คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1130/2544
#110363
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ให้ ส. เป็นผู้ลงชื่อทำสัญญาก่อสร้างตึกแถวในที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.2 มี ศ. ซึ่งเป็นไวยาวัจกรของจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นคู่สัญญา โจทก์เคยรู้จักกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสของจำเลยที่ 1 มาก่อน เคยเจรจาตกลงกับจำเลยที่ 2 เรื่องโจทก์ปรับปรุงที่ดินของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เขียนข้อความว่า "อาตมารับทราบแล้ว" และลงชื่อไว้ท้ายสัญญาเอกสารหมาย จ.2 เป็นการยืนยันได้ว่า จำเลยที่ 2 ให้สัตยาบันหนังสือดังกล่าวให้มีผลสมบูรณ์ผูกพันจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญา อีกทั้งหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 ระบุให้ ศ. มีอำนาจดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด การที่ ศ. ไปลงชื่อตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 โดยมีจำเลยที่ 2 ลงชื่อรับทราบไว้ท้ายสัญญาเพื่อให้โจทก์ดำเนินการก่อสร้างตึกแถวในที่ดินของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการจัดการศาสนสมบัติของวัดแล้ว กรณีไม่จำต้องทำหนังสือมอบอำนาจเป็นการเฉพาะเรื่องอีก จึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อของ ส.

กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ข้อ 2 ระบุว่า การกันที่ดินซึ่งเป็นที่วัดให้เป็นที่จัดประโยชน์จะกระทำได้ต่อเมื่อกรมการศาสนาเห็นชอบและได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม และข้อ 4 ระบุว่า การให้เช่าที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนาหรือที่วัดที่กันไว้เป็นที่จัดประโยชน์ที่มีกำหนดระยะเวลาเช่าเกิน 3 ปี จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนา แม้สัญญาก่อสร้างตึกแถวเอกสารหมาย จ. 2 จะไม่ใช่สัญญาเช่าโดยตรง แต่เป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขในอนาคต เพราะขณะทำสัญญาโจทก์ยังไม่ได้ปลูกสร้างอาคารและอาคารเหล่านั้นก็ยังไม่มี แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็มีผลให้เห็นได้ในอนาคตว่า หากโจทก์ปลูกสร้างอาคารแล้วเสร็จตามสัญญาย่อมจะมีผลให้จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตามสัญญา คือให้โจทก์มีสิทธิหาผู้เช่ามาจดทะเบียนการเช่ามีกำหนด 30 ปี กับจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเป็นจะต้องขอความเห็นชอบจากกรมการศาสนาก่อน เมื่อสัญญาก่อสร้างตึกแถวดังกล่าวยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาตามกฎกระทรวงจึงยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ยังไม่สามารถนำสัญญาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ปฏิบัติตามสัญญาได้ แต่การที่จำเลยที่ 1 รับเงินค่าหน้าดินจากโจทก์และโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการฟ้องขับไล่ผู้เช่าเดิมเป็นเงินเจ็ดแสนกว่าบาท แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ยอมให้โจทก์เข้าทำการก่อสร้างอาคารต่อไป ย่อมทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันปฏิบัติตามสัญญาก่อสร้างตึกแถว โดยให้จำเลยทั้งสองยื่นคำขออนุญาตต่อทางราชการเพื่อให้โจทก์ก่อสร้างอาคารตามแบบแปลนแผนผัง ลงชื่อในเอกสารต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการฟ้องขับไล่ผู้เช่าอาศัยในบริเวณที่ดินที่จะก่อสร้าง กับให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๙๓๖ และ ๓๙๙๓๗ ให้แก่โจทก์เข้าไปปลูกสร้างอาคาร ห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางการก่อสร้าง ให้จำเลยทั้งสองรับค่าหน้าดินที่เหลือจำนวน ๒๗๐,๐๐๐ บาท จากโจทก์และเมื่อก่อสร้างอาคารแล้วให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนการเช่าให้แก่ผู้เช่ามีกำหนด ๓๐ ปี หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าจำเลยทั้งสองไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้ร่วมกันและแทนกันคืนเงินที่โจทก์ดำเนินการตามสัญญาไปแล้วจำนวน ๙๔๑,๕๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๒๖ กับค่าเสียหายจำนวน ๔๐,๖๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราเดียวกันนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยมอบอำนาจให้นายเศรษฐ์ ภาษิตานนท์ ดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของจำเลยที่ ๑ และไม่ได้มอบอำนาจให้ทำสัญญากับโจทก์ตามฟ้อง คำสั่งมอบอำนาจให้นายเศรษฐ์ดำเนินการดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ ๒ แจ้งว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีอำนาจในการทำสัญญาเช่าเพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมการศาสนา โจทก์ไม่เคยแสดงตัวว่าได้เชิดนายสุรินทร์เป็นตัวแทน จำเลยทั้งสองไม่เคยรับเงิน ๑๓๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ ไม่เคยมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องขับไล่ผู้เช่าเดิม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินจำนวน ๗๐๕,๕๐๐ บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๓๖ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบและไม่โต้แย้งกันว่านายสุรินทร์ ปัญจพลากรกุล เป็นผู้ลงชื่อทำสัญญาก่อสร้างตึกแถวโดยมีนายเศรษฐ์ ภาษิตานนท์ ซึ่งเป็นไวยาวัจกรของจำเลยที่ ๑ ลงชื่อเป็นคู่สัญญาตามเอกสารหมาย จ.๒ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ มีว่า โจทก์เป็นตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อของนายสุรินทร์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ นายสุรินทร์ ปัญจพลากรกุล พระครูสุเทพ ธรรมรัตน์ และพระชินวงศ์พิพัฒน์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์เคยรู้จักกับจำเลยที่ ๒ มาก่อน เคยเจรจาตกลงกับจำเลยที่ ๒ เรื่องจะปรับปรุงที่ดินของจำเลยที่ ๑ ในฐานะที่จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าอาวาสของจำเลยที่ ๑ และมีอำนาจกระทำการใด ๆ ผูกพันแทนจำเลยที่ ๑ โจทก์ประสงค์จะเล่นการเมืองเกรงว่าจะกระทบต่อชื่อเสียง จึงให้นายสุรินทร์เป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ในการลงชื่อเป็นคู่สัญญา ส่วนจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ก็ให้นายเศรษฐ์ซึ่งเป็นไวยาวัจกรของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ลงชื่อในเอกสารหมาย จ.๒ นอกจากนั้นจำเลยที่ ๒ ยังเป็นผู้เขียนข้อความรับทราบสัญญาและลงชื่อไว้ท้ายสัญญาดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ ๑ นำสืบอ้างว่าขณะที่จำเลยที่ ๒ ลงชื่อในสัญญานั้นไม่ได้อ่านข้อความในสัญญา ขณะที่ลงชื่อเป็นไข้หวัดและทราบจากนายเศรษฐ์ว่าเป็นหนังสือให้ลงชื่อเพื่อปรับปรุงที่ดินของจำเลยที่ ๑ เท่านั้น เห็นว่า พยานโจทก์ต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญแห่งคดี จำเลยที่ ๒ เป็นพระเถระผู้ใหญ่ จำเลยที่ ๑ เป็นวัดทางศาสนา พยานโจทก์คงจะไม่กล้าเบิกความเท็จ อันเป็นการทำให้จำเลยทั้งสองต้องเสียหายโดยที่ไม่เป็นความจริง ที่จำเลยที่ ๒ อ้างว่าลงชื่อในเอกสารหมาย จ.๒ ในขณะที่จำเลยที่ ๒ กำลังเป็นไข้หวัด ไม่ได้อ่านข้อความในหนังสือสัญญาก็เป็นข้อกล่าวอ้างลอย ๆ และการเป็นเพียงไข้หวัดก็มิได้ทำให้ไม่สามารถอ่านข้อความในหนังสือสัญญาได้ และหากไม่สามารถอ่านหนังสือได้จริง จำเลยที่ ๒ ก็ย่อมจะขอเลื่อนไปก่อนจนกว่าจะหายไข้ได้ การที่จำเลยที่ ๒ เขียนข้อความว่า "อาตมารับทราบแล้ว" ยิ่งเป็นการยืนยันได้ว่า จำเลยที่ ๒ ได้เขียนข้อความดังกล่าวในขณะที่จำเลยที่ ๒ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกประการ และเป็นการให้สัตยาบันหนังสือดังกล่าวให้มีผลสมบูรณ์ผูกพันจำเลยที่ ๑ ให้ต้องรับผิดตามสัญญา ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาอ้างว่าข้อความตามเอกสารหมาย จ.๑ มิใช่เป็นการที่จำเลยที่ ๒ มอบอำนาจให้นายเศรษฐ์ ภาษิตานนท์ ลงชื่อทำสัญญาเอกสารหมาย จ.๒ เห็นว่า ตามข้อความในสัญญาเอกสารหมาย จ.๑ ข้อ ๑ ระบุว่า ให้นายเศรษฐ์มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด การที่นายเศรษฐ์ไปลงชื่อตามสัญญาเอกสารหมาย จ.๒ โดยมีจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสลงชื่อรับทราบไว้ท้ายสัญญาเพื่อให้โจทก์ดำเนินการก่อสร้างตึกแถวในที่ดินของวัดและให้ผลประโยชน์แก่วัด จึงเป็นการจัดการศาสนสมบัติของวัดแล้ว กรณีไม่จำต้องทำหนังสือมอบอำนาจเป็นการเฉพาะเรื่องตามที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาอีกทีหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อของนายสุรินทร์ ส่วนที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาอีกประการหนึ่งอ้างว่า การให้เช่าที่วัดที่กันไว้เป็นที่จัดประโยชน์ที่มีการกำหนดระยะเวลาเช่าเกิน ๓ ปี จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนา ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๑๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ นั้น เห็นว่า ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๑๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ข้อ ๒ ระบุว่า การกันที่ดินซึ่งเป็นที่วัดให้เป็นที่จัดประโยชน์จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อกรมการศาสนาเห็นชอบและได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม และข้อ ๔ ระบุว่า การให้เช่าที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนาหรือที่วัดที่กันไว้เป็นที่จัดประโยชน์ที่มีกำหนดระยะเวลาเช่าเกิน ๓ ปี จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนา แม้สัญญาก่อสร้างตึกแถวเอกสารหมาย จ.๒ จะไม่ใช่สัญญาเช่าโดยตรง แต่เป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขในอนาคต เพราะขณะทำสัญญาโจทก์ยังไม่ได้ปลูกสร้างอาคารและอาคารเหล่านั้นก็ยังไม่มี แต่การกระทำของจำเลยที่ ๑ ก็มีผลให้เห็นได้ในอนาคตว่าหากโจทก์ปลูกสร้างอาคารแล้วเสร็จตามสัญญาก็ย่อมจะมีผลให้จำเลยที่ ๑ ต้องปฏิบัติตามสัญญา คือให้โจทก์มีสิทธิหาผู้เช่ามาจดทะเบียนการเช่ามีกำหนด ๓๐ ปี กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเป็นจะต้องขอความเห็นชอบจากกรมการศาสนาก่อน เมื่อปรากฏว่าสัญญาก่อสร้างตึกแถวเอกสารหมาย จ.๒ ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาตามกฎกระทรวงดังกล่าว สัญญาก่อสร้างตึกแถวเอกสารหมาย จ.๒ จึงยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ยังไม่สามารถจะนำสัญญาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้ปฏิบัติตามสัญญาได้ แต่การที่จำเลยที่ ๑ รับเงินค่าหน้าดินจากโจทก์และโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการฟ้องขับไล่ผู้เช่าเดิมรวมเป็นเงิน ๗๐๕,๕๐๐ บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา แล้วจำเลยที่ ๑ ไม่ยอมให้โจทก์เข้าทำการก่อสร้างอาคารต่อไป ย่อมทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ ๑ จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 806 ม. 823
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมไปรษณีย์โทรเลข
จำเลย — บริษัทรัตนาวดี ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายพิชัย นาคขาว
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1128/2544
#99043
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย มีสภาพเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เมื่อบริษัทจำเลยได้มีประกาศแก้ไขเปลี่ยนแปลงการลงโทษทางวินัยลูกจ้างที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหนักขึ้นกว่าที่กำหนดไว้ ซึ่งไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 13 กำหนดไว้ เมื่อไม่ปรากฏว่าบริษัทจำเลยได้แจ้งข้อเรียกร้องให้มีการแก้ไขข้อตกลง หรือฝ่ายลูกจ้างได้ให้ความยินยอมแต่อย่างใด เพียงแต่บริษัทจำเลยได้ปิดประกาศให้ลูกจ้างทราบ แม้จะไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านก็ตาม ก็ยังไม่อาจถือว่าลูกจ้างให้ความยินยอมที่บริษัทจำเลยเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าว ดังนั้น ประกาศของจำเลย จึงไม่มีผลใช้บังคับกับบรรดาลูกจ้างได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าจ้าง 1,346 บาท แก่โจทก์และห้ามจำเลยหักค่าจ้างโจทก์ตามประกาศของจำเลย เรื่องการลงโทษพนักงานฯ อีกต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยคืนค่าจ้าง 1,346 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าประกาศของจำเลย เรื่อง การลงโทษพนักงานที่ได้รับใบเตือนความประพฤติ มีผลใช้บังคับตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือคู่มือพนักงาน ซึ่งเป็นข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย กำหนดขั้นตอนการดำเนินการทางวินัยว่า "พนักงานที่ประพฤติผิดกฎข้อบังคับของโรงแรม จะได้รับการพิจารณาลงโทษ....." ซึ่งข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามคู่มือพนักงานและประกาศของจำเลย เรื่อง การลงโทษพนักงานที่ได้รับใบเตือนความประพฤติมีสภาพเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างทั้งคู่ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมตามคู่มือพนักงาน พนักงานที่กระทำความผิดฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยสองครั้งแรกถูกลงโทษเพียงได้รับหนังสือเตือนเท่านั้น โดยมิได้ถูกลดค่าจ้างหรือเงินเดือนด้วย ต่อมาเมื่อกระทำความผิดครั้งที่สามจึงจะถูกลงโทษพนักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งการถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างนี้ก็หาเป็นภาระแก่จำเลยแต่อย่างใด ส่วนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามประกาศของจำเลย พนักงานที่ได้รับใบเตือนความประพฤติ 1 ใบ ซึ่งก็หมายถึงได้รับหนังสือเตือนครั้งแรกจะถูกลดเงินเดือน 5 เปอร์เซ็นต์ จะเห็นได้ว่าประกาศของจำเลยกำหนดโทษทางวินัยลูกจ้างของจำเลยที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหนักขึ้นกว่าที่กำหนดไว้เดิมในคู่มือพนักงานย่อมไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างของจำเลยยิ่งกว่า เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แจ้งข้อเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือลูกจ้างของจำเลยให้ความยินยอมในการที่จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามประกาศของจำเลยทั้งการที่จำเลยปิดประกาศให้ลูกจ้างของจำเลยทราบแล้วแม้จะไม่มีลูกจ้างคนใดคัดค้านก็ตาม ก็ยังไม่อาจถือว่าลูกจ้างของจำเลยให้ความยินยอมที่จำเลยเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวแล้ว ดังนั้น จำเลยไม่อาจที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการลงโทษพนักงานที่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการกระทำให้ผิดไปจากวิธีการลงโทษเดิมตามที่กำหนดไว้ในคู่มือพนักงานได้ ประกาศของจำเลยจึงไม่มีผลใช้บังคับกับบรรดาลูกจ้างของจำเลย จำเลยย่อมไม่มีอำนาจลดเงินเดือนโจทก์จำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าจ้างจำนวน 1,346 บาท แก่โจทก์ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 10 ม. 13 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอำนวย ลุนพงษ์
จำเลย — บริษัทแมนฮัตตั้นเซาว์น่า จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1127/2544
#36445
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฉ้อโกง เป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความกันแล้วย่อมทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)แต่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ด้วย อันเป็นการกระทำผิดกรรมเดียว และความผิดฐานดังกล่าวซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ หรือยอมความกันก็ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานนี้ ระงับไป คงระงับไปเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันจัดหางานให้แก่คนหางานโดยเรียกและรับเงินค่าบริการจากคนหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมาย และร่วมกันหลอกลวงนายสิทธิ์หรือโชคอนันต์ สุขแสง นายสุรชัย คงรัมย์ และนายสำราญ ควินรัมย์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยกับพวกสามารถจัดหางานและส่งผู้เสียหายทั้งสามไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ได้ แต่ผู้เสียหายทั้งสามต้องเสียเงินเป็นค่าบริการสมัครงานและค่าใช้จ่ายให้จำเลยกับพวก ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถส่งผู้เสียหายทั้งสามไปทำงานที่ประเทศดังกล่าวได้ ผู้เสียหายทั้งสามหลงเชื่อสมัครไปทำงานที่ประเทศดังกล่าวและมอบเงินให้แก่จำเลยกับพวกคนละ 80,000 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 91, 83 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี, 82, 30, 4 ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสามคนละ 80,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 3 ปี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 จำคุก 3 ปีรวมจำคุก 6 ปี กับให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามคนละ80,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 คงจำคุกจำเลย 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยชดใช้เงินคืนผู้เสียหายทั้งสามจนเป็นที่พอใจ และผู้เสียหายทั้งสามไม่ติดใจเอาความกับจำเลย จึงถอนคำร้องทุกข์และไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป อันเป็นการยอมความกันในความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)และศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาฉ้อโกงหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 91 ตรี อันเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทจึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 3 ปี แม้ความผิดฐานฉ้อโกงจะเป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)แต่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ด้วยอันเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบทศาลได้ลงโทษในความผิดฐานนี้ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 3 ปี และความผิดฐานดังกล่าวมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวแม้ผู้เสียหายทั้งสามจะถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายก็ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 91 ตรี ระงับไปคงระงับไปเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 30 ม. 82 ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นาย สมบูรณ์หรือพจน์ เพชรเกลอ
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1127/2544
#68699
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 เป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความกันแล้วย่อมทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) แต่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ด้วย อันเป็นการกระทำผิดกรรมเดียว แต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งศาลได้ลงโทษในความผิดฐานนี้ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความกันก็ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานนี้ระงับไป คงระงับไปเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 341 , 91 , 83 พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี , 82 , 30 , 4 ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสามคนละ 80,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 3 ปี และมีความผิดตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง , 82 จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี กับให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามคนละ 80,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง , 82 คงจำคุกจำเลย 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้ความผิดฐานฉ้อโกง จะเป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) แต่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ด้วย อันเป็นการกระทำผิดกรรมเดียว แต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลได้ลงโทษในความผิดฐานนี้ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 3 ปี และความผิดฐานดังกล่าวมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้ผู้เสียหายทั้งสามจะถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายก็ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ระงับไป คงระงับไปเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายสมบูรณ์หรือพจน์ เพชรเกลอ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายชิงชัย ศรประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1126/2544
#36444
เปิดฉบับเต็ม

ผู้รับมอบอำนาจจากกรมการจัดหางานผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโท บ. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อต่อมาจำเลยถูกจับกุมในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่มเมื่อร้อยตำรวจโท บ. ได้รับคำร้องทุกข์แล้ว จึงเป็นพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบกระทำผิดก่อน ย่อมมีอำนาจทำการสอบสวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคสาม (ข)และร้อยตำรวจโท บ. ได้ทำการสอบสวนตลอดมาในขณะที่ยังจับตัวจำเลยไม่ได้ จึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย หาจำต้องสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันจัดหางานให้แก่นายปราโมทย์ ยอดสุวรรณ์ นายวิเชียร รอนยุทธ นายชัยวัฒน์ อาวะบุตรนายธิติ ตรีสอน นายมนัส กองสังข์ และนายสมพงษ์ หลวงณเรณซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานในประเทศญี่ปุ่น โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งหกด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยทั้งสองกับพวกสามารถหางานให้ไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นได้ โดยต้องเสียค่าบริการและค่าใช้จ่ายอันเป็นความเท็จ ซึ่งความจริงแล้วไม่สามารถหางานต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่นได้ ผู้เสียหายทั้งหกหลงเชื่อ โดยนายปราโมทย์ ยอดสุวรรณ์นายวิเชียร รอนยุทธ นายชัยวัฒน์ อาวะบุตร และนายสมพงษ์ หลวงณเรณได้มอบเงินคนละ 250,000 บาท นายธิติ ตรีสอน และนายมนัส กองสังข์ได้มอบเงินคนละ 253,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสองกับพวกไป รวมเป็นเงิน 1,506,000 บาท เหตุเกิดที่แขวงสามเสนใน เขตพญาไทและแขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ตำบลถาวร อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ตำบลและอำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดปทุมธานี และตำบลห้วยไร่ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ เกี่ยวพันกันขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้เงินแก่นายปราโมทย์ ยอดสุวรรณ์ นายวิเชียร รอนยุทธ นายชัยวัฒน์ อาวะบุตร และนายสมพงษ์ หลวงณเรณ คนละ 250,000 บาท นายธิติ ตรีสอน และนายมนัส กองสังข์ คนละ 253,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุก 4 ปี และให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 240,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 250,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 และที่ 6 คนละ 253,000 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นความผิดต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่า 1 ท้องที่ขึ้นไปจำเลยที่ 1 ถูกจับได้ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่ม ซึ่งอยู่ในอำนาจการสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่มและเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน ร้อยตำรวจโทบำรุง เหรียญทองพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อได้รับคำร้องทุกข์เป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนเท่านั้น แต่หาใช่เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนที่มีอำนาจสรุปสำนวนเสนอความเห็นให้แก่พนักงานอัยการไม่ ดังนั้นการสอบสวนคดีนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 บัญญัติว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนมาตรา 19 วรรคสอง บัญญัติว่าพนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ และมาตรา 19 วรรคสาม บัญญัติว่าในกรณีข้างต้นพนักงานสอบสวนต่อไปนี้ เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน(ก) ถ้าจับผู้ต้องหาได้แล้ว คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจ (ข) ถ้าจับผู้ต้องหายังไม่ได้ คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจ หมายความว่า พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลเมื่อคดีนั้นมิได้มีการสอบสวนมาก่อน หรือมีการสอบสวนแล้ว แต่การสอบสวนนั้นไม่ชอบ กล่าวคือ สอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ไม่มีเขตอำนาจที่จะสอบสวน คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่านางสาววาสนา รักสกุล ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากกรมการจัดหางานผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโทบำรุง เหรียญทองพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน2539 ตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2540จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่มเมื่อร้อยตำรวจโทบำรุงได้รับคำร้องทุกข์แล้ว จึงเป็นพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบกระทำผิดก่อน ย่อมมีอำนาจทำการสอบสวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคสาม (ข)และร้อยตำรวจโทบำรุงได้ทำการสอบสวนตลอดมาในขณะที่ยังจับตัวจำเลยที่ 1 ไม่ได้ จึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 หาจำต้องสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 19 ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย วัลลภ เชียงน้อย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1126/2544
#91309
เปิดฉบับเต็ม

ว. ได้รับมอบอำนาจจากกรมการจัดหางานผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโท บ. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะถูกจับกุมในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่ม แต่การที่ร้อยตำรวจโท บ. ได้รับคำร้องทุกข์ไว้ก่อนแล้ว จึงถือว่าเป็นพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนอันเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนและมีอำนาจทำการสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคสาม (ข.) และร้อยตำรวจโท บ. ยังได้ทำการสอบสวนตลอดมาในขณะที่ยังจับตัวจำเลยที่ 1 ไม่ได้ จึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 หาจำต้องสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนท้องที่ที่จับได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10333/2542 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ป.อ. มาตรา 83, 91 ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้เงินแก่นายปราโมทย์ ยอดสุวรรณ์ นายวิเชียร รอนยุทธ นายชัยวัฒน์ อาวะบุตร และนายสมพงษ์ หลวงณเรณ คนละ 250,000 บาท นายธิติ ตรีสอน และนายมนัส กองสังข์ คนละ 253,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ป.อ. มาตรา 83 ให้จำคุก 4 ปี และให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 240,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 250,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 และที่ 6 คนละ 253,000 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ป.วิ.อ. มาตรา 120 บัญญัติว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน มาตรา 19 วรรคสอง บัญญัติว่า พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ และมาตรา 19 วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีข้างต้นพนักงานสอบสวนต่อไปนี้ เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน (ก) ถ้าจับผู้ต้องหาได้แล้ว คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจ (ข) ถ้าจับผู้ต้องหายังไม่ได้ คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจ หมายความว่า พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลเมื่อคดีนั้นมิได้มีการสอบสวนมาก่อน หรือมีการสอบสวนแล้ว แต่การสอบสวนนั้นไม่ชอบ กล่าวคือ สอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ไม่มีเขตอำนาจที่จะสอบสวน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นางสาววาสนาซึ่งได้รับมอบอำนาจจากกรมการจัดหางานผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโทบำรุง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2539 ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2540 จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่ม เมื่อร้อยตำรวจโทบำรุงได้รับคำร้องทุกข์แล้ว จึงเป็นพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อน ย่อมมีอำนาจทำการสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคสาม (ข) และร้อยตำรวจโทบำรุงได้ทำการสอบสวนตลอดมาในขณะที่ยังจับตัวจำเลยที่ 1 ไม่ได้ จึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 หาจำต้องสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 19 ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวัลลภ เชียงน้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิวัธน ทองลงยา
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชชา ชินวงษ์พราห์ม
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1125/2544
#36443
เปิดฉบับเต็ม

บำเหน็จตกทอดของ ป. ผู้ตายมิใช่มรดก และกฎหมายมิได้บังคับให้กรมบัญชีกลางจำเลยต้องจ่ายแก่ผู้มีส่วนได้เสียในทันทีที่ ป. ตาย แต่จะต้องจ่ายเมื่อมีผู้มีส่วนได้เสียทวงถาม โจทก์และจำเลยที่ 2 ยื่นเรื่องราวขอรับบำเหน็จตกทอดของ ป. ต่อจำเลยที่ 1 ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นภริยาของ ป.โดยโจทก์อ้างว่าจดทะเบียนสมรสกับ ป. เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2517ส่วนจำเลยที่ 2 อ้างว่า หย่ากับ ป. ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมในปี 2516 แต่ยังมิได้ไปจดทะเบียนหย่า เช่นนี้ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องวินิจฉัยให้เสร็จไปภายในเวลาอันสมควรว่าจะจ่ายบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์หรือจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่ายจึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่าย แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าปฏิเสธการจ่ายเมื่อใด จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันฟ้องต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาของนายประกาย กล่อมสุวรรณจดทะเบียนสมรส เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2517 นายประกายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2537 ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์และนายประเดิม กล่อมสุวรรณ บุตรของนายประกายเป็นผู้จัดการมรดก ก่อนที่นายประกายจะจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ นายประกายเคยจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 แต่ได้ฟ้องหย่าจำเลยที่ 2 ต่อศาลจังหวัดกระบี่ ศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้หย่ากันเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2517 โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกได้ยื่นคำร้องขอรับบำเหน็จตกทอดจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมจ่ายเงินให้อ้างว่า นายประกายมีภริยา 2 คน คือจำเลยที่ 2 และโจทก์ เพราะศาลพิพากษาตามยอมให้นายประกาย และจำเลยที่ 2 หย่ากัน แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คือ ยังไม่ได้ทำการเพิกถอนทะเบียนสมรส ประกอบกับจำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านการที่โจทก์ขอรับบำเหน็จตกทอดด้วยทำให้โจทก์ไม่ได้รับบำเหน็จตกทอดจำนวน284,452 บาท จากจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 284,452 บาท พร้อมดอกเบี้ยกรณีพิเศษอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 223,100 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า นายประกายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2ไว้ก่อนแล้ว และยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า การสมรสระหว่างโจทก์และนายประกายเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อนขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างอ้างทะเบียนสมรสที่จดไว้กับนายประกายเป็นหลักฐาน จำเลยที่ 1 จึงให้โจทก์และจำเลยที่ 2 ไปดำเนินการทางศาล หากศาลพิพากษาว่าผู้ใดเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประกายและมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดตามกฎหมายก็จะจ่ายเงินให้ผู้นั้น เมื่อโจทก์ไม่มีคำพิพากษาที่พิพากษาว่าโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายประกายและมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดของนายประกายมาแสดง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 จ่ายบำเหน็จตกทอดจำเลยที่ 1 ยังไม่ต้องจ่ายบำเหน็จตกทอดและไม่ต้องรับผิด สำหรับดอกเบี้ย หากจะต้องจ่ายดอกเบี้ยก็รับผิดในอัตราร้อยละ 7.4 ต่อปี เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า นายประกายและจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันที่ศาลจังหวัดกระบี่ว่าตกลงหย่าขาดจากกัน เมื่อออกจากศาลแล้วจะไปจดทะเบียนหย่าที่อำเภอเมืองกระบี่ ศาลพิพากษาตามยอมแล้ว แต่นายประกายไม่ไปจดทะเบียนหย่าตามที่ตกลงไว้ การสมรสยังสมบูรณ์อยู่ ที่โจทก์และนายประกายจดทะเบียนสมรสภายหลังจึงเป็นการสมรสซ้อนเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายบำเหน็จตกทอดไม่ใช่ทรัพย์มรดกการที่จำเลยที่ 1 จะจ่ายบำเหน็จตกทอดแก่ผู้ใดต้องพิจารณาสิทธิของบุคคลที่มีอยู่ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 บันทึกสละสิทธิในทรัพย์มรดกของนายประกายซึ่งจำเลยที่ 2 ทำขึ้นเป็นคนละส่วนกับบำเหน็จตกทอด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 223,100 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการเดียวว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องชอบแล้วหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นส่วนราชการ มิได้เป็นลูกหนี้โจทก์และในวันฟ้องจำเลยที่ 1 ยังไม่ทราบว่าจะต้องจ่ายบำเหน็จตกทอดให้แก่ผู้ใด ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งยังโต้แย้งกันอยู่ จำเลยที่ 1 ควรจะต้องจ่ายดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้เป็นลูกหนี้โจทก์โดยตรง แต่หากจำเลยที่ 1 มีความรับผิดตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายบำเหน็จตกทอดของนายประกายผู้ตายให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียก็ต้องถือว่าเป็นหนี้เงิน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยได้ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในระหว่างเวลาผิดนัด บำเหน็จตกทอดดังกล่าวนี้มิใช่มรดก และกฎหมายมิได้บังคับให้จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายแก่ผู้มีส่วนได้เสียในทันทีที่นายประกายถึงแก่ความตาย แต่จะต้องจ่ายเมื่อมีผู้มีส่วนได้เสียทวงถาม ปรากฏว่าโจทก์ยื่นเรื่องราวขอรับบำเหน็จตกทอดของนายประกายต่อจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2539 และจำเลยที่ 2 ยื่นขอรับบำเหน็จตกทอดเข้ามาอีกคนหนึ่งในวันที่ 9 เมษายน 2539 ตามเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 โดยต่างฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นภริยาของนายประกาย โจทก์อ้างว่าจดทะเบียนสมรสกับนายประกายเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2517 ส่วนจำเลยที่ 2 อ้างว่า หย่ากับนายประกายตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 12/2516 ของศาลจังหวัดกระบี่ แต่ยังมิได้ไปจดทะเบียนหย่า ที่นายประกอบจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2เป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อนนั้น เห็นว่าเมื่อมีการทวงถามเช่นนี้จำเลยที่ 1ในฐานะที่เป็นส่วนราชการผู้รับผิดชอบการจ่ายบำเหน็จตกทอด มีหน้าที่ต้องวินิจฉัยให้เสร็จไปภายในเวลาอันสมควรว่าจะจ่ายบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์หรือจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะในเมื่อกรณีอย่างจำเลยที่ 2 นี้ เป็นการหย่าโดยคำพิพากษาตามยอมมีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาตามยอมถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง แม้ว่าศาลจะมิได้มีคำบังคับให้คู่กรณีไปจดทะเบียนหย่า ถ้าฝ่ายใดไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาก็ตาม ทั้งนี้เพราะพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 16 บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียเพียงแต่ยื่นสำเนาคำพิพากษาอันถึงที่สุดที่รับรองว่าถูกต้องแล้วต่อนายทะเบียนและขอให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าไว้เท่านั้น คู่สมรสไม่จำต้องไปแสดงเจตนาขอจดทะเบียนการหย่าต่อนายทะเบียนอีก การที่โจทก์ยื่นขอรับบำเหน็จตกทอดแล้วจำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่ายจึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่ายตั้งแต่ก่อนวันฟ้องแล้วแต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏชัดว่าจำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่ายเมื่อใด จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันฟ้อง ต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 224
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุภาพร กล่อมสุวรรณ
จำเลย — กรมบัญชีกลาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1125/2544
#68698
เปิดฉบับเต็ม

บำเหน็จตกทอดมิใช่ทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. บรรพ 6

โจทก์และจำเลยที่ 2 ยื่นเรื่องราวขอรับบำเหน็จตกทอดของ ป. ต่อจำเลยที่ 1 โดยต่างฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นภริยาของ ป. โจทก์อ้างว่าจดทะเบียนสมรสกับ ป. เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2517 ส่วนจำเลยที่ 2 อ้างว่า หย่ากับ ป. ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมในปี 2516 แต่ยังมิได้จดทะเบียนหย่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องวินิจฉัยให้เสร็จไปภายในเวลาอันสมควรว่าจะจ่ายบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์หรือจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่าย จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่าย แต่เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าปฏิเสธการจ่ายเมื่อใด จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันฟ้องต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ตามป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๘๔,๔๕๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยกรณีพิเศษอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๒๒๓,๑๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๒๒๓,๑๐๐ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยที่ ๒

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ประการเดียวว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ จะมิได้เป็นลูกหนี้โจทก์โดยตรง แต่หากจำเลยที่ ๑ มีความรับผิดตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายบำเหน็จตกทอดของนายประกายผู้ตายให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียก็ต้องถือว่าเป็นหนี้เงิน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยได้ ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในระหว่างเวลาผิดนัด บำเหน็จตกทอดดังกล่าวนี้มิใช่มรดก และกฎหมายมิได้บังคับให้จำเลยที่ ๑ ต้องจ่ายแก่ผู้มีส่วนได้เสียในทันทีที่นายประกายถึงแก่ความตาย แต่จะต้องจ่ายเมื่อมีผู้มีส่วนได้เสียทวงถาม เมื่อโจทก์ยื่นเรื่องราวขอรับบำเหน็จตกทอดของนายประกายต่อจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๓๙ และจำเลยที่ ๒ ยื่นขอรับบำเหน็จตกทอดเข้ามาอีกคนหนึ่งในวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๓๙ โดยต่างฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นภริยาของนายประกาย โจทก์อ้างว่าจดทะเบียนสมรสกับนายประกายเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๑๗ ส่วนจำเลยที่ ๒ อ้างว่า หย่ากับนายประกายตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๒/๒๕๑๖ ของศาลจังหวัดกระบี่ แต่ยังมิได้ไปจดทะเบียนหย่า ที่นายประกายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ ๑ เป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อนนั้น เห็นว่า เมื่อมีการทวงถามเช่นนี้ จำเลยที่ ๑ ในฐานะที่เป็นส่วนราชการผู้รับผิดชอบการจ่ายบำเหน็จตกทอด มีหน้าที่ต้องวินิจฉัยให้เสร็จไปภายในเวลาอันสมควรว่าจะจ่ายบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์หรือจำเลยที่ ๒ โจทก์ยื่นขอรับบำเหน็จตกทอดแล้วจำเลยที่ ๑ ปฏิเสธการจ่ายจึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ปฏิเสธการจ่ายตั้งแต่ก่อนวันฟ้องแล้ว แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ ๑ ปฏิเสธการจ่ายเมื่อใด จึงถือว่าจำเลยที่ ๑ ผิดนัดตั้งแต่วันฟ้อง ต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 224 ม. 1599 ม. 1600
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุภาพร กล่อมสุวรรณ
จำเลย — กรมบัญชีกลาง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ศาลอุทธรณ์ — นายประพันธ์ ทรัพย์แสง
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1120/2544
#36442
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4)ไม่ได้กำหนดแบบของหนังสือตักเตือนไว้ว่าจะต้องมีรูปแบบและข้อความเป็นอย่างไร แต่หนังสือตักเตือนก็จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างตักเตือนลูกจ้างที่ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งของนายจ้างมิให้กระทำผิดซ้ำอีก หากกระทำจะถูกลงโทษแต่หนังสือของจำเลยปรากฏหัวข้อหนังสือว่าเป็นเรื่องการทดลองงานกล่าวถึงผลการทดลองงานว่าโจทก์มีความบกพร่องในการทำงาน เช่น ลากิจลาป่วย และมาสายบ่อยในระหว่างทดลองงานซึ่งเป็นลักษณะตำหนิการทำงาน แล้วจำเลยให้ทดลองงานต่ออีก 2 เดือน มิได้มีข้อความกล่าวถึงว่าการกระทำของโจทก์เข้าลักษณะเป็นการกระทำผิดใดซึ่งหากกระทำผิดเช่นนั้นซ้ำอีกจะถูกลงโทษอย่างไรจึงมิใช่หนังสือตักเตือนตามความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4)

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสองบัญญัติว่า การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปการที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างพ้นจากการเป็นพนักงานแม้จะเป็นเพราะโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน ก็ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2542 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในหน้าที่ประชาสัมพันธ์และธุรการได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 1 ของเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2542 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 120 วันแต่ยังไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย30 วัน เป็นเงิน 6,500 บาท และมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 34 วัน เป็นเงิน 7,367 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 7,367 บาท และค่าชดเชยเป็นเงิน6,500 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานโดยให้ทดลองงานเป็นเวลา 4 เดือน ตกลงกันว่าโจทก์จะเป็นพนักงานประจำของจำเลยก็ต่อเมื่อโจทก์ผ่านการทดลองงานและจำเลยตกลงรับโจทก์เข้าเป็นพนักงานประจำแล้ว ปรากฏว่าเมื่อครบกำหนดการทดลองงาน โจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน โดยมีข้อบกพร่องในการทำงานมากมาย เช่นขาดการติดตามงาน ขาดการประสานงานกับหน่วยงานอื่นและมาสายเป็นประจำ จำเลยได้ให้โอกาสโจทก์ทดลองงานต่อไปอีก 2 เดือนเพื่อให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องในการทำงานให้ดีขึ้น แต่เมื่อครบกำหนด2 เดือน ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นเลย จำเลยจึงจำเป็นต้องให้โจทก์พ้นจากการเป็นพนักงานทดลองงานของจำเลย จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์เพราะโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมและจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว โจทก์ยังไม่ได้เป็นพนักงานประจำของจำเลย ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันโดยต่างไม่ติดใจสืบพยานว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2542 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และธุรการโดยจำเลยกำหนดให้โจทก์ทดลองงานเป็นเวลา 4 เดือน นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 30กันยายน 2542 และแจ้งรายละเอียดและระเบียบการทำงานให้โจทก์ทราบ ตามเอกสารหมาย จ.ล.3 เมื่อครบกำหนดทดลองงานแล้ว จำเลยได้มีหนังสือแจ้งผลการทดลองงานให้โจทก์ทราบว่าโจทก์มีข้อบกพร่องในการทำงานหลายอย่าง ให้โจทก์ทดลองงานต่อไปอีก 2 เดือน ตามเอกสารหมาย จ.ล.1 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542ครั้นวันที่ 27 พฤศจิกายน 2542 จำเลยได้มีหนังสือแจ้งว่าโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงานและเลิกจ้างโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.ล.2 โจทก์ยอมรับว่าโจทก์มาสาย ลากิจ และขาดงานตามที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย จ.ล.1และ จ.ล.2 จริง กับจำเลยแถลงว่าจำเลยไม่มีข้อบังคับการทำงานแต่ถือว่าเอกสารหมาย จ.ล.3 เป็นระเบียบที่โจทก์จะต้องปฏิบัติตามและจำเลยถือว่าเอกสารหมาย จ.ล.1 เป็นหนังสือบอกกล่าวเตือนล่วงหน้า และเอกสารหมาย จ.ล.2 เป็นหนังสือเลิกจ้าง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์จำเลยกำหนดระยะเวลาทดลองการปฏิบัติงานกันไว้เพื่อจำเลยจะได้ตรวจสอบว่าโจทก์มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ และโจทก์จะได้พิสูจน์ความสามารถว่าโจทก์เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ให้จำเลยเพียงใด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับจำเลย และจำเลยไม่ประสงค์จะให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจำเลยย่อมมีสิทธิเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ และเอกสารหมาย จ.ล.1 เป็นเพียงหนังสือที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์มีข้อบกพร่องในการทดลองงานอย่างไร ไม่ใช่หนังสือตักเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) และไม่ปรากฏกรณีอื่นที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน6,500 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่าโจทก์มาทำงานสายซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและจำเลยได้มีหนังสือตักเตือนแล้วตามเอกสารหมาย จ.ล.1 จึงเป็นการทำผิดซ้ำคำเตือนอันเป็นข้อยกเว้นที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยนั้น เห็นว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายนั้นตามคำให้การของจำเลยสรุปได้ความว่า โจทก์เป็นลูกจ้างทดลองงาน จำเลยให้โจทก์พ้นจากการเป็นพนักงานทดลองงานเพราะโจทก์ทำงานบกพร่องจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย คดีจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายหรือไม่ อุทธรณ์ในส่วนนี้ของจำเลยจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์มาทำงานสายซ้ำอีก ซึ่งจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วตามเอกสาร จ.ล.1จึงเป็นการเลิกจ้างเพราะโจทก์กระทำผิดซ้ำคำเตือน จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) ไม่ได้กำหนดแบบของหนังสือตักเตือนไว้ว่าจะต้องมีรูปแบบและข้อความเป็นอย่างไร แต่หนังสือตักเตือนก็จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างตักเตือนลูกจ้างที่ได้กระทำผิดฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างมิให้กระทำผิดเช่นว่านั้นซ้ำอีก หากกระทำจะต้องถูกลงโทษแต่ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.ล.1 ที่จำเลยอ้างว่าเป็นหนังสือตักเตือนนั้นปรากฏตามหัวข้อหนังสือดังกล่าวว่าเป็นเรื่องการทดลองงาน ข้อความตามหนังสือก็กล่าวถึงผลการทดลองงานของโจทก์ว่าโจทก์มีความบกพร่องในการทำงาน เช่น ลากิจ ลาป่วย และมาสายบ่อยครั้งในระหว่างทดลองงานซึ่งเป็นลักษณะตำหนิการทำงานของโจทก์ว่าขาดความรับผิดชอบ แล้วจำเลยให้โอกาสโจทก์ทดลองงานต่ออีก 2 เดือนเพื่อดูว่าโจทก์จะพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้นหรือไม่ มิได้มีข้อความกล่าวถึงว่าการกระทำของโจทก์เข้าลักษณะเป็นการกระทำผิดใด ซึ่งหากกระทำผิดเช่นนั้นซ้ำอีกจะถูกลงโทษอย่างไร หนังสือเรื่องการทดลองงานตามเอกสารหมายจ.ล.1 จึงมิใช่หนังสือตักเตือนตามความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) ดังนั้น ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดซ้ำคำเตือน ซึ่งจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วตามเอกสารหมาย จ.ล.1 จึงไม่อาจรับฟังได้ อุทธรณ์ในส่วนนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่จำเลยให้โจทก์พ้นจากการเป็นพนักงานเพราะโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงานไม่เป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 นั้น เห็นว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสองบัญญัติว่า การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปฉะนั้น การที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างพ้นจากการเป็นพนักงานแม้จะเป็นเพราะโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน ก็เป็นการเลิกจ้างตามความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 118 วรรคสอง แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวชัสมา ภูผา
จำเลย — บริษัท สิทธิรัตน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1120/2544
#68697
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างพ้นจากการเป็นพนักงาน แม้จะเป็นเพราะโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน ก็ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 7,367 บาท และค่าชดเชยเป็นเงิน 6,500 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันโดยต่างไม่ติดใจสืบพยานว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2542 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และธุรการ โดยจำเลยกำหนดให้โจทก์ทดลองงานเป็นเวลา 4 เดือน นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2542 และแจ้งรายละเอียดและระเบียบการทำงานให้โจทก์ทราบ เมื่อครบกำหนดทดลองงานแล้ว จำเลยได้มีหนังสือแจ้งผลการทดลองงานให้โจทก์ทราบว่าโจทก์มีข้อบกพร่องในการทำงานหลายอย่าง ให้โจทก์ทดลองงานต่อไปอีก 2 เดือน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ครั้นวันที่ 27 พฤศจิกายน 2542 จำเลยได้มีหนังสือแจ้งว่าโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงานและเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ยอมรับว่าโจทก์มาสาย ลากิจ และขาดงานจริง กับจำเลยแถลงว่าจำเลยไม่มีข้อบังคับการทำงาน แต่ถือว่ารายละเอียดและระเบียบการทำงานเป็นระเบียบที่โจทก์จะต้องปฏิบัติตามและจำเลยถือว่าหนังสือแจ้งผลการทดลองงานเป็นหนังสือบอกกล่าวเตือนล่วงหน้า และหนังสือแจ้งว่าโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงานเป็นหนังสือเลิกจ้าง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์จำเลยกำหนดระยะเวลาทดลองการปฏิบัติงานกันไว้เพื่อจำเลยจะได้ตรวจสอบว่าโจทก์มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ และโจทก์จะได้พิสูจน์ความสามารถว่าโจทก์เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ให้จำเลยเพียงใด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับจำเลย และจำเลยไม่ประสงค์จะให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จำเลยย่อมมีสิทธิเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ และหนังสือแจ้งผลการทดลองงานเป็นเพียงหนังสือที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์มีข้อบกพร่องในการทดลองงานอย่างไร ไม่ใช่หนังสือตักเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) และไม่ปรากฏกรณีอื่นที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 6,500 บาท แก่โจทก์คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) ไม่ได้กำหนดแบบของหนังสือตักเตือนไว้ว่าจะต้องมีรูปแบบและข้อความเป็นอย่างไร แต่หนังสือตักเตือนก็จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างตักเตือนลูกจ้างที่ได้กระทำผิดฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างมิให้กระทำผิดเช่นว่านั้นซ้ำอีก หากกระทำจะต้องถูกลงโทษแต่ตามหนังสือแจ้งผลการทดลองงานที่จำเลยอ้างว่าเป็นหนังสือตักเตือนนั้น ปรากฏตามหัวข้อหนังสือดังกล่าวว่าเป็นเรื่องการทดลองงาน ข้อความตามหนังสือก็กล่าวถึงผลการทดลองงานของโจทก์ว่าโจทก์มีความบกพร่องในการทำงาน เช่น ลากิจ ลาป่วย และมาสายบ่อยครั้งในระหว่างทดลองงานซึ่งเป็นลักษณะตำหนิการทำงานของโจทก์ว่าขาดความรับผิดชอบ แล้วจำเลยให้โอกาสโจทก์ทดลองงานต่ออีก 2 เดือน เพื่อดูว่าโจทก์จะพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้นหรือไม่ มิได้มีข้อความกล่าวถึงว่าการกระทำของโจทก์เข้าลักษณะเป็นการกระทำผิดใด ซึ่งหากกระทำผิดเช่นนั้นซ้ำอีกจะถูกลงโทษอย่างไร หนังสือเรื่องการทดลองงานจึงมิใช่หนังสือตักเตือนตามความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) ดังนั้น ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดซ้ำคำเตือน ซึ่งจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว จึงไม่อาจรับฟังได้ อุทธรณ์ในส่วนนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่จำเลยให้โจทก์พ้นจากการเป็นพนักงานเพราะโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงานไม่เป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 นั้น พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป ฉะนั้น การที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างพ้นจากการเป็นพนักงานแม้จะเป็นเพราะโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน ก็เป็นการเลิกจ้างตามความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวชัสมา ภูผา
จำเลย — บริษัทสิทธิรัตน จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอิสรา วรรณสวาท
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1118/2544
#41085
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ มาตรา 57 วรรคหนึ่ง โจทก์ซึ่งเป็นคู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่พอใจคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดจะต้องฟ้อง คชก. จังหวัดเพื่อให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัดเสียก่อน การที่โจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัดที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิซื้อที่นาพิพาทคืนจากจำเลยโจทก์จึงชอบที่จะฟ้อง คชก. จังหวัดเป็นจำเลยเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว เมื่อคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ระบุให้จำเลยโอนขายที่นาพิพาทคืนโจทก์ จึงเท่ากับขอให้กลับคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัด ดังนั้น ที่โจทก์ไม่ฟ้องหรือร้องขอให้เรียก คชก. จังหวัดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยขายที่นาพิพาทคืนโจทก์โดยลำพัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า นางทองอยู่ เดชะ เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5089 ตำบลโคกช้าง (ลาดน้ำเค็ม) อำเภอผักไห่(เสนาใหญ่) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) ซึ่งโจทก์เช่าทำนามาตั้งแต่ปี 2520 เมื่อเดือนมกราคม 2538 นางทองอยู่โอนขายที่นาแปลงดังกล่าวแก่จำเลยตามคำพิพากษาศาล โดยไม่แจ้งโจทก์ว่าประสงค์จะขายที่นา โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลโคกช้าง (คชก. ตำบลโคกช้าง)เพื่อขอซื้อนาคืนตามสิทธิ คชก. ตำบลโคกช้าง มีคำวินิจฉัยให้จำเลยขายที่นาคืนแก่โจทก์ในราคา 200,000 บาท จำเลยอุทธรณ์คณะกรรมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (คชก. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) มีคำวินิจฉัยกลับคำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลโคกช้าง โดยเห็นว่าโจทก์น่าจะใช้สิทธิร้องสอดในคดีที่จำเลยฟ้องนางทองอยู่หรือฟ้องเป็นคดีใหม่และมีคำวินิจฉัยให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลซึ่งไม่ถูกต้องตามขั้นตอนในพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์จึงมีสิทธิซื้อที่นาคืนตามคำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลโคกช้างขอให้บังคับจำเลยโอนขายที่ดินแก่โจทก์ในราคา 200,000 บาทหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า ศาลพิพากษาถึงที่สุด บังคับให้นางทองอยู่โอนขายที่นาพิพาทแก่จำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขาย จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโจทก์เป็นเพียงผู้ที่ถูกนางทองอยู่เชิดให้เป็นผู้เช่านาจึงไม่มีสิทธิขอซื้อที่นาคืนจากจำเลย ปัจจุบันราคาที่นาพิพาทสูงขึ้นถึงไร่ละ 300,000 บาทถึง 400,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5089 ตำบลโคกช้าง (ลาดน้ำเค็ม) อำเภอผักไห่ (เสนาใหญ่) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) แก่โจทก์ทั้งแปลงคืนราคา 200,000 บาท โดยให้โจทก์ชำระราคาภายใน 60 วันนับแต่วันมีคำพิพากษา มิฉะนั้นให้ถือว่าโจทก์หมดสิทธิซื้อคืนหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ลงมติให้ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นไปตามคำพิพากษาเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิซื้อที่นาพิพาทคืนตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 57 วรรคหนึ่งแต่ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องเฉพาะจำเลยที่เป็นคู่กรณีโดยมิได้ฟ้องคชก. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นจำเลยร่วมด้วยเพื่อให้ คชก. จังหวัดดังกล่าวมีโอกาสเข้ามาต่อสู้คดีและชี้แจงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อแก้ข้ออ้างของผู้ฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยทั้งที่เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดนั้นเอง ทำให้ศาลไม่อาจเพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดนั้นได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้อง พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้บังคับจำเลยขายที่นาพิพาทคืนโจทก์โดยไม่จำต้องฟ้อง คชก.จังหวัดเป็นจำเลยร่วมด้วย ทั้ง คชก. จังหวัดมิได้เป็นนิติบุคคลหรือมีสภาพเป็นบุคคลตามกฎหมาย ไม่ได้โต้แย้งสิทธิจำเลยและตามสภาพไม่อาจบังคับให้ คชก. จังหวัดโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์อ้างเหตุว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้อง คชก. จังหวัดด้วยนั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่าพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 57วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาที่ไม่พอใจคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดแต่จะต้องไม่เกินหกสิบวัน นับแต่วันที่ คชก. จังหวัดมีคำวินิจฉัย"ซึ่งหมายความว่า โจทก์ซึ่งเป็นคู่กรณี หรือผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่พอใจคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดจะต้องฟ้อง คชก. จังหวัดเพื่อให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดเสียก่อนเพราะตราบใดที่คำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดยังไม่ถูกเพิกถอนต้องถือว่าคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดยังมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายและหากโจทก์ไม่ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดภายในกำหนดเวลา คำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดย่อมเป็นที่สุด ตามมาตรา 57วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 การที่โจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิซื้อที่นาพิพาทคืนจากจำเลย โจทก์จึงชอบที่จะฟ้อง คชก. จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจำเลยเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดดังกล่าวเมื่อคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ระบุให้จำเลยโอนขายที่นาพิพาทคืนโจทก์จึงเท่ากับขอให้กลับคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดังนั้น ที่โจทก์ไม่ฟ้องหรือร้องขอให้เรียก คชก.จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับจำเลยโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยขายที่นาพิพาทคืนโจทก์โดยลำพัง แม้ คชก. จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะได้มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์ก็ย่อมฟ้องตัวบุคคลที่ประกอบเป็นคณะกรรมการได้และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การยกฟ้องโจทก์คดีนี้ ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์ยกขึ้นอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดีของโจทก์ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ จึงสมควรที่จะไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่"

พิพากษายืน โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคสอง
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จำเนียร สีนากสุก
จำเลย — นาง สนอง พวงชะบา
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1117/2544
#40514
เปิดฉบับเต็ม

กรุงเทพมหานครจำเลยได้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งที่ดินพิพาทของโจทก์เพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานครตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 6,9,11,13 การที่จำเลยเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้ตกเป็นของจำเลยตั้งแต่วันที่จำเลยได้วางเงินค่าทดแทนไว้ต่อธนาคารในนามของโจทก์ซึ่งเป็นวันก่อนที่พระราชกฤษฎีกาฯ สิ้นผลใช้บังคับ จึงไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินพิพาทในภายหลังอีก ทั้งจำเลยได้เข้าครอบครองและใช้ประโยชน์แล้ว ที่ดินพิพาทย่อมมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินรวม 13 แปลง เนื้อที่27 ไร่ 45 ตารางวา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายบริหารงานโดยจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีหน้าที่บริหารงานให้เป็นไปตามกฎหมายและยังเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงหนองบอนเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 และเมื่อวันที่ 19ตุลาคม 2533 จำเลยที่ 2 มอบให้ผู้อำนวยการกองรังวัดและจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินแจ้งโจทก์ว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบสามแปลงดังกล่าวถูกเวนคืนและให้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน8,956,900 บาท โดยไม่มีเหตุผลและรายละเอียด โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมิได้ตอบอุทธรณ์ของโจทก์ ทั้งจำเลยทั้งสองยังเข้าครอบครองที่ดินของโจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2534 และเมื่อพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2531 ได้สิ้นผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2535โดยไม่มีพระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินของโจทก์ออกมาใช้บังคับเพื่อเวนคืนที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองยังคงครอบครองที่ดินของโจทก์ตลอดมา จึงเป็นการครอบครองโดยละเมิดโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินเดือนละ 2,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารอพยพขนย้ายออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเดิมโดยมิให้เกี่ยวข้องอีกด้วยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ2,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบที่ดินคืนโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินของโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย หลังจากมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2531คณะรัฐมนตรีโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 13 ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 22 กันยายน 2533 เรื่องกำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร เป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน ให้อำนาจจำเลยทั้งสองมีอำนาจเข้าครอบครองและใช้อสังหาริมทรัพย์ได้ก่อนที่จะมีการเวนคืนซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 107 ลงวันที่ 27 กันยายน2533 จำเลยทั้งสองจึงมีอำนาจเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ถูกเวนคืนได้ตั้งแต่บัดนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาฯ ได้ตั้งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นและจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนและได้กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ 8,955,895 บาท แต่โจทก์ไม่ไปรับเงินภายในกำหนด และไม่อุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ภายในกำหนด เงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดให้แก่โจทก์จึงเป็นอันเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 25 โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์และเรียกเงินค่าทดแทนเพิ่มและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินโจทก์จำนวน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจำนวน 13 แปลง ตั้งอยู่แขวงหนองบอนเขตประเวศ (เดิมเขตพระโขนง) กรุงเทพมหานคร รวมเนื้อที่ 27 ไร่45 ตารางวา อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงหนองบอนเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 เพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ 4 ปีนับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2531 ถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2535ตามพระราชกฤษฎีกาฯ เอกสารหมาย ล.9 และจำเลยที่ 2 ผู้เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การสร้างที่เก็บกักน้ำดังกล่าวเป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งหากการเวนคืนเนิ่นช้าไปจะเป็นอุปสรรคอย่างมากแก่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดังนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 คณะรัฐมนตรีโดยมติเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2533 จึงกำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานครตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2531 เป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน เพื่อให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์นั้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ได้ จึงได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง กำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงหนองบอนเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร เป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วนณ วันที่ 22 กันยายน 2533 ตามเอกสารหมาย ล.1 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดค่าทดแทนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เป็นเงิน 8,946,900 บาท และค่าทดแทนต้นไม้เป็นเงิน 8,995 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,955,895 บาท ต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2533ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือถึงโจทก์ให้ไปรับเงินค่าทดแทนดังกล่าวภายใน 15 วัน นับแต่วันรับหนังสือซึ่งโจทก์ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2533 ตามหนังสือและใบตอบรับเอกสารหมาย ล.4 และ ล.5 แต่โจทก์ไม่ได้ไปรับเงินค่าทดแทนภายในกำหนดเวลา ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนจึงได้วางเงินค่าทดแทนจำนวน 8,955,895 บาทโดยนำไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสิน สาขาพระโขนง ประเภทเผื่อเรียกในนามของโจทก์เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2534 ตามเอกสารหมายล.22 ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2534 เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์และให้ไปรับเงินค่าทดแทนโดยแจ้งว่าจะเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับจากที่โจทก์ได้รับหนังสือฉบับนี้ตามหนังสือเอกสารหมาย ล.6 โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 มีนาคม2534 ตามใบตอบรับเอกสารหมาย ล.7 ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม2535 โจทก์ได้ทำหนังสือยินยอมให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1เข้าครอบครองที่ดินได้ทั้งแปลงหรือทั้งหมดรวมทั้งให้ตัดต้นไม้ในที่ดินได้ทุกต้น และยินยอมให้รื้อถอนโรงเรือนซึ่งเป็นเรือนบริวารทั้งหมดตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปตามเอกสารหมาย ล.8 และจำเลยที่ 1ได้เข้าครอบครองที่ดินทั้งสิบสามแปลงของโจทก์ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้ และใช้ที่ดินพิพาทตามวัตถุประสงค์ของพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงหนองบอนเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 ตลอดมา โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2537 ซึ่งในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องนั้นพระราชกฤษฎีกาฯ ตามเอกสารหมาย ล.9 สิ้นผลใช้บังคับแล้วโดยไม่มีการออกพระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์โดยห้ามมิให้จำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องได้หรือไม่ เห็นว่า การดำเนินการของฝ่ายจำเลยให้ได้มาซึ่งที่ดินทั้งสิบสามแปลงของโจทก์อันเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้เพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 คือได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2531 ตามมาตรา 6 และคณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในโครงการนี้เป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วนตามมาตรา 13 วรรคหนึ่ง และคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาฯแต่งตั้งตามมาตรา 9 วรรคสอง ก็ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ฝ่ายจำเลยได้วางเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวไว้ต่อธนาคารออมสิน สาขาพระโขนง กับเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทในระหว่างที่พระราชกฤษฎีกาฯ ยังมีผลใช้บังคับซึ่งมาตรา 13 วรรคสอง ให้มีอำนาจกระทำได้ การเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยฝ่ายจำเลยนั้นเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ และมาตรา 13วรรคท้าย บัญญัติว่า ในการดำเนินการตามวรรคสองและวรรคสามให้นำมาตรา 10 มาตรา 11... มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อนำมาตรา 11 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลมกับกรณีนี้แล้วก็จะเป็นว่าเมื่อผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนได้วางเงินค่าทดแทนที่ดินที่กำหนดขึ้นตามมาตรา 9 แล้วจำเลยที่ 2 หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจหน้าที่มีหนังสือแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินทราบและให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวดำเนินการแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนในโฉนดที่ดินพิพาท ทั้งฉบับที่เก็บรักษาไว้ ณ สำนักงานที่ดินและฉบับที่โจทก์ยึดถือไว้ โดยให้ถือว่าเป็นการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายและถือว่าได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทนับแต่วันวางเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาท ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของฝ่ายจำเลยแล้วตั้งแต่วันที่ 26กุมภาพันธ์ 2534 อันเป็นวันที่ฝ่ายจำเลยได้วางเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทไว้ต่อธนาคารออมสิน สาขาพระโขนง ในนามของโจทก์ซึ่งเป็นวันก่อนที่พระราชกฤษฎีกาฯ สิ้นผลใช้บังคับจึงไม่ต้องมีการออกพระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินพิพาทในภายหลังอีก นอกจากนี้จำเลยทั้งสองได้เข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสร้างเป็นที่เก็บน้ำอันเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานครแล้ว นับแต่นั้นที่ดินพิพาททั้งสิบสามแปลงรวมเนื้อที่ 27 ไร่ 45 ตารางวา ของโจทก์ย่อมมีสภาพเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 6 ม. 9 ม. 11 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สมพร รักราชการ
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1117/2544
#98839
เปิดฉบับเต็ม

กรุงเทพมหานครจำเลยได้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งที่ดินพิพาทของโจทก์ เพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6 , 9 , 11 , 13 การที่จำเลยเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้ตกเป็นของจำเลยตั้งแต่วันที่จำเลยได้วางเงินค่าทดแทนไว้ต่อธนาคารในนามของโจทก์ ซึ่งเป็นวันก่อนที่ พ.ร.ฎ. สิ้นผลใช้บังคับ จึงไม่ต้องออก พ.ร.บ. เวนคืนที่ดินพิพาทในภายหลังอีก ทั้งจำเลยได้เข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้ว ที่ดินพิพาทย่อมมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารอพยพขนย้ายออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเดิมโดยมิให้เกี่ยวข้องอีกด้วย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบที่ดินคืนโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินโจทก์จำนวน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจำนวน ๑๓ แปลง ตั้งอยู่แขวงหนองบอน เขตประเวศ (เดิมเขตพระโขนง) กรุงเทพมหานคร รวมเนื้อที่ ๒๗ ไร่ ๔๕ ตารางวา อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๓๑ เพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ๔ ปี นับตั้งแต่วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๓๑ ถึงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๓๕ และจำเลยที่ ๒ ผู้เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การสร้างที่เก็บกักน้ำดังกล่าวเป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งหากการเวนคืนเนิ่นช้าไปจะเป็นอุปสรรคอย่างมากแก่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๓ แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ คณะรัฐมนตรีโดยมติเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๓ จึงกำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ตาม พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน เพื่อให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์นั้นตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้ จึงได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร เป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน ณ วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๔๓ คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ ได้กำหนดค่าทดแทนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๘,๙๔๖,๙๐๐ บาท และค่าทดแทนต้นไม้เป็นเงิน ๘,๙๙๕ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๘,๙๕๕,๘๙๕ บาท ต่อมาวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๓๓ ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๒ ได้มีหนังสือถึงโจทก์ให้ไปรับเงินค่าทดแทนดังกล่าวภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันรับหนังสือซึ่งโจทก์ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๓ แต่โจทก์ไม่ได้ไปรับเงินค่าทดแทนภายในกำหนดเวลา ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๒ ในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนจึงได้วางเงินค่าทดแทนจำนวน ๘,๙๕๕,๘๙๕ บาท โดยนำไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสิน สาขาพระโขนง ประเภทเผื่อเรียกในนามของโจทก์เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ ต่อมาวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๓๔ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ มีหนังสือแจ้งเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์และให้ไปรับเงินค่าทดแทนโดยแจ้งว่าจะเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนเมื่อพ้นกำหนด ๖๐ วัน นับจากที่โจทก์ได้รับหนังสือฉบับนี้ โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๓๔ ต่อมาวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๕ โจทก์ได้ทำหนังสือยินยอมให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ เข้าครอบครองที่ดินได้ทั้งแปลงหรือทั้งหมดรวมทั้งให้ตัดต้นไม้ในที่ดินได้ทุกต้น และยินยอมให้รื้อถอนโรงเรือนซึ่งเป็นเรือนบริวารทั้งหมดตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป และจำเลยที่ ๑ ได้เข้าครอบครองที่ดินทั้งสิบสามแปลงของโจทก์ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้ และใช้ที่ดินพิพาทตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๓๑ ตลอดมา โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๗ ซึ่งในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องนั้น พระราชกฤษฎีกา ฯ สิ้นผลใช้บังคับแล้วโดยไม่มีการออก พ.ร.บ. เวนคืนที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์โดยห้ามมิให้จำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องได้หรือไม่ เห็นว่า การดำเนินการของฝ่ายจำเลยให้ได้มาซึ่งที่ดินทั้งสิบสามแปลงของโจทก์อันเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้เพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ คือได้ออก พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๓๑ ตามมาตรา ๖ และคณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในโครงการนี้เป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามมาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง และคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา ฯ แต่งตั้งตามมาตรา ๙ วรรคสอง ก็ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ฝ่ายจำเลยได้วางเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวไว้ต่อธนาคารออมสิน สาขาพระโขนง กับเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทในระหว่างที่พระราชกฤษฎีกา ฯ ยังมีผลใช้บังคับ ซึ่งมาตรา ๑๓ วรรคสอง ให้มีอำนาจกระทำได้ การเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยฝ่ายจำเลยนั้นเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ และมาตรา ๑๓ วรรคท้าย บัญญัติว่า ในการดำเนินการตามวรรคสองและวรรคสาม ให้นำมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑? มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อนำมาตรา ๑๑ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลมกับกรณีนี้แล้ว ก็จะเป็นว่าเมื่อผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนได้วางเงินค่าทดแทนที่ดินที่กำหนดขึ้นตามมาตรา ๙ แล้ว จำเลยที่ ๒ หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๒ ย่อมมีอำนาจหน้าที่มีหนังสือแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป. ที่ดิน ทราบและให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวดำเนินการแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนในโฉนดที่ดินพิพาท ทั้งฉบับที่เก็บรักษาไว้ ณ สำนักงานที่ดินและฉบับที่โจทก์ยึดถือไว้ โดยให้ถือว่าเป็นการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายและถือว่าได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทนับแต่วันวางเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาท ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของฝ่ายจำเลยแล้วตั้งแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ อันเป็นวันที่ฝ่ายจำเลยได้วางเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทไว้ต่อธนาคารออมสิน สาขาพระโขนง ในนามของโจทก์ ซึ่งเป็นวันก่อนที่พระราชกฤษฎีกา ฯ สิ้นผลใช้บังคับจึงไม่จำต้องมีการออก พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนที่ดินพิพาทในภายหลังอีก นอกจากนี้จำเลยทั้งสองได้เข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสร้างเป็นที่เก็บน้ำอันเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานครแล้ว นับแต่นั้นที่ดินพิพาททั้งสิบสามแปลงรวมเนื้อที่ ๒๗ ไร่ ๔๕ ตารางวา ของโจทก์ย่อมมีสภาพเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพาทคืนแก่โจทก์ ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์และจำเลยทั้งสองไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะแม้จะวินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลแห่งคำวินิจฉัยดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1304
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 6 ม. 9 ม. 11 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมพร รักราชการ
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายทวีศักดิ์ ทองภักดี
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1116/2544
#91308
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.การชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 37 จำคุก 2 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับ 2,000 บาท อีกสถานหนึ่ง และรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แม้ศาลอุทธรณ์จะลงโทษปรับจำเลยด้วย แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ โทษที่จำเลยได้รับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงต่ำกว่าโทษที่จำเลยจะต้องรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย คดีนี้จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติข้างต้น ทั้งข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นอีกด้วย ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.การชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 มาตรา 4, 5, 23, 37 ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำจำนวน 3 หลัง ออกจากเขตชลประทานคลอง 17

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.การชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 มาตรา 23 (ที่ถูกมาตรา 23 วรรคหนึ่ง), 37 จำคุก 2 เดือน ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำจำนวน 3 หลัง ดังกล่าวออกจากเขตชลประทานชานคลอง 17 ด้วย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 2,000 บาทอีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 2 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 2,000 บาท อีกสถานหนึ่ง และรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะลงโทษปรับจำเลยด้วย แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ โทษที่จำเลยได้รับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงต่ำกว่าโทษที่จำเลยจะต้องรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย คดีนี้จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ที่จำเลยฎีกาว่า บริเวณพื้นที่ดินที่จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนทั้งสามหลังไม่ใช่บริเวณชานคลอง 17 ตามกฎหมายแต่อย่างใด และถึงแม้ว่าในบริเวณเขตที่ดินดังกล่าวจะเป็นเขตชลประทาน แต่ตาม พ.ร.บ.การชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 มาตรา 23 ก็หาได้บัญญัติว่า ผู้ที่ปลูกโรงเรือนและปลูกบ้านหรือเพาะปลูกสิ่งใดในเขตชลประทานจะเป็นความผิดและพื้นที่ดินที่จำเลยปลูกสร้างไม่ได้เป็นพื้นที่ตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 การที่จำเลยปลูกโรงเรือนทั้งสามหลัง จึงไม่เป็นความผิดนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติข้างต้น ทั้งข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นอีกด้วย ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 219
ป.วิ.พ. ม. 244
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นางวาสนา อารีราษฎร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายประณต วราดิเรก
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายจรูญ อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1108/2544
#40513
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อเคยผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อมาแล้วครั้งหนึ่งแต่เมื่อนำค่าเช่าซื้อที่ค้างไปชำระ จำเลยก็รับชำระโดยคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ย ต่อมาโจทก์ค้างชำระค่าเช่าซื้ออีก จำเลยไปยึดรถคืนโจทก์นำเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างกับค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยไปชำระจำเลยก็รับชำระเช่นเดิม แสดงว่าจำเลยไม่ได้ถือเอาข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อเรื่องการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อเป็นสาระสำคัญสัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่สิ้นสุด เมื่อโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างแล้วจำเลยต้องคืนรถที่เช่าซื้อแก่โจทก์ จำเลยไม่ยอมคืนจึงเป็นผู้ผิดสัญญาเช่าซื้อ

เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งซึ่งในส่วนของการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสามให้ทำได้ด้วยการใช้เงิน เมื่อค่าใช้ทรัพย์ของโจทก์เป็นเงินน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ต้องคืน ศาลจึงสามารถนำเงินค่าใช้ทรัพย์สินมาหักออกจากค่าเช่าซื้อที่ต้องคืนได้โดยจำเลยไม่จำต้องฟ้องแย้งไว้

เมื่อโจทก์ไม่มีรถพอใช้งาน โจทก์สามารถหารถอื่นมาทดแทนได้หากต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น ต้องเสียค่าเช่า ค่าเช่าที่โจทก์ต้องเสียไปถือเป็นค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยผิดสัญญา โจทก์เรียกให้จำเลยชดใช้ได้ การที่โจทก์ไม่ดำเนินการดังกล่าวจนงานล่าช้าและถูกปรับค่าปรับไม่ใช่ความเสียหายอันเกิดจากจำเลยผิดสัญญาโจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยชดใช้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยเป็นบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2538 โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุแบบเอ็นพีอาร์ 66 แอลแอ็กซ์ 5 ดั้ม หมายเลขเครื่องยนต์ 264367หมายเลขตัวถัง เอส 7101860 ไปจากจำเลยในราคา 786,200 บาทชำระเงินดาวน์ในวันทำสัญญา 250,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระ48 งวด งวดละ 11,170 บาท กำหนดชำระงวดแรกวันที่ 6 กันยายน2538 งวดต่อไปทุกวันที่ 6 ของเดือนจนกว่าจะครบ โจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยไม่ตรงกำหนด แต่โจทก์ก็ชำระทุกงวดตลอดมาจนกระทั่งโจทก์ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อประจำงวดวันที่ 6 ธันวาคม 2539 ถึงงวดวันที่ 6 มีนาคม 2540 รวม 4 งวด ครั้นวันที่ 26 มีนาคม2540 พนักงานของจำเลยได้ติดตามยึดรถคันที่เช่าซื้อคืนไปจากโจทก์ซึ่งรถอยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2540 โจทก์นำเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับจำนวน51,891 บาท ไปชำระให้แก่จำเลย และจำเลยตกลงจะส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ภายในวันที่ 29 มีนาคม 2540 แต่เมื่อวันที่ 30มีนาคม 2540 โจทก์ไปติดต่อขอรับรถคันที่เช่าซื้อคืน จำเลยไม่ยอมส่งมอบให้ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อจำนวน513,565 บาท ค่าเครื่องปรับอากาศที่โจทก์ติดตั้งในรถคันที่เช่าซื้อจำนวน 30,000 บาท และค่าเสียหายเนื่องจากโจทก์ไม่สามารถใช้รถคันที่เช่าซื้อได้จำนวน 61,925 บาท ให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 605,490 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สัญญาเช่าซื้อที่โจทก์ทำกับจำเลยมีสาระสำคัญว่า หากผู้เช่าซื้อผิดนัดในการชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่ง ให้สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงทันที โดยเจ้าของไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเมื่อโจทก์ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 16 ประจำวันที่ 6 ธันวาคม2539 ถึงงวดที่ 19 ประจำวันที่ 6 มีนาคม 2540 สัญญาเช่าซื้อจึงสิ้นสุดลง โดยจำเลยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และจำเลยติดตามยึดรถคืนมาได้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2540 เงินที่โจทก์นำมาชำระภายหลังเป็นการชำระค่าเสียหายจำเลยมิใช่เป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน296,830 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.3ข้อ 10 ตกลงว่าหากผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่งให้สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงทันที โจทก์เคยผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดเดือนมิถุนายน 2539 ถึงงวดเดือนกันยายน 2539 มาครั้งหนึ่งแล้วแต่เมื่อโจทก์นำเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างไปชำระ จำเลยก็ออกใบเสร็จรับเงินเป็นค่าเช่าซื้อตามงวดที่ค้างชำระย้อนหลังให้ โดยจำเลยคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ย ตามเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาโจทก์ค้างชำระค่าเช่าซื้องวดเดือนธันวาคม 2539 ถึงงวดเดือนมีนาคม 2540 จำเลยได้ไปยึดรถคืนในวันที่ 26 มีนาคม 2540 ครั้นวันที่ 28 มีนาคม 2540 โจทก์นำเงินเท่าจำนวนค่าเช่าซื้อที่ค้างกับค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยไปชำระให้แก่จำเลย จำเลยก็ออกใบเสร็จรับเงินตามงวดที่ค้างชำระย้อนหลังให้เช่นเดิมอีก ตามเอกสารหมาย จ.5 พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยไม่ได้ถือเอาข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.3ข้อ 10 เรื่องการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อเป็นสาระสำคัญ สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่สิ้นสุดลง เมื่อโจทก์นำเงินเช่าซื้องวดเดือนธันวาคม 2539ถึงงวดเดือนมีนาคม 2540 ไปชำระให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยต้องคืนรถที่เช่าซื้อแก่โจทก์ ข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยไม่ยอมคืน จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดสัญญาเช่าซื้อ เพราะไม่คืนรถให้แก่โจทก์ที่จำเลยฎีกาว่าในวันที่ 26 มีนาคม 2540 จำเลยมิได้ยึดรถแต่โจทก์ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนจำเลยเอง สัญญาเช่าซื้อจึงระงับไปตั้งแต่นั้นแล้วเห็นว่า จำเลยยึดรถที่เช่าซื้อไปในวันที่ 26 มีนาคม 2540 ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2540 โจทก์นำเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างไปชำระให้แก่จำเลย แสดงว่าโจทก์ยังต้องการรถนั้นอยู่ จึงไม่เชื่อว่าในวันนั้นโจทก์ได้ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนให้แก่จำเลย อันจะทำให้สัญญาเช่าซื้อระงับไปดังจำเลยอ้าง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้บอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายในระยะเวลาตามที่กำหนดก่อน แต่กลับนำคดีมาฟ้องร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยจึงไม่ได้โต้แย้งสิทธิโจทก์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้เพียงว่า จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือของโจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5และ 6 ซึ่งเป็นหนังสือขอให้จำเลยส่งมอบรถคืนให้แก่โจทก์เท่านั้นโดยไม่ได้ให้การว่า โจทก์มิได้บอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาก่อนดังนี้ ต้องถือว่าฎีกาของจำเลยในข้อนี้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9กำหนดให้โจทก์ใช้ค่าใช้ทรัพย์ให้แก่จำเลยชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคแรก ซึ่งในส่วนของการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม ให้ทำได้ด้วยการใช้เงินเมื่อค่าใช้ทรัพย์ของโจทก์เป็นเงินน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ต้องคืนศาลจึงสามารถนำเงินค่าใช้ทรัพย์มาหักออกจากค่าเช่าซื้อที่ต้องคืนได้โดยจำเลยไม่จำต้องฟ้องแย้งไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9วินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์เรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าปรับเพราะโจทก์ส่งงานล่าช้าด้วยเหตุไม่ได้ใช้รถได้หรือไม่เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่มีรถพอใช้งาน โจทก์สามารถหารถอื่นมาทดแทนได้ หากต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่นต้องเสียค่าเช่า ค่าเช่าที่โจทก์ต้องเสียไปถือเป็นค่าเสียหาย เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาโจทก์เรียกให้จำเลยชดใช้ได้ การที่โจทก์ไม่ดำเนินการดังกล่าวจนงานล่าช้าและถูกปรับ ค่าปรับไม่ใช่ความเสียหายอันเกิดจากจำเลยผิดสัญญา โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยชดใช้ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด จิ้วเสรี
จำเลย — บริษัท ปัตตานีเจริญเทรดดิ้ง (1972) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ชวลิต ศรีสง่า
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1106/2544
#268110
เปิดฉบับเต็ม

จ. เภสัชกร 8 และ ศ. เภสัชกร 5 กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มีหน้าที่ตรวจสอบสถานที่ผลิต เก็บ และขายวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าว รวมทั้งตรวจสอบตามร้านขายยาโดยทั่วไป และได้พบเห็นจำเลยทั้งสองกระทำผิดซึ่งหน้า ดังนั้น การตรวจค้นร้านขายยาภักดีเภสัชสถานที่เกิดเหตุและจับกุมจำเลยทั้งสอง จึงกระทำโดยชอบ ทั้งเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินการเป็นขั้นตอนในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 52 แห่ง พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 เมื่อได้แจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุและพนักงานสอบสวนได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบเฟนเตอมีนให้แก่กระทรวงสาธารณสุข และริบเงินสด จำนวน 720 บาท ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เป็นความผิดสองกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและทางพิจารณานำสืบรับว่า มีเฟนเตอมีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อขายและขาย นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ริบเฟนเตอมีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุขและริบเงินสดของกลาง จำนวน 720 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64, 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี และปรับกระทงละ 120,000 บาท รวมจำคุก 6 ปี และปรับ 240,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 80,000 บาท รวมจำคุก 4 ปี และปรับ 160,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกินกระทงละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง

นายจิรวัฒน์ เภสัชกร 8 และนางสาวโศภิต เภสัชกร 5 กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมกับยึดยาลดความอ้วน จำนวน 116 เม็ด และเงินสด 720 บาท ไว้เป็นของกลาง ยาลดความอ้วนดังกล่าวเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ชนิดเฟนเตอมีน หนัก 41.76 กรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อกฎหมายว่า พยานโจทก์มิใช่เจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจค้นและมิได้มีการแจ้งความไว้ก่อน ทั้งไม่มีหมายจับหรือหมายค้น การตรวจค้นจับกุมไม่ชอบ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า นายจิรวัฒน์และนางสาวโศภิตเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มีหน้าที่ตรวจสอบสถานที่ผลิต เก็บ และขายวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าว รวมทั้งตรวจสอบตามร้านขายยาโดยทั่วไป และได้พบเห็นจำเลยทั้งสองกระทำผิดซึ่งหน้า ดังนั้น การตรวจค้นจับกุมร้านขายยาภักดีเภสัชสถานที่เกิดเหตุและจำเลยทั้งสองจึงกระทำโดยชอบ ทั้งเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินการเป็นขั้นตอนในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 แล้ว เมื่อได้แจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุและพนักงานสอบสวนได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้...

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 49 ม. 52
ป.วิ.อ. ม. 2 (16)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายโชคชัย มหาพล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายชะรัตน์ สุวรรณมา
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชชา ชินวงษ์พราห์ม
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1097/2544
#40512
เปิดฉบับเต็ม

การทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองจะต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1658 ที่บัญญัติว่า "(1) ผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่กรมการอำเภอต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน (2) กรมการอำเภอต้องจดข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งให้ทราบนั้นลงไว้ และอ่านข้อความนั้นให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟัง" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในการทำพินัยกรรมมีเฉพาะ ส. เข้าไปในบ้านเพื่อทำพินัยกรรมให้กับ บ. ตามที่ได้ยื่นคำร้องไว้ โดยปลัดอำเภออาวุโสรักษาราชการแทนนายอำเภอกับ ถ. นั่งรับประทานอาหารอยู่ที่ร้านอาหารตรงกันข้ามกับปากตรอกทางเข้าบ้าน บ. เมื่อทำพินัยกรรมเสร็จแล้ว ส. จึงนำพินัยกรรมนั้นมาให้ปลัดอำเภออาวุโสรักษาราชการแทนนายอำเภอและ ถ. ลงลายมือชื่อที่ร้านอาหารแม้ในหน้าสุดท้ายของพินัยกรรมจะระบุว่า ปลัดอำเภอรักษาราชการแทนนายอำเภอ รับรองว่าเป็นผู้ทำหน้าที่จดข้อความ แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าผู้ทำหน้าที่จดข้อความคือ ส. แม้จะฟังว่า ปลัดอำเภอรักษาราชการแทนนายอำเภอสั่งให้ ส. ช่วยจดข้อความแทน แต่ขณะจดข้อความนั้นมิได้กระทำต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกันพินัยกรรมนี้จึงขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 1658 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1705

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า นายบุญจวงกับนางแจ่ม นันทโชอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยามาตั้งแต่ปี 2467 มีบุตรด้วยกัน 10 คนคือโจทก์ที่ 1 นายประดิษฐ์ นันทโช จำเลยที่ 1 นายบรรจง นันทโช โจทก์ที่ 4 จำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 5 ถึงที่ 7 และจำเลยที่ 3 ปรากฏตามบัญชีเครือญาติท้ายฟ้อง นายประดิษฐ์และนายบรรจงถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรนายประดิษฐ์ โจทก์ที่ 3 เป็นบุตรนายบรรจงนางแจ่มถึงแก่ความตายก่อนนายบุญจวงโดยมีโจทก์ที่ 5 เป็นผู้จัดการมรดกของนางแจ่มตามคำสั่งศาล เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2537 นายบุญจวงได้ถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2538 จำเลยทั้งสามไปยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอรับโอนทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของนายบุญจวงฉบับลงวันที่ 17 มกราคม 2537 แต่โจทก์ที่ 4 ได้คัดค้านไว้พินัยกรรมฉบับดังกล่าวเป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะที่ดินโฉนดเลขที่ 2653 มีชื่อนางแจ่มถือกรรมสิทธิ์อยู่ด้วยนายบุญจวงย่อมไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินส่วนของนางแจ่มให้บุคคลอื่นพินัยกรรมมี 3 หน้า แต่หน้า 1 และ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อของนายบุญจวงผู้ทำพินัยกรรม รวมทั้งไม่ได้ลงลายมือชื่อของพยานและเจ้าพนักงานผู้จัดทำพินัยกรรมโจทก์ทั้งเจ็ดไม่รับรองว่าลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ทำพินัยกรรมเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของนายบุญจวงหากนายบุญจวงพิมพ์ลายนิ้วมือนั้นแสดงว่านายบุญจวงมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ในขณะทำพินัยกรรมและพินัยกรรมไม่ได้ทำขึ้นต่อหน้าเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจพินัยกรรมจึงตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิได้รับมรดกดังกล่าวของนายบุญจวงและนางแจ่มร่วมกับจำเลยทั้งสามคนละส่วนเท่า ๆ กัน กับมีสิทธิได้รับเงินส่วนแบ่งจากค่าเช่าทรัพย์มรดกดังกล่าวที่บุคคลอื่นเช่าอยู่ ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมของนายบุญจวงฉบับลงวันที่ 17 มกราคม 2537 เป็นโมฆะให้จำเลยทั้งสามและโจทก์ที่ 6 ระงับและเพิกถอนการขอรับโอนที่ดินตามพินัยกรรมฉบับดังกล่าว ให้โจทก์ทั้งเจ็ดถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยทั้งสามในที่ดินโฉนดเลขที่ 2973 โฉนดเลขที่ 2653 โฉนดเลขที่ 2540และโฉนดเลขที่ 2566 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง หากดำเนินการไม่ได้ให้นำทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกัน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งเจ็ดเพื่อดำเนินการต่อเจ้าพนักงาน หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเช่า 33,600 บาทแก่โจทก์ทั้งเจ็ดเพื่อแบ่งคนละส่วน และชำระค่าเช่าแก่โจทก์ทั้งเจ็ดอีกเดือนละ 5,600 บาท นับแต่เดือนมิถุนายน 2538 จนกว่าจะแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบพินัยกรรมของนายบุญจวงฉบับลงวันที่ 5 ตุลาคม 2537 แก่โจทก์ทั้งเจ็ด

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3ไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประดิษฐ์ นันทโช และนายบรรจง นันทโช ตามลำดับเพราะบิดามารดาของโจทก์ที่ 2 และที่ 3ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ที่ดินโฉนดเลขที่ 2653 ตามฟ้อง นายบุญจวงและนางแจ่ม นันทโช ยกให้จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 ได้ปลูกสร้างบ้านในที่ดินด้วยค่าใช้จ่ายของตนเองและให้บุคคลอื่นเช่าบ้านจำเลยที่ 2ครอบครองด้วยเจตนาสุจริต เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมานานกว่า 20 ปี ไม่ได้ครอบครองแทนทายาท จำเลยที่ 2จึงได้กรรมสิทธิ์ด้วยการครอบครองปรปักษ์ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 2540และโฉนดเลขที่ 2566 ตามฟ้องเจ้ามรดกทั้งสองยกให้จำเลยทั้งสามและโจทก์ที่ 6 แล้ว และโจทก์ที่ 6 ออกค่าก่อสร้างบ้านเท่ากันและครอบครองที่ดินแปลงนี้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมานานกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 2 และโจทก์ที่ 6จึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้ด้วยการครอบครองปรปักษ์ ค่าเช่าบ้านตามฟ้องมิใช่ทรัพย์มรดก เพราะเจ้ามรดกมอบให้จำเลยที่ 1เก็บกินค่าเช่าบ้านในที่ดินโฉนดเลขที่ 2973 และมอบให้จำเลยที่ 1ที่ 3 และโจทก์ที่ 6 เก็บกินค่าเช่าบ้านในที่ดินโฉนดเลขที่ 2566มาโดยตลอดหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ค่าเช่าบ้านดังกล่าวจึงมิใช่เงินที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และโจทก์ที่ 6 ครอบครองแทนทายาทพินัยกรรมฉบับแรกตามฟ้องเป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองจัดทำขึ้นโดยเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ ได้ทำพินัยกรรมตามเจตนารมณ์ของเจ้ามรดก ซึ่งขณะทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พยานผู้นั่งทำพินัยกรรมเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่มีส่วนได้เสียและได้ลงลายมือชื่อพร้อมกันต่อหน้าผู้ทำพินัยกรรม พินัยกรรมฉบับดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายและผู้ทำพินัยกรรมกับพยานผู้ทำพินัยกรรมไม่จำต้องประทับลายพิมพ์นิ้วมือหรือลงลายมือชื่อในพินัยกรรมทุกแผ่นตามฟ้อง โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับเงินสดจากเจ้ามรดกไปเป็นที่พอใจและให้คำมั่นกับเจ้ามรดกทั้งสองว่าพอใจในทรัพย์สินที่ได้รับแล้ว ไม่ติดใจในทรัพย์มรดกอย่างอื่นอีก โจทก์ที่ 1 และที่ 7สละมรดก เพราะเจ้ามรดกมอบเงินให้โจทก์ที่ 1 และที่ 7จนเป็นที่พอใจแล้วตามสำเนาเอกสารท้ายคำให้การ หากโจทก์ทั้งเจ็ดจะได้รับมรดกก็ได้เฉพาะในส่วนที่เป็นของนางแจ่มเพราะส่วนของนายบุญจวงตกเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสามแล้วขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 3 ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนของโจทก์ที่ 3ออกจากสารบบความ

นายบรรจง นันทโช ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมอ้างว่าเป็นทายาทโดยธรรม มีสิทธิรับมรดกตามฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างพิจารณา โจทก์ร่วมถึงแก่ความตาย นางสาวเบญจมาศนันทโช ทายาทของโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 2973 ตำบลปากน้ำอำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้จำเลยที่ 1 ได้รับตามพินัยกรรมครึ่งหนึ่งและในส่วนของนายบุญจวงที่ได้รับมาในฐานะทายาทของนางแจ่ม 1 ส่วน ที่เหลือให้แบ่งกันระหว่างโจทก์ที่ 1ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 โจทก์ร่วม โจทก์ที่ 2 ในฐานะทายาทของนายประดิษฐ์และจำเลยทั้งสามคนละ 1 ส่วน ให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 2653 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้จำเลยที่ 2 ได้รับตามพินัยกรรมครึ่งหนึ่งและในส่วนของนายบุญจวงที่ได้รับมาในฐานะทายาทของนางแจ่ม 1 ส่วน ที่เหลือให้แบ่งกันระหว่างโจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 โจทก์ร่วม โจทก์ที่ 2 ในฐานะทายาทของนายประดิษฐ์และจำเลยทั้งสามคนละ 1 ส่วน ให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 2540 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพรพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และโจทก์ที่ 6 ได้รับตามพินัยกรรมครึ่งหนึ่ง และคนละหนึ่งในสามในส่วนของนายบุญจวงที่ได้รับมาในฐานะทายาทของนางแจ่ม 1 ส่วน ที่เหลือให้แบ่งกันระหว่างโจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 โจทก์ร่วม โจทก์ที่ 2 ในฐานะทายาทของนายประดิษฐ์และจำเลยทั้งสามคนละส่วน และให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 2566 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และโจทก์ที่ 6ได้รับตามพินัยกรรมครึ่งหนึ่ง และคนละหนึ่งในสามในส่วนของนายบุญจวงที่ได้รับมาในฐานะทายาทของนางแจ่ม 1 ส่วน ที่เหลือให้แบ่งกันระหว่างโจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 โจทก์ร่วม โจทก์ที่ 2ในฐานะทายาทของนายประดิษฐ์และจำเลยทั้งสามคนละส่วนการแบ่งให้ตกลงกันเองระหว่างทายาทหรือโดยการนำออกขายแล้วนำเงินมาแบ่งกันตามส่วนให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 4ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 โจทก์ร่วม โจทก์ที่ 2 ในฐานะทายาทของนายประดิษฐ์คนละ 2,400 บาท กับชำระค่าเช่าให้อีกคนละ 500 บาทต่อเดือนนับแต่เดือนกรกฎาคม 2538 จนกว่าจะแบ่งมรดกเสร็จหรือไม่มีผู้เช่าทรัพย์มรดกอีกต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับคำขออื่นให้ยก

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 7 โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า พินัยกรรมของนายบุญจวงนันทโช ฉบับลงวันที่ 17 มกราคม 2537 เป็นโมฆะ ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2973 โฉนดเลขที่ 2653โฉนดเลขที่ 2540 และโฉนดเลขที่ 2566 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้โจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6ที่ 7 โจทก์ร่วม โจทก์ที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายประดิษฐ์นันทโช และจำเลยทั้งสามถือกรรมสิทธิ์รวมคนละส่วนเท่ากัน และให้คู่ความที่เป็นผู้รับโอนออกค่าธรรมเนียมการโอนเท่ากัน ถ้าจำเลยทั้งสามไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินค่าเช่าบ้านเสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามเป็นประการแรกว่า พินัยกรรมของนายบุญจวงฉบับลงวันที่ 17 มกราคม 2537 ตามเอกสารหมาย จ.3 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหานี้ได้ความจากนายสำรอง หนูรักษา ปลัดอำเภอเมืองชุมพรผู้จัดทำพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.3 และนายถวิล ช่วยยิ้มเจ้าหน้าที่ปกครองผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมเอกสารหมายจ.3 ซึ่งเบิกความเป็นพยานฝ่ายโจทก์และจำเลยทั้งสามว่า ในวันทำพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.3 นั้น นายอำเภอไม่อยู่ มีนายสุรเชตตันติวรานนท์ เป็นปลัดอำเภออาวุโสรักษาราชการแทนนายอำเภอ นายสุรเชต นายสำรอง และนายถวิลได้ออกจากที่ว่าการอำเภอเพื่อไปทำพินัยกรรมให้แก่นายบุญจวงที่บ้าน แต่ปรากฏว่าในการทำพินัยกรรมนั้นมีเฉพาะนายสำรองเข้าไปในบ้านเพียงคนเดียวส่วนนายสุรเชตกับนายถวิลนั่งรับประทานอาหารอยู่ที่ร้านอาหารฝั่งตรงข้ามกับปากตรอกทางเข้าบ้านของนายบุญจวง เมื่อนายสำรองทำพินัยกรรมให้นายบุญจวงเสร็จแล้ว จึงนำพินัยกรรมนั้นมาให้นายสุรเชตและนายถวิลลงลายมือชื่อที่ร้านอาหาร เห็นว่า นายสำรองและนายถวิลต่างเป็นเจ้าพนักงาน การออกไปทำพินัยกรรมให้นายบุญจวงก็เป็นการออกไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องไว้ตามเอกสารหมาย จ.5 เมื่อเกิดกรณีพิพาทเกี่ยวกับพินัยกรรมฉบับนี้นายสำรองและนายถวิลต้องเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นพยานก็ในฐานะพยานตามหมายเรียกซึ่งอ้างและขอโดยฝ่ายโจทก์และจำเลยทั้งสองเพราะเหตุว่าพยานทั้งสองนี้ไปมีชื่อปรากฏว่าร่วมรู้เห็นในพินัยกรรมฉบับนี้ส่วนจะรู้เห็นหรือไม่แค่ไหนเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่พยานทั้งสองเบิกความ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าพยานทั้งสองมีส่วนได้ส่วนเสียกับคู่ความในคดีแต่อย่างใด ทั้งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่เชื่อว่าต่างเบิกความไปตามความจริงที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างว่า พยานทั้งสองเบิกความขัดต่อเหตุผลและความเป็นจริง กับขัดแย้งกับความจริงที่ปรากฏและระบุไว้ในพินัยกรรมนั้น เห็นว่า คำเบิกความของพยานทั้งสองดังกล่าวหามีข้อบ่งบอกหรือพิรุธใด ๆ อันจะทำให้เชื่อได้ว่าเป็นจริงดังที่จำเลยทั้งสามอ้าง เมื่อพินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.3 เกิดขึ้นโดยจำเลยที่ 2 ไปยื่นคำร้องขอทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองให้แก่นายบุญจวงตามคำร้องเอกสารหมาย จ.5 การจัดทำพินัยกรรมดังกล่าวก็จะต้องทำตามแบบที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 บัญญัติว่า "(1) ผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่กรมการอำเภอต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน (2) กรมการอำเภอต้องจดข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งให้ทราบนั้นลงไว้ และอ่านข้อความนั้นให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟัง" แม้ในหน้าสุดท้ายของพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.3มีบันทึกว่า "ข้าพเจ้านายสุรเชต ตันติวรานนท์ ปลัดอำเภอรักษาราชการแทนนายอำเภอเมืองชุมพร ขอรับรองว่านายบุญจวงนันทโช ผู้ทำพินัยกรรมได้แจ้งข้อความที่ตนประสงค์ให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมดังกล่าวมาแล้วข้างต้นต่อหน้าข้าพเจ้าและพยานสองคนคือนายสำรอง หนูรักษา และนายถวิล ช่วยยิ้ม" ซึ่งแสดงว่ากรมการอำเภอผู้ทำหน้าที่จดข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งให้ทราบตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในที่นี้ก็คือนายสุรเชตนั่นเอง แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าผู้ทำหน้าที่จดข้อความคือนายสำรองมิใช่นายสุรเชตปลัดอำเภออาวุโสรักษาราชการแทนนายอำเภอ แม้หากจะฟังว่านายสุรเชตสั่งให้นายสำรองช่วยจดข้อความแทน แต่ขณะจดข้อความนั้นมิได้กระทำต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ดังนั้นพินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.3 จึงขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 1658ดังกล่าวข้างต้นและย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1705ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.3ตกเป็นโมฆะนั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1658 ม. 1705
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จำรัส ศุภพันธ์ กับพวก
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย บรรจง นันทโช โดยนางสาว เบญจมาศ นันทโช ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย ปราณีต นันทโช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
ผล อนุวัตรนิติการ
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1095/2544
#40511
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลรัษฎากรไม่มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้เจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดใหม่ให้ถูกต้อง โดยเฉพาะการประเมินใหม่โดยยกเลิกการประเมินครั้งก่อนเนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินมิได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย แม้การประเมินที่ผิดพลาดดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ยกเลิกการประเมินในครั้งแรกแล้ว ต้องถือเสมือนว่าไม่มีการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงไม่มีคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินที่จะให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยต่อไป การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำหน่ายคำอุทธรณ์ของโจทก์ จึงชอบแล้ว

การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในครั้งใหม่ยังประเมินให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับเท่าเดิม คงมีส่วนเงินเพิ่มเท่านั้นที่ประเมินให้โจทก์ชำระเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนด เมื่อการประเมินครั้งใหม่ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพียงครั้งเดียว จึงไม่เป็นการประเมินซ้ำซ้อนหรือทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อน

อธิบดีกรมสรรพากรได้มอบอำนาจให้สรรพากรภาคปฏิบัติราชการแทนอธิบดีอนุมัติขยายเวลาประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88/6 วรรคท้าย เมื่อสรรพากรภาคปฏิบัติราชการแทนอธิบดีอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์สำหรับเดือนภาษีพฤษภาคมและกรกฎาคม 2538ได้ภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี และเจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มลงวันที่ 16 มิถุนายน 2541 โดยโจทก์ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2541 จึงเป็นการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนด

การที่เจ้าพนักงานประเมินคิดคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ต้องเสียโดยไม่ชอบทำให้โจทก์มีภาษีที่ชำระเกิน โจทก์จึงไม่ใช่บุคคลที่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีไม่ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89/1กรมสรรพากรจำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มจากโจทก์

โจทก์นำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้คำนวณภาษี เป็นเหตุให้โจทก์ถูกประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับอีก 2 เท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีปลอมตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89(7) แต่ไม่ต้องเบี้ยปรับอีก 1 เท่าของเงินภาษีที่เสียคลาดเคลื่อนหรือนำส่งคลาดเคลื่อนหรือของจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไปตามมาตรา 89(3) และ (4)ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.37/2534 เรื่อง ระเบียบการงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 และภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/21(6) แห่งประมวลรัษฎากร แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.45/2536 เพราะการใช้ใบกำกับภาษีปลอมย่อมเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอยู่ด้วยในตัว

การที่เจ้าพนักงานประเมินให้ผู้เสียภาษีอากรรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยไม่มีอำนาจหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมายทำให้ผู้เสียภาษีต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียตามกฎหมายต้องถือเสมือนหนึ่งว่าไม่ได้มีการประเมินหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินในส่วนนั้นที่โจทก์ต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินในส่วนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้โดยไม่จำต้องใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินจากเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มภ.พ.73.1 จำนวน 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 เลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100662 ให้โจทก์ชำระภาษี 1,258,625 บาท ฉบับที่ 2เลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100663 ให้โจทก์ชำระภาษี1,250,260 บาท ฉบับที่ 3 เลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100664ให้โจทก์ชำระภาษี 3,212 บาท ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2541โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหนังสือแจ้งการยกเลิกประเมินเฉพาะหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100662-100663 และทำหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่ให้โจทก์ชำระภาษีจำนวน 2 ฉบับ ฉบับที่ 1เลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100851 ให้โจทก์ชำระภาษี1,275,426 บาท ฉบับที่ 2 เลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100852ให้โจทก์ชำระภาษี 1,267,061 บาท ต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม2542 โจทก์ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้จำหน่ายคำอุทธรณ์ของโจทก์ฉบับลงวันที่ 26 มีนาคม 2541เฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100662-100663 โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่พิจารณาคำอุทธรณ์ของโจทก์ ซึ่งการกระทำของเจ้าพนักงานประเมินและของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่มีกฎหมายให้อำนาจสร้างความไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีอากรขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินที่ให้ยกเลิกการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100662-100663และเพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100851-100852 เสีย ให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ให้จำหน่ายอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 26มีนาคม 2541 เฉพาะในส่วนอุทธรณ์การประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100662-100663และให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์

จำเลยให้การว่า การยกเลิกการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.73.1 เลขที่ตป.1.5/2007260/5/100662-100663 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์2541 และการแจ้งการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.73.1 เลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100851-100852 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2541 นั้นเนื่องจากหนังสือแจ้งการประเมินครั้งแรกของจำเลยเป็นการประเมินโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 88, 88/2, 88/5, 88/6(1) แห่งประมวลรัษฎากรยังไม่ถูกต้องเพราะมิได้กระทำภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 88/6(1)เจ้าพนักงานประเมินโดยอนุมัติอธิบดีกรมสรรพากรจึงได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเสียใหม่ให้ถูกต้อง จึงจำเป็นต้องยกเลิกหนังสือแจ้งการประเมินเดิมซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรหรือกฎหมายใดกำหนดห้ามมิให้เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยดำเนินการแก้ให้ถูกต้อง การยกเลิกการประเมินและการแจ้งการประเมินฉบับใหม่จึงเป็นการชอบ การประเมินดังกล่าวไม่ทำให้โจทก์ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระให้แก่จำเลย หากโจทก์เห็นว่าการประเมินครั้งใหม่ไม่ถูกต้อง โจทก์ต้องอุทธรณ์การประเมินใหม่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ถือว่าการประเมินภาษีเป็นที่สุดโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนคำสั่งจำหน่ายคำอุทธรณ์การประเมินภาษีนั้น เมื่อจำเลยยกเลิกการประเมินฉบับแรกและแจ้งโจทก์ทราบก่อนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ กรณีจึงไม่มีประเด็นที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัยต่อไป คำสั่งจำหน่ายคำอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินที่ให้ยกเลิกการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100662-100663และเพิกถอนคำสั่งแจ้งการประเมินตามหนังสือเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100851-100852 และให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ให้จำหน่ายอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 26 มีนาคม 2541 เฉพาะในส่วนอุทธรณ์การประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100662-100663 เพื่อดำเนินการมีคำวินิจฉัยต่อไป

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัด โจทก์มอบอำนาจให้นายโชคชัย นิลเจียรสกุล เป็นผู้ฟ้องร้องและดำเนินคดีแทนจำเลยเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.73.1ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 จำนวน 3 ฉบับ ให้โจทก์ชำระภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแต่ละฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 1 เลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100662 ให้โจทก์ชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีพฤษภาคม 2538 จำนวน 280,005.74 บาท เบี้ยปรับจำนวน840,017.22 บาท เงินเพิ่มจำนวน 138,602.84 บาท ฉบับที่ 2เลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100663 สำหรับเดือนภาษีกรกฎาคม2538 ให้โจทก์ชำระภาษีจำนวน 280,013.54 บาท เบี้ยปรับจำนวน 840,040.62 บาท เงินเพิ่มจำนวน 130,206.29 บาทฉบับที่ 3 เลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100664 สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2539 ให้โจทก์ชำระภาษีจำนวน 1,361.27 บาทเบี้ยปรับจำนวน 1,361.27 บาท เงินเพิ่มจำนวน 490.06 บาทต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2541 โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาอุทธรณ์เจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งยกเลิกการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ตป.1.5/2007260/5/100662-100663 และมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2541จำนวน 2 ฉบับ ให้โจทก์ชำระภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแต่ละฉบับดังนี้ ฉบับที่ 1 เลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100851ให้โจทก์ชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีพฤษภาคม 2538 จำนวน280,005.74 บาท เบี้ยปรับจำนวน 840,017.22 บาท เงินเพิ่มจำนวน 155,403.19 บาท ฉบับที่ 2 เลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100852 ให้โจทก์ชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีกรกฎาคม2538 จำนวน 280,013.54 บาท เบี้ยปรับจำนวน 840,040.62บาท เงินเพิ่มจำนวน 147,007.11 บาท เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่า การประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100662-100663นั้น ยังไม่ถูกต้อง เพราะการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวมิได้กระทำภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 88/6(1) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินโดยอนุมัติอธิบดีจึงได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์สำหรับเดือนภาษีพฤษภาคมและกรกฎาคม 2538 ใหม่ให้ถูกต้องตามมาตรา 88/6 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับใหม่แล้วตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2541ต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม 2542 โจทก์ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้จำหน่ายคำอุทธรณ์ของโจทก์ฉบับลงวันที่ 26มีนาคม 2541 เฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100662-100663

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกมีว่าเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจยกเลิกการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100662-100663 และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจจำหน่ายคำอุทธรณ์ของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 26 มีนาคม 2541ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100662-100663เจ้าพนักงานประเมินโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 88, 88/2, 88/5และ 88/6(1) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100851-100852เจ้าพนักงานประเมินโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 88, 88/2, 88/5และ 88/6 แห่งประมวลรัษฎากรทั้งนี้เนื่องจากการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์สำหรับเดือนภาษีพฤษภาคมและกรกฎาคม 2538มิได้กระทำภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากรส่วน 12 หมวด 4 ลักษณะ 2 ไม่มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้เจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดใหม่ให้ถูกต้องได้โดยเฉพาะการประเมินใหม่ โดยยกเลิกการประเมินครั้งก่อนเนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินมิได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย และถึงแม้การประเมินที่ผิดพลาดดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม นอกจากนี้การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพฤษภาคมและกรกฎาคม2538 ใหม่ ก็มิได้ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแต่ประการใดเนื่องจากการประเมินใหม่นั้นเจ้าพนักงานประเมินยังคงประเมินให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับเท่าเดิม คงมีส่วนเงินเพิ่มเท่านั้นที่ประเมินให้โจทก์ชำระเพิ่มขึ้นจากจำนวน 138,602.84บาท เป็นจำนวน 155,403.19 บาท สำหรับเดือนภาษีพฤษภาคม2538 และจากจำนวน 130,206.29 บาท เป็นจำนวน 147,007.11บาท สำหรับเดือนภาษีกรกฎาคม 2538 ซึ่งก็หาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ เพราะบุคคลที่ไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย บุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มจนถึงวันชำระภาษีหรือนำส่งภาษี แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งตามมาตรา 89/1ดังนั้น หากโจทก์ยังมิได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่จำเลยอย่างถูกต้องครบถ้วน โจทก์ย่อมมีหน้าที่เสียเงินเพิ่มให้แก่จำเลยตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ฉะนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินให้โจทก์เสียเงินเพิ่มสูงขึ้นกว่าการประเมินครั้งแรก จึงเป็นการกระทำไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เงินเพิ่มที่สูงขึ้นจึงมิใช่ผลโดยตรงมาจากการประเมินใหม่ของเจ้าพนักงานประเมินแต่เป็นผลโดยตรงมาจากการที่โจทก์มิได้ชำระภาษีให้ถูกต้องครบถ้วน นอกจากนี้หากจะแปลความว่าเจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดใหม่ให้ถูกต้องได้แล้วอาจจะก่อให้เกิดผลเสียหายได้ หากเจ้าพนักงานประเมินภาษีให้ผู้ที่ไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีหรือนำส่งภาษีต้องชำระภาษีหรือนำส่งภาษีแล้วตรวจพบความผิดพลาดดังกล่าว เช่นนี้ ผู้ที่ถูกแจ้งการประเมินจะต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาต่อศาลเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการก่อภาระให้แก่ประชาชนเกินสมควรอันไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น ดังนี้ เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจยกเลิกการประเมินของตนเองได้ หากพบความผิดพลาดบกพร่องและเมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ยกเลิกการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในครั้งแรกแล้ว กรณีของโจทก์จึงต้องถือเสมือนว่าไม่มีการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพฤษภาคมและกรกฎาคม2538 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ตป.1.5/2007260/5/100662-100663 เมื่อไม่มีการประเมินภาษีแล้ว จึงไม่มีคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินที่จะให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยต่อไป การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำหน่ายคำอุทธรณ์ของโจทก์ฉบับลงวันที่ 26มีนาคม 2541 จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100851-100852ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในครั้งใหม่นั้นเจ้าพนักงานก็ยังคงประเมินให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับเท่าเดิม คงมีส่วนเงินเพิ่มเท่านั้นที่ประเมินให้โจทก์ชำระเพิ่มขึ้น ซึ่งเงินเพิ่มที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากบุคคลที่ไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย เมื่อการประเมินครั้งใหม่โดยยกเลิกการประเมินครั้งแรกนั้น มีผลทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพียงครั้งเดียว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในครั้งหลัง จึงหาใช่การประเมินซ้ำซ้อนหรือทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนแต่ประการใดไม่ และเมื่อตรวจสอบเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 1 ถึง 3 ซึ่งเป็นคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.197/2541 เรื่อง มอบอำนาจหน้าที่ให้สรรพากรภาค และผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภาษีสั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 38(7)แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534ปรากฏว่าอธิบดีกรมสรรพากรได้มอบอำนาจให้สรรพากรภาคปฏิบัติราชการแทนอธิบดีอนุมัติขยายเวลาประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 88/6 วรรคท้ายแห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งสรรพากรภาค 2ได้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีโดยอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์สำหรับเดือนภาษีพฤษภาคมและกรกฎาคม 2538 ได้ภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา 88/6วรรคท้าย ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 12 ถึง 13 และ 40ประกอบด้วยเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 6 ถึง 9 ดังนี้ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100851-100852 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2541 โดยโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2541 จึงเป็นการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีชอบด้วยมาตรา 88/6 วรรคท้าย แล้วแต่จากการตรวจสอบหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100851-100852 ปรากฏว่าเดือนภาษีพฤษภาคมและกรกฎาคม 2538 โจทก์มีภาษีขายตามผลการตรวจสอบจำนวน 182,646.22 บาท และ 231,087.05บาท มีภาษีซื้อตามผลการตรวจสอบ จำนวน 205,548.30 บาทและ 245,390.02 บาท โจทก์จึงมีภาษีที่ชำระเกิน 22,902.08บาท และ 14,302.97 บาท แต่โจทก์ได้นำภาษีสุทธิที่ชำระเกินตามแบบแสดงรายการที่ยื่นไว้จำนวน 302,907.82 บาท และ562,250.44 บาท มาบวกเป็นภาษีที่ชำระเกินในช่องตามผลการตรวจสอบเป็นผลให้โจทก์มีภาษีทั้งสิ้นที่ต้องชำระ 280,005.74บาท และ 280,013.54 บาท นั้น เห็นว่า การคิดคำนวณดังกล่าวไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 และไม่มีบทกฎหมายใดรับรองอีกทั้งยังไม่เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี เมื่อวิธีการคิดคำนวณของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าวไม่ชอบดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์มีภาษีที่ชำระเกินทั้งสิ้นสำหรับเดือนภาษีพฤษภาคม2538 จำนวน 22,902.08 บาท และสำหรับเดือนภาษีกรกฎาคม2538 จำนวน 14,302.97 บาท ซึ่งการที่โจทก์มีภาษีที่ชำระเกินดังกล่าว โจทก์จึงไม่ใช่บุคคลที่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีไม่ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ตามมาตรา 89/1 ด้วยเหตุนี้จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มจากโจทก์ ส่วนเบี้ยปรับนั้น เห็นว่าโจทก์นำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้คำนวณภาษี เป็นเหตุให้โจทก์ถูกประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพฤษภาคมและกรกฎาคม 2538 โจทก์จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับอีก 2 เท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีปลอมตามมาตรา 89(7)โจทก์หาต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีก 1 เท่าของเงินภาษีที่เสียคลาดเคลื่อนหรือนำส่งคลาดเคลื่อนหรือของจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป ตามมาตรา 89(3) และ (4) อีกด้วยไม่ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ทป.37/2534 เรื่อง ระเบียบการงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 และภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/21(6) แห่งประมวลรัษฎากรแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.45/2536 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2536เป็นต้นไป เพราะการใช้ใบกำกับภาษีปลอมดังกล่าวก็เป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอยู่ด้วยในตัวฉะนั้น สำหรับเดือนภาษีพฤษภาคมและกรกฎาคม 2538 โจทก์ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับเพียงจำนวน560,011 บาท และ 560,027 บาท โดยยกเว้นเศษของบาทจากการคำนวณภาษีแก่โจทก์ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 10)พ.ศ. 2500 มาตรา 5 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร(ฉบับที่ 238) พ.ศ. 2534 มาตรา 3 ประกอบด้วยประมวลรัษฎากรมาตรา 89/2 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์การประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100851-100852 ก็หาทำให้โจทก์หมดสิทธินำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ เพราะการที่เจ้าพนักงานประเมินให้ผู้เสียภาษีอากรรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยไม่มีอำนาจหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมายทำให้ผู้เสียภาษีต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียตามกฎหมาย ต้องถือเสมือนหนึ่งว่าไม่ได้มีการประเมินหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินในส่วนนั้นที่โจทก์ต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลขอให้เพิกถอนการประเมินในส่วนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ โดยไม่จำต้องใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะในส่วนที่อ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100851-100852ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2541 ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100851-100852 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2541โดยให้โจทก์ชำระแต่เพียงเบี้ยปรับจำนวน 560,011 บาท และ560,027 บาท รวมเป็นภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น 1,120,038 บาทนอกจากนี้ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 82/3 ม. 88/6 ม. 89 ม. 89/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ลี คอนทิเนนท์ เทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1095/2544
#99044
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป. รัษฎากร ลักษณะ 2 หมวด 4 ส่วน 12 เรื่องอำนาจเจ้าพนักงานประเมินไม่มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้เจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ ถึงแม้ว่าการประเมินที่ผิดพลาดดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม โดยเฉพาะการประเมินใหม่โดยยกเลิกการประเมินครั้งก่อนเนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินมิได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย นอกจากนี้การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในครั้งใหม่นั้น เจ้าพนักงานประเมินยังคงประเมินให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับเท่าเดิม คงมีส่วนเงินเพิ่มเท่านั้นที่ประเมินให้โจทก์ชำระเพิ่มขึ้น ซึ่งเงินเพิ่มที่เพิ่มขึ้นก็หาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ เนื่องจากบุคคลที่ไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย บุคคลนั้นย่อมต้องเสียเงินเพิ่มจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี ดังนั้น หากโจทก์ยังมิได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่จำเลยอย่างถูกต้องครบถ้วน โจทก์ย่อมมีหน้าที่เสียเงินเพิ่มให้แก่จำเลยอยู่แล้วตาม ป. รัษฎากร มาตรา 89/1 เมื่อการประเมินครั้งใหม่โดยยกเลิกการประเมินครั้งแรกนั้นมีผลทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพียงครั้งเดียว การประเมินในครั้งหลังจึงหาใช่การประเมินซ้ำซ้อนหรือทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนแต่ประการใดไม่

แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์การประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็หาทำให้โจทก์หมดสิทธินำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ เพราะการที่เจ้าพนักงานประเมินให้ผู้เสียภาษีอากรรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มโดยไม่มีอำนาจหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ทำให้ผู้เสียภาษีต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียตามกฎหมาย ต้องถือเสมือนหนึ่งว่าไม่ได้มีการประเมินหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินในส่วนนั้นที่โจทก์ต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลขอให้เพิกถอนการประเมินในส่วนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินที่ให้ยกเลิกการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100662 - 100663 และเพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100851 - 100852 เสีย ให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ให้จำหน่ายอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 26 มีนาคม 2541 เฉพาะในส่วนอุทธรณ์การประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100662 -100663 และให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัด จำเลยเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมายเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.73.1 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 จำนวน 3 ฉบับ ให้โจทก์ชำระภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2541 โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาอุทธรณ์ เจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งยกเลิกการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 จำนวน 2 ฉบับ และมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2541 จำนวน 2 ฉบับ ให้โจทก์ชำระภาษีและเบี้ยปรับเป็นจำนวนเงินเท่าเดิมแต่เรียกเก็บเงินเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่าการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในครั้งก่อนนั้นยังไม่ถูกต้อง เพราะการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวมิได้กระทำภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 88/6 (1) แห่ง ป. รัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินโดยอนุมัติอธิบดีจึงได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์สำหรับเดือนภาษีพฤษภาคมและกรกฎาคม 2538 ใหม่ให้ถูกต้องตามมาตรา 88/6 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับใหม่แล้วตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2541 ต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม 2542 โจทก์ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้จำหน่ายคำอุทธรณ์ของโจทก์ฉบับลงวันที่ 26 มีนาคม 2541 เฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกยกเลิกไปทั้ง 2 ฉบับ

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่าเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจยกเลิกการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจจำหน่ายคำอุทธรณ์ของโจทก์ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับเดิม) เลขที่ ตป.1.5/2007260/5 เจ้าพนักงานประเมินโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 88 , 88/2 , 88/5 และ 88/6 (1) แห่ง ป. รัษฎากร ส่วนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับใหม่) เลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100851 - 100852 เจ้าพนักงานประเมินโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 88 , 88/2 , 88/5 และ 88/6 แห่ง ป. รัษฎากร ทั้งนี้เนื่องจากการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์สำหรับเดือนภาษีพฤษภาคมและกรกฎาคม 2538 มิได้กระทำภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี เห็นว่า ตาม ป. รัษฎากร ส่วน 12 หมวด 4 ลักษณะ 2 ไม่มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้เจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดใหม่ให้ถูกต้องได้โดยเฉพาะการประเมินใหม่โดยยกเลิกการประเมินครั้งก่อน เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินมิได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย และถึงแม้การประเมินที่ผิดพลาดดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม นอกจากนี้การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพฤษภาคมและกรกฎาคม 2538 ใหม่ ก็มิได้ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแต่ประการใด เนื่องจากการประเมินใหม่นั้นเจ้าพนักงานประเมินยังคงประเมินให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับเท่าเดิม คงมีส่วนเงินเพิ่มเท่านั้นที่ประเมินให้โจทก์ชำระเพิ่มขึ้นจากจำนวน 138,602.84 บาท เป็นจำนวน 155,403.19 บาท สำหรับเดือนภาษีพฤษภาคม 2538 และจากจำนวน 130,206.29 บาท เป็นจำนวน 147,007.11 บาท สำหรับเดือนภาษีกรกฎาคม 2538 ซึ่งก็หาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ เพราะบุคคลที่ไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย บุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มจนถึงวันชำระภาษีหรือนำส่งภาษี แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง ตามมาตรา 89/1 ดังนั้น หากโจทก์ยังมิได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่จำเลยอย่างถูกต้องครบถ้วน โจทก์ย่อมมีหน้าที่เสียเงินเพิ่มให้แก่จำเลยตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ฉะนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินให้โจทก์เสียเงินเพิ่มสูงขึ้นกว่าการประเมินครั้งแรก จึงเป็นการกระทำไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เงินเพิ่มที่สูงขึ้นจึงมิใช่ผลโดยตรงมาจากการประเมินใหม่ของเจ้าพนักงานประเมิน แต่เป็นผลโดยตรงมาจากการที่โจทก์มิได้ชำระภาษีให้ถูกต้องครบถ้วน นอกจากนี้หากจะแปลความว่าเจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดใหม่ให้ถูกต้องได้แล้วอาจจะก่อให้เกิดผลเสียหายได้ หากเจ้าพนักงานประเมินภาษีให้ผู้ที่ไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีหรือนำส่งภาษีต้องชำระภาษีหรือนำส่งภาษีแล้วตรวจพบความผิดพลาดดังกล่าว เช่นนี้ ผู้ที่ถูกแจ้งการประเมินจะต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการก่อภาระให้แก่ประชาชนเกินสมควรอันไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น ดังนี้ เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจยกเลิกการประเมินของตนเองได้หากพบความผิดพลาดบกพร่อง และเมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ยกเลิกการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในครั้งแรกแล้ว กรณีของโจทก์จึงต้องถือเสมือนว่าไม่มีการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพฤษภาคมและกรกฎาคม 2538 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับเดิม เมื่อไม่มีการประเมินภาษีแล้วจึงไม่มีคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินที่จะให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยต่อไป การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำหน่ายคำอุทธรณ์ของโจทก์ฉบับลงวันที่ 26 มีนาคม 2541 จึงชอบแล้ว

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในครั้งใหม่นั้นเจ้าพนักงานก็ยังคงประเมินให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับเท่าเดิม คงมีส่วนเงินเพิ่มเท่านั้นที่ประเมินให้โจทก์ชำระเพิ่มขึ้น ซึ่งเงินเพิ่มที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากบุคคลที่ไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย เมื่อการประเมินครั้งใหม่โดยยกเลิกการประเมินครั้งแรกนั้นมีผลทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพียงครั้งเดียว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในครั้งหลังจึงหาใช่การประเมินซ้ำซ้อนหรือทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนแต่ประการใดไม่

แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์การประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในครั้งหลัง ก็หาทำให้โจทก์หมดสิทธินำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ เพราะการที่เจ้าพนักงานประเมินให้ผู้เสียภาษีอากรรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มโดยไม่มีอำนาจหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ทำให้ผู้เสียภาษีต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียตามกฎหมาย ต้องถือเสมือนหนึ่งว่าไม่ได้มีการประเมินหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินในส่วนนั้นที่โจทก์ต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลขอให้เพิกถอนการประเมินในส่วนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ โดยไม่จำต้องใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่อย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ตป.1.5/2007260/5/100851 - 100852 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2541โดยให้โจทก์ชำระแต่เพียงเบี้ยปรับ จำนวน 560,011 บาท และ 560,027 บาท รวมเป็นภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น 1,120,038 บาท นอกจากนี้ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 30 ม. 89/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลี คอนทิเนนท์ เทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1092/2544
#36544
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่โจทก์ ส่วนจำเลยในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างดังกล่าวมิใช่ผู้ที่ถูกประเมินจึงไม่มีเหตุที่เจ้าพนักงานประเมินจะแจ้ง การประเมินให้แก่จำเลย ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง จำเลยซึ่งหุ้นส่วนผู้จัดการ ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ให้ชำระหนี้ดังกล่าว ซึ่งเป็นหนี้ของห้างได้โดย ไม่ต้องแจ้งการประเมินให้จำเลยก่อน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1071 ประกอบมาตรา 1080ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในการบังคับคดีโดยจะให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดก่อน หรือจะให้บังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งเป็นลูกหนี้ก็ได้ ซึ่งแตกต่างกับกรณีเป็นผู้ค้ำประกันที่ผู้ค้ำประกันสามารถจะใช้สิทธิเรียกร้องให้เจ้าหนี้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อนตามมาตรา 688 อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใด ห้ามโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดมิให้ฟ้องร้องหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยต้องไปบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดก่อนการที่โจทก์ฟ้องจำเลยจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่งตามหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2540 โจทก์ได้ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่งต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินระหว่างปี 2532 ถึง 2534 พร้อมเงินเพิ่มเป็นเงิน 629,640 บาท ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5สิงหาคม 2540 ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่งชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ3,000 บาท ตามคดีหมายเลขดำที่ 42/2540 หมายเลขแดงที่ 83/2540คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่งยังไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีแล้วแต่ไม่มีทรัพย์สินให้ยึดชำระหนี้โจทก์จึงยังไม่ได้รับชำระหนี้ จำเลยเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีหน้าที่จัดการห้างจึงต้องรับผิดในหนี้ของห้างโดยไม่จำกัดจำนวนและต้องรับผิดเป็นส่วนตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1077, 1080, 1083 โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2541 และจำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 629,640 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามคำฟ้องของโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร จึงเป็นคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรศาลฎีกาพิพากษากลับให้ศาลภาษีอากรกลางรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาต่อไป

จำเลยให้การว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่งได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ แต่โจทก์ไม่ได้แจ้งคำชี้ขาดให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่งทราบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่ง แม้ศาลภาษีอากรกลางจะพิพากษาให้ห้างชำระหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและเงินเพิ่มแก่โจทก์ โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการให้รับผิดในหนี้ตามคำพิพากษาต่อโจทก์ ห้างยังไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ต่อโจทก์เพราะโจทก์ไม่ได้แจ้งคำชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และยังไม่ได้แจ้งคำบังคับให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา จำเลยไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1070 ประกอบมาตรา 1080 ห้างยังมีรายได้และทรัพย์สินอีกทั้งสิทธิเรียกร้องต่อบุคคลภายนอกเป็นจำนวนมากพอที่จะชำระหนี้ต่อโจทก์และการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินดังกล่าวไม่เป็นการยากลำบาก โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยไม่ดำเนินการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของห้างก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1071 ประกอบมาตรา 1080ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 629,640 บาทแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบและรับกันว่า จำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่ง ซึ่งถูกศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ชำระเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่ม จำนวน 629,640 บาท แก่โจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 83/2540 คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยจะต้องรับผิดชอบต่อหนี้จำนวน 629,640 บาท ด้วยหรือไม่เพียงใด จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้แจ้งคำชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่งทราบจึงถือไม่ได้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่งผิดนัด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่งและจำเลย เห็นว่า ตามคำพิพากษาในคดีแดงที่ 83/2540 ของศาลชั้นต้นนั้น ได้ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติชัดเจนว่าเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่งซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวทราบแล้ว ปรากฏตามใบแจ้งการประเมินเอกสารหมาย จ.2แผ่นที่ 23 และใบรับเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 24 ถึงแผ่นที่ 26 การแจ้งการประเมินดังกล่าวจึงชอบ ส่วนจำเลยในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างดังกล่าวมิใช่ผู้ที่ถูกประเมิน จึงไม่มีเหตุที่เจ้าพนักงานประเมินจะแจ้งการประเมินให้แก่จำเลย ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่งและจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปที่ว่าโจทก์ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินเฉพาะของจำเลยนั้น เป็นการกระทำโดยชอบและโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า ในประเด็นข้อนี้จำเลยมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้มาแต่ต้น จึงมิได้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ามาแล้วโดยชอบ ในศาลชั้นต้นและไม่เป็นกรณีที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ อุทธรณ์ข้อต่อไปมีว่า โจทก์จะฟ้องให้จำเลยชำระหนี้โดยมิได้บังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่งก่อนได้หรือไม่เพียงใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1071ประกอบมาตรา 1080 ได้บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่กล่าวไว้ในมาตรา 1070 นั้นถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนนำพิสูจน์ได้ว่า

(1) สินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนยังมีพอที่จะชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือบางส่วน และ

(2) การที่จะบังคับเอาแก่ห้างหุ้นส่วนนั้นชำระหนี้ไม่เป็นการยากฉะนี้ไซร้

ศาลจะบังคับให้เอาสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนนั้นชำระหนี้ก่อนก็ได้สุดแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร

จะเห็นได้ว่าตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวได้ให้อำนาจศาลในการใช้ดุลพินิจในการบังคับคดีโดยจะให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่ง ก่อนก็ได้ สุดแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรหรือจะให้บังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่งก็ได้ ซึ่งแตกต่างกับกรณีเป็นผู้ค้ำประกันที่ผู้ค้ำประกันสามารถจะใช้สิทธิเรียกร้องให้เจ้าหนี้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688 อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใด ห้ามโจทก์มิให้ฟ้องร้องหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยต้องไปบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดก่อน เพียงแต่กฎหมายให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ก่อนที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของหุ้นส่วนผู้จัดการเท่านั้น ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นดุจกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1071
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — นาย วิบูลย์ ศรีประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา