คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1285/2544
#68703
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 277 วรรคท้าย บัญญัติว่า "...และภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกันผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ ถ้าศาลอนุญาตให้สมรสในระหว่างที่ผู้กระทำผิดกำลังรับโทษในความผิดนั้นอยู่ ให้ศาลปล่อยผู้กระทำผิดนั้นไป" หมายความว่า ชายหรือหญิงมีอายุยังไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ จะสมรสกันจึงจะต้องขออนุญาตต่อศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1448 แต่จำเลยและผู้เสียหายซึ่งมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ ได้จดทะเบียนสมรสกันในเวลาต่อมา ย่อมเป็นการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่ต้องขออนุญาตต่อศาล จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277 , 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามบทบัญญัติ ป.อ. มาตรา 277 วรรคท้าย ที่บัญญัติว่า "? และภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ ถ้าศาลอนุญาตให้สมรสในระหว่างที่ผู้กระทำผิดกำลังรับโทษในความผิดนั้นอยู่ ให้ศาลปล่อยตัวผู้กระทำผิดนั้นไป" กรณีที่จะต้องให้ศาลอนุญาตให้สมรสกันดังกล่าวนั้นหมายความว่า ชายหรือหญิงมีอายุยังไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ จะสมรสกันจึงจะต้องขออนุญาตต่อศาลตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1448 แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยและผู้เสียหายได้สมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคท้าย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคท้าย
ป.พ.พ. ม. 1448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นายมานพหรืออำนาจ โลสันเทียะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนินนาท สาครรัตน์
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1283/2544
#36551
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเพื่อนสนิทของ ศ. เมื่อทราบว่า ศ. ถูกรังแกก็ย่อมมีความโกรธแค้นเป็นทุนเดิม ครั้นพบกลุ่มผู้เสียหาย ในขณะนั้นก็ย่อมเป็นโอกาสที่จะได้แก้แค้น ทันทีที่ได้รับคำตอบ จาก ศ. ว่าผู้เสียหายเป็นผู้ที่เข้าร่วมต่อสู้ด้วย จำเลยได้รีบตรง เข้าแทงผู้เสียหายทันทีโดยขณะนั้น ผู้เสียหายยังนั่งคร่อมอยู่บน รถจักรยานยนต์ไม่ทันระวังตัว บริเวณที่แทงเป็นหน้าอกด้านขวาอันเป็น อวัยวะที่สำคัญ โดยจำเลยมีโอกาสเลือกแทงได้ เมื่อผู้เสียหายลงจาก รถแล้ววิ่งหนี จำเลยยังได้ไล่ติดตามไปแล้วแทงผู้เสียหายซ้ำอีก 1 ครั้งอันเป็นการส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีความโกรธแค้นผู้เสียหายอย่างมาก ผู้เสียหายได้รับบาดแผลแทงทะลุเข้าช่องปอดขวาด้านล่าง ทำให้ทะลุ กระบังลมขวาถูกตับและต่อมหมวกไตขวา หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะถึงแก่ความตายได้ แม้โจทก์จะไม่ได้มีดปลายแหลม ที่ใช้เป็นอาวุธมาประกอบคดีก็ตาม แต่ก็พอให้เข้าใจได้ว่ามีดปลายแหลม ที่จำเลยใช้เป็นอาวุธนั้นมีขนาดใหญ่พอสมควร เพียงพอที่จะทำให้ ผู้ถูกแทงถึงแก่ความตายได้ บาดแผลที่ปรากฏก็ส่อแสดงให้เห็นว่า จำเลยได้แทงโดยแรง พฤติการณ์และการกระทำของจำเลยดังกล่าวมาทั้งหมดบ่งชี้ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย

แม้จำเลยเห็นผู้เสียหายทำกิริยาคล้ายจะชักอาวุธออกมาทำร้ายจำเลยจึงแทงผู้เสียหายก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่ามีภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงเกิดขึ้น อันจะเป็นเหตุให้จำเลยอ้างเหตุป้องกันได้ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้มีดปลายแหลมยาวประมาณ 12 นิ้ว เป็นอาวุธแทงนายนันทพล เพ็ชรดำ ผู้เสียหายหลายครั้งโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายเพราะแพทย์รักษาได้ทัน แต่ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 นับถึงวันกระทำผิดจำเลยอายุ 18 ปีเศษและยังเป็นนักศึกษาเห็นควรลงโทษสถานเบาจึงลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 วางโทษจำคุก 5 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายถูกแทงที่บริเวณหน้าอกด้านขวาและแขนซ้ายได้รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทุกปากเบิกความได้ความสอดคล้องต้องกันไม่ปรากฏพิรุธใด ๆ ให้เห็นอีกทั้งพยานโจทก์เหล่านี้ต่างก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจำเลยเองก็ยอมรับตลอดมาว่าได้ทำร้ายผู้เสียหายจริงเช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยได้แทงทำร้ายผู้เสียหายจนได้รับอันตรายสาหัสตามฟ้องที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยใช้มีดปัดป้อง แต่ไม่ทราบว่ามีดถูกผู้เสียหายที่หน้าอกตอนใด ก็ขัดกับลักษณะบาดแผลของผู้เสียหายตามรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ซึ่งเป็นลักษณะที่ผู้เสียหายถูกแทง จึงไม่น่าเชื่อไม่อาจรับฟังเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ตามพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ได้ความตรงกันว่า จำเลยเป็นเพื่อนสนิทของนางสาวศิริวรรณ เมื่อทราบว่านางสาวศิริวรรณถูกรังแกก็ย่อมมีความโกรธแค้นเป็นทุนเดิม ครั้นพบกลุ่มผู้เสียหายในขณะนั้นก็ย่อมเป็นโอกาสที่จะได้แก้แค้น ทันทีที่ได้คำตอบจากนางสาวศิริวรรณว่าผู้เสียหายเป็นผู้ที่เข้าร่วมต่อสู้ด้วยเท่านั้น จำเลยไม่รอช้าได้รีบตรงเข้าแทงผู้เสียหายทันทีโดยขณะนั้นผู้เสียหายยังนั่งคร่อมอยู่บนรถจักรยานยนต์ไม่ทันได้ระวังตัว บริเวณที่แทงก็เป็นหน้าอกด้านขวาอันเป็นอวัยวะที่สำคัญ จำเลยมีโอกาสเลือกแทงได้เมื่อจำเลยแทงที่บริเวณหน้าอกด้านขวาดังกล่าวแล้ว ผู้เสียหายลงจากรถแล้ววิ่งหนี จำเลยยังได้ไล่ติดตามไปแล้วแทงผู้เสียหายซ้ำอีก 1 ครั้ง อันเป็นการส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีความโกรธแค้นผู้เสียหายอย่างมาก จากคำเบิกความของนายแพทย์กฤษณชัยไชยพร แพทย์ผู้ตรวจรักษาบาดแผลของผู้เสียหายประกอบรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ได้ความว่า บาดแผลที่บริเวณด้านในหัวนมขวามีลักษณะแนวแผลด้านหน้าเฉียงลงด้านหลัง สันนิษฐานได้ว่าเกิดจากการแทงจากสูงลงต่ำแผลนี้แทงทะลุเข้าช่องปอดขวาด้านล่าง ทำให้ทะลุกระบังลมขวาถูกตับและต่อมหมวกไตขวา หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะถึงแก่ความตายได้และจะใช้เวลาในการรักษาประมาณ 60 วัน ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนจากบาดแผลที่ปรากฏดังกล่าว แม้โจทก์จะไม่ได้มีดปลายแหลมที่ใช้เป็นอาวุธมาประกอบคดีก็ตาม แต่ก็พอให้เข้าใจได้ว่ามีดปลายแหลมที่จำเลยใช้เป็นอาวุธนั้นมีขนาดใหญ่พอสมควร เพียงพอที่จะทำให้ผู้ถูกแทงถึงแก่ความตายได้และบาดแผลที่ปรากฏก็ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้แทงโดยแรงอีกด้วย พฤติการณ์และการกระทำของจำเลยดังกล่าวมาทั้งหมดบ่งชี้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงทีจึงไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดพยายามฆ่าผู้เสียหายตามฟ้อง ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จากพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ได้ความตรงกันโดยฝ่ายจำเลยก็มิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่าขณะที่จำเลยตรงเข้าทำร้ายผู้เสียหายนั้น ผู้เสียหายยังนั่งคร่อมอยู่บนรถจักรยานยนต์ ไม่มีการต่อสู้ใด ๆ ในขณะนั้น แม้จำเลยจะนำสืบต่อสู้คดีมาว่า จำเลยเห็นผู้เสียหายทำกิริยาคล้ายจะชักอาวุธออกมาทำร้ายจำเลยจึงแทงผู้เสียหายก็ยังถือไม่ได้ว่ามีภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะเกิดขึ้นอันจะเป็นเหตุให้จำเลยอ้างเหตุป้องกันได้การกระทำของจำเลยจึงมิใช่การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 68 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นางสาว ดารณี แพใหญ่
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1274 -ที่ 1275/2544
#36550
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ต่อโจทก์ โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2540ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 หนี้ที่จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าจากโจทก์ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2540ย่อมอยู่ภายในอายุสัญญาค้ำประกัน แต่สัญญาค้ำประกันได้ระบุเงื่อนไขว่า โจทก์จะต้องยื่นคำเรียกร้องตามหนังสือสัญญาค้ำประกันภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2540 อันเป็นกรณีที่หากมีการผิดสัญญาซึ่งผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดแล้ว โจทก์จะต้องแจ้งข้อเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ทราบภายในกำหนดนั้น ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ปฏิบัติตามเงื่อนไขแล้วเสียก่อนการที่โจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในหนี้ดังกล่าวไปถึงจำเลยที่ 2 เกินกำหนดเวลาในเงื่อนไขนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าสัญญาค้ำประกัน คือ สัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้ค้ำประกันผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น และมาตรา 680 วรรคสอง บัญญัติว่าสัญญาค้ำประกันถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ซึ่งมีความหมายว่า สัญญาค้ำประกันต้องการเพียงหลักฐานเป็นหนังสือที่ผู้ค้ำประกันลงชื่อฝ่ายเดียวก็ใช้บังคับได้แล้ว ไม่จำต้องลงลายมือชื่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม 2540 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน2540 จำเลยที่ 1 ได้สั่งซื้อสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างไปจากโจทก์หลายครั้งรวมค่าสินค้าและค่าขนส่งเป็นเงิน 1,126,267.99 บาท เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ครบกำหนดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 187,682.59 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,313,950.58 บาท จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นเงิน 800,000 บาท ของหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1สั่งซื้อจากโจทก์ในระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม2540 ด้วย เมื่อถึงกำหนดชำระเงินจำเลยที่ 2 เพิกเฉย โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน62,301.37 บาท รวมเป็นเงิน 862,301.37 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1ชำระเงินจำนวน 1,313,950.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 1,126,267.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 862,301.37 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 800,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยซื้อหรือสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์โจทก์สามารถเรียกหลักประกันจากจำเลยที่ 2 ได้จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1จนกว่าจะไม่ได้รับชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันจากจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันแบบมีกำหนดเวลา โจทก์ได้มีหนังสือขอให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันเมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน1,220,109.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน1,126,267.99 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กันยายน 2541)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ พร้อมยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับและสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นเกี่ยวกับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 ได้สั่งซื้อสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างจากโจทก์หลายครั้ง ค่าขนส่งเป็นเงิน 41,000 บาท ค่าสินค้าเป็นเงิน1,085,267.99 บาท ตามเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.17 โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าขนส่งและค่าสินค้าที่ครบกำหนดชำระในแต่ละงวดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 187,682.59 บาท ตามเอกสารหมาย จ.19จำเลยที่ 2 ทำหนังสือค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมวงเงิน 800,000 บาทของหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อจากโจทก์ในระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม2540 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ.20 และ จ.21 เมื่อครบกำหนดชำระเงิน โจทก์ทวงถาม จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.20 และ จ.21 เพราะโจทก์มิได้ยื่นคำเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันสิ้นสุดสัญญาหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายนิพนธ์ พนมธรรม ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจากโจทก์ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2540ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2540 รวม 14 ครั้ง โจทก์วางใบเสร็จเรียกเก็บเงินแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินค่าสินค้าและค่าขนส่ง จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.20 และ จ.21 โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 ดังนั้น หนี้ที่เกิดจากจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 26มิถุนายน 2540 หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ยอมชำระแก่โจทก์ย่อมอยู่ภายในอายุสัญญาค้ำประกัน โดยสัญญาค้ำประกันทั้งสองฉบับได้ระบุเงื่อนไขว่าโจทก์จะต้องยื่นคำเรียกร้องตามหนังสือสัญญาค้ำประกันภายในกำหนด15 วัน นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2540 อันเป็นวันสิ้นสุดสัญญา เห็นว่าคำเรียกร้องตามเงื่อนไขในสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นกรณีที่หากเป็นการผิดสัญญาซึ่งผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันแล้วโจทก์จะต้องแจ้งข้อเรียกร้องที่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันต้องรับผิด ให้จำเลยที่ 2ทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาค้ำประกันดังกล่าวแล้วเสียก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่าโจทก์ทวงถามจำเลยที่ 2 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ในวันที่ 18 มิถุนายน 2541 และจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือในวันที่ 19 มิถุนายน 2541 จึงเกินกำหนดเวลาในเงื่อนไขที่ระบุไว้ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.20 และ จ.21 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าหนังสือค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.20และ จ.21 เป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวไม่ผูกพันโจทก์ในข้อยกเว้นตามเอกสารดังกล่าว ข้อ 3 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าสัญญาค้ำประกัน คือ สัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้ค้ำประกันผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น และมาตรา 680 วรรคสอง บัญญัติว่า สัญญาค้ำประกันถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ซึ่งมีความหมายว่า สัญญาค้ำประกันต้องการเพียงหลักฐานเป็นหนังสือที่ผู้ค้ำประกันลงชื่อฝ่ายเดียวก็ใช้บังคับได้แล้ว ไม่จำต้องลงลายมือชื่อโจทก์ด้วย จึงจะถือว่าผูกพันโจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น เมื่อจำเลยที่ 2ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยตรงต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นการขัดต่อบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 272 วรรคหนึ่ง และมาตรา 276 วรรคหนึ่งหรือไม่ ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พรสหชัยค้าวัสดุ จำกัด
จำเลย — บริษัท บางกอกไทย อีเลคทริค เซอร์กิต จำกัด ที่ 1 ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ 2
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1266/2544
#42009
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปอยู่กินฉันสามีภริยากับชายอื่น แต่มิได้ทำการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้เสียหายจึงยังไม่บรรลุนิติภาวะและยังคงอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของมารดา เมื่อจำเลยที่ 3 พาผู้เสียหายไปพบจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อพาผู้เสียหายไปค้าประเวณี การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการพรากผู้เสียหายไปเสียจากมารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282, 317, 91 ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3281/2538 ของศาลชั้นต้นด้วย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม, 317 วรรคสาม (ที่ถูกประกอบด้วยมาตรา 83) เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปเพื่อการอนาจาร ตามมาตรา 282 วรรคสาม จำคุกคนละ 6 ปี ฐานพรากผู้เยาว์ (ที่ถูกพรากเด็ก) ตามมาตรา 317 วรรคสาม จำคุกคนละ 6 ปี รวมจำคุกคนละ 12 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด8 ปี ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3651/2538 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 3 เพียงว่า การที่ผู้เสียหายได้ออกจากบ้านบิดามารดาโดยไปอยู่กินฉันสามีภริยากับชายอื่นมาก่อน เมื่อเลิกกับสามีจึงมาอยู่กับจำเลยที่ 3 ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะพาผู้เสียหายไปค้าประเวณีจะเป็นการพรากผู้เสียหายไปจากบิดามารดาหรือไม่ ซึ่งศาลล่างทั้งสองมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงนี้ไว้ ศาลฎีกาจึงฟังข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ใหม่ได้ ข้อนี้ได้ความจากผู้เสียหายและนาง น. เบิกความสอดคล้องกันรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายอาศัยอยู่กับนาง น. มารดาจนปี 2537 ผู้เสียหายทะเลาะกับนาง น.จึงออกจากบ้านไปทำงานที่ร้านอาหารข้างบ้าน จากนั้นผู้เสียหายมีสามีโดยอยู่กินด้วยกัน เมื่อผู้เสียหายเลิกกับสามีจึงไปอยู่กับจำเลยที่ 3 ก่อนที่จะถูกจำเลยที่ 3 ชวนไปค้าประเวณี เห็นว่า การที่ผู้เสียหายไปอยู่กินฉันสามีภริยากับชายอื่น แต่ก็มิได้ทำการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้เสียหายจึงยังไม่บรรลุนิติภาวะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 20ผู้เสียหายจึงยังคงอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของนาง น. หาได้ขาดจากอำนาจปกครองไปไม่ เมื่อจำเลยที่ 3 พาผู้เสียหายไปพบจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อพาผู้เสียหายไปค้าประเวณี การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการพรากผู้เสียหายไปเสียจากนาง น. มารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจาร จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดตามฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 3 อ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 20 ม. 1566
ป.อ. ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย พันธ์หรือพัน ขวาเมืองพาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1266/2544
#67175
เปิดฉบับเต็ม

คดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 3 ฎีกาว่ามิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้องเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 3 มีอาการคลุ้มคลั่งไม่อยู่ในสภาพที่จะต่อสู้คดีได้ก็เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 3 ว่า การที่ผู้เสียหายได้ออกจากบ้านบิดามารดาโดยไปอยู่กินฉันสามีภริยากับชายอื่นมาก่อน เมื่อเลิกกับสามีจึงมาอยู่กับจำเลยที่ 3 ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะพาผู้เสียหายไปค้าประเวณีจะเป็นการพรากผู้เสียหายไปจากบิดามารดาหรือไม่ ศาลล่างทั้งสองมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงนี้ไว้ ศาลฎีกาจึงฟังข้อเท็จจริง ในเรื่องนี้ใหม่ได้

เด็กหญิง อ. ผู้เสียหายอายุไม่เกินสิบห้าปีอาศัยอยู่กับมารดาจนปี 2537 ผู้เสียหายทะเลาะกับมารดาจึงออกจากบ้านไปทำงานที่ร้านอาหารข้างบ้าน จากนั้นผู้เสียหายมีสามีโดยอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา แต่ก็มิได้ทำการสมรส โดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้เสียหายจึงยังไม่บรรลุนิติภาวะตาม ป.พ.พ. มาตรา 20 และยังคงอยู่ใต้อำนาจปกครองของมารดา เมื่อจำเลยที่ 3 พาผู้เสียหายไปพบจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อพาผู้เสียหายไปค้าประเวณี การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการพรากผู้เสียหายไปเสียจากมารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่นร่วมกันเป็นธุระจัดหาและชักพาเด็กหญิงอำพร แซ่ฟาง อายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเพื่อการอนาจาร โดยพาไปติดต่อทำการค้าประเวณีที่สถานค้าประเวณีโดยเด็กหญิงอำพรยินยอม และจำเลยทั้งสามร่วมกันพรากเด็กดังกล่าวไปเสียจากนางนามี จะฮา มารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำเลยที่ ๑ เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๒๘๑/๒๕๓๘ ของศาลชั้นต้นขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๒, ๓๑๗, ๙๑ ให้นับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๒๘๑/๒๕๓๘ ของศาลชั้นต้นด้วย

จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๒ ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๒ ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๒ วรรคสาม, ๓๑๗ วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจาร ตามมาตรา ๒๘๒ วรรคสาม จำคุกคนละ ๖ ปี ฐานพรากเด็กตามมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม จำคุกคนละ ๖ ปี รวมจำคุกคนละ ๑๒ ปี จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ ๓ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างลดโทษให้หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๖ ปี ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๘ ปี ให้นับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๖๕๑/๒๕๓๘ ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ ๑ เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๓ ฐานเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหาล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจาร จำคุก ๔ ปี และฐานพรากเด็กจำคุก ๔ ปี รวมจำคุก ๘ ปี ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืนและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๓ กระทงละไม่เกิน ๕ ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๓ ฎีกาว่ามิได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้อง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และที่จำเลยที่ ๓ ฎีกาว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ ๓ มีอาการคลุ้มคลั่งไม่อยู่ในสภาพที่จะต่อสู้คดีได้ก็เป็นการฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ ๓ เพียงว่า การที่ผู้เสียหายได้ออกจากบ้านบิดามารดาโดยไปอยู่กินฉันสามีภริยากับชายอื่นมาก่อน เมื่อเลิกกับสามีจึงมาอยู่กับจำเลยที่ ๓ ก่อนที่จำเลยที่ ๓ จะพาผู้เสียหาย ไปค้าประเวณีจะเป็นการพรากผู้เสียหายไปจากบิดามารดาหรือไม่ ซึ่งศาลล่างทั้งสองมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงนี้ไว้ ศาลฎีกา จึงฟังข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ใหม่ได้ ข้อนี้ได้ความจากผู้เสียหายและนางนามี จะฮา เบิกความความสอดคล้องกันรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายอาศัยอยู่กับนางนามี มารดาจนปี ๒๕๓๗ ผู้เสียหายทะเลาะกับนางนามีจึงออกจากบ้านไปทำงานที่ร้านอาหารข้างบ้าน จากนั้นผู้เสียหายมีสามีโดยอยู่กินด้วยกัน เมื่อผู้เสียหายเลิกกับสามีจึงไปอยู่กับจำเลยที่ ๓ ก่อนที่จะถูกจำเลยที่ ๓ ชวนไปค้าประเวณี เห็นว่า การที่ผู้เสียหายไปอยู่กินฉันสามีภริยากับชายอื่น แต่ก็มิได้ทำการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายผู้เสียหายจึงยังไม่บรรลุนิติภาวะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐ ผู้เสียหายจึงยังคงอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของนางนามีหาได้ขาดจากอำนาจปกครองไปไม่ เมื่อจำเลยที่ ๓ พาผู้เสียหายไปพบจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพื่อพาผู้เสียหายไปค้าประเวณี การกระทำของจำเลยที่ ๓ จึงเป็นการพรากผู้เสียหายไปเสียจากนางนามีมารดา โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำเลยที่ ๓ จึงมีความผิดตามฟ้อง

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 282 วรรคสาม ม. 317 วรรคสาม
ป.พ.พ. ม. 20
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 222
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายพันธ์หรือพัน ขวาเมืองพาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายอำนาจ โชติชะวารานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชุติมนต์ โพธิเดช
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1265/2544
#40517
เปิดฉบับเต็ม

แผ่นซีดีและวีซีดี ซึ่งมีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่จำเลยนำออกขาย เสนอขาย มีจำนวนเพียง 500 แผ่น ไม่ปรากฏว่ามีราคาเท่าใด การกระทำของจำเลยทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายมากน้อยเพียงใด จึงไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นชัดว่าจำเลยกระทำผิดร้ายแรงถึงขนาดที่ควรลงโทษปรับเป็นจำนวนสูง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าจำคุก 1 ปี ปรับ 350,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ 20,000 บาทนั้น หนักเกินไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทอาร์.เอส. โปรโมชั่น 1992 จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 บริษัทกระบือ แอนด์ โค จำกัด ผู้เสียหายที่ 2และบริษัทรถไฟดนตรี 1995 จำกัด ผู้เสียหายที่ 3 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และผู้เสียหายทั้งสามซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์งานเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์งานโดยเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทดนตรีกรรมและแผ่นซีดีที่บันทึกเสียงเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อบรรเลงและขับร้องโดยศิลปินโดยมีทั้งคำร้องและทำนองเพลงแล้วบันทึกลงในแผ่นซีดีที่บันทึกเสียงและหรือภาพอันสามารถนำมาเล่นซ้ำได้อีก จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทดนตรีกรรมของผู้เสียหายทั้งสาม โดยการนำแผ่นซีดีและวีซีดีที่บันทึกเสียงเพลงและหรือภาพการแสดงซึ่งได้มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 รวมจำนวน 500 แผ่น ออกขาย เสนอขายแก่บุคคลทั่วไปอันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าแผ่นซีดีเพลงและวีซีดีดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัทผู้เสียหายทั้งสามและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยได้ประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายแผ่นซีดีเพลงและวีซีดีที่บันทึกเสียงเพลงและหรือภาพการแสดงต่าง ๆ อันเป็นวัสดุโทรทัศน์ตามกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2542)ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์พ.ศ. 2530 และได้รับประโยชน์ตอบแทนจากราคาจำหน่ายแผ่นวีซีดีและซีดีเพลงดังกล่าว โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนกรุงเทพมหานคร และไม่ใช่กรณีที่ได้รับยกเว้นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 70, 75, 76พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530มาตรา 4, 6, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91ให้แผ่นซีดีและวีซีดีของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน500 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และให้จ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1), มาตรา 70 วรรคสองพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530มาตรา 6, มาตรา 34 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าจำคุก 1 ปี ปรับ 350,000 บาทฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ 20,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นจำคุก 1 ปี ปรับ 370,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ปรับ185,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน สมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ให้แผ่นซีดีและวีซีดีของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 500 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษปรับน้อยลงนั้นเห็นว่า ของกลางที่จำเลยนำออกขายเสนอขายมีจำนวนเพียง500 แผ่น ไม่ปรากฏว่ามีราคาเท่าใด การกระทำของจำเลยทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายมากน้อยเพียงใด จึงไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นชัดว่าจำเลยกระทำผิดร้ายแรงถึงขนาดที่ควรลงโทษปรับเป็นจำนวนสูง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าจำคุก1 ปี ปรับ 350,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ 20,000 บาท นั้น หนักเกินไปสมควรแก้ให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าจำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ 10,000 บาท รวมเป็นจำคุก 6 เดือน และปรับ 110,000 บาทจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก3 เดือน และปรับ 55,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สมนึก เหมสุข
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พินิจ เพชรรุ่ง
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1246/2544
#40516
เปิดฉบับเต็ม

การที่ธนาคารโจทก์บอกเลิกสัญญาทรัสต์รีซีท เพื่อให้จำเลยนำเงินค่าสินค้า ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่โจทก์ชำระแทนจำเลยไปแล้วคืนโจทก์ทันทีพร้อมดอกเบี้ย เป็นผลเพียงให้สัญญาทรัสต์รีซีทสิ้นสุดลง ส่วนความผูกพันในเรื่องดอกเบี้ยตามสัญญาที่ล่วงมาแล้วก่อนบอกเลิกสัญญายังคงมีเหมือนเดิมกรณีไม่อาจนำเรื่องการกลับคืนสู่ฐานะเดิมมาใช้บังคับ

สัญญาทรัสต์รีซีทที่ให้สิทธิโจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์เรียกเก็บได้ตามประกาศของธนาคารโจทก์ มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนความเสียหายไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเบี้ยปรับตามสัญญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่งให้อำนาจศาลที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 1สำหรับการสั่งซื้อสินค้า โดยโจทก์ชำระหนี้ค่าสินค้าทุกรายการแทนจำเลยที่ 1 ไปเรียบร้อยแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทให้ไว้แก่โจทก์ เพื่อขอรับเอกสารสำหรับออกสินค้าที่ส่งมาจากต่างประเทศจำนวน 3 ฉบับ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจำเลยที่ 2จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้กับโจทก์เมื่อหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับครบกำหนด จำเลยที่ 1ไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาต่าง ๆที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์พร้อมทั้งทวงถามให้จำเลยทั้งห้าชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน1,833,663.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 1,485,271.05 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2ออกขายทอดตลาดบังคับจำนองและยึดทรัพย์อื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาด นำเงินสุทธิจากการขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ จนกว่าจะชำระครบถ้วน

จำเลยทั้งห้าให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งห้าในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม2541 เพราะโจทก์บอกเลิกสัญญาทุกประเภทแล้ว โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,833,663.39บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวนี้ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารโจทก์มีประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากลูกค้าต่ำกว่าอัตรานี้ ก็ให้คิดตามอัตราที่ประกาศนั้นแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 21 ต่อปี หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4106, 4110, 30485, 42467ตำบลแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าโจทก์ จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ดำเนินการเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศโดยการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตคือ โจทก์จะชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทยแล้วจำเลยที่ 1 จะมาทำสัญญาทรัสต์รีซีทให้ไว้แก่โจทก์เพื่อนำสินค้าออกจากกรมศุลกากรไปจำหน่าย รวมสัญญาทรัสต์รีซีทที่จำเลยที่ 1 ทำไว้แก่โจทก์เป็นจำนวน 3 ฉบับคือตามเอกสารหมาย จ.10 จ.11 และ จ.12 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.22 และ จ.23 นอกจากนั้นจำเลยที่ 2ยังได้จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันตามเอกสารหมาย จ.13ถึง จ.16 และ จ.18 ถึง จ.21.....

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ในข้อ 3 ว่า เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาแล้วคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ดังนั้น นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม2541 อันเป็นวันบอกเลิกสัญญา โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21ต่อปีไม่ได้ คงคิดได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น ในข้อนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า การบอกเลิกสัญญาทรัสต์รีซีท เอกสารหมาย จ.9 จ.10และ จ.11 เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าสินค้า ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่โจทก์ชำระแทนจำเลยที่ 1 ไปแล้วคืนโจทก์ทันทีพร้อมดอกเบี้ยเป็นผลเพียงให้สัญญาทรัสต์รีซีทสิ้นสุดลง ส่วนความผูกพันตามสัญญาที่ล่วงมาแล้วก่อนมีการบอกเลิกสัญญายังคงมีเหมือนเดิม กรณีไม่อาจนำเรื่องการกลับคืนสู่ฐานะเดิมมาใช้บังคับดังอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าได้ อย่างไรก็ตาม การที่ข้อ 4 และข้อ 7 ของสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวให้สิทธิโจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยที่ 1 ในอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์เรียกเก็บได้ตามประกาศของธนาคารโจทก์ และธนาคารโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 เมื่อผิดนัดในอัตราที่โจทก์ประกาศเป็นอัตราสูงสุดที่เรียกเก็บได้จากลูกหนี้ที่ผิดเงื่อนไข ซึ่งสูงกว่าอัตราสินเชื่อทั่วไปของธนาคารโจทก์ โดยตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.10 นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2540 ซึ่งจำเลยที่ 1ผิดนัด โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 22 ต่อปีสูงกว่าอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสำหรับสินเชื่อทั่วไปในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ร้อยละ 2.4 ต่อปี จากนั้นคิดเพิ่มขึ้นอีกสองครั้งเป็นร้อยละ 23 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2540และร้อยละ 25 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 แล้วคิดลดลงเหลือร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 กันยายน 2541 เป็นต้นมาสำหรับตามสัญญาทรัสต์รีซีท เอกสารหมาย จ.11 นับแต่วันที่ 2ตุลาคม 2540 ซึ่งจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์คิดดอกเบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 23 ต่อปี สูงกว่าอัตราร้อยละ 20.5 ต่อปีซึ่งเป็นอัตราสำหรับสินเชื่อทั่วไปในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ร้อยละ2.5 ต่อปี จากนั้นคิดเพิ่มขึ้นอีกครั้งเป็นร้อยละ 25 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 แล้วคิดลดลงเหลือร้อยละ 21 ต่อปีนับแต่วันที่ 14 กันยายน 2541 เป็นต้นมา ส่วนตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.12 นับแต่วันที่ 8 มกราคม 2541 ซึ่งจำเลยที่ 1ผิดนัด โจทก์คิดดอกเบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 25ต่อปี สูงกว่าอัตราร้อยละ 21 ต่อปี สำหรับสินเชื่อทั่วไปในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ร้อยละ 4 ต่อปี จากนั้นลดลงมาเหลือร้อยละ 21 ต่อปีนับแต่วันที่ 14 กันยายน 2541 เป็นต้นมา ปรากฏตามประกาศธนาคารโจทก์และตารางอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อของธนาคารโจทก์เอกสารหมาย จ.25 และตารางแสดงภาระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับเอกสารหมาย จ.26 จ.27 และ จ.28ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดเอาจากจำเลยที่ 1 สูงกว่าดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อทั่วไปโดยอาศัยสิทธิตามข้อสัญญามีลักษณะเป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนความเสียหายไว้ล่วงหน้าดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามสัญญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ เมื่อได้คำนึงถึงทางได้เสียทุกอย่างของโจทก์ในคดีนี้ ตลอดจนสภาวะเศรษฐกิจและการเงินแล้วเห็นสมควรลดเบี้ยปรับให้ต่ำลง โดยนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม2540, 2 ตุลาคม 2540 และ 8 มกราคม 2541 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.10จ.11 และ จ.12 ตามลำดับให้โจทก์คิดดอกเบี้ยสำหรับต้นเงินที่ค้างชำระตามสัญญาแต่ละฉบับดังกล่าวได้ในอัตราคงที่ร้อยละ21.5 ต่อปี ถึงวันที่ 13 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่โจทก์ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกหนี้ที่ผิดเงื่อนไขลงเหลือร้อยละ 21 ต่อปี และนับจากวันที่ 14 กันยายน 2541 ในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับอัตราดอกเบี้ยหลังฟ้องนั้น หากธนาคารโจทก์มีประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากลูกหนี้ที่ผิดเงื่อนไขต่ำกว่าร้อยละ 21 ต่อปี ก็ให้คิดตามอัตราที่ประกาศนั้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าชำระต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีท เอกสารหมาย จ.10 จ.11 และ จ.11 และจ.12 จำนวน 440,091.05 บาท 239,680 บาท และ805,500 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21.5ต่อปี จากต้นเงินตามสัญญาแต่ละฉบับดังกล่าว นับแต่วันที่ 27สิงหาคม 2540, 2 ตุลาคม 2540 และ 8 มกราคม 2541ตามลำดับ ถึงวันที่ 13 กันยายน 2541 และอัตราร้อยละ 21ต่อปี นับแต่วันที่ 14 กันยายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์สำหรับอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง นั้น หากธนาคารโจทก์มีประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากลูกหนี้ที่ผิดเงื่อนไขต่ำกว่าร้อยละ 21 ต่อปี ก็ให้คิดตามอัตราที่ประกาศนั้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร เอเชีย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท เสรีเคมีเกษตรและอุตสาหกรรม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
พินิจ เพชรรุ่ง
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1246/2544
#98837
เปิดฉบับเต็ม

การที่ธนาคารโจทก์บอกเลิกสัญญาทรัสต์รีซีท เพื่อให้จำเลยนำเงินค่าสินค้า ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่โจทก์ชำระแทนจำเลยไปแล้วคืนโจทก์ทันทีพร้อมดอกเบี้ย เป็นผลเพียงให้สัญญาทรัสต์รีซีทสิ้นสุดลง ส่วนความผูกพันในเรื่องดอกเบี้ยตามสัญญาที่ล่วงมาแล้วก่อนบอกเลิกสัญญายังคงมีเหมือนเดิม กรณีไม่อาจนำเรื่องการกลับคืนสู่ฐานะเดิมมาใช้บังคับได้

สัญญาทรัสต์รีซีทที่ให้สิทธิโจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์เรียกเก็บได้ตามประกาศของธนาคารโจทก์ มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนความเสียหายไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเบี้ยปรับตามสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ ๑ สำหรับการสั่งซื้อสินค้า โดยโจทก์ชำระหนี้ค่าสินค้าทุกรายการแทนจำเลยที่ ๑ ไปเรียบร้อยแล้ว ต่อมาจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาทรัสต์รีซีทให้ไว้แก่โจทก์ เพื่อขอรับเอกสารสำหรับออกสินค้าที่ส่งมาจากต่างประเทศจำนวน ๓ ฉบับ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจำเลยที่ ๒ จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ไว้กับโจทก์ เมื่อหนี้ตามสัญญา ทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับครบกำหนด จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาต่าง ๆ ที่จำเลยที่ ๑ ทำไว้กับโจทก์พร้อมทั้งทวงถามให้จำเลยทั้งห้าชำระหนี้พร้อมทั้งบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ ๒ แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๑,๘๓๓,๖๖๓.๓๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑,๔๘๕,๒๗๑.๐๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๒ ออกขายทอดตลาดบังคับจำนอง และยึดทรัพย์อื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาด นำเงินสุทธิจากการขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะชำระครบถ้วน

จำเลยทั้งห้าให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจเคมีเกษตรและเป็นลูกค้าของโจทก์ตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาประเภทต่าง ๆ โดยมีจำเลยที่ ๒ จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันไว้กับโจทก์ ในการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศโจทก์ให้วงเงินสินเชื่อแก่จำเลยที่ ๑ จำนวน ๑๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์ไม่ยอมปล่อยเงินให้แก่จำเลยที่ ๑ ทั้งหมดจนกระทั่งปี ๒๕๓๙ โจทก์ปล่อยเงินให้จำเลยที่ ๑ ได้เพียง ๗๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทำให้จำเลยที่ ๑ ประสบปัญหาในการประกอบธุรกิจจนทำให้จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ รวมทั้งหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทในคดีนี้ การที่โจทก์หยุดปล่อยสินเชื่อแก่จำเลยที่ ๑ ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีนี้ การคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของโจทก์ไม่ถูกต้อง และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งห้าในอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๑ เพราะโจทก์บอกเลิกสัญญาทุกประเภทกับจำเลยทั้งห้าแล้ว โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเพียงอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องมาจึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน ๑,๘๓๓,๖๖๓.๓๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารโจทก์มีประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากลูกค้าต่ำกว่าอัตรานี้ ก็ให้คิดตามอัตราที่ประกาศนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๒๑ ต่อปี หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๐๖, ๔๑๑๐, ๓๐๔๘๕, ๔๒๔๖๗ ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งห้าขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกค้าโจทก์ จำเลยที่ ๑ ตกลงให้โจทก์ดำเนินการเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศโดยการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตคือ โจทก์จะชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ ๑ เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทยแล้วจำเลยที่ ๑ จะมาทำสัญญาทรัสต์รีซีทให้ไว้แก่โจทก์เพื่อนำสินค้าออกจากกรมศุลกากรไปจำหน่าย รวมสัญญาทรัสต์รีซีทที่จำเลยที่ ๑ ทำไว้แก่โจทก์เป็นจำนวน ๓ ฉบับ คือตามเอกสารหมาย จ. ๑๐ จ. ๑๑ และ จ. ๑๒ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. ๒๒ และ จ. ๒๓ นอกจากนั้น จำเลยที่ ๒ ยังได้จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันตามเอกสารหมาย จ. ๑๓ ถึง จ. ๑๖ และ จ. ๑๘ ถึง จ. ๒๑

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าข้อ ๒ และข้อ ๔ โดยจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่รับฟังพยานหลักฐานของจำเลยทั้งห้าที่นำสืบว่าจำเลยที่ ๑ นำเช็คจากลูกค้ามาชำระหนี้แก่โจทก์และโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คดังกล่าวแล้วโดยวินิจฉัยว่าเป็นการนำสืบที่แตกต่างจากคำให้การนั้น เป็นการไม่ชอบ ในข้อนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยทั้งห้า จำเลยทั้งห้าต่อสู้ว่า จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้เนื่องจากโจทก์ไม่ยอมปล่อยเงินให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามวงเงินจนจำเลยที่ ๑ ประสบปัญหาทางการเงินเท่ากับยอมรับว่าจำเลยที่ ๑ ยังไม่ได้ชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง การนำสืบของจำเลยทั้งห้าในข้อนี้จึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่รับฟังพยานหลักฐานตามข้อนำสืบดังกล่าวจึงชอบแล้ว

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ในข้อ ๓ ว่า เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาแล้วคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ดังนั้น นับแต่วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๑ อันเป็นวันบอกเลิกสัญญา โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี ไม่ได้คงคิดได้เพียงอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี เท่านั้น เห็นว่า การบอกเลิกสัญญาทรัสต์รีซีท เอกสารหมาย จ. ๙ จ. ๑๐ และ จ. ๑๑ เพื่อให้จำเลยที่ ๑ นำเงินค่าสินค้า ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่โจทก์ชำระแทนจำเลยที่ ๑ ไปแล้วคืนโจทก์ทันทีพร้อมดอกเบี้ย เป็นผลเพียงให้สัญญาทรัสต์รีซีทสิ้นสุดลง ส่วนความผูกพันตามสัญญาที่ล่วงมาแล้วก่อนมีการบอกเลิกสัญญายังคงมีเหมือนเดิม กรณีไม่อาจนำเรื่องการกลับคืนสู่ฐานะเดิมมาใช้บังคับได้ อย่างไรก็ตาม การที่ข้อ ๔ และข้อ ๗ ของสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวให้สิทธิโจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยที่ ๑ ในอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์เรียกเก็บได้ตามประกาศของธนาคารโจทก์ และธนาคารโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ ๑ เมื่อผิดนัดในอัตราที่โจทก์ประกาศเป็นอัตราสูงสุดที่เรียกเก็บได้จากลูกหนี้ที่ผิดเงื่อนไข ซึ่งสูงกว่าอัตราสินเชื่อทั่วไปของธนาคารโจทก์โดยตามสัญญาทรัสต์รีซีท เอกสารหมาย จ. ๑๐ นับแต่วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๐ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ผิดนัด โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ ๑ ในอัตราร้อยละ ๒๒ ต่อปี สูงกว่าอัตราร้อยละ ๑๙.๕ ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสำหรับสินเชื่อทั่วไปในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ร้อยละ ๒.๕ ต่อปี จากนั้นคิดเพิ่มขึ้นอีกสองครั้งเป็นร้อยละ ๒๓ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๐ และร้อยละ ๒๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๑ แล้วคิดลดลงเหลือร้อยละ ๒๑ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๑ เป็นต้นมาสำหรับตามสัญญาทรัสต์รีซีท เอกสารหมาย จ. ๑๑ นับแต่วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ผิดนัด โจทก์คิดดอกเบี้ยเอาจากจำเลยที่ ๑ ในอัตราร้อยละ ๒๓ ต่อปี สูงกว่าอัตราร้อยละ ๒๐.๕ ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสำหรับสินเชื่อทั่วไปในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ร้อยละ ๒.๕ ต่อปี จากนั้นคิดเพิ่มขึ้นอีกครั้งเป็นร้อยละ ๒๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๑ แล้วคิดลดลงเหลือร้อยละ ๒๑ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๑ เป็นต้นมา ส่วนตามสัญญาทรัสต์รีซีท เอกสารหมาย จ. ๑๒ นับแต่วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๑ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ผิดนัด โจทก์คิดดอกเบี้ยเอาจากจำเลยที่ ๑ ในอัตราร้อยละ ๒๕ ต่อปี สูงกว่าอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี สำหรับสินเชื่อทั่วไปในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ร้อยละ ๔ ต่อปี จากนั้นลดลงมาเหลือร้อยละ ๒๑ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๑ เป็นต้นมา ปรากฏตามประกาศธนาคารโจทก์และตารางอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อของธนาคารโจทก์เอกสารหมาย จ. ๒๕ และ ตารางแสดงภาระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับ เอกสารหมาย จ. ๒๖ จ. ๒๗ และ จ. ๒๘ ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดเอาจากจำเลยที่ ๑ สูงกว่าดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อทั่วไป โดยอาศัยสิทธิตามข้อสัญญามีลักษณะเป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนความเสียหายไว้ล่วงหน้าดังกล่าว จึงเข้าลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามสัญญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ เมื่อได้คำนึงถึงทางได้เสียทุกอย่างของโจทก์ในคดีนี้ ตลอดจนสภาวะเศรษฐกิจและการเงินแล้ว เห็นสมควรลดเบี้ยปรับให้ต่ำลง โดยนับแต่วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๐ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ และ ๘ มกราคม ๒๕๔๑ อันเป็นวันที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัดตามสัญญาทรัสต์รีซีท เอกสารหมาย จ. ๑๐ จ. ๑๑ และ จ. ๑๒ ตามลำดับ ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยสำหรับต้นเงินที่ค้างชำระตามสัญญาแต่ละฉบับดังกล่าวได้ในอัตราคงที่ร้อยละ ๒๑.๕ ต่อปี ถึงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่โจทก์ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกหนี้ที่ผิดเงื่อนไขลงเหลือร้อยละ ๒๑ ต่อปี และนับจากวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๑ ในอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับอัตราดอกเบี้ยหลังฟ้องนั้น หากธนาคารโจทก์มีประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากลูกหนี้ที่ผิดเงื่อนไขต่ำกว่าร้อยละ ๒๑ ต่อปี ก็ให้คิดตามอัตราที่ประกาศนั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าชำระต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีท เอกสารหมาย จ. ๑๐ จ. ๑๑ และ จ. ๑๒ จำนวน ๔๔๐,๐๙๑.๐๕ บาท ๒๓๙,๖๘๐ บาท และ ๘๐๕,๕๐๐ บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑.๕ ต่อปี จากต้นเงินตามสัญญาแต่ละฉบับดังกล่าว นับแต่วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๐, ๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ และ ๘ มกราคม ๒๕๔๑ ตามลำดับ ถึงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๑ และอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องนั้น หากธนาคารโจทก์มีประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากลูกหนี้ที่ผิดเงื่อนไขต่ำกว่าร้อยละ ๒๑ ต่อปี ก็ให้คิดตามอัตราที่ประกาศนั้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเซีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเสรีเคมีเกษตรและอุตสาหกรรม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
พินิจ เพชรรุ่ง
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1237/2544
#36549
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ส. ในวันที่ 10 สิงหาคม2531 จำเลยไม่มีคู่สมรสเพราะจำเลยจดทะเบียนหย่ากับ ค. แล้วตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2515 จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 การที่จำเลยไม่มีคู่สมรสอยู่ในขณะที่จดทะเบียนสมรส แม้จำเลยจะแจ้งว่าจำเลยเคยสมรสแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็มีผลอย่างเดียวกันว่าจำเลยไม่มีคู่สมรสในขณะที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ส. นั่นเองการที่นายทะเบียนจดทะเบียนสมรสให้จำเลยกับ ส. โดยเชื่อว่าจำเลยไม่เคยสมรสมาก่อนจึงไม่อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหายและไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2531 เวลากลางวันจำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นางผกากรอง ศิริรมย์ เจ้าหน้าที่ปกครอง 3 และนายสุวิทย์ พุกกะเวส เจ้าพนักงานปกครอง 4อำเภอวารินชำราบ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่รับจดทะเบียนสมรสว่า "พยาน (จำเลย) เคยผ่านการสมรสแล้วกับนายคำหล้าหรือสิทธิชัย ศิลาเกษ มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นายวุฒิ ศิลาเกษ แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน" ซึ่งความจริงแล้วจำเลยเคยจดทะเบียนสมรสกับนายคำหล้าหรือสิทธิชัย ศิลาเกษ มาแล้ว เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม2514 ณ สำนักทะเบียนอำเภอเขื่อนใน จังหวัดอุบลราชธานี การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวเป็นเหตุให้นางผกากรอง ศิริรมย์ และนายสุวิทย์ พุกกะเวส หลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงได้จดทะเบียนอันเป็นเท็จลงในบันทึกให้ถ้อยคำและทะเบียนสมรส (คร 4) อันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน อันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ จึงได้จดทะเบียนสมรสให้จำเลยกับนายสาบุญจูง การกระทำของจำเลยดังกล่าวน่าจะเกิดความเสียหายแก่นายสุวิทย์ พุกกะเวส นางผกากรอง ศิริรมย์ นางนริสา ศรีวะรมย์ผู้อื่นและประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 267

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางนริสา ศรีวะรมย์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต 3 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2514 จำเลยจดทะเบียนสมรสกับนายคำหล้าหรือสิทธิชัย ศิลาเกษ และได้จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 4กรกฎาคม 2515 ตามสำเนาทะเบียนหย่าเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาวันที่ 10สิงหาคม 2531 จำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับนายสา บุญจูง โดยแจ้งต่อนายทะเบียนซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำตามหน้าที่ให้จดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐานว่าเคยสมรสแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่าการที่จำเลยแจ้งต่อนายทะเบียนว่าเคยสมรสแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับนายคำหล้าแต่ได้จดทะเบียนหย่ากันแล้วเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2515 นั้น เป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 จะต้องปรากฏว่าการแจ้งความเท็จนั้น อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ส่วนการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 จะต้องปรากฏว่าการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จนั้น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน แต่ปรากฏว่าขณะที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับนายสา เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2531 นั้น จำเลยไม่มีคู่สมรสอยู่ในขณะจดทะเบียนสมรส เพราะจำเลยจดทะเบียนหย่ากับนายคำหล้าแล้วตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2515 การจดทะเบียนสมรสของจำเลยกับนายสาจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขการสมรส ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 บัญญัติไว้ ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่มีคู่สมรสอยู่ในขณะที่จดทะเบียนสมรส แม้จำเลยจะแจ้งต่อนายทะเบียนว่าจำเลยเคยสมรสแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็ผลอย่างเดียวกันว่าจำเลยไม่มีคู่สมรสในขณะที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับนายสานั่นเอง การที่นายทะเบียนจดทะเบียนสมรสให้จำเลยกับนายสา โดยเชื่อว่าจำเลยไม่เคยสมรสมาก่อนจึงไม่อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหายและไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 267
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุบลราชธานี
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาง นริสา ศรีวะรมย์
จำเลย — นาง ธนาภรณ์หรือหนูจอนหรือหนูจวน กุจะพันธ์หรือศิลาเกษหรือบุญจง
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1237/2544
#69469
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ส. ในวันที่ 10 สิงหาคม 2531 จำเลยไม่มีคู่สมรสเพราะจำเลยจดทะเบียนหย่ากัน ค. ไปก่อนแล้วจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขการสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452

จำเลยไม่มีคู่สมรสอยู่ในขณะที่จดทะเบียนสมรส แม้จำเลยจะแจ้งว่าจำเลยเคยสมรสแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็มีผลอย่างเดียวกัน การที่นายทะเบียนจดทะเบียนสมรสให้จำเลยกับ ส. โดยเชื่อว่า จำเลยไม่เคยสมรสมาก่อน จึงไม่อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย และไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 และมาตรา 267

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 137, 267

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางนริสา ศรีวะรมย์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต 3 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2514 จำเลยจดทะเบียนสมรสกับนายคำหล้าหรือสิทธิชัย ศิลาเกษ และได้จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2515 ตามสำเนาทะเบียนหย่าเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาวันที่ 10 สิงหาคม 2531 จำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับนายสา บุญจูง โดยแจ้งต่อนายทะเบียนซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำตามหน้าที่ให้จดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ ซึ่งมี วัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐานว่าเคยสมรสแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า การที่จำเลยแจ้งต่อนายทะเบียนว่าเคยสมรสแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับนายคำหล้าแต่ได้จดทะเบียนหย่ากันแล้วเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2515 นั้น เป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานแจ้งความเท็จตาม ป.อ. มาตรา 137 จะต้องปรากฏว่าการแจ้งความเท็จนั้น อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ส่วนการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 267 จะต้องปรากฏว่าการแจ้งให้ เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จนั้น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน แต่ปรากฏว่าขณะที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับนายสาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2531 นั้น จำเลยไม่มีคู่สมรสอยู่ในขณะจดทะเบียนสมรส เพราะจำเลยจดทะเบียนหย่ากับนายคำหล้าแล้วตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2515 การจดทะเบียนสมรสของจำเลยกับนายสาจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขการสมรส ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1452 บัญญัติไว้ ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่มีคู่สมรสอยู่ในขณะที่จดทะเบียนสมรส แม้จำเลยจะแจ้งต่อนายทะเบียนว่าจำเลยเคยสมรสแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็มีผลอย่างเดียวกันว่าจำเลยไม่มีคู่สมรสในขณะที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับนายสานั่นเอง การที่นายทะเบียนจดทะเบียนสมรสให้จำเลยกับนายสาโดยเชื่อว่าจำเลยไม่เคยสมรสมาก่อนจึงไม่อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหายและไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 267
ป.พ.พ. ม. 1452
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุบลราชธานี
โจทก์ร่วม — นางนริสา ศรีวะรมย์
จำเลย — นางธนาภรณ์หรือหนูจอนหรือหนูจวน กุจะพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายชัยพร ศรีโบราณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1171/2544
#36548
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 ขับรถมาในทางโทโดยไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรคือ หยุดรถดูความปลอดภัยตามสัญญาณป้ายจราจรก่อนที่ขับผ่านเข้าไปในสี่แยก จำเลยที่ 2 ซึ่งขับรถมาในทางเอกก็ต้องชะลอรถลงแล้วดูความปลอดภัยก่อนด้วยเช่นกัน การที่จำเลยที่ 2 ขับรถไปชนบริเวณล้อหลังด้านขวาของรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับมาแม้ชนแล้วรถบรรทุกสิบล้อยังแล่นต่อไปอีกเป็นระยะทางยาวถึง 7 เมตร แสดงว่าจำเลยที่ 2 ขับรถมาด้วยความเร็วสูงจนไม่อาจหยุดรถทัน ไม่มีการชะลอก่อนถึงสี่แยกที่เกิดเหตุ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำโดยประมาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองขับรถด้วยความประมาทผ่านทางร่วมทางแยกไปด้วยความเร็ว เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันอย่างแรงในบริเวณสี่แยกจนพลิกคว่ำและชนเสาสัญญาณไฟจราจรของทางราชการเสียหาย จำเลยที่ 2 และเด็กชายวิโรจน์ได้รับอันตรายสาหัส ภายหลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสองหลบหนีไปโดยไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรทั้งไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จก่อนสืบพยานจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพเฉพาะข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 78

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 (ที่ถูกมาตรา 78 วรรคหนึ่ง), 160 วรรคหนึ่งให้ปรับ 2,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 157เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาทจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาดังกล่าวหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว เป็นการจำนนต่อพยานหลักฐาน ไม่มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จึงไม่ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกเสีย

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกพ่วงสิบแปดล้อไปตามถนนมุ่งหน้าจากอำเภอวาปีปทุมไปทางอำเภอสตึก ส่วนจำเลยที่ 2 ขับรถบรรทุกสิบล้อจากอำเภอพุทไธสงมุ่งหน้าไปทางอำเภอเกษตรวิสัยรถทั้งสองคันชนกันบริเวณกลางสี่แยกที่ถนนดังกล่าวตัดกัน คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำโดยประมาทตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจโทบัณฑิต เกษากิจ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพยัคฆภูมิพิสัยเบิกความว่า หลังจากรับแจ้งเหตุแล้วไปตรวจสถานที่เกิดเหตุพบรถบรรทุกพ่วงสิบแปดล้อพลิกตะแคงคว่ำทับเสาสัญญาณไฟจราจรและพบรถบรรทุกสิบล้อพลิกตะแคงอยู่ใกล้ ๆ กัน โดยมีร่องรอยการชนที่บริเวณล้อหลังด้านขวาของรถบรรทุกพ่วงสิบแปดล้อ และรอยครูดของล้อรถบนผิวถนนตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจรบริเวณที่เกิดเหตุเส้นทางสายอำเภอพุทไธสงไปอำเภอเกษตรวิสัยเป็นเส้นทางเอก ส่วนบริเวณเส้นทางสายอำเภอวาปีปทุมไปอำเภอสตึกเป็นเส้นทางโทบริเวณก่อนถึงสี่แยกในเส้นทางดังกล่าวมีป้ายจราจร อักษร"หยุด" แสดงไว้ เห็นว่าโดยปกติทั่วไปแล้วผู้ขับรถไม่ว่าจะขับมาจากทางทิศใดเมื่อขับไปถึงบริเวณสี่แยกจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษโดยจะต้องชะลอความเร็วลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีป้ายสัญญาณจราจรบอกให้"หยุด" ก็ต้องหยุดรถก่อนเพื่อดูว่าจะขับต่อไปปลอดภัยหรือไม่ หากเป็นรถที่แล่นมาจากทางเอกถึงแม้จะไม่มีสัญญาณป้ายจราจรบอกให้หยุดก็สมควรที่ผู้ขับจะชะลอรถจนกว่าจะแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วจึงจะขับต่อไปดังนั้น ในคดีนี้แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรคือ หยุดรถดูความปลอดภัยตามสัญญาณป้ายจราจรก่อนที่จะขับผ่านเข้าไปในสี่แยกจำเลยที่ 2 ซึ่งขับรถมาในทางเอกก็ต้องชะลอรถลงแล้วดูความปลอดภัยก่อนด้วยเช่นกัน มิใช่ว่าขับรถมาในทางเอกแล้วจะไม่ต้องระมัดระวังความปลอดภัยเมื่อถึงทางแยก การที่จำเลยที่ 2 ขับรถไปชนบริเวณล้อหลังด้านขวาของรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับมา จากการตรวจสถานที่เกิดเหตุพบรอยยางของล้อรถบรรทุกสิบล้อบนผิวถนนยาวประมาณ 7 เมตร จากจุดที่ชนไปถึงจุดที่รถคันดังกล่าวพลิกตะแคงซ้าย แสดงว่าจำเลยที่ 2 ขับรถมาด้วยความเร็วสูงจนไม่อาจหยุดรถทัน แม้ชนแล้วรถบรรทุกสิบล้อยังแล่นต่อไปอีกเป็นระยะทางยาวถึง 7 เมตร เมื่อพิจารณาประกอบกับสภาพของผลการถูกชนแล้วเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ขับรถบรรทุกสิบล้อมาด้วยความเร็วสูง ไม่มีการชะลอก่อนถึงสี่แยกที่เกิดเหตุ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำโดยประมาทตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อย่างไรก็ตาม การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำโดยประมาทมิใช่เกิดจากเจตนาชั่วร้าย แม้จะเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสแต่ผู้ที่ได้รับอันตรายสาหัสจากการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 2 ในครั้งนี้มีเพียงตัวจำเลยที่ 2 และบุตรชาย ซึ่งนับว่าจำเลยที่ 2 ได้รับผลร้ายจากการกระทำของตนพอสมควรแก่ความผิดแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นสมควรให้โอกาสแก่จำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดีสักครั้งหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกและปรับจำเลยที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ แต่เพื่อให้จำเลยที่ 2 มีความระมัดระวังในการขับรถมากยิ่งขึ้น จึงให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ไว้ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้งมีกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2ฟัง ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นาย เสถียร แก้วสนธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1157/2544
#36547
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่นมีอำนาจยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นได้ ซึ่งตามมาตรา 302 วรรคหนึ่ง ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีคือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น เมื่อมาตรา 290 วรรคหนึ่งมิได้กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ไว้ และวรรคห้าเป็นบทบัญญัติเชื่อมโยงมาจากวรรคหนึ่ง จึงไม่จำต้องระบุศาลที่จะรับคำร้องไว้ในวรรคห้าซ้ำอีกเพราะเป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายถึงศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีตามวรรคหนึ่ง เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดทุ่งสงซึ่งบังคับคดีแทนศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับเงินที่อายัดจากลูกหนี้ของจำเลยเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541แล้วส่งเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครศรีธรรมราชวันที่ 18 มกราคม 2542 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชวันที่ 29 มกราคม 2542 จึงอยู่ภายในกำหนดระยะเวลา 14 วัน ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์จำนวน 381,515 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอายัดเงินที่จำเลยทั้งสองจะได้รับจากโรงเรียนกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแขวงนครศรีธรรมราชในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 153/2541ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 36,500 บาทให้แก่ผู้ร้อง แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องได้ยื่นคำขอต่อศาลให้ออกหมายบังคับคดี และแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอื่นใดนอกจากเงินที่โจทก์ขออายัดไว้ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โรงเรียนกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดทุ่งสงเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 ดังนั้น ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเงินภายใน 14 วัน นับแต่วันดังกล่าว แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 29 มกราคม2542 ซึ่งสิ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้อง ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้พิจารณา

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์ผู้ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์และเจ้าพนักงานบังคับคดีรับกันว่าศาลจังหวัดทุ่งสงบังคับคดีตามหมายอายัดแทนศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดทุ่งสงได้รับเงินที่ถูกอายัดจากโรงเรียนกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราช ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541แล้วส่งเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2542 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชวันที่ 29 มกราคม 2542 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เกินกำหนด 14 วัน นับแต่วันชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดหรือไม่ พิเคราะห์แล้วประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 บัญญัติว่า "เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างใดของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้วห้ามมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีก แต่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเช่นว่านี้มีอำนาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ตนเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีสาระสำคัญ 2 ประการประการแรกเมื่อได้มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างใดของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ห้ามมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีกกับให้เจ้าหนี้รายอื่นดังกล่าวมามีอำนาจยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นอีกประการหนึ่งซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ชัดเจนว่าศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีคือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น สำหรับคดีนี้จึงได้แก่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากมาตรา 290 วรรคหนึ่ง มิได้กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ไว้ จึงได้บัญญัติในวรรคห้าของมาตราเดียวกันว่า "ในกรณีอายัดทรัพย์สินให้ยื่นคำขอเสียก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้" เมื่อวรรคห้านี้เป็นบทบัญญัติเชื่อมโยงมาจากวรรคหนึ่ง จึงไม่จำต้องระบุศาลที่จะรับคำร้องไว้ในวรรคห้าซ้ำอีกเพราะเป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายถึงศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีตามวรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดทุ่งสงส่งเงินที่อายัดให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครศรีธรรมราชวันที่ 18 มกราคม 2542 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชวันที่ 29 มกราคม 2542 จึงอยู่ภายในกำหนดระยะเวลา 14 วัน ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทุ่งสงคอนกรีตอัดแรง
ผู้ร้อง — นาย ยกชู ย้อยนวล
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศุภกรการโยธา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1157/2544
#40515
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290มีสาระสำคัญสองประการ ประการแรกเมื่อได้มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างใดของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้วห้ามมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีก กับให้เจ้าหนี้รายอื่นมีอำนาจยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นอีกประการหนึ่ง และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 วรรคหนึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่าศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีคือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้นเนื่องจากมาตรา 290 วรรคหนึ่ง ไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องไว้จึงได้บัญญัติไว้ในวรรคห้าว่าในกรณีอายัดทรัพย์สิน ให้ยื่นคำขอเสียก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ และเป็นบทบัญญัติที่เชื่อมโยงมาจากวรรคหนึ่งจึงไม่จำต้องระบุศาลที่จะรับคำร้องไว้ในวรรคห้าซ้ำอีกเพราะเป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายถึงศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีตามวรรคหนึ่ง เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีศาลจังหวัดทุ่งสงบังคับคดีตามหมายอายัดแทนศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 แล้วส่งเงินที่ถูกอายัดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2542การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชวันที่ 29 มกราคม 2542 จึงอยู่ในระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์จำนวน 381,515 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอายัดเงินที่จำเลยทั้งสองจะได้รับจากโรงเรียนกีฬา จังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแขวงนครศรีธรรมราชในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 153/2541ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 36,500 บาทให้แก่ผู้ร้อง แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องได้ยื่นคำขอต่อศาลให้ออกหมายบังคับคดีและแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอื่นใดนอกจากเงินที่โจทก์ขออายัดไว้ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โรงเรียนกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดทุ่งสงเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 ดังนั้น ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเงินภายใน 14 วัน นับแต่วันดังกล่าว แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 29มกราคม 2542 ซึ่งสิ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้พิจารณา

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลจังหวัดทุ่งสงบังคับคดีตามหมายอายัดแทนศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดทุ่งสงได้รับเงินที่ถูกอายัดจากโรงเรียนกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราชลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 แล้วส่งเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2542 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชวันที่ 29 มกราคม 2542คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เกินกำหนด 14 วัน นับแต่วันชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 บัญญัติว่า "เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างใดของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ห้ามมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีก แต่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเช่นว่านี้มีอำนาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ตนเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีสาระสำคัญ 2 ประการ ประการแรกเมื่อได้มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างใดของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ห้ามมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีก กับให้เจ้าหนี้รายอื่นดังกล่าวมามีอำนาจยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นอีกประการหนึ่ง ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ชัดเจนว่าศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีคือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น สำหรับคดีนี้จึงได้แก่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชเนื่องจากมาตรา 290 วรรคหนึ่งมิได้กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ไว้ จึงได้บัญญัติในวรรคห้าของมาตราเดียวกันว่า"ในกรณีอายัดทรัพย์สิน ให้ยื่นคำขอเสียก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่ชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้" เมื่อวรรคห้านี้เป็นบทบัญญัติเชื่อมโยงมาจากวรรคหนึ่ง จึงไม่จำต้องระบุศาลที่จะรับคำร้องไว้ในวรรคห้าซ้ำอีกเพราะเป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายถึงศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีตามวรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดทุ่งสงส่งเงินที่อายัดให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครศรีธรรมราชวันที่ 18 มกราคม 2542 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชวันที่ 29 มกราคม 2542 จึงอยู่ภายในกำหนดระยะเวลา14 วันตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290 ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทุ่งสงคอนกรีตอัดแรง
ผู้ร้อง — นาย ยกชู ย้อยนวล
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศุภกรการโยธา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1157/2544
#68702
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 290 กำหนดให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่นมีอำนาจยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นได้ ซึ่งตามมาตรา 302 วรรคหนึ่ง ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีคือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้นในคดีนี้คือศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อมาตรา 290 วรรคหนึ่ง มิได้กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ไว้ และวรรคห้าเป็นบทบัญญัติเชื่อมโยงมาจากวรรคหนึ่ง จึงไม่จำต้องระบุศาลที่จะรับคำร้องไว้ในวรรคห้าซ้ำอีกเพราะเป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายถึงศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีตามวรรคหนึ่ง เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดทุ่งสงซึ่งบังคับคดีแทนศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับเงินที่อายัดจากลูกหนี้ของจำเลยเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 แล้วส่งเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครศรีธรรมราชวันที่ 18 มกราคม 2542 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชวันที่ 29 มกราคม 2542 จึงอยู่ภายในกำหนดระยะเวลา 14 วัน ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์จำนวน 381,515 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอายัดเงินที่จำเลยทั้งสองจะได้รับจากโรงเรียนกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแขวงนครศรีธรรมราช ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 36,500 บาทให้แก่ผู้ร้อง แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องได้ยื่นคำขอต่อศาลให้ออกหมายบังคับคดี และแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอื่นใดนอกจากเงินที่โจทก์ขออายัดไว้ ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โรงเรียนกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดทุ่งสงเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 ดังนั้น ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเงินภายใน 14 วัน นับแต่วันดังกล่าว แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2542 ซึ่งสิ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้อง ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้พิจารณา

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ป.วิ.พ. มาตรา 290 บัญญัติว่า "เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างใดของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ห้ามมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีก แต่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเช่นว่านี้มีอำนาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ตนเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีสาระสำคัญ 2 ประการ ประการแรกเมื่อได้มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างใดของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ห้ามมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีก กับให้เจ้าหนี้รายอื่นดังกล่าวมามีอำนาจยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นอีกประการหนึ่ง ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีคือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น สำหรับคดีนี้จึงได้แก่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากมาตรา 290 วรรคหนึ่ง มิได้กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ไว้ จึงได้บัญญัติในวรรคห้าของมาตราเดียวกันว่า "ในกรณีอายัดทรัพย์สิน ให้ยื่นคำขอเสียก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้" เมื่อวรรคห้านี้เป็นบทบัญญัติเชื่อมโยงมาจากวรรคหนึ่ง จึงไม่จำต้องระบุศาลที่จะรับคำร้องไว้ในวรรคห้าซ้ำอีก เพราะเป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายถึงศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีตามวรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดทุ่งสงส่งเงินที่อายัดให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครศรีธรรมราชวันที่ 18 มกราคม 2542 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชวันที่ 29 มกราคม 2542 จึงอยู่ภายในกำหนดระยะเวลา 14 วัน ตามกฎหมาย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งคำร้องแล้วต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290 ม. 302 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดทุ่งสงคอนกรีตอัดแรง
ผู้ร้อง — นายยกชู ย้อยนวล
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดศุภกรการโยธา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายโมท ชูประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1147/2544
#99045
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของ ค. กับจำเลย และนำโฉนดที่ดินมอบให้แก่จำเลยยึดถือไว้เป็นหลักประกัน ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันระบุว่า ในการขอคืนหลักประกันจะกระทำได้ต่อเมื่อ ค. สิ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน โดยไม่ได้กระทำการใดให้นายจ้างเสียหาย เมื่อ ค. ลาออกจากการเป็นลูกจ้างจำเลย จึงเป็นการสิ้นสภาพการเป็นพนักงาน สัญญาค้ำประกันของโจทก์ทั้งสองย่อมระงับสิ้นไป แม้ ค. ทำหนังสือยินยอมเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ในการขอคืนหลักทรัพย์ใหม่ ก็หามีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองไม่ และข้อความในสัญญาค้ำประกันฉบับหลังหาใช่เป็นการขยายข้อความที่ว่า โดยไม่ได้กระทำการใดให้นายจ้างเสียหายตามสัญญาค้ำประกันเดิม ดังนั้นจำเลยจึงต้องคืนโฉนดที่ดินหลักทรัพย์ค้ำประกันแก่โจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนโฉนดที่ดินเลขที่ ฉต. 19212 ตำบลเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พร้อมบ้านทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ที่ตั้งอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์ทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 128,401.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 117,600 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า นายคธาเทพไม่ได้จงใจหรือละทิ้งหน้าที่ไม่เก็บเงินจากลูกค้า 5 ราย ให้แก่จำเลย เนื่องจากได้ย้ายไปประจำเขตอื่นพ้นความรับผิดชอบไปแล้ว และการที่นายคธาเทพทำหนังสือให้คำยินยอมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การขอคืนหลักทรัพย์ค้ำประกันเอกสารหมาย ล. 9 ว่า ถอนหลักทรัพย์ประกันคืนได้ต่อเมื่อนายคธาเทพสิ้นสุดการเป็นพนักงานและจำเลยได้รับชำระค่าสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อจากนายคธาเทพครบถ้วนนั้น โจทก์ทั้งสองไม่ได้ยินยอมด้วย พิพากษาให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินเลขที่ ฉต. 19212 แก่โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นให้ยกและยกฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอรับโฉนดที่ดินเลขที่ ฉต. 19212 คืนจากจำเลยหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 นายคธาเทพได้เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยทำหน้าที่พนักงานขาย มีหน้าที่ขายผลิตภัณฑ์ยาของจำเลยให้แก่ลูกค้าตามภูมิภาคต่าง ๆ มีโจทก์ทั้งสองเข้าเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานมีความรับผิดชอบร่วมกันในวงเงิน 300,000 บาท และโจทก์ทั้งสองได้มอบโฉนดที่ดินเลขที่ ฉต. 19212 ให้แก่จำเลยไว้เป็นหลักประกันด้วย ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล. 8 ต่อมาวันที่ 1 มกราคม 2541 นายคธาเทพได้ลาออกจากการทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 โจทก์ทั้งสองได้มีหนังสือขอให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินเลขที่ ฉต. 19212 แก่โจทก์ทั้งสอง ตามหนังสือเรื่องถอนการค้ำประกันให้ส่งโฉนดที่ดินคืนและใบตอบรับ แต่จำเลยไม่คืน และยังฟังได้อีกว่า นายคธาเทพขายเวชภัณฑ์ยาให้แก่ลูกค้าของจำเลยรวม 5 ราย แต่ขณะเมื่อถึงกำหนดเก็บเงินค่าสินค้าเวชภัณฑ์ยาจากลูกค้า นายคธาเทพได้ย้ายไปรับผิดชอบในเขตอื่น ภาระความรับผิดชอบของนายคธาเทพซึ่งจะต้องเก็บเงินจากลูกค้าจึงตกได้แก่พนักงานขายคนใหม่ การที่ลูกค้าทั้งห้ารายผิดนัดชำระหนี้ค่าสินค้าเวชภัณฑ์ยาแก่จำเลยจึงไม่อยู่ในความรับผิดของนายคธาเทพ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ต้องชำระเงินตามฟ้องแย้งแก่จำเลย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2540 นายคธาเทพได้ทำหนังสือให้คำยินยอมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การขอถอนคืนหลักทรัพย์ค้ำประกันเอกสารหมาย ล. 9 ไว้ต่อจำเลยโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมไว้จากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาดังกล่าว เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล. 8 ข้อ 5 ระบุว่า "?และในการขอถอนคืนหลักทรัพย์ในการค้ำประกันจะกระทำได้ต่อเมื่อนายคธาเทพได้สิ้นสุดสภาพจากการเป็นพนักงานของบริษัทแล้วเป็นเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่พ้นสภาพการจ้างดังกล่าว โดยไม่ได้กระทำการใดให้นายจ้างเสียหาย เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากนายจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนทุกครั้ง?" ดังนั้นเมื่อปรากฏว่านายคธาเทพได้ลาออกจากการทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยโดยที่ไม่ปรากฏว่านายคธาเทพได้กระทำการใดให้จำเลยเสียหายแล้ว จำเลยจำต้องคืนโฉนดที่ดินเลขที่ ฉต. 19212 แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนการที่นายคธาเทพยินยอมลงลายมือชื่อในหนังสือให้คำยินยอมตามเอกสารหมาย ล. 9 ก็ผูกพันเฉพาะนายคธาเทพผู้ที่ตกลงยินยอมแต่เพียงผู้เดียว หามีผลผูกพันถึงโจทก์ทั้งสองผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นผู้มอบโฉนดที่ดินอันเป็นหลักทรัพย์ประกันที่มิได้ตกลงยินยอมด้วยไม่ ทั้งข้อความในหนังสือให้ความยินยอมตามเอกสารหมาย ล 9 ที่ว่า การขอคืนหลักทรัพย์ค้ำประกันจะกระทำได้ต่อเมื่อนายคธาเทพสิ้นสุดสภาพการเป็นลูกจ้างและจำเลยได้รับการชำระหนี้การสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าที่นายคธาเทพเป็นผู้ขายสินค้าให้ไว้ครบถ้วนแล้ว ก็เห็นได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ในการขอคืนหลักทรัพย์ใหม่ตามที่กำหนดไว้เดิมในหนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับแรกข้อ 5 ที่กำหนดว่า โจทก์ทั้งสองจะถอนคืนหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ต่อเมื่อนายคธาเทพสิ้นสุดสภาพการเป็นลูกจ้างโดยที่นายคธาเทพมิได้กระทำการใดให้จำเลยเสียหาย ข้อความในเอกสารหมาย ล. 9 ดังกล่าวหาใช่เป็นการขยายข้อความที่ว่า "โดยไม่ได้กระทำการใดให้จำเลยเสียหาย" ในสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย ล. 9 ดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินอันเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 680 ม. 698
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกรรณิการ์ แซ่โอ้ว กับพวก
จำเลย — บริษัทไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประภัทรพงษ์ ฉายสิว
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1135/2544
#36546
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้านมกล่อง และรับสินค้าจากโจทก์ไปครบถ้วนแล้วเป็นเงิน 1,082,105.40 บาท แต่จำเลยไม่ชำระเงินค่าสินค้าขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นตัวแทนค้าต่างของโจทก์ จำเลยได้รับสินค้าและได้นำไปส่งมอบให้แก่ผู้สั่งซื้อแล้วชอบที่จะได้ค่าบำเหน็จในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าบำเหน็จจำนวน 674,325.79 บาท แก่จำเลย ตามคำฟ้องและฟ้องแย้งเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำว่าสัญญาทำกันด้วยเป็นเรื่องอะไรผลของสัญญาจะเป็นเช่นใด ซึ่งต่างอ้างว่าอีกฝ่ายต้องรับผิดตามสัญญาเกี่ยวกับการกระทำอันเดียวกัน จำเลยย่อมฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงินได้เพราะเป็นเงินที่เกี่ยวเนื่องกับจำนวนหนี้ที่โจทก์ฟ้องจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาซื้อขายนมกล่อง ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 1,197,173.65 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้จำเลยเข้าใจว่าโจทก์จำเลยมีนิติสัมพันธ์กันอย่างไรจำเลยจะต้องรับผิดชอบในจำนวนหนี้ตามฟ้องในฐานะใด ทำให้ไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยผิดสัญญาตัวแทนค้าต่างอย่างไร จำเลยไม่มีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบเพื่อการชำระหนี้แทนผู้สั่งซื้อสินค้าและฟ้องแย้งว่าจำเลยเป็นตัวแทนค้าต่างของโจทก์เป็นผู้จำหน่ายนม ยู เอช ที ให้แก่โรงเรียนในสังกัดสำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติแทนโจทก์ซึ่งจำเลยชอบที่ได้รับบำเหน็จจากโจทก์ จึงขอให้โจทก์ชำระค่าบำเหน็จในการเป็นตัวแทนค้าต่างแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลย ส่วนฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้านมกล่อง(UHT) และนมพาสเจอร์ไรส์ และรับสินค้าจากโจทก์ไปครบถ้วนแล้วเป็นเงิน1,082,105.40 บาท เมื่อถึงกำหนดชำระเงินค่าสินค้า จำเลยไม่ชำระขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นตัวแทนค้าต่างของโจทก์ จำเลยได้รับสินค้าจากโจทก์และได้นำไปส่งมอบให้แก่ผู้สั่งซื้อแล้ว จำเลยชอบที่จะได้ค่าบำเหน็จในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าบำเหน็จจำนวน 674,325.79 บาทแก่จำเลย เห็นว่า ตามคำฟ้องและตามฟ้องแย้งนั้นเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำสัญญาว่าสัญญาทำกันด้วยเรื่องอะไร ผลของสัญญาจะเป็นเช่นใดซึ่งโจทก์และจำเลยต่างอ้างว่าอีกฝ่ายต้องรับผิดตามข้อสัญญาเกี่ยวกับการกระทำอันเดียวกัน เช่นนี้จำเลยย่อมฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงินค่าบำเหน็จในฐานะเป็นตัวแทนค้าต่างของโจทก์ได้เพราะเป็นเงินที่เกี่ยวเนื่องกับจำนวนหนี้ที่โจทก์ฟ้องนั่นเอง จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสาม ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ทิปโก้เกษตรกรรม จำกัด
จำเลย — นาย วัฒนพงษ์ จงชานะสิทโธ
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1135/2544
#69478
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาซื้อขายนมกล่อง ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ จำเลยให้การและ ฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นตัวแทนค้าต่างของโจทก์ จำเลยได้รับสินค้าและได้นำไปส่งมอบให้แก่ผู้สั่งซื้อแล้ว ชอบที่จะได้ ค่าบำเหน็จจากโจทก์ ตามคำฟ้องและฟ้องแย้งเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำสัญญาว่าทำกันด้วยเรื่องอะไร ผลของสัญญาจะเป็นเช่นใด ซึ่งโจทก์และจำเลยต่างอ้างว่าอีกฝ่ายต้องรับผิดตามสัญญาเกี่ยวกับการกระทำอันเดียวกัน จำเลยย่อมฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงินค่าบำเหน็จได้ เพราะเป็นเงินที่เกี่ยวเนื่องกับจำนวนหนี้ที่โจทก์ฟ้อง จึงเป็นเรื่องทีเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยจำนวน ๑,๑๙๗,๑๗๓.๒๕ บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า?จำเลยไม่มีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบเพื่อการชำระหนี้แทนผู้สั่งซื้อสินค้า จำเลยและโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จำเลยไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ ก่อนฟ้องไม่เคยได้รับการบอกกล่าวทวงถาม หนี้ขาดอายุความแล้ว และฟ้องแย้งว่าจำเลยเป็นตัวแทนค้าต่างของโจทก์โดยเป็นผู้จำหน่ายนม ยู เอช ที ให้แก่โรงเรียนในสังกัดสำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติแทนโจทก์ ซึ่งจำเลยชอบที่ได้รับบำเหน็จจากโจทก์ จึงขอให้โจทก์ ชำระค่าบำเหน็จในการเป็นตัวแทนค้าต่างแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลย ส่วนฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องแย้งเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาล ทั้งหมดให้จำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้านมกล่อง (UHT) และ นมพาสเจอร์ไรส์ และรับสินค้าจากโจทก์ไปครบถ้วนแล้วเป็นเงิน ๑,๐๘๒,๑๐๕.๔๐ บาท เมื่อถึงกำหนดชำระเงินค่าสินค้า จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นตัวแทนค้าต่างของโจทก์ จำเลยได้รับสินค้าจากโจทก์และได้นำไปส่งมอบให้แก่ผู้สั่งซื้อแล้ว จำเลยชอบที่จะได้ค่าบำเหน็จในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าบำเหน็จจำนวน ๖๗๔,๓๒๕.๗๙ บาท แก่จำเลย เห็นว่า ตามคำฟ้องและตามฟ้องแย้งนั้นเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทำสัญญาว่าสัญญาทำกันด้วยเรื่องอะไร ผลของสัญญาจะเป็นเช่นใด ซึ่งโจทก์และจำเลยต่างอ้างว่าอีกฝ่ายต้องรับผิดตามข้อสัญญาเกี่ยวกับการกระทำอันเดียวกัน เช่นนี้จำเลยย่อมฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงินค่าบำเหน็จในฐานะเป็นตัวแทนค้าต่างของโจทก์ได้ เพราะเป็นเงินที่เกี่ยวเนื่องกับจำนวนหนี้ที่โจทก์ฟ้องนั่นเอง จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิปโก้เกษตรกรรม จำกัด
จำเลย — นายวัฒนพงษ์ จงชานะสิทโธ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นางสาวศิริพร นันท์นฤมิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายฐานันท์ วรรณโกวิท
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1133/2544
#41086
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นลูกจ้างขับรถยนต์บรรทุกของกลางให้ผู้ร้อง การที่ผู้ร้องไม่ควบคุมดูแลโดยใกล้ชิดมิให้จำเลยบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ย่อมฟังได้ว่าเป็นการรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ผู้ร้องไม่อาจขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73 ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยและสั่งริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 8263 ระยอง ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางคันดังกล่าวและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางและผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องอ้างว่ารถยนต์บรรทุกของกลางนั้นได้ให้จำเลยเช่า และจำเลยได้นำรถยนต์บรรทุกของกลางไปรับจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดถาวรวิศวโยธา บรรทุกดิน หิน ทราย จนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเป็นคดีนี้ แต่กลับปรากฏจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของตัวจำเลยเองว่า จำเลยได้ให้การรับสารภาพว่ารถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 8263 ระยอง เป็นของผู้ร้องจำเลยเป็นลูกจ้างผู้ร้อง มีรายได้เดือนละประมาณ 5,000 บาท ซึ่งคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเช่นนี้เป็นการให้การในทันทีภายหลังจากที่ถูกจับกุม ยังไม่มีเวลาคิดทบทวนหาเหตุผลเพื่อมาสนับสนุนผู้ร้องในการร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้แม้จำเลยจะได้เบิกความตอบคำถามติงไว้ว่าจำเลยได้ทักท้วงพนักงานสอบสวนที่ระบุในคำให้การว่าจำเลยเป็นลูกจ้างผู้ร้อง คำเบิกความดังกล่าวก็ไม่น่าเชื่อเพราะไม่มีเหตุอันใดที่จำเลยจะไปทักท้วงพนักงานสอบสวนในสิ่งที่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดในทางอาญาของตน ส่วนหลักฐานอื่น ๆที่ผู้ร้องนำมาสืบไม่ว่าจะเป็นสัญญาเช่า สัญญาจ้างรถร่วมและบันทึกข้อตกลง ก็เป็นเอกสารที่อยู่ในความรับรู้ของผู้ร้อง และผู้ร้องสามารถจัดทำขึ้นมาเมื่อใดก็ได้ ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า จำเลยเป็นลูกจ้างขับรถยนต์บรรทุกของกลางให้ผู้ร้อง ดังนั้น การที่ผู้ร้องไม่ควบคุมดูแลโดยใกล้ชิดมิให้จำเลยบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ย่อมฟังได้ว่าเป็นการรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
ผู้ร้อง — นาง กำไล รัตนโชติ
จำเลย — นาย สามารถ วิไลแสง
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1131 -ที่ 1132/2544
#36545
เปิดฉบับเต็ม

ศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลโดยรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตแล้ว ต่อมาจำเลยกลับก่อสร้างชั้นวางของทำด้วยแผ่นเหล็กขึ้นใหม่ตามแนวรั้วกำแพงคอนกรีตตลอดทั้งแนวและไม่ยอมรื้อถอนชั้นวางของดังกล่าวตามคำบังคับ ศาลจึงบังคับให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายชั้นวางของออกไปจากที่ดินของโจทก์ การที่จำเลยโอนตึกและที่ดินให้แก่ ส. ไปแล้ว แต่จำเลยยังเป็นผู้จัดการดูแลครอบครองตึกจึงถือไม่ได้ว่าสภาพแห่งการบังคับคดีไม่เปิดช่องให้กระทำได้ จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือ ส. ผู้ซื้อตึกและที่ดินยังจะต้องปฏิบัติตามคำบังคับให้รื้อถอนขนย้ายชั้นวางของที่ก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์เช่นกัน โดยโจทก์ไม่ต้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับใหม่ คำบังคับของศาลชั้นต้นที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายจึงไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28 และมาตรา 35

ฎีกาของจำเลยที่ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับใหม่ให้จำเลยปฏิบัติตามไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ส่งสำนวนให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น มิใช่ข้อโต้แย้งกล่าวอ้างว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่จำต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264

คำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาให้รื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตเป็นการให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ปรากฏอยู่ในขณะยื่นฟ้อง สิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่ขณะฟ้องหรือเกิดขึ้นในอนาคตในระหว่างคดีจากการกระทำของจำเลยหรือที่จำเลยยินยอมให้กระทำขึ้น ย่อมต้องถูกบังคับให้รื้อถอนและขนย้ายด้วยเช่นกัน การที่จำเลยก่อสร้างชั้นวางของขึ้นใหม่หลังจากรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตแล้ว จึงถือว่ายังมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับให้ครบถ้วน จำเลยยังคงต้องชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาทที่มีอยู่ต่อเนื่องตราบเท่าที่จำเลยยังไม่รื้อถอนชั้นวางของออกไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากคดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 2ถึงที่ 4 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และเรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 4 เรียกจำเลยในสำนวนแรกและโจทก์ในสำนวนหลังว่า จำเลยต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีต เว้นแต่กันสาดคอนกรีตเสริมเหล็ก เครื่องปรับอากาศ และกล่องประตูเหล็กม้วนที่สร้างอยู่เดิมออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เดือนละ 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2530 จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตที่พิพาทออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1ถึงที่ 3 ในชั้นบังคับคดีจำเลยรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตออกไป แต่กลับก่อสร้างชั้นวางของซึ่งทำด้วยแผ่นเหล็กสูงประมาณ 1.47 เมตร ขึ้นใหม่ตลอดแนวฐานรั้วกำแพงคอนกรีตเดิมและไม่รื้อถอนหลังคากันสาดอะลูมิเนียมที่จำเลยสร้างคลุมบริเวณรั้วกำแพงคอนกรีตออกไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายชั้นวางของซึ่งทำด้วยแผ่นเหล็กหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน ศาลชั้นต้นจึงออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ที่ 1ถึงที่ 3 ให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายชั้นวางของซึ่งทำด้วยแผ่นเหล็กหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ออกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เดือนละ 2,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 9พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3

จำเลยยื่นคำร้องว่า ก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในชั้นบังคับคดีที่บังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น จำเลยได้โอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้นายแสงโรจน์ วนิชเวทย์พิบูล ผู้ซื้อไปแล้ว จำเลยจึงไม่ใช่เจ้าของสิ่งปลูกสร้างอีกต่อไป หากจำเลยยังต้องดำเนินการขนย้ายหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามคำบังคับของศาลแล้ว จะเป็นการล่วงละเมิดสิทธิผู้อื่นทั้งในทางแพ่งและทางอาญาเป็นการขัดต่อกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะปฏิบัติตามคำบังคับของศาลได้ สำหรับค่าเสียหายจำเลยได้ชดใช้ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 แล้วในชั้นที่จำเลยรื้อถอนกำแพงคอนกรีตไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ได้บังคับให้จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 อีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายต่อไปแม้จะยังไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ทำขึ้นใหม่ การที่ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม2539 จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1ถึงที่ 3 เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 27, 28และ 264 ขอให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย

ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2541 ว่า การบังคับคดีตามคำพิพากษาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่ใช่เหตุตามมาตรา 6 และ 264ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่จะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้ยกคำร้องในส่วนนี้ จำเลยทำสิ่งปลูกสร้างด้วยเหล็กขึ้นใหม่แทนสิ่งปลูกสร้างคอนกรีตเดิมซึ่งรื้อถอนไปแล้วโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาและสร้างความเดือดร้อนแก่โจทก์ ความเสียหายจึงยังคงมีอยู่แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงค่าเสียหายตามคำบังคับเพราะเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษา และจำเลยอ้างว่าได้โอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ผู้อื่นแล้ว จึงให้ไต่สวนคำร้องในส่วนนี้

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้รับโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคือนายแสงโรจน์ วินิชเวทย์พิบูล ซึ่งเป็นน้องจำเลย และจำเลยกับนายแสงโรจน์ยังคงครอบครองใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอยู่โดยสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยจะอ้างเหตุอื่นเพื่อไม่ต้องรื้อถอนตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหาได้ไม่ และเมื่อจำเลยยังไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจึงยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาทตามคำพิพากษาต่อไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เสร็จสิ้น ขอให้ออกหมายบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นให้ออกคำบังคับตามคำพิพากษาโดยให้เพิกถอนการออกคำบังคับของศาลชั้นต้นตามสำเนาคำบังคับเก็บอยู่ในสำนวนสารบัญอันดับที่ 220 และให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีต เว้นแต่กันสาดคอนกรีตเสริมเหล็กเครื่องปรับอากาศ และกล่องประตูเหล็กม้วนออกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1ถึงที่ 3 จำเลยได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลโดยรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตและได้ชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามฟ้องแล้ว ต่อมาจำเลยกลับก่อสร้างชั้นวางของทำด้วยแผ่นเหล็กขึ้นใหม่ตามแนวรั้วกำแพงคอนกรีตตลอดทั้งแนวและขัดขืนไม่ยอมรื้อถอนชั้นวางของดังกล่าวตามคำบังคับของศาลชั้นต้นโดยอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลฎีกาได้พิพากษาถึงที่สุดว่าการที่จำเลยก่อสร้างชั้นวางของดังกล่าวจำเลยมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา โดยมุ่งหวังที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จึงบังคับให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายชั้นวางของออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 420-421/2541 ซึ่งปรากฏว่าก่อนที่จำเลยจะฟังคำพิพากษาศาลฎีกาจำเลยได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยให้แก่นายแสงโรจน์วนิชเวทย์พิบูล น้องจำเลย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับและศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายชั้นวางของออกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2539จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกพิพาทให้แก่นายแสงโรจน์ วนิชเวทย์พิบูล ไปแล้วนั้น คำบังคับของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยรื้อถอนชั้นวางของออกไปจากที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลอื่นนั้นชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า หลังจากจำเลยโอนตึกและที่ดินให้แก่นายแสงโรจน์ไปแล้ว ตึกพิพาทยังใช้เป็นสำนักงานของบริษัทเกร็ทวอลทัวร์จำกัด ที่มีจำเลยกับนายแสงโรจน์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ทั้งจำเลยยังพักอาศัยอยู่ในตึกพิพาทแม้บริษัทเกร็ทวอลทัวร์ จำกัด จะเป็นผู้เช่าตึกพิพาทจากนายแสงโรจน์แต่จำเลยก็ยังเป็นผู้จัดการดูแลครอบครองตึก จึงถือไม่ได้ว่าสภาพแห่งการบังคับคดีไม่เปิดช่องให้กระทำได้ จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือนายแสงโรจน์ผู้ซื้อตึกและที่ดินยังจะต้องปฏิบัติตามคำบังคับให้รื้อถอนขนย้ายชั้นวางของที่ก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เช่นเดียวกัน โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ต้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับใหม่ คำบังคับของศาลชั้นต้นที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายจึงหาเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28 และมาตรา 35 ดังที่จำเลยอ้างไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยต้องปฏิบัติตามคำบังคับของศาลชั้นต้นนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับใหม่ให้จำเลยปฏิบัติตาม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ส่งสำนวนให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้นมิใช่ข้อโต้แย้งกล่าวอ้างว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่จำต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแต่ประการใดฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2539ในกรณีที่จำเลยไม่ยอมรื้อถอนชั้นวางของออกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3ต่อไปได้อีกหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 420-421/2541เป็นการวินิจฉัยในประเด็นโต้เถียงในชั้นบังคับคดีว่าจำเลยจะต้องรื้อถอนชั้นวางของที่ก่อสร้างขึ้นใหม่หลังจากรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตออกไปแล้วหรือไม่ ส่วนค่าเสียหายอันเนื่องมาจากมูลละเมิดที่จำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3183-3184/2538 ว่าให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เดือนละ 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2530 จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตออกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 แล้วเสร็จ คำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาให้รื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตจึงเป็นการให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ปรากฏอยู่ในขณะยื่นฟ้อง สิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งก่อสร้างใด ๆที่มีอยู่ขณะฟ้องหรือเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างคดีจากการกระทำของจำเลยหรือที่จำเลยยินยอมให้กระทำขึ้น ย่อมต้องถูกบังคับให้รื้อถอนและขนย้ายตามคำพิพากษาในคดีนี้ด้วยเช่นกันหากจำกัดให้รื้อถอนเฉพาะกำแพงรั้วคอนกรีตประการเดียวไม่มีผลถึงการก่อสร้างที่เกิดขึ้นในอนาคตต่อเนื่องมาและเกิดขึ้นระหว่างคดีดังเช่นที่จำเลยก่อสร้างชั้นวางของขึ้นใหม่ด้วยแล้ว จำเลยย่อมหาเหตุหลีกเลี่ยงโดยก่อสร้างสิ่งอื่นใดขึ้นใหม่เพื่อจะดื้อแพ่งไม่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาจนเกิดเป็นปัญหาขึ้นไม่มีที่สิ้นสุดดังกรณีของจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยก่อสร้างชั้นวางของขึ้นใหม่หลังจากรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตแล้วถือว่าจำเลยยังมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับให้ครบถ้วน จำเลยยังคงต้องชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท ที่มีอยู่ต่อเนื่องตราบเท่าที่จำเลยยังไม่รื้อถอนชั้นวางของออกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 420-421/2541มิได้กำหนดให้จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นจะต้องออกคำบังคับให้ตรงตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 และ 272 และจำเลยไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1ถึงที่ 3 อีกเดือนละ 2,000 บาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยปฏิบัติตามคำบังคับของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายชั้นวางของออกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เดือนละ 2,000 บาทตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามสำเนาคำบังคับ (เก็บอยู่ในสำนวนสารบัญอันดับที่ 220) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 272
พระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 28 ม. 35 ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธงชัย ศรีศิริเจริญพร กับพวก
จำเลย — นาย แสงดี วนิชเวทย์พิบูล
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1131 -ที่ 1132/2544
#68700
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะได้โอนตึกและที่ดินไปแล้ว จำเลยยังเป็นผู้จัดการดูแลครอบครองตึกพิพาทอยู่ จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือนาย ส. ผู้ซื้อตึกและที่ดินยังจะต้องปฏิบัติตามคำบังคับให้รื้อถอนขนย้ายชั้นวางของที่ก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 คำบังคับของศาลชั้นต้นที่ออกเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ที่จำเลยขอให้ส่งสำนวนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องการออกคำบังคับใหม่ มิใช่ข้อโต้แย้งกล่าวอ้างว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากคดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน ขอให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย

ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องว่า การบังคับคดีตามคำพิพากษาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่ใช่เหตุตามมาตรา 6 และ 264 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่จะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้ยกคำร้องในส่วนนี้ จำเลยทำสิ่งปลูกสร้างด้วยเหล็กขึ้นใหม่แทนสิ่งปลูกสร้างคอนกรีตเดิมซึ่งรื้อถอนไปแล้วโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาและสร้างความเดือดร้อนแก่โจทก์ ความเสียหายจึงยังคงมีอยู่แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงค่าเสียหายตามคำบังคับเพราะเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษา และจำเลยอ้างว่าได้โอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ผู้อื่นแล้ว จึงให้ไต่สวนคำร้องในส่วนนี้

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ออกหมายบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ออกคำบังคับตามคำพิพากษา โดยให้เพิกถอนการออกคำบังคับของศาลชั้นต้นตามสำเนาคำบังคับเก็บอยู่ในสำนวนสารบัญอันดับที่ 220 และให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับใหม่ตามรูปคดี

โจทกที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกพิพาทให้แก่นายแสงโรจน์ไปแล้วนั้น คำบังคับของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยรื้อถอนชั้นวางของออกไปจากที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลอื่นนั้นชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า หลังจากจำเลยโอนตึกและที่ดินให้แก่นายแสงโรจน์ไปแล้วตึกพิพาทยังใช้เป็นสำนักงานของบริษัทเกร็ทวอลทัวร์ จำกัด ที่มีจำเลยกับนายแสงโรจน์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ทั้งจำเลยยังพักอาศัยอยู่ในตึกพิพาท แม้บริษัทเกร็ทวอลทัวร์ จำกัด จะเป็นผู้เช่าตึกพิพาทจากนายแสงโรจน์ แต่จำเลยก็ยังเป็นผู้จัดการดูแลครอบครองตึก จึงถือไม่ได้ว่าสภาพแห่งการบังคับคดีไม่เปิดช่องให้กระทำได้ จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือนายแสงโรจน์ผู้ซื้อตึกและที่ดินยังจะต้องปฏิบัติตามคำบังคับให้รื้อถอนขนย้ายชั้นวางของที่ก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เช่นเดียวกัน โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ต้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับใหม่ คำบังคับของศาลชั้นต้นที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงหาเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28 และ มาตรา 35 ดังที่จำเลยอ้างไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยต้องปฏิบัติตามคำบังคับของศาลชั้นต้นนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ประการที่สอง ที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับใหม่ให้จำเลยปฏิบัติตาม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ส่งสำนวนให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น มิใช่ข้อโต้แย้งกล่าวอ้างว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่จำต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแต่ประการใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยปฏิบัติตามคำบังคับของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายชั้นวางของออกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามสำเนาคำบังคับ (เก็บอยู่ในสำนวนสารบัญอันดับที่ 220) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 28 ม. 35 ม. 264
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 272
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธงชัย ศรีศิริเจริญพร กับพวก
จำเลย — นายแสงดี วนิชเวทย์พิบูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ศาลอุทธรณ์ — นายนันทชัย เพียรสนอง
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา