฏดังที่โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์เกินกำหนดเวลาซึ่งศาลรับไว้เป็นคำแถลงการณ์โดยโจทก์รับว่า เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ นำเงินค่าเช่าซื้อไปชำระให้แก่โจทก์อีก ซึ่งตามหลักฐานเอกสารหมาย ๒ ท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น จึงต้องนำเงินจำนวน ๘๐,๐๐๐ บาท ที่โจทก์รับเป็นค่าเช่าซื้อมาหักออกจากจำนวนเงินค่าเสียหายที่จำเลยที่ ๑ ต้องพึงชดใช้ให้แก่โจทก์ด้วย และค่าเสียหายที่จำเลยที่ ๑ ต้องชดใช้แก่โจทก์เป็นมูลหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกชำระหนี้กันได้ระหว่างจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อกับจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกัน จึงให้คำพิพากษานี้มีผลไปถึงจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันซึ่งต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมที่มิได้ฎีกาด้วย ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕ (๑) ประกอบมาตรา ๒๔๗

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๗๑,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ แต่ไม่เกิน ๖ เดือน โดยให้หักเงินจำนวน ๘๐,๐๐๐ บาท ซึ่งโจทก์รับชำระจากจำเลยที่ ๑ ไปแล้วออกเสียก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นายมนตรี จิตร์วิวัฒน์ ผู้ช่วยฯ

ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 391 ม. 392
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 177 วรรคสอง ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัทเจริญศรีมอเตอร์
กับพวก — นายประกอบ พุ่มศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นางสาวศุทธดา ชินวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสิงห์พล ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1958/2544
#40549
เปิดฉบับเต็ม

การสละมรดก หมายถึง การสละส่วนของตนโดยไม่เจาะจงว่าจะให้มรดกที่สละนั้นตกได้แก่บุคคลอื่นใด เพราะมิเช่นนั้นแล้วบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1615วรรคสอง จะไม่มีผลบังคับ ดังนั้น หนังสือที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านทำขึ้นโดยมีเจตนาจะไม่รับทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยจะยกให้ ด. ผู้เดียว จึงมิใช่เป็นการสละมรดก ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางระเบียบ สินหนัง ผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นสามีผู้ตายผู้ร้องไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เนื่องจากผู้ร้องยักยอกทรัพย์มรดกเครื่องประดับ เครื่องเพชร และทองรูปพรรณของผู้ตาย และเบิกความเท็จต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ขอให้ยกคำร้องขอและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางนวม เม้ยชม ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางระเบียบ สินหนัง ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางระเบียบ สินหนังผู้ตายหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องสละมรดกของผู้ตายแล้วผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เห็นว่าการสละมรดก หมายถึง การสละส่วนของตนโดยไม่เจาะจงว่าจะให้มรดกที่สละนั้นตกได้แก่บุคคลอื่นใด เพราะมิเช่นนั้นแล้วบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1615วรรคสอง จะไม่มีผลบังคับ ดังนั้น สำเนาหนังสือตามเอกสารหมายค.1 ที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านทำขึ้นโดยมีเจตนาจะไม่รับทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยจะยกให้เด็กหญิงดาวบรรจง สินหนัง แต่ผู้เดียวแต่ผู้ร้องและผู้คัดค้านยังประสงค์จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอยู่ จึงมิใช่เป็นการสละมรดกดังที่ผู้คัดค้านฎีกา ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1615
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง นวม เม้ยชม
ผู้คัดค้าน — นาย ดีปรี สินหนัง
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1958/2544
#91319
เปิดฉบับเต็ม

การสละมรดก หมายถึงการสละส่วนของตนโดยไม่เจาะจงว่าจะให้มรดกที่สละนั้นตกได้แก่บุคคลอื่นใด เพราะมิเช่นนั้นแล้วบทบัญญัติแห่งมาตรา 1615 วรรคสอง จะไม่มีผลบังคับ ดังนั้น หนังสือตามที่ผู้ร้องและผู้คัดค้าน ทำขึ้นโดยมีเจตนาจะไม่รับทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยจะยกให้เด็กหญิง ด. แต่ผู้เดียว แต่ผู้ร้องและผู้คัดค้านยังประสงค์จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอยู่ จึงมิใช่เป็นการสละมรดก ผู้ร้องซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็น ผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นมารดาของนางระเบียบ สินหนัง ผู้ตาย เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ผู้ตาย ถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ผู้ตายมีทุนทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน ๕ แปลง ซึ่งเป็นสินส่วนตัวและเงินฝากในธนาคาร การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องมิได้เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางระเบียบ สินหนัง ผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นสามีผู้ตาย ผู้ร้องไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เนื่องจากผู้ร้องยักยอกทรัพย์มรดกเครื่องประดับ เครื่องเพชร และทองรูปพรรณของผู้ตาย และเบิกความเท็จต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ขอให้ยกคำร้องขอ และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้น มีคำสั่งตั้งนางนวม เม้ยชม ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางระเบียบ สินหนัง ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การสละมรดกหมายถึงการสละส่วนของตนโดยไม่เจาะจงว่าจะให้มรดกที่สละนั้นตกได้แก่บุคคลอื่นใด เพราะมิเช่นนั้นแล้วบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๑๕ วรรคสอง จะไม่มีผลบังคับ ดังนั้น สำเนาหนังสือตามเอกสารหมาย ค.๑ ที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านทำขึ้นโดยมีเจตนาจะไม่รับทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยจะยกให้ เด็กหญิงดาวบรรจง สินหนัง แต่ผู้เดียว แต่ผู้ร้องและผู้คัดค้านยังประสงค์จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอยู่ จึงมิใช่เป็นการสละมรดกดังที่ผู้คัดค้านฎีกา ผู้ร้องซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้แล้ววินิจฉัยต่อไปว่า ผู้คัดค้านไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนผู้ร้องเป็นมารดาของผู้ตายประกอบอาชีพโดยสุจริตไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกแต่ประการใด ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยที่ศาลล่างทั้งสองตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1615 วรรคสอง ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางนวม เม้ยชม
ผู้คัดค้าน — นายดีปรี สินหนัง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวฉวีวรรณ แม้นโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบัติ อรรถพิมล
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1941/2544
#68733
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย และรถทั้งสองคันเสียหาย จำเลยที่ 2 ศีรษะแตกยาว 3 เซนติเมตร รวม 4 แผล กับกระดูกเข่าซ้ายแตกใช้เวลารักษาหายภายใน 1 เดือนเป็นอย่างน้อย จำเลยที่ 2 มีโอกาสหายเป็นปกติได้แต่ใช้เวลาหลายปี จำเลยที่ 2 มาเบิกความ จำเลยที่ 2 ยังไม่หายดี เดินกระเผลก แสดงว่าจำเลยที่ 2 ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน กับส่วนการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ระบุว่ารักษาประมาณ 1 เดือนหาย เป็นเพียงความเห็นเบื้องต้นของแพทย์ผู้ตรวจรักษาจำเลยที่ 2 เท่านั้น จะฟังเป็นยุติหาได้ไม่ ต้องฟังพยานหลักฐานอื่นในสำนวนด้วย

แม้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยที่ 2 ข้อหาขับรถประมาทไปแล้ว ก็เป็นเหตุส่วนตัวของจำเลยที่ 2 หาได้ทำให้คดีของจำเลยที่ 1 เลิกกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37 ไม่ และการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 2 ยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ก็มิได้ทำให้สิทธินำคดีนี้ซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวมาฟ้องระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๕๗

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๕๗ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๒ ปี ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน พะเยา ท - ๐๐๙๕ เฉี่ยวชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - ๓๔๗๗ พะเยา ซึ่งจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้ รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายและจำเลยที่ ๒ ได้รับอันตรายแก่กาย ?

ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ ๒ ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่นั้นโจทก์มีนายแพทย์ประพัฒน์ ชัชวรัตน์ เบิกความว่า จำเลยที่ ๒ ศีรษะแตกยาว ๓ เซนติเมตร รวม ๔ แผล กับกระดูกเข่าซ้ายแตกใช้เวลารักษาหายภายใน ๑ เดือนเป็นอย่างน้อยและตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๒ มีโอกาสหายเป็นปกติได้แต่ใช้เวลาหลายปี ซึ่งจำเลยที่ ๒ ก็เบิกความว่า ปัจจุบันจำเลยที่ ๒ ยังไม่หายดีเดินกระเผลก แสดงว่าจำเลยที่ ๒ ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและ จนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วัน ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ระบุว่ารักษาประมาณ ๑ เดือนหาย ต้องฟังข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวนั้น เห็นว่า ข้อความดังกล่าวเป็นเพียง ความเห็นเบื้องต้นของนายแพทย์ประพัฒน์ผู้ตรวจรักษาจำเลยที่ ๒ เท่านั้น จะฟังเป็นยุติได้ไม่ ต้องฟังพยานหลักฐานอื่นในสำนวนด้วย ซึ่งศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเชื่อว่าจำเลยที่ ๒ ได้รับอันตรายสาหัสป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อต่อไปมีว่าคดีของจำเลยที่ ๑ เลิกกันตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๗ และสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยที่ ๑ ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ หรือไม่ จำเลยที่ ๑ ฎีกาปัญหาข้อนี้ว่า พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยที่ ๒ ข้อหาขับรถประมาท ไปแล้ว จึงถือว่าคดีอาญาเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๗ และจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ ๒ เรื่องค่าเสียหายแล้ว สิทธินำคดีอาญาของโจทก์มาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ เห็นว่า แม้จะฟังว่าพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวจริง ก็เป็นเหตุส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ หาได้ทำให้คดีของจำเลยที่ ๑ เลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๗ ไม่ และการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ ๒ ยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ ๒ ก็มิได้ทำให้สิทธินำคดีนี้ซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวมาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ แต่ประการใด

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ ๖,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่งโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ มีกำหนด ๒ ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจาก ที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 300
ป.วิ.อ. ม. 37 ม. 39 ม. 227 ม. 243
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
จำเลย — นายวิชาญ อินทรากูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายอนุรัตน์ ฤกษ์วิชานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายธีระศักดิ์ จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา