คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1440/2544
#40526
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดฐานร่วมกันขนถ่ายน้ำมันในเขตต่อเนื่องโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 37 ตรี หลังจากที่จำเลยลักลอบนำน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาในเขตต่อเนื่องแล้ว ซึ่งไม่แน่ชัดว่าจำเลยทั้งห้าขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีหรือเจตนาอื่น จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดโดยเจตนาต่างหากจากความผิดฐานอื่นเมื่อจำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานนี้เป็นความผิดกรรมเดียว ส่วนความผิดฐานร่วมกันนำน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังไม่ได้เสียภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิตเข้ามาในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 27 กับความผิดฐานร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขาย ซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่มิได้เสียภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติสรรพสามิตฯ มาตรา 162(1) เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต่างพระราชบัญญัติกัน โดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งห้าทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามที่โจทก์ฟ้องให้จำคุกสถานเดียวเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้รอการลงโทษแต่กำหนดโทษปรับอีกสถานหนึ่ง ก็ยังทำให้จำเลยทั้งห้าไม่ต้องรับโทษจำคุกเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษเบากว่าศาลชั้นต้น กรณีไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย

จำเลยทั้งห้ามีอาชีพรับจ้าง การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงเป็นการกระทำตามคำสั่งของนายจ้างเพื่อหาเลี้ยงชีพ เมื่อจำเลยทั้งห้าไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อนประกอบกับมีภาระที่จะต้องเลี้ยงดูครอบครัว เห็นควรให้โอกาสจำเลยทั้งห้ากลับตนเป็นพลเมืองดีจึงเห็นพ้องกับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้รอการลงโทษจำคุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 เวลากลางวันจำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันลักลอบใช้เรือกลบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ชื่อฟลามิงโก้ปิโตรเลี่ยม นำพาน้ำมันเชื้อเพลิงดีโซลีนจำนวน 117,114 ลิตร ราคา 496,563.36 บาท ซึ่งเป็นของที่ผลิตในต่างประเทศที่ยังมิได้เสียภาษีและยังไม่ได้ผ่านพิธีศุลกากรและเสียภาษีสรรพสามิตโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักรไทยในเขตต่อเนื่องกับทะเลอาณาเขตของราชอาณาจักรไทย โดยเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรซึ่งจะต้องเสียสำหรับของนั้นเป็นเงิน 1,171 บาท โดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลที่จะต้องเสียภาษีอากรขาเข้าสำหรับของดังกล่าวนั้น รวมราคาของและค่าอากรเป็นเงิน 497,734.36 บาท และจำเลยกับพวกร่วมกันขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงดีโซลีนออกจากเรือบรรทุกน้ำมันลงสู่เรือของผู้มีชื่อ ซึ่งเป็นเรือกลประมงไทยที่ใช้เครื่องจักรกลจำนวน 7,114 ลิตร ราคา 30,290.56บาท โดยไม่มีเหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งน้ำมันดีโซลีนจำนวน 110,000 ลิตรราคา 466,400 บาท ซึ่งจำเลยทั้งห้ากับพวกรู้ว่ายังมิได้เสียภาษีสรรพสามิตและจำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันกระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยการร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวซึ่งเป็นน้ำมันที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่กำหนดปริมาณตั้งแต่สองร้อยลิตรขึ้นไปเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 ได้ทำการในเรือกลบรรทุกน้ำมันฟลามิงโก้ปิโตรเลียม โดยทำหน้าที่ในตำแหน่งนายท้ายควบคุมเรือ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะต้องมีประกาศนียบัตรรับรองความรู้ความสามารถแล่นในทะเลเขตต่อเนื่องน่านน้ำราชอาณาจักร โดยจำเลยที่ 1มิได้รับประกาศนียบัตรรับรองความรู้ความสามารถและจำเลยที่ 4ได้ทำการในเรือกลบรรทุกน้ำมันฟลามิงโก้ปิโตรเลียมโดยทำหน้าที่ในตำแหน่งช่างเครื่องมือ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะต้องมีประกาศนียบัตรรับรองความรู้ความสามารถแล่นในทะเลเขตต่อเนื่องน่านน้ำราชอาณาจักรไทยโดยจำเลยที่ 4 มิได้รับประกาศนียบัตรรับรองความรู้ความสามารถ เหตุเกิดในทะเลบริเวณเขตต่อเนื่องกับทะเลอาณาเขตของราชอาณาจักรไทย ละติจูดที่ 08 องศา 55 ลิปดาเหนือ ลองติจูด100 องศา 55 ลิปดาตะวันออกห่างจากฝั่งทะเลด้านอำเภอสิชลจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 59 ไมล์ และโดยลักษณะแห่งการกระทำผิดเหตุและผลการกระทำผิดถือว่าเกิดในราชอาณาจักรไทยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 และเหตุบางส่วนเกิดในเรือไทย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งห้าพร้อมเรือบรรทุกน้ำมัน 1 ลำ น้ำมันเชื้อเพลิงตามจำนวนดังกล่าว มิเตอร์วัดน้ำมัน สายยาง แผนที่เดินเรือ สมุดลงรายการ ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ใช้กระทำผิดมีไว้เป็นความผิดและได้จากการกระทำผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, 32, 37 ตรี,37 เบญจ พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 มาตรา 25 ตรีพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 163, 277, 282 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 147,161, 162 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิดพ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงาน

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 16, 17, 27, 32, 37 ตรี,34 เบญจ (ที่ถูก 37 เบญจ) พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521มาตรา 25 ตรี วรรคสอง วรรคสาม พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตพ.ศ. 2527 มาตรา 147, 161, 162 (ที่ถูกมาตรา 147(2), 161(1),162(1)) พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 3,163, 277, 282 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดต่างกรรมให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฐานทำการในเรือในตำแหน่งที่กฎข้อบังคับสำหรับการตรวจเรือกำหนดในท้องที่ประกาศนียบัตรรับรองความรู้ความสามารถโดยมิได้รับประกาศนียบัตร จำคุกคนละ3 เดือน ลงโทษจำเลยทั้งห้าฐานร่วมกันลักลอบขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันนำน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังมิได้เสียภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิตเข้ามาในราชอาณาจักร(ที่ถูก โดยลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 27 เป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุกคนละ2 ปี ร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่มิได้เสียภาษีสรรพสามิตจำคุกคนละ 1 ปี และฐานร่วมกันปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ 6 เดือน รวม 5 กระทง จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละ 4 ปี3 เดือน จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 คนละ 4 ปี จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละ2 ปี 1 เดือน 15 วัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ 5 คนละ 2 ปี พิเคราะห์แล้วกรณียังไม่มีเหตุรอการลงโทษ ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนร้อยละ 30และจ่ายเงินรางวัลร้อยละ 25 ของราคาน้ำมันของกลางที่ศาลสั่งริบ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานทำการในเรือโดยมิได้รับประกาศนียบัตร ให้ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 อีกสถานหนึ่งคนละ 1,000 บาท ฐานร่วมกันลักลอบขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ปรับจำเลยทั้งห้าอีกสถานหนึ่ง โดยปรับรวมเป็นเงิน 60,581.12 บาท ฐานร่วมกันนำน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังไม่ได้เสียภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิตเข้ามาในราชอาณาจักร ให้ปรับจำเลยทั้งห้าอีกสถานหนึ่งโดยปรับรวมกันเป็นเงิน 1,990,937.44 บาทฐานร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขายน้ำมันเชื้อเพลิงที่มิได้เสียภาษีสรรพสามิตจำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 5,855 บาท และฐานร่วมกันปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่ายให้ปรับจำเลยทั้งห้าคนละ50,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 แล้ว ฐานทำการเดินเรือโดยมิได้รับประกาศนียบัตร คงปรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละ 500 บาท ฐานร่วมกันลักลอบขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ปรับจำเลยทั้งห้ารวมกันเป็นเงิน 30,290.56 บาท ฐานร่วมกันทำน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังไม่ได้เสียภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิตเข้ามาในราชอาณาจักรให้ปรับจำเลยทั้งห้ารวมกันเป็นเงิน 995,468.72 บาท ฐานร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขายน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิต จำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 2,927.50 บาท และฐานร่วมกันปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่ายให้ปรับจำเลยทั้งห้าคนละ 25,000 บาท รวมลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละ 1 ปี 10 เดือน 15 วัน จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5คนละ 1 ปี 9 เดือน ปรับจำเลยทั้งห้ารวมกันเป็นเงิน 1,025,759.20 บาทปรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 อีกคนละ 28,427.50 บาท และปรับจำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 5 อีกคนละ 27,927.50 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษจำเลยทั้งห้าไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ในกรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปีได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า ความผิดฐานร่วมกันลักลอบขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดฐานร่วมกันนำน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังไม่ได้เสียภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิตเข้ามาในราชอาณาจักรและความผิดฐานร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่มิได้เสียภาษีสรรพาสามิตเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันขนถ่ายน้ำมันในเขตต่อเนื่องโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 37 ตรี นั้นตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดฐานนี้หลังจากที่จำเลยลักลอบนำน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาในเขตต่อเนื่องแล้วซึ่งไม่แน่ชัดว่าจำเลยทั้งห้าขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีหรือเจตนาอื่นจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดโดยเจตนาต่างหากจากความผิดฐานอื่นเมื่อจำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพตามฟ้องข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานนี้เป็นความผิดกรรมเดียว ส่วนความผิดฐานร่วมกันนำน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังไม่ได้เสียภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิตเข้ามาในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 27 กับความผิดฐานร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่มิได้เสียภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต มาตรา 162(1) เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต่างพระราชบัญญัติกัน โดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ส่วนที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษปรับเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย เพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยทั้งห้านั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งห้าทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามที่โจทก์ฟ้องให้จำคุกสถานเดียวเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้รอการลงโทษ แต่กำหนดโทษปรับอีกสถานหนึ่ง ก็ยังทำให้จำเลยทั้งห้าไม่ต้องรับโทษจำคุกเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษเบากว่าศาลชั้นต้น กรณีไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษตามที่จำเลยทั้งห้าฎีกาขึ้นมา ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานร่วมกันนำน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังไม่ได้เสียภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิตเข้ามาในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 27 นั้น เห็นว่า ตามฟ้องจำเลยทั้งห้ามีอาชีพรับจ้าง การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงเป็นการกระทำตามคำสั่งของนายจ้างเพื่อหาเลี้ยงชีพ เมื่อจำเลยทั้งห้าไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อนประกอบกับมีภาระที่จะต้องเลี้ยงดูครอบครัว เห็นควรให้โอกาสจำเลยทั้งห้ากลับตนเป็นพลเมืองดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 91
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ม. 37 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย จรินทร์ ไทรสุวรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1436/2544
#40525
เปิดฉบับเต็ม

วันนัดสืบพยานจำเลยครั้งแรก ทนายจำเลยแถลงขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่า พยานจำเลยติดธุระจำเป็นที่กรุงเทพมหานครมาเป็นพยานไม่ได้ จำเลยติดใจสืบพยานเพียง 2 ปาก จะนำมาสืบให้แล้วเสร็จภายในนัดเดียว หากไม่นำพยานปากใดปากหนึ่งหรือทั้งสองปากมาถือว่าไม่ติดใจสืบพยานจำเลยอีกต่อไป ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้เลื่อนคดีและกำชับทนายจำเลยให้ปฏิบัติตามที่แถลงไว้ต่อศาลครั้นถึงวันนัดสืบพยานจำเลยครั้งที่สองทนายจำเลยแถลงขอเลื่อนคดีอีก โดยอ้างเหตุเลื่อนลอยเพียงว่าไม่สามารถนำพยานจำเลยมาเบิกความได้ เนื่องจากทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ดังนี้เมื่อไม่ปรากฏเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และทนายจำเลยมิได้แสดงให้เป็นที่พอใจของศาลว่า ถ้าศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีต่อไปอีกจะทำให้เสียความยุติธรรมดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่งพฤติการณ์ของทนายจำเลยดังกล่าวเป็นการประวิงคดีศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยเสียได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว ยอดหนี้คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น 267,622.63 บาท เป็นหนี้จำนวนแน่นอน และหนี้ถึงกำหนดชำระแล้วแต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยแล้ว แต่ไม่พบว่าจำเลยมีทรัพย์สินใดที่จะบังคับคดีได้ จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าจำเลยเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวเนื่องจากจำเลยมีทรัพย์สิน หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ทั้งโจทก์ยังไม่ทำการยึดทรัพย์สินของจำเลยตามหมายบังคับคดีและไม่ได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ไม่น้อยกว่า2 ครั้ง มีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน ประกอบกับจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนแล้ว จำเลยประกอบกิจการค้า มีรายได้เป็นประจำ ไม่เป็นหนี้บุคคลอื่นใดอีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ได้ความว่าวันนัดสืบพยานจำเลยครั้งแรก ทนายจำเลยแถลงขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่าพยานจำเลยติดธุระจำเป็นที่กรุงเทพมหานครมาเป็นพยานไม่ได้ จำเลยติดใจสืบพยานเพียง 2 ปาก จะนำมาสืบให้แล้วเสร็จภายในนัดเดียวหากไม่นำพยานปากใดปากหนึ่งหรือทั้งสองปากมา ถือว่าไม่ติดใจสืบพยานจำเลยอีกต่อไป ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้เลื่อนคดี และกำชับทนายจำเลยไว้ว่า นัดหน้าให้พร้อมสืบและปฏิบัติตามที่แถลงไว้ต่อศาลด้วย ครั้นถึงวันนัดสืบพยานจำเลยครั้งที่สอง ทนายจำเลยแถลงขอเลื่อนคดีอีกโดยอ้างเหตุว่าไม่สามารถที่จะนำพยานจำเลยมาเบิกความได้ เนื่องจากทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เห็นว่าการที่ทนายจำเลยแถลงขอเลื่อนคดีเป็นครั้งที่สองเป็นการไม่ปฏิบัติดังที่เคยแถลงไว้ต่อศาลในวันนัดสืบพยานจำเลยครั้งแรก และเหตุผลที่ขอเลื่อนคดีก็เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอย ทั้งไม่ปรากฏว่ามีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และทนายจำเลยมิได้แสดงให้เป็นที่พอใจของศาลว่า ถ้าศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีต่อไปอีกจะทำให้เสียความยุติธรรมดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่ง พฤติการณ์ของทนายจำเลยดังกล่าวส่อแสดงว่า จำเลยเพิกเฉยไม่สนใจในการดำเนินคดีของตน เป็นการประวิงคดี ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยเสียได้ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ธวัชชัย กิตติศัพท์ขจร
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
พิชัย เตโชพิทยากูล
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1422/2544
#40524
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องแย้งของจำเลยไม่ได้ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ แต่จำเลยมีคำขอให้โจทก์โอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ให้แก่จำเลย กับห้ามโจทก์ใช้หรือขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เพื่อให้เกิดผลให้โจทก์สิ้นสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์จดทะเบียนไว้ตามวัตถุประสงค์ในคำขอของจำเลยดังกล่าวตามที่จำเลยมีสิทธิที่จะขอให้ศาลบังคับได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 67จึงเป็นการพิพากษาปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องและตรงตามวัตถุประสงค์ที่เข้าใจได้จากรายละเอียดของฟ้องแย้งไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอในฟ้องแย้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่งประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26

จำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกตามที่โจทก์จดทะเบียนไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของจำเลยสำหรับสินค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนนั้นได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 46 วรรคหนึ่งเพราะสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวของบุคคลซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ตามมาตรา 44 เท่านั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาห้ามโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า"CORAL" ซึ่งได้จดทะเบียนไว้สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 11ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ได้แก่เครื่องสุขภัณฑ์ต่าง ๆ โดยโจทก์ผลิตสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ดังกล่าวออกจำหน่ายมาหลายปีจนแพร่หลาย จำเลยได้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ประเภทเดียวกันโดยใช้เครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "CORAL" เลียนแบบเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ และยังได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 11 เช่นเดียวกันทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่าสินค้าของจำเลยเป็นสินค้าของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "CORAL"ห้ามจำเลยใช้หรือเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวหรือเครื่องหมายการค้าที่คล้ายคลึง และขอให้จำเลยทำลายเครื่องหมายการค้าดังกล่าวที่อยู่บนสินค้าที่จำเลยผลิต

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "CORAL" โดยเมื่อปี 2535จำเลยได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งประกอบด้วยคำว่า "CORAL" กับรูปรอยประดิษฐ์ เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 19 คือ กระเบื้องเคลือบปูพื้นและบุผนัง ซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้จำเลยแล้ว จากนั้นจำเลยได้ผลิตสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์โดยใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าวออกจำหน่ายโดยจำเลยได้โฆษณาสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของจำเลยจนแพร่หลายทั่วไป จำเลยจึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าโจทก์ แต่ต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม 2539 โจทก์ได้ดัดแปลงเครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าวแล้วนำไปจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าคำว่า "KORAL" ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 11 และวันที่ 2 ตุลาคม 2539 โจทก์ได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL" สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 11 เช่นกัน เป็นเหตุให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "CORAL" สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 11 แต่ในที่สุดนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียน เพราะเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ให้โอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "KORAL" และ "CORAL" แก่จำเลย หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ห้ามโจทก์ผลิตหรือจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว ห้ามโจทก์ใช้ขอจดทะเบียน คัดค้านการจดทะเบียนหรือเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวอีกต่อไป ให้โจทก์ทำลายรูปรอยเครื่องหมายการค้าดังกล่าวที่สินค้าของโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหาย 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่จำเลย และใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ2,850,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะหยุดทำละเมิดต่อจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นผู้ประดิษฐ์ ใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL" และ "KORAL"โดยสุจริต กรณีที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าจำพวกที่ 19 เป็นสินค้าคนละจำพวกกับสินค้าจำพวกที่ 11 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า"CORAL" ทะเบียนเลขที่ ค 60106 และเครื่องหมายการค้าคำว่า "KORAL" ทะเบียนเลขที่ ค 60131 ของโจทก์ ห้ามโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายนี้ต่อไป คำขออื่นตามคำฟ้องแย้งของจำเลยนอกจากนี้ให้ยกและยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คดีนี้จำเลยมิได้มีคำขอท้ายฟ้องแย้งขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL" ทะเบียนเลขที่ ค 60106และเครื่องหมายการค้าคำว่า "KORAL" ทะเบียนเลขที่ ค 60131ของโจทก์ด้วย จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องแย้งนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายในห้าปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใดตามมาตรา 40 ผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอต่อศาลให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ หากแสดงได้ว่าตนมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น และตามคำฟ้องแย้งจำเลยก็กล่าวอ้างว่าจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "CORAL" ของจำเลยกับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์นำออกจำหน่ายและโฆษณาแพร่หลายก่อนโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยจึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าโจทก์ อันเป็นการกล่าวอ้างถึงเงื่อนไขในการขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามมาตรา 67 ดังกล่าวไว้ครบถ้วนแล้ว แม้ตามคำฟ้องแย้งของจำเลยจะไม่ได้มีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยตรงก็ตาม แต่การที่จำเลยมีคำขอให้โจทก์โอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ให้แก่จำเลยกับห้ามโจทก์ใช้หรือขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นเมื่อพิจารณาประกอบคำฟ้องแย้งที่อ้างว่าจำเลยมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าโจทก์แล้ว ก็ล้วนแสดงให้เห็นเป็นที่เข้าใจได้ว่า จำเลยมีเจตนาต้องการให้โจทก์ไม่อยู่ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า"CORAL" และ "KORAL" ที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 11 คือ เครื่องสุขภัณฑ์อีกต่อไป ซึ่งเป็นกรณีต้องปรับบทกฎหมายบังคับให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามมาตรา 67 ดังกล่าวแล้วนั่นเองโดยเฉพาะคำขอตามคำฟ้องแย้งที่ขอให้โจทก์โอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์จดทะเบียนไว้ให้แก่จำเลยนั้น ก็มีความหมายให้เห็นได้ว่าเป็นวิธีการที่ทำให้โจทก์ต้องสิ้นสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์จดทะเบียนไว้เป็นผลประการแรก และทำให้จำเลยได้รับสิทธินั้นมาเป็นของจำเลยเป็นผลประการที่สองอยู่ในตัว ดังนี้เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิขอให้บังคับโจทก์โอนสิทธิให้จำเลยเพื่อให้เกิดผลประการที่สองได้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เพื่อให้เกิดผลที่ทำให้โจทก์สิ้นสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์จดทะเบียนไว้อันเป็นผลประการแรกตามวัตถุประสงค์ในคำขอของจำเลยดังกล่าวตามที่จำเลยมีสิทธิที่จะขอให้ศาลบังคับให้ได้ตามกฎหมายเท่านั้น จึงเป็นการพิพากษาโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องและตรงตามวัตถุประสงค์ที่ปรากฏเป็นที่เข้าใจได้จากรายละเอียดของสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามคำฟ้องแย้งของจำเลยดังกล่าวแล้ว ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่งประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ดังที่โจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาห้ามโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า"CORAL" และ "KORAL" ตามคำขอในคำฟ้องแย้งของจำเลยมาด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านั้นตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 มาตรา 44 อีกต่อไป และคดีนี้ที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้ห้ามโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับของจำเลยนั้นเป็นการฟ้องในข้อหาการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของจำเลย แต่ปรากฏว่าจำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 11 ตามที่โจทก์จดทะเบียนไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของจำเลยสำหรับสินค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนนั้นได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 46วรรคหนึ่ง เพราะสิทธิดังกล่าวนี้เป็นสิทธิแต่ผู้เดียวของบุคคลซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 44เท่านั้น คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอตามคำฟ้องแย้งของจำเลยที่ให้ห้ามโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL"และเครื่องหมายการค้าคำว่า "KORAL" เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 40 ม. 44 ม. 46 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกะรัต สุขภัณฑ์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัทผลิตภัณฑ์กระเบื้องดินเผา จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
พินิจ เพชรรุ่ง
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1422/2544
#98658
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องแย้งของจำเลยอ้างว่าจำเลยใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าและโฆษณามาก่อนโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และมีคำขอให้โจทก์โอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ให้แก่จำเลย กับห้ามโจทก์ใช้หรือขอ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยมิได้ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เพื่อให้เกิดผลให้โจทก์สิ้นสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์จดทะเบียนไว้ตามวัตถุประสงค์ของจำเลยและตามที่จำเลยมีสิทธิขอให้ศาลบังคับได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 67 เป็นการพิพากษาปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องและตรงตามวัตถุประสงค์ที่เข้าใจได้จากรายละเอียดของฟ้องแย้ง จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26

เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 44 อีกต่อไปแต่จำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "CORAL" ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกตามที่โจทก์จดทะเบียนไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของจำเลยสำหรับสินค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนนั้นได้ตามมาตรา 46 วรรคหนึ่ง เพราะสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวของบุคคลซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ตามมาตรา 44 เท่านั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาห้ามโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าพิพาท จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL" ซึ่งได้จดทะเบียนไว้สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๑๑ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้แก่ เครื่องสุขภัณฑ์ต่าง ๆ คือ โถส้วมชักโครก โถส้วมนั่งยอง อ่างล้างหน้า ฯลฯ โดยโจทก์ผลิตสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ดังกล่าวออกจำหน่ายมาหลายปีจนแพร่หลาย จำเลยได้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ประเภทเดียวกันโดยใช้เครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "CORAL" เลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต และยังได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๑๑ เช่นเดียวกัน ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่าสินค้าของจำเลยเป็นสินค้าของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "CORAL" ห้ามจำเลยใช้หรือเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวหรือเครื่องหมายการค้าที่คล้ายคลึงและขอให้จำเลยทำลายเครื่องหมายการค้าดังกล่าวที่อยู่บนสินค้าที่จำเลยผลิต

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL" โจทก์ไม่เคยผลิตสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์โดยใช้เครื่องหมายการค้านี้ จำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "CORAL" โดยเมื่อปี ๒๕๓๕ จำเลยได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งประกอบด้วยคำว่า "CORAL" กับรูปรอยประดิษฐ์เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๑๙ คือ กระเบื้องเคลือบปูพื้นและบุผนัง ซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้จำเลยแล้ว จากนั้นจำเลยได้ผลิตสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์โดยใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าวออกจำหน่าย เช่น โถส้วม อ่างล้างหน้า จานสบู่ ฯลฯ โดยจำเลยได้โฆษณาสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของจำเลยจนแพร่หลายทั่วไป จำเลยจึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าโจทก์ แต่ต่อมาโจทก์ได้ดัดแปลงเครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าวแล้วนำไปจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าคำว่า "KORAL" ใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๑๑ และโจทก์ได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL" สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๑๑ เช่นกัน เป็นเหตุให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต่อมาจำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "CORAL" สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๑๑ คือ เครื่องสุขภัณฑ์ต่าง ๆ แต่ในที่สุดนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียน เพราะเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ดังกล่าวข้างต้น ทั้งโจทก์ได้ข่มขู่ลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายสินค้าของจำเลยเพื่อไม่ให้ซื้อสินค้าของจำเลย เป็นเหตุให้จำเลยเสียหาย กล่าวคือ จำเลยได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงทางการค้า ขาดประโยชน์ที่ควรได้จากการขายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลยค่าเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้าในการผลิตสินค้าต่าง ๆ ค่าภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่นำมาใช้ในการผลิตสินค้า ค่าเปิดและจุดเตาเผาสำหรับสินค้าจำพวกกระเบื้องดินเผา ค่าจ้างคนงานและค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจของโรงงานในช่วง ๔ เดือน ก่อนปิดโรงงานกระเบื้องดินเผา และค่าจ้างคนงานในช่วงที่ปิดโรงงานกระเบื้องดินเผาแล้ว แต่ได้โอนย้ายคนงานไปทำงานในโรงงานส่วนอื่นรวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยขอคิดเพียง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ให้โอนสิทธิในเครื่องหมายการค้า คำว่า "KORAL" และ "CORAL" แก่จำเลย หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ห้ามโจทก์ผลิตหรือจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว ห้ามโจทก์ใช้ ขอจดทะเบียน คัดค้านการจดทะเบียนหรือเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวอีกต่อไป ให้โจทก์ทำลายรูปรอยเครื่องหมายการค้าดังกล่าวที่สินค้าของโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหาย ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่จำเลย และใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ ๒,๘๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะหยุดทำละเมิดต่อจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นผู้ประดิษฐ์ ใช้ และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL" และ "KORAL" โดยสุจริต กรณีที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าจำพวกที่ ๑๙ เป็นสินค้าคนละจำพวกกับสินค้าจำพวกที่ ๑๑ โจทก์ไม่เคยข่มขู่ลูกค้าของจำเลยหรือทำละเมิดต่อจำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL" ทะเบียนเลขที่ ค ๖๐๑๐๖ และเครื่องหมายการค้าคำว่า "KORAL" ทะเบียนเลขที่ ค ๖๐๑๓๑ ของโจทก์ ห้ามโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายนี้ต่อไป คำขออื่นตามคำฟ้องแย้งของจำเลยนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL" เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๓๙ ทะเบียนเลขที่ ค ๖๐๑๐๖ และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "KORAL" เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ทะเบียนเลขที่ ค ๖๐๑๓๑ สำหรับสินค้าจำพวกที่ ๑๑ รายการสินค้า เครื่องสุขภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น โถส้วม อ่างล้างหน้า ฯลฯ ส่วนจำเลยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งประกอบด้วยคำว่า "CORAL" กับรูปรอยประดิษฐ์เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๓๕ สำหรับสินค้าจำพวกที่ ๑๙ รายการสินค้า กระเบื้องเคลือบปูพื้นและบุฝาผนัง จำเลยผลิตและจำหน่ายกระเบื้องเคลือบปูพื้นและบุฝาผนังตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ โดยใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่จดทะเบียนไว้ดังกล่าว ต่อมาวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL" กับรูปรอยประดิษฐ์ของจำเลยสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๑๑ รายการสินค้า เครื่องสุขภัณฑ์ เช่น โถส้วม อ่างล้างหน้า ฯลฯ แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าวเหมือนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL" และ "KORAL" ของโจทก์ซึ่งได้จดทะเบียนสำหรับสินค้าในจำพวกเดียวกันไว้ก่อนแล้ว จึงไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์หรือจำเลยมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL" รวมทั้งเครื่องหมายการค้าคำว่า "KORAL" และเครื่องหมายการค้ารูปประดิษฐ์ที่พิพาทดีกว่ากัน ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้ผลิตและขายสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้ารูปประดิษฐ์ของจำเลยจนมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปมาก่อนโจทก์ ดังนี้ แม้ต่อมาโจทก์จะได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL" และ "KORAL" ของโจทก์สำหรับสินค้าจำพวกที่ ๑๑ คือเครื่องสุขภัณฑ์ไว้แล้วก็ตาม จำเลยก็มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าว รวมทั้งเครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL" และเครื่องหมายการค้าคำว่า "KORAL" ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันดีกว่าโจทก์

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คดีนี้จำเลยมิได้มีคำขอท้ายฟ้องแย้งขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL" ทะเบียนเลขที่ ค ๖๐๑๐๖ และเครื่องหมายการค้าคำว่า "KORAL" ทะเบียนเลขที่ ค ๖๐๑๓๑ ของโจทก์ด้วย จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องแย้งนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายในห้าปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใดตามมาตรา ๔๐ ผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอต่อศาลให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ หากแสดงได้ว่าตนมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น และตามคำฟ้องแย้งจำเลยก็กล่าวอ้างว่าจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "CORAL" ของจำเลยกับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ นำออกจำหน่ายและโฆษณาแพร่หลายก่อนโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยจึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าโจทก์อันเป็นการกล่าวอ้างถึงเงื่อนไขในการขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามมาตรา ๖๗ ดังกล่าวไว้ครบถ้วนแล้ว แม้ตามคำฟ้องแย้งของจำเลยจะไม่ได้มีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยตรงก็ตาม แต่การที่จำเลยมีคำขอให้โจทก์โอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ให้แก่จำเลยกับห้ามโจทก์ใช้หรือขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น เมื่อพิจารณาประกอบคำฟ้องแย้งที่อ้างว่าจำเลยมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าโจทก์แล้ว ก็ล้วนแสดงให้เห็นเป็นที่เข้าใจได้ว่า จำเลยมีเจตนาต้องการให้โจทก์ไม่อยู่ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL" และ "KORAL" ที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ สำหรับสินค้าจำพวกที่ ๑๑ คือ เครื่องสุขภัณฑ์อีกต่อไป ซึ่งเป็นกรณีต้องปรับบทกฎหมายบังคับให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามมาตรา ๖๗ ดังกล่าวแล้วนั่นเอง โดยเฉพาะคำขอตามคำฟ้องแย้งที่ขอให้โจทก์โอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์จดทะเบียนไว้ให้แก่จำเลยนั้นก็มีความหมายให้เห็นได้ว่าเป็นวิธีการที่ทำให้โจทก์ต้องสิ้นสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์จดทะเบียนไว้เป็นผลประการแรกและทำให้จำเลยได้รับสิทธินั้นมาเป็นของจำเลยเป็นผลประการที่สองอยู่ในตัว ดังนี้ เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิขอให้บังคับโจทก์โอนสิทธิให้จำเลยเพื่อให้เกิดผลประการที่สองได้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เพื่อให้เกิดผลที่ทำให้โจทก์สิ้นสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์จดทะเบียนไว้อันเป็นผลประการแรกตามวัตถุประสงค์ในคำขอของจำเลยดังกล่าวตามที่จำเลยมีสิทธิที่จะขอให้ศาลบังคับให้ได้ตามกฎหมายเท่านั้น จึงเป็นการพิพากษาโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องและตรงตามวัตถุประสงค์ที่ปรากฏเป็นที่เข้าใจได้จากรายละเอียดของสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามคำฟ้องแย้งของจำเลยดังกล่าวแล้ว ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ แต่อย่างใด

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาห้ามโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL" และ "KORAL" ตามคำขอในคำฟ้องแย้งของจำเลยมาด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านั้นตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔๔ อีกต่อไป และคดีนี้ที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้ห้ามโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับของจำเลยนั้น เป็นการฟ้องในข้อหาการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของจำเลย แต่ปรากฏว่าจำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๑๑ ตามที่โจทก์จดทะเบียนไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของจำเลยสำหรับสินค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนนั้นได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง เพราะสิทธิดังกล่าวนี้เป็นสิทธิแต่ผู้เดียวของบุคคลซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา ๔๔ เท่านั้น คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอตามคำฟ้องแย้งของจำเลยที่ให้ห้ามโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "CORAL" และเครื่องหมายการค้าคำว่า "KORAL" เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 44 ม. 46 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกะรัต สุขภัณฑ์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทผลิตภัณฑ์กระเบื้องดินเผา จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสอนชัย สิราริยกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
พินิจ เพชรรุ่ง
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1421/2544
#99027
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับฝ่ายจำเลยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และโจทก์ไม่ได้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินในวันที่ 11 สิงหาคม 2538 ตามที่ฝ่ายจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับ ฝ่ายจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวไปวางไว้ตามมาตรา 31 โดยพลัน ตามมาตรา 28 วรรคสอง ซึ่งก็คือวันถัดจากวันครบกำหนดนัด คือ วันที่ 12 สิงหาคม 2538 อันถือได้ว่าเป็นวันวางเงิน ค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคท้าย การคิดดอกเบี้ยจึงต้องเริ่มตั้งแต่วันดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 80176 เลขที่ดิน 9690 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา บางส่วนของที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 351 โดยคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 60,668,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 52,755,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,605,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 18,025,000 บาท แก่โจทก์ และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า? ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์ควรจะได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่เมื่อใดและในอัตราอย่างไร โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ควรจะได้รับดอกเบี้ยจากจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลวินิจฉัยถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสามชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มแก่โจทก์ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารออมสินประเภทฝากประจำ แต่ไม่เกินร้อยละ 6.5 ต่อปี เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคท้าย บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" และมาตรา 28 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนผู้ใดไม่มารับเงินค่าทดแทนภายในระยะเวลาที่กำหนด? ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่วางเงินค่าทดแทนไว้ตามมาตรา 31 โดยพลัน" ปรากฏว่าโจทก์กับฝ่ายจำเลยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา 10 ฝ่ายจำเลยจึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินในวันที่ 31 สิงหาคม 2538 แต่โจทก์ไม่ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินตามกำหนดนัด ฝ่ายจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวไปวางโดยพลันซึ่งก็คือวันถัดจากวันครบกำหนดนัด คือวันที่ 12 สิงหาคม 2538 อันถือได้ว่าเป็นวันวางเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคท้าย การคิดดอกเบี้ยจึงต้องเริ่มตั้งแต่วันดังกล่าวหาใช่วันที่ศาลวินิจฉัยถึงที่สุดไม่ ส่วนอัตราดอกเบี้ยต้องเป็นไปตามอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินที่ปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามสภาวการณ์โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องไม่เกินร้อยละ 6.5 ต่อปี ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ไม่เกินร้อยละ 12 ต่อปี เพราะไม่ให้เกินกว่าที่โจทก์ขอ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 26 วรรคท้าย ม. 28 วรรคสอง ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิรัตน์ บุญลีระวัฒน์
จำเลย — อธิบดีกรมทางหลวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาววันทนี กีรติพิบูล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1416/2544
#99028
เปิดฉบับเต็ม

การส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางระหว่างตัวการผู้กระทำผิดร่วมกัน ไม่ถือว่าเป็นการขาย จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ส่งมอบ หรือมีไว้เพื่อขายเมทแอมเฟตามีน ตามบทนิยามคำว่า "ขาย" ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 จำเลยคงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔ , ๕ , ๖ , ๑๑ , ๑๓ ทวิ , ๖๒ , ๘๙ , ๑๐๖

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๓ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๘๙ จำคุก ๕ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกจำเลย ๓ ปี ๔ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกับนายสามารถมายังที่เกิดเหตุด้วยกัน โดยมีจำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์และนายสามารถนั่งซ้อนท้าย จากนั้นจำเลยถือหลอดกาแฟเดินเข้าไปใต้ถุนศาลาการเปรียญ นายสามารถก็เดินตามจำเลยไป และเข้าไปนั่งรวมกลุ่มกับคนอื่นอยู่ด้วยกัน จำเลยยื่นหลอดกาแฟให้นายสามารถและนายสามารถก็รับไว้ เจ้าพนักงานตำรวจที่ซุ่มดูอยู่จึงเข้าจับกุมจำเลยกับนายสามารถ และเมื่อเปิดหลอดกาแฟดูพบเมทแอมเฟตามีน ๕ เม็ด จึงยึดไว้เป็นของกลาง ประกอบกับในชั้นจับกุม จำเลยให้การไว้ว่า จำเลยไม่ได้ขายเมทแอมเฟตามีน แต่มีชายชื่อนายบอยฝากซื้อ ๒ เม็ด จำเลยกับนายสามารถไปหาซื้อเมทแอมเฟตามีนที่บ้านเหมืองคำได้มาแล้วจะนำไปให้นายบอยแต่ไม่พบ จำเลยจึงมอบเมทแอมเฟตามีนให้นายสามารถนำไปมอบให้นายบอย จึงเป็นเรื่องที่จำเลยกับนายสามารถเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ส่งมอบกัน ซึ่งการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางระหว่างตัวการผู้กระทำผิดร่วมกัน จะถือว่าเป็นการขาย จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ส่งมอบ หรือมีไว้เพื่อขายเมทแอมเฟตามีน ตามบทนิยามคำว่า "ขาย" ตามมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ วินิจฉัยไว้ไม่ได้ พยานโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง จำเลยคงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง , ๑๐๖ วรรคหนึ่ง จำคุก ๑ ปี และปรับ ๒๑,๐๐๐ บาท มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม จำคุก ๘ เดือน และปรับ ๑๔,๐๐๐ บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี? ข้อหาอื่นให้ยก.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายวัฒนาหรือนา หงษ์ใจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายชัชวาลย์ สุวรรณศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเฉลิมชัย ตันตยานนท์
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ชวลิต ศรีสง่า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1414/2544
#99024
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ++

++ ทดสอบทำงานในเครื่อง เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ก่อนพิมพ์จริง ++

++ ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ ++

++ ความผิดฐานให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 1 ปี 4 เดือนจึงเป็นความผิดที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยฎีกาว่าที่พยานโจทก์อ้างว่า จำเลยให้สินบนแก่เจ้าพนักงานเพื่อมิให้จับกุมนางดวงใจ แสงอาวุธ ซึ่งเป็นภริยาของจำเลย เป็นพฤติการณ์ที่เป็นพิรุธไม่น่าเชื่อเพราะไม่มีเหตุจูงใจที่จำเลยจะต้องทำเช่นนั้น เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ที่เชื่อว่าจำเลยได้มอบเงินจำนวน 18,450 บาท ให้แก่ร้อยตำรวจโทคมกริช ศรีสองเมือง เพื่อไม่ให้จับกุมจำเลย จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ++

++ ส่วนความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานจำหน่ายเฮโรอีน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แม้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวและเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทที่มีอัตราโทษเท่ากันตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว จำคุก 4 ปี ต่างจากที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำต่างกรรมกัน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก 3 ปีก็ตาม แต่ก็เป็นการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงเล็กน้อย และโทษที่ศาลอุทธรณ์จำคุกจำเลยก็ไม่เกิน5 ปี ความผิดส่วนนี้จึงเป็นความผิดที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งเช่นกัน การที่จำเลยฎีกาว่า นอกจากสิบตำรวจตรีโกมินทร์ สุวรรณฤกษ์พยานโจทก์อื่นไม่มีผู้ใดเห็น การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของจำเลย แต่อย่างใด ทั้งเมื่อพิจารณาจำนวนเมทแอมเฟตามีน 92 เม็ดและเฮโรอีน 5 หลอด นั้นรวมกันแล้วต้องใช้เงินล่อซื้อเกือบ 30,000 บาทการที่สิบตำรวจตรีโกมินทร์มีเงินไปล่อซื้อเพียง 10,000 บาท จำเลยคงไม่ยอมจำหน่ายให้แน่นอน แต่เป็นเรื่องที่มีการสร้างพยานหลักฐานขึ้นมาให้น่าเชื่อถือเท่านั้น ทั้งบันทึกเอกสารหมาย จ.3 จ.4 และ จ.5ก็มีข้อบกพร่องเป็นพิรุธ พยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้นั้นเป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8ที่วินิจฉัยเชื่อว่า จำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนให้แก่สิบตำรวจตรีโกมินทร์ที่ปลอมตัวเข้าไปล่อซื้อและเจ้าพนักงานตำรวจอื่นได้เข้าจับกุมจำเลยได้พร้อมเงินที่ล่อซื้อ จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้องเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวข้างต้นเช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยขึ้นมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ เวลาประมาณ๑๘.๓๐ นาฬิกา จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑จำนวน ๙๒ เม็ด น้ำหนัก ๘.๗๕ กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อในราคา ๑๓,๘๐๐ บาทโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑จำนวน ๕ หลอด น้ำหนักสุทธิ ๔.๔๓ กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อในราคา ๑๒,๕๐๐ บาทโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย หลังจากนั้นร้อยตำรวจโทคมกริช ศรีสองเมืองกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยอันเป็นการกระทำการตามหน้าที่ จำเลยมอบเงินจำนวน ๑๘,๔๕๐ บาท ให้แก่ร้อยตำรวจโทคมกริชกับพวกเพื่อละเว้นไม่จับกุมจำเลยอันเป็นการจูงใจให้เจ้าพนักงานกระทำการหรือไม่กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ เหตุเกิดที่ตำบลบางเดือน อำเภอพุนพินจังหวัดสุราษฎร์ธานี เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน๙๒ เม็ด เฮโรอีน ๕ หลอด เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว และเงิน ๑๘,๔๕๐ บาท ที่จำเลยมอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวเป็นของกลาง เมทแอมเฟตามีนของกลาง๑ เม็ด หมดไปในการตรวจพิสูจน์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๑๔๔ ริบเมทแอมเฟตามีน เฮโรอีน และเงินสด๑๘,๔๕๐ บาท ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนตามฟ้อง ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง,๖๖ วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา ๑๐๒ ด้วย) ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๔ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๘ ปี ฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก ๖ ปีรวมจำคุก ๑๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๗ ปี และฐานให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ จำคุก ๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนและเบิกความเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๑ ปี๔ เดือน รวมจำคุก ๘ ปี ๔ เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน ๙๑ เม็ด เฮโรอีน๕ หลอด และเงิน ๑๘,๔๕๐ บาท ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานจำหน่ายเฮโรอีน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นกรรมเดียวและเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน (ที่ถูกเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท)ซึ่งมีอัตราโทษตามกฎหมายเท่ากันจึงให้ลงโทษฐานจำหน่ายเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๘ ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๔ ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่แล้ว คงจำคุก ๕ ปี ๔ เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า ความผิดฐานให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๔ นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก ๑ ปี ๔ เดือนจึงเป็นความผิดที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง การที่จำเลยฎีกาว่าที่พยานโจทก์อ้างว่า จำเลยให้สินบนแก่เจ้าพนักงานเพื่อมิให้จับกุมนางดวงใจ แสงอาวุธ ซึ่งเป็นภริยาของจำเลย เป็นพฤติการณ์ที่เป็นพิรุธไม่น่าเชื่อเพราะไม่มีเหตุจูงใจที่จำเลยจะต้องทำเช่นนั้น เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ที่เชื่อว่าจำเลยได้มอบเงินจำนวน ๑๘,๔๕๐ บาท ให้แก่ร้อยตำรวจโทคมกริช ศรีสองเมือง เพื่อไม่ให้จับกุมจำเลย จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวข้างต้นส่วนความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานจำหน่ายเฮโรอีน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้นแม้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘จะวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวและเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน (ที่ถูกเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท) ที่มีอัตราโทษเท่ากันตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง,๖๖ วรรคหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว จำคุก ๔ ปี ต่างจากที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำต่างกรรมกัน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๔ ปี ฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก ๓ ปีก็ตาม แต่ก็เป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงเล็กน้อย และโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ จำคุกจำเลยก็ไม่เกิน๕ ปี ความผิดส่วนนี้จึงเป็นความผิดที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่งเช่นกัน การที่จำเลยฎีกาว่า นอกจากสิบตำรวจตรีโกมินทร์ สุวรรณฤกษ์พยานโจทก์อื่นไม่มีผู้ใดเห็น การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของจำเลย แต่อย่างใด ทั้งเมื่อพิจารณาจำนวนเมทแอมเฟตามีน ๙๒ เม็ดและเฮโรอีน ๕ หลอด นั้นรวมกันแล้วต้องใช้เงินล่อซื้อเกือบ ๓๐,๐๐๐ บาทการที่สิบตำรวจตรีโกมินทร์มีเงินไปล่อซื้อเพียง ๑๐,๐๐๐ บาท จำเลยคงไม่ยอมจำหน่ายให้แน่นอน แต่เป็นเรื่องที่มีการสร้างพยานหลักฐานขึ้นมาให้น่าเชื่อถือเท่านั้น ทั้งบันทึกเอกสารหมาย จ.๓ จ.๔ และ จ.๕ก็มีข้อบกพร่องเป็นพิรุธ พยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้นั้นเป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ที่วินิจฉัยเชื่อว่า จำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนให้แก่สิบตำรวจตรีโกมินทร์ที่ปลอมตัวเข้าไปล่อซื้อและเจ้าพนักงานตำรวจอื่นได้เข้าจับกุมจำเลยได้พร้อมเงินที่ล่อซื้อ จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้องเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวข้างต้นเช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยขึ้นมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนเงินล่อซื้อ ๑๐,๐๐๐ บาทแก่เจ้าของ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายสมชาย แสงอาวุธ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายชูดิษฐ์ ตันทวีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ — นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1413/2544
#40523
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นตั้งปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วย แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องมีมูลหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง จึงไม่ได้วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ การที่โจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยนอกประเด็น เพราะมิได้ตั้งประเด็นเกี่ยวกับมูลหนี้เดิมไว้ด้วย และเมื่อปรากฏว่าคู่ความได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจวินิจฉัยประเด็นเรื่องอายุความที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้พิจารณาและพิพากษาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นบุตรของนางลาน ศรีระอุดมเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2532 นางลานทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์เป็นเงิน 35,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปี กำหนดชำระเงินคืนภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533นางลานผิดนัดไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด ต่อมานางลานถึงแก่ความตาย จำเลยในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายจึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์ทราบว่านางลานถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2539 ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องอีก42,000 บาท รวมเป็นเงิน 77,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอีกอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 35,000บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า หนังสือรับสภาพหนี้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 28เมษายน 2532 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่าสองปีนับแต่วันทำหนังสือรับสภาพหนี้และเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่นางลานถึงแก่ความตายฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาข้อแรกเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยประเด็นเรื่องอายุความโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ และไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วย แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยมีมูลหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงไม่ได้วินิจฉัยปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3และศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยดังกล่าวแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท เป็นการไม่ชอบเพราะศาลชั้นต้นมิได้ตั้งประเด็นเกี่ยวกับมูลหนี้เดิมไว้ด้วย และเมื่อปรากฏว่าคดีนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบในประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้จนสิ้นกระแสความและพิจารณาสิ้นสุดแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยได้ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จึงเป็นการชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย กฤตติหรือกิตติ กาญจนรุจวิวัฒน์
จำเลย — นางสาว ผ่องล้วน ศรีระอุดม
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1402/2544
#40522
เปิดฉบับเต็ม

แม้เจ้าพนักงานตำรวจจะไม่ได้ยึดเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 3 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 3 ร่วมเดินทางมากับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อขอดูเงินที่จะซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ล่อซื้อ และขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กำลังตรวจนับเงินกันนั้นจำเลยที่ 3 ก็ยืนดูอยู่ใกล้ ๆ แล้วจำเลยที่ 3 ก็ขับรถจักรยานยนต์ออกไปพร้อมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ครั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2เดินทางกลับมายังที่นัดหมายเพื่อส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ล่อซื้อ จำเลยที่ 3 ก็ร่วมเดินทางมาด้วย แม้ขณะจำเลยที่ 2ส่งมอบเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 3 จะนั่งดูอยู่บนกำแพงห่างออกไปเพียง 3 ถึง 4 เมตรก็ตาม ก็มีลักษณะเป็นการเฝ้าดูเหตุการณ์และระวังภัยที่จะเกิดขึ้นขณะนั้นนั่นเอง พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 มีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำในระหว่างจำเลยทั้งสาม การกระทำของจำเลยที่ 3 ถือได้ว่าเป็นการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธแต่ต่อมาขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 102 ด้วย) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 (ที่ถูกเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งมีโทษเท่ากันลงโทษบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุกคนละ 18 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 ปี ริบของกลาง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวหรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจโทประสาท อารยะธรรมโสภณเจ้าพนักงานตำรวจผู้ปลอมตัวเข้าล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและนายดาบตำรวจสุคนธ์ มงคล เจ้าพนักงานตำรวจผู้แอบซุ่มดูการล่อซื้อเป็นพยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า สิบตำรวจโทประสาทกับสายลับไปที่ร้านฮงกี่ตามที่สืบทราบมาว่าเป็นแหล่งลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและพบจำเลยที่ 1 สิบตำรวจโทประสาทขอซื้อเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 ตกลงขายให้จำนวน 3 ถุง ถุงละ200 เม็ด ในราคา 36,000 บาท โดยนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกันที่สวนสาธารณะโสกน้ำใสเวลา 23.30 นาฬิกา สิบตำรวจโทประสาทกับสายลับรอจำเลยที่ 1 อยู่ที่จุดนัดหมายโดยมีนายดาบตำรวจสุคนธ์กับพวกแอบซุ่มดูอยู่ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาพบสิบตำรวจโทประสาท โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายและจำเลยที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งมาด้วย จำเลยที่ 1 ขอตรวจนับเงิน สิบตำรวจโทประสาทกับจำเลยที่ 1 ช่วยกันนับเงิน ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยืนดูเมื่อนับเงินเสร็จจำเลยที่ 1 บอกให้สิบตำรวจโทประสาทรอสักครู่แล้วจำเลยทั้งสามก็ขับรถจักรยานยนต์ออกไปจนเวลาประมาณ 24 นาฬิกาจำเลยทั้งสามกลับมาโดยขับรถจักรยานยนต์สองคันเช่นเดิม จำเลยที่ 1ขอตรวจดูเงินอีกครั้งหนึ่ง สิบตำรวจโทประสาทจึงขอดูเมทแอมเฟตามีนก่อนจำเลยที่ 2 ยื่นถุงพลาสติกให้ สิบตำรวจโทประสาทเปิดถุงออกดูเห็นมีเมทแอมเฟตามีน จึงทำทีล้วงเงินจากกระเป๋ากางเกงและฉวยโอกาสกดปุ่มวิทยุที่เอวหลายครั้งส่งสัญญาณแสดงว่าล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้ว นายดาบตำรวจสุคนธ์กับพวกที่แอบซุ่มดูอยู่พร้อมด้วยพันตำรวจตรีสุนันท์ หรรษา ซึ่งรออยู่อีกจุดหนึ่งเข้าจับกุมจำเลยทั้งสามไว้ได้ และร้อยตำรวจเอกถนอมสิทธิ์ วงษ์วิจารณ์ พนักงานสอบสวนเบิกความว่าในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 3 ให้การว่า ได้ร่วมไปที่เกิดเหตุกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 ได้พร้อมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในที่เกิดเหตุ และยึดเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลางตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.5 และบันทึกคำให้การผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.8 เห็นว่าพยานโจทก์ทุกปากเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 มาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงว่าจะเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 เองก็เบิกความรับว่า ได้ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และถูกจับกุมพร้อมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด เป็นของกลางได้ในที่เกิดเหตุ แม้ขณะถูกจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจจะไม่ได้ยึดเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 3ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 3 ร่วมเดินทางมากับจำเลยที่ 1 และที่ 2เพื่อขอดูเงินที่จะซื้อเมทแอมเฟตามีน และขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 2กำลังตรวจนับเงินกันนั้นจำเลยที่ 3 ก็ยืนดูอยู่ใกล้ ๆ เมื่อตรวจนับเงินเสร็จจำเลยที่ 3 ก็ขับรถจักรยานยนต์ออกไปพร้อมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2ครั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 เดินทางกลับมายังที่นัดหมายเพื่อส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่สิบตำรวจโทประสาท จำเลยที่ 3 ก็ร่วมเดินทางมาด้วยและแม้สิบตำรวจโทประสาทจะเบิกความตอบคำถามค้านว่าขณะจำเลยที่ 2 ส่งมอบเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 3 จะนั่งดูอยู่บนกำแพงก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 3 ซึ่งไปนั่งอยู่บนกำแพงห่างออกไปเพียง 3 ถึง 4 เมตรนั้นก็มีลักษณะเป็นการเฝ้าดูเหตุการณ์และระวังภัยที่จะเกิดขึ้นขณะจำเลยที่ 1 และที่ 2 พวกของตนส่งมอบเมทแอมเฟตามีนและรับเงินนั่นเอง พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 มีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำในระหว่างจำเลยทั้งสาม การกระทำของจำเลยที่ 3 ดังวินิจฉัยมาถือได้ว่าเป็นการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2ในการกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นตัวการร่วมกันในการครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ส่วนที่จำเลยที่ 3ฎีกาว่า พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมเบิกความแตกต่างกันทำให้มีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้พยานโจทก์ ผู้ร่วมจับกุมจะเบิกความแตกต่างกันไปบ้างดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ส่วนสาระสำคัญของคดีหากเป็นเพียงข้อปลีกย่อยเท่านั้นไม่ถึงกับทำให้รูปคดีของโจทก์มีพิรุธเป็นที่น่าสงสัยแต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นาย เสวต วันคำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1397/2544
#41087
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำคำเสนอให้โจทก์ลาออกโดยยอมจ่ายเงินเพื่อตอบแทนการลาออก ซึ่งโจทก์มีคำสนองรับคำเสนอของจำเลยโดยการลาออก จึงเกิดสัญญาขึ้นระหว่างจำเลยกับโจทก์และมีผลตามกฎหมายแล้วนับแต่วันที่โจทก์ยื่นหนังสือขอลาออกการที่ภายหลังจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยอย่างร้ายแรง กระทำทุจริตต่อหน้าที่และกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง ก็หามีผลตามกฎหมายไม่เพราะขณะนั้นโจทก์และจำเลยมิได้มีความสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างและลูกจ้าง ทั้งมิใช่เหตุตามข้อสัญญาหรือบทบัญญัติของกฎหมายที่จะบอกเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุดังกล่าวมาเพื่อบอกเลิกสัญญาที่ทำกับโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายเทคนิค โจทก์จำเลยได้ตกลงกันเลิกสัญญาจ้างแรงงานโดยจำเลยให้โจทก์ลงลายมือชื่อในใบลาออกให้มีผลเป็นการลาออกตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2542 และจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 1กันยายน 2542 จำนวน 549,022.29 บาท เพื่อจ่ายเป็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่านายหน้าแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2542 โจทก์ได้นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คโดยอ้างว่ามีการระงับการจ่ายเงินขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของจำเลยในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายเทคนิคเมื่อประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2542 จำเลยได้พิจารณาเห็นว่าการทำงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจ หากยังคงทำงานกับจำเลยอีกต่อไป จำเลยจะได้รับความเสียหาย จึงได้เสนอให้โจทก์ลาออก โดยจำเลยยินยอมจ่ายเงินต่าง ๆ ตามฟ้องแก่โจทก์และได้ชำระเป็นเช็คฉบับลงวันที่ 1 กันยายน 2542 แก่โจทก์จริงและโจทก์ได้ยินยอมลาออกโดยมีผลเป็นการลาออกในวันที่ 1กันยายน 2542 ต่อมาหลังจากโจทก์ยื่นใบลาออกแล้ว แต่การลาออกยังไม่มีผล จำเลยได้ตรวจสอบข้อมูลการใช้คอมพิวเตอร์ของโจทก์ในระหว่างเป็นพนักงานของจำเลย ปรากฏว่าโจทก์ได้ส่งข้อมูลที่สำคัญและเป็นความลับของจำเลยไปให้คู่แข่งทางการค้าของจำเลยหลายราย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และจำเลยยังตรวจพบอีกว่าโจทก์ได้ร่วมกับบุคคลอื่นประกอบกิจการหรือทำงานอื่นในระหว่างเป็นพนักงานของจำเลย ซึ่งงานดังกล่าวเป็นงานที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับจำเลย จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และเป็นการกระทำความผิดทางอาญาโดยเจตนาแก่จำเลย เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงและเป็นการผิดสัญญาจ้างในสาระสำคัญด้วย จำเลยจึงได้เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 31 สิงหาคม 2542 ก่อนการลาออกของโจทก์มีผลจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ให้แก่โจทก์จึงไม่มีความผูกพันใด ๆ ที่จะต้องชำระเงินตามเช็คดังกล่าว จำเลยจึงมีคำสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็คและโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่านายหน้าจากจำเลย เนื่องจากโจทก์ยังค้างชำระเงินทดรองค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องคืนแก่จำเลยจำนวน 4,200 บาท ซึ่งเมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้ว โจทก์ยังมีหนี้ที่ต้องชำระต่อจำเลยอยู่ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2539 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายเทคนิคได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 72,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 26 ของเดือน จำเลยไม่พอใจผลการทำงานของโจทก์และเห็นว่าหากโจทก์ยังคงทำงานกับจำเลยต่อไป จำเลยจะได้รับความเสียหาย ดังนั้น เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2542 จำเลยได้เสนอให้โจทก์ลาออกโดยยอมจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าเปอร์เซ็นต์การขายรวม 688,658.52 บาท หักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วคงเหลือ 549,022.29 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์ตกลงตามข้อเสนอของจำเลย จึงได้ลงลายมือชื่อในหนังสือลาออกโดยให้มีผลเป็นการลาออกในวันที่ 1 กันยายน 2542 และใบรับเงินและปลดเปลื้อง จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 1 กันยายน 2542จำนวนเงิน 549,022.29 บาท มอบให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 31สิงหาคม 2542 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์อ้างว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยอย่างร้ายแรง กระทำทุจริตต่อหน้าที่กระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง และมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงินตามเช็ค โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินเมื่อวันที่ 2กันยายน 2542 ธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า นิติกรรมสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยในเรื่องลาออกและจ่ายเงินตอบแทนการลาออกมีผลสมบูรณ์ผูกพันโจทก์และจำเลยแล้วตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2542จำเลยจึงต้องจ่ายเงินตามสัญญาให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินจำนวน 549,022.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 กันยายน 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม2542 จำเลยทำคำเสนอให้โจทก์ลาออกโดยยอมจ่ายเงินให้แก่โจทก์เพื่อตอบแทนการลาออก ซึ่งโจทก์มีคำสนองรับคำเสนอของจำเลยโดยการลาออกจึงเกิดสัญญาขึ้นระหว่างจำเลยกับโจทก์ในวันดังกล่าวเช่นนี้ ถือว่าการแสดงเจตนาลาออกจากงานของโจทก์มีผลตามกฎหมายแล้วนับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2542 อันเป็นวันที่โจทก์ยื่นหนังสือขอลาออก แม้ต่อมาในวันที่ 31 สิงหาคม 2542 จำเลยจะยกเรื่องที่อ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยอย่างร้ายแรงกระทำทุจริตต่อหน้าที่และกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างมาเลิกจ้างโจทก์ ก็หามีผลตามกฎหมายไม่ เพราะขณะนั้นโจทก์และจำเลยมิได้มีความสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างและลูกจ้าง อีกทั้งเหตุดังกล่าวก็มิใช่เหตุตามข้อสัญญาหรือบทบัญญัติของกฎหมายที่จะบอกเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 386 จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุดังกล่าวข้างต้นมาเพื่อบอกเลิกสัญญาที่จำเลยทำกับโจทก์ได้ จำเลยมีความผูกพันต้องชำระหนี้ตามสัญญาให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผลอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ปรีดี จิระสิทธิกร
จำเลย — บริษัท โพลีเฟ็ลท์ จีโอซินเทติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1395/2544
#36452
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องเรียกทรัพย์มรดก ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 ที่ห้ามสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสี่คนละ 80 ตารางวา การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 2 งาน ตามที่โจทก์ที่ 1ปลูกสร้างบ้านอยู่และพิพากษายกฟ้องโจทก์คนอื่น จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ได้รับส่วนแบ่งที่ดินไม่เกินจำนวนที่โจทก์ขอตามคำฟ้อง แต่เพื่อมิให้เป็นการเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จึงให้โจทก์ที่ 1ได้รับส่วนแบ่งในที่ดินส่วนที่ปลูกสร้างบ้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่ จำเลยและนางอรอนงค์ ถาวรซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วเป็นบุตรของนายเล็กกับนางสำลี ม่วงงามนายเล็กเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางห้อย อ่องอร่ามและทั้งสามได้รับที่ดินมาจากบิดามารดา จำนวน 1 แปลง คือ ที่ดินที่นางห้อยแจ้งการครอบครองไว้เมื่อปี 2498 ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 20 โดยนางห้อยครอบครองเป็นเจ้าของทางด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 60 ตารางวา ส่วนนายเล็กครอบครองเป็นเจ้าของทางด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 80 ตารางวา ในปี 2513 นางห้อยยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวทั้งแปลง จากนั้นนางห้อยต้องการแบ่งแยกที่ดินส่วนของนายเล็กให้แก่นายเล็ก แต่เนื่องจากนายเล็กป่วยไม่สามารถไปดำเนินการได้จึงมอบให้จำเลยไปลงชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่นางห้อยแบ่งแยกให้แทน ต่อมานายเล็กถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2515 ส่วนนางสำลีภริยาของนายเล็กถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2527 ก่อนตายนางเล็กไม่ได้ทำพินัยกรรม หรือยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ใด ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกทอดแก่บุตรของนายเล็กทุกคนเท่า ๆ กัน เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2533 จำเลยยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 เพียงคนเดียวโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงคัดค้าน จำเลยจึงยกเลิกคำขอแบ่งให้ดังกล่าวและจะแบ่งกันใหม่ แต่ในที่สุดจำเลยก็ไม่ยอมแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 48 หมู่ที่ 5 ตำบลป่างิ้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทองเป็นมรดกของนายเล็ก ม่วงงาม และให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่ คนละ 1 ใน 6 ส่วน หรือคนละ 80 ตารางวา หากไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและหากแบ่งกันไม่ได้ให้นำที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน

จำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแต่อย่างใด มีเพียงโจทก์ที่ 1 เท่านั้นที่จำเลยให้อาศัยอยู่ในที่ดินเพียงบางส่วน อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยจดทะเบียนรับโอนที่ดินมาก็ยึดถือครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ ดังนั้นหากโจทก์มีสิทธิอย่างใดก็ชอบก็จะฟ้องเอาคืนภายใน 1 ปี นับแต่จำเลยเข้ายึดถือครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยถึงแก่ความตาย นายอนุสิทธิ์ วิจิตรสุนทรบุตรจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ที่ 3 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะส่วนของโจทก์ที่ 3ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 48 หมู่ที่ 5 ตำบลป่างิ้วอำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ให้แก่โจทก์ที่ 1 ในส่วนที่ครอบครองจำนวน 2 งาน หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนแบ่งแยกให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ส่วนคำขอที่ว่าหากแบ่งกันไม่ได้ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันนั้น เมื่อให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาแล้วจึงไม่จำเป็นต้องบังคับให้ตามคำส่วนนี้ ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 และที่ 4

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยมีว่าตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ระบุว่าที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนางห้อย ต่อมาได้ยกให้แก่จำเลย การที่โจทก์ที่ 1 นำสืบพยานบุคคลว่าที่พิพาทบางส่วนเป็นของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารนั้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ไว้ซึ่งเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัยในปัญหาข้อนี้จึงเป็นการมิชอบและเมื่อจำเลยฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) และมาตรา 247 และเห็นว่าบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94เป็นบทบัญญัติห้ามเฉพาะการนำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารในกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงเท่านั้น คดีนี้เป็นการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกซึ่งกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง การนำสืบของโจทก์ที่ 1 ว่ามีสิทธิในที่ดินพิพาท จึงหาใช่การนำสืบหักล้างพยานเอกสารแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอเรียกที่ดินคนละ 1 ใน 6 ส่วน หรือ 80 ตารางวา แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ได้รับที่ดินพิพาทตามจำนวนที่โจทก์ที่ 1ครอบครองจำนวน2 งาน อันเป็นจำนวนที่เกินกว่าที่โจทก์ขอ จึงย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่นั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอในคำฟ้องจึงเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อคดีนี้มีปัญหาที่ศาลฎีกาเห็นสมควรพิจารณาเองโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยอยู่แล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างวินิจฉัยด้วย เห็นว่า คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า โจทก์ที่ 1 ได้ปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 งาน ก็ตาม แต่ฝ่ายโจทก์ขอให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสี่คนละ 80 ตารางวา การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 2 งานจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 กรณีสมควรกำหนดให้โจทก์ที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินไม่เกินจำนวนที่โจทก์ขอตามคำฟ้องแต่เพื่อมิให้เป็นการเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ซึ่งปลูกสร้างบ้านอาศัยอยู่จึงให้โจทก์ที่ 1 ที่ได้รับส่วนแบ่งในส่วนที่ปลูกสร้างบ้าน"

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 48 หมู่ที่ 5 ตำบลป่างิ้วอำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ให้แก่โจทก์ที่ 1 ในส่วนที่โจทก์ที่ 1 ครอบครองปลูกสร้างบ้านจำนวน 80 ตารางวา หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนแบ่งแยกให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ส่วนคำขอที่ว่าหากแบ่งกันไม่ได้ให้นำที่พิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันนั้น เมื่อให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องบังคับให้ตามคำขอส่วนนี้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 และที่ 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อุทัย ช้างนาค กับพวก
จำเลย — นาง ทองดี วิจิตรสุนทร
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
พิชัย เตโชพิทยากูล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1395/2544
#68695
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกให้โจทก์ทั้งสี่คนละ 80 ตารางวา การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 2 งาน ตามที่โจทก์ที่ 1 ปลูกสร้างบ้านอยู่และพิพากษายกฟ้องโจทก์คนอื่น จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ได้รับส่วนแบ่งที่ดินไม่เกินจำนวนที่โจทก์ที่ 1 ขอตามคำฟ้อง แต่เพื่อมิให้เป็นการเสียหาย จึงให้โจทก์ที่ 1 ได้รับส่วนแบ่งในที่ดินจำนวน 80 ตารางวาส่วนที่ปลูกสร้างบ้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๔๘ หมู่ที่ ๕ ตำบลป่างิ้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง เป็นมรดกของนายเล็ก ม่วงงาม และให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่ คนละ ๑ ใน ๖ ส่วน หรือคนละ ๘๐ ตารางวา หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและหากแบ่งกันไม่ได้ให้นำที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยถึงแก่ความตาย นายอนุสิทธิ์ วิจิตรสุนทร บุตรจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ที่ ๓ ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะส่วนของโจทก์ที่ ๓ ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ที่ ๓

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๔๘ ให้แก่โจทก์ที่ ๑ ในส่วนที่ครอบครองจำนวน ๒ งาน หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนแบ่งแยกให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ส่วนคำขอที่ว่าหากแบ่งกันไม่ได้ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันนั้น เมื่อให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาแล้วจึงไม่จำเป็นต้องบังคับให้ตามคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายกคำฟ้องศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว?ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอเรียกที่ดินคนละ ๑ ใน ๖ ส่วน หรือ ๘๐ ตารางวา แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ ๑ ได้รับที่ดินพิพาทตามจำนวนที่โจทก์ที่ ๑ ครอบครองจำนวน ๒ งาน อันเป็นจำนวนที่เกินกว่าที่โจทก์ขอ จึงย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่นั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอในคำฟ้องจึงเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อคดีนี้มีปัญหาที่ศาลฎีกาเห็นสมควรพิจารณาเองโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยอยู่แล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างวินิจฉัยด้วย เห็นว่า คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ ๑ ได้ปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๒ งาน ก็ตาม แต่ฝ่ายโจทก์ขอให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสี่คนละ ๘๐ ตารางวา การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ที่ ๑จำนวน ๒ งาน จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ กรณีสมควรกำหนดให้โจทก์ที่ ๑ มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินไม่เกินจำนวนที่โจทก์ขอตามคำฟ้อง แต่เพื่อมิให้เป็นการเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ ซึ่งปลูกสร้างบ้านอาศัยอยู่ จึงให้โจทก์ที่ ๑ ได้รับส่วนแบ่งในส่วนที่ปลูกสร้างบ้าน

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๔๘ ให้แก่โจทก์ที่ ๑ ในส่วนที่โจทก์ที่ ๑ ครอบครองปลูกสร้างบ้านจำนวน ๘๐ ตารางวา หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนแบ่งแยกให้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ส่วนคำขอที่ว่าหากแบ่งกันไม่ได้ให้นำที่พิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันนั้น เมื่อให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องบังคับให้ตามคำขอส่วนนี้ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ที่ ๑ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามศาลเป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ ๒ และที่ ๔ ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับโจทก์ที่ ๒ และที่ ๔ ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 1364 ม. 1745
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุทัย ช้างนาค กับพวก
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน — นางทองดี วิจิตรสุนทร โดยนายอนุสิทธิ์ วิจิตรสุนทร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายวชิร ปานแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบัติ อรรถพิมล
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1392/2544
#36451
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ปรับปรุงระบบการทำงานแล้วลดจำนวนพนักงานที่ไม่จำเป็นลงรวมทั้งจำเลยซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องด้วย การที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลบังคับ เนื่องจากต้องการปรับปรุงระบบการทำงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการแข่งขันด้านธุรกิจมีความเจริญก้าวหน้าและกำไรมากขึ้นดังกล่าว มิใช่ความจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขเพื่อให้กิจการดำรงอยู่ต่อไปได้ไม่เข้าข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 123 จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม แม้โจทก์ได้จ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่จำเลยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและตามข้อบังคับการทำงานครบถ้วนแล้ว ก็เป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างในการเลิกจ้างกรณีปกติมิใช่เป็นการจ่ายค่าเสียหายเนื่องจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 13 เป็นลูกจ้างของโจทก์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม2542 โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 กับพวก รวม 6 คน โดยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชยพิเศษตามระเบียบข้อบังคับการทำงาน ให้แก่จำเลยที่ 13 กับพวกแล้ว เหตุที่เลิกจ้างจำเลยที่ 13 เนื่องจากเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2541 โจทก์ได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบเอสเอพี มาใช้ในสำนักงานแทนระบบเดิมจึงมีความจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานลง ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 และวันที่ 1 มีนาคม2542 จำเลยที่ 13 กับพวก รวม 3 คน ได้กล่าวหาโจทก์ต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่าการที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 กับพวกดังกล่าวเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ในฐานะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำวินิจฉัยว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 ผู้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานของพนักงานบริษัทคอลเกตปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย)จำกัด และเลิกจ้างในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับและจำเลยที่ 13 ไม่ได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ มาตรา 123(1) ถึง (5) การเลิกจ้างดังกล่าวจึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม และมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 13 ภายใน 10 วัน ตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 328 ถึง 330/2542 โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 เนื่องจากโจทก์ต้องการปรับปรุงหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มิใช่เลิกจ้างเพราะเหตุจำเลยที่ 13 เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหรือเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องและข้อเรียกร้องที่สหภาพแรงงานยื่นต่อโจทก์เมื่อวันที่ 12 มกราคม2541 นั้น เป็นข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับพนักงานที่ทำงานในส่วนของโรงงานเท่านั้น จำเลยที่ 13 เป็นพนักงานที่ทำงานประจำสำนักงานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องและไม่มีบทบาทใด ในกระบวนการแรงงานจึงไม่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 13 อีกนั้นเป็นการจ่ายซ้ำซ้อน ขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 328 ถึง 330/2542 ลงวันที่ 26พฤษภาคม 2542 และหากศาลเห็นว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ก็ขอให้ลดจำนวนค่าเสียหายลงด้วย

จำเลยทั้งสิบสามให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 13 สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานของพนักงานบริษัทคอลเกตปาล์มโอลีฟ(ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2541สหภาพแรงงานดังกล่าวยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2541 ต่อมาข้อเรียกร้องดังกล่าวสามารถตกลงกันได้และได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 มีผลใช้บังคับ 3 ปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์2541 ถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2544 โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 เมื่อวันที่ 1มีนาคม 2542 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 13 เข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานดังกล่าวก่อนที่สหภาพแรงงานจะยื่นข้อเรียกร้องจึงถือว่าจำเลยที่ 13มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องดังกล่าวแล้ว และเป็นการเลิกจ้างในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 13กระทำผิดตามอนุมาตรา 1 ถึงอนุมาตรา 5 ของมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้โจทก์สามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยชอบ การเลิกจ้างจำเลยที่ 13 ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมที่โจทก์อ้างว่าเหตุเลิกจ้างจำเลยที่ 13เนื่องจากมีความจำเป็นต้องแข่งขันทางธุรกิจ จึงต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีให้มีความทันสมัย โดยนำเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบเอสเอพี มาใช้แทนระบบเดิมนั้นไม่ใช่เหตุผลที่จะหยิบยกมาอ้างเพื่อเลิกจ้างจำเลยที่ 13 ได้ และที่อ้างว่าจำเลยที่ 13 เป็นลูกจ้างประจำสำนักงานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้น รับฟังไม่ได้ เพราะจำเลยที่ 13 เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานก่อนที่สหภาพแรงงานจะยื่นข้อเรียกร้องจึงเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องด้วยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1062/2525 ที่โจทก์อ้างว่าได้จ่ายค่าชดเชยรวมทั้งเงินส่วนอื่น ๆ ให้แก่จำเลยที่ 13 ตามกฎหมายครบถ้วนแล้ว และไม่ควรจ่ายเงินเพิ่มเพราะการกระทำอันไม่เป็นธรรมอีกนั้นรับฟังไม่ได้ เพราะกรณีนี้เป็นการจ่ายค่าเสียหายจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 จึงเห็นว่าการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 123 และมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 13จำนวน 152,885 บาท คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ชอบด้วยเหตุผลและกฎหมายแล้วไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่ง ขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ 13ขอให้โจทก์ชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินที่ได้รับตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ นับถัดจากวันที่มีคำสั่งเป็นต้นไป

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 13 เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานก่อนที่สหภาพแรงงานจะยื่นข้อเรียกร้อง และเมื่อข้อเรียกร้องสามารถตกลงกันได้ และทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้แล้ว ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างย่อมใช้บังคับแก่พนักงานของโจทก์ทุกคน จำเลยที่ 13 จึงเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องดังกล่าวด้วย สำหรับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 มุ่งมิให้นายจ้างกลั่นแกล้งลูกจ้าง แม้จะได้กำหนดเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้เพียง 5 ประการ แต่ก็มิได้หมายความว่าเมื่อนายจ้างมีเหตุจำเป็นนอกเหนือจากเหตุผลจ้างดังกล่าวแล้วนายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องไม่ได้ โดยไม่คำนึงถึงฐานะและสภาพทางเศรษฐกิจหรือความจำเป็นของนายจ้างประการอื่นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ต้องการพัฒนาระบบสารสนเทศโดยเตรียมการที่จะนำระบบคอมพิวเตอร์เอสเอพีมาใช้ปฏิบัติงานสารสนเทศแทนระบบเดิม โดยมีศูนย์อำนวยการด้านข้อมูลภาคเอเซียแปซิฟิกที่ประเทศมาเลเซีย ทำให้งานของฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศไม่มีความจำเป็นต้องทำในประเทศไทยต่อไป ศูนย์อำนวยการสารสนเทศที่ประเทศมาเลเซีย กำหนดให้โจทก์มีพนักงานเพียง 6 คนจากเดิม 13 คน โจทก์จึงเลิกจ้างพนักงานในฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศจำนวน 6 คน ที่เกินความจำเป็นซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 13 ด้วย และโจทก์ไม่มีตำแหน่งอื่นที่เหมาะสมแก่ความรู้ความสามารถของจำเลยที่ 13อีกทั้งโจทก์ได้จ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชยพิเศษให้แก่จำเลยที่ 13 ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และตามข้อบังคับการทำงานครบถ้วนแล้ว การเลิกจ้างจำเลยที่ 13 จึงเป็นกรณีที่มีเหตุผลและเป็นการสมควร มิใช่เป็นการกลั่นแกล้งอันจะถือได้ว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมดาตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 123 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 328 ถึง 330/2542 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2542

จำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1ถึงที่ 12 ที่ว่า การที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123จะกำหนดเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้เพียง 5 ประการ แต่ก็มิได้หมายความว่าเมื่อมีเหตุผลจำเป็นนอกเหนือไปจากเหตุ 5 ประการดังกล่าวแล้วจะเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและอยู่ในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับไม่ได้ โดยไม่คำนึงถึงฐานะและสภาพทางเศรษฐกิจตลอดจนความจำเป็นของนายจ้างประการอื่นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขได้เสียเลย เช่น กรณีที่นายจ้างประสบภาวะขาดทุนมีหนี้สินมากมายจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างปกติ กิจการหยุดชะงักงันโดยสิ้นเชิงจนต้องยุบหน่วยงานหรือเลิกกิจการแล้วจะให้นายจ้างต้องจ้างลูกจ้างอยู่ตลอดไปจนนายจ้างประสบความหายนะหรือล้มละลาย่อมเป็นไปไม่ได้ในกรณีดังกล่าวนายจ้างย่อมเลิกจ้างลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและอยู่ในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 123 เช่นเดียวกัน แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่าความจำเป็นของนายจ้างประการอื่นที่จะอ้างขึ้นเป็นเหตุเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ถือว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมดังกล่าวนั้นจะต้องเป็นความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขได้ด้วย คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 13 เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องและถูกโจทก์เลิกจ้างในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ ส่วนเหตุที่ถูกเลิกจ้างเนื่องจากโจทก์นำเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบเอสเอพี มาใช้ปฏิบัติงานสารสนเทศแทนระบบเดิมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการแข่งขันด้านธุรกิจ จึงมีความจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานที่ไม่จำเป็นลงบางส่วนรวมทั้งจำเลยที่ 13 ด้วย เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้กลั่นแกล้งจำเลยที่ 13 เพราะเมื่อโจทก์ปรับปรุงระบบการทำงานดังกล่าวแล้วจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานที่ไม่จำเป็นลงบางส่วนรวมทั้งจำเลยที่ 13 ด้วย และไม่มีตำแหน่งอื่นที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของจำเลยที่ 13 โจทก์จึงจำเป็นต้องเลิกจ้างจำเลยที่ 13ก็ตาม แต่ขณะที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 นั้น โจทก์ก็ยังดำเนินกิจการได้เป็นปกติ มิได้ประสบภาวะขาดทุนหรือประสบปัญหาอื่นใดจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้หากมิได้ทำการปรับปรุงระบบการทำงานจนต้องลดจำนวนพนักงานลงดังกล่าวแต่อย่างใด แต่กลับปรากฏว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 เนื่องจากต้องการปรับปรุงระบบการทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการแข่งขันด้านธุรกิจหรืออีกนัยหนึ่งคือเพื่อให้กิจการของโจทก์เจริญก้าวหน้ามากขึ้นและมีกำไรมากขึ้นนั่นเองแม้ว่าโจทก์จำเป็นต้องเลิกจ้างจำเลยที่ 13 ก็ตาม แต่มิใช่ความจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขได้เพื่อให้กิจการของโจทก์ดำรงอยู่ต่อไปได้กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 123 ดังนั้นการที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 123 แม้โจทก์ได้จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษให้แก่จำเลยที่ 13 ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและตามข้อบังคับการทำงานครบถ้วนแล้วก็ตามก็เป็นเงินต่าง ๆ ที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างในการเลิกจ้างกรณีปกติมิใช่เป็นการจ่ายค่าเสียหายเนื่องจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมแก่จำเลยที่ 13แต่อย่างใด ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 328 ถึง 330/2542 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายประมูล จันทรจำนง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
กมล เพียรพิทักษ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1392/2544
#267184
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง การที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลบังคับเนื่องจากต้องการปรับปรุงระบบการทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการแข่งขันด้านธุรกิจมีความเจริญก้าวหน้าและกำไรมากขึ้น มิใช่ความจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขเพื่อให้กิจการดำรงอยู่ต่อไปได้ ไม่เข้าข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม แม้โจทก์ได้จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ให้แก่จำเลยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและตามข้อบังคับการทำงานครบถ้วน ก็เป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างในการเลิกจ้างกรณีปกติ มิใช่เป็นการจ่ายค่าเสียหายเนื่องจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 328 ถึง 330/2542 ลงวันที่ 26พฤษภาคม 2542 และหากศาลเห็นว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ก็ขอให้ลดจำนวนค่าเสียหายลงด้วย

จำเลยทั้งสิบสามให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ 13ขอให้โจทก์ชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินที่ได้รับตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ นับถัดจากวันที่มีคำสั่งเป็นต้นไป

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 13 เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานก่อนที่สหภาพแรงงานจะยื่นข้อเรียกร้อง และเมื่อข้อเรียกร้องสามารถตกลงกันได้ และทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้แล้ว ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างย่อมใช้บังคับแก่พนักงานของโจทก์ทุกคน จำเลยที่ 13 จึงเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องดังกล่าวด้วย สำหรับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 มุ่งมิให้นายจ้างกลั่นแกล้งลูกจ้าง แม้จะได้กำหนดเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้เพียง 5 ประการ แต่ก็มิได้หมายความว่า เมื่อนายจ้างมีเหตุจำเป็นนอกเหนือจากเหตุผลเลิกจ้างดังกล่าวแล้วนายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องไม่ได้ โดยไม่คำนึงถึงฐานะและสภาพทางเศรษฐกิจหรือความจำเป็นของนายจ้างประการอื่นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ต้องการพัฒนาระบบสารสนเทศโดยเตรียมการที่จะนำระบบคอมพิวเตอร์เอสเอพี มาใช้ปฏิบัติงานสารสนเทศแทนระบบเดิม โดยมีศูนย์อำนวยการด้านข้อมูลภาคเอเซียแปซิฟิกที่ประเทศมาเลเซีย ทำให้งานของฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศไม่มีความจำเป็นต้องทำในประเทศไทยต่อไป ศูนย์อำนวยการสารสนเทศที่ประเทศมาเลเซีย กำหนดให้โจทก์มีพนักงานเพียง 6 คนจากเดิม 13 คน โจทก์จึงเลิกจ้างพนักงานในฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศจำนวน 6 คน ที่เกินความจำเป็นซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 13 ด้วย และโจทก์ไม่มีตำแหน่งอื่นที่เหมาะสมแก่ความรู้ความสามารถของจำเลยที่ 13 อีกทั้งโจทก์ได้จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชยพิเศษให้แก่จำเลยที่ 13 ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และตามข้อบังคับการทำงานครบถ้วนแล้ว การเลิกจ้างจำเลยที่ 13 จึงเป็นกรณีที่มีเหตุผลและเป็นการสมควร มิใช่เป็นการกลั่นแกล้งอันจะถือได้ว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 123 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 328 ถึง 330/2542 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2542

จำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะไม่ได้กลั่นแกล้งจำเลยที่ 13 เพราะเมื่อโจทก์ปรับปรุงระบบการทำงานดังกล่าวแล้วจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานที่ไม่จำเป็นลงบางส่วนรวมทั้งจำเลยที่ 13 ด้วย และไม่มีตำแหน่งอื่นที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของจำเลยที่ 13 โจทก์จึงจำเป็นต้องเลิกจ้างจำเลยที่ 13 ก็ตาม แต่ขณะที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 นั้น โจทก์ก็ยังดำเนินกิจการได้เป็นปกติ มิได้ประสบภาวะขาดทุนหรือประสบปัญหาอื่นใดจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้หากมิได้ทำการปรับปรุงระบบการทำงานจนต้องลดจำนวนพนักงานลงดังกล่าวแต่อย่างใด แต่กลับปรากฏว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 เนื่องจากต้องการปรับปรุงระบบการทำงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการแข่งขันด้านธุรกิจหรืออีกนัยหนึ่งคือเพื่อให้กิจการของโจทก์เจริญก้าวหน้ามากขึ้นและมีกำไรมากขึ้นนั่นเอง แม้ว่าโจทก์จำเป็นต้องเลิกจ้างจำเลยที่ 13 ก็ตาม แต่มิใช่ความจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขได้เพื่อให้กิจการของโจทก์ดำรงอยู่ต่อไปได้ กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 ดังนั้นการที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 แม้โจทก์ได้จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษให้แก่จำเลยที่ 13 ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและตามข้อบังคับการทำงานครบถ้วนแล้วก็ตามก็เป็นเงินต่าง ๆ ที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างในการเลิกจ้างกรณีปกติ มิใช่เป็นการจ่ายค่าเสียหายเนื่องจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมแก่จำเลยที่ 13 แต่อย่างใด ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 328 ถึง 330/2542 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายประมูล จันทรจำนง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนพรัตน์ รุพันธ์
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
กมล เพียรพิทักษ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1389/2544
#91312
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างก็เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อย ป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่นายจ้างในอนาคต การกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับ การทำงานในกรณีร้ายแรงบางประเภทก็ไม่ต้องพิจารณาว่าเกิดความเสียหายแก่นายจ้างแล้วหรือไม่

การพนันเป็นหนทางสู่อบายมุข หากผู้ใดหมกมุ่นก็จะเสียงานเสียการเกิดการแตกแยกความสามัคคีในหมู่คนงาน และอาจเป็นผลทำให้คิดกระทำการทุจริตต่อหน้าที่หากเสียการพนันมาก ๆ จนเกิดปัญหาด้านการเงิน อันอาจจะทำให้ ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายได้ แม้ผู้คัดค้านจะรับแทงสลากกินรวบเพียงจำนวน 100 บาท ก็ได้ชื่อว่าผู้คัดค้านจัดให้เล่นการพนันสลากกินรวบภายในบริษัทผู้ร้องแล้ว ทั้งยังเป็นการกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ซึ่งมีโทษทางอาญาด้วย การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการฝ่าผืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน อันเป็นกรณีร้ายแรงแล้ว ผู้คัดค้านเป็นกรรมการลูกจ้างและยังเป็นรองประธานสหภาพแรงงานด้วย ควรจะดำรงตน ให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อนคนงานด้วยกัน แต่กลับมาชักชวนให้เพื่อนคนงานเล่นการพนันเสียเอง จึงสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า นายสมชาย เจริญคง ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างของผู้ร้องและเป็นกรรมการลูกจ้าง กรรมการสวัสดิการ กับรองประธานสหภาพแรงงานเครื่องปรับอากาศเทรนแห่งประเทศไทย ผู้คัดค้านเข้ามาในแผนกบุคคลของผู้ร้องและได้ชักชวนให้นางปาริฉัตร สมใจเพ็ง พนักงานของผู้ร้องเล่นการพนันสลากกินรวบ (หวยเถื่อน) และผู้คัดค้านประกาศไม่ให้พนักงานของผู้ร้องเข้าไปวัดตัวเพื่อตัดเครื่องแบบของพนักงานถ้ายังไม่ได้สีตามต้องการอันเป็นการยุยงให้แตกความสามัคคีในหมู่คณะ การกระทำดังกล่าวผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรง ผู้ร้องประสงค์เลิกจ้าง ผู้คัดค้าน ขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างนายสมชาย เจริญคง ผู้คัดค้าน โดยผู้ร้องไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านไม่ได้กระทำผิดดังผู้ร้องอ้าง ผู้ร้องมีนโยบายเลิกจ้างผู้คัดค้านโดยไม่จ่าย ค่าชดเชยเพราะผู้คัดค้านเป็นกรรการลูกจ้าง กรรมการสวัสดิการ และรองประธานสหภาพแรงงานเครื่องปรับอากาศเทรนแห่งประเทศไทย ขอให้ยกคำร้อง

คู่ความแถลงให้ศาลวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่าผู้คัดค้านชักชวนให้นางปาริฉัตร สมใจเพ็ง ซึ่งเป็นพนักงานของผู้ร้องเล่นการพนันสลากกินรวบในบริษัทผู้ร้องหรือไม่ และสมควรลงโทษผู้คัดค้านเพียงใด

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทแอมแอร์ จำกัด ผู้ร้องเลิกจ้างนายสมชาย เจริญคง ผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านได้ขายสลากกินรวบและ ชักชวนให้นางปาริฉัตร สมในเพ็ง เล่นการพนันสลากกินรวบในบริษัทของผู้ร้อง อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้อง เห็นว่า การพนันเป็นหนทางสู่อบายมุข หากผู้ใดหมกมุ่นก็จะเสียงานเสียการ เกิดจากการแตกแยกความสามัคคีในหมู่คนงาน และอาจเป็นผลทำให้คิดกระทำการทุจริตต่อหน้าที่หากเสียการพนันมาก ๆ จนเกิดปัญหาด้านการเงิน อันอาจจะทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายได้ การกำหนดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างก็เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อย ป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่นายจ้างในอนาคต การกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรงบางประเภทก็ไม่ต้องพิจารณาว่า เกิดความเสียหายแก่นายจ้างแล้วหรือไม่ แม้ผู้คัดค้านจะระงับแทงสลากกินรวบเพียงจำนวน ๑๐๐ บาท ก็ได้ชื่อว่าผู้คัดค้านจัดให้เล่นการพนันสลากกินรวบภายในบริษัทผู้ร้องแล้ว ทั้งยังเป็นการกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ ซึ่งมีโทษทางอาญาด้วย การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน อันเป็นกรณีร้ายแรงแล้ว ผู้คัดค้านเป็นกรรมการลูกจ้างและยังเป็นรองประธานสหภาพแรงงานด้วย ควรจะดำรงตน ให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อนคนงานด้วยกัน แต่กลับมาชักชวนให้เพื่อนคนงานเล่นการพนันเสียเอง ที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านจึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทแอมแอร์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายสมชาย เจริญดง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชาตรี ศิริรักษ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1378/2544
#40521
เปิดฉบับเต็ม

การจับกุมกับการสอบสวนเป็นวิธีการทางกฎหมายคนละขั้นตอนกัน โดยการจับกุมจะชอบหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งอันเพื่อให้ได้ตัวมาเพื่อการฟ้องศาลตามที่สอบสวนไว้แล้วหรือที่จะทำการสอบสวนต่อไปเท่านั้น ไม่มีผลเกี่ยวข้องกับการสอบสวนไม่เหมือนกับการร้องทุกข์หรือการชันสูตรพลิกศพตามมาตรา 129ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวน เมื่อมีการสอบสวนจำเลยโดยชอบแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลางและนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียว ลงโทษฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุกคนละ 7 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด5 ปี 3 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยที่ 1ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(1)จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 จากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่าตอนที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมและตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 1นั้น ไม่มีหมายค้นจึงเป็นการไม่ชอบ และเป็นผลให้การสอบสวนไม่ชอบไปด้วย เห็นว่า การจับกุมกับการสอบสวนเป็นวิธีการทางกฎหมายคนละขั้นตอนกัน โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 บัญญัติไว้แต่เพียงว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน มาตรา 121วรรคสอง บัญญัติว่า แต่ถ้าเป็นความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทำการสอบสวน เว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบมาตรา 140 บัญญัติว่า"เมื่อพนักงานสอบสวน เห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้วให้จัดการดังต่อไปนี้ (1) ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิด (2) ถ้ารู้ตัวผู้กระทำผิด ให้ใช้บทบัญญัติในสี่มาตราต่อไปนี้" และมาตรา 141บัญญัติว่า "ถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิดแต่ จับตัวยังไม่ได้ ให้ทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง" วรรคสี่ บัญญัติว่า "ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่า ควรสั่งฟ้อง ก็ให้จัดการ เพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหามา" ฉะนั้นด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว กรณีเป็นที่เห็นได้ว่าการจับกุมจะชอบหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งอันเพื่อให้ได้ตัวมาเพื่อการฟ้องศาลตามที่สอบสวนไว้แล้วหรือที่จะทำการสอบสวนต่อไปเท่านั้น ไม่มีผลเกี่ยวข้องกับการสอบสวนไม่เหมือนกับการร้องทุกข์หรือการชันสูตรพลิกศพ ตามมาตรา 129 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวน อีกประการหนึ่งตอนที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นและจับกุมจำเลยที่ 1 โดยที่ยังไม่ได้จับกุมจำเลยที่ 2ด้วยนั้น การกระทำดังกล่าวจะเป็นการชอบหรือไม่ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ซึ่งถูกจับกุมตัวในคดีอื่นภายหลังดังนั้น เมื่อมีการสอบสวนจำเลยที่ 2 ในคดีนี้โดยชอบแล้ว โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2ได้กระทำผิดตามฟ้องคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้วฎีกาจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาง สง่า หมอเรือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนการณ์กุล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1376/2544
#40520
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ จำเลย และ ย. ซึ่งเป็นบิดาของจำเลย จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1357 ว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากันก็ตามแต่ข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาดโจทก์สามารถนำสืบหักล้างเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อพฤติการณ์แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของโจทก์และจำเลยโดย ย. เพียงแต่มีชื่อร่วมในโฉนดที่ดินพิพาทเพื่อการเสนอธนาคารขออนุมัติกู้เงิน ย. จึงหาได้มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมแต่อย่างใดไม่ โจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสกึ่งหนึ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ให้จำเลยแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 375,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยแบ่งแก่โจทก์หนึ่งในสามเป็นเงิน 250,000 บาทโจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาให้จำเลยแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ดังนี้ทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาเป็นเงิน 125,000 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ดังกล่าว และแม้ไม่เกินสองแสนบาทก็ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงเพราะเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายจดทะเบียนสมรส ณ สำนักงานทะเบียนอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2525 มีบุตรด้วยกัน 2 คนคือ เด็กชายธนพล บุญมาก และเด็กชายนวภพ บุญมาก ต่อมาจำเลยประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงจนทำให้โจทก์ไม่อาจจะทนต่อความประพฤติของจำเลยได้ กล่าวคือปี 2535 จำเลยยกย่องเลี้ยงดูนางทิพย์วรรณ พลอยขาว อย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณะชนทั่วไปว่าเป็นภริยาของจำเลย และมีบุตรด้วยกัน1 คน คือ เด็กชายเจนณรงค์ พลอยขาว อีกทั้งจำเลยจดทะเบียนรับรองว่าเด็กชายเจนณรงค์เป็นบุตรของตน นอกจากนี้จำเลยยังยกย่องและเลี้ยงดูหญิงอื่นอีก 2 คน ว่าเป็นภริยาของตน คือนางเจริญศรี จันทร์กอง และนางจำเนียรไม่ทราบนามสกุลเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2540 จำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายแก่กาย และทำลายทรัพย์สินส่วนตัวของโจทก์หลายรายการ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2540 จำเลยข่มขู่ผู้เช่าบ้านเลขที่ 57/4 หมู่ที่ 19 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับจำเลยร่วมกันเช่าซื้อมาตั้งแต่ปี 2528 ว่าให้ผู้เช่าชำระค่าเช่าแก่จำเลยเพียงผู้เดียว จำเลยละทิ้งโจทก์ไปมีภริยาคนใหม่หลายครั้งติดต่อกันโดยมิได้ให้ความอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรเป็นเวลานานตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา โจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยอีกต่อไป ขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย โดยให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าต่อทางราชการ ถ้าเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นหลักฐานการจดทะเบียนหย่าต่อทางราชการฝ่ายเดียว โดยให้บุตรทั้งสองอยู่ในความอุปการะของโจทก์ฝ่ายเดียว ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพและค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์กับบุตรทั้งสองเดือนละ 8,000 บาทจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ ให้แบ่งสินสมรส คือบ้านและที่ดินราคา 750,000 บาท พร้อมทั้งส่งคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน7 ช-4874 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้งานได้

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยยกย่องนางทิพย์วรรณพลอยขาว เสมือนเป็นภริยาแต่อย่างใด แต่เนื่องจากขณะที่นางทิพย์วรรณคลอดเด็กชายเจนณรงค์ พลอยขาว นางทิพย์วรรณไม่มีคู่สมรสและไม่มีรายได้จะเลี้ยงตนเองและบุตร จึงขอร้องให้จำเลยช่วยเหลือ จำเลยเห็นแก่อนาคตของเด็กจึงยอมรับรองว่าเป็นบุตรของจำเลย ต่อมานางทิพย์วรรณทอดทิ้งเด็กชายเจนณรงค์ให้อยู่ในความดูแลของจำเลย โดยให้พักอาศัยอยู่รวมกับโจทก์และบุตร แล้วจำเลยส่งเด็กชายเจนณรงค์ไปอยู่กับบิดาของจำเลยคือนายเย็น บุญมาก โจทก์ก็รับทราบและเห็นชอบด้วย โจทก์ทราบถึงการที่จำเลยรับเด็กชายเจนณรงค์เป็นบุตรตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 6 ปีแล้ว จึงมิใช่เป็นเหตุที่โจทก์จะนำมาอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่า เพราะโจทก์ได้ให้อภัยจำเลยแล้ว จำเลยเคยเป็นหุ้นส่วนกับนางเจริญศรี จันทร์กอง เพื่อค้าขายเครื่องสำอางแต่เลิกหุ้นส่วนกันตั้งแต่ปี 2531 แล้ว และจำเลยไม่เคยติดต่อกับนางเจริญศรีอีกเลยจำเลยไม่เคยแต่งงานกับนางจำเนียรที่จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 19ธันวาคม 2540 โจทก์กับจำเลยมีปากเสียงกันเรื่องเกี่ยวกับบุตรซึ่งโจทก์เป็นคนปากร้ายทำให้จำเลยบันดาลโทสะและมีการผลักกันทำให้โจทก์ล้มลง ซึ่งไม่ได้รับอันตรายร้ายแรงตามที่โจทก์กล่าวอ้างนายเย็นบิดาของจำเลยตกลงซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 41984 ตำบลคลองหนึ่ง (คลอง 1 ตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี(ธัญบุรี) เพื่อปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยแต่ไม่มีเงินพอ จึงขอให้โจทก์และจำเลยลงชื่อร่วมกันเพื่อกู้เงินจากธนาคาร ส่วนการปลูกสร้างบ้านจนแล้วเสร็จนายเย็นเป็นผู้ดำเนินการทั้งสิ้นเมื่อปลูกสร้างบ้านเสร็จนายเย็นยอมให้นำบ้านออกให้เช่าเพื่อนำรายได้ให้โจทก์และจำเลยใช้จ่ายและผ่อนส่งธนาคาร แต่โจทก์ใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายจำเลยและนายเย็นเห็นว่าหากปล่อยให้โจทก์จัดการต่อไปจะทำให้ได้รับความเสียหายจึงเข้าไปดูแลบ้านเช่าเอง โดยแจ้งให้ผู้เช่านำเงินมาชำระแก่จำเลยและจำเลยนำเงินดังกล่าวผ่อนชำระให้แก่ธนาคาร จำเลยมิได้ละทิ้งโจทก์และแยกกันอยู่กับโจทก์การที่โจทก์และจำเลยทำบันทึกแยกกันอยู่เป็นความต้องการของโจทก์โดยโจทก์อ้างว่าเพื่อความสะดวกในการเบิกค่าเล่าเรียนบุตรและค่ารักษาพยาบาลซึ่งข้อเท็จจริงโจทก์และจำเลยยังคงอยู่ด้วยกันตลอดมา รถยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ช-4874กรุงเทพมหานคร เป็นทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสจึงมิใช่สินส่วนตัวของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชายธนพล บุญมาก และเด็กชายนวภพ บุญมาก บุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว ให้จำเลยจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์คนละ 2,000 บาท ต่อเดือนรวมเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอายุ 10 ปี หลังจากนั้นจ่ายคนละ 2,500 บาท ต่อเดือนรวมเดือนละ 5,000 บาท จนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอายุ 15 ปี และหลังจากนั้นจ่ายคนละ 3,000 บาท ต่อเดือน รวมเดือนละ 6,000บาท จนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองบรรลุนิติภาวะ ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 41984 ตำบลคลองหนึ่ง (คลอง 1 ตก) อำเภอคลองหลวงจังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ช-4874 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งหากแบ่งไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่งคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินตามโฉนดเลขที่ 41984 ตำบลคลองหนึ่ง (คลอง 1 ตก) อำเภอคลองหลวงจังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ตามส่วนหรือจำนวนหนึ่งในสามของทรัพย์สินดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 41984 ตำบลคลองหนึ่ง(คลอง 1 ตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี)พร้อมบ้านเลขที่ 57/4 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสที่โจทก์จะมีสิทธิขอแบ่งเพียงใด โจทก์เบิกความว่าโจทก์และจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินและบ้านพิพาท โดยขณะนั้นโจทก์มีเงินเดือนเพียง 2,765 บาท เมื่อรวมกับเงินเดือนของจำเลยแล้วก็ยังมีจำนวนเงินไม่พอที่ธนาคารจะยินยอมให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านในราคา 300,000 บาท โจทก์จึงไปขอร้องให้นายเย็นบุญมาก บิดาจำเลยร่วมลงชื่อเป็นผู้กู้ยืมอีกคนหนึ่งเพื่อเสนอธนาคารขออนุมัติกู้เงิน ความจริงแล้วโจทก์กับจำเลยเพียงสองคนเท่านั้นที่เป็นผู้ชำระหนี้แก่ธนาคาร ส่วนบิดาจำเลยเป็นเพียงแต่มีชื่อร่วมเท่านั้น ซึ่งในเรื่องนี้นายเย็นซึ่งมาเบิกความเป็นพยานจำเลยก็ยอมรับว่าในการผ่อนส่งเงินที่กู้ธนาคารนั้นโจทก์และจำเลยเป็นผู้ช่วยกันผ่อนส่งโดยนายเย็นมิได้เกี่ยวข้องด้วย และการทำสัญญาว่าจ้างสร้างบ้านพิพาทโจทก์และจำเลยเป็นผู้ชำระค่าก่อสร้าง ส่วนนายเย็นมิได้ชำระเงินแต่อย่างใด อีกทั้งโจทก์และจำเลยไม่เคยนำค่าเช่าห้องพักไปแบ่งให้แก่นายเย็นคำเบิกความของนายเย็นเป็นการเจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์ที่ว่านายเย็นเพียงแต่มีชื่อร่วมในโฉนดที่ดินพิพาทเท่านั้น พฤติการณ์แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของโจทก์และจำเลย แม้โจทก์จำเลยและนายเย็นจะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 ว่า ผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากันก็ตาม แต่ข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวก็ไม่ใช่เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด โจทก์สามารถนำสืบหักล้างเปลี่ยนแปลงได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินและบ้านพิพาทเท่านั้น นายเย็นหาได้มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมแต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสกึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์มีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทเพียงหนึ่งในสามนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ดินและบ้านพิพาทมีราคา 750,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าให้จำเลยแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 375,000 บาทศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยแบ่งแก่โจทก์หนึ่งในสามเป็นเงิน 250,000 บาท โจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์กึ่งหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาเป็นเงิน 125,000 บาท แม้ไม่เกินสองแสนบาทก็ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงเพราะเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลจำนวน 3,125 บาทที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลจากโจทก์เป็นเงิน 18,750 บาทเกินมาจำนวน 15,625 บาท จึงให้คืนแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่โจทก์เสียเกินมาจำนวน 15,625 บาทแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1357
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ภัทรินทรา บุญมาก
จำเลย — พันจ่าอากาศเอก มานพ บุญมาก
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
สุวัตร์ สุขเกษม
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1376/2544
#99026
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยเคยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาหย่าขาดกัน โจทก์และจำเลยพิพาทเกี่ยวกับที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสมีราคา 750,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าให้จำเลยแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 375,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยแบ่งแก่โจทก์หนึ่งในสามเป็นเงิน 250,000 บาท โจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์กึ่งหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาเป็นเงิน 125,000 บาท แม้ไม่เกินสองแสนบาทก็ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงเพราะเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง จนทำให้โจทก์ไม่อาจจะทนต่อความประพฤติของจำเลยได้ โจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยอีกต่อไป ขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย โดยให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าต่อทางราชการ ถ้าเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นหลักฐานการจดทะเบียนหย่าต่อทางราชการฝ่ายเดียว โดยให้บุตรทั้งสองอยู่ในความอุปการะของโจทก์ฝ่ายเดียว ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพและค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์กับบุตรทั้งสองเดือนละ 8,000 บาท จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ ให้แบ่งสินสมรส คือบ้านและที่ดิน ราคา 750,000 บาท พร้อมทั้งส่งคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ช - 4874 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้งานได้

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว ให้จำเลยจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์คนละ 2,000 บาท ต่อเดือน รวมเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอายุ 10 ปี หลังจากนั้นจ่ายคนละ 2,500 บาท ต่อเดือน รวมเดือนละ 5,000 บาท จนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอายุ 15 ปี และหลังจากนั้นจ่ายคนละ 3,000 บาท ต่อเดือน รวมเดือนละ 6,000 บาท จนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองบรรลุนิติภาวะ ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 41984 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ช - 4874 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินตามโฉนดเลขที่ 41984 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ตามส่วนหรือจำนวนหนึ่งในสามของทรัพย์สินดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เห็นสมควรให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินและบ้านพิพาทมีราคา 750,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าให้จำเลยแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 375,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยแบ่งแก่โจทก์หนึ่งในสามเป็นเงิน 250,000 บาท โจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์กึ่งหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาเป็นเงิน 125,000 บาท แม้ไม่เกินสองแสนบาทก็ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง เพราะเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลจำนวน 3,125 บาท ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลจากโจทก์เป็นเงิน 18,750 บาท เกินมาจำนวน 15,625 บาท จึงให้คืนแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่โจทก์เสียเกินมาจำนวน 15,625 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากนั้นให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางภัทรินทรา บุญมาก
จำเลย — พันจ่าอากาศเอกมานพ บุญมาก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายธวัชชัย ถาวรสุจริตกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสนั่น รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
สุวัตร์ สุขเกษม
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1375/2544
#36555
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นว่าผู้ร้องใช้สิทธิในการร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยสุจริตหรือไม่นั้น เมื่อผู้ร้องเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยถึงแม้ว่าจำเลยจะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้องโดยประทับตราของผู้ร้องก็ตาม แต่เงินตามบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง มิใช่ของจำเลยตราบเท่าที่ผู้ร้องยังเป็นนิติบุคคลอยู่ การใช้สิทธิของผู้ร้องไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน818,125 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน700,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในวันเดียวกันนั้นโจทก์ยื่นคำร้องในกรณีมีเหตุฉุกเฉินพร้อมคำขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณา โดยให้อายัดเงินฝากในบัญชีสะสมทรัพย์เลขที่ 257-095692-6 ของจำเลยที่ฝากไว้กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาวารินชำราบ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้อายัดเงินฝากในบัญชีสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาวารินชำราบ เลขที่ 257-095692-6ของจำเลย

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 700,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11กรกฎาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า บัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ที่ถูกอายัดเป็นของผู้ร้องมิใช่เป็นของจำเลย ขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพราะจำเลยเป็นผู้ดำเนินกิจการในนามผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียว โดยนำชื่อผู้อื่นเป็นหุ้นส่วนเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น การจดทะเบียนตั้งผู้ร้องขึ้นเพื่อประโยชน์ในกิจการรับเหมาก่อสร้างของจำเลยเองทั้งในการกู้ยืมเงินจากโจทก์ จำเลยอ้างว่านำไปลงทุนในกิจการของผู้ร้องจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ปรากฏในนามของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า ผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้อายัดเงินในบัญชีสะสมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)สาขาวารินชำราบ เลขที่ 257-095692-6 ของผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราของผู้ร้องทำการแทนผู้ร้องได้ ผู้ร้องเปิดบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ไว้กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 257-095692-6 หลังจากโจทก์ฟ้องจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้ธนาคารดังกล่าวจำหน่ายจ่ายโอนเงินฝากในบัญชีดังกล่าว ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยคดีถึงที่สุดมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องใช้สิทธิในการร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลย ถึงแม้จำเลยจะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้องโดยประทับตราของผู้ร้องก็ตามแต่เงินตามบัญชีเงินฝากของผู้ร้องดังกล่าวเป็นของผู้ร้องมิใช่ของจำเลยตราบเท่าที่ผู้ร้องยังเป็นนิติบุคคลอยู่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าการใช้สิทธิของผู้ร้องไม่ถือว่าใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 254
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง วารุณี ศรีอักษร
ผู้ร้อง — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบลวิษณุพร
จำเลย — นาย ธีรยุทธ ประสานวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1370/2544
#40519
เปิดฉบับเต็ม

ม. ไถ่ที่ดินจากจำเลยภายในกำหนดในสัญญาขายฝากแล้วแม้จะไม่ได้จดทะเบียนไถ่การขายฝาก ก็เป็นเพียงทำให้การกลับคืนมาซึ่งทรัพย์สิทธิยังไม่บริบูรณ์เท่านั้น แต่ใช้ยันกันได้ระหว่าง ม. กับจำเลย เมื่อโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ม. จึงมีผลยันกันได้ระหว่างโจทก์กับจำเลยด้วย โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนและฟ้องร้องขอให้จำเลยจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินแก่โจทก์เมื่อใดก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายมะแอแวเด็ง บิดา โดยคำสั่งศาล เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2527ขณะมีชีวิตอยู่นายมะแอได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 573, 574 และ 485แก่จำเลย ในราคา 42,420 บาท กำหนดเวลาขายฝาก 1 ปีต่อมาประมาณเดือนตุลาคม 2528 บิดาโจทก์ได้นำเงินไปไถ่การขายฝากจากจำเลย จำเลยคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวพร้อมสัญญาขายฝากฉบับผู้รับซื้อฝากให้โดยจำเลยจะไปจดทะเบียนไถ่การขายฝากให้ภายหลังจนกระทั่งบิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย จำเลยก็ยังไม่ไปจดทะเบียนไถ่การขายฝากให้นับแต่บิดาโจทก์ไถ่การขายฝาก บิดาโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสามแปลงมาโดยตลอด ไม่มีผู้ใดโต้แย้งหรือรบกวนสิทธิ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2539 โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงไปรับมรดกเพื่อแบ่งแยกให้แก่ทายาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปัตตานี แต่ไม่อาจดำเนินการได้เพราะยังมีการจดทะเบียนการขายฝากดังกล่าวซึ่งจำเลยทราบอยู่แล้ว กลับนำความเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลง โจทก์จึงขออายัดที่ดินพิพาททั้งสามแปลง และให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่การขายฝากให้แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 485, 573และ 574 ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานีให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายมะแอ แวเด็ง หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนไถ่ให้แก่โจทก์ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติได้ให้ใช้ราคาที่ดิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ดินพิพาททั้งสามแปลงไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายมะแอบิดาโจทก์ แต่เป็นของจำเลย คดีโจทก์ขาดอายุความเพราะนับแต่วันที่ครบกำหนดการไถ่คืนถึงวันฟ้องเกิน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/9 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 485,573, 574 ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานีให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายมะแอ แวเด็ง (ผู้วายชนม์)หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียน ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ได้ ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 5,000,000บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6ธันวาคม 2527 นายมะแอบิดาโจทก์ได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาททั้งสามแปลงแก่จำเลยในราคา 42,420 บาท กำหนดไถ่ภายใน 1 ปี ตามหนังสือสัญญาขายฝากและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5 ต่อมาวันที่ 16กุมภาพันธ์ 2538 นายมะแอถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายมะแอโดยคำสั่งศาลชั้นต้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า นายมะแอไถ่ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงภายในกำหนด 1 ปี ตามสัญญาขายฝากหรือไม่ ได้ความจากพยานโจทก์ว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2528 นายมะแอนำเงิน42,420 บาท ไปไถ่ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงจากจำเลยที่บ้านจำเลย จำเลยจึงคืนเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5 ให้แก่นายมะแอแต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนไถ่ที่ดินพิพาททั้งสามแปลง ต่อมานายมะแอถึงแก่ความตาย โจทก์ตรวจค้นพบเอกสารหมาย จ.2ถึง จ.5 จึงดำเนินการติดต่อกับผู้ที่เกี่ยวข้องจนทราบจากนายอับดุลเลาะ แวหะยี ว่านายมะแอไถ่ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงจากจำเลยแล้ว ส่วนจำเลยนำสืบอ้างว่า นายมะแอยังมิได้ไถ่ที่ดินพิพาท เหตุที่เอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5 อยู่ที่นายมะแอเนื่องจากในวันจดทะเบียนการขายฝากที่ดินพิพาท จำเลยและนายมะแอต่างไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปัตตานี หลังจากจำเลยได้ลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ เพื่อจดทะเบียนการขายฝากแล้วจำเลยติดธุระ จำเลยจึงบอกนายมะแอว่าหากจดทะเบียนการขายฝากเสร็จให้นายมะแอนำเอกสารการจดทะเบียนขายฝากไปให้จำเลยที่ร้านจำเลยด้วย จำเลยยังไม่ได้รับเอกสารดังกล่าวจากนายมะแอเลย เห็นว่า โจทก์มีนายอับดุลเลาะเบิกความยืนยันประกอบเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5 ว่า พยานพร้อมนายมะแอไปพบจำเลยที่ร้านจำเลย เมื่อนายมะแอมอบเงินแก่จำเลยแล้วก็ได้รับเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5 คืนจากจำเลย นอกจากนี้ยังได้ความจากนายแวบากา ปอซารี อดีตผู้ใหญ่บ้านท้องที่นายมูหามะ มะตีเยาะ ผู้ใหญ่บ้านท้องที่ปัจจุบันและนางแมะโหมง สาแม เจ้าของที่ดินข้างเคียงพยานโจทก์ว่านายมะแอและครอบครัวครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาดังนั้น การที่นายมะแอได้รับเอกสารทั้งสัญญาขายฝากฉบับผู้ขายฝากกับฉบับผู้รับซื้อฝาก และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5 มาไว้ในครอบครองโดยมีพยานบุคคลสนับสนุนด้วยเช่นนี้ย่อมทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลมั่นคงเชื่อได้ว่า นายมะแอได้ไถ่ที่ดินพิพาทจากจำเลยภายในกำหนด 1 ปี ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาขายฝากแล้ว แม้จะไม่มีการจดทะเบียนไถ่การขายฝากก็เป็นเพียงทำให้การกลับคืนมา ซึ่งทรัพยสิทธิในที่ดินพิพาทยังไม่บริบูรณ์เท่านั้น แต่มีผลใช้บังคับยันกันได้ระหว่างนายมะแอกับจำเลย ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเอกสารดังกล่าวทั้งหมดอยู่ที่นายมะแอตั้งแต่วันที่จดทะเบียนการขายฝากนั้นไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากปกติธรรมดาเมื่อมีการจดทะเบียนการขายฝากหนังสือสัญญาขายฝากฉบับผู้รับซื้อฝากและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทางเจ้าพนักงานที่ดินจะมอบให้ผู้รับซื้อฝากเก็บรักษาไว้ส่วนผู้ขายฝากจะเก็บรักษาไว้เพียงสัญญาขายฝากฉบับผู้ขายฝากเท่านั้น จำเลยซึ่งเคยรับซื้อฝากที่ดินมาหลายครั้งแล้วย่อมทราบและเข้าใจเรื่องนี้ดี จำเลยจะมาอ้างลอย ๆ ว่าในวันที่จดทะเบียนการขายฝากจำเลยติดธุระอื่นไม่อาจรอรับเอกสารดังกล่าวย่อมไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอ อีกทั้งหลังจากจดทะเบียนการขายฝากแล้วก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยไปติดตามหาเอกสารดังกล่าวจากนายมะแออีกเลยจนกระทั่งต้นปี 2538 เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งให้จำเลยไปรับรองแนวเขตให้เจ้าของที่ดินข้างเคียง จำเลยจะไปรับรองแนวเขต แต่จำเลยหาเอกสารดังกล่าวไม่พบจึงไปสอบถามนายมะแอ นายมะแออ้างว่าไม่ทราบ การที่จำเลยปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานานประมาณ 10 ปี โดยไม่สนใจที่จะติดตามหาเอกสารดังกล่าวอันเป็นเอกสารสำคัญเช่นนี้ย่อมเป็นการผิดปกติของจำเลยซึ่งเคยรับซื้อฝากที่ดินมาก่อนประกอบกับเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2539 จำเลยเพิ่งยื่นคำขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 ระบุว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับเจ้าของซึ่งจำเลยเก็บไว้สูญหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุจึงขัดแย้งกับข้ออ้างของจำเลยในชั้นพิจารณายิ่งทำให้พยานจำเลยมีพิรุธน่าสงสัยไม่อาจรับฟังตามที่จำเลยอ้างได้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่าโจทก์มิได้ฟ้องคดีภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ครบกำหนดการไถ่ที่ดินพิพาททั้งสามแปลง คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 แล้วหรือไม่เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยมาแล้วว่า นายมะแอได้ไถ่ที่ดินพิพาทภายในกำหนด 1 ปี ตามที่กำหนดในสัญญาขายฝากแล้ว แม้ยังมิได้มีการจดทะเบียนไถ่ ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงก็ตกเป็นของนายมะแอทันที ซึ่งมีผลบังคับยันกันได้ระหว่างนายมะแอกับจำเลย เมื่อโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายมะแอจึงมีผลบังคับยันกันได้ระหว่างโจทก์กับจำเลยด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายมะแอเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสามแปลงย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนและฟ้องร้องขอให้จำเลยจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาททั้งสามแปลงแก่โจทก์ในระยะเวลาใดก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 496 ม. 1299 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ปาตีเมาะ แวเด็ง
จำเลย — นาย บุญรัตน์ ลิ่มกังวาฬมงคล
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา