คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1092/2544
#68696
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่โจทก์ ส่วนจำเลยในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างดังกล่าวมิใช่ผู้ที่ถูกประเมิน จึงไม่มีเหตุที่เจ้าพนักงานประเมินจะแจ้งการประเมินให้แก่จำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ให้ชำระหนี้ดังกล่าว ซึ่งเป็นหนี้ของห้างได้โดยไม่ต้องแจ้งการประเมินให้แก่จำเลยก่อน

ป.พ.พ.มาตรา 1071 ประกอบมาตรา 1080 ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในการบังคับคดีโดยจะให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดก่อน หรือจะให้บังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งเป็นลูกหนี้ก็ได้ ซึ่งแตกต่างกับกรณีเป็นผู้ค้ำประกันที่ผู้ค้ำประกันสามารถจะใช้สิทธิเรียกร้องให้เจ้าหนี้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 688 อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดห้ามโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดมิให้ฟ้องร้องหุ้นส่วนผู้จัดการโดยต้องไปบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๖๒๙,๖๔๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามคำฟ้องของโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร จึงเป็นคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ศาลภาษีอากรกลางรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาต่อไป

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๒๙,๖๔๐ บาท แก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่ง ซึ่งถูกศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ชำระเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่ม จำนวน ๖๒๙,๖๔๐ บาท แก่โจทก์ ในคดีหมายเลขแดงที่ ๘๓/๒๕๔๐ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยจะต้องรับผิดชอบต่อหนี้จำนวน ๖๒๙,๖๔๐ บาท ด้วยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามคำพิพากษาในคดีแดงที่ ๘๓/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น นั้น ได้ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติชัดเจนว่าเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่งซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวทราบแล้ว การแจ้งการประเมินดังกล่าวจึงชอบ ส่วนจำเลยในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างดังกล่าวมิใช่ผู้ที่ถูกประเมิน จึงไม่มีเหตุที่เจ้าพนักงานประเมินจะแจ้งการประเมินให้แก่จำเลย ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่งและจำเลย

อุทธรณ์ข้อต่อไปมีว่า โจทก์จะฟ้องให้จำเลยชำระหนี้โดยมิได้บังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่งก่อนได้หรือไม่ เพียงใด ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๐๗๑ ประกอบมาตรา ๑๐๘๐ ได้บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่กล่าวไว้ในมาตรา ๑๐๗๐ นั้น ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนพิสูจน์ได้ว่า

(๑) สินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนยังมีพอที่จะชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือบางส่วน และ

(๒) การที่จะบังคับเอาแก่ห้างหุ้นส่วนนั้นชำระหนี้ไม่เป็นการยากฉะนี้ไซร้

ศาลจะบังคับให้เอาสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนนั้นชำระหนี้ก่อนก็ได้ สุดแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร

จะเห็นได้ว่าตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวได้ให้อำนาจศาลในการใช้ดุลพินิจในการบังคับคดีโดยจะให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่งก่อนก็ได้ สุดแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรหรือจะให้บังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนาเอ็นยิเนียริ่งก็ได้ ซึ่งแตกต่างกับกรณีเป็นผู้ค้ำประกันที่ผู้ค้ำประกันสามารถจะใช้สิทธิเรียกร้องให้เจ้าหนี้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๘๘ อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดห้ามโจทก์มิให้ฟ้องร้องหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยต้องไปบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดก่อน ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลย จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 688 ม. 1071 ม. 1080
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — นายวิบูลย์ ศรีประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวชูชีพ ปิณฑะสิริ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1083/2544
#40510
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2505 มาตรา 16,24โดยบรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำไม้หวงห้ามประเภท ก. ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต มิได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่นภายในเขตอุทยานแห่งชาติ อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 16(2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นฟ้องที่บรรยายข้อเท็จจริงขาดองค์ประกอบความผิด แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุให้ลงโทษด้วย และจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจลงโทษในข้อหาความผิดดังกล่าวได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2538 เวลากลางวันจำเลยกับพวกร่วมกันทำไม้โดแหลม อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก.ภายในเขตป่าไชยครามและป่าวัดประดู่แปลงที่สอง ซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันแปรรูปไม้ดังกล่าวโดยเลื่อยออกเป็นเหลี่ยมและแผ่น ทำให้ไม้เปลี่ยนรูปและขนาดไปจากเดิมจำนวน25 แผ่น ปริมาตร 4.3 ลูกบาศก์เมตร และร่วมกันมีไม้โดแหลมแปรรูปจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 6, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 6, 7, 11, 47, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 16, 24ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 31วรรคสอง (2)) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง,48 วรรคหนึ่ง, 69, 73 วรรคสอง พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 16, 24 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษฐานทำไม้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 3 ปีฐานแปรรูปไม้จำคุก 3 ปี ฐานมีไม้แปรรูปจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษข้อหาตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติพ.ศ. 2504 มาตรา 16, 24 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 16,24 โดยบรรยายฟ้องมาในข้อ 1 ว่า ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้พื้นที่บริเวณที่ดินป่าไชยครามและป่าวัดประดู่แปลงที่สองในท้องที่ตำบลช้างซ้าย อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นอุทยานแห่งชาติ แต่ในฟ้องข้อ 2 ก. โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำไม้โดแหลม ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าไชยครามและป่าวัดประดู่แปลงที่สอง อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตมิได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นการทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น ภายในเขตอุทยานแห่งชาติอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 16(2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่บรรยายข้อเท็จจริงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุให้ลงโทษมาด้วย และจำเลยให้การรับสารภาพศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192วรรคแรก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษข้อหาดังกล่าวมานั้นจึงไม่ชอบ และที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 69 ด้วย ก็ไม่ถูกต้องอีกเช่นกันเพราะความผิดดังกล่าวเป็นกรณีมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายซึ่งโจทก์มิได้บรรยายมาในฟ้อง นอกจากนี้ความผิดฐานทำไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 73 วรรคสอง (2) ระวางโทษสูงกว่าพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 31 วรรคสอง (2) ต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นบทหนัก ปัญหาทั้งหมดดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เฉพาะข้อหาทำไม้ให้ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฯ พ.ศ. 2504 มาตรา 16, 24นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ม. 16 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายรงค์ ลักษณะ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1081/2544
#36543
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นขอให้บวกโทษจำคุกที่ศาลรอการลงโทษไว้อีก 2 คดี แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง จึงมีผลเสมือนโจทก์มิได้กล่าวและมีคำขอให้บวกโทษจำคุกคดีเดิมเข้ากับโทษจำคุกคดีนี้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและปรับโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ และภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษจำเลยได้กระทำความผิดคดีนี้อีก ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องบรรยายหรืออ้างมาในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) หรือ (6) แต่อยู่ในดุลพินิจของศาลที่พิพากษาคดีนี้จะใช้อำนาจบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 บวกโทษจำคุกคดีนี้เข้ากับโทษจำคุกในคดีก่อนจึงชอบแล้ว และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือ ที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 92 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1426/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2541 ของศาลชั้นต้นจริง แต่คดีทั้งสองดังกล่าวศาลรอการลงโทษให้

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (ที่ถูก ไม่ต้องระบุวรรคสอง) ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปีจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือนริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง ยกคำขอให้เพิ่มโทษเพราะข้อเท็จจริงในสำนวนที่โจทก์ขอ จำเลยยังไม่ได้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1426/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2541 ของศาลอุทธรณ์ภาค 2 (ที่ถูกของศาลชั้นต้น) มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมเป็นจำคุก 1 ปี 15 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในระหว่างการนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ขอให้บวกโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1426/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2541 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นการไม่ชอบ เพราะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีและหลงต่อสู้ ทั้งจำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องดังกล่าวและศาลยังมิได้สอบถามจำเลยในประเด็นที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติม จึงไม่ควรที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องและศาลชั้นต้นยังมิได้สอบถามจำเลยในข้อที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็ได้เพียงพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องและให้ยกคำขอเพิ่มโทษของโจทก์ โดยมิได้พิพากษาเพิ่มโทษจำเลย แสดงว่าศาลชั้นต้นมิได้อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมดังที่จำเลยอ้างกรณีจึงไม่มีการอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมที่จะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีและหลงต่อสู้หรือเป็นผลร้ายแก่จำเลยดังที่จำเลยอ้างแต่อย่างใดส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 บวกโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1426/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2541 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นการไม่ชอบเพราะเกินคำขอหรือเป็นข้อที่มิได้กล่าวในฟ้องนั้น เห็นว่าแม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องดังที่ได้วินิจฉัยมา จึงมีผลเสมือนโจทก์มิได้กล่าวและมีคำขอให้บวกโทษจำคุกคดีทั้งสองดังกล่าวเข้ากับโทษจำคุกคดีนี้ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามสำนวนศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1426/2541 ให้จำคุก 9 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2541 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด2 ปี และภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษ จำเลยได้กระทำความผิดคดีนี้อีก ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องบรรยายหรืออ้างมาในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) หรือ (6) แต่อยู่ในดุลพินิจของศาลที่พิพากษาคดีนี้จะใช้อำนาจบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 58 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 บวกโทษจำคุกคดีนี้เข้ากับโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1426/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2541 ดังกล่าว จึงชอบแล้ว และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยล้วนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายวิชาญ ปานเพ็ง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1056/2544
#99042
เปิดฉบับเต็ม

แม้พยานโจทก์ทั้งสามคนจะเบิกความต่างกัน ทั้งในแง่ของจำนวนคนที่เข้าไปร่วมจับกุมจำเลย จำนวนคนที่พบในบ้านจำเลย และวิธีการหลบหนีของจำเลยว่าหลบหนีทางหน้าบ้านบ้างหลังบ้านบ้าง แต่ก็มิใช่ข้อแตกต่างที่เป็น สาระสำคัญอันจะทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามมีน้ำหนักน้อยลงถึงกับรับฟังไม่ได้ทั้งหมด เพราะจำเลยเองก็เบิกความรับว่าในวันเกิดเหตุจำเลยอยู่ในบ้านเกิดเหตุและได้วิ่งหลบหนีจนเจ้าพนักงานตำรวจไล่ตามจับกุมได้ พยานหลักฐานโจทก์อื่น ๆ ก็มีเหตุผลและน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยกับพวกมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองจริง เมื่อเฮโรอีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 17.247 กิโลกรัม จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง ที่ให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า "ผลิต..ให้หมายความรวมถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย" ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยกับพวกเอาเฮโรอีนอัดใส่ถุงพลาสติกเป็นแท่งยาวแล้วแบ่งแยกบรรจุลงในแผ่นไม้ฉำฉาที่ฉลุเป็นช่องไม้แล้วนำมาประกบติดกันเป็นคู่เพื่อจะนำไปประกอบเป็นลังไม้ เป็นกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๕, ๖๖, ๑๐๒ ป.อ. มาตรา ๓๒, ๓๓, ๘๓, ๙๑ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง, ๖๕ วรรคสอง, ๖๖ วรรคสอง, ๑๐๒ ประกอบ ป.อ. มาตรา ๘๓ ฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและ ผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ การกระทำของจำเลยเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงและต่อสังคมโดยรวม ให้ประหารชีวิตจำเลย ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษประหารชีวิตแก่จำเลย ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๒ (๑) หนึ่งในสาม เป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ใน ครอบครองเพื่อจำหน่ายและผลิตเฮโรอีนของกลางเพื่อจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่ ได้ความจากพยานโจทก์ว่า เหตุที่มีการตรวจค้นบ้านเกิดเหตุและจับกุมจำเลย เนื่องจากที่บ้านเกิดเหตุมีชาวต่างชาติเข้าออกเป็นประจำและมีเสียง เครื่องจักรทำงานในเวลากลางวัน ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ส่อพิรุธ ทั้งขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นและจับกุมก็ปรากฏว่าจำเลยกับพวกซึ่งเป็นชาวต่างชาติอยู่ในบ้านเกิดเหตุด้วยกันและเมื่อเห็นสิบตำรวจโทกฤษณชัยกับพลตำรวจสมัครจินวัฒน์พยานโจทก์ทั้งสองจำเลยกับพวกได้วิ่งหนีและปีนรั้วออกไปทางหลังบ้านจนพยานโจทก์ทั้งสองไล่ตามจับกุมจำเลยได้ อันเป็นพฤติการณ์ส่อพิรุธของจำเลย ประกอบกับเมื่อมีการตรวจค้นบ้านเกิดเหตุก็พบเฮโรอีนอัดแท่งของกลางรวม ๓๙๓ แท่ง ซึ่งจำนวน ๒๒๘ แท่ง บรรจุอยู่ในไม้ฉำฉาที่ประกบติดกันจำนวน ๕๗ คู่ คู่ละ ๔ แท่ง ส่วนอีกจำนวน ๑๖๕ แท่ง อยู่ในกระเป๋าเดินทางสีเขียวและกระป๋องสีแดงอยู่ในตู้เสื้อผ้า นอกจากนี้ยังพบทรัพย์สินอื่น ๆ อีกหลายรายการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์ในการบรรจุเฮโรอีนอัดแท่งในช่องไม้ฉำฉา ที่ฉลุแล้วตบแต่งไม้ฉำฉาให้อยู่ในสภาพเดิมได้ พยานโจทก์ทั้งหกเป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติการไปตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน และไม่ปรากฏว่าได้กระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์อื่นใด ไม่มีเหตุน่าระแวงสงสัยว่าจะเบิกความและจัดทำพยานเอกสารต่าง ๆ อันเป็นเท็จเพื่อกลั่นแกล้งปรักปรำใส่ร้ายจำเลย จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ ที่จำเลยอ้างในฎีกาสรุปใจความสำคัญได้ว่า พยานโจทก์เบิกความแตกต่างกันโดยสิบตำรวจโท กฤษณชัยกับพลตำรวจสมัครจินวัฒน์เบิกความว่า พยานทั้งสองเข้าไปตรวจค้นจับกุมจำเลยเพียง ๒ คน แต่จ่าสิบตำรวจบรรจบเบิกความว่า พยานกับพวกรวม ๔ คน เข้าไปในบ้านเกิดเหตุ สิบตำรวจโทกฤษณชัยกับพลตำรวจสมัครจินวัฒน์ เบิกความว่า ในบ้านเกิดเหตุพบชาย ๓ คน แต่จ่าสิบตำรวจบรรจบเบิกความว่า ในบ้านเกิดเหตุมีชาย ๓ ถึง ๔ คน และ มีผู้หญิงปะปนอยู่ด้วย และสิบตำรวจโทกฤษณชัยกับพลตำรวจสมัครจินวัฒน์เบิกความว่าจำเลยหลบหนีออกไปทาง หลังบ้าน แต่จ่าสิบตำรวจบรรจบเบิกความว่า จำเลยวิ่งหนีไปทางหน้าบ้านนั้น เห็นว่า แม้พยานโจทก์จะเบิกความ แตกต่างกันตามที่จำเลยอ้างในฎีกาดังกล่าว ก็มิใช่ข้อแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญอันจะทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามมีน้ำหนักน้อยลงถึงกับรับฟังไม่ได้เสียทั้งหมด เพราะจำเลยเองก็เบิกความรับว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยอยู่ในบ้านเกิดเหตุและได้วิ่งหลบหนีจนเจ้าพนักงานตำรวจไล่ตามจับกุมจำเลยได้ ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบตามที่ได้วินิจฉัยมามีเหตุผลและน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยได้ร่วมกับพวกมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครอง ซึ่งเมื่อเฮโรอีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๑๗.๒๔๗ กิโลกรัม จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดของ มาตรา ๑๕ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ ที่บัญญัติว่า "ผลิต?ให้หมายความรวมถึงการแบ่งบรรจุ หรือ รวมบรรจุด้วย" ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยกับพวกเอาเฮโรอีนที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอัดใส่ถุงพลาสติก เป็นแท่งยาว แล้วแบ่งแยกบรรจุเฮโรอีนของกลางลงในแผ่นไม้ฉำฉาที่ฉลุเป็นช่องไม้แล้วนำมาประกบติดกันเป็นคู่ เพื่อจะนำไปประกอบลังไม้ เป็นกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกับพวกผลิตเฮโรอีนของกลางเพื่อจำหน่ายอีกด้วย ข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยไม่มีน้ำหนักที่จะฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายจาง เซ่า เหวิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายทวี ประจวบลาภ
ศาลอุทธรณ์ — นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1043/2544
#36542
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทราบว่าศาลชั้นต้นพิพากษาริบรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่ผู้ร้องก็เพิกเฉยหาได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไม่ ทั้งยังรับชำระค่าเช่าซื้อต่อมาอีก 2 งวด หลังจากนั้นอีกประมาณ 5 เดือน ผู้ร้องจึงบอกเลิกสัญญาและมายื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้ร้องมีเจตนาเพียงต้องการที่จะได้รับเงินค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อเท่านั้น จึงเพิกเฉยไม่บอกเลิกสัญญาและไม่ติดตามเอารถจักรยานยนต์ของกลางคืน ทั้ง ๆ ที่มีการผิดนัดค่าเช่าซื้อติดต่อกันมาหลายงวด การที่ผู้ร้องมาขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลย เข้าลักษณะผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 134, 160 ทวิริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 2 อ-2991 ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลางผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดด้วย ขอให้สั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางและผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยกับจำเลยในการกระทำผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 2 อ-2991 ได้ให้นายนพพร ขาวดอน เช่าซื้อไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2540 ในราคาเช่าซื้อ60,056.07 บาท ผู้เช่าซื้อตกลงผ่อนชำระ 24 งวด งวดละ 2,116.82 บาทแต่ผู้เช่าซื้อผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเพียง 11 งวด แล้วผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 12คืองวดประจำวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 ก่อนผิดนัดรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลาง เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน2540 ผู้ร้องทราบว่าศาลชั้นต้นพิพากษาริบรถจักรยานยนต์ของกลางเมื่อวันที่ 14พฤศจิกายน 2540 ผู้ร้องมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อผู้เช่าซื้อเมื่อวันที่ 7กรกฎาคม 2541 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องทราบว่าศาลชั้นต้นพิพากษาริบรถจักรยานยนต์ของกลางมาตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2540แต่ผู้ร้องก็เพิกเฉยหาได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไม่ ทั้งยังรับชำระเงินค่าเช่าซื้อต่อมาอีก 2 งวด คืองวดที่ 10 และที่ 11 ประจำเดือนธันวาคม 2540 และเดือนมกราคม 2541 จนกระทั่งต่อมาผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อในงวดที่ 12 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2541 หลังจากนั้นอีกประมาณ 5 เดือน ผู้ร้องเพิ่งบอกเลิกสัญญาและมายื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางในคดีนี้พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้ร้องมีเจตนาเพียงต้องการที่จะได้รับเงินค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อเท่านั้น ผู้ร้องจึงเพิกเฉยไม่บอกเลิกสัญญาและไม่ติดตามเอารถจักรยานยนต์ของกลางที่ให้เช่าซื้อคืน ทั้ง ๆ ที่มีการผิดนัดค่าเช่าซื้อติดต่อกันมาหลายงวด การที่ผู้ร้องมาขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางเห็นได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยเข้าลักษณะผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันมาให้ยกคำร้องชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
ผู้ร้อง — บริษัท ฐิติกร จำกัด
จำเลย — นาย ชลทิศ จงสมจิตต์
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1022/2544
#36441
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2518 ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยไม่ตกเป็นที่ราชพัสดุตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิซึ่งเป็นการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาตามกฎหมายอื่นตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 3(2) จึงไม่ใช่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4(1)การตัดและทอนต้นมะม่วงป่าอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในที่ดิน ส.ป.ก.ย่อมไม่เป็นการทำไม้ตามความหมายของมาตรา 4(5) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 เป็นผลให้การได้ไม้มะม่วงป่าที่ยังไม่ได้แปรรูปเป็นการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าต้นมะม่วงป่าขึ้นอยู่ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้ถ้ามีอยู่จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็นความผิดดังกล่าวข้างต้นการที่จำเลยมีไม้มะม่วงป่าซึ่งยังไม่ได้แปรรูปดังกล่าว จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2540 เวลากลางวันจำเลยทั้งสามร่วมกันมีไม้มะม่วงป่าซึ่งยังมิได้แปรรูป อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. จำนวน 6 ท่อน ปริมาตร 8.58 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม้เหล่านี้ไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายและจำเลยทั้งสามพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ไม้ดังกล่าวมาโดยชอบด้วยกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลเจดีย์ชัย อำเภอปัว จังหวัดน่าน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 32 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 วรรคสอง (2), 74 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสาม คนละ 8 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ริบของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5วินิจฉัยแล้วโดยคู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสามร่วมกันมีไม้มะม่วงป่าซึ่งยังมิได้แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. จำนวน 6 ท่อน ปริมาตร 8.58 ลูกบาศก์เมตรของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย โดยได้มาจากการที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตัดและทอนต้นมะม่วงป่าที่ขึ้นอยู่ในเขตป่าชุมชน โจทก์ฎีกาอ้างว่า ต้นมะม่วงป่าเจริญเติบโตอยู่ในป่ามาก่อน จำเลยที่ 2 เข้าไปทำกินและจับจองที่ดินเพื่อใช้สิทธิตามกฎหมาย ส.ป.ก. 4-01 จำเลยที่ 2 จะต้องทราบแนวเขตที่ดินของตนเองอย่างชัดเจน หากไม่แน่ใจก็ย่อมขอให้เจ้าพนักงานเข้าไปตรวจสอบแนวเขตเสียก่อนตัดต้นไม้นั้น และจำเลยทั้งสามมีภาระต้องพิสูจน์ว่าได้ไม้มะม่วงป่าของกลางมาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ได้พิสูจน์ว่าได้ไม้มะม่วงป่าของกลางมาโดยชอบด้วยกฎหมายศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะรับฟังว่าจำเลยทั้งสามขาดเจตนาไม่ได้นั้น เห็นว่าต้นมะม่วงของกลางขึ้นอยู่ใกล้แนวเขตที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์มาก ห่างเพียง 1.50 เมตร จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าต้นมะม่วงป่าของกลางขึ้นอยู่ในเขตที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2เข้าทำประโยชน์ตั้งแต่ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด นอกจากนี้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีเครื่องหมายแสดงแนวเขตที่ป่าชุมชนเอาไว้ด้วย ประกอบกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตัดต้นมะม่วงป่าของกลางโดยเปิดเผยในเวลากลางวันย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 สำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าต้นมะม่วงป่าของกลางขึ้นอยู่ในเขตที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์เมื่อจำเลยที่ 2 มีความมั่นใจดังกล่าวแล้วจึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2ไม่ได้ไปขอให้เจ้าพนักงานมาตรวจสอบแนวเขตก่อนกรณีนี้หากต้นมะม่วงป่าของกลางขึ้นอยู่ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์อันเป็นที่ดินที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ส.ป.ก. จะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยไม่ตกเป็นที่ราชพัสดุ ตามมาตรา 36 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาตามกฎหมายอื่นตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 3(2) จึงไม่ใช่ป่าตามความหมายของมาตรา 4(1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484การตัดและทอนต้นมะม่วงป่าอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์ซึ่งไม่ใช่ป่าก็จะไม่เป็นทำไม้ตามความหมายของมาตรา 4(5) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 อันไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484ย่อมเป็นผลให้การได้ไม้มะม่วงป่าของกลางที่ยังไม่ได้แปรรูปเป็นการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 สำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าต้นมะม่วงป่าของกลางขึ้นอยู่ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตัดต้นมะม่วงป่าของกลางเนื่องจากเชื่อจำเลยที่ 2 ว่า ต้นมะม่วงป่าของกลางอยู่ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนที่จำเลยทั้งสามสำคัญผิดนี้ถ้ามีอยู่จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็นความผิดดังกล่าวไว้ข้างต้น ดังนั้นจำเลยทั้งสามจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 62
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 36 ทวิ
ป.ที่ดิน ม. 3
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 4 ม. 69 ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
จำเลย — นายอินปั๋นหรือศรี แก้วโก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1022/2544
#68708
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้มาตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยไม่ตกเป็นที่ราชพัสดุตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ ซึ่งเป็นการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาตามกฎหมายอื่นตาม ป.ที่ดิน มาตรา 3 (2) จึงไม่ใช่ป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (1) การตัดและทอนต้นมะม่วงป่าอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในที่ดิน ส.ป.ก. ย่อมไม่เป็นการทำไม้ตามความหมายของมาตรา 4 (5) แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 เป็นผลให้การได้ไม้มะม่วงป่าที่ยังไม่ได้แปรรูปเป็นการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าต้นมะม่วงป่าขึ้นอยู่ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้ถ้ามีอยู่จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็นความผิด การที่จำเลยมีไม้มะม่วงป่าซึ่งยังไม่ได้แปรรูปดังกล่าว จึงไม่มีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 62 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ป.อ. มาตรา 83, 32 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 วรรคสอง (2), 74 ป.อ. มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 8 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ริบของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยแล้วโดยคู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสามร่วมกันมีไม้มะม่วงป่าซึ่งยังมิได้แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. จำนวน 6 ท่อน ปริมาตร 8.58 ลูกบาศก์เมตร ของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายโดยได้มาจากการที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตัดและทอนต้นมะม่วงป่าที่ขึ้นอยู่ในเขตป่าชุมนุม โจทก์ฎีกาอ้างว่า ต้นมะม่วงป่าเจริญเติบโตอยู่ในป่ามาก่อน จำเลยที่ 2 เข้าไปทำกินและจับจองที่ดินเพื่อใช้สิทธิตามกฎหมาย ส.ป.ก. 4-01 จำเลยที่ 2 จะต้องทราบแนวเขตที่ดินของตนเองอย่างชัดเจน หากไม่แน่ใจก็ย่อมขอให้เจ้าพนักงานเข้าไปตรวจสอบแนวเขตเสียก่อนตัดต้นไม้นั้น และจำเลยทั้งสามมีภาระต้องพิสูจน์ว่าได้ไม้มะม่วงป่าของกลางมาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ได้พิสูจน์ว่าได้ไม้มะม่วงป่าของกลางมาโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะรับฟังว่าจำเลยทั้งสามขาดเจตนาไม่ได้นั้น เห็นว่า ต้นมะม่วงป่าของกลางขึ้นอยู่ใกล้แนวเขตที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์มาก ห่างเพียง 1.50 เมตร จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าต้นมะม่วงป่าของกลางขึ้นอยู่ในเขตที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์ตั้งแต่ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด นอกจากนี้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีเครื่องหมายแสดงแนวเขตที่ป่าชุมชนเอาไว้ด้วย ประกอบกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตัดต้นมะม่วงป่าของกลางโดยเปิดเผยในเวลากลางวัน ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 สำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าต้นมะม่วงป่าของกลางขึ้นอยู่ในเขตที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์ เมื่อจำเลยที่ 2 มีความมั่นใจดังกล่าวแล้วจึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ไปขอให้เจ้าพนักงานมาตรวจสอบแนวเขตก่อน กรณีนี้หากต้นมะม่วงป่าของกลางขึ้นอยู่ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์อันเป็นที่ดินที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ส.ป.ก. จะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยไม่ตกเป็นที่ราชพัสดุ ตามมาตรา 36 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาตามกฎหมายอื่นตาม ป.ที่ดิน มาตรา 3 (2) จึงไม่ใช่ป่าตามความหมายของมาตรา 4 (1) แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 การตัดและทอนต้นมะม่วงป่าอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์ซึ่งไม่ใช่ป่าก็จะไม่เป็นทำไม้ตามความหมายของมาตรา 4 (5) แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 อันไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ย่อมเป็นผลให้การได้ไม้มะม่วงป่าของกลางที่ยังไม่ได้แปรรูปเป็นการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 สำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าต้นมะม่วงป่าของกลางขึ้นอยู่ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตัดต้นมะม่วงป่าของกลางเนื่องจากเชื่อจำเลยที่ 2 ว่า ต้นมะม่วงป่าของกลางอยู่ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์ ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนที่จำเลยทั้งสามสำคัญผิดนี้ถ้ามีอยู่จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็นความผิดดังกล่าวไว้ข้างต้น ดังนั้นจำเลยทั้งสามจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 62 วรรคหนึ่ง

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 62 วรรคหนึ่ง
ป.ที่ดิน ม. 3
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 36 ทวิ
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 4 ม. 69 ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
จำเลย — นายอินปั๋นหรือศรี แก้วโก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายศิริชัย คุณจักร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายโสฬส สุวรรณเนตร์
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1002/2544
#41084
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีกหรือส่วนของตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ส่วนในคดีอาญาไม่ต้องห้ามที่จะนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมโดยมีหนังสือสัญญากู้ยืมเงินมาแสดงก็ถือได้ว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แม้สัญญากู้ยืมเงินจะปิดอากรแสตมป์ไม่ครบก็ตามเมื่อเช็คดังกล่าวถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์2539 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันออกเช็คธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาวารินชำราบ จำนวนสองฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 13 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน200,000 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 25 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน100,000 บาท ให้แก่นายนิกร ตังควัฒนา ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้กู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระ ผู้เสียหายนำเช็คทั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)สาขาถนนสรรพสิทธิ์ประสงค์ เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็ค แต่ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2539ทั้งสองฉบับโดยให้เหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" ทั้งนี้จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค เหตุเกิดที่ตำบลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานีขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายนิกร ตังควัฒนา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 กระทงแรกให้ลงโทษจำคุกคนละ 8 เดือน กระทงที่สองให้ลงโทษจำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 12 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า กระทงแรกให้จำคุกคนละ 4 เดือน กระทงที่สองให้จำคุกคนละ 2 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์เฉพาะจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2539จำเลยทั้งสองได้มาขอกู้ยืมเงินโจทก์ร่วม 300,000 บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตกลงชำระหนี้คืนโจทก์ร่วม 2 งวด คือวันที่ 13 และ 25 มีนาคม 2539 โจทก์ร่วมตกลงและทำสัญญากู้ไว้เป็นหลักฐานตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 จำเลยทั้งสองได้รับเงินที่กู้ยืมไปแล้วและร่วมกันออกเช็คธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาวารินชำราบ รวม 2 ฉบับชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ร่วมตามงวดที่ตกลงกันฉบับแรกลงวันที่ 13มีนาคม 2539 จำนวนเงิน 200,000 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 25มีนาคม 2539 จำนวนเงิน 100,000 บาท ก่อนเช็คฉบับแรกถึงกำหนดในวันที่ 12 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์ถึงโจทก์ร่วมของขอเลื่อนการจ่ายเงินตามเช็คไปกลางเดือนเมษายน 2539 โจทก์ร่วมนำเช็คทั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสรรพสิทธิ์ประสงค์ เพื่อให้เรียกเก็บเงิน แต่ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสองฉบับ ในวันที่ 25 เมษายน2539 โดยให้เหตุผลเหมือนกันว่า "บัญชีปิดแล้ว" ตามสำเนาเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5 โจทก์ร่วมทวงถามแล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉยก่อนโจทก์ร่วมนำเช็คไปเรียกเก็บเงินบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยปิดแล้ว

จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยทั้งสองรู้จักกับโจทก์ร่วมมาก่อนและจำเลยที่ 1 เคยไปกู้ยืมเงินโจทก์ร่วมก่อนหน้านี้ 2ถึง 3 ครั้ง เมื่อเดือนมกราคม 2539 จำเลยที่ 1 นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปแลกเงินสดจากโจทก์ร่วมจำนวน 300,000 บาทโจทก์ร่วมคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนและหักดอกเบี้ยเป็นเงิน 30,000 บาท ไว้ก่อนจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2ไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ร่วม แต่ไปเป็นเพื่อนจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินและเช็คพิพาทต่อหน้าโจทก์ร่วมเพื่อเป็นผู้ค้ำประกัน

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาเฉพาะจำเลยที่ 1 ว่ากระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับมอบให้โจทก์ร่วม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าลายมือชื่อในช่องผู้กู้ เอกสารหมาย จ.1 และลายมือชื่อในช่องผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับเห็นได้ชัดว่าลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นลายมือชื่อเดียวกันแต่ใช้ปากกาคนละด้ามทั้งโจทก์ร่วมก็เบิกความยอมรับว่าเช็คที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้เงินกู้ครั้งอื่น ๆให้แก่โจทก์ร่วม ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นโจทก์ร่วมก็ทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาททั้งสองฉบับเพื่อเป็นการค้ำประกันและทราบอยู่แล้วว่า เช็คพิพาทหมาย จ.2และ จ.3 เป็นของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์มีตัวโจทก์ร่วมและนางบรรจง จุฬาพรณ์ มาเบิกความยืนยันได้ความว่า จำเลยทั้งสองได้ไปขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมที่บ้านจำนวน 300,000 บาท โจทก์ร่วมตกลงให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินและมอบเงินสดให้จำเลยทั้งสองไปในวันเดียวกันนั้น จำเลยทั้งสองตกลงจะชำระเงินกู้ยืมทั้งหมดคืนภายในวันที่ 13 มีนาคม 2539 งวดหนึ่งและในวันที่ 25 มีนาคม2539 อีกงวดหนึ่ง ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 3ในการชำระเงินกู้ยืมดังกล่าว จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)สาขาวารินชำราบ ลงวันที่ 13 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน200,000 บาท มอบให้แก่โจทก์ร่วมโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้กรอกรายละเอียดลงในเช็คดังกล่าว ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.2และในการชำระเงินกู้งวดที่ 2 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารเดียวกันกับฉบับแรก ลงวันที่ 25 มีนาคม 2539จำนวนเงิน 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมอีกเช่นเดียวกัน ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.3 (ส่วนต้นฉบับเช็คโจทก์ร่วมให้ศาลตรวจสอบแล้วขอรับคืนไปทั้ง 2 ฉบับ) จำเลยทั้งสองบอกกับโจทก์ร่วมว่าเมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดวันสั่งจ่ายให้โจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงินได้ทันที ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 1 โทรศัพท์แจ้งโจทก์ร่วมว่าอย่าเพิ่งนำเช็คไปเข้าบัญชีเนื่องจากยังไม่มีเงินจ่ายขอให้โจทก์ร่วมนำเช็คทั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีเรียกเก็บเงินประมาณกลางเดือนเมษายน 2539 โจทก์ร่วมยินยอมและไม่ได้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 อีกเลย จนถึงวันที่ 25 เมษายน 2539 โจทก์ร่วมจึงนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีของโจทก์ร่วมที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสรรพสิทธิ (ที่ถูกต้องเป็นถนนสรรพสิทธิประสงค์) เพื่อเรียกเก็บเงินแทน แต่ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสองฉบับ โดยให้เหตุผลว่า"บัญชีปิดแล้ว" ตามสำเนาใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.4 และ จ.4โจทก์ร่วมทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับนั้นแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จากพยานหลักฐานดังกล่าวของโจทก์และโจทก์ร่วมกับตามพฤติการณ์แห่งคดีบ่งบอกให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ 2 รับราชการเป็นครูระดับ 7 เป็นเพื่อนและเคยร่วมลงทุนในกิจการรับเหมาก่อสร้างกับจำเลยที่ 1 ย่อมมีความรู้สันทัดจัดเจนในการใช้เช็คและต้องมีความรอบคอบพอสมควรในการลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าลงลายมือชื่อในเอกสารสัญญากู้ยืมเพื่อเป็นการค้ำประกันจำเลยที่ 1จึงขัดต่อเหตุผลและสภาพความเป็นจริง จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเมื่อพินิจพิจารณาโดยรอบคอบตามคำเบิกความและพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมแล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดีรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ร่วมนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงิน แต่ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเนื่องจากบัญชีของจำเลยที่ 1 ถูกปิดลงก่อนที่โจทก์ร่วมจะนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงิน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4อนึ่งแม้จะปรากฏว่า สัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ที่โจทก์อ้างในคดีนี้นั้นปิดอากรแสตมป์เพียง 20 บาท ซึ่งตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ 5 ระบุว่า การกู้ยืมเงินทุกจำนวนเงิน2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท แห่งยอดเงินให้กู้ยืมจะต้องปิดอากรแสตมป์ 1 บาท จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 300,000 บาท ดังนั้น จึงต้องปิดอากรแสตมป์ 150 บาทการที่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในสัญญากู้ยืมเงินไม่ครบ ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว..."จึงมีปัญหาวินิจฉัยว่าเช็คพิพาทที่ออกชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว จะเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันจะทำให้จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีกหรือส่วนของตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ส่วนในคดีอาญาไม่ต้องห้ามที่จะนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ดังนั้นในคดีอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เมื่อจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมโดยมีสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 มาแสดงก็ถือได้ว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คดังกล่าวถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินก็ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แล้วจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้นชอบแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2เสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุบลราชธานี
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นายนิกร ตังควัฒนา
จำเลย — นางนฤพร สุทธิสาร หรือนางธนธรณ์ มุสิกะวัน ที่ 1
จำเลย — นางเจตสุภา วรพันธ์ ที่ 2
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1002/2544
#99411
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 118 ตราสารใดไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือส่วนของตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ส่วนในคดีอาญาไม่ต้องห้ามที่จะนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

ในคดีอาญาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2538 มาตรา 4 เมื่อจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมโดยมีสัญญากู้ยืมเงินแม้ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนมาแสดงก็ถือได้ว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับตามกฎหมาย เมื่อเช็คดังกล่าวถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินก็ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แล้ว

(วรรคหนึ่ง วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาครั้งที่ 3/2544)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันออกเช็คจำนวนสองฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๓๙ จำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ฉบับที่สองลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๙ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่นายนิกร ตังควัฒนา ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้กู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระ ผู้เสียหายนำเช็คทั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายเพื่อเรียกเก็บเงิน ตามเช็ค แต่ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๓๙ ทั้งสองฉบับ โดยให้เหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" ทั้งนี้จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ป.อ. มาตรา ๘๓, ๙๑

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายนิกร ตังควัฒนา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ป.อ. มาตรา ๘๓ ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ กระทงแรกให้ลงโทษจำคุกคนละ ๘ เดือน กระทงที่สองให้ลงโทษจำคุกคนละ ๕ เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๑๒ เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า กระทงแรกให้จำคุกคนละ ๔ เดือน กระทงที่สองให้จำคุกคนละ ๒ เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์เฉพาะจำเลยที่ ๒ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๒ ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาเฉพาะจำเลยที่ ๑ ว่ากระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับมอบให้โจทก์ร่วม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาพินิจพิจารณาโดยรอบคอบตามคำเบิกความและพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมแล้วตามพฤติการณ์แห่งคดีรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ร่วมนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงิน แต่ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเนื่องจากบัญชีของจำเลยที่ ๑ ถูกปิดลงก่อนที่โจทก์ร่วมจะนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงิน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ อนึ่ง แม้จะปรากฏว่าสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์อ้างในคดีนี้นั้นปิดอากรแสตมป์เพียง ๒๐ บาท ซึ่งตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ ๕ ระบุว่า การกู้ยืมเงินทุนจำนวนเงิน ๒,๐๐๐ บาท หรือเศษของ ๒,๐๐๐ บาท แห่งยอดเงินให้กู้ยืม จะต้องปิดอากรแสตมป์ ๑ บาท จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น จึงต้องปิด อากรแสตมป์ ๑๕๐ บาท การที่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในสัญญากู้ยืมเงินไม่ครบ ซึ่งตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีกหรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว?" จึงมีปัญหาวินิจฉัยว่าเช็คพิพาทที่ออกชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว จะเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันจะทำให้จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตาม ป. รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ ตราสารใดไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีกหรือส่วนของตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ส่วนในคดีอาญา ไม่ต้องห้ามที่จะนำมารับฟังพยานหลักฐานได้ ดังนั้น ในคดีอาญาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ เมื่อจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมโดยมีสัญญากู้ยืมเงินมาแสดงก็ถือได้ว่าจำเลยออกเช็ค เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อเช็คดังกล่าวถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินก็ครบ องค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ แล้ว จำเลยที่ ๑ จึงมีความผิดตามฟ้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๒ เสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุบลราชธานี
โจทก์ร่วม — นายนิกร ตังควัฒนา
จำเลย — นางนฤพร สุทธิสารหรือนางธนธรณ์ มุสิกะวัน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นางนงนุช ดุษฎีพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายจรูญ อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1001/2544
#41083
เปิดฉบับเต็ม

ชื่อผู้ประกอบการค้าที่เป็นเจ้าของบัตรชดเชยภาษี เลขประจำตัวผู้เสียภาษีที่ปรากฏอยู่ตอนบนของรายการเป็นของจำเลยและมีรายละเอียดเลขบัตรชดเชยภาษีพร้อมยอดเงินตามบัตรชดเชยภาษี เมื่อจำเลยไม่โต้แย้งคัดค้านจึงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของบัตรชดเชยภาษี จำเลยมีหน้าที่ต้องนำเงินตามมูลค่าบัตรภาษีตามเอกสารดังกล่าวมาคำนวณเสียภาษี แต่จำเลยไม่มาพบและไม่นำส่งบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีเมื่อได้รับหมายเรียกเพื่อตรวจสอบบัญชีจำเลยจึงต้องรับผิดเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับดังกล่าวก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 71(1)และต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย นับแต่วันพ้นกำหนดและยื่นรายการสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี แต่ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียจำนวนดังกล่าวตามมาตรา 22

จำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด.50เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2540 และแจ้งเลิกประกอบกิจการเมื่อวันที่ 16กันยายน 2540 จึงแสดงได้ว่าในรอบระยะเวลาบัญชีนี้จำเลยประกอบกิจการเต็มทั้งรอบระยะเวลาบัญชีจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการประมาณการกำไรสุทธิและชำระภาษีจากกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิตามแบบ ภ.ง.ด.51 สำหรับรอบระยะเวลาหกเดือนเมื่อปรากฏว่าจำเลยไม่ยื่นแบบดังกล่าวตามมาตรา 67 ทวิ (1) จำเลยจึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรฯ

ประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 67 ตรี ได้กำหนดบทลงโทษให้ผู้เสียภาษีชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 20 ไว้เป็นการเฉพาะแล้วการที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้จำเลยชำระเบี้ยปรับในจำนวนภาษีเดียวกันอีกจึงเป็นการซ้ำซ้อน การประเมินเบี้ยปรับนี้จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯมาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง มีหน้าที่จัดเก็บภาษีตามประมวลรัษฎากร จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม2540 โดยนายวัลลภ ไชยเสนา เป็นผู้ชำระบัญชี จำเลยประกอบกิจการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร ขายยาและเครื่องสำอางทุกชนิด เจ้าพนักงานโจทก์เชื่อว่า จำเลยเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้องในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีจึงหมายเรียกเพื่อตรวจสอบการชำระภาษีอากรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2538, 2539 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2540 โดยให้จำเลยจัดส่งเอกสารมาเพื่อทำการตรวจสอบ แต่จำเลยทราบแล้วไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก ไม่มาพบเจ้าพนักงาน เจ้าพนักงานจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากยอดรายรับที่ตรวจพบก่อนหักรายจ่ายดังนี้ ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538 ตรวจพบว่า จำเลยมีรายรับจากการส่งออกสินค้าเป็นจำนวน 60,837,614 บาท คิดเป็นภาษีที่ต้องชำระจำนวน3,041,880.70 บาท จำเลยต้องรับผิดเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 29กรกฎาคม 2542 เป็นเงิน 1,733,872 บาท รวมเป็นเงิน 4,775,752บาท (ที่ถูก 4,775,752.70 บาท) ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539ตรวจพบว่า จำเลยมีรายรับจากบัตรชดเชยภาษีส่งออกจำนวน3,275,059.95 บาท คิดเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระจำนวน 163,753 บาท จำเลยต้องรับผิดเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2542เป็นเงิน 63,863.67 บาท รวมเป็นเงิน 227,616 บาท(ที่ถูก 227,616.67 บาท) ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 จำเลยประกอบกิจการเต็มรอบระยะเวลาบัญชีมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีและชำระภาษีตามความในมาตรา 67 ทวิ แต่ไม่ยื่นแบบ จำเลยจึงต้องรับผิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามความในมาตรา 26 และ 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรคิดเป็นเบี้ยปรับ 163,753 บาท เงินเพิ่ม 16,375.30 บาท รวมเป็นเงิน180,128 บาท (ที่ถูก 180,128.30 บาท) รวมยอดเงินทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชีเป็นเงิน 5,183,496 บาท (ที่ถูก 5,183,496.67 บาท)เจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้จำเลยทราบแล้วไม่อุทธรณ์คัดค้านการประเมินและไม่ชำระภาษี จำเลยต้องรับผิดเงินเพิ่มตามมาตรา 27 ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินภาษีที่ต้องชำระในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538จากจำนวนภาษี 3,041,880.70 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีปี2539 จากจำนวนภาษี 163,753 บาท ตามลำดับต่อไปนับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2542 จนถึงวันฟ้องเป็นจำนวน 192,338.08บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,375,834.08 บาท (ที่ถูก 5,375,834.75บาท) โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ภาษีอากรจำนวน 5,375,834.08 บาท และชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือน จากต้นเงินภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538 และ 2539 จำนวน 3,041,880.70 บาทและ 163,753 บาท ตามลำดับ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกินจำนวนภาษีที่ค้างชำระ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยโดยนายวัลลภ ไชยเสนาในฐานะผู้ชำระบัญชีชำระเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราร้อยละ 5จากยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538จำนวนเงิน 60,837,605.45 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีจำนวนดังกล่าวโดยเริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลา 150 วันที่นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538 ของจำเลย แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประเด็นแรกมีว่า โจทก์มีสิทธิจะเรียกเก็บภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากยอดรายได้จากบัตรชดเชยภาษีจำนวน3,275,059.95 บาท ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 ตามเอกสารหมายจ.1 แผ่นที่ 122 และ 123 หรือไม่ เห็นว่า ชื่อผู้ประกอบการค้าที่เป็นเจ้าของบัตรชดเชยภาษี เลขประจำตัวผู้เสียภาษีที่ปรากฏอยู่ตอนบนของรายการเป็นของจำเลยและมีรายละเอียดเลขบัตรชดเชยภาษีพร้อมยอดเงินตามบัตรชดเชยภาษี จึงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของบัตรชดเชยภาษี จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำเงินตามมูลค่าบัตรภาษีตามเอกสารดังกล่าวจำนวน 3,275,059.95 บาท มาคำนวณเสียภาษี แต่จำเลยไม่มาพบและไม่นำส่งบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีเมื่อได้รับหมายเรียกเพื่อตรวจสอบภาษี จำเลยจึงต้องรับผิดเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับดังกล่าวก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ตามมาตรา 71(1) จำนวน 163,753 บาท และต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของจำนวนภาษีที่ต้องเสียจำนวนดังกล่าว นับแต่วันพ้นกำหนดและยื่นรายการสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เงินเพิ่มดังกล่าวมิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียจำนวนดังกล่าวตามมาตรา 22 แห่งประมวลรัษฎากรและเมื่อปรากฏว่าจำเลยแจ้งเลิกกิจการเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2540ประกอบกับในรอบระยะเวลาบัญชีนี้จำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด.50 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2540จึงแสดงได้ว่าในรอบระยะเวลาบัญชีนี้ จำเลยประกอบกิจการเต็มทั้งรอบระยะเวลาบัญชี จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการประมาณการกำไรสุทธิและชำระภาษีกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิตามแบบ ภ.ง.ด.51 สำหรับรอบระยะเวลาหกเดือนเมื่อปรากฏว่าจำเลยไม่ยื่นแบบดังกล่าวตามมาตรา 67 ทวิ (1)จำเลยจึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรคิดเป็นเงินเพิ่มจำนวน 16,375.30 บาทตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน แต่สำหรับกรณีเบี้ยปรับซึ่งเจ้าพนักงานประเมินประเมินให้จำเลยรับผิดตามมาตรา 26แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 163,753 บาท นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ตรี ได้กำหนดบทลงโทษให้ผู้เสียภาษีชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 20 ไว้เป็นการเฉพาะแล้ว การที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้จำเลยชำระเบี้ยปรับจึงเป็นการซ้ำซ้อน การประเมินเบี้ยปรับในกรณีนี้จึงไม่ชอบ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ปัญหานี้เป็นปัญหาว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 122และ 123 จะถือเป็นรายได้ของจำเลยโจทก์ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นเจ้าของหรือผู้มีชื่อในบัตรอย่างแท้จริงและโจทก์ไม่มีเอกสารอื่นใดจากกรมศุลกากรแสดงว่าจำเลยเป็นเจ้าของบัตรจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีรายได้จากบัตรชดเชยภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539จำนวน 3,275,059.95 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์มีนางสาวนิศาชลสังข์แสตมป์ เจ้าหน้าที่เก็บเอกสารและแบบฟอร์มต่าง ๆ ของกรมสรรพากรและเอกสารที่ได้รับจากกรมศุลกากรซึ่งกรมศุลกากรจัดส่งข้อมูลให้โจทก์ 2 ประเภท คือประเภทไมโครฟิล์มและประเภทการออนไลน์ และเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 122 และ123 เป็นข้อมูลออนไลน์ซึ่งตนรับผิดชอบจัดทำเอกสารขึ้นมาและรับรองเอกสารดังกล่าว เมื่อเอกสารดังกล่าวมีรายละเอียดชื่อผู้ประกอบการ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลขที่บัตรชดเชยภาษีจำนวนเงินภาษีมีจำนวนตามฟ้องและจำเลยไม่โต้แย้งคัดค้านจึงต้องฟังว่าจำเลยมีรายได้จากบัตรชดเชยภาษีตามเอกสารดังกล่าว ส่วนที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่นำสืบตามฟ้องว่าจำเลยประกอบกิจการเต็มรอบระยะเวลาบัญชีหรือไม่จำเลยมีรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 เท่าใด ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเมื่อใดนั้น เห็นว่า โจทก์นำสืบแล้วว่าจำเลยได้แจ้งเลิกประกอบกิจการเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2540 ยื่นแบบ ภ.พ.09 วันที่ 26กันยายน 2540 และทั้งยังได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด.50 ของรอบระยะเวลาบัญชีนี้ โดยมีผลขาดทุนสุทธิ 14,000 บาท จึงแสดงโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยประกอบการในรอบระยะเวลาบัญชีนี้เต็มทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชี เมื่อเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียก จำเลยไม่มาพบและไม่นำส่งบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากร จากยอดรายรับซึ่งโจทก์มีข้อมูลตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 122 และ123 เมื่อโจทก์ประกอบกิจการเต็มทั้งรอบระยะเวลาบัญชี จำเลยมีหน้าที่จะต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีสำหรับรอบระยะเวลาหกเดือนนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ทวิ ได้กำหนดหลักเกณฑ์และระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการไว้ชัดแจ้งแล้ว โดยโจทก์ไม่ต้องนำสืบถึงระยะเวลาในการยื่นแบบแสดงรายการดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประเด็นสุดท้ายมีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยโดยนายวัลลภไชยเสนา ในฐานะผู้ชำระบัญชี ชำระเงินค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราร้อยละ 5 จากยอดกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากร จึงขอให้ศาลฎีกาแก้ไขข้อความในคำพิพากษาจากร้อยละ 5 จากยอดกำไรสุทธิเป็นร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ นั้น เห็นว่าตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางมีข้อความเป็นไปตามที่โจทก์อุทธรณ์อยู่แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้ค่าภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 เป็นค่าภาษีจำนวน 163,753 บาทเงินเพิ่มตามมาตรา 27 อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีจำนวนดังกล่าวนับแต่เมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นรายการสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีจำนวนดังกล่าว และเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี จำนวน 16,375.30 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ป.รัษฎากร ม. 22 ม. 67 ทวิ (1) ม. 67 ตรี ม. 71 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท โอเรียนเตล อิมเพ็กซ์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1000/2544
#36541
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันโดยมีบันทึกข้อตกลงเป็นหนังสือท้ายทะเบียนหย่าให้โจทก์ซึ่งเป็นบิดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว กรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลยังไม่ได้สั่งเพิกถอนอำนาจปกครองของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 วรรคหนึ่งแล้วโจทก์จึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566(6) ข้อตกลงตาม สัญญาหย่าระบุเพียงให้จำเลยไปมาหาสู่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ ตลอดเวลา หามีข้อตกลงให้จำเลยรับบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปอุปการะเลี้ยงดูไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะนำบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปอยู่ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายมีบุตรแฝดด้วยกัน 2 คน คือเด็กชายต่อเผ่า แก้วพนม และเด็กชายตามพันธุ์แก้วพนม บุตรทั้งคู่อายุ 3 ปี 8 เดือน ต่อมาโจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน โดยมีข้อตกลงให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว ประมาณปี 2541 จำเลยไปรับบุตรผู้เยาว์ทั้งสองมาอยู่กับจำเลยจนถึงปัจจุบัน โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคืน แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์ และมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว

จำเลยให้การว่า จำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากโจทก์โดยมีข้อตกลงให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจริง เหตุที่จำเลยไปรับบุตรผู้เยาว์ทั้งสองมาอุปการะเลี้ยงดูเองเพราะโจทก์นำบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปให้มารดาโจทก์เลี้ยงดูที่จังหวัดนครสวรรค์ มิได้เลี้ยงดูด้วยตนเองที่บ้านโจทก์ที่จังหวัดสมุทรปราการตามที่ตกลงกันอันเป็นการประพฤติผิดข้อตกลงและจำเลยได้ฟ้องขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองของโจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงให้งดสืบพยานและพิพากษาให้จำเลยมอบเด็กชายต่อเผ่า แก้วพนม และเด็กชายตามพันธ์ แก้วพนม บุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ให้งดสืบพยานและอุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องซึ่งจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธรับฟังได้ว่าโจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากกันเมื่อปี 2539 โดยทำบันทึกข้อตกลงเป็นหนังสือท้ายทะเบียนหย่าให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว ในปี 2541จำเลยไปรับบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแล้วไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 งดสืบพยานและพิพากษาให้จำเลยคืนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โดยมีบันทึกข้อตกลงเป็นหนังสือท้ายทะเบียนหย่าให้โจทก์ซึ่งเป็นบิดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว กรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1520 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลยังไม่ได้สั่งเพิกถอนอำนาจปกครองของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง แล้วโจทก์จึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566(6) ทั้งตามข้อตกลงตามสัญญาหย่าระหว่างโจทก์จำเลยตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ก็ระบุเพียงให้จำเลยไปมาหาสู่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ตลอดเวลา หามีข้อตกลงให้จำเลยรับบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปอุปการะเลี้ยงดูไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะนำบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปอยู่ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองให้งดสืบพยานและพิพากษาให้จำเลยมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1520
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชูเกียรติ แก้วพนม
จำเลย — นาง โสธรา คำปานหรือแก้วพนม
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุวัตร์ สุขเกษม
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 998/2544
#36540
เปิดฉบับเต็ม

เดิมทางพิพาทรวมอยู่ในที่ดินแปลงใหญ่ของ ก. แล้ว ก. แบ่งให้บุตรแยกครอบครองเป็นส่วนสัด บุคคลทั่วไปได้ใช้ทางพิพาทเดินออกสู่ทางสาธารณะเป็นเวลานานกว่า 10 ปีโดยไม่มีการหวงห้ามทางดังกล่าวจึงเป็นทางสาธารณะโดยปริยาย อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) โดยไม่จำต้องมีการจดทะเบียนยกให้เป็นทางสาธารณะต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

โจทก์เพียงแต่ขอให้บังคับจำเลยรื้อรั้วคอนกรีตที่รุกล้ำออกจากทางสาธารณะและทำให้ทางอยู่ในสภาพเดิมเท่านั้น ไม่ได้มีคำขอให้มีระยะถอยร่นจากแนวรั้วนั้น คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่พิพากษาว่าโดยให้มีระยะถอยร่นจากแนวรั้วดังกล่าวเป็นระยะ 75 เซนติเมตรให้เสมอกับแนวชายคาหน้าบ้านที่ปลูกอยู่ติดกับรั้วคอนกรีตของจำเลยจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินบางส่วนตาม ส.ค.1เลขที่ 6 มาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว เดิมที่ดินดังกล่าวจะมีทางกว้างประมาณ4 เมตร ให้คนในหมู่บ้านรวมทั้งโจทก์และยานพาหนะสามารถผ่านเข้าออกได้ตลอดมาเป็นเวลากว่า 30 ปี จึงเป็นทางสาธารณะ จำเลยสร้างรั้วคอนกรีตสูง2 เมตร ยาว 10 เมตร รุกล้ำเข้ามาในทางดังกล่าวโดยมิชอบ ทำให้โจทก์เสียหายขอให้บังคับจำเลยรื้อรั้วคอนกรีตดังกล่าวออกจากทางสาธารณะ และทำให้ทางอยู่ในสภาพเดิม

จำเลยให้การว่า โจทก์เข้ามาอยู่อาศัยในที่ดิน ส.ค.1 ยังไม่ถึง 30 ปีผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ดินมีทางออกสู่ทางสาธารณะทางอื่นและไม่มีทางสาธารณะในที่ดิน ส.ค.1 ทางที่โจทก์ฟ้องไม่ใช่ทางสาธารณะ จำเลยสร้างรั้วคอนกรีตในที่ดินส่วนที่จำเลยครอบครอง โจทก์มีทางอื่นออกสู่ทางสาธารณะแล้วขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วคอนกรีตออกไปจากทางพิพาทโดยให้มีระยะถอยร่นจากแนวรั้วดังกล่าวเป็นระยะ 75 เซนติเมตร ให้เสมอกับแนวชายคาด้านหน้าบ้านนางจงกล ศรีทรง ที่ปลูกอยู่ติดกับรั้วคอนกรีตของจำเลย และให้ทำทางอยู่ในสภาพเดิม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมที่ดินตาม ส.ค.1เป็นของนายกรม เสนจันทร์ ต่อมานายกรมได้แบ่งที่ดินให้แก่บุตร 6 คนโดยแบ่งที่ดินออกเป็น 6 แปลง ต่างแยกครอบครองและปลูกบ้านเป็นส่วนสัดมีทางเข้าออกสู่ภายนอกโดยใช้เส้นทางพิพาทร่วมกัน ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกมีว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหรือไม่ ข้อเท็จจริงโจทก์นำสืบโดยมีตัวโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า บ้านต่าง ๆ ใช้เส้นทางพิพาทออกสู่ภายนอกตั้งแต่โจทก์ยังเป็นเด็กอยู่ใช้มานานแล้วจึงเป็นทางสาธารณะ ซึ่งนอกจากคำพยานตัวโจทก์แล้ว โจทก์ยังมีนายจำลอง อุตเจริญ อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1(ท้องที่ที่ดินตั้งอยู่) นายสนั่น ยันอินทร์ ผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบัน นายพี อ้วนศรีญาติของโจทก์และจำเลย ซึ่งเคยอยู่ในบริเวณที่พิพาทต่างเบิกความยืนยันว่าชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวใช้เส้นทางพิพาทสัญจรออกสู่ทางสาธารณะมานานกว่า 10 ปีแล้ว นายสูนจันทร์ เสน่ห์จันทร์ บุตรจำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่ามีการใช้เส้นทางพิพาทสัญจรไปมา แต่อ้างว่ามีสภาพเป็นทางเดินธรรมดาไม่มีสภาพเป็นถนน นอกจากนี้ นายสูนจันทร์กับนางสาวสำรวยเกิดโพธิ์กะตัน พยานจำเลยอีกปากหนึ่งยังตอบคำถามค้านรับว่า นายสนั่นผู้ใหญ่บ้านรู้ดีว่ามีทางสาธารณะอยู่ในที่ดิน ส.ค.1 หรือไม่ เมื่อพิจารณาคำเบิกความของนายสนั่นที่ว่า ชาวบ้านที่อยู่ด้านในเข้าไปมีประมาณ6 หลังคาเรือน ต่างใช้เส้นทางพิพาทสัญจรไปมาเป็นเวลา 10 กว่าปีแล้วสภาพเป็นทางสาธารณะอยู่แล้ว ฉะนั้น จากเดิมที่ดินเป็นของนายกรมแล้วแบ่งให้บุตรแยกครอบครอง เป็นส่วนสัด บุคคลทั่วไปได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินออกสู่ทางสาธารณะเป็นเวลานานกว่า 10 ปีโดยไม่มีการหวงห้ามทางดังกล่าวจึงเป็นทางสาธารณะโดยปริยาย อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) โดยไม่จำต้องมีการจดทะเบียนยกให้เป็นทางสาธารณะต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยสร้างรั้วคอนกรีตรุกล้ำทางสาธารณะพิพาทหรือไม่ โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงโดยได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ทางพิพาทเดิมกว้างประมาณ 4 เมตร รถยนต์สามารถผ่านเข้าออกได้เมื่อจำเลยสร้างรั้วคอนกรีตทำให้ทางพิพาทเหลือเพียง1.6 เมตร นายจำลอง อุตเจริญ เบิกความว่าเดิมทางพิพาทกว้างประมาณ3 เมตร นายสนั่นเบิกความว่าทางพิพาทกว้างประมาณ 3 เมตร จำเลยก่อสร้างรั้วคอนกรีตรุกล้ำเข้ามาในทางดังกล่าวเหลือความกว้างประมาณ1 เมตร เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์แล่นสวนกันไม่ได้ และนายสูนจันทร์บุตรจำเลยตอบคำถามค้านว่า จากด้านข้างของทางพิพาทก่อนมีการสร้างรั้วรุกล้ำนั้นอยู่ห่างจากชายคาบ้านจำเลยประมาณ 3 เมตร ฉะนั้นจากคำพยานโจทก์และจำเลยดังกล่าวประกอบภาพถ่าย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยสร้างรั้วคอนกรีตรุกล้ำทางสาธารณะพิพาท ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถนำรถยนต์ผ่านเข้าออกได้ จึงมีสิทธิขอให้จำเลยรื้อรั้วคอนกรีตออกจากทางสาธารณะพิพาทได้ ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้นแต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้มีระยะถอยร่นจากแนวรั้วนั้น โจทก์เพียงแต่ขอให้บังคับจำเลยรื้อรั้วคอนกรีตดังกล่าวที่รุกล้ำออกจากทางสาธารณะและทำให้ทางอยู่ในสภาพเดิมเท่านั้นไม่ได้มีคำขอในส่วนนี้คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่พิพากษาว่า โดยให้มีระยะถอยร่นจากแนวรั้วดังกล่าวเป็นระยะ 75 เซนติเมตร ให้เสมอกับแนวชายคาด้านหน้าบ้านนางจงกลศรีทรง ที่ปลูกอยู่ติดกับรั้วคอนกรีตของจำเลย จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนคอนกรีตออกจากทางสาธารณะพิพาทและทำให้ทางอยู่ในสภาพเดิม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พันรองหรือพันทอง เสนจันทร์
จำเลย — นาง ไท้ เสน่ห์จันทร์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 997/2544
#69316
เปิดฉบับเต็ม

ไม้สักแปรรูปที่เจ้าพนักงานยึดเป็นของกลางในคดีนี้มีจำนวนเพียง 1 แผ่น ปริมาตร 0.268 ลูกบาศก์เมตร เท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อย พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงนักประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ยังอยู่ในวิสัยที่พนักงานคุมประพฤติจะแก้ไขฟื้นฟูให้จำเลยที่ 1 กลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ กรณีจึงมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 58 และเนื่องจากการรอการลงโทษด้วยเหตุสภาพแห่งความผิดและพฤติการณ์ตามรูปคดีดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเช่นกัน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาให้ได้รับการรอการลงโทษจำคุกดุจจำเลยที่ 1 ผู้ฎีกาด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ป.อ. มาตรา 89

ความผิดฐานทำไม้เป็นความผิดทั้งตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ อันเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษบทหนักตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 73 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 8, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 7, 11, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 8, 14, 31 (ที่ถูกมาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 31 วรรคสอง (1), (3)), 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 7, 11, 48, 73 (ที่ถูกมาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1)), 74, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 เรียงกระทงลงโทษ ฐานยึดถือครอบครองแผ้วถางป่าไม้สักและต้นน้ำ (ที่ถูกเรียกความผิดฐานร่วมกันทำไม้) จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันแปรรูปไม้สัก จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้สักแปรรูป จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า ไม้สักแปรรูปที่เจ้าพนักงานยึดเป็นของกลางในคดีนี้มีจำนวนเพียง 1 แผ่น ปริมาตร 0.268 ลูกบาศก์เมตร เท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อย พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ยังอยู่ในวิสัยที่พนักงานคุมประพฤติจะแก้ไขฟื้นฟูให้จำเลยที่ 1 กลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ กรณีจึงมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และเนื่องจากการรอการลงโทษด้วยเหตุสภาพแห่งความผิดและพฤติการณ์ตามรูปคดีดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเช่นกัน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาให้ได้รับการรอการลงโทษจำคุกดุจจำเลยที่ 1 ผู้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 89 และเห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นชาวเขามีฐานะยากจน ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องขังในระหว่างการพิจารณาคดีนานพอสมควรที่จะทำให้หลาบจำแล้ว จึงไม่ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองและไม่คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 อีก คงคุมความประพฤติเฉพาะจำเลยที่ 1 เพื่อให้หลาบจำ

อนึ่ง ความผิดฐานทำไม้เป็นความผิดทั้งตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 31 วรรคสอง (1), (3) อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษบทหนักตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 73 วรรคสอง (1) และปัญหาการปรับบทดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะข้อหาทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยที่ 1 ไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยที่ 1 ละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยที่ 1 กระทำกิจการบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 เห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 89 ม. 90
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 11 วรรคหนึ่ง ม. 73 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 วรรคหนึ่ง ม. 31 วรรคสอง (1) ม. 31 วรรคสอง (3)
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายล่ง เลาหาง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายพิทยา มูลศาสตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาววันทนี กีรติพิบูล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 981/2544
#99041
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 3 เฉี่ยวชนรถยนต์เก๋งทำให้รถทั้งสองคันเสียหาย มีผู้บาดเจ็บ ต่อมาจำเลยที่ 3 กับ ณ. ผู้ขับรถยนต์เก๋งทำบันทึกข้อตกลงโดยตกลงกันว่าจำเลยที่ 3 ยอมรับช่วยเหลือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นเพื่อบรรเทาผลร้ายโดยยอมจ่ายเงินให้ ณ. จำนวน 20,000 บาท และ ณ. ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายอื่นใดเพิ่มเติม บันทึกดังกล่าวไม่มีรายละเอียดระบุว่าเงินช่วยเหลือที่ ณ. รับไปนั้นเป็นค่าเสียหายใด ทั้ง ศ. ผู้เอาประกันภัยรถยนต์เก๋งได้เรียกร้องให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดแก่รถยนต์เก๋งแล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะเชิด ณ. เป็นตัวแทนให้ตกลงเรื่องค่าเสียหายแทน เงินช่วยเหลือค่าเสียหายตามบันทึกตกลงค่าเสียหายจึงเป็นค่าเสียหายส่วนตัวของ ณ. เนื่องจาก ณ. ได้รับบาดเจ็บและไม่อาจใช้รถยนต์เก๋งเดินทางต่อไปได้ไม่เกี่ยวกับค่าเสียหายของรถยนต์เก๋งที่โจทก์รับประกันภัยไว้ บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ อันจะทำให้มูลละเมิดที่รถยนต์เก๋งซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ระงับสิ้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจำนวน ๒๑๕,๓๓๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๒๐๘,๘๑๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ตามที่โจทก์ฟ้องและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๖,๐๐๐ บาท

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันวินาศภัยรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน ๑ ศ - ๐๗๑๕ กรุงเทพมหานคร ไว้จากนางสาวศิริพัตน์ ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นสามีภริยากันและเป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ๘๐ - ๕๘๐๓ ลำปาง ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เมื่อถึงที่เกิดเหตุ จำเลยที่ ๑ ขับรถเลี้ยวขวาจะกลับรถไปทางจังหวัดลำปาง เป็นเหตุให้นายณรงค์ชัยซึ่งขับรถยนต์เก๋งที่โจทก์รับประกันภัยแล่นตามมาชนรถยนต์บรรทุก รถยนต์เก๋งที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย ต่อมาวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๓ กับนายณรงค์ชัยได้ทำบันทึกการตกลงค่าเสียหายกันที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปาง โดยจำเลยที่ ๓ จ่ายเงินให้นายณรงค์ชัย ๒๐,๐๐๐ บาท ตามบันทึกการตกลงค่าเสียหาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า บันทึกการตกลงค่าเสียหายเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งนายณรงค์ชัยกระทำไปในฐานะตัวแทนของนางสาวศิริพัตน์ อันเป็นผลให้จำเลยทั้งสามพ้นจากความรับผิดหรือไม่ ตามบันทึกการตกลงค่าเสียหายมีข้อความว่า จำเลยที่ ๓ เจ้าของรถยนต์บรรทุกกับนายณรงค์ชัยผู้ขับรถยนต์เก๋งมาพบกันเพื่อตกลงในเรื่องจำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์บรรทุกเฉี่ยวชนรถยนต์เก๋ง ทำให้รถยนต์ทั้งสองคันได้รับความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บ โดยตกลงกันว่า ข้อ ๑. จำเลยที่ ๓ เจ้าของรถยนต์บรรทุกยอมรับช่วยเหลือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นเพื่อบรรเทาผลร้าย โดยจ่ายเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่นายณรงค์ชัย ข้อ ๒. นายณรงค์ชัยตกลงตามข้อ ๑. ด้วยความพอใจทุกประการและได้รับเงินจำนวนดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายอื่นใดเพิ่มเติมอีก ท้ายบันทึกจำเลยที่ ๓ ลงลายมือชื่อผู้มอบเงิน นายณรงค์ชัยลงลายมือชื่อผู้รับเงิน นางสาวศิริพัตน์และนายสุรชัยพนักงานออกตรวจอุบัติเหตุและเจรจาค่าสินไหมของโจทก์ได้ร่วมลงชื่อเป็นพยาน เห็นว่า บันทึกตกลงค่าเสียหายดังกล่าวไม่มีรายละเอียดระบุว่า เงินช่วยเหลือค่าเสียหาย ๒๐,๐๐๐ บาท ที่นายณรงค์ชัยรับไปเป็นค่าเสียหายใด จำเลยที่ ๑ เบิกความรับว่า ในวันเกิดเหตุนายณรงค์ชัยได้รับบาดเจ็บต้องเดินทางไปโรงพยาบาล และทราบว่าในวันเกิดเหตุนายณรงค์ชัยกับพวกที่นั่งมาในรถยนต์เก๋งจะเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร นายณรงค์ชัยจึงเป็นผู้เสียหายเนื่องจากได้รับบาดเจ็บและไม่อาจใช้รถยนต์เก๋งเดินทางกลับกรุงเทพมหานครได้ ส่วนนางสาวศิริพัตน์ผู้เอาประกันภัยรถยนต์เก๋งมีนายสุรชัยพนักงานของโจทก์เดินทางมาด้วย แสดงว่านางสาวศิริพัตน์ได้เรียกร้องให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดแก่รถยนต์เก๋งแล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดที่นางสาวศิริพัตน์จะตกลงเรื่องค่าเสียหายของรถยนต์เก๋งกับจำเลยที่ ๓ หรือเชิดนายณรงค์ชัยเป็นผู้ตกลงเรื่องค่าเสียหายของรถยนต์เก๋งตามที่จำเลยที่ ๓ อ้าง พยานโจทก์ที่นำสืบมามีเหตุผลและน้ำหนักดีกว่าพยานจำเลยทั้งสามที่นำสืบลอย ๆ ว่า นายณรงค์ชัยตกลงเรื่องค่าเสียหายของรถยนต์เก๋งแทนนางสาวศิริพัตน์ด้วย ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าเงินช่วยเหลือค่าเสียหาย ๒๐,๐๐๐ บาท ตามบันทึกการตกลงค่าเสียหายเป็นค่าเสียหายของนายณรงค์ชัย ไม่เกี่ยวกับค่าเสียหายของรถยนต์เก๋งที่โจทก์รับประกันภัยไว้ บันทึกการตกลงค่าเสียหายดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความอันจะทำให้มูลละเมิดที่รถยนต์เก๋งซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ระงับสิ้นไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้ร่วมรับผิดในมูลละเมิดที่ระงับสิ้นไปแล้วนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น?

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๔,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 880 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายสมศักดิ์ เตรียมทะนะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายอิทธิ มุสิกะพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายโสฬส สุวรรณเนตร์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 963/2544
#36539
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านตามฟ้องในลักษณะที่ต้องรื้อถอนไปอย่างสังหาริมทรัพย์ จึงไม่ใช่กรณีฟ้องเรียกบ้านในสภาพที่ปลูกอยู่บนที่ดินอย่างอสังหาริมทรัพย์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านดังกล่าวได้ มีเพียงสิทธิที่จะเข้าไปรื้อถอนบ้านตามสัญญาโดยจำเลยไม่มีสิทธิมาขัดขวางห้ามปรามเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านตามฟ้อง เป็นการ พิพากษาบังคับไม่ตรงกับสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องและเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยตกลงขายบ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 16 ตำบลสำโรงพลันอำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ให้แก่โจทก์ในราคา 60,000 บาท โดยทำสัญญาจะซื้อจะขาย ให้โจทก์รื้อถอนบ้านดังกล่าวภายใน 1 ปี เมื่อครบกำหนดตามสัญญา จำเลยไม่ยอมให้โจทก์รื้อถอนบ้านที่ซื้อขายกัน ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากบ้านที่ตกลงขายให้แก่โจทก์ และยินยอมให้โจทก์รื้อถอนบ้านที่ซื้อขาย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ทำสัญญาขึ้นโดยทุจริต คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยไม่เคยทำสัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 60,000 บาท แก่โจทก์หากไม่ชำระให้รื้อบ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 16 ตำบลสำโรงพลัน อำเภอไพรบึงจังหวัดศรีสะเกษ ส่งมอบแก่โจทก์แทนการชำระหนี้ดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 16 ตำบลสำโรงพลัน อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษและยินยอมให้โจทก์รื้อบ้านไปได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขายบ้านของจำเลยให้แก่โจทก์ในราคา 60,000 บาท โดยให้รื้อถอนไปภายใน 1 ปี ครบกำหนดแล้วขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากบ้านและยินยอมให้โจทก์เข้าไปรื้อถอนจำเลยให้การปฏิเสธว่า ไม่เคยทำสัญญาขายบ้านให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องถือเป็นการต่อสู้กรรมสิทธิ์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาบ้านคือ 60,000 บาทศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านตามฟ้องและยินยอมให้โจทก์รื้อบ้านไปได้ จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้อง จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาจำนวน 60,000 บาท ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 16 ตำบลสำโรงพลัน อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว ต่อมาจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ไว้และได้รับชำระเงินครบถ้วนแล้วโดยตกลงให้โจทก์รื้อถอนบ้านไปภายใน 1 ปี แต่เมื่อครบกำหนด 1 ปีแล้ว จำเลยไม่ยินยอมให้โจทก์เข้าไปรื้อบ้าน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยตกลงขายบ้านให้แก่โจทก์แล้ว แต่ต่อมาโจทก์ได้บรรยายฟ้องอีกว่าได้มีการทำสัญญาจะซื้อจะขายกัน ทั้งยังได้บรรยายอีกว่าหากจำเลยประสงค์จะได้บ้านคืน โจทก์ยินยอมคืนให้ ทำให้จำเลยไม่ทราบแน่ชัดมูลความผิดเป็นสัญญาซื้อขายหรือสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาขายฝาก ทำให้จำเลยสับสน หลงต่อสู้นั้น เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายให้เข้าใจว่าจำเลยตกลงขายบ้านให้แก่โจทก์โดยทำเป็นสัญญาจะซื้อจะขายครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ยอมให้โจทก์รื้อไป ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารและยินยอมให้โจทก์รื้อบ้านนั้น เป็นการบรรยายถึงสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนแล้ว ส่วนที่บรรยายว่า หากจำเลยประสงค์จะได้บ้านคืนโจทก์ยินยอมคืนให้เป็นเพียงข้อเสนอของโจทก์ขึ้นใหม่ซึ่งเกิดขึ้นในภายหลังเท่านั้น ซึ่งจำเลยก็ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยไม่เคยทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ แสดงว่าจำเลยเข้าใจคำฟ้องโจทก์ได้ดีแล้ว คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายโดยมิได้มีเจตนาจะใช้บังคับอย่างสัญญาจะซื้อจะขาย แต่เจตนาเป็นการกู้ยืมเงินกันเท่านั้น การที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายมาฟ้องบังคับแก่จำเลย จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตนั้นเห็นว่า ฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านตามฟ้องในลักษณะที่ต้องรื้อถอนไปอย่างสังหาริมทรัพย์จึงไม่ใช่กรณีฟ้องเรียกบ้านในสภาพที่ปลูกอยู่บนที่ดินอย่างอสังหาริมทรัพย์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านดังกล่าวได้ มีเพียงสิทธิที่จะเข้าไปรื้อถอนบ้านตามสัญญาโดยจำเลยไม่มีสิทธิมาขัดขวางห้ามปรามเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านตามฟ้อง เป็นการพิพากษาบังคับไม่ตรงกับสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามมิให้จำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวและขัดขวางในการที่โจทก์เข้ารื้อบ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 16 ตำบลสำโรงพลัน อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ให้ยกคำขอที่ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านดังกล่าวนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ทัศนีย์ ชมเมือง
จำเลย — นาง สอิด พงษ์วัน
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 961/2544
#40509
เปิดฉบับเต็ม

การวินิจฉัยเกี่ยวกับหน่วยการขนส่งจะต้องวินิจฉัยจากใบตราส่งว่าระบุจำนวนลักษณะของหน่วยการขนส่งไว้อย่างไรการที่ใบตราส่งสินค้าระบุถึงการบรรจุของในตู้คอนเทนเนอร์1 ตู้แต่ก็ระบุว่าสินค้ากระดาษทิชชูของโจทก์บรรจุในกล่องจำนวน 7 กล่องหรือลังอันเข้าลักษณะเป็นหน่วยการขนส่งตามบทวิเคราะห์ศัพท์ในพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 3 จึงเป็นกรณีใบตราส่งระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งที่รวมกันนั้นไว้ในใบตราส่ง ตู้สินค้าจำนวน 1 ตู้ในกรณีนี้จึงมิใช่หน่วยการขนส่ง ส่วนจำนวนม้วนนั้นเป็นเพียงลักษณะของสินค้าแต่ละชิ้นเท่านั้น มิใช่หน่วยการขนส่งเช่นกัน ดังนั้นจึงถือว่าสินค้าที่มอบให้ทำการขนส่งทั้งหมดมีจำนวน7 หน่วยการขนส่ง

สินค้าที่เสียหายมีเพียง 2 หน่วยการขนส่ง เป็นสินค้าที่เสียหาย 258 ม้วน น้ำหนัก 614.04 กิโลกรัม คิดข้อจำกัดความรับผิดตามน้ำหนักสินค้า 30 บาท ต่อ 1 กิโลกรัมได้18,421.20 บาท แต่คิดตามหน่วยการขนส่งได้ 10,000 บาทต่อ 1 หน่วยการขนส่งจากสินค้าที่เสียหาย 2 หน่วยการขนส่งเป็นเงิน 20,000 บาท ซึ่งมากกว่าข้อจำกัดความรับผิดคิดตามน้ำหนักดังกล่าว จึงถือว่ามีข้อจำกัดความรับผิด 20,000 บาทแม้สินค้าที่เสียหายมีมูลค่า 65,208.89 บาท จำเลยก็รับผิดจำกัดเพียง 20,000 บาท ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลพ.ศ. 2534 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และมาตรา 59(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยสินค้ากระดาษทิชชู จำนวน7 แท่นรอง หรือ 840 ม้วน ไว้จากบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน(ประเทศไทย) จำกัด เป็นเงิน 249,501.18 บาท ที่ผู้เอาประกันภัยซื้อจากบริษัทไฟน์เนส จำกัด ในประเทศสวีเดน จำนวน 1,997 กิโลกรัมเป็นเงิน 8,987 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันขนส่งสินค้าโดยบรรทุกด้วยเรือสตุ๊ตการ์ด เอ็กเพรส จากเมืองโกเด็นเบอร์ก มายังกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกใบตราส่งซึ่งแจ้งว่าการรับมอบสินค้าให้ติดต่อจำเลยที่ 2 เนื่องจากเรือสตุ๊ตการ์ด เอ็กเพรส เป็นเรือขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้ามาจอดเทียบท่าเรือกรุงเทพได้ ดังนั้นเมื่อเรือเดินทางถึงท่าเรือสิงคโปร์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงร่วมกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ครอบครองเรือปิยะภูมิ ขนถ่ายสินค้าลงเรือปิยะภูมิเพื่อขนส่งมายังกรุงเทพมหานครอีกทอดหนึ่ง จำเลยที่ 3ออกใบตราส่งฉบับใหม่แทนใบตราส่งเดิม เรือปิยะภูมิเดินทางมาถึงท่าเรือของบริษัทไทยพรอสเพอร์ตี้เทอมินอล จำกัด ที่จังหวัดสมุทรปราการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2537 จำเลยที่ 3 และที่ 4ร่วมกันขนถ่ายสินค้าไปเก็บที่โรงพักสินค้า มีการสำรวจสินค้าพบว่าสินค้าเสียหาย 240 ม้วน ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2537 มีการขนสินค้าไปยังโรงงานของบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ประเทศไทย)จำกัด โจทก์จึงให้บริษัทยูไนเต็ด เชอร์เวย์เยอร์ แอนด์ แอดจัสเตอร์สจำกัด สำรวจสินค้าอีกครั้งหนึ่ง พบว่าสินค้า 258 ม้วน หลุดลุ่ยและเปรอะเปื้อนคิดเป็นน้ำหนัก 614.04 กิโลกรัม เป็นเงิน 65,208.89บาท โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยจำนวน65,208.89 บาท เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2537 จึงรับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน69,363.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน65,208.89 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า โจทก์อ้างว่าสินค้าเสียหาย614.04 กิโลกรัม หากจำเลยที่ 3 และที่ 4 จะต้องรับผิดก็ไม่เกิน18,421.20 บาท ตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน18,421.20 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 65,208.89 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า โจทก์รับประกันภัยสินค้ากระดาษทิชชูจำนวน 840 ม้วน ของบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ประเทศไทย)จำกัด ไว้จำนวนเงินเอาประกันภัย 249,501.18 บาท จำเลยที่ 1ได้ขนส่งสินค้าดังกล่าวโดยเรือสตุ๊ตการ์ด เอ็กเพรส จากเมืองโกเด็นเบอร์กมายังกรุงเทพมหานคร ต่อมาเรือสตุ๊ตการ์ด เอ็กเพรสได้ขนถ่ายสินค้าลงเรือปิยะภูมิที่ท่าเรือสิงคโปร์ จำเลยที่ 3เป็นผู้ครอบครองเรือปิยะภูมิและเป็นผู้ขนส่งอื่น เรือปิยะภูมิได้เดินทางต่อมาถึงท่าเรือบริษัทไทยพรอสเพอร์ตี้ เทอมินอลจังหวัดสมุทรปราการ มีการขนถ่ายสินค้าลงจากเรือและสำรวจสินค้าแล้วพบว่าสินค้าเสียหายในระหว่างการขนส่งของจำเลยที่ 1และที่ 3 โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันไปเป็นเงิน65,208.89 บาท และเข้ารับช่วงสิทธิมาเรียกร้องจากจำเลยที่ 1และที่ 3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้เฉพาะข้อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ตามใบตราส่ง (Bill of Lading) เอกสารหมาย ล.10มีข้อความที่มีลักษณะเป็นข้อสงวนตามบทบัญญัติในมาตรา 23แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ว่า "เอสทีซี"(STC) ซึ่งแปลว่า "แจ้งว่าบรรจุ" อันหมายความว่า "ผู้ส่งเป็นผู้แจ้งว่ามีสินค้าบรรจุในตู้" แต่โดยความจริงผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นไม่ทราบถึงสภาพ จำนวน ลักษณะของสินค้าที่อยู่ภายในตู้ว่ามีจำนวน สภาพหรือปริมาณเท่าใด ตามเอกสารหมาย ล.10 ระบุไว้ว่าสินค้ามีจำนวน1 ตู้ ซึ่งตามนิยามของมาตรา 3 ที่ว่า "ตู้" หรือภาษาอังกฤษเขียนว่า"A CONTAINER" นั้น จึงมีความหมายเป็น "หน่วยการขนส่ง"(SHIPPING UNIT) ดังนั้น คำว่า "ตู้สินค้า" ในคดีนี้จึงเป็นหน่วยการขนส่งตามความหมายของบทมาตราดังกล่าว ไม่ใช่ม้วนสินค้าเป็นหน่วยการขนส่งดังเช่นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 3ให้คำนิยาม "ภาชนะขนส่ง" หมายความว่า ตู้สินค้า ไม้รองสินค้าหรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันซึ่งใช้บรรจุ หรือรองรับของหรือใช้รวมหน่วยการขนส่งหลายหน่วยเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์ในการขนส่งทางทะเลและให้คำนิยาม "หน่วยการขนส่ง"หมายความว่า หน่วยแห่งของที่ขนส่งทางทะเลซึ่งนับเป็นหนึ่งและแต่ละหน่วยอาจทำการขนส่งไปตามลำพังได้ เช่น กระสอบ ชิ้น ถังตู้ ม้วน ลัง ลูก ห่อ หีบ อันหรือหน่วยที่เรียกอย่างอื่นและมาตรา 59(1)บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการรวมของหลายหน่วย การขนส่งเป็นหน่วยการขนส่งเดียวกัน ไม่ว่าจะมีการใช้ภาชนะขนส่งบรรจุหรือรองรับหรือไม่ก็ตาม ถ้าระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งที่รวมกันนั้นไว้ในใบตราส่งให้ถือว่าของตามใบตราส่งนั้นมีจำนวนหน่วยการขนส่งตามที่ระบุไว้นั้น แต่ถ้ามิได้ระบุ ให้ถือว่าของทั้งหมดที่รวมเป็นหน่วยการขนส่งเดียวกันนั้นเป็นหนึ่งหน่วยการขนส่ง" ดังนั้น ในการวินิจฉัยเกี่ยวกับหน่วยการขนส่งจึงต้องวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงในใบตราส่งว่าระบุจำนวนลักษณะของหน่วยการขนส่งไว้อย่างไร ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นว่า ใบตราส่งสินค้าตามฟ้องตามเอกสารหมาย จ.2 และ ล.10 แม้จะระบุถึงการบรรจุของในตู้คอนเทนเนอร์ 1 ตู้ ก็ตาม แต่ก็ระบุว่าสินค้าของโจทก์บรรจุในกล่อง (Packages) จำนวน 7 กล่องหรือลังอันเข้าลักษณะเป็นหน่วยการขนส่งตามบทวิเคราะห์ศัพท์ในมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ดังกล่าว จึงเป็นกรณีใบตราส่งระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งที่รวมกันนั้นไว้ในใบตราส่งตู้สินค้า (container) จำนวน 1 ตู้ ในกรณีนี้จึงมิใช่หน่วยการขนส่งแต่อย่างใด ส่วนจำนวนม้วนนั้นเป็นเพียงลักษณะของสินค้าแต่ละชิ้นเท่านั้น มิใช่หน่วยการขนส่งเช่นกัน ดังนั้น จึงถือว่าสินค้าที่มอบให้ผู้ขนส่งทำการขนส่งทั้งหมดมีจำนวน 7 หน่วยการขนส่ง แต่สินค้าที่เสียหายปรากฏตามคำฟ้องว่ามีเพียง 2 หน่วยการขนส่งเป็นสินค้าที่เสียหาย 258 ม้วน น้ำหนัก 614.04 กิโลกรัม คิดข้อจำกัดความรับผิดตามน้ำหนักสินค้า 30 บาท ต่อ 1 กิโลกรัมได้ 18,421.20 บาท แต่คิดตามหน่วยการขนส่งได้ 10,000 บาท ต่อ 1 หน่วยการขนส่งจากสินค้าที่เสียหาย 2 หน่วยการขนส่ง เป็นเงิน 20,000 บาทซึ่งมากกว่าข้อจำกัดความรับผิดคิดตามน้ำหนักดังกล่าว จึงถือว่ามีข้อจำกัดความรับผิด 20,000 บาท แม้สินค้าของโจทก์ที่เสียหายมีมูลค่า 65,208.89 บาท จำเลยที่ 3 ก็รับผิดจำกัดเพียง 20,000 บาทตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58วรรคหนึ่ง และมาตรา 59(1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อจำเลยที่ 3ผู้ขนส่งอื่นต้องรับผิดต่อโจทก์เพียง 20,000 บาท แล้ว แม้จำเลยที่ 1ผู้ขนส่งซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ร่วมรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1ได้ด้วยเพราะเป็นเรื่องการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบด้วยมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 20,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 58 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิกน่า ปรอปเปอร์ตี้ แอนด์ แคสชวลตี้ อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทคอนเทอม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 961/2544
#91359
เปิดฉบับเต็ม

ใบตราส่งสินค้าตามฟ้อง แม้จะระบุถึงการบรรจุของในตู้คอนเทนเนอร์ 1 ตู้ก็ตาม แต่ก็ระบุว่าสินค้าของโจทก์บรรจุในกล่อง (Packages) จำนวน 7 กล่องหรือลังอันเข้าลักษณะเป็นหน่วยการขนส่งตามบทวิเคราะห์ศัพท์ในมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 จึงเป็นกรณีใบตราส่งระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งที่รวมกันนั้นไว้ในใบตราส่งตู้สินค้า (container) จำนวน 1 ตู้ ในกรณีนี้จึงมิใช่หน่วยการขนส่งแต่อย่างใด ส่วนจำนวนม้วนนั้นเป็นเพียงลักษณะของสินค้าแต่ละชิ้นเท่านั้น มิใช่หน่วยการขนส่งเช่นกัน ดังนั้น จึงถือว่าสินค้าที่มอบให้ผู้ขนส่งทำการขนส่งทั้งหมดมีจำนวน 7 หน่วยการขนส่ง

สินค้าที่เสียหายตามคำฟ้องว่ามีเพียง 2 หน่วยการขนส่งเป็นสินค้าที่เสียหาย 258 ม้วน น้ำหนัก 614.04 กิโลกรัม คิดข้อจำกัดความรับผิดตามน้ำหนักสินค้า 30 บาทต่อ 1 กิโลกรัม ได้ 18,421.20 บาท แต่คิดตามหน่วยการขนส่งได้ 10,000 บาท ต่อ 1 หน่วยการขนส่ง จากสินค้าที่เสียหาย 2 หน่วยการขนส่ง เป็นเงิน 20,000 บาท ซึ่งมากกว่าข้อจำกัดความรับผิดคิดตามน้ำหนักดังกล่าว จึงถือว่ามีข้อจำกัดความรับผิด 20,000 บาท แม้สินค้าของโจทก์ที่เสียหายมีมูลค่า 65,208.89 บาท จำเลยที่ 3 ก็รับผิดจำกัดเพียง 20,000 บาท ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58 วรรคหนึ่งและมาตรา 59 (1) และเมื่อจำเลยที่ 3 ผู้ขนส่งอื่นต้องรับผิดต่อโจทก์เพียง 20,000 บาท แล้ว แม้จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ร่วมรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ได้เพราะเป็นเรื่องการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 69,363.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 65,208.89 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 18,421.20 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 65,208.89 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยสินค้ากระดาษทิชชู จำนวน 840 ม้วน ของบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ประเทศไทย) จำกัด ไว้ จำนวนเงินเอาประกันภัย 249,501.18 บาท จำเลยที่ 1 ได้ขนส่งสินค้าดังกล่าวโดยเรือสตุ๊ตการ์ด เอ็กเพรส จากเมืองโกเด็นเบอร์ก มายังกรุงเทพมหานคร ต่อมาเรือสตุ๊ตการ์ด เอ็กเพรส ได้ขนถ่ายสินค้าลงเรือปิยะภูมิที่ท่าเรือสิงคโปร์ จำเลยที่ 3 เป็นผู้ครอบครองเรือปิยะภูมิและเป็นผู้ขนส่งอื่น เรือปิยะภูมิได้เดินทางต่อมาถึงท่าเรือบริษัทไทยพรอสเพอร์ตี้เทอมินอล จังหวัดสมุทรปราการ มีการขนถ่ายสินค้าลงจากเรือและสำรวจสินค้าแล้วพบว่าสินค้าเสียหายในระหว่างการขนส่งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันไปเป็นเงิน 65,208.89 บาท และเข้ารับช่วงสิทธิมาเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 และที่ 3? มีปัญหาว่า ในการวินิจฉัยเกี่ยวกับหน่วยการขนส่งจึงต้องวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงในใบตราส่งว่าระบุจำนวนลักษณะของหน่วยการขนส่งไว้อย่างไร ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า ใบตราส่งสินค้าตามฟ้อง แม้จะระบุถึงการบรรจุของในตู้คอนเทนเนอร์ 1 ตู้ก็ตาม แต่ก็ระบุว่าสินค้าของโจทก์บรรจุในกล่อง (Packages) จำนวน 7 กล่องหรือลัง อันเข้าลักษณะเป็นหน่วยการขนส่งตามบทวิเคราะห์ศัพท์ในมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 จึงเป็นกรณีใบตราส่งระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งที่รวมกันนั้นไว้ในใบตราส่ง ตู้สินค้า (container) จำนวน 1 ตู้ ในกรณีนี้จึงมิใช่หน่วยการขนส่งแต่อย่างใด ส่วนจำนวนม้วนนั้นเป็นเพียงลักษณะของสินค้าแต่ละชิ้นเท่านั้น มิใช่หน่วยการขนส่งเช่นกัน ดังนั้น จึงถือว่าสินค้าที่มอบให้ผู้ขนส่งทำการขนส่งทั้งหมดมีจำนวน 7 หน่วยการขนส่ง แต่สินค้าที่เสียหายปรากฏตามคำฟ้องว่ามีเพียง 2 หน่วยการขนส่ง เป็นสินค้าที่เสียหาย 258 ม้วน น้ำหนัก 614.04 กิโลกรัม คิดข้อจำกัดความรับผิดตามน้ำหนักสินค้า 30 บาทต่อ 1 กิโลกรัม ได้ 18,421.20 บาท แต่คิดตามหน่วยการขนส่งได้ 10,000 บาท ต่อ 1 หน่วยการขนส่ง จากสินค้าที่เสียหาย 2 หน่วยการขนส่ง เป็นเงิน 20,000 บาท ซึ่งมากกว่าข้อจำกัดความรับผิดคิดตามน้ำหนักดังกล่าว จึงถือว่ามีข้อจำกัดความรับผิด 20,000 บาท แม้สินค้าของโจทก์ที่เสียหายมีมูลค่า 65,208.89 บาท จำเลยที่ 3 ก็รับผิดจำกัดเพียง 20,000 บาท ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และมาตรา 59 (1) และเมื่อจำเลยที่ 3 ผู้ขนส่งอื่นต้องรับผิดต่อโจทก์เพียง 20,000 บาท แล้ว แม้จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง ซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ร่วมรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ได้ด้วยเพราะเป็นเรื่องการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 20,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 247
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 58 วรรคหนึ่ง ม. 59 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิกน่า ปรอปเปอร์ตี้ แอนด์ แคสชวลตี้ อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทคอนเทอม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสุชาดา พรพิพัฒน์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ — นายเมธี คฤโฆษ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 960/2544
#40508
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากรฯ การที่คู่ความไม่มาศาลในวันนัดชี้สองสถานไม่เป็นเหตุขัดข้องแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล ศาลย่อมทำการชี้สองสถานไปได้ตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเท่าที่ปรากฏอยู่แล้วในสำนวนความ การที่ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนวันนัดชี้สองสถานโดยอ้างว่าติดว่าความที่ศาลอื่นไม่ว่าข้อเท็จจริงจะได้ความว่าทนายโจทก์ติดว่าความจริงจนไม่อาจมาศาลได้ก็ตามก็ไม่เป็นเหตุขัดข้องที่ศาลจะต้องเลื่อนการชี้สองสถานออกไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนการชี้สองสถาน จึงชอบแล้ว

โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานพ้นกำหนดระยะเวลาตามข้อกำหนดคดีภาษีอากรฯ ข้อ 10 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่า 30 วัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์จึงชอบแล้ว

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทโดยมีคำสั่งให้โจทก์นำสืบก่อนทุกประเด็น เมื่อโจทก์มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลโจทก์จึงไม่อาจนำพยานเข้าสืบได้ เพราะเป็นการนำสืบพยานที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 17ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบ จำเลยไม่ติดใจสืบพยานแล้วพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีเพราะไม่มีพยานมาสืบ จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้จำเลยทั้งสี่คืนเงินภาษีจำนวน 63,033.16 บาทแก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 4 ไม่ได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และโจทก์มิได้มีคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาและวินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีพร้อมด้วยเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสอง (ที่ถูกโจทก์ที่ 1) มีภาระการพิสูจน์ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสอง(ที่ถูกโจทก์ที่ 1) ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานภายในเวลาตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบให้เห็นได้ว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายอย่างไร คดีจึงฟังได้ว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ (ที่ถูกโจทก์ที่ 1) ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย (ที่ถูกจำเลยที่ 1ถึงที่ 3)

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าศาลภาษีอากรกลางนัดชี้สองสถานวันที่ 24 พฤษภาคม 2543เวลา 13.30 นาฬิกา ในวันนัดชี้สองสถาน ทนายโจทก์ที่ 1 มอบฉันทะให้นายอุยลี แซ่ซู เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนการชี้สองสถานมายื่นโดยอ้างว่า ทนายโจทก์ที่ 1 ติดว่าความที่ศาลจังหวัดเพชรบุรีจึงไม่อาจมาว่าความที่ศาลภาษีอากรกลางได้ ทนายจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 แถลงคัดค้านว่า โจทก์ทั้งสอง (ที่ถูกโจทก์ที่ 1) มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานภายในกำหนดเวลาตามข้อ 10 วรรคหนึ่งของข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2539 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสอง(ที่ถูกโจทก์ที่ 1) มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่า30 วันตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2539 ข้อ 10 วรรคหนึ่งทั้งยังไม่ได้อ้างเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้ จึงมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์ทั้งสอง (ที่ถูกโจทก์ที่ 1) และไม่อนุญาตให้เลื่อนการชี้สองสถานแล้วทำการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทโดยให้โจทก์ทั้งสอง (ที่ถูกโจทก์ที่ 1) นำสืบก่อนแล้ว จำเลยทั้งสาม(ที่ถูกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3) นำสืบแก้ ทั้งมีคำสั่งต่อไปว่าเมื่อโจทก์ทั้งสอง(ที่ถูกโจทก์ที่ 1) ไม่ยื่นบัญชีระบุพยานจึงไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบจำเลยทั้งสาม (ที่ถูกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3) แถลงไม่ติดใจสืบพยานคดีเป็นอันเสร็จการพิจารณา นัดฟังคำพิพากษา ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 มีว่า คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีในวันชี้สองสถานและคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางที่พิพากษายกฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางยกคำร้องขอเลื่อนคดีไม่รับบัญชีระบุพยานและชี้สองสถานไปเลยโดยมิได้วินิจฉัยถึงตัวคำร้องขอเลื่อนคดี ทั้งได้วินิจฉัยก้าวล่วงเข้าไปสู่เนื้อหาแห่งคดีโดยไม่ให้โจทก์สืบพยานเป็นการฝ่าฝืนต่อบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร เห็นว่า ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2539 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 หมวด 3 ได้บัญญัติกระบวนพิจารณาในชั้นชี้สองสถานไว้โดยชัดเจนในข้อ 16 บทบัญญัติดังกล่าวมีขึ้นเพื่อในกรณีคู่ความมาศาลก็จะได้สอบถามให้ได้ความชัดเจนในประเด็นข้อพิพาท และข้อเท็จจริงบางอย่างที่คู่ความอาจแถลงร่วมกันได้ อย่างไรก็ดีถ้าในวันนัดชี้สองสถานคู่ความไม่มาศาลก็ให้ศาลทำการชี้สองสถานไปได้ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากรข้อ 16 และถือว่าคู่ความผู้ไม่มาศาลได้ทราบกระบวนพิจารณาในวันนั้นแล้ว ดังนี้ การที่คู่ความไม่มาศาลในวันนัดชี้สองสถานจึงไม่เป็นเหตุขัดข้องแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลศาลย่อมทำการชี้สองสถานไปได้ตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเท่าที่ปรากฏอยู่แล้วในสำนวนความ ดังนี้ การที่ทนายโจทก์ที่ 1ยื่นคำร้องขอเลื่อนวันนัดชี้สองสถานโดยอ้างว่าติดว่าความที่ศาลจังหวัดเพชรบุรีไม่ว่าข้อเท็จจริงจะได้ความว่าทนายโจทก์ที่ 1ติดว่าความที่ศาลจังหวัดเพชรบุรีจริงจนไม่อาจมาศาลได้ก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุขัดข้องที่ศาลจะต้องเลื่อนการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นชี้สองสถานออกไปแต่อย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนการชี้สองสถานจึงชอบแล้ว นอกจากนี้คดีนี้ศาลภาษีอากรกลางนัดชี้สองสถานในวันที่ 24 พฤษภาคม 2543แต่ได้ความว่าโจทก์ที่ 1 ยื่นบัญชีระบุพยานในวันที่ 25 เมษายน2543 ดังนั้น การยื่นบัญชีระบุพยานโจทก์ที่ 1 จึงพ้นกำหนดระยะเวลาตามที่กำหนดดังกล่าว ข้อ 10 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่า 30 วันที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์ที่ 1จึงชอบแล้ว ฉะนั้น เมื่อได้ความว่าคดีนี้ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทโดยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 นำสืบก่อนทุกประเด็น เมื่อโจทก์ที่ 1 มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาล โจทก์ที่ 1จึงไม่อาจนำพยานเข้าสืบได้เพราะเป็นการนำสืบพยานที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ไม่ติดใจสืบพยาน แล้วพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 แพ้คดีเพราะไม่มีพยานมาสืบ จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดโพพระ เซอร์วิสออยล์ กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 959/2544
#41082
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติทนายความฯ มาตรา 33 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ซึ่งมิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตหรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาลรวมทั้งเรียงคำฟ้องและคำให้การ การที่จำเลยยื่นคำให้การระบุว่า ส. ทนายจำเลย เป็นผู้เรียงและพิมพ์ แต่มิได้ยื่นใบแต่งทนายความหรือแสดงพยานหลักฐานว่า ส. เป็นทนายความ จึงยังไม่ชัดเจนว่าคำให้การของจำเลยชอบหรือไม่ การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้จำเลยแสดงหลักฐานการเป็นทนายความ จึงเป็นการสั่งเพื่อตรวจคำให้การของจำเลยหาใช่สั่งให้ส่งเอกสารที่กฎหมายต้องการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง คำสั่งดังกล่าวจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18 วรรคแรก ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรกลางและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯมาตรา 17 เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้แสดงหลักฐานการเป็นทนายความของ ส. ภายในเวลาที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนด จึงถือว่าคำให้การของจำเลยทั้งสองเรียงโดยผู้ไม่มีอำนาจเป็นคำให้การไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าภาษีค้างจำนวน 20,558,145 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2543 โดยคำให้การระบุว่านายสราวุธ นิยมทรัพย์ ทนายจำเลยทั้งสองเป็นผู้เรียงและพิมพ์ แต่มิได้ยื่นใบแต่งทนายความมาพร้อมกับคำให้การศาลภาษีอากรกลางสั่งคำให้การของจำเลยทั้งสองในวันเดียวกันนั้นเองว่า "ให้ผู้เรียงพิมพ์คำให้การนี้แสดงหลักฐานการเป็นทนายความต่อศาลภายใน 5 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นคำให้การที่ผู้เรียงไม่มีอำนาจเรียงได้" จำเลยทั้งสองมิได้ยื่นใบแต่งทนายความและมิได้แสดงหลักฐานการเป็นทนายความของผู้เรียงคำให้การภายในกำหนด ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่า คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ให้จำเลยทั้งสองแสดงหลักฐานการเป็นทนายความของผู้เรียงคำให้การเป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่าหลักฐานการเป็นทนายความของผู้เรียงคำให้การมิใช่เอกสารที่กฎหมายต้องการตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18 วรรคสอง ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองแสดงหลักฐานดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เห็นว่า พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 33 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ซึ่งมิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตหรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาลรวมทั้งเรียงคำฟ้องและคำให้การจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การระบุว่านายสราวุธ นิยมทรัพย์ ทนายจำเลยทั้งสองเป็นผู้เรียงและพิมพ์ซึ่งนายสราวุธได้ลงชื่อเป็นผู้เรียงและพิมพ์แต่มิได้ยื่นใบแต่งทนายความหรือแสดงหลักฐานว่านายสราวุธเป็นทนายความ กรณียังไม่ชัดเจนว่าคำให้การของจำเลยทั้งสองชอบหรือไม่ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองแสดงหลักฐานการเป็นทนายความของผู้เรียงคำให้การ จึงเป็นการสั่งเพื่อตรวจคำให้การของจำเลยทั้งสองว่าชอบหรือไม่ หาใช่สั่งให้จำเลยทั้งสองส่งเอกสารที่กฎหมายต้องการตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18 วรรคสองไม่ คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางดังกล่าวชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคแรก ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้แสดงหลักฐานการเป็นทนายความของนายสราวุธภายในเวลาที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดจึงถือว่าคำให้การของจำเลยทั้งสองเรียงโดยผู้ไม่มีอำนาจ เป็นคำให้การที่ไม่ชอบ ศาลภาษีอากรกลางไม่รับคำให้การของจำเลยทั้งสองชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2477 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท สกุลชัยและสถานนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 958/2544
#36538
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยพิพาทกันตามสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อธานี โดยมีข้อสัญญาว่า หากมีข้อโต้แย้งใด ๆ เกิดขึ้นจากการตีความหรือเกี่ยวกับหน้าที่หรือความรับผิดชอบตามสัญญานี้ คู่สัญญาจะพยายามทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาระหว่างกันเองก่อน หากยังไม่อาจตกลงกันได้ก็ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาด จึงเป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงเป็นเงื่อนไขของสัญญาให้ใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ดังนี้ หากคู่สัญญาฝ่ายใดฟ้องคดีโดยมิได้เสนอข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการ คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องอาจยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยานหรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน ให้มี คำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 ได้ และข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการนี้ย่อมผูกพันโจทก์ผู้รับโอนสิทธิตามสัญญา นั้นด้วยตามมาตรา 8

โจทก์ฟ้องคดีโดยมิได้นำข้อโต้แย้งเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาดก่อนเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ จำเลยย่อมมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ซึ่งศาลต้องไต่สวนก่อนมีคำสั่งตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 การที่จำเลยยื่นคำให้การโต้แย้งว่าโจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน ถือได้ว่าจำเลยประสงค์จะขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ทั้งในวันชี้สองสถานศาลก็ได้ สอบถามคู่ความเกี่ยวกับเรื่องข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ อันถือได้ว่า เป็นการไต่สวนแล้ว ศาลจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีได้

ตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ หากคู่กรณีตกลงกันได้ ย่อมทำให้ข้อพิพาทหมดสิ้นไป แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ดังนี้ เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้และไม่ตกลงกับโจทก์ย่อมเป็นกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ซึ่งโจทก์ จะต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนทั้งเมื่อโจทก์ฟ้องคดี จำเลยก็ให้การยืนยันให้ใช้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการอยู่ ส่วนที่จำเลย ฟ้องแย้งก็สืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย ทำให้เกิดความจำเป็นที่ หากจำเลยจะฟ้องแย้งก็ต้องยื่นเข้ามาในคำให้การ เพื่อรักษาสิทธิของจำเลยเสียก่อนเท่านั้นเพราะขณะยื่นคำให้การและฟ้องแย้งยังไม่แน่ว่า ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้สละเงื่อนไข ตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อสัญญา ที่ให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการก่อน ศาลจึงต้องมีคำสั่ง จำหน่ายคดี ซึ่งย่อมมีผลให้ไม่มีคดีตามคำฟ้องของโจทก์ให้ต้อง พิจารณาต่อไป ฟ้องแย้งของจำเลยจึงตกไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีคุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย หรือนายชนินทร์ โทณวณิก หรือนางสินี เธียรประสิทธิ์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์มอบอำนาจให้นายสุริยา ส่งสมบูรณ์หรือนายเชิดชัย นำวิวัฒน์ ดำเนินคดีแทน เดิมบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)เป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการคำว่า "ธานี" โดยได้จดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวและต่อมาได้โอนให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2535 จำเลยได้ทำสัญญากับบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เพื่อใช้สิทธิในการดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อว่าธานี โดยจำเลยได้นำเครื่องหมายบริการคำว่า"ธานี" ไปใช้กับกิจการโรงแรมของจำเลยที่อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคายใช้ชื่อโรงแรมว่า "โรงแรมหนองคาย แกรนด์ธานี" ซึ่งสัญญามีกำหนดระยะเวลา5 ปี จำเลยตกลงชำระเงินค่าตอบแทน โดยชำระภายในเดือนธันวาคม 2535เป็นเงิน 286,800 บาท และปีต่อไปปีละ 573,600 บาท และจำเลยต้องชำระค่าโฆษณาร่วม ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม พนักงานและอื่น ๆ ตามสำเนาสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อธานี เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5ต่อมาบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาโอนสิทธิประโยชน์และมูลหนี้อันเกิดจากสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการคำว่า"ธานี" ที่บริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) มีต่อลูกค้าหรือสมาชิกของบริษัทให้แก่โจทก์โดยมีค่าตอบแทน โจทก์และบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบแล้ว แต่เมื่อครบกำหนดตามสัญญาปรากฏว่าจำเลยค้างชำระค่าสมาชิกในปี 2538 บางส่วนเป็นเงิน286,800 บาท ปี 2539 เป็นเงิน 573,600 บาท และปี 2540 เป็นเงิน363,280 บาท รวมเป็นเงิน 1,223,680 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน85,657.60 บาท ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระแก่โจทก์ในวันที่ 18 สิงหาคม2540 อันเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญา โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 1,554,073.60 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 1,223,680 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะหนังสือมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจกระทำการแทนโจทก์เอกสารท้ายคำฟ้องมิได้ระบุให้ฟ้องจำเลย และโจทก์ก็มิได้นำข้อโต้แย้งเสนอต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดตามเงื่อนไขในสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการโรงแรม ภายใต้ชื่อธานีก่อน ขณะทำสัญญาบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) มิใช่เจ้าของเครื่องหมายบริการคำว่า "ธานี" เพราะบริษัทได้จดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2536 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากทำสัญญากับจำเลยแล้ว สัญญาจึงเป็นโมฆะ และคำว่าธานีไม่มีค่านิยม การที่บริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)เสนอให้จำเลยเข้าทำสัญญาด้วยเป็นการฉ้อฉลจำเลยและสิทธิตามสัญญาดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่เปิดช่องให้โอนกันได้ การที่บริษัทดังกล่าวโอนสิทธิแก่โจทก์จึงต้องห้ามตามกฎหมาย จำเลยได้ชำระค่าสิทธิต่าง ๆ ตามสัญญาให้แก่บริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ไปแล้วเป็นเงินรวม 1,831,200 บาทโดยบริษัทดังกล่าวไม่มีสิทธิรับเงินนี้ และโจทก์ผู้รับโอนสิทธิจากบริษัทดังกล่าวต้องคืนเงินแก่จำเลยขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ให้คืนเงินจำนวน 1,831,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เดิมบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)ประกอบกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อดุสิตธานีตั้งแต่ปี 2509 จนมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั่วไปทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศและบริษัทดังกล่าวเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการคำว่า "ธานี" ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงนี้แล้วจึงเข้าทำสัญญากับบริษัทดังกล่าว การที่จำเลยชำระหนี้ให้บริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เป็นการชำระหนี้โดยชอบ ทั้งจำเลยไม่มีอำนาจฟ้องแย้งต่อโจทก์ เนื่องจากจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทดุสิตธานี จำกัด(มหาชน) ก่อนที่โจทก์จะได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมา ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ในวันนัดชี้สองสถาน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายในเรื่องข้อสัญญาให้สิทธิจำเลยดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อธานี ที่กำหนดให้คู่สัญญาเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดแล้ว เห็นว่า โจทก์และจำเลยยังไม่ได้พยายามที่จะทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหากันเองประกอบกับจำเลยได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์เข้ามาด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์และจำเลยได้สละเงื่อนไขแห่งข้อสัญญาที่จะเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดแล้ว จึงให้พิจารณาคดีต่อไป

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,309,337.60 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,223,680 บาทนับตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 244,736 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า บริษัทดุสิตธานีจำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยใช้สิทธิดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อธานี (THANI) ซึ่งเป็นเครื่องหมายบริการของบริษัทดุสิตธานี จำกัด(มหาชน) ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.7 ต่อมาบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)ได้ทำสัญญาโอนสิทธิในเครื่องหมายบริการคำว่า "ธานี" แก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยพิพาทกันตามสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อธานี (THANI) สัญญานี้เดิมเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กับจำเลย ซึ่งทำสัญญากันเป็นหนังสือตามเอกสารหมาย จ.7 และต่อมาโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาดังกล่าวจากบริษัทดุสิตธานี จำกัด(มหาชน) โดยสัญญาฉบับนี้มีข้อสัญญาเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการไว้ในข้อ 9 ว่า หากมีข้อโต้แย้งใด ๆ เกิดขึ้นจากการตีความหรือเกี่ยวกับหน้าที่หรือความรับผิดชอบตามสัญญานี้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะพยายามทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาระหว่างกันเองก่อน หากข้อโต้แย้งนั้นยังไม่อาจตกลงกันได้ก็ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาดจึงเป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงเป็นเงื่อนไขของสัญญาให้ใช้วิธีระงับข้อพิพาทตามสัญญานี้โดยให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ดังนี้ หากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลการโดยมิได้เสนอข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องอาจยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยานหรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน และเมื่อศาลทำการไต่สวนแล้วไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่นหรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ก็ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสีย ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการนี้ย่อมผูกพัน โจทก์ผู้รับโอนด้วยตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 8 และเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมิได้นำข้อโต้แย้งเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาด อันเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าว จำเลยย่อมมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ซึ่งศาลต้องไต่สวนและมีคำสั่งตามบทบัญญัติมาตรา 10 ดังกล่าวข้างต้น และปรากฏว่าจำเลยยื่นคำให้การโต้แย้งว่าโจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดตามข้อสัญญาดังกล่าวก่อนซึ่งถือได้ว่าจำเลยประสงค์จะขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดเสียก่อนที่จะฟ้องตามมาตรา 10 ดังกล่าวนั่นเอง ทั้งในวันชี้สองสถานศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้สอบถามคู่ความเกี่ยวกับเรื่องข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ อันถือได้ว่าเป็นการไต่สวนแล้ว แต่ที่ศาลดังกล่าววินิจฉัยว่าโจทก์และจำเลยไม่ได้พยายามที่จะทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาระหว่างกันเองประกอบกับจำเลยก็ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายเข้ามาในคดีนี้เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์จำเลยสละเงื่อนไขตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการนี้แล้ว จึงให้พิจารณาคดีต่อไปนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า ตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวข้างต้นนั้น หากคู่กรณีทำความตกลงกันได้ก็ย่อมทำให้ข้อพิพาทหมดสิ้นไป แต่ถ้ามีเหตุขัดข้องทำให้ไม่อาจตกลงกันได้แล้วก็ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ดังนี้เมื่อโจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ แต่จำเลยไม่ชำระและไม่ตกลงกับโจทก์ ย่อมเป็นกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ซึ่งโจทก์จะต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดเสียก่อนตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นทั้งเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน จำเลยก็ให้การโต้แย้งอ้างเหตุที่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน อันเป็นการยืนยันให้ใช้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการอยู่ มิใช่เจตนาสละข้อสัญญานี้ ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งเข้ามาก็เป็นกรณีที่สืบเนื่องมาจากเหตุที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยก่อน เป็นเหตุให้เกิดความจำเป็นที่หากจำเลยจะฟ้องแย้งก็ต้องยื่นเข้ามาในคำให้การ เพื่อรักษาสิทธิของจำเลยที่จะกระทำได้ตามกฎหมายเสียก่อนเท่านั้นเพราะขณะยื่นคำให้การและฟ้องแย้งยังไม่แน่ว่าศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ ดังนี้จึงถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยได้สละเงื่อนไขตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการที่คู่กรณีจะต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนและไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนี้เป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่นหรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานี้ได้ ดังนี้เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อสัญญาที่ให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการเสียก่อน และจำเลยโต้แย้งไว้ดังกล่าวแล้ว จึงชอบที่ศาลจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์จำเลยดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาดังกล่าวในคดีนี้ก่อน ซึ่งย่อมมีผลให้ไม่มีคดีตามคำฟ้องของโจทก์ให้ต้องพิจารณาต่อไป คดีตามคำฟ้องแย้งของจำเลยจึงตกไปด้วยที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีคำสั่งจำหน่ายคดี แต่กลับพิจารณาและพิพากษาคดีนี้มาจึงไม่ชอบอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์จำเลยดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน คืนค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลแก่โจทก์และจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 8 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท รอยัล ปริ๊นเซส จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท เอ็มเค พรอพเพอร์ตี้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
พินิจ เพชรรุ่ง
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา