คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1370/2544
#98654
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ขายฝากได้ไถ่ที่ดินพิพาทจากผู้ซื้อภายในกำหนดในสัญญาขายฝากแล้ว แม้จะไม่มีการจดทะเบียนไถ่การขายฝากก็เป็นเพียงทำให้การกลับคืนมาซึ่งทรัพยสิทธิในที่ดินพิพาทยังไม่บริบูรณ์เท่านั้น แต่มีผลใช้บังคับยันกันเองได้ แม้ยังมิได้มีการจดทะเบียนไถ่ ที่ดินที่ขายฝากก็ตกเป็นของผู้ขายฝากทันที ซึ่งมีผลบังคับยันกันได้ระหว่างคู่สัญญา ผู้จัดการมรดกของผู้ขายฝากย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนและฟ้องร้องขอให้ผู้ซื้อจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินในระยะเวลาใดก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๔๘๕, ๕๗๓ และ ๕๗๔ ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายมะแอ แวเด็ง หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนไถ่ให้แก่โจทก์ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยหากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติได้ให้ใช้ราคาที่ดิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินตามหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๔๘๕, ๕๗๓, ๕๗๔ ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ให้แก่โจทก์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายมะแอ แวเด็ง (ผู้วายชนม์) หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียน ให้ถือเอาตามคำพิพากษา แทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนที่ดินพิพาทคืนให้โจทก์ได้ ให้ใช้ราคาแทน เป็นเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๒๗ นายมะแอบิดาโจทก์ได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาททั้งสามแปลงแก่จำเลยในราคา ๔๒,๔๒๐ บาท กำหนดไถ่ภายใน ๑ ปี ตามหนังสือสัญญาขายฝากและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เอกสารหมาย จ.๒ ถึง จ.๕ ต่อมาวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ นายมะแอ ถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายมะแอโดยคำสั่งศาลชั้นต้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่านายมะแอไถ่ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงภายในกำหนด ๑ ปี ตามสัญญาขายฝากหรือไม่ ได้ความจากพยานโจทก์ว่า เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๒๘ นายมะแอนำเงิน ๔๒,๔๒๐ บาท ไปไถ่ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงจากจำเลยที่บ้านจำเลย จำเลยจึงคืนเอกสารหมาย จ.๒ ถึง จ.๕ ให้แก่นายมะแอแต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนไถ่ที่ดินพิพาททั้งสามแปลง ต่อมานายมะแอ ถึงแก่ความตาย โจทก์ตรวจพบเอกสารหมาย จ.๒ ถึง จ.๕ จึงดำเนินการติดต่อกับผู้ที่เกี่ยวข้องจนทราบจาก นายอับดุลเลาะแวหะยี ว่านายมะแอไถ่ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงจากจำเลยแล้ว ส่วนจำเลยนำสืบอ้างว่า นายมะแอยังมิได้ไถ่ที่ดินพิพาท เหตุที่เอกสารหมาย จ.๒ ถึง จ.๕ อยู่ที่นายมะแอเนื่องจากในวันจดทะเบียนการขายฝากที่ดินพิพาท จำเลยและนายมะแอต่างไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปัตตานี หลังจากจำเลยได้ลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ เพื่อจดทะเบียนการขายฝากแล้วจำเลยติดธุระ จำเลยจึงบอกนายมะแอว่าหากจดทะเบียนการขายฝากเสร็จให้นายมะแอนำเอกสาร การจดทะเบียนขายฝากไปให้จำเลยที่ร้านจำเลยด้วย จำเลยยังไม่ได้รับเอกสารดังกล่าวจากนายมะแอเลย เห็นว่า โจทก์มีนายอับดุลเลาะเบิกความยืนยันประกอบเอกสารหมาย จ.๒ ถึง จ.๕ ว่า พยานพร้อมนายมะแอไปพบจำเลยที่ร้านจำเลย เมื่อนายมะแอมอบเงินแก่จำเลยแล้วก็ได้รับเอกสารหมาย จ.๒ ถึง จ.๕ คืนจากจำเลย นอกจากนี้ยังไม่ได้ความจากนายแวบากา ปอซารี อดีตผู้ใหญ่บ้านท้องที่ นายมูหามะ มะตีเยาะ ผู้ใหญ่บ้านท้องที่ปัจจุบัน และนางแมะโหมง สาแม เจ้าของที่ดินข้างเคียงพยานโจทก์ว่า นายมะแอและครอบครัวครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ดังนั้น การที่นายมะแอได้รับเอกสารทั้งสัญญาขายฝากฉบับผู้ขายฝากกับฉบับผู้รับซื้อฝาก และหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ที่ดินพิพาท ตามเอกสารหมาย จ.๒ ถึง จ.๕ มาไว้ในครอบครองโดยมีพยานบุคคลสนับสนุนด้วยเช่นนี้ย่อมทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลมั่นคงเชื่อได้ว่า นายมะแอได้ไถ่ที่ดินพิพาทจากจำเลยภายในกำหนด ๑ ปีตามที่กำหนดไว้ในสัญญาขายฝากแล้ว แม้จะไม่มีการจดทะเบียนไถ่การขายฝากก็เป็นเพียงทำให้การกลับคืนมาซึ่งทรัพยสิทธิในที่ดินพิพาทไม่บริบูรณ์เท่านั้น แต่มีผลใช้บังคับยันกันได้ระหว่างนายมะแอกับจำเลย ทางเจ้าพนักงานที่ดินจะมอบให้ผู้รับซื้อฝากเก็บรักษาไว้ ส่วนผู้ขายฝากจะเก็บรักษาไว้เพียงสัญญาขายฝากฉบับผู้ขายฝากเท่านั้น จำเลยซึ่งเคยรับซื้อฝากที่ดินมาหลายครั้งแล้วย่อมทราบและเข้าใจในเรื่องนี้ จำเลยจะมาอ้างลอย ๆ ว่าในวันที่ จดทะเบียนการขายฝากจำเลยติดธุระอื่นไม่อาจรอรับเอกสารดังกล่าว ย่อมไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอ อีกทั้งหลังจากจดทะเบียนการขายฝากแล้วก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยไปติดตามหาเอกสารดังกล่าวจากนายมะแออีกเลย จนกระทั่งต้นปี ๒๕๓๘ เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งให้จำเลยไปรับรองแนวเขตให้เจ้าของที่ดินข้างเคียง จำเลยจะไปรับรองแนวเขต แต่จำเลยหาเอกสารดังกล่าวไม่พบ จึงไปสอบถามนายมะแอ นายมะแออ้างว่าไม่ทราบ การที่จำเลยปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานานประมาณ ๑๐ ปี โดยไม่สนใจที่จะติดตามหาเอกสารดังกล่าวอันเป็นเอกสารสำคัญเช่นนี้ ย่อมเป็นการผิดปกติของจำเลยซึ่งเคยรับซื้อฝากที่ดินมาก่อน ประกอบกับเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๙ จำเลยเพิ่งยื่นคำขอออกใบแทนหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ที่ดินพิพาท ตามเอกสารหมาย จ.๘ ถึง จ.๑๐ ระบุว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับเจ้าของ ซึ่งจำเลยเก็บไว้สูญหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงขัดแย้งกับข้ออ้างจำเลยในชั้นพิจารณา ยิ่งทำให้พยานจำเลยมีพิรุธ น่าสงสัยไม่อาจรับฟังตามที่จำเลยอ้างได้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า โจทก์มิได้ฟ้องคดีภายในกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่ ครบกำหนดการไถ่ที่ดินพิพาททั้งสามแปลง คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ แล้วหรือไม่ เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยมาแล้วว่า นายมะแอได้ไถ่ที่ดินพิพาทภายในกำหนด ๑ ปี ตามที่กำหนดในสัญญาขายฝากแล้ว แม้ยังมิได้มีการจดทะเบียนไถ่ที่ดินพิพาทก็ตกเป็นของนายมะแอทันที ซึ่งมีผลบังคับยันกันได้ระหว่างนายมะแอกับจำเลย เมื่อโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายมะแอจึงมีผลบังคับยันกันได้ระหว่างโจทก์กับจำเลยด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายมะแอเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสามแปลงย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนและฟ้องร้องขอให้จำเลยจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทแก่โจทก์ในระยะเวลาใดก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/9 ม. 193/30 ม. 194 ม. 369 ม. 492 ม. 498 ม. 1299 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปาตีเมาะ แวเด็ง
จำเลย — นายบุญรัตน์ ลิ่มกังวาฬมงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายเสกสรร เจียมสุขสุจิตต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1367/2544
#44613
เปิดฉบับเต็ม

จ. ทำพินัยกรรมไว้ที่อำเภอระบุว่า ขอมอบที่ดินให้เป็นสมบัติแก่สุเหร่าคันนายาวเพื่อเก็บเงินซึ่งได้จากค่าเช่าที่ดินใช้เป็นประโยชน์ในทางกุศลของสุเหร่าคันนายาว จะทำการหักโอนให้เป็นสิทธิโดยสมบูรณ์ได้ต่อเมื่อสุเหร่าคันนายาวได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เป็นการแสดงถึงเจตนาโดยแน่ชัดของจ. ว่า จะยกที่ดินให้แก่สุเหร่าคันนายาวเมื่อได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิแล้ว แม้ภายหลังจำเลยมิได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิแต่ก็ได้จดทะเบียนเป็นมัสยิด ซึ่งมีลักษณะเป็นองค์การสาธารณกุศลตรงตามวัตถุประสงค์ของ จ. ที่ดินจึงตกเป็นของจำเลย โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ จ. ไม่มีอำนาจนำมาแบ่งปันแก่ทายาทโดยธรรมอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของนางเจ๊ะ ฟาอิดิน ตามคำสั่งศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 18047/2530 นางเจ๊ะมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 1493 เนื้อที่ 12 ไร่ 40 ตารางวา จำเลยยึดหน่วงครอบครองโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้โดยไม่มีเหตุอันสมควรโจทก์ทั้งสามไม่สามารถแบ่งปันมรดกให้เสร็จสิ้นได้ ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 1493 ตำบลคันนายาว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานครแก่โจทก์ทั้งสามหากส่งมอบไม่ได้ ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินแทนโฉนดที่ดินที่สูญหาย

จำเลยให้การว่า ก่อนนางเจ๊ะ ฟาอิดิน เจ้ามรดกถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2490 นางเจ๊ะได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองในเรื่องการจัดการทรัพย์สินของตนเอง โดยเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 1493 ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลย (สุเหร่าคันนายาว)และนางเจ๊ะได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายหะยีมาน ฟาอิดิน เป็นผู้จัดการมรดก ภายหลังนายหะยีมานร้องขอต่อศาลแพ่งขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนางเจ๊ะ ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดโต้แย้งคัดค้านความถูกต้องแท้จริงแห่งพินัยกรรม อีกทั้งเมื่อนางเจ๊ะได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินและส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 1493 ให้แก่จำเลยจำเลยมีเจตนายึดถือเพื่อตน โดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ และฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่านางเจ๊ะ ฟาอิดิน เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท โฉนดเลขที่ 1493ตำบลคันนายาว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร นางเจ๊ะมีบุตร 3 คน คือ นายหะยีโฮม นายหะยีมาน และนายสะอาดหรือหะยีเซ็น ต่อมาศาลแพ่งมีคำสั่งให้นางเจ๊ะเป็นคนสาบสูญและมีคำสั่งให้นายหะยีมานเป็นผู้จัดการมรดกของนางเจ๊ะหลังจากนายหะยีมาน นายหะยีโฮม และนายสะอาดหรือหะยีเซ็นถึงแก่กรรม ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 บุตรของนายหะยีโฮม โจทก์ที่ 2บุตรของนายสะอาดหรือหะยีเซ็น และโจทก์ที่ 3 บุตรของนายหะยีมานเป็นผู้จัดการมรดกของนางเจ๊ะ คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า นางเจ๊ะได้ทำพินัยกรรมเอกสารแบบฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาคำสั่งของศาลชั้นต้นเอกสารหมาย ล.4 ซึ่งสั่งให้นายหะยีมานเป็นผู้จัดการมรดกของนางเจ๊ะ เนื่องจากนางเจ๊ะเป็นคนสาปสูญนั้น ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ก่อนเดินทางไปจากประเทศไทย นางเจ๊ะได้ทำพินัยกรรมไว้ที่อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28มีนาคม 2490 ระบุให้นายหะยีมานผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกและตามสำเนาพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง เอกสารหมาย ล.3ข้อ 5 มีข้อความชัดแจ้งว่า "ที่ดินโฉนดเลขที่ 1493 เนื้อที่ดิน12 ไร่ 40 วา ตำบลคันนายาว อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนครที่ดินแปลงนี้ขอยกมอบให้เป็นสมบัติแก่สุเหร่าคันนายาวเพื่อเก็บเงินซึ่งได้จากค่าเช่าที่ดินแปลงนี้ ใช้เป็นประโยชน์ในทางกุศลของสุเหร่าคันนายาว จะทำการหักโอนให้เป็นสิทธิโดยสมบูรณ์ได้นั้นต่อเมื่อสุเหร่าคันนายาวได้ทำการจดทะเบียนเป็นมูลนิธิถูกต้องตามกฎหมายแล้ว..... ห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดทำการขายหรือหักโอนที่ดินแปลงนี้ให้เป็นสมบัติแก่ผู้อื่น" อันแสดงถึงเจตนาโดยแน่ชัดของนางเจ๊ะเจ้ามรดกว่าประสงค์ที่จะยกที่ดินพิพาทให้แก่สุเหร่าคันนายาว เมื่อได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิแล้ว แม้ภายหลังจำเลยมิได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ แต่ก็ได้จดทะเบียนเป็นมัสยิดซึ่งมีลักษณะเป็นองค์การสาธารณกุศลตรงตามวัตถุประสงค์ของเจ้ามรดกตั้งแต่ปี 2492 ก่อนศาลมีคำสั่งให้เจ้ามรดกเป็นคนสาปสูญ ต่อมาเมื่อโจทก์ทั้งสามได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก ก็ได้ฟ้องเรียกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทและโฉนดที่ดินเลขที่ 1642 จากนางมาเรียม เสนีวงศ์ และนายวัชรชัย เสนีวงศ์โดยศาลฎีกาในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยไว้ตอนหนึ่งว่า สำหรับโฉนดที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสามเรียกจากจำเลยทั้งสองนั้นได้อยู่ในความครอบครองของสุเหร่าคันนายาว ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกคำขอส่วนนี้ของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามไม่อุทธรณ์เกี่ยวกับโฉนดดังกล่าว นอกจากนั้นศาลฎีกายังวินิจฉัยยืนยันข้อเท็จจริงไว้ด้วยว่า ทรัพย์มรดกของนางเจ๊ะ เคยมีนายหะยีมานเป็นผู้จัดการมรดกและได้จัดการทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของนางเจ๊ะไปตามข้อกำหนด แต่เนื่องจากนายหะยีมานถึงแก่กรรมไปนานแล้วเมื่อศาลตั้งให้โจทก์ทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดก จึงวินิจฉัยให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิเรียกโฉนดที่ดินเลขที่ 1642 จากจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวได้ เว้นแต่โฉนดที่ดินเลขที่ 1493 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้ เพราะอยู่ในความครอบครองของสุเหร่าคันนายาวปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 345/2540 เอกสารหมายจ.15 พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวประกอบกับคำเบิกความของนายดิลก ศรีวัลลภ พยานจำเลยซึ่งลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมหมาย ล.3 ที่ยืนยันว่า นางเจ๊ะทำพินัยกรรมแบบฝ่ายเมือง เอกสารหมาย ล.3 ที่อำเภอบางกะปิ โดยมีนายอำเภอเป็นผู้ดำเนินการให้และพยานเป็นผู้ร่วมลงลายมือชื่อในฐานะพยานด้วย กับนายวัชรชัย เสนีวงศ์ ซึ่งเป็นอิหม่ามของจำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์อีกปากหนึ่งว่า โฉนดที่ดินพิพาทนั้นจำเลยเป็นผู้เก็บรักษา และปัจจุบันอยู่ที่จุฬาราชมนตรี โจทก์ทั้งสามคงเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า นางเจ๊ะมิได้ทำพินัยกรรมไว้ทั้งที่โจทก์ทั้งสามเป็นทายาทของบุตร นางเจ๊ะเจ้ามรดกอันอยู่ในชั้นสนิทที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์ทั้งสามเคยเป็นสัปบุรุษของมัสยิดจำเลย จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ทั้งสามไม่ทราบเรื่องการทำพินัยกรรมของนางเจ๊ะ และการจัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายหะยีมานมาก่อน คำเบิกความของโจทก์ทั้งสามมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งรับฟังได้มั่นคงว่านางเจ๊ะได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้จำเลยจริงอันเป็นการแสดงเจตนาโดยปริยายต่อทายาทโดยธรรมของตนทุกคนมิให้รับมรดกในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคสองเมื่อจำเลยได้จดทะเบียนเป็นมัสยิดมีฐานะเป็นนิติบุคคลในทำนองเดียวกับมูลนิธิตามที่ปรากฏให้พินัยกรรมแล้ว ย่อมเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของจำเลยโจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจจัดการมรดกเกี่ยวกับที่ดินพิพาท เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทโดยธรรมอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามโดยไม่วินิจฉัยประเด็นพิพาทข้ออื่นนั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1658 ม. 1684
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อีซา ฝาอิดิน (ฟาอิดิน) กับพวก
จำเลย — มัสยิดยัมอียะตุ้มมุสลีมิน
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1367/2544
#69631
เปิดฉบับเต็ม

ผู้สาบสูญได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้สุเหร่าคันนายาวต่อเมื่อได้ทำการจดทะเบียนเป็นมูลนิธิถูกต้องตามกฎหมาย อันเป็นการแสดงเจตนาโดยปริยายตัดทายาทโดยธรรมของตนทุกคนมิให้รับมรดกในที่ดินพิพาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสอง เมื่อสุเหร่าคันนายาวได้จดทะเบียนเป็นมัสยิดจำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลในทำนองเดียวกับมูลนิธิตามที่ปรากฏในพินัยกรรม ย่อมเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของนางเจ๊ะ ฟาอิดิน นางเจ๊ะมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินเนื้อที่ 12 ไร่ 40 ตารางวา จำเลยยึดหน่วงครอบครองโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้โดยไม่มีเหตุอันสมควร โจทก์ทั้งสามไม่สามารถแบ่งปันมรดกให้เสร็จสิ้นได้ ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสาม หากส่งมอบไม่ได้ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินแทนโฉนดที่ดินที่สูญหาย

จำเลยให้การว่า ก่อนนางเจ๊ะ ฟาอิดิน เจ้ามรดกถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2490 นางเจ๊ะได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองในเรื่องการจัดการทรัพย์สินของตนเอง โดยเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 1493 ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลย (สุเหร่าคันนายาว) ให้จำเลยสามารถใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินดังกล่าวอย่างเป็นเจ้าของ อีกทั้งเมื่อนางเจ๊ะได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองดังกล่าว ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินและส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 1493 ให้แก่จำเลย และตัวแทนของจำเลยเป็นผู้เก็บรักษาในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มีสิทธิยึดถือครอบครองโฉนดและที่ดินโดยสุจริตตลอดมา จำเลยมีเจตนาในการยึดที่ดินและโฉนดที่พิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ โจทก์ทั้งสามหรือทายาทของนางเจ๊ะทุกคนต่างทราบดี จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ และฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งรับฟังได้มั่นคงว่านางเจ๊ะได้ทำนัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้จำเลยจริง อันเป็นการแสดงเจตนาโดยปริยายตัดทายาทโดยธรรมของตนทุกคนมิให้รับมรดกในที่ดินพิพาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสอง เมื่อจำเลยได้จดทะเบียนเป็นมัสยิดมีฐานะเป็นนิติบุคคลในทำนองเดียวกับมูลนิธิตามที่ปรากฏในพินัยกรรมแล้วย่อมเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของจำเลย โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจจัดการมรดกเกี่ยวกับที่ดินพิพาท เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทโดยธรรมอีกต่อไป

พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลย 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1608 วรรคสอง ม. 1646 ม. 1676 ม. 1678 ม. 1679
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอีซา ฝาอิดิน (ฟาอิดิน) กับพวก
จำเลย — มัสยิดยัมอียะตุ้มมุสลีมิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายณรงค์ กลั่นวารินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1360/2544
#69583
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ป. กับ ศ. มีสินสมรสคือ ที่ดินตาม น.ส. 3 ก. ต่อมา ป. ตาย ที่ดินจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ต่อมา ศ. โอนที่ดินให้จำเลย จำเลยได้ไปขอออกโฉนด ขอให้จำเลยแบ่งที่ดินมรดกในส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับ จำเลยให้การไว้ว่า ศ. ยกที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยได้ที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน คำให้การของจำเลยจึงขัดแย้งกันเอง เพราะการที่ ศ. ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยย่อมเห็นได้ในเบื้องต้นว่าเป็นการให้โดยเสน่หาซึ่งไม่มีค่าตอบแทน หากจำเลยเสียค่าตอบแทนอย่างไรก็ต้องกล่าวไว้ในคำให้การให้ชัดแจ้ง คำให้การเช่นนี้จึงไม่มีประเด็นในเรื่องการรับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เมื่อศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ จำเลยก็มิได้คัดค้านว่าประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ไม่ครบถ้วน การที่จำเลยยกประเด็นข้อนี้ขึ้นอ้างในอุทธรณ์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยชอบแล้ว

ฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่า ที่ดินพิพาทติดจำนอง จำเลยไถ่ถอนจำนองเอง ซึ่งเป็นการได้ที่ดินโดยเสียค่าตอบแทนและโจทก์ได้รับมรดกส่วนของตนไปแล้วนั้น จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายโปร่งกับนางศิริ คุณอุดม ในระหว่างบิดามารดาอยู่กินฉันสามีภริยามีสินสมรสคือที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๓๗๐ เนื้อที่ ๙ ไร่ ๒ งาน ๕๖ ตารางวา เมื่อปี ๒๕๑๒ นายโปร่งถึงแก่ความตายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ต่อมาปี ๒๕๓๗ นางศิริโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยในปี ๒๕๓๙ จำเลยได้ไปขอออกโฉนดเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๒๐๔ โจทก์ขอให้จำเลยจัดการแบ่งที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกในส่วนที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับเป็นเนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ๙ ตารางวา แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๒๐๔ ดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ๙ ตารางวา หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ ให้ยึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ตามส่วน ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินในส่วนของโจทก์และห้ามเกี่ยวข้องในที่ดินส่วนดังกล่าว

จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนางศิริ คุณอุดม มารดาของโจทก์และจำเลย ต่อมาปี ๒๕๓๗ นางศิริยกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลย จำเลยได้ที่ดินมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์มรดกดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๒๐๔ เนื้อที่ดิน ๑ ไร่ ๒ งาน ๙ ตารางวา หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยให้การไว้ว่านางศิริยกที่ดินพิพาทให้จำเลยเมื่อปี ๒๕๓๗ จำเลยได้ที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน คำให้การของจำเลยในเรื่องนี้จึงขัดแย้งกันเอง เพราะการที่นางศิริยกที่ดินพิพาทให้จำเลยย่อมเห็นได้ในเบื้องต้นว่าเป็นการให้โดยเสน่หาซึ่งไม่มีค่าตอบแทน หากจำเลยเสียค่าตอบแทนอย่างไรก็ต้องกล่าวไว้ในคำให้การให้ชัดแจ้ง คำให้การเช่นนี้จึงไม่มีประเด็นในเรื่องการรับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เมื่อศาลชั้นต้นชี้สองสถานก็มิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ซึ่งจำเลยก็มิได้คัดค้านว่าประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ไม่ครบถ้วน การที่จำเลยยกประเด็นข้อนี้ขึ้นอ้างในอุทธรณ์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ไม่รับวินิจฉัยชอบแล้ว

และที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า จำเลยได้ที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โดยขณะจำเลยรับการยกให้ ที่ดินพิพาทติดจำนองและจำเลยไถ่ถอนจำนองเองนั้น จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ด้วย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ได้ที่ดินอันเป็นทรัพย์ทรดกของนายโปร่งไปเหมือนกับจำเลยและนำไปขายแล้ว เท่ากับโจทก์ยอมรับว่าได้รับมรดกส่วนของตนไปแล้วนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ยกความข้อนี้ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 183 ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 226 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประยูร คุณอุดม
จำเลย — นางมาริฐา มีชัยภูมิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายนิทัศน์ หวังวิวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1352/2544
#36450
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำเอกสารเท็จยื่นขอเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของมณฑลทหารบกที่ 31 แม้ค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวอยู่ใน ความดูแลรับผิดชอบของมณฑลทหารบกที่ 31 แต่มณฑลทหารบกที่ 31เป็นเพียงหน่วยงานของกองทัพบกสังกัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2503 มาตรา 17 กำหนดให้กองทัพบกเป็นนิติบุคคล มณฑลทหารบกที่ 31 ไม่มีฐานะ เป็นนิติบุคคลจึงไม่ใช่ผู้เสียหายหรือถือว่าเป็นผู้แทนอื่นตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(3) การที่ พลตรี ศ. ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 31 มอบอำนาจให้พันโท ป. มาร้องทุกข์ ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวแทนกองทัพบก จึงถือว่าไม่มีการร้องทุกข์พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกและจ่าสิบเอกวิวัฒน์ ขำสุวรรณ์ จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 143/2540 ของศาลชั้นต้นได้ร่วมกันหลอกลวงกองทัพบกผู้เสียหายที่ 1 และมณฑลทหารบกที่ 31 (ค่ายจิรประวัติ) ผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยจำเลยกับพวกและจ่าสิบเอกวิวัฒน์ได้ร่วมกันจัดทำใบสำคัญความเห็นแพทย์ ใบสั่งการรักษา/แจ้งหนี้ ใบรับรองรายการยาและอวัยวะเทียมที่ไม่มีจำหน่ายในสถานพยาบาล ใบเสร็จรับเงินแสดงการจัดซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์ โดยอ้างว่านางผอบ ขำสุวรรณ์มารดาของจ่าสิบเอกวิวัฒน์ป่วย พิการ เข้ารับการตรวจรักษาจากแพทย์โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จังหวัดตาก และได้ซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์ไปเป็นเงิน 23,910 บาท อันเป็นความเท็จ ความจริงนางผอบไม่ได้ป่วย พิการ ไม่ได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ และไม่ได้มีการซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวข้างต้น แล้วจ่าสิบเอกวิวัฒน์ได้นำเอกสารไปยื่นขอเบิกเงินจากเจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายที่ 2 โดยการหลอกลวงเช่นว่านั้นทำให้เจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายที่ 2 หลงเชื่อจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จ่าสิบเอกวิวัฒน์และจำเลยกับพวกไป เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 23,910 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง และนับโทษต่อ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุก 1 ปี นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1013/2542, 1014/2542, 1015/2542และ 1016/2542 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาสู่ศาลฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า นอกจากกองทัพบกจะเป็นผู้เสียหายในคดีนี้แล้ว มณฑลทหารบกที่ 31 จะเป็นผู้เสียหายในคดีที่จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 หรือไม่ ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับพวกจัดทำเอกสารใบรับรองแพทย์ ใบแจ้งหนี้ ใบรับรองรายการยาและอวัยวะเทียมและใบเสร็จรับเงินว่านางผอบ ขำสุวรรณ์ เข้ารับการรักษาจากแพทย์โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จังหวัดตาก และได้ซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์เป็นเงิน 23,910 บาท อันเป็นความเท็จแล้วยื่นขอเบิกเงินจำนวนดังกล่าวจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของมณฑลทหารบกที่ 31 เป็นการฉ้อโกงกองทัพบกและมณฑลทหารบกที่ 31 ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับความเสียหายซึ่งข้อเท็จจริงในทางพิจารณารับฟังได้ว่า ค่ารักษาพยาบาลที่จำเลยกับพวกเบิกไปจากมณฑลทหารบกที่ 31 เป็นเงินสวัสดิการอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของมณฑลทหารบกที่ 31 ซึ่งมณฑลทหารบกที่ 31 เป็นเพียงหน่วยงานของกองทัพบกผู้เสียหายที่ 1 สังกัดกระทรวงกลาโหม ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2503 มาตรา 17 กำหนดให้กองทัพบกเป็นนิติบุคคล มณฑลทหารบกที่ 31 ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มณฑลทหารบกที่ 31 เป็นเพียงต้นสังกัดผู้อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลของกองทัพบกแก่จำเลยกับพวกเท่านั้น มณฑลทหารบกที่ 31 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายหรือถือว่าเป็นผู้แทนอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(3) การที่พลตรีศิลกัล กัลยาณมิตร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 31 มอบอำนาจให้พันโทประยูร ต๊ะปินตามาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยกับพวกฐานความผิดฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว มิใช่คดีอาญาแผ่นดินแทนกองทัพบกผู้เสียหายที่ 1 ทั้งกองทัพบกก็ไม่ได้ร้องทุกข์ จึงถือว่าไม่มีการร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน และพนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120, 121 ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยไม่ให้การต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า พนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5
พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2503 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์
จำเลย — ร้อยโท นที ฉิมไทย
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1350/2544
#99025
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาแม้จะเป็นเพียงชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ครบองค์ประกอบความผิดที่ได้ฟ้อง จึงจะทำให้คดีโจทก์มีมูลอันจะพึงประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 167

ข้อเท็จจริงตามฟ้องและในทางนำสืบของโจทก์ฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการสั่งให้หยุดกิจการค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดชั่วคราว และขนสินค้าทั้งหมดของห้างซึ่งโจทก์เป็นหุ้นส่วนและเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยออกไปตรวจนับที่อื่นโดยไม่ให้โจทก์มีส่วนรู้เห็นและใช้เวลาในการตรวจสอบนานกว่าปกติก่อนที่จะแจ้งโจทก์ว่าสินค้าสูญหายไปจากบัญชีโดยอ้างว่าสินค้ามีปริมาณมากและโจทก์ไม่ยอมส่งมอบบัญชีรายรับ รายจ่ายของห้างฯ ให้แก่จำเลย อีกทั้งสมุดบัญชีของห้างฯ ยังกระจัดกระจายไม่ต่อเนื่องทำให้ยากต่อการตรวจสอบ ทำให้การตรวจสอบล่าช้า การที่โจทก์นำสืบแต่เพียงว่าตรวจพบว่าสินค้าที่จำเลยอ้างว่าสูญหายนั้นไปปรากฏในช่องรายการจ่ายของสมุดคุมยอดจำนวนสินค้าอันแสดงว่าสินค้าเหล่านั้นไม่ได้หายไปในวันที่จำเลยทำการตรวจนับสินค้า แต่ถูกจำหน่ายไปภายหลังโดยจำเลยมีเจตนายักยอกเอาเป็นของตน โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นชัดว่าการที่สินค้าสูญหายเกิดจากการที่จำเลยเจตนาเบียดบังเอาสินค้าหรือเงินที่ได้จากการจำหน่ายสินค้านั้นเป็นของจำเลยหรือบุคคลที่สามโดยทุจริตอย่างไร เพราะหากจำเลยมีเจตนาเช่นนั้นจริง จำเลยย่อมไม่นำรายการสินค้าที่ตนยักยอกมาลงในรายการจ่ายดังกล่าวให้เป็นพยานหลักฐานผูกมัดตนเป็นแน่ เมื่อโจทก์ไม่นำสืบความจริงในข้อนี้ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด พยานหลักฐานโจทก์ในชั้นนี้จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าคดีโจทก์มีมูลตามข้อกล่าวหา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 91 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2435/2541, 3383/2541, 3384/2541, 3427/2541 และ 3428/2541 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า คดีโจทก์มีมูลพอที่จะประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยสั่งหยุดกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดวีรังคบุตรพร้อมกับขนสินค้าออกไปตรวจนับ โดยไม่ยอมให้โจทก์มีส่วนรับรู้และห้ามปรามมิให้โจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบสินค้า อีกทั้งใช้เวลาตรวจสอบเนิ่นนานเกินความจำเป็นแล้วจึงแจ้งว่าสินค้าสูญหายไปจากบัญชี เป็นเหตุผลเพียงพอให้ฟังว่าคดีโจทก์มีมูลที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานยักยอกนั้น ศาลฎีกาได้พิจารณาคำเบิกความของโจทก์แล้ว คงได้ความแต่เพียงว่า จำเลยสั่งให้หยุดกิจการค้าชั่วคราวและขนสินค้าออกไปตรวจนับที่อื่น โดยไม่ให้โจทก์มีส่วนรู้เห็นและใช้เวลาในการตรวจสอบนานกว่าปกติแล้วแจ้งให้โจทก์ทราบว่าสินค้าสูญหายไปจากบัญชี ซึ่งยังฟังไม่ถนัดว่าเป็นพฤติการณ์เบียดบังทรัพย์ตามที่โจทก์ฎีกา เพราะตามทางไต่สวนได้ความว่า หลังจากที่โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือเร่งรัดให้จำเลยส่งมอบบัญชีรายรับ-รายจ่าย และบัญชีสินค้าคงเหลือแก่โจทก์ จำเลยได้แจ้งให้ทนายโจทก์ทราบว่า เหตุที่ยังไม่แจ้งผลการตรวจสอบสินค้าคงเหลือและการดำเนินการด้านบัญชีรายรับ-รายจ่ายล่าช้า เนื่องจากปริมาณสินค้ามีมาก การตรวจนับจึงยังไม่แล้วเสร็จ และโจทก์กับนางสาวบรรณเพ็ญ วีรังคบุตร พี่สาวของโจทก์มิได้ส่งมอบบัญชีรายรับ-รายจ่ายของห้างให้แก่จำเลย นอกจากนี้แล้วจำเลยยังแจ้งไปด้วยว่าสมุดบัญชีต่าง ๆ ของห้างก็ไม่บริบูรณ์และกระจัดกระจายไม่ต่อเนื่องทำให้ยากแก่การตรวจสอบ ซึ่งถ้าความจริงเป็นไปตามหนังสือที่จำเลยมีไปถึงทนายโจทก์ดังกล่าว การที่จำเลยใช้เวลาตรวจสอบสินค้าและสมุดบัญชีนานกว่าปกติก็มีเหตุผลอยู่ ส่วนที่นายฉัตรชัย ศรีว่องไทย ทนายโจทก์เบิกความว่า หลังจากที่จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2541 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าสินค้าของห้างสูญหาย พยานได้ตรวจสอบบัญชีสินค้าดังกล่าวพบว่ามีสินค้าบางรายการที่จำเลยอ้างว่าสูญหายถูกขายให้แก่บุคคลภายนอก แสดงว่าสินค้าเหล่านั้นมิได้สูญหายตามที่จำเลยกล่าวอ้าง แต่จำเลยมีเจตนายักยอกเอาเป็นของตนนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ความข้อนี้เป็นข้อสำคัญที่สุด เพราะถ้าข้อเท็จจริงฟังได้ดังคำของนายฉัตรชัย คดีโจทก์ก็น่าจะมีมูลพอที่จะประทับฟ้องไว้พิจารณา แต่โจทก์กลับไม่นำสืบให้ปรากฏชัดว่า สินค้าตามรายการที่โจทก์ทำเครื่องหมายดอกจันและขีดเส้นไต้ไว้ในสมุดทำการตรวจนับสินค้าคงเหลือ ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นสินค้าที่จำเลยอ้างว่าหายไปแต่ไปปรากฏในช่องรายการจ่ายของสมุดคุมยอดจำนวนสินค้าอันแสดงว่าสินค้าเหล่านั้นไม่ได้หายไปในวันที่จำเลยทำการตรวจนับสินค้า แต่ถูกจำหน่ายไปภายหลังนั้น เกิดจากเจตนาเบียดบังเอาสินค้าหรือเงินที่ได้จากการจำหน่ายสินค้านั้นเป็นของจำเลยหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต เพราะหากจำเลยมีเจตนาเช่นนั้นจริง จำเลยย่อมไม่นำรายการสินค้าที่ตนยักยอกมาลงในรายการจ่ายดังกล่าวให้เป็นพยานหลักฐานผูกมัดตนเป็นแน่ เมื่อโจทก์ไม่นำสืบความจริงในข้อนี้ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด พยานหลักฐานโจทก์ในชั้นนี้จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าคดีโจทก์มีมูลตามข้อกล่าวหา เพราะแม้จะเป็นเพียงชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดที่ได้ฟ้อง จึงจะทำให้คดีโจทก์มีมูลอันศาลจะพึงประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลพอที่จะประทับฟ้องไว้พิจารณานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจษฎ์ วีรังคบุตร
จำเลย — นายทรงยศ วีรังคบุตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายกำธร พรหมขุนทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยยันต์ ศุขโชติ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1335/2544
#36554
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาเป็นเหตุให้ไม่อาจ ทำอุทธรณ์ยื่นได้ภายในกำหนด ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แต่ต้องยื่นขอก่อนสิ้นระยะเวลาที่กำหนด โจทก์เพิกเฉยมิได้ยื่นคำขอขยายระยะเวลา เสียก่อนสิ้นระยะเวลาโดยอ้างว่าเข้าใจผิดอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อในการตรวจดูคำสั่งศาลชั้นต้นของเสมียนทนายโจทก์ เหตุดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องความบกพร่องภายในของโจทก์เอง ยังไม่อาจถือได้ว่า เป็นเหตุสุดวิสัยตามความหมายของมาตรา 23

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งแรกมีกำหนด 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไป 15 วัน นับแต่วันครบกำหนดเดิม ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สองเมื่อพ้นกำหนดขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งแรกแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์มิได้จงใจที่จะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สองเมื่อพ้นกำหนดขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งแรก แต่เป็นเพราะในการทราบคำสั่งศาลไม่สามารถตรวจดูจากสำนวนได้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่าสำนวนอยู่ระหว่างพิมพ์คำพิพากษาเพื่อเสนอศาลและแจ้งให้โจทก์ทราบว่า ศาลอนุญาตให้ขยายออกไปถึงวันที่ 27 เมษายน2541 ซึ่งเป็นระยะเวลา 30 วันตามที่โจทก์ขอครั้งแรก โจทก์จึงเชื่อโดยสุจริตใจ และโจทก์ตรวจดูจากสมุดคำสั่งศาลชั้นต้นก็เป็นเช่นนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในวันที่ 21 เมษายน 2541 ถือว่าโจทก์ประสงค์จะอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในกำหนด แต่ถึงอย่างไรก็ตามโจทก์ไม่อาจยื่นอุทธรณ์ได้ทันภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นอนุญาตเพราะโจทก์ยังไม่ได้รับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเพื่อนำมาประกอบในการเขียนอุทธรณ์ ถือเป็นเหตุสุดวิสัย ขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 28 และที่ 30 ถึงที่ 35 ยื่นคำคัดค้านว่าการที่โจทก์ตรวจดูคำสั่งศาลจากสมุดคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฎีกาผิดไปจากที่ศาลชั้นต้นสั่งเป็นความบกพร่องของทนายโจทก์เอง มิใช่เหตุสุดวิสัยขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นายกมล บุญญชโลธร ผู้จัดการมรดกของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์อนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะปกครองวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีของโจทก์เป็นเหตุสุดวิสัยที่ศาลจะขยายระยะเวลาให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คดีนี้ครบกำหนดอุทธรณ์วันที่ 26 มีนาคม 2541 แต่เมื่อวันที่ 24มีนาคม 2541 ทั้งโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์30 วัน ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของโจทก์และฝ่ายจำเลยในวันรุ่งขึ้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ฝ่ายจำเลย 30 วัน ส่วนโจทก์อนุญาตให้ 15 วันต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2541 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สอง อ้างว่ายังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาที่ขอคัดถ่ายไว้ใกล้จะครบกำหนดที่ขอขยายไว้ถึงวันที่ 27 เมษายน 2541 แล้ว ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีก30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาครั้งแรกเพียง15 วัน ครบกำหนดในวันที่ 10 เมษายน 2541 โจทก์ยื่นคำร้องนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวโดยไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัย จึงให้ยกคำร้องขอของโจทก์ ส่วนฝ่ายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สอง ก่อนครบกำหนดที่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นอนุญาตให้อีก 15 วัน และเมื่อใกล้จะครบกำหนดฝ่ายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีกเป็นครั้งที่สาม อ้างว่าเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาที่ขอคัดถ่ายไว้จากศาลชั้นต้น ไม่อาจดำเนินการได้ทัน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้อีก 15 วัน แต่เมื่อครบกำหนดแล้วฝ่ายจำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์ เห็นว่าเหตุตามที่โจทก์อ้างมาในคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สองว่ายังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาที่ขอคัดถ่ายไว้จากงานศูนย์ถ่ายเอกสารของศาลชั้นต้น โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าสำนวนยังไม่ลงไปที่ศูนย์ถ่าย จึงยังไม่อาจยื่นอุทธรณ์ได้นั้นน่าจะเป็นความจริงเพราะแม้แต่ฝ่ายจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงสามครั้งก็ยังอ้างมาในการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สามว่า เพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาที่ขอคัดถ่ายจากศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 อันเป็นเวลาหลังจากทนายโจทก์อ้างในการยื่นคำร้องขอดังกล่าวถึง 10 วัน การที่โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาเป็นเหตุให้ไม่อาจทำอุทธรณ์ยื่นได้ภายในกำหนดเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 23 แต่ก็เป็นเพียงเหตุที่จะทำให้ศาลสามารถขยายระยะเวลาให้ได้ตามกฎหมายเท่านั้น ถึงแม้จะมีเหตุเช่นนี้อยู่คู่ความก็ต้องยื่นคำขอขยายระยะเวลาเสียก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายไว้ในครั้งแรก ดังที่บัญญัติไว้ในตอนท้ายของมาตรา 23 ซึ่งมีข้อยกเว้นอยู่อย่างเดียวคือ เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ซึ่งคำว่า "เหตุสุดวิสัย" ในที่นี้ต้องเป็นเหตุที่ทำให้คู่ความไม่อาจมายื่นคำขอขยายระยะเวลาต่อศาลได้ทันก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายหรือศาลกำหนดไม่ใช่กรณีที่มีเหตุจากการกระทำของฝ่ายโจทก์เองทำให้โจทก์ไม่อาจยื่นอุทธรณ์ได้ทัน เพราะถ้าโจทก์จะขอขยายระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ในครั้งแรกก็เพียงแต่ยื่นคำขอระบุพฤติการณ์พิเศษที่ยังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นทราบเท่านั้น ศาลชั้นต้นก็สามารถอนุญาตให้ขยายระยะเวลาต่อไป ซึ่งโดยปกติโจทก์ก็น่าจะสามารถทำได้ แต่เหตุที่ทำให้โจทก์เพิกเฉยมิได้ยื่นคำขอขยายระยะเวลาเสียก่อนสิ้นระยะเวลา 15 วัน ที่ศาลชั้นต้นขยายให้ในครั้งแรก ซึ่งโจทก์อ้างว่าเข้าใจผิด อันเกิดจากความประมาทเลินเล่อในการตรวจดูคำสั่งศาลชั้นต้นของเสมียนทนายโจทก์เองที่ดูผิดพลาดไปทำให้ทนายโจทก์เข้าใจผิดไปว่ายังไม่สิ้นระยะเวลา เหตุดังกล่าวนี้เป็นเรื่องความบกพร่องภายในของโจทก์เอง ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยตามความหมายของมาตรา 23 เมื่อไม่มีเหตุสุดวิสัยโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้ามาหลังจากสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้แล้ว จึงต้องยกคำร้องที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อุบล บุญญชโลธร โดยนาย กมล บุญญชโลธร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — มหาวิทยาลัยรามคำแหง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
กำพล ภู่สุดแสวง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1333/2544
#40518
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้วที่ระบุ ให้แบ่งที่พิพาทออกเป็นสองส่วน โดยให้แปลงด้านทิศเหนือตกเป็นของผู้ร้องและท. ส่วนแปลงด้านทิศใต้ให้ตกเป็นของผู้คัดค้าน ย่อมผูกพันผู้ร้องและผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 วรรคหนึ่ง โดยผู้คัดค้านมีหน้าที่ต้องขอรังวัดแบ่งแยกและจดทะเบียนลงชื่อผู้ร้องและ ท. เป็นผู้ร่วมถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงด้านทิศเหนือและผู้ร้องมีหน้าที่ต้องยินยอมให้ ท. ลงชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมดังกล่าวด้วยแต่จะอ้างผลเพื่อให้ ท. ยอมรับการเป็นเจ้าของรวมกับผู้ร้องและยินยอมให้ลงชื่อ ท.ในที่ดินไม่ได้เพราะท. เป็นบุคคลภายนอกที่จะได้รับผลประโยชน์มิได้เป็นคู่ความ จึงไม่ผูกพันท.ให้ต้องปฏิบัติตามและเป็นสิทธิของท. ที่จะรับหรือไม่รับที่ดินก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงแบ่งที่พิพาท โฉนดเลขที่ 1084 ของนางต่อม เผือกฟัก และสิบโทอยู่ เผือกฟักออกเป็นสองส่วน ส่วนด้านทิศเหนือเนื้อที่ 26 ไร่ ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองและนางทองเปลว ดีพร้อม ส่วนด้านทิศใต้เนื้อที่ 25 ไร่3 งาน 96 ตารางวา ให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง และบ้านเลขที่ 17หมู่ที่ 1 ในที่พิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ผู้คัดค้านทั้งสองและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต่อม เผือกฟักและสิบโทอยู่เผือกฟัก จะดำเนินการขอรังวัดแบ่งแยกที่พิพาทและจดทะเบียนใส่ชื่อผู้ร้องทั้งสองและนางทองเปลวในโฉนดที่ดินภายใน 7 วันนับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด และนางทองเปลวได้ตกลงรับส่วนแบ่งดังกล่าวในขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้วแต่ผู้คัดค้านทั้งสองดำเนินการจดทะเบียนโอนล่าช้า ผู้ร้องทั้งสองจึงขออายัดที่พิพาทและฟ้องให้เพิกถอนผู้คัดค้านที่ 2ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2537เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาคลองหลวงมีหนังสือถึงศาลชั้นต้นว่าผู้ร้องที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 2 ไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาตามยอม แต่ฝ่ายผู้ร้องที่ 2 กับพวกไม่ยินยอมให้ลงชื่อนางทองเปลวเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รวมกับผู้ร้องทั้งสอง จึงขอทราบวิธีปฏิบัติ ซึ่งศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาคลองหลวงปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยจดทะเบียนนิติกรรมตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมไปแล้ว ต่อมาวันที่ 29มีนาคม 2537 ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องว่านางทองเปลวเป็นบุคคลภายนอกคดี เพื่อความชัดเจนในการบังคับคดี ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สัญญาประนีประนอมยอมความและรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 9 เมษายน 2534 ในคดีนี้ไม่มีผลผูกพันนางทองเปลว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องว่า คำพิพากษาผูกพันคู่ความในคดีให้ต้องปฏิบัติตาม แต่ไม่ผูกพันบุคคลภายนอกแม้จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากคำพิพากษา คำพิพากษาคดีนี้จึงไม่ผูกพันนางทองเปลว ดีพร้อม วันที่ 17 กันยายน 2539ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหนังสือรับรองว่าคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เพื่อผู้ร้องทั้งสองจะนำไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาคลองหลวง ในการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลในชั้นบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นตามคำร้องฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2537เป็นเพียงคำสั่งตามคำร้อง มิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีจึงไม่อนุญาตให้ออกหนังสือตามคำร้องฉบับนี้ ยกคำร้อง วันที่ 26พฤศจิกายน 2540 และ 29 ธันวาคม 2540 ผู้ร้องที่ 2 ได้ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นในทำนองเดียวกันอีกซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลเคยมีคำสั่งในเรื่องนี้แล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ยกคำแถลง

วันที่ 30 ธันวาคม 2540 ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกหนังสือรับรองข้อเท็จจริงว่า คำสั่งคำร้องของศาลชั้นต้นลงวันที่ 29 มีนาคม 2537 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะออกหนังสือรับรอง ให้ยกคำแถลง

ผู้ร้องที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏตามคำแถลงฉบับลงวันที่ 30ธันวาคม 2540 ว่า ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำแถลงดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องที่ 1 มิได้ร่วมยื่นด้วย และผู้ร้องที่ 2 เท่านั้นเป็นผู้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ผู้ร้องที่ 1 จึงมิใช่คู่ความตามคำแถลงไม่มีสิทธิร่วมฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาในส่วนของผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องที่ 2 ว่า สมควรออกหนังสือรับรองให้ผู้ร้องที่ 2 ตามคำแถลงดังกล่าวหรือไม่นั้น เห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ร้องทั้งสองกับผู้คัดค้านทั้งสอง ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้วระบุ "ให้แบ่งที่พิพาทโฉนดเลขที่ 1084 ตำบลบางหวายใต้ อำเภอคลองหลวงจังหวัดปทุมธานี ออกเป็นสองส่วนตามความยาวของที่ดินโดยให้แปลงด้านทิศเหนือมีเนื้อที่ 26 ไร่ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสองและนางทองเปลว ดีพร้อม ส่วนแปลงด้านทิศใต้มีเนื้อที่ 25 ไร่ 3 งาน 96 ตารางวา ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านทั้งสอง..." สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงผูกพันผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองอันเป็นคู่ความในคดีให้ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โดยผู้คัดค้านทั้งสองมีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่พิพาทออกเป็นสองส่วนและให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนลงชื่อผู้ร้องทั้งสองและนางทองเปลวเป็นผู้ร่วมถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่เป็นแปลงด้านทิศเหนือ และผู้ร้องทั้งสองมีหน้าที่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมที่ถึงที่สุดแล้วนั้นต้องยินยอมให้ลงชื่อนางทองเปลวถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินส่วนดังกล่าวด้วยแต่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านจะอ้างผลของสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมเพื่อจะให้นางทองเปลวยอมรับการเป็นเจ้าของรวมกับผู้ร้องทั้งสอง และยินยอมให้ลงชื่อนางทองเปลวในที่ดินไม่ได้ เพราะนางทองเปลวเป็นบุคคลภายนอกที่จะได้รับผลประโยชน์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมเท่านั้น มิได้เป็นคู่ความในคดี สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมจึงไม่ผูกพันนางทองเปลวซึ่งเป็นบุคคลภายนอกให้ต้องปฏิบัติตามและเป็นสิทธิเฉพาะของนางทองเปลวในฐานะบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ที่จะรับหรือไม่รับที่ดินเท่านั้น หาก่อให้เกิดสิทธิหรือหาจำต้องนำไปบังคับแก่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองด้วยดังผู้ร้องที่ 2 อ้างไม่ ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองยังคงมีหน้าที่ต่างตอบแทนและผูกพันต่อกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมที่จะต้องให้เจ้าพนักงานที่ดินลงชื่อนางทองเปลวเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงด้านทิศเหนือรวมกับผู้ร้องทั้งสองต่อไป แต่ผู้ร้องที่ 2 กลับยื่นคำร้องลงวันที่ 29 มีนาคม2537 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่า สัญญาประนีประนอมยอมความและรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 9 เมษายน 2534 ไม่ผูกพันนางทองเปลว โดยผู้ร้องที่ 2 มีความประสงค์อย่างชัดแจ้งดังเช่นที่ได้ระบุในฎีกาของผู้ร้องที่ 2 และตามคำร้องของผู้ร้องที่ 2 หลายฉบับว่าผู้ร้องที่ 2 ต้องการนำคำสั่งศาลที่สั่งว่า คำพิพากษาตามยอมไม่ผูกพันบุคคลภายนอกให้ต้องปฏิบัติตาม แม้จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากคำพิพากษา คำพิพากษาคดีนี้จึงไม่ผูกพันนางทองเปลว และผู้ร้องเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวต้องนำไปบังคับแก่คู่ความด้วยอันเป็นผลให้ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความในคดีไม่มีความผูกพันที่จะต้องลงชื่อนางทองเปลวมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงด้านทิศเหนือรวมกับผู้ร้องทั้งสองนั้นไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินในชั้นบังคับคดี เพื่อเจ้าพนักงานที่ดินจะได้ไม่ลงชื่อนางทองเปลวเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รวมกับผู้ร้องที่ 2 ดังเช่นที่ที่ผู้ร้องที่ 2 ได้คัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินไว้ ซึ่งความเห็นของผู้ร้องที่ 2 ดังที่อ้างในฎีกาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นการอ้างเพียงฝ่ายเดียวเพื่อหลีกเลี่ยงให้การบังคับคดีผิดไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม และทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไขว้เขวต่อการปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษา ดังเช่นที่ได้มีหนังสือสอบถามการปฏิบัติดังกล่าวต่อศาลซ้ำ ๆ กันหลายครั้งมาแล้ว ทั้งทำให้การบังคับคดีเป็นไปอย่างล่าช้าโดยปราศจากเหตุอันสมควรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นสมควรไม่ออกหนังสือรับรองให้ผู้ร้องที่ 2 ชอบแล้ว ฎีกาผู้ร้องที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางไป๋หรือไป่ เผือกฟักหรือเผือกปัก กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายเจริญ เผือกฟัก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1333/2544
#99419
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมตกลงกันให้ผู้ร้องทั้งสองกับบุคคลภายนอกเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท คำพิพากษานั้นย่อมไม่ผูกพันบุคคลภายนอก แม้ว่าหลังจากนั้นผู้ร้องมายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าสัญญาประนีประนอมดังกล่าวไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอกคดีและศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องว่า คำพิพากษาผูกพันคู่ความในคดีให้ต้องปฏิบัติตาม แต่ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก แม้จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากคำพิพากษา ซึ่งหมายความว่า สัญญาประนีประนอมยอมความไม่ผูกพันบุคคลภายนอกให้ต้องปฏิบัติตามและเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ว่าจะรับหรือไม่รับที่ดินหรือไม่ก็ได้ เท่านั้น ไม่ต้องนำไปบังคับแก่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสอง การที่ผู้ร้องที่ 2 มายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหนังสือรับรองว่าคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว หรือมายื่นคำแถลงขอให้ศาลออกหนังสือรับรองว่าคำสั่งดังกล่าวไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกา โดยมีความประสงค์อย่างชัดแจ้งว่า ต้องการนำคำสั่งศาลดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินในชั้นบังคับคดีว่า ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความในคดีไม่มีความผูกพันที่จะต้องลงชื่อบุคคลภายนอกเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รวม เป็นการหลีกเลี่ยงการบังคับคดีให้ผิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม และทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไขว้เขวต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม ศาลเห็นสมควรไม่ออกหนังสือรับรองให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงแบ่งที่พิพาท โฉนดเลขที่ ๑๐๘๔ ของนางต่อมและสิบโทอยู่ออกเป็นสองส่วน ส่วนด้านทิศเหนือให้แก่ผู้ร้องทั้งสองและนางทองเปลว ดีพร้อม ส่วนด้านทิศใต้ให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง และบ้านเลขที่ ๑๗ หมู่ที่ ๑ ในที่พิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ผู้คัดค้านทั้งสองและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต่อมและสิบโทอยู่จะดำเนินการขอรังวัดแบ่งแยกที่พิพาทและจดทะเบียนใส่ชื่อผู้ร้องทั้งสองและนางทองเปลวในโฉนดที่ดินภายใน ๗ วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด และนางทองเปลวได้ตกลงรับส่วนแบ่งดังกล่าวในขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้ว แต่ผู้คัดค้านทั้งสองดำเนินการจดทะเบียนโอนล่าช้า ผู้ร้องทั้งสองจึงขออายัดที่พิพาทและฟ้องให้เพิกถอนผู้คัดค้านที่ ๒ ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือถึงศาลชั้นต้นว่า ผู้ร้องที่ ๒ และผู้คัดค้านที่ ๒ ไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาตามยอม แต่ฝ่ายผู้ร้องที่ ๒ กับพวกไม่ยินยอมให้ลงชื่อนางทองเปลวเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รวมกับผู้ร้องทั้งสอง จึงขอทราบวิธีปฏิบัติซึ่งศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยจดทะเบียนนิติกรรมตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมไปแล้ว

ต่อมาวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๓๗ ผู้ร้องที่ ๒ ยื่นคำร้องว่า นางทองเปลวเป็นบุคคลภายนอกคดี เพื่อความชัดเจนในการบังคับคดี ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สัญญาประนีประนอมยอมความและรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๓๔ ในคดีนี้ไม่มีผลผูกพันนางทองเปลว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องว่า คำพิพากษาผูกพันคู่ความในคดีให้ต้องปฏิบัติตาม แต่ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก แม้จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากคำพิพากษา คำพิพากษาคดีนี้จึงไม่ผูกพันนางทองเปลว ดีพร้อม

วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๓๙ ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหนังสือรับรองว่าคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เพื่อให้ผู้ร้องทั้งสองจะนำไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินในการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลในชั้นบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นเพียงคำสั่งตามคำร้อง มิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดี จึงไม่อนุญาตให้ออกหนังสือตามคำร้องฉบับนี้ ยกคำร้อง

วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ และ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๐ ผู้ร้องที่ ๒ ได้ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นในทำนองเดียวกันอีกซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลเคยมีคำสั่งในเรื่องนี้แล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ยกคำแถลง

วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๓๐ ผู้ร้องที่ ๒ ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกหนังสือรับรองข้อเท็จจริงว่า คำสั่งคำร้องของศาลชั้นต้นลงวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๓๗ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งตามคำร้อง ไม่มีเหตุที่จะออกหนังสือรับรอง ให้ยกคำแถลง

ผู้ร้องที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย ปัญหาตามฎีกาผู้ร้องที่ ๒ ว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ร้องทั้งสองกับผู้คัดค้านทั้งสอง ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้วระบุ "ให้แบ่งที่พิพาทออกเป็นสองส่วนตามความยาวของที่ดิน โดยให้แปลงด้านทิศเหนือตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสองและนางทองเปลว ส่วนแปลงด้านทิศใต้ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านทั้งสอง?" สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว จึงผูกพันผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองอันเป็นคู่ความในคดีให้ต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง โดยผู้คัดค้านทั้งสองมีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่พิพาทออกเป็นสองส่วน และให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนลงชื่อผู้ร้องทั้งสองและนางทองเปลวเป็นผู้ร่วมถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่เป็นแปลงด้านทิศเหนือ และผู้ร้องทั้งสองมีหน้าที่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมที่ถึงที่สุดแล้วนั้น ต้องยินยอมให้ลงชื่อนางทองเปลวถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินส่วนดังกล่าวด้วย แต่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านจะอ้างผลของสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมเพื่อจะให้นางทองเปลวยอมรับการเป็นเจ้าของรวมกับผู้ร้องทั้งสอง และยินยอมให้ลงชื่อนางทองเปลวในที่ดินไม่ได้เพราะนางทองเปลวเป็นบุคคลภายนอกที่จะได้รับผลประโยชน์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมเท่านั้น มิได้เป็นคู่ความในคดี สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมจึงไม่ผูกพันนางทองเปลวซึ่งเป็นบุคคลภายนอกให้ต้องปฏิบัติตาม และเป็นสิทธิเฉพาะของนางทองเปลวในฐานะบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ที่จะรับหรือไม่รับที่ดินเท่านั้น หาก่อให้เกิดสิทธิหรือหาจำต้องนำไปบังคับแก่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองด้วยไม่ ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองยังคงมีหน้าที่ต่างตอบแทนและผูกพันต่อกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมที่จะต้องให้เจ้าพนักงานที่ดินลงชื่อนางทองเปลวเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงด้านทิศเหนือรวมกับผู้ร้องทั้งสองต่อไป แต่ผู้ร้องที่ ๒ กลับยื่นคำร้องลงวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๓๗ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่า สัญญาประนีประนอมยอมความ และรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๓๔ ไม่ผูกพันนางทองเปลว โดยผู้ร้องที่ ๒ มีความประสงค์อย่างชัดแจ้งดังเช่นที่ได้ระบุในฎีกาของผู้ร้องที่ ๒ และตามคำร้องของผู้ร้องที่ ๒ หลายฉบับว่า ผู้ร้องที่ ๒ ต้องการนำคำสั่งศาลที่สั่งว่า คำพิพากษาตามยอมไม่ผูกพันบุคคลภายนอกให้ต้องปฏิบัติตาม แม้จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากคำพิพากษา คำพิพากษาคดีนี้จึงไม่ผูกพันนางทองเปลว และผู้ร้องเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวต้องนำไปบังคับแก่คู่ความด้วย อันเป็นผลให้ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความในคดีไม่มีความผูกพันที่จะต้องลงชื่อนางทองเปลวมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงด้านทิศเหนือรวมกับผู้ร้องทั้งสองนั้นไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินในชั้นบังคับคดี เพื่อเจ้าพนักงานที่ดินจะได้ไม่ลงชื่อนางทองเปลวเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รวมกับผู้ร้องที่ ๒ ดังเช่นที่ผู้ร้องที่ ๒ ได้คัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินไว้ ซึ่งความเห็นของผู้ร้องที่ ๒ ดังที่อ้างในฎีกาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นการอ้างเพียงฝ่ายเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงให้การบังคับคดีผิดไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม และทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไขว้เขวต่อการปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษา ดังเช่นที่ได้มีหนังสือสอบถามการปฏิบัติดังกล่าวต่อศาลซ้ำ ๆ กันหลายครั้งมาแล้ว ทั้งทำให้การบังคับคดีเป็นไปอย่างล่าช้าโดยปราศจากเหตุอันสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เห็นสมควรไม่ออกหนังสือรับรองให้ผู้ร้องที่ ๒ ชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางไป๋หรือไป่ เผือกฟักหรือเผือกปัก กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายเจริญ เผือกฟัก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวธิติยา เอกกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางชุติมา จงสงวน
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1331/2544
#36449
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาที่ผู้อุทธรณ์นำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เป็นเงินที่วางเพื่อเป็นประกันว่าหากในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้วผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อนจากเงินที่ผู้อุทธรณ์วางไว้ได้โดยผู้ชนะคดีไม่จำต้องดำเนินการบังคับคดี ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์เป็นผู้ชนะคดีและให้จำเลยผู้อุทธรณ์รับผิดในค่าธรรมเนียมแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิขอรับเงินค่าธรรมเนียมที่จำเลยวางไว้ต่อศาลเพื่อชำระค่าธรรมเนียมที่จำเลยต้องใช้ให้แก่ตนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายโดยไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 65107 แก่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนจำนองและโอนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมกับรับค่าที่ดินที่ค้างอยู่อีก 305,600 บาท จากโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 65107 ตำบลท่าทอง อำเภอเมืองพิษณุโลกจังหวัดพิษณุโลก แก่โจทก์ พร้อมทั้งรับเงินค่าที่ดินอีก 305,600 บาทจากโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่สามารถไถ่ถอนจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ได้ให้คืนเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับค่าเสียหายอีก 50,000 บาทให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด

ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2542 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับค่าธรรมเนียมซึ่งจำเลยนำมาวางศาลไว้ใช้แทนแก่โจทก์ตามคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์ในฐานะผู้ชนะคดีจะขอรับเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจำเลยในฐานะผู้อุทธรณ์ได้นำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ได้หรือไม่เห็นว่า เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาที่ผู้อุทธรณ์นำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 นั้น เป็นเงินที่วางเพื่อเป็นประกันว่าหากในที่สุดศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลย ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้ว ผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อนจากเงินที่จำเลย ผู้อุทธรณ์วางไว้ได้ โดยผู้ชนะคดีไม่จำต้องดำเนินการบังคับคดี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้โจทก์เป็นผู้ชนะคดีและให้จำเลยรับผิดในค่าธรรมเนียมแล้ว จำเลยย่อมมีความรับผิดที่จะต้องชำระค่าธรรมเนียมให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอรับเงินค่าธรรมเนียมที่จำเลยผู้อุทธรณ์วางไว้ต่อศาลเพื่อชำระค่าธรรมเนียมที่จำเลยต้องใช้ให้แก่ตนได้ เพราะมิฉะนั้นแล้วเงินจำนวนดังกล่าวก็จะต้องคืนให้แก่จำเลยผู้อุทธรณ์ ซึ่งย่อมไม่เป็นประโยชน์อันใดที่กฎหมายจะบังคับให้วางเงินค่าธรรมเนียมเช่นว่านั้นต่อศาล ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จ่ายค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่จำเลยวางไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ยุพเรศ คุณารักษ์วงศ์
จำเลย — นาง ทองดี อินดี
ชื่อองค์คณะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1331/2544
#68705
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาที่ผู้อุทธรณ์นำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เป็นเงินที่วางเพื่อเป็นประกันว่าหากในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้ว ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อนจากเงินที่ผู้อุทธรณ์วางไว้ได้โดยผู้ชนะคดีไม่จำต้องดำเนินการบังคับคดี เมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์เป็นผู้ชนะคดีและให้จำเลยผู้อุทธรณ์รับผิดในค่าธรรมเนียมแล้วโจทก์มีสิทธิขอรับเงินค่าธรรมเนียมที่จำเลยวางไว้ต่อศาลเพื่อชำระค่าธรรมเนียมที่จำเลยต้องใช้ให้แก่ตนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายโดยไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๕๑๐๗ ตำบลท่าทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลกแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนจำนองและ โอนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมกับรับค่าที่ดินที่ค้างอยู่อีก ๓๐๕,๖๐๐ บาท จากโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๕๑๐๗ ตำบลท่าทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก แก่โจทก์พร้อมทั้งรับเงินค่าที่ดินอีก ๓๐๕,๖๐๐ บาท จากโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่สามารถไถ่ถอนจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ได้ ให้คืนเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับค่าเสียหายอีก ๕๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืนคดีถึงที่สุด

ต่อมา วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๒ โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจำเลยนำมาวางศาลไว้ใช้แทน แก่โจทก์ตามคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะผู้ชนะคดีจะขอรับเงิน ค่าธรรมเนียมซึ่งจำเลยในฐานะผู้อุทธรณ์ได้นำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ได้หรือไม่ เห็นว่า เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาที่ผู้อุทธรณ์นำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ นั้น เป็นเงินที่วางเพื่อเป็นประกันว่าหากในที่สุดศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้จำเลย ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้ว ผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อนจากเงินที่จำเลยผู้อุทธรณ์วางไว้ได้ โดยผู้ชนะคดีไม่จำต้องดำเนินการบังคับคดี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์เป็นผู้ชนะคดีและให้จำเลยรับผิดในค่าธรรมเนียมแล้ว จำเลยย่อมมี ความรับผิดที่จะต้องชำระค่าธรรมเนียมให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอรับเงินค่าธรรมเนียมที่จำเลยผู้อุทธรณ์วางไว้ต่อศาลเพื่อชำระหนี้ค่าธรรมเนียมที่จำเลยต้องใช้ให้แก่ตนได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จ่ายค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่จำเลยวางไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ ให้แก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา - เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ - วิชัย วิวิตเสวี)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางยุพเรศ คุณารักษ์วงศ์
จำเลย — นางทองดี อินดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวิเศษ นิ่มกุล
ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1328/2544
#36448
เปิดฉบับเต็ม

นายดาบตำรวจ ว. ค้นบ้านของจำเลยโดยมีหมายค้นส่วนที่หมายค้นระบุเลขที่บ้านผิดไปหามีผลทำให้หมายค้นเสียไปไม่การค้นบ้านจำเลยจึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 35

นายดาบตำรวจ ว. กับพวกเห็นจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ เมื่อเข้าไปตรวจค้นบ้านจำเลยก็พบเมทแอมเฟตามีนอีก1 เม็ด การกระทำของนายดาบตำรวจ ว. กับพวกกระทำต่อเนื่องกันเมื่อพบเห็นจำเลยจำหน่าย และมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อ จำหน่าย อันเป็นความผิดซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 80 จึงมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตามมาตรา 78(1) เมื่อเป็นการตรวจค้นและจับจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานของโจทก์จึงมิใช่พยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบด้วยมาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 3 เม็ด น้ำหนัก 0.21 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 200 บาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และให้คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2540 เวลา 12 นาฬิกา นายดาบตำรวจวิศนุ กลั่นบุศย์ กับพวกทราบจากสายลับว่าที่บ้านของจำเลยมีการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงได้วางแผนให้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย โดยได้ขอหมายค้นจากผู้บังคับบัญชาตามเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งได้ระบุให้ค้นบ้านของจำเลยแต่ระบุเลขบ้านเป็นบ้านเลขที่ 53/3 ซึ่งมิใช่บ้านของจำเลย และได้ลงบันทึกประจำวันไว้ก่อนไปล่อซื้อด้วยตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.2 สายลับไปซื้อเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด จากจำเลยเป็นเงิน 200 บาทนายดาบตำรวจวิศนุซึ่งซุ่มดูอยู่ได้รับเมทแอมเฟตามีนจากสายลับแล้วได้ไปค้นบ้านของจำเลยซึ่งยินยอมให้ตรวจค้นได้ และได้เมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด กับธนบัตรฉบับละ 100 บาท 2 ฉบับ เป็นของกลาง จึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า มียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย จำเลยให้การปฏิเสธตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมด้านหลังหมายค้นเอกสารหมาย จ.3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาแต่เพียงว่าพยานหลักฐานของโจทก์ในคดีนี้ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่านายดาบตำรวจวิศนุกับพวกซึ่งมิใช่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ไปตรวจค้นบ้านของจำเลยและยึดของกลางแล้วจับจำเลยมาดำเนินคดีโดยไม่มีหมายค้นและหมายจับอันถูกต้องเป็นเรื่องจงใจทำต่อจำเลยโดยผิดกฎหมายเพราะจำเลยได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 35 ในการที่จะอยู่อาศัยและครอบครองเคหสถานโดยปกติสุข พยานหลักฐานของโจทก์จึงเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 นั้น เห็นว่านายดาบตำรวจวิศนุไปค้นบ้านของจำเลยโดยมีหมายค้นตามเอกสารหมาย จ.3 ไปด้วย ดังจะเห็นได้ว่าได้มีการทำบันทึกการตรวจค้นจับกุมที่ด้านหลังของหมายค้นและในหมายดังกล่าวมีข้อความระบุให้ค้นบ้านนายเล้ง แก้วพรายงาม ซึ่งเป็นชื่อของจำเลย ส่วนที่ระบุเลขที่บ้านเป็นบ้านเลขที่ 53/3 ไม่ตรงกับเลขที่บ้านของจำเลยซึ่งเป็นบ้านเลขที่ 54/3 น่าจะเป็นเรื่องเขียนตัวเลขผิดพลาดไป ดังจะเห็นได้จากรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีตามเอกสารหมาย จ.2 ที่ได้ลงไว้ก่อนไปตรวจค้นบ้านของจำเลยว่า ได้ระบุชื่อจำเลยและบ้านของจำเลยเป็นบ้านเลขที่ 54/3 การระบุเลขที่ของบ้านจำเลยผิดไปดังกล่าวหามีผลทำให้หมายค้นดังกล่าวเสียไปไม่ ทั้งจำเลยก็ยอมให้นายดาบตำรวจวิศนุตรวจค้นบ้านของจำเลยโดยดี การตรวจค้นบ้านของจำเลยจึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 35 ตามที่จำเลยฎีกา ส่วนที่นายดาบตำรวจวิศนุกับพวกจับจำเลยมาดำเนินคดีเนื่องจากนายดาบตำรวจวิศนุกับพวกเห็นจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ เมื่อเข้าไปตรวจค้นบ้านของจำเลยก็พบเมทแอมเฟตามีนอีก 1 เม็ด ซึ่งจำเลยเบิกความยอมรับว่าเป็นของจำเลย การกระทำของนายดาบตำรวจวิศนุกับพวกกระทำต่อเนื่องกัน เมื่อพบเห็นจำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดซึ่งหน้าดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 80 นายดาบตำรวจวิศนุกับพวกจึงมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78(1) การกระทำของนายดาบตำรวจวิศนุกับพวกเป็นการตรวจค้นและจับจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานของโจทก์มิใช่พยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ตามที่จำเลยอ้างแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 78 ม. 80 ม. 226
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย เล้ง แก้วพรายงาม
ชื่อองค์คณะ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1328/2544
#68704
เปิดฉบับเต็ม

นายดาบตำรวจ ว. ค้นบ้านของจำเลยโดยมีหมายค้น ส่วนที่หมายค้นระบุเลขที่บ้านผิดไปหามีผลทำให้หมายค้นเสียไปไม่ ทั้งจำเลยก็ยอมให้ตรวจค้นบ้านโดยดี การค้นบ้านจำเลยจึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 35 ( เหตุเกิด 9 กรกฎาคม 2540 เวลากลางวัน )

นายดาบตำรวจ ว. กับพวกเห็นจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ เมื่อเข้าไปตรวจค้นบ้านจำเลยก็พบเมทแอมเฟตามีนอีก 1 เม็ด การกระทำของนายดาบตำรวจ ว. กับพวกกระทำต่อเนื่องกัน เมื่อพบเห็นจำเลยจำหน่าย และมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดซึ่งหน้าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 80 จึงมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตามมาตรา 78 (1)

การตรวจค้นและจับจำเลยกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานของโจทก์จึงมิใช่พยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๑๕, ๖๖, ๖๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ และให้คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๕ ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๕ ปี รวมจำคุก ๑๐ ปี คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๗ ปี ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า?มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาแต่เพียงว่า พยานหลักฐานของโจทก์ในคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖ หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า นายดาบตำรวจวิศนุกับพวกซึ่งมิใช่พนักงาน ฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ไปตรวจค้นบ้านของจำเลยและยึดของกลางแล้วจับจำเลยมาดำเนินคดีโดยไม่มี หมายค้นและหมายจับอันถูกต้องเป็นเรื่องจงใจทำต่อจำเลยโดยผิดกฎหมาย เพราะจำเลยได้รับความคุ้มครองตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๓๕ ในการที่จะอยู่อาศัยและครอบครองเคหสถาน โดยปกติสุข พยานหลักฐานของโจทก์จึงเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๒๒๖ นั้น เห็นว่า นายดาบตำรวจวิศนุไปค้นบ้านของจำเลยโดยมีหมายค้นไปด้วย ดังจะเห็นได้ว่าได้มีการทำบันทึกการตรวจค้นจับกุมที่ด้านหลังของหมายค้น และในหมายดังกล่าวมีข้อความระบุให้ค้นบ้านนายเล้ง แก้วพรายงาม ซึ่งเป็นชื่อจำเลย ส่วนที่ระบุเลขที่บ้านเป็นเลขที่ ๕๓/๓ ไม่ตรงกับเลขที่บ้านของจำเลยซึ่งเป็นบ้านเลขที่ ๕๕/๓ น่าจะเป็นเรื่องเขียนตัวเลขผิดพลาดไป ดังจะเห็นได้จากรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่ได้ลงไว้ก่อนไปตรวจค้นบ้านของจำเลยว่า ได้ระบุชื่อจำเลยและบ้านของจำเลยเป็นบ้านเลขที่ ๕๔/๓ การระบุเลขที่ของบ้านจำเลยผิดไปดังกล่าวหามีผลทำให้หมายค้นดังกล่าวเสียไปไม่ ทั้งจำเลยก็ยอมให้นายดาบตำรวจวิศนุตรวจค้นบ้านของจำเลยโดยดี การตรวจค้นบ้านของจำเลยจึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๓๕ ตามที่จำเลยฎีกา ส่วนที่ นายดาบตำรวจวิศนุกับพวกจับจำเลยมาดำเนินคดีเนื่องจากนายดาบตำรวจวิศนุกับพวกเห็นจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ให้แก่สายลับ เมื่อเข้าไปตรวจค้นบ้านของจำเลยก็พบเมทแอมเฟตามีนอีก ๑ เม็ด ซึ่งจำเลยเบิกความยอมรับว่าเป็นของจำเลย การกระทำของนายดาบตำรวจวิศนุกับพวกกระทำต่อเนื่องกัน เมื่อพบเห็นจำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่าย ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ และฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดซึ่งหน้าดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๐ นายดาบตำรวจวิศนุกับพวกจึงมีอำนาจ จับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๗๘ (๑) การกระทำของ นายตำรวจวิศนุกับพวกเป็นการตรวจค้นและจับจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานของโจทก์มิใช่พยาน หลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบด้วยประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖ ตามที่จำเลยอ้างแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 35
ป.วิ.อ. ม. 78 ม. 80 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายเล้ง แก้วพรายงาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายสบเกียรติ วัฒนถาวร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิวรรต นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1316/2544
#36447
เปิดฉบับเต็ม

จ. ถึงแก่กรรม ที่ดินของ จ. จึงตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทโดยธรรมรวมทั้ง ส. ซึ่งเป็นพระภิกษุ จ. ด้วย ที่ดินที่ ส. ได้รับมรดกมาเช่นนี้มิใช่ที่ดินของวัด แม้จะได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศ ส. จึงทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินส่วนของตนซึ่งยังมิได้แบ่งแยกจากที่ดินเดิมให้แก่โจทก์ได้ การที่ ส. ดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินเสร็จในเวลาต่อมาแต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์และถึงแก่มรณภาพเสียก่อน ที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นสมบัติของวัดจำเลย โดยผลแห่งกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623

ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์และที่ศาสนสมบัติกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 35 เป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 285(4) ด้วย คำพิพากษาในส่วนที่ให้วัดจำเลยโอนที่ดินให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยสภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้บังคับได้ ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 276 วรรคสาม ก็บัญญัติให้ศาลดำเนินการบังคับคดีเพียงเท่าที่สภาพแห่งการบังคับคดีจะเปิดช่องให้กระทำได้เท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์เพื่อดำเนินการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ และมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไปจึงไม่อาจกระทำได้ ศาลฎีกาให้ยกเลิกการบังคับคดีแก่จำเลย

การแบ่งแยกโฉนดที่ดินออกมาจากโฉนดเดิมไม่ถือว่าเป็นการจำหน่ายที่ดิน เพราะการจำหน่ายจะต้องเป็นการจดทะเบียนโอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น การที่ ส. ซึ่งเป็นพระภิกษุดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินของตนเสร็จ แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ก่อนที่ ส. มรณภาพ จึงมิใช่ ส. โอนที่ดินให้แก่โจทก์ก่อน ส. มรณภาพ ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นของวัดจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับมรดกของพระครูสุวรรณสุนทรจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 40191 แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขาย ให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 1,400,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดและอยู่ระหว่างศาลนัดพร้อมตามคำขอของโจทก์ให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินแก่โจทก์เพื่อดำเนินการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ตามคำพิพากษา

ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยผลของกฎหมาย จำเลยที่ 1 ต้องรายงานขึ้นไปตามลำดับชั้นเพื่อตราออกเป็นพระราชบัญญัติก่อนตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 และกฎกระทรวงฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2507) ข้อ 12, 13 ไม่สามารถปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ขอให้ยกเลิกการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นยกคำร้อง และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 958 ตำบลทุ่งครุ (บ้านครุ) อำเภอราษฎร์บูรณะกรุงเทพมหานคร เป็นของนางจีบ สิงห์ครุ นางจีบมีบุตรด้วยกัน 5 คน คือ นายชุ่ม เหมือนโพธิ์ทอง นางชื่น พึ่งสาย นางแช่ม จิตอาสาพระครูสุวรรณสุนทร และนางแฉล้ม เนียมนิล เมื่อนางจีบถึงแก่กรรมที่ดินข้างต้นตกแก่ทายาทดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2531พระครูสุวรรณสุนทรขณะเป็นเจ้าอาวาสจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนในโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ในราคา 2,100,000 บาท โจทก์ชำระเงินมัดจำ 600,000 บาทในวันทำสัญญาแล้ว พระครูสุวรรณสุนทรมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2ได้รังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินดังกล่าว โดยแบ่งแยกออกเป็นอีก 6 โฉนดรวมกับโฉนดที่ดินเดิมเป็น 7 โฉนด เฉพาะส่วนของพระครูสุวรรณสุนทรเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 40191 เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 47 ตารางวาพระครูสุวรรณสุนทรมรณภาพเมื่อเดือนพฤษภาคม 2534 ต่อมาโจทก์นำคดีมาฟ้องศาลศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในชั้นนี้ว่า มีเหตุต้องยกเลิกการบังคับคดีหรือไม่เห็นว่า เมื่อนางจีบถึงแก่กรรม ที่ดินดังกล่าวตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทโดยธรรมรวมทั้งพระครูสุวรรณสุนทรด้วย ที่ดินที่พระครูสุวรรณสุนทรได้รับมรดกมาเช่นนี้จึงมิใช่ที่ดินของวัดแม้จะได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศก็ตาม เมื่อพระครูสุวรรณสุนทรได้ขายที่ดินส่วนของตนซึ่งขณะนั้นยังมิได้แบ่งแยกจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 958 ย่อมทำสัญญาจะซื้อขายแก่โจทก์ได้ โดยนัดโอนกรรมสิทธิ์เมื่อแบ่งแยกเสร็จแล้ว การที่พระครูสุวรรณสุนทรได้ดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 40191 เสร็จแล้วแต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ และถึงแก่มรณภาพเมื่อเดือนพฤษภาคม 2534 ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าที่ดินพิพาทอันเป็นของพระครูสุวรรณสุนทรย่อมตกเป็นสมบัติของจำเลยที่ 1 โดยผลแห่งกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1623 ซึ่งบัญญัติว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรมซึ่งโจทก์กล่าวในคำฟ้องก็ยอมรับว่าพระครูสุวรรณสุนทรได้มรณภาพลงโดยมิได้ทำพินัยกรรม โดยผลแห่งกฎหมายที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสมบัติของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 33บัญญัติว่า ที่วัดและที่ซึ่งขึ้นต่อวัดมีดังนี้ (1) ที่วัด คือที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น (2) ที่ธรณีสงฆ์คือที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด(3) มาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์หรือที่ศาสนสมบัติกลาง ให้กระทำได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติเว้นแต่เป็นกรณีตามวรรคสอง และมาตรา 35 บัญญัติว่า "ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์และที่ศาสนสมบัติกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี"และทรัพย์สินที่ตามกฎหมายไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีย่อมเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 285(4) ด้วย เมื่อกฎหมายมีข้อจำกัดเช่นนี้ คำพิพากษาในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้บังคับได้ ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 276 วรรคสาม ก็บัญญัติให้ศาลดำเนินการบังคับคดีเพียงเท่าที่สภาพแห่งการบังคับคดีจะเปิดช่องให้กระทำได้เท่านั้น ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อให้จำเลยที่ 1ส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์เพื่อดำเนินการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไปนั้นจึงไม่อาจกระทำได้และกรณีนี้ศาลจะสั่งให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ก็ไม่ได้ เพราะเป็นการบังคับคดีผิดไปจากคำพิพากษา ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ถือว่าการแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทออกมาจากโฉนดเดิมเป็นการจำหน่ายที่ดินพิพาทนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เพราะการจำหน่ายนั้นจะต้องเป็นการจดทะเบียนโอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น และต้องเป็นการกระทำก่อนที่พระครูสุวรรณสุนทรมรณภาพกรณีมีเหตุให้ยกเลิกการบังคับคดี ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้ยกเลิกการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1623
ป.วิ.พ. ม. 276 ม. 285
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 33 ม. 34 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว เพ็ญพร โอภานุรักษ์
จำเลย — วัด ครุใน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1316/2544
#91311
เปิดฉบับเต็ม

จ. ถึงแก่กรรม ที่ดินของ จ. จึงตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทโดยธรรมรวมทั้ง ส. ซึ่งเป็นพระภิกษุด้วย ที่ดินที่ ส. ได้รับมรดกมาเช่นนี้มิใช่ที่ดินของวัด แม้จะได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศ ส. จึงทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินส่วนของตนซึ่งยังมิได้แบ่งแยกจากที่ดินเดิมให้แก่โจทก์ได้ การที่ ส. ดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินเสร็จในเวลาต่อมาแต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์และถึงแก่มรณภาพเสียก่อน ที่ดินดังกล่าวย่อมตกเป็นสมบัติของวัดจำเลย โดยผลแห่งกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623

ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์และที่ศาสนสมบัติกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 35 ย่อมเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 285 (4) ด้วย คำพิพากษาในส่วนที่ให้วัดจำเลยโอนที่ดินให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้บังคับได้ ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 276 วรรคสาม ก็บัญญัติให้ศาลดำเนินการบังคับคดีเพียงเท่าที่สภาพแห่งการบังคับจะเปิดช่อง ให้กระทำได้เท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์เพื่อดำเนินการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ และมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไปจึงไม่อาจกระทำได้ กรณีมีเหตุให้ยกเลิกการบังคับคดี

การแบ่งแยกโฉนดที่ดินออกมาจากโฉนดเดิมไม่ถือว่าเป็นการจำหน่ายที่ดิน เพราะการจำหน่ายจะต้องเป็น การจดทะเบียนโอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น การที่ ส. ซึ่งเป็นพระภิกษุดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินของตนเสร็จแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ก่อนที่ ส. มรณภาพ จึงมิใช่ ส. โอนที่ดินให้แก่โจทก์ก่อน ส. มรณภาพ ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นของวัดจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับมรดกของพระครูสุวรรณสุนทรจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 40191 ตำบลทุ่งครุ (บ้านครุ) อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขาย ให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 1,500,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดและอยู่ระหว่างศาลนัดพร้อมตามคำขอของโจทก์ให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินแก่โจทก์เพื่อดำเนินการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ตามคำพิพากษา

ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยผลของกฎหมาย จำเลยที่ 1 ต้องรายงานขึ้นไปตามลำดับชั้นเพื่อตราออกเป็นพระราชบัญญัติก่อนตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2507) ข้อ 12, 13 ไม่สามารถปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ ขอให้ยกเลิกการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นยกคำร้อง และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 958 ตำบลทุ่งครุ (บ้านครุ) อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร เป็นของนางจีบ นางจีบมีบุตรด้วยกัน 5 คน ซึ่งรวมถึงพระครูสุวรรณสุนทรด้วย เมื่อนางจีบถึงแก่กรรม ที่ดินข้างต้นตกแก่ทายาทดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2531 พระครูสุวรรณสุนทรขณะเป็นเจ้าอาวาสจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนในโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ในราคา 2,100,000 บาท โจทก์ชำระเงินมัดจำ 600,000 บาท ในวันทำสัญญาแล้ว พระครูสุวรรณสุนทรมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินดังกล่าว โดยแบ่งแยกออกเป็นอีก 6 โฉนด รวมกับโฉนดที่ดินเดิมเป็น 7 โฉนด เฉพาะส่วนของพระครูสุวรรณสุนทรเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 40191 พระครูสุวรรณสุนทรมรณภาพเมื่อเดือนพฤษภาคม 2534 ต่อมาโจทก์นำคดีมาฟ้องศาล ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในชั้นนี้ว่า มีเหตุต้องยกเลิกการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนางจีบถึงแก่กรรม ที่ดินดังกล่าวตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทโดยธรรมรวมทั้งพระครูสุวรรณสุนทรด้วย ที่ดินที่พระครูสุวรรณสุนทรได้รับมรดกมาเช่นนี้จึงมิใช่ที่ดินของวัด แม้จะได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศก็ตาม เมื่อพระครูสุวรรณสุนทรได้ขายที่ดินส่วนของตนซึ่งขณะนั้นยังมิได้แบ่งแยกจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 958 ย่อมทำสัญญาจะซื้อขายแก่โจทก์ได้ โดยนัดโอนกรรมสิทธิ์เมื่อแบ่งแยกเสร็จแล้ว การที่พระครูสุวรรณสุนทรได้ดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 40191 เสร็จแล้ว แต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ และถึงแก่มรณภาพเมื่อเดือนพฤษภาคม 2534 ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ที่ดินพิพาทอันเป็นของพระครูสุวรรณสุนทรย่อมตกเป็นสมบัติของจำเลยที่ 1 โดยผลแห่งกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623 ซึ่งบัญญัติว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม ซึ่งโจทก์กล่าวในคำฟ้องก็ยอมรับว่าพระครูสุวรรณสุนทรได้มรณภาพลงโดยมิได้ทำพินัยกรรม โดยผลแห่งกฎหมายที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสมบัติของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นวัด ตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 33 บัญญัติว่า ที่วัดและที่ซึ่งขึ้นต่อวัดมีดังนี้ (1) ที่วัด คือที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น (2) ที่ธรณีสงฆ์ คือที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด (3)? มาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง ให้กระทำได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ เว้นแต่เป็นกรณีตามวรรคสอง? และมาตรา 35 บัญญัติว่า "ที่วัดที่ธรณีสงฆ์และที่ศาสนสมบัติกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี" และทรัพย์สินที่ตามกฎหมายไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีย่อมเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 285 (4) ด้วย เมื่อกฎหมายมีข้อจำกัดเช่นนี้ คำพิพากษาในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้บังคับให้ ทั้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 276 วรรคสาม ก็บัญญัติให้ศาลดำเนินการบังคับคดีเพียงเท่าที่สภาพแห่งการบังคับคดีจะเปิดช่องให้กระทำได้เท่านั้น ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์เพื่อดำเนินการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไปนั้น จึงไม่อาจกระทำได้และกรณีนี้ศาลจะสั่งให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ก็ไม่ได้ เพราะเป็นการบังคับคดีผิดไปจากคำพิพากษา ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ถือว่าการแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทออกมาจากโฉนดเดิมเป็นการจำหน่ายที่ดินพิพาทนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เพราะการจำหน่ายนั้นจะต้องเป็นการจดทะเบียนโอนตาม ป.พ.พ. เท่านั้น และต้องเป็นการกระทำก่อนที่พระครูสุวรรณสุนทรมรณภาพ กรณีมีเหตุให้ยกเลิกการบังคับคดี ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกเลิกการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1623
ป.วิ.พ. ม. 276 วรรคสาม ม. 285 (4)
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ม. 33 ม. 34 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเพ็ญพร โอภานุรักษ์
จำเลย — วัดครุใน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ศาลอุทธรณ์ — นายวินัย ตุลยภักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1312/2544
#36553
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมได้รับเช็คของลูกค้าเพื่อชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ร่วม แต่กลับนำเช็คนั้นไปเบิกเงินแล้วเก็บไว้เองจึงมีความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเช็คอันเป็นเอกสารของโจทก์ร่วมและทำให้ไร้ประโยชน์ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมผู้อื่นหรือประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และฐานยักยอกเงินตามเช็คตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 188, 264, 265, 268, 352, 83, 91 และให้นับโทษจำเลยต่อและให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 38,000 บาท และอิฐแก้วนัมเบอร์ 02 (ที่ถูกเป็นนัมเบอร์ 09) จำนวน 300 ก้อน ราคา 25,500 บาท นัมเบอร์ 15จำนวน 300 ก้อน ราคา 25,500 บาท นัมเบอร์ 21 จำนวน 300 ก้อนราคา 28,500 บาท นัมเบอร์ 02 จำนวน 600 ก้อน ราคา 45,000 บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางสาวบุญมี เลิศธนาพูลทรัพย์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก (ที่ถูกประกอบด้วยมาตรา 265) แต่การใช้เกิดจากการทำปลอมขึ้นซึ่งเอกสารสิทธิดังกล่าว จึงให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 265(ที่ถูกจึงให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง) จำนวนสองกระทงลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี และจำเลยมีความผิดฐานยักยอกอิฐแก้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรกอีกสองกระทงให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี นอกจากนี้จำเลยยังมีความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188และความผิดฐานยักยอกเงินตามเช็คตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคแรก อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188อันเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 อีกสองกระทงให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ว่าแก้ไขข้อความในใบส่งของและใบรับเช็คแล้วนำไปเรียกเก็บเงิน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยกระทงละ8 เดือน เมื่อเรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แล้วรวมลงโทษหกกระทงจำคุก48 เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 38,000 บาท และคืนหรือใช้ราคาอิฐแก้วนัมเบอร์ 02 (ที่ถูกนัมเบอร์ 09) จำนวน 300 ก้อน ราคา25,500 บาท นัมเบอร์ 15 จำนวน 300 ก้อน ราคารวม 25,500 บาทนัมเบอร์ 21 จำนวน 300 ก้อน ราคา 28,500 บาท นัมเบอร์ 02 จำนวน600 ก้อน ราคา 45,000 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า นางสาวบุญมีเลิศธนาพูลทรัพย์ โจทก์ร่วมเป็นภริยาของนายสมเกียรติ เจริญสุขมงคลสามีและครอบครัวของญาติฝ่ายสามีประกอบกิจการค้าขายเครื่องสุขภัณฑ์โดยบิดามารดาของสามี ใช้ชื่อในการค้าว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดกรุงเทพพัฒนภัณฑ์ ส่วนสามีใช้ชื่อร้านว่า บางกอกไทล์ ร้านจำหน่ายอิฐแก้วชื่อร้านรินทร์ทองมีสถานที่ประกอบการแห่งเดียวกันกับร้านบางกอกไทล์เลขที่ 413 ถนนมหาพฤฒาราม แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรักกรุงเทพมหานคร สถานที่ที่ใช้เก็บสินค้าของร้านรินทร์ทองใช้โกดังสินค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดกรุงเทพพัฒนภัณฑ์ สินค้าอิฐแก้วที่ร้านรินทร์ทองจำหน่ายรับมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัดกรุงเทพพัฒนภัณฑ์ จำเลยเคยเป็นพนักงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดกรุงเทพพัฒนภัณฑ์มาก่อน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้แก้ไขข้อความในใบส่งของชั่วคราวเล่มที่ 07 เลขที่ 0339 ของร้านรินทร์ทองซึ่งมีข้อความเดิมว่า วันที่ 24 มีนาคม2534 อิฐแก้วนัมเบอร์ 02 จำนวน 600 ก้อน (100 กล่อง) ราคาต่อหน่วย75 บาท จำนวนเงิน 45,000 บาท ปรากฏตามคู่ฉบับใบส่งของชั่วคราวดังกล่าวเอกสารหมาย จ.7 แล้วแก้ไขข้อความใหม่ว่า วันที่ 3 เมษายน2534 อิฐแก้วนัมเบอร์ 01 จำนวน 1,800 ก้อน (100 กล่อง) ราคาต่อหน่วย68 บาท จำนวนเงิน 122,400 บาท ปรากฏตามใบส่งของชั่วคราวเอกสารหมาย จ.1 และแก้ไขข้อความในใบส่งของเล่มที่ 07 เลขที่ 0345ของร้านรินทร์ทอง ซึ่งมีข้อความเดิมว่าวันที่ 27 มีนาคม 2534 อิฐแก้วนัมเบอร์ 09 จำนวน 300 ก้อน (40 กล่อง) ราคาต่อหน่วย 85 บาท จำนวน25,500 บาท อิฐแก้วนัมเบอร์ 15 จำนวน 300 ก้อน (50 กล่อง) ราคาต่อหน่วย85 บาท จำนวนเงิน 25,500 บาท และอิฐแก้วนัมเบอร์ 21 ราคาต่อหน่วย95 บาท จำนวนเงิน 28,500 บาท รวมเป็นเงิน 79,500 บาท ปรากฏตามคู่ฉบับใบส่งของชั่วคราวดังกล่าวเอกสารหมาย จ.8 แล้วแก้ไขข้อความใหม่ว่าอิฐแก้วนัมเบอร์ 09 จำนวน 600 ก้อน (50 กล่อง) ราคาต่อหน่วยจำนวนเงิน51,000 บาท อิฐแก้วนัมเบอร์ 02 จำนวน 600 ก้อน (50 กล่อง) ราคาต่อหน่วย78 บาท จำนวน 46,800 บาท รวมเป็นเงิน 97,800 บาท ปรากฏตามใบส่งของชั่วคราวเอกสารหมาย จ.6 นอกจากนี้จำเลยยังได้รับเช็คธนาคารทหารไทย จำกัดสาขาโชคชัย 4 ซึ่งร้านโชคชัยสุขภัณฑ์ สั่งจ่ายชำระหนี้ให้ร้านรินทร์ทองจำนวน 2 ฉบับ ฉบับแรกสั่งจ่ายเงินจำนวน 21,000 บาท ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.3 ฉบับที่ 2 สั่งจ่ายเงินจำนวน17,900 บาท ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.4 ปรากฏว่าจำเลยนำเช็คฉบับแรกเข้าฝากในบัญชีของจำเลย ที่ธนาคารทหารไทย จำกัดสาขามหาพฤฒาราม ส่วนเช็คฉบับที่สองภริยาของจำเลยนำไปเบิกเงินสดจากธนาคารตามเช็ค มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า ตามฟ้องโจทก์ข้อ 5 และข้อ 6 ขัดแย้งกัน เป็นคำฟ้องที่ชอบหรือไม่ เห็นว่าตามฟ้องข้อ 5 และข้อ 6 โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยยักยอกเงินตามเช็คตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และทำให้เช็คอันเป็นเอกสารของโจทก์ร่วมไร้ประโยชน์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบในการกระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าวชอบที่จะบรรยายฟ้องร่วมกันได้และเงินตามเช็คกับเช็คซึ่งเป็นเอกสารที่จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องข้อ 5 และข้อ 6 ก็เป็นเช็คคนละฉบับจึงหาขัดกันไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ได้ความจากนางสาวบุญมี เลิศธนาพูลทรัพย์ โจทก์ร่วมและนางสาวสมศรี มณีโชติ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นพนักงานขายของร้านรินทร์ทองสอดคล้องตรงกันว่า เดิมจำเลยเป็นพนักงานขายของห้างหุ้นส่วนจำกัดกรุงเทพพัฒนภัณฑ์ ซึ่งเป็นของบิดามารดาสามีโจทก์ร่วมมาก่อน เมื่อโจทก์ร่วมมาเปิดร้านรินทร์ทอง จำเลยจึงได้เข้ามาเป็นพนักงานขายที่ร้านนี้ มีหน้าที่ออกไปหาลูกค้าเพื่อที่จะเสนอขายอิฐแก้วโดยมีตัวอย่างรายการสินค้าอิฐแก้วไปแสดงให้ลูกค้าดู เมื่อลูกค้าสั่งของจำเลยต้องจดรายละเอียดร้านที่สั่งสินค้า จำนวนสินค้าที่ลูกค้าสั่ง มาส่งให้แก่นางสาวสมศรี มณีโชติ เพื่อทำใบส่งของชั่วคราว ในใบส่งของชั่วคราวจะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อร้าน จำนวนสินค้าที่ส่งและราคาด้วย ส่วนราคานั้นโจทก์ร่วมและหรือบิดามารดาของสามีโจทก์ร่วมเป็นผู้อนุมัติจากนั้นนางสาวสมศรี มณีโชติ จะมอบใบส่งของชั่วคราวให้แก่จำเลยเพื่อจำเลยจะนำไปเบิกสินค้าที่โกดัง ใบส่งของดังกล่าวทำขึ้นจำนวน3 ฉบับ มีสีขาว สีเหลือง และสีน้ำตาล เมื่อนำสินค้าไปส่งผู้รับสินค้าจะต้องลงชื่อรับไว้ในใบส่งของชั่วคราวแผ่นสีขาวฉบับนี้ จำเลยจะต้องนำส่งคืนที่ร้าน ส่วนแผ่นสีเหลืองมอบให้ลูกค้าเก็บไว้สำหรับแผ่นสีน้ำตาลจะติดไว้ในเล่ม ปรากฏว่าใบส่งของชั่วคราวเอกสารหมาย จ.1 และเอกสารหมาย จ.6 มีการแก้ไขให้ผิดไปจากคู่ฉบับสีน้ำตาลที่ติดอยู่ในเล่มปรากฏตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.23 หลังจากโจทก์ร่วมตรวจพบว่ารายการสินค้าและจำนวนเงินที่ระบุไว้ในใบส่งของชั่วคราวฉบับสีขาวไม่ตรงกับที่ปรากฏในใบส่งของชั่วคราวคู่ฉบับสีน้ำตาลในเล่มโดยโจทก์ร่วมและนางสาวสมศรียืนยันว่าลายมือแก้ไขข้อความในเอกสารหมาย จ.1 และ จ.6 เป็นลายมือของจำเลย หลังจากนั้นโจทก์ร่วมได้นำใบส่งของชั่วคราวเอกสารหมาย จ.1 และ จ.6 ไปเก็บเงินจากร้านโชคชัยสุขภัณฑ์ และร้านสำโรงสหไทย ปรากฏว่าเจ้าของร้านทั้งสองคือนางสาวพรพรรณ สังขมณี และนางสาวพนิดา แซ่กัง ต่างเบิกความสนับสนุนพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยมาเก็บเงินไปแล้ว ฝ่ายจำเลยเบิกความรับว่า เคยเป็นพนักงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดกรุงเทพพัฒนภัณฑ์ซึ่งเป็นกิจการของบิดามารดาสามีโจทก์ร่วม ต่อมาจำเลยได้มาเปิดร้านจำหน่ายอิฐแก้วใช้ชื่อว่าร้านรินทร์ทอง ใบส่งของชั่วคราวที่จำเลยนำไปส่งให้แก่ลูกค้านั้นในบางครั้งมีการเปลี่ยนแปลงสินค้าตามความต้องการของลูกค้า ดังนั้นราคาก็ย่อมจะต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย จำเลยจึงจำเป็นต้องแก้ไขข้อความในใบส่งของชั่วคราวเพื่อให้ตรงตามความเป็นจริงเป็นอำนาจของจำเลยที่จะทำได้ แม้กระทั่งเช็คที่ได้รับจากลูกค้าเมื่อจำเลยไปเบิกเงินมาแล้วสามารถเก็บเงินไว้ก่อนได้ถึง 90 วัน แล้วถึงจะนำส่งร้านรินทร์ทอง จำเลยไม่เคยเบิกอิฐแก้วจากร้านรินทร์ทองเพื่อไปส่งให้แก่ร้านโชคชัยสุขภัณฑ์และร้านสำโรงสหไทย เบื้องต้นเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า ร้านรินทร์ทองเป็นของโจทก์ร่วมหรือว่าเป็นของจำเลย เห็นว่าคำพยานโจทก์สมเหตุสมผลมีน้ำหนักฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าร้านรินทร์ทองนี้เป็นของโจทก์ร่วม จำเลยจึงเป็นเพียงพนักงานในร้านรินทร์ทองของโจทก์ร่วมเท่านั้น หน้าที่หลักของจำเลยคือการออกไปติดต่อหาลูกค้าให้แก่ร้านของโจทก์ร่วมด้วยการนำตัวอย่างสินค้าอิฐแก้วไปให้ลูกค้าเลือก เมื่อลูกค้ารายใดสนใจและต้องการ จำเลยต้องรวบรวมข้อมูลที่เรียกว่าใบสั่งซื้อส่งให้แก่นางสาวสมศรี มณีโชติ พนักงานในร้านโจทก์ร่วมเพื่อเขียนรายละเอียดของร้านที่สั่งสินค้า จำนวนสินค้าเพื่อจำเลยจะได้นำหลักฐานนี้ไปเบิกสินค้าจากโกดังสินค้า ส่วนราคาของสินค้านั้นหลังจากได้รับอนุมัติจากโจทก์ร่วมหรือผู้ใหญ่ของโจทก์ร่วมแล้วนางสาวสมศรีก็จะเป็นผู้เขียนลงไว้ในใบส่งของชั่วคราวเช่นกัน ในการนำสินค้าไปส่ง จำเลยจะต้องนำใบส่งของชั่วคราวฉบับแผ่นสีขาวลงชื่อรับสินค้าไว้ส่งคืนให้แก่นางสาวสมศรีคู่ฉบับแผ่นสีเหลืองให้ลูกค้าเก็บไว้ เมื่อข้อเท็จจริงต่อมาปรากฏว่าใบส่งของชั่วคราวฉบับแผ่นสีขาวเอกสารหมาย จ.1 และ จ.6มีการแก้ไขให้ต่างไปจากคู่ฉบับแผ่นสีน้ำตาลที่อยู่ในเล่มตรงบริเวณที่ขีดเส้นใต้สีแดงกำกับไว้โดยลบด้วยลิควิดเปเปอร์ (Liquid Paper)และเขียนเลข "จำนวนก้อน" "ขนาด" "นัมเบอร์" "ราคาต่อหน่วย" และ"จำนวนเงิน" ทับลงไป ตามช่องและตำแหน่งต่าง ๆ ดังที่ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.23 ประกอบเอกสารหมาย จ.1 กับ จ.6 จำเลยยอมรับว่าตนเองเป็นผู้แก้ไขแต่อ้างว่าเป็นอำนาจของตนที่จะทำได้ เห็นว่า เอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานสำคัญที่จำเลยจะต้องนำไปแสดงเพื่อเบิกสินค้าและเมื่อนำสินค้าไปส่งให้แก่ลูกค้า ๆ ลงชื่อรับสินค้าแล้ว จำเลยก็ต้องนำส่งคืนโจทก์ร่วมเพื่อใช้เป็นหลักฐานไปเก็บค่าสินค้าจากลูกค้าในภายหลัง ที่โจทก์ร่วมกับนายสมชาติ เจริญสุขมงคล พยานโจทก์และโจทก์ร่วมยืนยันว่าจำเลยไม่มีอำนาจแก้ไขจึงสมเหตุผล เพราะหากยอมให้จำเลยซึ่งเป็นเพียงพนักงานขายในร้านมีอำนาจแก้ไขเอกสารใบสำคัญดังกล่าวย่อมเป็นการเปิดช่องให้ทำการทุจริตได้ตั้งแต่เริ่มเบิกสินค้าโดยสามารถเบิกได้เกินจำนวนที่ลูกค้าสั่งจริง สินค้าส่วนที่เกินจำนวน จำเลยย่อมนำไปแสวงหาผลประโยชน์ได้เป็นส่วนตัวซึ่งไม่มีเจ้าของกิจการค้ารายใดยอมให้เกิดเช่นนี้ได้ ข้ออ้างของจำเลยเป็นการเบิกความลอย ๆ ไม่มีเหตุผลสนับสนุนการที่จำเลยแก้ไขเอกสารใบสำคัญการส่งของชั่วคราวเอกสารหมาย จ.1และ จ.6 ซึ่งถือเป็นเอกสารที่ก่อให้เกิดสิทธิในการเบิกสินค้าและสิทธิในการรับหรือเก็บเงินค่าสินค้า จึงเป็นการปลอมเอกสารสิทธิและเมื่อจำเลยนำเอกสารที่ทำปลอมขึ้นนี้ไปแสดงต่อนางสาวสมศรีเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเบิกสินค้าจึงเป็นการใช้เอกสารสิทธิปลอม สำหรับเช็คที่ลูกค้าชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่ร้านโจทก์ร่วมตามสำเนาภาพถ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่าจำเลยจะเก็บไว้เองไม่ได้จะต้องนำส่งให้แก่โจทก์ร่วมซึ่งถือว่าเป็นหลักการดำเนินทางการค้าโดยทั่วไปที่พนักงานขายจะต้องปฏิบัติเช่นนี้ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าตนเองมีสิทธิเก็บเงินที่รับมาจากเช็คของลูกค้าได้เป็นเวลาถึง90 วัน จึงขัดต่อเหตุผลทั้งเป็นคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยที่รับเช็คของลูกค้าเพื่อชำระค่าสินค้าให้แก่ร้านโจทก์ร่วม แต่กลับนำเช็คนั้นไปเบิกเงินตามเช็คแล้วเก็บไว้เองเช่นนี้ ย่อมเป็นการเบียดบังเงินตามเช็คนั้นเป็นของตนเองโดยทุจริตด้วย จึงเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเช็คอันเป็นเอกสารของโจทก์ร่วมและทำให้ไร้ประโยชน์ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม ผู้อื่นหรือประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และฐานยักยอกเงินตามเช็คตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ดังที่โจทก์ฟ้อง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 188 ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นางสาว บุญมี เลิศธนาพูลทรัพย์
จำเลย — นาย กิตติคุณหรือสุพงษ์ วิบูลย์จันทร์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
ผล อนุวัตรนิติการ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1291/2544
#99037
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเพียงเป็นบาดแผลฟกช้ำบริเวณหน้าผากด้านขวาและคอด้านข้างแถบขวาชัดเจน ใช้เวลารักษาประมาณ 3 วันหาย จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย

พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกที่เพียงขับรถจักรยานยนต์ไปจอดรอจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายบริเวณริมถนนฝั่งตรงข้ามกับที่เกิดเหตุ เป็นเพียงการใช้รถจักรยานยนต์ไปและกลับจากการกระทำความผิด เพื่อให้พ้นจากการจับกุมโดยสะดวกและรวดเร็วเท่านั้น เมื่อรถจักรยานยนต์ไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) แล้ว จึงไม่อาจริบกุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางได้เช่นกัน ปัญหาดังกล่าวทั้งหมดเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 339 วรรคแรก วรรคสอง และวรรคสาม, 340 ตรี ริบกุญแจรถจักรยานยนต์และหมวกนิรภัยของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี, 83 จำคุก 15 ปี ริบกุญแจรถจักรยานยนต์และหมวกนิรภัยของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่ผู้เสียหายกับนางสาววรรณวิภากำลังเดินบนทางเท้าริมถนนกรุงเกษมหน้าวัดนรนาถเพื่อจะไปลงเรือข้ามฟากที่ท่าเรือเทเวศน์ ได้มีคนร้ายกระชากเอาสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำไปจากคอของผู้เสียหาย คนร้ายวิ่งหนีข้ามถนนไปขึ้นรถจักรยานยนต์ซึ่งมีนางสาวปาริชาติพวกของคนร้ายนั่งคร่อมจอดรออยู่ที่ริมถนนฝั่งตรงข้ามกับที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายวิ่งไล่ตามไปทันคนร้ายที่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวแล้วดึงกุญแจรถจักรยานยนต์ออกมาถือไว้และทวงเอาทรัพย์คืน คนร้ายยอมคืนให้เฉพาะสร้อยคอทองคำ แต่ไม่ยอมคืนพระเลี่ยมทองคำให้ คนร้ายสั่งให้นางสาวปาริชาติทำร้ายผู้เสียหายนางสาวปาริชาติใช้หมวกนิรภัยตีถูกที่หน้าผากผู้เสียหาย ผู้เสียหายต่อสู้กับนางสาวปาริชาติ คนร้ายถือโอกาสขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป...

ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี, 83 นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเป็นแผลฟกช้ำบริเวณหน้าผากและคออันเป็นอันตรายแก่กายและจิตใจ ซึ่งปรากฏตามรายงานความเห็นการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ว่า ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเพียงเป็นบาดแผลฟกช้ำบริเวณหน้าผากด้านขวาและคอด้านข้างแถบขวาชัดเจน ใช้เวลารักษาประมาณ 3 วันหาย จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยคงมีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ผู้เสียหายในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี, 83 เท่านั้น และที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบกุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกที่เพียงขับรถจักรยานยนต์ไปจอดรอจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายบริเวณริมถนนฝั่งตรงข้ามกับที่เกิดเหตุ เป็นเพียงการใช้รถจักรยานยนต์ไปและกลับจากการกระทำความผิด เพื่อให้พ้นจากการจับกุมโดยสะดวกและรวดเร็วเท่านั้น เมื่อรถจักรยานยนต์ไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) แล้ว จึงไม่อาจริบกุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางได้เช่นกัน ปัญหาดังกล่าวทั้งหมดเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี, 83 ไม่ริบกุญแจรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1) ม. 295 ม. 339 วรรคสอง ม. 339 วรรคสาม ม. 391
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายพิศิษฐ์ แสงกลม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพลภักดี สิริทิพากร
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ชวลิต ศรีสง่า
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1287/2544
#69643
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องนุ่งห่มและเครื่องแต่งกาย รวมทั้งกางเกงยีน โจทก์เป็น เจ้าของเครื่องหมายการค้า รูปลวดลายเส้นโค้งคู่สองชั้น ปลายส่วนโค้งคู่ชนกัน และรูปลวดลายเส้นโค้งคู่สองชั้น ปลายส่วนโค้งคู่ชนกัน อยู่ภายในกรอบรูปห้าเหลี่ยมคล้ายกระเป๋าหลัง มีแถบอยู่ด้านซ้ายบนภายในแถบมีคำว่า "LeVI'S" และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยและประเทศ สหรัฐอเมริกา โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "LeVI'S" กับสินค้ากางเกงยีนจนเป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียง แพร่หลายทั่วไป ขณะเมื่อโจทก์ไปยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์ระบุว่าเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนเป็นรูปและคำ เครื่องหมายการค้าในส่วนที่เป็นรูป เป็นรูปเส้นโค้งคู่สองชั้นคล้ายปีกนก แสดงว่ารูปที่โจทก์นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ได้มีพื้นฐานมาจากการนำอักษรโรมันมาประดิษฐ์ใช้ ส่วนจำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นรูปลวดลายเส้นประคล้ายอักษร V และ W วางซ้อนทับกัน โดยมีพื้นฐานจากการนำอักษรโรมันมาประดิษฐ์ดัดแปลงเพื่อมาใช้ เมื่อพื้นฐานของรูปของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยมีที่มาแตกต่างกัน และเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยมีลักษณะรูปแบบลวดลายที่มีความแตกต่างกัน ฉะนั้น รูปเครื่องหมายการค้า ของโจทก์และจำเลยจึงไม่เหมือนหรือคล้ายกัน ถือไม่ได้ว่าจำเลยเลียนแบบเครื่องหมายของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายแห่งมลรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องนุ่งห่มและเครื่องแต่งกายรวมทั้งกางเกงยีน โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า รูปลวดลายเส้นโค้งคู่สองชั้น ปลายส่วนโค้งคู่ชนกัน โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้ากางเกงยีนโดยได้จำหน่ายและโฆษณาแพร่หลายในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า ๑๐๐ ปี จนเป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปในประเทศไทย โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้หลายรูปแบบโดยใช้กับ สินค้าจำพวก ๓๘ เดิม หรือจำพวก ๒๕ ตามกฎหมายปัจจุบัน จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ ๒๘๙๘๒๒ รูปลวดลายเส้นโค้งคู่สองชั้น ส่วนปลายของเส้นโค้งชนกันโดยเส้นล่างหักงอขึ้นทับปลายเส้นโค้งบน อยู่ภายใน รูปกรอบกระเป๋ากางเกง เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก ๒๕ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ รายการสินค้ากางเกงยีน เครื่องหมายการค้าของจำเลยเป็นการเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชน สับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า การที่จำเลยเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาว่าเครื่องหมายการค้า ของจำเลยเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของ หรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ให้จำเลยถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาท หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอา คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ห้ามจำเลยใช้ ยื่นคำขอจดทะเบียน หรือเข้าเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายพิพาท

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จำเลยเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องหมายการค้า ของจำเลยเองโดยอาศัยอักษรโรมันสองตัวคือ V และ W วางซ้อนกันอยู่ภายในกรอบเส้นประห้าเหลี่ยมเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้าโจทก์และเครื่องหมายการค้าของจำเลยมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ในชั้นชี้สองสถาน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งมลรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องนุ่งห่มและเครื่องแต่งกาย รวมทั้งกางเกงยีน โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า รูปลวดลายเส้นโค้งคู่สองชั้น ปลายส่วนโค้งคู่ชนกัน และรูปลวดลายเส้นโค้งคู่สองชั้น ปลายส่วนโค้งคู่ชนกันอยู่ภายในกรอบรูปห้าเหลี่ยมคล้ายกระเป๋าหลัง มีแถบอยู่ด้านซ้ายบนภายในแถบมีคำว่า "LeVI'S" และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "LeVI'S" กับสินค้ากางเกงยีนจนเป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป จำเลยยื่นคำขอใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้ากางเกงยีน เป็นรูปลวดลาย เส้นประคล้ายอักษร V และ W วางซ้อนทับกัน โจทก์เห็นว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนดังกล่าวนั้นเป็นการเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงยื่นคำคัดค้าน จำเลยโต้แย้ง นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่จำเลย โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียน ปรากฏตามเอกสารหมาย จ. ๒๓ โจทก์จึงต้องมาฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่นายทะเบียน เครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนให้ตามเอกสารหมาย จ. ๑๙ เป็นเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ. ๒ และ จ. ๓ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ไปยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์ระบุว่าเครื่องหมายการค้า ที่จดทะเบียนเป็นรูปและคำ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ. ๒ และ จ. ๓ เครื่องหมายการค้าในส่วนที่เป็นรูป ก็ได้ความจากเอกสารคำคัดค้านของโจทก์ว่าเป็นรูปเส้นโค้งคู่สองชั้นคล้ายปีกนก แสดงว่ารูปที่โจทก์นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ได้มีพื้นฐานมาจากการนำอักษรโรมันมาประดิษฐ์ใช้ ส่วนจำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นรูปลวดลายเส้นประคล้ายอักษร V และ W วางซ้อนทับกัน โดยมีพื้นฐานจากการนำอักษรโรมันมาประดิษฐ์ดัดแปลงเพื่อมาใช้ เมื่อพื้นฐานของรูปของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยมีที่มาแตกต่างกัน และเมื่อพิจารณา เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยแล้ว ก็เห็นได้ว่ามีลักษณะรูปแบบ ลวดลายที่มีความแตกต่างกัน ฉะนั้น รูปเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยตามเอกสารหมาย จ. ๒ จ. ๓ และ จ. ๑๙ จึงไม่เหมือนหรือคล้ายกัน ฟังไม่ได้ว่า จำเลยเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ลีวาย สเตราส์ส แอนด์โก.,
จำเลย — นางรัญจวน วงศ์รัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
พินิจ เพชรรุ่ง
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 1286/2544
#36552
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ถูกกล่าวหาแสดงตัวเป็น อ. นายประกันของจำเลยและลงลายมือชื่อในคำร้องขอประกันตัวต่อซึ่งเป็นลายมือชื่อปลอมเป็นการหลอกลวงศาลว่ามีการประกันตัวต่อโดยชอบ ถือเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) และมาตรา 33พฤติการณ์ดังกล่าวมีลักษณะร้ายแรงเป็นภัยต่อกระบวนการยุติธรรมอันเป็นช่องทางให้จำเลยหลบหนีได้ หากศาลตรวจไม่พบการกระทำผิดของผู้ถูกกล่าวหาเสียก่อน การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการศาลเป็นอย่างมาก แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะรับราชการครูและยังมีหน้าที่ต้องอุปการะผู้อื่น ก็ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากนางสุจิตต์ มาติกานนท์ รองจ่าศาลประชาสัมพันธ์ทำหน้าที่เรื่องการประกันตัวได้รายงานเสนอในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3460/2542 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดตรัง โจทก์ นายเริงณรงค์คงเอียด จำเลย ว่า นายอำนาจ วัฒนพานิช นายประกันไม่มาศาล นายคณิตสังหาร ผู้ถูกกล่าวหาได้แสดงตัวเป็นนายอำนาจลงลายมือชื่อในคำร้องขอประกันตัวต่อซึ่งเป็นลายมือชื่อปลอม จึงรายงานให้ศาลทราบ ศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 33ถือว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจำคุก 2 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) และมาตรา 33นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยเป็นนายประกันของจำเลยชั้นฝากขังมาแล้ว แต่ได้ถอนหลักทรัพย์แล้วเปลี่ยนนายประกันเป็นนายอำนาจ วัฒนพานิช และเมื่อมีการประกันตัวจำเลยต่อในชั้นพิจารณาผู้ถูกกล่าวหาได้แสดงตัวเป็นนายอำนาจลงลายมือชื่อในคำร้องขอประกันตัวต่อซึ่งเป็นลายมือชื่อปลอมเป็นการหลอกลวงศาลว่ามีการประกันตัวต่อโดยชอบพฤติการณ์ดังกล่าวมีลักษณะร้ายแรงเป็นภัยต่อกระบวนการยุติธรรมอันเป็นช่องทางให้จำเลยหลบหนีได้หากศาลตรวจไม่พบการกระทำผิดของผู้ถูกกล่าวหาเสียก่อนอีกทั้งเมื่อจำเลยหลบหนีไปก็ไม่อาจถือว่าผู้ถูกกล่าวหาผิดสัญญาประกันเนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาขอถอนตัวจากการเป็นนายประกันของจำเลยแล้วส่วนจะถือว่านายอำนาจซึ่งเป็นนายประกันคนใหม่ผิดสัญญาประกันก็ไม่อาจถือได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากลายมือชื่อของนายอำนาจที่ขอประกันตัวจำเลยต่อเป็นลายมือชื่อปลอม การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการศาลเป็นอย่างมาก แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะรับราชการครูและยังมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรภริยาและบิดามารดาตามที่อ้างมาในฎีกา ก็ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหา 2 เดือน โดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.พ. ม. 31 (1) ม. 33
ชื่อคู่ความ
ผู้ถูกกล่าวหา — นาย คณิต สังหาร
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ชนะ ภาสกานนท์
ธาดา กษิตินนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1285/2544
#36446
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้าย ที่บัญญัติว่า"และภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ ถ้าศาลอนุญาตให้สมรสในระหว่างที่ผู้กระทำผิดกำลังรับโทษในความผิดนั้นอยู่ ให้ศาลปล่อยตัวผู้กระทำผิดนั้นไป" นั้นสำหรับกรณีที่จะต้องให้ศาลอนุญาตให้สมรสกันดังกล่าวนั้นหมายความว่าชายหรือหญิงมีอายุยังไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ จะสมรสกันจึงจะต้องขออนุญาตต่อศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 แต่จำเลยและผู้เสียหายซึ่งมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ ได้จดทะเบียนสมรสกันในเวลาต่อมาย่อมเป็นการสมรสที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วโดยไม่ต้องขออนุญาตต่อศาลจำเลยจึงไม่ต้องรับโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยงและวันที่ 13 มิถุนายน 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกระทำชำเราเด็กหญิงสุพรรณี ประเสริฐพงษ์ ผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคหนึ่ง ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 2 กระทงจำคุกกระทงละ 4 ปีรวมจำคุก 8 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า ระหว่างพิจารณาคดีนี้ผู้เสียหายอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์แล้ว จึงสามารถจดทะเบียนสมรสได้โดยไม่ต้องให้ศาลอนุญาต และเมื่อจำเลยกับผู้เสียหายจดทะเบียนสมรสกันแล้วศาลต้องปล่อยตัวผู้กระทำความผิดไปนั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคท้าย ที่บัญญัติว่า "และภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกันผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ ถ้าศาลอนุญาตให้สมรสในระหว่างที่ผู้กระทำผิดกำลังรับโทษในความผิดนั้นอยู่ ให้ศาลปล่อยตัวผู้กระทำผิดนั้นไป" กรณีที่จะต้องให้ศาลอนุญาตให้สมรสกันดังกล่าวนั้นหมายความว่า ชายหรือหญิงมีอายุยังไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์จะสมรสกันจึงจะต้องขออนุญาตต่อศาลตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ปรากฏตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยและผู้เสียหายซึ่งมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ ได้แต่งงานกันตามประเพณี และได้จดทะเบียนสมรสกันที่สำนักงานทะเบียนอำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2543 ตามใบสำคัญการสมรสที่แนบท้ายฎีกา โจทก์มิได้แก้ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน จึงฟังได้ว่าจำเลยและผู้เสียหายได้สมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้าย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาย มานพหรืออำนาจ โลสันเทียะ
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา