คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 882/2544
#99039
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยมีข้อตกลงให้โจทก์สร้างอาคารบนที่ดินที่เช่า และให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยทันทีที่ลงมือปลูกสร้างหรือติดตั้ง แล้วโจทก์มีสิทธินำอาคารดังกล่าวไปประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับสิทธิที่จะนำอาคารไปหาประโยชน์ได้จนกว่าจะครบ อายุสัญญาเช่า 23 ปี ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ใช้สิทธินั้นปลูกสร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นไว้ในที่ดินที่เช่า บรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนตรึงอาคาร สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดหาได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่โจทก์เช่าจากการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 การรถไฟแห่งประเทศไทยย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ในบรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนตรึงอาคาร สิ่งปลูกสร้างทั้งหมด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 วรรคสอง แต่การที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กรรมสิทธิ์ในบรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนตรึงอาคาร สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดก็เนื่องมาจากสัญญาเช่าที่โจทก์ตกลงว่าให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าทั้งสิ้นทันที ที่ลงมือปลูกสร้างหรือติดตั้ง อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในอาคาร สิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าว กรณีดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ได้จำหน่ายจ่ายโอนอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวอันเข้าบทนิยามคำว่า "ขาย" ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/1 (4) แล้ว และเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ อันเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) ประกอบด้วย พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 มาตรา 3 (5) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นด้วย

การที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องโจทก์ต้องอุทธรณ์ การประเมินไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลย หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องโจทก์ชอบที่จะไปยื่นคำร้องขอภาษีมูลค่าเพิ่มคืนจากจำเลย และสำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นกรณีที่โจทก์ต้องชำระตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจึงหาใช่เป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อนไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 9 900100/6/100017-100019 ลงวันที่ 26 มกราคม 2541 ทั้ง 3 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สข/32-34/2542 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2542

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยมีข้อตกลงให้โจทก์สร้างอาคารบนที่ดินที่เช่า และให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยทันทีที่ลงมือปลูกสร้างหรือติดตั้ง แล้วโจทก์มีสิทธินำอาคารดังกล่าวไปประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับสิทธิที่จะนำอาคารไปหาประโยชน์ได้จนกว่าจะครบอายุสัญญาเช่า 23 ปี พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ใช้สิทธินั้นปลูกสร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นไว้ในที่ดินที่เช่า บรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนตรึงอาคาร บรรดาสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดหาได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่โจทก์เช่าจากการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 การรถไฟแห่งประเทศไทยย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ในบรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนตรึงอาคาร สิ่งปลูกสร้างทั้งหมด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 วรรคสอง แต่การที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กรรมสิทธิ์ในบรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนตรึงอาคาร สิ่งปลูกสร้างทั้งหมด ก็เนื่องมาจากสัญญาเช่าที่โจทก์ตกลงว่าจะให้บรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้างและส่วนควบรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนตรึงอาคาร สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในพื้นที่เช่าที่ผู้ปลูกสร้างต่อเติมดัดแปลง หรือติดตั้งขึ้นไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าทั้งสิ้นทันทีที่ลงมือปลูกสร้างหรือติดตั้ง อันเป็นการแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในอาคาร สิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวซึ่งหากโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในอาคาร สิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมไม่อาจจะตกลงให้อาคาร สิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่เจ้าของที่ดินในทันทีได้ กรณีของโจทก์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ได้จำหน่ายจ่ายโอนอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวอันเข้าบทนิยาม คำว่า "ขาย" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) แล้ว ฉะนั้น การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอาคารที่โจทก์ได้ทำการก่อสร้าง โจทก์จึงไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ และเมื่อไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์จึงไม่เข้าบทนิยามคำว่า "ขาย" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ได้ จึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้น การที่โจทก์สร้างอาคารและให้บรรดาอาคาร สิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งสิ้นทันที ที่ลงมือปลูกสร้างหรือติดตั้งแล้วโจทก์มีสิทธินำอาคารดังกล่าวไปประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์โดยได้รับสิทธิที่จะนำอาคารไปหาประโยชน์ได้จนกว่าจะครบอายุสัญญาเช่า 23 ปี จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ อันเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) ประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (5) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

การที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 1,615,708.11 บาท หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องโจทก์ต้องอุทธรณ์การประเมินไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยเป็นเงินกว่า 1,000,000 บาท หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องโจทก์ชอบที่จะไปยื่นคำร้องขอภาษีมูลค่าเพิ่มคืนจากจำเลย สำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 2,539,253 บาท เป็นกรณีที่โจทก์ต้องชำระตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจึงหาใช่เป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อนไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 วรรคสอง ม. 146
ป.รัษฎากร ม. 91/1 (4) ม. 91/2 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสู่พัฒนาการก่อสร้างและที่ดิน จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 881/2544
#36535
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยว่าจ้างโจทก์รักษาความปลอดภัยภายในบริษัทจำเลยต่อมาจำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์ 165,850 บาท ในช่วงดังกล่าวพนักงานของโจทก์กระทำละเมิดโดยขับรถยนต์โตโยต้าของจำเลยชนรถยนต์เบนซ์ภายในบริษัทจำเลย หลังจากเกิดอุบัติเหตุ พนักงานของโจทก์ได้แจ้งเรื่องให้โจทก์จำเลยทราบ ผู้แทนโจทก์ตกลงยินยอมรับผิดชอบในค่าเสียหายของรถยนต์ที่ถูกชน สำหรับรถยนต์โตโยต้าผู้แทนโจทก์ตกลงกับจำเลยว่าจะยินยอมรับเป็นกรรมสิทธิ์ในราคา470,000 บาท ดังนั้น เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นเพราะการทำละเมิดของพนักงานของโจทก์ ซึ่งผู้แทนโจทก์ยอมรับผิดชอบโจทก์จะว่าไม่มีผลผูกพันโจทก์หาได้ไม่ กรณีมิใช่เป็นเรื่องจำเลยแจ้งความประสงค์แห่งข้อเสนอเพียงฝ่ายเดียวให้โจทก์ชดใช้จำเลยจึงนำค่าเสียหายเกี่ยวกับรถยนต์โตโยต้ามาหักกลบลบหนี้ค่าจ้างที่จำเลยค้างชำระได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างให้โจทก์รักษาความปลอดภัยดูแลทรัพย์สินของจำเลย ตกลงชำระค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ82,925 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 10 ของทุกเดือนมีกำหนด3 เดือน โจทก์จัดการรักษาความปลอดภัยให้จำเลยตามสัญญาแล้วแต่จำเลยไม่ชำระค่าจ้างเดือนกุมภาพันธ์ 2540 และมีนาคม 2540ให้แก่โจทก์รวมเป็นเงิน 165,850 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 166,565.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 165,850 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ลูกจ้างของโจทก์ทำความเสียหายแก่จำเลยโดยขับรถยนต์ของจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้เกิดความเสียหายขึ้นและโจทก์ยินยอมที่จะชำระค่าเสียหายให้แก่จำเลย ได้ตกลงให้โจทก์หรือจำเลยขายรถคันดังกล่าวโดยเร็วในราคา 470,000 บาท หากขายไม่ได้ราคาตามที่ตกลงกัน โจทก์จะชดใช้ส่วนที่ขาดแก่จำเลยเต็มตามจำนวนพร้อมทั้งดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร ต่อมาจำเลยขายรถได้ราคา320,000 บาท โจทก์จึงต้องชำระค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน 150,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย 2 เดือน รวมเป็นเงินทั้งหมด 161,358 บาท แต่โจทก์ไม่ชำระจำเลยจึงได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างรักษาความปลอดภัยและขอหักกลบลบหนี้จำนวนดังกล่าวกับเงินค่าจ้างรักษาความปลอดภัยของเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคม 2540 ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์แล้วขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 165,850 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 7เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 715.65 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน14,920 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันว่าจำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์รักษาความปลอดภัยแห่งทรัพย์สินภายในบริษัทจำเลย ต่อมาจำเลยค้างชำระเงินค่าจ้างโจทก์จำนวน 165,850 บาท ในช่วงเวลาดังกล่าว นายอาวุธ เครือสุ่ม พนักงานรักษาความปลอดภัยของโจทก์กระทำละเมิดโดยขับรถยนต์โตโยต้าชนรถยนต์เบนซ์จำนวน 3 คันภายในบริษัทจำเลยเป็นเหตุให้จำเลยต้องเสียหาย ปรากฏรายละเอียดตามบันทึกเอกสารหมาย ล.1 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในชั้นนี้เพียงว่า จำเลยมีสิทธินำค่าเสียหายของรถยนต์โตโยต้าพร้อมดอกเบี้ยรวมจำนวน 150,930 บาท มาหักกลบลบหนี้กับเงินค่าจ้างที่จำเลยค้างชำระจำนวน 165,850 บาท ได้หรือไม่ ได้ความตามบันทึกเอกสารหมาย ล.1ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2539 ว่า หลังจากเกิดอุบัติเหตุ พนักงานของโจทก์ได้แจ้งเรื่องให้โจทก์จำเลยทราบตามหน้าที่ นายประยูร สากุลผู้แทนโจทก์ตกลงยินยอมรับผิดชอบในส่วนของค่าเสียหายของรถยนต์ที่ถูกชนทั้ง 3 คัน สำหรับรถยนต์โตโยต้าผู้แทนโจทก์ได้ตกลงกับจำเลยว่าจะยินยอมรับรถยนต์คันดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ในราคา 470,000 บาททั้งนี้ทางผู้แทนโจทก์จะได้แจ้งให้โจทก์ทราบภายในวันที่ 13 ธันวาคม 2539เห็นว่า ความเสียหายตามบันทึกดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะการทำละเมิดของพนักงานของโจทก์ ซึ่งผู้แทนโจทก์ยอมรับผิดชอบเช่นนี้ โจทก์จะว่าไม่มีผลผูกพันโจทก์หาได้ไม่ กรณีมิใช่เป็นเรื่องจำเลยแจ้งความประสงค์แห่งข้อเสนอเพียงฝ่ายเดียวให้โจทก์ชดใช้ดังโจทก์ฎีกาอ้าง การกระทำของโจทก์ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อบรรเทาความขัดแย้งต่อกัน อันเป็นผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจการค้าหรือไม่ก็ตาม ย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป แม้จะได้ความตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ แต่การที่ผู้แทนโจทก์ยินยอมรับรถยนต์โตโยต้าเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ในราคา 470,000 บาทย่อมมีผลผูกพันโจทก์อันเป็นเหตุให้จำเลยนำค่าเสียหายเกี่ยวกับรถยนต์โตโยต้ามาหักกลบลบหนี้ค่าจ้างที่จำเลยค้างชำระได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไลฟ์ การ์ด จำกัด
จำเลย — บริษัท เอม มอเตอร์ สปอร์ต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 878/2544
#40505
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาบริการรักษาความปลอดภัยกับบริษัท อ. โดยยินยอมชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัท อ. ในกรณีที่ทรัพย์สินสูญหายเนื่องจากการโจรกรรม ดังนั้น เมื่อทรัพย์สินของบริษัท อ. สูญหายไปเนื่องจากการโจรกรรม จำเลยจึงต้องรับผิดต่อบริษัท อ. ตามสัญญา เมื่อทรัพย์สินที่สูญหายเป็นทรัพย์สินที่บริษัท อ. ได้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ และโจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัท อ. ไปแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิของบริษัท อ. เรียกร้องเอาจากจำเลยตามสัญญาบริการรักษาความปลอดภัยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยโจรกรรมจากบริษัทออดิโอ เชนจำกัด ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเซ็นทรัล ออดิโอ เชน จำกัดในวงเงิน 500,000 บาท เมื่อเดือนธันวาคม 2538 บริษัทออดิโอ เชนจำกัด ได้ทำสัญญากับจำเลย โดยจำเลยตกลงรับจ้างบริการรักษาความปลอดภัยให้แก่บริษัทออดิโอ เชน จำกัด เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม2539 ได้มีคนร้ายเข้าไปโจรกรรมทรัพย์สินของบริษัทออดิโอ เชนจำกัด มูลค่า 69,260 บาท บริษัทออดิโอ เชน จำกัด แจ้งให้จำเลยทราบ แต่จำเลยไม่ชดใช้ค่าเสียหาย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย และเป็นผู้รับช่วงสิทธิจากบริษัทออดิโอ เชน จำกัด ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 67,983.55 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 64,260 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยทรัพย์สินจากการโจรกรรมไว้จากบริษัทออดิโอ เชน จำกัด ซึ่งได้ทำสัญญาบริการรักษาความปลอดภัยกับจำเลย โจทก์ไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิตามกฎหมายเพราะโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยหรือผู้ประกันความเสียหายตามสัญญาโจทก์ จำเลยอยู่ในฐานะผู้ประกันของบริษัทออดิโอ เชนจำกัด ตามสัญญาเหมือนกัน จำเลยไม่ใช่ผู้ทำให้เกิดความเสียหายที่โจทก์จะรับช่วงสิทธิเพื่อมาเรียกร้องเอากับจำเลยได้ โจทก์จะรับช่วงสิทธิของบริษัทออดิโอ เชน จำกัด ก็เฉพาะในการเรียกร้องกับผู้ทำให้เกิดความเสียหายคือ บุคคลภายนอก ผู้ร้อง หรือผู้โจรกรรมเท่านั้น จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน67,983.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน64,260 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญารับจ้างบริการรักษาความปลอดภัยให้แก่บริษัทออดิโอ เชน จำกัดโดยมีข้อตกลงว่า หากทรัพย์สินของบริษัทออดิโอ เชน จำกัดสูญหายเนื่องจากการโจรกรรม จำเลยจะรับผิดชอบในความเสียหายดังกล่าว โจทก์รับประกันภัยโจรกรรมจากบริษัทออดิโอ เชน จำกัดระหว่างเวลากรมธรรม์มีผลคุ้มครองได้มีคนร้ายเข้าไปโจรกรรมทรัพย์สินของบริษัทออดิโอ เชน จำกัด โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้บริษัทออดิโอ เชน จำกัด แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่าการรับช่วงสิทธิของผู้รับประกันภัยของโจทก์มีได้เฉพาะกับบุคคลภายนอก จำเลยมิใช่ผู้ทำให้เกิดความเสียหาย โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะรับช่วงสิทธิของบริษัทออดิโอเชน จำกัด ในการเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 880 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าความวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้นเพราะการกระทำของบุคคลภายนอกไซร้ ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจำนวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น" ตามบทบัญญัติดังกล่าว เป็นการห้ามมิให้ผู้เอาประกันภัยใช้สิทธิเรียกค่าทดแทนต่อบุคคลภายนอกในเมื่อตนได้รับค่าทดแทนจากผู้ประกันภัยแล้วแต่เพื่อมิให้บุคคลภายนอกที่ทำความเสียหายขึ้นหลุดพ้นจากความรับผิดลอย ๆ กฎหมายจึงบัญญัติให้สิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะเรียกร้องเอาจากบุคคลภายนอกนั้น ตกไปเป็นของผู้รับประกันภัยโดยวิธีการที่เรียกว่ารับช่วงสิทธิโดยสิทธิของผู้เอาประกันภัยอันมีต่อผู้ทำความเสียหายนั้น อาจเป็นสิทธิเรียกร้องฐานละเมิด หรืออาจเป็นสิทธิตามสัญญาก็ได้ และผู้รับประกันภัยจะรับช่วงสิทธิก็ต่อเมื่อได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว จากข้อเท็จจริงคดีนี้ตามสัญญาบริการรักษาความปลอดภัย ข้อ 12 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "ผู้รับจ้าง (จำเลย)จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ว่าจ้าง (ผู้เอาประกันภัย)หากทรัพย์สินของผู้ว่าจ้าง เกิดการสูญหาย และ/หรือเสียหายโดยการโจรกรรมที่ปรากฏร่องรอย เจาะ ตัด งัดแงะ หรือทำลายเครื่องกีดขวาง และมีหลักฐานพิสูจน์ได้ชัดเจน" และข้อ 14วรรคหนึ่ง ระบุว่า "การชดใช้ค่าเสียหาย ผู้รับจ้างจะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ว่าจ้างในกรณีที่ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และอยู่ในความรับผิดชอบของผู้รับจ้างตามสัญญานี้โดยจะจ่ายให้ตามราคาทุนหรือราคาที่แท้จริงของทรัพย์สินที่เกิดการสูญหายหรือเสียหาย และอยู่ในวงเงินไม่เกิน 100,000บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) ต่อกรณี" ถือได้ว่าเป็นสัญญาที่จำเลยตกลงทำสัญญาโดยระบุความรับผิดชอบและยินยอมชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัทออดิโอ เชน จำกัด (ผู้เอาประกันภัย) ในกรณีที่ทรัพย์สินสูญหายเนื่องจากการโจรกรรม ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าทรัพย์สินของบริษัทออดิโอ เชน จำกัด (ผู้เอาประกันภัย) ได้สูญหายไปเนื่องจากมีคนร้ายเข้าไปโจรกรรมภายในระยะเวลาที่สัญญารักษาความปลอดภัยดังกล่าวยังมีผลใช้บังคับ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อบริษัทออดิโอ เชน จำกัด (ผู้เอาประกันภัย) ตามสัญญา และเนื่องจากทรัพย์สินที่สูญหายดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ได้เอาประกันภัยไว้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้วโจทก์จึงย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยอันมีต่อผู้กระทำความเสียหาย โดยเรียกร้องเอาจากจำเลยตามสัญญาบริการรักษาความปลอดภัยได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซันอัลลายแอนซ์ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัท แม็กซิม่า เซฟตี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 878/2544
#98640
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 880 เป็นการห้ามมิให้ผู้เอาประกันภัยใช้สิทธิเรียกค่าทดแทนต่อบุคคลภายนอก ในเมื่อตนได้รับค่าทดแทนจากผู้รับประกันภัยแล้ว แต่เพื่อมิให้บุคคลภายนอกที่ทำความเสียหายขึ้นหลุดพ้นจากความรับผิดไปลอย ๆ กฎหมายจึงบัญญัติให้สิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะเรียกร้องเอาจากบุคคลภายนอกนั้น ตกไปเป็นของผู้รับประกันภัยโดยวิธีการที่เรียกว่ารับช่วงสิทธิ โดยสิทธิของผู้เอาประกันภัยอันมีต่อผู้ทำความเสียหายนั้นอาจเป็นสิทธิเรียกร้องฐานละเมิดหรืออาจเป็นสิทธิตามสัญญาก็ได้ และผู้รับประกันภัยจะรับช่วงสิทธิก็ต่อเมื่อได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว

ทรัพย์สินของบริษัท อ. สูญหายไปเนื่องจากการโจรกรรม และจำเลยต้องรับผิดต่อบริษัท อ. ตามสัญญาบริการรักษาความปลอดภัยที่ทำไว้ เมื่อทรัพย์สินที่สูญหายดังกล่าว บริษัท อ. ได้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ และโจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัท อ. ไปแล้ว โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิของบริษัท อ. เรียกร้องเอาจากจำเลยตามสัญญาบริการรักษาความปลอดภัยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 แม้จำเลยจะมิใช่ผู้ทำละเมิดโดยตรงก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๖๗,๙๘๓.๕๕ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๔,๒๖๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน โจทก์และจำเลยร่วมกันแถลงว่า จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องทุกประการ แต่ขอต่อสู้เพียงประการเดียวว่าโจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิตามกฎหมาย และมีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้หรือไม่

โจทก์และจำเลยไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๗,๙๘๓.๕๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๔,๒๖๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลโดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญารับจ้างบริการรักษาความปลอดภัยให้แก่บริษัทออดิโอ เชน จำกัด โดยมีข้อตกลงว่า หากทรัพย์สินของบริษัทออดิโอ เชน จำกัด สูญหายเนื่องจากการโจรกรรม จำเลยจะรับผิดชอบในความเสียหายดังกล่าว โจทก์รับประกันภัยโจรกรรมจากบริษัทออดิโอ เชน จำกัด ระหว่างเวลากรมธรรม์มีผลคุ้มครอง ได้มีคนร้ายเข้าไปโจรกรรมทรัพย์สินของบริษัทออดิโอ เชน จำกัด โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้บริษัทออดิโอ เชน จำกัด แล้วที่จำเลยฎีกาว่า การรับช่วงสิทธิของผู้รับประกันภัยของโจทก์มีได้เฉพาะกับบุคคลภายนอก จำเลยมิใช่ผู้ทำให้เกิดความเสียหาย โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะรับช่วงสิทธิของบริษัทออดิโอ เชน จำกัด ในการเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยนั้น เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา ๘๘๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าความวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้นเพราะการกระทำของบุคคลภายนอกไซร้ ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจำนวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น" ตามบทบัญญัติดังกล่าว เป็นการห้ามมิให้ผู้เอาประกันภัยใช้สิทธิเรียกค่าทดแทนต่อบุคคลภายนอกในเมื่อตนได้รับค่าทดแทนจากผู้รับประกันภัยแล้ว แต่เพื่อมิให้บุคคลภายนอกที่ทำความเสียหายขึ้นหลุดพ้นจากความรับผิดไปลอย ๆ กฎหมายจึงบัญญัติให้สิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะเรียกร้องเอาจากบุคคลภายนอกนั้น ตกไปเป็นของผู้รับประกันภัยโดยวิธีการที่เรียกว่ารับช่วงสิทธิ โดยสิทธิของผู้เอาประกันภัยอันมีต่อผู้ทำความเสียหายนั้นอาจเป็นสิทธิเรียกร้องฐานละเมิด หรืออาจเป็นสิทธิตามสัญญาก็ได้ และผู้รับประกันภัยจะรับช่วงสิทธิก็ต่อเมื่อได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว จากข้อเท็จจริงคดีนี้ จำเลยตกลงทำสัญญาบริการรักษาความปลอดภัย โดยระบุความรับผิดชอบและยินยอมชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัทออดิโอ เชน จำกัด (ผู้เอาประกันภัย) ในกรณีที่ทรัพย์สินสูญหายเนื่องจากการโจรกรรม ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าทรัพย์สินของบริษัทออดิโอ เชน จำกัด (ผู้เอาประกันภัย) ได้สูญหายไปเนื่องจากมีคนร้ายเข้าไปโจรกรรม ภายในระยะเวลาที่สัญญารักษาความปลอดภัยดังกล่าวยังมีผลใช้บังคับ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อบริษัทออดิโอ เชน จำกัด (ผู้เอาประกันภัย) ตามสัญญา และเนื่องจากทรัพย์สินที่สูญหายดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ได้เอาประกันภัยไว้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว โจทก์จึงย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยอันมีต่อผู้กระทำความเสียหาย โดยเรียกร้องเอาจากจำเลยตามสัญญาบริการรักษาความปลอดภัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซันอัลลายแอนซ์ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทแม็กซิม่า เซฟตี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายทวีศักดิ์ ทองภักดี
ศาลอุทธรณ์ — นายวิบูลย์ มีอาสา
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2544
#36437
เปิดฉบับเต็ม

ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ในชื่อค่าครองชีพ แม้จะไม่เรียกว่าค่าจ้าง แต่ก็มิใช่สาระสำคัญที่จะถือว่าเป็นค่าจ้างหรือไม่ เมื่อเป็นเงินที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายให้แก่โจทก์เป็นประจำจำนวนแน่นอนโดยไม่ต้องนำใบเสร็จค่าน้ำมันมาเบิก อันเป็นการจ่ายให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และจำเลยจ่ายให้เพื่อเป็นการชดเชยค่าน้ำมันรถยนต์ให้แก่ผู้บริหารที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อการงานของจำเลยอันเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์ ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์จึงเป็นค่าจ้าง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 2

จำเลยออกประกาศจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์ให้แก่ผู้บริหารอันเป็นประกาศที่จำเลยกำหนดขึ้นฝ่ายเดียว แต่ประกาศดังกล่าวเป็นคุณแก่ลูกจ้าง จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีผลบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20การที่จำเลยออกประกาศลดค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหาร และออกประกาศเลิกจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารเพียงฝ่ายเดียวแม้โจทก์และลูกจ้างของจำเลยมิได้คัดค้าน แต่ก็มิได้ยินยอมให้จำเลยลดหรือเลิกการจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหาร ประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวขัดแย้งกับประกาศเดิมและไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าย่อมไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารตามข้อตกลงเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2528 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งทนายความ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 52,632 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 5,000 บาท ระหว่างทำงานตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2540 ถึงเดือนธันวาคม 2540 จำเลยชำระค่าครองชีพให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนยังขาดอยู่เป็นเงิน 24,000 บาทและเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2541 จำเลยเลิกจ้างโจทก์และจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนยังขาดอยู่เป็นเงิน 24,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น48,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เข้าทำงานและมีตำแหน่งตามฟ้อง ได้รับเงินเดือนเดือนละ 52,632 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 1,000 บาทนอกจากนี้ยังไม่รับค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารอีกเดือนละ 4,000 บาทโดยจำเลยนำค่าน้ำมันรถยนต์ไปลงไว้ในค่าครองชีพด้วยและจะจ่ายพร้อมกับเงินเดือนของแต่ละเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2540 จำเลยได้ประกาศลดค่าน้ำมันรถยนต์ลงจากเดิมคงเหลือเดือนละ2,000 บาท ซึ่งโจทก์ไม่คัดค้าน ต่อมาเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2540 จำเลยประกาศยกเลิกการจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์ ซึ่งโจทก์ไม่คัดค้าน เงินค่าน้ำมันรถยนต์จึงไม่ใช่เงินค่าครองชีพ และไม่ใช่ค่าจ้าง ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม2540 กระทรวงการคลังมีคำสั่งปิดกิจการจำเลยเป็นการถาวร และแต่งตั้งคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.)เข้าดำเนินกิจการแทน มีผลให้จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 เป็นต้นไป จำเลยได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกเงินตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจเงินทุนเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2528 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งทนายความประจำฝ่ายกฎหมาย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการระดับ 15 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 56,636 บาทค่าครองชีพเดือนละ 1,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2539 จำเลยได้ประกาศให้เงินช่วยเหลือค่าน้ำมันรถยนต์แก่ผู้บริหารที่นำรถยนต์ส่วนตัวมาใช้งานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.1 โจทก์มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับ 15 จะได้รับค่าน้ำมันรถยนต์เดือนละ 4,000 บาท โดยจ่ายรวมอยู่ในค่าครองชีพ ครั้นปี 2540 จำเลยประสบกับภาวะเศรษฐกิจ จึงประกาศลดค่าน้ำมันรถยนต์ลงจากเดือนละ 4,000 บาท เหลือเดือนละ 2,000 บาทตามประกาศฉบับลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2540 เอกสารหมาย ล.2 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไป ต่อมาจำเลยได้มีประกาศฉบับลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ตามเอกสารหมาย ล.3 ให้ยกเลิกการให้ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหาร มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไป โจทก์จึงคงได้รับเฉพาะค่าครองชีพเดือนละ 1,000 บาทเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2540 กระทรวงการคลังได้มีคำสั่งปิดกิจการของจำเลยเป็นการถาวร จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 โดยจ่ายค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ซึ่งคำนวณจากฐานเงินเดือนเดือนละ 52,632 บาท และค่าครองชีพเดือนละ 1,000 บาทเป็นเงิน 321,792 บาท ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย จ.6ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จำเลยจ่ายให้โจทก์นั้นเป็นค่าจ้างต้องนำไปเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยจำเลยจึงจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ขาดไปจำนวน 24,000 บาท ส่วนการที่จำเลยประกาศลดและยกเลิกค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารนั้น โจทก์มิได้ตกลงด้วย การประกาศลดและยกเลิกค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารจึงไม่มีผลจำเลยต้องจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงเดิมซึ่งจ่ายขาดไปจำนวน 24,000บาท พิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยที่จ่ายขาดจำนวน 24,000 บาท ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จ่ายขาดจำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 10,061.10 บาท รวม 58,061.10 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นค่าจ้างค้าง 24,000 บาทและอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าชดเชย 24,000 บาท นับแต่วันฟ้อง(วันที่ 31 มีนาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จำเลยจ่ายแก่โจทก์นั้นเป็นค่าจ้างหรือไม่ และต้องนำไปเป็นฐานคำนวณค่าชดเชยหรือไม่ เห็นว่าประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน2515 ข้อ 2 บัญญัติว่า "ค่าจ้าง หมายความว่า เงินหรือเงินและสิ่งของที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานหรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และหมายความรวมถึงเงินหรือเงินและสิ่งของที่จ่ายให้ในวันหยุดซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานและในวันลาด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกำหนด คำนวณหรือจ่ายเป็นการตอบแทนในวิธีอย่างไร และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร" บทบัญญัติดังกล่าวมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อแรก ค่าจ้างนั้นมิได้คำนึงว่าจะมีชื่อเรียกว่าอย่างไร ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีวิธีการจ่ายโดยกำหนดหรือคำนวณอย่างไรข้อที่สองค่าจ้างนั้นต้องเป็นเงินหรือเงินและสิ่งของที่นายจ้างจ่ายให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ลูกจ้าง มิใช่จ่ายผ่านมือลูกจ้างไปยังผู้อื่น และข้อที่สามค่าจ้างนั้นนายจ้างจ่ายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ในชื่อค่าครองชีพ แม้จะไม่เรียกว่าค่าจ้าง แต่ก็มิใช่สาระสำคัญที่จะวินิจฉัยว่าเป็นค่าจ้างหรือไม่ ตามหลักเกณฑ์ข้อแรก ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารนั้นเป็นเงินที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายให้แก่โจทก์เป็นประจำจำนวนแน่นอน โดยไม่ต้องนำใบเสร็จค่าน้ำมันมาเบิกอันเป็นการจ่ายให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามหลักเกณฑ์ข้อที่สองและจำเลยจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารตามเอกสารหมาย ล.1 เพื่อเป็นการชดเชยค่าน้ำมันรถยนต์ให้แก่ผู้บริหารที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อการงานของจำเลยอันเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์ตามหลักเกณฑ์ข้อที่สาม ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์จึงเป็นค่าจ้าง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานและต้องนำมาเป็นฐานเพื่อคำนวณค่าชดเชย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสองของจำเลยว่า จำเลยต้องจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่เห็นว่า จำเลยออกประกาศเอกสารหมาย ล.1 จ่ายค่าน้ำมันรถยนต์ให้แก่ผู้บริหาร อันเป็นประกาศที่จำเลยกำหนดขึ้นฝ่ายเดียว แต่ประกาศดังกล่าวนี้เป็นคุณแก่ลูกจ้าง จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีผลบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 20 การที่จำเลยออกประกาศลดค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารตามเอกสารหมาย ล.2 และออกประกาศเลิกจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารตามเอกสารหมาย ล.3 เพียงฝ่ายเดียว แม้โจทก์และลูกจ้างของจำเลยจะมิได้คัดค้าน แต่ก็มิได้ตกลงยินยอมให้จำเลยลดหรือเลิกการจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารดังกล่าว ประกาศของจำเลยทั้งสองฉบับดังกล่าวขัดแย้งกับประกาศเอกสารหมาย ล.1และไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า ย่อมไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารจำนวนตามข้อตกลงเดิมที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชัยยุทธ มังกรงาม
จำเลย — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2544
#69175
เปิดฉบับเต็ม

ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ในชื่อค่าครองชีพ เมื่อเป็นเงินที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายให้แก่โจทก์เป็นประจำจำนวนแน่นอนโดยไม่ต้องนำใบเสร็จค่าน้ำมันมาเบิก อันเป็นการจ่ายให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และจำเลยจ่ายให้เพื่อเป็นการชดเชยค่าน้ำมันรถยนต์ให้แก่ผู้บริหารที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว เพื่อการงานของจำเลยอันเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์ ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์จึงเป็นค่าจ้าง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 2

จำเลยออกประกาศจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์ให้แก่ผู้บริหารอันเป็นประกาศที่จำเลยกำหนดขึ้นฝ่ายเดียว แต่ประกาศดังกล่าวเป็นคุณแก่ลูกจ้าง จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีผลบังคับใช้ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20

การที่จำเลยออกประกาศลดค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารและออกประกาศเลิกจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารเพียงฝ่ายเดียว แม้โจทก์และลูกจ้างของจำเลยมิได้คัดค้าน แต่โจทก์และลูกจ้างก็มิได้ยินยอมให้จำเลยลดหรือเลิกการจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหาร ประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวขัดแย้งกับประกาศเดิมและไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าย่อมไม่มีผลใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จำเลยจ่ายให้โจทก์นั้นเป็นค่าจ้างต้องนำไปเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยจำเลยจึงจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ขาดไปจำนวน 24,000 บาท ส่วนการที่จำเลยประกาศลดและยกเลิกค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารนั้น โจทก์มิได้ตกลงด้วย การประกาศลดและยกเลิกค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารจึงไม่มีผล จำเลยต้องจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงเดิมซึ่งจ่ายขาดไปจำนวน 24,000 บาท พิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยที่จ่ายขาดจำนวน 24,000 บาท ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จ่ายขาดจำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 10,061.10 บาท รวม 58,061.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นค่าจ้างค้าง 24,000 บาท และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าชดเชย 24,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 31 มีนาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงานลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 2 บัญญัติว่า "ค่าจ้าง หมายความว่า เงินหรือเงินและสิ่งของที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานหรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และหมายความรวมถึงเงินหรือเงินและสิ่งของที่จ่ายให้ในวันหยุดซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานและในวันลาด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกำหนด คำนวณ หรือจ่ายเป็นการตอบแทนในวิธีอย่างไร และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร" บทบัญญัติดังกล่าวมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อแรก ค่าจ้างนั้นมิได้คำนึงว่าจะมีชื่อเรียกว่าอย่างไร ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีวิธีการจ่ายโดยกำหนดหรือคำนวณอย่างไร ข้อที่สองค่าจ้างนั้นต้องเป็นเงินหรือเงินและสิ่งของที่นายจ้างจ่ายให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ลูกจ้าง มิใช่จ่ายผ่านมือลูกจ้างไปยังผู้อื่น และข้อที่สาม ค่าจ้างนั้นนายจ้างจ่ายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ในชื่อค่าครองชีพ แม้จะไม่เรียกค่าจ้าง แต่ก็มิใช่สาระสำคัญที่จะวินิจฉัยว่าเป็นค่าจ้างหรือไม่ ตามหลักเกณฑ์ข้อแรก ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารนั้นเป็นเงินที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างให้แก่โจทก์เป็นประจำ จำนวนแน่นอน โดยไม่ต้องนำใบเสร็จค่าน้ำมันมาเบิก อันเป็นการจ่ายให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามหลักเกณฑ์ข้อที่สอง และจำเลยจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหาร เพื่อเป็นการชดเชยค่าน้ำมันรถยนต์ให้แก่ผู้บริหารที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อการงานของจำเลยอันเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์ตามหลักเกณฑ์ข้อที่สาม ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์จึงเป็นค่าจ้าง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน และต้องนำมาเป็นฐานเพื่อคำนวณค่าชดเชย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสองของจำเลยว่าจำเลยต้องจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยออกประกาศจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์ให้แก่ผู้บริหาร อันเป็นประกาศที่จำเลยกำหนดขึ้นฝ่ายเดียว แต่ประกาศดังกล่าวนี้เป็นคุณแก่ลูกจ้าง จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีผลบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 การที่จำเลยออกประกาศลดค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารและออกประกาศเลิกจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารเพียงฝ่ายเดียว แม้โจทก์และลูกจ้างของจำเลยจะมิได้คัดค้าน แต่ก็มิได้ตกลงยินยอมให้จำเลยลดหรือเลิกการจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารดังกล่าว ประกาศของจำเลยทั้งสองฉบับดังกล่าวขัดแย้งกับประกาศและไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าย่อมไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารจำนวนตามข้อตกลงเดิม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2515
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยยุทธ มังกรงาม
จำเลย — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนพรัตน์ สุพันธ์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 874/2544
#36436
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานประกอบโรคศิลปะสาขาเวชกรรมโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 มาตรา 11 มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511 มาตรา 21 จึงถือว่าความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะพ.ศ. 2479 ในส่วนที่เกี่ยวกับสาขาเวชกรรมถูกยกเลิกแล้วโดยพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511 การที่โจทก์อ้างกฎหมายที่ถูกยกเลิกแล้วมาขอให้ลงโทษจำเลย มีผลเท่ากับโจทก์ไม่ได้อ้างกฎหมายอันใดมาเลย ไม่ใช่เรื่องอ้างบทกฎหมายผิด ศาลจะพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบโรคศิลปะสาขาเวชกรรม โดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะจากคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ ตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 โดยตั้งชื่อร้านว่า "คลีนิคชุมชนการแพทย์"ตั้งอยู่ตึกแถวเลขที่ 25/18-19 ถนนกะโรม ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและจำเลยทั้งสองร่วมกันทำให้นางสาวรัชดา บุญคง หรือนางสาวอัยณีนิสาแล แท้งลูกโดยทำให้ลูกในครรภ์ของนางสาวรัชดาออกมาในลักษณะไม่มีชีวิต โดยนางสาวรัชดาให้ความยินยอมให้จำเลยทั้งสองทำให้แท้งลูกได้เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองและนางสาวรัชดาได้พร้อมยึดเครื่องมือและอุปกรณ์เคมีภัณฑ์ทางการแพทย์14 รายการ ซึ่งเป็นเครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83, 91, 302 พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะพ.ศ. 2479 มาตรา 11, 21 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 302 วรรคแรก, 83 พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 มาตรา 11(4), 21 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต จำคุกคนละ6 เดือน ฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม จำคุกคนละ 1 ปีรวมจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าศาลจะลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดต่อพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479มาตรา 11, 21 ข้อหาร่วมกันประกอบโรคศิลปะสาขาเวชกรรมโดยฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ขณะจำเลยทั้งสองกระทำผิดพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรมพ.ศ. 2511 ประกาศใช้แล้วซึ่งตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่าบรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน ซึ่งมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรมพ.ศ. 2511 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือแสดงด้วยวิธีใด ๆ ว่า พร้อมที่จะประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากคณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้เว้นแต่ จึงเห็นได้ว่าความผิดข้อหาประกอบโรคศิลปะสาขาเวชกรรมโดยฝ่าฝืนกฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 มาตรา 11 มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511 มาตรา 21 จึงถือว่าความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 ในส่วนที่เกี่ยวกับเวชกรรมถูกยกเลิกแล้วโดยพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511 การที่โจทก์อ้างกฎหมายที่ยกเลิกแล้วมาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองนั้น มีผลเท่ากับโจทก์ไม่ได้อ้างกฎหมายอันใดมาเลยไม่ใช่เรื่องอ้างบทกฎหมายผิดศาลจะพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 ไม่ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2479 คงจำคุกจำเลยทั้งสองไว้มีกำหนดคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.ควบคุมการประกอบโรคศิลป พ.ศ.2479 ม. 11 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นางสาว นฤมล ขุนบุญจันทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 874/2544
#68732
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานประกอบโรคศิลปะ สาขาเวชกรรมโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตาม พ.ร.บ. ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 มาตรา 11 มีบัญญัติไว้แล้วใน พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511 มาตรา 21 จึงถือว่าความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 ในส่วนที่เกี่ยวกับสาขาเวชกรรมถูกยกเลิกแล้วโดย พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511 การที่โจทก์อ้างกฎหมายที่ถูกยกเลิกแล้วมาขอให้ลงโทษจำเลย มีผลเท่ากับโจทก์ไม่ได้อ้างกฎหมายอันใดมาเลย ไม่ใช่เรื่องอ้างบทกฎหมายผิด ศาลจะพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 ไม่ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 33 , 83 , 91 , 302 พ.ร.บ. ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 มาตรา 11 , 21 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 302 วรรคแรก , 83 พ.ร.บ. ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 มาตรา 11 (4) , 21 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่เห็นสมควรวินิจฉัยว่า ศาลจะลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดต่อ พ.ร.บ. ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 มาตรา 11 , 21 ข้อหาร่วมกันประกอบโรคศิลปะ สาขาเวชกรรม โดยฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ขณะจำเลยทั้งสองกระทำผิด พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511 ประกาศใช้แล้ว ซึ่งตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่าบรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน ซึ่งมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือแสดงด้วยวิธีใด ๆ ว่า พร้อมที่จะประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากคณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่? จึงเห็นได้ว่าความผิดข้อหาประกอบโรคศิลปะ สาขาเวชกรรม โดยฝ่าฝืนกฎหมายตาม พ.ร.บ. ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 มาตรา 11 มีบัญญัติไว้แล้วใน พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511 มาตรา 21 จึงถือว่าความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 ในส่วนที่เกี่ยวกับเวชกรรมถูกยกเลิกแล้วโดย พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511 การที่โจทก์อ้างกฎหมายที่ยกเลิกแล้วมาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองนั้น มีผลเท่ากับโจทก์ไม่ได้อ้างกฎหมายอันใดมาเลย ไม่ใช่เรื่องอ้างบทกฎหมายผิด ศาลจะพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 ไม่ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 คงจำคุกจำเลยทั้งสองไว้มีกำหนดคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (6) ม. 192 ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.ควบคุมการประกอบโรคศิลป พ.ศ.2479 ม. 11
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2511 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นางสาวนฤมล ขุนบุญจันทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายโกสินทร์ ฤทธิรงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภาติยะ ดวงมณี
ชื่อองค์คณะ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 873/2544
#35099
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์กับจำเลยยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มที่เจ้าพนักงานออกให้แก่จำเลยเป็นสิทธิบัตรที่สมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตรฯ หรือไม่ และการกระทำของโจทก์ เป็นการละเมิดสิทธิของจำเลยผู้ทรงสิทธิบัตรหรือไม่ การที่จำเลยนำ เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปยึดวัสดุรับแรงกระแทกที่โจทก์นำมาใช้งาน ตลอดมา ทั้ง ๆ ที่เจ้าพนักงานตำรวจ ก็ได้ยึดวัสดุรองรับแรงกระแทก ไปเป็นพยานหลักฐานบ้างแล้ว ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยจะกระทำซ้ำ หรือกระทำต่อไปอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ ถ้าหากข้อเท็จจริง ได้ความเป็นที่ยุติว่าสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของจำเลยเป็นสิทธิบัตรที่ ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือโจทก์มิได้ละเมิดสิทธิของจำเลยดังกล่าว โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายดังที่โจทก์บรรยายมาในคำขอคุ้มครองชั่วคราว ระหว่างพิจารณา โจทก์จึงชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจค้น และยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกของโจทก์ในสถานที่ก่อสร้างได้ตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฯ มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255(2)

แต่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มีคำสั่งห้ามจำเลยดำเนินคดีอาญาข้อหาละเมิดสิทธิบัตรเพื่อนำชี้ให้ เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการตรวจค้นและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทก ของโจทก์นั้น อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนไปได้ว่าศาลมีคำสั่งห้าม จำเลยไม่ให้ดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ ซึ่งสิทธิในการดำเนินคดีข้อหา ดังกล่าวยังคงเป็นสิทธิของจำเลยตราบเท่าที่สิทธิบัตรของจำเลย ยังไม่ถูกเพิกถอน จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเป็นว่าไม่ห้ามจำเลย ดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ในข้อหาดังกล่าว แต่ห้ามชั่วคราวมิให้จำเลย นำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปทำการตรวจค้นและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทก ของโจทก์ในสถานที่ก่อสร้างก่อนพิพากษาคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของจำเลยตามคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 044704 ทะเบียนเลขที่ 9433 ซึ่งเป็นสิทธิบัตรที่ออกให้แก่จำเลยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการประดิษฐ์ดังกล่าวมิใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ไม่ใช่การประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และเป็นการประดิษฐ์ที่ไม่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรมได้ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ขอให้จำเลยหยุดถือสิทธิหรือห้ามจำเลยใช้หรือแอบอ้างสิทธิบัตรดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการประกาศโฆษณาเผยแพร่หรือกระทำการใด ๆ เพื่อให้สาธารณชนหลงผิดว่าจำเลยพึงได้รับสิทธิบัตรนั้น รวมทั้งห้ามจำเลยสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้แก่โจทก์ โดยการเข้าไปหรือนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มในบริเวณก่อสร้างที่โจทก์รับเหมาตอกเสาเข็มหรือในบริเวณที่ทำการของโจทก์ในระหว่างพิจารณาคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ให้จำเลยหยุดใส่ความโจทก์ต่อสาธารณะชนว่าละเมิดสิทธิบัตรไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในระหว่างพิจารณาคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด และให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิบัตรเลขที่ 9433 ไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดีนี้จนกว่าคดีจะถึงที่สุดโดยให้แจ้งคำสั่งไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นและให้จำเลยประกาศโฆษณาคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรทะเบียนเลขที่ 9433 ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและเดลินิวส์หรืออื่น ๆ ที่จำหน่ายทั่วราชอาณาจักรไม่น้อยกว่า 2 ฉบับ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือมิฉะนั้นกำหนดให้โจทก์ลงประกาศโฆษณาแทนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาว่าการที่จำเลยได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มโดยไม่ชอบดังฟ้องนั้น จำเลยใช้สิทธิอันเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ด้วยการไปร้องทุกข์ต่อสำนักงานสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจกล่าวหาว่าโจทก์ละเมิดสิทธิบัตรของจำเลยซึ่งเป็นความเท็จ นอกจากนี้จำเลยได้นำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปในสถานที่ก่อสร้างที่โจทก์รับเหมาตอกเสาเข็มคือ โครงการรถไฟฟ้าใต้ดินเฉลิมรัชมงคล โครงการทางด่วนขั้นที่ 3 บริเวณแยกเกษตร- ถนนนวมินทร์โครงการอาคารกลุ่มทางสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตทำการตรวจค้นและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มไปจำนวนมากรวมทั้งข่มขู่คนงานของโจทก์ไม่ให้ตอกเสาเข็มและข่มขู่ผู้ว่าจ้างโจทก์มิให้ว่าจ้างโจทก์ทำงาน อันทำให้การทำงานของโจทก์ที่ได้รับเหมาตอกเสาเข็มต้องหยุดชะงัก ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อย่างมาก เพราะโจทก์ต้องถูกผู้ว่าจ้างปรับเป็นรายวัน โดยปัจจุบันโจทก์ต้องว่าจ้างผู้อื่นมาตอกเสาเข็มแทน ทำให้ต้นทุนสูงกว่าปกติ ด้วยจำเลยขู่ว่าจะนำเจ้าพนักงานตำรวจมาจับเป็นรายวัน อันเป็นการกระทำละเมิดต่อเนื่องและเป็นการใช้สิทธิโดยกลั่นแกล้งโจทก์อย่างปราศจากเหตุผล ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งห้ามชั่วคราวระหว่างพิจารณาให้จำเลยหยุดถือสิทธิหรือใช้สิทธิหรือแอบอ้างสิทธิตามสิทธิบัตรที่ได้รับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) และขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิบัตรของจำเลยไว้ชั่วคราวตามมาตรา 254(3) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายของโจทก์ที่กำลังเกิดขึ้นขณะนั้นและยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องให้ลดลง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งห้ามจำเลยดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ในข้อหาละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของจำเลยตามคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 044704 ทะเบียนเลขที่ 9433เพื่อนำชี้ให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการตรวจค้นและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์ แต่ไม่ห้ามที่จะแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาโจทก์เพื่อประโยชน์ในเรื่องอายุความแห่งคดีและให้โจทก์จัดทำบัญชีรายละเอียดการใช้วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์ที่จำเลยอ้างว่าละเมิดสิทธิบัตรพร้อมเอกสารหลักฐานที่ยืนยันข้อมูลตามบัญชีต่อศาลทุกเดือนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2543 เป็นต้นไป จนกว่าคำสั่งวิธีการชั่วคราวจะถูกยกเลิก ทั้งยังได้มีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาให้โจทก์วางเงินประกันเป็นจำนวน 800,000 บาท ด้วย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ได้ความในทางไต่สวนชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์รับเหมาตอกเสาเข็มจากผู้ว่าจ้างในโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินเฉลิมรัชมงคลโครงการทางด่วนขั้นที่ 3 บริเวณแยกเกษตร-ถนนนวมินทร์ โครงการอาคารกลุ่มทางสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งในการตอกเสาเข็มนั้นต้องมีวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มเป็นตัวช่วยในการตอกเสาเข็มด้วย ส่วนจำเลยเป็นผู้ได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็ม ตามสิทธิบัตรทะเบียนเลขที่ 9433 ซึ่งเจ้าพนักงานออกให้ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2543 โดยจำเลยได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2541 ตามสำเนาสิทธิบัตรเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2543 จำเลยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่านายอนันต์ชัย ไชยวงศ์ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยละเมิดสิทธิบัตรของจำเลยในวันที่ 23 มีนาคม 2543 จำเลยได้นำเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นสถานที่ก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเฉลิมรัชมงคลที่โจทก์รับเหมาตอกเสาเข็มและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มนำมาตรวจสอบ วันที่ 29 พฤษภาคม 2543จำเลยไปแจ้งความที่สำนักงานสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจให้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ในข้อหาละเมิดสิทธิบัตรของจำเลย วันที่ 30 พฤษภาคม 2543 จำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจสถานที่ก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 3 บริเวณแยกเกษตร-ถนนนวมินทร์ ที่โจทก์รับเหมาตอกเสาเข็มและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็ม วันที่ 31 พฤษภาคม 2543 จำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจสถานที่ก่อสร้างกลุ่มอาคารเรียนทางสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่โจทก์รับเหมาตอกเสาเข็มและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็ม วันที่ 5 มิถุนายน 2543 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้และวันที่ 7 มิถุนายน 2543 จำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจค้นสถานที่ก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเฉลิมรัชมงคลและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็ม

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในชั้นนี้ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวแก่โจทก์ก่อนมีคำพิพากษาเป็นการชอบหรือไม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มที่เจ้าพนักงานออกให้แก่ จำเลยโดยอ้างว่าสิทธิบัตรนั้นได้ออกไปโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 5กล่าวคือ การประดิษฐ์ดังกล่าวมิใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ไม่เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และเป็นการประดิษฐ์ที่ไม่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรมได้ สิทธิบัตรของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยต่อศาลขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 54 และโจทก์อ้างในคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาว่า การที่จำเลยได้รับสิทธิบัตรดังกล่าวโดยไม่ชอบนั้น จำเลยใช้สิทธิอันเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ด้วยการไปร้องทุกข์ต่อสำนักงานสืบสวนคดีเศรษฐกิจกล่าวหาว่าโจทก์ละเมิดสิทธิบัตรของจำเลยซึ่งเป็นความเท็จ จำเลยได้นำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปในสถานที่ก่อสร้างที่โจทก์รับเหมาตอกเสาเข็มคือโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินเฉลิมรัชมงคล โครงการทางด่วนขั้นที่ 3 บริเวณแยกเกษตร ถนนนวมินทร์ และโครงการอาคารกลุ่มทางสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ทำการตรวจค้นและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์ กับข่มขู่คนงานของโจทก์ไม่ให้ตอกเสาเข็มและผู้ว่าจ้างโจทก์มิให้ว่าจ้างโจทก์ทำงาน อันทำให้การทำงานของโจทก์ทีได้รับเหมาตอกเสาเข็มต้องหยุดชะงัก โจทก์ต้องถูกผู้ว่าจ้างปรับเป็นรายวันและต้องว่าจ้างผู้อื่นมาตอกเสาเข็มแทน ทำให้ต้นทุนสูงกว่าปกติ จำเลยขู่ว่าจะนำเจ้าพนักงานตำรวจมาจับเป็นรายวันอันเป็นการกระทำละเมิดต่อเนื่องและเป็นการใช้สิทธิโดยกลั่นแกล้งโจทก์อย่างปราศจากเหตุผล เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางไต่สวนข้างต้นว่า จำเลยได้นำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปในสถานที่ที่โจทก์รับเหมาตอกเสาเข็มทั้งสามแห่งดังกล่าวและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์ก่อนโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ และหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยก็ยังนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจค้นสถานที่ก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเฉลิมรัชมงคลและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์อีก ประกอบกับทางไต่สวนยังได้ความด้วยว่าวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามสิทธิบัตรของจำเลยกับของโจทก์ที่ใช้อยู่มีลักษณะที่ไม่เหมือนกันทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเนื้อไม้ จำนวนชิ้นของวงแหวนและจำนวนชั้น เช่นนี้ กรณีระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มทะเบียนเลขที่ 9433 ที่เจ้าพนักงานออกให้แก่จำเลยเป็นสิทธิบัตรที่สมบูรณ์ อันทำให้จำเลยมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขายเสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรดังกล่าวตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 36 หรือไม่ และการกระทำของโจทก์เป็นการละเมิดสิทธิของจำเลยผู้ทรงสิทธิบัตรดังกล่าวหรือไม่ เมื่อโจทก์กับจำเลยยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ดังกล่าว การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มที่โจทก์นำมาใช้งานตลอดมา ทั้ง ๆ ที่เจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มไปเป็นพยานหลักฐานบ้างแล้ว ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ถ้าผลสุดท้ายหากข้อเท็จจริงได้ความว่าสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มทะเบียนเลขที่ 9433 ของจำเลย เป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือโจทก์มิได้ละเมิดสิทธิของจำเลยตามสิทธิบัตรดังกล่าวโจทก์ย่อมได้รับความเสียหายดังที่โจทก์บรรยายมาในคำขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณา โจทก์จึงชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจค้นและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์ในสถานที่ก่อสร้างที่โจทก์รับเหมาตอกเสาเข็มทั้งสามแห่งก่อนพิพากษาคดีนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255(2) อย่างไรก็ดี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งห้ามจำเลยดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ในข้อหาละเมิดสิทธิบัตรของจำเลยเพื่อนำชี้ให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการตรวจค้นและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์นั้น อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนไปได้ว่าศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยไม่ให้ดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ในข้อหาละเมิดสิทธิบัตรของจำเลยได้ทั้ง ๆ ที่สิทธิบัตรของจำเลยดังกล่าวยังไม่ถูกเพิกถอน ซึ่งสิทธิในการดำเนินคดีต่อโจทก์ในข้อหาดังกล่าวยังคงเป็นสิทธิของจำเลยตราบเท่าที่สิทธิบัตรของจำเลยยังไม่ถูกเพิกถอน และศาลไม่อาจห้ามการกระทำใด ๆ ในการดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ที่จำเลยได้ดำเนินการไปแล้วได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรแก้ไขในส่วนนี้เสียให้ถูกต้องเป็นว่าไม่ห้ามจำเลยดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ในข้อหาละเมิดสิทธิตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์ทะเบียนเลขที่ 9433 ของจำเลย แต่ห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปทำการตรวจค้นและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์ในสถานที่ก่อสร้างที่โจทก์รับเหมาก่อสร้างทั้งสามแห่งก่อนพิพากษาคดีนี้

ที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้โจทก์จัดทำบัญชีรายละเอียดการใช้วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์พร้อมเอกสารหลักฐานที่ยืนยันข้อมูลตามบัญชีต่อศาลทุกเดือนตั้งแต่เดือนสิงหาคมศกนี้ (2543) เป็นต้นไปจนกว่าคำสั่งวิธีการชั่วคราวจะถูกยกเลิกเป็นการไม่ชอบเพราะจากข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ใช้วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มมาตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2543 แล้ว มิใช่เพิ่งจะใช้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2543 แต่อย่างใด โจทก์จึงควรที่จะส่งบัญชีการใช้วัสดุดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2543 ตลอดเวลาที่โจทก์ใช้วัสดุดังกล่าวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง และที่ให้โจทก์วางประกันค่าเสียหายจำนวน800,000 บาท ก็เป็นจำนวนที่น้อยไป ไม่คุ้มค่าเสียหายที่จำเลยได้รับจากการที่โจทก์ละเมิดสิทธิตามสิทธิบัตรของจำเลย ควรจะให้โจทก์วางประกันค่าเสียหายจำนวนไม่น้อยกว่า 10,000,000 บาทนั้น เห็นว่า ปัญหาว่าโจทก์ได้ละเมิดสิทธิตามสิทธิบัตรของจำเลยและจำเลยได้รับความเสียหายหรือไม่เพียงใดนั้น หากมีการฟ้องเรียกค่าเสียหายเกี่ยวกับการที่โจทก์ละเมิดสิทธิตามสิทธิบัตรของจำเลยแล้ว ก็เป็นหน้าที่ที่จำเลยจะต้องพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างของจำเลยในการฟ้องร้องกันในเรื่องนั้นหรือได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายเข้ามาในคดีนี้แต่สำหรับคดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์มิได้ละเมิดสิทธิตามสิทธิบัตรของจำเลยกับ ขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรที่จำเลยได้รับมาโดยมิชอบ และอ้างว่าจำเลยทำละเมิดโดยเข้าไปรบกวนการทำงานของโจทก์ที่ใช้วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มและขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยให้สั่งห้ามจำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปทำการตรวจค้นและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์ ดังนี้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่าจำเลยอาจได้รับความเสียหายในอนาคตจากการขอให้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาของโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์เป็นฝ่ายที่ละเมิดสิทธิตามสิทธิบัตรของจำเลย จึงให้โจทก์ทำบัญชีการใช้วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์เสนอศาลนับแต่เดือนสิงหาคม 2543อันเป็นเดือนที่ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าว และให้โจทก์วางเงินประกันต่อศาลนั้น ย่อมเห็นได้ว่าเป็นคำสั่งเพื่อประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่จำเลยในกรณีที่ปรากฏต่อมาภายหลังว่าสิทธิบัตรของจำเลยเป็นสิทธิบัตรที่สมบูรณ์ และโจทก์ได้กระทำละเมิดต่อสิทธิตามสิทธิบัตรของจำเลย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งดังกล่าวไปจึงเป็นการชอบแล้ว ส่วนเงินวางประกันความเสียหายจำนวน 800,000 บาท นั้นก็เป็นค่าเสียหายเบื้องต้นที่คาดว่าจำเลยจะได้รับจากการที่โจทก์ขอใช้วิธีการคุ้มครองก่อนพิพากษาเท่านั้น หากจำเลยได้รับความเสียหายจริงจากการที่โจทก์ละเมิดสิทธิตามสิทธิบัตรของจำเลยดังเช่นจำเลยอ้างเป็นจำนวนเพียงใด จำเลยก็สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ได้ไม่ได้ทำให้จำเลยต้องเสียสิทธิใด ๆ ในการเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้โจทก์จัดทำบัญชีการใช้วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2543 โดยให้โจทก์วางเงินประกันค่าเสียหายจำนวน 800,000 บาทนั้น จึงเป็นการชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ห้ามจำเลยดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ในข้อหาละเมิดสิทธิตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์ทะเบียนเลขที่ 9433 ของจำเลย แต่ห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปทำการตรวจค้นและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์ในสถานที่ก่อสร้างที่โจทก์รับเหมาตอกเสาเข็มคือโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินเฉลิมรัชมงคล โครงการทางด่วนขั้นที่ 3 บริเวณแยกเกษตร-ถนนนวมินทร์ และโครงการอาคารกลุ่มทางสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 255
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยนิปปอน คอนกรีต จำกัด
จำเลย — นายสุรชัย เรี่ยวแรงศรัทธา
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
ประชา ประสงค์จรรยา
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 873/2544
#69174
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มที่เจ้าพนักงานออกให้แก่จำเลย โดยอ้างว่าสิทธิบัตรนั้นได้ออกไปโดยไม่ชอบ การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มที่โจทก์ใช้งานอยู่ในระหว่างพิจารณา ทั้ง ๆ ที่ก่อนฟ้องได้นำเจ้าพนักงานตำรวจยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มอันอื่นไปเป็นพยานหลักฐานบ้างแล้ว ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ โจทก์จึงขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจค้นและยึดวัสดุรองรับกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์ในสถานที่ก่อสร้างที่โจทก์รับเหมาตอกเสาเข็มก่อนพิพากษาได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 255 (2)

การที่ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยห้ามจำเลยดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ในข้อหาละเมิดสิทธิบัตรของจำเลยเพื่อนำชี้ให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการตรวจค้นและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์ อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนไปได้ว่าศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยไม่ให้ดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ในข้อหาละเมิดสิทธิบัตรของจำเลยได้ ทั้ง ๆ ที่สิทธิบัตรของจำเลยยังไม่ถูกเพิกถอน และสิทธิในการดำเนินคดียังคงเป็นของจำเลยตราบเท่าที่สิทธิบัตรยังไม่ถูกเพิกถอน และศาลไม่อาจห้ามการกระทำใด ๆ ในการดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ที่จำเลยได้ดำเนินการไปแล้วได้ ศาลจึงชอบ ที่จะมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปทำการตรวจค้นและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์ในสถานที่ก่อสร้างก่อนพิพากษาเท่านั้น แต่ไม่ห้ามจำเลยดำเนินคดีอาญาในข้อหาละเมิดสิทธิบัตรของจำเลย

เมื่อจำเลยอาจได้รับความเสียหายในอนาคตจากการใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาของโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์เป็นฝ่ายละเมิดสิทธิตามสิทธิบัตรของจำเลย ศาลจึงกำหนดเงื่อนไขในคำสั่งโดยให้โจทก์ทำบัญชีการใช้วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์เสนอศาลทุกเดือนนับแต่เดือนที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและให้โจทก์วางเงินประกันต่อศาลเพื่อประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่จำเลยในกรณีที่ปรากฏต่อมาภายหลังว่าสิทธิบัตรของจำเลยเป็นสิทธิบัตรที่สมบูรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของจำเลยตามคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ ๐๔๔๗๐๔ ทะเบียนเลขที่ ๙๔๓๓ ซึ่งเป็นสิทธิบัตรที่ออกให้แก่จำเลยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ขอให้จำเลยหยุดถือสิทธิหรือห้ามจำเลยใช้หรือแอบอ้างสิทธิบัตรดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการประกาศโฆษณาเผยแพร่หรือกระทำการใด ๆ เพื่อให้สาธารณชนหลงผิดว่าจำเลยพึงได้รับสิทธิบัตรนั้น รวมทั้งห้ามจำเลยสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้แก่โจทก์โดยการเข้าไปหรือนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มในบริเวณก่อสร้างที่โจทก์รับเหมาตอกเสาเข็มหรือในบริเวณที่ทำการของโจทก์ในระหว่างพิจารณาคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุดให้จำเลยหยุดใส่ความโจทก์ต่อสาธารณชนว่าละเมิดสิทธิบัตรไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในระหว่างพิจารณาคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด และให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิบัตรเลขที่ ๙๔๓๓ ไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดีนี้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยให้แจ้งคำสั่งไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้น และให้จำเลยประกาศโฆษณาคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรทะเบียนเลขที่ ๙๔๓๓ ในหนังสือพิมพ์หรือมิฉะนั้นกำหนดให้โจทก์ลงประกาศโฆษณาแทนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งห้ามจำเลยดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ในข้อหาละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของจำเลยตามคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ ๐๔๔๗๐๔ ทะเบียนเลขที่ ๙๔๓๓ เพื่อนำชี้ให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการตรวจค้นและยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์ แต่ไม่ห้ามที่จะแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาโจทก์เพื่อประโยชน์ในเรื่องอายุความแห่งคดีและให้โจทก์จัดทำบัญชีรายละเอียดการใช้วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของโจทก์ที่จำเลยอ้างว่าละเมิดสิทธิบัตรพร้อมเอกสารหลักฐานที่ยืนยันข้อมูลตามบัญชีต่อศาลทุกเดือนตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๔๓ เป็นต้นไปจนกว่าคำสั่งวิธีการชั่วคราวจะถูกยกเลิก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 (2) ม. 255 (2) ม. 261 วรรคสาม
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 5 ม. 36 (1) ม. 54 ม. 85
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยนิปปอน คอนกรีต จำกัด
จำเลย — นายสุรชัย เรี่ยวแรงศรัทธา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญ — ถนนนวมินทร์ และโครงการอาคารกลุ
ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2544
#36435
เปิดฉบับเต็ม

แผ่นพับโฆษณาของจำเลยระบุว่าเริ่มก่อสร้างบ้านเดือนกันยายน2537 จะแล้วเสร็จปลายปี 2539 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อได้พบแผ่นพับโฆษณาดังกล่าว ได้พิจารณารูปแบบบ้าน ทำเลที่ดินและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ระบุไว้และใช้เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจที่จะซื้อจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องก่อสร้างบ้านให้เสร็จภายในวันดังกล่าว เมื่อมิได้ก่อสร้างให้เสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2539 และได้ทำหนังสือถึงโจทก์ยืนยันว่าจะก่อสร้างให้เสร็จภายในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 แต่จำเลยก็ไม่เสร็จตามที่ขอขยายเวลาออกไป โจทก์ย่อมมีสิทธิไม่ชำระหนี้จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ตอบแทนโจทก์จึงไม่ผิดสัญญา การที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าได้ก่อสร้างบ้านเสร็จเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2540 ซึ่งพ้นกำหนดเวลาที่จำเลยขอขยายการก่อสร้างออกไป จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

การที่โจทก์นำสืบแผ่นพับโฆษณาเสนอขายบ้านพร้อมที่ดินของจำเลยที่กำหนดเวลาเริ่มก่อสร้างไว้และกำหนดเวลาแล้วเสร็จเพื่อจะอธิบายให้เห็นชัดในสัญญาจะซื้อจะขายว่ากำหนดเวลาสร้างแล้วเสร็จจะเป็นวันเวลาใด มิใช่เป็นการนำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2538 จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 57 ตารางวาให้แก่โจทก์ในราคา 2,149,000 บาท โจทก์ต้องชำระมัดจำให้แก่จำเลยเป็นเงิน 330,000 บาท โดยชำระในวันจองวันที่ 22 มิถุนายน 2538เป็นเงิน 30,000 บาท และชำระในวันทำสัญญาเป็นเงิน 50,700 บาทส่วนที่เหลือ 249,300 บาท แบ่งชำระเป็นงวด ๆ รวม 15 งวด ราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เหลือจำนวน 1,819,000 บาท จะชำระในวันที่ 30กันยายน 2539 ซึ่งเป็นวันโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาโดยชำระเงินให้แก่จำเลยในวันจองเป็นเงิน 30,000 บาท ในวันทำสัญญาเป็นเงิน 50,700 บาท ผ่อนชำระค่างวดตั้งแต่งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 10 เป็นเงิน166,200 บาท รวมเป็นเงิน 246,900 บาท แต่จำเลยผิดสัญญาไม่เริ่มทำการปลูกสร้างบ้าน โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจำเลยมีหนังสือยืนยันว่าจะทำการก่อสร้างบ้านแล้วเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 โจทก์จึงชำระเงินมัดจำงวดที่ 11 ถึงงวดที่ 14 ให้แก่จำเลยเป็นเงิน 39,600 บาท แต่จำเลยไม่ทำการก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินให้แก่โจทก์ภายในเวลาที่ให้สัญญาไว้ถือว่าจำเลยผิดสัญญา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยชำระเงินที่ได้รับไว้ทั้งหมดคืนแก่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 286,500 บาท คืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันรับเงินไปจากโจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยรับรองหรือสัญญาว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2539 โจทก์ทราบเงื่อนไขทุกประการก่อนตกลงซื้อว่าจำเลยยังมิได้ทำการก่อสร้างบ้าน เมื่อปลูกสร้างบ้านเสร็จจำเลยจึงจะแจ้งให้โจทก์ไปทำการโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ผิดนัดไม่ชำระเงินตามกำหนดตั้งแต่งวดที่ 11 ถึงงวดที่ 14 และยังคงค้างชำระเงินในงวดที่ 15เป็นเงิน 43,500 บาท ซึ่งถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2539โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกร้องเงินใด ๆจากจำเลยทั้งสิ้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 318,427 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 286,500 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ก่อนที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินกันนั้น จำเลยซึ่งเป็นบริษัทจัดสรรที่ดินทำการโฆษณาขายบ้านพร้อมที่ดินโครงการบ้านธารารินทร์รังสิตตามเอกสารหมาย จ.2 ระบุว่าจำเลยกำหนดเริ่มก่อสร้างเดือนกันยายน2537 จะแล้วเสร็จปลายปี 2539 ในวันที่ 22 มิถุนายน 2538 โจทก์จึงทำสัญญาจองบ้านพร้อมที่ดินกับจำเลยโดยชำระเงินในวันจองจำนวน30,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2538จำเลยจึงทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินในโครงการดังกล่าวแบบธาราวรรณ แปลงหมายเลขที่ 507 เนื้อที่ 57 ตารางวา กับโจทก์ในราคา 2,149,000 บาท โดยโจทก์ได้ชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญาอีก50,700 บาท เงินมัดจำส่วนที่เหลือ 249,300 บาท แบ่งชำระเป็นงวดเดือนรวม 15 เดือน ส่วนราคาที่เหลืออีก 1,819,000 บาท โจทก์จะชำระให้แก่จำเลยในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดิน ซึ่งโจทก์ชำระค่างวดให้แก่จำเลยตลอดมาตั้งแต่งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 10 เป็นเงิน166,200 บาท รวมชำระแล้วเป็นเงิน 246,900 บาท ตามเอกสารหมายจ.8 ถึง จ.19 ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอให้ปฏิบัติตามสัญญาโดยทำการก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2539 และของงดชำระค่างวดที่ 11 ถึงงวดที่ 15ไว้ก่อนตามเอกสารหมาย จ.20 ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 วันที่ 2กันยายน 2539 วันที่ 1 ตุลาคม 2539 และวันที่ 1 พฤศจิกายน 2539โจทก์นำเงินค่างวดไปชำระให้แก่จำเลยรวม 4 งวด เป็นเงิน 39,600 บาทตามเอกสารหมาย จ.22 ถึง จ.25 รวมเป็นเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยทั้งสิ้น286,500 บาท ครั้นวันที่ 26 มีนาคม 2540 โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยตามเอกสารหมาย จ.26 ถึง จ.28 แต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2539ซึ่งเป็นวันก่อนที่โจทก์จะบอกเลิกสัญญาโจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลยสั่งเปลี่ยนแปลงต่อเติมบ้านตามเอกสารหมาย ล.1 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2540จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ว่าก่อสร้างบ้านให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอนัดโจทก์ไปตรวจรับสภาพบ้านตามเอกสารหมาย ล.7

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.4จะมิได้กำหนดวันเวลาที่จะก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จเมื่อใดก็ตาม แต่สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยโจทก์จะต้องชำระเงินเป็นงวดรายเดือนรวม 15 เดือน นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2538 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2539 ส่วนจำเลยก็ต้องก่อสร้างบ้านให้โจทก์เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งตามปกติจำเลยจะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเวลาอันสมควร หาใช่ว่าจำเลยจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จในเวลาใดตามอำเภอใจของจำเลยก็ได้ไม่ การทำสัญญาโดยระบุหน้าที่ของผู้ซื้อว่าจะต้องชำระเงินค่างวดให้ตรงเวลาที่กำหนด โดยมิได้ระบุว่าจำเลยผู้ขายจะต้องเริ่มทำการก่อสร้างบ้านให้แก่ผู้ซื้อเมื่อใดและจะแล้วเสร็จเมื่อใดนั้นเป็นสัญญาที่จำเลยทำขึ้นเพื่อเอารัดเอาเปรียบโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภค แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้ทำแผ่นพับโฆษณาตามเอกสารหมาย จ.2 โดยระบุว่าเริ่มก่อสร้างเดือนกันยายน 2537 จะแล้วเสร็จปลายปี 2539 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อได้พบแผ่นพับโฆษณาดังกล่าว และได้พิจารณารูปแบบบ้าน ทำเลที่ดินและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ระบุไว้ เมื่อโจทก์สนใจโจทก์ย่อมใช้แผ่นพับโฆษณาตามเอกสารหมาย จ.2 เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจที่จะซื้อบ้านพร้อมที่ดินจากจำเลย ถ้าหากจำเลยไม่สามารถดำเนินการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ จำเลยก็หามีสิทธิโดยชอบที่จะใช้แผ่นพับดังกล่าวโฆษณาให้โจทก์ผู้ซื้อหลงเชื่อไม่นอกจากนี้เมื่อโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอให้จำเลยก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2539 นางสาวชูขวัญ พวงบุญชู พนักงานของจำเลยได้มีหนังสือลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2539 ถึงโจทก์ยืนยันว่าจะก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จตามสัญญาภายในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 ตามเอกสารหมายจ.21 ดังนั้น เมื่อนำสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.4 แผ่นพับโฆษณาตามเอกสารหมาย จ.2 และหนังสือตามเอกสารหมาย จ.21 มาพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ต่าง ๆ ดังวินิจฉัยมาแล้ว จำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2539 แต่จำเลยก็หาได้ก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในเวลาดังกล่าวกลับปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปอีกนานหลายเดือน จนกระทั่งวันที่ 9 มิถุนายน 2540 จำเลยเพิ่งแจ้งให้โจทก์ทราบว่าก่อสร้างบ้านเสร็จแล้วเช่นนี้ แม้จำเลยจะอ้างเหตุแห่งการก่อสร้างล่าช้าเนื่องจากโจทก์ขอแก้ไขการก่อสร้างให้ผิดไปจากแบบ แต่ก็ปรากฏจากคำเบิกความของนายทวิช หวานดี พยานจำเลยซึ่งเป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างให้จำเลยว่า จำเลยเพิ่งเริ่มก่อสร้างบ้านให้โจทก์เมื่อต้นปี 2539ต่อมาประมาณเดือนตุลาคม 2539 ถึงเดือนธันวาคม 2539 ผู้รับเหมาก่อสร้างได้ทิ้งงานทำให้งานก่อสร้างหยุดชะงักลง เหตุที่จำเลยไม่ได้แก้ไขตามที่โจทก์ต้องการจะเป็นเพราะผู้รับเหมาก่อสร้างทิ้งงานหรือไม่ ไม่แน่ใจตามคำเบิกความของนายทวิชดังกล่าวจะเห็นได้ว่าจำเลยเริ่มลงมือก่อสร้างบ้านให้โจทก์เมื่อต้นปี 2539 ตามปกติควรจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จได้ไม่เกิน1 ปี เนื่องจากเป็นบ้านไม่ใหญ่และปลูกในที่ดินเนื้อที่เพียง 57 ตารางวา เท่านั้น แต่เหตุแห่งการล่าช้านั้นน่าจะมิได้เกิดจากการที่โจทก์ขอแก้ไขการก่อสร้างให้ผิดไปจากแบบและจำเลยมิได้ดำเนินการแก้ไขให้ตามที่โจทก์ต้องการแต่ประการใด อีกทั้งผู้รับเหมาของจำเลยทิ้งงานไปไม่ยอมก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จซึ่งเป็นความผิดของจำเลยเอง มิได้เกี่ยวข้องกับการที่โจทก์ขอแก้ไขการก่อสร้าง ดังนั้น เมื่อจำเลยมิได้ก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2539 และจำเลยได้ทำหนังสือถึงโจทก์ยืนยันว่าจะทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 27 พฤศจิกายน2539 แต่จำเลยก็ยังมิได้ก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามที่จำเลยขอขยายเวลาออกไป ดังได้วินิจฉัยมาแล้วว่าสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.4เป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์ชำระค่างวดทุกเดือนตลอดมาแต่จำเลยหาได้ก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จทั้ง ๆ ที่โจทก์ได้เตือนให้จำเลยรีบก่อสร้างให้แล้วเสร็จ โจทก์ย่อมมีสิทธิไม่ชำระหนี้จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ตอบแทน โจทก์จึงไม่ผิดสัญญา การที่จำเลยเพิ่งแจ้งให้โจทก์ทราบว่าได้ก่อสร้างบ้านแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2540 ซึ่งพ้นกำหนดเวลาที่จำเลยขอขยายการก่อสร้างออกไปเป็นเวลานานถึง 6 เดือนเศษ เช่นนี้ย่อมฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่จำเลยอ้างว่า นางสาวชูขวัญทำเอกสารหมาย จ.21 ขึ้นเองโดยพลการมิได้ปรึกษาผู้ใดนั้น เห็นว่านางสาวชูขวัญเป็นพนักงานของจำเลย เป็นผู้จัดเตรียมสัญญาจองและสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.4 และลงชื่อเป็นพยานในเอกสารดังกล่าว อีกทั้งเป็นผู้ที่รับหนังสือของโจทก์ที่แจ้งให้จำเลยก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นข้อชี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยตั้งให้นางสาวชูขวัญเป็นตัวแทนในการติดต่อกับลูกค้าที่ต้องการซื้อบ้านพร้อมที่ดินในโครงการนี้จากจำเลย การที่นางสาวชูขวัญทำหนังสือตามเอกสารหมาย จ.21 ถึงโจทก์โดยระบุว่าทางฝ่ายได้นำเสนอรองกรรมการผู้จัดการและทางฝ่ายสร้างแล้วย่อมเป็นข้อชี้ให้เห็นได้ชัดว่านางสาวชูขวัญทำหนังสือตามเอกสารหมาย จ.21 ขึ้นโดยได้ปรึกษากับจำเลยแล้วหาใช่นางสาวชูขวัญทำเอกสารขึ้นเองโดยพลการดังที่จำเลยอ้างไม่

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อสุดท้ายว่า การที่โจทก์นำแผ่นพับโฆษณาตามเอกสารหมาย จ.2 มาสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) หรือไม่ เห็นว่าการที่โจทก์นำแผ่นพับโฆษณาตามเอกสารหมาย จ.2 มาสืบนั้น เป็นการนำสืบว่าแผ่นพับโฆษณาของจำเลยซึ่งเป็นคำโฆษณาเสนอขายของจำเลยที่กำหนดเวลาจะเริ่มก่อสร้างไว้และกำหนดเวลาจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จด้วย เพื่อจะอธิบายให้เห็นชัดในสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อ 3ตามเอกสารหมาย จ.4 ว่ากำหนดเวลาสร้างแล้วเสร็จจะเป็นวันเวลาใดหาใช่เป็นการนำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94(ข) ดังที่จำเลยอ้างไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พัชรินทร์ พินทุนันท์
จำเลย — บริษัท โชคผาสุข จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 850/2544
#40504
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกนั่งดื่มสุราอยู่ ผู้เสียหายเดินผ่านมาและพูดจาทำนองว่าเบื่อคนแก่ดื่มสุรา เมาแล้วให้กลับไปนอน อย่าส่งเสียงดัง จำเลยโมโหจึงใช้ท่อนเหล็กตีและใช้มีดแทงผู้เสียหาย การที่ผู้เสียหายพูดจาทำนองเสียดสีจำเลยนั้นแม้จะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอยู่บ้าง แต่ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 การกระทำผิดของจำเลยจึงมิใช่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80, 288, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับว่าทำร้ายผู้เสียหาย แต่ปฏิเสธว่าไม่มีเจตนาฆ่า

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78หนึ่งในสามคงจำคุก 8 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะเนื่องจากถูกผู้เสียหายพูดจาเสียดสีว่าจำเลยเสพสุรายาเมา ประพฤติตนเสเพลไม่เหมาะสม ถือได้ว่าจำเลยถูกผู้เสียหายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 บัญญัติว่า "ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้" ข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยกับพวกนั่งดื่มสุราอยู่ ผู้เสียหายซึ่งรับจ้างทาสีอยู่ข้างบ้านเกิดเหตุเดินผ่านมาและพูดจาทำนองว่าเบื่อคนแก่ดื่มสุรา เมาแล้วให้กลับไปนอนอย่าส่งเสียงดัง จำเลยโมโหจึงใช้ท่อนเหล็กตีและใช้มีดแทงผู้เสียหายเช่นนี้ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ผู้เสียหายพูดจาทำนองเสียดสีจำเลยนั้นแม้จะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอยู่บ้างแต่ยังถือไม่ได้ว่า จำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 72 การกระทำผิดของจำเลย จึงมิใช่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบัวใหญ่
จำเลย — นาย สอาด เกิดไพร
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 849/2544
#41079
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 46 วรรคสาม และวรรคสี่ บัญญัติว่า "ความในข้อนี้มิให้ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสามจะกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงานหรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปีโดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง"หมายความว่า การจ้างตามกำหนดระยะเวลาที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนซึ่งนายจ้างไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างนั้นการจ้างดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีที่มีลักษณะงานตามที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติข้างต้น ส่วนงานที่โจทก์ทำมิได้มีลักษณะงานประเภทใดประเภทหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 1 ปีตามสัญญาจ้าง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้ายเก้าสิบวัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่เป็นช่างน้ำมันกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกสิ้นเดือน กำหนดระยะเวลาจ้าง1 ปี เมื่อครบกำหนดการจ้างจำเลยได้ต่อสัญญาไปอีก 9 เดือน ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาอ้างว่าครบสัญญาจ้าง โดยโจทก์ไม่มีความผิด โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาเกิน 1 ปี แต่ไม่ครบ3 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วันแต่จำเลยไม่ยอมจ่าย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเคยว่าจ้างโจทก์ทำหน้าที่เป็นช่างน้ำมันบนเรือเดินทะเลสองครั้ง โดยครั้งแรกประจำบนเรือพารินดา นารีมีกำหนดเวลา 12 เดือน โจทก์ลาหยุดพักงานแล้วไม่กลับมาทำงานอีกซึ่งถือว่าสัญญาสิ้นสุดลงแล้ว การจ้างงานครั้งที่สองประจำบนเรือโชลเนส ทำสัญญาจ้าง มีกำหนดเวลา 9 เดือน โดยโจทก์เริ่มทำงานจนกระทั่งครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญา สัญญาทั้งสองฉบับแยกต่างหากจากกันเด็ดขาด สัญญาจ้างงานสำหรับคนประจำเรือจึงเป็นงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวและเป็นธรรมเนียมที่กระทำกันเป็นสากลให้การจ้างคนเรือเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดที่แน่นอน จำเลยมิได้มีข้อผูกมัดใด ๆ ในสัญญาฉบับแรกที่จะต่อสัญญาฉบับที่สองกับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 26พฤษภาคม 2540 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งช่างน้ำมันประจำเรือพารินดา นารี ของจำเลย กำหนดเวลา 12 เดือนระหว่างอายุสัญญา จำเลยขอให้ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่าจัดฝึกอบรมหลักสูตรพิเศษเพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถให้แก่คนประจำเรือและเพื่อให้สอดคล้องกับกฎข้อบังคับขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ จำเลยได้ส่งคนงานรวมทั้งโจทก์เข้ารับการฝึกอบรมโดยออกค่าใช้จ่ายทางเครื่องบินให้หลังจากโจทก์ฝึกอบรมเสร็จแล้ว จำเลยไม่ได้รับโจทก์เข้าทำงานอีกจนกระทั่งครบกำหนดสัญญาและระหว่างนั้นจำเลยไม่ได้จ่ายเงินค่าจ้างใด ๆให้โจทก์ แล้ววินิจฉัยว่าระหว่างที่โจทก์เดินทางมารับการฝึกอบรมจนกระทั่งครบอายุสัญญาจ้าง โจทก์ยังมีสภาพเป็นลูกจ้างของจำเลยตลอดมา และถือว่าโจทก์ได้ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยครบ12 เดือน ตามสัญญาแล้วซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 118(2) (ที่ถูก ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46(2)) กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ในอัตราไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายซึ่งตามสัญญาโจทก์ได้รับเงินเดือนเดือนละ 15,000 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย 45,000 บาท พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์จำนวน 45,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยสิ้นสุดตามกำหนดระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ในสัญญา จำเลยจึงไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์นั้น ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 46 วรรคสาม และวรรคสี่ บัญญัติว่า "ความในข้อนี้มิให้ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น

การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสามจะกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี โดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง" เห็นว่า การจ้างตามกำหนดระยะเวลาที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนซึ่งนายจ้างไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างนั้น การจ้างดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีมีลักษณะงานตามที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติข้างต้นด้วย เช่นงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงานดังที่จำเลยให้การต่อสู้เป็นต้น แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยจะสิ้นสุดตามกำหนดระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่างานที่โจทก์ทำมีลักษณะงานประเภทใดประเภทหนึ่งตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 วรรคสี่ อันจะเป็นข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ดังนั้น เมื่อโจทก์ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปีตามสัญญาจ้าง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวันแก่โจทก์ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46(2) อุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จุลสันต์ จันทร์พรหม
จำเลย — บริษัท เกรท เซอร์เคิล ชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 839/2544
#69649
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนสั่งให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตอบหนังสือแจ้งให้กรมการขนส่งทราบตามความเป็นจริงว่ารถยนต์คันที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์ใหม่ไม่ตรงกับรายงานการยึดว่าเป็นรถยนต์เก่า แต่ปรากฏว่าลายมือชื่อในหนังสือถึงกรมการขนส่งเป็นลายมือชื่อของผู้พิพากษาซึ่งเป็นลายมือชื่อปลอมเป็นผลให้กรมการขนส่งจดทะเบียนโอนรถให้แก่ผู้ประมูลซื้อได้ แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะที่จำเลยกระทำการปลอมและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว แต่จากพฤติการณ์แวดล้อมกรณีย่อมเชื่อว่า จำเลยเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมด้วย เนื่องจากจำเลยเป็นจ่าศาลมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบังคับคดีโดยตรง จำเลยได้ทราบและติดตามเรื่องนี้มาตลอด หากจำเลยไม่เกี่ยวข้อง หลังจากไปยึดทรัพย์แล้วจำเลยก็ไม่ควรไปปรึกษาหารือผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเกี่ยวกับเรื่องการตอบหนังสือ หลังจากที่จำเลยได้รับคำสั่งให้ตอบหนังสือแล้ว จำเลยก็ไม่นำสืบให้ปรากฏว่า จำเลยไม่ได้รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกหรือบุคคลอื่นได้มากระทำการปลอมหนังสือและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องรับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการตอบเอกสารแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้มีส่วนร่วมในการทำเอกสารดังกล่าวซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมและใช้เอกสารดังกล่าวในการดำเนินการให้บุคคลอื่นเสียหาย

จำเลยเป็นจ่าศาลมีหน้าที่ตามกฎหมายเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการยึดทรัพย์ตามคำพิพากษา จำเลยไปยึดทรัพย์ลูกหนี้ตามคำพิพากษายึดได้รถยนต์ของกลาง รายงานผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนว่าเป็นรถเก่าไม่มีหมายเลขทะเบียน เมื่อผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนสั่งให้ตรวจสอบก็ยืนยันว่าไม่สามารถตรวจสอบหมายเลขทะเบียนได้ ทั้งนี้เพื่อนำไปขอเลขทะเบียนใหม่ได้ตามความต้องการ เมื่อกรมการขนส่งมีหนังสือสอบถามเพื่อให้ยืนยันถึงเรื่องการจดทะเบียนรถยนต์ของกลางก็มีการร่วมกันทำเอกสารราชการปลอมขึ้นเพื่อให้กรมการขนส่งออกทะเบียนรถให้ พฤติการณ์ทั้งหมดแสดงว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นในการช่วยจำหน่ายซึ่งสิ่งของที่จำเลยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีอากรตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, 27 ทวิ พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ป.อ. มาตรา 32, 33, 83, 91, 157, 162, 264, 265, 268 ริบรถยนต์ของกลาง จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1744/2536 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ป.อ. มาตรา 157, 162 (1) (4), 265, 268 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 ความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร จำคุก 2 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารและรับรองเป็นหลักฐานอันเป็นเท็จ และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารราชการปลอม ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงกระทงเดียวตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 10 ปี ริบรถยนต์ของกลาง ให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับตาม พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7, 8 สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร มาตรา 27 และคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยในข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่นายอุทัยสั่งให้จำเลยไปดำเนินการตอบหนังสือแจ้งให้กรมการขนส่งทราบตามความเป็นจริง แต่ปรากฏว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อในหนังสือเป็นลายมือชื่อของนายอุทัยซึ่งจำเลยปลอมขึ้น เป็นผลให้กรมการขนส่งจดทะเบียนโอนรถให้แก่ผู้ประมูลซื้อได้ แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะที่จำเลยกระทำการปลอมและใช้เอกสารดังกล่าว แต่จากพฤติการณ์แวดล้อมกรณีย่อมน่าเชื่อว่า จำเลยเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมด้วย เนื่องจากจำเลยเป็นจ่าศาลมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบังคับคดีโดยตรง จำเลยได้ทราบและติดตามเรื่องนี้มาตลอด หากจำเลยไม่เกี่ยวข้องจริง หลังจากไปยึดทรัพย์แล้วดังที่จำเลยฎีกา จำเลยก็ไม่ควรไปปรึกษาหารือนายอุทัยเกี่ยวกับเรื่องการตอบหนังสือดังกล่าว หลังจากที่นายอุทัยสั่งให้จำเลยไปตอบหนังสือแล้ว จำเลยก็ไม่นำสืบให้ปรากฏว่า จำเลยไม่ได้รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกหรือบุคคลอื่นได้มากระทำการปลอมหนังสือและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องรับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการตอบเอกสารของกรมการขนส่งตามคำสั่งของนายอุทัยแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้มีส่วนร่วมในการทำเอกสารราชการปลอมและใช้เอกสารดังกล่าวในการดำเนินการให้บุคคลอื่นเสียหาย พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

จำเลยเป็นจ่าศาลมีหน้าที่ตามกฎหมายเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการยึดทรัพย์ตามคำพิพากษา ในคดีนี้จำเลยไปยึดทรัพย์ลูกหนี้ตามคำพิพากษายึดได้รถยนต์ของกลาง รายงานนายอุทัยผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนว่าเป็นรถเก่าไม่มีหมายเลขทะเบียน เมื่อนายอุทัยสั่งให้ตรวจสอบก็ยืนยันว่าไม่สามารถตรวจสอบหมายเลขทะเบียนได้ ทั้งนี้เพื่อนำไปขอเลขทะเบียนใหม่ได้ตามความต้องการ เมื่อกรมการขนส่งมีหนังสือสอบถามเพื่อให้ยืนยันถึงเรื่องการจดทะเบียนรถยนต์ของกลางก็มีการร่วมกันทำเอกสารราชการปลอมขึ้นเพื่อให้กรมการขนส่งออกทะเบียนรถให้ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ทั้งหมดที่จำเลยรู้จักกับนายเฉลิมเกียรติ ซึ่งมีประวัติทางการนำเข้ารถยนต์หลีกเลี่ยงภาษีอากรตามกฎหมายโดยอาศัยสิทธิทางศาลแล้ว น่าเชื่อว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นในการช่วยจำหน่ายซึ่งสิ่งของที่จำเลยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีอากรตามกฎหมาย พยานโจทก์ที่นำสืบจึงเพียงพอรับฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ แล้ว พยานจำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157 ม. 265 ม. 268 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 226 ม. 227
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเสถียร ธรรมวรางกูร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายชุติมนต์ โพธิเดช
ศาลอุทธรณ์ — นายเกษม วีรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 833/2544
#36534
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายเบิกความว่าจำเลยกับผู้เสียหายเข้าพักในโรงแรมที่เกิดเหตุเมื่อผู้เสียหายหลับไปและตื่นขึ้นปรากฏว่าจำเลยไม่อยู่ในห้องพักและทรัพย์สินของผู้เสียหายสูญหายไป ผู้เสียหายลงไปที่เคาน์เตอร์โรงแรมและแจ้งให้พนักงานโรงแรมทราบ แต่พนักงานโรงแรมซึ่งอยู่ที่เคาน์เตอร์โรงแรมในคืนเกิดเหตุกลับเบิกความว่าผู้เสียหายออกจากโรงแรมเวลาประมาณ5 นาฬิกา โดยไม่ได้พูดอะไรเลย คำเบิกความพยานโจทก์จึงเป็นพิรุธซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด ประกอบกับไม่ได้ตรวจพบทรัพย์สินของผู้เสียหายที่จำเลยและพนักงานโรงแรมมิได้ยืนยันว่าจำเลยเป็นบุคคลเดียวกับสุภาพสตรีที่มากับผู้เสียหายในคืนที่เกิดเหตุ พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยเป็นคนร้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 18,380 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1) วรรคสอง (ที่ถูกเป็นวรรคแรก) ลงโทษจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 18,380 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ นายโสภณผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าก่อนเกิดเหตุได้พบจำเลยที่สวนรักซึ่งเป็นสวนสาธารณะ จำเลยชักชวนผู้เสียหายให้ไปร่วมหลับนอน ผู้เสียหายกับจำเลยพากันไปเปิดห้องพักที่โรงแรมโตเกียวจำเลยลงมาซื้อเบียร์ขวดเล็ก 4 ขวด ที่ข้างล่างแล้วถือขึ้นไปในห้องพักในลักษณะที่ฝาขวดเบียร์ทั้ง 4 ขวดเปิดแล้ว ผู้เสียหายดื่มเบียร์ที่จำเลยรินให้หมดไปประมาณ1 ขวด แล้วก็หลับไปมาตื่นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 5 นาฬิกา ของวันที่ 4 เมษายน2539 ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดอยู่ในห้องพักและทรัพย์สินของผู้เสียหายตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเอกสารหมาย ปจ.1 (ศาลจังหวัดอุทัยธานี) สูญหายไปจึงลงมาแจ้งให้พนักงานโรงแรมที่เคาน์เตอร์โรงแรมทราบและสอบถามรายชื่อผู้เข้าพัก แต่พนักงานโรงแรมไม่ได้ลงชื่อไว้ เมื่อสอบถามพนักงานโรงแรมทราบว่าจำเลยออกจากโรงแรมไปเวลาประมาณ 2 นาฬิกา แต่นายเลี่ยงเฮ็ง แซ่โล้วพนักงานโรงแรมที่เกิดเหตุเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าเมื่อวันที่ 3 เมษายน2539 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา ผู้เสียหายเดินทางมาพร้อมกับสุภาพสตรีคนหนึ่งขอเปิดห้องพักค้างคืน 1 คืน จนกระทั่งเวลาประมาณ 5 นาฬิกาของอีกวันหนึ่ง ผู้เสียหายออกจากโรงแรมไปโดยไม่ได้พูดอะไร ต่อมาถูกเรียกให้ไปเป็นพยานจึงทราบว่ามีการลักทรัพย์เกิดขึ้น เห็นว่า คดีนี้คงมีแต่เฉพาะผู้เสียหายเพียงปากเดียวเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าจำเลยอยู่กับผู้เสียหายเพียงสองคนเท่านั้นในห้องพักของโรงแรมที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายหลับไปและตื่นขึ้นมาปรากฏว่าจำเลยได้หายไปจากห้องพักและทรัพย์สินของผู้เสียหายสูญหายไป ผู้เสียหายเป็นพยานเดี่ยว จึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังเมื่อปรากฏว่าคำเบิกความของผู้เสียหายแตกต่างกับคำเบิกความของนายเลี่ยงเฮ็งพนักงานโรงแรมในข้อที่ว่า เมื่อรู้ว่าทรัพย์สินของผู้เสียหายไปและจำเลยไม่อยู่ในห้องพักแล้ว ผู้เสียหายลงไปที่เคาน์เตอร์โรงแรมและแจ้งให้พนักงานโรงแรมทราบ แต่นายเลี่ยงเฮ็งพนักงานโรงแรมซึ่งอยู่ที่เคาน์เตอร์โรงแรมในคืนเกิดเหตุกลับเบิกความว่า ผู้เสียหายออกจากโรงแรมเวลาประมาณ 5 นาฬิกา โดยไม่ได้พูดอะไรเลย เมื่อคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวแตกต่างกันเป็นพิรุธ ซึ่งจำเลยได้ให้การปฏิเสธมาโดยตลอดทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนประกอบกับไม่ได้ตรวจพบทรัพย์สินของผู้เสียหายที่จำเลยและนายเลี่ยงเฮ็งก็มิได้ยืนยันว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับสุภาพสตรีที่มากับผู้เสียหายในคืนที่เกิดเหตุ ทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธโดยนำสืบอ้างฐานที่อยู่และอ้างว่าไม่เคยรู้จักผู้เสียหายมาก่อน ดังนั้นพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นางสาว อรุณหรือตุ๊กตา มงคล
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 826/2544
#36533
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี 6 เดือนศาลอุทธรณ์เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมยัง สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนนทบุรี มิได้เป็นการลงโทษ จำเลยโดยจำคุกเกิน 5 ปี ทั้งเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง

จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง และตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯมาตรา 124 ประกอบมาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297, 83

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297(8) ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 16 ปีเศษสมควรลงโทษโดยลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 75 จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 ปี 6 เดือน พิเคราะห์ถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญาการศึกษา อบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม และสภาพความผิดของจำเลยประกอบรายงานของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนนทบุรีแล้ว เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดอันเป็นอุกฉกรรจ์และเมื่อดูตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลตามเอกสารท้ายฟ้องแล้วผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บหลายแห่ง ทั้งจำเลยไม่ได้บรรเทาผลร้ายให้ผู้เสียหายและไม่พยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น จึงไม่สมควรรอการลงโทษ

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104(2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนนทบุรี มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี นับแต่วันพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา ขอให้รอการลงโทษ

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนนทบุรีมิได้เป็นการลงโทษจำเลยโดยจำคุกเกิน 5 ปี ทั้งเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวว่าขอให้รอการลงโทษจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มาตรา 124 ประกอบมาตรา 6 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 124
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
จำเลย — นาย ชลพัฒน์ เหลืองทองอร่าม
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 810 -ที่ 813/2544
#36532
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของ ส. ซึ่งเป็นผู้กระทำผิด ที่พาดพิงถึงจำเลยมีลักษณะเป็นการซัดทอด แต่ก็ใช่ว่าจะรับฟังไม่ได้เสียทีเดียว และ ส. ไม่ได้ เป็นจำเลยในคดีนี้ มิใช่เป็นการซัดทอดจำเลยในคดีเดียวกันทั้ง ส. มาเบิกความด้วยตนเองโดยตรงต่อศาล มิใช่พยานบอกเล่าจึงรับฟังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทั้งสี่สำนวนมีใจความว่า เมื่อระหว่างปลายเดือนธันวาคม 2536 จนถึงวันที่ 29 มีนาคม 2537 จำเลยกับพวกและจ่าสิบเอกสุเมธ ไพรบึง จ่าสิบตรีล้อม เขม้นกสิกิจ ร้อยเอกจำนงค์พะยิ้ม จ่าสิบเอกเศกศึกหรือเสกศึก ศรีสมบูรณ์ และจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1132/2538, 1226/2538, 1254/2538 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1334/2538 ของศาลชั้นต้น ซึ่งให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว ได้ร่วมกันหลอกลวงกองทัพบกผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมอบหมายให้มณฑลทหารบกที่ 31 (ค่ายจิรประวัติ)โดยพลตรีศิลกัล กัลยาณมิตร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 31 ผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของทหารในสังกัด ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยจำเลยกับพวกและบุคคลดังกล่าวได้ร่วมกันจัดทำใบสำคัญความเห็นแพทย์ ใบรับรองรายการยาและอวัยวะเทียมที่ไม่มีจำหน่ายในสถานพยาบาล ใบสั่งยาและใบเสร็จรับเงินแสดงการจัดซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์โดยอ้างว่าตนเองหรือภริยาหรือบิดามารดาป่วยหรือพิการและได้ซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์ไปอันเป็นความเท็จ ความจริงไม่ได้มีการซื้อแต่อย่างใด แล้วบุคคลดังกล่าวได้นำเอกสารไปยื่นขอเบิกเงินจากเจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายทั้งสอง โดยการหลอกลวงเช่นว่านั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายที่ 2 หลงเชื่อ จึงจ่ายเงินให้แก่จำเลยและกลุ่มบุคคลดังกล่าวโดยจ่ายให้จ่าสิบเอกสุเมธเป็นเงิน 25,910 บาท เนื่องจากจ่าสิบเอกสุเมธหลอกลวงว่านางทัศนีย์ ไพรบึง ภริยาของตนป่วยพิการต้องซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์เป็นเงิน 27,100 บาท จ่ายให้จ่าสิบตรีล้อมเป็นเงิน 66,490 บาท เนื่องจากจ่าสิบตรีล้อมหลอกลวงว่าตนเองและนางเชื้อ เขม้นกสิกิจ มารดาป่วยพิการต้องซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์เป็นเงิน 69,500 บาท จ่ายให้ร้อยเอกจำนงค์ 49,400 บาทเนื่องจากร้อยเอกจำนงค์หลอกลวงว่าตนเองป่วยพิการได้ซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์เป็นเงิน 49,400 บาท และจ่ายให้จ่าสิบเอกเศกศึกหรือเสกศึกจำนวน 50,680 บาท เนื่องจากจ่าสิบเอกเศกศึกหรือเสกศึกหลอกลวงว่านางแจ่มและนางเครือทิพย์ ศรีสมบูรณ์ มารดาและภริยาของตนป่วยพิการได้ซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์เป็นเงิน 51,000 บาท เหตุเกิดที่ตำบลนครสวรรค์ออก อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 91 กับให้จำเลยคืนเงินรวม192,480 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง นับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 178/2540 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 6 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปีรวมจำคุก 6 ปี ส่วนที่ขอให้นับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 178/2540 ของศาลชั้นต้นนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ทั้งสี่สำนวน

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาทั้งสี่สำนวน โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จ่าสิบเอกสุเมธ ไพรบึง จ่าสิบตรีล้อม เขม้นกสิกิจ ร้อยเอกจำนงค์ พะยิ้ม และจ่าสิบเอกเศกศึกหรือเสกศึก ศรีสมบูรณ์ ได้หลอกลวงกองทัพบก ผู้เสียหายที่ 1 และพลตรีศิลกัล กัลยาณมิตร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 31 ผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยจัดทำใบสำคัญความเห็นแพทย์ ใบรับรองรายการยาและอวัยวะเทียมที่ไม่มีจำหน่ายในสถานพยาบาลใบสั่งยา และใบเสร็จรับเงินแสดงการจัดซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์โดยอ้างว่าตนเองหรือภริยาหรือบิดามารดาป่วยหรือพิการ และได้ซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์อันเป็นความเท็จ ความจริงมิได้มีการซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด แล้วบุคคลทั้งสี่ได้นำเอกสารไปยื่นขอเบิกเงินจากเจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายทั้งสอง ทำให้เจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายทั้งสองหลงเชื่อ จ่ายเงินให้แก่บุคคลทั้งสี่อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งบุคคลทั้งสี่ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ชดใช้เงินค่ารักษาพยาบาลที่รับไปแล้ว ทั้งให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและในชั้นศาลศาลชั้นต้นพิพากษาว่าบุคคลทั้งสี่มีความผิดฐานฉ้อโกงแต่ให้รอการลงโทษไว้คดีสำหรับบุคคลทั้งสี่เป็นอันยุติ คงมีปัญหาในชั้นฎีกาว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดกับบุคคลทั้งสี่ตามฟ้องของโจทก์ทั้งสี่สำนวนหรือไม่ จำเลยฎีกาโต้แย้งสรุปเป็นใจความได้ว่า เหตุที่บุคคลทั้งสี่ให้การในชั้นสอบสวนอ้างว่าจำเลยเป็นคนจัดเอกสารเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ให้แก่บุคคลทั้งสี่นั้น เป็นเพราะบุคคลทั้งสี่ถูกนายทหารพระธรรมนูญขู่เข็ญว่าจะงดจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญ และให้สัญญาว่าจะได้รับการรอการลงอาญา จึงให้การปรักปรำจำเลย ทั้งนางทิพารัตน์หรือเปีย มเหศวรก็มิใช่ภริยาของจำเลยและจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด เห็นว่า ตามที่บุคคลทั้งสี่คือ จ่าสิบเอกสุเมธ จ่าสิบตรีล้อมร้อยเอกจำนงค์ และจ่าสิบเอกเศกศึกหรือเสกศึกได้ให้การในชั้นสอบสวนว่าเป็นผู้เบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์อันเป็นเท็จ โดยมีจำเลยเป็นผู้ช่วยดำเนินการให้ร่วมกับนางทิพารัตน์หรือเปียนั้น บุคคลทั้งสี่ต่างให้การรับสารภาพในชั้นศาล โดยมิได้กล่าวอ้างเลยว่าบุคคลทั้งสี่ถูกข่มขู่หรือถูกจูงใจจากนายทหารพระธรรมนูญซึ่งนั่งฟังการสอบสวนของพนักงานสอบสวนในคดีนี้โดยตลอด คือพันโทนันทวิทย์คงเพชร ผู้ทำหน้าที่สอบสวนข้อเท็จจริงมาตั้งแต่เบื้องต้น นอกจากนี้บุคคลทั้งสี่ก็มิได้คัดค้านหรือโต้แย้งแต่ประการใดว่า พันโทนันทวิทย์ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอันจะทำให้กระบวนการสอบสวนรับฟังไม่ได้ดังข้ออ้างของจำเลยจริงอยู่แม้คำให้การของบุคคลทั้งสี่ที่พาดพิงถึงจำเลยว่า ได้ร่วมกับนางทิพารัตน์หรือเปียจัดทำหลักฐานอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการเบิกค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ให้แก่บุคคลทั้งสี่นั้นมีลักษณะเป็นการซัดทอด แต่ก็ใช่ว่าจะรับฟังไม่ได้เสียทีเดียวทั้งบุคคลทั้งสี่มิใช่จำเลยในคดีนี้จึงมิใช่เป็นการซัดทอดจำเลยในคดีเดียวกัน โจทก์จึงอ้างบุคคลดังกล่าวมาเป็นพยานในคดีนี้ได้และคำเบิกความของบุคคลทั้งสี่ในฐานะพยานชั้นศาลก็ไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเพราะพยานมาเบิกความด้วยตนเองโดยตรงต่อศาล หาใช่พยานบอกเล่าแต่อย่างใดไม่ ดังปรากฏจากคำเบิกความในชั้นศาลของจ่าสิบเอกสุเมธ จ่าสิบตรีล้อมและจ่าสิบเอกเศกศึกหรือเสกศึกที่ยืนยันตรงกันว่า จำเลยเป็นผู้ให้คำแนะนำช่วยเหลือและจัดการเอกสารหลักฐานอันเป็นเท็จประกอบเรื่องขอเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ให้แก่พยานทั้งสามจนกระทั่งเบิกค่ารักษาพยาบาลได้สำเร็จ โดยจำเลยได้รับผลประโยชน์คือส่วนแบ่งจากค่ารักษาพยาบาลอันเป็นเท็จดังกล่าวทุกราย ส่วนร้อยเอกจำนงค์พยานโจทก์อีกปากหนึ่งนั้น แม้เบิกความว่าได้ทราบเรื่องการเบิกค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมจากเพื่อของพยานก็ตาม แต่พยานก็ยอมรับว่าได้ทราบเรื่องดังกล่าวจากจำเลยด้วย โดยจำเลยให้พยานติดต่อกับนางทิพารัตน์ มเหศวร ตัวแทนของบริษัทไทยแลนด์ แขนขาเทียม จำกัดในที่สุด นางทิพารัตน์ซึ่งพยานเห็นพูดคุยใกล้ชิดสนิทสนมกับจำเลยก็ได้ดำเนินการช่วยเหลือให้พยานได้รับค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมอันเป็นเท็จ และพยานได้ให้ส่วนแบ่งแก่นางทิพารัตน์ตามที่นางทิพารัตน์เรียกร้อง จึงสอดคล้องกับคำเบิกความของจ่าสิบเอกสุเมธและจ่าสิบตรีล้อมที่ว่านางเปียเป็นผู้ได้รับส่วนแบ่งเงินค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์จากพยานเช่นกัน ทั้งนี้พันโทประยูรต๊ะบีนตา ได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่านางเปียเป็นบุคคลเดียวกับนางทิพารัตน์ มเหศวร และเป็นภริยาของจำเลยข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยได้ให้การในชั้นสอบสวนยอมรับว่า จำเลยอยู่กินกับนางทิพารัตน์เป็นเวลา20 ปี โดยมิได้จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกัน 1 คน ปัจจุบันแยกกันอยู่ดังปรากฏตามเอกสารหมาย จ.40 จำเลยมิได้โต้แย้งว่าการสอบสวนดังกล่าวไม่ชอบ พฤติการณ์แห่งคดีจึงรับฟังได้แน่ชัดปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยและนางทิพารัตน์หรือเปียได้ร่วมกันให้คำแนะนำช่วยเหลือ และจัดทำหลักฐานเพื่อเบิกค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์อันเป็นเท็จให้แก่จ่าสิบเอกสุเมธ จ่าสิบตรีล้อม จ่าสิบเอกเศกศึกหรือเสกศึก และร้อยเอกจำนงค์จริง โดยจำเลยและนางทิพารัตน์หรือเปียได้ประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินส่วนแบ่งจากค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์อันเป็นเท็จ ซึ่งบุคคลทั้งสี่ได้รับจากผู้เสียหายทั้งสอง จึงเป็นกรณีร่วมกระทำผิดฐานฉ้อโกงกับบุคคลทั้งสี่ตามฟ้องของโจทก์ทั้งสี่สำนวน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสี่สำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226 ม. 232
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์
จำเลย — ร้อยโท นที ฉิมไทย
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 810/2544
#98630
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ฉ้อโกง ++

++ คดีแดงที่ 810-813/2544

คำให้การของ ส.ซึ่งเป็นผู้กระทำผิดที่พาดพิงถึงจำเลยมีลักษณะเป็นการซัดทอด มิใช่ว่าจะรับฟังไม่ได้ และมิใช่เป็นการซัดทอดจำเลยในคดีเดียวกันโจทก์จึงอ้าง ส.มาเป็นพยานได้ และคำเบิกความของ ส.ในฐานะพยานชั้นศาลก็ไม่ต้องห้ามรับฟัง ทั้ง ส.มาเบิกความต่อศาล หาใช่พยานบอกเล่าไม่ จึงรับฟังได้

จ่าสิบเอก ส.กับพวก ได้หลอกลวงกองทัพบกผู้เสียหายที่ 1และผู้บัญชาการมณฑลทหารบกผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยจัดทำใบสำคัญความเห็นแพทย์ ใบรับรองรายการยาและอวัยวะเทียมที่ไม่มีจำหน่ายในสถานพยาบาล ใบสั่งยา และใบเสร็จรับเงินแสดงการจัดซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์ โดยอ้างว่าตนเองหรือภริยาหรือบิดามารดาป่วยหรือพิการ และได้ซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์อันเป็นความเท็จความจริงมิได้มีการซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด แล้วบุคคลทั้งสี่ได้นำเอกสารไปยื่นขอเบิกเงินจากเจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายทั้งสอง ทำให้เจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายทั้งสองหลงเชื่อ จ่ายเงินให้แก่บุคคลทั้งสี่อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงการที่จำเลยกับพวกได้ร่วมกันให้คำแนะนำช่วยเหลือ และจัดทำหลักฐานเพื่อเบิกค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์อันเป็นเท็จให้แก่จ่าสิบเอก ส.กับพวกโดยจำเลยกับพวกได้ประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินส่วนแบ่งจากค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์อันเป็นเท็จ ซึ่งจ่าสิบเอก ส.กับพวกได้รับจากผู้เสียหายทั้งสองจึงเป็นกรณีร่วมกระทำผิดฐานฉ้อโกง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๓, ๓๔๑, ๙๑ กับให้จำเลยคืนเงินรวม ๑๙๒,๔๘๐ บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสองนับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๗๘/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๑ ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ รวม ๖ กระทงจำคุกกระทงละ ๑ ปี รวมจำคุก ๖ ปี ส่วนที่ขอให้นับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๗๘/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้นนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ทั้งสี่สำนวน

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน

จำเลยฎีกาทั้งสี่สำนวน โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จ่าสิบเอกสุเมธ ไพรบึง จ่าสิบตรีล้อม เขม้นกสิกิจ ร้อยเอกจำนงค์ พะยิ้ม และจ่าสิบเอกเศกศึกหรือเสกศึก ศรีสมบูรณ์ ได้หลอกลวงกองทัพบก ผู้เสียหายที่ ๑ และพลตรีศิลกัลกัลยาณมิตร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๓๑ ผู้เสียหายที่ ๒ ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยจัดทำใบสำคัญความเห็นแพทย์ใบรับรองรายการยาและอวัยวะเทียมที่ไม่มีจำหน่ายในสถานพยาบาล ใบสั่งยา และใบเสร็จรับเงินแสดงการจัดซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์โดยอ้างว่าตนเองหรือภริยาหรือบิดามารดาป่วยหรือพิการ และได้ซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์อันเป็นความเท็จความจริงมิได้มีการซื้ออวัยวะเทียมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด แล้วบุคคลทั้งสี่ได้นำเอกสารไปยื่นขอเบิกเงินจากเจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายทั้งสอง ทำให้เจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายทั้งสองหลงเชื่อ จ่ายเงินให้แก่บุคคลทั้งสี่อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งบุคคลทั้งสี่ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ชดใช้เงินค่ารักษาพยาบาลที่รับไปแล้ว ทั้งให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและในชั้นศาล ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าบุคคลทั้งสี่มีความผิดฐานฉ้อโกง แต่ให้รอการลงโทษไว้ คดีสำหรับบุคคลทั้งสี่เป็นอันยุติ

คงมีปัญหาในชั้นฎีกาว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดกับบุคลลทั้งสี่ตามฟ้องของโจทก์ทั้งสี่สำนวนหรือไม่ จำเลยฎีกาโต้แย้งสรุปเป็นใจความได้ว่า เหตุที่บุคคลทั้งสี่ให้การในชั้นสอบสวนอ้างว่าจำเลยเป็นคนจัดเอกสารเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ให้แก่บุคคลทั้งสี่นั้น เป็นเพราะบุคคลทั้งสี่ถูกนายทหารพระธรรมนูญขู่เข็ญว่าจะงดจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญ และให้สัญญาว่าจะได้รับการรอการลงอาญา จึงให้การปรักปรำจำเลย ทั้งนางทิพารัตน์หรือเปีย มเหศวรก็มิใช่ภริยาของจำเลย และจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด เห็นว่า ตามที่บุคคลทั้งสี่คือ จ่าสิบเอกสุเมธ จ่าสิบตรีล้อม ร้อยเอกจำนงค์ และจ่าสิบเอกเศกศึกหรือเสกศึกได้ให้การในชั้นสอบสวนว่าเป็นผู้เบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์อันเป็นเท็จ โดยมีจำเลยเป็นผู้ช่วยดำเนินการให้ร่วมกับนางทิพารัตน์หรือเปียนั้น บุคคลทั้งสี่ต่างให้การรับสารภาพในชั้นศาล โดยมิได้กล่าวอ้างเลยว่า บุคคลทั้งสี่ถูกข่มขู่หรือถูกจูงใจจากนายทหารพระธรรมนูญซึ่งนั่งฟังการสอบสวนของพนักงานสอบสวนในคดีนี้โดยตลอด คือพันโทนันทวิทย์ คงเพชร ผู้ทำหน้าที่สอบสวนข้อเท็จจริงมาตั้งแต่เบื้องต้น นอกจากนี้บุคคลทั้งสี่ก็มิได้คัดค้านหรือโต้แย้งแต่ประการใดว่า พันโทนันทวิทย์ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันจะทำให้กระบวนการสอบสวนรับฟังไม่ได้ดังข้ออ้างของจำเลย จริงอยู่แม้คำให้การของบุคคลทั้งสี่ที่พาดพิงถึงจำเลยว่า ได้ร่วมกับนางทิพารัตน์หรือเปียจัดทำหลักฐานอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการเบิกค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ให้แก่บุคคลทั้งสี่นั้น มีลักษณะเป็นการซัดทอด แต่ก็ใช่ว่าจะรับฟังไม่ได้เสียทีเดียว ทั้งบุคคลทั้งสี่มิใช่จำเลยในคดีนี้ จึงมิใช่เป็นการซัดทอดจำเลยในคดีเดียวกัน โจทก์จึงอ้างบุคคลดังกล่าวมาเป็นพยานในคดีนี้ได้ และคำเบิกความของบุคคลทั้งสี่ในฐานะพยานชั้นศาลก็ไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน เพราะพยานมาเบิกความด้วยตนเองโดยตรงต่อศาล หาใช่พยานบอกเล่าแต่อย่างใดไม่ ดังปรากฏจากคำเบิกความในชั้นศาลของจ่าสิบเอกสุเมธ จ่าสิบตรีล้อมและจ่าสิบเอกเศกศึกหรือเสกศึกที่ยืนยันตรงกันว่า จำเลยเป็นผู้ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือและจัดหาเอกสารหลักฐานอันเป็นเท็จประกอบเรื่องขอเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ให้แก่พยานทั้งสามจนกระทั่งเบิกค่ารักษาพยาบาลได้สำเร็จ โดยจำเลยได้รับผลประโยชน์คือส่วนแบ่งจากค่ารักษาพยาบาลอันเป็นเท็จดังกล่าวทุกราย ส่วนร้อยเอกจำนงค์พยานโจทก์อีกปากหนึ่งนั้น แม้เบิกความว่าได้ทราบเรื่องการเบิกค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมจากเพื่อนของพยานก็ตาม แต่พยานก็ยอมรับว่าได้ทราบเรื่องดังกล่าวจากจำเลยด้วย โดยจำเลยให้พยานติดต่อกับนางทิพารัตน์ มเหศวร ตัวแทนของบริษัทไทยแลนด์ แขนขาเทียม จำกัด ในที่สุดนางทิพารัตน์ซึ่งพยานเห็นพูดคุยใกล้ชิดสนิทสนมกับจำเลย ก็ได้ดำเนินการช่วยเหลือให้พยานได้รับค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมอันเป็นเท็จ และพยานได้ให้ส่วนแบ่งแก่นางทิพารัตน์ตามที่นางทิพารัตน์เรียกร้อง จึงสอดคล้องกับคำเบิกความของจ่าสิบเอกสุเมธและจ่าสิบตรีล้อมที่ว่านางเปียเป็นผู้ได้รับส่วนแบ่งเงินค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์จากพยานเช่นกัน ทั้งนี้ พันโทประยูร ต๊ะบีนตา ได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่านางเปียเป็นบุคคลเดียวกับนางทิพารัตน์ มเหศวร และเป็นภริยาของจำเลยข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยได้ให้การในชั้นสอบสวนยอมรับว่า จำเลยอยู่กินกับนางทิพารัตน์เป็นเวลา ๒๐ ปี โดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน ๑ คนปัจจุบันแยกกันอยู่ จำเลยมิได้โต้แย้งว่าการสอบสวนดังกล่าวไม่ชอบ พฤติการณ์แห่งคดีจึงรับฟังได้แน่ชัดปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยและนางทิพารัตน์หรือเปียได้ร่วมกันให้คำแนะนำช่วยเหลือ และจัดทำหลักฐานเพื่อเบิกค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์อันเป็นเท็จให้แก่จ่าสิบเอกสุเมธ จ่าสิบตรีล้อม จ่าสิบเอกเศกศึกหรือเสกศึก และร้อยเอกจำนงค์จริง โดยจำเลยและนางทิพารัตน์หรือเปียได้ประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินส่วนแบ่งจากค่ารักษาพยาบาลสำหรับอวัยวะเทียมและอุปกรณ์อันเป็นเท็จ ซึ่งบุคคลทั้งสี่ได้รับจากผู้เสียหายทั้งสอง จึงเป็นกรณีร่วมกระทำผิดฐานฉ้อโกงกับบุคคลทั้งสี่ตามฟ้องของโจทก์ทั้งสี่สำนวน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 226 ม. 232
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์
จำเลย — ร้อยโทนที ฉิมไทย
๘๑๐-๘๑๓/๒๕๔๔ — ฯลฯ คดีแดงที่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นายดุสิต ผดุงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ — นายประเวศ อัศวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 803/2544
#36531
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาคดีมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์รวมอยู่ในคดีเดียวกันว่าจะต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาว่าคำขอใดเป็นหลัก คำขอใดเป็นคำขอที่ต่อเนื่อง โจทก์มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยให้ถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออกแล้วจึงให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ถือว่า คำขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทเป็นคำขอหลัก คำขอให้จำเลยที่ 1โอนที่ดินพิพาทเป็นคำขอต่อเนื่องคดีจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริง

ที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ได้ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่เคยขอดูหลักฐานทางทะเบียนว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่นั้นเป็นการผิดวิสัยของการซื้อที่ดินโดยทั่วไป ซึ่งจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าที่ดินที่จะซื้อเป็นของผู้ขายหรือไม่เพื่อไม่ให้มีปัญหาในภายหลัง จำเลยที่ 2ซื้อที่ดินพิพาทในราคาถึง 400,000 บาท แต่หลังจากซื้อแล้วก็ไม่ได้ เข้าทำประโยชน์ ข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ดำเนินการใด ๆ ให้จำเลยที่ 1ออกจากที่ดินพิพาท กลับได้ความว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทเพราะต้องการช่วยจำเลยที่ 1 ตามพฤติการณ์จึงเชื่อว่า ก่อนจะซื้อที่ดินพิพาทมาจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังนั้น จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและจดทะเบียนโดยสุจริต จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์ขอให้ เพิกถอนการจดทะเบียนขายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1300

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1497/2542 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวและจำเลยที่ 1ในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินให้แก่โจทก์ในราคา 6,000 บาทซึ่งที่ดินดังกล่าวมีชื่อนายญา บรรลือหาญ บิดาจำเลยที่ 1 ถือสิทธิครอบครองและที่ดินจะตกแก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้วส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องตลอดมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งหรือรบกวนการครอบครอง ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของบิดาจำเลยที่ 1 ไม่ยอมโอนที่ดินให้แก่โจทก์ แต่กลับนำที่ดินดังกล่าวไปโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของรวมทำให้โจทก์เสียหายขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 2 จากการเป็นเจ้าของรวมดังกล่าว และให้จำเลยที่ 1โอนที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยินยอมให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องจำเลยที่ 1 ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหลัง ซึ่งจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า จำเลยที่ 2 ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในราคา 450,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนและแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว ซึ่งเป็นการซื้อขายโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนถูกต้องตามระเบียบของกรมที่ดิน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมและฟ้องโจทก์เคลือบคลุม สัญญาซื้อขายที่ดินตามฟ้องโจทก์เมื่อพิจารณาจากข้อความในสัญญาดังกล่าวฟังได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์แล้วมอบที่ดินให้เป็นหลักประกันไว้โดยใช้แบบฟอร์มสัญญาซื้อขายแทนสัญญากู้ยืม โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานผิดสัญญากู้ยืมและที่โจทก์อ้างว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เมื่อไม่มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การซื้อขายย่อมตกเป็นโมฆะและฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้โจทก์ไม่มีสิทธิมาฟ้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4079 เล่ม 41 ข เลขที่ดิน 783 ตำบลเขื่องคำ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 66 ตารางวา ที่จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2539 มาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 แล้ว ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยให้จำเลยทั้งสองส่งมอบ น.ส.3 ก.สำหรับที่ดินแปลงพิพาทให้แก่โจทก์ เพื่อนำไปจดทะเบียนโอนแบ่งแยกยังสำนักงานที่ดิน หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการจดทะเบียนโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก) เลขที่ 1328 ตำบลเขื่องคำ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธรต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้จำเลยที่ 2 มีกรรมสิทธิ์รวมและแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 4079 ตำบลเขื่องคำ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์รวมอยู่ในคดีเดียวกัน คดีจะต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาว่าคำขอใดเป็นหลักคำขอใดเป็นคำขอที่ต่อเนื่อง โจทก์มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยให้ถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออก แล้วจึงให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ถือว่าคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทเป็นคำขอหลัก คำขอให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทเป็นคำขอต่อเนื่อง คดีจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2ประการแรกว่า โจทก์ได้ซื้อที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4079 หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์นายสงวน วอทอง นางอำพร บรรลือหาญ นายวังคำ บรรลือหาญ และนายบุญ สุขแสวง เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า บุตรนายญาผู้ตายได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1328 เป็นส่วนสัดแล้ว ต่อมาวันที่ 24 มิถุนายน 2527จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรผู้ตายได้นำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนของตนมาขายให้แก่โจทก์ในราคา 6,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 และส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้ครอบครองทำกินตลอดมาทั้งนายสงวนและนายบุญเป็นอดีตกำนันและอดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่ จึงเป็นพยานคนกลางซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายใดและยังเบิกความยืนยันว่าได้ลงลายมือชื่อในสัญญาตามเอกสารหมาย จ.1ด้วย พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ แม้พยานโจทก์จะเบิกความแตกต่างกันในเรื่องวันเวลาที่แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดก็เป็นเพียงรายละเอียดไม่ทำให้น้ำหนักพยานโจทก์เสียไป เพราะถึงอย่างไรจำเลยที่ 1 ก็ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดก่อนที่จะขายให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบทนายความโจทก์ถามค้านเจือสมพยานโจทก์ว่า เห็นเล้าไก่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดแล้วและโจทก์ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ แล้วโจทก์ก็ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ที่จำเลยที่ 2นำสืบว่าที่ดินพิพาทยังไม่มีการครอบครองเป็นส่วนสัด ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2ได้ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต และจดทะเบียนโดยสุจริตหรือไม่ จำเลยที่ 2เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ได้ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่เคยขอดูหลักฐานทางทะเบียนว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นการผิดวิสัยของการซื้อที่ดินโดยทั่วไป ซึ่งจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าที่ดินที่จะซื้อเป็นของผู้ขายหรือไม่ เพื่อไม่ให้มีปัญหาในภายหลัง ประกอบกับจำเลยที่ 2 ก็ซื้อที่ดินพิพาทในราคาถึง 400,000 บาท แต่หลังจากซื้อแล้วก็ไม่ได้เข้าทำประโยชน์แต่อย่างใดทั้งข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ดำเนินการใด ๆ ให้จำเลยที่ 2 (ที่ถูกจำเลยที่ 1) ออกจากที่ดินพิพาท กลับได้ความว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทเพราะต้องการช่วยจำเลยที่ 1 ตามพฤติการณ์จึงเชื่อว่า ก่อนจะซื้อที่ดินพิพาทมา จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ดังนั้น จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต และจดทะเบียนโดยสุจริต จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1300 ฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งปันให้แก่ทายาท เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทายาทก็เป็นเรื่องที่ทายาทจะไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 1 ทั้งอาณาเขตที่ดินที่ซื้อขายตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ไม่ตรงกับอาณาเขตที่ดินพิพาทนั้นเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และฎีกาข้ออื่นที่ว่าสัญญาเอกสารหมาย จ.1 เป็นสัญญากู้ยืมก็ดีเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดเมื่อไม่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมเป็นโมฆะก็ดี เห็นว่า เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าจึงย่อมโอนกันได้ด้วยการส่งมอบการครอบครอง ข้อฎีกาดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณารวมกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1497/2542 ของศาลชั้นต้น ซึ่งคดีดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว แต่จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ในคดีดังกล่าวมาด้วยทั้งชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการวม 300 บาท จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าวที่เสียเกินมาแก่จำเลยที่ 2"

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการวม 300 บาท แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อำคา บรรลือหาญ
จำเลย — นาย อ่อนจันทร์หรือพระภิกษุอ่อนจันทร์ บรรลือหาญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 802/2544
#36434
เปิดฉบับเต็ม

บ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินในลักษณะตรึงตราถาวรนับได้ว่าเป็นส่วนซึ่งโดยสภาพเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้นและไม่อาจแยกจากกันได้ นอกจากจะทำลาย ทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป บ้านจึงเป็นส่วนควบของที่ดิน ผู้ซื้อที่ดินย่อมมีกรรมสิทธิ์ในบ้านซึ่งเป็นส่วนควบนั้นด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางละม้ายสุขสงวน โดยคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 11262/2543นางละม้าย โจทก์ที่ 2 และจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 35652 เนื้อที่ 60 ตารางวา โดยแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดแล้วนางละม้ายมีกรรมสิทธิ์ 1 ใน 60 ส่วน โดยนางละม้ายกันไว้เป็นทางเดินจากหน้าที่ดินเข้าไปยังบ้านเลขที่ 394 ซอยเพิ่มสิน แขวงดินแดง เขตดินแดงกรุงเทพมหานคร โจทก์ที่ 2 มีกรรมสิทธิ์ 44 ใน 60 ส่วน ที่ดินในส่วนของโจทก์ที่ 2 แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นที่ว่างเปล่าตั้งอยู่ด้านหน้าซ้ายของที่ดินยาวจากด้านหน้าไปจดด้านหลังของที่ดินมีทางเดินที่นางละม้ายกันไว้เป็นเส้นแบ่งติดด้านขวาที่ดินยาวจนถึงหน้าบ้านเลขที่ 394 ต่อจากนั้นเป็นแนวติดต่อกับด้านข้างของบ้านเลขที่ 394 จนสุดเขตที่ดินและส่วนที่ 2คือที่ดินที่ตั้งบ้านเลขที่ 394 จำเลยมีกรรมสิทธิ์ 15 ใน 60 ส่วน ที่ดินในส่วนของจำเลยตั้งอยู่ทางด้านข้างขวาของที่ดินแปลงดังกล่าวมีทางเดินของนางละม้ายเป็นเส้นแบ่งติดด้านซ้ายของที่ดิน ส่วนด้านหลังของที่ดินอยู่ติดกับบ้านเลขที่ 394 ที่ดินในส่วนของจำเลยเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่27/40 ง. โดยจำเลยได้รับโอนมาจากนางเพ็ญจันทร์ คงทอง เมื่อวันที่ 11กุมภาพันธ์ 2528 เดิมก่อนนางละม้ายถึงแก่กรรม นางละม้ายเป็นเจ้าของที่ดินทั้งแปลงหลังจากที่นางละม้ายแบ่งที่ดินให้เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวต่างก็ได้แยกการครอบครองที่ดินกันเป็นส่วนสัดตามที่นางละม้ายยกให้ นางละม้ายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2524หลังจากนั้นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทุกคนก็ยังคงครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดดังกล่าวทุกประการ ก่อนที่จำเลยจะได้รับโอนที่ดินจากนางเพ็ญจันทร์จำเลยมิได้เป็นผู้เกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวและหลังจากที่จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนจากนางเพ็ญจันทร์แล้วต่างก็แยกการครอบครองที่ดินออกเป็นส่วนสัดตามเดิม โจทก์ที่ 1 และนายไพฑูรย์ สิริคีตกร โอนกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 394 และที่ดินที่ตั้งบ้านดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2529 และโจทก์ที่ 2 อนุญาตให้โจทก์ที่ 1 และนายไพฑูรย์อยู่อาศัยหรือนำบ้านดังกล่าวให้เช่าหารายได้เป็นของตนเองแต่เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2534 จำเลยเข้าไปขับไล่ผู้เช่าบ้านเลขที่ 394ของโจทก์ที่ 1 และนายไพฑูรย์แล้วจำเลยนำบ้านดังกล่าวให้บุคคลอื่นเช่าเก็บค่าเช่าเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว และจำเลยเข้าครอบครองที่ดินซึ่งเป็นทางเดินอันเป็นมรดกของนางละม้าย จำเลยไม่ยินยอมให้โจทก์ทั้งสองเข้าใช้ประโยชน์ในบ้านเลขที่ 394 และที่ดินอันเป็นมรดกของนางละม้ายกับที่ดินของโจทก์ที่ 2 ดังกล่าว ซึ่งหากนำบ้านเลขที่ 394 ให้เช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท จำเลยเก็บค่าเช่าเป็นของตนเองแต่ผู้เดียวเป็นเวลา41 เดือน คิดเป็นเงิน 205,000 บาท ขอให้ศาลพิพากษาแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 35652 ตำบลสามเสนใน (สามเสนในฝั่งเหนือ) อำเภอดุสิต (บางซื่อ)กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละม้ายได้1 ใน 60 ส่วน โจทก์ที่ 2 ได้ 44 ใน 60 ส่วน หากแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกขายทอดตลาดหรือขายโดยประมูลราคากันเองนำเงินแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสองและจำเลยตามส่วนสัด ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 205,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และชำระเงินอีกเดือนละ5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินในส่วนของโจทก์ทั้งสองกับให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินในส่วนของโจทก์ที่ 2 ด้วย

จำเลยให้การว่า จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเนื้อที่ 15 ตารางวาพร้อมบ้านเลขที่ 27/40 ง. จากนางเพ็ญจันทร์ คงทอง แล้วครอบครองเป็นส่วนสัด ส่วนที่ดินทางเดินที่เป็นมรดกของนางละม้ายนั้นมีเนื้อที่3 ตารางวา มิใช่ 1 ตารางวา ตามฟ้องและมีชายคาบ้านของจำเลยคลุมอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง นางละม้ายยกที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 และนายไพฑูรย์คนละ 11 ตารางวา รวมเป็น 22 ตารางวา ซึ่งที่ดินในส่วนนี้นางละม้ายปลูกบ้านเลขที่ 394 ไว้ แต่ปลูกไม่เต็มเนื้อที่ นางละม้ายไม่เคยยกให้หรือขายบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1และนายไพฑูรย์ไม่เคยขายบ้านดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 แต่นางละม้ายยกบ้านดังกล่าวให้แก่นายไพฑูรย์เพียงผู้เดียว นายไพฑูรย์ถูกคนร้ายตีศีรษะแตกเป็นคนวิกลจริตตั้งแต่ปี 2512 เป็นต้นมา เมื่อวันที่ 18กรกฎาคม 2529 โจทก์ที่ 2 ร่วมกับโจทก์ที่ 1 หลอกลวงฉ้อโกงนายไพฑูรย์ให้โอนที่ดินเฉพาะส่วนจำนวน 11 ตารางวา ให้แก่โจทก์ที่ 2 โดยรู้อยู่แล้วว่านายไพฑูรย์เป็นคนวิกลจริต นิติกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆียะแต่ในขณะนั้นนายไพฑูรย์ยังไม่มีผู้อนุบาล ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2538ศาลแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้อนุบาล จำเลยในฐานะเป็นผู้อนุบาลของนายไพฑูรย์จึงขอบอกล้างนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิขับไล่จำเลยซึ่งเป็นผู้อนุบาลของนายไพฑูรย์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายและค่าเช่าแก่โจทก์ที่ 2อัตราเดือนละ 2,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2534 จนกว่าจำเลยจะเลิกให้เช่าบ้านเลขที่ 394 ซอยเพิ่มสิน ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง(เดิมสามเสนใน) เขตดินแดง (เดิมพญาไท) กรุงเทพมหานคร และยอมให้โจทก์ที่ 2 กลับเข้าใช้ประโยชน์ในบ้านหลังนั้นกึ่งหนึ่ง คำขอของโจทก์ที่ 2นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ที่ 1

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดเลขที่ 35652 ตำบลสามเสนใน (สามเสนฝั่งเหนือ)อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละม้าย สุขสงวน ได้รับ 1 ใน 60 ส่วน ให้โจทก์ที่ 2 ได้รับ 44 ใน 60 ส่วน ให้จำเลยได้รับ 15 ใน 60 ส่วน ตามทิศและแนวเขตที่ได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดดังที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.7 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนอกจากนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า ทรัพย์พิพาทคือที่ดินเฉพาะส่วนเนื้อที่ประมาณ22 ตารางวา ซึ่งมีบ้านเลขที่ 394 ปลูกอยู่ ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 35652เอกสารหมาย จ.6 และตามรูปที่ดินที่แบ่งแยกการครอบครองเอกสารหมายจ.7 และจำเลยต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 เดือนละ 2,000 บาทนับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2534 เป็นต้นไป เดิมที่ดินและบ้านพิพาทดังกล่าวเป็นของนางละม้าย สุขสงวน มารดาคู่ความทั้งสองฝ่าย ต่อมานางละม้ายได้โอนที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 และนายไพฑูรย์ สิริคีตกร ซึ่งเป็นบุตรคนหนึ่งของนางละม้าย ครั้นวันที่ 18 กรกฎาคม 2529 โจทก์ที่ 1กับนายไพฑูรย์โอนที่ดินในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนให้แก่โจทก์ที่ 2และโจทก์ที่ 1 ได้โอนกรรมสิทธิ์ซึ่งมีอยู่ครึ่งหนึ่งในบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ด้วย โดยโจทก์ที่ 1 และนายไพฑูรย์ได้ขายให้แก่โจทก์ที่ 2 ในราคาคนละ 50,000 บาท แต่จดทะเบียนเป็นการให้เพื่อให้เสียค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนน้อยลง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 มีว่านายไพฑูรย์ได้ขายบ้านพิพาทในส่วนของตนให้แก่โจทก์ที่ 2 หรือไม่ และโจทก์ที่ 2 มีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาททั้งหลังหรือไม่ เห็นว่า ตอนที่โจทก์ที่ 2ซื้อที่ดินพิพาทก็มีบ้านพิพาทปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว และโจทก์ที่ 1 ก็ยืนยันว่าได้ขายที่ดินและบ้านพิพาทในส่วนของตนแก่โจทก์ที่ 2 ในราคา50,000 บาท ดังนี้ เมื่อนายไพฑูรย์ขายที่ดินพิพาทในราคาเดียวกันแก่โจทก์ที่ 2 และจดทะเบียนโอนวันเดียวกันกับโจทก์ที่ 1 ตามพฤติการณ์ย่อมบ่งชี้ว่านายไพฑูรย์ได้ขายบ้านพิพาทในส่วนของตนให้แก่โจทก์ที่ 2 ด้วย เพราะนายไพฑูรย์กับโจทก์ที่ 1 ต่างถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทเท่ากันจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่นายไพฑูรย์จะขายที่ดินพิพาทในส่วนของตนได้แพงกว่าโจทก์ที่ 1 แม้ในสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมาย ล.1 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 16680/2534 ของศาลแขวงพระนครเหนือจะระบุว่าเป็นการโอนให้เฉพาะที่ดิน แต่ในสัญญาดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุว่ามีบ้านพิพาทปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท แสดงว่าการที่ระบุไว้เช่นนี้ก็เพื่อให้เสียค่าธรรมเนียมในการโอนน้อยลงเท่านั้น เอกสารดังกล่าวจึงไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นการโอนเฉพาะที่ดินพิพาทเท่านั้น ทั้งในการจดทะเบียนโอนก็ไม่ปรากฏเงื่อนไขว่าไม่ได้โอนบ้านพิพาทด้วยประกอบกับบ้านพิพาทปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทในลักษณะตรึงตราถาวรนับได้ว่าเป็นส่วนซึ่งโดยสภาพเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้น และไม่อาจแยกจากกันได้ นอกจากจะทำลายทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป เมื่อไม่ปรากฏเงื่อนไขในการโอนบ้านพิพาทของคู่กรณีโดยชัดแจ้ง บ้านพิพาทจึงย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท โจทก์ที่ 2 เป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทโดยชอบ ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาททั้งหลังซึ่งเป็นส่วนควบนั้นด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 2 ไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทในส่วนของนายไพฑูรย์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์ในฐานะกรรมสิทธิ์รวมเรียกค่าเสียหายและขับไล่ซึ่งเป็นคดีมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์รวมอยู่ในคดีเดียวกัน แต่คำขอหลักคือให้แบ่งทรัพย์สินในฐานะกรรมสิทธิ์รวมเมื่อจำเลยมิได้ให้การว่าที่ดินส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ขอแบ่งนั้นเป็นของจำเลยโดยอ้างว่าเป็นของนายไพฑูรย์จำนวน 11 ตารางวา จำเลยจึงมิได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ คดีในส่วนนี้จึงไม่มีทุนทรัพย์ ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มอย่างมีทุนทรัพย์ในที่ดินส่วนนี้ และโจทก์ที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มมาจำนวน 16,500 บาท นั้น ไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านเลขที่ 394 ซอยเพิ่มสิน ถนนประชาสงเคราะห์แขวงดินแดง (เดิมสามเสนใน) เขตดินแดง (เดิมพญาไท) กรุงเทพมหานครของโจทก์ที่ 2 และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2534 จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินและบ้านพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 16,500 บาท แก่โจทก์ที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 ม. 453
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ไพเวทย์ สิริคีตกร ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นาง ละม้าย สุขสงวน กับพวก
จำเลย — นาย วิชาญหรืออรรถพล สิริคีตกร
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา