คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1593 -ที่ 1594/2544
#41090
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์สินพิพาทได้มาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยาต้องถือว่าเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันโดยไม่อาจแยกได้ว่าฝ่ายใดประกอบอาชีพมีรายได้มากน้อยแตกต่างกันอย่างไรการที่จำเลยที่ 1 มีรายได้มากก็เนื่องจากโจทก์ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านดูแลโจทก์จึงเป็นเจ้าของรวมทรัพย์สินพิพาทด้วย และสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1357

ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่าการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ไม่ทำตามแบบ จึงตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2กับจำเลยที่ 3 และศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอ เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ให้การต่อสู้ไว้ก็ยกขึ้นฎีกาได้

โจทก์กับจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาท (น.ส.3 ก.) จากจำเลยที่ 3แล้วได้ปลูกบ้านอยู่อาศัยตลอดมา แสดงว่าจำเลยที่ 3 โอนการครอบครอง และโจทก์กับจำเลยที่ 1 เข้ายึดถือโดยเจตนายึดถือเพื่อตนจึงได้สิทธิครอบครอง ส่วนจำเลยที่ 3 เมื่อโอนการครอบครองแล้วก็สิ้นสิทธิครอบครอง การที่จำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ทำให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิใด ๆ แต่กลับเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนดังกล่าวได้

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินและทรัพย์สินให้โจทก์กึ่งหนึ่งและให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดิน น.ส.3 ก. ระหว่างจำเลยที่ 2กับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้โจทก์กึ่งหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยโจทก์มิได้มีคำขอนั้นเป็นการรับรองสิทธิของโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาทเสียก่อนที่จะนำไปสู่การบังคับให้จำเลยที่ 1 แบ่งให้โจทก์จึงไม่เป็นการเกินคำขอ แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของหนังสือ น.ส.3 ก.ที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 3 ไม่มีหน้าที่ต้องดำเนินการทางทะเบียนให้จึงบังคับให้ตามคำขอในส่วนนี้ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนและแก้ไขคำฟ้องเฉพาะสำนวนหลังว่าเดิมโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน อยู่กินร่วมกันมากว่า 30 ปีโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสระหว่างอยู่กินร่วมกันโจทก์และจำเลยที่ 1มีทรัพย์สินร่วมกันคือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1059 ตำบลมะต้อง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 1 งาน 70 ตารางวา พร้อมบ้าน 1 หลัง เลขที่ 135ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว โจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้อที่ดินแปลงนี้มาจากจำเลยที่ 3 รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียนบ - 5111 พิษณุโลก ราคา 200,000 บาท เงินสด 900,000 บาทต่อมาปี 2539 จำเลยที่ 1 มีภริยาใหม่คือจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1ไล่โจทก์ออกจากบ้าน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 2 สมรู้ร่วมคิดกันจดทะเบียนโอนที่ดินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันหาซื้อมาให้แก่จำเลยที่ 2ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 แบ่งเงินและทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันตามฟ้องให้โจทก์กึ่งหนึ่งหากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดนำเงินแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1059 ตำบลมะต้อง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 1 งาน 70 ตารางวาระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินกึ่งหนึ่งหรือใช้ราคาให้โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 42,500 บาท

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า ทรัพย์สินทั้งหมดที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องเป็นของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว ยกเว้นเฉพาะที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1059ตำบลมะต้อง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เดิมเป็นของจำเลยที่ 3 ปัจจุบันจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแล้วโดยสุจริต ไม่เคยขายให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1059 ตำบลมะต้องอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก บ้านเลขที่ 135 หมู่ที่ 2ตำบลมะต้อง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บ - 5111 พิษณุโลก และเงินสด840,000 บาท ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ขายทรัพย์สินดังกล่าวแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1059ตำบลมะต้อง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยที่ 2 และที่ 3จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า บ้าน รถยนต์และเงินฝากในธนาคารเป็นของจำเลยที่ 1 ผู้เดียว โจทก์ไม่มีส่วนทำมาหาได้ในทรัพย์สินดังกล่าวนั้น เห็นว่า ทรัพย์ทั้ง 3 รายการดังกล่าวล้วนได้มาในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากันทั้งสิ้นต้องถือว่าเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันโดยไม่อาจแบ่งแยกว่าฝ่ายใดประกอบอาชีพมีรายได้มากน้อยแตกต่างกันอย่างไร หรือทำการงานเหน็ดเหนื่อยกว่ากันเพียงใด การที่จำเลยที่ 1ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างมีรายได้มากก็เห็นได้ว่าเนื่องจากโจทก์ทำหน้าที่แม่บ้านดูแลความเป็นอยู่ของจำเลยที่ 1 ส่วนหนึ่งด้วยโจทก์จึงมีฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์ทั้ง 3 รายการดังกล่าว สำหรับปัญหาว่าโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของเพียงใดนั้นต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 จำเลยที่ 1กล่าวอ้างเป็นอย่างอื่นย่อมต้องมีภาระการพิสูจน์ แต่จำเลยที่ 1ก็นำสืบพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวไม่ได้ คงอ้างเอาลอย ๆในฎีกาว่าส่วนของโจทก์มีไม่เกินหนึ่งในสิบส่วนโดยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบสนับสนุน ยิ่งกว่านั้น สำหรับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1059 จำเลยที่ 1 ก็มิได้ฎีกาโต้เถียงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ซื้อมาจากจำเลยที่ 3 และมิได้โต้เถียงถึงส่วนแห่งความเป็นเจ้าของ จึงรับฟังได้มั่นคงว่าโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์ทั้ง 3 รายการ ดังกล่าวกึ่งหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1ฎีกาว่าโจทก์รับว่าตกลงแยกทางกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 11 เมษายน2539 ขณะนั้นเงินฝากในธนาคารมีเพียง 141,513.20 บาทหากฟังว่าโจทก์มีส่วนกึ่งหนึ่งก็จะได้ส่วนแบ่งเพียง 75,356.60 บาทนั้นจำเลยที่ 1 มิได้ยกความข้อนี้ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า การซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1059 ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 3 ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้อง เพราะให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงดังกล่าวโดยโจทก์ไม่ได้มีคำขอ ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่สามารถแบ่งที่ดินได้เพราะไม่ใช่มีชื่อเป็นเจ้าของนั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยทั้งสามมิได้ให้การต่อสู้ไว้ก็ยกขึ้นฎีกาได้และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไป สำหรับการซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ซื้อ กับจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ขาย เมื่อไม่ได้ทำเป็นหนังสือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมเป็นโมฆะ แต่ได้ความตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าเมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากจำเลยที่ 3 แล้วก็ปลูกบ้านเลขที่ 135 หมู่ที่ 2 อยู่อาศัยตลอดมาแสดงว่าจำเลยที่ 3 โอนการครอบครองในที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 เข้ายึดถือโดยเจตนายึดถือเพื่อตนโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินแปลงนี้โดยไม่จำต้องทำตามแบบของนิติกรรม ส่วนจำเลยที่ 3 เมื่อโอนการครอบครองไปแล้วย่อมสิ้นสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงนี้การที่จำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) สำหรับที่ดินแปลงนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ทำให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินแปลงนี้ แต่กลับเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ได้ ส่วนการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงนี้โดยโจทก์มิได้มีคำขอและศาลอุทธรณ์ภาค 2 คงพิพากษายืนนั้นเห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาเช่นนั้นเท่ากับรับรองสิทธิของโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินแปลงนี้เสียก่อนที่จะนำไปสู่การบังคับให้จำเลยที่ 1 แบ่งให้โจทก์ ไม่ถึงกับเป็นการเกินคำขอแต่อย่างใดแต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 คงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินแปลงนี้ให้โจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้นไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยที่ 1 ต้องแบ่งตัวที่ดินให้โจทก์เท่านั้นไม่อาจแบ่งแยกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สำหรับที่ดินแปลงนี้ให้โจทก์ได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 มิใช่เจ้าของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และจำเลยที่ 3 ก็ไม่มีหน้าที่ในทางนิติกรรมที่จะต้องดำเนินการทางทะเบียนให้ จึงบังคับให้ตามคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ไม่ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท โดยไม่แยกเป็นรายสำนวนนั้นไม่ถูกต้องเพราะสำนวนหลัง จำเลยที่ 1 มิได้เป็นคู่ความ จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่บังคับให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ในสำนวนแรกโดยกำหนดค่าทนายความ1,500 บาท และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ในสำนวนหลังโดยกำหนดค่าทนายความ1,500 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ในสำนวนแรก 1,500 บาท แทนโจทก์ และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ในสำนวนหลัง 1,500 บาท แทนโจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกา ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1357 ม. 1378
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางตุ่ม พึ่งแตง
จำเลย — นายสำราญ พึ่งแตง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1580/2544
#41089
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อนที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลชั้นต้นในคดีนั้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน และปรับ 20,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี เมื่อคดีก่อนจำเลยไม่ได้รับโทษจำคุก จึงไม่มีวันพ้นโทษที่จะถือเอาเป็นเกณฑ์ในการเพิ่มโทษจำเลยได้กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยพ้นโทษแล้วภายใน 5 ปี มากระทำความผิดคดีนี้ จะเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 92 แห่งประมวลกฎหมายอาญามิได้ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 10 ธันวาคม 2542 เวลากลางวันถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลจังหวัดนนทบุรีในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2004/2539เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2539 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ200,000 บาท (ที่ถูกคือ 20,000 บาท) ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยได้กระทำความผิดในขณะที่มีอายุเกินกว่า 17 ปี ภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยพ้นโทษ จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้อีก ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8,57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จำคุก 1 ปี4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยเคยกระทำความผิดเกี่ยวกับวัตถุออกฤทธิ์มาก่อน แต่จำเลยยังกระทำความผิดคดีนี้อีก แสดงว่าจำเลยมิได้เข็ดหลาบและเกรงกลัวต่อโทษที่จะได้รับตามกฎหมายทั้งมิได้รู้สำนึกที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีแต่อย่างใด พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกและไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำคุกจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 นั้น ปรากฏว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2004/2539 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลชั้นต้นในคดีนั้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน และปรับ 20,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาคดีดังกล่าวซึ่งเจ้าพนักงานรับรองสำเนาถูกต้องในสำนวนคดีนี้ เมื่อคดีก่อนจำเลยไม่ได้รับโทษจำคุก จึงไม่มีวันพ้นโทษที่จะถือเอาเป็นเกณฑ์ในการเพิ่มโทษจำเลยได้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยพ้นโทษแล้วภายใน 5 ปี มากระทำความผิดคดีนี้ จะเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 92 แห่งประมวลกฎหมายอาญามิได้ ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยมานั้น เป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือนยกคำขอให้เพิ่มโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายภูวนาถ ขำหรุ่น
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1567 -ที่ 1572/2544
#40532
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของโจทก์ทั้งหกฉบับที่ยื่นในระหว่างศาลแรงงานพิจารณาคดี ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานจะต้องใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคู่ความหรือเป็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยในตอนพิพากษาคดีทั้งสิ้น การที่ศาลแรงงานสั่งในคำร้องทั้งหกฉบับของโจทก์เป็นคำสั่งก่อนที่จะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวก่อนศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสอง ทำงานในตำแหน่งอาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์คณะศิลปศาสตร์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2542 จำเลยทั้งสองมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่ให้ความเคารพต่อผู้บังคับบัญชา ไม่ให้ความร่วมมือและประสานงานกับเพื่อนร่วมงาน ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลที่ติดต่อด้วย จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1เลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างตามฟ้องส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 มิใช่นายจ้างโดยตรงที่จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางเป็นจำนวนมาก สำหรับคำร้องซึ่งเป็นปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในคดีนี้มีจำนวน 6 ฉบับฉบับแรกลงวันที่ 20 ตุลาคม 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2อันดับที่ 16) ความว่า จำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับสิทธิได้รับทุนอุดหนุนการแต่งตำราจากทบวงมหาวิทยาลัย ศาลแรงงานกลางต้องสั่งว่าโจทก์ไม่ต้องสืบพยานเพราะถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับตามคำฟ้องของโจทก์แล้วศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันเดียวกันว่า"สำเนาให้อีกฝ่าย รวม" ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2542ความว่า จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติมตัดทอนแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารเพื่อหักล้างพยานเอกสารของโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 93(2), 94(ข) และ 95 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ ขอให้ไม่รับฟังพยานบุคคลของจำเลย ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันเดียวกันว่า "สำเนาให้อีกฝ่าย รวม" ฉบับที่ 3ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2542 ความว่า การที่ศาลแรงงานกลางไม่อนุญาตให้โจทก์ซักค้านพยานจำเลยที่เบิกความในประเด็นหนังสือร้องเรียนว่าโจทก์ปลอมแปลงแก้ไขลายมือชื่อโจทก์ที่แก้ระดับผลการสอบให้แก่นักศึกษาทำให้โจทก์เสียเปรียบทางคดี เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีดังกล่าว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันเดียวกันว่า "สำเนาให้อีกฝ่าย รวม" ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 26ตุลาคม 2542 ความว่า จำเลยทั้งสองลงชื่อรับสภาพหนี้เงินค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าสมนาคุณ การแต่งตำราเป็นเงิน 456,000บาท จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้และศาลแรงงานกลางได้สอบถามคู่ความแล้ว จำเลยทั้งสองปฏิเสธข้อเท็จจริงโดยไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้ง ศาลแรงงานกลางต้องสั่งให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์เพราะถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 100 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันเดียวกันว่า "ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับค่าเสียหายตามที่โจทก์อ้างในคำร้อง จึงไม่อาจมีคำสั่งให้ตามคำร้องของโจทก์ ให้ยกคำร้อง" ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับ 33) ความว่า โจทก์ยื่นคำร้องและคำคัดค้านต่อศาลแรงงานกลางหลายฉบับศาลแรงงานกลางยังมีคำสั่งตามคำร้องของโจทก์ไม่ครบถ้วนและการที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์บางฉบับเพียงว่า "รวม" เป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันที่ 15 พฤศจิกายน2542 ว่า "สำเนาให้อีกฝ่าย รวม" และฉบับสุดท้าย ลงวันที่ 23พฤศจิกายน 2542 ความว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า "สำเนาให้อีกฝ่ายสั่งในคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 แล้ว"โดยศาลแรงงานกลางมีคำสั่งตามคำร้องดังกล่าวว่า "รอไว้วินิจฉัยในคำพิพากษา"

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งทั้งหกฉบับต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ข้อที่โจทก์อุทธรณ์มาทั้งหกฉบับนั้น ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางจะต้องใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคู่ความหรือเป็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยในตอนพิพากษาคดีทั้งสิ้นคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่สั่งในคำร้องทั้งหกฉบับของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นก่อนที่ศาลแรงงานกลางจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีอันจะทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องล้วนเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์อุทธรณ์คำสั่งทั้งหกนั้นก่อนศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกอุทธรณ์ทั้งหกฉบับของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง วีณา พิริยะวณิชย์
จำเลย — มหาวิทยาลัยรังสิต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1567 -ที่ 1572/2544
#91314
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลแรงงานมีคำสั่งล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานจะต้องใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคู่ความหรือเป็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยในตอนพิพากษาคดีทั้งสิ้น คำสั่งของศาลแรงงานที่สั่งในคำร้องทั้งของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นก่อนที่ศาลแรงงานจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีอันจะทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์อุทธรณ์คำสั่งนั้นก่อนศาลแรงงานมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่ให้ความเคารพต่อผู้บังคับบัญชาไม่ให้ความร่วมมือและประสานงานกับเพื่อนร่วมงาน ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลที่ติดต่อด้วย จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 มิใช่นายจ้างโดยตรงที่จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลาง โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางเป็นจำนวนมาก สำหรับคำร้องซึ่งเป็นปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในคดีนี้มีจำนวน 6 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 20 ตุลาคม 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับที่ 16) ความว่า จำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับสิทธิได้รับทุนอุดหนุนการแต่งตำราจากทบวงมหาวิทยาลัย ศาลแรงงานกลางต้องสั่งว่าโจทก์ไม่ต้องสืบพยาน เพราะถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันเดียวกันว่า "สำเนาให้อีกฝ่ายรวม" ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับที่ 15) ความว่า จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติมตัดทอน แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารเพื่อหักล้างพยานเอกสารของโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (2), 94 (ข) และ 95 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ ขอให้ไม่รับฟังพยานบุคคลของจำเลย ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันเดียวกันว่า "สำเนาให้อีกฝ่าย รวม" ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับที่ 21) ความว่า การที่ศาลแรงงานกลางไม่อนุญาตให้โจทก์ซักค้านพยานจำเลยที่เบิกความในประเด็นหนังสือร้องเรียนว่าโจทก์ปลอมแปลงแก้ไขลายมือชื่อโจทก์ที่แก้ระดับผลการสอบให้แก่นักศึกษา ทำให้โจทก์เสียเปรียบทางคดีเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีดังกล่าว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันเดียวกันว่า "สำเนาให้อีกฝ่าย รวม" ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับ 28) ความว่า จำเลยทั้งสองลงชื่อรับสภาพหนี้เงินค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าสมนาคุณการแต่งตำราเป็นเงิน 456,000 บาท จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ และศาลแรงงานกลางได้สอบถามคู่ความแล้ว จำเลยทั้งสองปฏิเสธข้อเท็จจริงโดยไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้ง ศาลแรงงานกลางต้องสั่งให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์เพราะถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 100 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันเดียวกันว่า "ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับค่าเสียหายตามที่โจทก์อ้างในคำร้อง จึงไม่อาจมีคำสั่งให้ตามคำร้องของโจทก์ ให้ยกคำร้อง" ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับ 33) ความว่า โจทก์ยื่นคำร้องและคำคัดค้านต่อศาลแรงงานกลางหลายฉบับ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งตามคำร้องของโจทก์ไม่ครบถ้วน และการที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์บางฉบับเพียงว่า "รวม" เป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 ว่า "สำเนาให้อีกฝ่าย รวม" และฉบับสุดท้ายลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับ 39) ความว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า "สำเนาให้อีกฝ่ายสั่งในคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 แล้ว" โดยศาลแรงงานกลางมีคำสั่งตามคำร้องดังกล่าวว่า "รอไว้วินิจฉัยในคำพิพากษา"

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งทั้งหกฉบับต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อที่โจทก์อุทธรณ์มาทั้งหกฉบับนั้น ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางจะต้องใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคู่ความหรือเป็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยในตอนพิพากษาคดีทั้งสิ้น คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่สั่งในคำร้องทั้งหกฉบับของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นก่อนที่ศาลแรงงานกลางจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีอันจะทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องล้วนเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์อุทธรณ์คำสั่งทั้งหกนั้นก่อนศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกอุทธรณ์ทั้งหกฉบับของโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวีณา พิริยะวณิชย์
จำเลย — มหาวิทยาลัยรังสิต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางเมทินี ทิพย์มณเทียร
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1556/2544
#40531
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งต้องถือโทษที่ศาลลงโทษแก่จำเลยเป็นรายกระทงไป ฎีกาของจำเลยที่อ้างว่า ในคดีฉ้อโกงในอีกคดีหนึ่ง ศาลได้มีคำสั่งยกฟ้องจำเลยเพราะเห็นว่าไม่เป็นความผิด คดีนี้จำเลยจึงไม่มีความผิดทางอาญาเพราะเป็นข้อเท็จจริงเดียวกัน รวมทั้งการกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้นเป็นฎีกาที่ประสงค์จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ว่าข้อเท็จจริงในคดีฉ้อโกงถือเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีนี้หรือไม่ และการกระทำของจำเลยจะเป็นการใส่ความอันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ซึ่งเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยเป็นยุติแล้ว เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวจะครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือไม่ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบอาชีพค้าขายดำเนินธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร เมื่อประมาณกลางเดือนมิถุนายน 2535 วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน จำเลยพูดดูหมิ่น หมิ่นประมาทสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฏราชกุมาร ซึ่งเป็นองค์รัชทายาทต่อนายชัยณรงค์รักษาเกียรติว่า จำเลยจะไปเป็นที่ปรึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ภายในสำนักงานของจำเลยจะขยายให้ใหญ่เพื่อใช้เป็นที่ต้อนรับพระองค์ซึ่งเป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงจำเลยมิได้เป็นที่ปรึกษาของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ อีกทั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ก็ไม่เคยรู้จักจำเลย จำเลยพูดกล่าวอ้างเพื่อให้นายชัยณรงค์และบุคคลอื่นเชื่อถือในธุรกิจการค้าและเกรงกลัวไม่กล้าทวงถามหนี้สินที่จำเลยค้างชำระ ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะทำให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสื่อมเสียพระเกียรติยศถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง โดยเจตนาจะทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาไม่เคารพสักการะ เมื่อประมาณกลางเดือนธันวาคม 2538วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน จำเลยพูดดูหมิ่น หมิ่นประมาทสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ต่อนางอำภา ปรีเจริญ ว่าจำเลยเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ จำเลยจะสร้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์ภายในบริเวณบ้านของจำเลยเพื่อให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ นำเครื่องลงจอดที่ลานดังกล่าวซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยมิได้เป็นที่ปรึกษาของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ จำเลยกล่าวอ้างเพื่อให้นางอำภาและบุคคลอื่น ๆ เชื่อถือในธุรกิจการค้าและเกรงกลัวไม่กล้าทวงถามหนี้สิน ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง โดยเจตนาจะทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาไม่เคารพสักการะ เมื่อประมาณกลางเดือนเมษายน 2539 วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน จำเลยพูดดูหมิ่นหมิ่นประมาทสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ต่อนางพรเพ็ญประทุมทัย พนักงานฝ่ายบัญชีของจำเลยว่าหากมีลูกค้าของจำเลยมาติดต่อทวงถามเกี่ยวกับการซื้อบ้านและที่ดินในโครงการหมู่บ้านจัดสรรของจำเลย ก็ให้บอกกับลูกค้าว่าเป็นโครงการของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ จำเลยทำเพื่อถวายท่าน จะทวงถามไม่ได้ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงโครงการดังกล่าวมิได้เป็นโครงการของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ แต่อย่างใด อีกทั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ก็ไม่เคยรู้จักกับจำเลยและจำเลยยังพูดกับนางพรเพ็ญอีกว่าในอนาคตข้างหน้าจำเลยจะไปเป็นที่ปรึกษาและเป็นผู้สำเร็จราชการของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ อันเป็นการนำองค์รัชทายาทมากล่าวอ้างเพื่อทำให้นางพรเพ็ญ และประชาชนทั่วไปเกิดความเกรงกลัวจำเลยไม่กล้าทวงถามหนี้ที่จำเลยค้างชำระ ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง โดยเจตนาจะทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาไม่เคารพสักการะ และเมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2539 วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวันจำเลยพูดดูหมิ่น หมิ่นประมาทสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ต่อนางสาวสุรีรัตน์ แซ่ฉั่ว และนายสมบุญ ฉัตรชลอลักษณ์ ว่าจำเลยเป็นที่ปรึกษาและเป็นคนสนิทของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ และจำเลยจะสร้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์ไว้สำหรับเสด็จมาที่บ้านของจำเลยทางเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเป็นเท็จ ความจริงจำเลยไม่ได้เป็นที่ปรึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ จำเลยกล่าวอ้างดังกล่าวเพื่อให้นางสาวสุรีรัตน์และนายสมบุญมีความเชื่อถือและเกรงกลัวไม่กล้าทวงถามหนี้ที่ค้างชำระ ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะทำให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสื่อมเสียพระเกียรติยศถูกดูหมิ่นเกลียดชัง โดยเจตนาทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาไม่เคารพสักการะ เหตุเกิดที่ตำบลตลาดขวัญ และที่ตำบลบางศรีเมืองอำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 112 และนับโทษต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8318/2538 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1099/2539 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 716/2540ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง รวมจำคุก 12 ปีข้อที่ขอให้นับโทษต่อกับโทษของจำเลยในคดีอื่นนั้น ให้ยกเพราะจำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้ว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลล่างว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91แต่ละกระทงลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง เพราะการที่จะพิจารณาว่าคดีใดต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ต้องถือโทษที่ศาลลงแก่จำเลยเป็นรายกระทงไป เมื่อพิเคราะห์ฎีกาของจำเลยแล้วเห็นว่า ที่จำเลยฎีกาว่าพยานโจทก์เบิกความไม่น่าเชื่อถือ ขัดแย้งกันเป็นพิรุธและไม่มีพยานอื่นมาแสดงให้ชัดเจนว่า จำเลยมีพฤติการณ์เช่นนั้นจริงโดยปราศจากข้อสงสัย ตลอดจนจำเลยไม่มีมูลเหตุจูงใจที่จะกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์นั้นล้วนเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเมื่อจำเลยไม่ได้รับอนุญาตหรือรับรองให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลก็ไม่อาจรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาได้ ส่วนฎีกาของจำเลยที่อ้างว่า ในคดีฉ้อโกงศาลได้มีคำสั่งยกฟ้องจำเลย เพราะเห็นว่า ไม่เป็นความผิดคดีนี้ จำเลยจึงไม่มีความผิดทางอาญาเพราะเป็นข้อเท็จจริงเดียวกัน รวมทั้งการกระทำที่โจทก์อ้างว่า จำเลยได้กระทำผิด ไม่เป็นข้อความที่ถือว่าเป็นการใส่ความจึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาท โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ไม่ได้นั้น เห็นว่า ฎีกาจำเลยประสงค์จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ว่า ข้อเท็จจริงในคดีฉ้อโกงจะถือว่าเป็นเรื่องเดียวกับคดีนี้หรือไม่ และการกระทำของจำเลยจะเป็นการใส่ความอันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ซึ่งเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยเป็นยุติแล้ว เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวจะครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือไม่ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง เช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย ณรงค์เดช กางพรหมหรือกางพรม
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1555/2544
#67152
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานการเงินและบัญชี มีหน้าที่เบิกเงินงบประมาณตามคำสั่งโรงพยาบาลบันนังสตา จำเลยปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีมานานถึง 14 ปี ย่อมทราบระเบียบเกี่ยวกับการรักษาเงินเป็นอย่างดี จำเลยเก็บเงินงบประมาณแผ่นดินที่โรงพยาบาลเบิกมาเพื่อจ่ายค่าเวชภัณฑ์ที่สั่งซื้อ จำเลยควรนำเก็บรักษาไว้ที่โรงพยาบาลและต้องปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงการคลัง แต่จำเลยกลับลงหลักฐานทางบัญชีเป็นเท็จว่าได้ชำระเงินทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้จ่าย และนำเงินนั้นมาเก็บไว้และเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตน นับแต่วันที่รับเงินมาจนกระทั่งเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจพบเป็นเวลาถึง 6 เดือน พฤติการณ์ของจำเลยฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยมีเจตนาเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของตนโดยทุจริต จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 147

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗, ๑๕๑, ๑๕๗

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗ จำคุก ๕ ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ ปี ๔ เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานการเงินและบัญชี ๔ โรงพยาบาลบันนังสตา จังหวัดยะลา มีหน้าที่เบิกเงินงบประมาณตามคำสั่งโรงพยาบาลบันนังสตา เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๓๖ โรงพยาบาลบันนังสตาสั่งซื้อเวชภัณฑ์จากบริษัทฟาร์เมทแอนด์ซายน์ จำกัด เป็นเงิน ๑๙,๐๐๐ บาท ได้ส่งมอบและตรวจรับถูกต้องแล้ว โรงพยาบาลบันนังสตาได้ขออนุมัติจ่ายเงินต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลาได้อนุมัติและเบิกเงินจากสำนักงานคลังจังหวัดยะลา โรงพยาบาลบันนังสตาโดยนายแพทย์สุริยะ สุพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ได้มอบฉันทะให้จำเลยเป็นผู้รับเงิน สำนักงานคลังจังหวัดยะลา จ่ายเงินให้โดยสั่งจ่ายเป็นเช็คจำนวนเงิน ๑๘,๘๒๒.๔๓ บาท ส่วนที่เหลือหักไว้เป็นค่าภาษี จำเลยได้ลงรายการรับเช็คไว้ในสมุดรับเช็คแล้วนำเช็คไปเรียกเก็บเงินและลงบัญชีรับเงินไว้ในสมุดเงินสดเอกสารหมาย จ.๗ เงินจำนวน ๑๘,๘๒๒.๔๓ บาท จำเลยเก็บไว้เอง ต่อมาจำเลยได้ชำระเงินค่าเวชภัณฑ์ให้แก่บริษัทฟาร์เมทแอนด์ซายน์ จำกัด แล้วตามเอกสารหมาย ป.จ.๑

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกหรือไม่นั้น จำเลยได้รับเช็คจากสำนักงานคลังจังหวัดยะลาและนำไปเรียกเก็บเงินมาเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ จำเลยจ่ายเงินให้แก่บริษัท ฟาร์เมทแอนด์ซายน์ จำกัด เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๗ ตามเอกสารหมาย ป.จ.๑ ก่อนจะจ่ายเงินให้แก่บริษัท จำเลย รับว่าจำเลยเก็บเงินไว้กับตัวจำเลย ส่วนว่าจะต้องชำระเงินให้แก่บริษัทและส่งหลักฐานการรับเงินคืนให้สำนักงาน สาธารณสุขจังหวัดยะลาภายในระยะเวลาเท่าใด พยานโจทก์เบิกความถึงกำหนดเวลาที่ต้องปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว แตกต่างกัน ทั้งโจทก์ก็มิได้ส่งระเบียบกระทรวงการคลังเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นพยาน จึงไม่ทราบว่ากระทรวงการคลังได้กำหนดระเบียบว่าด้วยการชำระเงินและการส่งหลักฐานคืนจะต้องกระทำภายในกำหนดเวลาเท่าใด เมื่อข้อเท็จจริง ฟังได้ว่าจำเลยได้ทำบันทึกในสมุดรับเช็คว่าได้จ่ายเงินให้แก่บริษัทไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๓๖ และจำเลยเพิ่ง จ่ายเงินให้แก่บริษัทเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๗ และตามรายงานการตรวจสอบสืบสวนจำเลยได้ให้ปากคำต่อผู้ตรวจว่าส่งเงินให้แก่บริษัทล่าช้าเนื่องจากจำไม่ได้ว่านำไปใช้อะไรบ้าง จำเลยรับว่าเก็บเงินไว้กับตัวจำเลย เงินดังกล่าวเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่โรงพยาบาลบันนังสตาเบิกมาเพื่อจ่ายค่าเวชภัณฑ์ที่ได้สั่งซื้อ เมื่อยังไม่ได้จ่ายจำเลยควรนำเก็บรักษาไว้ที่โรงพยาบาลบันนังสตาและต้องปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงการคลัง จำเลยปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีนานถึง ๑๔ ปี ย่อมทราบระเบียบเกี่ยวกับการรักษาเงินเป็นอย่างดีแต่กลับลงหลักฐานทางบัญชีเป็นเท็จว่าได้ชำระเงินให้แก่บริษัทแล้วทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้จ่ายนำเงินนั้นมาเก็บไว้และเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตน นับแต่วันที่รับเงินมาจนกระทั่งเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ ๑๒ ตรวจพบเป็นเวลาถึง ๖ เดือน พฤติการณ์ของจำเลยฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยมีเจตนาเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของตนโดยทุจริต จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นางสมพรหรือจิณฑ์จุฑา เจ๊ะเด็ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายประจวบ กระจ่างทิม
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ชนะ ภาสกานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1519/2544
#69507
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้ไม้ตีพริกของกลางยาวประมาณ 1 ศอก ตีศีรษะผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง และใช้มีดปลายแหลมแทงบริเวณหน้าอกของผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 2 แผล ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย จนผู้เสียหายที่ 1 สลบไปและกะโหลกศีรษะข้างขวาส่วนหน้าแตกเป็นทางยาว และรอยประสานของกะโหลกศีรษะข้างขวาส่วนหน้าแตกแยก กับบาดแผลที่ถูกมีดแทง 2 แผล ยาว 1.5 เซนติเมตร กว้าง 0.2 เซนติเมตร ลึกเข้าช่องอก มีลมออกที่ช่องอกทั้งสองข้าง แสดงว่าจำเลยใช้ไม้ตีพริกที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 1 อย่างแรงหลายที และใช้มีดปลายแหลมแทงอย่างแรงเข้าบริเวณหน้าอกของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย จนผู้เสียหายที่ 1 สลบไป หากไม่สามารถนำผู้เสียหายที่ 1 ให้แพทย์รักษา ทันท่วงทีผู้เสียหายที่ 1 ย่อมถึงแก่ความตายได้ การที่จำเลยใช้อาวุธของกลางดังกล่าวทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 จำเลยย่อมเล็งผลว่าผู้เสียหายที่ 1 อาจถึงแก่ความตายได้ แต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

สาเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยพูดจาโต้เถียงกันเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 1 คิดจะเลิกอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยและไปแต่งงานใหม่ ผู้เสียหายที่ 1 จึงบอกแก่จำเลยว่าจะพาบุตรชายที่เกิดกับจำเลยไปให้มารดาผู้เสียหายที่ 1 เลี้ยงดู แต่จำเลยไม่ยินยอมและตกลงกันไม่ได้ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยก็มีปากเสียงกันมาก่อนแล้ว เมื่อจำเลยกลับมาที่ห้องเกิดเหตุก่อนและผู้เสียหายที่ 1 กลับมาทีหลัง โดยดื่มสุรามึนเมา ก็ยังมามีปากเสียงกันอีก จำเลยโมโหและได้ใช้ไม้ตีพริกและมีดปลายแหลมเข้าทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ตามพฤติการณ์ที่จำเลยเป็นสามีของผู้เสียหายที่ 1 มา 4 ปีเศษ มีบุตรด้วยกัน 1 คน เป็นชาย ก่อนเกิดเหตุมีชายอื่นมาติดพันผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 จะเลิกร้างกับจำเลยและไปอยู่กินกับชายคนใหม่และจะพาบุตรไปจากจำเลย จำเลยพูดขอร้องไม่ให้พาบุตรไป แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ไม่ยินยอมและพูดยืนยันทำนองว่าจะพาบุตรไปจากจำเลยให้ได้ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 มึนเมาสุรา ทำให้จำเลยเกิดความโมโห การกระทำของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าว เป็นการข่มเหงน้ำใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยได้ใช้ไม้ตีพริกตีและมีดแทงผู้เสียหายที่ 1 ในขณะนั้นจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ

แม้ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสจะยุติไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์เพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่ากรณีมีเหตุสมควรก็มีอำนาจรอการ ลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๙๑, ๓๓ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗, ๒๘๘ ประกอบ ๘๐, ๗๒ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา ๙๑ ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ โดยบันดาลโทสะ จำคุก ๒ ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก ๒ ปี โทษจำคุกแต่ละกรรมให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามมาตรา ๕๖ ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ จำคุก ๑๐ ปี และฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘) จำคุก ๑ ปี รวมเป็นจำคุก ๑๑ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า คืนเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายที่ ๑ ทะเลาะกัน จำเลยใช้ ไม้ตีพริกและใช้มีดของกลางแทงทำร้ายผู้เสียหายที่ ๑ และใช้ไม้ตีพริกตีทำร้ายผู้เสียหายที่ ๒ หลายครั้งจนผู้เสียหาย ทั้งสองสลบไป ปรากฏบาดแผลของผู้เสียหายทั้งสองตามรายงานผลชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้องเอกสารหมาย จ.๑ และ จ.๒ ตามลำดับ

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ ตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้ไม้ตีพริกของกลางยาวประมาณ ๑ ศอก ตีศีรษะผู้เสียหายที่ ๑ หลายครั้ง และใช้มีดปลายแหลมแทงบริเวณหน้าอกของผู้เสียหายที่ ๑ จำนวน ๒ แผล ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายจนผู้เสียหายที่ ๑ สลบไปและกะโหลกศีรษะข้างขวาส่วนหน้าแตกเป็นทางยาว และรอยประสานของกะโหลกศีรษะข้างขวาส่วนหน้าแตกแยก กับบาดแผลที่ถูกมีดแทง ๒ แผล ยาว ๑.๕ เซนติเมตร กว้าง ๐.๒ เซนติเมตร ลึกเข้าช่องอก มีลมออกที่ช่องอก ทั้งสองข้าง แสดงว่าผู้เสียหายใช้ไม้ตีพริกตีที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ ๑ อย่างแรงหลายทีและใช้มีดปลายแหลมแทง อย่างแรงเข้าบริเวณหน้าอกของผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย จนผู้เสียหายที่ ๑ สลบไป หากไม่สามารถนำผู้เสียหายที่ ๑ ให้แพทย์รักษาทันท่วงทีผู้เสียหายที่ ๑ ย่อมถึงแก่ความตายได้ แสดงให้เห็นว่าการที่จำเลยใช้อาวุธ ของกลางดังกล่าวทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๑ นั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลว่าผู้เสียหายที่ ๑ อาจถึงแก่ความตายได้ แต่ผู้เสียหายที่ ๑ ไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่าการกระทำของจำเลยเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ โดยบันดาลโทสะหรือไม่ ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า สาเหตุที่ผู้เสียหายที่ ๑ กับจำเลยพูดจาโต้เถียงกันน่าจะเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายที่ ๑ คิดจะเลิกอยู่กิน ฉันสามีภริยากับจำเลยและไปแต่งงานใหม่ ผู้เสียหายที่ ๑ จึงบอกแก่จำเลยว่าจะพาบุตรชายที่เกิดกับจำเลยไปให้มารดาผู้เสียหายที่ ๑ เลี้ยงดูที่จังหวัดเพชรบูรณ์ แต่จำเลยไม่ยินยอม และตกลงกันไม่ได้ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ ๑ กับจำเลยก็มีปากเสียงกันมาก่อนแล้ว เมื่อจำเลยกลับมาที่ห้องเกิดเหตุก่อนและผู้เสียหายที่ ๑ กลับมาทีหลัง โดยดื่มสุรามึนเมา ก็ยังมามีปากเสียงกันอีก ก่อนเกิดเหตุข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่าผู้เสียหายที่ ๑ พูดว่าจะทิ้ง และเลิกจากการเป็นภริยาของจำเลยและจะนำบุตรชายของจำเลยไปให้มารดาภริยาของจำเลยเลี้ยงดูที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จำเลยจึงโมโหและได้ใช้ไม้ตีพริกและมีดปลายแหลมเข้าทำร้ายผู้เสียหายจริง เห็นได้ว่าตามพฤติการณ์ที่จำเลยเป็นสามีของผู้เสียหายที่ ๑ มา ๔ ปีเศษ มีบุตรด้วยกัน ๑ คน เป็นชาย ก่อนเกิดเหตุมีชายอื่นมาติดพันผู้เสียหายที่ ๑ และผู้เสียหายที่ ๑ จะเลิกร้างกับจำเลยและไปอยู่กินกับชายคนใหม่และจะพาบุตรไปจากจำเลย จำเลยพูดขอร้องไม่ให้พาบุตรไป แต่ผู้เสียหายที่ ๑ ก็ไม่ยินยอม และพูดยืนยันทำนองว่าจะพาบุตรไปจากจำเลยให้ได้ในขณะที่ผู้เสียหายที่ ๑ มึนเมาสุรา ทำให้จำเลยเกิดความโมโห การกระทำของผู้เสียหายที่ ๑ ดังกล่าว เป็นการข่มเหงน้ำใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยได้ใช้ไม้ตีพริกตีและมีดแทงผู้เสียหายที่ ๑ ในขณะนั้น จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ

ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นแพทย์ ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนประกอบกับผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นภริยาจำเลยเบิกความว่าให้อภัยและไม่ติดใจเอาความกับจำเลยต่อไป กรณีมีเหตุที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยได้

อนึ่งแม้ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสจะยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่ากรณีมีเหตุสมควรก็มีอำนาจรอการ ลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ โดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐, ๗๒ ให้จำคุกจำเลย ๒ ปี เมื่อรวมกับโทษที่จำเลยได้รับในความผิดฐานทำร้าย ร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ ให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘) อีกกระทงหนึ่งจำนวน ๑ ปี เป็นจำคุก ๓ ปี โทษจำคุกแต่ละกระทงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 59 ม. 72 ม. 80 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ กรมอัยการ
วิลเลี่ยม — นายริชาร์ด อัลวิน วิลเลี่ยมหรือริชาร์ด อัลวิล
จำเลย — หรือริชาร์ด อัลริน วิลเลี่ยมหรือริชาร์ด วิลเลี่ยม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพิชัย อภิชาตอำมฤต
ศาลอุทธรณ์ — นายประชิต ศรศักดา
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1511/2544
#36455
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองที่บัญญัติว่า "เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย" หมายความว่า เมื่อศาลชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงในคดีตามที่โจทก์และจำเลยต่างนำสืบแล้ว เห็นได้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลจึงจะยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยมิใช่แต่เพียงว่าเมื่อข้อเท็จจริงตาม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาแตกต่างหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตาม พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบต่อสู้แล้ว จะให้รับฟังเลยว่าพยานหลักฐาน ของโจทก์มีเหตุสงสัยแล้วยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยเสียทีเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,940 เม็ด น้ำหนักรวม 178.570 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 28.152 กรัม ให้แก่สายลับและเจ้าพนักงานตำรวจผู้ล่อซื้อราคา110,000 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15,66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง)66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 102 และประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83) จำคุกคนละ 25 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามและกึ่งหนึ่งตามลำดับคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 12 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1ได้ร่วมกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาสรุปได้ว่า จำเลยที่ 1มิได้ร่วมเป็นตัวการกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำผิดตามฟ้องเพราะในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 นำรถยนต์โดยสารปรับอากาศมาให้จำเลยที่ 2 ซ่อมปั๊มหัวฉีดเครื่องยนต์ที่ร้านใกล้ ๆ กับที่เกิดเหตุแล้วจำเลยที่ 1 ก็กลับบ้านไปรวบรวมเงินมาเพื่อชำระค่าซ่อม เมื่อกลับมาที่รถยนต์ ในระหว่างที่ติดเครื่องยนต์ทดสอบจำเลยที่ 1 ลงจากรถยนต์ไปด้านท้ายเพื่อดูควันจากท่อไอเสียก็ถูกพนักงานตำรวจเข้ามาจับกุมกล่าวหาว่าร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 3 มาก่อนเลย บันทึกต่าง ๆ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.1 จ.2 จ.6 จ.7 และ จ.8 ที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นก็แตกต่างกันเป็นพิรุธไม่ได้ความว่าการครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางก่อนและขณะเกิดเหตุเป็นอย่างไร จำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่เอกสารดังกล่าวรวมทั้งเอกสารตามหมาย จ.9 ถึง จ.12 ได้จัดทำขึ้นโดยที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อโดยไม่สมัครใจ ทั้งถูกข่มขู่ให้รับสารภาพด้วย อันจะเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บ ตามรายงานการตรวจของแพทย์ เอกสารหมาย ล.2 ทั้งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการนำสืบของโจทก์และของจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ก็แตกต่างกันเป็นสามทางไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าจำเลยที่ 1จะได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ สมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 โดยยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เสียนั้น เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองที่บัญญัติว่า "เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย" หมายความว่า เมื่อศาลได้วินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงในคดีตามข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยต่างนำสืบสนับสนุนคำฟ้องและคำให้การของทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นได้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลจึงจะยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย คือฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องมิใช่แต่เพียงว่าเมื่อข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาแตกต่างหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบต่อสู้แล้ว จะให้รับฟังเลยว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุสงสัยแล้วให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยเสียทีเดียวดังเช่นที่จำเลยที่ 1 ฎีกาแต่อย่างใด"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ถาวร วรกาญจน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1497/2544
#91313
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับบริษัทจำเลย จำเลยได้จัดการให้โจทก์ทำสัญญากับบริษัท ร. เพื่อว่าจ้างบริษัท ร. พัฒนาที่ดินและสร้างสาธารณูปโภคในโครงการของจำเลย และทำสัญญากับบริษัท ม. เพื่อตั้งบริษัท ม. เป็นตัวแทนจัดซื้อวัสดุ โดยทำที่สำนักงานของจำเลย มีกรรมการบริษัทจำเลยร่วมลงลายมือชื่อในฐานะผู้จะขายและในฐานะผู้รับจ้างทั้งสองสัญญา ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนพาณิชย์ปรากฏว่าจำเลยและบริษัท ร. ล้วนแต่มีกรรมการชุดเดียวกันและพนักงานของบริษัทจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาทุกฉบับ โจทก์และลูกค้ารายอื่นย่อมมีเหตุผลเชื่อว่าจำเลยกับบริษัท ร. และบริษัท ม. ได้ร่วมประกอบธุรกิจหาผลประโยชน์ในกิจการเดียวกัน ทั้งตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน สัญญาว่าจ้างพัฒนาที่ดินและสร้างสาธารณูปโภค และสัญญาตั้งตัวแทนจัดซื้อวัสดุ มีข้อความระบุว่า หากโจทก์ผิดสัญญาเดียวหรือสองสัญญา ยอมให้จำเลยหรือบริษัท ร. หรือบริษัท ม. ยกเลิกสัญญาได้ทุกสัญญาแต่ฝ่ายเดียวได้ พฤติกรรมของจำเลยรับฟังได้ว่า จำเลยได้เชิดบริษัท ร. และบริษัท ม. เป็นตัวแทนของตนในการทำสัญญาว่าจ้างพัฒนาที่ดินและสร้างสาธารณูปโภคและสัญญาตั้งตัวแทนจัดซื้อวัสดุแทนทำให้โจทก์หลงผิดเข้าทำสัญญากับบริษัท ร. และบริษัท ม. โดยเชื่อว่าบริษัททั้งสองร่วมประกอบธุรกิจกับจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนหนึ่งว่าบริษัททั้งสองเป็นตัวแทนของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 821

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,071,131.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,030,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,680,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,680,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยประกอบธุรกิจด้านสนามกอล์ฟและพัฒนาที่ดินและได้จัดทำโครงการพัฒนาที่ดินสนามกอล์ฟชื่อ "รอแยล ฮิลล์" ตั้งอยู่ที่ตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2533 โจทก์ได้จองที่ดินในโครงการของจำเลยดังกล่าว และโจทก์ได้สมัครเป็นสมาชิกสนามกอล์ฟตามเงื่อนไขของจำเลยจำนวน 1 สมาชิก จำเลยได้รับเงินมัดจำจากโจทก์แล้ว ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2533 โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน และวันเดียวกันนั้นโจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างกับบริษัทรอแยล รีสอร์ท กอล์ฟ แอนด์ คันทรีคลับ จำกัด เพื่อพัฒนาที่ดินและสร้างสาธารณูปโภค และทำสัญญากับบริษัทไมโคร ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เพื่อตั้งตัวแทนจัดซื้อวัสดุ โจทก์ได้ผ่อนชำระค่าที่ดินกับค่าจ้างพัฒนาที่ดินและค่าซื้อวัสดุและค่าสมาชิกสนามกอล์ฟ 1 สมาชิก ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยยังมิได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์จึงมอบให้ทนายความมีหนังสือแจ้งวันนัดให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่โจทก์ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2535 จำเลยมิได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ตามนัดอีกโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาว่าจ้างพัฒนาที่ดินและสร้างสาธารณูปโภคที่โจทก์ทำกับบริษัทรอแยล รีสอร์ท กอล์ฟ แอนด์ คันทรีคลับ จำกัด และสัญญาแต่งตั้งตัวแทนจัดซื้อวัสดุที่ทำกับบริษัทไมโคร ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า โดยสภาพที่จำเลยประกอบธุรกิจด้านสนามกอล์ฟและพัฒนาที่ดินโครงการรอแยล ฮิลล์ ที่จังหวัดนครนายก โครงการดังกล่าวมีเนื้อที่ 1,250 ไร่ มีการพัฒนาจัดสรรที่ดินขายรอบสนามกอล์ฟ จัดสร้างสนามกอล์ฟ 18 หลุม มีอาคารสโมสร จึงต้องลงทุนสูง การพัฒนาดังกล่าวจะต้องวางแผนให้เป็นเอกภาพและสอดคล้องทั้งโครงการพร้อม ๆ กันไปทีเดียวทุก ๆ ด้าน ซึ่งจำเลยจะว่าจ้างบุคคลใดมาดำเนินการอย่างไรก็เป็นเรื่องภายในของจำเลยทั้งสิ้น กล่าวโดยเฉพาะโจทก์เพิ่งจะรู้จักชื่อบริษัทรอแยล รีสอร์ท กอล์ฟ แอนด์ คันทรีคลับ จำกัด และบริษัทไมโคร ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ในวันเดียวกับวันที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยนั้นเอง โดยจำเลยเป็นผู้จัดให้โจทก์ทำสัญญาทั้งสามฉบับแยกออกจากกันโดยโจทก์ไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อน โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะเข้าใจอย่างไรได้ว่าข้อตกลงและเงื่อนไขในสัญญาทั้งสามฉบับ เป็นการแยกดำเนินธุรกิจออกจากธุรกิจของจำเลย โจทก์และลูกค้ารายอื่นย่อมมีเหตุผลเชื่อว่าจำเลยกับบริษัททั้งสองดังกล่าวได้ร่วมประกอบธุรกิจหาผลประโยชน์ในกิจการเดียวกัน โดยเฉพาะสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน สัญญาว่าจ้างพัฒนาที่ดินและสร้างสาธารณูปโภค และสัญญาตั้งตัวแทนจัดซื้อวัสดุ ระบุข้อความต้องตรงกันว่า หากโจทก์ผิดสัญญาเดียวหรือสองสัญญา ยอมให้จำเลย หรือบริษัทรอแยล รีสอร์ท กอล์ฟ แอนด์ คันทรีคลับ จำกัด หรือบริษัทไมโคร ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ยกเลิกสัญญาได้ทุกสัญญาแต่ฝ่ายเดียวได้ ดังนั้น พฤติกรรมของจำเลยดังที่กล่าวมาจึงรับฟังได้ว่า จำเลยได้เชิดบริษัทรอแยล รีสอร์ท กอล์ฟ แอนด์ คันทรีคลับ จำกัด และบริษัทไมโคร ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เป็นตัวแทนของตนในการทำสัญญาว่าจ้างพัฒนาที่ดินและสร้างสาธารณูปโภคและทำสัญญาแต่งตั้งตัวแทนจัดซื้อวัสดุแทน ทำให้โจทก์หลงผิดเข้าทำสัญญา โดยเชื่อว่าบริษัททั้งสองร่วมประกอบธุรกิจของโครงการสนามกอล์ฟรอแยล ฮิลล์ กับจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนหนึ่งว่า บริษัททั้งสองเป็นตัวแทนของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 821 เมื่อจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ และโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลยโดยขอให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระไปทั้งหมดแล้วย่อมมีผลให้สัญญาว่าจ้างพัฒนาที่ดินและสร้างสาธารณูปโภค และสัญญาตั้งตัวแทนจัดซื้อวัสดุระงับสิ้นไปด้วย โดยไม่ต้องคำนึงว่าบริษัททั้งสองจะเป็นนิติบุคคลแยกออกจากจำเลยหรือไม่ จำเลยต้องรับผิดคืนเงินที่รับไว้แก่โจทก์ด้วย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิศิษฐ์ วิรุฬห์โกศล
จำเลย — บริษัทรอแยล อินเตอร์เนชั่นแนล รีสอร์ท แอนด์ คันทรีคลับ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสถาพร วิสาพรหม
ศาลอุทธรณ์ — นายขวัญชัย ปิ่นรอด
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1492/2544
#40530
เปิดฉบับเต็ม

ข้อกำหนดตามสัญญาเช่าซื้อที่ว่า ถ้าสัญญาต้องเลิกกันผู้เช่าซื้อตกลงที่จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของ จนถึงวันที่เจ้าของได้รับรถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อนั้น เป็นการกำหนดความรับผิดของผู้เช่าซื้อนอกเหนือไปจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 574 วรรคหนึ่ง ซึ่งมิใช่บทบัญญัติอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงใช้บังคับได้แต่ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 379 ซึ่งศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดให้เหมาะสมได้เองตามมาตรา 383 วรรคหนึ่งไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 1ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ในราคา 410,298 บาทตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 42 งวด งวดละ 9,769 บาท ต่อเดือนเริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 มีนาคม 2539 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 20 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ หากผิดนัดชำระงวดหนึ่งงวดใด โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โดยจำเลยที่ 2และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 9 ประจำวันที่ 20พฤศจิกายน 2539 เป็นต้นมา โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วแต่จำเลยที่ 1 ยังครอบครองใช้รถยนต์ของโจทก์ ต่อมาโจทก์ติดตามยึดรถยนต์คืนได้ในสภาพชำรุดและนำออกประมูลขายได้เงิน 168,224.30 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดราคา 163,621.70 บาท แต่ขอคิดเพียง 163,621 บาทค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนบอกเลิกสัญญา 6 งวด เป็นเงิน58,614 บาท ค่าติดตามรถยนต์คืน 3,500 บาท ค่าจ้างลากรถยนต์ 1,600 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 227,635 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 227,635 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน74,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน74,600 บาท นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 อ-2858กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา 410,298 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 42 งวด งวดละ 9,769 บาท ต่อเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 มีนาคม 2539 หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 9 ประจำวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อต่อไปเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2540 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อและนำออกประมูลขายไปแล้ว สำหรับค่าเสียหายเป็นค่าติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อและค่าลากรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดให้เฉพาะค่าลากรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นเงิน 1,600 บาท ค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ 55,000 บาท เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระตามฟ้องหรือไม่โดยโจทก์ฎีกาว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติห้ามเจ้าของทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ เมื่อมีการเลิกสัญญาเช่าซื้อจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมายจ.4 ข้อ 1 วรรคท้าย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นค่าใช้ทรัพย์ก่อนเลิกสัญญา เพราะจำเลยที่ 1 ครอบครองและใช้สอยรถยนต์ที่เช่าซื้อโดยชอบ และโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเช่าซื้อค้างชำระก่อนเลิกสัญญา การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาเป็นเบี้ยปรับและกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าใช้ทรัพย์จึงไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า เมื่อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้วผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 574 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้คือริบค่าเช่าซื้อที่ส่งไว้แล้วกับเรียกร้องทรัพย์ที่เช่าซื้อคืน ข้อกำหนดตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 1 วรรคท้ายที่ว่า แม้ในที่สุดต่อไปภายหน้าสัญญาต้องเลิกกัน ผู้เช่าซื้อตกลงที่จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของ จนถึงวันที่เจ้าของได้รับรถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อนั้น เป็นการกำหนดความรับผิดของผู้เช่าซื้อนอกเหนือไปจากบทบัญญัติตามมาตรา 574 วรรคหนึ่ง แต่บทมาตราดังกล่าวมิใช่บทบัญญัติอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงใช้บังคับได้ อย่างไรก็ตามข้อกำหนดตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหายซึ่งคู่สัญญากำหนดกันไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดให้เหมาะสมได้ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่งฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาเป็นเบี้ยปรับและใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายตามที่เห็นสมควรจึงชอบแล้วและไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 574
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซิตี้ลิสซิง จำกัด
จำเลย — นางสาว ประภาพรรณ พูลสันติวัฒนา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ศรีสง่า
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1483/2544
#41088
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฟ้องแย้งและขอให้ศาลหมายเรียกธนาคาร ก.เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมเพื่อให้รับผิดตามฟ้องแย้ง โดยกล่าวหาว่าโจทก์ ธนาคาร ก. และบริษัทโจทก์ร่วมได้โต้แย้งสิทธิของจำเลยด้วยการร่วมกันทำละเมิดต่อจำเลยโดยใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และ 421ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทกันขึ้นว่าโจทก์ ธนาคาร ก. และ บริษัทโจทก์ร่วม ร่วมกันทำละเมิดต่อจำเลยตามฟ้องแย้งหรือไม่ จำเลยจึงมีอำนาจฟ้องธนาคาร ก.ได้ และลำพังตามคำฟ้องแย้งของจำเลยยังไม่อาจรับฟังได้ว่าธนาคาร ก. ไม่ได้ทำละเมิดต่อจำเลยโดยแน่ชัด การที่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยว่าธนาคาร ก. เป็นเพียงเจ้าหนี้เสียงข้างมากของบริษัท อ. ที่หยุดการจำหน่ายเบียร์ให้จำเลย จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องให้ธนาคาร ก. รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยได้จึงไม่ชอบคดีจึงมีเหตุสมควรหมายเรียกธนาคาร ก. เข้ามาในคดีนี้เพื่อพิจารณารวมกันไปว่าต้องร่วมกับโจทก์และบริษัทโจทก์ร่วมรับผิดต่อจำเลยตามฟ้องแย้งหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้าคำว่า "KLOSTER" (อ่านว่า "คลอสเตอร์") และเครื่องหมายการค้าอักษรไทยคำว่า "คลอสเตอร์" ซึ่งเป็นคำที่เป็นสาระสำคัญของชื่อบริษัทโจทก์ที่ใช้ในการประกอบกิจการค้ามาเป็นเวลาช้านานจนเป็นที่รู้จักแพร่หลาย นอกจากนี้โจทก์ยังเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "KLOSTER" อักษรไทยคำว่า "คลอสเตอร์" และเครื่องหมายการค้าซึ่งได้จดทะเบียนไว้ในประเทศไทยแล้ว เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2474 สำหรับสินค้าจำพวกที่ 43 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474คำว่า "KLOSTER" ได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 25 กันยายน2538 เครื่องหมายการค้าคำว่า "คลอสเตอร์" ได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2540 โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าเบียร์ของโจทก์นำออกจำหน่ายและโฆษณาเป็นเวลานานจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและนิยมแพร่หลายในหมู่สาธารณชนในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเป็นอย่างดี เมื่อวันที่ 25มีนาคม 2520 จำเลยซึ่งไม่ได้รับอำนาจจากโจทก์ได้กระทำการโดยไม่สุจริต โดยจำเลยนำชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า "คลอสเตอร์" และ "KLOSTER" ของโจทก์ไปจดทะเบียนเป็นสาระสำคัญของชื่อนิติบุคคลของจำเลยว่า "บริษัทคลอสเตอร์(ประเทศไทย) จำกัด" โดยมีชื่อภาษาอังกฤษว่า "Kloster (Thailand)Limited" และยังได้ใช้ชื่อดังกล่าวประกอบการค้าประเภทกิจการจำหน่ายเบียร์ สุรา และเครื่องดื่มประเภทต่าง ๆ ซึ่งเป็นกิจการค้าประเภทและชนิดเดียวกันกับกิจการของโจทก์ ทำให้สาธารณชนเกิดความสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของกิจการค้าและ/หรือสินค้าได้ว่ากิจการค้าหรือสินค้าของจำเลยเป็นกิจการค้าหรือสินค้าของโจทก์ หรือโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องในทางใดทางหนึ่งกับกิจการค้าและ/หรือสินค้าของจำเลย อันเป็นการล่วงละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยยุติการใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์แล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อบริษัทจำเลยเสียใหม่ โดยไม่ใช้คำว่า "KLOSTER" และ "คลอสเตอร์" เป็นชื่อหรือส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทจำเลยอีกต่อไป หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและห้ามจำเลยใช้ยื่นจดทะเบียนหรือเกี่ยวข้องใด ๆ กับชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า "KLOSTER" และ/หรือ "คลอสเตอร์"หรือคำอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกันกับชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า "KLOSTER" และ "คลอสเตอร์" ของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "KLOSTER" และคำว่า "คลอสเตอร์" ของโจทก์ยังไม่ได้มีการจดทะเบียนในประเทศไทย จำเลยไม่ได้ล่วงละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และไม่ได้ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยใช้ชื่อนิติบุคคลของจำเลยว่า"บริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด" มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทเมื่อเดือนมีนาคม 2520 ซึ่งจำเลยสามารถใช้ชื่อดังกล่าวได้โดยอาศัยข้อตกลงระหว่างโจทก์กับบริษัทไทยอมฤตบริวเวอรี่จำกัด และจำเลยมีสิทธิใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้ตลอดไปตราบเท่าที่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัดยังมีสิทธิผลิตเบียร์โดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ตามหนังสืออนุญาตของโจทก์ จำเลยเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้น โดยมีบริษัทไทยอมฤตบริวเวอรี่ จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และโจทก์กับบริษัทไทยอมฤตบริวเวอรี่ จำกัด มีข้อตกลงร่วมกันให้จำเลยเป็นผู้แทนจำหน่ายเบียร์คลอสเตอร์แต่ผู้เดียวในประเทศไทย โดยบริษัทไทยอมฤตบริวเวอรี่ จำกัด เป็นผู้ผลิตเบียร์คลอสเตอร์ขายให้แก่จำเลย และโจทก์ได้รับค่าตอบแทนในการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าชื่อทางการค้า และสูตรในการผลิตเบียร์คลอสเตอร์จากบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด โจทก์ยอมรับและรับรู้ตลอดมาว่าจำเลยได้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนจำหน่ายเบียร์ดังกล่าวในประเทศไทยแต่ผู้เดียวตั้งแต่ปี 2520 ตลอดมา ทั้งโจทก์ยังให้การสนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมการขายเบียร์คลอสเตอร์ในประเทศไทยซึ่งเป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งสามฝ่าย การที่จำเลยใช้ชื่อบริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงเป็นการใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าโดยความรู้เห็นยินยอมและเพื่อประโยชน์ร่วมกันในทางการค้าตลอดมา เนื่องจากในการปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนจำหน่ายเบียร์คลอสเตอร์แต่ผู้เดียวในประเทศไทยนั้น จำเลยได้ลงทุนจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการค้าการโฆษณาทางสื่อมวลชนทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์กับทำป้ายโฆษณาตามสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งได้ว่าจ้างบริษัทโฆษณาคิดสร้างสรรค์คำขวัญเพื่อชักจูงลูกค้าจนเป็นที่ยอมรับและติดปากลูกค้าโดยทั่วไปเกี่ยวกับเบียร์คลอสเตอร์ว่า "ความสุขที่คุณดื่มได้" นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจการส่งเสริมการขายอื่น ๆหลายประการจนสินค้าเบียร์คลอสเตอร์มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับและแพร่หลายในประเทศไทย การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และโจทก์กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)กับบริษัทไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด จึงได้ใช้สิทธิและอำนาจซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยตั้งแต่ประมาณต้นปี 2543 ต่อเนื่องกันตลอดมาโดยเมื่อต้นปี 2543 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะเจ้าหนี้ของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ฟ. 5/2543 และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียงข้างมากได้ลงมติให้ศาลดังกล่าวแต่งตั้งบริษัทไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรทรีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ ต่อมาในระหว่างที่บริษัทไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่งจำกัด ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวนั้น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และบริษัทไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์สคอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด ได้วางแผนและสมคบกับโจทก์ไม่ให้จำเลยเป็นผู้แทนจำหน่ายเบียร์คลอสเตอร์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยโดยทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยเป็นผู้รับเบียร์คลอสเตอร์จากโรงงานบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด มาจำหน่ายแต่ผู้เดียวในประเทศไทย ทำให้จำเลยมีรายได้ดี มีลูกค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายช่วงจำนวนมากและจำเลยได้ลงทุนทำการโฆษณาส่งเสริมการขายจนเบียร์คลอสเตอร์เป็นที่นิยมของประชาชนโดยทั่วไปแล้ว อีกทั้งจำเลยก็เป็นลูกค้าของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยใช้วงเงินเบิกเกินบัญชีมีการหมุนเวียนกระแสการเงินเป็นจำนวนสูง แต่ต่อมาธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ลดวงเงินสินเชื่อของจำเลยจากจำนวน 30,000,000 บาท ลงเหลือจำนวน 20,000,000 บาทและทุกครั้งที่จำเลยสั่งสินค้าและชำระราคาต่อผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ ผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการจะจัดส่งสินค้าให้เพียงร้อยละ 70เท่านั้น ซึ่งเป็นการถือโอกาสใช้สิทธิหรืออำนาจให้ผิดไปจากแนวทางปฏิบัติทางการค้าระหว่างจำเลยและบริษัทไทยอมฤตบริวเวอรี่ จำกัด ที่มีอยู่เดิม โดยโจทก์ได้สมคบกับธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) และบริษัทไพร้ซ เวเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส คอร์ปอเรทรีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด โดยให้เบราเออไร เบกแอนด์โก (Buaerei Beck & Co.) ผู้ถือหุ้นใหญ่ของโจทก์ติดต่อกับจำเลยเพื่อเจรจาขอซื้อหุ้นในบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 จากผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัดและบริษัทจำเลยโดยมีเงื่อนไขให้ควบกิจการของจำเลยเข้าไปด้วยซึ่งจะเป็นการเข้าถือหุ้นบริษัทจำเลยร้อยละ 51 เช่นเดียวกันตามหนังสือของเบราเออไร เบกแอนด์โก ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2542เพื่อหวังจะครอบงำกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัดและบริษัทจำเลย จากนั้นโจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือลงวันที่ 9 มิถุนายน 2543 ถึงจำเลยห้ามจำเลยใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า "คลอสเตอร์" โดยอ้างว่าจำเลยได้ทำละเมิดต่อโจทก์ในการใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าตั้งแต่ปี 2520 ซึ่งไม่เป็นความจริง และบริษัทไพรัช วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่งจำกัด ซึ่งเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่จำกัด ได้มีหนังสือแจ้งจำเลยว่าจะหยุดขายเบียร์คลอสเตอร์ทุกชนิดให้แก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไปกับให้จำเลยจำหน่ายเบียร์คลอสเตอร์ในโกดังให้หมดอย่างช้าภายในวันที่ 30 กันยายน 2543 ส่วนคำสั่งซื้อในช่วงก่อนวันที่ 31สิงหาคม 2543 ให้ชำระเป็นเงินสดในวันส่งมอบและจะส่งมอบให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2543 ตามหนังสือของบริษัทไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัดลงวันที่ 23 สิงหาคม 2543 ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2543บริษัทไพรัช วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่งจำกัด มีหนังสือเวียนแจ้งใบส่งตัวแทนจำหน่ายช่วงเบียร์คลอสเตอร์ว่าได้จัดตั้งบริษัทไทยอมฤต ดิสทริบิวชั่น จำกัดขึ้นเพื่อดำเนินกิจการทางการตลาดและการจัดจำหน่ายเบียร์คลอสเตอร์แทนบริษัทจำเลย แต่เพื่อบรรเทาความเสียหายของจำเลยและผู้แทนจำหน่ายช่วงที่ได้มีคำสั่งซื้อมายังจำเลยแล้วจำเลยจึงได้สั่งสินค้าไปยังผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการอีกเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2543 แต่ได้รับคำตอบจากผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการว่าสามารถขายสินค้าเบียร์ให้จำเลยได้จำนวนไม่เกิน5,000 ลัง ในวันที่ 30 สิงหาคม 2543 เท่านั้น เพราะธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ไม่ยินยอมให้ขายเบียร์ให้ตามคำสั่งซื้อของจำเลย ทั้ง ๆ ที่สินค้ายังมีอยู่ในโกดังของบริษัทไทยอมฤตบริวเวอรี่ จำกัด จำนวนมาก นอกจากนี้โจทก์ บริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ยังได้ร่วมกันใช้อำนาจหน้าที่ที่แต่ละคนมีอยู่ช่วงชิงผู้แทนจำหน่ายช่วงไปอยู่ในสังกัดของบริษัทไทยอมฤต ดิสทริบิวชั่น จำกัด นอกจากนี้ยังได้เอาคำขวัญว่า "ความสุขที่คุณดื่มได้" หรือ "Happiness you can drink" ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไปโฆษณาขายเบียร์คลอสเตอร์ทางวิทยุกระจายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตและความยินยอมจากจำเลย การกระทำของโจทก์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)และบริษัทไพรัช วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่งจำกัด เป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงเดิมระหว่างโจทก์กับบริษัทไทยอมฤตบริวเวอรี่ จำกัด และจารีตประเพณีอันเป็นการร่วมกันว่าละเมิดโดยการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่งจำกัด เป็นบุคคลผู้ประกอบวิชาชีพพิเศษ เป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญพิเศษในการทำแผนธุรกิจการค้า การดำเนินงานจำต้องใช้วิจารณญาณสูงกว่าวิญญูชนทั่วไป หากการจัดตั้งแผนกหรือบริษัทผู้แทนจำหน่ายขึ้นใหม่อีกบริษัทหนึ่งคือ บริษัทไทยอมฤตดิสทริบิวชั่น จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทไทยอมฤตบริวเวอรี่ จำกัด ลูกหนี้มีช่องทางการผลิตเบียร์เพิ่มขึ้นอันเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายก็สมควรให้บริษัทจำเลยมีสิทธิซื้อเบียร์คลอสเตอร์จากโรงงานบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัดในราคาเดียวกันกับบริษัทไทยอมฤต ดิสทริบิวชั่น จำกัด ต่อไปอีกทั้งนี้เพื่อให้ฐานทางการตลาดมีศักยภาพและกว้างขวางยิ่งขึ้นการกระทำของโจทก์ บริษัทไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส คอร์ปอเรทรีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)ดังกล่าวมาเป็นการใช้สิทธิหรืออำนาจหน้าที่โดยไม่สุจริตโดยจงใจให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียวอันเป็นการละเมิดต่อจำเลย เป็นเหตุให้จำเลยต้องปิดกิจการทางธุรกิจลงและจำต้องเลิกจ้างพนักงานของจำเลย....รวมค่าเสียหายที่โจทก์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และบริษัทไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่งจำกัด ต้องรับผิดต่อจำเลยทั้งสิ้นจำนวน 10,880,753,144.10บาท จำเลยจึงต้องฟ้องแย้งต่อโจทก์ และขอให้ศาลมีหมายเรียกธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และบริษัทไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์กับธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) และบริษัทไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรทรีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน10,880,753,144.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่จำเลยเสร็จสิ้น

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีหมายเรียกธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)และบริษัทไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่งจำกัด เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมเพื่อร่วมรับผิดต่อจำเลยตามคำฟ้องแย้งของจำเลย

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้มีหมายเรียกบริษัทไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ส่วนธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) นั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยไม่อาจฟ้องธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ให้รับผิดเพราะเป็นเจ้าหนี้เสียงข้างมากของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัดที่หยุดจำหน่ายเบียร์ให้จำเลยทำให้จำเลยได้รับความเสียหายตามคำฟ้องแย้งได้ จึงไม่เรียกธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ให้เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในชั้นนี้เพียงว่า กรณีมีเหตุให้ศาลเรียกธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมเพื่อร่วมรับผิดต่อจำเลยตามคำฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องแย้งของจำเลยซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งรับคำฟ้องแย้งไว้แล้วนั้น จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)และบริษัทโจทก์ร่วมร่วมกันทำละเมิดต่อจำเลยโดยเดิมโจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ผลิตเบียร์โดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ในประเทศไทยและอนุญาตให้บริษัทดังกล่าวจัดตั้งบริษัทจำเลยโดยนำคำว่า "คลอสเตอร์" และ "KLOSTER" ซึ่งเป็นชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อจำเลยว่า "บริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด" ดำเนินกิจการเป็นผู้แทนจำหน่ายเบียร์คลอสเตอร์แต่ผู้เดียวในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2520 เป็นต้นมา จำเลยได้ประกอบกิจการค้าเบียร์ดังกล่าวโดยใช้เงินลงทุนโฆษณาและจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าเบียร์คลอสเตอร์ดังกล่าวตลอดมาเป็นเงินจำนวนมาก จนสินค้าเบียร์คลอสเตอร์เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไปในประเทศไทยและโจทก์ตกลงให้จำเลยดำเนินกิจการดังกล่าวได้จนถึงปี 2458 แต่เมื่อปี 2543โจทก์กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และโจทก์ร่วมได้วางแผนและร่วมกันใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยเพื่อครอบงำกิจการของจำเลย โดยธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)ในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัดได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัดต่อศาลล้มละลายกลาง ต่อมาธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)ได้ลงมติให้โจทก์ร่วมเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการบริษัทไทยอมฤตบริวเวอรี่ จำกัด และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งให้วงเงินสินเชื่อแก่จำเลยได้ลดวงเงินสินเชื่อลงจากจำนวน 30,000,000บาท เหลือจำนวนเพียง 20,000,000 บาท แล้วโจทก์พยายามเจรจาขอซื้อหุ้นของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด จากผู้ถือหุ้นรายใหญ่โดยมีเงื่อนไขให้ควบบริษัทจำเลยเข้าไปด้วย แต่การเจรจาไม่สำเร็จโจทก์จึงมอบให้ทนายความมีหนังสือแจ้งต่อจำเลยว่าห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า "คลอสเตอร์" และ"KLOSTER" ของโจทก์ นอกจากนี้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)ได้สั่งให้โจทก์ร่วมซึ่งได้เข้าเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ลดการจำหน่ายเบียร์คลอสเตอร์และในที่สุดก็หยุดการจำหน่ายเบียร์คลอสเตอร์แก่จำเลย โดยจัดตั้งบริษัทไทยอมฤต ดิสทริบิวชั่น จำกัด ขึ้นทำหน้าที่จัดจำหน่ายเบียร์คลอสเตอร์แทนจำเลยจนทำให้จำเลยต้องหยุดดำเนินกิจการเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายเนื่องจากจำเลยลงทุนดำเนินการด้านการตลาดตลอดมาประมาณ 20 ปี เป็นเงินจำนวนมากและต้องขาดประโยชน์ในอันที่จะดำเนินกิจการต่อไปได้จนถึงปี 2558นอกจากนี้จำเลยยังเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติคุณกับต้องจ่ายเงินค่าชดเชยแก่ลูกจ้างของจำเลยเพราะเหตุที่จำเลยหยุดดำเนินกิจการดังกล่าวด้วย รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 10,880,753,144.10บาท จึงขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยและจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเรียกธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) กับบริษัทโจทก์ร่วมเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมเพื่อร่วมกับโจทก์รับผิดต่อจำเลยตามคำฟ้องแย้งของจำเลย เห็นได้ว่าตามคำฟ้องแย้งรวมทั้งคำร้องขอของจำเลยที่ขอให้ศาลมีหมายเรียกธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นคู่ความโดยเป็นโจทก์ร่วมเพื่อให้รับผิดตามฟ้องแย้งในคดีนี้ ซึ่งถือเป็นคำฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3) ด้วยนั้น จำเลยกล่าวหาว่าธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์และโจทก์ร่วมได้โต้แย้งสิทธิของจำเลยด้วยการร่วมกันทำละเมิดต่อจำเลยโดยใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และ 421ก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทกันขึ้นว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) ได้ร่วมกับโจทก์และโจทก์ร่วมกระทำการต่าง ๆ โดยมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอันถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ซึ่งเป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อจำเลยตามคำฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ ซึ่งหากพิจารณาได้ความว่าธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับโจทก์และโจทก์ร่วมทำละเมิดต่อจำเลยจริง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ก็ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงมีอำนาจฟ้องธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ และลำพังตามคำฟ้องแย้งของจำเลยดังกล่าวยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)ไม่ได้ทำละเมิดต่อจำเลยอันจะไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยโดยแน่ชัดจึงยังไม่ชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะด่วนวินิจฉัยว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)เป็นเพียงเจ้าหนี้เสียงข้างมากของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัดที่หยุดการจำหน่ายเบียร์ให้จำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยได้เพราะยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงแน่ชัดว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) กระทำละเมิดต่อจำเลยตามที่จำเลยอ้างในคำฟ้องแย้งอย่างใดหรือไม่และเป็นการกระทำซึ่งเป็นการใช้สิทธิโดยชอบหรือเป็นกรณีใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย นอกจากนี้ตามคำฟ้องแย้งของจำเลยกล่าวอ้างว่า ธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) กับโจทก์ และโจทก์ร่วมร่วมกันทำละเมิดต่อจำเลยซึ่งเป็นกรณีที่ต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกัน และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็มีคำสั่งรับคำฟ้องแย้งกับมีหมายเรียกให้โจทก์ร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีโดยเป็นโจทก์ร่วมเพื่อพิจารณาว่าโจทก์ร่วมต้องร่วมกับโจทก์รับผิดตามคำฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่แล้วจึงมีเหตุที่สมควรมีหมายเรียกธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)เข้ามาในคดีนี้เพื่อพิจารณารวมกันไปว่าธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) ต้องร่วมกับโจทก์และโจทก์ร่วมรับผิดต่อจำเลยในมูลหนี้ละเมิดเดียวกันตามคำฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่เพื่อยังให้เกิดความยุติธรรมแก่คู่ความทุกฝ่ายดังกล่าวพร้อมกันไปในคดีเดียวกันตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เรียกธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามคำร้องขอของจำเลยนั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้มีหมายเรียกธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามคำร้องขอของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คลอสเตอร์เบราเออไร จีเอ็มบีเอช
โจทก์ร่วม — บริษัทไพรัซ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
ยงยศ นิสภัครกุล
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1473/2544
#40529
เปิดฉบับเต็ม

แม้เหตุในคดีนี้จะเกิดในเวลากลางวันต่อหน้าคนจำนวนมากและโจทก์มีพยานหลักฐานที่สามารถนำสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้โดยไม่ต้องอาศัยคำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยมาประกอบการพิจารณาเลยก็ตาม แต่หลังเกิดเหตุจำเลยยังคงหลบซ่อนอยู่ในบริเวณอาคารที่เกิดเหตุจนเจ้าพนักงานตำรวจพูดเกลี้ยกล่อมให้จำเลยมอบตัว จำเลยจึงยอมมอบตัวและนำอาวุธปืนพร้อมกระสุนปืนที่ยังเหลืออยู่อีก 2 นัด ไปมอบให้พนักงานสอบสวนยึดเป็นของกลาง หากจำเลยไม่ยอมมอบตัวก็ยังมีอาวุธปืนพร้อมกระสุนปืนในสภาพที่พร้อมจะก่อเหตุร้ายต่อไปได้อีก การที่จำเลยยอมมอบตัวและมอบอาวุธปืนและกระสุนปืนเป็นของกลาง ทั้งให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนถือได้ว่าเป็นการรู้สึกความผิดและลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานอันเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289(4), 91, 80, 59 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 4, 5, 55, 78 และริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 กับ 288, 80 (ที่ถูกและ 288, 60)พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55, 78 วรรคสาม การกระทำของจำเลยอันเป็นความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ความผิดฐานฆ่านายสุรพลและเด็กหญิงเกษศิรีเป็นกรรมเดียวกัน ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าและฆ่าผู้อื่นกับฐานใช้อาวุธปืนในการกระทำความผิดเป็นกรรมเดียวกัน ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 รวม 3 กระทง แต่ละกระทงลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและทางพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1)คงลงโทษแต่ละกระทง จำคุกตลอดชีวิต รวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(3) ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลดโทษให้จำเลยกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงให้ลงโทษประหารชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า มีเหตุสมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้เห็นว่าแม้เหตุคดีนี้จะเกิดในเวลากลางวัน ต่อหน้าคนจำนวนมาก โจทก์มีพยานหลักฐานที่สามารถนำสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้โดยไม่จำต้องอาศัยคำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยมาประกอบการพิจารณาเลยก็ตาม แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของประจักษ์พยานของโจทก์กับพันตำรวจโทเจริญ โลศิริ พนักงานสอบสวนตรงกันว่าหลังเกิดเหตุจำเลยยังคงหลบซ่อนอยู่ภายในบริเวณอาคารที่เกิดเหตุจนเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานอื่นไปถึงที่เกิดเหตุและพูดเกลี้ยกล่อมให้จำเลยมอบตัว ในที่สุดจำเลยยอมมอบตัวและนำอาวุธปืนพร้อมกระสุนปืนที่ยังเหลืออยู่อีก 2 นัด ไปมอบให้พนักงานสอบสวนยึดเป็นของกลาง เห็นได้ว่า หากจำเลยไม่ยอมมอบตัวจำเลยก็ยังมีอาวุธปืนพร้อมกระสุนปืนในสภาพที่พร้อมจะก่อเหตุร้ายต่อไปได้อีก ดังนี้ การที่จำเลยยอมมอบตัวแก่พนักงานสอบสวนและมอบอาวุธปืนและกระสุนปืนเป็นของกลางทั้งให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนย่อมถือได้ว่าเป็นการรู้สึกความผิดและลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานอันเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว จึงมีเหตุสมควรลดโทษให้จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ลดโทษให้จำเลยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีลงโทษจำเลยไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ชื่อคู่ความ
จำเลย — นาย สุพล เซ่งซ้าย
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พินิจ เพชรรุ่ง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1472/2544
#36454
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรู้อยู่แล้วว่าชิ้นเนื้อในอาหารที่จำเลยนำมาให้ ฟ. มีเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ การที่จำเลยส่งมอบอาหารซึ่งเป็นชิ้นเนื้อที่มีเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เพื่อส่งมอบให้แก่ ฟ. ต่อไป เข้าลักษณะเป็นการจำหน่ายตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันมีเฮโรอีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 14 ก้อน น้ำหนัก 135.9 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 128.4 กรัม ไว้ในครอบครองของจำเลยทั้งสองเพื่อจำหน่ายและจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าวให้แก่นายแฟรงค์รุดวู้หรือซูกู หรือซุควู้ ผู้ต้องหาในคดีอื่นที่ห้องควบคุมผู้ต้องขังของศาลอาญา ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83 นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ละเมิด 2/2541 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, (ที่ถูกวรรคหนึ่งและวรรคสอง) 66 วรรคสอง, 102 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด33 ปี 4 เดือน ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ละเมิด 2/2541 ของศาลชั้นต้นริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2กระทำความผิดฐานจำหน่ายเฮโรอีนตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายประเทือง คงปัญญา และนายสมหมาย ไชยกลาง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ประจำศาล ห้องควบคุมศาลอาญาเบิกความว่า วันเกิดเหตุขณะพยานปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้นและรับฝากสิ่งของจากญาติที่นำมาฝากให้ผู้ต้องขังในห้องควบคุม จำเลยทั้งสองนำอาหารและน้ำมาฝากให้นายแฟรงค์ ซูกู จำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือถุงอาหาร โดยบอกว่านายแฟรงค์ ซูกูอยู่ในห้องพิจารณาจากนั้นจำเลยที่ 2 เป็นผู้เขียนชื่อผู้ที่จะรับฝากของลงในแผ่นกระดาษว่า "แฟรงค์ ซูคูล ไนจีเจีย ยา" และได้ส่งแผ่นกระดาษดังกล่าวให้นายประเทือง จำเลยทั้งสองแจ้งว่าจะไปพบนายแฟรงค์ ซูกูที่ห้องพิจารณานายประเทืองได้ตรวจถุงอาหารที่จำเลยทั้งสองนำมาฝากปรากฏว่ามีข้าวบรรจุในกระปุกพลาสติกใส 1 กระปุก แกงบรรจุในกระปุกพลาสติกใส 1 กระปุก และน้ำดื่ม 1 ขวด นายประเทืองใช้มีดปลายแหลมทิ่มที่ก้อนเนื้อในแกงพบว่าภายในมีลักษณะแข็งจึงหยิบชิ้นเนื้อออกมาและใช้มีดหั่นพบว่าในชิ้นเนื้อมีวัตถุห่อหุ้มด้วยเทปสีเหลือง นายประเทืองใช้มีดหั่นออกดูพบว่าเป็นผงสีขาวอัดแน่นอยู่ภายใน นายประเทืองสงสัยว่าจะเป็นยาเสพติดจึงลองชิมดู ปรากฏว่ามีรสขมจึงทราบว่าเป็นเฮโรอีนจึงตรวจดูชิ้นเนื้อทั้งหมด ปรากฏว่ามีวัตถุและผงสีขาวเช่นเดียวกับชิ้นแรก นายประเทืองได้แจ้งให้นายณรงค์ ศรีสุวรรณ ผู้บังคับบัญชาทราบ นายประเทืองไปที่ห้องพิจารณาคดีพบจำเลยทั้งสองนั่งอยู่ด้านหลังนายแฟรงค์ ซูกู จึงควบคุมตัวจำเลยทั้งสองไว้และแจ้งว่ามีเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ในอาหาร จำเลยทั้งสองยอมรับว่าเป็นผู้ส่งอาหารดังกล่าวโดยมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในอาหารจริง ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบรับว่า เป็นผู้นำอาหารมาฝากให้นายแฟรงค์ ซูกู จริง แต่นายเอมาเป็นผู้ว่าจ้างให้นำมาส่งเป็นเงินจำนวน1,500 บาท จำเลยที่ 2 ทราบว่าอาหารที่นายเอมาให้นำมาฝากแก่นายแฟรงค์ซูกู เป็นแกงเนื้อ และจำเลยที่ 2 ไม่รู้จักนายแฟรงค์ ซูกู มาก่อน เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำแกงเนื้อมาฝากให้นายแฟรงค์ ซูกู ซึ่งในชิ้นเนื้อนั้นมีเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ โดยนอกจากจำเลยที่ 2 จะเขียนระบุชื่อผู้รับฝากว่าคือนายแฟรงค์ ซูกู แล้ว จำเลยที่ 2 ยังเขียนระบุว่านายแฟรงค์ ซูกูเป็นชาวไนจีเรียอีกด้วย ซึ่งในเรื่องนายแฟรงค์ ซูกู เป็นชาวไนจีเรียนี้ไม่ปรากฏว่านายเอมาได้บอกแก่จำเลยที่ 2 หากจำเลยที่ 2 ไม่รู้จักนายแฟรงค์ ซูกู มาก่อน จำเลยที่ 2 จะทราบได้อย่างไรว่านายแฟรงค์ซูกู เป็นชาวไนจีเรีย และหลังจากที่จำเลยที่ 2 ส่งอาหารแก่นายประเทืองเพื่อมอบให้นายแฟรงค์ ซูกู แล้ว จำเลยที่ 2 ยังขึ้นไปพบนายแฟรงค์ ซูกูที่ห้องพิจารณาและได้พูดคุยกับนายแฟรงค์ ซูกู อีกด้วย แสดงว่าจำเลยที่ 2 กับนายแฟรงค์ ซูกู รู้จักกันมาก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่ไม่รู้จักนายแฟรงค์ซูกู ดังที่จำเลยที่ 2 นำสืบ จำเลยที่ 2 เบิกความว่า วันที่ 25 มีนาคม2541 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายเอมาได้มาพบจำเลยที่ 2 ขอให้ช่วยนำอาหารไปส่งให้เพื่อนที่ศาลอาญา จำเลยที่ 2 ตกลง และต่อมาเวลา 4 นาฬิกา นายเอมานำข้าวสวย 1 กล่อง และแกง 1 กล่องมามอบให้จำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 กลับเบิกความว่า ตั้งแต่คืนวันที่ 25มีนาคม 2541 ถึงเช้าวันที่ 26 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำงานร่วมกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่เห็นว่ามีผู้นำอาหารมาฝากให้แก่จำเลยที่ 2ดังนั้น ที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่านายเอมานำอาหารมาให้จำเลยที่ 2เมื่อเวลา 4 นาฬิกา จึงยังไม่แน่ชัดว่าข้อเท็จจริงจะเป็นไปดังที่จำเลยที่ 2เบิกความหรือไม่ และที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่ารู้จักและคุ้นเคยกับนายเอมาในฐานะเพื่อนมาประมาณ 5 ปี จำเลยที่ 2 ย่อมต้องทราบชื่อของนายเอมาในฐานะที่เป็นคนรู้จักกัน แต่จำเลยที่ 2 กลับเบิกความว่า เพิ่งทราบชื่อนายเอมาในคืนวันที่ 25 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นคืนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่านายเอมาฝากให้จำเลยที่ 2 นำอาหารไปให้นายแฟรงค์ ซูกู จำเลยที่ 2เบิกความต่อไปว่า ขณะที่นายเอมาส่งอาหารให้แก่จำเลยที่ 2 นั้นนายเอมาได้ส่งกระดาษให้จำเลยที่ 2 จำนวน 1 แผ่น ในกระดาษระบุว่าเวลา 8.30 นาฬิกา ศาลอาญารัชดาชื่อแฟรงค์ ซูกู แสดงว่าจำเลยที่ 2 จะต้องนำแผ่นกระดาษดังกล่าวติดตัวไปด้วยเพื่อที่จะไม่ลืมชื่อของผู้รับอาหารแต่หลังจากเกิดเหตุแล้วขณะที่นายประเทืองสอบถามจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับอาหารที่จำเลยที่ 2 นำมาฝากให้นายแฟรงค์ ซูกูจำเลยที่ 2 บอกแต่เพียงว่าได้รับจ้างจากชายผิวดำให้นำอาหารมาส่งให้นายแฟรงค์ ซูกู โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 แสดงเอกสารที่จำเลยที่ 2 อ้างว่านายเอมาเขียนชื่อของนายแฟรงค์ ซูกู ให้นายประเทืองทราบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 ที่ว่า นายเอมาฝากอาหารให้จำเลยที่ 2 นำมาให้นายแฟรงค์ ซูกู ที่ห้องควบคุมผู้ต้องหาที่ศาลอาญาจึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟังรูปคดีเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 2 นำอาหารมาให้นายแฟรงค์ซูกู ที่ศาลอาญาเอง โดยนายเอมาไม่ได้รับวานมา ซึ่งการที่จำเลยที่ 2รู้จักกับนายแฟรงค์ ซูกู มาก่อน และได้นำอาหารซึ่งมีเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่มาฝากให้แก่นายแฟรงค์ ซูกู ด้วยตนเอง แสดงว่าจำเลยที่ 2ต้องรู้จักนายแฟรงค์ ซูกู ดีพอสมควร จำเลยที่ 2 จะปฏิเสธได้อย่างไรว่าไม่รู้ว่ามีเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ในอาหารที่จำเลยที่ 2 นำมา ส่วนที่จำเลยที่ 2นำสืบอ้างว่า หากจำเลยที่ 2 นำเฮโรอีนมาส่งให้แก่นายแฟรงค์ ซูกู จริง จำเลยที่ 2 น่าจะหลบหนีไปแล้วนั้น เห็นว่า การซุกซ่อนเฮโรอีนในชิ้นเนื้อได้กระทำอย่างมิดชิดมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น นายประเทืองเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ผู้ตรวจค้นต้องใช้มีดหั่นออกจึงพบว่ามีเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่จำเลยที่ 2 คงเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่จะไม่ทราบและตรวจค้นไม่พบจึงได้กล้าที่จะกระทำ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ไม่มีน้ำหนักในการรับฟังอีกเช่นกัน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าในชิ้นเนื้อที่จำเลยที่ 2 นำมาให้นายแฟรงค์ ซูกู มีเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ การที่จำเลยที่ 2ส่งมอบอาหารซึ่งเป็นชิ้นเนื้อที่มีเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เพื่อส่งมอบให้แก่นายแฟรงค์ ซูกู ต่อไปเข้าลักษณะเป็นการจำหน่ายตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แล้วที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง วนิดา นามคุณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1470/2544
#36556
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนกระทำในรูปคณะบุคคลอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 แม้คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจะมิได้มีฐานะเป็นนิติบุคคล คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนก็มีผลผูกพันกรรมการทุกคนไม่ว่าจะได้เข้าร่วมประชุมพิจารณาวินิจฉัยด้วยหรือไม่ ดังนั้น การฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจึงไม่ใช่เป็นการฟ้องคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนในฐานะส่วนตัว แต่เป็นการฟ้องในทางตำแหน่งหน้าที่ตามกฎหมาย คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนทั้งคณะจึงถูกฟ้องเป็นจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัยจำกัด ตำแหน่งผู้จัดการสาขาเมืองพล เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540โจทก์ได้ออกพื้นที่ไปที่หมู่บ้านหนองแวง ได้พบกับนายจ่อยซึ่งเป็นตัวแทนขายประกัน แล้วไปพบนางมนต์ แก้วพรม และเสนอขายประกัน นางมนต์ตกลงทำประกันโดยจ่ายเงินค่าประกัน 12,000 บาท ให้โจทก์ หลังจากนั้นเวลาประมาณ 15 นาฬิกา โจทก์ได้เดินทางกลับสำนักงานสาขาเพื่อนำเงินส่งบริษัทนายจ้างระหว่างทางขณะโจทก์ขับรถจักรยานยนต์มาถึงบริเวณถนนเมืองพลหนองสองห้องได้เกิดอุบัติเหตุเป็นเหตุให้โจทก์หมดสติในระหว่างเวลาทำงานให้แก่บริษัทนายจ้าง โจทก์ไปติดต่อขอรับเงินทดแทนพนักงานเจ้าหน้าที่วินิจฉัยว่าการประสบอันตรายของโจทก์ไม่ได้เกิดจากการทำงานให้แก่นายจ้าง โจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลย จำเลยวินิจฉัยเช่นเดียวกันและให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยดังกล่าวและพิพากษาว่าโจทก์ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานในทางการที่จ้างของบริษัทไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัย จำกัด นายจ้าง

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย เพราะจำเลยเป็นเพียงคณะกรรมการในกองทุนเงินทดแทน ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดอยู่ในสำนักงานประกันสังคม ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะถูกฟ้องเป็นจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยได้และโจทก์ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ให้ถือว่าโจทก์ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้นายจ้างและมีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะที่ศาลแรงงานกลางให้รับไว้พิจารณาประการเดียวว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นคณะบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 31มีอำนาจหน้าที่รวมถึงการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของนายจ้างลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนที่ไม่พอใจคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537มาตรา 32 และมาตรา 52 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจึงมีผลโดยตรงต่อนายจ้าง ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 53 บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยถ้าไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในกำหนดดังกล่าว ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นที่สุดดังนี้ เมื่อคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนไม่เป็นที่พอใจของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยเสียได้ ปัญหาว่าโจทก์สามารถฟ้องคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนทั้งคณะเป็นจำเลยได้หรือไม่ หรือจะต้องฟ้องเฉพาะตัวกรรมการที่เข้าร่วมประชุมวินิจฉัยเป็นจำเลย ปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นว่าในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 29 บัญญัติหลักการไว้ว่าจะต้องเป็นไปโดยประหยัด สะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนเหมือนคดีแพ่งทั่วไป มาตรา 35 จึงให้นายจ้างหรือลูกจ้างสามารถเป็นโจทก์ทำคำฟ้องมายื่นต่อศาลเองหรือจะฟ้องคดีด้วยวาจาก็ได้และให้ผู้พิพากษาศาลแรงงานบันทึกคำฟ้องไว้โดยย่อพอให้เข้าใจว่าคดีมีสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับอย่างไร คดีนี้ลูกจ้างเป็นโจทก์ทำคำฟ้องยื่นต่อศาลแรงงานกลางด้วยตนเองสืบเนื่องมาจากโจทก์ได้รับหนังสือของนายสิทธิพล รัตนากร ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนเงินทดแทน ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนไปถึงโจทก์ว่าคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีมติว่าการประสบอันตรายของโจทก์ไม่ได้เกิดเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ และในตอนท้ายของหนังสือฉบับนี้ระบุไว้ด้วยว่าถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย หากไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในกำหนด ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นที่สุดโดยหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ฉบับดังกล่าวไม่ได้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ นามสกุลและที่อยู่ของกรรมการแต่ละคนในคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนแต่อย่างใดด้วยเหตุนี้ย่อมทำให้โจทก์เข้าใจว่าผู้ที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ไปในทางให้โจทก์เสียหายคือคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเมื่อโจทก์นำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานจึงได้ฟ้องคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนทั้งคณะเป็นจำเลย ซึ่งสอดคล้องตามหลักที่ว่าการดำเนินคดีแรงงานจะต้องเป็นไปโดยประหยัด สะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม หากกำหนดให้โจทก์ต้องฟ้องกรรมการในคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นการเฉพาะตัวบุคคลก็เท่ากับเป็นการบังคับอยู่ในตัวให้โจทก์ต้องเสาะแสวงหาชื่อ นามสกุล และสถานที่อันเป็นภูมิลำเนาของกรรมการทุกคนที่โจทก์ประสงค์จะฟ้องด้วยตนเองทั้งที่สำนักงานกองทุนเงินทดแทนอันเป็นหน่วยงานฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนไม่เคยแจ้งให้ความสะดวกแก่โจทก์แต่ประการใดเลย ย่อมเป็นการขัดต่อหลักการในการดำเนินคดีแรงงานที่กล่าวมาข้างต้นอีกประการหนึ่ง โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่รัฐแต่งตั้งขึ้นตามกฎหมายและพิพากษาว่า การประสบอันตรายของโจทก์เนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างอันเป็นการฟ้องเพื่อทำลายมติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเท่านั้น มิใช่เป็นการฟ้องลูกหนี้ให้ปฏิบัติชำระหนี้ในมูลหนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ประกอบกับคดีแรงงานไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องมีการบังคับคดีเอาแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งเป็นกรณีต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ว่าโจทก์จำเป็นต้องฟ้องให้ถูกตัวบุคคลที่เป็นลูกหนี้เหมือนคดีแพ่งทั่วไปและคดีนี้ปรากฏว่าในการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนได้กระทำในรูปคณะบุคคลอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 แม้ชื่อตำแหน่งคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจะมิได้มีฐานะเป็นนิติบุคคล คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนก็ย่อมมีผลผูกพันกรรมการทุกคนไม่ว่าจะได้เข้าร่วมประชุมพิจารณาวินิจฉัยด้วยหรือไม่ ดังนั้น การฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจึงไม่ใช่เป็นการฟ้องคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนในฐานะส่วนตัว แต่เป็นการฟ้องในทางตำแหน่งหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์จึงฟ้องคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นจำเลยในคดีนี้ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 32 ม. 52
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พันธ์ สันตจิตกุล
จำเลย — คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน โดยนาย สิทธิพล รัตนากร
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1470/2544
#69470
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนกระทำในรูปคณะบุคคลอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 แม้คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจะมิได้มีฐานะเป็นนิติบุคคล คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนก็มีผลผูกพันกรรมการทุกคนไม่ว่าจะได้เข้าร่วมประชุมพิจารณาวินิจฉัยด้วยหรือไม่ ดังนั้น การฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจึงไม่ใช่เป็นการฟ้องคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนในฐานะส่วนตัวแต่เป็นการฟ้องในทางตำแหน่งหน้าที่ตามกฎหมาย คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนทั้งคณะจึงถูกฟ้องเป็นจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ว่าการประสบอันตรายของโจทก์ไม่ได้เกิดจากการทำงานให้แก่นายจ้าง และพิพากษาว่าโจทก์ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานในทางการที่จ้างของบริษัทไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัย จำกัด นายจ้าง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยได้ และโจทก์ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ให้ถือว่าโจทก์ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้นายจ้างและมีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นคณะบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 31 มีอำนาจหน้าที่รวมถึงการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของนายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนที่ไม่พอใจคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 32 และมาตรา 52 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจึงมีผลโดยตรงต่อนายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 53 บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ถ้าไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในกำหนดดังกล่าว ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นที่สุด โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่รัฐแต่งตั้งขึ้นตามกฎหมายและพิพากษาว่า การประสบอันตรายของโจทก์เนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง อันเป็นการฟ้องเพื่อทำลายมติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเท่านั้น มิใช่เป็นการฟ้องลูกหนี้ให้ปฏิบัติชำระหนี้ในมูลหนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ประกอบกับคดีแรงงานไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องมีการบังคับคดีเอาแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งเป็นกรณีต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ว่าโจทก์จำเป็นต้องฟ้องให้ถูกตัวบุคคลที่เป็นลูกหนี้เหมือนคดีแพ่งทั่วไป และคดีนี้ปรากฏว่าในการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนได้กระทำในรูปคณะบุคคลอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 แม้ชื่อตำแหน่งคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจะมิได้มีฐานะเป็นนิติบุคคล คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนก็ย่อมมีผลผูกพันกรรมการทุกคนไม่ว่าจะได้เข้าร่วมประชุมพิจารณาวินิจฉัยด้วยหรือไม่ดังนั้น การฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจึงไม่ใช่เป็นการฟ้องคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนในฐานะส่วนตัว แต่เป็นการฟ้องในทางตำแหน่งหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์จึงฟ้องคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นจำเลยในคดีนี้ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 55
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 32 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพันธ์ สันตจิตกุล
คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน
จำเลย — โดยนายสิทธิพล รัตนากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1458/2544
#40528
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องในวันที่ 29 มิถุนายน 2535ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสองซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2499ที่ใช้บังคับอยู่บัญญัติให้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้ก่อนเสร็จการสืบพยานหลักฐานของคู่ความฝ่ายซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนแม้ต่อมามีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2535มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 88 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และให้ใช้ความใหม่แทนแล้วก็ตาม แต่มาตรา 18 บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และแม้ต่อมาจะมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 14)พ.ศ. 2538 ใช้บังคับโดยมาตรา 3 ให้ยกเลิกมาตรา 88 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2535และให้ใช้ความใหม่แทน แต่ก็มิได้ยกเลิกมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2535 ดังนั้น เมื่อจำเลยยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมต่อศาลก่อนเสร็จการสืบพยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

การที่ อ. หญิงมีสามีขายที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสอันเป็นสินบริคณห์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1462(เดิม) ให้แก่จำเลย เป็นการกระทำที่ผูกพันสินบริคณห์ตามมาตรา 38(เดิม) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นซึ่งจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตของ ล. สามี หากกระทำโดยมิได้รับอนุญาตก็จะตกเป็นโมฆียะ อันเป็นเรื่องความสามารถไม่ใช่แบบที่กฎหมายกำหนด แม้ไม่ได้รับอนุญาตก็ไม่ทำให้สัญญาระหว่าง อ. กับจำเลยตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินพิพาทและบ้านพิพาท ให้นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางเอมกับจำเลยทั้งสองและการซื้อขายบ้านพิพาทระหว่างนายเลื่อนกับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 27พฤษภาคม 2539 หรือไม่ เห็นว่า ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 29 มิถุนายน 2535 นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2499 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นบัญญัติให้คู่ความยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมต่อศาลได้ก่อนที่ได้เสร็จการสืบพยานหลักฐานของคู่ความฝ่ายซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน แม้ต่อมามีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2535มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 88 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 5)พ.ศ. 2499 และให้ใช้ความใหม่แทนภายหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วก็ตาม แต่มาตรา 18 บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่ยื่นฟ้องนั้นบังคับแก่คดีดังกล่าวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด..." และถึงแม้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 14)พ.ศ. 2538 ใช้บังคับโดยมาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 88แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความใหม่แทนก็ตาม แต่พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็มิได้ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2535 ดังนั้น กำหนดเวลาและหลักเกณฑ์ในการยื่นบัญชีระบุพยานในคดีนี้จึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2499 ส่วนมาตรา 15แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2538 เพียงแต่บัญญัติให้ถือเอากำหนดเวลาในการดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนที่ยาวกว่าเป็นเกณฑ์ในกรณีที่กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ก่อนกับกฎหมายที่แก้ไขตามพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดเวลาไว้ต่างกันเท่านั้นเมื่อจำเลยทั้งสองได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นก่อนที่ได้เสร็จการสืบพยานหลักฐานของโจทก์ฝ่ายซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมและการส่งสำเนาเอกสารตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมดังกล่าวชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น....

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า การจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางเอมกับจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะหรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส ดังนั้น การจัดการสินสมรสนายเลื่อนและนางเอมต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย การจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางเอมกับจำเลยทั้งสองไม่มีใบมอบอำนาจให้จัดการของนายเลื่อนเป็นการกระทำนิติกรรมที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 152 เห็นว่า ขณะที่นางเอมขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสอันเป็นสินบริคณห์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1462 (เดิม) ให้แก่จำเลยทั้งสองนั้นเป็นการกระทำที่ผูกพันสินบริคณห์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 38 (เดิม) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นซึ่งจะกระทำได้โดยได้รับอนุญาตของนายเลื่อนสามี หากกระทำลงโดยมิได้รับอนุญาตก็จะตกเป็นโมฆียะกรณีนี้เป็นเรื่องความสามารถของนางเอมหญิงมีสามีที่จะกระทำการใดที่จะผูกพันสินบริคณห์ได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากนายเลื่อนสามี การอนุญาตของนายเลื่อนสามีให้นางเอมทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทนั้นไม่ใช่แบบที่กฎหมายกำหนด ดังที่โจทก์ฎีกา สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางเอมกับจำเลยทั้งสองจึงไม่ตกเป็นโมฆะฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 38 เดิม
ป.วิ.พ. ม. 88
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2535 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สมจิตต์ อรุณรัตน์
จำเลย — นาย สวัสดิ์ พงษ์เจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1455/2544
#40527
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 97และมาตรา 102 วรรคหนึ่ง การค้นโดยมีหมายค้นจะต้องดำเนินการโดยเจ้าพนักงานตำรวจผู้ถูกระบุชื่อในหมายค้น และทำการค้นต่อหน้าเจ้าของหรือบุคคลในครอบครัวของเจ้าของสถานที่ที่จะค้นหรือมิฉะนั้นก็ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นสองคนที่ขอให้มาเป็นพยานก็ได้ร้อยตำรวจเอก พ. ผู้ถูกระบุชื่อในหมายค้นเป็นหัวหน้าในการตรวจค้นและทำการตรวจค้นต่อหน้าจำเลยซึ่งเป็นบุตรของเจ้าของบ้าน จึงถือว่าเป็นบุคคลในครอบครัวตามที่ระบุในมาตรา 102 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยจะยังไม่บรรลุนิติภาวะแต่ก็เป็นผู้เข้าใจในสาระของการกระทำและมีความรู้สึกผิดชอบเพียงพอที่จะให้ความยินยอมโดยชอบแล้ว ดังนั้น การค้นจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่งจำคุก 18 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยอายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษลงหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ในการตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุมิได้มีการตรวจค้นต่อหน้านายชัย บุษบา ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองสถานที่ จำเลยแม้จะเป็นบุตรของนายชัยแต่จำเลยก็มิได้อาศัยอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าวทุกวัน นาน ๆ จำเลยจะกลับมาสักครั้งหนึ่ง อีกทั้งจำเลยก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จำเลยจึงไม่อาจให้ความยินยอมในการตรวจค้นได้การตรวจค้นของเจ้าพนักงานตำรวจจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 97 บัญญัติว่า"ในกรณีที่ค้นโดยมีหมาย เจ้าพนักงานผู้มีชื่อในหมายค้นหรือผู้รักษาการแทนเท่านั้นมีอำนาจเป็นหัวหน้าไปจัดการให้เป็นไปตามหมายนั้นและมาตรา 102 วรรคหนึ่ง บัญญัติอีกว่า "ในการค้นที่รโหฐานนั้นก่อนลงมือค้นให้เจ้าพนักงานผู้ค้นแสดงความบริสุทธิ์เสียก่อน และเท่าที่สามารถจะทำได้ให้ค้นต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่หรือบุคคลในครอบครัวของผู้นั้น หรือถ้าหาบุคคลเช่นกล่าวนั้นไม่ได้ก็ให้ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งเจ้าพนักงานได้ขอร้องมาเป็นพยาน" จากข้อกฎหมายที่ยกมากล่าวนี้จะเห็นได้ว่า ในการค้นโดยมีหมายค้นนั้นจะต้องดำเนินการโดยเจ้าพนักงานตำรวจผู้ถูกระบุชื่อในหมายค้น และทำการค้นต่อหน้าเจ้าของหรือบุคคลในครอบครัวของเจ้าของสถานที่ที่จะค้น หรือมิฉะนั้นก็ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นสองคนที่ขอให้มาเป็นพยานก็ได้ ในคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า มีหมายค้นถูกต้องตามกฎหมาย มีร้อยตำรวจเอกพรชัย ตรีศร ผู้ถูกระบุชื่อในหมายค้นเป็นหัวหน้าในการตรวจค้นและทำการตรวจค้นต่อหน้าจำเลยซึ่งเป็นบุตรของเจ้าของบ้านจึงถือว่าเป็นบุคคลในครอบครัวตามที่ระบุในมาตรา 102 วรรคหนึ่งแม้จำเลยจะยังไม่บรรลุนิติภาวะแต่ก็เป็นผู้เข้าใจในสาระของการกระทำและมีความรู้สึกผิดชอบเพียงพอที่จะให้ความยินยอมโดยชอบแล้ว ดังนั้น การค้นจึงชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 97 ม. 102 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นางสาว ศิริลักษณ์ บุษบา
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1449/2544
#99029
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 69 วรรคสาม มีระวางโทษหนักกว่า มาตรา 69 วรรคสอง หากวัตถุแห่งการกระทำความผิดเป็นฝิ่นซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ไม่เกิน 100 กรัม การที่โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยมีฝิ่นอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จำนวน 4 ห่อ น้ำหนัก 2.80 กรัม ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย มิได้บรรยายว่าจำเลยมีฝิ่นดังกล่าวคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด ศาลจึงไม่อาจลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสามได้ เพราะจะเป็นการลงโทษเกินไปกว่าที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๑๗, ๖๙, ๙๗, ๑๐๒ ป.อ. มาตรา ๙๑ ริบฝิ่นที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ เพิ่มโทษตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง, ๖๙ วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ แต่ความผิดทั้งสองฐานมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานจำหน่ายฝิ่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุก ๓ ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตาม มาตรา ๙๗ เป็นจำคุก ๔ ปี ๖ เดือน ริบฝิ่นที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๓๗ เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมธนบัตร ฉบับละ ๒๐ บาท จำนวน ๔ ฉบับ มีหมายเลขตรงกับที่ลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและสำเนาธนบัตรกับยึดฝิ่นจำนวน ๔ ห่อ น้ำหนักรวม ๒.๘๐ กรัม ที่ได้จากสายลับไว้เป็นของกลาง พยานโจทก์เบิกความในทำนองเดียวกันว่าได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยลักลอบจำหน่ายฝิ่นจึงวางแผนจับกุมโดยนำธนบัตรฉบับละ ๒๐ บาท จำนวน ๔ ฉบับ ไปลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและถ่ายสำเนาธนบัตรไว้ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและสำเนาธนบัตรเอกสารหมาย จ.๑ และ จ.๒ มอบธนบัตรให้สายลับไปล่อซื้อ โดยมีพันตำรวจตรีณรงค์ฤทธิ์กับสิบตำรวจเอกณรงค์ศักดิ์ซุ่มดูอยู่บริเวณป่าละเมาะริมหนองน้ำห่างไปประมาณ ๒๐ เมตร เห็นสายลับขณะเข้าไปล่อซื้อโดยเข้าไปติดต่อขอซื้อจากจำเลย สายลับและจำเลยต่างมอบของให้แก่กันหลังจากนั้นสายลับนำฝิ่นไปมอบให้นายดาบตำรวจวรสิทธิ์ที่รอรับของจากสายลับ พันตำรวจตรีณรงค์ฤทธิ์เข้าตรวจค้นจำเลยพบธนบัตรฉบับละ ๒๐ บาท จำนวน ๔ ฉบับ ซุกซ่อนอยู่ในกางเกงในของจำเลย พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยได้จำหน่ายฝิ่นจำนวน ๔ ห่อ ให้แก่สายลับไปในราคา ๘๐ บาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายฝิ่นแต่ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๙ วรรคสาม นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีฝิ่นอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๒ จำนวน ๔ ห่อ น้ำหนัก ๒.๘๐ กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๗, ๖๙ เป็นการบรรยายฟ้องตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๒ เว้นแต่ได้รับใบอนุญาต" ซึ่งการจำหน่ายฝิ่นหรือมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีโทษตามมาตรา ๖๙ วรรคสอง โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า ฝิ่นดังกล่าวคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด จึงไม่อาจลงโทษตามมาตรา ๖๙ วรรคสาม ซึ่งระวางโทษหนักกว่า มาตรา ๖๙ วรรคสอง และเกินไปกว่าที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง, ๖๙ วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุก ๑ ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตาม มาตรา ๙๗ เป็นจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน และให้คืนเงิน ๘๐ บาท ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 49 ม. 186 (9) ม. 192 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 69 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายทวน จอมทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายวิรัตน์ สีดาคุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิจิตร วิสุชาติ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1443/2544
#36453
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ห. ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจาก ข. ผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่ง จึงไม่ใช่นิติกรรมที่ได้รับความเห็นชอบด้วยเสียงส่วนมากไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 จึงไม่ผูกพันกองมรดกตามมาตรา 1724 การที่ ข. ให้ความยินยอมในภายหลัง ไม่ทำให้นิติกรรมที่ไม่ชอบกลับเป็นนิติกรรมสมบูรณ์ขึ้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยที่ 1 และ ข. ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายเมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และในภายหลังโดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนแล้ว จึงไม่ใช่เป็นการกระทำที่ทำลงโดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามมาตรา 237

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2536 จำเลยที่ 1ทำหนังสือสัญญาจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1919 ให้แก่โจทก์ในราคาไร่ละ 270,000 บาทตกลงโอนที่ดินในวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 โดยจำเลยที่ 1ได้รับเงินมัดจำ 200,000 บาท ไปจากโจทก์แล้วในวันทำสัญญาถึงกำหนดจำเลยที่ 1 ไม่ไปโอนที่ดินให้แก่โจทก์และได้ขอผัดผ่อนเรื่อยมา ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1919ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์จะวางเงินส่วนที่เหลือของราคาที่ดินให้แก่โจทก์ได้ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน800,000 บาท แต่หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนที่ดินโดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริต ขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินมัดจำ 200,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหาย 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ในวันนัดโอนที่ดินจำเลยที่ 1 ไปสำนักงานที่ดินแต่โจทก์ไม่มีเงินพร้อมที่จะชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ชอบที่จะริบมัดจำได้ จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยสุจริต จำเลยที่ 1ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1 และนายขอเดะ ไนหมาน โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตทั้งได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2และที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1919 ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ลงวันที่ 19เมษายน 2539 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ชำระราคาที่ยังค้างอยู่ในวันจดทะเบียนโอนที่ดินหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถจดทะเบียนโอนขายที่ดินแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินมัดจำจำนวน 200,000 บาท และเบี้ยปรับอีก200,000 บาท รวมเป็นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของเงินมัดจำ 200,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 กุมภาพันธ์2539) และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเบี้ยปรับ 200,000 บาทนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายหมะอะสัน บิดาจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1919 ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา ต่อมานายหมะถึงแก่กรรมนายขอเดะ ไนหมาน หลานนายหมะทายาทคนหนึ่งจึงได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายหมะ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายขอเดะเป็นผู้จัดการมรดกของนายหมะเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2535 ต่อมาจำเลยที่ 1ก็ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการขอนายหมะบิดาเช่นกันศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายหมะ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2536เจ้าพนักงานที่ดินได้หารือมายังศาลชั้นต้นเกี่ยวกับปัญหาที่มี ผู้จัดการมรดกซ้อนกันดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงหมายเรียกนายขอเดะและจำเลยที่ 1มาสอบถามในที่สุดศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2537ให้นายขอเดะและจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายหมะร่วมกันซึ่งเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ราคาไร่ละ 270,000 บาท โจทก์วางเงินมัดจำ200,000 บาท และนัดจดทะเบียนโอนที่ดินในวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 ตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 เมื่อถึงกำหนดวันนัดจดทะเบียนโอนดังกล่าว ปรากฏว่าไม่มีการจดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญา ต่อมาวันที่ 19 เมษายน 2538 จำเลยที่ 1 และนายขอเดะในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมกันได้ตกลงขายที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายและสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.5 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในประการแรกว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1ผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาท ศาลฎีกาเห็นว่า ในประเด็นว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และนายขอเดะผู้จัดการมรดกทั้งสองมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา ประเด็นนี้จึงเป็นอันยุติ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ตั้งแต่แรกจึงถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ยกข้อเท็จจริงขึ้นว่ากล่าวมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นนี้เพียงว่า โจทก์มีสิทธิที่จะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่านายหมะเจ้ามรดกมีบุตร3 คน ได้แก่จำเลยที่ 1 นางติเม๊าะมารดานายขอเดะและนางแอเส๊าะซึ่งเป็นทายาทผู้จะได้รับมรดก แต่นางติเม๊าะถึงแก่กรรมไปก่อนนายหมะเจ้ามรดก นายขอเดะซึ่งเป็นบุตรนางติเม๊าะจึงเป็นทายาทผู้หนึ่งที่จะรับมรดกแทนที่นางติเม๊าะเมื่อนายหมะเจ้ามรดกถึงแก่กรรมที่ดินพิพาทจึงตกเป็นมรดกแก่ทายาทดังกล่าวข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ย่อมทราบว่าทายาทผู้รับมรดกผู้ใดยังมีชีวิตอยู่ หลังจากนายหมะถึงแก่กรรม นายขอเดะหลานนายหมะเจ้ามรดกจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายหมะก่อนต่อมาจำเลยที่ 1 จึงไปยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายหมะในภายหลัง ดังนี้ ทั้งนายขอเดะและจำเลยที่ 1 ต่างมีฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของนายหมะเจ้ามรดกซ้อนกัน ระหว่างนั้นต้องถือว่าผู้จัดการมรดกทั้งสองต่างเป็นผู้จัดการมรดกโดยชอบซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 บัญญัติว่า"ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นอย่างอื่นถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด" และมาตรา 1724 วรรคแรก บัญญัติว่า "ทายาทย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันผู้จัดการมรดกได้ทำไปภายในขอบอำนาจในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดก" ข้อเท็จจริงฟังว่า ในวันที่ 10 พฤศจิกายน2536 ที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1เป็นผู้รับเงินมัดจำ 200,000 บาท ไปจากโจทก์ ซึ่งสัญญาจะซื้อขายที่ดินหรือสัญญาวางมัดจำตามเอกสารหมาย จ.2 นั้น ไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 1ผู้จะขายที่ดินพิพาททำสัญญาในฐานะผู้จัดการมรดกทั้งที่จำเลยที่ 1ในขณะนั้นได้เป็นผู้จัดการมรดกของนายหมะแล้วจึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทในนามส่วนตัวมิใช่กระทำในฐานะผู้จัดการมรดก ทั้งน่าเชื่อว่าในขณะทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทนั้นนายขอเดะผู้จัดการมรดกคนหนึ่งไม่ทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 ไปทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อทราบเรื่องนายขอเดะจึงได้ไปคัดค้าน ดังที่ปรากฏจากนายธุวชิต กอเงินกลาง เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอจะนะพยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 มายื่นคำขอขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ต่อมามีผู้คัดค้านการขาย เนื่องจากมีผู้อ้างว่ามีการตั้งผู้จัดการมรดกซ้อนกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาท โดยนายขอเดะผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งไม่ได้รู้เห็นและตกลงทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ด้วย จึงเป็นเหตุให้มีปัญหาขัดข้องจนจำเลยที่ 1 ไม่สามารถโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาให้แก่โจทก์ และแม้นายขอเดะผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งจะได้ตกลงกับจำเลยที่ 1 ในภายหลังว่า หากขายที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ก็ให้นำเงินมาแบ่งปันให้แก่จำเลยที่ 1 นางแอเส๊าะและนายขอเดะคนละเท่า ๆ กันนายขอเดะจึงไม่คัดค้านที่จะให้จำเลยที่ 1 ไปโอนที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากนายขอเดะผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งจึงไม่ใช่นิติกรรมที่ได้รับความเห็นชอบด้วยเสียงส่วนมาก ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทายาทผู้อื่นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1726 นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว จึงไม่มีผลผูกพันกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1724 ดังนี้สัญญาจะซื้อขายที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเสียเปล่าการที่นายขอเดะผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งมาให้ความยินยอมในภายหลังย่อมไม่ทำให้นิติกรรมที่ไม่ชอบเสียแล้วกลับเป็นนิติกรรมสมบูรณ์ขึ้นภายหลัง โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้จำเลยที่ 1 และนายขอเดะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทได้ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3ได้ทำสัญญาซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และนายขอเดะผู้จัดการมรดกร่วมในภายหลังโดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนแล้ว ทั้งได้ความจากพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้แจ้งยกเลิกการขายที่ดินพิพาทกับโจทก์แล้วตามเอกสารหมาย จ.3 ก่อนที่จำเลยที่ 1 และนายขอเดะจะทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 และนายขอเดะทำกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ใช่เป็นการกระทำที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำลงโดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 237 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 1724 ม. 1726
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สะมะแอ หะยีหวัง
จำเลย — นาง ลิเย๊าะ อิดิ้งหรืออิดิว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1443/2544
#68710
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ห. ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจาก ข. ผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่ง จึงไม่ใช่นิติกรรมที่ได้รับความเห็นชอบด้วยเสียงส่วนมาก ไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1726 ย่อมไม่ผูกพันกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1724 การที่ ข. ให้ความยินยอมในภายหลังไม่ทำให้นิติกรรมที่ไม่ชอบกลับเป็นนิติกรรมสมบูรณ์ขึ้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้จำเลยที่ 1 และ ข. ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขาย เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และ ข. ในภายหลังโดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนแล้ว ทั้งจำเลยที่ 1 ได้แจ้งยกเลิกการขายที่ดินพิพาทกับโจทก์แล้ว จึงไม่ใช่เป็นการกระทำที่ทำลงโดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือสัญญาจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ถึงกำหนดจำเลยที่ ๑ ไม่ไปโอนที่ดินให้แก่โจทก์และได้ขอผัดผ่อนเรื่อยมา ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำให้โจทก์เสียเปรียบและได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. ๓ ก.) ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แล้วให้จำเลยที่ ๑ ขายที่ดินให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ ๑ หากจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่โจทก์ได้ให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๘๐๐,๐๐๐ บาท แต่หากจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับโอนที่ดินโดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริต ขอให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินมัดจำ ๒๐๐,๐๐๐ บาท และชดใช้ค่าเสียหาย ๘๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ในวันนัดโอนที่ดินจำเลยที่ ๑ ไปสำนักงานที่ดินแต่โจทก์ไม่มีเงินพร้อมที่จะชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ ๑ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ ๑ ชอบที่จะริบมัดจำได้ และโจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติตามสัญญา จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ โดยสุจริต จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ ๑ และนายขอเดะ โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตทั้งได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. ๓ ก) ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แล้วให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ ๑ ให้โจทก์ชำระราคาที่ยังค้างอยู่ในวันจดทะเบียนโอนที่ดิน หากจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถจดทะเบียนโอนขายที่ดินแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินมัดจำจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาทและเบี้ยปรับอีก ๒๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของเงินมัดจำ ๒๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของเบี้ยปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ซึ่งสัญญาจะซื้อขายที่ดินหรือสัญญาวางมัดจำนั้น ไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ ๑ ผู้จะขายที่ดินพิพาททำสัญญาในฐานะผู้จัดการมรดก ทั้งที่จำเลยที่ ๑ ในขณะนั้นได้เป็นผู้จัดการมรดกของนายหมะแล้ว จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทในนามส่วนตัว มิใช่กระทำในฐานะผู้จัดการมรดก ทั้งน่าเชื่อว่าในขณะทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทนั้นนายขอเดะผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งไม่ทราบเรื่องที่จำเลยที่ ๑ ไปทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จึงไม่ใช่นิติกรรมที่ได้รับความเห็นชอบด้วยเสียงส่วนมาก ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทายาทผู้อื่น ไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๒๖ นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว จึงไม่มีผลผูกพันกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๒๔ ดังนี้ สัญญาจะซื้อขายที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเสียเปล่า การที่นายขอเดะผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งมาให้ความยินยอมในภายหลัง ย่อมไม่ทำให้นิติกรรมที่ไม่ชอบเสียแล้วกลับเป็นนิติกรรมสมบูรณ์ขึ้นภายหลัง โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้จำเลยที่ ๑ และนายขอเดะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทได้ เมื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ทำสัญญาซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๑ และนายขอเดะผู้จัดการมรดกร่วมในภายหลังโดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนแล้ว ทั้งได้ความจากพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ ได้แจ้งยกเลิกการขายที่ดินพิพาทกับโจทก์แล้วก่อนที่จำเลยที่ ๑ และนายขอเดะจะทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ ๑ และนายขอเดะทำกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ใช่เป็นการกระทำที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำลงโดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๓๗

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 1724 ม. 1726
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสะมะแอ หะยีหวัง
จำเลย — นางลิเย๊าะ อิดิ้งหรืออิดิง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายธวัช นกแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา