คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 958/2544
#267504
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีโดยมิได้นำข้อโต้แย้งเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาดก่อน เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ จำเลยย่อมมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ซึ่งศาลต้องไต่สวนก่อนมีคำสั่งตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 การที่จำเลยยื่นคำให้การโต้แย้งว่าโจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน ถือได้ว่าจำเลยประสงค์จะขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ทั้งในวันชี้สองสถานศาลก็ได้สอบถามคู่ความเกี่ยวกับเรื่องข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ อันถือได้ว่าเป็นการไต่สวนแล้ว ศาลจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีได้

ที่จำเลยฟ้องแย้งก็สืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย ทำให้เกิดความจำเป็นที่หากจำเลยจะฟ้องแย้งก็ต้องยื่นเข้ามาในคำให้การเพื่อรักษาสิทธิของจำเลยเสียก่อนเท่านั้น เพราะขณะยื่นคำให้การและฟ้องแย้งยังไม่แน่ว่าศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้สละเงื่อนไขตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อสัญญาที่ให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการก่อน ศาลจึงต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดี ซึ่งมีผลให้ไม่มีคดีตามคำฟ้องของโจทก์ให้ต้องพิจารณาต่อไป ฟ้องแย้งของจำเลยจึงตกไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 1,554,073.60 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,223,680 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับโจทก์ให้คืนเงินจำนวน 1,831,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ในวันนัดชี้สองสถานศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายในเรื่องข้อสัญญาให้สิทธิจำเลยดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อธานีที่กำหนดให้คู่สัญญาเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดแล้ว เห็นว่า โจทก์และจำเลยยังไม่ได้พยายามที่จะทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหากันเองประกอบกับจำเลยได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์เข้ามาด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์และจำเลยได้สละเงื่อนไขแห่งข้อสัญญาที่จะเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดแล้ว จึงให้พิจารณาคดีต่อไป

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,309,337.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,223,680 บาท นับตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 244,736 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยพิพาทกันตามสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อธานี (THANI) สัญญานี้เดิมเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กับจำเลยซึ่งทำสัญญากันเป็นหนังสือ และต่อมาโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาดังกล่าวจากบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) โดยสัญญาฉบับนี้มีข้อสัญญาเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการไว้ในข้อ 9 ว่า หากมีข้อโต้แย้งใด ๆ เกิดขึ้นจากการตีความหรือเกี่ยวกับหน้าที่หรือความรับผิดชอบตามสัญญานี้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะพยายามทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาระหว่างกันเองก่อน หากข้อโต้แย้งนั้นยังไม่อาจตกลงกันได้ก็ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาด จึงเป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงเป็นเงื่อนไขของสัญญาให้ใช้วิธีระงับข้อพิพาทตามสัญญานี้โดยให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ดังนี้ หากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยมิได้เสนอข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องอาจยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยานหรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน และเมื่อศาลทำการไต่สวนแล้วไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่นหรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ก็ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสีย ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 10 ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการนี้ย่อมผูกพันโจทก์ผู้รับโอนด้วยตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 8 และเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมิได้นำข้อโต้แย้งเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาด อันเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าว จำเลยย่อมมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ซึ่งศาลต้องไต่สวนและมีคำสั่งตามบทบัญญัติมาตรา 10 ดังกล่าวข้างต้น และปรากฏว่าจำเลยยื่นคำให้การโต้แย้งว่าโจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดตามข้อสัญญาดังกล่าวก่อน ซึ่งถือได้ว่าจำเลยประสงค์จะขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดเสียก่อนที่จะฟ้องตามมาตรา 10 ดังกล่าวนั่นเอง ทั้งในวันชี้สองสถาน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้สอบถามคู่ความเกี่ยวกับเรื่องข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ อันถือได้ว่าเป็นการไต่สวนแล้ว แต่ที่ศาลดังกล่าววินิจฉัยว่าโจทก์และจำเลยไม่ได้พยายามที่จะทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาระหว่างกันเอง ประกอบกับจำเลยก็ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายเข้ามาในคดีนี้เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์จำเลยสละเงื่อนไขตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการนี้แล้ว จึงให้พิจารณาคดีต่อไปนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นว่า ตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวข้างต้นนั้น หากคู่กรณีทำความตกลงกันได้ก็ย่อมทำให้ข้อพิพาทหมดสิ้นไป แต่ถ้ามีเหตุขัดข้องทำให้ไม่อาจตกลงกันได้แล้ว ก็ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ดังนี้เมื่อโจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ แต่จำเลยไม่ชำระและไม่ตกลงกับโจทก์ ย่อมเป็นกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ซึ่งโจทก์จะต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดเสียก่อนตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้น ทั้งเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน จำเลยก็ให้การโต้แย้งอ้างเหตุที่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน อันเป็นการยืนยันให้ใช้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการอยู่ มิใช่เจตนาสละข้อสัญญานี้ ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งเข้ามาก็เป็นกรณีที่สืบเนื่องมาจากเหตุที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยก่อน เป็นเหตุให้เกิดความจำเป็นที่หากจำเลยจะฟ้องแย้งก็ต้องยื่นเข้ามาในคำให้การ เพื่อรักษาสิทธิของจำเลยที่จะกระทำได้ตามกฎหมายเสียก่อนเท่านั้นเพราะขณะยื่นคำให้การและฟ้องแย้งยังไม่แน่ว่าศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ ดังนี้จึงถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยได้สละเงื่อนไขตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการที่คู่กรณีจะต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน และไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนี้เป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่นหรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานี้ได้ ดังนี้เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อสัญญาที่ให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการเสียก่อน และจำเลยโต้แย้งไว้ดังกล่าวแล้ว จึงชอบที่ศาลจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์จำเลยดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาดังกล่าวในคดีนี้ก่อน ซึ่งย่อมมีผลให้ไม่มีคดีตามคำฟ้องของโจทก์ให้ต้องพิจารณาต่อไป คดีตามคำฟ้องแย้งของจำเลยจึงตกไปด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีคำสั่งจำหน่ายคดี แต่กลับพิจารณาและพิพากษาคดีนี้มาจึงไม่ชอบอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์จำเลยดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน คืนค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลแก่โจทก์และจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 8 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรอยัล ปริ๊นเซส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอ็มเค พรอพเพอร์ตี้ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
พินิจ เพชรรุ่ง
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 956/2544
#36537
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทโจทก์ลงบัญชีย่อยหรือลูกหนี้อื่น ๆ ชื่อบัญชีบริษัท ฟ. รับรู้รายได้ในเดือนสิงหาคม ตุลาคม และพฤศจิกายน 2532 รวมเป็นเงิน2,879,913 บาท เท่ากับค่าจ้างทำของที่โจทก์ได้ทำสัญญาตกแต่งภายในให้แก่บริษัท ฟ. หากต่อมาโจทก์ทำงานไม่แล้วเสร็จและถูกยกเลิกสัญญาจ้าง โดยมีเงินที่บริษัท ฟ. ยังไม่ได้ชำระให้โจทก์ก่อนบอกเลิกสัญญาจำนวน 1,286,488 บาท จริง โจทก์จะต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปปรับปรุงลดยอดรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 ที่โจทก์รับรู้รายได้ไว้แล้ว มิใช่นำไปปรับปรุงลดยอดรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534ที่โจทก์มิได้รับรู้รายได้ไว้ อันเป็นการลงบัญชีที่ขัดกับหลักการคำนวณ รายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65

โจทก์ให้บริษัทในเครือกู้เงินในปี 2534 จำนวน 121,000,000 บาทอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี โดยยกยอดเงินกู้มาจากรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 จำนวน 60,000,000 บาท ซึ่งเป็นเงินทุนของโจทก์มิใช่เงินที่โจทก์ไปกู้บุคคลอื่นมา ส่วนอีกจำนวน 61,000,000 บาท เป็นเงินทุนหมุนเวียนของโจทก์ส่วนหนึ่งและเงินที่โจทก์กู้ยืมจากสถาบันการเงินมาใช้เป็นทุนหมุนเวียนในส่วนเงินจำนวน 61,000,000 บาท นั้น เป็นกรณีที่โจทก์ให้กู้ยืมเงินโดยมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาด แม้บริษัทที่กู้ยืมจะเป็นบริษัทในเครือ แต่การที่โจทก์กู้ยืมจากสถาบันการเงินในอัตราร้อยละ 13 ถึง17 ต่อปี มาให้กู้โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 10 ต่อปี เพื่อ ช่วยเหลือบริษัทในเครือให้มีกำไรย่อมเป็นเหตุไม่สมควรเพราะมิใช่ ปกติวิสัยของผู้ทำการค้าทั่วไป การที่เจ้าพนักงานประเมินคิดดอกเบี้ย ร้อยละ 15.495 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราเฉลี่ยของดอกเบี้ยที่โจทก์ไปกู้ บุคคลอื่นมา จึงชอบแล้ว

ประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ทวิ บัญญัติขึ้นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามมาตรา 68หากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นประมาณการหรือแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควรจะต้องรับผิดตามมาตรา 67 ตรีโดยต้องเสียเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ(1) หรือของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หรือของภาษีที่ชำระขาดแล้วแต่กรณีจึงถือได้ว่าการฝ่าฝืนมาตรา 67 ทวิ ได้มีบทบัญญัติกำหนดความรับผิดไว้โดยเฉพาะแล้ว ทั้งเป็นเรื่องของการประมาณการซึ่งหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นประมาณการหรือแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 เจ้าพนักงานประเมินจะทราบและประเมินให้ชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มได้ทันทีเมื่อมีการยื่นชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 68 และมาตรา 69 ตอนสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี กรณีจึงมิใช่เรื่องการยื่นรายการตามแบบไม่ถูกต้องและมีการออกหมายเรียกไต่สวนตรวจสอบแล้วจึงประเมินภาษีเพิ่มตามที่ตรวจสอบตามมาตรา 19 และ 20เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินให้เสียเบี้ยปรับตามมาตรา 22

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ตรวจสอบการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 และได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยังโจทก์ 2 ฉบับอ้างว่า จากการตรวจสอบพบว่า โจทก์บันทึกรายได้ดอกเบี้ยรับต่ำไปจำนวน 947,439.66 บาท บันทึกรายจ่ายสิทธิการเช่าสูงไปจำนวน40,957.53 บาท และมีการนำรายจ่ายหนี้สูญที่เกิดจากรายได้ค่ารับจ้างทำของ ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 65 ทวิ (9) บันทึกเป็นรายจ่ายไว้จำนวน1,286,488 บาท เมื่อทำการปรับปรุงกำไรสุทธิใหม่เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งประมวลรัษฎากรแล้วปรากฏว่าโจทก์มีกำไรสุทธิ 36,055,558.88 บาท คำนวณเป็นเงินภาษีจำนวน 12,619,445.61 บาทหักภาษีที่ชำระไว้แล้วจำนวน 11,819,889 บาท จึงต้องชำระเพิ่มเติม799,556.61 บาท พร้อมทั้งเบี้ยปรับร้อยละ 50 คิดเป็นเงิน 399,778.31บาท และเงินเพิ่มจำนวน 791,561.04 บาท รวมเป็นภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น1,990,895.96 บาท นอกจากนี้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรแสดงกำไรสุทธิไว้จำนวน 21,200,000 บาท เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 68 และมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร แสดงกำไรสุทธิไว้จำนวน 33,780,673.69 บาท โจทก์จึงยื่นแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควรโจทก์จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามมาตรา 22 ร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายคิดเป็นจำนวน 1,100,808.95 บาท และรับผิดชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 76 ตรี เป็นจำนวน 440,323.58 บาท รวมเป็นเงินต้องชำระทั้งสิ้น 1,541,132.53 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินกรณีรายได้ดอกเบี้ยรับลงไว้ต่ำไปจำนวน 947,439.66 บาท เนื่องจากปี 2533 โจทก์ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 48,000,000 บาท เป็น 60,000,000 บาทได้รับชำระค่าหุ้นเป็นเงิน 106,800,000 บาท โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และให้กู้ยืมในช่วงแรกโดยโจทก์ได้ให้บริษัทในเครือคือ บริษัทธานรา จำกัด กู้ยืมเงินด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ในวงเงิน120,000,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินของโจทก์ที่เกิดจากการเพิ่มทุนโดยบริษัทธานรา จำกัด มีหลักทรัพย์มาค้ำประกันและดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับจากบริษัทธานรา จำกัด สูงกว่าการนำเงินจำนวนดังกล่าวไปฝากกับสถาบันการเงิน สำหรับการนำรายจ่ายหนี้สูญที่เกิดจากรายได้ค่ารับจ้างทำของบันทึกเป็นรายจ่ายไว้จำนวน 1,286,488 บาท เนื่องจากในปี 2532 โจทก์ได้รับจ้างตกแต่งภายในให้แก่บริษัทฟาร์อีสต์ แอ็ดเวอร์ไทซ์ซิ่งจำกัด เป็นเงิน 2,879,913 บาท โดยมีการแบ่งชำระเป็นงวด ๆ โจทก์จึงบันทึกเป็นรายได้ในปี 2532 เป็นเงิน 2,879,913 บาท โดยยังไม่ได้รับชำระเงินทันที และโจทก์ได้ดำเนินการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 แล้ว ต่อมาโจทก์ได้ทำงานตกแต่งให้แก่บริษัทดังกล่าวและได้รับชำระค่าจ้างเป็นเงิน 1,593,425 บาท หลังจากนั้นได้ตกลงเลิกว่าจ้างกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างจำนวน1,286,488 บาท ที่เหลือจากบริษัทดังกล่าว เงินจำนวน 1,286,488 บาทจึงไม่ใช่หนี้สูญของโจทก์ โจทก์จึงนำมาปรับปรุงรายได้ส่วนที่เสียสิทธิไปโจทก์อุทธรณ์การประเมินกรณีแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีไป 2534 โดยไม่มีเหตุอันสมควร เนื่องจากในช่วงกลางปี 2534 รัฐบาลประกาศว่าจะใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มในวันที่ 1 มกราคม2535 เท่ากับว่าสินค้าทุกประเภทของโจทก์จะต้องเปลี่ยนแปลงราคาเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 ซึ่งลูกค้าไม่สามารถรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้เพื่อเป็นการระบายสินค้าที่ยังเหลือก่อนที่จะใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์จึงได้ลดราคาสินค้าและเจรจาขอลดต้นทุนการผลิตซึ่งทำให้โจทก์คาดว่าจะมีผลกำไรลดลงแต่ปรากฏว่าสิ้นเดือนธันวาคม 2534 โจทก์กลับมีกำไรสูงกว่าประมาณการเกินกว่าร้อยละ 25 โดยมิได้มีเจตนาหลบเลี่ยง และโจทก์เสียภาษีส่วนที่เป็นกำไรเกินร้อยละ 25 เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้ยกอุทธรณ์ โจทก์ได้ทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 28สิงหาคม 2541 โจทก์เห็นว่า การคำนวณกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 จำนวน 33,780,673.69 บาท โจทก์ได้คำนวณรวมรายการเกี่ยวกับค่าตกแต่งภายใน ซึ่งโจทก์ได้เสียภาษีในปี 2532 ในส่วนเงินจำนวน2,879,913 บาท ไปก่อนแล้ว แต่โจทก์จะได้รับเงินจากบริษัทฟาร์อีสต์แอ็ดเวอร์ไทซ์ซิ่ง จำกัด เป็นงวดตามการทำงานส่ง โจทก์ได้รับเงินตามงานที่โจทก์ทำจริงเพียง 1,593,425 บาท และได้มีการเลิกจ้าง บริษัทดังกล่าวจึงไม่มีหนี้สินที่ต้องชำระเป็นเงิน 1,286,488 บาท เพราะโจทก์ยังไม่ได้ทำงานในส่วนจำนวน 1,286,488 บาท จะถือว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นหนี้สูญของโจทก์ไม่ได้ ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวและโจทก์ได้เสียภาษีในส่วนเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว การที่โจทก์ถือเป็นรายจ่ายและนำหักรายได้ย่อมสามารถทำได้มิใช่เป็นเรื่องหนี้สูญตามที่เจ้าพนักงานวินิจฉัยไว้ สำหรับดอกเบี้ยที่บันทึกขาดไป เงินที่โจทก์นำมาให้บริษัทธานรา จำกัด กู้ยืม มาจากเงินเพิ่มทุนของโจทก์ซึ่งเป็นเงินที่มีให้บริษัทอื่นกู้ยืมมิใช่เงินที่โจทก์ไปกู้ยืมจากสถาบันการเงินมาเพื่อให้กู้ยืมอีกทั้งบริษัทที่กู้ยืมโจทก์เป็นบริษัทในเครือของโจทก์ด้วย การที่เจ้าพนักงานประเมินถือว่าดอกเบี้ยที่โจทก์ให้บริษัทธานรา จำกัด กู้ยืมต่ำกว่าดอกเบี้ยที่โจทก์กู้จากสถาบันการเงิน โจทก์ต้องรับผิดในดอกเบี้ยที่ขาดไปจึงไม่ถูกต้องโจทก์มีสิทธิที่จะให้กู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ได้ เพราะเป็นเงินเพิ่มทุนมิใช่เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินอื่น เกี่ยวกับการแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิมิใช่เกิดจากเจตนาหลีกเลี่ยงไม่เสียภาษีแต่เป็นเพราะขณะนั้นมีการประกาศว่า จะใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มในต้นปี 2535เป็นเหตุให้โจทก์ต้องมีนโยบายระบายสินค้าเก่าออก โดยการจัดรายการและลดราคาสินค้าเพื่อป้องกันมิให้โจทก์ขาดทุน โจทก์จึงต้องขอลดต้นทุนจากโรงงานผลิตสินค้า โดยโจทก์คาดคะเนว่าจะได้กำไรน้อยเนื่องจากการลดราคาสินค้าเพื่อระบายสินค้าเก่าก่อนมีการใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ปรากฏว่าเมื่อสิ้นปีผลประกอบการได้กำไรสูงกว่าประมาณการซึ่งเหตุนี้โจทก์ไม่สามารถคาดคะเนได้ ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติม รวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ยกอุทธรณ์โจทก์ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์เป็นบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมาย จำเลยมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 ไปยังโจทก์จำนวน 2 ฉบับ อ้างว่าโจทก์บันทึกรายได้ดอกเบี้ยรับไว้ต่ำไปจำนวน 947,439.66 บาท บันทึกรายจ่ายสิทธิการเช่าเป็นรายจ่ายสูงไปจำนวน 40,957.53 บาท นำรายจ่ายหนี้สูญที่เกิดจากรายได้ค่าจ้างทำของซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 65 ทวิ (9) บันทึกเป็นรายจ่ายจำนวน1,286,488 บาท เมื่อปรับปรุงกำไรสุทธิใหม่ตามเงื่อนไขแห่งประมวลรัษฎากรแล้ว โจทก์มีกำไรสุทธิจำนวน 36,055,558.88 บาท โจทก์ต้องชำระภาษีเพิ่ม799,556.61 บาท เบี้ยปรับ 399,778.31 บาท เงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 29พฤศจิกายน 2540 จำนวน 791,561.04 บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,990,895บาท นอกจากนี้โจทก์แสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534โดยไม่มีเหตุอันสมควร โจทก์จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามมาตรา 22จำนวน 1,100,808.95 บาท และเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี จำนวน440,323.58 บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,541,132 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2541 โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่าโจทก์นำค่าจ้างทำของจำนวน 1,286,488 บาท มาบันทึกเป็นรายจ่ายได้หรือไม่ โจทก์มีนางสาวสุนีย์ ทิพย์อุดมลักษณ์ และนางนราศรีอุดมเจริญยิ่ง เบิกความว่า เมื่อปี 2532 โจทก์ได้รับจ้างตกแต่งภายในอาคารให้บริษัทฟาร์อีสต์ แอ็ดเวอร์ไทซ์ซิ่ง จำกัด เป็นเงิน 2,879,913 บาทโดยแบ่งชำระเป็นงวด และโจทก์ได้ลงบัญชีเป็นรายได้ของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 โดยที่โจทก์ยังไม่ได้รับเงินและยังไม่ได้ทำงานดังกล่าวโจทก์นำรายได้ดังกล่าวเสียภาษีแล้วในปี 2532 ต่อมาปี 2534 โจทก์ทำงานไม่แล้วเสร็จจึงถูกบอกเลิกสัญญาจ้างและยังมีเงินค่าจ้างที่บริษัทฟาร์อีสต์แอ็ดเวอร์ไทซ์ซิ่ง จำกัด ยังไม่ได้ชำระก่อนบอกเลิกสัญญาจำนวน1,286,488 บาท โจทก์จึงนำเงินดังกล่าวไปปรับปรุงลดยอดรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ออกจำนวน 1,286,488 บาท และโจทก์ยังมีนางละอองดาว งามศิริ กับนางพรวิไล ปิ่นวณิชย์กุล พนักงานของบริษัทฟาร์อีสต์ แอ็ดเวอร์ไทซ์ซิ่ง จำกัด เบิกความรับรองว่า ทางบริษัทได้ว่าจ้างโจทก์ให้ตกแต่งภายในอาคารจริง ได้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์แล้วบางส่วน คงค้างชำระค่าจ้างอยู่จำนวน 1,286,488 บาท และต่อมาได้มีการเลิกสัญญากัน เห็นว่า โจทก์ได้ลงบัญชีย่อยหรือลูกหนี้อื่น ๆชื่อบัญชีบริษัทฟาร์อีส แอ็ดเวอร์ไทซ์ซิ่ง จำกัด รับรู้รายได้ในเดือนสิงหาคมตุลาคม และพฤศจิกายน 2532 รวมเป็นเงิน 2,879,913 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 253 เท่ากับค่าจ้างที่โจทก์ตกลงทำสัญญาตกแต่งภายในให้แก่บริษัทดังกล่าว หากต่อมาโจทก์ทำงานไม่แล้วเสร็จและถูกยกเลิกสัญญาจ้าง โดยมีเงินที่บริษัทดังกล่าวยังไม่ได้ชำระก่อนบอกเลิกสัญญาจำนวน 1,286,488 บาท จริง โจทก์จะต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปปรับปรุงลดยอดรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 ที่โจทก์รับรู้รายได้ไว้แล้วมิใช่นำเงินดังกล่าวไปปรับปรุงลดยอดรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี2534 ที่โจทก์มิได้รับรู้รายได้ไว้ อันเป็นการลงบัญชีที่ขัดกับหลักการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร นอกจากนี้ที่โจทก์อ้างว่าได้มีการบอกเลิกสัญญารับจ้างตกแต่งภายในอาคารนั้น โจทก์คงมีพนักงานของโจทก์และพนักงานของบริษัทฟาร์อีส แอ็ดเวอร์ไทซ์ซิ่ง จำกัด มาเบิกความลอย ๆโดยไม่มีพยานเอกสารหรือหลักฐานทางบัญชีมาพิสูจน์ประกอบยืนยันให้เห็นเป็นที่ชัดเจนได้ว่ามีการบอกเลิกสัญญากันจริงซึ่งพยานบุคคลดังกล่าวล้วนแล้วแต่เป็นพนักงานของโจทก์และบริษัทในเครือโจทก์อีกทั้งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบอกเลิกสัญญาย่อมต้องเบิกความไปในทางที่เป็นคุณแก่โจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า บริษัทฟาร์อีส แอ็ดเวอร์ไทซ์ซิ่ง จำกัด ได้บอกเลิกสัญญาจ้างตกแต่งภายในอาคารแก่โจทก์ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธินำค่าจ้างทำของจำนวน 1,286,488 บาท มาบันทึกเป็นรายจ่ายของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่าโจทก์บันทึกรายได้ดอกเบี้ยรับต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความมิได้นำสืบโต้แย้งกันว่า โจทก์ให้บริษัทในเครือกู้ในปี 2534 จำนวน 121,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี โดยยกยอดเงินกู้มาจากรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533จำนวน 60,000,000 บาท เงินที่ให้กู้จำนวนดังกล่าวเป็นเงินทุนของโจทก์มิใช่เงินที่โจทก์ไปกู้บุคคลอื่นมา ส่วนอีกจำนวน 61,000,000 บาท เป็นเงินทุนหมุนเวียนของโจทก์ส่วนหนึ่งและเป็นเงินที่โจทก์กู้ยืมจากสถาบันการเงินมาใช้เป็นทุนหมุนเวียน เจ้าพนักงานประเมินยินยอมให้โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี ในส่วนเงินเพิ่มทุนของโจทก์ที่โจทก์นำมาให้บริษัทในเครือกู้ส่วนเงินทุนหมุนเวียนของโจทก์เจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.495 ต่อปีซึ่งเป็นอัตราถัวเฉลี่ย สำหรับเงินกู้ที่โจทก์ไปกู้บุคคลอื่นมาในอัตราร้อยละ13 ถึง 17 ต่อปี เพื่อนำมาให้บริษัทในเครือกู้อีกต่อหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เช่นนี้ย่อมฟังได้ว่า ในส่วนเงินทุนหมุนเวียนและเงินที่โจทก์ไปกู้สถาบันการเงินอื่นมาให้บริษัทในเครือของโจทก์กู้ในปี 2534 จำนวน61,000,000 บาท และคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี นั้นเป็นกรณีที่โจทก์ให้บริษัทในเครือกู้ยืมเงินโดยมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาด ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวมีเหตุอันสมควรหรือไม่ ข้อนี้โจทก์อ้างว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเพื่อเป็นการช่วยเหลือบริษัทในเครือให้มีกำไร และหากบริษัทในเครือมีกำไรโจทก์ก็จะได้เงินปันผลด้วยและเมื่อสถาบันการเงินที่โจทก์ไปกู้ยืมเงินมามีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยโจทก์ไม่สามารถเรียกอัตราดอกเบี้ยเพิ่มจากบริษัทในเครือได้เนื่องจากมีการตกลงอัตราดอกเบี้ยกับบริษัทในเครือแล้วนั้น เห็นว่า แม้บริษัทที่กู้ยืมเงินโจทก์จะเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ แต่การที่โจทก์ไปกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินมาในอัตราร้อยละ 13 ถึง 17 ต่อปี แล้วมาให้บริษัทในเครือกู้โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 10 ต่อปี เพื่อเป็นการช่วยเหลือบริษัทในเครือให้มีกำไรนั้น ย่อมเป็นเหตุไม่สมควรเพราะมิใช่ปกติวิสัยของผู้ทำการค้าทั่วไป ส่วนที่โจทก์อ้างว่าหากบริษัทในเครือมีกำไรโจทก์ก็จะได้เงินปันผลด้วย โจทก์มิได้แสดงให้เห็นว่าเงินปันผลที่โจทก์จะได้รับจากบริษัทในเครือมีจำนวนคุ้มค่ากับอัตราดอกเบี้ยส่วนต่างที่โจทก์ต้องแบกรับภาระแทนบริษัทในเครือทั้งเป็นข้อเท็จจริงในอนาคตที่มิอาจคาดการณ์ได้ในขณะที่โจทก์ให้กู้ยืม จึงไม่สามารถนำมาเป็นเหตุอันสมควรได้สำหรับที่โจทก์อ้างว่าเมื่อสถาบันการเงินที่โจทก์ไปกู้ยืมมามีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย โจทก์ไม่สามารถเรียกอัตราดอกเบี้ยเพิ่มจากบริษัทในเครือได้เนื่องจากมีการตกลงอัตราดอกเบี้ยกับบริษัทในเครือแล้วนั้น เป็นข้ออ้างที่ขัดกับความเป็นจริงเพราะขณะที่โจทก์กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินคิดกับโจทก์ก็มีจำนวนมากกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์คิดกับบริษัทในเครืออยู่แล้ว ดังนั้น การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีเหตุอันสมควร เมื่อเจ้าพนักงานประเมินคำนวณอัตราดอกเบี้ยโจทก์ร้อยละ 15.495 ต่อปี สำหรับเงินจำนวน 61,000,000 บาทตามที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ให้การในชั้นตรวจสอบว่า โจทก์ยินยอมให้เจ้าพนักงานประเมินคำนวณอัตราดอกเบี้ยถัวเฉลี่ย ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ไปกู้บุคคลอื่นมานั้นจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์แสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 โดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ สำหรับประเด็นข้อนี้โจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่อ้างว่าการประมาณการกำไรสุทธิของโจทก์ขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิโดยไม่มีเหตุอันสมควรนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด เพียงแต่อุทธรณ์ขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชี้ขาดงดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเท่านั้นฉะนั้น ประเด็นที่ว่าโจทก์แสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25ของกำไรสุทธิ ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี 2534 โดยไม่มีเหตุอันสมควรนั้น จึงต้องถือว่าการประเมินในส่วนนี้ยุติไปแล้วในชั้นเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 30 ส่วนกรณีที่โจทก์ขอให้งดเบี้ยปรับนั้น เห็นว่า ข้อความในมาตรา 67 ทวิ มีความหมายชัดเจนว่าบทมาตรานี้บัญญัติขึ้นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามมาตรา 68 จึงให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจัดทำประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีแล้วยื่นรายการเพื่อชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยให้ยื่นชำระภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว และหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นประมาณการหรือแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควรก็จะต้องรับผิดตามมาตรา 67 ตรี ซึ่งกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หรือของภาษีที่ชำระขาดแล้วแต่กรณีดังนั้น จึงถือได้ว่าการฝ่าฝืนมาตรา 67 ทวิ นี้ได้มีบทบัญญัติกำหนดความรับผิดไว้โดยเฉพาะแล้ว อีกประการหนึ่งมาตรา 67 ทวิ นี้เป็นเรื่องของการประมาณการและหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นประมาณการหรือแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25เจ้าพนักงานประเมินจะทราบและประเมินให้ชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มได้ทันที เมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นยื่นชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 68 และมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้น โดยไม่จำต้องออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการมาไต่สวนตรวจสอบดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 แต่ประการใด กรณีจึงมิใช่เรื่องการยื่นรายงานตามแบบไม่ถูกต้องและมีการออกหมายเรียกไต่สวนตรวจสอบแล้วจึงประเมินภาษีเพิ่มตามที่ตรวจสอบดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 และ20 ด้วยเหตุนี้ เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินให้โจทก์เสียเบี้ยปรับตามมาตรา 22 การประเมินในส่วนนี้ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาเห็นชอบด้วยนั้นจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ปัญหานี้ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมสำหรับเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี นั้น เห็นว่า โจทก์แสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปจากกำไรสุทธิเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534เป็นจำนวนเงินถึง 12,580,673.69 บาท ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำนวนกำไรสุทธิที่โจทก์แสดงขาดไปดังกล่าวเป็นรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วง 4 เดือนหลังจากที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรโดยมีพฤติการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นในช่วง 4 เดือนดังกล่าว นอกจากนี้ยังปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งว่า สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 โจทก์มีรายได้ถัวเฉลี่ยเท่ากันทุกเดือน เช่นนี้เมื่อประกอบกับพฤติการณ์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างและนำสืบมายังไม่มีเหตุที่จะทำให้ศาลใช้ดุลพินิจลดเงินเพิ่มให้โจทก์ตามมาตรา 67 ตรี วรรคท้าย ดังนั้นที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในเรื่องเบี้ยปรับกรณีโจทก์แสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 โดยให้โจทก์เสียเบี้ยปรับจำนวน 1,100,808.95 บาทจึงไม่ชอบอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.1/2008332/2/100032 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 390/2541 สภ.1 (กม.3) ลงวันที่ 5 มกราคม2541 เฉพาะเบี้ยปรับจำนวน 1,100,808.95 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 20 ม. 22 ม. 65 ม. 67 ทวิ ม. 67 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 956/2544
#69177
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทโจทก์ลงบัญชีย่อยหรือลูกหนี้อื่น ๆ ชื่อบัญชีบริษัท ฟ. รับรู้รายได้ในเดือนสิงหาคม ตุลาคม และพฤศจิกายน 2532 รวมเป็นเงิน 2,879,913 บาทเท่ากับค่าจ้างทำของที่โจทก์ได้ทำสัญญาตกแต่งภายในให้แก่บริษัท ฟ. หากต่อมาโจทก์ทำงานไม่แล้วเสร็จและถูกยกเลิกสัญญาจ้าง โดยมีเงินที่บริษัท ฟ. ยังไม่ได้ชำระให้โจทก์ก่อนบอกเลิกสัญญาจำนวน 1,286,488 บาทจริง โจทก์จะต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปปรับปรุงลดยอดรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 ที่โจทก์รับรู้รายได้ไว้แล้ว มิใช่นำไปปรับปรุงลดยอดรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ที่โจทก์มิได้รับรู้รายได้ไว้ อันเป็นการลงบัญชีที่ขัดกับหลักการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตาม ป. รัษฎากร มาตรา 65

โจทก์ให้บริษัทในเครือของโจทก์กู้เงินในปี 2534 จำนวน 121,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี โดยยกยอดเงินกู้มาจากรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 จำนวน 60,000,000 บาท ซึ่งเป็นเงินทุนของโจทก์ มิใช่เงินที่โจทก์ไปกู้บุคคลอื่นมา ส่วนอีกจำนวน 61,000,000 บาท เป็นเงินทุนหมุนเวียนของโจทก์ส่วนหนึ่งและเงินที่โจทก์กู้ยืมจากสถาบันการเงินมาใช้เป็นทุนหมุนเวียน ในส่วนเงินจำนวน 61,000,000 บาท เป็นกรณีที่โจทก์ให้กู้ยืมเงินโดยมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาด แม้บริษัทที่กู้ยืมจะเป็นบริษัทในเครือ แต่การที่โจทก์กู้ยืมจากสถาบันการเงินในอัตราร้อยละ 13 ถึง 17 ต่อปี มาให้กู้โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 10 ต่อปี เพื่อช่วยเหลือบริษัทในเครือให้มีกำไรย่อมเป็นเหตุไม่สมควรเพราะมิใช่ปกติวิสัยของผู้ทำการค้าทั่วไป การที่เจ้าพนักงานประเมินคิดดอกเบี้ยร้อยละ 15.495 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราเฉลี่ยของดอกเบี้ยที่โจทก์ไปกู้บุคคลอื่นมา จึงชอบแล้ว

ป. รัษฎากร มาตรา 67 ทวิ บัญญัติขึ้นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามมาตรา 68 หากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นประมาณการหรือแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควรจะต้องรับผิดตามมาตรา 67 ตรี โดยต้องเสียเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หรือของภาษีที่ชำระขาดแล้วแต่กรณี จึงถือได้ว่าการฝ่าฝืนมาตรา 67 ทวิ ได้มีบทบัญญัติกำหนดความรับผิดไว้โดยเฉพาะแล้ว ทั้งเป็นเรื่องของการประมาณการซึ่งหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นประมาณการหรือแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 เจ้าพนักงานประเมินจะทราบและประเมินให้ชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มได้ทันทีเมื่อมีการยื่นชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 68 และมาตรา 69 ตอนสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี กรณีจึงมิใช่เรื่องการยื่นรายการตามแบบไม่ถูกต้องและมีการออกหมายเรียกไต่สวนตรวจสอบแล้วจึงประเมินภาษีเพิ่มตามที่ตรวจสอบตามมาตรา 19 และ 20 เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินให้เสียเบี้ยปรับตามมาตรา 22

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์ได้ลงบัญชีย่อยหรือลูกหนี้อื่น ๆ ชื่อบัญชีบริษัทฟาร์อีส แอ็ดเวอร์ไทซ์ซิ่ง จำกัด รับรู้รายได้ในเดือนสิงหาคม ตุลาคม และพฤศจิกายน 2532 รวมเป็นเงิน 2,879,913 บาท เท่ากับค่าจ้างที่โจทก์ตกลงทำสัญญาตกแต่งภายในให้แก่บริษัทดังกล่าว หากต่อมาโจทก์ทำงานไม่แล้วเสร็จและถูกยกเลิกสัญญาจ้าง โดยมีเงินที่บริษัทดังกล่าวยังไม่ได้ชำระก่อนบอกเลิกสัญญาจำนวน 1,286,488 บาท จริง โจทก์จะต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปปรับปรุงลดยอดรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 ที่โจทก์รับรู้รายได้ไว้แล้ว มิใช่นำเงินดังกล่าวไปปรับปรุงลดยอดรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ที่โจทก์มิได้รับรู้รายได้ไว้ อันเป็นการลงบัญชีที่ขัดกับหลักการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตาม ป. รัษฎากร มาตรา 65

โจทก์ให้บริษัทในเครือกู้ในปี 2534 จำนวน 121,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี โดยยกยอดเงินกู้มาจากรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 จำนวน 60,000,000 บาท เงินที่ให้กู้จำนวนดังกล่าวเป็นเงินทุนของโจทก์มิใช่เงินที่โจทก์ไปกู้บุคคลอื่นมา ส่วนอีกจำนวน 61,000,000 บาท เป็นเงินทุนหมุนเวียนของโจทก์ส่วนหนึ่งและเป็นเงินที่โจทก์กู้ยืมจากสถาบันการเงินมาใช้เป็นทุนหมุนเวียน ในส่วนเงินทุนหมุนเวียนและเงินที่โจทก์ไปกู้สถาบันการเงินอื่นมาให้บริษัทในเครือของโจทก์กู้ในปี 2534 จำนวน 61,000,000 บาท และคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี นั้น เป็นกรณีที่โจทก์ให้บริษัทในเครือกู้ยืมเงินโดยมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาด แม้บริษัทที่กู้ยืมเงินโจทก์จะเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ แต่การที่โจทก์ไปกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินมาในอัตราร้อยละ 13 ถึง 17 ต่อปี แล้วมาให้บริษัทในเครือกู้ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 10 ต่อปี เพื่อเป็นการช่วยเหลือบริษัทในเครือให้มีกำไรนั้น ย่อมเป็นเหตุไม่สมควรเพราะมิใช่ปกติวิสัยของผู้ทำการค้าทั่วไป เมื่อเจ้าพนักงานประเมินคำนวณอัตราดอกเบี้ยโจทก์ร้อยละ 15.495 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราเฉลี่ยของดอกเบี้ยที่โจทก์ไปกู้บุคคลอื่นมานั้นจึงชอบแล้ว

ป. รัษฎากร มาตรา 67 ทวิ บัญญัติขึ้นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามมาตรา 68 หากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นประมาณการหรือแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควรก็จะต้องรับผิดตามมาตรา 67 ตรี ซึ่งกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หรือของภาษีที่ชำระขาดแล้วแต่กรณี ดังนั้น จึงถือได้ว่าการฝ่าฝืนมาตรา 67 ทวิ ได้มีบทบัญญัติกำหนดความรับผิดไว้โดยเฉพาะแล้ว ทั้งเรื่องของการประมาณการและหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นประมาณการหรือแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 เจ้าพนักงานประเมินจะทราบและประเมินให้ชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มได้ทันที เมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นยื่นชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 68 และมาตรา 69 แห่ง ป. รัษฎากร เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี กรณีจึงมิใช่เรื่องการยื่นรายการตามแบบไม่ถูกต้องและมีการออกหมายเรียกไต่สวนตรวจสอบแล้วจึงประเมินภาษีเพิ่มตามที่ตรวจสอบดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 และ 20 เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินให้โจทก์เสียเบี้ยปรับตามมาตรา 22

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต. 1/2008332/2/100032 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 390/2541 สภ. 1 (กม. 3) ลงวันที่ 5 มกราคม 2541 เฉพาะเบี้ยปรับจำนวน 1,100,808.95 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 20 ม. 22 ม. 65 ม. 67 ทวิ ม. 67 ตรี ม. 68 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 951/2544
#40507
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่าซื้อ โดยมีสภาพที่เหมาะสมแก่การใช้ประโยชน์ เมื่อรถพิพาทยังมิได้ทำทะเบียนและแผ่นป้ายวงกลม โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องจัดหาให้แก่จำเลย เพราะเอกสารดังกล่าวเป็นสาระสำคัญในการใช้รถโดยจะต้องเป็นผู้จัดอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนเพื่อใช้รถที่เช่าซื้อตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ การที่โจทก์ส่งมอบรถพิพาทให้แก่จำเลยมีสภาพไม่เหมาะสมที่จะใช้ โดยไม่จัดหาป้ายทะเบียนและป้ายวงกลมให้แก่จำเลย โจทก์จึงต้องรับผิดต่อจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 ประกอบมาตรา 549เนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่ชำระค่าเช่าซื้อได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 การที่จำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์จึงไม่ถือว่าจำเลยผิดนัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถกระบะยี่ห้ออีซูซุหมายเลขเครื่องยนต์ 836810 ไปจากโจทก์ในราคา 195,192 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 1 ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถให้โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายขาดประโยชน์จากการนำรถออกให้เช่าในอัตราเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 353,616 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 160,000 บาทหากจำเลยคืนรถแล้วแต่รถมีสภาพชำรุดเสียหายหรือเสื่อมสภาพทำให้โจทก์ขายได้เงินไม่ครบ 160,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ส่วนที่ขาดจนครบ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงิน 353,616 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทน กับค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน35,953.12 บาท และชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของเงินทุกจำนวนที่ต้องชำระแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาเช่าซื้อรถไปจากโจทก์ แต่เคยซื้อรถกระบะยี่ห้ออีซูซุจากบริษัทมหาราชยานยนต์จำกัด แต่เมื่อจำเลยรับรถมาแล้วผู้ขายไม่สามารถนำทะเบียนรถยนต์มาให้จำเลยได้ จำเลยจึงได้นำรถไปคืนให้แก่บริษัทมหาราชยานยนต์จำกัด โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องรถคืนและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 160,000 บาทและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน 198,000 บาทกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการที่โจทก์ไม่จัดหาป้ายทะเบียนและป้ายวงกลมให้แก่จำเลยที่ 1 นั้นโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่าซื้อโดยมีสภาพที่เหมาะแก่การใช้ประโยชน์โดยโจทก์จะต้องเป็นผู้จัดอำนวยความสะดวกแก่จำเลยที่ 1ในการจดทะเบียนเพื่อใช้รถที่เช่าซื้อ ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 10 วรรคสองดังนั้น เมื่อรถพิพาทยังมิได้ทำทะเบียนและแผ่นป้ายวงกลมโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องจัดหาให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะเอกสารดังกล่าวเป็นสาระสำคัญในการใช้รถ การที่โจทก์ส่งมอบรถพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1โดยรถมีสภาพไม่เหมาะสมที่จะใช้ โจทก์จึงต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 ประกอบมาตรา 549 และเนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทนเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะไม่ชำระค่าเช่าซื้อได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369การที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ จึงไม่ถือว่าจำเลยที่ 1ผิดนัด เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังไม่เลิกกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 472 ม. 549
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์บางกอกอินเวสท์เมนท์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย เซียมโซ แซ่แต้ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ศรีสง่า
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 946/2544
#67100
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย เท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้พิจารณาใหม่ต่อไป จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาข้อกฎหมายนี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย ๘๕๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ อ้างเหตุไม่ทราบคำฟ้องเพราะมิได้พักอยู่ที่บ้านตามที่โจทก์ระบุไว้ ในคำฟ้องหลายปีแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ ๒ ทราบคำฟ้องแล้วจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา มีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ ๒

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๒ เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า จำเลยที่ ๒ ไม่เสียค่าธรรมเนียมในการส่งหมายจนระยะเวลาล่วงเลยมานานแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ ๒ เท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้พิจารณาใหม่ต่อไป จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาประการอื่นของจำเลยที่ ๒ อีกต่อไป

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 142 (5) ม. 229 ม. 242
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นางวาสนา พินิจอภิรักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายไพรัช เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ศรีสง่า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 945/2544
#99038
เปิดฉบับเต็ม

การขอเลื่อนคดีของโจทก์นัดแรกสืบเนื่องมาจากโจทก์ถูกกระทรวงการคลังเพิกถอนใบอนุญาตและปิดกิจการลง คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินได้เข้ามาควบคุมกิจการของโจทก์ และเก็บเอกสารต่าง ๆ ไว้ ไม่สามารถจะนำมาสืบได้ ส่วนจำเลยขอเลื่อนคดีอ้างว่าทนายจำเลยติดว่าความคดีอื่น ส่วนการเลื่อนคดีครั้งที่สองก็สืบเนื่องมาจากโจทก์จำเลยขอเลื่อน อ้างว่าคดีมีทางตกลงกันได้ การเลื่อนคดีทั้งสองครั้งนั้นจำเลยก็ขอเลื่อนด้วยทุกครั้ง ส่วนในการขอเลื่อนคดีครั้งที่สามโจทก์อ้างว่า พยานทั้งสองคนของโจทก์มีกิจธุระจำเป็นไม่สามารถมาศาลได้ เป็นการอ้างเหตุที่พยานไม่มาศาลเป็นครั้งแรก โดยจำเลยก็ไม่ได้คัดค้าน จึงรับฟังได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองมีกิจธุระจำเป็นไม่สามารถมาศาลได้ เป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์นั้น เป็นที่เห็นว่าจะทำให้เสียความยุติธรรม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไปนั้นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอให้บังคับทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์แถลงติดใจสืบพยานสองปาก ครั้นถึงวันนัดโจทก์ขอเลื่อนคดีเนื่องจากพยานไม่สามารถมาศาลได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานโจทก์ จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียววันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๑ เมื่อถึงวันนัดโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่า โจทก์ถูกกระทรวงการคลังเพิกถอนใบอนุญาตและปิดกิจการ คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินได้เข้ามาควบคุมกิจการของโจทก์และเก็บเอกสารต่าง ๆ ไว้ โจทก์ไม่สามารถจะนำเอกสารมาสืบได้ ส่วนจำเลยก็ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างว่า ไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขอเลื่อนคดีเนื่องจากทนายจำเลยติดว่าความคดีอื่นที่นัดไว้ก่อนแล้ว โจทก์ไม่ค้านในการที่จำเลยขอยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายใน ๑๕ วัน และอนุญาตให้เลื่อนการสืบพยานโจทก์ไปวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๑ เมื่อถึงวันนัดครั้งที่สอง คู่ความร่วมกันแถลงว่าคดีมีทางตกลงกันได้ แต่อยู่ในระหว่างการขออนุมัติจากประธานคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน จึงไม่อาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความในวันนัดได้ คู่ความขอเลื่อนคดี โดยโจทก์แถลงว่าหากยอมความไม่ได้โจทก์ติดใจสืบพยานเพียงสองปาก ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดสืบพยานโจทก์หรือทำยอมในวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๑ และนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๑ และกำชับว่า ในนัดหน้าหากคดีตกลงยอมความกันไม่ได้ให้โจทก์เตรียมพยานให้พร้อมสืบ เมื่อถึงวันนัดครั้งที่สาม ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่า พยานโจทก์ทั้งสองได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ โจทก์ได้ติดต่อให้มาเบิกความ แต่พยานทั้งสองไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ โดยพยานคนหนึ่งต้องเข้าประชุมในที่ทำงานใหม่ และพยานอีกคนหนึ่งต้องเดินทางไปจังหวัดนครราชสีมา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ และทนายจำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน เห็นว่า ในการขอเลื่อนคดีของโจทก์ทั้งสองครั้ง จำเลยก็ขอเลื่อนด้วย ส่วนในการขอเลื่อนคดีครั้งที่สาม โจทก์อ้างว่า พยานทั้งสองคนของโจทก์มีกิจธุระจำเป็นไม่สามารถมาศาลได้ และเป็นเหตุที่พยานไม่มาศาลเป็นครั้งแรก โดยฝ่ายจำเลยก็ไม่ได้คัดค้านการขอเลื่อนคดี จึงรับฟังได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองมีกิจธุระจำเป็นไม่สามารถมาศาลได้ เป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์นั้น เป็นที่เห็นว่าจะทำให้เสียความยุติธรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไปชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนทรัพย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมศักดิ์ วงศ์ชูศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวุฒิชัย หรุจิตตวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ศรีสง่า
ระพินทร บรรจงศิลป
วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 929/2544
#36440
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถแซงรถเครนเข้าไปในทางเดินรถสวนทั้งที่เห็นอยู่แล้วว่ามีรถจักรยานยนต์และรถยนต์บรรทุกกำลังจะแล่นสวนทางโดยจำเลยควรใช้ความระมัดระวังขับรถตามรถเครนไปจนกระทั่งรถที่แล่นสวนทางผ่านพ้นไปก่อน จึงขับรถแซงรถเครนขึ้นไปแต่กลับมิได้กระทำเช่นนั้น จึงขับชนกับรถยนต์บรรทุกด้วยความประมาทซึ่งเพียงพอให้จำเลยเข้าใจได้แล้ว ที่โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยขับรถแซงรถเครนเข้าไปในทางเดินรถสวนทางโดยไม่ได้ให้สัญญาณใด ๆนั้น แม้จะไม่บรรยายว่าสัญญาณใด ๆ นั้นคืออะไรก็หาทำให้ฟ้องเคลือบคลุมไม่และเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า ด้วยความประมาทนั้น ทำให้รถยนต์บรรทุกทั้งสองคันเสียหายโจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสจึงไม่จำเป็นต้องระบุข้อความว่าอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินไว้ด้วยอีก ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),157 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2537 เวลากลางวัน จำเลยขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-8764 นครสวรรค์ ไปตามถนนสายอุตรดิตถ์-เขื่อนสิริกิติ์ มุ่งหน้าไปทางเขื่อนสิริกิติ์ ขณะอยู่ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 1 กับที่ 2 ตำบลท่าเสา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จำเลยเห็นอยู่แล้วว่าข้างหน้ามีรถเครนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกำลังแล่นไปทิศทางเดียวกัน และในทางเดินรถสวนมีรถจักรยานยนต์และรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-5630 แพร่ กำลังจะแล่นสวนทางกับรถเครน จำเลยกลับเร่งความเร็วรถแซงรถเครนเข้าไปในทางเดินรถสวนโดยไม่ให้สัญญาณใด ๆ แทนที่จะรอให้รถจักรยานยนต์และรถยนต์บรรทุกดังกล่าวแล่นสวนทางผ่านพ้นไปก่อนด้วยความประมาทของจำเลยดังกล่าว เป็นเหตุให้รถที่จำเลยขับชนกับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวได้รับความเสียหายทั้งสองคัน นายสัมฤทธิ์คำมา ผู้ขับและนายมนตรี วิเศษ ผู้โดยสารรถยนต์บรรทุกดังกล่าว นายชัยชาญ บุญก่อแก้ว และนายสมพร นุชนาถ ผู้โดยสารรถจำเลยได้รับอันตรายสาหัสป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสัมฤทธิ์ คำมา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),157 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 157 โดยไม่ได้บรรยายถ้อยคำอันเป็นองค์ประกอบความผิดลงในฟ้อง จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถแซงรถเครนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเข้าไปในทางเดินรถสวนโดยที่เห็นอยู่แล้วว่าในช่องทางดังกล่าวมีรถจักรยานยนต์และรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน80-5630 แพร่ กำลังจะแล่นสวนทางกับรถเครนดังกล่าวโดยที่จำเลยควรใช้ความระมัดระวังขับรถตามรถเครนไปจนกระทั่งรถจักรยานยนต์และรถยนต์บรรทุกที่แล่นสวนทางผ่านพ้นไปก่อน เมื่อถนนช่องเดินรถนั้นว่างปลอดภัยแล้ว จึงขับรถแซงรถเครนขึ้นไป แต่จำเลยกลับมิได้กระทำเช่นนั้น จึงทำให้รถคันที่จำเลยขับชนกับรถยนต์บรรทุกนั้นด้วยความประมาท ซึ่งเพียงพอให้จำเลยเข้าใจได้แล้ว ที่โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยกลับเร่งความเร็วรถแซงรถเครนเข้าไปในทางเดินรถสวนทางโดยไม่ได้ให้สัญญาณใด ๆ นั้น เป็นการขยายความให้เห็นชัดเจนถึงพฤติการณ์การกระทำโดยประมาทของจำเลย แม้โจทก์จะไม่บรรยายว่า สัญญาณใด ๆ นั้น คืออะไรก็หาทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมดังที่จำเลยฎีกาไม่ และเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า จำเลยขับรถโดยประมาทดังกล่าวและบรรยายฟ้องด้วยว่า ด้วยความประมาทนั้น เป็นเหตุให้รถคันที่จำเลยขับชนกับรถยนต์บรรทุกของโจทก์ร่วมทำให้รถยนต์บรรทุกทั้งสองคันเสียหายโจทก์ร่วม นายมนตรี นายชัยชาญและนายสมพรได้รับอันตรายสาหัส จึงไม่จำเป็นต้องบรรยายฟ้องโดยระบุข้อความว่าอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินไว้ด้วยอีก คำบรรยายฟ้องของโจทก์ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43(4), 157 แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ทั้งโจทก์ร่วมมีส่วนประมาทด้วยเช่นกัน จึงมิใช่ผู้เสียหายในข้อหาความผิดตามความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ปัญหานี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แต่โดยเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 6,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 3 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามมาตรา 29, 30 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย สัมฤทธิ์ คำมา
จำเลย — นาย สุรินทร์ ท่าทอง
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ชวลิต ศรีสง่า
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 929/2544
#69486
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถแซงรถเครนเข้าไปในทางเดินรถสวนทั้งที่เห็นอยู่แล้วว่ามีรถจักรยานยนต์และรถยนต์บรรทุกกำลังแล่นสวนทางโดยจำเลยควรใช้ความระมัดระวังขับรถตามรถเครนไปจนกระทั่งรถที่แล่นสวนทางผ่านพ้นไปก่อนจึงขับรถแซงรถเครนขึ้นไป แต่กลับมิได้กระทำเช่นนั้น จึงขับชนกับรถยนต์บรรทุกด้วยความประมาท ซึ่งเพียงพอให้จำเลยเข้าใจได้แล้ว ที่โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยขับรถแซงรถเครนเข้าไปในทางเดินรถสวนทางโดยไม่ได้ให้สัญญาณใด ๆ โดยไม่บรรยายว่าสัญญาณใด ๆ นั้นคืออะไร ก็หาทำให้ฟ้องเคลือบคลุมไม่ และเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า ด้วยความประมาทนั้น ทำให้รถยนต์บรรทุกทั้งสองคันเสียหายและโจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส โจทก์จึงไม่จำต้องระบุข้อความว่าอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินไว้อีก ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) , 157 แล้ว

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ทั้งโจทก์ร่วมมีส่วนประมาท จึงมิใช่ผู้เสียหายในข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 ไม่อาจเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้ยกคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 300 พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 , 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสัมฤทธิ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 และ พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) , 157 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) , 157 โดยไม่ได้บรรยายถ้อยคำอันเป็นองค์ประกอบความผิดลงในฟ้องจึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถแซงรถเครนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเข้าไปในทางเดินรถสวนโดยที่เห็นอยู่แล้วว่าในช่องทางดังกล่าวมีรถจักรยานยนต์และรถยนต์บรรทุกกำลังจะแล่นสวนทางกับรถเครนดังกล่าวโดยที่จำเลยควรใช้ความระมัดระวังขับรถตามรถเครนไปจนกระทั่งรถจักรยานยนต์และรถยนต์บรรทุกที่แล่นสวนทางผ่านพ้นไปก่อน เมื่อถนนช่องเดินรถนั้นว่างปลอดภัยแล้ว จึงขับรถแซงรถเครนขึ้นไปแต่จำเลยกลับมิได้กระทำเช่นนั้น จึงทำให้รถคันที่จำเลยขับชนกับรถยนต์บรรทุกนั้นด้วยความประมาท ซึ่งเพียงพอให้จำเลยเข้าใจได้แล้ว ที่โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยกลับเร่งความเร็วรถแซงรถเครนเข้าไปในทางเดินรถสวนทางโดยไม่ได้ให้สัญญาณใด ๆ นั้น เป็นการขยายความให้เห็นชัดเจนถึงพฤติการณ์การกระทำโดยประมาทของจำเลย แม้โจทก์จะไม่บรรยายว่าสัญญาณใด ๆ นั้น คืออะไร ก็หาทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ และเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าด้วยความประมาทนั้น เป็นเหตุให้รถคันที่จำเลยขับชนกับรถยนต์บรรทุกของโจทก์ร่วมทำให้รถยนต์บรรทุกทั้งสองคันเสียหาย โจทก์ร่วม นายมนตรี นายชัยชาญ และนายสมพรได้รับอันตรายสาหัส จึงไม่จำเป็นต้องบรรยายฟ้องโดยระบุข้อความว่า อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินไว้ด้วยอีก คำบรรยายฟ้องของโจทก์ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) , 157 แล้ว

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ทั้งโจทก์ร่วมมีส่วนประมาทด้วยเช่นกัน จึงมิใช่ผู้เสียหายในข้อหาความผิดตามความ ป.อ. มาตรา 300 ไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 3 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตาม ป.อ. มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามมาตรา 29 , 30 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
โจทก์ร่วม — นายสัมฤทธิ์ คำมา
จำเลย — นายสุรินทร์ ท่าทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายไพบูลย์ ศรีธูป
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ชวลิต ศรีสง่า
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 924/2544
#36536
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยฐานขับรถด้วยความประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำเลยปฏิเสธว่าขณะเกิดเหตุจำเลยนอนหลับ โดย ว. ผู้ตายเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะคันที่เกิดเหตุ แต่ในชั้นสอบสวนจำเลยรับว่าเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะคันที่เกิดเหตุ แม้พนักงานสอบสวนจะแจ้งแก่จำเลยว่า ว. ยังไม่ตายซึ่งผิดไปจากความจริงนั้น ไม่ถือเป็นการ ล่อลวงเพื่อจูงใจให้จำเลยรับว่าเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 135 อันจะมีผลให้ไม่อาจฟังตามคำรับของจำเลยได้หากแต่เป็นการดำเนินการที่ พนักงานสอบสวนได้ทำไปเพื่อทราบข้อเท็จจริงตามอำนาจของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291,300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(2)(4)(6), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง รถยนต์คันเกิดเหตุจำนวน 2 คัน คือ รถยนต์ตู้คันหมายเลขทะเบียน ย-3866 ชลบุรี กับรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียนน-5044 หนองคาย เฉี่ยวชนในทิศทางที่แล่นสวนทางกัน มีผู้ที่มากับรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวถึงแก่ความตายและบาดเจ็บตามฟ้อง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทเพ็ญ กรุดพันธ์ และร้อยตำรวจเอกวิจิตร ชุมแวงวาปีพนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า ภายหลังเกิดเหตุพยานทั้งสองติดตามไปสอบปากคำจำเลยซึ่งได้รับบาดเจ็บเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลบึงกาฬ จำเลยรับต่อพยานทั้งสองว่าจำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุปัญหานี้จำเลยต่อสู้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเมาสุราหลับอยู่ในรถยนต์กระบะคันดังกล่าวซึ่งมีนายวาทิตย์เป็นผู้ขับ เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสองปากต่างเป็นเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ทั้งสอบปากคำจำเลยในช่วงกระชั้นชิดต่อเนื่องกับเหตุการณ์จนจำเลยไม่มีเวลาเสริมแต่งข้อเท็จจริงได้ทันท่วงที จึงมีเหตุอันควรเชื่อดังที่พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความโดยไม่ระแวงสงสัยว่าเป็นการปรักปรำจำเลย ที่จำเลยต่อสู้โดยอ้างว่าจำเลยมิได้เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ น่าจะเป็นเพราะต้องการให้ตนเองพ้นผิด ซึ่งฟังหักล้างคำพยานโจทก์ดังกล่าวไม่ได้ ส่วนที่ร้อยตำรวจเอกวิจิตรแจ้งแก่จำเลยที่โรงพยาบาลบึงกาฬว่านายวาทิตย์ยังไม่ตายซึ่งผิดไปจากความจริงนั้นไม่ถือเป็นการล่อลวงเพื่อจูงใจให้จำเลยรับว่าจำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 135 อันจะมีผลให้ไม่อาจฟังตามคำรับของจำเลยได้ดังจำเลยฎีกา หากแต่เป็นการดำเนินการที่พนักงานสอบสวนได้ทำไปเพื่อทราบข้อเท็จจริงตามอำนาจของกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จำเลยรับว่าขณะเกิดเหตุจำเลยมีอาการเมาสุราประกอบกับทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์สอดคล้องต้องกันมีเหตุผลและน้ำหนักรับฟังได้ กรณีเชื่อได้ว่าจำเลยขับรถในขณะมึนเมาล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในทางเดินรถสวนโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ อันเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันชนกัน การที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่ามิได้กระทำโดยประมาทโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนย่อมไม่พอฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า เหตุเกิดเพราะจำเลยประมาทนั้นจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 135
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบึงกาฬ
จำเลย — นาย ธวัชชัย แสงมะณี
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 918/2544
#36439
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขายบ้านพร้อมที่ดินให้แก่จำเลย และโอนกรรมสิทธิ์กันเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2534 โดยจำเลยยังค้างค่าบ้านและที่ดินอีก65,000 บาท ซึ่งโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่สิ้นเดือนกันยายน2534 เป็นต้นไป แต่โจทก์มิใช่บุคคลที่เป็นพ่อค้าซึ่งประกอบการค้าโดยซื้อสินค้ามาและขายไปเป็นปกติธุระที่จะต้องฟ้องคดีภายใน กำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165(1)(เดิม) โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีได้ภายใน 10 ปี ตามมาตรา 164(เดิม) ซึ่งเป็น กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ และ ระยะเวลาดังกล่าวยังไม่สิ้นสุดลงในวันที่พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 ใช้บังคับทั้งเป็นระยะเวลาที่ยาวกว่าระยะเวลาที่กำหนดขึ้น ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว คือมาตรา 193/34(1) จึงต้องนำระยะเวลาที่ยาวกว่ามาใช้บังคับตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535มาตรา 14

เอกสารสัญญาจะซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ใช่ใบรับตามประมวลรัษฎากร แม้จะไม่ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2534 จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินจากโจทก์ราคา 980,000 บาท วางเงินมัดจำ 200,000 บาทส่วนที่เหลือตกลงแบ่งชำระ 2 งวด โจทก์โอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว แต่จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน คงค้างชำระอีก65,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 82,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นปี 65,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า สัญญาจะซื้อขายเป็นเอกสารปลอมความจริงจำเลยตกลงซื้อบ้านและที่ดินในราคา 870,000 บาท จำเลยชำระเงินสองครั้งเป็นเงิน 900,000 บาท ซึ่งจำเลยชำระเกินไป 30,000บาท และจำเลยมอบเงินให้แก่โจทก์ 15,000 บาท เป็นค่าแก้ไขซ่อมแซมบ้าน แต่โจทก์มิได้ดำเนินการให้จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา และคดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์คืนเงิน 45,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะชำระครบให้แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เงินที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์จำนวน45,000 บาท เป็นค่าบ้านและที่ดิน จำเลยจึงไม่มีสิทธิรับคืนและขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 65,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2534จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จะอุทธรณ์ส่วนของฟ้องแย้งในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่และประการที่ 2ว่า สัญญาจะซื้อขายที่ดินไม่ปิดอากรแสตมป์โจทก์จะฟ้องให้บังคับตามสัญญาดังกล่าวได้หรือไม่ คดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าโจทก์ขายบ้านพร้อมที่ดินจัดสรรให้แก่จำเลยและโอนกรรมสิทธิ์กันเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2534 โดยจำเลยยังค้างค่าบ้านและที่ดินอีก65,000 บาท และโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่สิ้นเดือนกันยายน 2534 เป็นต้นไป เห็นว่า สิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165(1)(เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ กำหนดอายุความฟ้องคดีของบุคคลผู้เป็นพ่อค้าเรียกเอาค่าที่ได้ส่งมอบของไว้มีกำหนด 2 ปี โจทก์มิใช่บุคคลที่ประกอบการค้าโดยซื้อสินค้ามาและขายไปเป็นปกติธุระแต่เป็นเพียงผู้ปลูกบ้านพร้อมจัดสรรที่ดินขายให้แก่บุคคลทั่วไปเท่านั้นจึงมิได้เป็นพ่อค้าตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าวที่จะต้องฟ้องคดีภายในกำหนด 2 ปี โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีได้ภายในกำหนด 10 ปี ตามมาตรา 164(เดิม) และระยะเวลาดังกล่าวยังไม่สิ้นสุดลงในวันที่พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 ใช้บังคับ ทั้งเป็นระยะเวลาที่ยาวกว่าระยะเวลาที่กำหนดขึ้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวคือมาตรา 193/34(1) จึงต้องนำระยะเวลาที่ยาวกว่ามาใช้บังคับตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 มาตรา 14 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีได้ภายในกำหนด 10 ปี และนับตั้งแต่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่สิ้นเดือนกันยายน 2534 ถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในข้อนี้ชอบแล้ว ส่วนกรณีสัญญาจะซื้อขายไม่ปิดอากรแสตมป์นั้น เห็นว่า สัญญาจะซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ใช่ใบรับตามประมวลรัษฎากร แม้สัญญาจะซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินนี้จะไม่ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 165 เดิม
ป.รัษฎากร ม. 118
พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2535 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศรีอรุณ เตไชยา
จำเลย — นาย สมศักดิ์ พันธุ์อุดม
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 918/2544
#69176
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิใช่บุคคลที่ประกอบการค้าโดยซื้อสินค้ามาและขายไปเป็นปกติธุระแต่เป็นเพียงผู้ปลูกบ้านพร้อมจัดสรรที่ดินขายให้แก่บุคคลทั่วไปเท่านั้น จึงมิได้เป็นพ่อค้าตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 165 (เดิม) ที่จะต้องฟ้องคดีภายในกำหนด 2 ปี

โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีได้ภายใน 10 ปี ตามมาตรา 164 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ และระยะเวลาดังกล่าวยังไม่สิ้นสุดลงในวันที่ พ.ร.บ. ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่ง ป.พ.พ. ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 ใช้บังคับ ทั้งเป็นระยะเวลาที่ยาวกว่าระยะเวลา (สองปี) ที่กำหนดขึ้นตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. ที่ตรวจชำระใหม่ท้าย พ.ร.บ. ดังกล่าว คือ มาตรา 193/34 (1) จึงต้องนำระยะเวลาที่ยาวกว่ามาใช้บังคับตาม พ.ร.บ. ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่ง ป.พ.พ. ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 มาตรา 14

เอกสารสัญญาจะซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ใช่ใบรับตาม ป.รัษฎากร แม้จะไม่ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ไม่ต้องห้ามตาม ป. รัษฎากร มาตรา 118

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๘๒,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า สัญญาจะซื้อขายเอกสารท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอม เพราะโจทก์กรอกข้อความไม่ตรงความจริง ความจริงจำเลยตกลงซื้อบ้านและที่ดินจากโจทก์ในราคา ๘๗๐,๐๐๐ บาท จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์รวมสองครั้งเป็นเงิน ๙๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจำเลยชำระเกินไปจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท และจำเลยมอบเงินให้แก่โจทก์ ๑๕,๐๐๐ บาท เป็นค่าแก้ไขซ่อมแซมบ้าน แต่โจทก์มิได้ดำเนินการให้ จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ย และคดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์คืนเงินจำนวน ๔๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะชำระครบให้แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยตกลงซื้อบ้านและที่ดินจากโจทก์ในราคา ๙๘๐,๐๐๐ บาท เงินที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์จำนวน ๔๕,๐๐๐ บาท เป็นค่าบ้านและที่ดิน จำเลยจึงไม่มีสิทธิรับคืนและไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๔ จนกว่าจำเลยชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๓๘) ไม่เกิน ๑๗,๒๐๐ บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๒๐๐ บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จะอุทธรณ์ส่วนของฟ้องแย้งในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่และประการที่ ๒ ว่า สัญญาจะซื้อขายที่ดินไม่ปิดอากรแสตมป์โจทก์จะฟ้องให้บังคับตามสัญญาดังกล่าวได้หรือไม่ คดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า โจทก์ขายบ้านพร้อมที่ดินจัดสรรให้แก่จำเลยและโอนกรรมสิทธิ์กันเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๓๔ โดยจำเลยยังค้างค่าบ้านและที่ดินอีก ๖๕,๐๐๐ บาท และโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่สิ้นเดือนกันยายน ๒๕๓๔ เป็นต้นไป เห็นว่า สิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๕ (๑) (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้กำหนดอายุความฟ้องคดีของบุคคลผู้เป็นพ่อค้าเรียกเอาค่าที่ได้ส่งมอบของไว้มีกำหนด ๒ ปี โจทก์มิใช่บุคคลที่ประกอบการค้าโดยซื้อสินค้ามาและขายไปเป็นปกติธุระแต่เป็นเพียงผู้ปลูกบ้านพร้อมจัดสรรที่ดินขายให้แก่บุคคลทั่วไปเท่านั้น จึงมิได้เป็นพ่อค้าตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าวที่จะต้องฟ้องคดีภายในกำหนด ๒ ปี โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีได้ภายในกำหนด ๑๐ ปี ตามมาตรา ๑๖๔ (เดิม) และระยะเวลาดังกล่าวยังไม่สิ้นสุดลงในวันที่พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๓๕ ใช้บังคับ ทั้งเป็นระยะเวลาที่ยาวกว่าระยะเวลาที่กำหนดขึ้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวคือมาตรา ๑๙๓/๓๔ (๑) จึงต้องนำระยะเวลาที่ยาวกว่ามาใช้บังคับตามพระราชบัญญัติใช้บทบัญญัติบรรพ ๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๔ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีได้ภายในกำหนด ๑๐ ปี และนับตั้งแต่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่สิ้นเดือนกันยายน ๒๕๓๔ ถึงวันฟ้องยังไม่เกิน ๑๐ ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ในข้อนี้ชอบแล้ว ส่วนกรณีสัญญาจะซื้อขายไม่ปิดอากรแสตมป์นั้น เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลย ไม่ใช่ใบรับตามประมวลรัษฎากร แม้สัญญาจะซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินนี้จะไม่ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๐๐๐ บาท .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
ป.พ.พ. ม. 165 เดิม ม. 193/34 (1)
พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2535 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรีอรุณ เตไชยา
จำเลย — นายสมศักดิ์ พันธุ์อุดม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายวิโรจน์ สัพพัญญูวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 902/2544
#42632
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่ลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอันจะเป็นเหตุให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119(2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541นั้น หมายถึงลูกจ้างกระทำโดยตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างหรืออีกนัยหนึ่งลูกจ้างกระทำโดยรู้ถึงผลเสียหายที่จะเกิดแก่นายจ้าง

พนักงานแผนกซ่อมบำรุงของจำเลยรายงานโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้างานว่าเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียมีเสียงดังผิดปกติแต่โจทก์ไม่พูดอะไรและไม่ได้ไปดู ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง จึงมิใช่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์แต่การกระทำดังกล่าวของโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้างานเป็นการละเลยต่อหน้าที่อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบโดยเคร่งครัด ถือว่าเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสุดท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ทำหน้าที่หัวหน้าแผนกซ่อมบำรุงได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,400 บาทกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2543จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 17,860 บาท และค่าชดเชยจำนวน 56,400 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่และจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งการปฏิบัติงานเพื่อความเหมาะสม แต่โจทก์ไม่ยอมรับทราบเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายหลักชัย กิตติพล เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญกระทำการแทนจำเลยได้โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2539 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าแผนกซ่อมบำรุง ได้รับค่าจ้างเดือนละ 9,400 บาทกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2543จำเลยเลิกจ้างโดยกล่าวหาว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย แล้ววินิจฉัยว่าเมื่อพนักงานแผนกซ่อมบำรุงไปตรวจเช็คเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียตามตารางการตรวจเช็คแล้วพบว่ามีเสียงดังผิดปกติ จึงรายงานให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์ไม่ได้พูดอะไรและไม่ได้ไปดู จนกระทั่งพนักงานดังกล่าวเห็นว่าหากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดความเสียหายจึงหยุดการเดินเครื่อง โจทก์จึงสั่งให้พนักงานไปถอดออกมาซ่อม แม้จะฟังว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเลยต่อหน้าที่การงานของหัวหน้างาน แต่ก็ยังไม่พอฟังว่าโจทก์มีเจตนาทำให้เครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียของจำเลยได้รับความเสียหายถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดดังที่จำเลยกล่าวอ้างและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 56,400 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 17,860 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า การที่พนักงานแผนกซ่อมบำรุงไปตรวจเช็คเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียพบว่ามีเสียงดังผิดปกติ จึงรายงานให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์ไม่พูดอะไรและไม่ได้ไปดู จนกระทั่งพนักงานดังกล่าวเห็นว่า หากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เกิดความเสียหาย จึงหยุดเครื่อง แล้วโจทก์จึงสั่งให้พนักงานไปถอดมาซ่อมอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบโดยเคร่งครัด การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า กรณีลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอันจะเป็นเหตุให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119(2)แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นั้น หมายถึงลูกจ้างกระทำโดยตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างหรืออีกนัยหนึ่งลูกจ้างกระทำโดยรู้ถึงผลเสียหายที่จะเกิดแก่นายจ้าง การที่พนักงานแผนกซ่อมบำรุงไปรายงานโจทก์ว่าเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียมีเสียงดังผิดปกติแต่โจทก์ไม่พูดอะไรและไม่ได้ไปดูนั้น ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง การกระทำของโจทก์จึงมิใช่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าว จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์แต่การกระทำดังกล่าวของโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้างานเป็นการละเลยต่อหน้าที่การงานอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบโดยเคร่งครัด ถือว่าเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสุดท้ายที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จักรกฤษณ์ พันธคง
จำเลย — บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2544
#110311
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จำเลยต่างมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินกันครอบครองโดยเด็ดขาด เมื่อจำเลยโต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และแม้การแลกเปลี่ยนที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยจะตกเป็นโมฆะ เพราะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 ประกอบมาตรา 519 ก็ตาม แต่เมื่อต่างฝ่ายต่างได้สละการครอบครองและส่งมอบที่ดินให้อีกฝ่ายยึดถือครอบครองแล้วเช่นนี้ โจทก์และจำเลยย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินส่วนนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 มาตรา 1377 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1378

แม้ที่ดินพิพาทจะถูกเวนคืนไปแล้ว และโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินและโอนเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนให้แก่โจทก์ เนื่องจากสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่ศาลฎีกาก็เห็นสมควรพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินส่วนดังกล่าวในขณะที่ที่ดินถูกเวนคืน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการรับเงินค่าทดแทนจากทางราชการซึ่งไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เพราะเป็นสิทธิอย่างเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน 1 แปลงที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยโดยเนื้อที่ครึ่งหนึ่งอยู่ในเขตที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 992 ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในเขตที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 993 ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ เมื่อต้นปี 2539 ทางราชการประกาศให้เจ้าของที่ดินยื่นคำร้องขอรังวัดเพื่อรับเงินชดเชยและ ค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพื่อสร้างเขื่อน โจทก์และจำเลยจึงตกลงกันว่า ผู้ใดครอบครองที่ดินส่วนไหนก็จะรับเงินส่วนนั้น เมื่อโจทก์รับเงินชดเชย ส่วนที่จำเลยครอบครองจากทางราชการจำนวน 69,712 บาทแล้ว โจทก์จึงมอบให้ แก่จำเลยครบถ้วน แต่เมื่อทางราชการจะจ่ายเงินชดเชย ส่วนที่โจทก์ครอบครอง จำเลยบอกปัดไม่ยอมรับเงิน ดังกล่าวมามอบให้แก่โจทก์ โดยจำเลยจะขอรับเงินดังกล่าวแต่ผู้เดียว ขอให้บังคับจำเลยแบ่งแยกที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 993 ส่วนที่โจทก์ครอบครองเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 15 ตารางวา และโอนเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนแก่โจทก์ กับให้จำเลยรับโอนที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 992 ส่วนที่จำเลยครอบครองเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 15 ตารางวา จากโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และห้ามไม่ให้จำเลยเข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์และจำเลยมิได้มีเจตนาแลกเปลี่ยนที่ดินตามฟ้องกัน แต่เป็นการแลกกันทำประโยชน์ที่ดินเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินของจำเลย เมื่อทางราชการประกาศเวนคืนที่ดิน จำเลยไปขอรับเงินชดเชยและค่าทดแทน แต่โจทก์ไปคัดค้าน ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์เลิกยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของจำเลย กับถอนคำคัดค้านของโจทก์ที่คัดค้านการขอรับเงินชดเชยและค่าเวนคืนที่ดินของจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์และจำเลยตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินตามฟ้องและแบ่งแยกกันครอบครองมา นานกว่า 10 ปี ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 993 ส่วนที่โจทก์ครอบครองเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 15 ตารางวา และโอนเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนแก่โจทก์ ให้จำเลยรับโอนที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 992 ส่วนที่จำเลย ครอบครองเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 15 ตารางวา จากโจทก์หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา (ของจำเลย) ห้ามมิให้จำเลยเข้าไปยุ่งเกี่ยวที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยแบ่งแยกที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 993 ในส่วน ที่โจทก์ครอบครองเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 15 ตารางวา และโอนเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนแก่โจทก์ และคำขอที่ให้จำเลย รับโอนที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 992 ในส่วนที่จำเลยครอบครอง จากโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนเจตนาของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ถึงแก่กรรม นางแพง ศรีบำรุง ภรรยาโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็น คู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 992 ส่วนจำเลยมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 993 ที่ดินทั้งสองแปลงนี้มีอาณาเขตติดต่อกัน เดิมโจทก์และจำเลยต่างครอบครองและทำประโยชน์อยู่ในที่ดิน น.ส. 3 ก. ของตน ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ตกลง แบ่งที่ดิน น.ส. 3 ก. แต่ละแปลงออกเป็น 2 ส่วน แล้วโจทก์เข้าไปครอบครอง ทำนาอยู่ในที่ดินทั้งสองแปลงส่วนที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตก ส่วนจำเลยเข้าไปครอบครองทำนาและเลี้ยงปลาอยู่ในที่ดินทั้งสองแปลงส่วนที่อยู่ทางด้าน ทิศตะวันออก ต่อมาที่ดินทั้งสองแปลงนี้ได้ถูกเวนคืนเพื่อสร้างเขื่อน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์เป็น ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 993 ตำบลชัยบาดาล อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ด้านทิศตะวันตก ตามแผนที่สังเขปที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ. 1 ในขณะที่ที่ดินถูกเวนคืนหรือไม่ เห็นว่า จำเลยอ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความลอย ๆ เพียงปากเดียว ฝ่ายโจทก์นอกจากมีตัวโจทก์เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงแล้ว โจทก์ยังมีนายดำรงค์ กำนันตำบลชัยบาดาล นายสุวรรณ อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลเดียวกัน นายประกอบเจ้าของที่ดินข้างเคียง ด้านทิศตะวันตก และนายแช เจ้าของที่ดินข้างเคียงด้านทิศเหนือ เป็นพยานเบิกความสนับสนุน พยานโจทก์เหล่านี้ ต่างก็รู้จักกับโจทก์และจำเลยเป็นอย่างดี และไม่เคยมีสาเหตุกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้สงสัยว่าจะมาเบิกความ ช่วยเหลือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แม้พยานโจทก์เหล่านี้จะมิได้รู้เห็นเหตุการณ์ขณะที่โจทก์และจำเลยพูดตกลงแบ่งหรือ แลกเปลี่ยนที่ดินกัน แต่พยานโจทก์เหล่านี้ก็เบิกความยืนยันว่า พยานเห็นโจทก์ครอบครองที่ดินตามส่วนที่ปรากฏในแผนที่สังเขปที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.1 มานานสิบกว่าปีแล้ว โดยไม่มีฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านซึ่งกันและกัน (แลกเปลี่ยน) การครอบครองที่ดินกันระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นที่ทราบกันดี โดยเฉพาะนายประกอบได้เบิกความ ยืนยันว่า หลังจากที่พยานเห็นโจทก์เข้าไปไถนาในที่ดินแปลงของจำเลย พยานก็ได้สอบถามโจทก์ โจทก์บอกว่าได้แลกเปลี่ยนที่ดินกับจำเลย เนื่องจากจำเลยจะขุดบ่อเลี้ยงปลา ส่วนโจทก์จะทำนา และพยานได้สอบถามว่าแบ่งกัน แค่ไหน โจทก์บอกว่าแบ่งกันแค่ร่องน้ำซึ่งผ่ากลางระหว่างที่ดินที่ทั้งสองฝ่ายครอบครองตามคำเบิกความของ นายประกอบดังกล่าวน่าเชื่อถือได้ว่านายประกอบได้สอบถามโจทก์ในขณะที่มีการแลกเปลี่ยนที่ดินกันใหม่ ๆ ซึ่งในขณะนั้นโจทก์และจำเลยยังไม่มีข้อพิพาทกัน น่าเชื่อว่าโจทก์เล่าให้นายประกอบฟังตามความสัตย์จริง จึงเป็นการสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ข้อที่ว่าโจทก์และจำเลยได้ตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินกันให้มีน้ำหนักน่ารับฟังยิ่งขึ้น นอกจากนี้นายแชยังได้เบิกความยืนยันอีกว่า หลังจากโจทก์และจำเลยตกลงแบ่งที่ดินกันครอบครองตามแนวขวางตามแผนที่สังเขปที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.1 แล้ว ได้มีการยกคันนากั้นเป็นแนวเขตด้วย ซึ่งก็สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น เห็นว่า แม้คันนาดังกล่าวจะใช้ประโยชน์ในการกักเก็บน้ำเพื่อปลูกข้าวตามที่จำเลยฎีกา แต่ในขณะเดียวกันคันนาดังกล่าวย่อมใช้เป็นแนวแบ่งเขตที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยไปในตัวด้วย แม้จะปรากฏว่า ที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 993 ของจำเลยจะอยู่ใกล้ถนนสายม่วงค่อม - ด่านขุนทด มากกว่าที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 992 ของโจทก์ แต่ระหว่างที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 993 กับถนนดังกล่าว ก็มีที่ดินของนางจันทร์หอม คั่นอยู่ ที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 993 จึงไม่มีทางออกไปสู่ถนนสายดังกล่าวได้ ดังนั้น ขณะที่แลกเปลี่ยนที่ดินกัน ที่ดินทั้งสองแปลงไม่น่าจะมีราคาแตกต่างกันมากนัก และแม้ว่าที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 993 จะมีเนื้อที่มากกว่าที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 992 แต่ก็เป็นจำนวนเล็กน้อยเพียง 33 ตารางวา เท่านั้น แต่เนื่องจากที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 992 ของโจทก์มีสภาพเหมาะแก่การขุดบ่อเลี้ยงปลายิ่งกว่าที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 993 ของจำเลย ประกอบกับโจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน การที่โจทก์และจำเลยตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินกันตามแผนที่สังเขปที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.1 จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุผลน่าเชื่อตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินกันตามแผนที่สังเขปที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.1 โดยเด็ดขาด มิใช่เป็นการแลกที่ดินกันทำกิน ชั่วคราวตามที่จำเลยอ้าง เมื่อจำเลยโต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์ซึ่งมีอยู่ในที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 993 ของจำเลย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้โต้แย้งสิทธิได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 จำเลยจะอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหาได้ไม่ และแม้ว่าการแลกเปลี่ยนที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยจะตกเป็นโมฆะเพราะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 ประกอบมาตรา 519 ก็ตาม แต่เมื่อต่างฝ่ายต่างได้สละการครอบครองและส่งมอบที่ดินให้อีกฝ่ายยึดถือครอบครองแล้วเช่นนี้ โจทก์และจำเลยย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินส่วนนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 มาตรา 1377 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1378 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แม้ที่ดินพิพาทจะถูกเวนคืนไปแล้ว และโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยไปแบ่งแยกที่ดินและโอนเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนให้แก่โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องเนื่องจากสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินตกเป็นโมฆะดังวินิจฉัยข้างต้นก็ตาม แต่ศาลฎีกาก็เห็นสมควรพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินส่วนดังกล่าวในขณะที่ที่ดินถูกเวนคืนทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการรับเงินค่าทดแทนจากทางราชการซึ่งไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เพราะเป็นสิทธิอย่างเดียวกันและเห็นสมควรให้โจทก์มีสิทธิครอบครองในเนื้อที่เพียงเท่าที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้องซึ่งไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่ดิน น.ส. 3. ก. เลขที่ 993 ตามที่ได้ความตามทางพิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำขอท้ายฟ้องของโจทก์โดยมิได้พิพากษาให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 993 บางส่วนในขณะ ถูกเวนคืนนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 993 ตำบลชัยบาดาล อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ทางด้าน ทิศตะวันตกบางส่วนตามแผนที่สังเขปที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.1 คิดเป็นเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 15 ตารางวา ในขณะที่ที่ดินแปลงดังกล่าวถูกเวนคืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 519 ม. 1367 ม. 1377 วรรคหนึ่ง ม. 1378
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัญญัติ ศรีบำรุง โดยนางแพง ศรีบำรุงผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายสลับ จันทร์เขียน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางสาวมาลี เตชะจันตะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิโรจน์ สุขวโรตม์วัตร
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 897/2544
#99040
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏว่าธนบัตรของกลางจำนวน 240 บาทที่เจ้าพนักงานตำรวจนำมาใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสามเป็นเงินที่เจ้าพนักงานตำรวจตระเตรียมมา หาใช่เป็นของจำเลยทั้งสามไม่ จึงริบไม่ได้ต้องคืนแก่เจ้าของ ส่วนเงินสดของกลางอีกจำนวน 4,320 บาทก็เป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสามได้มาจากการจำหน่ายเมทเแอมเฟตามีนก่อนหน้านี้ จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด หรือได้มาโดยกระทำความผิดในคดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 (2) ศาลจึงไม่อาจริบได้ สำหรับเข็มฉีดยาโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเสพเฮโรอีนมา เข็มฉีดยาไม่ใช่เครื่องมือเครื่องใช้หรือวัตถุอื่น ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ใช้ในการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 102 แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 จึงไม่อาจริบได้เช่นกัน แม้จำเลยทั้งสามไม่ได้ฎีกาแต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 66, 67, 76, 102 ป.อ. มาตรา 83, 91 ริบของกลางและให้นับโทษจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7385/2540 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย กับฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง ส่วนข้อหาความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง ปฏิเสธข้อหาความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 26 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 7 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 2 เดือน และจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่ง จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ? ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีกำหนด 3 ปี 6 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมีกำหนด 2 ปี 6 เดือน ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง คงจำคุก 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี 2 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 14 เดือน จำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 ปี 1 เดือน ริบเงินสดและเข็มฉีดยาของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7385/2540 นั้น เนื่องจากไม่ปรากฏว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7385/2540 ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว จึงให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ส่วนความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ธนบัตรของกลางจำนวน 240 บาท ที่เจ้าพนักงานตำรวจนำมาใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสามนั้น ปรากฏว่าเป็นเงินที่เจ้าพนักงานตำรวจตระเตรียมมา หาใช่เป็นของจำเลยทั้งสามไม่ จึงริบไม่ได้ ต้องคืนธนบัตรดังกล่าวให้แก่เจ้าของ ส่วนเงินสดอีกจำนวน 4,320 บาท เป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก่อนหน้านี้ จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด หรือได้มาโดยกระทำผิด ซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ ตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 (2) ศาลจึงไม่อาจริบได้ สำหรับเข็มฉีดยาจำนวน 2 หลอด โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเสพเฮโรอีนมา เข็มฉีดยาจึงมิใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ใช้ในการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 102 แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 จึงไม่อาจริบได้ แม้จำเลยทั้งสามไม่ได้ฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบเงินกับเข็มฉีดยาของกลางและให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 32 ม. 33 (2)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 26 ม. 66 ม. 76 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายดิเรก เพชรสว่าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลธัญบุรี — นายวิสูตร มานะพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมชาย สินเกษม
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2544
#41081
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาลเป็นหนังสือระบุว่าจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินคดีทางแพ่งเกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างที่เป็นมูลเหตุให้จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทคดีนี้อีก อันเป็นการะงับข้อพิพาท จึงบังคับกันได้ตามกฎหมายไม่ต้องทำต่อหน้าศาลเสมอไป แม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะมีข้อตกลงว่าหากจำเลยผิดนัดยอมให้โจทก์ดำเนินคดีอาญาต่อไปทันที และเมื่อจำเลยชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว ยอมให้หนี้ตามเช็คในคดีอาญาสิ้นผลผูกพัน โจทก์จะถอนฟ้อง ก็มิใช่เป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่เป็นผลให้มูลหนี้ระงับต่อเมื่อจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วน ดังนั้น มูลหนี้ที่ออกเช็คพิพาทจึงได้สิ้นผลผูกพันไปแล้วคดีเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) สาขาห้วยขวาง ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2539 จำนวนเงิน65,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าจ้างตกแต่งภายในและทำเฟอร์นิเจอร์ อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อถึงกำหนดโจทก์นำเช็คเรียกเก็บแล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2539 โดยให้เหตุผลว่าบัญชีปิดแล้ว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับเงินตามเช็คจำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันออกเช็คที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้ว ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีได้ความว่าระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นส่งคดีไปไกล่เกลี่ยยังศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกระทรวงยุติธรรมตามความประสงค์ของโจทก์และจำเลยทั้งสองต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองแถลงว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระเงินตามเช็คจำนวน 4 งวด งวดละ 15,000 บาทหากจำเลยทั้งสองชำระเงินครบถ้วนจะถอนฟ้องรายละเอียดปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 14กรกฎาคม 2540 ปัญหามีว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมายและมีผลให้มูลหนี้ตามเช็คพิพาทระงับไปหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าสัญญาประนีประนอมยอมความในชั้นไกล่เกลี่ยเป็นพยานหลักฐานที่เกิดจากแรงจูงใจ คำมั่นสัญญาที่ศาลจะไม่นำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 226 นั้น เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวทำขึ้นโดยความสมัครใจของโจทก์และจำเลยทั้งสอง ไม่จำเป็นต้องกระทำต่อหน้าศาลหรือต่อผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเสมอไปอาจกระทำกันนอกศาลได้ ทั้งมิใช่พยานหลักฐานที่เกิดจากแรงจูงใจหรือคำมั่นที่ผิดข้อตกลงดังที่โจทก์อ้าง เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายโดยมีข้อความระบุว่าจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินคดีทางแพ่งเกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างอันเป็นมูลเหตุให้จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คพิพาทคดีนี้อีกเป็นการระงับข้อพิพาทในมูลหนี้ที่สั่งจ่ายเช็คพิพาท สัญญาประนีประนอมยอมความจึงบังคับกันได้ตามกฎหมาย มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องหนี้ตามเช็คที่โจทก์ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและโจทก์ได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น แม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะมีข้อตกลงว่าหากจำเลยทั้งสองผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์ดำเนินคดีอาญาต่อไปทันทีและเมื่อจำเลยทั้งสองชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ยอมให้หนี้ตามเช็คในคดีอาญาสิ้นผลผูกพันไปทั้งฉบับ โจทก์ตกลงว่าจะไปขอถอนฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น ก็มิใช่เป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่เป็นผลให้มูลหนี้ระงับต่อเมื่อจำเลยทั้งสองปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนไม่ ดังนั้น มูลหนี้ที่ออกเช็คตามฟ้องจึงได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วคดีเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธิที่โจทก์จะนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุทิน ญานเกียรติพงศ์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิลป์ลิษา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2544
#67166
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความไม่จำเป็นต้องกระทำต่อหน้าศาลหรือต่อผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเสมอไป อาจกระทำกันนอกศาลได้ เมื่อโจทก์และจำเลยสมัครใจได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นหนังสือ และลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย โดยมีข้อความระบุว่าจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินคดีทางแพ่งเกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างอันเป็นมูลเหตุให้จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทอีก เป็นการระงับข้อพิพาทในมูลหนี้ที่สั่งจ่ายเช็คพิพาท สัญญาประนีประนอมยอมความจึงบังคับกันได้ตามกฎหมาย มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องหนี้ตามเช็คที่โจทก์ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและโจทก์ได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น แม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะมีข้อตกลงว่าหากจำเลยผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์ดำเนินคดีอาญาต่อไปทันที และเมื่อจำเลยชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ยอมให้หนี้ตามเช็คในคดีอาญาสิ้นผลผูกพันไปทั้งฉบับ โจทก์ตกลงว่าจะไปขอถอนฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น ก็มิใช่เป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่เป็นผลให้มูลหนี้ระงับต่อเมื่อจำเลยปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนไม่ ดังนั้น มูลหนี้ที่ออกเช็คตามฟ้องจึงได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คดีเป็นอันเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธิที่โจทก์จะนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้ว ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นส่งคดีไปไกล่เกลี่ยยังศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกระทรวงยุติธรรมตามความประสงค์ของโจทก์และจำเลยทั้งสอง ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองแถลงว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระเงินตามเช็คจำนวน ๔ งวด งวดละ ๑๕,๐๐๐ บาท หากจำเลยทั้งสองชำระเงินครบถ้วนแล้วจะถอนฟ้องรายละเอียดปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐ แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวทำขึ้นโดยความสมัครใจของโจทก์และจำเลยทั้งสอง ไม่จำเป็นต้องกระทำต่อหน้าศาลหรือต่อผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเสมอไปอาจกระทำกันนอกศาลได้ ทั้งมิใช่พยานหลักฐานที่เกิดจากแรงจูงใจหรือคำมั่นที่ผิดข้อตกลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖ ดังที่โจทก์อ้าง เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย โดยมีข้อความระบุว่าจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินคดีทางแพ่ง เกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างอันเป็นมูลเหตุให้จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คพิพาทคดีนี้อีก เป็นการระงับข้อพิพาทในมูลหนี้ที่สั่งจ่ายเช็คพิพาท สัญญาประนีประนอมยอมความจึงบังคับกันได้ตามกฎหมาย มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องหนี้ตามเช็คที่โจทก์ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและโจทก์ได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น แม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะมีข้อตกลงว่าหากจำเลยทั้งสองผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์ดำเนินคดีอาญาต่อไปทันทีและเมื่อจำเลยทั้งสองชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ยอมให้หนี้ตามเช็คในคดีอาญาสิ้นผลผูกพันไปทั้งฉบับ โจทก์ตกลงว่าจะไปขอถอนฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น ก็มิใช่เป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่เป็นผลให้มูลหนี้ระงับต่อเมื่อจำเลยทั้งสองปฏิบัติการชำระหนี้แกโจทก์ครบถ้วนไม่ ดังนั้น มูลหนี้ที่ออกเช็คตามฟ้องจึงได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คดีเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ สิทธิที่โจทก์นำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุทิน ญานเกียรติพงศ์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิลป์ลิษา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวธัญลักษณ์ นาควัชระ
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 892/2544
#40506
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ศาลพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุด โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปก่นสร้างแผ้วถาง ตัดฟัน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้ขนาดเล็กและใหญ่ แล้วยึดถือครอบครองที่ดินเนื้อที่ 20 ไร่เศษ ซึ่งเป็นแปลงเดียวกับคดีก่อนที่มีเนื้อที่ 100 ไร่ เพื่อปลูกปาล์มน้ำมันภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ดังนั้น เมื่อคดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,108 ทวิ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 มาตรา 4,5,6,14 และ 31 อันเป็นการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระกันทั้งองค์ประกอบแห่งความผิดก็แตกต่างกันฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด เดือนเมษายน2539 ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2539 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันจำเลยบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถาง ตัดฟัน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้ขนาดเล็กและใหญ่ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอนแล้วยึดถือครอบครองที่ดินเนื้อที่ 20 ไร่เศษ เพื่อปลูกปาล์มน้ำมันภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองเหนือคลองและป่าแหลมกรวดอันเป็นการทำให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและมิได้รับยกเว้นตามกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลคลองขนาน กิ่งอำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 6, 9,14, 31

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 2 ปีทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยและบริวารออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่ยึดถือครอบครอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 217/2534 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3วินิจฉัยไว้โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า ที่ดินที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดคดีนี้เนื้อที่ 20 ไร่เศษ เป็นที่ดินแปลงเดียวกับคดีก่อนซึ่งมีเนื้อที่ 100 ไร่ คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันและเป็นที่ดินของรัฐ ศาลพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถางตัดฟัน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้ขนาดเล็กและใหญ่ไม่ทราบจำนวนแน่นอนแล้วยึดถือครอบครองที่ดินแปลงเดียวกันเนื้อที่ 20 ไร่เศษ เพื่อปลูกปาล์มน้ำมันภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติเห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9, 108 ทวิ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 6, 14 และ 31 จำเลยอ้างว่าที่ดินตามฟ้องซึ่งโจทก์กล่าวหาเป็นที่ดินที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ทางการไม่เคยประกาศว่าเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่จากข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่าเมื่อมีการตรวจสอบแล้วที่ดินที่จำเลยบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถางตัดฟัน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้ แล้วยึดถือครอบครองเนื้อที่20 ไร่เศษ เพื่อปลูกปาล์มน้ำมันดังกล่าว เป็นพื้นที่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระกับคดีก่อนกับทั้งองค์ประกอบแห่งความผิดก็แตกต่างกัน ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี6 เดือน โทษจำคุกของจำเลยให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลยและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่ยึดถือครอบครองตามฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นาย เหม บุตรน้อย
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 892/2544
#91358
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดคดีนี้เนื้อที่ 20 ไร่เศษเป็นที่ดินแปลงเดียวกับคดีก่อนซึ่งมีเนื้อที่ 100 ไร่ คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และเป็นที่ดินของรัฐ ศาลพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถางตัดฟัน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้ขนาดเล็กและใหญ่แล้วยึดถือครอบครองที่ดินแปลงเดียวกันเนื้อที่ 20 ไร่เศษ เพื่อปลูกปาล์มน้ำมันภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ดังนั้น เมื่อคดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 6, 14 และ 31 อันเป็นการฟ้องในการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระกับคดีก่อน ทั้งองค์ประกอบแห่งความผิดก็แตกต่างกัน ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 31 และให้จำเลยและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยและบริวารออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่ยึดถือครอบครอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 217/2534 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดคดีนี้เนื้อที่ 20 ไร่เศษ เป็นที่ดินแปลงเดียวกับคดีก่อนซึ่งมีเนื้อที่ 100 ไร่ คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินซึ่งเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันและเป็นที่ดินของรัฐ ศาลพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุด ส่วนคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วทาง ตัดฟัน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้ขนาดเล็กและใหญ่ ไม่ทราบจำนวนแน่นอนแล้วยึดถือครอบครองที่ดินแปลงเดียวกันเนื้อที่ 20 ไร่เศษ เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ดังนั้นเมื่อคดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ซึ่งศาลได้พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 6, 14, และ 31 อันเป็นการฟ้องในการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระกับคดีก่อนกับทั้งองค์ประกอบแห่งความผิดก็แตกต่างกัน ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกของจำเลยให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 ให้จำเลยและบริวารอออกจากเขตป่าสงวน แห่งชาติที่ยึดถือครอบครองตามฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายเหม บุตรน้อย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายศักดิ์ เกียรติชัยศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีระศักดิ์ นิศามณี
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2544
#36438
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เช่าที่ดินจาก ร.โดยร. ตกลงให้โจทก์สร้างอาคารบนที่ดินที่เช่าและให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ร. ทันทีที่ลงมือปลูกสร้างแล้วโจทก์มีสิทธินำอาคารดังกล่าวไปให้เช่าจนกว่าจะครบอายุสัญญาเช่า23 ปี การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิตามสัญญาเช่าปลูกสร้างอาคารไว้ในที่ดินที่เช่า บรรดาอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆจึงมิได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 146 ร. ย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ในบรรดาอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามมาตรา 144 วรรคสอง แต่ ร. ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นเนื่องจากสัญญาเช่าที่ตกลงกันไว้ซึ่งหากโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์มาก่อนโจทก์ย่อมไม่อาจจะตกลงให้ทรัพย์นั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ ร.ทันทีได้ จึงถือได้ว่าโจทก์จำหน่ายจ่ายโอนอาคาร สิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้แก่ ร. อันเข้าบทนิยาม คำว่า "ขาย" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1(4)

โจทก์สร้างอาคารลงบนที่ดินที่เช่าจาก ร. โดยตกลงให้บรรดาอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ ร.ทันทีที่ลงมือปลูกสร้างแล้ว โจทก์มีสิทธินำอาคารดังกล่าวไปให้เช่าหาประโยชน์ได้จนกว่าจะครบอายุสัญญาเช่า 23 ปี เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการให้ ร. อันเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามประมวลรัษฎากรมาตรา 91/2(6) ประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 มาตรา 3(5) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ภ.ธ. 73.1 ลงวันที่ 26 มกราคม2541 รวม 3 ฉบับ ให้โจทก์ชำระภาษีทั้งสิ้น 2,539,254.19 บาทโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานชอบด้วยกฎหมาย แต่มีเหตุอันควรงดเบี้ยปรับและลดภาษีบำรุงเทศบาล(ที่ถูกภาษีส่วนท้องถิ่น) และมีคำวินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีรวมทั้งสิ้น1,621,726 บาท โจทก์รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์วันที่ 22 มิถุนายน 2542โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยไม่ถูกต้องเพราะ โจทก์ประกอบธุรกิจเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทย แล้วนำมาก่อสร้างอาคารพาณิชย์ให้บุคคลทั่วไปเช่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินกับการรถไฟแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2534 มีกำหนดระยะเวลา 23 ปี เพื่อปลูกสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ นำไปจัดหาประโยชน์ โดยมีข้อตกลงว่าบรรดาอาคารสิ่งปลูกสร้างและส่วนควบรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆที่เป็นส่วนตรึงอาคารสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในพื้นที่เช่าที่ผู้ปลูกสร้างต่อเติมดัดแปลงหรือติดตั้งขึ้นไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตามให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งสิ้นทันทีที่ลงมือปลูกสร้างหรือติดตั้งหลังจากทำสัญญาดังกล่าว โจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทหาดใหญ่ยูเนียนพัฒนาเฮ้าส์ซิ่ง จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งรัตน์ก่อสร้างเป็นผู้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ตามแบบที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าจำนวน 56 คูหาเพื่อนำไปให้บุคคลทั่วไปเช่า ระหว่างการก่อสร้างในช่วงเดือนเมษายน2536 โจทก์มีหนังสือไปยังสรรพากรอำเภอสะเดาหารือเกี่ยวกับการเสียภาษีสำหรับธุรกิจที่โจทก์ดำเนินการดังกล่าว โจทก์ได้รับแจ้งว่าโจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคล ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2540 โจทก์ได้รับแจ้งว่าโจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเพราะสัญญาเช่าที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารบนที่ดินแล้วให้บรรดาอาคารสิ่งปลูกสร้างทั้งสิ้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยทันที โดยโจทก์ได้รับสิทธิที่จะนำอาคารไปหาประโยชน์จนกว่าจะครบกำหนดสัญญาเช่า จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดพิเศษนอกเหนือจากสัญญาเช่าธรรมดา การโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารและสิ่งปลูกสร้างให้การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงเป็นการขายตาม 91/1(4) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตราร้อยละ 3ของราคาสิ่งปลูกสร้างตามมาตรา 91/2(6) และมาตรา 91/6(3) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3(5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 โจทก์เห็นว่าโจทก์เป็นเพียงเจ้าของวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยเท่านั้น โจทก์ไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย เนื่องจากข้อตกลงในสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับการรถไฟแห่งประเทศไทยได้กำหนดให้บรรดาอาคารสิ่งปลูกสร้างและส่วนควบรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยทันทีที่ลงมือปลูกสร้างหรือติดตั้ง ดังนั้น วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการก่อสร้างย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยทันทีที่ทำการก่อสร้างหรือตั้งแต่ยังไม่เป็นอาคารพาณิชย์แต่ละคูหา หลังจากที่โจทก์ทำการก่อสร้างเสร็จก็ไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยจากข้อตกลงในสัญญาดังกล่าว โจทก์ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอาคารพาณิชย์ที่โจทก์ก่อสร้างมาก่อน การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กรรมสิทธิ์ในอาคารพาณิชย์ที่โจทก์ทำการก่อสร้างโดยผลแห่งข้อตกลงในสัญญาเช่า ความเกี่ยวพันระหว่างโจทก์กับการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่เข้าลักษณะเป็นการขายตามมาตรา 91/1(4)แห่งประมวลรัษฎากรที่โจทก์ต้องรับผิดเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ นอกจากนี้พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2535 แต่โจทก์ดำเนินธุรกิจดังกล่าวก่อนพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวใช้บังคับโดยโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินกับการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2534 และว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน2534 โดยส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้แก่ผู้รับเหมาเข้าไปดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2534 จำเลยจะนำพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมาใช้บังคับแก่โจทก์มิได้โจทก์ถูกประเมินเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นการเรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อนโดยโจทก์ถูกประเมินวันที่ 26 มกราคม 2541เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 3,615,708.11 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน2,539,254.19 บาท (ที่ถูก 2,539,253 บาท) เมื่อรวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยไปแล้วกว่า 1,000,000 บาท โจทก์ต้องเสียภาษีรวม 7,000,000 บาท ทั้งที่โจทก์มีรายได้จากธุรกิจเพียง 19,000,000บาท เมื่อคำนวณแล้วโจทก์ชำระภาษีอัตราร้อยละ 37 ของรายได้ทั้งหมดขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 9 900100/6/100017-100019 ลงวันที่ 26 มกราคม 2541ทั้ง 3 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สข/32-34/2542 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2542

จำเลยให้การว่า โจทก์เช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยวันที่ 8 ตุลาคม 2534 กำหนดเวลาการเช่า 23 ปี เพื่อก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้าง มีข้อตกลงว่าให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์ก่อสร้างในที่ดินที่โจทก์เช่าตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยแต่โจทก์มีสิทธินำอาคารและสิ่งปลูกสร้างไปให้ผู้อื่นเช่าในระยะเวลาสัญญาเช่า โจทก์ได้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งรัตน์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน 42 หน่วย ราคา 20,500,000 บาท บริษัทหาดใหญ่ยูเนี่ยนพัฒนาเฮ้าส์ซิ่ง จำกัด จำนวน 14 หน่วย ราคา 7,303,826 บาท เมื่อก่อสร้างเสร็จโจทก์ส่งมอบอาคารพาณิชย์ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 8กันยายน 2535 จำนวน 14 หน่วย ราคา 7,303,826 บาท วันที่ 10 กันยายน(ที่ถูกพฤศจิกายน) 2535 จำนวน 20 หน่วย ราคา 9,761,904.76 บาทและวันที่ 28 กรกฎาคม 2538 จำนวน 22 หน่วย ราคา 10,738,095.24บาท หลังจากนั้นโจทก์นำอาคารพาณิชย์ไปให้ผู้อื่นเช่าหาประโยชน์อาคารดังกล่าวตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่โจทก์เช่าจากการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ดำเนินการก่อสร้างอาคารดังกล่าวเสร็จสิ้นหลังวันที่ 1มกราคม 2535 และการส่งมอบอาคารถือได้ว่าโจทก์ขายอาคารพาณิชย์ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยและโจทก์ให้สิทธิตามสัญญานำอาคารไปให้ผู้อื่นเช่า จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/1(4) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบด้วยมาตรา 3(5)แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ หากไม่ชำระภายในกำหนดต้องเสียเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากรขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันตามคำฟ้อง คำให้การและที่คู่ความรับกันในชั้นชี้สองสถานฟังได้ว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัด จำเลยเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมาย วันที่ 5 เมษายน 2534โจทก์จดทะเบียนการค้าประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างทุกชนิดตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 4 วันที่ 8 ตุลาคม 2534 โจทก์ทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามโครงการจัดประโยชน์บริเวณย่านสถานีคลองแงะกับการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 6ถึง 13 หรือ ล.1 แผ่นที่ 20 ถึง 27 วันที่ 20 มกราคม 2535 จำเลยออกใบทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะประเภทของการประกอบกิจการการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรให้แก่โจทก์ ตามเอกสารหมาย ล.1แผ่นที่ 19 วันที่ 30 เมษายน 2536 โจทก์เคยหารือเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มต่อสรรพากรอำเภอสะเดา ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 33 วันที่ 10พฤษภาคม 2536 สรรพากรอำเภอสะเดามีหนังสือถึงโจทก์ว่า ตามที่โจทก์ได้สิทธิการเช่าที่ดินบริเวณย่านคลองแงะมาทำการจัดสรรประโยชน์โดยสร้างอาคารและยกกรรมสิทธิ์ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยได้สิทธิการเช่า แล้วก็ขายสิทธิการเช่าในตัวอาคารและที่ดินให้แก่ลูกค้านั้นเงินมัดจำจากการจองบ้านที่ได้รับในปลายปี 2534 ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษีการค้า เงินมัดจำที่ได้รับปลายปี 2534 โจทก์ได้รับรู้เป็นรายได้ในปี 2535 โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่โจทก์ยังจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินมัดจำที่ได้รับเพิ่มเติมในปี 2535 โจทก์จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 34หรือ ล.1 แผ่นที่ 29 หลังจากโจทก์ก่อสร้างอาคารเสร็จบางส่วน โจทก์ส่งมอบอาคารให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย และได้มีการตรวจรับในวันที่ 8 กันยายน 2535 วันที่ 10 พฤศจิกายน 2535 และวันที่ 28 กรกฎาคม 2538 ตามลำดับ ตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 46 ถึง 48 วันที่ 26 มกราคม 2541 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะไปยังโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1แผ่นที่ 35 ถึง 36 วันที่ 6 มีนาคม 2541 โจทก์อุทธรณ์การประเมินไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 37ถึง 38 วันที่ 29 มีนาคม 2542 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่ม เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นโจทก์ไม่ติดใจโต้แย้งตัวเลขที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 41 ถึง 43 หรือ ล.3 แผ่นที่ 63 ถึง 68

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามโครงการจัดประโยชน์บริเวณย่านสถานีคลองแงะเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2534 ระหว่างโจทก์กับการรถไฟแห่งประเทศไทยในข้อ 5 ที่ระบุว่า ผู้เช่าต้องปลูกสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างและส่วนควบต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันเริ่มของสัญญานี้ สำหรับระยะเวลาการเช่าที่เหลือผู้ให้เช่ายินยอมให้ผู้เช่านำอาคารไปจัดหาประโยชน์ได้จนกว่าจะครบกำหนดอายุสัญญาเช่า23 ปี บรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้างและส่วนควบรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆที่เป็นส่วนตรึงอาคาร สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในพื้นที่เช่าที่ผู้ปลูกสร้างต่อเติมดัดแปลง หรือติดตั้งขึ้นไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตามให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าทั้งสิ้นทันทีที่ลงมือปลูกสร้างหรือติดตั้งนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยมีข้อตกลงให้โจทก์สร้างอาคารบนที่ดินที่เช่า และให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยทันทีที่ลงมือปลูกสร้างหรือติดตั้ง แล้วโจทก์มีสิทธินำอาคารดังกล่าวไปประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับสิทธิที่จะนำอาคารไปหาประโยชน์ได้จนกว่าจะครบอายุสัญญาเช่า 23 ปี พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ใช้สิทธินั้นปลูกสร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นไว้ในที่ดินที่เช่า บรรดาอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนตรึงอาคาร สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดหาได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่โจทก์เช่าจากการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146การรถไฟแห่งประเทศไทยย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ในบรรดาอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนตรึงอาคาร สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 วรรคสอง แต่การที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กรรมสิทธิ์ในบรรดาอาคารสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนตรึงอาคารสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดก็เนื่องมาจากสัญญาเช่าที่โจทก์ตกลงว่าจะให้บรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้างและส่วนควบรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆที่เป็นส่วนตรึงอาคาร สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในพื้นที่เช่าที่ผู้ปลูกสร้างต่อเติมดัดแปลง หรือติดตั้งขึ้นไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าทั้งสิ้นทันทีที่ลงมือปลูกสร้างหรือติดตั้งอันเป็นการแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในอาคาร สิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวซึ่งหากโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในอาคาร สิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วโจทก์ย่อมไม่อาจจะตกลงให้อาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่เจ้าของที่ดินในทันทีได้ กรณีของโจทก์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ได้จำหน่ายจ่ายโอนอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวอันเข้าบทนิยาม คำว่า "ขาย" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1(4) แล้วฉะนั้น การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอาคารที่โจทก์ได้ทำการก่อสร้าง โจทก์จึงไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้และเมื่อไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์จึงไม่เข้าบทนิยามคำว่า "ขาย" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1(4) ได้จึงฟังไม่ขึ้นดังนั้น การที่โจทก์สร้างอาคารและให้บรรดาอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งสิ้นทันทีที่ลงมือปลูกสร้างหรือติดตั้งแล้วโจทก์มีสิทธินำอาคารดังกล่าวไปประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์โดยได้รับสิทธิที่จะนำอาคารไปหาประโยชน์ได้จนกว่าจะครบอายุสัญญาเช่า 23 ปี จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ อันเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2(6) ประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534มาตรา 3(5) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 นำมาใช้บังคับกับกรณีของโจทก์มิได้นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะทำสัญญาเช่าที่ดินกับการรถไฟแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2534 และได้ว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 22พฤศจิกายน 2534 โดยโจทก์ส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้แก่ผู้รับเหมาเข้าไปดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2534 ก็ตามแต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์สร้างอาคารและให้การรถไฟแห่งประเทศไทยตรวจรับในวันที่ 8 กันยายน 2535 วันที่ 10 พฤศจิกายน 2535 และวันที่ 28 กรกฎาคม 2538 อันเป็นการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรในช่วงระยะเวลาที่พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

สำหรับที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 3,615,708.11 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 2,539,254.15 บาท (ที่ถูก 2,539,253 บาท) และเมื่อรวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยเป็นเงินกว่า 1,000,000 บาทจึงรวมเป็นภาษีที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยเป็นเงินกว่า 7,000,000 บาททั้งที่โจทก์มีรายได้จากการประกอบการเพียงประมาณ 19,000,000 บาทเมื่อคำนวณแล้วโจทก์ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 37 ของรายได้ทั้งหมดอันเป็นการเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อนไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 3,615,708.11 บาทหากโจทก์เห็นว่าไม่ถูก ต้องอุทธรณ์การประเมินไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยเป็นเงินกว่า1,000,000 บาท หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง โจทก์ชอบที่จะไปยื่นคำร้องขอภาษีมูลค่าเพิ่มคืนจากจำเลย สำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน2,539,253 บาท เป็นกรณีที่โจทก์ต้องชำระตามที่กฎหมายกำหนดไว้ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจึงหาใช่เป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อนไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 146
ป.รัษฎากร ม. 91/1 ม. 91/2 ม. 91/6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสู่พัฒนาการก่อสร้างและที่ดิน จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 882/2544
#41080
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามโครงการจัดสรรประโยชน์กับการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยโจทก์ในฐานะผู้เช่าจะปลูกสร้างอาคาร สิ่งปลูกสร้างและส่วนควบต่าง ๆ และให้บรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในพื้นที่เช่าที่ปลูกสร้างต่อเติม ดัดแปลง หรือติดตั้งขึ้นนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยทันทีที่ลงมือปลูกสร้างหรือติดตั้งแล้วโจทก์มีสิทธินำอาคารดังกล่าวไปประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ได้จนกว่าจะครบอายุสัญญาเช่า 23 ปี พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ใช้สิทธินั้นปลูกสร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นไว้ในที่ดินที่เช่า บรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆที่เป็นส่วนตรึงอาคารสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดหาได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่โจทก์เช่าจากการรถไฟแห่งประเทศไทยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 ไม่ การรถไฟแห่งประเทศไทยย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ในบรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนตรึงอาคารสิ่งปลูกสร้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 วรรคสอง แต่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กรรมสิทธิ์ในบรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนตรึงอาคารสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดเนื่องมาจากข้อสัญญาเช่าฯ ที่โจทก์ตกลงให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยอันเป็นการแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในอาคาร สิ่งปลูกสร้างและวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆดังกล่าว เพราะหากโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์แล้วโจทก์ย่อมไม่อาจจะตกลงให้อาคาร สิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่เจ้าของที่ดินในทันทีได้ กรณีดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ได้จำหน่ายจ่ายโอนอาคาร สิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวอันเข้าบทนิยามคำว่า "ขาย" ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 91/1(4) แล้ว จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ อันเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2(6) ประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกาออกตามความใน ประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร(ฉบับที่ 244)ฯ มาตรา 3(5) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัด จำเลยเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ภ.ธ.73.1 ลงวันที่ 26 มกราคม 2541 รวม 3 ฉบับ ให้โจทก์ชำระภาษีทั้งสิ้น2,539,254.19 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานชอบด้วยกฎหมาย แต่มีเหตุอันควรงดเบี้ยปรับและลดภาษีบำรุงเทศบาล (ที่ถูกภาษีส่วนท้องถิ่น)และมีคำวินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีรวมทั้งสิ้น 1,621,726 บาทโจทก์รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์วันที่ 22 มิถุนายน 2542 โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยไม่ถูกต้องเพราะโจทก์ประกอบธุรกิจเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้วนำมาก่อสร้างอาคารพาณิชย์ให้บุคคลทั่วไปเช่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินกับการรถไฟแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2534 มีกำหนดระยะเวลา23 ปี เพื่อปลูกสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ นำไปจัดหาประโยชน์ โดยมีข้อตกลงว่าบรรดาอาคารสิ่งปลูกสร้างและส่วนควบรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนตรึงอาคารสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในพื้นที่เช่าที่ผู้ปลูกสร้างต่อเติมดัดแปลงหรือติดตั้งขึ้นไม่ว่ากรณีใด ๆก็ตามให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งสิ้นทันทีที่ลงมือปลูกสร้างหรือติดตั้ง หลังจากทำสัญญาดังกล่าวโจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทหาดใหญ่ยูเนี่ยนพัฒนาเฮ้าส์ซิ่ง จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งรัตน์ก่อสร้าง เป็นผู้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ตามแบบที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าจำนวน 56 คูหา เพื่อนำไปให้บุคคลทั่วไปเช่า ระหว่างการก่อสร้างในช่วงเดือนเมษายน2536 โจทก์มีหนังสือไปยังสรรพากรอำเภอสะเดาหารือเกี่ยวกับการเสียภาษีสำหรับธุรกิจที่โจทก์ดำเนินการดังกล่าว โจทก์ได้รับแจ้งว่าโจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อมาเดือนกรกฎาคม 2540 โจทก์ได้รับแจ้งว่า โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เพราะสัญญาเช่าที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารบนที่ดินแล้วให้บรรดาอาคารสิ่งปลูกสร้างทั้งสิ้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยทันที โดยโจทก์ได้รับสิทธิที่จะนำอาคารไปหาประโยชน์จนกว่าจะครบกำหนดสัญญาเช่า จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดพิเศษนอกเหนือจากสัญญาเช่าธรรมดาการโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารและสิ่งปลูกสร้างให้การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงเป็นการขายตามมาตรา 91/1(4) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตราร้อยละ 3ของราคาสิ่งปลูกสร้างตามมาตรา 91/2(6) และมาตรา 91/6(3)แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3(5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 โจทก์เห็นว่าโจทก์เป็นเพียงเจ้าของวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยเท่านั้น โจทก์ไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย เนื่องจากข้อตกลงในสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับการรถไฟแห่งประเทศไทยได้กำหนดให้บรรดาอาคารสิ่งปลูกสร้างและส่วนควบรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยทันทีที่ลงมือปลูกสร้างหรือติดตั้ง ดังนั้น วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการก่อสร้างย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยทันทีที่ทำการก่อสร้างหรือตั้งแต่ยังไม่เป็นอาคารพาณิชย์แต่ละคูหา หลังจากที่โจทก์ทำการก่อสร้างเสร็จก็ไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย จากข้อตกลงในสัญญาดังกล่าว โจทก์ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอาคารพาณิชย์ที่โจทก์ก่อสร้างมาก่อน การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กรรมสิทธิ์ในอาคารพาณิชย์ที่โจทก์ทำการก่อสร้างโดยผลแห่งข้อตกลงในสัญญาเช่า ความเกี่ยวพันระหว่างโจทก์กับการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่เข้าลักษณะเป็นการขายตามมาตรา 91/1(4) แห่งประมวลรัษฎากรที่โจทก์ต้องรับผิดเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ นอกจากนี้พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2535 แต่โจทก์ดำเนินธุรกิจดังกล่าวก่อนพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวใช้บังคับ โดยโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินกับการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2534 และว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2534โดยส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้แก่ผู้รับเหมาเข้าไปดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2534 จำเลยจะนำพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมาใช้บังคับแก่โจทก์มิได้ โจทก์ถูกประเมินเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นการเรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อน โดยโจทก์ถูกประเมินวันที่ 26 มกราคม 2541 เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 3,615,708.11บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 2,539,254.19 บาท (ที่ถูก 2,539,253บาท) เมื่อรวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยไปแล้วกว่า1,000,000 บาท โจทก์ต้องเสียภาษีรวม 7,000,000 บาท ทั้งที่โจทก์มีรายได้จากธุรกิจเพียง 19,000,000 บาท เมื่อคำนวณแล้วโจทก์ชำระภาษีอัตราร้อยละ 37 ของรายได้ทั้งหมด ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่9 900100/6/100017-100019 ลงวันที่ 26 มกราคม 2541ทั้ง 3 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สข/32-34/2542 ลงวันที่ 29 มีนาคม2542

จำเลยให้การว่า โจทก์เช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยวันที่ 8 ตุลาคม 2534 กำหนดเวลาการเช่า 23 ปี เพื่อก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างมีข้อตกลงว่าให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์ก่อสร้างในที่ดินที่โจทก์เช่าตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่โจทก์มีสิทธินำอาคารและสิ่งปลูกสร้างไปให้ผู้อื่นเช่าในระยะเวลาสัญญาเช่า โจทก์ได้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งรัตน์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน 42 หน่วย ราคา 20,500,000 บาทบริษัทหาดใหญ่ยูเนี่ยนพัฒนาเฮ้าส์ซิ่ง จำกัด จำนวน 14 หน่วยราคา 7,303,826 บาท เมื่อก่อสร้างเสร็จโจทก์ส่งมอบอาคารพาณิชย์ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2535 จำนวน14 หน่วย ราคา 7,303,826 บาท วันที่ 10 กันยายน (ที่ถูกพฤศจิกายน)2535 จำนวน 20 หน่วย ราคา 9,761,904.76 บาท และวันที่ 28กรกฎาคม 2538 จำนวน 22 หน่วย ราคา 10,738,095.24 บาทหลังจากนั้นโจทก์นำอาคารพาณิชย์ไปให้ผู้อื่นเช่าหาประโยชน์อาคารดังกล่าวตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่โจทก์เช่าจากการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ดำเนินการก่อสร้างอาคารดังกล่าวเสร็จสิ้นหลังวันที่ 1 มกราคม 2535 และการส่งมอบอาคารถือได้ว่าโจทก์ขายอาคารพาณิชย์ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย และโจทก์ใช้สิทธิตามสัญญานำอาคารไปให้ผู้อื่นเช่าจึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/1(4) แห่งประมวลรัษฎากรประกอบด้วยมาตรา 3(5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหากไม่ชำระภายในกำหนดต้องเสียเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร (ที่ถูกมาตรา 91/21(6)ประกอบด้วยมาตรา 89/1) ขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามโครงการจัดประโยชน์บริเวณย่านสถานีคลองแงะ เมื่อวันที่ 8ตุลาคม 2534 ระหว่างโจทก์กับการรถไฟแห่งประเทศไทยในข้อ 5ที่ระบุว่า ผู้เช่าต้องปลูกสร้างอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และส่วนควบต่าง ๆให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันเริ่มของสัญญานี้...สำหรับระยะเวลาการเช่าที่เหลือผู้ให้เช่ายินยอมให้ผู้เช่านำอาคารไปจัดหาประโยชน์ได้จนกว่าจะครบกำหนดอายุสัญญาเช่า 23 ปีบรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้างและส่วนควบรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆที่เป็นส่วนตรึงอาคาร สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในพื้นที่เช่าที่ผู้ปลูกสร้างต่อเติม ดัดแปลง หรือติดตั้งขึ้นไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าทั้งสิ้นทันทีที่ลงมือปลูกสร้างหรือติดตั้ง...นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยโดยมีข้อตกลงให้โจทก์สร้างอาคารบนที่ดินที่เช่า และให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยทันทีที่ลงมือปลูกสร้างหรือติดตั้งแล้วโจทก์มีสิทธินำอาคารดังกล่าวไปประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับสิทธิที่จะนำอาคารไปหาประโยชน์ได้จนกว่าจะครบอายุสัญญาเช่า 23 ปี พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ใช้สิทธินั้นปลูกสร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นไว้ในที่ดินที่เช่า บรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนตรึงอาคาร สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดหาได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่โจทก์เช่าจากการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 146 การรถไฟแห่งประเทศไทยย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ในบรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนตรึงอาคารสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 144 วรรคสอง แต่การที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กรรมสิทธิ์ในบรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆที่เป็นส่วนตรึงอาคารสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดก็เนื่องมาจากสัญญาเช่าที่โจทก์ตกลงว่าจะให้บรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้างและส่วนควบรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนตรึงอาคาร สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในพื้นที่เช่าที่ผู้ปลูกสร้างต่อเติมดัดแปลง หรือติดตั้งขึ้นไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตามให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าทั้งสิ้นทันทีที่ลงมือปลูกสร้างหรือติดตั้ง อันเป็นการแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในอาคาร สิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าว ซึ่งหากโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วโจทก์ย่อมไม่อาจจะตกลงให้อาคาร สิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่เจ้าของที่ดินในทันทีได้กรณีของโจทก์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ได้จำหน่ายจ่ายโอนอาคารสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวอันเข้าบทนิยามคำว่า "ขาย" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1(4) แล้ว ฉะนั้น การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอาคารที่โจทก์ได้ทำการก่อสร้าง โจทก์จึงไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ และเมื่อไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์จึงไม่เข้าบทนิยามคำว่า "ขาย" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1(4)ได้ จึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้น การที่โจทก์สร้างอาคารและให้บรรดาอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งสิ้นทันทีที่ลงมือปลูกสร้างหรือติดตั้งแล้วโจทก์มีสิทธินำอาคารดังกล่าวไปประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์โดยได้รับสิทธิที่จะนำอาคารไปหาประโยชน์ได้จนกว่าจะครบอายุสัญญาเช่า 23 ปี จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการอันเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2(6) ประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 มาตรา 3(5)ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 นำมาใช้บังคับกับกรณีของโจทก์มิได้นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะทำสัญญาเช่าที่ดินกับการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2534 และได้ว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 22พฤศจิกายน 2534 โดยโจทก์ส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้แก่ผู้รับเหมาเข้าไปดำเนินการก่อสร้าง ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2534 ก็ตามแต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์สร้างอาคารและให้การรถไฟแห่งประเทศไทยตรวจรับในวันที่ 8 กันยายน 2535 วันที่ 10 พฤศจิกายน2535 และวันที่ 28 กรกฎาคม 2538 อันเป็นการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรในช่วงระยะเวลาที่พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

สำหรับที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 3,615,708.11 บาทภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 2,539,254.15 บาท (ที่ถูก 2,539,253 บาท)และเมื่อรวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยเป็นเงินกว่า1,000,000 บาท จึงรวมเป็นภาษีที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยเป็นเงินกว่า7,000,000 บาท ทั้งที่โจทก์มีรายได้จากการประกอบการเพียงประมาณ19,000,000 บาท เมื่อคำนวณแล้วโจทก์ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 37ของรายได้ทั้งหมด อันเป็นการเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อนไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่าการที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน3,615,708.11 บาท หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องโจทก์ต้องอุทธรณ์การประเมินไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยเป็นเงินกว่า 1,000,000 บาท หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องโจทก์ชอบที่จะไปยื่นคำร้องขอภาษีมูลค่าเพิ่มคืนจากจำเลย สำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 2,539,253 บาทเป็นกรณีที่โจทก์ต้องชำระตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจึงหาใช่เป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อนไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 วรรคสอง ม. 146
ป.รัษฎากร ม. 91/1 (4) ม. 91/2 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สู่พัฒนาการก่อสร้างและที่ดิน จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ